ยื้อเลือกตั้ง คสช.ยิ่งเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/537045

  • วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 10:38 น.

ยื้อเลือกตั้ง คสช.ยิ่งเสื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ลุ้นด่านสุดท้ายกับการลงมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งแก้ไขเนื้อหาให้บังคับใช้กฎหมายหลังจากประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน

ประเมินทิศทางลมเวลานี้มีความเป็นไปได้สูง ที่ สนช.ส่วนใหญ่น่าจะโหวตเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ อันจะส่งผลสำคัญทำให้การเลือกตั้ง​ที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2561 ต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือน ก.พ. 2562

แต่เหนือสิ่งอื่นใดเรื่องนี้ยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะปฏิเสธความรับผิดชอบโยนให้ไปเป็นเรื่องของ สนช.ฝ่ายเดียว

ประการแรกด้วยสถานะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งในรัฐบาล คสช. ซึ่งทำงานสอดประสานไปกับแม่น้ำ 5 สาย

หากไม่มี “สัญญาณ” หรือ “ใบสั่ง” ย่อมเป็นเรื่องยากที่ สนช.จะกล้าบุ่มบ่ามคิดอ่านทำเรื่องใหญ่ ​อีกทั้งยังเป็นการสวนทางกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมกับชาวโลกว่าจะเลือกตั้งตามโรดแมปราวเดือน พ.ย.นี้

แม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังออกมาระบุว่าทราบเรื่องนี้ล่วงหน้า 2 สัปดาห์แล้ว เพราะมีคนมากระซิบบอกว่า เขาอยากจะเลื่อนเลือกตั้งด้วยวิธีนี้ ซึ่งได้บอกคนที่มากระซิบว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญบังคับใช้ให้มีผลใน 150 วัน

“แต่พอมาเปิดรัฐธรรมนูญดูพบว่า มีการระบุว่าให้นับจากวันบังคับใช้ โดยไม่ได้นับจากวันประกาศราชกิจจานุเบกษา ​จึงเชื่อเรื่องนี้คงจะจริง แต่ไม่กล้าจะพูดอะไรก่อน เพียงแต่เข้าใจว่าฝ่ายที่อยากเลื่อนการเลือกตั้งออกไปคงจะหาช่องทางแล้วก็พบช่องทางนี้”

ทำให้ต้องหวนนึกย้อนกลับไปถึงกรณีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกสภาปฏิรูปประเทศแห่งชาติ (สปช.) ตีตกไปท่ามกลางกระแสว่ามีใบสั่งในช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อหวังยืดเวลาอยู่ในอำนาจของ คสช. ออกไปมาแล้วรอบหนึ่ง

ประการที่สอง ในแง่เหตุผลที่ กมธ.นำมาเป็นข้ออ้างแก้ไขให้ยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เป็นเพราะต้องการดำเนินการให้สอดรับกับคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เรื่องกระบวนการทางธุรการของพรรคการเมืองที่จะเริ่มขึ้นในเดือน มี.ค. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกับขั้นตอนการเลือกตั้งตามระบบใหม่

ในความเป็นจริงแล้ว “ต้นตอ” ของปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่คำสั่งฉบับดังกล่าว เมื่อสาเหตุหลักมาจากประเด็นที่ทาง คสช.ไม่ยอมปลดล็อกคำสั่ง 3/2558 เพื่อเปิดทางให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ อันจะทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายลงไป

ยิ่งในจังหวะเวลาที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้เรียบร้อยด้วยแล้ว การจะคุมการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองไม่ให้ประชุมเตรียมความพร้อมลงสนามเลือกตั้งย่อมไม่ใช่เรื่องดี

หากพิจารณาแล้วคนที่จะได้ประโยชน์จากการขยายเวลาเลือกตั้งออกไปหนีไม่พ้น คสช. และบรรดาแม่น้ำ 5 สาย ที่จะได้อานิสงส์อยู่ในอำนาจต่อไปอย่างน้อยก็ 3 เดือน

อีกทั้งยังถูกมองมีการยืดเวลาเลือกตั้งมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์สร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคที่จะถูกตั้งขึ้นมาสนับสนุน คสช.

แต่ผลเสียที่จะตามมายัง คสช.นั้นดูจะมีมากกว่าผลดีเริ่มตั้งแต่ในเรื่องใหญ่คือ ​“ความเชื่อมั่น” ทั้งต่อคนในประเทศและสายตาต่างชาติที่พานจะกระทบไปเป็นลูกโซ่ซ้ำเติมปัญหาที่เป็นอยู่

เวลานี้กลุ่มการเมืองเริ่มออกมาดักคอแสดงความเป็นห่วงว่าการยื้อเลือกตั้งรอบนี้ ทั้งที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมต่อเวทีนานาชาติแล้ว อาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตกอยู่ในสถานะ “โมฆะบุรุษ” ขาดความน่าเชื่อถืออันจะกระทบไปถึงการบริหารงานนับจากนี้ต่อไป

หากจำได้หลัง คสช.​ประกาศความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งทางคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ได้ตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย ​

ดังนั้น การที่มาขยับปรับเปลี่ยนเวลาการเลือกตั้งด้วยเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ย่อมอาจทำลายบรรยากาศอันดีที่จะกระทบไปถึงเรื่องการค้าการลงทุนพันไปถึงเศรษฐกิจภาพรวมในอนาคตต่อไป

แม้เวลานี้รัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานราก เพื่อทั้งช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะล่าสุดกับการตั้งงบกลาง 1.5 แสนล้านบาท ​ที่ถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่แท้จริง

รวมทั้งการขึ้นค่าแรงและมาตรการช่วยเหลือคนจน ซึ่งดูจะยังไม่เพียงพอหรือมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาปากท้องได้อย่างแท้จริง ยิ่งเวลาผ่านไปโอกาสที่จะเกิดแรงกดดันจึงมากขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายการเลื่อนเวลาเลือกตั้งออกไปย่อมเป็นชนวนให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว หรือต่อต้าน คสช.อันอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง และขยายวงรุนแรงยากจะควบคุม

การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วยเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอย่อมนำไปสู่ความ “เสื่อม” ของ คสช.

สนช.ยืดเลือกตั้ง เปิดทางกองหนุน-ทหารลงสนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/536812

  • วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

สนช.ยืดเลือกตั้ง เปิดทางกองหนุน-ทหารลงสนาม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้ไม่มีความเคลื่อนไหวไหนจะร้อนแรงเท่ากับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังลงมือผ่าตัดดัดแปลงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ในส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญ

หัวใจสำคัญที่ว่านั้นอยู่ที่มาตรา 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญของ สนช.แก้ไขใหม่ว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป” จากเดิมที่ให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา

เป็นบทบัญญัติที่มีเนื้อหาไม่มาก แต่สะเทือนประเทศไทยทั้งประเทศ

ถ้าพิจารณากันตามหลักแล้วเป็นเรื่องของการกำหนดระยะเวลาว่าจะให้กฎหมายที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษานั้นมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ ซึ่งรูปแบบของการจัดทำกฎหมายของไทยก็ได้กำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้หลายรูปแบบ เช่น ให้มีผลทันทีที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา หรือให้มีผลในวันถัดไป หรือแม้แต่การกำหนดระยะเวลาให้นานกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น 120 วัน หรือ 180 วัน เป็นต้น

การไม่กำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันทีส่วนใหญ่จะปรากฏให้เห็นตามกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เช่น กฎหมายภาษี กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนหรือหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาที่ออกมาใหม่ เพราะหากกำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันทีโดยไม่ทอดระยะเวลาให้นานออกไปในระดับหนึ่ง ย่อมมีผล กระทบต่อหลายฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรณีของกฎหมายเลือกตั้ง สส. “ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน” สมาชิก สนช.และโฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯ อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้ต้องมีการแก้ไขมาตรา 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ที่ได้มีการแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งได้กำหนดให้พรรคการเมืองเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2561

“สมมติว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลในวันรุ่งขึ้นหลังจากประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา และผ่านไปสองเดือนยังไม่ได้ให้พรรคการเมืองประชุมพรรค พรรคการเมืองจะเหลือเวลา 90 วันซึ่งคุณสมบัติของผู้สมัครเลือกตั้ง จะต้องสังกัดพรรคการเมือง 90 วัน จะมีปัญหาเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทันที ยังไม่นับเรื่องของเวลาในการทำไพรมารีโหวต คณะ กมธ.วิสามัญฯ จึงเห็นต้องมีระยะเวลาช่วงหนึ่ง คือ 90 วัน” เหตุผลสำคัญที่โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯ ได้อธิบาย

สนช.ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติย่อมมีอำนาจแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายได้ ซึ่งแน่นอนว่าการแก้ไขมาตรา 2 ออกมาในลักษณะนี้ย่อมไม่มีปัญหาความชอบธรรมในทางกฎหมายแต่อย่างใด เพียงแต่จะนำมาซึ่งปัญหาความชอบธรรมที่สะเทือนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ มักจะบอกเสมอว่าจะคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศว่าในเดือน มิ.ย. 2561 จะบอกแก่คนไทยทั้งประเทศ ให้รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่เท่าไรของปี 2561 แต่มาถึงชั่วโมงต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วันอย่างไม่ต้องสงสัย

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 150 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้โดยเมื่อนำระยะเวลาที่นายกฯ ประกาศไว้มาพิจารณาประกอบกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ทำให้มีหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในเดือน พ.ย. 2561

แต่หาก สนช.แก้ไขให้กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เท่ากับว่า การนับวันเลือกตั้งอยู่ภายใต้สมการ “90+150 = วันเลือกตั้ง” จากเดิมเป็นแค่เพียง “150 = วันเลือกตั้ง”

การเลื่อนตั้งที่ออกไปย่อมมี ผลกระทบต่อสถานะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าอย่างจัง เพราะ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้คำพูดของผู้นำรัฐบาลไม่มีความหมาย และไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ ในทางการเมืองอีก

ยิ่งไปกว่านั้นจะเป็นการตอกย้ำว่าการแก้ไขกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายต่อหลายครั้งในช่วงระยะเพียง ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้น เป็นไปเพื่อให้สอดรับกับพรรคการเมืองใหม่ที่จะเป็น การรวมกันระหว่าง “กลุ่มนายทุน+อดีตนักการเมือง+ทหาร” ให้ได้มีโอกาส เข้าสู่อำนาจทางการเมืองอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้เกิดข่าวลือกันมาตลอดว่าการเลือกตั้งอาจจะถูกล้มด้วยเงื่อนไขของการที่ สนช.จะลงมติฉีกกฎหมายเลือกตั้ง สส. แต่พอเริ่มมีข่าวว่า คสช.ต้องการจะกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งผ่านการตั้งพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ทำให้ข่าวการคว่ำกฎหมายเลือกตั้งเงียบหายไป จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ใช้อภินิหารทางกฎหมายแก้ไขระยะเวลาการเริ่มใช้บังคับกฎหมายในการเลื่อนเลือกตั้งเพื่อให้พรรคทหารมีความพร้อมมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองนับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ต้องน่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะถึงที่สุดแล้วคงเป็นไปได้ยากที่การใช้กลไกทางการเมืองและกฎหมายเพื่อยื้อเลือกตั้งจะหยุดไว้เพียงเท่านี้

ตราบใดที่ผู้มีอำนาจยังคง คิดว่าตัวเองยังไม่ได้เปรียบและยังไม่พร้อมลงสนามเลือกตั้งที่ต้องสู้กับพรรคการเมืองภายใต้กติกาเดียวกัน วันเลือกตั้งก็น่าจะถูกเลื่อนออกไป อย่างไม่มีกำหนด

เติมเชื้อปูทาง “ยื้อเลือกตั้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/536672

  • วันที่ 22 ม.ค. 2561 เวลา 08:57 น.

เติมเชื้อปูทาง "ยื้อเลือกตั้ง"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางเลือกตั้งตาม “โรดแมป” ส่อแววสะดุดอีกรอบหลังปรากฏสัญญาณ “ยื้อ” รอบใหม่

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเคยประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปเมื่อครั้งไปเยือนสหรัฐอเมริกาพบประธานาธิบดี​ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลายเป็น “สัญญาประชาคม” ที่รับรู้กันทั้งในและต่างประเทศ

ท่าทีความชัดเจนดังกล่าวทำให้คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย

ตามแถลงการณ์ระบุว่า คณะรัฐมนตรีฯ ย้ำว่าคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลซึ่งนำไปสู่สถาบันทางประชาธิปไตยที่ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ผ่านคำให้สัมภาษณ์หลายกรรม หลายวาระ ถูกมองว่า “เปิดช่อง” รอไว้สำหรับการเลื่อนการเลือกตั้งจากกำหนดเดิม ทั้งระบุว่าจะเลือกตั้งเมื่อกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง​มีผลบังคับใช้ หรือจะเลือกตั้งก็ต่อเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองสงบสุขไม่มีเหตุวุ่นวาย

ตอกย้ำความพยายามที่จะคว่ำกฎหมายลูกในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะยังเหลือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ยังค้างอยู่ในการพิจารณา หากกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบย่อมทำให้เส้นทางเลือกตั้งต้องสะดุดตามไปด้วย

รวมทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองที่จะเป็นชนวนให้ คสช.พิจารณายื้อการเลือกตั้งออกไป ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจะเกิดขึ้นจากกลุ่มใด และมีวัตถุประสงค์ใด  ​

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ เขียนเอกสารด้วยลายมือตัวเองจำนวน 12 หน้ากระดาษเอ 4 แจกใน ครม. ตอนหนึ่งระบุว่า “สิ่งที่เป็นปัญหาตอนนี้คือสื่อ นักการเมืองที่มีปัญหา พยายามจะล้มรัฐบาลและ คสช.ให้ได้ในช่วงนี้”​

ที่สำคัญทาง พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมารับลูกว่า สถานการณ์ช่วงนี้ถือว่าเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง ซึ่งพบว่ามีการเคลื่อนไหวมากขึ้นจากหลายๆ ทางทั้งนักการเมืองปัจจุบันและคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง

“รายงานพบว่ามีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่านั้น และถือเป็นหน้าที่ของ สมช.ต้องติดตามเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง ขณะที่นายกฯ ไม่ได้สั่งให้จับตาอะไรเป็นพิเศษ และจากภาพรวมไม่เชื่อว่าจะสามารถล้มรัฐบาลและ คสช.ได้”​

​ทำให้มองว่านี่อาจเป็นการอ้างความไม่สงบรอบใหม่ไว้สำหรับยื้อเลือกตั้งในอนาคต คล้ายกับในอดีตที่หยิบยกเหตุผลเรื่องนี้มาอ้างอย่างต่อเนื่อง ที่อาจหวังผลทางอ้อมไม่ให้กลุ่มการเมืองออกมาสร้างความปั่นป่วนในช่วงนี้

ยิ่งหากพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้ว ทั้ง “สื่อ” และ “นักการเมือง”ไม่น่าจะมีเหตุผลต้องการล้มรัฐบาล คสช. ในเมื่อทั้งหมดต้องการให้เกิดการเลือกตั้งซึ่งจะเป็นช่องทางพาสังคมกลับสู่สภาวะปกติ

หากพาตัวเองไป “ติดกับ” ถึงขั้นเป็นต้นเหตุความขัดแย้งย่อมทำให้การเฝ้าอดทนรอคอยร่วม 4 ปี ต้องทอดเวลาออกไปอีกแบบไม่รู้อนาคต สู้ยอมสงบปากสงบคำรอเลือกตั้งเสร็จสิ้นค่อยกลับมาต่อสู้กันในระบบที่ทุกฝ่ายเท่าเทียมกันหมด ไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจพิเศษน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ชัดเจนที่สุดคือข้อเสนอในขั้นการพิจารณาร่าง​ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของ กมธ.วิสามัญพิจารณากฎหมายดังกล่าวของ สนช.ได้แก้ไขเนื้อหา โดยปรับผลบังคับใช้กฎหมายยืดออกไปอีก 90 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษก กมธ. ชี้แจงว่า การแก้ไขดังกล่าวสืบเนื่องจากคำสั่งของ คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับคำสั่งดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้โรดแมปเลือกตั้งขยับออกไปบ้าง ช่วงปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562

สอดรับไปกับท่าท่าทีจากฝั่ง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็เปิดช่องชี้แจงว่า ที่ผ่านมาเคยมีกฎหมายบางตัวกำหนดกรอบเวลาบังคับใช้ไว้ ซึ่งถ้า สนช.จะทำก็ต้องอธิบายเหตุผลให้ชัด

คล้ายกับ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่อธิบายว่า หากมีการปรับก็ไม่ได้ผิดหลักกฎหมาย เพราะกฎหมายบางฉบับก็จะมีผลบังคับใช้วันนั้นเลย แต่กฎบางฉบับก็จะทิ้งระยะเวลาไว้ 30 วัน 120 วันก็มี อย่างกฎหมายธุรกิจรักษาความปลอดภัยเอกชน ก็ทิ้งเวลาไว้ตั้ง 1 ปี เพื่อให้มีการเตรียมการจะบังคับใช้

การประสานเสียงไปในทิศทางเดียวกันของแม่น้ำ 5 สาย ทำให้ประเมินแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่การเลือกตั้ง ซึ่งเคยคาดว่าจะเกิดขึ้นราว พ.ย. 2561 อาจต้องเลื่อนออกไปอย่างน้อย 90 วัน

อยู่ที่เงื่อนไขความวุ่นวายปั่นป่วนรุนแรง รวมทั้งการตัดสินใจของ สนช.ที่จะโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปตามข้อเสนอของ กมธ.ที่กำหนดไว้หรือไม่

สารพัดวิธีแก้จน หวังผลคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/536324

  • วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:40 น.

สารพัดวิธีแก้จน หวังผลคะแนนนิยม

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ประกาศตัวเป็นนักการเมือง ท่ามกลางสปอตไลต์สาดส่อง “ว่าที่นายกฯ คนนอก” จึงน่าจับตาจากนี้ไปนโยบายรัฐบาลจะพุ่งเป้าวางรากฐานทางการเมืองเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้ง

เพียงเริ่มศักราชปี 2561 “บิ๊กตู่” ทยอยหว่านโครงการและงบประมาณกว่าแสนล้านบาทมุ่งแก้ปัญหาความยากจน แน่นอนหวังเอาใจผู้มีรายได้น้อย หรือรากหญ้า ที่เป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง

รูปแบบการซื้อใจฐานเสียงคนจนยุค “บิ๊กตู่” ใช้นโยบาย “ประชารัฐ” ผนึกภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันทำงานสามารถดึงมหาเศรษฐีไทยอันดับต้นๆ ที่เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่มาช่วยกัน ลงขันตั้ง “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด” จำนวน 76 จังหวัด

หากไล่เรียงงบประมาณและโครงการประชารัฐที่รัฐบาลหว่านงบลงไปเพื่อเอาใจประชาชน อาทิ “โครงการสินเชื่อบ้านประชารัฐ” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท อีกโครงการที่ประทับใจมวลชน “โครงการธงฟ้าประชารัฐ” กระทรวงพาณิชย์จัดคาราวานขายของถูก งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท หรือโครงการ “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ” วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับเถ้าแก่น้อยที่เพิ่งหัดเริ่มต้นธุรกิจ หรือ “โครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อ Micro SME” วงเงินรายละไม่เกิน 2 แสนบาท แก่หาบเร่แผงลอย แบบไม่มีหลักประกันและปลอดดอกเบี้ย ล้วนได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

ต่อมา รัฐบาลเปิดนโยบายแก้จน แบบเจาะใจคนจนโดยตรงตามความต้องการ ด้วยการประกาศความตั้งใจว่าจะทำให้คนจนหายไปล้านคน แก้จนเฟส 1 ดีเดย์เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือคนจน ให้มาลงทะเบียนเพื่อนำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูลและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งหมด 8.3 ล้านราย โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท แจกเงิน 3,000 บาท “บิ๊กตู่” อ้างเหตุผลหนักแน่นว่า รัฐบาลคืนความสุขเพื่อมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องประชาชน

ยิ่งเข้าโค้งสุดท้ายในอำนาจ “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าทำคะแนนทางการเมืองจากประชาชน จึงเห็นชอบโครงการแก้จนเฟส 2 ด้วยการใช้กลไกทางการเงินของสถาบันการเงินรัฐ คือ ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ดำเนิน 6 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ 4.7 ล้านราย

ทั้งนี้ ในส่วนของ ธ.ก.ส.นั้นได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ที่มีรายได้น้อย อาทิ โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ งบประมาณ 3,800 ล้านบาท โครงการชำระดีมีคืน วงเงินรวม 4,600 ล้านบาท โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคล ในครัวเรือน วงเงินสินเชื่อ 1.9 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ วงเงิน 1,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินระยะที่ 2 วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท

พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการการพัฒนาตนเอง อาทิ โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย เป้าหมาย 4 แสนราย วงเงินสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนธนาคารออมสินนั้นมีวงเงินช่วยเหลือรวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้มีรายได้น้อย รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท เพื่อใช้เป็นเงินในการสร้างอาชีพเสริม หรือหารายได้เพิ่ม เช่น การทำธุรกิจแฟรนไชส์ เปิดร้านค้าสตรีทฟู้ด และธุรกิจโฮมสเตย์ ฯลฯ

ยังไม่หยุดเทงบประมาณเพียงเท่านี้ “บิ๊กตู่” สั่งตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท หวังผล 2 เรื่อง คือ กระตุ้นเศรษฐกิจและเอาใจคนจน แบ่งงบเป็น 4 ก้อน คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เน้นการแก้ไขราคายางตกต่ำ 3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบล วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4.นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 5 หมื่นล้านบาท จะนำไปใช้เพื่อชดใช้เงินคงคลัง

จากนโยบายประชารัฐ สู่แก้จนเฟส 1 และ 2 จึงเป็นที่มาของแผนเดินสายแก้จนโดยเน้นพื้นที่ซึ่งประสบปัญหาความยากจนหนักๆ โดย “บิ๊กตู่” จะลงพื้นที่เดือนละจังหวัด พร้อมกับนำรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวงต่างๆ ลงไปส่องกล้องว่าในแต่ละพื้นที่มีปัญหาอะไรบ้าง โฟกัสแต่ละจังหวัดมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไข ประเดิม 3 จังหวัด คือ จ.อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ

ยิ่งมีกลไกภาครัฐ อำนาจทางการเมือง และการทหาร ที่สำคัญกลุ่มทุนใหญ่ยืนเคียงข้างพร้อมสนับสนุน “บิ๊กตู่” จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลยุทธ์แก้จนของ “บิ๊กตู่” จะเข้าตา หรือจะแป๊ก คงได้เห็นกัน

แยกกันเดินร่วมกันตี ล้มคำสั่งคสช.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/536203

  • วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

แยกกันเดินร่วมกันตี ล้มคำสั่งคสช.?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่บ่อยครั้งที่สองขั้วขัดแย้ง “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” จะคิดอ่านไปทางเดียวกัน แม้จะไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวด้วยกันแต่ก็เปิดหน้าประกาศตัวชัดเจนว่าเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน

ชนวนมาจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปแก้ไขเนื้อหา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ได้ดำเนินการตามกรอบเวลา 3 ระดับ

เริ่มตั้งแต่วันประกาศคำสั่งจนถึงวันที่ 1 มี.ค. 2561 ระดับที่ 2 จากวันที่ 1 มี.ค. 2561 ไปจนถึง 1 เม.ย. 2561 และระดับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะมีการปลดล็อกพรรคการเมือง โดยจะยกเลิกประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี

จากก่อนหน้านี้พรรคการเมืองต่างออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก คำสั่งให้พรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในระบบใหม่

คำสั่งใหม่กำหนดใหม่วันที่ 1 มี.ค. 2561 สามารถเริ่มจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง 1 เม.ย. 2561 แต่ละพรรคการเมืองต้องยืนยันสถานะสมาชิกพรรค พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน รวมทั้งเรื่องทุนประเดิม พรรคละ 1 ล้านบาท หาสมาชิกพร้อมค่าบำรุงพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน ภายใน 180 วัน

กรอบกำหนดสุดท้าย ให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ ปรับโครงสร้างบุคคลและข้อบังคับ จัดตั้งสาขาและตัวแทนประจำจังหวัด ภาคละ 1 สาขา ภายใน 90 วัน นับแต่ประกาศปลดล็อกพรรคการเมือง

ทว่าทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต่างเห็นว่าคำสั่ง คสช.ดังกล่าว มีปัญหาและสร้างความไม่เสมอภาคระหว่างพรรคเก่า กับพรรคใหม่ ในการแข่งขันตามระบบใหม่

นำมาสู่การที่สองพรรคใหญ่เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของสมาชิกพรรคและพรรคการเมืองหรือไม่

พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาคำสั่ง 53/2560 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบมาตรา 5 หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า มีความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญใน หลายประการ

ทั้งประเด็น คำสั่ง คสช.แก้ไขกฎหมาย เป็นการลบล้างกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหัวหน้า คสช.เป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญไม่อาจใช้อำนาจ ที่ขัดหรือแย้งหรือนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้

การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และใช้อำนาจซึ่งเป็นขององค์กรอื่น อันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 จึงเป็นการกระทำโดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง (2)

การออกคำสั่งที่มีผลเป็นการลบล้างสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมือง มิใช่การออกกฎหมายจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่เป็นการยกเลิกสิทธิของการเป็นสมาชิกพรรค จึงกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของบุคคล และเป็นการออกกฎหมาย ที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก

ด้าน “ประชาธิปัตย์” เตรียมยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ภายในสัปดาห์นี้ โดย จะสรุปอีกครั้งว่าจะยื่นในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นการยื่น ของสมาชิกพรรค เพราะได้รับผล กระทบทั้งคู่

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวสร้างความเสียหาย ทำให้มีภาระเกินสมควรแก่เหตุจากกรณีให้สมาชิกพรรคต้องยืนยันความเป็นสมาชิกต่อหัวหน้าพรรคภายใน 30 วัน รวมทั้งมีความแตกต่างระหว่างพรรคเก่ากับพรรคใหม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแจ้งเรื่องราวให้แก่สมาชิกจำนวน 3 ล้านกว่าคน ภายใน 30 วัน ถือเป็นภาระเกินจำเป็นของหัวหน้าพรรคด้วย อีกทั้งการแสดงหลักฐานบังคับใช้แต่กับพรรคการเมืองเก่า แต่สำหรับพรรคการเมืองใหม่ไม่ต้องแสดงหลักฐานใดๆ เลย

แม้การเคลื่อนไหวที่สอดประสานของสองพรรคใหญ่ จะไม่ได้หมายความว่าอนาคตทั้งสองพรรคใหญ่จะสามารถจับมือทางการเมือง อย่างที่หลายฝ่ายเสนอเพื่อสกัดการกลับมาของ คสช.หลังเลือกตั้ง

แต่ท่าทีของทั้งสองพรรคใหญ่ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันรอบนี้ ถือเป็นการประสานกำลังเปิดหน้าชนกับ คสช.โดยตรง หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศตัวเป็นนักการเมือง ในวันที่เสียงเชียร์ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

คสช.จึงกลายเป็นโจทก์ร่วมและ คู่แข่งคนสำคัญของทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย

เมื่อทั้งสองพรรคใหญ่เริ่มเห็นแล้วว่าด้วย สถานะ อำนาจพิเศษ ของ คสช. สร้างความเสียเปรียบให้พรรคการเมืองอย่างมาก ดังจะเห็นว่าเริ่มมีหลายฝ่ายออกมาดักคอไม่ให้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษที่จะทำให้พรรคการเมืองเสียเปรียบ และยัง สุ่มเสี่ยงที่ คสช.จะเข้าข่ายกฎหมายเลือกตั้ง

ทิศทางการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนับจากนี้จึงอาจเห็นภาพการประสานเสียงพาดพิงมายัง คสช. อันจะยิ่งสร้างแรงกดดันและฉุดความเชื่อมั่น คสช.ให้ลดลงเรื่อยๆ

กฎหมายใหม่เข้มรัฐกู้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/536136

  • วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

กฎหมายใหม่เข้มรัฐกู้เงิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. … ในวาระ 2 และวาระ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. …พิจารณาแล้วเสร็จ ทั้งสิ้น 87 มาตรา โดยมีการแก้ไข 8 มาตรา ประกอบด้วย มาตรา 4 11 23 50 53 71 72 และ 75

สำหรับการแก้ไขรายมาตราก่อนสมาชิกเห็นชอบกับร่างทั้งฉบับด้วยคะแนน 158 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง ให้สมควรประกาศร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. … ใช้เป็นกฎหมายต่อไป มีสาระสำคัญคือ การกำหนดคำนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ให้ชัดเจน เพื่อให้ครอบคลุมถึงหน่วยงานของรัฐทุกประเภทที่ต้องปฏิบัติตามวินัยการเงินการคลัง

รวมทั้งความหมายคำว่า “เงินนอกงบประมาณ” ให้หมายถึงเงินทั้งปวงที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือนิติกรรม หรือนิติเหตุ หรือกรณีอื่นใดที่ต้องนำส่งคลัง แต่มีกฎหมายอนุญาตให้สามารถเก็บไว้ใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องนำส่งคลัง และ “หนี้สาธารณะ” ให้หมายถึงหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ กำหนดแนวทางวิธีการสำหรับการดำเนินนโยบายการคลัง

คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็นในมาตรา 53 ที่กำหนดให้รัฐบาลออกกฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อกู้เงินได้ และในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ โดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศโดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน และมาตรา 54 ที่กำหนดให้การเบิกจ่ายเงินกู้ที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะตามมาตรา 53 ให้หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินกู้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกู้อย่างเคร่งครัด และใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และประหยัด

โดยขอให้ตัดออกทั้งสองมาตรา เพราะเห็นว่าทั้งสองมาตราเสมือนเป็นการนำอำนาจของรัฐสภาบางส่วนไปเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารสามารถตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกู้เงินได้นอกเหนือจาก พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยไม่มีหลักเกณฑ์และกรอบเพดานในการกู้เงิน

“ผมไม่ได้คัดค้านการกู้เงินและไม่ได้คัดค้านการจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไม่ว่าของรัฐบาลขั้วใดในอดีต แต่คัดค้านกระบวนการจ่ายเงินออกไปจะต้องผ่านกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ถือว่าการอนุมัติการใช้เงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการควบคุมรัฐบาล ดังนั้น อำนาจในการอนุมัติและควบคุมการจ่ายเงินแผ่นดินของฝ่ายบริหารโดยสภานั้น จึงเป็นอำนาจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ด้าน ศิริพล ยอดเมืองเจริญ ประธาน กมธ.วิสามัญ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการถกเถียงรวมถึงข้อดีข้อเสียกันอย่างกว้างขวาง และกฎหมายฉบับนี้ออกมาควบคุมวินัยการเงิน เมื่อมีการกำหนดกรอบและควบคุม ซึ่งการควบคุมตามมาตรา 53 เป็นการควบคุมที่ต้องเกิดเหตุวิกฤตจริงๆ ถึงจะกู้ได้ เป็นเรื่องที่ต้องตรากฎหมาย และวรรคสองจะบังคับว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง การควบคุมเพดานวินัยการเงิน ถึงไม่บัญญัติชัดเจนไว้ แต่วินัยการเงินคุมไม่เกิน 60% เป็นการบังคับไว้ เมื่อมีการใช้ดำเนินการเกินกว่านั้น ก็มีความผิดทางกฎหมาย

ขณะที่ ธีรัชย์ อัตนวานิชธี กมธ.วิสามัญเสียงข้างมาก กล่าวชี้แจงว่า หลักการตามมาตรา 53 ไม่ใช่เรื่องของการบัญญัติเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารสามารถออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินได้ เนื่องจากอำนาจตรากฎหมายกู้เงินมีการบัญญัติรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วทุกฉบับ รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งในการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 การออก พ.ร.บ.ตามมาตรา 134

อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ตามมาตรา 53 เป็นการกำหนดกรอบวินัยหรือกติกาในการออกกฎหมายพิเศษให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เป็นการควบคุมการใช้อำนาจและการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารในการนำเสนอกฎหมาย โดยพยายามแก้ไขปัญหาจุดอ่อนของการออกกฎหมายกู้เงินในอดีต ทั้งในส่วนของเงื่อนไขและเนื้อหาสาระของร่างกฎหมาย

ส่วนเงื่อนไข กมธ.วิสามัญได้ปรับปรุงร่างในมาตรา 53 ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยได้เพิ่มเติมเหตุการณ์สำคัญและเงื่อนไขในการตรากฎหมายพิเศษทำได้เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศเท่านั้น และเป็นกรณีที่ไม่สามารถใช้จ่ายจากงบประมาณตามกระบวนการปกติได้ ดังนั้น ที่มีข้อกังวลว่ากรณีสามารถใช้กับตัวบทงบประมาณปกติได้ในมาตรา 53 กำหนดเงื่อนไขไม่สามารถทำได้คือ รัฐบาลต้องไปใช้ในงบประมาณปกติก่อน ไม่ใช่ออกกฎหมายพิเศษเลย

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระการออกกฎหมายในมาตรา 53 วรรคสอง ได้กำหนดเงื่อนไขชัดเจนขึ้นว่าจะต้องมีการระบุวัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผนงาน โครงการ วงเงินกู้ และหน่วยงานรับผิดชอบบริหารงานให้ชัดเจน สรุปตัวร่างมาตรา 53 ถือเป็น การกำหนดกรอบวินัยในการดำเนินการ กู้เงินของรัฐบาล ในส่วนนอกเหนือไปจากกฎหมายปกติให้รัดกุมมากขึ้น สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560

จำใจยื่นตีความ ปปช. ดับระเบิดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/535946

  • วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

จำใจยื่นตีความ ปปช. ดับระเบิดเวลา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

องค์กรอิสระเป็นผลผลิตที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จนถึงเวลานี้ยืนหยัดเป็นเสาหลักหนึ่งให้กับประเทศไทยเป็นเวลา 20 ปีโดยประมาณ

เจตนารมณ์ของการมีองค์กรอิสระเพื่อต้องการสร้างระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลให้แยกออกมาจากกลไกของฝ่ายบริหาร เพื่อเป็นหลักประกันการตรวจสอบความโปร่งใสให้กับสังคม จากเดิมที่หน่วยงานเหล่านี้อยู่ภายใต้ปีกอำนาจของฝ่ายบริหารมาก่อน

ย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เกิดภาวะวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับองค์กรอิสระอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของระบบการได้มาซึ่งบุคคลที่ไปดำรงตำแหน่งต่างๆ รวมไปถึงตัวบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะในอดีตเคยถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้มีความผิดทางอาญาจากกรณีขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง โดยไม่มีอำนาจ แต่ยังดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้โทษจำคุกนั้นรอลงอาญาเอาไว้ก่อน

นานวันเข้า สุดท้ายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตัดสินใจทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลในวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยหนึ่งในเหตุผลของการฉีกรัฐธรรมนูญ คือ ความไม่โปร่งใสในการทำงานขององค์กรอิสระ

มาเวลานี้ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบในอดีตอีกครั้ง หลังจากมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีปัจจัยมาจากท่าทีของ ป.ป.ช.เองเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาสมทบด้วย

กล่าวคือ สนช.เพิ่งลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … โดยเฉพาะการเห็นชอบในมาตรา 178 ว่าด้วยการให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนด ยังสามารถดำรงตำแหน่ง ต่อไปได้

“ให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19

เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ (18) มิให้นำมา ใช้บังคับ” เนื้้อหาในมาตรา 178 ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

การลงมติของ สนช.ในเรื่อง ดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงท้วงติงในทางกฎหมายเป็นอย่างมาก เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติไม่เคยกำหนดให้มีบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระต่อไปได้มาก่อน

โดยเป็นประเด็นถึงขนาดที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งข้อสังเกตฝากไปยัง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ว่า สนช.ควรร่วมกันเข้าชื่อเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและเป็นข้อยุติ

บทบัญญัติของมาตรา 178 จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่ชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ที่เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประวิตร และ “วิทยา อาคมพิทักษ์” อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ได้ต่อไป เพราะได้รับการยกเว้นโดยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

การกำหนดมาตรา 178 ไว้ในลักษณะนี้ ส่งผลให้เกิดแนวความคิดที่ว่าการนำกฎหมายลำดับรองมายกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนั้นเหมาะสมหรือไม่

ลักษณะต้องห้ามดังกล่าวทั้งในเรื่องการเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองหรือกรรมการองค์อิสระมาก่อนเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ประกอบ มาตรา 202 (1) และ (4) ซึ่งมีเนื้อหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ คือ เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระใด เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

ทั้งนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับลำดับชั้นของกฎหมาย ซึ่งตามหลักการแล้วกฎหมายลำดับรองไม่ควรมีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายที่ลำดับสูงสุด แต่เสียงข้างมากของ สนช.กลับอาศัยอำนาจนิติบัญญัติเพื่อบัญญัติกฎหมายให้ แตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เดิมที สนช.จำนวนไม่น้อยค่อนข้างเพิกเฉยกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมองว่าตัวเองเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ย่อมมีอำนาจเด็ดขาดในการพิจารณากฎหมาย แต่เมื่อกระแสกดดันมากขึ้น ประกอบกับมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร เข้ามาพอดี ทำให้ สนช.เกิดอาการกลับลำและดำเนินการรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาขึ้น มาทันที

หากจะมองเหตุผลที่แท้จริงของการกลับลำนั้นส่วนหนึ่งนั้นมาจากกังวลถึงปัญหาแบบในอดีต กล่าวคือ ประวัติศาสตร์ของสภาที่ผ่านมาวุฒิสภาชุดหนึ่งเคยลงมติเลือกกรรมการ ป.ป.ช.จากบัญชีรายชื่อบุคคลที่ไม่ถึงจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ที่ประธานวุฒิสภาในเวลานั้นคาดไม่ถึง

ดังนั้น สนช.จึงมองว่าเพื่อ ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ควรจะหาทางปลดระเบิดเวลาด้วยการพึ่งอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาประธาน สนช.หรือแม้แต่ สนช.ทั้งสภาคงไม่อาจ แบกรับความรับผิดชอบนั้นได้ไหวอย่างแน่นอน n

อุ้ม “บิ๊กป้อม” ลาก “บิ๊กตู่-ปปช.” ลงเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/535770

  • วันที่ 17 ม.ค. 2561 เวลา 12:33 น.

อุ้ม "บิ๊กป้อม" ลาก "บิ๊กตู่-ปปช." ลงเหว

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก ภายหลังตัดสินใจยังคงกางปีกปกป้อง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายสัมพันธ์ “บูรพาพยัคฆ์” ระหว่างน้องตู่และ พี่ป้อมนั้นแนบแน่นเหมือนกับคนในครอบครัว ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายสมรภูมิ เมื่อเลือดข้นยิ่งกว่าน้ำย่อมไม่มีอะไรมาทำให้ความสัมพันธ์นี้แตกสลายไปได้

แต่ดูเหมือนกับว่าการแสดงออกถึงความเป็นครอบครัวในครั้งนี้ดูจะผิดที่ผิดทางไปพอสมควร

นับตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร เข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลก็ถูกจับจ้องมาตลอดว่าเป็นผู้มีบารมีเหนือนายกรัฐมนตรี ด้านหนึ่งเป็นเพราะการเป็นนายทหารลูกครึ่งการเมืองมาก่อน ส่งผลให้บิ๊กป้อมจึงเป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยคอนเนกชั่นทางการเมืองกับทุกพรรคการเมือง

ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งเกิดกระแสข่าวว่าบิ๊กป้อมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาทางการเมืองเพื่อสร้างความปรองดองก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะเงียบหายไป

การเป็นบุคคลมากบารมี จึงไม่แปลกที่ทุกความเคลื่อนไหวและทุกท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ต่างถูกนำมาโยงเป็นประเด็นทางการเมืองแทบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเด็นทางสังคมอย่างการห้ามนั่งหลังรถกระบะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ก็ยังถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการเมืองไปโดยปริยาย

ทุกครั้งที่ พล.อ.ประวิตร ตกเป็นเป้าทางการเมืองก็จะมี พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปกป้องตลอด โดยเฉพาะกับสถานการณ์ล่าสุดจากการถูกตรวจสอบเรื่องการมีนาฬิกาหรูหลายเรือน

การมีนาฬิกาหลายเรือนของ พล.อ.ประวิตร จะไม่เป็นประเด็นเลยหากเป็นทรัพย์สินที่ตรงกับรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลปัจจุบัน

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร ถูกเปิดเผยว่ามีนาฬิการาคาแพงมากถึง 24 เรือน โดยตลอดระยะเวลาการตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร โดยภาคสังคมอย่าง เข้มข้น นำมาซึ่งกระแสกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเอา พล.อ.ประวิตร ออกไปจากรัฐบาลก่อนชั่วคราว จนกว่าข้อครหาของ พล.อ.ประวิตร จะได้รับการชำระจนเสร็จสิ้น

ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ ที่สวมหมวกหลายใบทั้งในฐานะนายกฯ หรือน้องรักของพี่ป้อม กลับออกมาปกป้องบิ๊กป้อมแบบได้ใจ พล.อ.ประวิตร แต่ไม่ค่อยได้ใจประชาชนเท่าไรนัก โดยเฉพาะกับการบอกสื่อมวลชนว่าขอให้ลดราวาศอกลงบ้าง

“ผมไม่ต้องให้กำลังใจ ท่านเข้มแข็งพอ พล.อ.ประวิตร เป็นทหาร ดูแลตัวเองได้ เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ขอร้องสื่อให้ลดราวาศอกกันบ้าง กฎหมายว่าอย่างไร ก็ไปว่ากันตาม ขั้นตอน อย่ามองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน” คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2560

ไม่เพียงแต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อกรณีของ พล.อ.ประวิตร จะเป็นปัจจัยให้ประเด็นการเมืองกระพือมากขึ้นเท่านั้น แต่ท่าทีของ ป.ป.ช.ก็มีส่วนไม่แพ้กัน

ต้องยอมรับว่า ป.ป.ช.กำลังตกที่นั่งลำบาก ภายหลังจากถูกกังขาถึงความกระตือรือร้นในการตรวจสอบกรณีของ พล.อ.ประวิตร เท่าไรนัก อีกทั้งพยายามแสดงท่าทีหลีกเลี่ยงการให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนถึงรายละเอียดบางส่วนของการตรวจสอบ พล.อ. ประวิตร ด้วย ทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองที่คาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

ยิ่งนานวันไป กระแสกดดันก็เริ่มถาโถมมายังรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้น แม้แต่กลุ่มคนที่เคยเป็นมิตรก็ตีตัวออกห่างและต้องการให้นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลดำเนินการกับเรื่องนี้ให้เด็ดขาดก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

“อดีตผู้นำจีนคนหนึ่ง ชื่อ เติ้งเสี่ยวผิง พูดไว้น่าฟังยิ่งว่า อย่าเอา ผลประโยชน์ชาติไปตอบแทนบุญคุณส่วนตัว ในสภาพที่นายกฯ ต้องแบกนาฬิกาเป็นเครื่องหลังที่หนักอึ้ง ขณะที่ ป.ป.ช.ก็ยากที่จะทำงาน และอธิบายต่อสาธารณะ อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็ก เพราะที่เห็น และเป็นอยู่ขณะนี้มันมีผลสะเทือนทางความเชื่อถือสูงมาก

หากรองนายกฯ จะรักษานายกฯ และประคองน้องรักให้ทำหน้าที่ต่อไป ไม่ลากกันไปตายหมู่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ ป.ป.ช.ยังมีสง่าราศี และคงความน่าเชื่อถือไว้ได้ แถมไม่ต้องกลายเป็นเหยื่อ ขุดคุ้ยของฝ่ายการเมืองในฤดูเลือกตั้ง ขอเสนอว่า รองนายกฯ ลาออกดีกว่า เป็นวิธีที่จะทำให้ทุกฝ่ายโล่งอกไปด้วยกันทั้งหมด”เสียงกดดันจาก “ประสาร มฤคพิทักษ์” แกนนำอดีตกลุ่ม 40 สว.

สถานการณ์ในวันนี้ของ พล.อ. ประยุทธ์ กำลังยืนอยู่บนความเหมือนที่แตกต่างกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนที่จะมีการรัฐประหารในเดือน พ.ค. 2557

บนความเหมือนนั้นหมายถึงมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลที่มาจากคนในรัฐบาลเหมือนกัน แต่ผู้นำรัฐบาลทั้งสองยุคก็ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือเงี่ยหูฟังสังคมเท่าใดนัก

ส่วนความแตกต่างกัน คือ แม้จะมีปัญหาเหมือนกัน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีม็อบมาเดินขบวนขับไล่ เหมือนกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ต้องเจอกับม็อบขับไล่เป็นเวลาร่วมปี

มาวันนี้รัฐบาลทหารอยู่มาได้เพราะมีมาตรา 44 เป็นป้อมปราการปกป้องกันภัยให้ แต่เมื่อความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน มาตรา 44 ก็อาจไม่ได้เป็นยาสามัญประจำรัฐบาลที่ช่วยบรรเทาได้ตลอดไป

ตีความปปช.สะดุด สนช.แหยงคนมีอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/535645

  • วันที่ 16 ม.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

ตีความปปช.สะดุด สนช.แหยงคนมีอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กำลังตกเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังถูกสปอตไลต์จับจ้องถึงการตรวจสอบความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นและเป็นคำถามตัวโตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

หลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำการรัฐประหาร พยายามบอกแก่สังคมว่าจะสร้างมาตรฐานความโปร่งใสขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่ารัฐบาลของนักการเมือง

ช่วงแรกของ คสช.ได้ดำเนินการอย่างที่ได้ให้คำพูดเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากการใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตไปอยู่ในตำแหน่งอื่นทันที แม้บุคคลนั้นจะยังไม่ถูกกล่าวหาหรือถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดก็ตาม

การดำเนินการของ คสช.สร้างความตื่นตัวให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รัฐบาลของนักการเมืองไม่เคยสร้างได้มาก่อน

คสช.ได้ผลตอบแทนเป็นเสียงชื่นชมจากสังคมผ่านการผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ต่างสนับสนุนให้รัฐบาลและ คสช.เร่งปราบปรามการทุจริต ยิ่งไปกว่านั้นยังได้กระแสตอบรับที่ดีกับการใช้มาตรา 44 เพื่อการล้างบางคอร์รัปชั่นอีกด้วย

พอมาถึงปัจจุบันกระแสความนิยมพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างเห็นได้ชัด ภายหลังเกิดความคำถามถึงความโปร่งใสที่เกิดขึ้นกับคนในรัฐบาล แต่สังคมกลับไม่ได้รับคำตอบจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลในทางที่ดีเท่าไรนัก

ตัวอย่างเช่นกรณีใช้พื้นที่ทหารไปตั้งบริษัทเอกชนเพื่อรับงานว่าจ้างจากภาครัฐ หรือการเอาชื่อภรรยาของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงกลาโหมไปตั้งเป็นชื่อสิ่งก่อสร้างของภาครัฐ เมื่อเรื่องแดงขึ้นมาจึงนำมาซึ่งกระแสตื่นตัวเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ

ไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ได้รับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และต่อมากลับพบว่าไม่ได้ลงชื่อเข้าประชุมหลายครั้งจนเสี่ยงต่อตกเก้าอี้ตำแหน่ง สนช. บทสรุปก็ไม่ต่างกัน คือไม่เสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

ล่าสุดเกิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จากกรณีการมีนาฬิกาหรูหลายเรือน ซึ่งไม่ได้เป็นรายการทรัพย์สินที่ได้แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช.

เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ป.ป.ช.พยายามเข้ามาตรวจสอบแต่ปรากฏว่า ป.ป.ช.ไม่ค่อยแสดงท่าทีขึงขังต่อการตรวจสอบ หรือเปิดเผยข้อเท็จจริงบางส่วนที่สามารถเปิดได้โดยไม่กระทบต่อรูปคดีต่อสังคมมากเท่าที่ควร โดยบอกเพียงแต่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับข้อกังขาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการมีประธาน ป.ป.ช.ที่ชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ซึ่งในอดีตเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองให้กับ พล.อ.ประวิตร

แต่มรสุมของ ป.ป.ช.ไม่หยุดเพียงแค่นั้น ภายหลังที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดยังสามารถดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระ

ทุกอย่างถูกปะติดปะต่อเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้บางฝ่ายเห็นว่าการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช.ครั้งนี้มีการทำเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อเป้าหมายในการรักษาความมั่นคงทางการเมืองเป็นหลัก

มาเวลานี้กำลังมีกระแสความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อวัดใจฝ่าย คสช.และกลุ่มผู้มีอำนาจอีกครั้ง คือ การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช.ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นนี้ถูกโยนออกมาจาก“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ที่ส่งมายัง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ว่าอยากให้มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้

โดยรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ 1.สมาชิก สนช.เข้าชื่อร่วมกันให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรือ 25 คน จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 249 คน หรือ 2.นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

ในการประชุม สนช.เรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. มีสมาชิก สนช.จำนวน 26 คนไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช. และมีสมาชิก สนช.อีก 29 คนใช้สิทธิงดออกเสียง

หากมองถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่เรื่องดังกล่าวจะถึงมือศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องยอมรับว่าลำบากพอสมควร โดยมีเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ

กล่าวคือ คสช.เป็นผู้ตั้ง สนช.ขึ้นมาเอง ดังนั้นหากจะดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใดย่อมต้องเงี่ยหูฟัง คสช.เป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นกรณีเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อผู้มีอำนาจใน คสช.ด้วยแล้ว ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ สนช.ย่อมไม่อยากจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน

อีกทั้งสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยมีความประสงค์ต้องการที่จะเป็นสว.เช่นกัน เนื่องจาก สว.ชุดแรกจำนวน 250 คนตามรัฐธรรมนูญจะมาจากเลือกของ คสช. และอย่างที่ทราบกันดีว่า สว.ในอนาคตจะมีอำนาจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีและการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรวมไปถึงยุทธศาสตร์

คสช.จึงต้องเลือกคนที่มาเป็น สว.จากบุคคลที่ฟังเสียงของ คสช.เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้อาจทำให้สมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยที่เคยลงมติไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุ ป.ป.ช.ก็อาจไม่สนับสนุนการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ดังนั้น ผลประโยชน์เลยตกมาที่ ป.ป.ช.เป็นหลักและทำให้เก้าอี้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในระยะยาว เสมือนกับน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

เลือกตั้งท้องถิ่น กลางปี61 เช็กกระแสครั้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/535466

  • วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 09:14 น.

เลือกตั้งท้องถิ่น กลางปี61 เช็กกระแสครั้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับถอยหลังสู่ “การเลือกตั้งท้องถิ่น” ที่ตามโรดแมปจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้

ชัดเจนตาม “สัญญาณ” จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เห็นควรให้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าเป็นการเช็กความพร้อมและวัดกระแสทิศทางลมในแต่ละพื้นที่

สาเหตุสำคัญเพราะเดือน พ.ค. 2561 สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะหมดวาระครบทุกระดับทั่วประเทศ ขณะที่ปัจจุบันในตำแหน่งต่างๆ กว่า 80% หมดวาระไปเรียบร้อยอยู่ระหว่างปฏิบัติรักษาการตามคำสั่ง คสช. ดังนั้นจึงถือเป็นเวลาเหมาะสมที่ควรจะเปิดให้มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น

ตามข้อเสนอของสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เห็นว่าควรจะเปิดให้เลือกตั้งในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นลำดับแรก จากนั้นค่อยเปิดให้เลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ต่อไป

<pทั้งนี้ เพื่อป้องกันความสับสนวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่=”” หากจัดการเลือกตั้งพร้อมกันในทุกระดับ=”” ทั้งเรื่องการหาเสียง=”” การลงคะแนน=”” ที่จะมีความคาบเกี่ยวกันในแต่ละพื้นที่=”” อันอาจสร้างปัญหาในอนาคต<=”” p=””>แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นกลางปีนี้ คสช.จะจัดการเลือกตั้งในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ไปพร้อมกันหรือไม่ แต่ในส่วนของ อบจ. อบต. นั้นมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ 

โดยเฉพาะกระบวนการทางกฎหมาย ที่เป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การเลือกตั้ง เมื่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ากำลังจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ หลังจาก กกต.มีความเห็นให้แก้ไขเพิ่มเติม 30-40 ประเด็น

ขั้นตอนจากนี้เหลือเพียงนำเข้า ครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 6 ฉบับพร้อมกันเพื่อให้เห็นภาพรวม ซึ่งส่วนสำคัญของการแก้ไขอยู่ที่ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งที่จะต้องปรับให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนส่งต่อให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

เรื่องกฎหมายจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาหรือสร้างความล่าช้า เมื่อพีระศักดิ์ พอจิตรองประธาน สนช. คนที่ 2 หากเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ก็คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาไม่มาก เนื่องจาก สนช.ได้มีคณะกรรมการที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้แล้ว และจะต้องเป็นไปตามกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดว่าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นกลางปี 2561

พิจารณาในแง่เวลาการจัดการเลือกตั้งถือว่ามีความเหมาะสมเป็นไม่เร็วไม่ช้าจนเกินไป สอดรับไปกับการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศที่จะเกิดขึ้นราวปลายปี 2561

ความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่นจึงเป็นทั้งการปฏิบัติงานเพื่อนำมาเป็นบทเรียนหาจุดอ่อน และอุปสรรคปัญหามาปรับแก้ในการเลือกตั้งสนามใหญ่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น

ยิ่งในสภาพที่บ้านเมืองที่อยู่ในช่วงสุญญากาศมานาน คำสั่ง คสช.ทำให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง นักเคลื่อนไหว ไม่สามารถทำกิจกรรมการเมืองมาร่วม 4 ปี การกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งอาจเกิดความขลุกขลัก

ที่สำคัญจนถึงเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า คสช.จะพิจารณาปลดล็อกคำสั่งให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ หรือเมื่อไหร่ ทำให้ยังยากจะประเมินสถานการณ์ในอนาคต

นอกจากจะสร้างอุปสรรคปัญหาให้กับผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ที่ร้างสนามไปนานแล้ว

อีกด้านหนึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นยังเป็นการเคาะสนิมให้กับบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ไล่มาตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งน่าจะเป็นชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือก ที่จะมาเป็นผู้จัดการเลือกตั้งครั้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งน่าจะถือเป็นผลงานแรกสำหรับ กกต.ชุดนี้

ส่วนกลไกเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งส่วนเดิมหรือส่วนที่จะเกิดขึ้นใหม่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 4 ปี ทำให้ต้องกลับมาวางระบบการทำงานกันใหม่

ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง การควบคุมการดูแลการหาเสียงให้เป็นไปตามกรอบกติกา รวมทั้งการเฝ้าติดตามหาข้อมูลการกระทำผิดซื้อสิทธิขายเสียงที่มีโทษรุนแรง ซึ่งจะทำให้ผู้จัดการเลือกตั้งเห็นทิศทาง และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในช่องโหว่ ป้องกันปัญหาต่อไปในสนามใหญ่

ที่สำคัญคือการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางทางการเมืองที่อาจจะเป็นตัวแปรนำไปสู่การพิจารณาเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งมีกระแสดักคอว่าพบสัญญาณการยื้อเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง

ด้านหนึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นยังสามารถเช็กกระแสการเมืองระดับชาติได้กลายๆ แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็พอจะมองเห็นความเข้มแข็งของฐานเสียงในพื้นที่แต่ละกลุ่มได้

อีกด้านหนึ่งยังจะสามารถสะท้อนความร้อนแรงดุเดือดในสนามเลือกตั้ง ว่ามีเหตุป่วน เหตุวุ่นวายใดๆ หรือไม่ อันจะสะท้อนอนาคตไปถึงบรรยากาศการเลือกตั้งสนามใหญ่ได้ไม่มากก็น้อย

การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงมีนัยและส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจถึงขั้นเป็น “ปัจจัย” ที่จะชี้ขาดว่าการเลือกตั้งใหญ่จะเกิดขึ้นตามโรดแมปหรือไม่