เลื่อนเลือกตั้ง ความรับผิดชอบของ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533799

  • วันที่ 05 ม.ค. 2561 เวลา 09:01 น.

เลื่อนเลือกตั้ง ความรับผิดชอบของ ‘บิ๊กตู่’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นสัญญาประชาคมที่ยากจะบิดพลิ้ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ประกาศความชัดเจนถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นราวเดือน พ.ย.ปีนี้

แต่ด้วย “เงื่อนไข” ต่างๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ และคนใน คสช.ส่งออกมาเป็นระยะ ทำให้เกิดความกังขาว่า นี่อาจเป็นการเปิดช่องพร้อมให้เกิดการเลื่อนเลือกตั้งได้ตลอดเวลา

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกังวลเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งจากโรดแมป

“ผมได้ประกาศไปแล้วว่าหากกฎหมายลูกเสร็จก็เลือกตั้ง แต่ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ใช่เรื่องของผมและไม่ใช่ไปโทษสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)”

นอกจากจะไม่ช่วยให้ “มั่นใจ” ว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปแล้ว นี่อาจเป็น “สัญญาณ” ที่จะถูกนำไปตีความว่าหากกฎหมายลูกไม่เสร็จก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้

เมื่อปัจจัยเรื่องกฎหมายลูกถือเป็นต้นทางที่จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง หากจะยื้อหรือเลื่อนการเลือกตั้งที่ง่ายและเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดคือเกิดกรณีที่กฎหมายลูกไม่สามารถประกาศใช้ได้

ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 268 ระบุว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ดำเนินการเลือกตั้งใน 150 วัน

จากกฎหมายลูก 4 ฉบับ เวลานี้ประกาศใช้ไปแล้ว 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ส่วนอีก 2 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้กระแสการคว่ำกฎหมายลูกเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไป มีให้ได้ยินมาเป็นระยะ ปลุกให้สังคมหันมาจับตาการพิจารณาของ สนช.อย่างใกล้ชิด

ผลงานที่ผ่านมา สนช.ชุดนี้ ถือเป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย และมีที่มาจาก คสช. ดูจะขานรับตอบสนองความต้องการของรัฐบาล คสช.เป็นอย่างดี จน พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ต้องออกมายืนยันว่าไม่มี “ใบสั่ง”

“การออกกฎหมายต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมและนิติรัฐเป็นสำคัญ ดังนั้น การบอกว่ามีใบสั่งนั้น ไม่ใช่ใบสั่ง มันเป็นเรื่องนโยบายซึ่งเขาแสดงออกมาและไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งซ้ำ ถ้ามันไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมนิติรัฐ สนช.ก็ต้องดำเนินการ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สนช.ก็จะไม่เดินไปตามนั้น”

แต่สุดท้าย หากจะเกิดกรณีเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเพราะเหตุกฎหมายลูก 2 ฉบับ ไม่ผ่าน ย่อมต้องถือเป็นความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไม่อาจปฏิเสธ หรือโบ้ยความรับผิดชอบไปให้กับคนอื่น

ทั้งสถานะหัวหน้า คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ย่อมสามารถควบคุมทิศทางแม่น้ำ 5 สาย ที่ตั้งมาเองกับมือได้ไม่ยาก

ยิ่งการจะคว่ำกฎหมายลูกซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ หากไม่มี “สัญญาณ” หรือ “ใบสั่ง” คงจะเกิดขึ้นได้ยาก

ที่สำคัญตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ล้วนออกมาปฏิเสธยันยันว่าไม่มีสัญญาณที่จะต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ทั้ง พรเพชร ในฐานะประธาน สนช. “ที่ผ่านมาพูดกันมากเรื่องการคว่ำกฎหมายลูก ผมไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนั้น แต่ก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง ซึ่งการจะคว่ำกฎหมายได้ต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของสภา การใช้เสียง 2 ใน 3 ก็ต้องมีการพูดจาล็อบบี้และส่งสัญญาณกัน แต่ยังไม่เห็นสัญญาณที่ว่านั้นเลย การจะคว่ำกฎหมายไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไร จะปกปิดก็คงลำบาก”

คล้าย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ที่ระบุว่า จะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปหรือไม่ ส่วนตัวคงยืนยันไม่ได้ แต่ในฐานะผู้ปฏิบัติตามกรอบเวลารัฐธรรมนูญทุกอย่างยืนยันเป็นไปตามกรอบเวลา ส่วนกระแสข่าวเรื่องคว่ำกฎหมายลูกนั้นไม่มี ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าไม่น่าจะมีอะไรถึงขั้นที่ตกลงกันไม่ได้

ส่วน สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ยังไม่เคยเห็นว่าโรดแมปจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะทุกอย่างยังเป็นการตามกรอบเวลาที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้  ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงาน สนช. ก็ได้รับการยืนยันจาก สนช.ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกำหนด

แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ชวนให้คิดถึงเมื่อครั้งก่อน การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มามี “สัญญาณ” คว่ำในช่วงโค้งสุดท้าย

จนผลออกมา สปช.สายทหาร และสายที่มาจากจังหวัดพร้อมใจกันลงมติคว่ำรัฐธรรมนูญ จนคะแนนออกมาตามสัญญาณคว่ำ คือ 135 เสียง ต่อ 105 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง

เหตุผลไม่ต่างจากครั้งนี้เมื่อเบื้องหลังสัญญาณคว่ำรัฐธรรมนูญในชั้น สปช. เพราะหวังยืดเวลาการอยู่ในอำนาจของ คสช.ออกไปจากกรอบเวลาตามโรดแมปเดิม โดยแว่วว่ามีสัญญาใจว่า สปช.ที่ลงมติ คว่ำบางส่วนจะถูกเลือกกลับมาทำหน้าที่ สปท.

ครั้งนี้ก็เช่นกันแม้จะออกตัวไม่เกี่ยวข้องหากเกิดการเลื่อนเลือกตั้งเพราะกฎหมายลูกสะดุด แต่สุดท้ายด้วยอำนาจหน้าที่และผลประโยชน์ที่จะได้รับคงยากที่ปฏิเสธความรับผิดชอบหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ

ภารกิจสุดท้ายคสช. พาชาติพ้นวังวนขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533623

  • วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 09:08 น.

ภารกิจสุดท้ายคสช. พาชาติพ้นวังวนขัดแย้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นช่วงเวลาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเผชิญกับปัญหาที่เรียงรายรอบตัวถาโถมเข้าใส่ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา ตั้งแต่ประเด็นทางการเมืองตลอดไปจนถึงเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน จึงต้องติดตามว่าตลอด 2561 นี้ รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านประเทศสู่การเลือกตั้งได้อย่างราบรื่นหรือไม่

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมองว่า เรื่องต่างๆ เป็นปัญหาพื้นฐานของบ้านเมือง ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องแก้ แต่ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาได้ดีอยู่ โดยเฉพาะเอกภาพตัวรัฐบาลและสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในความสงบ แต่บางปัญหาเป็นเรื่องยากที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจทั้งหมด เพราะทำอย่างไรก็คงไม่พอใจ แต่คนกลางๆ ซึ่งมีเป็นส่วนใหญ่น่าจะพอใจในผลงานรัฐบาลระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความคุ้นชินในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ รวมถึงบรรยากาศที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ดังนั้น อยากย้ำว่ารัฐบาลต้องดำเนินการตามแผนเรื่องเลือกตั้งให้เกิดขึ้นในปลายปีเดือน พ.ย. 2561 ตามที่นายกฯ ประกาศไว้ให้ได้ และต้องรักษาความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองไปจนถึงหลังประกาศผลเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

สิ่งสำคัญฝ่ายการเมืองต้องไม่ออกมาพูดโจมตี ปลุกปั่น เหมือนอย่างที่ผ่านมา เพราะประชาชนกลางๆ ไม่ชอบ และไม่อยากเห็นสภาพการเลือกตั้งแบบเดิมอย่างที่เคยปรากฏ ทั้งนี้ รัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งให้มีความสงบ เท่าเทียม ยุติธรรม และต้องไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเก่าๆ มาใช้วิธีการเดิม การเลือกตั้งต้องสุจริต เที่ยงธรรม ไม่วุ่นวาย ก็จะเป็นที่ถูกใจของทุกฝ่าย บ้านเมืองก็จะเดินหน้าไปได้ และเชื่อว่ารัฐบาลจะเดินไปแนวนี้

สำหรับปัญหาการประท้วงของกลุ่มเกษตรกรต่อปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำที่มีทุกปี ยอมรับว่ามีมาตลอดและในกรณีนี้รัฐบาลรู้ว่าสำคัญ และคงให้ความเอาใจใส่มากเต็มที่ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลออกมาดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาดังกล่าวมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง ดังนั้นถ้าจะทำให้ดีสุดๆ มันคงไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอก ถ้าทำให้ดีในระดับพอใจของเกษตรกรส่วนใหญ่ระดับหนึ่งเชื่อว่าทำได้

สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สะท้อนมุมมองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าดีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการวางโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญคือ 1.ไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงตลอด 3 ปีกว่าๆ ถือว่าประสบความสำเร็จในเรื่องความสงบเรียบร้อย และเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาประเทศ

2.ทำให้ประเทศกลับมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวหลังหยุดนิ่งมากว่า 10 ปี ซึ่งถือว่ารัฐบาลทำได้ดี เช่น การวางระบบโลจิสติกส์เส้นทางรถไฟที่ใช้ทดแทนการขนส่ง หรือการพัฒนาการก่อสร้างทางถนน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรืออีอีซี รวมถึงสะสางกฎหมายค้างเก่าที่ไม่ทันสมัยและทำให้เกิดปัญหา อาทิ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.สรรพสามิต

“รัฐบาลทำมาถูกทาง หรือพูดง่ายๆ ระยะกลาง ยาว น่าจะมีความชัดเจนมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เมื่อก่อนไม่มีตรงนี้ จึงทำให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจทีละ 5 ปี เพราะรัฐบาลเลือกตั้งมีอายุ 2-3 ปี ก็ล่มหรือยุบสภาไป แล้วออกนโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลตลอด ทำให้แผนพัฒนาประเทศไม่ต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลวางยุทธศาสตร์ชาติจะทำให้ประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ส่วนระยะกลางคือ การเอากลุ่มคนรวย คนจน โดยเฉพาะคนรวยมาช่วยในเรื่องภาคประชารัฐ เพื่อให้คนชนชั้นกลางและคนชนชั้นล่างขยับขึ้นถือว่าถูกต้อง เพราะไม่สามารถทำให้คนรวยทั้งประเทศได้ แต่ภาพรวมทำให้ประเทศเดินไปได้ดั่งเช่นประเทศเจริญแล้ว

ส่วนปัญหาของเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาไทยเดินมาในทิศทางประเทศเกษตร 1.0 หรือต่ำกว่านั้น อาศัยเกษตรแบบรอฝน แล้วท้ายที่สุดเป็นการผลิตจำนวนมาก เพื่อขายให้ได้จำนวน ยังไม่ได้ผลิตเพื่อแปรรูปไปจนสุด ซึ่งเป็นหลักที่ผิดและรัฐต้องปรับตรงนี้ อาทิ การผลิตยาง แต่ไม่ได้ทำต่อยอดให้เป็นยางรถยนต์ หรือยางล้อเครื่องบิน ถุงมือยาง ซึ่งสูญเปล่าเป็นเพียงประเทศแค่รับจ้างปลูก รัฐต้องจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการประกันราคาข้าว ยาง และราคาพืชผล ซึ่งผิดหลัก วันนี้ต้องปรับ

“รัฐต้องสร้างแนวร่วมความเข้าใจในเรื่องหลักการพัฒนาต้องมีความมั่นคง แต่จะปฏิรูปได้ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเห็นเป้าหมายและร่วมมือพัฒนา ประชาชนต้องอิ่ม ถ้าไม่อิ่มก็ไม่เกิดความร่วมมือ เมื่ออิ่มแล้วประชาชนก็จะเชื่อ วันนี้ข้ออ่อนคือ ทำให้อิ่มและเชื่อ ไม่ใช่ระเบิด เพราะเมื่อเกิดวิกฤตก็ต้องมีโอกาสเสมอ รัฐบาลต้องปรับจูนตรงนี้”

ส่วนเรื่องการเมืองมองแบบเดียวกันคือ ปรับตัว ถ้าเอาการเมืองเลือกตั้งแล้วกลับไปแบบเดิม ก็อยากถามประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าไม่ แม้คนที่ออกมาเสียงดัง เช่น นักการเมือง หรือพรรคการเมืองทั้งหลาย แต่อยากให้นักการเมืองย้อนกลับไปถามประชาชนและนักธุรกิจที่เคยสนับสนุน กลุ่มคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือ กปปส. ว่าอยากกลับไปแบบเดิม ที่รัฐบาลไม่ว่าใครก็ตามแล้วอีกฝ่ายชุมนุมจะเอาหรือไม่

สมชาย ระบุว่า สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกมาดีพอสมควร เพื่อให้ได้ สส. สว.ที่มีคุณภาพมากขึ้น แล้วให้ประชาชนเลือก แม้ขณะนี้รัฐจะยังไม่ปลดล็อก แต่ฝ่ายการเมืองต้องกลับไปทบทวนตัวเองด้วยว่าสิ่งที่ทำมาในอดีต ทำไมประเทศถึงติดกับดักความขัดแย้งตลอดเวลา กับดักทุจริตคอร์รัปชั่น สิ่งที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำคือกำลังส่งผ่านกลับสู่ประเทศประชาธิปไตยที่จะมีการเลือกตั้ง

“การส่งผ่านนั้นเป็นช่วงต้องระมัดระวัง เหมือนคนป่วยเอาเข้ามาผ่าตัดมะเร็ง รัฐบาลและ คสช.ก็ผ่าตัดเอาเชื้อโรคร้ายออกระดับหนึ่ง เมื่อคนไข้เข้ามากายภาพบำบัด เมื่อออกไปถ้ารักษาไม่ดีอาจป่วยตายได้ หรือกลับเข้ามาโรงพยาบาลอีก ดังนั้น ทำอย่างไรให้ออกไปแข็งแรง และแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ซึ่งถือว่าช่วงนี้เป็นจังหวะสำคัญ และเห็นด้วยกับการเลือกตั้งท้องถิ่นต้องทำก่อน”

สมชาย ย้ำว่า ปัญหาบ้านเมืองต้องไม่กลับเป็นแบบเดิม เอาคนของพรรคลงแข่งขัน อบต. อบจ. เทศบาลฯ กลายเป็นเครื่องมือของพรรคเหมือนเดิม ชาวบ้านก็ต้องเปลี่ยนการเลือก แต่ไม่ใช่ชาวบ้านอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนกฎหมาย โดยหลังปีใหม่จะทำกฎหมายท้องถิ่น 6 ฉบับ

เร่งปฏิรูปโค้งสุดท้าย ฟื้นเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533622

  • วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 08:57 น.

เร่งปฏิรูปโค้งสุดท้าย ฟื้นเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปฏิรูป” เดินมาถึงโค้งสุดท้าย ก่อนที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะก้าวลงจากอำนาจ เปิดทางสู่การเลือกตั้งพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ

ทว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ความคืบหน้าของการปฏิรูป ซึ่ง คสช.หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง กลับไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง จนเริ่มปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่ฝีไม้ลายมือและความตั้งใจ

ถึงขั้นออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนจะจากไป ป้องกันไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” ตามที่เคยสัญญาเอาไว้เมื่อก้าวเข้าสู่อำนาจ

หากไล่ดูตั้งแต่ในขั้นตอนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งใช้เวลาไปปีกว่ากับการศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนตกผลึกเป็นรายงานข้อเสนอแนะที่ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ส่งให้ถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ก่อนที่ คสช.จะตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มารับไม้ต่อ นำข้อเสนอแนะที่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ ที่หลังการพ้นจากตำแหน่งของ สปท. แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นผลงานที่สามารถจับต้องได้อย่างที่สังคมคาดหวัง

หลายเรื่องที่สังคมคาดหวัง ทั้งการปฏิรูประบบการศึกษา การปฏิรูประบบสาธารณสุข การปฏิรูปตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม กลับยังไม่เห็นทิศทางความคืบหน้าชัดเจน

ถึงขั้นเกิดการปลุกกระแส “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” กลับมาอีกครั้ง เพื่อขอเวลา คสช.ทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง

แต่อีกด้านก็เกิดกระแสต่อต้านเห็นว่า ระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมายังไม่เห็นผลงาน การจะอ้างอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อขอดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าจะทำให้สำเร็จลุล่วงได้

แรงกดดันจึงย้อนกลับมายัง คสช.รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ฉุดให้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่อยู่ในช่วงขาลงจากปัญหาการบริหารงานที่ผ่านมาต้องตกต่ำลงไปอีก

นำไปสู่การเร่งแก้ปัญหาในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งเวลานี้กระบวนการปฏิรูปถูกผ่องถ่ายไปยังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2560

โดยขั้นตอนการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศเริ่มจากการให้ที่ประชุมร่วมคณะปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขการจัดทำร่างปฏิรูป จากนั้นให้คณะกรรมการแต่ละชุดไปจัดทำร่างแผนการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และส่งให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน

ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ภายใน 30 วัน เสร็จแล้วให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอร่างแผนการปฏิรูปประเทศต่อ ครม.ภายใน 30 วัน จากนั้นให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ต่อไป

ในแผนการดำเนินการปฏิรูปจะต้องกำหนดเนื้อหา บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า แผนการปฏิรูปของคณะกรรมการ 11 ด้าน จะเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ที่จัดทำโดยคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะต้องทำงานในขั้นนี้จะต้องเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2561 เพื่อการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปอย่างเป็นทางการต่อไป

ปลายไตรมาสแรกของปีนี้จึงจะน่าจะเห็นพิมพ์เขียวที่ชัดเจนของเส้นทางการปฏิรูปที่เป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด

ยิ่งหากทำออกมาได้ดีเท่าไหร่ ย่อมสามารถฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้มากเท่านั้น และทำให้เส้นทางการปฏิรูปที่จะเดินไปข้างหน้าได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในอนาคต สุดท้ายย่อมทำให้ภาพรวมการบริหารงานของประเทศกลับมาดีขึ้นตามไปด้วย

ที่สำคัญกลไกผ่านแม่น้ำ 5 สาย และอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. ถือเป็นช่องทางพิเศษที่จะช่วยคลี่คลาย ฝ่าอุปสรรคทางตันปัญหาได้ง่ายกว่ารัฐบาลปกติที่มาจากการเลือกตั้ง

ในช่วงที่ คสช.ยังคงอำนาจนี้ จึงต้องเร่งเดินหน้าทำให้กระบวนการต่างๆ ขับเคลื่อนไปจนถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุดแข่งกับเวลาในอำนาจที่เริ่มต้นนับถอยหลังเรียบร้อยแล้ว

สัญญาณสอดรับกับท่าทีของ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเปิดเผยว่า การพิจารณากฎหมายของ สนช.ในปี 2561 มีเรื่องสำคัญคือการพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับที่เหลือ ซึ่งจะเป็นกฎหมายสำคัญอันนำไปสู่การเลือกตั้ง

อีกด้านหนึ่งยังมีกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญ อาทิ กฎหมายการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดไว้ชัดเจนถึงการปฏิรูปตำรวจ ถึงขั้นบัญญัติไว้ในมาตรา 260 ระบุว่า ในการปรับปรุงกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ดังนั้น ก่อนวันที่ 6 เม.ย. 2561 กระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องรีบเร่งแก้ไข จะเสร็จเป็นรูปเป็นร่าง

สุดท้ายผลงานการปฏิรูปที่จะทยอยออกมาเป็นรูปเป็นร่างในช่วงเวลาต่อจากนี้ ย่อมจะทำให้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.กลับมาดีขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ความเสี่ยงของ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533476

  • วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 13:22 น.

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ความเสี่ยงของ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติที่ว่ากันว่าจะเป็นทั้งการเตรียมความพร้อมและเช็กกระแสในแต่ละพื้นที่ โดยเบื้องต้นหากไม่มีอะไรผิดพลาด การเลือกตั้งในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้ประมาณกลางปี 2561

ระหว่างที่กระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 5 ฉบับ ซึ่งประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องคุณสมบัติที่จะถูกปรับให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญปี 2560

ยังไม่รวมกับข้อเสนอของทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่เห็นว่าควรแก้ไขในส่วนของสมาชิก อบต. ให้ลดจำนวนสมาชิก อบต.จากหมู่บ้านละ 2 คน เหลือ 1 คน ที่จะช่วยประหยัดงบประมาณ ค่าจ้าง 4,700 ล้านบาท/ปี สมัยหนึ่ง 4 ปี เป็นเงิน 1.88 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามที่ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดี สถ. เสนอนั้นจะเห็นว่าควรเลือกตั้ง อบจ. กับ กทม.ก่อน จากนั้นค่อยเลือกตั้ง เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการ

แต่ในทางปฏิบัติยังเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะตัดสินใจเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในจังหวะเดียวกันนี้ ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงและเปราะบาง

ประการแรก พื้นที่ กทม.ถือเป็นศูนย์กลางประเทศ การเปิดให้มีการเลือกตั้งแม้จะเป็นระดับท้องถิ่น แต่ย่อมหมายถึงการเปิดให้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ และผู้สมัครอิสระออกมาเคลื่อนไหวหาเสียง และจัดกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

นั่นย่อมทำให้ คสช.ต้องตัดสินใจแก้ไขคำสั่ง ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ตลอดจนเปิดกว้างให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างอิสระ ไม่เช่นนั้นย่อมจะทำให้ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะออกมาในอนาคตเป็นที่เคลือบแคลงและไม่ยอมรับในอนาคต

แต่ผลที่ตามมาอีกด้านหนึ่ง การเปิดให้กลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ย่อมอาจทำให้ คสช.ตกเป็นเป้าถูกโจมตีทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หลังบรรยากาศการเมืองที่สงบนิ่ง เพราะสะกดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาล คสช.มานาน

ยังไม่รวมกับความปั่นป่วนของกลุ่มจ้องก่อความไม่สงบที่จะใช้โอกาสนี้สร้างสถานการณ์ความปั่นป่วนจนนำไปสู่สถานการณ์ความวุ่นวายรุนแรงในอนาคต

ประการที่สอง สนามเลือกตั้ง กทม.ถือเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดของสองพรรคใหญ่ ทั้งประชาธิปัตย์ แชมป์เก่าที่รักษาเก้าอี้ต่อเนื่องมาหลายสมัย และเพื่อไทย ที่กำลังไล่บี้มาแบบหายใจรดต้นคอ

การหวนคืนสนามของ 2 พรรคใหญ่ รอบนี้จึงน่าจะยิ่งสร้างความร้อนแรงให้กับการเมืองหลังถูกคุมเข้มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวมานาน อันจะกลายเป็นปัจจัยที่สุ่มเสี่ยงไปถึงการเลือกตั้งในอนาคต

เมื่อเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ถือเป็นหมุดหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ 2 พรรคใหญ่ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ตัวนี้ให้ได้ อันจะหมายถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในสนามเลือกตั้งใหญ่ต่อไป

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งที่จะออกมาย่อมส่งผลทางจิตวิทยาต่อการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป รวมทั้งไม่ว่าพรรคใดพรรคหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะใช้อำนาจหน้าที่ ทรัพยากร แอบแฝงไปช่วย หรืออำนวยความสะดวก จนเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการหาเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติส่วนของ กทม.

ประการที่สาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ปัจจุบันถือเป็นบุคคลที่ทาง คสช.ให้ความไว้วางใจ จนได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งสำคัญตามมาตรา 44 เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กทม.ปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล คสช.ได้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาให้เห็น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวบุคคลซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้งขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ และไม่รู้ว่าจะขานรับแนวนโยบาย ตลอดจนสัญญาณจาก คสช.ได้มากน้อยแค่ไหน

การรักษามือไม้คนทำงานไว้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับ คสช.ซึ่งกำลังจะก้าวลงจากอำนาจ จำเป็นจะต้องมีหลักประกันให้อุ่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาในอนาคต

อีกทั้งหากเกิดปัญหาใดๆ ในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรียังมีอำนาจตามคำสั่งฉบับดังกล่าวที่จะสั่งผู้ว่าฯ กทม. หรือรอง ผู้ว่าฯ กทม. ออกจากตำแหน่งได้ ในกรณี

“ได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหรือปฏิบัติการหรือละเลยไม่ปฏิบัติการอันควร ปฏิบัติในลักษณะที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานครหรือแก่ราชการโดยส่วนรวมหรือแก่การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน”

ในมุม คสช. การเลือกเริ่มต้นจัดการตั้งท้องถิ่นในระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด และค่อยไล่ไปสู่ระดับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเขตปกครองพิเศษอย่างเมืองพัทยา จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในช่วงนี้ไปพร้อมกัน

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533258

  • วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก?

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางสู่การเลือกตั้งเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า ประเทศไทยจะเดินไปตามโรดแมป และจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561

“ในปีหน้าเราก็จะประกาศวันเลือกตั้งออกมา โดยไม่มีการเลื่อนอะไรสักอย่าง พอเราประกาศการเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องมีกรรมวิธีอีก 150 วันตามกฎหมาย ประกาศเมื่อไร ก็นับไปสิ เขาก็ไม่ได้ถาม แต่ผมแสดงความเชื่อมั่นให้เขา ผมไม่ได้ปกปิดใคร ผมไม่ได้บิดเบือนดังที่ใครกล่าวอ้าง ผมก็พูดแบบนี้มาตลอด” พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติม

สอดรับกับกระบวนการต่างๆ ที่จะออกมารองรับการเลือกตั้งที่เวลานี้เริ่มเห็นความคืบหน้าไปตามกรอบเวลาที่กำหนด

เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 268 กำหนดให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 3. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 4.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้

ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสดักคอเรื่องความพยายามเลื่อนการเลือกตั้ง ผ่านการคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้กลไกทุกอย่างต้องมีอันสะดุด จนทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเมื่อ สนช.ทยอยพิจารณาไล่เรียงกฎหมายไปแต่ละฉบับ

ทว่า ประเด็นใหม่ที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษคือเสียงเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. ซึ่งกำหนดพรรคการเมืองจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน 90 วัน หรือไม่เกินวันที่ 5 ม.ค. 2561

พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกให้ได้อย่างน้อย 500 คน รวมทั้งต้องจัดให้มีทุนประเดิมพรรค 1 ล้านบาท จัดประชุมแก้ข้อบังคับพรรค จัดทำคำประกาศอุดมการณ์พรรค เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคและดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสาขาพรรคและผู้แทนพรรคประจำทุกจังหวัด รวมทั้งดำเนินการชำระค่าสมาชิกพรรค ทั้งหมดต้องเสร็จไม่เกิน 180 วันหรือวันที่ 4 เม.ย.

แม้ในกฎหมายจะผ่อนปรนให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาการดำเนินการได้ แต่ตราบเท่าที่ คสช.ยังไม่เร่งเปิดให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ นั่นย่อมจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ดังจะเห็นว่าเวลานี้พรรคการเมืองเริ่มออกมาเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมรอสัญญาณนกหวีดเป่าลงสนามหลังถูก แช่แข็งมานานกว่า 3 ปี ขณะที่บางกลุ่มเริ่มส่งสัญญาณเตรียมตั้งพรรคการเมืองโดยมีเป้าหมายของตัวเอง

เริ่มตั้งแต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ที่ออกมาแถลงเตรียมยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอเตรียมการจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป โดยจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

คล้ายกับ จาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ เลขาธิการกลุ่มกรีน ที่ระบุว่าทางกลุ่มมีการพูดคุยเรื่องตั้งพรรค ที่มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วย โดยขณะนี้มีกระแสก่อตัวการตั้งพรรคของหลายกลุ่มก้อนทางการเมืองเยอะมาก และมีแนวร่วมภาคประชาชนที่เคยทำงานร่วมกันในอดีต กำลังมีแนวคิดจะตั้งพรรคได้ชวนไปคุยเพื่อร่วมอุดมการณ์ แต่ขณะนี้กลุ่มกรีนยังขอเฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนจะตั้งพรรคหรือไม่นั้น เมื่อ คสช.ปลดล็อกการเมืองคงมีคำตอบที่ชัดเจน

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการออกมาเคลื่อนไหวตั้งพรรคพลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคนอมินีของทหาร และยังพบการขยับในหลายพื้นที่เตรียมพร้อมจะลงสนามเลือกตั้ง สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตั้ง 6 คำถาม ที่ถูกตีความว่าเป็นการเปิดหน้าหยั่งกระแสกับการก้าวสู่ถนนการเมืองหลังการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ต่อมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปฏิเสธว่า คสช.ไม่ได้ให้การสนับสนุนตั้งพรรคพลังชาติไทยแต่อย่างใด ส่วนแนวคิดจะตั้งพรรคหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของความจำเป็น ถ้าจำเป็นก็ต้องตั้ง ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องตั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่จำเป็น

ปัญหาอยู่ที่ระบบเลือกตั้งใหม่ที่จะนำมาใช้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเอื้อให้เกิด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ทั้งในแง่ระบบเลือกตั้งที่มองว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก เด็ดขาด และเมื่อรวมกับตัวช่วยอย่าง 250 เสียงจาก สว.ที่ คสช.จะตั้งขึ้นมา ทำให้โอกาสที่พรรคการเมืองจะตกลงเลือกนายกฯ คนในเป็นไปได้ยาก

แม้ทางฝั่งพรรคการเมืองขนาดใหญ่จะเริ่มออกมาวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้งและมองเลยไปถึงสูตรการจับมือของพรรคใหญ่เพื่อสกัดนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่จากกระแสตอบรับจากทั้งแกนนำในพรรคเองและ กองเชียร์ ประเมินการจับมือของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์คงเกิดขึ้นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไประดับชาติก็คือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นตามที่ คสช.ออกมาประกาศ โดยอยู่ระหว่างการจัดแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 6 ฉบับ และคาดว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ในช่วงกลางปีเป็นต้นไป

ทั้งหมดนี้เป็นเส้นทางสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่ คสช.วางไว้ ส่วนผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาคอยดูกันต่อไป

วิบากกรรมนักเคลื่อนไหว สำรวจสารพัดคดีเสี่ยงคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533251

  • วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 10:03 น.

วิบากกรรมนักเคลื่อนไหว สำรวจสารพัดคดีเสี่ยงคุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นศักราชปี 2561 ด้วยความร้อนแรงกับสารพัดคดีที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาจ่อรอฟังคำพิพากษา

ไล่มาตั้งแต่คดีที่สืบเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองของฝั่งต่างๆ อาทิ คดีแกนนำคนเสื้อแดงบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550

เมื่อต้นปี 2560 ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้โทษจำคุก วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ จาก 2 กระทงเหลือ 1 กระทง เหลือคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ระหว่างนี้จำเลยได้ยื่นประกันตัวในชั้นศาลฎีกาที่น่าจะรู้ผลในปีนี้ว่าสุดท้ายจะต้องรับโทษแค่ไหน

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีชุมนุมบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ศาอุทธรณ์มีคำสั่งจำคุก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข สุริยะใส กตะศิลา 8 เดือน ไม่รอลงอาญา (เดิมศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 2 ปี) ขณะนี้อยู่ระหว่างฎีกาคดี

ขณะที่คดีของ กปปส. อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งคดีฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหายจากการชุมนุมปิดดีเอสไอ ซึ่งมีพระพุทธะอิสระ พล.ต.สมเกียรติ วัฒนวิกย์กิจ ชุมพล จุลใส นิติธร ล้ำเหลือ และอัญชะลี ไพรีรัก ศาลสั่งร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 2,663 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์

ทั้งนี้ จะเห็นว่าปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มีนักการเมืองได้รับโทษจำคุกมากเป็นประวัติการณ์ จากหลายเหตุการณ์ หลายคดี หลายความผิด ได้แก่

รายแรก บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการระบายข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำหน่งทางการเมือง พิพากษาให้บุญทรงมีความผิดจากคดีทุจริตฮั้วประมูลการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 42 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในคำพิพากษาระบุว่า บุญทรง ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้ให้ความเห็นชอบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับบริษัท กว่างตง 1 ฉบับ ลงวันที่ 3 ก.ค. 2555 ตกลงขายข้าวขาว 5% และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต 2555 ปริมาณ 1 ล้านตัน มีการขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5% อีก 1.3 ล้านตัน รวมเป็น 2.3 ล้านตัน ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย 5,694 ล้านบาท

ต่อเนื่องที่ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในคดีเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุก 36 ปี ไม่รอลงอาญา

คำพิพากษาระบุว่า กระบวนการดังกล่าวกระทำโดย ภูมิ บุญทรง อภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง) และพวก ร่วมกันนำบริษัท กว่างตง และบริษัท ห่ายหนาน รัฐวิสาหกิจของมณฑลมาขอซื้อข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยแอบอ้างว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนมาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการเอาเปรียบแก่กรมการค้าต่างประเทศ

เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151

ส่วน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มารับฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. ท่ามกลางกระแสข่าวว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ต่อมาศาลได้เผยแพร่คำพิพากษาจำคุก ยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 5 ปี

คำพิพากษาระบุว่า แม้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา แต่หากขั้นตอนปฏิบัติมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ย่อมถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมได้ โดยเฉพาะเป็นการกล่าวหาจำเลยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มิใช่ข้อบกพร่องหรือดำเนินนโยบายผิดพลาด

อีกทั้งตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1

ขณะที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 332 กรณีปราศรัยด้วยเครื่องกระจายเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนกว่าหมื่นคน เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2552 ใส่ความทำนอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งทหารให้ไปยิงประชาชน ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่ง กรณีที่ จตุพร จัดปราศรัยวันที่ 11, 17 ต.ค. 2552 และมีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ช่องพีเพิลแชนเนลทำให้เข้าใจว่า อภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้โทษจากคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ เหลือจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

ในปีนี้จึงต้องจับตาบรรดาสารพัดคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

การเมืองศักราชใหม่ ทุกอย่างสุดแต่ใจ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533143

  • วันที่ 01 ม.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

การเมืองศักราชใหม่ ทุกอย่างสุดแต่ใจ ‘บิ๊กตู่’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองเข้าสู่ศักราชใหม่อย่างเป็นทางการ มองย้อนกลับไปถึงปี 2560 ที่เพิ่งผ่านมา ถือว่าประเทศไทยเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างมากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 เป็นหลักไมล์สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

โดยเงื่อนไขสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปถึงวันเลือกตั้งอย่างร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ก็มีความ คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

กล่าวคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ส่งร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครบทุกฉบับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว โดยมีผลบังคับใช้แล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ขณะที่กฎหมายเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ปรากฏว่า สนช.ก็กำลังพิจารณาอย่างเข้มข้น และมีกำหนดจะลงมติให้ความเห็นชอบในช่วงปลายเดือน ม.ค.

ไม่เพียงเท่านี้ กระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ตามกฎหมายก็มีความ คืบหน้าเป็นระยะ ภายหลังคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ส่งว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน มาให้ สนช.แล้ว และ สนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและความประพฤติก่อนส่งรายงานและทำความเห็นมาให้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบต่อไป

ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งกำลังขับเคลื่อนไปด้วยฟันเฟืองทางกฎหมายต่างๆ

นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งที่มีความคืบหน้าแล้ว อีกด้านหนึ่งงานด้านการปฏิรูปประเทศเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวเช่นกัน

เช่น การปฏิรูปตำรวจที่มี “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” เตรียมเสนอร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งมายัง สนช.เป็นต้น ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลตั้งขึ้นถึง 11 คณะ กำลังทยอยส่งแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรมให้กับรัฐบาล

งานด้านการปฏิรูปประเทศนั้น รัฐบาลจะรวบรวมและเสนอกฎหมายเป็นชุดหรือแพ็กเกจให้กับ สนช. โดยไม่ได้ทยอยทีละฉบับเหมือน ที่ผ่านมา เพราะต้องการให้การพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับมีความเชื่อมโยงกัน เพื่อจะได้ตัดปัญหาไม่ต้องแก้ไขกันภายหลังอีก

ขณะเดียวกัน ร่างยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความสำคัญพอสมควร โดยก่อนหน้านี้ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว เวลานี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำเนื้อหาเพื่อส่งให้กับ ครม.ก่อนที่จะส่งให้ สนช.พิจารณา อีกทอด

โดยทั้ง “แผนปฏิรูปประเทศ-ยุทธศาสตร์ชาติ” รัฐบาลจะเสนอเข้า สนช.ภายใน 3 เดือนแรกของปี 2561 ทันที เพื่อให้ทันก่อนครบ 1 ปีของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

รัฐบาลและ คสช.ตั้งความหวังว่าจะใช้แผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้ประชาชนได้เห็นสั่งลาก่อน ตัวเองจะลงจากอำนาจ

จากกระบวนการต่างๆ ที่ขับเคลื่อนเดินหน้าเป็นระยะๆ นี่เอง ย่อมเป็น การแสดงให้เห็นในระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในปี 2561 ได้อย่างไม่น่ากังวลเท่าไร

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งเริ่มสัญญาณบางประการที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้เหมือนที่การเลือกตั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ

หนึ่งในสัญญาณที่ว่านั้น คือ การจัดทำร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. แม้ กรธ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับไปยัง สนช.แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สนช.จะเห็นดีเห็นงามไปด้วยเสียทั้งหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังมีสมาชิก สนช.ได้อภิปรายหลายคนและมีความเห็นตรงกันว่าการใช้ระบบเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.จะทำให้มาซึ่ง สว.อย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ

สนช.ส่วนใหญ่มองว่าจะเป็นช่องให้พรรคการเมืองส่งคนของตัวเองลงมาสมัคร สว.เพื่อทำการบล็อกโหวตและนำไปสู่การให้คนของตัวเองได้เป็น สว. แม้ สว.ชุดแรกจะมาจากการเลือกจาก คสช. แต่จะมี สว. 50 คนที่ คสช.ต้องเลือกมาจากบัญชีที่ผู้สมัคร สว.ได้เลือกกัน เท่ากับว่าไม่ว่าบัญชีรายชื่อว่าที่ สว.จะมีหน้าตาอย่างไร คสช.ก็ต้องเลือกจากตรงนั้น โดยไม่มีทางเลือก

จึงไม่แปลกที่ในเวลานี้เริ่มมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า สนช.อาจมีมติคว่ำร่างกฎหมายสรรหา สว. เพื่อชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อน จนทำให้ทั้ง “พรเพชร วิชิตชลชัย”ประธาน สนช.และ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. คอยแก้ข่าวกับสื่อมวลชนแบบรายวัน เพื่อยืนยันว่า สนช.ไม่ได้มีความคิดแบบนั้น

ที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างจะเดินหน้าเพื่อสู่การเลือกตั้งหรือจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพราะยังไม่ไว้วางใจกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตด้วยการใช้มาตรา 44 เพื่อตัดปัญหาทั้งหมด

ทั้งนี้ มีแต่เพียง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจและเป็นคนตัดสินใจว่าจะพาประเทศเดินไปทางไหน

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532809

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:58 น.

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่คนเพียงคนเดียว ไม่มีครั้งไหนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกท้าทายเท่ากับครั้งนี้ ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ต้องยอมรับว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองพรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรครวมกันเกือบ 3 ล้านคน

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560มีถึง 8 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องออกมาแสดงความไม่พอใจ คือ การให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรค การเมืองของตัวเองต่อหัวหน้าพรรคการเมือง โดยมีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ต้องสิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรคไปโดยปริยาย

นับเป็นภาระให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของ คสช.สวนทางกับหลักประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการเมือง แต่เมื่อกฎหมายที่ออกมาเป็นแบบนี้นอกจากจะมีผลร้ายต่อพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นการสร้างกำแพงปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนไปโดยปริยายด้วย

ทางกลับกัน แม้จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองปัจจุบัน แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังจะตั้งในอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่มีหน้าที่แค่หาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ต้องมารับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองแบบพรรคการเมืองปัจจุบันแต่อย่างใด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีผลให้ทั้ง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ต่างออกมาถล่ม คสช.พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสึนามิที่กำลังถล่มพรรคการเมืองด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เริ่มทำให้ภาพการเมืองมีความเด่นชัดมากขึ้นว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ข้างทหาร

ทั้งนี้ หากจะแบ่งข้างทางการเมืองน่าจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

1.กลุ่มไม่สนับสนุน คสช.อย่างชัดเจน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มาตลอด ยิ่งมาในช่วงหลังที่ คสช.ไม่ให้ความชัดเจนต่อการเลือกตั้งและการไม่ยอมผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ยิ่งทำให้ภาพของทั้งสองพรรคการเมืองในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.มีความชัดเจนมากขึ้น และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

2.กลุ่มสนับสนุน คสช.ให้กลับมาเป็นรัฐบาล มีทั้งพรรคการเมืองปัจจุบันอย่างพรรคพลังชล หรือกลุ่มการเมืองที่แสดงท่าทีสนับสนุน คสช.แบบทางอ้อม เช่น กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มไชยา สะสมทรัพย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นต้น รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป หรือ  “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์”ผู้เตรียมตั้งพรรคพลังชาติไทย

3.กลุ่มที่พร้อมจะอยู่กับทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่าที่ผ่านมาเล่นการเมืองหลายหน้า ครั้นจะเดินหน้าคัดค้าน คสช.ก็ไปไม่สุดทาง หรือจะสนับสนุนก็ไม่ได้สนับสนุนแบบเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมามีแกนนำบางคนออกมาซัด คสช.เป็นระยะ แต่แกนนำอีกส่วนก็ไม่ได้เล่นบทเดียวกัน

หรือจะเป็นกรณีของ “พรรคชาติพัฒนา” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยทั้งสองพรรคไม่เคยออกมาพูดตำหนิ คสช.เท่าไรนัก แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งที่กระทบต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองอย่างรุนแรงก็ตามอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่อยู่ข้างคนชนะตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวและภาพการเมืองที่ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยกำลังถูกโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะได้เห็นขมิ้นกับปูนสามารถเข้ากันได้ เพียงแต่อาจต้องตกลงเงื่อนไขการเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจให้ชัดเจนเท่านั้น

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532635

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น.

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไรเริ่มเข้าใกล้กับการเป็นนักการเมืองเข้าไปทุกขณะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวประกาศตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง

แม้จะประกาศยืนยันหนักแน่นมาตลอด แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะเริ่มมีราศีของการเป็นนักการเมืองมากขึ้นทุกวัน ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรค่อนข้างถี่ในช่วงปลายปีเช่นนี้

โมเดลของ ครม.สัญจรเป็นรูปแบบที่รัฐบาลหลายสมัยต่างนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้การ ครม.สัญจรเพื่อพบประชาชนและจัดสรรโครงการสำคัญลงไปในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการจัดประชุม ครม.สัญจรไม่ได้มีเพียงแค่การอนุมัติโครงการหรือนโยบายเท่านั้น แต่หมายถึงการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไปในตัวด้วย

จึงไม่แปลกว่าทำไมการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยของทักษิณถึงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลาย

จากรัฐบาลทักษิณมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ต่างกัน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีกคนหนึ่งมาจากการรัฐประหาร แต่การบริหารงานและการบริหารคะแนนความนิยมทางการเมืองแทบไม่มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

ล่าสุด การประชุม ครม.สัญจรของบิ๊กตู่ที่ จ.สุโขทัย เพิ่งได้อนุมัติโครงการชื่อว่า “โครงการของขวัญปีใหม่ 2561” รวมทั้งหมด 85 โครงการครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโครงการจะเน้นไปที่การช่วยเหลือด้านการเงินเป็นสำคัญ อย่างโครงการ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2561-31 ธ.ค. 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย

เช่นเดียวกับโครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปี รวมทั้งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธ.ค. 2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว

การแจกของขวัญดังกล่าวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการนำนโยบายประชานิยมมาใช้กับการบริหารประเทศในปัจจุบัน ไม่แตกต่างไปจากช่วงปลายรัฐบาลทักษิณก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2548 พลังของประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณนำมาใช้นั้น ส่งผลให้เป็นรัฐบาลแรกที่สามารถอยู่ได้ จนครบ 4 ปี โดยไม่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรกลางคัน

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นอีกรัฐบาลที่มีอายุครบ 4 ปีต่อจากรัฐบาลทักษิณ ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสวงหาคะแนนความนิยมตุนไว้ก่อน

ทั้งนี้ เป็นเพราะระยะหลังมานี้คะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยสูงเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุดเห็นจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยเข้าตาเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับสวนทางกับเงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์  หรือ คสช.จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในนามทหาร หรือมาเป็นนายกรัฐมนตรีทางลัดด้วยวิธีการพิเศษที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รองรับเอาไว้ ก็ต้องสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้น เพราะการจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นั้นไม่ได้อาศัยแต่เพียงอำนาจเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับการยอมรับด้วย

“ประชานิยม” จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้งของ คสช.

ต่ออายุ “ปปช.” สืบทอดอำนาจทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532480

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 09:32 น.

ต่ออายุ "ปปช." สืบทอดอำนาจทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การใช้เวลาถึง 3 วันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าแม้แต่กฎหมายงบประมาณที่เป็นกฎหมายการเงินที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ สนช.ยังใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปรากฏว่ามีประเด็นที่เป็นดราม่าอยู่ 2 เรื่อง

1.บทบัญญัติในมาตรา 37/1 ซึ่งมีหลักการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถดักฟังการใช้โทรศัพท์ได้ โดยผ่านการให้ความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

การพิจารณาในประเด็นนี้เป็นไปอย่างดุเดือดนานนับวันของวันที่ 21 ธ.ค. จนต้องยกยอดไปพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.ก่อนจะที่จะมีการพักประชุมในเวลาเพื่อหาทางออก กระทั่งในที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ยอมถอนบทบัญญัติมาตรา 37/1 ในเวลาต่อมา

เหตุผลของการถอนไม่ได้อยู่ที่กระแสต่อต้านจากสมาชิก สนช.บางกลุ่ม หรือจากกลุ่มคนภายนอก แต่เป็นเพราะมีการเช็กกำลังกันแล้วว่าถ้าใช้มติสภาเพื่อตัดสินมาตรา 37/1 มีความเป็นไปได้พอสมควรที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้องแพ้ให้กับเสียงสภา สู้ยอมถอยเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบงานใหญ่ในมาตราอื่นดีกว่า

2.มาตรา 178 มาตรานี้เองที่เป็นงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางคนที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญยังได้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ส่งผลให้ ป.ป.ช.กลายเป็นอีกองค์กรที่ต่อจากศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้นั่งเก้าอี้ทรงอำนาจต่อไป โดยไม่ถูกรีเซตหรือเซตซีโร่เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)

แต่ไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างไร สุดท้าย สนช.ก็สามารถมีมติเสียงข้างมาก 198 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย

หากมองในภาพรวมของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.แล้วถือว่าเป็นการส่งเสริมการทำงานปราบปรามการทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมีประเด็นดราม่าในมาตรา 178 จึงทำให้ สนช.ถูกเพ่งเล็งไปโดยปริยายว่าเป็นการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางคนหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันในหลักการที่ให้กรรมการองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า สนช.กลับทำออกมาในสิ่งที่แตกต่าง โดยไม่มีเหตุผลที่น่ารับฟังเท่าไรนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของ ป.ป.ช. เนื่องจาก สนช.ได้บัญญัติให้กฎหมายด้วยการยกเว้นไม่นำลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ

กล่าวคือโดยหลักแล้วบุคคลจะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้นั้นจะต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือกรณีที่บุคคลที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อนจะถูกห้ามไม่ให้กลับมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระอีกครั้ง แต่เมื่อ สนช.ยกเว้นเรื่อง ดังกล่าว ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบันที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน หรือไม่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปได้

การมี ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งนั้นนับว่าสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับ คสช.ได้ไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้กำลังถูกตรวจสอบเรื่องความ ไม่โปร่งใสในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่อยู่ในเวลานี้อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโห

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่การมีวุฒิสภาที่ คสช.เป็นผู้เลือกนั้น อาจไม่พอต่อการยืนในสนามการเมืองหลังจากต้องลงจากอำนาจไป เรียก ได้ว่าก่อนลงหลังเสือต้องปูทางให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องพยายามสร้างฐานอำนาจใหม่เพื่อเป็นหลักประกันให้กับตัวเองว่าเมื่อลงจากอำนาจแล้ว จะไม่มีอะไรตามหลังจนสร้างผลทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะต้องไม่ลืมว่าในอนาคต คสช.ก็หวังใช้ทางลัดเพื่อกลับสู่อำนาจอีกครั้ง จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากที่สุด