“บิ๊กตู่” ไม่เชือด “บิ๊กป้อม” เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/539130

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 08:11 น.

"บิ๊กตู่" ไม่เชือด "บิ๊กป้อม" เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่เดือน ก.พ. เดือนที่สองของปี ยังไม่เห็นทีท่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลจะมีทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสถานการณ์กลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังเป็นจุดอ่อนของทีมรัฐบาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัด

ช่วงขาลงของ พล.อ.ประวิตรนั้นได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการเข้ามาทำหน้าที่รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการแสดงความคิดเห็นในทำนองว่ายังไม่ต้องการให้เกิดการใช้เสรีภาพของประชาชนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อรัฐบาล

ดังจะเห็นได้จากมาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างแรงกดดันไปยังฝ่ายตรงข้าม ภายใต้ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. เรื่องการห้ามการชุมนุมเกิน 5 คนหรือความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในหลายข้อหา

จนมาถึงการถูกเปิดเผยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการไปประชุมต่างประเทศ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่ามีความเหมาะสมและเกินความจำเป็นหรือไม่ ตามมาด้วยการแสดงท่าทีในลักษณะต่อการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมต่อ พล.อ.ประวิตร อย่างรุนแรง ยังดีที่ในกรณีหลังมีการออกมาขอโทษ จึงทำให้น้ำที่เชี่ยวมีความนิ่งขึ้นมาในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าจุดพีกที่สุดในเวลานี้ของ พล.อ.ประวิตร ต้องยกให้กับประเด็น “นาฬิกาหรู”

จุดเริ่มของประเด็นมาจากการยกมือบังแดดของรองนายกฯ ในวันถ่ายรูปหมู่ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพียงแค่รูปนาฬิกาใต้แขนเสื้อเพียงเล็กน้อย ปรากฏว่านำไปสู่การขยายความตามมาไม่เว้นแม้แต่ละวัน

เรื่องนี้จะไม่เป็นประเด็นเลยหากนาฬิกาดังกล่าวอยู่ในรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เมื่อไม่ได้เป็นเช่นนั้น จึงก่อให้เกิดคำถามว่าแบบนี้ พล.อ.ประวิตร จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่

แผลที่ของ พล.อ.ประวิตร ถูกขยายนั้นไม่ได้มาจากการแสดงท่าทีต่อเรื่องดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตร เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากท่าทีของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ “ป.ป.ช.” ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวปกป้องพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ชัดเจน ทั้งการบอกว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว” “ขอให้ลดราวาศอก” ส่วน ป.ป.ช.ซึ่งถูกจับตาอยู่แล้วในฐานะมีประธานชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ”ที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประวิตร มาก่อน ปรากฏว่า ป.ป.ช.พยายามจะเลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการทำงานตรวจสอบในเรื่องนี้

แม้ในเวลาต่อมาประธาน ป.ป.ช.จะขอถอนตัวจากการตรวจสอบคดีนี้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.พยายามใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตกต่ำไปอีก

การพยายามไม่แก้ปัญหาด้วยการกำจัดจุดอ่อนของรัฐบาลออกไป นำมาซึ่งการผลักมิตรไปเป็นศัตรูมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 40 สว. หรือกลุ่มนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวที่เคยต่อต้านฝ่ายการเมืองและสนับสนุน คสช.มาก่อน พอมีเรื่อง พล.อ.ประวิตร แดงออกมา จึงเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จัดการเรื่องนี้ด้วยการปรับ พล.อ.ประวิตร ออกจากรัฐบาลเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในทางการเมือง

แต่มาถึงเวลานี้ยังไม่มีกระแสตอบรับจากผู้นำรัฐบาลแม้แต่น้อย

ล่าสุด มีเพียงการแสดงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่พร้อมจะลงจากตำแหน่ง หากประชาชนไม่ต้องการ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ระหว่างงานเลี้ยงปีใหม่ร่วมกับข้าราชการกระทรวงกลาโหมและผู้สื่อข่าวสายทหาร

“ทหารไม่ได้มีความขัดแย้งกันกับสื่อ และการที่สื่อนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องการที่จะให้เป็นเช่นนั้น ผมไม่ได้มาขอร้อง ว่าจะต้องทำอย่างนั้นหรือทำอย่างนี้ แต่อยากจะบอกสื่อสายทหารว่า ผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงขณะนี้ผ่านมา 50 ปีแล้ว ไม่เคยมีเรื่องอะไรหนักๆ ก็ดูเอาแล้วกันว่าผมได้ทำอะไรที่เสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่

ผมเข้ามาเพราะอยากจะช่วยเหลือบ้านเมือง อยากทำงานในบ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากกับสื่อว่าอยากให้ดูว่าผมทำงานมาตลอด 50 ปีได้ทำอะไรไว้บ้าง” ความในใจจาก พล.อ.ประวิตร

พิจารณาจากคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นการถอดใจเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดเรื่องการออกจากตำแหน่งมาก่อน แต่มาครั้งนี้กลับพูดเรื่องลาออกต่อสื่อมวลชน จึงทำให้เกิดคำถามว่าทหารผู้มากบารมีใน คสช.นายนี้จะถอดใจหรือไม่

ถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ลึกๆ แล้ว พล.อ.ประวิตร ก็น่าจะล้ากับการต่อสู้กับแรงต่อต้านเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วคงไม่เปรยเรื่องการทิ้งเก้าอี้อย่างนั้น แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว การมี พล.อ.ประวิตร ไว้ในรัฐบาลย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

หาก พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไป ย่อมช่วยเกื้อหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มพูนบารมีทางการเมืองได้มากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประวิตร นั้นมากบารมีและคอนเนกชั่นทางการเมืองขนาดไหน เรียกได้ว่า เลือดบูรพาพยัคฆ์ย่อมเข้มข้นกว่าสิ่งอื่นใด

ทว่าการให้ พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไปนานเท่าใด ก็ยิ่งจะเป็นจุดอ่อนให้รัฐบาลกลายเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองมากขึ้นไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และในเวลานี้กระแสต่อต้านจากโลกออนไลน์เริ่มปรากฏมาอยู่ในโลกของความจริงแล้ว

แม้จะเป็นกระแสต้านที่เริ่มจากจุดเล็กๆ พลังยังไม่มากพอที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในเร็ววันนี้ แต่มองย้อนกลับไปในอดีต จุดจบของรัฐบาลก็ต่างมาจากสิ่งที่เรียกว่าจุดเล็กๆแทบทั้งสิ้น

รื้อกม.ครั้งใหญ่ ฟื้นธุรกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/538830

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 11:40 น.

รื้อกม.ครั้งใหญ่ ฟื้นธุรกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน (คปก.) จัดโครงการ “Thai Law Reform II : มุมมองสื่อมวลชนต่อการปฏิรูปกฎหมาย” เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปกฎหมายของประเทศ ณ ห้องหลานหลวง โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส ถนนหลานหลวง

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน คปก. และประธานกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมาย อธิบายภาพรวมของแผนปฏิรูปประเทศและร่างกฎหมายที่สำคัญตามแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อการปฏิรูปกฎหมายรองรับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ : ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนา ยกตัวอย่างร่างกฎหมายที่สำคัญ อาทิ การทำเรกูเลเตอร์ กิโยติน (Regulatory Guillotine) คือการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ

การปฏิรูปกฎหมายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างความเป็นธรรม : ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยยกร่างกฎหมายปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินธุรกิจของประชาชน ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งที่ 1/2560

“เราจะดำเนินการปฏิรูปกฎหมาย 2 ทาง ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาแล้ว 12 ฉบับ ฉบับที่ 1-7 ทำให้ไทยพัฒนาเป็นโลกาภิวัตน์ถือว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจ แต่วันนี้ความสำเร็จเริ่มลดลง เป็นขาลง ดังนั้น ยุทธศาสตร์แรกที่เรียกว่ายุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนาก็ต้อง ส่งเสริมให้แข่งขันกับโลกข้างนอกได้ แต่อีกด้านหนึ่งเราพบว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ

โดยไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากรัสเซียและอินเดีย ถ้าเราไม่แก้ ไปไม่ได้ และแก้ด้วยปากไม่ได้ ต้องแก้ด้วยกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังจัดสรรผลประโยชน์ แบบเดิม ไม่มีทางแก้เหลื่อมล้ำได้ ซึ่งคณะกรรมการทั้งสองคณะจะใช้หลักทวิยุทธศาสตร์ หรือยุทธศาสตร์ 2 ทาง เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระดับโลกและอุ้มชูคนที่ไปแข่งขันไม่ได้”

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพหรือการดำเนินธุรกิจของประชาชน กล่าวว่า ในต่างประเทศจะใช้วิธีการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดปัญหาและอุปสรรคต่อประชาชน โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เพราะบางฉบับใช้มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หรือเปรียบได้กับยาหมดอายุ ดังนั้น ต้องดำเนินการ 5 ส สะสางกฎหมายที่เป็นปัญหาต่อประชาชน

อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศ ซึ่งคณะอนุกรรมการจะดำเนินการแก้ไข 2 ระยะ ในระยะแรก แก้ไขกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของประชาชน โดยใช้อันดับ Ease of Doing Business จัดทำโดยธนาคารโลก (The World Bank) เป็นตัวชี้วัด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อันดับของประเทศไทยขยับขึ้นสู่ 15 อันดับแรกของโลกในการจัดอันดับปี 2562

ระยะที่ 2 ทบทวนกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนและภาคธุรกิจจะต้องขออนุญาตจากรัฐก่อนจะประกอบธุรกิจหรืออาชีพใดๆ โดยคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการฯ จะทบทวนใบอนุญาตที่มีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน และที่ตรงกับยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 1,500 ฉบับ จากทั้งหมด 6,000 ฉบับ โดยมี เป้าหมายยกเลิกไม่อนุญาตที่ไม่จำเป็น ไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์ หรือไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจให้มากที่สุด และลดความยุ่งยากในการขออนุญาตสำหรับใบอนุญาตที่จะใช้บังคับต่อไป

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามกฎหมายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า ได้ทำร่างกฎหมายหลักๆ 3 เรื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกฎหมายขายฝาก เพราะ 40 ปีที่ผ่านมามีชาวนาต้องสูญเสียที่ดินถูกต้องตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงจัดทำร่างกฎหมายขึ้นใหม่และจะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน เม.ย. หรือเร็วที่สุดเดือน มี.ค. เพราะกฎหมายดังกล่าวอยู่ผิดที่

“สรุปได้ว่าจากการประชุมหลายครั้ง เรื่องนี้ควรยกเลิก การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ แต่สิ่งที่กลัวจาก การรับฟังความเห็น ประชาชนมองว่าถ้าเลิกและต้องการเงินกะทันหันจะ ทำอย่างไร ดังนั้น จะปรับปรุงกฎหมาย นี้ 3 ทาง และต้องมีมาตรการให้ประชาชนมีโอกาสได้เงินทันทีเร่งด่วน โดยไม่ เสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดิน รวมถึง ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปใหญ่ในรอบหลายสิบปี” คำนูณ กล่าว

ม็อบต้านแรงไม่พอ รอกระแสก่อนพุ่งชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/538666

  • วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 12:28 น.

ม็อบต้านแรงไม่พอ รอกระแสก่อนพุ่งชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้ หากจะบอกว่าเป็นช่วงเวลาขาลงของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงจะไม่ผิดเท่าใดนัก โดยต้องยอมรับว่าสาเหตุของขาลงนั้นล้วนมาจากฝีมือของรัฐบาลเองแทบทั้งสิ้น

1.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ ไม่เข้าตา ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งก็มีการปรับรัฐมนตรีในส่วนการบริหารราชการเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานยังไม่ค่อยสร้างความประทับใจให้กับสังคมเท่าใดนัก

ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากแต่ละสำนักต่างมีผลลัพธ์ตรงกันว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ” เป็นข้อเรียกร้องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขเป็นการด่วน

2.การพยายามจะสืบทอดอำนาจ เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ เคยแสดงเจตนาชัดแจ้งแล้วว่าไม่ต้องการกลับมาเป็นนายกฯ อีก แต่เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทยอยเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรากฏว่าท่าทีของผู้มีอำนาจก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองในลักษณะของการชี้นำทำนองว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจจะยังไม่มีความเหมาะสม เพราะยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เรื่องมาแดงตรงที่ สนช.แก้ไขให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด เวลา 90 วันนับแต่วันที่ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา

จึงเป็นผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วันทันที ซึ่งต่างอ้างว่าที่ต้องแก้ไขแบบนั้นเพราะต้องการให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

การแก้ไขกฎหมายที่มีผลกระทบต่อโรดแมปเลือกตั้ง ประจวบเหมาะกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งออกมาระบุว่า ไม่เคยสัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยิ่งเป็นผลให้หลายฝ่ายมองว่า คสช.กำลังหาทางให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ ต่อไปให้นานที่สุด เพื่อสร้างความ ได้เปรียบทางการเมืองจนกว่าตัวเองจะพร้อมลงเลือกตั้งเพื่อกลับเข้าสู่อำนาจ

3.ความไม่โปร่งใส ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ตกเป็นเป้าใหญ่ในทางการเมือง ภายหลังสลัดปมนาฬิกาหรูไม่พ้นตัวเท่าใดนัก

แม้ พล.อ.ประวิตร จะชี้แจงว่ายืมเพื่อนมาใส่ ไม่ได้เป็นของตัวเอง แต่การชี้แจงดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะเกิดประเด็นทางกฎหมายให้หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ว่าการยืมทรัพย์สินมาครอบครอง เป็นภาระของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่

ยิ่งนานวันเข้า จึงนำมาซึ่งกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ให้สมกับที่รัฐบาลเคยประกาศจะเป็นรัฐบาลที่มีมาตรฐานความโปร่งใสสูงกว่ารัฐบาลของนักการเมือง แต่จนถึงวันนี้ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่ได้นำพาแต่อย่างใด

จากปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดจึงมีส่วนช่วยให้เวลานี้เริ่มเกิดการรวมตัวต่อต้าน คสช.อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

แรงต้านเริ่มปรากฏให้เห็นผ่านการชุมนุมของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย กลางที่สี่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา นำโดย รังสิมันต์ โรม สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เพียงแค่กลุ่มนี้เท่านั้นที่มีการเคลื่อนไหว เพราะ นักวิชาการจากค่ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เริ่มออกอาการไม่พอใจ คสช.เช่นกัน ภายหลังเข้าชื่อไปยัง คสช.เรียกร้องให้พิจารณาทบทวนการดำเนินคดีกับผู้จัดกิจกรรม เพราะการ กระทำของ คสช.เช่นนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างชัดเจน

“ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมปกลับสู่สภาวะปกติ คสช.จึงควรเปิดกว้างมากขึ้น และให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายและภายใต้รัฐธรรมนูญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของพลเมือง” ส่วนหนึ่งจากข้อเรียกร้องของนักวิชาการธรรมศาสตร์

แต่ถึงกระนั้น ต้องยอมรับว่าแรงต้านที่ออกมาในเวลานี้จะมีแรงยืนระยะต่อสู้กับ คสช.ไปได้นานเท่าใด โดยเฉพาะกับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ประกาศว่าจะรบกับ คสช.อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นคำถามของเรื่อง คือ กระแสสังคมจะเห็นด้วยกับการต่อสู้บนท้องถนนเพื่อขับไล่ คสช. หรือไม่

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีมานี้ ประเทศไทยต้องตกอยู่ในบรรยากาศของการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง แต่ละครั้งนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และตัวเลขทางเศรษฐกิจ เรียกได้ว่าประเทศไทยน่วมไปทั้งตัวกับการก่อม็อบในช่วงทศวรรษนี้

ดังนั้น กระแสของม็อบที่เกิดขึ้นในเวลานี้อาจเป็นเพียงแค่ลมวูบใหญ่ๆ เพียงไม่กี่วูบ และจากนั้นก็จะหายไป เพราะกระแสสังคมส่วนใหญ่อาจยัง ไม่พร้อมรับสภาพของการมีม็อบเหมือน ในอดีต

แต่ถึงที่สุดแล้ว ม็อบในครั้งนี้อาจไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ ทว่าจะเป็นการจุดไฟครั้งสำคัญที่เตือนคนในรัฐบาลว่าจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้อีกแล้ว เพราะถึงเวลานั้นบทเรียนเดือน ต.ค. หรือเดือน พ.ค.อาจกลับมาให้เห็นได้ ในยุค 4.0 n

ปฏิรูปการเมือง 5 ปี สร้างคนร่วมพัฒนาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/538663

  • วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 10:49 น.

ปฏิรูปการเมือง 5 ปี สร้างคนร่วมพัฒนาชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเป็นที่เรียบร้อย ก่อนเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง แม้อาจจะยืดระยะเวลาออกไปจากเดิมแบบอึดใจลึกๆ ทว่าประเด็นการปฏิรูปยังคงต้องติดตามในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

โดยเฉพาะร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตามที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวจัดทำขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ 2560 เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดองในสังคมไทย

ทั้งนี้ เมื่อส่องสาระสำคัญในร่างโดยเฉพาะในส่วนที่ 2 เรื่องและประเด็นการปฏิรูป ประกอบด้วย 1.การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ซึ่งมีเป้าหมาย 7 ประการ อาทิ 1) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ มีความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติที่ดีและถูกต้องในทางการเมือง และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าด้วยทางใด

3) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และมีสำนึกความเป็นพลเมือง 4) ให้สื่อมวลชนมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และความเป็นพสกนิกร 5) เสริมสร้างให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและมีความเข้มแข็งในทางการเมือง

มีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปได้เสนอแก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. … เพื่อรองรับการดำเนินการ

เนื่องด้วยสภาพปัญหาทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยที่มีความขัดแย้งกันทางการเมืองจนเกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้ง และเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้วนเวียนมาอย่างยาวนาน ซึ่งสภาพปัญหาต่างๆ ดังกล่าวได้นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลกระทบ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

2.กลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการรู้รักสามัคคีของสังคมไทย เป้าหมาย 1) ให้คนในชาติมีความรู้รักสามัคคี 2) ให้มีกลไกและมาตรการป้องกันการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและส่งเสริมความปรองดองและสมานฉันท์ ระยะเวลาในการดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ

3.การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม เป้าหมาย 1) ให้มีการ กระจายอำนาจและการพัฒนานักการเมืองท้องถิ่น 2) ให้มีการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในท้องถิ่น 3) ให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารท้องถิ่น และ 4) ให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรใน ท้องถิ่น กรอบระยะเวลาในการดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ

4.การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยมี เป้าหมาย 1) ให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม 2) ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด 3) ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการ เลือกตั้งเพื่อให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม 4) ให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง และเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

5) ให้ได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท แหล่งเงินจากสำนักงบประมาณ

5.การสร้างรัฐธรรมาธิปไตย โดยธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นคุณธรรมหรือคุณสมบัติในตัวคนที่ถือธรรมเป็นใหญ่ ทำงานโดยมีเจตนาที่จะยึดแนวทางที่ดีเป็นเกณฑ์ ไม่เห็นแก่ตนเองว่าจะเสียประโยชน์หรือไม่ ธรรมาธิปไตยเป็นเกณฑ์การตัดสินใจที่ดีไม่ว่าจะปกครองในระบอบไหน

โดยมีเป้าหมาย 1) ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล 2) ให้เกิดการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3) ส่งเสริมและพัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ ศรัทธา และยอมรับของประชาชน โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2565) วงเงินจำนวน 44.37 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี สมควรให้มีการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสำนึกความเป็นพลเมือง มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ การจัดทำบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การตัดสินใจทางการเมือง และกิจกรรมทางการเมือง

นอกจากนี้ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยอิสระ ปราศจากการครอบงำไม่ว่าด้วยทางใด ตลอดจนเสริมสร้างให้ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรับ ผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ตามหลักการของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 และมาตรา 258 ก. เพื่อพัฒนาคนในชาติให้มีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สกัดชุมนุมเติมเชื้อปั่นป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/538466

  • วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 09:54 น.

สกัดชุมนุมเติมเชื้อปั่นป่วน

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เรียกได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)กับการเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนกวนใจ คสช.

ล่าสุดกิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.” เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน ​นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูก “ตัดไฟแต่ต้นลม”

ไม่แปลกที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. จะรีบเข้าแจ้งความ หลังได้รับมอบอำนาจจาก คสช.ให้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับนักศึกษาและนักกิจกรรมที่จัดกิจกรรม

รวมทั้งหมด 7 คน ได้แก่ 1.รังสิมันต์ โรม 2.สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3.ณัฏฐา มหัทธนา 4.อานนท์ นำภา 5.เอกชัย หงส์กังวาน 6.สุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ 7.เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

ด้วยข้อหา  1.ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป และ 2.กระทำการยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ขณะนี้ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้ส่งหมายเรียกไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 คนแล้ว เพื่อให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 ก.พ.นี้

เมื่อกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการ “หยั่งกระแส” เช็กทิศทางการเคลื่อนไหวว่าจะจุดกระแสติดหรือไม่ พร้อมวัดพลังความเหนียวแน่น ด้วยการนัดรวมตัวกันอีกครั้งวันที่ 10 ก.พ.ที่ถนนราชดำเนิน

ในมุม คสช.​ย่อมมองว่าหากปล่อยให้ดำเนินกิจกรรมลักษณะนี้ต่อไป โดยไม่ทำอะไร ย่อมเกิดการชุมนุมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และหาก “ติดลม” ได้รับแรงสนับสนุน ย่อมขยายวงบานปลายจนยากจะเข้าไปควบคุม

การงัดไม้แข็งตัดสินใจ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ย่อมทำให้คนที่จะก้าวออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดกิจกรรมรอบต่อไป ต้องคิดหนักกับผลที่จะต้องตามมา อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ที่สำคัญแกนนำหลายคนล้วนแต่มีแผล อาทิ จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เคยถูกศาลจังหวัดขอนแก่นตัดสินจำคุก 6 เดือน คดีละเมิดอำนาจศาล จากการแสดงออกทางสัญลักษณ์และจัดกิจกรรมทางการเมือง แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก

การฝ่าฝืนเงื่อนไขครั้งนี้อาจทำให้จ่านิวต้องกลับไปรับโทษจำคุกที่รอลงอาญาไว้ นั่นย่อมทำให้หลายคนที่มีบาดแผลไม่กล้าเข้ามาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวในวันที่ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ รวมทั้งยังมีคำสั่ง  คสช.ที่สกัดห้ามการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองที่ใช้มานานร่วม 4 ปี ​

ทว่าในสถานการณ์และบรรยากาศการเมืองขณะนี้ แตกต่างจากช่วงหลังรัฐประหารที่สังคมกำลังคาดหวังว่าจะเป็นโอกาสให้บ้านเมืองได้เดินหน้าไปสู่เส้นทางของการปฏิรูป และปรองดอง อย่างที่ คสช.​ประกาศ

การให้โอกาส คสช.มานานกว่า 3 ปี แต่ยังไม่เห็นทิศทางที่จะนำพาประเทศออกจากวังวนปัญหาได้ มีแต่สัญญาณการขยับเลื่อนเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการยื้ออยู่ในอำนาจ

การใช้อำนาจเข้าไปสกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนซึ่งเป็นไปอย่างสันติ จึงอาจกลายเป็น“บูเมอแรง” สร้างแรงกดดันย้อนกลับมายัง คสช.อย่างคาดไม่ถึง

ประการแรก ประเด็นการเคลื่อนไหวครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในปีนี้ตามกรอบเวลาที่รัฐบาลเคยประกาศไว้แต่แรก ซึ่งมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอจะออกมาเคลื่อนไหว

ในสายตาต่างชาติ การออกมาเรียกร้องให้ คสช.​จัดการเลือกตั้ง ตามที่เคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมต่อนานาชาติไปแล้วนั้น ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอ และยังสอดรับไปกับท่าทีของทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง​ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้เดิม

ประการที่สอง การเคลื่อนไหวเป็นการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่รับรองตามรัฐธรรมนูญ แม้จะไปกระทบกับคำสั่ง คสช. แต่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ ในฐานะประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งเขียนรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

การที่ คสช.ใช้อำนาจเข้าไปสกัดการเคลื่อนไหว ในสถานการณ์ที่ไม่พบสัญญาณความรุนแรง หรือมีการกระทำใดๆ ที่จะไปกระทบกับความมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และเกินกว่าเหตุ

ยิ่งในวันที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช.​ปลดล็อกคำสั่งเพื่อเปิดทางให้กลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวได้ รองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การมาบังคับใช้คำสั่งนี้เพื่อสกัดกลุ่มที่เรียกร้องการเลือกตั้งจึงไม่เป็นผลดีต่อ คสช.

ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวของนักวิชาการเครือข่าย People Go network จัดกิจกรรม “We Walk เดินมิตรภาพ” จากกรุงเทพฯ-ขอนแก่น ที่ต้องการสะท้อนสภาพปัญหา และเสนอทางแก้ ในแง่มุมของประชาชนนักวิชาการ ที่ไม่อาจส่งเสียงไปถึงผู้มีอำนาจได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

​การตอบกลับด้วยการแจ้งความดำเนินคดีกับ 8 แกนนำและเครือข่ายประชาชน ย่อมอาจทำให้เรื่องนี้บานปลาย โดยเฉพาะภายหลัง 26 นักวิชาการได้ออกมาเรียกร้องให้หยุดขัดขวางการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพ

การที่ คสช.เลือกตัดไฟแต่ต้นลมจึงอาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่บานปลายกลายเป็นความปั่นป่วนในอนาคต

ล้มกฎหมาย “สว.” เกมไม่ลับเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/538193

  • วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

ล้มกฎหมาย "สว." เกมไม่ลับเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้กำลังเกิดคำถามผุดขึ้นมาเต็มไปหมดว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ แม้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะผ่านความเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ทั้งกฎหมายเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. พรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตาม

ปัจจัยแรกนั้นมาจากเงื่อนไขที่ สนช.ได้แก้ไขจากหน้ามือที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดไว้ไปเป็นหลังมือตามความปรารถนาของ สนช. ผ่านการกำหนดให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วันนับตั้งแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษา

การกำหนดเช่นนี้มีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วัน จากเดิมที่จะเริ่มนับถอยหลัง 150 วันสู่วันเลือกตั้งทันทีที่กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับ แต่กลับติดล็อกตรงที่การจะได้นับถอยสู่วันเลือกตั้งได้ก็ต่อเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วันตามที่ สนช.ได้แก้ไขก่อนเท่านั้น

สนช.พยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อรองรับว่าการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปอีก 90 วันเพื่อให้สอดรับกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไรนัก เพราะส่วนใหญ่มองว่าต้นเหตุมาจาก คสช.เองที่ไม่ยอมปล่อยให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ทั้งๆ ที่กฎหมายพรรคการเมืองจะมีผลใช้บังคับแล้ว

ปัจจัยต่อมาเกิดจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ออกมาระบุว่าไม่เคยให้สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา

“ผมไม่ได้สัญญา ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และเป็นไปตามโรดแมป ผมสัญญาเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ยังมีปัญหาที่คนบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามจะให้ทุกอย่างกลับมาเป็นแบบเก่า ให้เลือกเอาแล้วกันว่าจะเอาแบบผม หรือจะให้กลับมาที่เดิม”

เป็นการเล่นกับกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พยายามต้องการชี้นำให้สังคมเห็นว่าจะเลือกเอาประชาธิปไตยแบบนักการเมืองที่ไม่มีความสงบแบบในอดีต หรือจะให้ตนเองอยู่ต่อไปอีกสักระยะแต่ต้องแลกกับไม่มีประชาธิปไตยเต็มใบ

ยิ่งนานวันแต่ละฝ่ายเริ่มเปิดไพ่ออกมาให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองยังไม่ต้องการปล่อยให้ประเทศมีประชาธิปไตยเต็มใบผ่านการเลือกตั้ง โดยอาศัยกลไกทางกฎหมายและกลไกทางการเมืองเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ถึงกระนั้น ไพ่ในมือของผู้มีอำนาจไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่ยังมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เป็นไพ่เด็ดที่สำคัญอีกหนึ่งใบด้วย

สาเหตุที่ทำให้เริ่มมีการวิเคราะห์ว่ากฎหมายการได้มาซึ่ง สว.จะเป็นทีเด็ดเพื่อใช้การเลือกตั้งนั้น เป็นเพราะท่าทีของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ซึ่งแสดงออกมาให้เห็นเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ว่ามีความกังวลว่ากฎหมายดังกล่าวอาจจะไม่ผ่านสภาเช่นกัน

“ผมก็กลัว ถึงบอกว่าให้กรรมา ธิการฯ กับ กรธ.ไปคุยกันดีๆ แต่เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร ความจริงเขาต้องคุยกันให้เคลียร์”

ตามขั้นตอน แม้ร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.จะผ่านความเห็นชอบของ สนช.แล้ว แต่ต้องมีการรอ กรธ.และ กกต.ก่อนว่าจะมีใครเสนอให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายระหว่าง กกต.-กรธ.-สนช.หรือไม่ หาก กกต.หรือ กรธ.ไม่ติดใจ ทุกอย่างก็จบ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นจะต้องดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย และพิจารณาเนื้อหาร่างกฎหมาย สว.ที่เป็นประเด็นปัญหาก่อนส่งกลับมาให้ สนช.ลงมติอีกครั้ง

การลงมติของ สนช.ในชั้นนี้มีความสำคัญมาก เพราะถ้า สนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก สนช.เท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 166 คะแนนจากสมาชิก สนช.ที่มีอยู่ 249 คน จะมีผลให้ร่างกฎหมาย สว.ดังกล่าวตกไปทันที

ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ สนช.จะคว่ำกฎหมายดังกล่าว ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน เนื่องจากย้อนกลับไปการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาพบว่าสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยอภิปรายไม่ค่อยพอใจกับภาพรวมของร่างกฎหมาย สว.เท่าใดนัก จนต้องมีการแก้ไขกลุ่มอาชีพของผู้สมัครจาก 15 กลุ่มมาเป็น 10 กลุ่ม

โดยส่วนใหญ่มองว่าวิธีการเลือก สว.ยังไม่สามารถบล็อกโหวตและการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองได้ ซึ่งจะส่งผลให้ คสช.ที่มีหน้าที่ต้องเลือก สว.จำนวน 50 คนจากกลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกจากระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศ 200 คน ไม่ได้บุคคลที่มีคุณภาพมากตามที่ต้องการ

บรรดาสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยพยายามแสดงออกผ่านเวทีของสภาว่าหากปล่อยไปแบบนี้อาจทำให้ในอนาคตประเทศจะมี สว.ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งด้วย

ด้วยเหตุนี้อาจนำมาซึ่งปรากฏการณ์เสียงข้างมากชนิดพิเศษ เพื่อคว่ำกฎหมายเลือกตั้ง สว.ภายหลังผ่านขั้นตอนของคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย

ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นจริงเท่ากับว่าการยกร่างกฎหมาย สว.ต้องกลับไปเริ่มใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาตายตัวแน่นอน อันจะมีผลต่อการเลือกตั้งที่ต้องถูกเลื่อนออกไปจนกว่ากฎหมาย สว.จะเป็นที่น่าพอใจของผู้มีอำนาจ

ดังนั้น การใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งนั้นอาจเป็นเพียงแค่บันไดขั้นแรกเท่านั้น เพราะบันไดขั้นสำคัญที่จะไปสู่การเลื่อนเลือกตั้งที่แท้จริงอยู่ที่การฉีกกฎหมาย สว.นั่นเอง

โค้งสุดท้าย คสช. แนวร่วมหาย แนวต้านโผล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/537976

  • วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 08:50 น.

โค้งสุดท้าย คสช. แนวร่วมหาย แนวต้านโผล่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางการเลือกตั้งที่มีอันต้องขยับออกไปอย่างน้อย 90 วัน จากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในชั้นสภานิติบัญญัติ (สนช.) สร้างแรงกระเพื่อมต่อเสถียรภาพคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างมาก

เริ่มตั้งแต่แรงกดดันจากนอกประเทศเมื่อทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ออกมาประกาศจุดยืนสนับสนุนให้รัฐบาล คสช.เดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปเดิมในเดือน พ.ย. 2561

“เรายังรอให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การบริหารงานโดยรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยผ่านทางการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จิลเลียน บอนนาร์โดซ์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย กล่าว

การออกมาขยับของกลุ่มชาติมหาอำนาจย่อมทำให้รัฐบาล คสช.ต้องระมัดระวังก้าวย่างต่อจากนี้มิให้สายสัมพันธ์ที่เริ่มดีขึ้นต้องสะดุดอีกรอบ อันอาจพันไปถึงความเชื่อมั่นในสายตานักธุรกิจ นักลงทุน ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวม

การเลื่อนเลือกตั้งออกไปจากกรอบเวลาเดิม ทำให้ข้อครหาเรื่องการยื้ออยู่ในอำนาจกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ที่สำคัญนี่กลายเป็นชนวนให้ “แนวร่วม” ที่เคยสนับสนุน คสช.เริ่มตีตัวถอยห่างออกมา ขณะที่บางกลุ่มเริ่มเปิดหน้าออกมาถล่ม คสช. เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

ยังไม่รวมกับกลุ่มที่ผิดหวังจากผลงานการบริหารงานของ คสช.ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเป้าหมายที่เคยประกาศไว้ทั้งเรื่องปฏิรูป และปรองดอง ยังดูเลื่อนลอยห่างไกลจากเป้าหมาย

ในวันที่กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มคนรากหญ้า กลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกละเลย หลายครั้งที่กลุ่มคนเหล่านี้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.แก้ปัญหา นอกจาก คสช.จะไม่รับฟังเสียงของชาวบ้านแล้วยังมีการปิดกั้นไม่ให้เข้าถึง และสกัดการเคลื่อนไหวจนเกิดการกระทบกระทั่งในหลายกรณี

กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มประชาชน ประชาชนผู้เสียหายจากนโยบายของรัฐบาล และออกมาเรียกร้องสิทธิหรือจัดกิจกรรมทางวิชาการกลับโดนปิดกั้น ทำให้กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ถูกผลักไปยืนอยู่คนละฝั่งกับ คสช.

ส่งผลให้ “แนวต้าน” คสช.เริ่มขยายวงมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาถูกสกัดไว้ด้วยอำนาจพิเศษ จนยากจะขยับตัว แต่ปัจจุบันช่องทางการแสดงออกเริ่มเปิดกว้างขึ้นกว่าในอดีต

ล่าสุด เครือข่ายประชาชนและ นักวิชาการ พีเพิ้ล โก เน็ตเวิร์ก ซึ่งจัดกิจกรรม “วีวอล์ก เดินมิตรภาพ” ที่เดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ไปยัง จ.ขอนแก่น และถูกเจ้าหน้าที่สกัดในช่วงแรก ปัจจุบันศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้ตำรวจขัดขวางการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายฯ พร้อมอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ร่วมชุมนุม

ส่องดูแต่ละกลุ่มที่ออกมาร่วมกิจกรรมทั้งตัวแทนจากกลุ่มสลัม 4 ภาค กลุ่มรักษ์บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มขบวนการประชาชน เพื่อสังคมที่เป็นธรรม กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) และกลุ่มเหมืองทอง จ.เลย หลายคนเคยเป็นกลุ่มที่ถูกละเลยในช่วง ที่ผ่านมา

สำหรับที่ผ่านมา การแยกกันเคลื่อนไหวอาจไม่มีพลังเพียงพอ และยากจะต้านทานการปิดกั้นของฝ่ายรัฐ แต่เมื่อกลุ่มต่างๆ รวมพลังกันนั่นย่อมทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีพลัง และถูกจับตาจากสังคมมากกว่าเดิม

ยิ่งล่าสุดกลุ่มนักวิชาการ 26 คน ออกโรงยื่นรายชื่อพร้อมหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้พิจารณาทบทวนการดำเนินคดีกับ ผู้จัดกิจกรรม “เดินมิตรภาพ” ซึ่งมี เป้าหมายเพื่อรณรงค์เรื่องหลักประกันสุขภาพ ทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

แรงกระเพื่อมที่เคยสะกดไว้ทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมา จึงตั้งเค้าจะปะทุในไม่ช้านี้

เมื่อรวมกับปมสำคัญอย่างการเลื่อนเลือกตั้งยิ่งทำให้แนวต้านเปิดหน้าออกมาแสดงตัวกันมากขึ้น และหาก คสช.ยังตั้งรับด้วยวิธีการเดิมๆ ทั้งปิดกั้น หรือใช้ความรุนแรง นี่อาจลุกลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

ล่าสุด การนัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช. ที่บริเวณลานสกายวอล์ก เขตปทุมวัน ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมาถือเป็นการหยั่งเชิงชิมลางการเคลื่อนไหวต่อไป

เมื่อ รังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) กล่าวว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการ “คิกออฟ” พร้อมนัดหมายรอบใหม่ วันที่ 10 ก.พ.

ในวันที่สถานการณ์เริ่มสุกงอม ทั้งบรรยากาศการเมือง และคะแนนนิยม ความเชื่อมั่น คสช.กำลังลดลงเรื่อยๆ การต้องมาเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานใหม่ๆ อย่างการอุ้ม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่กำลังถูกตรวจสอบปมนาฬิกาหรูกว่า 20 เรือน ฉุดให้เส้นทางการประกาศสงครามคอร์รัปชั่นและทุจริตของรัฐบาล คสช.ที่อุตส่าห์ทำไว้ต้องเสียหายรุนแรง

ก้าวย่างนับจากนี้ของ คสช.ไปจนถึงการเลือกตั้งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงล้วนเปราะบางและสุ่มเสี่ยง

เขี่ยลูกเลื่อน 90 วัน จับสัญญาณอาจลากยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/537859

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

เขี่ยลูกเลื่อน 90 วัน จับสัญญาณอาจลากยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ หมุดหมายทางการเมืองที่สำคัญ

สาเหตุที่มีความสำคัญในทางการเมืองเนื่องจากภารกิจที่รัฐธรรมนูญมอบหมายให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช.ร่วมกันทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา ภาพรวมของการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบกันระหว่าง สนช.และ กรธ. เพราะเมื่อ กรธ.เสนอกฎหมายลูกเข้า สนช.อย่างหนึ่ง ปรากฏว่า สนช.แก้ไขกลับหัวกลับหางไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากกรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

โดย กรธ.เสนอให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันเฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติครบและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ทว่า สนช.กลับไปแก้ไขให้ ป.ป.ช.อยู่ได้ต่อไปจนครบวาระ อีกทั้งยังบัญญัติให้กรรมการ ป.ป.ช.บางคนที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อีกด้วย จนเป็นประเด็นนำมาสู่กระแสกดดันให้มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับจะผ่าน สนช.แล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งเดินหน้าตามระบบที่ควรจะเป็น เนื่องจาก สนช.แก้ไขให้กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันตั้งแต่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมที่กำหนดให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับถัดจากวันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เท่ากับว่าสมการของการนับวันเลือกตั้งจะเป็น “90+150 วัน = วันเลือกตั้ง”แทนที่จะเป็นแค่ตัวเลข 150 วันเพียงอย่างเดียว

สนช.ยกเหตุผลของการแก้ไขเรื่องดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เพราะได้มีการแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลทำให้เวลาในการเริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองจะเริ่มนับหนึ่งได้ในเดือน มี.ค. ทั้งๆ ที่ควรจะต้องได้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเดือน ต.ค. 2560

เมื่อพิจารณาตามนี้ การนับหนึ่งสู่วันเลือกตั้งจะไปเริ่มตั้งแต่ภายหลังกฎหมายการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ซึ่งตัวแทนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ชี้แจงต่อ สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า น่าจะเป็นช่วงประมาณเดือน ก.ย.หลังจากกฎหมายเลือกตั้ง สส.จะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาช่วงเดือน มิ.ย

ทั้งนี้ ทุกอย่างยังคงมีคำถามที่ชวนสงสัยขึ้นมาว่าการเลือกตั้งจะมีโอกาสถูกเลื่อนออกไปมากกว่า90 วันหรือไม่

“มีแต่ไม่ขอพูด ซึ่งไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรและไม่ใช่อย่างที่สื่อคิด ขณะเดียวกันหาก สนช.คว่ำกฎหมายก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่อยากพูดถึง เพราะหาก สนช.คว่ำ ก็จะต้องช้าออกไป ถ้าร่างกฎหมายใหม่ก็ต้องเลื่อนแน่ แต่ไม่ควรจะเกิดขึ้น มีวิธีเลี่ยงได้ที่จะพบกันคนละครึ่งทาง”

คำตอบจาก “วิษณุ เครืองาม”รองนายกฯ ตอบคำถามนักข่าวที่ถามว่าจะมีปัจจัยอะไรที่เหนือความคาดหมายจนทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปหรือไม่

สัญญาณที่ส่งออกมาจากรองนายกฯ วิษณุ ทำให้เกิดการคิดต่อไปว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การเลือกตั้งจะถูกขยายออกไปมากกว่า 90 วัน ซึ่งถ้าจะพลิกดูเงื่อนไขทางกฎหมายที่มีอยู่นั้นก็จะพบว่าพอมีช่องทางให้ดำเนินการอย่างว่านั้นได้เช่นกัน โดยอาศัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

“เมื่อมีการประกาศ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. … ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมาย ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง

และร่วมกันจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และจะเชิญผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้” สาระสำคัญในข้อ 8 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ตรงนี้เองที่เป็นการเปิดช่องให้เกิดการเลื่อนเลือกตั้งได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าเงื่อนไขการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมายค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร โดยเฉพาะการกำหนดให้ทำไพรมารีโหวตก่อนในเขตเลือกตั้ง ซึ่งความพร้อมจะไปกระจุกอยู่แค่พรรคการเมืองใหญ่เพียงไม่กี่พรรค

พรรคการเมืองขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันอาจเสนอกลางที่ประชุมตามข้อ 8 ดังกล่าว เพื่อขอให้เลื่อนการเลือกตั้ง แน่นอนว่าพรรคการเมืองใหญ่ย่อมไม่เห็นด้วย และเมื่อตกลงกันไม่ได้ก็อาจต้องตัดสินด้วยการลงมติชี้ขาด ถ้าช่องนี้มีความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองใหญ่ที่พร้อมเลือกตั้งจะแพ้โหวตกลางที่ประชุม และทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปในที่สุด

การเลื่อนการเลือกตั้งด้วยช่องทางนี้ คสช.ไม่ต้องแบกรับความกดดันทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองตัดสินใจกันเอง

ดังนั้น การเปิดช่อง 90 วันจึงเป็นเพียงการเขี่ยลูกเท่านั้น บางทีเป้าหมายที่แท้จริงอาจอยู่ที่การเลื่อนเลือกตั้งออกไปแบบไม่มีกำหนดของผู้มีอำนาจใน คสช.

จับตาล้ม ‘ไพรมารีโหวต’ ลดกระแสลากเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/537422

  • วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 08:30 น.

จับตาล้ม ‘ไพรมารีโหวต’ ลดกระแสลากเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทย ณ วินาทีอยู่บนความไม่แน่นอนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเลือกตั้ง หลังจากตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่

เดิมทีเมื่อครั้งมีการรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัญญากับประชาชนจะขอเวลาทำหน้าที่ไม่นาน เพียงแค่ขอระยะเวลาการปฏิรูปประเทศสักพักก่อน ประกอบกับ ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มักจะแสดงออกผ่านสื่อมวลชนว่าทำงานเหนื่อยและจะไม่ขอกลับมาทำงานอีก ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นประชาชนน่าจะได้อำนาจอธิปไตยคืนมา

ทุกอย่างก็กลับหัวกลับหางจนได้ เมื่อปรากฏว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ทุกอย่างเริ่มดูราบรื่น พร้อมกับประชาชนลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นเสมือนหลักประกันทางการเมืองให้กับประชาชนว่าจะมีการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่าทันทีที่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้แก่ การเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 150 วัน

แต่มาถึงเวลานี้ ฉันทามติของประชาชนกำลังจะไม่มีความหมายภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เล่นแร่แปรธาตุกับตัวอักษรด้วยการเสนอให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

การดำเนินการลักษณะนี้ทำให้แทนที่การนับถอยหลัง 150 วันจะเริ่มทันทีเมื่อประกาศใช้กฎหมาย แต่กลับต้องมาถูกถ่วงเวลาไว้อีก 90 วันถึงจะเริ่มต้นนับหนึ่งสู่การเลือกตั้ง

ที่ผ่านมาทั้ง สนช. ครม. และ คสช.พยายามอ้างว่าการชะลอการเลือกตั้งออกไป 90 วันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หลายฝ่ายเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะอย่างเมื่อคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งแก้ไขเนื้อหา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อันมีผลให้พรรคการเมืองจะทำกิจกรรมทางการเมืองได้ในเดือน มี.ค.และ เม.ย.

อย่างไรก็ตาม แม้ คสช.จะถูกถล่มจากรอบด้านอย่างไร แต่ คสช.ก็ยังไม่ค่อยนำพาเท่าไหร่นัก ซึ่งทำให้อุณหภูมิการเมืองไม่มีทีท่าจะลดลงแต่อย่างใด

ล่าสุด คสช.อาจต้องกลับลำภายหลังโลก ทั้ง “สหรัฐและยุโรป” เริ่มชายตามองกลับการเล่นแร่แปรธาตุของผู้มีอำนาจในประเทศไทย

จิลเลียน บอนนาร์โดซ์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แสดงจุดยืนว่า “จุดยืนของสหรัฐต่อการจัดการเลือกตั้งของประเทศไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยสหรัฐยินดีที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงพันธกรณีต่อสาธารณชนในการที่จะจัดการเลือกตั้ง สส.ขึ้นไม่เกินเดือน พ.ย. 2561”

เช่นเดียวกับ เปียร์กา ตาปิโอลา เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ส่งสัญญาณว่า “เราเข้าใจว่ายังคงเป็นไปได้ที่จะมีการจัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2561 และส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายให้ความเคารพต่อโรดแมปเพื่อกลับคืนสู่ประชาธิปไตยในประเทศไทยที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้”

เสียงของคนไทยอาจไม่ดังเท่ากับมหาอำนาจ เพราะแน่นอนว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงต้องพึ่งพา ต่างประเทศพอสมควร ดังนั้น เมื่อโลกเตือนไทย ย่อมเป็นเสียงสำคัญที่ผู้มีอำนาจในไทยต้องรับฟัง มิเช่นนั้นแล้วอาจได้ไม่คุ้มเสีย

บางทีเมื่อโลกเตือนไทย คสช.อาจหาทางลงเพื่อให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

วิธีการที่พอจะทำได้ คือ การชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน

การทำไพรมารีโหวตตามกฎหมายพรรคการเมืองมีกระบวนการค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมือง ยิ่งไปกว่านั้นหากเขตเลือกตั้งไหนไม่ได้ดำเนินการทำไพรมา รีโหวต จะมีผลให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในเขตนั้นได้

เท่ากับว่าพรรคการเมืองใหม่และพรรคการเมืองเก่า หรือแม้แต่พรรคทหารที่อาจตั้งขึ้นมาใหม่ย่อมตกที่นั่งลำบากไม่แพ้กัน เนื่องจากถูกบีบรัดด้วยเวลา

ดังนั้น การใช้มาตรา 44 เพื่อเลื่อนการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน ย่อมเป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย โดยนอกจากจะทำให้ปลดภาระการเมืองให้กับพรรคการเมืองลงไปได้ระดับหนึ่ง อีกทั้งช่วยให้การจัดการเลือกตั้งสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นและไม่ถูกเลื่อนออกไปเป็นต้นปี 2562 จนเป็นเงื่อนไขในทางการเมือง

เรียกได้ว่าวิน-วินทุกฝ่าย คสช.ได้หน้า ส่วนพรรคการเมืองได้เลือกตั้ง n

ร่วมแรงอุ้ม ‘บิ๊กป้อม’ ปปช.-ประยุทธ์ยิ่งเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/537158

  • วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น.

ร่วมแรงอุ้ม ‘บิ๊กป้อม’ ปปช.-ประยุทธ์ยิ่งเสื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าสถานการณ์ของรัฐบาลเวลานี้เหมือนกับ “ลิงแก้แห” เข้าไปทุกที หลังจากปรากฏภาพนาฬิกาข้อมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

สาเหตุที่ต้องบอกว่าลิงแก้แหนั้นเพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะพยายามชี้แจงอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับออกมาปกป้องพี่ชายที่แสนดีคนนี้แบบที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับสังคมอย่างน้อยก็ปรากฏให้เห็นชัดถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ บอกระหว่างสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ผมไม่ต้องให้กำลังใจ ท่านเข้มแข็งพอ พล.อ.ประวิตร เป็นทหาร ดูแลตัวเองได้ เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ขอร้องสื่อ ให้ลดราวาศอกกันบ้าง กฎหมายว่าอย่างไร ก็ไปว่ากันตามขั้นตอน อย่ามองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน”

อีกครั้งคือ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. โดยระบุว่า “ต้องรอการชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และขอให้แยกแยะให้ออกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ส่วนตัวและเรื่องเหล่านี้มีการสอบสวนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใช้ งบประมาณแผ่นดิน หากใช้งบประมาณแผ่นดินแล้ว ทำให้เสียหาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และที่มีหลายฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีการทุจริตนั้น ขอให้มีการสอบสวนให้ได้ข้อยุติก่อน”

ยิ่งนานวันเข้าสถานการณ์ยิ่ง บานปลาย เพราะการพยายามบ่ายเบี่ยงของรัฐบาลนำมาสู่กระแสกดดัน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ รีบดำเนินการปรับพล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่ง

กลุ่มบุคคลที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งนั้นไม่ได้จุดประเด็นมาเฉพาะกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามเท่านั้น เพราะแม้แต่กลุ่มคนที่เคยอยู่เคียงข้างรัฐบาลและ คสช.ต่างเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลของ คสช.ก็ระบุว่าควรต้องลาออก

“ผมฝากคนไปบอกถึงท่านแล้วว่า มีชีวิตที่มีความสุขอยู่ได้ให้รักษาชื่อเสียงไว้ เพราะเขายังไม่เคยกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นก็ถือว่าชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็ยังดีอยู่ เรื่องการไม่แจ้งนาฬิกาไม่ใช่เรื่องทุจริต เป็นเรื่องผิดกฎเกณฑ์ แต่ถ้าอยู่นานๆ แล้วทำให้คนทั่วไปไม่เชื่อ ในที่สุดก็จะเสีย” เสียงเตือนจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร

ทว่า เสียงเตือนจากหลายฝ่ายที่ออกมานั้นดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ค่อยนำพาเท่าใดนัก ซึ่งขัดกับนโยบายการสร้างความโปร่งใสของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลประกาศมาตลอดว่าจะไม่ทำงานแบบนักการเมือง แต่มาถึงเวลานี้รัฐบาลที่อ้างว่าจะเข้ามาสร้างความโปร่งใสกำลังปฏิบัติตนยิ่งกว่านักการเมือง

ภาวะการณ์ที่รัฐบาลกำลังเผชิญหน้าในเวลานี้นั้นแทบไม่ต่างอะไรกับช่วงปลายของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเวลานั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ประสบปัญหากับความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว แต่ก็พยายามลดอุณหภูมิการเมืองด้วยการปรับรัฐมนตรีที่มีปัญหาออกจากตำแหน่ง ซึ่งช่วยให้องคาพยพส่วนใหญ่ของรัฐบาลยังพอเดินหน้าต่อไปได้

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำใน สิ่งตรงข้ามด้วยการพยายามอุ้ม พล.อ. ประวิตร ให้อยู่กับรัฐบาลต่อไป ซึ่งการทำเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการกระทำไม่ ขัดต่อกฎหมายแต่ไม่ชอบด้วยการเมือง

กล่าวคือ แม้ตามกฎหมาย พล.อ. ประวิตร จะทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะคดีที่อยู่ใน ป.ป.ช.ยังไม่ถึงที่สุด แต่การอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมายนั้นกลับขัดต่อความชอบธรรมทางการเมืองไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เริ่มบานปลายมากขึ้นนี้ไม่มีปัจจัยจากฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ก็กำลังเป็นผู้สร้างความแคลงใจให้กับสังคมด้วย

ป.ป.ช.พยายามส่งสัญญาณกับสังคมให้เห็นว่าภาระของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการแสดงรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สินต่อ ป.ป.ช.จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของคู่สมรส หรือของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น ซึ่งทรัพย์ของตนเองในที่นี้หมายถึงเฉพาะทรัพย์สิน ที่ตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ด้วย

สัญญาณที่ออกมาจาก ป.ป.ช. กำลังถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการวินิจฉัยคดี เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคดี ที่อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมคนหนึ่งได้ยืมรถตู้มาจากบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้แสดงต่อ ป.ป.ช. ก่อนที่ต่อมา ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าเป็นความผิดพร้อมกับส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา โดยศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีความผิดในที่สุด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงแต่ ป.ป.ช.จะวางแนวทางในการวินิจฉัยคดีเอาไว้เท่านั้น เพราะศาลฎีกาก็ได้บัญญัติแนวทางเช่นกัน ยิ่งเป็นบรรทัดฐานที่เหนือกว่าบรรทัดฐานปกติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ส่งผลให้สถานการณ์ของ 3 ฝ่าย ทั้ง “ประยุทธ์-ประวิตร-ป.ป.ช.” ลำบากมากยิ่งขึ้น

แม้ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.จะขอถอนตัว ไม่ร่วมพิจารณาคดีนี้ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการแก้ปัญหาที่ปลายทางมากกว่า

ดังนั้น เหลือทางเดียวจะช่วยปลดล็อกการเมืองนี้ได้คือ การให้ พล.อ. ประวิตร ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความสปิริต

ทางออกมีอยู่แล้วเหลือเพียงแต่ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.จะเห็นหรือไม่