พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/543202

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่วันที่สองกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้จดแจ้งเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มการเมืองตัดสินใจเดินทางจดแจ้งกับ กกต.ตั้งแต่วันแรก ทำให้ปัจจุบันมีการขอจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองรวมทั้งหมด 44 พรรค

ปรากฏการณ์การตื่นตัวของกลุ่มการเมืองที่ออกมาแสดงความพร้อม จัดตั้งพรรคการเมือง ได้สะท้อนให้เห็นสัญญาณทั้งการ “รวมตัว” และ “แตกตัว” ของกลุ่มการเมืองที่เคย ทับซ้อน คาบเกี่ยวจนชวนให้คิดไปว่าการเมืองมีเพียงแค่ 2 ขั้วใหญ่ ที่คิดอ่านแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มใหญ่ๆ ที่เคยเกาะเกี่ยวกันอยู่นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่ด้วยเป้าหมายเดียวกันทำให้แต่ละกลุ่มย่อยต้องมารวมตัวกลายเป็นแนวร่วมเพื่อสร้างพลัง สร้างความได้เปรียบในการเดินหน้าไปสู่จุดหมาย

ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่ได้ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบขนาดเล็กเหมือนที่ผ่านมา แถมอาจจะกลายเป็นอุปสรรคเสียด้วยซ้ำ

เมื่อพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากอาจทำให้การจัดทำนโยบายการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการจัดทำ ไพรมารีโหวตเป็นไปด้วยความอุ้ยอ้าย ขาดความคล่องตัวเมื่อเทียบกับพรรคขนาดเล็ก

สอดรับกับคำสั่ง คสช. 53/2557 ที่ดูจะเอื้ออำนวยให้พรรคเกิดใหม่ได้เปรียบพรรคที่มีอยู่แล้วในอดีต ในการเริ่มออกตัวขยับเข้าสู่สนามการเมือง ในวันที่ คสช.ยังไม่มีแนวโน้มจะ ผ่อนคลายคำสั่งปลดล็อกให้พรรคการเมืองกลับมาเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมได้อย่างเต็มตัว

ที่สำคัญปัญหาความเป็นเอกภาพภายในพรรคใหญ่ยากที่จะหลอมรวมให้เกิดความเป็นเอกภาพภายในพรรค เหมือนในอดีต ในวันที่แกนนำหลายคนกำลังสะบักสะบอมจากคดีความต่างๆ ที่รุมเร้า แกนนำบางคนต้องติดคุก บางคนต้องระหกระเหินหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ การจะพลิกฟื้นให้พรรคใหญ่กลับมาเข้มแข็งได้คะแนนเสียงถล่มทลายจึงอยากจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้

สอดรับกับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ชี้ขาดกันด้วย สส.ระบบเขต ซึ่งจะนำไปคำนวณทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ที่แม้จะแพ้เลือกตั้งก็ยังนำคะแนนที่ได้มานับรวมทั่วประเทศคำนวณเป็นที่นั่งสส.บัญชีรายชื่อของพรรค

ตรงนี้เองที่เป็นช่องทางให้พรรคขนาดเล็กเล็งเห็นแล้วว่าถึงโอกาสจะไปช่วงชิงที่นั่งแข่งกับพรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงและประสบการณ์ในพื้นที่มายาวนานคงเป็นเรื่องยาก แต่หากจะหวังเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละพื้นที่ ให้ได้คะแนนสัก 7-8 หมื่นคะแนน ก็จะได้ที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

อย่าลืมว่าแต่ละกลุ่มล้วนมีแต่ฐานสนับสนุนแนวคิดของตัวเองทั่วประเทศ ยิ่งในวันที่หลายคนเริ่มเบื่อการเมืองกับระบบเดิมๆ และเบื่อกับทหารทางเลือกใหม่ จึงอาจตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

สวนทางกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เริ่มประสบปัญหามีสมาชิกแยกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ ทำให้ต้องอ่อนแอลงทั้งในแง่ตัวผู้สมัครและ ฐานเสียงที่คาบเกี่ยวกันจนจะต้องมาแข่งกันเอง ที่จะยิ่งทำให้พรรคใหญ่ ยิ่งอ่อนแรงหนักขึ้นไปกว่าเดิม

สรุปสุดท้ายเมื่อพรรคใหญ่อ่อนแรงลง พรรคเล็กเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งเก้าอี้ในสภามากขึ้น สภาพเบี้ยหัวแตกที่จะเกิดขึ้นย่อมทำให้พรรคใหญ่ยากจะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเหมือนในอดีต อำนาจการต่อรองจึงตกมาอยู่ในมือพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองต่อไป

ที่สำคัญหากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า “พรรคใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีความคิดความอ่านหรือเป้าหมายอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ ได้แก่

กลุ่มที่สนับสนุนทหาร อาทิ พรรคประชาชนปฏิรูปภายใต้การนำของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เปิดหน้าประกาศตัวตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงพรรคพลังชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตมือทำงานอยู่ในคณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช. มาจนถึงพรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มปท.) ซึ่งต่อยอดมาจาก กลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ

กลุ่มที่ไม่สนับสนุนทหาร อาทิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท คนรุ่นใหม่ ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งเตรียมจับมือกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการจากฝั่ง นิติราษฎร์ ที่สะท้อนทิศทางความคิดความอ่านที่ชัดเจนในช่วงเวลา ที่ผ่านมา ขณะที่ กิตติชัย งามชัยพิสิฐ เป็นอีกหนึ่งในคณะเตรียมตั้งพรรคสามัญชน เรื่อยมาจนถึงกลุ่มของ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังก่อร่างสร้าง “พรรคเกรียน” ลงสนามเลือกตั้งรอบนี้

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่แสดงท่าทีความชัดเจน อาทิ พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหลายสังกัด ที่รวบรวมพลพรรคอดีตรัฐมนตรีและ สส.หลายสิบคนมาตั้งเป็นพรรคใหม่ลงสนามเลือกตั้ง ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ซึ่ง เยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศเตรียมจัดตั้ง

ด้วยจำนวนและพลังของ กลุ่มการเมืองเหล่านี้ ซึ่งหากได้รับ เสียงสนับสนุนมากพอย่อมจะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญต่อไป ในอนาคต

ปิดจ๊อบกฎหมายลูก ก้าวแรกสู่การเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/543099

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 09:36 น.

ปิดจ๊อบกฎหมายลูก ก้าวแรกสู่การเลือกตั้ง

ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกำหนดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแบบชัดถ้อยชัดคำแล้ว ย่อมหมายความว่าเงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมต้องหมดไปเช่นกัน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้วที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ภารกิจสำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการนำไปสู่การเลือกตั้งนั้นกำลังจะสิ้นสุดอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจะกำหนดวันเลือกตั้งได้นั้น จะต้องให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลใช้บังคับก่อน ได้แก่ กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง สส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

ปัจจุบันกฎหมายสองฉบับแรกได้ประกาศใช้และมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกสองฉบับก็กำลังจะตามไปติดๆเช่นกัน โดย สนช.เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบในวันที่ 8 มี.ค.

ทั้งนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือไม่มีใบสั่งใบโตมาจากผู้มีอำนาจ สนช.ทั้ง 248 คน น่าจะยินยอมพร้อมใจให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียที

ตามขั้นตอน เมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้วและไม่มี สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กฎหมายทั้งสองฉบับจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้ ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน

กว่าภารกิจของการปั๊มกฎหมายเลือกตั้งจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องยอมรับเส้นทางของร่างกฎหมายเลือกตั้งสองฉบับสุดท้ายนี้เต็มไปด้วยขวากหนามพอสมควร เนื่องจากเต็มไปด้วยความขัดแย้งในทางการเมืองและความคิดระหว่าง กรธ.และ สนช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ลงรอยกันในกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

กรธ.พยายามเสนอให้วุฒิสภาชุดใหม่ในอนาคตมีโครงสร้างแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา กล่าวคือ เดิมวุฒิสภาของไทยมักจะผูกติดกับภาพของการเป็น “สภาสูง” ที่ต้องคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎร แต่ กรธ.ต้องการปฏิรูปเปลี่ยนให้หมด จึงเป็นที่มาของการตัดอำนาจสำคัญของ สว.บางประการต่อไป เช่น การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น และเปลี่ยนภาพของวุฒิสภาให้เป็นสภาของประชาชน ด้วยการให้บุคคลสามารถสมัครเป็น สว.ได้อย่างอิสระ และกำหนดให้วุฒิสภามาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม เพื่อสร้างความหลากหลาย

ทว่า สนช.กลับไม่เห็นด้วยกับ กรธ. ซึ่งส่วนมากยังคงติดภาพของวุฒิสภาแบบเก่าที่ควรต้องอุดมไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อีกทั้งยังไม่ไว้วางใจระบบที่ กรธ.ออกแบบไว้จะช่วยให้วุฒิสภาปลอดจากการเมือง ทำให้ต้องใช้วิธีการเสียงข้างมากหักกับ กรธ. และรื้อสิ่งที่ กรธ.ทำไว้จากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยไม่สนใจว่าโครงสร้างของวุฒิสภาที่ กรธ.คิดมานั้นมาจากความเห็นของประชาชนแต่ละภูมิภาคที่ กรธ.ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น

ความขัดแย้งระหว่าง กรธ.และ สนช. นำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. กรธ. และ กกต. ท่ามกลางกระแสข่าวมาเป็นระยะว่า สนช.อาจตัดสินใจใช้มติเสียงข้างมากเพื่อล้มกฎหมายเลือก สว. อันจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

แต่ถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถหาข้อตกลงกันได้แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

โดยรูปแบบของวุฒิสภาของ สนช. ทั้งการให้มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การใช้ระบบเลือกกันโดยตรง และการให้บุคคลสามารถสมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคลได้นอกเหนือไปจากการสมัครโดยอิสระ จะอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่จะบังคับใช้แค่ 5 ปีแรกเท่านั้น พอพ้น 5 ปี รูปแบบวุฒิสภาจะเป็นไปตามที่โครงสร้างที่ กรธ.ออกแบบ เรียกได้ว่า “วัดครึ่งหนึ่ง-กรรมการครึ่งหนึ่ง”

ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงได้ประกาศให้ช่วงเดือน ก.พ. 2562 จะมีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

เมื่อทุกอย่างสอดรับกัน ความขัดแย้งของ กรธ.และ สนช.ที่สลายไป และการประกาศเลือกตั้งของนายกฯ เป็นปัจจัยบรรยากาศการเมืองกลับมามีความคึกคักทันที

บรรยากาศที่ว่านั้นสะท้อนได้จากภาพของกลุ่มบุคคลที่ไปจดแจ้งต่อ กกต. เพื่อขอจองชื่อสำหรับการตั้งพรรคการเมืองใหม่จำนวนมาก

ภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทุกสายตาที่เดิมจับจ้องแต่รัฐบาลและ คสช.จากสารพัดเรื่องเทาๆ ที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาล เปลี่ยนมาติดตามบรรยากาศของการเลือกตั้งแทน

ไม่เพียงแต่จะช่วยให้รัฐบาลคลายความอึดอัดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามที่พยายามก่อม็อบเพื่อให้รัฐบาลเร่งจัดการเลือกตั้งอ่อนแรงไปด้วย เรียกได้ว่ารัฐบาลได้ทลายเงื่อนไขดังกล่าวด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลและ คสช.จะกุมความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าไปเสียทั้งหมด

โดย

หาก คสช.หาเหตุผลที่ปราศจากความชอบธรรมอาศัยเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอีก ย่อมเท่ากับว่าเป็นการเสียคำพูดที่ไม่สมควรให้อภัย

ทุกครั้งของการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปทั้งๆ ที่ให้สัญญาเอาไว้แล้วนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำลายความชอบธรรมของตัวเองพร้อมๆ กับการสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตรงข้ามเพิ่มมากขึ้น

ถึงกระนั้นแล้ว การประกาศเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 น่าจะเป็นไปตามนั้น เว้นเสียแต่จะมีการเปลี่ยนคำสัญญาอีกครั้ง ซึ่งถึงเวลานั้นรัฐบาลและ คสช.ก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ตั้งไข่ ‘พรรคใหม่’ นับหนึ่งเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/542634

  • วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:49 น.

ตั้งไข่ ‘พรรคใหม่’ นับหนึ่งเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นวันแรก 2 มี.ค.กับการเปิดให้พรรคการเมืองใหม่เข้ามาจดจองชื่อพรรค เรียกได้ว่าเป็นการนับหนึ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่การ “เลือกตั้ง” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.พ. 2562

สอดรับกับขั้นตอนและกระบวนการเตรียมความพร้อมตามโรดแมปที่กำหนดไว้ กับกระบวนการเตรียมความพร้อมทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย และกลไก องค์กร ตลอดจนหน่วยงานที่จะเข้ามาจัดการเลือกตั้ง

ที่สำคัญการปลดล็อกให้พรรคการเมืองใหม่สามารถเริ่มขยับเข้ามาจดจองชื่อพรรคได้นั้น ยังสะท้อนให้เห็นทิศทางการจับกลุ่มรวมตัวของคนการเมือง ตลอดจนคนหน้าใหม่ที่ให้ความสนใจเข้ามาสนามการเมือง ว่ามีเป้าหมายทางการเมือง หรือสนับสนุนกลุ่มไหนพรรคไหนอย่างไร

กลุ่มแรก กลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจ ปฏิรูป และปรองดอง ที่ยังคั่งค้าง รวมทั้งยังเป็นการผนึกกำลังสกัดไม่ให้ขั้วอำนาจเก่ากลับมาเรืองอำนาจ

เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ภายใต้การนำของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนแรกที่เปิดหน้าประกาศตัวตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

นอกจากจะเป็นแนวร่วมที่เหนียวแน่นต่อต้านคัดค้านระบอบทักษิณในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว และสนับสนุน คสช.แบบเต็มตัวแล้ว ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. ยังได้สร้างผลงาน ทั้งเรื่องการปฏิรูปศาสนา เข้าไปสะสางจัดระเบียบแวดวงสงฆ์ วางระบบดูแลควบคุมดูแลตรวจสอบเงินบริจาคที่เคยเป็นปัญหา

ถัดมา พรรคพลังชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่หากสืบค้นก็พอจะเห็นเค้าลางที่เชื่อมโยงไปถึง คสช. ในฐานะที่เคยเป็นอดีตมือทำงานอยู่ในคณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช. ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพรรคนอมินีทหารอย่างชัดเจน แต่ต่อมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

ล่าสุด พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มปท.) ซึ่งต่อยอดมาจากกลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เดิมเคยประกาศวางมือทางการเมืองแต่ก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการร่วมเป็นสมาชิก หรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

แต่ในบริบททางการเมืองที่ผ่านมาจะเห็นการเคลื่อนไหว ที่แสดงจุดยืน สนับสนุน คสช.แบบเต็มตัว ไล่มาตั้งแต่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนจะประกาศความชัดเจนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ดูจะขัดแย้งกับจุดยืนของประชาธิปัตย์ทำให้เกิดการแตกออกมาตั้งพรรคใหม่

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ยังไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะสนับสนุน หรือ ต่อต้าน คสช. ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองที่เคยอยู่ฝั่งขั้วอำนาจเก่า หรือมีฐานจากกลุ่มการเมืองเก่า

เริ่มจาก พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหลายสังกัด สุดท้ายหลังพรรคไทยรักไทย ถูกยุบและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ได้เบนเข็มออกจากใต้ระบอบทักษิณ ที่สุดได้รวบรวมพลพรรคอดีตรัฐมนตรี และ สส.มาตั้งเป็นพรรคใหม่

เวลานี้แกนนำประกาศชัดว่าไม่ได้เป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคทหาร แต่เป็นพรรคของประชาชนที่ยังแทงกั๊กว่าสนับสนุนคนดีเป็นนายกรัฐมนตรี

ถัดมา พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ซึ่ง เยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศเตรียมจัดตั้ง เพราะมองว่าพรรคเพื่อไทยยากที่จะได้เสียงข้างมากในสภาที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งมีอีก 100 ที่นั่งที่เป็นโอกาสของพรรค สปป. ซึ่งยังไม่ได้คิดถึงขั้นการร่วมรัฐบาล

ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท หลานชาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน และเห็นการขยับออกมาเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะ ล่าสุดส่งสัญญาณเตรียมกระโดดสู่สนามการเมืองรอบนี้ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดอ่านคล้ายคลึงกัน

ไปจนถึง พรรคเพื่อชาติไทย นำโดย อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยาคนสุดท้ายของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.สส.และอดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มาร่วมรับฟังคำชี้แจงแนวทางการดำเนินการตั้งพรรคของ กกต. เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

รวมทั้งยังมีอีกหลายกลุ่มรอประกาศตัวแสดงความชัดเจนเร็วๆ นี้ ที่จะทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้น n

สดศรีส่องรูรั่วเรือกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/542682

  • วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:41 น.

สดศรีส่องรูรั่วเรือกกต.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นให้หลายภาคส่วนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เมื่อ สมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ตัดสินใจตบเท้าเข้าสมัครรับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.

ท่ามกลาง 1 ใน 5 เสือ คือ บุญส่ง น้อยโสภณ กกต. รับผิดชอบด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน ส.ค. นั่นทำให้จะเหลือเพียง 3 กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นกลาง

“ถ้าเหลือ กกต.อยู่ 4 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ถ้าเหลือ กกต.3 คน จะมีปัญหาเรื่องกรณีการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต อย่าไปสมมติ ถึงวันนั้นค่อยไปว่ากัน แต่ทุกเรื่องมีทางออกอยู่” คำยืนยันจาก ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.

ผนวกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ประกาศชัดเจนเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจะเกิดการเลือกตั้งในเดือนก.พ. 2562 จึงต้องมาลุ้นว่าเรื่องดังกล่าวจะลงเอยอย่างไร

สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง ให้มุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพราะ 5 คน ขาดไป 1 คน และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ฉบับปัจจุบัน ระบุไว้ว่าให้ดำเนินการได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งอาจจะต้องตีความหมายว่า “เลือกตั้งได้หรือไม่”

“อาจจะมีความขลุกขลักเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนมากต้องเกินมา 1 เพราะถ้า 2 ต่อ 2 เท่ากัน เวลาลงคะแนน เพื่อให้คนหนึ่งลงคะแนนชี้ขาด แต่ถ้า 2 ต่อ 2 จะไม่มีคนชี้ขาด และจะบอกว่าให้ประธานลงคะแนนได้อีก 1 คะแนนก็ตาม ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทำกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ”

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ทราบว่า สมชัย ทำไมถึงตัดสินใจไปลงสมัครเลขาฯ เพราะจริงๆ แล้วคนที่เป็น กกต. จะไม่ไปที่อื่น เพราะระดับต่ำกว่า อีกอย่างการเป็นเลขาฯ ช่วงเวลานี้หลายฝ่ายบอกยังไม่เหมาะสม เพราะว่าการที่ยังไม่มี กกต.ชุดใหม่มา และ กกต.ชุดเก่าเป็นอย่างนี้อีก จะออกไปเป็นเลขาฯ ก็คงเป็นประเด็น

“จริงๆ แล้วการเลือกเลขาฯ ขึ้นอยู่กับ กกต.และ 4 ท่านจะลำบากใจมาก เพราะถ้าเลือกท่านสมชัย คนก็จะบอกว่าท่านเล่นพวกกัน แต่ถ้าท่านไม่เลือกก็จะผิดใจกัน จริงๆ แล้วทั้ง 4 ท่าน ควรจะเลื่อนการสรรหาเลขาฯ ออกไป ซึ่งขณะนี้เลขาฯ ตัวจริง ก็ไม่มี หลังจากท่านภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาฯ ถูกให้ออกไป และเอารองเลขาฯ มาแทนตลอดเวลาจนถึงขณะนี้”

สดศรี ระบุว่า ในช่วงวิกฤตแบบนี้และเป็นอำนาจของ กกต.ทั้ง 5 คน ควรเลื่อนการสรรหาออกไป และเหมาะที่สุดควรให้ กกต.ชุดใหม่ดำเนินการเรื่องนี้ เพราะว่าเคยมีตัวอย่างกรณี ภุชงค์ อดีตเลขาฯ ซึ่งอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง กกต.ชุดเก่าและชุดปัจจุบันคือชุดใหม่ขณะนั้น และท้ายสุดชุดปัจจุบันไม่เอา

“การต่อสัญญาเลขาฯ จะดำเนินการลักษณะปีต่อปี และมีการประเมินผลงาน สมมติถ้าท่านสมชัย ได้เป็นเลขาฯ และบังเอิญชุดใหม่ไม่เอาขึ้นมา มันจะเกิดประเด็น เพราะที่ผ่านมาก็มีการฟ้องร้องกันระหว่างเลขาฯ กับ กกต.ว่าให้ออกไป มันเป็นความขัดแย้งกันในองค์กรนี้มาโดยตลอด หากเลือกสมชัยเป็นเลขาฯ ชุดนี้ และชุดใหม่เข้ามาแล้วไม่เอา ปัญหาจะเกิดขึ้น และไม่ดีต่อองค์กร ซึ่งองค์กรนี้ถูกมองมาตลอดว่าไม่ราบรื่น อยู่กันแบบไม่สมานฉันท์กันเท่าไร”

ส่วนการต่ออายุ กกต.ชุดปัจจุบัน โดยประธานอาจจะหมดวาระหากมีการเลือกตั้งตามที่นายกฯ ระบุ ซึ่งอาจเกิดปัญหาตามมาได้นั้น สดศรี ย้ำว่า การเลือก กกต.ชุดใหม่ ใช้เวลา 3 เดือน หรือ 90 วัน ถ้านับเวลาและทำกันจริงๆ โดยไม่มีปัญหา เหมือนชุดที่ 1 ก็น่าจะทัน เนื่องจากกรรมการสรรหาใช้ชุดเดิม

ขณะเดียวกัน ถ้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและผู้พิพากษายินดีจะมาเป็น กกต. ก็จะเลือกได้ภายใน 3 เดือน ก่อน บุญส่ง จะมีอายุครบ 70 ปี ปัญหาเหล่านี้ก็จะจบไปในทันที แล้วสำคัญคือ หากเลื่อนการเลือกเลขาฯ ออกไปสักระยะ เพราะเมื่อไม่มีตัวจริงมานานทำไมต้องเร่ง ควรให้รองเลขาฯ ซึ่งทำหน้าที่รักษาการทำหน้าที่ไปก่อน จะเหมาะสมและไม่มีช่องว่างเหลืออยู่

“สำคัญตรงนี้ ถ้า สนช.เลือก กกต.ชุดที่จะเกิดขึ้นใหม่ภายใน 3 เดือนทุกอย่างจะจบเรื่อง และควรทำให้ทันตามกรอบเวลาซึ่งไม่ยากอะไร แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จะมีคนสมัครหรือไม่ เพราะเหมือนกับว่าเล่นไม่เลือกใครเลย คนก็มีความรู้สึกว่าสมัครแล้วจะเสียหรือไม่ เพราะบางคนสะสมชื่อเสียงมานานแต่มาตกม้าตายช่วงสมัคร กกต.แล้วไม่ได้ มันจะเกิดความรู้สึกไม่ดีสำหรับคนอยากสมัครเข้ามา ผ่านการสรรหาเลือกจากศาลฎีกาเข้ามา จะเสียความรู้สึกมาก”

ขณะที่ สนช.ไม่สามารถชี้แจงได้เลยทำไมถึงโละทั้งหมด 7 คน ถ้ามาครั้งที่ 2 ถ้า สนช.เลือก 2 คน หรือจะโละทั้งหมดก็คงอยู่กันยาก สนช.ต้องให้คำตอบชัดเจนว่าเพราะอะไร การที่ผู้สมัครผ่านการคัดเลือก หรือกรรมการสรรหา หรือผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา น่าจะเป็นข้อยุติได้ครึ่งหนึ่ง เพราะได้ผ่านคุณสมบัติเหมาะสม และจะมาอ้างถึงเรื่องไม่มีประสบการณ์คงไม่ได้

“ทุกชุดที่ผ่านมาไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยเป็นพนักงาน กกต.มาก่อน ถ้าจะเอามีประสบการณ์ก็ต้องเอามาจากพนักงาน กกต. หรือกระทรวงมหาดไทย ต้องระบุมาอย่างนั้น เพราะถ้าเอาจากศาลก็ไม่มีประสบการณ์ในการเลือกตั้ง ถึงแม้ดูแลกฎหมายเลือกตั้ง แต่ตัดสินคดีเลือกตั้งเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการทำงาน ดังนั้นอยู่ที่ สนช.จะเลือกได้หมดหรือไม่”

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเลือกตั้ง ลดแรงต้าน-มั่นใจในอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/542408

  • วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 11:35 น.

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเลือกตั้ง ลดแรงต้าน-มั่นใจในอำนาจ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงพอสมควรสำหรับการประกาศไทมไลน์วันเลือกตั้งทั่วประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 27 ก.พ.

“ตอนนี้ผมตอบชัดเจนแล้วนะ การเลือกตั้งไม่เกินเดือน ก.พ. 2562 จะเอาอะไรกันอีก แต่จะวันเวลาไหนก็อยู่ในห้วงเวลาดังกล่าวนั่นแหละประมาณ 150 วัน แต่ใน 150 วันนี้ก็ต้องพิจารณาดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร ผมไม่ได้ขู่นะ แต่ถ้าทุกคนยังออกมา เดี๋ยวคอยดูแล้วกัน พอเวลาปลดล็อกทางการเมืองมันจะเกิดอะไรขึ้น มาบ้าง ผมก็หวังให้มันเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมา หาเสียงกันโดยสงบ ไม่ใส่ร้ายป้ายสีกัน ไม่ยุยงปลุกปั่นอะไรทำนองนี้ มันจะได้เลือกตั้งได้

ผมก็อยากให้เลือกตั้งได้ ไม่ได้หมายความว่าจะให้เลือกตั้งไม่ได้ แล้วผมจะได้อยู่ต่อ ถ้าคิดแบบนี้ ก็ไม่อยากจะคุยด้วย พอแล้วนะเรื่องนี้ เรื่องล้มกฎหมาย ผมบอกแล้วไม่มีนโยบาย มันทำไม่ได้ มันไม่ควรจะล้ม ต้องไปหาทางกันให้ได้เพื่อให้เลือกตั้งได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

หากจับคำพูดของนายกฯ เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ จะบอกแค่เพียงการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแมป อาจจะมีบ้างที่บอกว่าถึงกำหนดเวลา แต่ไม่เคยแสดงถึงการอยากให้เกิดการเลือกตั้งชัดเจนเหมือนกับที่พูดเมื่อวันที่ 27 ก.พ.มาก่อน

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าอยากให้เกิดการเลือกตั้งมีความหมายในทางการเมืองอย่างไร?

เหตุผลหลักประการแรกคงหนี ไม่พ้นเพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง ที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่เกิดกรณีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีผลในทางลบต่อคะแนนความนิยม ของรัฐบาลพอสมควร

อีกทั้งผลงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยังไม่เข้าตาประชาชนมากนัก ดังจะเห็นได้จากโพลผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่างระบุไปในทำนองเดียวกันว่าอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง

ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงส่งให้เริ่มเกิดการชุมนุมกดดันให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งพลเรือนเข้ามาเป็นรัฐบาล

แต่ที่สุดแล้วแรงจูงใจที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้งนั้นไม่ได้มาจากแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจัยที่ว่านั้นคือ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการ เลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายกรรมการการเลือกตั้ง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ประกาศลงใช้ราชกิจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับก่อน จากนั้นจะกำหนดวันเลือกตั้งให้อยู่ภายใน 150 วัน

โดยเวลานี้มีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง เหลือเพียงกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เท่านั้นที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย

พลิกเข้าไปดูไส้ในของร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มา ซึ่ง สว. ณ ขณะนี้ เป็นใจให้กับคสช.พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมาย สว.

กล่าวคือคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย มีมติให้กระบวนการเลือก สว.เป็นไปตามที่ สนช.กำหนด ได้แก่ ให้มี สว.จากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม ให้ผู้สมัครสามารถสมัครได้ผ่านองค์กรนิติบุคคลและอิสระ และ ยกเลิกระบบการเลือกไขว้ ซึ่งวิธีการเลือก สว. ของ สนช.นั้นจะมีอายุ 5 ปีในระยะเปลี่ยนผ่านเท่านั้น โดยเมื่อพ้น 5 ปีแล้วทุกอย่างจะกลับไปรูปแบบที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกแบบไว้ตามเดิม

การบัญญัติไว้เช่นนี้เรียกได้ว่าทำให้ กรธ.และ สนช.บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เพราะ กรธ.เองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสียอะไร ส่วน สนช.ก็ได้ในสิ่งที่ต้องการเช่นกัน โดยผลดีที่สุดตกอยู่ที่ คสช.เอง เนื่องจาก คสช.ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่คัดเลือก สว. เพราะการให้มีองค์กรนิติบุคคลสามารถเสนอชื่อมาให้ คสช.เลือกได้ ย่อมทำให้ คสช.รู้หัวนอนปลายเท้าของคนที่เข้ามาสมัครได้มากกว่าบุคคลที่สมัคร สว.ในนามอิสระ

คสช.ต้องประณีตในการ เลือก สว.พอสมควร เพราะ สว.ยุค 4.0 ภายใต้การกุมบังเหียนของ คสช.นั้นไม่ได้เป็นวุฒิสภาตามปกติ แต่เป็นวุฒิสภาที่มีอำนาจพิเศษ ทั้งการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและการติดตามการปฏิรูปประเทศและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้การสืบทอดอำนาจโดยอาศัยกติกาของกฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ มิเช่นนั้นแทนที่จะได้ลงหลังเสืออย่างสงบ อาจต้องมาผจญกับนักการเมือง ที่รอเช็กบิลกันอยู่

เมื่อเกมและอำนาจทุกกระบวนการท่าอยู่ในกำมือของ คสช. จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจและประกาศอย่างเป็นทางการว่าพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้งในที่สุด

เหลืออีกไม่กี่อึดใจ การเลือกตั้ง ก็จะเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ว่า คสช.จะระแวงอะไรบางอย่างและนำมาซึ่งการเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา

กระแสไม่แรงเท่าม็อบ พรรคกปปส.แจ้งเกิดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/542231

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 11:10 น.

กระแสไม่แรงเท่าม็อบ พรรคกปปส.แจ้งเกิดยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

งวดเข้ามาทุกทีกับการเริ่มต้นเปิดให้พรรคการเมืองใหม่จดจองชื่อกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันแรกในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ซึ่งคาดว่ามีไม่น้อยกว่า 10 พรรค ที่จะเปิดตัวในวันดังกล่าวหลังเห็นการออกมาขยับประกาศตัวเตรียมความพร้อมและเป้าหมายทางการเมืองไปแล้วหลายพรรค

หนึ่งในพรรคที่กำลังถูกจับจ้องเป็นพิเศษหนีไม่พ้น พรรคของ กปปส.

แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ยืนยันว่า ช่วงชีวิตที่เหลือจะอุทิศเวลาในการรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา และประชาชน เท่าที่จะทำได้ และไม่คิด หันไปเล่นการเมืองอีก ไม่ร่วมรัฐบาล กับใคร ไม่เป็นนักการเมือง ไม่ไปลงสมัคร สส.อย่างแน่นอน

“วันนี้ตัวเองยังเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในฐานะเลขาฯ กปปส. ยืนยันว่าไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล และต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ไม่อยากให้เกิดวงจรเดิมๆ ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย”

ในอนาคตจะมีการจัดตั้งพรรค การเมืองหรือไม่นั้น สุเทพ เปิดทาง ไว้สำหรับอนาคตว่า “เป็นไปได้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองและประชาชน”

แต่ทว่าล่าสุด ธานี เทือกสุบรรณ น้องชายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาคอนเฟิร์มกระแสข่าวแทงกั๊กว่า เตรียมไปจดจองชื่อพรรคต่อ กกต. ในนาม “พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นพระประมุข พร้อมกับเตรียม ส่งผู้สมัครในเขตจังหวัดภาคใต้ครบ ทุกจังหวัด”

สอดรับกับทิศทางการเคลื่อนไหวกับกระแสการตั้งพรรค กปปส.ที่ประกาศตัวเตรียมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจ “ปฏิรูป” ให้สำเร็จลุล่วง

อย่างไรก็ตาม การตั้งพรรค การเมืองของ กปปส.ในเวลานี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก การที่เคยได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลมหาประชาชนเรือนล้านออกมาร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 4 ปีก่อน อาจ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพรรค กปปส. จะได้รับเสียงถล่มทลายเช่นเดิม

ประการแรก กระแสความนิยม ของ กปปส.ที่เริ่มเสื่อมคลายลงไป หลังจากรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ด้วยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สะกดไม่ให้ทั้งพรรคการเมือง หรือกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวได้ แม้ช่วงที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรชาว สวนยางจะประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ก็ไม่อาจออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง ให้แก้ปัญหาได้จนเป็นแรงกดดันที่สะสมเรื่อยมา

ยิ่งในวันที่ “ผลงาน” การบริหารงานของรัฐบาล คสช. ยังไม่เข้าตาประชาชน การปฏิรูปและปรองดองที่เป็นเรื่องเร่งด่วนยังไม่เห็นความคืบหน้า

ซ้ำเติมด้วยเงื่อนงำความไม่โปร่งใสที่โยงถึงคนใน คสช. และความไม่ชัดเจนเรื่อง “เลือกตั้ง” ที่กำลังถูกถล่มว่าเป็นการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป

การที่พรรคของ กปปส.จะไปชูเป้าหมายประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานี้ จึงอาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลมหาประชาชนเหมือนเช่นที่เคยออกมาเรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหารก่อนหน้านี้

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ สุเทพ ซึ่งเคยประกาศตัววางมือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว แต่หากมาสนับสนุนพรรคดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมือง แม้จะอ้างว่าอยู่เบื้องหลัง ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิเสรีภาพก็ย่อมถูกมองว่าเป็นผู้ชักนำพรรคอยู่เบื้องหลังซึ่งจะยิ่งทำให้พลัง ของพรรคอ่อนแอลงไป

ประการที่สอง ฐานเสียงและตัว ผู้สมัครที่ทับซ้อนระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์ ซึ่งชัดเจนแล้วว่า แกนนำ กปปส. ทั้ง 8 คนที่ผ่านมา ประกาศกลับพรรคและพร้อมสวมเสื้อประชาธิปัตย์ ลงสนามเลือกตั้ง

ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคของ กปปส.ต้องมาแข่งกันเอง สุดท้ายโอกาสที่จะได้รับเสียงสนับสนุนเป็นกอบเป็นกำและชนะการเลือกตั้งย่อมเป็นไปได้ยาก หรืออาจกลายเป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งจากพรรคอื่นสามารถเบียดตัวเข้ามาเอาชนะในฐานเสียงที่เข้มแข็ง ทั้งภาคใต้และกทม.ได้

ยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ด้วยแล้วโอกาสที่พรรคของ กปปส.จะสามารถเบียดตัวเอาชนะผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ย่อมเป็นไปได้ยาก ดังจะเห็นจากบทเรียนในอดีตซึ่งมี สส.ซึ่งเคยได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นของประชาธิปัตย์ย้ายไปอยู่พรรคอื่น สุดท้ายต้องพ่ายแพ้เลือกตั้งให้กับผู้สมัครของประชาธิปัตย์

ตอกย้ำวลีเปรียบเปรยว่า ภาคใต้ ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ชนะเลือกตั้ง นั่นจึงเป็นเรื่องยากที่ แกนนำ กปปส.จะยอมทิ้งเสื้อประชาธิปัตย์ ไปสวมเสื้อ กปปส.ไปลงสนามแข่งกับประชาธิปัตย์

ชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศ ตั้งพรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งสุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

แน่นอนว่าสถานการณ์ครั้งนี้กับ ครั้งนั้นมีความแตกต่างกันที่ไม่อาจเปรียบเทียบได้ชัดเจน ทั้งในเรื่องความขัดแย้งของ แกนนำ พันธมิตรฯ และระบบเลือกตั้งปัจจุบัน

โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งปัจจุบัน ที่ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย แม้แพ้ในระบบเขตก็ยังถูกนำไปคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อ

ดังนั้น เมื่อกลับมาวิเคราะห์แล้ว เป้าหมายการตั้งพรรคของ กปปส. จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การช่วงชิงเอาชนะในระบบเขตอย่างเอาเป็นเอาตายซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่อาจจะหวังสะสมคะแนนในแต่ละพื้นที่รวมแล้วเพียงพอจะได้ สส.บัญชีรายชื่อหลายที่นั่ง

ไม่ต่างจากพรรคเล็กพรรคน้อยที่ คิดคล้ายกัน ต่างเพียงแต่พรรคของ กปปส.มีฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนอยู่เรือนล้าน แม้แนวคิดนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป

เปิดเลือกตั้งท้องถิ่น เช็กกำลัง-วัดกระแส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/542039

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:20 น.

เปิดเลือกตั้งท้องถิ่น เช็กกำลัง-วัดกระแส

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้คงยังไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งลงมติไม่เห็นชอบให้บุคคลที่ผ่านการสรรหาจำนวน 7 คน ไปดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แม้การลงมติฉีกหน้าคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาของ สนช. จะไม่มีผลกระทบ ต่อโรดแมปการเลือกตั้งโดยตรง เนื่องจาก กกต.ชุดปัจจุบันยังสามาร ทำหน้าที่ได้ตามปกติภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 กำหนด แต่ในอนาคตจะมีใครรู้ว่าจะมีการสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมาอีก เพื่อเลื่อนการเลือกตั้ง ดังที่ สนช.ได้เคยทำมาแล้วผ่านการให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) และ สนช.พยายามยื้อการเลือกตั้ง ส่งผลให้เริ่มเกิดกระแสต่อต้านนอกสภาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ซึ่งเริ่มเกาะกลุ่มรวมตัวกันได้หนาแน่นมากขึ้น

ขณะที่ คสช.เองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้มากนัก เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ใช่คำสั่งของ คสช.เหมือนเมื่อก่อน เท่ากับการชุมนุมของประชาชนย่อมได้รับการคุ้มครองตราบเท่าที่การชุมนุมนั้นยังไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งออกมาบ้าง อย่างน้อยเพื่อลดกระแสกดดัน นั่นหมายถึงการประกาศจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้

“คาดว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะมีขึ้นในบางระดับก่อนในปีนี้ การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ผมยังไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นได้ ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถ้าจำนวนสมาชิกและเขตพื้นที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะจัดการเลือกตั้งได้ ไม่ยุ่งยากอะไร แต่ถ้าเขตเลือกตั้งเปลี่ยนทำให้รายชื่อประชาชนมีการเคลื่อนย้ายจะยุ่งยาก ต้องให้กกต. ชุดใหม่เป็นคนแบ่ง” คำกล่าวจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

ถ้าพิจารณาจากคำพูดของ รองนายกฯ พอจะทำให้เห็นการ เลือกตั้งท้องถิ่นจะมีขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเป็นพื้นที่เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะได้ใช้อำนาจของตัวเอง เพื่อเลือกผู้แทนประชาชนอย่างเป็นทางการ ภายหลังถูก คสช.ริบเอาไว้ มาเป็นเวลา 3 ปี

ฝ่าย กกต.ออกมารับลูกว่ากติกาสำหรับการควบคุมการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมหมดแล้ว โดยรอเวลาส่งให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ

สำหรับร่างกฎหมายเลือกตั้ง ท้องถิ่นที่ กกต.จัดทำนั้นมีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ กกต.แต่ละคนมีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือกตั้ง หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ หากพบการกระทำความผิดในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นลาออกก่อนครบวาระ หากมีการอนุมัติโครงการที่ใช้งบประมาณท้องถิ่นภายใน 90 วันก่อนวันลาออก ให้ถือว่าผู้บริหารท้องถิ่นกระทำการฝ่าฝืน เว้นแต่โครงการดังกล่าวเป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติสาธารณะ เป็นต้น

กระบวนการของการพิจารณากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เริ่มมีการประมาณกันว่าน่าจะเสร็จขั้นตอนทางนิติบัญญัติช่วงเดือน ส.ค. ก่อนจะกำหนดให้ช่วงเดือน ต.ค.เป็นวัน หย่อนบัตรเลือกตั้ง

สถานการณ์มาถึงตอนนี้ คสช. มีทางเลือกไม่มาก ด้วยเหตุที่กำลังเผชิญกับกระแสกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถแก้ไขเพื่อตอบโจทย์กับประชาชน เช่นเดียวกับปัญหาการเมืองซึ่งกำลังพายเรืออยู่ในอ่างที่ไม่สามารถสร้างหลักประกันแห่งความโปร่งใสได้ หลังจากรัฐบาลถูกตีตราว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เพราะเคยบอกว่านักการเมืองทุจริต แต่เมื่อรัฐบาลเจอกับตัวเองกลับเสียงดังและอำนาจเพื่อเขี่ยปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม

การส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อให้สังคมเห็นว่ารัฐบาล ไม่ได้หวงอำนาจ จึงเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อลดกระแส ต่อต้านในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง ท้องถิ่นที่จะมีขึ้นนั้น คสช.ไม่ได้หวังใช้เป็นรูระบายลดอุณหภูมิการเมืองเท่านั้น แต่ คสช.ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบกำลังและฐานเสียงของพรรคการเมืองไปในตัวด้วย

โดยทั่วไปแล้วการหาเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมืองจะให้ความสำคัญพอสมควร เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของฐานเสียงเลือกตั้งในระดับประเทศ หากพรรคการเมืองไหนมีฐานท้องถิ่นแข็งแรง โอกาสที่จะได้รับชัยชนะในการเมืองระดับชาติย่อมมีสูงขึ้น

ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายใต้ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่พรรครัฐบาลกลับแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งในสนามเมืองหลวงมาจากความเข้มแข็ง ของฐานเสียงของพรรคที่สร้างเอาไว้มาเป็นเวลานานตั้งแต่ระดับสมาชิกสภาเขตจนมาถึงระดับสมาชิกสภา กทม.

แน่นอนว่าเมื่อปี่กลองการเมืองเลือกตั้งท้องถิ่นดังขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ ต้องการส่งคนลงสนาม เพื่อวัดกระแสความนิยมของตัวเองว่ายัง เข้มแข็งเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนจะไป สู่สนามเลือกตั้งใหญ่

เช่นเดียวกับ คสช.แม้อาจ จะยังไม่ปรากฏพรรคนอมินีเพื่อลงสนามเล็ก แต่ คสช.ย่อมต้องการจะดูฐานกำลังของพรรคการเมืองและอารมณ์ของประชาชนด้วยว่ายังให้การต้อนรับนักการเมืองหรือไม่

ทันทีที่ คสช.เห็นไพ่ของพรรคการเมือง ย่อมจะเป็นโอกาสสำคัญที่ คสช.จะมาประเมินตัวเองว่าจะดีพอสำหรับการเข้าสู่อำนาจเพื่อสืบทอดอำนาจหรือไม่ต่อไป

“ล้มกระดานกกต.” แผนจัดแถวองค์กรอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/541926

  • วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 07:59 น.

"ล้มกระดานกกต." แผนจัดแถวองค์กรอิสระ

“การปฏิรูปประเทศ-ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเรื่องสำคัญที่ คสช.อยากสานต่อให้จบ แต่เหนืออื่นใด คสช.ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจะไม่มีหอกข้างแคร่มาคอยทิ่มแทง

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นประเด็นใหญ่ในทางการเมืองพอสมควร สำหรับการลงมติไม่เห็นชอบกับบุคคลที่ผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 7 คน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

รายละเอียดของการลงมติของ สนช.มีดังนี้

1.ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 156 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 27 คะแนน

2.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 175 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 10 คะแนน

3.ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 168 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 16 คะแนน

4.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 149 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 30 คะแนน

5.ประชา เตรัตน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 125 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 57 คะแนน

6.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่ได้รับความเห็นชอบ 128 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 46 คะแนน

7.ปกรณ์ มหรรณพ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 130 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 41 คะแนน

จากคะแนนที่ปรากฏออกมานั้นนับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะกับกรณีของ “ฉัตรไชย-ปกรณ์” ซึ่งเป็นผู้ผ่านการสรรหามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะมีไม่บ่อยครั้งที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะลงมติหักกับฝ่ายตุลาการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สนช.เคยข้องใจถึงกระบวนการลงมติเลือกว่าที่ กกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามาก่อนแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ถึงขนาดที่ต้องส่งหนังสือไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ยืนยัน โดยศาลฎีกายืนยันกลับมาว่ากระบวนการทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว

ตรงนี้เองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ สนช.ไม่มั่นใจนักหากจะลงมติเพื่อรับรองว่าที่ กกต.จากศาลฎีกา เพราะ สนช.ทั้งสภาคงรับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ หากเกิดอุบัติเหตุทางกฎหมายขึ้นมา จึงเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อนแทน

ส่วนกรณีของ 5 คนที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหานั้นก็มีความเคลื่อนไหวปรากฏออกมาตลอดว่าสนช.หลายคนไม่ค่อยปลื้มเท่าไรนัก อีกทั้งเคยมีการพยายามเสนอให้คณะกรรมการสรรหาใช้ช่องทางตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ที่ให้คณะกรรมการสรรหาเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติครบเข้ามาสมัคร กกต. นอกเหนือไปจากการรับสมัครตามขั้นตอนปกติ

ทว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ได้ใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะเห็นว่ามีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนดเพียงพอแล้ว และคาดว่า สนช.น่าจะเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมการสรรหาที่มี “พรเพชร วิชิตชลชัย”ประธาน สนช. ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาด้วย

แต่เมื่อ สนช.ล้มกระดานว่าที่ กกต.แบบนี้ ทำให้ต้องกลับมาเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ ทั้งขั้นตอนของคณะกรรมการสรรหาและของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งประธาน สนช.ระบุว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 90 วัน

การสรรหา กกต.ครั้งใหม่ก็นับหนึ่งใหม่กันไปตามขั้นตอน แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วมติของ สนช.เมื่อวันที่ 22 ก.พ. สะท้อนให้เห็นว่า สนช.กำลังเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการจัดระเบียบองค์กรอิสระ

ย้อนกลับไปดูการพิจารณาก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่า สนช.ได้ดำเนินกระบวนการลักษณะนั้นมาพอสมควร

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งถ้า สนช.เห็นชอบไปตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.อย่างน้อย 2 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ปรากฏว่า สนช.แก้ไขกฎหมายจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยกำหนดให้คนที่มีลักษณะต้องห้ามยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้จนนำมาสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับกรณีของ กกต. โดยก่อนหน้านี้ กรธ.เสนอร่างกฎหมาย กกต. เพื่อกำหนดให้ กกต.ที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง แต่ต่อมา สนช.ก็แก้ไขให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด เพียงแต่ยังให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่

ในอนาคตอันใกล้นี้จะต้องมีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทั้งหมด และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคุณสมบัติที่รัฐธรรมนูญกำหนด และแน่นอนว่าจากสัญญาณที่ กกต.สื่อออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. แสดงให้เห็นว่า สนช.จะเข้ามาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ

สาเหตุที่ สนช.ต้องออกตัวแรงขนาดนี้ เนื่องจากอีกไม่นานประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนผ่านการเลือกตั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นวาระที่ คสช.ต้องลงจากตำแหน่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.จะต้องได้รับความปลอดภัยมากที่สุดในเวลาที่ไม่มีมาตรา 44 เป็นยาสามัญ

เพราะเส้นทางข้างหน้าเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว หาก คสช.ได้กลับมาจะต้องเจอกับอิทธิฤทธิ์ของฝ่ายค้านมืออาชีพ โดยไม่มี สนช.คอยกดปุ่มตามคำสั่งเหมือนในเวลานี้

ดังนั้น การกรุยทางและจัดแถวอำนาจตั้งแต่เวลานี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ คสช.

ดัชนีโปร่งใสกระเตื้อง แต่สนิมเนื้อในยังอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/541472

  • วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 10:15 น.

ดัชนีโปร่งใสกระเตื้อง แต่สนิมเนื้อในยังอยู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าสู่ช่วงขาลงอย่างแท้จริง

สถานการณ์ขาลงทางการเมืองจะว่าไปแล้ว เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลานาน ตัวอย่างมีเห็นได้ชัดจากกรณีของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสามารถยืนหยัดท้าทายจนอยู่ครบ 4 ปี แต่พอเลือกตั้งและได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาลความนิยมของรัฐบาลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือขึ้นมาทันที

หรือจะเป็นกรณีของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะอยู่ในอำนาจแค่ 2 ปี และเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการชนะเลือกตั้ง เพราะมาจากการรวบรวมเสียงในสภาได้มากที่สุด แต่ก็ต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเริ่มมีปัญหาภายในรัฐบาลมากขึ้น จึงเลือกวิธีการยุบสภาด้วยหมายใจว่าจะชนะเลือกตั้งและกลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้นก่อนที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะนำพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล

ความเข้มแข็งของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปี 2544 เป็นรัฐบาลที่มีเสียงในสภาแบบเด็ดขาด ทุกนโยบายของรัฐบาลเดินหน้าได้เต็มตัว แต่เมื่อการทุจริตเริ่มผุดออกมามากขึ้นโดยเฉพาะนโยบายการจำนำข้าว หรือแม้แต่การพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ส่งผลให้รัฐบาลของน้องสาวที่จะเดินตามรอยรัฐบาลของพี่ชายต้องสะดุดลงด้วยการรัฐประหารเหมือนกัน

มาถึงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับรัฐบาล “ทักษิณ-อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์” ที่ตอนแรกได้รับความนิยม แต่พอยิ่งอยู่นานกลับยิ่งแย่ลงเป็นระยะ โดยมีปัจจัยมาจากปัญหาความไม่โปร่งใสเหมือนกัน

ตลอดเวลา 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ผลิตซ้ำวาทกรรมที่ว่าด้วย “รัฐบาลปลอดทุจริต”หลายกรรมหลายวาระ จนสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไปแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้โปร่งใสกว่ารัฐบาลของนักการเมือง และจะไม่ทำอะไรแบบที่รัฐบาลของนักการเมืองเคยทำ

แต่เมื่อเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แดงขึ้นมา ประกอบกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีในการออกมาปกป้องชัดเจน ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลทหารที่เคยย้ำว่ามีความสุจริตนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลของนักการเมือง

ภาวะขาลงของรัฐบาลยิ่งถูกย้ำแผลด้วยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย (CSI) อยู่ที่ 52 ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 53 โดยปรับลดลงทั้งดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณการว่า มูลค่าการคอร์รัปชั่นอยู่ที่ 5-15% ของงบประมาณ หรือ 6.62 หมื่นล้านบาท ถึง 1.98 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่ารัฐบาลได้กลับมาหายใจได้ทั่วท้องขึ้นเล็กน้อยอีกครั้ง เมื่อ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2560 ว่าประเทศไทยได้ 37คะแนน ดีขึ้นกว่าปีก่อน 2 คะแนน มีผลให้ขยับจากที่ 101 ขึ้นไปอยู่ที่ 96 จาก 180 ประเทศ

นับว่ารัฐบาลชุดนี้โชคดีอยู่บ้าง มิเช่นนั้นแล้วที่ยืนของรัฐบาลคงจะเหลือน้อยลงเข้าไปอีก หากจะบอกว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่า CPI ของไทยดีขึ้นนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วิเคราะห์ว่ามีหลายปัจจัย

โดยหนึ่งในนั้นคือ กรณีสหภาพยุโรป (อียู) มีความสนใจฟื้นความสัมพันธ์กับไทย เนื่องจากเห็นว่าไทยมีทิศทางปรับตัวในทางที่ดีขึ้นหลายด้าน นักลงทุนต่างชาติมีทัศนคติดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้าส่งออก

กระนั้นใช่ว่า ค่า CPI ที่กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย จะช่วยพลิกสถานการณ์ของรัฐบาลให้กลับมาดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ เพราะเมื่อลงลึกในบทวิเคราะห์แล้วที่ ป.ป.ช.ระบุว่า ปัจจัยดัชนีบางตัวของไทยต่ำลงนั้นมาจาก เรื่องการตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในรัฐบาล การเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดี การจำกัดสิทธิสื่อมวลชน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ยังเป็นจุดอ่อน

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาความโปร่งใสภายในรัฐบาลเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากรัฐบาลต้องการให้อุณหภูมิทางการเมืองลดลงและเพื่อให้รัฐบาลยังสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปในระยะเปลี่ยนผ่านได้

ทว่า มาถึงนาทีนี้ดูเหมือนรัฐบาลยังมิได้นำพาเท่าใดนัก ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยรับถึงผลสำรวจที่ไม่เป็นคุณแก่รัฐบาลเท่าใด ดังจะเห็นได้จากการได้เรียกผู้บริหารมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมาพบเพื่อสอบถาม

โดยจะว่าไปแล้วการกระทำแบบนี้คล้ายกับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมพอสมควร ต้องไม่ลืมว่าการทำงานของมหาวิทยาลัยควรต้องอยู่ภายใต้เสรีภาพทางวิชาการ เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับสังคม แต่การทำเช่นนี้ของผู้นำรัฐบาลนอกจากจะเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าไม่ยอมรับแล้ว ยังเป็นการก้าวล่วงแดนเสรีภาพทางวิชาการด้วย

ดังนั้น เสียงเตือนที่ส่งมาถึงรัฐบาลจากหลายฝ่ายเป็นเสียงที่รัฐบาลควรใส่ใจฟังเป็นอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการพยายามแก้ไขปัญหาความโปร่งใสของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมต่อสาธารณชน ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยการพูดเสียงดังผ่านสื่อมวลชนไปวันๆ เท่านั้น

ทางออกมีให้เห็นแล้ว และไม่ได้มีความซับซ้อน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง n

กกต.ตัวแปรสำคัญ คุมเกมปมเดือด ‘สว.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/541122

  • วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 08:58 น.

กกต.ตัวแปรสำคัญ คุมเกมปมเดือด ‘สว.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

19 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นหลักไมล์ทางการเมืองที่ต้องจับตา เนื่องจากเป็นวันแรกของการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จะประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก

ตามขั้นตอนจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน และส่งกลับเข้ามายัง สนช.ไม่เกินวันที่ 1 มี.ค. โดยหาก สนช.มีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้บังคับให้เป็นกฎหมายต่อไป

แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ สนช.มีมติเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สนช.ทั้งหมด หรือ 165 เสียง จะทำให้ร่างกฎหมายตกไปทันที และต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ผ่านไปแบบมีนัยทางการเมือง ภายหลัง สนช.มีท่าทีอ่อนลงพอสมควรกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

โดยเฉพาะประเด็นการยอมทำตามข้อโต้แย้งของ กรธ.และ กกต.ที่ไม่ต้องการให้มีการจัดมหรสพระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปมสำคัญที่ กรธ.และ กกต.ไม่เห็นด้วยกับ สนช.เป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่ สนช.แก้ไขกฎหมายจัดมหรสพได้ จะมีผลให้เจตนารมณ์ของการหาเสียงเลือกตั้งผิดเพี้ยนไป

ขณะที่อีก 2 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการตัดสิทธิการห้ามดำรงตำแหน่งของผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และอำนาจของศาลฎีกาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ต่างเห็นตรงกันว่าควรต้องปรับปรุงให้เกิดความชัดเจนต่อไป

ท่าทีที่อ่อนลงของ สนช.ต่อกฎหมายเลือกตั้ง สส.นั้น ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมา “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ยืนยันมาตลอดว่าเป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคที่สามารถคุยกันให้จบลงได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม การยอมงอของ สนช.ดังกล่าว ส่วนหนึ่งนั้นมาจากสมาชิก สนช.ไม่ได้มีส่วนได้เสียต่อกฎหมายเลือกตั้งเท่าไหร่นัก เพราะสมาชิก สนช.ที่มีอยู่ไม่ได้เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ จึงไม่ค่อยอินังขังขอบกับกติกาเลือกตั้ง สส.แต่อย่างใด

ทว่า ท่าทีของ สนช.ต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กลับแตกต่างออกไปจากกฎหมายเลือกตั้ง สส.สิ้นเชิง

การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ชุดที่พิจารณากฎหมาย สว. กลับไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่อยู่ในร่างกฎหมายได้ ซึ่งเป็น 3 ประเด็นที่ กรธ.เสนอข้อโต้แย้งมายัง สนช.เพื่อให้มีการแก้ไข ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม กรธ.เห็นว่าการลดทอนให้เหลือ 10 กลุ่ม เป็นหลักประกันว่าวุฒิสภาจะเป็นสภาที่ประกอบด้วยประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง

2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครในแต่ละประเภทเลือกกันเอง กรธ.เห็นว่าจะมีผลให้เกิดการแบ่ง สว.ออกเป็น 2 ประเภท และการให้มีองค์กรเป็นผู้เสนอชื่อหรือรับรองผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคน

3.การยกเลิกการเลือกไขว้ กรธ.เห็นว่าการกำหนดมาตรการเลือกไขว้ในการเลือกกันเอง จะทำให้ความเป็นไปได้ในการสมยอมกันในการเลือกทำได้ยากขึ้น แต่การตัดมาตรการดังกล่าวออกโดยไม่มีมาตรการที่เท่าเทียมกัน จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสมยอมโดยไม่สุจริต

แต่ประเด็นข้อโต้แย้งของ กรธ.ไม่อาจเปลี่ยนใจ สนช.ได้ ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่มี “สมคิด เลิศไพฑูรย์” เป็นประธาน ต้องแขวนประเด็นดังกล่าวเอาไว้ก่อน และค่อยมาหาข้อสรุปกันภายหลัง

จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้มีความเป็นไปได้ว่าที่สุดแล้วคงต้องหาทางออกด้วยการลงมติโหวตในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะหาทางออกด้วยสันติวิธี

วัดขุมกำลังในเวลานี้ กรธ.และ สนช.ต่างมี 5 เสียงในมือเท่ากันตามสัดส่วนของคณะกรรมาธิการ สถานการณ์แบบนี้ทำให้ 1 เสียงของ กกต.มีความหมายขึ้นมาทันที

“ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. คือคนสำคัญในเวลานี้ ในฐานะเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมาย สว.ในสัดส่วนของ กกต. เพราะเมื่อยกมือสนับสนุนฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะชนะขึ้นมาทันที

สมมติแม้ สนช.จะแพ้ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ และยังสามารถสู้ได้อีกยกในชั้นการประชุม แต่นั่นหมายถึงการโหวตคว่ำกฎหมายเพื่อให้กลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปโดยปริยาย จึงมีคำถามตามมาว่า สนช.จะกล้าหักถึงขั้นนี้หรือไม่ภายใต้ภาวะขาลงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังนั้น ต้องยอมรับว่าจังหวะก้าวของ กกต.นับจากนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยที่ผ่านมา กกต.ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สนช.และ กรธ.มาตลอด จนกระทั่งถูกเซตซีโร่ในเวลาต่อมา มาวันนี้สถานการณ์กลับนำมาให้ กกต.กลายเป็นผู้กำหนดผลแพ้ชนะ

หนึ่งเสียงในมือของ กกต.เวลานี้ จึงมีผลต่อทิศทางการเมืองอย่างแท้จริง