ระดมทุนพปชร. ปมอลวน 650 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574615

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 08:46 น.

ระดมทุนพปชร. ปมอลวน 650 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ เมื่อ วันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย เพราะสามารถระดมทุนได้กว่า 650 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรค พปชร. ในฐานะแม่งานการจัดงานระดมทุน ระบุว่า  มีการจองโต๊ะไว้ครบทั้ง 200 โต๊ะ ซึ่งบางโต๊ะบริจาคเงินให้พรรคเกินกว่า 3 ล้านบาท ทำให้ยอดการบริจาคได้มากเกินกว่าเป้าที่เราตั้งไว้ที่ 600 ล้านบาท คาดว่าได้เกือบ 650 ล้านบาท

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำพรรค พปชร. ควักกระเป๋าซื้อบัตร 30 โต๊ะ รวมแล้ว 90 ล้านบาท ส่วน “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย บอกว่า ซื้อไว้ 2 โต๊ะ รวม 6 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่ภายหลังการระดุมทุนได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม ทั้งข้อกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงจะมีความผิดและในแง่ความเหมาะสมต่อการระดมทุนครั้งนี้

ไม่ว่าจะเป็น “พรรคเพื่อชาติ” ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ในงานซึ่งมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินหลายกลุ่มจะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 ข้อ 3 หรือไม่

โดยมาตรา 73 ได้ระบุไว้ว่า ไม่ให้กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่นด้วยวิธีการต่อไปนี้ โดย (3) ระบุว่า ทำการโฆษณาหาเสียงโดยจัดให้มีมหรสพหรืองานรื่นเริงต่างๆ

ถัดมาที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.   และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การระดมทุนดังกล่าวสามารถทำได้หลังปลดล็อกทางการเมืองแล้ว แต่ต้องไปพิจารณาต่อไปว่าคนที่มาร่วมงานดังกล่าวมาเพราะอะไร มีการใช้ตำแหน่งหน้าที่รัฐมนตรีเข้าไปบีบบังคับขอร้องหรือไม่

ทั้งนี้ จะเห็นว่าจากข้อมูลที่ปรากฏมีทั้ง “ททท.” ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท “คลัง” 20 โต๊ะ 60 ล้านบาท ก็ต้องไปดูรายละเอียดว่าเงินดังกล่าวมีที่มาจากไหน หากมาด้วยความเกรงใจก็อาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมได้

“เรื่องเหล่านี้พิสูจน์ได้ยาก เพราะคนมาก็ต้องเต็มใจมา แต่จะมาเพราะรัฐมนตรีขอมาหรือมาเพราะเกรงใจ หรือไม่ได้มองแค่ประโยชน์ปัจจุบัน แต่มองไปถึงประโยชน์ในอนาคตหรือไม่ รวมถึงประเด็นคนที่เป็นรัฐมนตรีใช้ตำแหน่งไปขอร้องหรือไม่อย่างไร เป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามกัน” สมชัย กล่าว

สมชัย กล่าวว่า อีกมุมหนึ่งคือต้องไปดูว่าหน่วยงานอย่าง ททท. หรือคลังนั้น หากเป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เขานำเงินจากไหนมา หากเป็นเงินของราชการหรือรัฐวิสาหกิจก็จะยิ่งไม่เหมาะสม เป็นความผิดสองทาง

ประเด็นเหล่านี้ กกต.ต้องเข้าไปตรวจสอบแม้ไม่มีผู้ใดยื่นเรื่องร้องเรียน แต่เรื่องนี้เป็นความที่ปรากฏต่อสาธารณะ กกต.ควรสนใจไปดูรายละเอียด ไม่ต้องรอให้มีคนร้อง และไม่เกี่ยวข้องกับมีกฤษฎีกาเลือกตั้งหรือไม่ เพราะ กกต.มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ตั้งแต่ก่อนมีกฤษฎีกาเลือกตั้งและหลังกฤษฎีกาเลือกตั้ง

อีกด้านหนึ่ง  วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ระบุว่า งานระดมทุนโต๊ะจีนตกที่นั่งละ 3 แสนบาท ต้องตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งรัฐมนตรีและข้าราชการที่มาร่วมงานนั้นซื้อบัตรมาร่วมงานเองหรือมีผู้ใดออกเงินให้

ทั้งนี้ หากคนอื่นออกเงินให้ก็จะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีรับของขวัญมีมูลค่าเกิน 3,000 บาท หากบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าร่วมงานอ้างว่าซื้อบัตรเข้าร่วมงานเองก็ต้องเอาใบเสร็จมาแสดง

ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บอกว่า การจะจัดระดมทุนจะเป็นโต๊ะจีนหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ หากผู้ที่บริจาคเงินเกินถ้าจำไม่ผิดคือ 1 แสนบาท หรือตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไป จะต้องเปิดเผยชื่อตัวเองอยู่แล้ว ไม่ใช่บอกว่าผมจัด 200 โต๊ะ แล้วก็ขายบัตร โดยไม่รู้ใครมาซื้อบัตร แล้วมีเงินมา 600 ล้านบาท อย่างนี้ทำไม่ได้ ต้องมีการแสดงว่าใครเป็นคนที่ซื้อโต๊ะ ซึ่งถือเสมือนเป็นผู้บริจาค เขาต้องเปิดเผยชื่อผู้บริจาค สื่อก็ไปตรวจสอบได้ว่าใครไปนั่งกินบ้าง กรณีของ พปชร.มีประเด็นว่า ต้องให้มั่นใจด้วยว่าไม่มีการเอาตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาลไปใช้ในการระดมทุน

“จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำพรรคเพื่อชาติ มองว่า การจัดงานระดมทุนแบบนี้ เห็นกระดานกันหมดแล้ว การจัดแบบนี้เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง มันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งนี้ รายนามผู้บริจาคกี่คน คนละเท่าไรนั้น ก็ควรจะมีการเปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้เห็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรทับซ้อน ไม่มีผู้เกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เป็นไปได้หรือไม่หากมีการจัดงานในลักษณะแบบนี้อีก ขอให้มีการแสดงรายชื่อรายนามผู้ซื้อโต๊ะ ส่วนคนที่จัดไปแล้วก็แถลงมา กกต.ก็นำมาเผยแพร่กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

ด้าน ธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากงานระดมทุนทางพรรคจะเข้าไปตรวจสอบอีกทีว่าเงินมาจากที่ไหน อย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและระเบียบของ กกต.

บัตรเลือกตั้ง แก้เกมกระแสต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574598

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 07:04 น.

บัตรเลือกตั้ง แก้เกมกระแสต้าน

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ยื้อกันอยู่นานสองนาน ในที่สุดปัญหาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งก็ลงเอยด้วยความสุขของทุกฝ่าย หลังจากเกือบจะกลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว

เดิมก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอไอเดียระหว่างการประชุมร่วมกับพรรคการเมืองว่าอยากเห็นบัตรเลือกตั้งที่มีแต่หมายเลขผู้สมัครเท่านั้น โดยไม่ต้องมีโลโก้พรรคการเมือง

ทันทีที่มีไอเดียดังกล่าวออกมาปรากฏว่าเกิดกระแสต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองคู่แข่งทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมองว่ากำลังทำให้พรรคการเมืองเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

แม้ในอดีตบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีเพียงแต่หมายเลขผู้สมัคร แต่ถ้าให้ลึกเข้าไปจะเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นระบบบัตรสองใบ ใบหนึ่งเลือก สส.บัญชีรายชื่อหรือที่เข้าใจกันดีว่าเป็นการเลือกพรรคการเมือง ส่วนอีกใบเลือก สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการใช้บัตรเลือกตั้ง สส.เขต เลือก สส.บัญชีรายชื่อไปในตัว หนำซ้ำยังกำหนดกติกาไม่ให้พรรคการเมืองใช้หมายเลขเดียวหาเสียงทั่วประเทศ ตามมาด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีรูปร่างหน้าตาแบบพิสดารเข้าไปอีก ย่อมทำให้บัตรเลือกตั้งที่มีแต่ตัวเลขผู้สมัครน่าจะสร้างความวุ่นวายอีกพอสมควร

จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองหลายพรรคจะออกมาแสดงความไม่พอใจกับท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่แสดงท่าทีตอบรับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานั้นอยู่พอสมควร

กระแสต่อต้านของพรรคการเมืองไม่ได้ถูกจำกัดวงเฉพาะคนในวงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังลามไปในภาคสังคมส่วนอื่นๆ ถึงขั้นเกิดกระแสในทำนองว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความโปร่งใสมากที่สุด ยิ่งกว่าการเลือกตั้งในอดีต

ด้วยเหตุนี้เอง จึงกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ กกต.ต้องกลับลำแบบ 360 องศา โดยกำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีทั้งชื่อพรรคการเมืองและตราสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองครบถ้วน ซึ่งเป็นบัตรเลือกตั้งที่มีความสมบูรณ์ครึ่งหนึ่ง ขาดแต่เพียงชื่อผู้สมัคร สส.เท่านั้น

“กกต. คุยกัน ก็บอกว่าครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีบัตรเลือกตั้งสองแบบ คือ แบบแบ่งเขต หรือแบบดั้งเดิมที่จะมีเบอร์และกากบาท แบบบัญชีรายชื่อเริ่มใช้เมื่อปี 2544 ที่มีชื่อโลโก้พรรค ครั้งนี้บัตรเลือกตั้งจะเป็นแบบไฮบริด เหมือนรถยนต์ 1 คัน ใช้ 2 ระบบ โดยในที่ประชุมก็มี กกต. ท่านหนึ่ง บอกว่า อยากเห็นบัตรเลือกตั้งมีชื่อและโลโก้พรรค เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง” อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ระบุเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

การกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งตามที่ กกต.กำหนดออกมาล่าสุด ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเหตุผลทางการเมืองมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ เพราะต้องยอมรับระหว่างที่มีความคิดในเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีเฉพาะหมายเลขผู้สมัครนั้นเกิดกระแสลบกับ กกต.และ คสช.พอสมควร และถ้าปล่อยให้นานไป แรงต้านจะลามไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะว่าที่ผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ด้วย

ดังนั้นเมื่อ กกต.กลับลำ จึงนำมาซึ่งความพอใจแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม

การใช้บัตรเลือกตั้งแบบไฮบริดตามที่ กกต.ภูมิใจนั้นทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐก็ได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า พรรคการเมืองจะสามารถใช้วิธีการหาเสียงแบบในอดีตที่เน้นความนิยมของพรรคการเมือง เพื่อกวาดคะแนนเสียงทั่วประเทศได้เหมือนกับที่พรรครักประเทศไทยเคยทำมาก่อน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา หรือแม้แต่พรรคไทยรักษาชาติและพรรคเพื่อไทย ก็สามารถอาศัยความนิยมของหัวหน้าพรรค เพื่อหาเสียงทั่วประเทศได้ โดยเน้นกลยุทธ์ให้คนจดจำตราสัญลักษณ์และชื่อของพรรค โดยไม่ต้องเน้นให้คนจำเฉพาะชื่อผู้สมัครเท่านั้น

ทั้งนี้ หากใช้บัตรเลือกตั้งที่มีแต่หมายเลขผู้สมัคร แน่นอนว่าการสร้างความจดจำให้กับคนทั่วไป น่าจะลำบากพอสมควร เนื่องจากแต่ละเขตเลือกตั้งพรรคการเมืองหนึ่งจะมีหมายเลขผู้สมัครต่างกัน

เมื่อ กกต.ยอมถอย ด้านหนึ่งย่อมทำให้พรรคการเมืองไม่มีโอกาสสร้างเงื่อนไขเพื่อมาก่อหวอดกันอีก และพรรคการเมืองต้องกลับมาเล่นในเกมบนกระดานที่ กกต.เป็นคนควบคุมโดยปริยาย เพราะมัวแต่มาทะเลาะกับ กกต. จะเป็นผลเสียกับพรรคการเมืองเอง

หมากเกมนี้ของ กกต. จึงมีแต่ได้กับได้ โดยเฉพาะการลดแรงเสียดทานที่หลายฝ่ายเคยกังขาความเป็นกลางของ กกต.ไปในคราวเดียวกัน

ใครบอกว่า กกต.ชุดนี้เป็นมือใหม่ อาจต้องกลับมาคิดกันใหม่เลยทีเดียว

คนรุ่นใหม่ตัวแปรชี้ขาด กกต.ต้องคุมให้ยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574460

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 06:29 น.

คนรุ่นใหม่ตัวแปรชี้ขาด กกต.ต้องคุมให้ยุติธรรม

หมายเหตุ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “เลือกตั้ง กุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์ สำหรับใคร” เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการวิเคราะห์มุมมองการเลือกตั้ง สส.ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 24 ก.พ. 2562

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาค วิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เปลี่ยนกระสุนให้เป็นบัตรเลือกตั้ง ตามกระบวนการสันติวิธีที่สุด โดยส่วนตัวมองหวังว่าหลังการเลือกตั้งจะได้รัฐบาลที่เคารพเสียงของประชาธิปไตย แต่โจทย์ใหญ่ของสังคมไทย คือ หลังการเลือกตั้งเราจะปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ระบอบอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นทาง 3 แพร่ง ได้แก่ 1.มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นทิศทางที่ค่อนข้างสลัว และต้องการ พลังของประชาชนจำนวนมาก ผ่านการเลือกตั้ง 2.ยังเดินอยู่ในเขาวงกตทางความขัดแย้งทางการเมือง เป็นการตอกย้ำความไร้เสถียรภาพทางการเมือง 3.เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่ ซึ่งการจัดการเลือกตั้งนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า โพลของสถาบันพระปกเกล้าพบว่า ประชาชนประมาณ 30% จำไม่ได้ว่ามี สส.แบ่งเขต และบัญชีรายชื่อกี่คน ซึ่งตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะระบบบัตรเลือกตั้งแบบใบเดียว อย่างไรก็ดีระบบดังกล่าวไม่ปิดโอกาสให้สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ หากพรรคไหนได้รับคะแนนเสียง จากประชาชนเกิน 50% หรือชนะการเลือกตั้งระดับเขตให้เกิน 251 เขต ในทางหลักการนั้นสามารถเป็นไปได้ยังสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้

ปัญหาที่เกิดคำถามมากที่สุด คือ กระบวนการปรุงแต่งภายใน อย่างเรื่องอำนาจ กกต. ซึ่งหาก กกต.มีอิสระในการใช้อำนาจบังคับใช้เท่าเทียมกับทุกฝ่าย มีโอกาสที่การเลือกตั้งครั้งนี้เท่าเทียมกันทุกฝ่าย แต่หากมีการให้ใบเหลือง ใบส้ม และใบแดง โดยเลือกปฏิบัติ ในแต่ละพื้นที่รับรองว่ามีปัญหาแน่ เพราะเรื่องนี้สามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เลย แม้โทษจะไม่รุนแรงเท่าใบแดงเดิม แต่ก็สามารถปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เช่นกัน

ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง ครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินในการขยับจากอำนาจนิยมไปสู่ระบอบอื่น ซึ่งในอาเซียนประเทศที่เป็นโมเดลของความเป็นประชาธิปไตย คือ อินโดนีเซีย ที่ภายหลังการเลือกตั้ง พรรคคู่แข่งของรัฐบาลยอมรับความพ่ายแพ้โดยสันติวิธี ขณะที่เป็นโมเดลตรงข้ามของอินโดนีเซีย คือ ประเทศมาเลเซีย และกัมพูชา ช่วงก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งเป็นระบอบอำนาจนิยมที่ยอมจัดการเลือกตั้ง แต่พยายามใช้ทุกวิธีที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลชนะ อย่างการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของกัมพูชา ที่มีการเชิญผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง แต่พวกเขาเหล่านั้นปฏิเสธเพราะรู้อยู่แล้วว่า ฮุนเซน ชนะแน่ๆ จากการพยายามเอาชนะทุกทาง

ขณะที่มาเลเซีย มีการกำหนด การเลือกตั้งในวันพุธ ออกกฎยุบยิบเรื่องการหาเสียง เช่น ห้ามพรรคของ มหาเธร์จดทะเบียน ห้ามใช้รูปมหาเธร์หาเสียงเลือกตั้ง มีการออกกฎหมายควบคุมสื่อช่องทางโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามกับที่รัฐบาลต้องการ เพราะประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลทำมากเกินไป ทำให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิมากขึ้น หลายบริษัทให้ลูกจ้างหยุดงานเพื่อไปเลือกตั้ง จนทำให้รัฐบาลของพรรคอัมโนแพ้การเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี โดยเสียงของประชาชน

“ขณะนี้การวิเคราะห์ของนักวิชา การ สื่อ พรรคการเมือง อิงกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และอิงกับจำนวนประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 75% แต่ครั้งนี้หากมาใช้สิทธิถึง 80-85% ทุกอย่างจะเปลี่ยนหมด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยใช้สิทธิมาก่อน นั่นเป็นส่วนที่ไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย”

ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง หากมีรัฐบาลผสม คาดว่ารัฐบาลจะอยู่ ไม่ครบ 4 ปี จากความขัดแย้งที่น่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ผสมกันไม่ได้มาจากอุดมการณ์เดียวกัน

อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคม วิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นแนวปะทะใหญ่ ระหว่างเครือข่ายอนุรักษนิยม กับความท้าทายใหม่ แต่ขณะนี้พรรคการเมืองที่มีรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคจะลงเลือกตั้งด้วย ได้ออกนโยบายของรัฐบาลเพื่อมัดใจคนระดับล่าง โดยการหว่านเม็ดเงินลงไป อย่างนโยบายประชารัฐ

ขณะที่ตัวนายกรัฐมนตรี ก็เปิดเผยแล้วว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว แต่ก็ ไม่ยอมลาออก อีกทั้งยังมีกฎหมายพรรคการเมือง ประกาศและคำสั่งของ กกต.และ คสช. บวกกับการดูดอดีต สส.จากพรรคใหญ่ หรือการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการเอาผิดพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามทางโลกออนไลน์

เจาะสนามเมืองตาก สมรภูมิเดือด‘พปชร.’ท้าชิง‘ปชป.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2561 เวลา 08:17 น.

เจาะสนามเมืองตาก สมรภูมิเดือด‘พปชร.’ท้าชิง‘ปชป.’

โดย…อัศวิน พินิจวงษ์

จ.ตาก ถือเป็นพื้นที่อันเหนียวแน่นของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างต่อเนื่องแต่ครั้งนี้ก็มีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ตัว ณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตาก ซึ่งในอดีตเคยให้การสนับสนุนพรรคไทยรักไทยจนมาถึงเพื่อไทยมาเป็นหัวหน้าทีมพรรค

ส่องกล้องมองรายเขต ในเขตเลือกตั้งที่ 1 นั้น คู่ชิงชัยเมื่อเริ่มต้นยกแรกน่าจะอยู่ที่ นพ.เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ และ ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ อดีต สส.ตาก พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2548 บุตรชายของณัฐวุฒิ ครั้งนี้ลงในนามพรรคพลังประชารัฐ  และ ชนินทร์ หาญสืบสาย อดีต สว.ตาก ที่ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 2 ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม อดีต สส. ตากทุกสมัย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จ.ตาก และภาคเหนือ ย่อมได้เปรียบคู่แข่งอยู่หลายขุม แต่เมื่อเปิดตัวผู้สมัครของแต่ละพรรค ปรากฏว่าไม่ธรรมดาเลย เขตนี้ ณัฐวุฒิ หัวหน้าทีมพรรคพลังประชารัฐ ส่งลูกชายคนเล็กดีกรีว่าที่ดอกเตอร์ป้ายแดง ฑีฆะพล ทวีเกื้อ กูลกิจ ลงสู้ศึก งานนี้คนในตระกูล “ทวีเกื้อกูลกิจ” มาสู้เต็มรูปแบบ จึงกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของแชมป์เก่าอย่างชัยวุฒิ

การลงสมัครของฑีฆะพลนั้นบ่งบอกว่าตระกูลทวีเกื้อกูลกิจจะสู้ศึกทุกสนาม ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ เพราะลูกชายคนที่ 2 ของนายก อบจ.ตาก นั่นคือ อนันท์ชัย ทวีเกื้อกูลกิจ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองตากอีกด้วย

อีกคนหนึ่งที่น่าจับตาคือ อัมพร นันทหาร ส.อบจ.ตาก เขต 2 อ.แม่สอด ที่จะลงพรรคภูมิใจไทย คนนี้ก็ไม่ธรรมดา ฐานเสียงในพื้นที่แม่สอดแน่น และยังขยันลงพื้นที่มาโดยตลอด ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นกำลังตัดสินใจเลือกผู้สมัคร นอกจากนี้ยังมี วราทิต ไชยนันทน์ จากพรรคไทยรักษาชาติ ลูกชายคนโตของ เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ แต่อยู่คนละขั้วการเมือง และยังมี จันทรัสม์ ศรีสมุทร จากพรรคชาติไทย เขตนี้การต่อสู้ก็สนุกไม่น้อย

เขตเลือกตั้งที่ 3 นี้มี ธนิตพล ไชยนันทน์ หรือ สส.เดี๊ยบ จากพรรคประชาธิปัตย์ ลูกชาย เทอดพงษ์ แกนนำ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์เก่าทุกสมัย แต่ครั้งนี้ต้องเจอศึกหนัก เพราะคู่แข่งเตรียมตัวมาดี และมีความพร้อมค่อนข้างสูง ที่เปิดตัวมาแน่นอน แล้วประกอบด้วย ภาคภูมิ บูลย์ประมุข รองนายก อบจ.ตาก จากพรรคพลังประชารัฐ ลูกหลานตระกูลดัง อ.แม่ระมาด โดยมี ณัฐวุฒิ นายก อบจ.ตาก ในฐานะหัวหน้าทีมพรรคพลังประชารัฐ จ.ตาก เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งถือว่าจะประมาทไม่ได้อย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทยที่ส่งดอกเตอร์ป้ายแดง สุกัลยา โชคบำรุง หรือหมอนกน้อย สมญานาม “เทพธิดาดอย” นักต่อสู้หญิงแห่งเทือกเขาถนนธงชัย คู่ปรับเก่าที่ทำการบ้านลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาสมัครชิงชัยกันอีกครั้ง

ในส่วนของพรรคอื่นๆ ก็เปิดตัวออกมาแล้ว เช่น พ.ต.ท.ปฐมพงษ์ ก่อพาราภิรมย์ หรือสารวัตรศาล ลูกหลานคน อ.แม่ระมาด มาในนามพรรคเสรีรวมไทย และ อภิสิทธิ์ สายธารอิสระ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากพรรคอนาคตใหม่

และคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้เปิดตัว 100% แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะลงสมัคร นั่นคือ ชัยณรงค์ มะเดชะ หรือนายกอาร์ท นายกเทศมนตรีตำบลแม่ระมาด ซึ่งข่าวว่าจะสังกัดพรรคเพื่อไทย

ศึกครั้งนี้อดีต สส.เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์คงต้องทำการบ้านหนักขึ้น หากต้องการที่จะนั่งเก้าอี้เดิมเอาไว้

ผลงานเผือกร้อน ใต้พรม “รัฐบาลบิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574250

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2561 เวลา 07:22 น.

ผลงานเผือกร้อน ใต้พรม "รัฐบาลบิ๊กตู่"

แม้มาตรา44 จะเป็นตัวช่วยสำคัญทำให้การแก้ปัญหาบางอย่างของรัฐบาลคสช.เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายพิเศษนี้

**************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มั่นใจว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สามารถมาคุมสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองต่างๆ ได้เบ็ดเสร็จจนได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนอย่างท่วมท้นว่าเป็นผลงานโดดเด่นที่สุดของรัฐบาล รวมถึงสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์อื่นๆ อีกมากมาย แต่อีกด้านหนึ่งเพราะด้วยอิทธิฤทธิ์มาตรา 44เป็นตัวช่วยสำคัญทำให้การแก้ปัญหาบางอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหาอุปสรรค แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรา 44

ดังนั้น หากจะสแกนคำสัญญาหรือผลงานที่รัฐบาลสัญญาไว้ว่าจะทำให้สำเร็จในรัฐบาล คสช. แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ายังคั่งค้างหรือซุกอยู่ โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สามารถดำเนินการแก้ไขใดๆ ได้ มากไปกว่ารอให้รัฐบาลใหม่เข้ามา เพราะเหลือเวลาอีกไม่นาน เดือนกว่าๆ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลเลือกตั้ง

เรื่องแรกทุกสำนักโพลสอบถามความเห็นประชาชนครั้งใดลงความเห็นตรงกันคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือใดออกมาล้วนเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น ยางพารา ปาล์ม เป็นต้น รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจด้านอื่นๆ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้น นับเป็นผลงานเปราะบางในการบั่นทอนคะแนนนิยมสูงมาก

อีกผลงานที่สัญญาไว้ว่าจะทำ แต่ทำไม่ได้คือ ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาที่ราคาแพงเกินจริง วันนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนต้องจำใจซื้อลอตเตอรี่ราคาแพง โดยเฉพาะลอตเตอรี่ “เลขชุด” นับวันยิ่งราคาขายแพงขึ้นเรื่อยๆ ราคาไม่ต่ำกว่าใบละ 100 บาท แถมผู้ขายสลากไม่เกรงกลัวกฎหมายแม้แต่น้อย กล้าขายลอตเตอรี่กันเกินราคาเกลื่อนเมือง สถานการณ์ผิดกับตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาใหม่ๆ คุยฟุ้งแบบเอาหัวเป็นประกันว่า ประชาชนจะได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่เกินใบละ 80 บาท ใครขายเกินราคาต้องโทษตามกฎหมาย แต่มาวันนี้คนไทยต่างพากันจน และฝันค้างกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ วาดฝันทิ้งไว้ว่าจะได้ซื้อลอตเตอรี่ราคา 80 บาท เป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ

อีกผลงานที่ผลักดันไม่สำเร็จคือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและกระบี่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังไม่ได้ข้อยุติตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามา สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้คือ ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ไม่สามารถหาทางออกร่วมกันกับเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาที่คัดค้านประเด็นผลกระทบทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยภาพลักษณ์และคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศมาตลอดว่าจะเดินหน้าโครงการเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาคใต้ต้อง “ไฟตก” แต่ดูเหมือนนโยบายดังกล่าวจะเป็นเพียงสัญญาปากเปล่า เพราะที่ผ่านรัฐบาลไม่สามารถเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนในพื้นที่ทำได้เพียงซื้อเวลา

อย่างไรก็ตาม 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาล คสช.มีอำนาจเต็มทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเสียงข้างมากเหลือล้นในสภาแบบไร้ฝ่ายค้าน แต่กฎหมายสำคัญหลายฉบับกลับไม่สามารถผ่านไปได้โดยง่ายๆ แม้กฎหมายฉบับดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สาธารณะเพียงใดก็ตาม ตัวอย่างเช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ล่าช้ามากกว่าจะออกมาเป็นกฎหมายเกือบถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปหลายครั้ง ล่าสุดคลอดออกมาได้ปลายสมัยรัฐบาลนี้ ด้วยมาตรการภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เกษตรกรรม อัตราภาษีไม่เกิน 0.15% ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย 0.3% ใช้ประโยชน์อื่น 0.2% และที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าเพียง 1.2% แม้จะผลักดันออกมาได้ก็จวนเจียนจะหมดสมัย จึงไม่ถือว่าเป็นผลงานอันโดดเด่นใดๆ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ คุยฟุ้งไว้

เช่นเดียวกับผลงานการ ปฏิรูปตำรวจ พล.อ.ประยุทธ์ สัญญาไว้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ แต่วันนี้ยังเป็นวุ้นอยู่ ทั้งๆ ที่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเป็นนักการเมือง ก็ควรมีความชัดเจนว่าหากกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้า จะเดินหน้าหรือถอยเรื่องปฏิรูปตำรวจอย่างไรในฐานะนักการเมือง บทสรุปของผลงานเป็นได้เพียงแค่ข้อเสนอที่เป็นร่างกฎหมายของคณะกรรมการร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน สาระสำคัญคือ แก้ปัญหาซื้อขายตำแหน่ง กระจายอำนาจ และดูแลตำรวจชั้นผู้น้อย แต่ไร้ซึ่งความเชื่อมั่นว่าจะไม่ถูกปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อย พล.อ.ประยุทธ์ ควรทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

อีกปัจจัยที่ทำให้ผลงานไม่ออก เพราะรัฐมนตรีบางกระทรวงโลกลืม ข้าราชการบางกระทรวงเกียร์ว่างไม่สนองนโยบาย ซึ่งเป็นคำพูดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปรยบ่อยครั้ง อาทิ โครงการตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไร พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องวันแมนโชว์เองมากขึ้น ทั้งตรวจเยี่ยมกระทรวงและลงพื้นที่ต่างจังหวัดถี่ยิบ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นทั้งการหาเสียงและโหมผลงานรัฐบาลให้ออกมา โดยย้ำว่าภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง และปีต่อๆ ไปหลังจากนี้รัฐบาล คสช.จะต่อยอดงานเรื่องใดบ้าง

เหลือเวลาอีกไม่นานตามสัญญา พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่อาจสะสางงานที่คั่งค้างได้ ทำได้เพียงเร่งตีปี๊บผลงานเดิมๆ ที่ทำสำเร็จ พร้อมๆ กับปกปิดผลงานด้อยที่ไม่สำเร็จไม่ให้ประชาชนรับรู้ก็เท่านั้น

จับตา “เชียงใหม่” พลังประชารัฐหมายเจาะที่มั่นเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574208

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

จับตา "เชียงใหม่" พลังประชารัฐหมายเจาะที่มั่นเพื่อไทย

สนามเลือกตั้งเชียงใหม่ที่มีจำนวน สส. 9 คน เป็นพื้นที่หัวใจสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่กำลังถูกท้าทายจากพลังประชารัฐ

*********************************

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามเลือกตั้ง จ.เชียงใหม่ 9 เขต เลือกตั้ง สส.จำนวน 9 คน พื้นที่ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ ทักษิณ ชินวัตร จากเดิมที่มีกระแสข่าวน่าจับตาว่านักการเมืองตระกูล “บูรณุปกรณ์” เตรียมถอนยวงจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายก็ไม่มีการย้ายพรรคแต่อย่างใด

พื้นที่เชียงใหม่ ณ เวลานี้นับว่าพรรคเพื่อไทยยังเหนียวแน่น ยกเว้นเพียงบางเขตที่กระแสการแข่งขันนั้นน่าจับตาจากผู้ท้าชิงที่มีดีกรีไม่น้อยหน้ากว่าเจ้าของพื้นที่เดิม อาทิ

เขต 5 พรรคเพื่อไทย วางเกมอดีต สส.เก่าในพื้นที่อย่าง ประสิทธิ์ วุฒินันชัย ลงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยส่ง นพ.ไกร ดาบธรรม ซึ่งมีคะแนนเสียงสูสีลงชน ส่วนพรรคพลังประชารัฐส่ง สมพงศ์ ค่ายคำ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยาลัยการอาชีพฝาง ลงชิง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง พรเลิศ ก๋าวินจันทร์ ลงในเขตนี้

เขต 7 ดูจะเป็นเขตที่น่าจับตาที่สุด เมื่อ เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ ตัดสินใจซบพรรคพลังประชารัฐ และลงในพื้นที่นี้แทนบิดา แต่ยังมีกระแสข่าวว่า ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ จะหันมาลงนามพรรคพลังประชารัฐเช่นกัน ขณะที่พรรคเพื่อธรรมจะส่ง จรัส ไชยยานายกเทศมนตรีเมืองแกนพัฒนา ลูกน้องคนสนิทของบุญทรงลงชิง

สำหรับเขตอื่นๆ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคเพื่อไทยส่ง ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เจ้าของพื้นที่ หลานสาว บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ รักษาฐานเสียงเดิม ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เดิมมีข่าวว่าจะส่งคนรุ่นใหม่ ภาณุพงค์ วีรตันตยาภรณ์ อดีตนักไฮด์ปาร์กลงสนามนี้เพื่อหวังขอคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ยังห่วงเรื่องของการด้อยพรรษา ผู้ที่จะลงแทนในนามพรรคประชาธิปัตย์อาจเป็น พรชัย จิตรนวเสถียร นักธุรกิจเจ้าของโรงแรมในจ.เชียงใหม่ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ คาดส่ง พจนารถ ศรียารัมย์ อดีต สจ.เขตเมืองเชียงใหม่ ลงสู้ศึก ส่วนพรรคภูมิใจไทย คาดว่าจะส่ง วิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ ประธานหอการค้าเชียงใหม่ ส่วนพรรคเพื่อธรรม ส่งอดีต ผวจ.เชียงใหม่ ธานินทร์ สุภาแสน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส่วนกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ หนุน มหวรรณ กะวัง ลงในนามพรรคเสรีรวมไทย ส่วนหน้าใหม่ อย่าง สุพัตรวี อยู่แพทย์แม่หลวงกุ้ง ผู้ใหญ่บ้านคนสวนลงในนามพรรคชาติพัฒนา ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ส่ง ธิดารัตน์ ศิริยากร หรือทนายจ๋า ซึ่งมีคะแนนเสียงดีในเขตนี้ลงสู้ศึกด้วย

ในเขต 2 พื้นที่ของ นพคุณ รัฐผไท พรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะมี ภาณุพงค์ วีรตันตยาภรณ์ อดีตแกนนำ กปปส.เชียงใหม่ และ ศรีพรรณ เขียวทอง ประธานกลุ่มสตรี จ.เชียงใหม่ ที่คาดว่าจะลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐมาเป็นผู้ท้าชิง

เขต 3 พรรคเพื่อไทย คาดว่าจะส่ง จักรพล ตั้งสุทธิธรรม บุตรชาย สุรินทร์ ตั้งสุทธิธรรม หรือเฮียฮง เจ้าของโรงแรมพิงค์พะยอม ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ คาดจะส่ง พรชัย อรรถปรียางกูร อดีต สส.เก่า เครือข่ายของบุญเลิศลงในเขตนี้

เขต 4 เพื่อไทย ยังใช้อดีต สส.ในพื้นที่เดิม วิทยา ทรงคำ ซึ่งมีฐานเสียงในท้องถิ่น ขณะที่ไทยรักษาชาติ ส่ง โสภณ โกชุม ลงพื้นที่ในเขตนี้ ส่วน พลังประชารัฐ ส่ง กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งค่อนข้างมีคะแนนเสียงสูสี

เขต 6 เพื่อไทย ส่ง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ บุตรชาย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีต สส. ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง ยงยุทธ สุวภาพ ซึ่งมีฐานเสียงจากเครือข่ายเกษตร

สำหรับเขต 8 เพื่อไทย ส่ง สุรพล เกียรติไชยากร สส.เก่าในพื้นที่ลงอีกครั้ง ซึ่งมีคะแนนฐานเสียงที่หนาแน่น ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง สุทัศน์ สุทัศนรักษ์ซึ่งมีฐานเสียงจากการเมืองท้องถิ่น ส่วนพลังประชารัฐ ส่ง นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณที่มีอดีตเลขาฯ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย หรือเสธ.ม่อย คนดังเป็นฐานเสียง

ในเขต 9 พรรคเพื่อไทย ส่ง ศรีโสภา โกฏคำลือ ลูกสาวของกำนันคนดัง ศรีเรศ โกฏคำลือ ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ ส่ง นรพล ตันติมนตรี โดยมีอดีต สส.หลายสมัยของเชียงใหม่ อย่าง อำนวย ยศสุข คอยให้การสนับสนุน

ต้องจับตาดูว่าพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายจะยังสามารถรักษาฐานที่มั่นเชียงใหม่ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดิมหรือไม่

วิชั่นรุ่นใหม่”พลังประชารัฐ” ความขัดแย้งควรยุติ-ถึงเวลาประเทศเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574064

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 10:37 น.

วิชั่นรุ่นใหม่"พลังประชารัฐ" ความขัดแย้งควรยุติ-ถึงเวลาประเทศเดินหน้า

ส่องวิสัยทัศน์ทีมงานคนรุ่นใหม่จากพรรคพลังประชารัฐ ที่หวังจะร่วมพัฒนาประเทศให้เดินไปข้างหน้า

***************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

การเลือกตั้งครั้งนี้น่าสนใจกว่าทุกครั้งที่ผ่านๆ มาไม่ใช่เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลปฏิวัติรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปสู่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่คนรุ่นใหม่กระตือรือร้นให้ความสนใจกล้ากระโดดลงเล่นการเมืองกันมากเป็นพิเศษ

ทุกพรรคต่างนำเสนอทีมงานคนรุ่นใหม่ให้ประชาชนได้รู้จัก จนเกิดประกายความหวังของพี่น้องประชาชนว่า นักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเข้ามายึดพื้นที่ทางการเมืองแทนนักการเมืองหรือนักเลือกตั้งรุ่นเก่าๆ

ทีมงานคนรุ่นใหม่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ยกทัพมาแสดงวิสัยทัศน์ว่าที่ สส. หรือรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ถึงกองบรรณาธิการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

เริ่มที่ “นรุตม์ สียางฟู” คนหนุ่มวัย 33 ปี เรียนจบต่างประเทศและเชี่ยวชาญธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ขันอาสาขอดูงานประชาสัมพันธ์ของพรรคด้วยความช่ำชองการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อยุคใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักนโยบายพรรค ซึ่งในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ภารกิจสำคัญของคนรุ่นใหม่คือ งานประชาสัมพันธ์เชิงรุกเน้นกลยุทธ์โซเชียลมีเดีย โดยตั้งทีมงานขึ้นมาพิเศษเพื่อบุกสื่อใหม่ๆ โดยมีทีมที่ปรึกษาสำคัญ 2 ท่าน คือ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นหัวหอกสำคัญในการให้การสนับสนุน คำปรึกษา และชี้แนะ เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่จะได้ไประดมความคิดเห็นและผลิตคอนเทนต์ให้โดนใจประชาชนที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์และนโยบายพรรค

“ถ้าได้เป็น สส. หรือนักการเมือง สิ่งที่อยากเข้ามาทำงานคือ อยากเป็นส่วนหนึ่งในการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาพัฒนาภาคเกษตร โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มาคำนวณหรือพยากรณ์อุปสงค์และอุปทาน เพื่อควบคุมดูแลการผลิตและตลาด” นรุตม์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ภก.คมสัณห์ ฐานะโชติพันธุ์ หรือตี๋ แพทย์หนุ่มวัย 38 ปี หนึ่งในทีมงานหน้าใหม่ของพรรค ออกตัวแรงด้วยการเสนอตัวขอทำประเด็นร้อน นโยบายสนับสนุนการปลูก “กัญชา” เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพราะจะเกิดผลดีตามมามหาศาล โดยกัญชาจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ทดแทน ยางพารา ปาล์ม หรือข้าว ที่มีปริมาณล้นตลาด และมีปัญหาราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ที่สำคัญคุณภาพกัญชาไทยขึ้นชื่อเสียงดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ หากประสบความสำเร็จจริงๆ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยซ้ำ เพราะกัญชาจะกลายเป็นสินค้าส่งออกตัวใหม่ สร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมหาศาล

“วันนี้ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเอากัญชาขึ้นมาบนโต๊ะ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้เพราะทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ทั้งภาคเกษตร สาธารณสุข และเศรษฐกิจสิ่งสำคัญของการปลูกกัญชา คือ ต้องมีการควบคุมและจัดโซนนิ่งให้ดี รวมถึงการวิจัยและพัฒนาต่อยอดมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล”ภก.คมสัณห์ กล่าว

แพทย์หนุ่ม กล่าวว่า ลองคิดดูว่าตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ควรพอกันหรือยังกับความขัดแย้งทางการเมืองในเรื่องสีเสื้อ เหลืองหรือแดง หรือใครเป็นฝ่ายเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ควรพอได้แล้ว เพราะวันนี้ต้องหันมาพัฒนาประเทศให้เดินหน้าต่อไป ดังนั้น เมื่อพรรคให้ความสำคัญกับเสียงคนรุ่นใหม่ จึงก้าวเข้ามาสู่พรรคแห่งนี้

“สิ่งที่อยากย้ำมากๆ คือ พรรคพลังประชารัฐ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถามว่าถ้าไปอยู่พรรคอื่นจะได้เข้าไปหรือไม่ ถ้าไม่มีญาติเล่นการเมือง ถ้าไปเพื่อไทย หรือไปประชาธิปัตย์ จะมีใครรู้จักพวกเราไหม บอกได้เลยว่าไม่มี แต่พลังประชารัฐให้โอกาสคนรุ่นใหม่ เสียงที่พวกเราพูดออกไปดังและได้รับฟัง” ภก.คมสัณห์ กล่าว

สำหรับนักการเมืองหญิงหน้าใหม่อย่าง “ทิพานัน ศิริชนะ” หรืออ้น ดีกรีนักกฎหมายระหว่างประเทศ ออกตัวว่าอยากเข้าไปทำงานด้านการศึกษา เพราะเป็นงานที่ถนัดทั้งประสบการณ์และความรู้ที่ร่ำเรียนมา ถ้าเข้าสภาไปได้จะขอเสนอไอเดียใหม่ๆ ในการปฏิรูปการศึกษาเด็กประถมวัยและมัธยม ด้วยการ “ดึงมหาวิทยาลัยในพื้นที่ของแต่ละจังหวัดเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียนระดับประถมและมัธยมมาช่วยเรื่องระบบการเรียนการสอนแก่โรงเรียน ครู และเด็กเยาวชน” เพราะสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษามีความพร้อมด้านองค์ความรู้และบุคลากร

“ในการพัฒนาทักษะเด็กในช่วงประถมวัยสำคัญที่สุดคือ พัฒนาทักษะเด็กให้กล้าคิดกล้าทำ คิดวิเคราะห์เป็น และต้องนำเทคโนโลยีการเรียนการสอนอันทันสมัยมาช่วยให้เด็กคิดเป็น ทำเป็นและรู้จักทักษะในสิ่งที่ตัวเองถนัดคือ หัวใจสำคัญในการวางรากฐานการเรียนการสอนในอนาคต ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มต้นที่ปฐมวัยโดยมีมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง” ทิพานัน กล่าว

คนรุ่นใหม่ล้วนมีความคิดเห็นคล้ายๆ กันในการเลือกเดินเข้าประตูบ้านของพรรคพลังประชารัฐ เพราะผู้ใหญ่ หรือรุ่นพี่ทางการเมืองให้โอกาสในการแสดงออกหรือรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดยืนยันหนักแน่นว่า พลังประชารัฐ ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ หรือคนรุ่นใหม่เป็นแค่นั่งร้านให้ คสช.สืบทอดอำนาจ เพราะวันนี้อำนาจเลือกรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี อยู่ในมือของประชาชน

ดังเช่น ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ทายาทตระกูลดัง เจ้าของบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล ที่คนไทยรู้จักดีชื่อ ปุ้มปุ้ย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่มาเล่นการเมืองก็อยู่บ้านสบายๆ อยู่แล้ว การงานที่ทำอยู่ก็ดีไม่เดือดร้อน แต่พรรคนี้เปิดช่องให้พวกเราได้เสนอความคิดเห็นเต็มที่และพรรคนี้เกิดขึ้นตามระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญผู้ใหญ่ในพรรคเห็นความสามารถของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่แค่ต้องเป็นทายาทนักการเมืองถึงจะเข้ามาเล่นการเมืองได้ ดังนั้น ถ้าไม่เล่นการเมืองวันนี้ก็ไม่รู้จะเล่นการเมืองเมื่อไหร่

ณ เวลานี้ต้องยอมรับว่ากระแสผู้นำคนรุ่นใหม่มาแรงมากทั้งในต่างประเทศที่คนรุ่นใหม่อายุไม่ถึง 40 ปีก้าวขึ้นเป็นนายกฯ หรือประธานาธิบดี เช่นเดียวกับเมืองไทยคือ ความหวังที่จะเข้าไปทำงานเพื่อบ้านเมือง เพราะคนรุ่นใหม่ยุคนี้ล้วนจบการศึกษาสูงและตระกูลหรือฐานะทางบ้านดีทั้งนั้น

เช่น ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ หรืออุ๋ม นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ กรรมการบริหารพรรค เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่นว่าอยากเข้ามาทำงานด้านสังคมเกี่ยวกับประเด็นสิทธิสตรี เพราะเห็นว่าทุกวันนี้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสตรียังน่าเป็นห่วง เช่น การท่องเที่ยว การเดินทาง หรือการโดยสารรถสาธารณะ อันตรายไม่ปลอดภัย เช่น การโดยสารแท็กซี่ ยังไม่ปลอดภัยเหมือนต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จึงอยากจะเข้ามาทำนโยบายความปลอดภัยของสตรี แม้ปัจจุบันจะมีองค์กรเอกชนทำงานด้านนี้อยู่มาก แต่ยังกระจัดกระจาย จึงอยากให้ภาครัฐเป็นเจ้าภาพหลัก โดยเฉพาะประเด็นการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนหญิงเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนแต่ง หรือการป้องกันการข่มขืน เป็นต้น

“ตั้งใจลง สส.เขต เลือกเขตดุสิต แม้จะรู้ว่าเขตนี้แข่งขันดุเดือดมากๆ ทั้งพรรคเพื่อไทย ส่ง ลีลาวดี วัชโรบล และต้องชนกับ ชื่นชอบ คงอุดม ลูกชาย ชัชชวาลย์ หรือชัช เตาปูน พรรคพลังท้องถิ่นไทย ก็พร้อมสู้เต็มที่ไม่ถอย แม้จะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ก็ตาม” ธณิกานต์ กล่าว

ลำพังความรู้ความสามารถแม้จะจบนอก หรืองานการดีแค่ไหน หากพื้นที่ทางการเมืองไม่เปิดยากที่จะเข้ามาได้ แต่สำหรับ รัฐชยุตม์ รุ่งจารุพันธ์ หรือเอ็ม นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ไม่หวาดหวั่นกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการการเมืองในนามพรรคพลังประชารัฐ เพราะมั่นใจในความสามารถของตัวเองว่าเป็นที่ยอมรับ และประกาศตัวเองว่า ผมไม่ใช่ทายาทนักการเมืองเป็นเพียงลูกครอบครัวคนจีนคนหนึ่งที่ปากกัดตีนถีบขยันทำงานมาตั้งแต่เด็กจนโต สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองและส่งตัวเองไปเรียนต่อต่างประเทศได้สำเร็จ กลับมาก็มาทำธุรกิจต่างๆ มากมายจนมีฐานะมั่นคง

“ผมสนใจงานการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบดูอภิปรายในสภา เห็นนักการเมืองรุ่นเก่าๆ โต้ตอบชิงไหวชิงพริบกันด้วยความคิดแบบจริงๆ จังๆ จึงอยากเข้ามาทำงานการเมืองบ้าง ซึ่งสิ่งที่ถนัดคือ งานเกี่ยวกับเศรษฐกิจและเกษตร ดังนั้น เมื่อพรรคสนับสนุนจึงพร้อมเดินลุยบนเส้นทางการเมืองอย่างเต็มที่” รัฐชยุตม์ กล่าว

ความหวังนโยบายสิ่งแวดล้อม วัดใจพรรคกล้านำเสนอ สลัดกลุ่มทุนครอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574048

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 07:47 น.

ความหวังนโยบายสิ่งแวดล้อม วัดใจพรรคกล้านำเสนอ สลัดกลุ่มทุนครอบ

แม้หลายพรรคการเมืองจะเริ่มเปิดนโยบายออกมาให้สังคมได้รับรู้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง ทว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัว ยังไม่มีพรรคการเมืองเสนอนโยบายออกมาอย่างชัดเจน

*****************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรียกว่าคึกคักสำหรับพรรคการเมืองในประเทศไทย ที่กำลังเตรียมพร้อมเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 หลายพรรคเริ่มปูทางชูนโยบายหวังยึดคะแนนเสียงจากประชาชนกันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง แต่ยังมีเรื่องจากฝั่งในแวดวงคนสิ่งแวดล้อมห่วงใย หลายพรรคไม่มีใครกล้าชูนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ทั้งที่ปัจจุบันถือเป็นเรื่องใกล้ตัวเข้ามาทุกที

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนว่า เรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมทุกคนต้องเปลี่ยนแผนแล้ว หากจะคิดว่าค่อยเป็นค่อยไปคงไม่ได้อีกต่อไป เพราะอุณหภูมิโลกสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส จากเดิมที่ทั่วโลกตั้งเป้าหมายไว้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส นั่นทำให้เราต้องหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน

“วันนี้สื่อไม่มีการนำเสนอเรื่องสิ่งแวดล้อม มีเพียงแต่เรื่องของการเลือกตั้ง การย้ายพรรคการเมือง ใครเป็นหัวหน้าพรรค จนไม่มีใครสนใจข่าวสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน แม้แต่นักการเมืองเองเช่นกันก็ไม่สนใจ สนใจเพียงว่าจะอยู่พรรคใด เพราะกลัวตกรุ่นไป ทำให้ไม่มีใครสนใจในนโยบายสิ่งแวดล้อม ที่จะทำความแปลกใหม่ แตกต่าง และเป็นความหวังให้ประชาชนได้บ้าง นั่นสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนดูปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว ถือว่ามีสายตาสั้นมาก”

ยิ่งตอกย้ำภาพความน่ากลัวทางสิ่งแวดล้อม เมื่อเสียงระฆังดังเตือนขึ้นในเวทีระดับโลกแล้วว่า ถ้าเรามัวแต่อยู่เฉยๆ เช่นนี้ โลกของเราไม่รอดอย่างแน่นอน หลังจากที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยโลกร้อน ระบุชัดว่า มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส น้ำแข็งละลายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลเพิ่มระดับตามขึ้นไป แต่หลายคนยังคิดว่าไม่มีผลกระทบใด ประชาชนยังดำเนินกิจวัตรที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมดั่งเดิมปกติ ทั้งการขับรถแรลลี่ต่างๆ ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

จิรพล ระบุด้วยว่า การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจนับแสนล้านก็จะไม่รอดถ้าหากสถานการณ์โลกยังเป็นเช่นนี้ ในขณะที่ต่างประเทศต่างขานรับกับการปรับตัวเตรียมรับและเข้าใจสถานการณ์ เช่น เรื่องอาหาร เรื่องภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าอุณหภูมิสูงไปกว่านี้ แต่ประเทศไทยกลับไม่สนใจ สนใจเพียงเรื่องหุ้น เรื่องการเลือกตั้ง โดยไม่มีใครคำนึงถึงว่าประชาชนจะอยู่รอดกันอย่างไร ระบบนิเวศจะฟื้นฟูได้หรือไม่

“ต้องมีการคิดในระยะยาวว่าอนาคตในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ปรับตัวอย่างไร ทุกวันนี้ตัวอย่างเห็นชัดเจน ประชาชนตามหมู่บ้านจัดสรรใน จ.สมุทรปราการ โดนน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญเป็นน้ำเค็มจากทะเล ส่งผลให้การสัญจร การจอดรถเป็นไปด้วยความลำบาก ทำให้ต้องมีการอพยพหนีน้ำเค็ม มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและใกล้ตัวจริง” นักวิชาการ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

จิรพล กล่าวว่า เรื่องขยะถูกยกปัญหาเป็นโอกาสสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการเมือง นำมาหาเสียง โดยไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ตั้งแต่ระดับการเมืองท้องถิ่นจนการเมืองขนาดใหญ่ ใช้ขยะมาหาเสียงเป็นแหล่งรายได้เพื่อความอยู่รอด เพียงนำมาโฆษณาว่าจะแก้ปัญหาเรื่องขยะได้

ขณะที่ฟากกลุ่มนักอนุรักษ์อย่าง ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุ่งเป้าที่พรรคการเมืองทันทีว่า ธรรมชาติของพรรคการเมืองมุ่งเน้นเรื่องคะแนนเสียงเป็นส่วนใหญ่ ทั้งพรรคการเมืองขนาดเล็กและใหญ่ ดังนั้นเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ถ้าหากพรรคการเมืองใดชูนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นประเด็นในการหาเสียงถือว่ามีความ “กล้าหาญ” ทางการเมืองอย่างมาก เพราะจะไม่ค่อยได้คะแนนเสียงอย่างแน่นอน

“ปัจจุบันยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดนำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนแต่รวมประเด็นสิ่งแวดล้อมไว้กับเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่โดดเด่น ทำให้การรับรู้ไม่แผ่กว้าง”

ธารายังเชื่อว่ามีพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคใหม่ๆ ที่คิดทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ไม่ได้ชูนโยบายให้โดดเด่น ซึ่งเป็นการคิดแบบบูรณาการมากกว่า เช่น ขยะพลาสติก นโยบายจะทำอย่างนี้ การทำประมง ต้องสนับสนุนประมงพื้นบ้าน จึงคิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หัวข้อหลักในนโยบายใหญ่ แต่อยู่ในองค์ประกอบของนโยบายใหญ่อีกระดับมากกว่า

“ถ้านโยบายสิ่งแวดล้อมชัดเจนเกิดรูปธรรมมาก บางครั้งอาจไปกระทบหรือสวนทางกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ธุรกิจ เช่น พรรคการเมืองใหญ่บอกว่าจะแบนถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ทำไม่ได้แน่นอน มันจะแย้งกับแหล่งทุนที่สนับสนุนพรรค ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องหากำไรจากการผลิตพลาสติก เชื่อว่าพรรคการเมืองใหญ่มีความคิดในนโยบายสิ่งแวดล้อม แต่ไม่กล้าหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายหลัก” ธารา สะท้อน

ผู้อำนวยการกรีนพีซฯ ระบุด้วยว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมจึงไม่น่ากลายเป็นแรงผลักดันให้พรรคการเมืองได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกบรรจุอยู่ในกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามกรอบกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว

ชำแหละกฎหมายคู่ชีวิต กลุ่ม LGBT หนุนขอมีบุตรบุญธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573988

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 10:29 น.

ชำแหละกฎหมายคู่ชีวิต กลุ่ม LGBT หนุนขอมีบุตรบุญธรรม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจดทะเบียนคู่ชีวิต ผ่านเว็บไซต์จากประชาชนทั่วประเทศและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่ม LGBT ในช่วงเดือนที่ผ่านมา รวมระยะเวลากว่า 15 วัน ปัจจุบันการ รับฟังความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเห็นหลากหลายจากทุกกลุ่มที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้

เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ฉายภาพอธิบาย ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตว่า ทะเบียนคู่ชีวิตเป็นเพียงแค่สัญญาของคนสองคนที่พร้อมใจจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่การจดทะเบียนสมรส แต่มันคือการสัญญากันระหว่างคนสองคนแล้วจูงมือกันไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นพยานว่า ทั้งคู่สัญญาจะดูแลซึ่งกันและกัน โดยไม่เกี่ยวข้องหรือเหมือนกับทะเบียนสมรส และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา

“การจดทะเบียนคู่ชีวิตจะมีเรื่องของสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนจะได้รับเหมือนปกติทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ได้รับคือเรื่องของการขอมีบุตรบุญธรรม เรื่องขอลดหย่อนภาษี และสวัสดิการรัฐกรณีการเบิกค่ารักษาพยาบาล จะไม่ได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะให้สิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่างที่คนปกติได้รับทั่วไป และเพื่อแก้กฎหมายระหว่างคู่รักให้สามารถอยู่ด้วยกันได้ ทั้งการเซ็นรับรองรักษาพยาบาล การเซ็นรับศพ การบริหารทรัพย์สินร่วมกัน โดยจะทำกฎหมายนี้ให้ออกมาชัดเจน ปรับแก้ถ้อยคำให้สอดคล้องอย่างไร”เกิดโชค กล่าว

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ระบุด้วยว่า หลักการของ พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต เราพยายามที่จะสื่อให้สังคมเห็นและมีการยอมรับในภาษากฎหมาย โดยเป็นการยอมรับว่ามีกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รองรับด้วยตัวกฎหมายที่พูดถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ มีการเขียนคำจำกัดความ ถ้าหากกฎหมายฉบับนี้ผลักดันสำเร็จจะเกิดประโยชน์ใน 3 มิติ เช่น มิติของการยอมรับในทางกฎหมายที่ถูกต้อง และเกิดมิติใหม่ของการอยู่ร่วมกันแทนที่จะจดทะเบียนสมรสเหมือนคู่หญิงชายปกติแต่จะเป็นการจดทะเบียนคู่ชีวิตระหว่างกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

การเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตเป็นอย่างดี อาจพบปัญหาเล็กน้อยในพื้นที่ภาคใต้คือเรื่องของศาสนา ที่ยังไม่เปิดกว้างเรื่องสิทธิทางหลากหลายทางเพศ ส่วนใหญ่เสนอไม่ให้บุคคลหลากหลายทางเพศที่นับถือศาสนาอิสลามจดทะเบียน พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อศาสนา

เกิดโชค ยังบอกด้วยว่า จากการ รับฟังความคิดเห็นพบข้อเรียกร้องจาก ผู้แสดงความเห็นที่ต้องการขอให้ปรับแก้ไขเพิ่มเติมในร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตมากที่สุด พบว่า 1.เรื่องการขอมีบุตรบุญธรรม 2.ให้แก้ไขกฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ 3.ไม่อยากให้มีการระบุถึงเรื่องติดต่อร้ายแรงจนเป็นเหตุให้หย่าร้างกัน 4.ขอให้ปรับแก้ให้สิทธิคนพิการเข้ามาเป็นพยานได้

“กฎหมายที่เกิดขึ้นต้องเป็นกฎหมายที่ยอมรับได้ทั้งในสังคม ระดับประเทศ และสังคมโลก ต้องให้การยอมรับกับกฎหมายด้วย เพราะถ้าหากเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะไม่ต้องกังวลในเรื่องของกฎหมาย เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ถูกต้องและทุกฝ่ายให้การยอมรับแล้ว” เกิดโชค ยกผลลัพธ์ให้ฟัง

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ กล่าวว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต เพื่อรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของกลุ่มคู่รักเพศเดียวกันนั้น จากการเปิดความรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ สามารถคัดแยกประกอบไปด้วย กลุ่มเพศที่เข้ามาแสดงความเห็น แยกเป็น เพศหญิง 638 คน หรือ 20.9% เพศชาย 576 คน หรือ 18.9% กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) 1,841 คน หรือ 60.3%

ส่วนการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การจดทะเบียนคู่ชีวิตฯ แยกเป็น กลุ่มสนับสนุน 2,991 คน หรือ 97.9% กลุ่มไม่สนับสนุน 64 คน หรือ 2.1% นอกจากนี้ยังแยกเป็นกลุ่มสาขาอาชีพ ประกอบด้วย กลุ่มข้าราชการและบุคลากร ของรัฐ คิดเป็น 20.9% กลุ่มนักวิชาการและนิสิตนักศึกษา 17.6% กลุ่มประชาชนทั่วไป 57.1%” เกิดโชค เผยข้อมูล ตัวเลข

เกิดโชค ระบุอีกว่า ส่วนกลุ่มอายุที่แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตฯ กลุ่มอายุไม่เกิน 30 ปี คิดเป็น 52.6% กลุ่มอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 40 ปี 29.8% กลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50 ปี 9.3% กลุ่มอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 60 ปี 7.5%

ทั้งนี้ สำหรับจำนวนประชากรของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอาจมีตัวเลขไม่คงที่ แต่จากการประเมินน่าจะอยู่ประมาณหลักล้านคนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะทำความเห็นจากการเปิดเวทีรับฟังความเห็นเสนอให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  ก่อนส่งมอบให้กระทรวงยุติธรรมเพื่อนำเสนอพิจารณากฎหมายให้เสร็จต่อไป

“มองไทยหลังเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง” ปาฐกถา “ธีรยุทธ บุญมี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573509

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 19:05 น.

"มองไทยหลังเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง" ปาฐกถา "ธีรยุทธ บุญมี"

“ธีรยุทธ บุญมี” เปิดเวทีวิเคราะห์ปัญหา “สังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-การศึกษา” ชี้ทุจริตรูปแบบใหม่ “คอร์รัปชั่นคอนเนกชั่น” มอง10กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดอำนาจครอบงำเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ กล่าวปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลา หัวข้อ “มองประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง” ว่า คนไทยหมกมุ่นกับปัญหาการเมืองมาตลอด 20 ปี จนมองข้ามปัญหาที่เป็นพื้นฐานกว่า เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ความเหลื่อมล้ำ ที่มีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นในทุกๆ ด้าน การศึกษาในทุกระดับมีคุณภาพลดลงอย่างน่าใจหาย การทุจริตคอร์รัปชั่นลามลงสู่รากหญ้า

กลุ่มทุนขนาดใหญ่ก่อตัวและขยายตัวมีอำนาจผูกขาดในทางเศรษฐกิจได้เกือบเด็ดขาด ที่สำคัญ คือสามารถสะกดเสียงไม่ให้ผู้ต่อต้านคัดค้าน หากกลุ่มทุนใหญ่ต้องการขยายกิจการที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป และสามารถควบคุมทุกมิติของเศรษฐกิจและทุกจังหวะชีวิตของคนไทย จนมีพฤติกรรมคล้ายๆกับที่ชาวบ้านเรียกว่า “ไก่ซีพี” เนื่องจากถูกป้อนอาหารตามชนิดและขนาดเป็นเวลาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถูกเชือด ขอตั้งชื่อคนไทยในอนาคตว่า “คนไทยซีพี” ซึ่งน่าจะให้ภาพใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมืองชัดเจน

ความรู้ 4.0 ยังไม่เพียงพอ

นายธีรยุทธ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจ 4.0 ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีข้อดีในส่วนของการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและภาคสังคม ตื่นตัวและปรับตัวต่อผลกระทบของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีการพัฒนาระบบ E-Government แต่ก็มีข้อวิจารณ์หลายส่วน เช่น ไม่มีการปรับกระบวนทัศน์ให้สังคมไทยเป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นพื้นฐานให้เกิดเศรษฐกิจความรู้ ประเทศที่เป็นแถวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นต้น

ทั้งนี้ยอมรับว่า ความรู้ด้าน 4.0 ยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยยังขาดหลายส่วน เช่น ทรัพยากรบุคคล นวัตกรรม การค้นคว้าวิจัย เป็นต้น ล้วนอยู่ในขั้นต่ำทั้งสิ้น คำขวัญที่รัฐบาลพยายามจะบอกว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว นั้น ที่จริงแล้วเป็นการก้าวเดินไปเฉพาะอภิสิทธิ์ชนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

เปิดทุจริตรูปแบบใหม่ “คอร์รัปชั่นคอนเนกชั่น”

ส่วนปัญหาด้านสังคม ขณะนี้คนไทยกำลังจะแบ่งออกเป็น 2 ชนชั้นครึ่ง เนื่องจากประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้สูงเป็นลำดับนำของโลก ทำให้คนรวยรวยล้นพ้น ชนชั้นกลางบางส่วนยุบตัวลงไปเป็นชนชั้นล่าง ทับซ้อนกับชนชั้นล่างที่พยายามขยายตัวไปขึ้นชั้นบน ซึ่งต้องเปลี่ยนคำขวัญว่า “รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อน” คือ ชนชั้นกลางยังมีความแคระแกร็น

ต่อมา คอร์รัปชั่นขยายตัวไปทุกระดับชั้น ขยายวงกว้างไปในทุกวงการ ซึ่งเกิดจากโรคระบาดทางคุณธรรม คือ คนรวยโกงได้ คนชั้นกลาง คนชั้นล่างก็โกงได้ และแรงบีบคั้นความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ดังนั้นชนชั้นล่างพยายามกดดันให้ภาครัฐมีนโยบาย “ประชานิยม” ลดแลกแจกแถม ชนชั้นกลาง ต้องการรักษาสถานภาพชีวิตแบบเดิม เกิดความนิยมสร้างเครือข่ายในแนวราบ เช่น กลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มเพื่อนในหลักสูตรต่างๆ จนสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับชนชั้นสูงได้ จนนำไปสู่การคอร์รัปชันแบบใหม่ คือ คอร์รัปชันคอนเนกชั่นในที่สุด

ทุนใหญ่ 10 กลุ่ม ผูกขาดอำนาจ ครอบงำเศรษฐกิจ

วิกฤตการเมืองเกิดความพยายามของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่จะสถาปนาอำนาจของตัวเอง ก่อนเกิดวิกฤตการเมืองไทยมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นใน 2 อย่าง คือ ในทางการเมืองเกิดกระแสการเรียกร้องปฏิรูปการเมืองปี 2540 อีกมิติเกิดขึ้นพร้อมกันคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากกระแสเสรีนิยมใหม่ในโลกที่บังคับให้ไทยเปิดเสรีทางการเงิน

สองเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา เช่น เกิดฉันทามติว่าปัญหาใหญ่การเมืองไทยคือการแตกแยกเป็นกลุ่มก๊วน ทางแก้คือการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2540 ให้พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้นเป็นศูนย์กลางที่จะรวมกลุ่มก๊วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้ได้ พลังที่จะมีศักยภาพดังกล่าวในประเทศมีเพียงบุคคลที่มีบารมี กองทัพ และกลุ่มทุนใหญ่

ความคิดนี้ทดลองใช้ครั้งแรกผ่านกลุ่มทุนของทักษิณ อาศัยพลังเงินทุนรวบรวม ส.ส. มาเข้าพรรค และเพิ่มประชานิยม ซึ่งได้รับการตอบรับจากชาวบ้านสูงมาก แต่พรรคของทักษิณ รวมศูนย์อำนาจและคอร์รัปชั่นแบบสุดขั้ว คุกคามอำนาจทหาร ฝ่ายอนุรักษ์ และกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ จนเกิดการต่อต้านรุนแรง เกิดรัฐประหารขึ้น 2 หน

ซึ่งช่วง 10 กว่าปีที่บ้านเมืองวุ่นวายมีการก่อตัวของกลุ่มทุนใหญ่ขึ้นประมาณเกือบ 10 กลุ่ม มีอิทธิพลครอบงำภาคเศรษฐกิจสำคัญๆ ไว้ได้เกือบทั้งหมดและมักเข้าไปมีอิทธิพลครอบงำการเมืองจนเกิดศัพท์เฉพาะเรียกการปกครองใต้อำนาจโดยตรงหรืออ้อมของคนกลุ่มน้อย คือทุนอิทธิพล

คสช.วางแผนตั้งใจสืบทอดอำนาจมานาน ทำการเมืองอ่อนแอ เมินกระจายอำนาจ

นอกจากนี้คสช.ตั้งใจสืบทอดอำนาจมานานแล้ว ตั้งแต่ล้มรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์มาเป็นร่างฉบับมีชัย ให้พรรคการเมืองมีสิทธิเสนอชื่อคนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส. หรือปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มทั้งจำนวนและอำนาจ ส.ว. ตั้งโดยทหาร 250 คน มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี การดึงกลุ่มการเมือง “ยี้” “มาร” มารวมเป็นพรรคพลังประชารัฐโดยไม่กังวลเสียงวิจารณ์ เป็นการการันตีเกือบ 100% ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ถ้าจะหาคำอธิบายซึ่งไม่ใช่ว่าเพราะทหารอยากอยู่ในอำนาจ อยากมีผลประโยชน์แล้ว ก็ต้องมองเชิงอุดมการณ์ของชนชั้นนำไทย ซึ่งปัจจุบันคืออุดมการณ์เสรีนิยมทางเศรษฐกิจกับอนุรักษ์ทางการเมืองสุดขั้ว ในทางนโยบายก็คือ รัฐเข้มแข็ง ตลาดเติบโต ซึ่งก็คือทำให้การเมืองอ่อนแอ สังคม ชุมชนอ่อนแอ ไม่ออกมาคัดค้านเสรีภาพของกลุ่มธุรกิจ เพราะความเชื่อว่าถ้าทหารกำกับการเมืองให้มั่นคง ไม่สนใจการกระจายอำนาจ เน้นความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของรัฐ แล้วปล่อยให้กลุ่มธุรกิจอิทธิพลใหญ่มีเสรีภาพในการขยายธุรกิจเต็มที่ไม่ต้องไปสกัดกั้น ก็พอเพียงที่ทำให้ประเทศมั่นคง เศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้

การเมืองหลังเลือกตั้งประสานประโยชน์ ไม่ต่างจากระบอบทักษิณ

การเมืองไทยอนาคตจึงจะเป็นประชาธิปไตยอิทธิพล ของทหาร ข้าราชการ ชนชั้นนำทางความคิด และกลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นการเมืองใต้เงื้อมมือทุนอิทธิพล ได้ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์คงจัดตั้งรัฐบาลหน้าขึ้นได้ แต่ความชอบธรรมจะต่ำ เพราะรูปแบบการประสานประโยชน์ระหว่างพลังทหาร ข้าราชการ กลุ่มอนุรักษ์ และกลุ่มทุนใหญ่ ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

คสช. ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ เช่น ปปช. กกต. ปิดกั้นการตรวจสอบ พฤติกรรมเลือกตั้งก็ไม่ต่างไปจากระบอบทักษิณในอดีต คือมีการเอารัดเอาเปรียบก่อนเลือกตั้ง เช่น การดิสเครดิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยอำนาจรัฐประหารที่ตนมี จับกุม ดำเนินคดี หรือเรียกมาอบรม ไปจนถึงการแจกเงินคนจน คนแก่ ข้าราชการ ชาวไร่ ชาวสวน บัตรเครดิตคนจน แจกซิมฟรี อินเทอร์เน็ตฟรี ลดภาษี ช็อปช่วยชาติ ขึ้นรถไฟฟ้าฟรีฯ

รูปแบบโดยรวมการเลือกตั้งปี 2562 ก็คือการประมูลสัมปทานคะแนนเสียงเป็นรัฐบาล คล้ายการเลือกตั้งปี 2542 ซึ่งพรรคทักษิณได้พัฒนาจากการซื้อเสียงธรรมดามาเป็นการประมูลสัมปทานเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้ ประชานิยม ประมูลเสียงจากชาวบ้านอย่างได้ผล ได้รับการต่ออายุสัมปทานซ้ำหลายรอบ การเลือกตั้งครั้งนี้ดูจากพฤติกรรมของพรรคพลังประชารัฐบ่งว่าจะซ้ำรอยการประมูลสัมปทานคะแนนเสียงเช่นกัน

วอน “ประยุทธ์” ระงับการใช้อภินิหารกฎหมาย

ต้องขอวิงวอนพล.อ.ประยุทธ์ กองทัพ และนายทหารที่มีวิจารณญาณ ช่วยระงับไม่ให้ฝ่ายต่างๆ ใช้อภินิหารกฎหมายหรืออำนาจอื่นๆ จนถึงขั้นมีเสียงกล่าวหาว่าเป็น การเลือกตั้งสกปรก หรือโกงการเลือกตั้งแบบเดียวกับสมัยเผด็จการทหารปี 2500 ความชอบธรรมต่ำจะทำให้รัฐบาลประยุทธ์ถ้าชนะการเลือกตั้งจะเจอปัญหารุมเร้าตั้งแต่เริ่มต้น

นอกจากนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบคิดแบบทหาร หรือยังหลงคิดว่าตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีสิทธิชอบธรรมทุกประการ ให้มาเป็นการยอมรับความจริงของโลกยุคปัจจุบันที่มีพลังมีความคิดที่หลากหลาย ต้องมีการปรึกษาหารือ ปรองดอง และแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงจะมีโอกาสเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับบทบาทการบริหารประเทศไปได้

เตือนใช้วาทกรรม “ปรองดอง” เพื่ออยู่ในอำนาจต่อ

อย่างไรก็ดี การเมืองไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะมีหลายฝ่ายทั้งเอกชน ธุรกิจ บุคคล กลุ่ม พรรค สถาบันต่าง ๆ ได้ก้าวออกมารับผิดชอบบ้านเมืองด้วยตัวเอง โดยไม่หวังรอตัวบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่เมื่อยิ่งพูดเรื่องปรองดอง ยิ่งห่างความปรองดอง การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะปกติ

วาทกรรมการสามัคคีปรองดองมักใช้ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหา แต่ถ้าใช้มากเกินไปโดยไม่ได้เสนอให้ชัดเจนว่าประชาชนควรร่วมแก้ปัญหาแท้จริงของประเทศได้อย่างไร ก็อาจเป็นเครื่องมือของฝ่ายกุมอำนาจที่อยากอยู่ในอำนาจต่อ

ทั้งนี้ความขัดแย้งเหลือง-แดง กปปส. ในปัจจุบันถือเป็นภาวะปกติแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนจุดยืน อุดมการณ์ เพราะเวลาและสถานการณ์จะช่วยให้มีการปรับตัวให้ระบอบการเมืองดำเนินไปได้ตามสภาพเหมือนเดิมได้

กระบวนการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่จะช่วยสร้างภาวะความแตกต่างอย่างปกติ ปกติเรามักคุ้นคำว่า แตกต่างแต่ไม่แตกแยก แต่ขอเพิ่มใหม่เป็น แตกต่างแต่แค่ถกเถียง ถกเถียงแต่ไม่ทะเลาะ ทะเลาะแต่ไม่ต่อสู้ ต่อสู้แต่ไม่แตกหัก ซึ่งทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจะไม่มีใครใช้วาทกรรมหรือนโยบายสุดขั้วมาหาเสียง ต้องหาแง่มุมในการวิจารณ์ผลงานของพล.อ.ประยุทธ์หรือคสช. และสิ่งใหม่ที่จะให้กับสังคมและประชาชน และหวังว่า พรรคเพื่อไทย คงไม่ใช้แนวทางในนโยบายอย่างสุดโต่งในการหาเสียง เพราะหากใช้ พรรคที่จะโกยคะแนนเสียงคือ พรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคเพื่อไทยต้องหาแง่มุมอื่นมาวิพาษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์

4 มิติใหม่การเมืองเป็นความหวังปฏิรูปบางด้านและต่อต้านคอร์รัปชั่น

มีมิติการเมืองใหม่อยู่ 4 อย่าง คือ โซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ การขยายตัวพลังบวกของจิตอาสา และการแตกตัวของเพื่อไทย การเกิดโซเชียลมีเดียและเครือข่ายสังคมออนไลน์มีพลังทำให้หน่วยการปกครองท้องถิ่น ตำรวจ ราชการ และรัฐบาล สนองตอบในหลากหลายประเด็น จึงเป็นความหวังในการปฏิรูปบางด้านและการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้

ส่วนปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ก็ต่อรองให้เกิดอัตลักษณ์และพื้นที่ของตัวเองในพรรคใหญ่ จนถึงขั้นตั้งพรรคของตนเองได้ เช่น พรรคอนาคตใหม่ นี้สอดคล้องความต้องการของสังคม ซึ่งต้องการสิ่งใหม่หรือปฏิเสธวัฒนธรรมอำนาจการเมืองแนวตั้งแบบบนสู่ล่างของพรรครุ่นเก่า ให้เป็นความสัมพันธ์แนวราบซึ่งเท่าเทียมกันมากกว่า

นอกจากนี้บางพรรคการเมืองก็เพิ่มบทบาทสมาชิกพรรคมากขึ้น เป็นมิติใหม่ที่เกิดขึ้น ส่วนพลังบวกของจิตอาสาเป็นพลังของคนไทยที่ยุคสมัยนี้มีความเป็นปัจเจกชน ต้องการทำดีตามที่ตัวเองชอบ ตัวเองสะดวก สะท้อนเป็นพลังมหาศาลของสังคมไทยในช่วงงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 และสืบเนื่องมาเรื่อย ๆ รัชกาลปัจจุบันก็ทรงให้ความสำคัญส่งเสริมจิตอาสา อย่างมาก ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันพลังนี้ก็อาจกลายเป็นพลังสำคัญหนึ่งของสังคมไทยที่จะปฏิรูปตนเองได้

พรรคเพื่อไทยก็เป็นปรากฏการณ์ที่ควรศึกษา เพราะมีฐานเสียงที่หนักแน่นกว้างขวางกว่าพรรคอื่นมาได้เกือบ 2 ทศวรรษ แต่ขณะนี้เพื่อไทยแตกออกเป็นหลายพรรคย่อยซึ่งควรส่งผลทางโครงสร้างการเมืองดีขึ้น คือมีกลุ่มการเมืองที่การตัดสินใจเป็นอิสระมากขึ้น การขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและบางครอบครัวลดลง ถ้าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และทุกพรรค พัฒนานโยบายให้สร้างสรรค์ที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วย เว้นวาทกรรมแบบเกลียดชังสุดขั้ว ก็จะทำให้การเลือกตั้งคราวหน้าเดินไปด้วยดี มีโอกาสร่วมมือกันแก้รัฐธรรมนูญแก้กฎหมายให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งถ้าทำโดยร่วมกันแสดงเหตุผลที่เหนือกว่าก็อาจจะทำได้สำเร็จโดยไม่ต้องเผชิญหน้าแบบปะทะรุนแรงกับฝ่ายทหารอีก