โยนหิน ‘สัตยาบัน’ หยั่งกระแสยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/544981

  • วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

โยนหิน ‘สัตยาบัน’ หยั่งกระแสยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็เป็นไปตามคาดเมื่อ“พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นหลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม 2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครแต่ละประเภทเลือกกันเอง และ 3.การยกเลิกการเลือกไขว้

ทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าว นอกจาก สนช.จะได้แก้ไปให้ผิดจากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดแล้ว ยังเป็นการเอาไปซุกไว้ในบทเฉพาะ กาลของร่างกฎหมาย สว.ด้วย โดยมีอายุการใช้งานเพียง 5 ปี สอดคล้องกับระยะเปลี่ยนผ่านตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนบทหลักเกี่ยวกับกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง สว.ได้คงไว้ตามเดิมที่ กรธ.ได้ออกแบบเอาไว้

เรียกได้ว่า สนช.เล่นแร่แปรธาตุกับตัวอักษรอย่างพิสดาร โดย สนช.เชื่อว่าหากสิ่งที่ตัวเองออกแบบไว้ขัดกับรัฐธรรมนูญก็จะมีผลเฉพาะบทบัญญัติส่วนดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ทั้งฉบับต้องตกไปแต่อย่างใด

แม้จะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมาย สว. แต่ปรากฏว่า สนช.กลับไม่ดำเนินการยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ เพราะประธาน สนช.ระบุว่าไม่ได้มีสมาชิก สนช.ติดใจในกรณีนี้

“เมื่อสมาชิก สนช.มีความเชื่อมั่นว่าข้อความในร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สส.ทั้งสองประเด็นดังกล่าวไม่มีปัญหาเรื่องความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีการเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นประธาน สนช.จึงส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปยังนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มี.ค. เพื่อดำเนินการต่อไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ” ประธาน สนช. กล่าว

การไม่ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ของ สนช. ได้นำมาซึ่งประเด็นทางการเมืองพอสมควร เพราะหลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองต้องการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดในประเด็นที่เป็นปัญหา เช่น การอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนให้กับคนพิการ หรือการตัดสิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองของบุคคลที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง แต่กลับได้รับการปฏิเสธจาก สนช.

อย่างไรก็ดี การปฏิเสธของ สนช.ได้แฝงเงื่อนไขบางประการ กล่าวคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองมาร่วมลงสัตยาบันยอมรับการเลื่อนเลือกตั้ง หาก สนช.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเลือกตั้ง สส.

“หากหลายฝ่ายยังคงเป็นห่วงต่อการไม่ยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สส.อยู่นั้น ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคทำเป็นสัตยาบันร่วมกันมาเลยว่า ยินยอมให้เลื่อนโรดแมปเลือกตั้งออกไป 3 เดือน สนช.จะดำเนินการส่งร่างกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันที” ข้อเรียกร้องของ “สมชาย แสวงการ”เลขานุการวิป สนช.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ แล้ว สนช. หรือแม้แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเท่าใดนัก เนื่องจากสถานการณ์ในเวลานี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม ดังจะเห็นได้จากคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากปล่อยการเลือกตั้งให้เกิดขึ้น แน่นอนว่าโอกาสที่จะกลับเข้ามาสืบทอดอำนาจภายใต้กติกาที่ชงเองกินเองก็เป็นไปได้ยากขึ้น

แต่ครั้นจะหาเงื่อนไขเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปนั้นปัจจุบันก็มีไม่มากนัก ภายหลังกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้รับการประกาศใช้ไปแล้ว 2 ฉบับส่วนอีก 2 ฉบับได้ผ่านมติ สนช.อย่างล้นหลาม แม้ปัจจุบัน สนช.จะยื่นให้ศาลตีความกฎหมาย สว. แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งถูกยื้อออกไปได้มากนัก เว้นเสียแต่ร่างกฎหมาย สว.จะตกไปทั้งฉบับ

ดังนั้น เงื่อนไขเดียวที่ สนช.และ คสช.จะพอสร้างในเวลานี้ คือ การสร้างแรงกดดันให้พรรคการเมืองยอมเลื่อนการเลือกตั้งเอง โดยอาศัยกติกาเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบันมาเป็นแรงบีบให้พรรคการเมืองเดินตามแผนที่ คสช.วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการทำไพรมารีโหวต การตั้งสาขาพรรค รวมไปถึงการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมือง

ที่สำคัญ คสช.เองได้นัดพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือร่วมกันในช่วงเดือน มิ.ย. เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การประชุมนัดนี้หากพรรคการเมืองจำนวนมากอย่างพรรคการเมืองใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากกติกาการเลือกตั้งมากจนทนไม่ไหว ก็อาจรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ โดยอาศัยมาตรา 44 แช่แข็งทุกอย่างชั่วคราว

ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองไปถึงจุดที่พรรคการเมืองใหม่รวมตัวกันขอเลื่อนการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ถามว่าพรรคการเมืองในปัจจุบัน ทั้ง ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ชาติไทย หรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทย จะเอาอะไรไปทัดทานข้อเรียกร้องเหล่านั้นเพราะตนเองตกอยู่ในฐานะของฝ่ายเสียงข้างน้อย

ไม่เพียงเท่านี้ หากเป็นเช่นนั้นจริง ทุกอย่างก็เข้าทางของ คสช.พอดี ได้เลื่อนการเลือกตั้งและใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อแก้ไขกติกาของการเลือกตั้งที่ กรธ.ทำไม่ถูกใจให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยอย่างที่ คสช.ต้องการให้เป็น ไม่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองกลับมาเข้มแข็งเหมือนในอดีต

มาถึงจุดนี้ ความหวังในการเลื่อนการเลือกตั้งของ คสช.กำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเข้าไปทุกที เหลือเพียงรอเวลาอีกหน่อยเท่านั้น

พลิกเกมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สนช.มีแต่ได้และคุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/544881

  • วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

พลิกเกมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สนช.มีแต่ได้และคุ้ม

สรุปว่าหมากเกมนี้ สนช.ได้ทั้งขึ้นและล่อง ลงทุนไม่เท่าไรแต่ได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดนี้มักจะสร้างความประหลาดในทางการเมืองเสมอ โดยเฉพาะช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะจะทำในสิ่งที่สภาชุดก่อนๆ ไม่ทำมาก่อน

เริ่มตั้งแต่เซตซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อครั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. โดยเมื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ปรากฏว่า กกต.ชุดก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกเซตซีโร่ผิดกับ กกต.ชุดปัจจุบันที่โดนสึนามิเข้าอย่างจัง สร้างคำถามให้เกิดตามมาว่าบรรทัดฐานทางกฎหมายอยู่ตรงไหนกันแน่

เช่นเดียวกับกรณีของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สนช.ได้แก้ไขบทเฉพาะกาลด้วยการยกเว้นการบังคับใช้ลักษณะต้องห้ามบางประการที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่เคยทำหน้าที่เป็นข้าราชการเมือง และกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ ยังดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในภายหลังว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พอช่วยให้ สนช.รอดตัวไปได้บ้าง

ความพิสดารในการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ได้ลามมาถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างกรณีของร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. สนช.ลงมือผ่าตัดหัวใจสำคัญคือ ระยะเวลาของการเริ่มต้นใช้บังคับกฎหมาย ซึ่งจากเดิมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป แต่ สนช.แก้ไขให้กฎหมายใช้บังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

การแก้ไขดังกล่าว สนช.ได้พยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 สาย ว่าต้องการให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 53/2560 ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น แต่ความหวังดีของ สนช.ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไป 90 วัน นำมาซึ่งเสียงท้วงติงในทำนองว่า สนช.พยายามจะยื้อการเลือกตั้งออกไป

แต่ที่ดูกลับหัวกลับหางมากที่สุดคงหนีไม่พ้นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

สนช.ได้ออกแบบการได้มาซึ่ง สว.ในเวอร์ชั่นของตัวเองและเอาไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลและใช้บังคับในวาระแรกเริ่มเป็นเวลา 5 ปี ทั้งเรื่องการให้สมัคร สว. โดยอิสระและการสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล ไปจนถึงการกำหนดให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม

ส่วนวุฒิสภาในเวอร์ชั่นของ กรธ.นั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มการสมัคร สว.โดยอิสระเพียงอย่างเดียว และการกำหนดกลุ่มวิชาชีพจำนวน 20 กลุ่ม ยังคงในบทหลักของร่างกฎหมาย สว.ตามเดิม เพียงแต่จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 5 ปีไปแล้ว

หากจะบอกว่าเป็นกฎหมาย สว.ในแบบ “วัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง” ก็ดูจะไม่ผิดไปจากความหมายเท่าใดนัก

ทว่า ความพิลึกของ สนช.ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุดเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

สาเหตุที่ต้องบอกว่ามีความพิลึก เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่ สนช.ลงมติให้เห็นชอบด้วยคะแนน 202 ต่อ 1 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ห่างกันแบบไม่เห็นฝุ่น และยังยืนยันความเป็นฉันทานุมัติของสภาด้วยว่าได้เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง

อีกทั้งทันทีที่ สนช.ลงมติเห็นชอบบรรดาสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยต่างออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้เสียเวลาอีก

แต่ทำไปทำมา สนช.เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 มี.ค. เรียกได้ว่ากลืนน้ำลายตัวเองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยอันเป็นการวางหลักการเอาไว้แล้วว่า สนช.มีอำนาจพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ สนช.เปลี่ยนใจน่าจะมาจากการออกท้วงติงด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวของ “มีชัย ฤชุพันธุ์”ประธาน กรธ.

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลให้ สนช.เปลี่ยนใจ คือ ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ สนช.จะได้รับทั้งขึ้นและล่อง

ที่ผ่านมา สนช.ถูกโจมตีมาตลอดว่าแก้ไขกฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญและทำผิดบรรทัดฐานที่สภาเคยทำไว้ในหลายเรื่อง ดังนั้น การให้ศาลเข้ามาชี้ขาดและหากผลในบั้นปลายออกมาเป็นคุณกับ สนช. แน่นอนว่า สนช.ย่อมได้หน้าแบบเต็มๆ

ในทางกลับกัน ถ้าเกิดเหตุวิสัยในลักษณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มีเนื้อหาขัดกับรัฐธรรมนูญและมีผลให้กฎหมายต้องมีอันเป็นไปทั้งฉบับ สนช.ก็ไม่เดือดร้อนเช่นกัน

กล่าวคือ สนช.ย่อมอ้างได้ว่าร่างกฎหมายที่ตกไปและต้องไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่นั้นไม่ได้มาจาก สนช. แต่เป็นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในฐานะฝ่ายตุลาการ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว โดยมีเนื้อหาคุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น แน่นอนว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของศาลอาจไม่ดังเหมือนในอดีต

ไม่เพียงเท่านี้ สนช.ยังได้นั่งอยู่ในเก้าอี้ของตัวเองนานขึ้นไปอีก เพราะการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ถ้ามี จะไม่มีกรอบเวลาบีบเหมือนกับการยกร่างในตอนแรก

ระบบใหม่-แยกเบอร์ พรรคเล็กเกิดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/544555

  • วันที่ 16 มี.ค. 2561 เวลา 10:57 น.

ระบบใหม่-แยกเบอร์ พรรคเล็กเกิดยาก

นับจากวันที่ 2 มี.ค. ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มที่สนใจเข้ามาจดแจ้งเตรียมตั้งพรรคการเมือง จนถึงขณะนี้ผู้ให้ความสนใจมาแจ้งกับ กกต. แล้ว 58 กลุ่ม สะท้อนให้เห็นบรรยากาศการตื่นตัวทางการเมืองที่มีผู้สนใจเตรียมพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้งจำนวนมาก

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ ขั้นตอนจากนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหลักฐานคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมถึงชื่อ ชื่อย่อ และภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การจดแจ้งไม่ถูกต้องนายทะเบียนพรรคการเมืองจะให้เวลาผู้ยื่นขอแก้ไข ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากแก้ไขได้ถูกต้องนายทะเบียนพรรคการเมืองจะออกหนังสือรับแจ้ง และหากไม่แก้ไขตามเวลาที่กำหนดคำขอนั้นถือว่าสิ้นผลทว่า ปรากฏการณ์การตื่นตัวของกลุ่มที่สนใจจะตั้งพรรคการเมืองนั้น อาจไม่สามารถสะท้อนภาพการเมืองในอนาคตที่มุ่งหวังว่าจะดึงดูดให้กลุ่มคนหน้าใหม่ชักก้าวเข้าสู่ถนนการเมือง อันจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบการเมืองในอดีตอย่างที่มุ่งหวังได้ ​เนื่องจากกฎกติกาใหม่ที่ออกมานั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม รวมไปถึงกลไกการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่มีขั้นตอนรายละเอียดที่ไม่เอื้อกับพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นใหม่ หรือพรรคการเมืองขนาดเล็ก เริ่มตั้งแต่ด่านแรก ขั้นตอนการจัดตั้งพรรค ซึ่งภายหลังผู้ที่เตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองจะแจ้งต่อทาง กกต.แล้ว จากนั้นจะต้อง​หาผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 500 คน พร้อมประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 250 คน และดำเนินการรวบรวมเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ภายใต้กรอบเวลา 180 วันกระบวนการเริ่มต้นที่ผู้ออกแบบกติกา ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องการแก้ปัญหาหมักหมมจากในอดีต ด้วยการปลดแอก “พรรคการเมือง” ให้มีความอิสระ ปราศจากการครอบงำจากกลุ่มทุน หรือผูกขาดโดยผู้มีบารมีในพรรค ด้วยการกำหนดกรอบการมีส่วนร่วมของประชาชนรวมถึงเงินทุนด้วยนั้นแต่ในทางปฏิบัติย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับกลุ่มที่ต้องการจะตั้งพรรคการเมืองที่จะต้องระดมสมาชิก 500 คน กับหาเงินประเดิม 1 ล้านบาท ​จนต้องรอดูว่าจาก 58 กลุ่ม ที่จดแจ้งกับ กตต.​ สุดท้ายจะสามารถทำตามขั้นตอนได้ครบถ้วนถูกต้องกี่พรรค ยังไม่รวมไปถึงขั้นตอนกำหนดวางนโยบาย การคัดเลือกตัวผู้สมัคร (ไพรมารีโหวต) ที่จะมีรายละเอียดปลีกย่อย และสร้างความยุ่งยากสำหรับคนหน้าใหม่ที่ไม่เคยทำงานการเมืองมาก่อน ​ด่านที่สอง ระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวนับคะแนนสองระบบคือ ชี้ขาด​ที่นั่ง สส.เขต และนำคะแนนทั่วทั้งประเทศมาคำนวณเฉลี่ยหาเก้าอี้ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ​ซึ่งในหลักการมีจุดดีตรงที่ทุกคะแนนมีความหมายไม่ถูกทิ้งขว้าง แม้ สส.​จะแพ้ในระบบเขตก็ตาม เบื้องต้นจึงคล้ายเป็นโอกาสของพรรคการเมืองเกิดใหม่ต้องไปแข่งกับพรรคการเมืองเก่าที่ทำพื้นที่มายาวนานต่อเนื่องมีฐานเสียงชัดเจน ​ดังนั้น แม้พรรคเล็กจะแพ้เลือกตั้ง แต่ก็ยังมีคะแนนนำไปคำนวณเป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ​คล้ายกับสูตรเลือกตั้งในอดีตของบางพรรคการเมืองที่ไม่เน้น สส.ระบบเขต แต่หวังอาศัยความนิยมในตัวหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ​ที่เมื่อนำคะแนนมารวมกันก็จะได้ สส.ตามสัดส่วนประมาณ 7-8 หมื่นเสียงต่อ สส. 1 คนปัญหาอยู่ตรงที่ความแตกต่างระบบเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ใช้ระบบ 2 บัตรเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งระบบเดิมจะทำให้สามารถเลือกพรรคที่ชอบได้สะดวก เพราะใช้เบอร์เดียวกันทุกเขตเลือกตั้งทั่วทั้งประเทศ ง่ายต่อการหาเสียงในภาพกว้างที่ไม่ต้องเจาะแยกหาเสียงเป็นรายพื้นที่แต่ระบบใหม่ที่​ผู้สมัคร สส.ระบบเขตของแต่ละพรรคใช้เบอร์แตกต่างในแต่ละพื้นที่ ย่อมเป็นอุปสรรคในการหาเสียงภาพรวม ซึ่งจะทำให้พรรคเล็กที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อนได้รับผลกระทบมากกว่าพรรคเก่ารวมทั้งการที่ตัดบัตรเลือกตั้งแบบระบบบัญชีรายชื่อออกไปเหลือแค่ระบบเขตอย่างเดียวนั่นย่อมหมายความว่า พรรคที่หวังจะได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อมากๆ ย่อมต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตให้มากที่สุด หรือครบ 350 เขต เพื่อจะได้กวาดคะแนนบัญชีรายชื่อจากทุกพื้นที่ ซึ่งหมายถึงการต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการทำพื้นที่ต่างจากเดิมที่สามารถเลือกส่ง สส.เขตเฉพาะพื้นที่ที่คาดหวัง โดยไม่ต้องสนคะแนนบัญชีรายชื่อ ​​สุดท้ายจึงกลายเป็นข้อเสียเปรียบที่วนกลับมายังกระบวนการหาผู้สมัคร​ของพรรคใหม่ หากส่งผู้สมัครหน้าใหม่ไปลงระบบเขตย่อมเสียเปรียบพรรคที่มีอดีต สส.หัวคะแนน คุ้นเคยกับชาวบ้านในพื้นที่มาต่อเนื่อง แม้แกนนำหรือหัวหน้าพรรคเกิดใหม่จะเป็นที่ยอมรับมีเสียงสนับสนุนที่เหนียวแน่น แต่ไม่อาจหวังใช้ต้นทุนดังกล่าวไปดึงคะแนนจากทั่วประเทศ หากผู้สมัครในพื้นที่ไม่เป็นที่ยอมรับหรือเป็นที่รู้จักเพียงพอ สุดท้ายโอกาสที่พรรคใหม่จะได้รับคะแนนเสียงก็ยากตามไปด้วย โอกาสของพรรคเล็กที่จะแจ้งเกิดในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นไปได้ยากกว่าที่เคยคาดหวังกันว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะเปิดให้คนหน้าใหม่เข้าสู่ระบบการเมือง

สนช.ยื่นตีความ เสี่ยงทายยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/544526

  • วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 21:20 น.

สนช.ยื่นตีความ เสี่ยงทายยื้อเลือกตั้ง

การยื่นเสี่ยงทายไปยังศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นประโยชน์แก่ สนช.และ คสช.ทุกด้าน

*****************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลิกไปพลิกมาจริงๆ สำหรับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับเรื่องร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

เมื่อครั้ง สนช.ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งสองฉบับด้วยคะแนนท่วมท้น สมาชิก สนช.หลายคนต่างออกมายืนยันและมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพราะสิ่งที่ สนช.ได้ให้ความเห็นชอบไปนั้นถูกต้องแล้ว

แต่เวลาผ่านมาอีกสักระยะ ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนลงอีกครั้ง หลังจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาเตือนเสียงดังๆ อีกครั้งว่าร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ

“จะทำความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับให้ประธาน สนช.พิจารณา เนื่องจากมีข้อกังวลกรณี 1.ห้ามคนไม่ไปเลือกตั้งเป็นข้าราชการการเมือง 2.การให้เจ้าหน้าที่ช่วยผู้พิการลงคะแนน และ 3.การแยกผู้สมัคร สว.เป็นสองประเภท แบบอิสระและองค์กรจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

สนช.ดำเนินการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตอนนี้ จะไม่กระทบกับโรดแมป แต่หากปล่อยไปจนถึงเลือกตั้ง สว.ไปแล้วมีคนไปยื่นร้องและศาลบอกไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะกระทบต่อโรดแมปทันที กระบวนการที่อยากให้เร็วมันจะล้มทั้งยืน ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมด ต้องเริ่มนับหนึ่ง เขียนกฎหมายกันใหม่” เสียงเตือนจากประธาน กรธ.

ทันทีที่มีชัยประกาศกร้าวออกมา ส่งผลให้ สนช.แสดงอาการรับลูกขึ้นมาทันที ถึงขั้นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) จะนำเรื่องดังกล่าวมาคุยกันในที่ประชุม สนช.วันที่ 15 มี.ค.กันเลยทีเดียว

หากจะหาเหตุผลถึงการเปลี่ยนใจของ สนช.น่าจะมีอยู่ภายใต้เหตุผล 2 ประการดังนี้

1.เหตุผลทางกฎหมาย

การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เฉพาะว่าผู้มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้มีเพียง สนช.และนายกรัฐมนตรีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญเองยังมีบทบัญญัติในทำนองให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงด้วยตามมาตรา 213

“บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคําวินิจฉัยว่าการกระทํานั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ” มาตรา 213 ระบุ

ขณะเดียวกัน พอไปดู พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่ามาตรา 7 (11) มาตรา 46 และมาตรา 48 ได้บัญญัติรับรองในทางปฏิบัติให้กับประชาชนเช่นกัน กล่าวคือ ประชาชนต้องไปใช้สิทธิยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เห็นด้วยและไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะกลายเป็นผู้มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

เรียกได้ว่าถ้า สนช.ไม่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง คดีนี้ย่อมไปถึงศาลอยู่ดี เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่อาจต้องรอให้กฎหมายเลือกตั้ง สส.และ สว.ประกาศใช้ก่อนเป็นสำคัญ

ที่สำคัญการชิงยื่นศาลรัฐธรรมนูญไปก่อนในเวลานี้ ย่อมเป็นผลดีต่อองคาพยพแม่น้ำ 5 สาย เพราะหากกฎหมายดังกล่าวต้องล้มไปภายหลังกฎหมายประกาศใช้ไปแล้ว จะมีปัญหาตามมาอีกมาก โดยเฉพาะการกำหนดวันเลือกตั้ง ดังนั้นการยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดย สนช.เป็นวิธีการที่ดีที่สุด

2.เหตุผลทางการเมือง

ต้องไม่ลืมว่าสมาชิก สนช.ชุดปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่หวังจะกลับมามีตำแหน่งอีกครั้งผ่านการสวมสูทเป็นสว.ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นผู้เลือกในอนาคต

แต่ก็มีสมาชิก สนช.อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ประกาศไว้ เนื่องจากมองว่าจะทำให้กลุ่มอำนาจเก่ากลับมาเรืองอำนาจอีก จึงเห็นว่าควรจัดการกับปัญหาทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จก่อนจากนั้นค่อยกำหนดวันเลือกตั้ง

การจะทำเช่นนั้นโดยได้รับกระแสต่อต้านมากที่สุด คือ การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.

ประเด็นที่เป็นข้อพิพาทว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เวลานี้ล้วนเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวทั้งสิ้น โดยเฉพาะกระบวนในการเข้าสู่ตำแหน่งของ สว. ที่ สนช.ไปปรับแก้ไขให้การสมัคร สว.ทำได้ 2 วิธี ได้แก่ 1.การสมัครโดยอิสระ และ 2.การสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการยกเลิกระบบการเลือก สว.ข้ามกลุ่มด้วย

ข้อพิพาทเหล่านี้เป็นปัญหาที่ทั้ง สนช.และ กรธ.ได้ให้คำตอบและชี้แจงกันไปคนละทาง จึงเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่งในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้เด็ดขาด

ดังนั้น หากท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ย่อมจะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องตกไปทั้งฉบับ จะมีผลให้ต้องกลับไปทำกฎหมายกันใหม่และการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปและ สนช.ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติไปอีกนาน

เป็นอันว่านั่นเอง

ทุจริตล้อมรัฐบาล สืบทอดอำนาจสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/544380

  • วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 12:39 น.

ทุจริตล้อมรัฐบาล สืบทอดอำนาจสะดุด

จากนาฬิกาหรูในวันนั้น มาถึงวันนี้ปัญหาความไม่โปร่งใสของรัฐบาลกำลังเป็นไฟลามทุ่ง

**************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้ครบ 4 ปีของการรัฐประหารดูเหมือนว่าอะไรต่อมิอะไรยังไม่ค่อยเป็นใจกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เท่าใดนัก หลังจากคะแนนความนิยมของ คสช.กำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งสำคัญ

หากจะบอกว่าสาเหตุที่ คสช.อยู่ในช่วงขาลง ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากการเปลี่ยนจุดยืนไปมาของ คสช.เอง โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ตอนแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ประกาศจะให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งในปี 2561 แต่ทำไปทำมาพล.อ.ประยุทธ์ ก็งัดมุขส่งคำถามถึงประชาชนจำนวน 10 ข้อ ซึ่งเนื้อหาล้วนเป็นการชี้นำให้ประชาชนเห็นผลร้ายของการเลือกตั้งท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้

พอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ แรงกดดันได้พุ่งเข้ามายัง คสช.มากขึ้น เพราะต้องการให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ แต่ คสช.เล่นแง่พร้อมกับใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมารายงานตัวต่อหัวหน้าพรรค ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการสร้างภาระให้กับพรรคการเมืองโดยไม่จำเป็นและไร้ซึ่งประโยชน์

ต่อมาก็มีการเปลี่ยนตัวละครจากคสช.มาเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)แทน ดังจะเห็นได้จากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งกำหนดให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส. ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อยอีก 3 เดือน แม้นายกฯ จะยืนยันหนักแน่นว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในต้นปี 2562 แต่ใครจะไปรู้อารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ของนายกฯ ว่าที่สุดแล้วจะเปลี่ยนใจอีกหรือไม่

เมื่อการคืนอำนาจให้กับประชาชนไม่มีความแน่นอน จึงไม่แปลกที่เวลามีเรื่องใดมากระทบรัฐบาล จะถูกนำมาโยงเกี่ยวกันไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะกับปัญหาความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นภายในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

ก่อนหน้านี้รัฐบาลเป็นหมู่บ้านกระสุนตกจากกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีนาฬิกาหรู แต่ไม่ได้แจ้งไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

พอสมควร แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีการทุจริต แต่เมื่อมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยว่าเริ่มมีสัญญาณดิ่งลงเรื่อยๆ หลังปี 2558 หลังเริ่มมีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และพบว่าอัตราการจ่ายใต้โต๊ะในปี 2560 อยู่ที่ 5-15% ถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี

มาเวลานี้ ปัญหาการทุจริตเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นอีกครั้ง ได้แก่

1.กรณีงบประมาณช่วยเหลือของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งเป็นอยู่ในกำกับของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

รัฐบาลพยายามตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการใช้มาตรา 44 โยกย้ายปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เข้ามาที่สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาตรวจสอบ เบื้องต้นพบความผิดปกติทั้งหมด 44 จังหวัด จากทั้งหมด 76 จังหวัด มีงบประมาณทั้งหมด 123 ล้านบาท ซึ่ง 44 ศูนย์ฯ ที่พบทุจริตมีงบประมาณ 97.8 ล้านบาท หรือประมาณ 80%

2.กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยกระทรวงศึกษาธิการตรวจพบว่ามีการโอนเงินทุนการศึกษาของนักเรียนในโครงการเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2551-2561 เป็นจำนวนกว่า 88 ล้านบาท เฉพาะปี 2560 เป็นเงินกว่า 12 ล้านบาท นอกจากนี้ มีข้าราชการฝ่ายปฏิบัติเกี่ยวข้อง 5 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 8 ที่รับผิดชอบเรื่องนี้มาโดยตลอด พร้อมกับให้ ป.ป.ท.และ ป.ป.ช.ตรวจสอบ

เรียกได้ว่าสถานการณ์ของรัฐบาลสาหัสพอสมควร เพราะเพียงแค่ลำพังเรื่องการเมืองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับการทุจริตในภาคราชการ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่อาจปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะเทือนมาถึงภาพลักษณ์ใหญ่ของรัฐบาลที่น่าจะได้รับผลกระทบไปอีกพอสมควร

ภาวะขาลงของรัฐบาลที่เผชิญทุกวันนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ารัฐบาลสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะเคยมีการเปิดโปงว่ามีคนในรัฐบาลบางคนมีพฤติกรรมในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่ผู้นำรัฐบาลกลับออกมาอุ้มคนของตัวเองว่าไม่มีความผิดและไม่ได้สั่งโยกย้ายให้ออกจากตำแหน่งไปก่อน

สวนทางกับการดำเนินการข้าราชการ ปรากฏว่าได้ใช้มาตรา 44 โยกย้ายออกจากตำแหน่งทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดหรือไม่ และเมื่อผลสรุปออกมาว่าข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 ไม่มีความผิด รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการเยียวยาเท่าที่ควร ปล่อยให้ข้าราชการหลายคนเกษียณไปตามกาลเวลา

ที่สุดแล้ว ถ้าจะบอกว่ารัฐบาลเดินมาถึงจุดตกต่ำนี้ได้เพราะตัวของรัฐบาลเอง เพียงแค่นี้คงพอจะเห็นได้แล้วว่าเส้นทางการสืบทอดอำนาจของ คสช.น่าจะลำบากและมีความเป็นไปได้น้อยพอสมควร เพราะความศรัทธาที่ประชาชนเคยมีให้นั้นอาจไม่เหมือนในอดีต

เอาไม่เอา “ทักษิณ-บิิ๊กตู่” ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/544265

  • วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:47 น.

เอาไม่เอา "ทักษิณ-บิิ๊กตู่" ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

สุดท้ายเลือกตั้งรอบนี้จึงยังเป็นการแข่งขันกันระหว่าง ฝั่งที่ไม่เอา “ทักษิณ” กับฝั่งที่ไม่เอา “ประยุทธ์”

************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. อันเป็นกฎหมายลูก 2 ฉบับ สุดท้ายซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งจัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน

สอดรับกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มต่างๆ เข้ามาจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งล่าสุดผ่านมา 7 วัน มีกลุ่มที่มาจดแจ้งแล้ว 56 กลุ่ม รวมทั้งยังมีกลุ่มที่แสดงความจำนง แต่ยังไม่ได้เดินทางมาแจ้งกับทาง กกต.อีกหลายกลุ่ม

เบื้องหลังฝุ่นที่กำลังตลบอบอวลในขณะนี้ หากวิเคราะห์ถึงแนวทางและทิศทางการขยับของแต่ละพรรคจะเห็นว่าสุดท้ายเลือกตั้งรอบนี้ย่อมหนีไม่พ้นเป็นการแข่งขันกันระหว่างสองกลุ่มใหญ่ คือ ฝั่งที่ไม่เอา “ทักษิณ” และ ฝั่งไม่เอา “ประยุทธ์”

แน่นอนว่าจากหลายๆ ฝ่ายที่ประกาศเปิดหน้าออกมาเตรียมตั้งพรรคการเมืองนั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นหน้าใหม่ที่เป็นไปได้ยากที่ลำพังจะมีศักยภาพเพียงพอจะกวาดเก้าอี้ สส.เป็นกอบเป็นกำจนสามารถรวมเสียงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตัวเอง

สุดท้ายพรรคที่จะมีศักยภาพเพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจึงหนีไม่พ้นพรรคใหญ่คือเพื่อไทย และ ประชาธิปัตย์ ซึ่งมีโครงสร้าง ระบบการจัดการ ประสบการณ์ และฐานเสียงชัดเจน

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการแข่งขันกันระหว่าง “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” หรือ ฝั่งที่เอาระบอบทักษิณกับฝั่งไม่เอาระบอบทักษิณ เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว

เมื่อเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นอีกกลุ่มก้อนทางการเมืองที่มีแนวร่วมออกมาสนับสนุนอยู่ไม่น้อย แถมยังเป็นการเปิดหน้าประกาศตัวเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง

จนกลุ่มนี้กำลังจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมือง ไปจนถึงชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรี และยังหมายรวมถึงการชี้ทิศชี้ทางการหาเสียงที่จะต้องแสดงความชัดเจนกันตั้งแต่เริ่มต้น

สังเกตได้จากทั้งหมด 56 พรรค ที่เข้ามาจดแจ้งเตรียมตั้งพรรคกับ กกต. จะเห็นว่ามีกลุ่มที่ประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีชัดเจน ไล่มาตั้งแต่ 1.พรรคประชาชนปฏิรูป นำโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  2.พรรคพลังชาติไทย ของ “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตคณะทำงาน คสช. 3.พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่ง ธานี เทือกสุบรรณ เตรียมยื่นต่อ กกต.เร็วๆ นี้

รวมถึง “พรรคพลังประชารัฐ” ที่จดจองโดย ชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซึ่งมีรายงานข่าวว่าจะเป็นพรรคที่จะดึง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่ปรึกษาพรรคและสานต่อนโยบายประชารัฐของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และจะเป็นกำลังหลักที่จะเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งที่จะถึง

อีกด้านหนึ่งกลุ่มที่ประกาศไม่สนับสนุนทหารก็มีอยู่ไม่น้อย ได้แก่ กลุ่มของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท คนรุ่นใหม่ ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งเตรียมจับมือกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการจากฝั่งนิติราษฎร์ รวมทั้งกลุ่มกิตติชัย งามชัยพิสิฐ เป็นอีกหนึ่งในคณะ เตรียมตั้งพรรคสามัญชน และกลุ่มของ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังเตรียมจดแจ้งตั้ง “พรรคเกรียน” ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนมีจุดยืนชัดเจน

มุมน่าสนใจอยู่ที่ทางฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ ซึ่งมีพื้นที่ฐานเสียงทับซ้อนกันอยู่นั้น จุดยืนร่วมกันที่ชัดเจนคือไม่เอาระบอบทักษิณ ดังจะเห็นจากการเคลื่อนไหวยืนคนละฝั่งชัดเจนมานานหลายปี

แต่จุดต่างรอบนี้อยู่ตรงที่พรรคของ กปปส.ประกาศตัวหันไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย สวนทางกับจุดยืนประชาธิปัตย์ที่ยืนยันเสนอชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

อันเป็นชนวนขยายรอยร้าวระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์ ให้ลุกลามขยายวงรุนแรงมากขึ้น ยิ่งในช่วงหาเสียง ที่ทั้งสองฝั่งจะต้องชูจุดยืนของตัวเอง นำเสนอตัวเป็นทางเลือกของประชาชน

เพราะในพื้นที่ภาคใต้เอง แม้ส่วนใหญ่จะเคยเป็นแนวร่วม กปปส. ที่เหนียวแน่นในช่วงเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยการบริหารงานของ คสช.ที่ผ่านมาไม่ได้สร้างผลงานอันประทับใจกับชาวบ้านมากนัก

โดยเฉพาะปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจนกลุ่มเกษตรกรสวนยางออกมาเคลื่อนไหวหลายรอบ ยังไม่รวมกับเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และปัญหาพิพาทอื่นๆ ที่ฉุดคะแนนนิยม คสช.ให้ลดน้อยลงไป

แม้สุดท้ายจะถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันตีของ กปปส.และประชาธิปัตย์ ที่สุดท้ายก็ต้องกลับมาจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้านในอนาคตอยู่ดี

ทั้งหมดจึงตอกย้ำว่า อยู่ที่ว่ากลุ่มไหนจะมีแนวร่วมมากกว่ากัน

โรดแมปเดินหน้า นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/544141

  • วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 08:10 น.

โรดแมปเดินหน้า นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

โรดแมปจะถูกยื้อออกไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะมีสมาชิก สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายการได้มาซึ่งสว.

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เมื่อวันที่ 8 มี.ค.เป็นมติสำคัญที่สุดนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อปี 2557 เพราะเป็นการทำให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติเป็นที่เรียบร้อย

กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับที่ว่านั้นประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 4.พรรคการเมือง โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเมื่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับแล้วจะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

แต่กระนั้น เวลา 150 วันนั้นต้องบวกเพิ่มไปอีก เนื่องจาก สนช.แก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ในประเด็นสำคัญ คือ ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน เท่ากับการนับระยะเวลาเพื่อไปถึงวันเลือกตั้งจะเป็น 240 วัน นับแต่วันที่กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ

แม้การยื้อการเลือกตั้งออกไปอีก 90 วันจะทำให้เกิดกระแสถล่ม สนช.และ คสช.ในระยะหนึ่ง และนำมาซึ่งกระแสต่อต้าน คสช.ในระดับหนึ่ง แต่มาเวลานี้ดูเหมือนว่าบรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆ เริ่มยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากการให้ความสนใจในการลงทะเบียนต่อ กกต. เพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับที่ผ่านสภาไปนั้น จะเห็นได้ว่าสร้างความได้เปรียบให้กับ คสช.พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

เดิมทีร่างกฎหมาย สว.ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกับที่ สนช.เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้ให้มีการสมัคร สว.แบบสองประเภทตามที่ สนช.เห็นชอบ คือ การสมัครโดยอิสระ และการสมัครผ่านนิติบุคคล หรือจะเป็นกรณีการแบ่งกลุ่มอาชีพ กรธ.เสนอให้แบ่งเป็น 20 กลุ่ม แต่ สนช.ดัดแปลงให้เหลือเพียง 10 กลุ่ม

การที่ สนช.แก้ไขออกมาแบบนี้มีส่วนช่วย คสช.ในการสืบทอดอำนาจเป็นอย่างมาก กล่าวคือ บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภาในวาระแรกเริ่มมีจำนวน 250 คน ได้แก่ 1.มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพจำนวน4 คน 2.คสช.สรรหาโดยตรง 200 คน และ 3.คสช.คัดเลือก 50 คนซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อที่ผ่านระบบการได้มาซึ่ง สว.ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

สว.จำนวน 50 คน ในทางตัวเลขอาจไม่มาก แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เพราะวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญจะต้องเข้ามาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

ดังนั้น หากใช้สูตรการเลือก สว.แบบ กรธ.จะมีผลให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการเลือก สว.กันเองของผู้สมัครได้ จึงเป็นที่มาของการให้องค์กรนิติบุคคลเข้ามาร่วมเสนอชื่อ สว.ด้วย เพื่อที่อย่างน้อย คสช.ในฐานะผู้คัดกรองด่านสุดท้ายจะได้รู้หัวนอนปลายเท้าของว่าที่ สว.บ้าง

เมื่อกติกาที่มีอยู่เป็นประโยชน์แก่ คสช. จึงไม่แปลกที่บรรดาผู้มีอำนาจต่างยินดีปรีดากับมติของ สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกชัดเจนว่าโรดแมปกำลังเดินหน้าเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

ตามขั้นตอนเมื่อ สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.แล้ว จะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้กับนายกรัฐมนตรี โดยที่นายกฯ ยังไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ทันที แต่ต้องเก็บไว้กับตัวเป็นเวลา 5 วัน เพื่อรอดูว่าจะมีสมาชิก สนช.เข้าชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ถ้าไม่มีใครเข้าชื่อ นายกฯ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ทันที แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น นายกฯ ต้องชะลอกระบวนการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

เท่ากับว่าหากโรดแมปจะถูกยื้อออกไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะมีสมาชิก สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.หรือไม่เท่านั้น

ประเด็นเกี่ยวกับการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นประเด็นขึ้นมาเลย ถ้า “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ไม่ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อมวชนว่าการให้สมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคลได้อาจมีผลให้ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ประชาชนสามารถสมัคร สว.ได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม พอมาดูท่าทีของ สนช.ในฐานะผู้มีสิทธิเสนอคดี ปรากฏว่ากลับนิ่งเฉยต่อท่าทีของประธาน กรธ.พอสมควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ สนช.ต้องการสงวนท่าทีเอาไว้ก่อน เนื่องจากหาก สนช.แสดงอาการที่จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญทันทีที่ สนช.ผ่านกฎหมายดังกล่าว ย่อมถูกทำให้มองได้ว่า สนช.กำลังมีเจตนาแอบแฝงในบางประการ

เพราะฉะนั้นตลอดทั้งสัปดาห์นี้ จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะได้รู้ว่าโรดแมปจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ ถ้า สนช.ไม่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบ แต่หากเป็นในทางตรงข้าม การเลือกตั้งที่เคยคิดว่าจะมีขึ้นในต้นปี 2562 อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว

สมรภูมิภาคใต้เดือด กปปส.เปิดศึกชนปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/543826

  • วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 10:18 น.

สมรภูมิภาคใต้เดือด กปปส.เปิดศึกชนปชป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นศึกสายเลือดที่อาจทำให้วลีที่ว่า “ภาคใต้ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟลงสมัครก็ชนะเลือกตั้ง” สิ้นมนต์ขลัง

เมื่อล่าสุด กปปส.ประกาศเตรียมตั้งพรรคเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งและเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขันกับประชาธิปัตย์แบบเต็มตัว ส่งผลให้สมรภูมิเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้เริ่มเดือดตั้งแต่ปี่กลองการเมืองยังไม่ทันเริ่มส่งเสียง

​ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มต่างๆ สามารถจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองได้ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมากลุ่ม กปปส. เริ่มขยับตั้งแต่การจัดหาสมาชิกพรรคไปจนถึงขั้นเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่จะมาลงสนามแข่งขันกับประชาธิปัตย์

จาก “มิตร” จึงต้องกลายเป็น “ศัตรู”  ศึกระหว่างคนกันเองของ กปปส.และประชาธิปัตย์ ที่รู้ไส้รู้พุงกันดี จึงส่อเค้ารุนแรงกว่าศึกอื่นๆ ที่ผ่านมา โดยมีเดิมพันเป็นพื้นที่ด้ามขวานซึ่งแยกกันไม่ขาดว่าเป็นฐานเสียงของ กปปส.หรือประชาธิปัตย์

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องแตกหักกับ กปปส. คือจุดยืนเรื่องการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปยังคั่งค้างให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ขัดแย้งกับจุดยืนของประชาธิปัตย์ที่ไม่อาจหันไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะกระทบกับฐานคิดและส่งผลเสียหายในระยะยาวของประชาธิปัตย์จนยากจะกู้กลับคืน

เวลานี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประกาศวางมือทางการเมืองยังแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อด้านหนึ่งยืนยันว่า กปปส.ไม่ตั้งพรรค ส่วนมวลมหาประชาชนใครจะไปตั้งพรรคก็เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งสุเทพเองจะสนับสนุนพรรคไหนก็เป็นสิทธิทางการเมือง

ในขณะที่ ธานี เทือกสุบรรณ ซึ่งประกาศเตรียมตั้งพรรค “พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กปปส.ยังอยู่รอจังหวะเตรียมไปจดแจ้งกับทาง กกต.ในเร็วๆ นี้

ขณะที่ในพื้นที่เองก็เริ่มมีการหาสมาชิก เฟ้นหาตัวผู้สมัคร โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ฐานที่มั่นของสุเทพ ซึ่งมีการออกมาประกาศจากหัวคะแนนพรรค กปปส.ว่าจะกวาดที่นั่งให้ได้ยกจังหวัด

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ กปปส.ที่ต้องแข่งกับประชาธิปัตย์ แต่หากพิจารณาแล้วตัวผู้สมัครที่มีความชัดเจนเวลานี้ ได้แก่ ธานี เทือกสุบรรณ เชน เทือกสุบรรณ น้องชายสุเทพ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มายาวนาน การจะเปลี่ยนมาสวมเสื้อ กปปส. ลงสนามเลือกตั้งย่อมได้เปรียบประชาธิปัตย์ที่จะต้องไปปัดฝุ่นหาผู้สมัครที่ห่างพื้นที่ไปนานกลับมาลงสนาม

แถมยังมีข่าวว่าพรรค กปปส.​ได้เข้าทาบทามดึงประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์บางสาขาไปร่วมทีมกับ กปปส. ​ซึ่งจะยิ่งทำให้ฐานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องเสียอดีต สส.ไปแล้วยิ่งต้องอ่อนแรงลงไปด้วย

สถานการณ์ในพื้นที่ยังส่อเค้ารุนแรงหนักขึ้นเมื่อ แจ็ค-วัชระ เพชรทอง ​อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ เด็กในคาถา บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ออกมาเสนอตัวลงพื้นที่สุราษฎร์ธานีชนกับ กปปส.

ด้วยความเป็นคู่ปรับที่เปิดหน้าชนกันมายาวนาน หากประชาธิปัตย์ตัดสินใจส่งวัชระลงแข่งกับ กปปส. ย่อมมีแต่จะทำให้การแข่งขันในพื้นที่ดุเดือดมากขึ้น และทำให้ช่องว่างระหว่างสองฝั่งถ่างออกไปมากขึ้น

เมื่อภาพรวมแล้ว “ประชาธิปัตย์” ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ สส.มากที่สุด สำหรับไปรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ดังนั้นฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้ย่อมไม่อาจปล่อยให้พรรคอื่นมาช่วงชิงเก้าอี้ สส.เขตไปได้ อันจะกระทบทั้งขวัญกำลังใจ และบานปลายเกิดการไหลออกต่อเนื่องในอนาคต

ส่วนในมุมของ กปปส.เจ้าของพื้นที่เดิม หากไม่สามารถรักษาพื้นที่ของตัวเองได้ ย่อมส่งผลต่อความเข้มแข็งของพรรค เกิดสภาพขาลอยที่จะยิ่งอ่อนแรงในระยะยาว

สุดท้ายเมื่อทั้งสองฝั่งก้าวสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ย่อมต้องทำทุกวีถีทางเพื่อจะให้ฝ่ายตัวเองได้รับชัยชนะ รวมทั้งการปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามที่จะยิ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บ

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย หรือระบอบทักษิณเหมือนที่ผ่านๆ มา

การปราศรัยโจมตีพุ่งเป้าทำลายความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาลเพื่อไทยในอดีตหลายๆ โครงการที่ขุดคุ้ยมาโจมตี ทั้งความล้มเหลวในการบริหารราชการ ไปจนถึงเงื่อนงำคามไม่โปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นสูตรสำเร็จในการหาเสียงจึงไม่อาจใช้ได้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

แน่นอนว่า “ประชาธิปัตย์” ที่มีจุดแข็งเป็นการตั้งเวทีปราศรัยย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเลือกหาเสียงพาดพิงกระทบกระทั่งไปถึงฝั่ง กปปส. ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ที่จะนำไปสู่การเปิดหน้าวิวาทะกันอย่างรุนแรงต่อไป

เมื่อฝั่ง กปปส.เองเวลาหาเสียงย่อมต้องชี้แจงถึงที่มาที่ไปถึงการสนับสนุน คสช. โดยไม่เลือกสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดสภาพสาวไส้กันเองที่จะหนึกขึ้นเรื่อยๆ

ในแง่อดีต สส.รวมไปถึงบรรดาสาขาพรรค หัวคะแนน สมาชิกพรรค ในพื้นที่เองย่อมต้องเกิดความอิหลักอิเหลื่อวางตัวไม่ถูกกลายเป็นสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ในวันที่สมรภูมิเลือกตั้งพื้นที่ภาคใต้ดุเดือดจนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สนช.ผ่านกฎหมายลูก แต่เลือกตั้งยังสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/543631

  • วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 08:29 น.

สนช.ผ่านกฎหมายลูก แต่เลือกตั้งยังสะดุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินทางมาถึงหัวโค้งสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากวันนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติให้ความเห็นชอบกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายได้พิจารณาเสร็จแล้ว

ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับต้องผ่านเส้นทางแห่งความขัดแย้งมาพอสมควร โดยเฉพาะการไม่ลงรอยกันในทางความคิดระหว่าง สนช.และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จนนำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยิ่งไปกว่านั้นตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการปล่อยข่าวว่า สนช.อาจลงมติไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายเพื่อให้กลับไปพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เรียกได้ว่าสิ่งที่ กรธ.เสนอเข้าสนช.ไปนั้นกลับถูก สนช.เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น การกำหนดให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม จากเดิมที่ กรธ.กำหนดไว้ 20 กลุ่ม หรือเปลี่ยนระบบการเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.จากระบบการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มมาเป็นการเลือกในกลุ่มเดียวกันโดยตรง เป็นต้น

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกฎหมาย สว.กลายเป็นเรื่องที่ สนช.ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะวุฒิสภาชุดแรกในอนาคตจะมาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งการสรรหาของ คสช.นั้นนอกจากจะเลือกโดยตรงตามอำเภอใจของ คสช.แล้ว สว.อีกส่วนหนึ่ง คสช.ต้องเลือกจากกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเลือกตามร่างกฎหมาย สว.อีก จำนวน 50 คนด้วย จึงจำเป็นต้องหาวิธีการคัดเลือกคนที่ปลอดจากการเมืองให้ คสช.

ทว่าการกลับหัวกลับหางของ สนช.ได้สร้างความไม่พอใจให้กับ กรธ.อยู่ไม่น้อย ถึงขั้นที่ กรธ.ต้องออกมาท้วงติงว่าการทำเช่นนี้อาจมีผลให้กฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ถึงที่สุดแล้ว สนช.ก็หาทางออกแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ด้วยการพบกันครึ่งทางระหว่าง กรธ.และ สนช.

กล่าวคือการกำหนดในบทเฉพาะกาลให้นำวิธีการได้มาซึ่ง สว.ที่ สนช.ได้เสนอทั้งเรื่องการให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การให้บุคคลสมัคร สว.ในนามอิสระและผ่านองค์กรนิติบุคคล และการยกเลิกระบบการเลือกไขว้มาใช้กับการเลือก สว.ใน 5 ปีแรก แต่หลังจากเมื่อพ้นเวลา 5 ปี จะกลับไปใช้ระบบการได้มาซึ่ง สว.ตามที่ กรธ.บัญญัติมาใช้ ทั้งการให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม การสมัคร สว.ในนามอิสระเท่านั้น และการเลือกด้วยวิธีการเลือกไขว้

เมื่อออกรูปแบบนี้ ทำให้กระแสข่าวที่ว่า สนช.จะลงมติฉีกกฎหมายเลือกตั้งทิ้งกลางสภาจบลง และนำมาซึ่งการประกาศกรอบเวลาการเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562

สถานการณ์ด้านหนึ่งดูเหมือนว่าประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่ทำไปทำมาเวลานี้อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว เมื่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ออกมาเสนอให้ สนช.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว.

“เป็นห่วงในร่างกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เรื่องการสมัคร สว. 2 ประเภท แม้ปรับให้ไปอยู่ในบทเฉพาะกาลแล้ว แต่อดกังวลไม่ได้ว่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

หวังว่าเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว จะทำให้เกิดความชัดเจนด้วยการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะหากปล่อยไปวันหน้ามีคนยกขึ้นมามันจะเกิดปัญหาได้ ซึ่งการส่งให้ศาลตีความไม่กระทบต่อโรดแมปเลือกตั้ง ยังคงอยู่ในกรอบเดือน ก.พ. 2562 ที่เป็นการคำนวณแบบเต็มเหยียด” มีชัย ระบุเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา

คล้อยหลังมีชัยได้เรียกร้องไปไม่นาน ปรากฏว่า “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ออกมารับลูกเช่นกัน เพราะ สนช.เองก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาใหญ่เกินกว่าความรับผิดชอบของสภาในภายหลัง จึงมีความเป็นไปได้พอสมควรที่ สนช.จะเข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ภายหลัง สนช.ลงมติผ่านกฎหมายไปแล้ว

แน่นอนว่าการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและหากในบั้นปลายศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบและเดินหน้าตามโรดแมป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายสว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมมีผลต่อโรดแมปเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐธรรมนูญมาตรา 148 ระบุว่าหากข้อความของร่าง พ.ร.บ.ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นสาระสำคัญ จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.นั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ จะมีผลเพียงแค่ให้เฉพาะข้อความนั้นตกไป

ทั้งนี้ เมื่อดูจากประเด็นที่ประธาน กรธ.เป็นห่วงและต้องการให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการให้สมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคล เป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมาย สว. เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งของบุคคล

ดังนั้น เท่ากับว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ จะทำให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ตกไปและต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ และโรดแมปต้องเลื่อนไปโดยปริยาย เนื่องจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลใช้บังคับ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีร่างกฎหมาย สว.

บรรยากาศทางการเมืองที่กำลังเดินไปด้วยดีกำลังจะมาสะดุดอีกครั้ง โดยเงื่อนไขแห่งปัญหาทั้งหมดล้วนมาจากการเล่นแร่แปรธาตุของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

คลื่นลูกใหม่กำลังแรง กติกาตั้งกำแพงสกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/543384

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:01 น.

คลื่นลูกใหม่กำลังแรง กติกาตั้งกำแพงสกัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ฟ้าเปิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ให้กลุ่มบุคคลสามารถแสดงเจตนาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจับจองชื่อพรรคการเมืองใหม่ได้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560 ส่งผลให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด

บรรยากาศที่ดีขึ้นมานั้นมีผลดีต่อ คสช.และรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายตาและความสนใจของสังคมจะไปจับจ้องที่ตัวละครทางการเมืองใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไม่ตกเป็นเป้าเหมือนช่วงที่ผ่านมา

ทว่าภายใต้ประโยชน์ที่ คสช.และรัฐบาลได้รับ ด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่น้อยเช่นกัน เพราะเมื่อบรรยากาศของการเลือกตั้งได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว เท่ากับเป็นการบีบให้ คสช.และรัฐบาลหรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หมดเหตุที่จะชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้อีก

หาก คสช.ยังดื้อแพ่งเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไปแบบไม่จบสิ้น แน่นอนว่าย่อมสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาและเปิดหน้าชกกับฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

แต่ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่า คสช. ไม่น่าจะเลือกเดินเข้ากองไฟ เนื่องจากตอนนี้ตัวเองกำลังกุมความได้เปรียบเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะ ในระหว่างนี้ คสช.เองก็ได้เห็นตัวละครใหม่ๆ เพิ่มขึ้นผ่านการจองชื่อพรรคการเมืองของกลุ่มบุคคล หลายกลุ่ม

สำหรับกลุุ่มบุคคลที่เข้าแสดงเจตนาต่อ กกต.เพื่อขอตั้งพรรคการเมือง ณ เวลานี้ สามารถ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ

1.กลุ่มเชียร์ คสช. ซึ่งประกาศชัดเจนตลอดมาว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพื่อให้ คสช.สานงานต่อให้จบภารกิจ เช่น พรรคประชาชนปฏิรูป ของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” พรรคพลังชาติไทย ที่นำโดย “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตทีมงานของ คสช.ที่ร่วมเตรียมงานการปฏิรูปประเทศมาก่อน รวมไปถึงพรรคมวลมหาประชาชน ซึ่งเป็นการต่อยอดกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

2.กลุ่มอดีตนักการเมือง อาจจะยังไม่ค่อยมีใครออกตัวแรงมากนัก โดยเวลานี้เห็นแต่เพียงพรรคพลังพลเมือง ที่มี “สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์” อดีต สส.พรรคไทยรักไทยรุ่นก่อตั้ง เป็นโต้โผใหญ่ แต่ในระยะยาวก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่อาจมีกลุุ่มคนในพรรคเพื่อไทยแยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองเอง หากมองเห็นว่าการอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อจะทำให้เกิดศัตรูเพิ่มมากขึ้น

3.กลุ่มหน้าใหม่โดยแท้ ดูโดดเด่นที่สุดต้องยกให้กับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” รองประธานกรรมการบริหารไทยซัมมิทกรุ๊ป โดยเมื่อไม่นานมานี้ยอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะตั้งพรรคการเมืองใหม่อย่างเป็นทางการหรือไม่ แต่เวลานี้ก็เริ่มได้รับความสนใจพอสมควร หลังจากเจ้าตัวเริ่มแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับปัญหาและทางออกของประเทศผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

แต่กระนั้นภายใต้ความคึกคักของบรรยากาศประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ กำลังมีคำถามว่าพรรคการเมืองป้ายแดงจะมีโอกาสได้แจ้งเกิดในการเลือกตั้งใหม่หรือไม่เนื่องจากกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งของประเทศทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ที่กำลังจะผ่าน สนช.ในอีกไม่กี่วันนี้ ไม่ค่อยส่งเสริมพรรคการเมืองมากเท่าไรนัก

มองไปยัง “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ออกแบบการเลือกตั้งให้เป็น “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ใช้บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส. บัญชีรายชื่อ

ระบบดังกล่าวบีบให้พรรค การเมืองต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่ออย่างน้อยจะได้คะแนนในฐานะคนแพ้เพื่อมาช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีการคำนวณกันออกมาคร่าวๆ แล้วว่าต้องให้ได้ 7 หมื่นคะแนนถึงจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่าพรรค หน้าใหม่จะมีโอกาสไปได้ถึง 7 หมื่นคะแนนหรือไม่ ในเมื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว ไม่ใช่สองใบเหมือนในอดีตที่สามารถแบ่งเสียงของตัวเองออกเป็นการเลือกคนที่รักและเลือกพรรค ที่ชอบได้

เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พบว่าซ่อนเล่ห์กลไว้ที่กระทบต่อการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองพอสมควร

โดยเฉพาะการไม่ให้พรรคการเมืองมีหมายเลขหาเสียงเลือกตั้งหมายเลขเดียวเหมือนในอดีตที่เมื่อพรรคการเมืองใดจับสลากได้เบอร์ใดก็จะใช้เบอร์นั้นหาเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็น สส.แบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ

รูปแบบใหม่ที่กำหนดขึ้นมามีผลต่อรูปแบบการหาเสียงของพรรคการเมืองที่จะเกิดความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ตามหลักการแล้วการเลือกตั้งควรเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย

จากกติกาทั้งหมดอาจเรียกได้ว่าโอกาสที่สภาจะได้เห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ คงต้องรอต่อไป ในเมื่อกติกาของประเทศยังเป็นตัวปัญหาต่อไป