ชำแหละกฎหมายเลือกตั้ง คุมเข้มหาเสียง-สร้างโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/535139

  • วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 10:48 น.

ชำแหละกฎหมายเลือกตั้ง คุมเข้มหาเสียง-สร้างโปร่งใส

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เงื่อนไขของการนำไปสู่การเลือกตั้งภายใต้กฎหมายเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ปัจจุบันได้บรรลุเงื่อนไขที่ว่านั้นไปแล้ว 2 ประการ ภายหลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้มีผลบังคับใช้

เหลือเพียงอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หากร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ เตรียมนับถอยหลัง 150 วัน ไปสู่การเลือกตั้งได้ทันที

ทั้งนี้ ประเด็นนี้ที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญและความสนใจมากที่สุดอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เพราะจะเป็น กติกาที่ควบคุมกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นโดยสุจริตและยุติธรรม เรียกได้ว่านักเลือกตั้งจะไปถึงฝั่งได้หรือไม่ก็ต้องผ่านกติกาที่กฎหมายกำหนดไปให้ได้

ปัจจุบันคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ที่มี “วิทยา ผิวผ่อง” เป็นประธาน ได้ลงมือแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมาย ซึ่งมีผลให้เกิดความแตกต่างไปจากต้นฉบับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปพอสมควร

1.การจัดทำผลสำรวจความคิดเห็น คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำหนดให้การทำโพลยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพียงแต่ผู้จัดทำต้องเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือ แต่กระนั้นก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน ไม่สามารถทำการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการชี้นำผู้มีสิทธิออกเสียง

2.การลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวตโน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้ผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้งจะต้องได้รับคะแนนมากกว่าคะแนนโหวตโนเท่านั้นถึงจะได้เป็น สส. โดยที่อีกด้านหนึ่งก็มีการเปิดช่องให้ประชาชนสามารถรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงโหวตโนได้ ซึ่งในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ไม่เห็นด้วย จึงได้แก้ไขให้ประชาชนจะรณรงค์เพื่อให้ไปใช้สิทธิออกเสียงโหวตโนไม่ได้

3.การเลือกตั้งซ่อม เป็นประเด็นหนึ่งที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ยืนตาม กรธ. กล่าวคือ หากมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งใดหลังจากการ เลือกตั้งทั่วไป จะต้องนำคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวมาคำนวณเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อใหม่ด้วย แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่เกิดขึ้นเมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้งทั่วไป จะไม่มีการนำคะแนนของการเลือกตั้งซ่อมมาคำนวณเพื่อสัดส่วนจำนวน สส.บัญชีรายชื่ออีกครั้งแต่ประการใด

4.การคืนเงินค่าสมัครให้แก่ผู้สมัคร รับเลือกตั้ง เดิม กรธ.กำหนดให้ต้องมีการคืนค่าสมัครหากผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้งแต่ได้คะแนนเสียงเกิน 5% แต่พอมาถึงคณะกรรมาธิการ วิสามัญฯ ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ไม่ต้องคืนเงินค่าสมัครในทุกกรณี เนื่องจากรัฐต้องลงทุนและใช้งบประมาณเพื่อจัดการเลือกตั้ง อีกทั้งการคืนเงินอาจสร้างภาระทางธุรการให้กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยไม่จำเป็น

5.การหาเสียงเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดทางให้ผู้สมัคร เลือกตั้งหาเสียงผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ แต่ต้องลงทะเบียนกับ กกต.เพื่อให้มายืนยันสถานะต่อ กกต. โดยผู้สมัคร สามารถโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งได้ แต่ก่อนการเลือกตั้ง 3 วัน ห้ามผู้สมัครโพสต์ข้อความ ซึ่งในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะกำหนดรายละเอียดอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังสามารถให้ผู้สมัครสามารถจัดมหรสพได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยกำหนดมาก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้กฎหมายจะกำหนดข้อห้ามจัดมหรสพอย่างเด็ดขาด โดยสาเหตุที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยอมให้จัดมรหสพได้เนื่องจากหวังจะใช้เป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ต้องมีการควบคุมป้องกันไม่ให้มีการแอบแฝงซื้อเสียง

อย่างไรก็ตาม ทุกประเด็นจะมาชี้ขาดกันในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 25-26 ม.ค.นี้ ถึงเวลานั้นจะได้เห็นกันว่ากติกาการเลือกตั้งจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร

อัดฉีดงบกลาง ซื้อใจรากหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/534987

  • วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 10:32 น.

อัดฉีดงบกลาง ซื้อใจรากหญ้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกสังคมจับตา เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณางบประมาณกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ในช่วงต้นเดือน ก.พ. ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือน มี.ค.นี้

เหตุผลจาก อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ชี้แจงว่าการตั้งงบกลางปี ครั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับประเทศ จำเป็นต้องขยายการใช้นโยบายการคลังออกไปอีก ขณะที่เป้าหมายการ จัดทำงบประมาณสมดุลนั้นก็ยังคงมีอยู่แต่ต้องใช้ระยะอีก 10 กว่าปี

“การจัดสรรงบกลางปีดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปประเทศ โดยเน้นไปที่เศรษฐกิจระดับฐานราก”

ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าส่วนใหญ่ 1 แสนล้านบาท จะใช้ใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เช่น การแก้ไขราคายางตกต่ำ 3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบลวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4. นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท

ในแง่การช่วยเหลือประชาชนด้วยการอัดเม็ดเงินลงพื้นที่ 1.5 แสนล้านบาท แง่หนึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือคลี่คลายความเดือดร้อน แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสภาวะที่สินค้าราคาเกษตรตกต่ำ จนมีกลุ่มเกษตรกรออกมามาเรียกร้องให้ช่วยเหลือต่อเนื่อง

แต่อีกด้านหนึ่งเรื่องทำนองนี้หากเกิดในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกมองว่าเป็น “ยุทธศาสตร์” ซื้อใจประชาชน หวังผลไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในมือให้เกิดประโยชน์

แม้ครั้งนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นนักการเมืองชัดเจน

ที่สำคัญยังแบะท่าพร้อมเป็น “นายกรัฐมนตรีคนนอก” หากได้รับเสียงสนับสนุน

การอัดฉีดงบกลาง 1.5 แสนล้านบาท ไปยังรากหญ้าในช่วงนี้ จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่าเป็นการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นที่กำลังตกต่ำของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช.

รวมทั้งหวังโกยคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจากรากหญ้าด้วยการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาล คสช. ก็ไม่ได้ทอดทิ้งหรือละเลยเกษตรกร คนจน เอาใจแต่นายทุนเหมือนอย่าง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงที่ผ่านมา

ยิ่งหากดูในรายละเอียดทั้งเรื่องโครงการช่วยเหลือคนจน โครงการพัฒนาตำบล และการเพิ่มความเข้มแข็งให้กองทุนหมู่บ้าน ทั้งหมดเป็นการอัดเม็ดเงินเข้าถึงมือประชาชนโดยตรง

ที่สำคัญปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตกแม้จะอัดฉีดเม็ดเงินไปหลายรอบ แต่ก็ยังไม่อาจฉุดราคาให้พลิกฟื้นกลับมาสร้างรายได้ให้เกษตรกรสวนยางได้อย่างที่ต้องการ กลายเป็นชนวนที่ฉุดความเชื่อมั่นและสร้างแรงกดดันให้รัฐบาล คสช.

รอบนี้รัฐบาลให้ความสนใจแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างเป็นระบบ ทั้งนโยบายให้ลดพื้นที่การปลูกอย่างน้อย 10-20% เพื่อดันราคายาง โดยกระทรวงเกษตรและสหรกรณ์จะเข้ามาทำแผนให้

ในรายละเอียด ลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า งบกลาง 4 หมื่นล้านบาท จะใช้ผ่าน 5 โครงการ คือ 1.ชดเชยเงินสำหรับชาวสวนยางที่สมัครใจโค่นยางเพื่อเปลี่ยนอาชีพอีก 1 หมื่นบาท/ไร่ จากเดิมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จ่าย 2 หมื่นบาท/ไร่ ซึ่งจะทำให้ชาวสวนยางจะได้รับเงินรวม 3 หมื่นบาท/ไร่

2.จัดทำข้อมูลพื้นฐานเกษตรกร หรือ บิ๊กดาต้า เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาภาคเกษตรในอนาคต 3.จัดทำถังบรรจุผลผลิต (ไซโล) เพื่อชะลอผลผลิตการเกษตรและพักสินค้าไว้รอขายในช่วงผลผลิตตกต่ำ 4.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก และ 5.สร้างอาชีพในฤดูแล้ง

เรียกได้ว่าเป็นการเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ชัดเจนครั้งหนึ่งของรัฐบาล คสช.

ในมุมของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยตลอดเวลาที่ไม่สมดุลทำให้ไทยเป็นเมือง 2 นครา คือ มีเมืองทันสมัยกับเมืองล้าสมัย ดังนั้นปี 2561 จึงต้องโฟกัสให้เชื่อมโยงกันเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ด้วยการเน้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

หลังจากช่วยให้ประชาชนมีรายได้จุนเจือตนเองจากบัตรคนจนแล้ว จะต้องปฏิรูปอาชีพเกษตรกรรมอย่างจริงจังที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะยกเครื่องเกษตรกรรมของไทย

ทั้งหมดนี้ สอดรับกับกรอบเวลาการเลือกตั้งที่หากไม่มีอะไรผิดพลาด จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี

คู่ขนานไปกับอีกด้านที่มีความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่าย ประกาศความชัดเจนเตรียมตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัย

การอัดฉีดเม็ดเงินในช่วงที่คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.กำลังตกต่ำ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นฟื้นคืนกลับมาไม่มากก็น้อย

ที่สำคัญในวันที่เม็ดเงินเหล่านี้ลงไปผ่านทั้งกองทุนหมู่บ้านและโครงการพัฒนาตำบล อันจะเป็นกลไกเพิ่มการจบจ่ายใช้สอย ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมให้ ดีขึ้นตามไปด้วย

ทั้งหมดจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช.ในที่สุด

ผ่าแผนปฏิรูประบบสอบสวน ลับคม ‘ตำรวจ-อัยการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/534959

  • วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 10:25 น.

ผ่าแผนปฏิรูประบบสอบสวน ลับคม ‘ตำรวจ-อัยการ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจภายใต้การกุมบังเหียนของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว โดยล่าสุดเพิ่งแถลงต่อสื่อมวลชนว่าเตรียมเสนอกฎหมายเพื่อเป็นมาตรการในการปฏิรูประบบการสืบสวนสอบสวนให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลและความโปร่งใส เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ที่มี อัชพร จารุจินดา เป็นประธาน ได้จัดทำข้อเสนอเรื่องดังกล่าวภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาระบบการสอบสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา” ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

1.ความเชื่อมั่นในการรับแจ้งความของพนักงานสอบสวน

ให้สํานักงานตํารวจแห่งชาตินําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการรับ คําร้องทุกข์กล่าวโทษและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานีตํารวจทั่วประเทศเพื่อให้ ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษ ณ สถานีตํารวจแห่งใดก็ได้ เพื่อป้องกันการปฏิเสธไม่รับแจ้งความและกรณีมีผู้เสียหายหลายคนพนักงานสอบสวนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อรวมคดีกันได้

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 124 ให้สอดคล้องกับกระบวนการที่จะนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการรับ คําร้องทุกข์ เพื่อให้ถือว่าการบันทึกข้อมูลดังกล่าวของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจเป็นการบันทึกคําร้องทุกข์ตามกฎหมาย และสามารถส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบได้ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

โดยอาจเพิ่มความในมาตรา 124 วรรคท้ายว่า การบันทึกคําร้องทุกข์ ด้วยปาก ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจในวรรคก่อน อาจบันทึกในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งต่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบปฏิบัติการของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้ถือว่าเป็นการส่งบันทึกคําร้องทุกข์ไปยังพนักงานสอบสวนแล้ว ทั้งนี้ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล การลงลายมือชื่อผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามที่กฎกระทรวงกําหนด เป็นต้น

2.ความเชื่อมั่นในการสอบสวน

จัดให้มีระเบียบกําหนดให้การ สอบสวนต้องมีผู้ปฏิบัติเป็นทีม ประกอบด้วย พนักงานสอบสวนเป็นหัวหน้าทีม เจ้าหน้าที่สืบสวนฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ ผู้ช่วยพนักงานสอบสวนต่อสถานี และจัดสรรทรัพยากรสําหรับบริหารงานสอบสวนให้เกิดประสิทธิภาพโดยทบทวนแก้ไข ปรับปรุง กฎ ระเบียบ ประกาศ คําสั่ง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่มีอยู่เดิมทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องมาตรการดังกล่าว

สร้างระเบียบการบริหารงานบุคคลเพื่อป้องกันการแทรกแซงหรือครอบงําการใช้ ดุลยพินิจในการทําสํานวนของพนักงานสอบสวนจากข้าราชการตํารวจฝ่ายบริหารการควบคุมตรวจสอบและ เร่งรัดสํานวน จะต้องกระทําโดยผู้บังคับบัญชาในสายงานของพนักงานสอบสวน เท่านั้น

ปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยค่าตอบแทนของพนักงานสอบสวนให้มีค่าตอบแทน มีสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่มากพอที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี เมื่อเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมโดยแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กฎ ระเบียบและคําสั่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับ ค่าตอบแทนของพนักงานสอบสวนให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว

ปรับปรุงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ามาดํารงตําแหน่งพนักงานสอบสวน และระบบการประเมินผลเพื่อเลื่อน ตําแหน่งสูงขึ้นของพนักงานสอบสวน ให้พิจารณาตามความรู้ความสามารถ ตลอดจนปรับปรุงระบบการฝึกอบรมเพื่อให้พนักงานสอบสวนมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการสอบสวนและทักษะอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกําหนดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ขั้นต่ำของ ผู้ที่จะดํารงตําแหน่งพนักงานสอบสวน

สํานักงานอัยการสูงสุดควรจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมการสอบสวนและการว่าความชั้นสูงเพื่อฝึกอบรมเพิ่มพูนทักษะประสบการณ์สร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของพนักงานอัยการและบูรณาการการพัฒนาความรู้ด้านการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนของหน่วยงานอื่น

นอกจากนี้ ปรับปรุงประกาศคณะกรรมการอัยการว่าด้วยการแบ่งหน่วยงานและการกําหนดอํานาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสํานักงานอัยการสูงสุดเพื่อให้มีหน่วยงานดําเนินงานปรับปรุงและพัฒนาระบบการวิเคราะห์ทบทวนการทํางานอย่างครบถ้วนทุก ขั้นตอนเพื่อให้มีหน่วยงานหลักเป็น หน่วยงานเฉพาะในการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์คําพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฟ้องคดีว่าคําพิพากษาของศาลได้วินิจฉัย พยานหลักฐานจากสํานวน การสอบสวนที่ได้นําสืบนั้นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาการ สอบสวนและการฟ้องร้องดําเนินคดีอย่างไร

คำขวัญวันเด็ก 61 ปี มีประชาธิปไตย 4 ครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/535001

  • วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 06:57 น.

คำขวัญวันเด็ก 61 ปี มีประชาธิปไตย 4 ครั้ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

งานเสวนา “วันเด็ก…ขอนโยบายดีกว่า คำขวัญ” ซึ่งจัดขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยจัดงานวันเด็กมาแล้ว 61 ปี มีคำขวัญวันเด็กเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2499 ยุค จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จนเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อย้อนดูหลายๆ คำขวัญ พบว่า 6 คำสำคัญที่ถูกใช้ซ้ำ อันดับ 1 วินัยและการเรียน 18 ครั้ง ตามด้วย ชาติ 17 ครั้ง คุณธรรม 15 ครั้ง ขยัน 11 ครั้ง ประหยัด สามัคคี ซื่อสัตย์ 9 ครั้ง และประชาธิปไตยเพียง 4 ครั้ง ทั้งนี้ สิ่งที่พบจากคำขวัญสะท้อนถึงสิ่งที่ผู้ใหญ่ในสังคมคาดหวังต่อเด็ก

ขณะที่ข้อค้นพบที่น่าสนใจกรณีวันเด็กใน 11 ประเทศ พบว่า การจัดงานวันเด็กจะมีการจัดทำนโยบายสำคัญด้านเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และการรับฟังเสียงเด็ก โดยประเทศที่เด็กมีส่วนร่วมจัดกิจกรรม เช่น อังกฤษ จัดตั้งกองทุนอิสระ #iwill เพื่อส่งเสริมให้เด็กเยาวชนอายุ 10-20 ปี เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม โรมาเนีย เด็กมีส่วนร่วมลดความรุนแรงในโรงเรียนและพัฒนาคู่มือเล่นเกมสำหรับใช้จัดกิจกรรมในสถานศึกษา

ทั้งนี้ ประเทศที่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเด็กเยาวชน เช่น ฝรั่งเศส เน้นแก้ปัญหาเด็กติดมือถือ โดยออกเป็น “กฎระเบียบ ก.ย. 2018” ห้ามนักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นใช้มือถือในโรงเรียน เพื่อลดปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้น ไม่ออกกำลังกาย ไอซ์แลนด์ แก้ปัญหาวัยรุ่นเป็นนักดื่มหนักที่สุดในยุโรป โดยโครงการ Youth in Iceland สามารถทำให้สถิติวัยรุ่นดื่มสุรา บุหรี่ และยาเสพติด ลดลงอย่างชัดเจนผ่านการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ ลัตเวียพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของชาวโรมา ชนกลุ่มน้อยผ่านโครงการฝึกครูผู้ช่วยชาวโรมา เพื่อส่งเสริมให้เด็กโรมาเรียนร่วมกับนักเรียนคนอื่น และพัฒนาชาวโรมาให้เป็นครูผู้ช่วยเพื่อดึงเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษา

ด้าน สหรัฐอเมริกา เน้นการแก้ปัญหายาเสพติด เพศ และการฆ่าตัวตายในกลุ่มเด็กเยาวชน จึงทำโครงการ Let’s Talk รณรงค์การพูดคุยในครอบครัวเชิงบวก ฟินแลนด์มี พ.ร.บ.สวัสดิการเด็ก เพื่อปฏิรูปการดูแลเด็กทั่วประเทศ ทั้งสิทธิการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก เงินสนับสนุนเด็กและครอบครัว และกิจกรรมสร้างสรรค์ ออสเตรเลียออกกฎหมายและตั้งคณะกรรมการอิสระ รักษาความปลอดภัยสำหรับเด็กบนโลกออนไลน์ พร้อมกับมีบริการสายด่วนให้คำปรึกษาเด็กเยาวชนเพื่อป้องกันความรุนแรงบนโลกไอที

ประเทศที่รับฟังเสียงเด็ก เช่น สวีเดน มีการสำรวจความคิดเห็นเด็ก 12-16 ปีทั่วประเทศ ในโครงการ Young Voices เพื่อนำไปสื่อสารกับผู้กำหนดนโยบายจากเสียงของเด็กเยาวชน เยอรมนี ใช้โอกาสวันเด็กรณรงค์เรื่องสิทธิเด็ก เช่นปี 2017 ใช้ชื่อ Give children a voice เพื่อให้เด็กได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสภาในการกำหนดนโยบาย แคนาดา มี “วันพา สส.ไปโรงเรียน” เป็นกิจกรรมประจำวันเด็กแคนาดา โดย สส.จะต้องเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่รับผิดชอบ 1 ชั่วโมง เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเด็ก

ศ.สมพงษ์ กล่าวว่า สำหรับวันเด็กไทยได้สำรวจความคิดเห็นเด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป ในหัวข้อ “วันเด็ก…ขอนโยบายดีกว่าคำขวัญ” จำนวน 1,503 คน ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 2560-8 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า เมื่อพูดถึงวันเด็กคนส่วนใหญ่นึกถึงของขวัญ เช่น รางวัลและของเล่น ตามด้วยของกิน กิจกรรม ความสุข และคำขวัญ ส่วนคำถามนโยบายสำคัญสำหรับเด็กที่ผ่านมา 3 อันดับแรก คือ การสนับสนุนการศึกษา ตามด้วยไม่ทราบ และการส่งเสริมคุณธรรม

นอกจากนี้ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ ยังระบุด้วยว่า จากการสำรวจตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กทั้ง 4 ด้าน ว่าด้วย 1.สิทธิที่จะมีชีวิตรอด 2.สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา 3.สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง และ 4.สิทธิที่จะมีส่วนร่วม พบว่าประเทศไทยสอบตกทั้งหมด ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านอาหาร แต่เด็กไทยกลับเสี่ยงทางด้านโภชนาการ เด็กไทยเตี้ย แคระแกร็น เด็กในเมืองเป็นโรคอ้วน ด้วยเหตุผลทางการตลาด

ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองยังชอบให้เด็กเล่นแท็บเล็ต ส่งผลให้มีสมาธิสั้น ภาวะการอ่านหนังสือก็ลดลง เด็กถูกทำร้ายร่างกาย เนื่องจากผู้ใหญ่เชื่อว่าเป็นการสร้างวินัย และที่ฉุดรั้งมากที่สุดคือการปิดกั้นความคิดเห็นเด็ก

“เรามองเด็กไทยเป็นแค่เด็ก ไม่อยากให้พวกเขาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นเพราะไม่เชื่อว่าทำได้ และกลัวจะเสียการเรียน ทุ่มเทแต่เรื่องการสอบ ต่างจากสังคมสากลที่เขาให้ความเชื่อใจแก่เด็ก ทำให้เด็กกล้าคิด ให้สิทธิในการเป็นเจ้าของโจทย์ กล้าสงสัย กล้าตั้งคำถาม เราต้องปฏิรูปงานวันเด็ก เลิกธรรมเนียมนิยม เน้นให้ความสำคัญกับการศึกษาที่เน้นแต่การสอบ แต่ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ให้มีชีวิตชีวา สร้างพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออก จึงเรียกร้องให้วันเด็ก ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากเสียงของเด็ก ดีกว่าคำขวัญปีแล้วปีเล่าที่ไม่เกิดผลในเชิงปฏิบัติ” ศ.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ประกาศตัวเป็นนักการเมือง เพิ่มแรงเสียดทาน ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/534797

  • วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

ประกาศตัวเป็นนักการเมือง เพิ่มแรงเสียดทาน ‘บิ๊กตู่’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“วันนี้ผมต้องเปลี่ยนแปลงเพราะผมไม่ใช่ทหาร เข้าใจไหม เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร มันก็ติดนิสัยทหารอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดคือประชาชนและไม่ใช่ประชาชนของผม ประชาชนของประเทศไทย และไม่ใช่ของพรรคไหน ทุกคนเป็นพลเมืองไทยก็ต้องหนุนการเมืองที่ถูกต้องมีธรรมาภิบาล”

ถึงจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็เป็นครั้งแรกกับการประกาศตัวเป็น “นักการเมือง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ในวันที่กระแสผลักดันสู่ “นายกฯ คนนอก” ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ​

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมาส่งสัญญาณตอกย้ำว่า “วันนี้ต้องเป็นคนของประชาชนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หรือจะเป็นอะไรที่ทุกคนอยากตั้งให้ผมเป็นได้หมด”​

เรียกได้ว่าเป็นการเปิดหน้าสู่ถนนการเมืองหลังเลือกตั้งแบบเต็มตัวหากได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน

ที่สำคัญเส้นทางเดินจากนับจากนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเต็มไปด้วยแรงเสียดทานและแรงกดดันที่ทวีความรุนแรง ซ้ำเติมสภาพคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ตามผลสำรวจของหลายสำนัก

เริ่มตั้งแต่ “สถานะ” ที่​เปลี่ยนแปลงไปจากผู้นำรัฐประหารที่เคยประกาศตัวเป็นคนกลางอาสาเข้ามาสยบความขัดแย้งช่วยพาประเทศพ้น “ทางตัน” ในอดีต พร้อมใช้โอกาสนี้เดินหน้า “ปฏิรูป” ป้องกันไม่ให้สังคมต้องกลับไปสู่วังวนปัญหาในอดีต

แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นนักการเมืองจากสถานะ “กรรมการ” ​ย่อมกลายเป็น “ผู้เล่น” ที่ต้องเข้าสู่กฎกติกาด้วยความเท่าเทียมกับผู้เล่นที่เป็นนักการเมืองคนอื่น

หากจำได้ก่อนหน้านี้ แค่ พล.อ. ประยุทธ์ เคยออกมาเช็กเรตติ้งผ่านคำถาม 6 ข้อ ที่ส่งไปถึงประชาชน ทั่วประเทศ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการหยั่งเสียงเช็กกระแสตอบรับหากจะ ก้าวสู่การเมืองเต็มตัว

จากคำถาม 6 ข้อ คำถามข้อ 2 ถามว่า การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ถือเป็นสิทธิของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยอยู่แล้ว

ครั้งนั้นบรรดาคนการเมืองต่างออกมา “ดักคอ” ล่วงหน้าว่าเป็นการ ไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายขัดกฎหมาย​​ เช่น พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ระบุว่า คสช.มีสิทธิสนับสนุนพรรคใดก็ได้ แต่ คสช.ในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐที่ให้คุณให้โทษได้

“การสนับสนุนพรรคใดจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ และอาจมีการใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิด แม้นายกฯ จะลงเลือกตั้งไม่ได้ แต่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอกได้ ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน”

เช่นเดียวกับ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ระบุว่า มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุมครอบงำหรือ ชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

รวมทั้ง มาตรา 56 ของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่ โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใดๆ เพื่อเป็นการให้คุณหรือเป็นโทษแก่ ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง

ดังนั้น เมื่อเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวชัดว่าเป็นนักการเมืองแถมพร้อมเปิดท่าเป็นนายกฯ คนนอก หากเสียงประชาชนสนับสนุนย่อมสุ่มเสี่ยง ที่จะถูกร้องเรียนว่าการกระทำผิดกฎหมายได้

อีกด้านหนึ่งย่อมทำให้ข้อครหาเรื่องเป้าหมายการสืบทอดอำนาจ ผ่านกลไกต่างๆ ทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกลับมาเป็นประเด็นกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ อีกครั้ง

ดังจะเห็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า​เป้าหมายการดำเนินการที่ผ่านมาของ คสช.อาจไม่ได้เป็นไปเพื่อการปฏิรูป แก้ปัญหาความบิดเบี้ยวในระบบการเมืองให้กลับเข้ารูปเข้ารอย แต่เป็นเพียงแค่การวางกลไกที่จะพาตัวเองกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งหลังเลือกตั้งมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็น 250 สว.ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกฯ ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เชื่อว่าจะทำให้เสียงที่ได้รับเกิดสภาพ “เบี้ยหัวแตก” ยากจะมีพรรคใดได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

รวมไปถึงกลไก กรรมการปฏิรูป กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะทำหน้าที่วางทิศทางกรอบการบริหารของประเทศให้ต้องเดินหน้าไปตามนั้น

การใช้อำนาจรัฐบาล คสช.ในช่วงนั้นย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ หรือสร้างความได้เปรียบทางการเมืองได้

นั่นย่อมทำให้รัฐบาล คสช.ต้องระมัดระวังการใช้ “อำนาจพิเศษ” และ “ตัวช่วย” ที่จะถูกตีความว่าเป็นการ เอื้อประโยชน์ สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองและเป็นชนวนให้ถูกร้องเรียน และทำให้ผลการเลือกตั้งมีปัญหา ครอบคลุมไปถึงการใช้อำนาจระงับความปั่นป่วนที่จะเกิดการหาเสียง หรือมีกลุ่มผู้จ้องก่อกวน สร้างสถานการณ์ความปั่นป่วน ​

อีกด้านหนึ่ง เมื่อ คสช.ต้องปลดล็อกคำสั่งให้พรรคการเมืองหาเสียง ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เวลานั้น  พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมต้องถูกพรรคการเมืองคู่แข่งขึ้นเวทีอภิปรายพาดพิง ที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อ คสช.หนักขึ้น

ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นนักการเมือง

ยื่นศาลล้มมาตรา 44 เปิดหน้าท้าชน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/534623

  • วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

ยื่นศาลล้มมาตรา 44 เปิดหน้าท้าชน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นการเมืองร้อนข้ามปี สำหรับการใช้มาตรา 44 ในการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ภายใต้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2560

คำสั่ง คสช.ดังกล่าวมีประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อ 1 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พรรคการเมืองต้องออกมาเดินหน้าต่อต้านคสช.ค่อนข้างรุนแรงกว่าทุกครั้ง

สาระสำคัญของข้อที่ 1 คือ การกำหนดให้พรรคการเมืองปัจจุบันต้องเปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองของตนมาแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะตามกฎหมายในการเป็นสมาชิกพรรคมาแสดงต่อหัวหน้าพรรคการเมือง พร้อมกับชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง 100 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561

ผลของคำสั่งที่ออกมานี้ในมุมมองของพรรคการเมืองเห็นว่าทำให้พรรคการเมืองปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อันไม่ต่างอะไรไปจากการเซตซีโร่พรรคการเมือง โดยเฉพาะการให้พรรคการเมืองต้องมาทำหน้าที่รับการยืนยันการแสดงสถานะของสมาชิกพรรคการเมืองเป็นรายบุคคล

ในทางปฏิบัติหากดำเนินการจริง แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่จะมีสมาชิกพรรคการเมืองเดินทางมายังพรรคการเมืองเพื่อทำการแสดงตนดังกล่าว การกำหนดเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนกับการพยายามไม่ต้องการให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้

กลับกันการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองครั้งนี้ ยังทำให้เกิดการมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคการเมืองที่ คสช.เตรียมจะตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมือง

ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้มีการปูทางไว้ค่อนข้างรอบด้านแล้ว ตั้งแต่การไม่เซตซีโร่องค์กรอิสระบางองค์กรอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อป้องกันไม่ให้ คสช.ถูกตามไล่ล่าภายหลังในวันที่ตัวเองต้องลงจากอำนาจ

หรือแม้แต่การกำหนดให้ คสช.มีอำนาจสรรหา สว.ถึง 250 คน ที่จะเข้ามามีอำนาจลงมติเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เกือบหมด จึงเหลือแต่การหาช่องทางกลับเข้ามามีอำนาจในฝ่ายบริหารเพื่อสานต่ออำนาจต่อไปอีก 5 ปี ซึ่งการจะทำให้เกิดความสวยงามก็ต้องมาทางพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ไม่ใช่อาศัยทางลัดอย่างที่หลายฝ่ายนินทา

ด้วยเหตุนี้จึงได้นำมาสู่การพยายามตีกรอบพรรคการเมืองใหญ่ ทั้ง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้มาคุมอำนาจฝ่ายบริหารอีกครั้ง

เมื่อมองจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่รับเคราะห์มากที่สุด เนื่องจากมีสมาชิกจำนวนหลักล้านคน ประกอบกับมาตรา 44 กำหนดให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการกับการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างเข้มงวด จึงได้เห็นอาการหัวร้อนของพรรคประชาธิปัตย์กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทียืนยันเตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการใช้มาตรา 44 ทั้งหมด 5 ประเด็น

1.แม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะรับรองอำนาจหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 แต่ก็ไม่สามารถใช้ออกคำสั่งที่ละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งผ่านการออกเสียงประชามติได้

2.คำสั่งหัวหน้า คสช.เข้าข่ายสร้างภาระเกินจำเป็นให้กับสมาชิกพรรคการเมือง ที่ต้องทำหนังสือต่อหัวหน้าพรรคการเมือง

3.การออกคำสั่ง คสช. เพื่อแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยังเข้าข่ายไม่ได้รับฟังความเห็นจากประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขไว้

4.แม้คำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ฉบับนี้จะมีนัยต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีเวลาทบทวนตัวเอง แต่พรรคการเมืองยังไม่สามารถประชุมเพื่อกำหนดนโยบายหรือตัวผู้บริหารพรรคได้

5.เนื้อหาสาระในคำสั่งฉบับนี้ ไม่ได้สร้างความเท่าเทียมระหว่างพรรคการเมืองใหม่กับพรรคการเมืองเก่า

ทั้ง 5 ประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์กำหนดมานั้นนับว่ามีความน่าสนใจ แต่ถ้ามองในทางกฎหมายแล้วเป็นไปได้ยากที่จะชนะ คสช.ได้ เพราะมาตรา 44 มีความเป็นที่สุดในทางกฎหมาย แม้แต่ศาลเองก็ไม่อาจมาลบล้างการกระทำของ คสช.ที่อาศัยมาตรา 44 ได้แต่อย่างใด

อย่างมากที่สุดพรรคประชาธิปัตย์จะได้ดีที่สุดเพียงแค่การส่งเอกสารให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ก่อนที่จะต้องมารับฟังความคิดเห็นของทั้งสององค์กรในทำนองว่าไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณา หรืออาจจะรับไว้พิจารณาแต่บั้นปลายสุดท้ายคงจะออกมาในลักษณะว่าการใช้มาตรา 44 ในเรื่องดังกล่าวถือเป็นที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ที่เต็มไปด้วยนักกฎหมายแถวหน้าของประเทศย่อมรู้ถึงผลสุดท้ายของศึกครั้งนี้เป็นอย่างดี แต่ที่ต้องสู้ทั้งๆ ที่รู้ว่าแพ้ เนื่องจากต้องการอาศัยพลังทางสังคมออกมาช่วยกดดัน คสช.เพื่อแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองและสกัดการเหลิงอำนาจของพรรคทหารที่จะมีขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเป็นการเดินหน้าท้าชนกับ คสช.อย่างเต็มตัวด้วย ท่ามกลางสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการกดดันให้สองพรรคการเมืองใหญ่ต้องก้มหัวให้กับพรรคทหารที่เตรียมขึ้นมาสืบทอดอำนาจ คสช.อีกด้วย

ที่สุดแล้วศึกครั้งนี้ไม่ได้จบลงที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มที่จะนำมาซึ่งการห้ำหั่นทางการเมืองกันอย่างดุเดือดในระยะยาว

วิกฤตศรัทธา “ปปช.” ใกล้ซ้ำรอยอดีต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/534430

  • วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

วิกฤตศรัทธา "ปปช." ใกล้ซ้ำรอยอดีต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งที่มีอายุมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ภายใต้หลักการความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร

เกือบ 20 ปีของ ป.ป.ช.มีทั้งขาขึ้นและขาลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ของ ป.ป.ช.ก่อนปี 2549 ครั้งนั้น ป.ป.ช.ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีกระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีขึ้นค่าตอบแทนให้ตนเอง

ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกกรรมการ ป.ป.ช.คนละ 2 ปี แต่ให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี แม้ ป.ป.ช.จะไม่ต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำ แต่ผลของคดีในครั้งนั้นก็ทำให้ ป.ป.ช.ต้องเกิดภาวะสุญญากาศเพราะไม่มีกรรมการ ป.ป.ช.มาเป็นเวลาหลายปี

ในปี 2549 วุฒิสภาชุดนั้นพยายามจะเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเมื่อมีผู้สมัครคนหนึ่งที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาได้ขอถอนตัวออกไป ทำให้มีบัญชีรายชื่อบุคคลที่ผ่านการสรรหาครบตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กำหนด สุดท้ายการเลือก ป.ป.ช.ต้องเคว้งคว้างต่อไป จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารและนำมาสู่การตั้ง ป.ป.ช.จำนวน 9 คนในปีเดียวกัน

ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ป.ป.ช.ถูกตั้งความหวังไว้ค่อนข้างมากว่าจะสามารถช่วยขจัดปัดเป่าไม่ให้การทุจริตเป็นมะเร็งร้ายของสังคมไทย โดยมีหลายคดีที่ ป.ป.ช.สามารถสร้างความกระจ่างให้กับสังคม แต่มีอีกบางคดีที่ ป.ป.ช.ยังไม่ได้ดำเนินการให้สังคมคลายความสงสัยมากนัก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การพิจารณาคดีจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่ง ป.ป.ช.มีการดำเนินการส่งคดีให้อัยการสูงสุดและศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาคดีเป็นที่สุดไปแล้ว ผิดกับคดีโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่เป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนโครงการรับจำนำข้าว

ด้วยเหตุนี้เอง ป.ป.ช.จึงต้องเผชิญกับกระแสคำถามมาตลอดถึงมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช.ที่ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไหร่นัก

ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ป.ป.ช.ได้เกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้งเนื่องจากมีกรรมการ ป.ป.ช.หลายคนพ้นจากตำแหน่ง จนนำมาสู่การเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ และหนึ่งในชื่อที่ได้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ไม่เพียงแต่ได้เป็นกรรมการเท่านั้น เพราะยังได้เป็นถึงประธาน ป.ป.ช.ด้วย

การขึ้นมาเป็นใหญ่ใน ป.ป.ช.ของ พล.ต.อ.วัชรพล ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะก่อนที่จะมาเป็น ป.ป.ช.นั้น เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองให้กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มาก่อนอีกด้วย

ป.ป.ช.พยายามจะแสดงท่าทีต่อสังคมเพื่อให้เห็นว่าเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร แต่มาถึงเวลานี้การพยายามของ ป.ป.ช.ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก ภายหลังปัจจุบันมีคดีเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เข้าสู่ ป.ป.ช.เป็นจำนวนไม่น้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ พล.อ.ประวิตร จากการมีนาฬิกาหรูโดยเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้แสดงต่อ ป.ป.ช.เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ต้องยอมรับว่า ป.ป.ช.วางตัวและปฏิบัติต่อคดีนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากแม้จะมีการส่งหนังสือให้ พล.อ.ประวิตร ชี้แจง ซึ่ง ป.ป.ช.เองก็ได้รับคำชี้แจงบางส่วนจาก พล.อ.ประวิตร มาแล้ว แต่ ป.ป.ช.กลับไม่พยายามชี้แจงถึงรายละเอียดการชี้แจงของบิ๊กป้อมแก่สาธารณชนบางส่วน

ป.ป.ช.บ่ายเบี่ยงต่อสื่อมวลชนในการตอบคำถาม โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการสอบสวน ต่างกับคดีของนักการเมืองในอดีตที่ ป.ป.ช.จะพยายามเปิดเผยข้อเท็จจริงเท่าที่จะสามารถทำได้และไม่กระทบต่อรูปคดี เช่น เส้นทางการเงินเกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เป็นต้น

การปฏิเสธไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินคดี ย่อมเป็นสิทธิที่ ป.ป.ช.สามารถกระทำได้เพื่อไม่ให้กระทบต่อการตรวจสอบตามกฎหมาย แต่ต้องไม่ลืมว่าคดีนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน

ยิ่ง ป.ป.ช.แสดงออกถึงการปกปิดมากเท่าไหร่ ผลเสียย่อมตกอยู่กับ ป.ป.ช.มากขึ้นเท่านั้น

มาถึงเวลานี้ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตศรัทธาครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังจาก ป.ป.ช.เพิ่งได้รับอานิสงส์จากการไม่ถูกรีเซตหรือเซตซีโร่จากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งต่อวีซ่าให้ ป.ป.ช.ทุกคนที่มีคุณสมบัติไม่ครบได้ทำงานต่อไปจนครบวาระ

การไม่ถูกเซตซีโร่และรีเซตก็ทำให้ ป.ป.ช.ตกที่นั่งลำบากมากพอสมควร เพราะถูกมองว่าจะเป็นเบาะคอยรองรับ คสช.ในวันที่ คสช.ต้องลงจากอำนาจ และเมื่อต้องมาเจอกับการพิจารณาคดีและท่าทีของ ป.ป.ช.ต่อคดีความของ คสช. ยิ่งเป็นการทำให้ ป.ป.ช.กำลังเกิดปัญหาเหมือนในอดีตอีกครั้ง

ป.ป.ช.กำลังเจอกับการท้าทายครั้งสำคัญ ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนจะพาองค์กร ป.ป.ช.ที่เป็นที่พึ่งของประชาชนฝ่ากระแสการตรวจสอบไปได้อย่างไร เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ป.ป.ช.ยุคนี้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยปราศจากมือที่มองไม่เห็นเข้ามาคอยกำกับและควบคุม

ปฏิรูปแต่งตั้ง ถึงเวลารื้อที่มาปลัดกระทรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/534359

  • วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

ปฏิรูปแต่งตั้ง ถึงเวลารื้อที่มาปลัดกระทรวง

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปีสุดท้ายที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คืนอำนาจสู่โหมดการเลือกตั้งเชื่อว่า คสช.จะเร่งเครื่องรื้อผลงานปฏิรูปเลือกตั้งทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้าง โดยหนึ่งในนั้นคือการปฏิรูปการให้บริการประชาชนต้องสะดวกและรวดเร็ว ปราศจากการเรียกรับสินบนใต้โต๊ะในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการซื้อขายตำแหน่ง ท่ามกลางความคาดหวังว่าการปฏิรูปข้าราชการประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรื้อใหญ่ระบบอุปถัมภ์ที่เกาะกินโครงสร้างระบบราชการให้พังทรุด

ขจัดภัย บุรุษพัฒน์ ประธานมูลนิธิพัฒนาข้าราชการและอดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ต้องทำการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้ข้าราชการมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน โดยปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท เสียสละซื่อสัตย์สุจริต และเห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นใหญ่ ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งโยกย้ายแบบข้ามห้วย เพราะจะทำลายขวัญและกำลังใจในการทำงาน แม้โดยปกติฝ่ายการเมืองสามารถทำได้ในการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10-11 สั่งใครให้ย้ายข้ามห้วยได้ แต่ต้องคำนึงถึงจิตใจของคนในกระทรวง ทบวง กรม ที่เป็นลูกหม้อทำงานมากว่า 20-30 ปี เพราะอย่าลืมว่าการจะก้าวขึ้นเป็นปลัดหรืออธิบดีต้องใช้เวลาในการเติบโตและเรียนรู้สายงานตัวเองที่ทำอยู่อย่างต่ำๆ ต้อง 35 ปี

สิ่งที่ต้องการปฏิรูป คือ ระบบแต่งตั้ง โยกย้ายให้ข้าราชการปลอดจากฝ่ายการเมือง ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นข้าราชการที่มีคุณธรรม สุจริต โปร่งใส ที่ผ่านมามีข้อเสนอเรื่องการปรับระบบราชการมากมาย แต่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ดังนั้นต้องร่วมกันคิด ขณะที่ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายปัจจุบันมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. เข้ามาดูแลถือว่าเป็นเรื่องดีในการเข้ามารับเรื่องราว ร้องเรียนหากเกิดกรณีแต่งตั้งโยกย้าย ไม่เป็นธรรม และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจริงสามารถฟ้องศาลปกครองได้ จนนำไปสู่การเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม จึงสนับสนุนแนวทางนี้

ก่อนหน้านี้มีการเสนอแนวทางการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะปลัดกระทรวง ได้มีการกำหนดวิธีการป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงกระบวนการในการแต่งตั้งหรือโยกย้าย โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการ ประกอบด้วย บุคคลซึ่งคัดเลือกมาจากส่วนราชการต่างๆ จำนวน 3 ฝ่าย คือ 1.ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 2.อดีตปลัดกระทรวงจากกระทรวงต่างๆ ยกเว้นกระทรวงกลาโหม 3.คณะกรรมการคุณธรรมจริยธรรมของกระทรวงต่างๆ

รวมถึงการสั่งการของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติตามจะต้องเป็นคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ถือเป็นคำสั่ง แต่ถ้าข้าราชการผู้นั้นนำไปปฏิบัติแล้วเกิดข้อผิดพลาดหรือความเสียหาย ข้าราชการผู้นั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว

จรวยพร ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และอดีต ก.พ.ค. กล่าวว่า อยากเสนอว่าระบบโยกย้ายในราชการปัจจุบันมีกฎและกติกากำหนดอยู่ว่าให้เป็นอำนาจรัฐมนตรีแต่งตั้งตำแหน่งเดียว คือ ปลัดกระทรวง ในส่วนตำแหน่ง อื่นๆ เช่น อธิบดี รองอธิบดี หรือผู้ตรวจ ทางปลัดกระทรวงจะเป็นคนนำเสนอ เพราะรัฐมนตรีไม่ได้ทราบข้อมูลภายในทุกหน่วยงาน และเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาล้วงลูกหรือก้าวก่าย หรือแทรกแซงภายในหน่วยงานรัฐได้ ดังนั้นจึงมี 2 แนวทาง คือ 1.มีการเสนอกันมาว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษ ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อสรรหาบุคคลที่ เหมาะสมจะเป็นปลัดกระทรวง และสามารถย้ายข้ามห้วยได้หากมีคุณสมบัติ พิเศษครบถ้วนโดยเสนอชื่อให้รัฐมนตรี เจ้ากระทรวงเลือก 3 รายชื่อ

2.การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกขึ้นมาชุดหนึ่งของแต่ละกระทรวงเป็น ผู้เลือกบุคคลที่เหมาะสมภายในกระทรวงเอง พร้อมกับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รายละเอียด หรือคุณสมบัติที่เหมาะสม ที่สำคัญต้องให้รายละเอียดลึกลงไปถึงว่าเหตุใดบุคคลนี้ไม่ได้รับเลือก และเหตุใดบุคคลนี้ได้รับเลือก เช่น เลือกนาย ก. เพราะมีความสามารถ ผลงาน หรือคุณสมบัติอย่างไร และทางกระทรวงจะได้ประโยชน์อะไรจาก นาย ก. เป็นต้น จากนั้นให้รัฐมนตรีใช้ดุลพินิจเลือกด้วยความเหมาะสมและมีเหตุผลประกอบ

สำหรับตำแหน่งผู้บริหารที่ต่ำกว่าปลัดกระทรวง แต่ละกระทรวงจะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาพิจารณาว่าใครจะเหมาะเป็นอธิบดี รองอธิบดี ผู้อำนวยการ ฯลฯ แต่ปัญหาคือในคณะกรรมการพิเศษชุดนี้กลับมีปลัดกระทรวงอยู่ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ปลัดกระทรวงจึงมีอิทธิพลสูงในการชี้นำให้คณะกรรมการชุดนี้เลือกใครหรือไม่เลือกใคร ซึ่งหากเป็นแบบนี้ฝ่ายการเมืองสามารถแทรกแซงได้

ดังนั้น จึงไม่ควรให้ปลัดกระทรวงร่วมเป็นกรรมการคัดเลือกในระดับกระทรวง เพราะไม่เหมาะสม ถือเป็นการป้องกันการแทรกแซง

2561 การเมืองร้อนแรง ได้เวลากาน้ำระเบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/534261

  • วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 08:11 น.

2561 การเมืองร้อนแรง ได้เวลากาน้ำระเบิด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมือง 2561 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น สอดรับกับที่หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์

เมื่อเส้นทางก่อนจะถึง “เลือกตั้ง” ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องร้อนที่สุ่มเสี่ยงและเปราะบางเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ไล่มาตั้งแต่เรื่องกระบวนการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่ยังมีกระแสความไม่เชื่อมั่นว่าจะเกิดการเลือกตั้งตามโรดแมปที่วางไว้ อันจะเป็นแรงกดดันที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหายัง คสช.

ตามปฏิทินการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จะกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลางเดือน ม.ค.นี้

ท่ามกลางกระแสจับตาว่าจะมีอุบัติเหตุหรือเกิดการคว่ำกฎหมายตามที่มีหลายฝ่ายออกมาดักคอหรือไม่

นอกจากเนื้อหาในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎ กติกา ของการเลือกตั้ง สส. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม จนอาจเป็นชนวนที่เกิดความเห็นที่แตกต่างและนำไปสู่การไม่ยอมรับ

ความพิเศษของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ อยู่ตรงที่เป็นเงื่อนไขซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นนับหนึ่งของการเลือกตั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 150 วัน นับจากกฎหมายประกาศใช้

กระแสดักคอเรื่อง “เลื่อนเลือกตั้ง” หวังยื้ออยู่ในอำนาจของ คสช. จึงกลับมาเป็นประเด็นต่อเนื่อง ในวันที่ท่าทีจากฝั่ง คสช.เอง ก็ยังสร้างเงื่อนไขเปิดช่องให้เลื่อนเลือกตั้ง ทั้งในกรณีหากเกิดความไม่สงบ หรือกฎหมายลูกไม่เสร็จ

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถ้ากฎหมายลูก 2 ฉบับเสร็จ ก็จะมีการเลือกตั้งตามเดิมในเดือน พ.ย. 2561 ที่เคยประกาศไว้ แต่ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ใช่เรื่องของตนเอง และก็ไม่ควรไปโทษ สนช.ว่าดึงเรื่อง ต้องไปดูว่า สนช.อภิปรายกันเรื่องอะไร บางเรื่องก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

ในกรณีที่การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไป ย่อมปลุกให้บรรยากาศการเมืองกลับมาร้อนแรง รวมทั้งแรงกดดันที่จะย้อนกลับไปยัง คสช.รุนแรงประเด็นต่อเนื่องคือเงื่อนไขเรื่องคำสั่ง คสช.ในอดีตที่ล็อกไม่ให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจกรรม และลากยาวมาจนถึงปัจจุบันซึ่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้

หลังจากที่ คสช.ปลดล็อกคำสั่งดังกล่าวย่อมทำให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ตลอดจน ประชาชนคนทั่วไป ออกมาแสดงความคิดความเห็น และทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่

แรงกดดันที่เคยอัดอั้นในอดีตก็จะทะลักล้นออกมาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่จะประดังประเดไปยังรัฐบาล คสช. จากที่อัดอั้นสะสมจากอดีตที่ไม่อาจทำได้ ถึงขั้นคาดการณ์กันว่าจะเป็นปัจจัยที่เติมเชื้อความร้อนแรงให้การเมืองกลับดุเดือด

ยิ่งในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวชัดว่าเป็นนักการเมือง พร้อมสัญญาณเปิดตัวสู่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ที่จะยิ่งทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นเป้าที่จะถูกรุมถล่มจากทุกฝ่าย

ถัดมาที่อีกด้านหนึ่งบรรดากฎหมายปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมและตำรวจ ที่มีเงื่อนไข “เส้นตาย” ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้

การปฏิรูปตำรวจที่จะเกิดขึ้นย่อมนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ตลอดจนกลไก อำนาจ อันอาจนำไปสู่การไม่ยอมรับและต่อต้านจากข้าราชการตำรวจในอนาคต ถึงขั้นบานปลายกลายเป็นแรงกระเพื่อมเขย่าเสถียรภาพภายใน คสช.หากตั้งรับไม่ดี

ถัดมาที่การเลือกตั้งท้องถิ่นที่หากไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะเกิดขึ้นได้ช่วงกลางปี ซึ่งจะเป็นการชิมลางและวัดกระแสก่อนการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ

การเปิดให้มีการเลือกตั้งในช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะถูกควบคุมมายาวนาน จึงทำให้หลายฝ่ายห่วงกันว่า นี่อาจเป็นปัจจัยที่จะทำให้การเมืองร้อนแรงอีกครั้ง

วิเคราะห์แล้วเลือกตั้งท้องถิ่นย่อมเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดไม่แพ้สนามการเมืองใหญ่

เมื่อทั้งนักการเมืองท้องถิ่น และพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมหวังชิงความได้เปรียบจากในพื้นที่ ที่จะเป็นฐานเสียงเอื้ออำนวยความสะดวกให้การหาเสียงในการเลือกตั้งใหญ่ง่ายขึ้นสำหรับพรรคตัวเอง

ยังไม่รวมกับการหวังผลทางเรื่องจิตวิทยาที่จะมีผลไปถึงการเลือกตั้งในสนามใหญ่ โดยเฉพาะกับสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เสนอให้มีการเลือกตั้งพร้อมกันกับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

การแข่งขันที่คาดว่าจะดุเดือดของ 2 พรรคใหญ่ที่จะต้องทุ่มสรรพกำลังเพื่อหวังชิงชัยในสมรภูมิสำคัญนี้ มีแต่จะทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เต็มไปด้วยความร้อนแรง ในสนามที่ถือเป็นเดิมพันสำคัญของพรรคใหญ่ที่ต้องการครองเก้าอี้ตัวนี้

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่จะทำให้การเมืองในปี 2561 ร้อนแรงมากขึ้น ในวันที่ คสช.จำเป็นต้องเริ่มหาที่ผ่องถ่ายอำนาจตัวเองที่จะหมดไปหลังการเลือกตั้ง

ในวันที่บรรดาอำนาจพิเศษ เครื่องไม้เครื่องมือที่เคยมีเคยใช้หายไป ย่อมทำให้การควบคุมดูแลสถานการณ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น

เปิดสถานการณ์สิทธิมนุษยชน แรงงาน-สิ่งแวดล้อม-ถูกละเมิดเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533800

  • วันที่ 05 ม.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

เปิดสถานการณ์สิทธิมนุษยชน แรงงาน-สิ่งแวดล้อม-ถูกละเมิดเพิ่ม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังจากรัฐบาลแสดงเจตนารมณ์จะผลักดันปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนสู่วาระแห่งชาติ ในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นเรื่องที่ต้องทำเร่งด่วนในกรอบระยะเวลา 2 ปี ระหว่างปี 2561-2562 เพื่อให้ประเทศไทยทัดเทียมระดับสากล

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมได้จัดทำรายงานถึงที่มาที่ไป ความสำคัญการจัดทำสู่วาระแห่งชาติและประโยชน์ที่จะได้รับนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อรับทราบเมื่อปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญตอนหนึ่งระบุถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งโพสต์ทูเดย์ขอคัดย่อมานำเสนอดังนี้

สิ่งที่ยังไม่ประสบความสำเร็จและต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถด้านสิทธิมนุษยชน จากรายงานฉบับนี้ระบุว่า  “มิติป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน” ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีสัดส่วนที่จะเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วย HIV/AIDS ผู้ใช้แรงงาน คนจน เกษตรกร ผู้ต้องหา ผู้ต้องขัง และผู้บริโภค ซึ่งจะต้องมีการดำเนินงานให้ความสำคัญในการป้องกันการถูกละเมิด

สำหรับกลุ่มที่มีสัดส่วนการถูกละเมิดลดลง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มแรงงานต่างด้าว กลุ่มผู้พ้นโทษและผู้เสียหายในคดีอาญา ส่วนประเด็นสิทธิมนุษยชน พบว่า ด้านที่มีการละเมิดสิทธิเพิ่มขึ้น คือ ด้านอาชีพและแรงงาน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านที่อยู่อาศัย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านสิทธิชุมชน และด้านการเมืองการปกครอง

ส่วนด้านที่ละเมิดสิทธิลดลง ได้แก่ ด้านการศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา และการเรียนรู้ ด้านสาธารณสุข และด้านเสรีภาพการสื่อสาร

เช่นเดียวกับ “มิติคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” ได้แก่ ข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละด้าน จากการรายงานขององค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านเสรีภาพการสื่อสารและสื่อมวลชน ด้านกระบวนการยุติธรรม และด้านสิทธิชุมชน

ส่วนข้อร้องเรียนที่มีสัดส่วนลดลง ได้แก่ ด้านการศึกษา วัฒนธรรม ศาสนาและการเรียนรู้ ด้านอาชีพและแรงงาน ด้านสาธารณสุข และด้านที่อยู่อาศัย สำหรับผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละด้านที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการฟื้นฟูและเยียวยานั้น จากการรายงานขององค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชน มีสัดส่วนลดลง คิดเป็นร้อยละ 26 ที่จะต้องเร่งให้ทุกหน่วยงานให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

มิติพัฒนาองค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วนให้มีศักยภาพในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกร้องเรียน เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยพบว่า ประเด็นที่เจ้าหน้าที่ถูกร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น คือ ด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ อัยการ) ด้านสาธารณสุข รวมถึงการเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกระทรวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้ระบุประเด็นสิทธิมนุษยชน

ขณะที่ข้อท้วงติงจากองค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามกติกาและอนุสัญญาระหว่างประเทศด้าน สิทธิมนุษยชน จากการรายงานสิทธิมนุษยชนของ Human Rights Watch ยังมีปัญหาอยู่หลายประการที่องค์กร ระหว่างประเทศให้ข้อท้วงติงและเสนอแนะให้เร่งดำเนินการแก้ไข ได้แก่เรื่อง การเมืองการปกครอง กระบวนการ ยุติธรรม และแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะประเด็นท้าทายที่ควรเร่งดำเนินการ ได้แก่ การดำเนินการปกป้องคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนด้านสิทธิทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงออก กระบวนการยุติธรรม (โทษประหารชีวิต การทรมาน การจับกุมโดยพลการ) สิทธิผู้ลี้ภัยทางการเมือง

โดยพบว่า ข้อท้วงติงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับจำนวนข้อท้วงติงในปี พ.ศ. 2555 สำหรับประเด็นที่มีการท้วงติงทุกปี และควรให้ความสำคัญแก้ไขเป็นพิเศษ คือ ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษาวัฒนธรรม ศาสนาและการเรียนรู้ ด้านอาชีพและแรงงาน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เมื่อเปิดดู “สถิติข้อร้องเรียนการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน” จากข้อมูลเรื่องร้องเรียนการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และเรื่องที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหยิบยกเพื่อตรวจสอบในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2558 มี 4,755 เรื่อง โดยจำแนกข้อมูลตามประเภทสิทธิที่มีการร้องเรียนว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน พบว่า มีการกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเภทสิทธิในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 899 เรื่อง คิดเป็น 21.70% รองลงมา เป็นเรื่องสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน จำนวน 733 เรื่องคิดเป็น 17.69%

ทั้งนี้ ในปี 2559 ที่ผ่านมา มี 800 เรื่อง พบว่า มีการกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด คือ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 208 เรื่อง คิดเป็น 26% รองลงมาเป็นเรื่องสิทธิพลเมือง 87 เรื่อง คิดเป็น 10.88%

ปัญหาสิทธิมนุษยชนมีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก เพราะเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับที่มุ่งหวังให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อประชาชนทั่วโลก นั่นคือความท้าทายที่สะท้อนปัญหาให้เห็นว่าเมื่อรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติแล้วจะทำได้มากน้อยขนาดไหน