หมอเอ้ก “New Dem” ปชป. คิดนอกกรอบ ขอเปลี่ยนสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/571164

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 11:36 น.

หมอเอ้ก "New Dem" ปชป. คิดนอกกรอบ ขอเปลี่ยนสังคม

ความคิด-วิสัยทัศน์ “หมอเอ้ก-นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์” อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในนามกลุ่ม “New Dem คนรุ่นใหม่คิดนอกกรอบ”

**********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในนามกลุ่ม “New Dem คนรุ่นใหม่คิดนอกกรอบ”ที่มาพร้อมแนวคิดการผลักดันการค้ากัญชาให้ถูกกฎหมายด้วยมุมมองที่เห็นว่านี่จะเป็น “โอกาส” ของประเทศไทยที่จะก้าวไปสู่ผู้ผลิตพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ด้วยมูลค่าการตลาด 1.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 7 ปีข้างหน้า

หมอเอ้ก-นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงการแพทย์กว่า 6 ปี คู่ขนานไปกับการร่วมเปิดบริษัท Crowdfunding ระดมทุนเพื่องานด้านนวัตกรรมการแพทย์และงานวิจัย ก่อนผันตัวมาลงทุนในธุรกิจสุขภาพ ณ เวลานี้เขากำลังจะก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองเต็มตัว

นพ.คณวัฒน์ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ประเด็นความสนใจงานการเมือง ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน ถึงขั้นที่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเรียน “รัฐศาสตร์” หรือ “แพทย์” ​ซึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจเอนทรานซ์และเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากนั้นต้องไปใช้ทุน​เป็น​แพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย​ จ.ชลบุรี ก่อนกลับมาศึกษาต่อด้านจักษุวิทยา ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ​

ทว่า ในขณะเดียวกันก็ยังสนใจติดตามงานด้านการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนช่วงที่ไปอยู่ต่างประเทศเริ่มเห็นว่าปรากฏการณ์การเมืองไทยที่มีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องจนเริ่มคิดว่ามีอะไรผิดปกติในการเมืองไทย ขณะที่คนอื่นเริ่มเบื่อหน่าย แต่ตัวเขากลับสนใจอยากจะเข้ามาทำงานด้านการเมือง

“เพราะผมเป็นแบบนั้น ต้องการเห็นคนรุ่นใหม่ๆ ​อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้น ในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติมากที่คนจะมาถกเถียงกัน แต่ต้องไม่ใช่บนถนน หรือใช้ความรุนแรง เราต้องออกมาจากจุดนั้นไม่เช่นนั้นประเทศจะวนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็คิดแบบง่ายๆ คิดแบบเด็กๆ”

หมอเอ้ก อธิบายว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้สนใจว่าจะทำการเมืองในจุดไหน พรรคไหน ตำแหน่งไหน แค่อยากผลักดันนโยบายให้ประเทศดีขึ้น ซึ่งจับพลัดจับผลูเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ และรู้จักพี่ชายของไอติม ตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่งทำให้รู้นิสัยใจคอกัน อุดมการณ์ที่ตรงกัน

“จนประมาณปลายปี 2560 เริ่มมาคุยกันชัดเจนขึ้นไอติมกำลังจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นในระบบรัฐสภา และมีอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นหลัก ไม่เห็นด้วยกับการล้มเลือกตั้ง ล้มระบอบรัฐสภา ส่วนตัวก็สนใจอยากจะผลักดันนโยบายด้านสาธารณสุขจึงมาคุยกันจริงจังเดือน มี.ค.”

ถามว่าส่วนตัวชื่นชอบพรรคไหนเป็นพิเศษหรือไม่ คณวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้สนับสนุนพรรคใดเป็นพิเศษ ชอบเป็นรายบุคคลมากกว่า เพราะพรรคการเมืองไทยยังไม่ได้ชัดเจนในเชิงอุดมการณ์เหมือนสหรัฐที่มีพรรคคอนเซอร์เวทีฟ เลเบอร์ เดโมแครต รีพับลิกัน

“อย่างคุณอภิสิทธิ์ก็เป็นไอดอลคนหนึ่งผมชอบในฐานะนักการเมืองมืออาชีพ ซื่อสัตย์ หรือคุณทักษิณ (ชินวัตร) ก็ชอบในการบริหารจัดการพื้นฐานเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และมาใช้บริหารประเทศ​ผมชื่นชมเขาที่พูดวิชั่นในนโยบาย และทำให้เกิดขึ้นได้จริง แต่ระหว่างทางมีคอร์รัปชั่นก็ไม่เห็นด้วย”​

​หมอเอ้ก เล่าให้ฟังว่า ไม่ได้มีพรรคการเมืองไหนมาทาบทาม แต่ส่วนตัวแล้วก็รู้จักกับผู้ใหญ่หลายๆ คนในพรรคอื่น อย่างเพื่อไทย ก็รู้จักกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่มองประชาชนเป็นหลัก และเคยไปขอคำแนะนำในเส้นทางอาชีพ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแง่นโยบาย ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีหลายคนที่คุยมาตลอด

นพ.คณวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ส่วนตัวต้องการผลักดันให้เกิดนโยบาย 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ระบบบริจาคอวัยวะให้เป็นแบบ Opt-out system จากปัจจุบันที่เมืองไทยเป็นแบบ Opt-in system คือใครอยากเป็นผู้บริจาคอวัยวะก็เข้าไปขึ้นทะเบียน ซึ่งระบบนี้มีคนมาบริจาคน้อย ขณะที่ฝั่ง ออสเตรีย ฝรั่งเศส เขาเปลี่ยนวิธีคิดคือทุกคนที่เป็นพลเมืองคือผู้บริจาคทั้งหมด ยกเว้นคนที่ไม่อยากบริจาคก็ไปแจ้งว่าจะออกจากโปรแกรมซึ่งทำได้ทุกเมื่อและจะได้รับการปกปิดข้อมูล

ทั้งนี้ หากเปลี่ยนระบบมาเป็น Opt-out คนบริจาคจะเยอะมาก ยกตัวอย่าง ออสเตรีย ซึ่งเป็นระบบ Opt-out ขณะที่เยอรมนีประเทศติดกัน ใช้ระบบ Opt-in คนบริจาคแตกต่างกันชัดเจนคือ 99% กับ 20% จากประสบการณ์เป็นหมอตาที่ต้องรอเปลี่ยนตาบางคนรอ 5 ปี ยังไม่ได้คิว บางคนเสียชีวิตไปก่อน

“ตรงนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนระบบ แต่ต้องมีการวางแผน​ ให้มีการเตรียมตัวของรัฐ หน่วยจัดเก็บ สถานที่จัดเก็บ เจ้าหน้าที่มีความรู้พอหรือยัง อย่างอังกฤษยังไม่ได้เปลี่ยนระบบ หากผ่านนโยบายก็จะต้องรอ 5-10 ปี ถึงจะเริ่มใช้ ให้มีเวลาเตรียมตัวทั้งประชาชน หน่วยงานรัฐ”

​2.จัดทำระบบฐานข้อมูลสุขภาพ เพราะระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม เวลาเราเที่ยวต่างจังหวัด เข้าโรงพยาบาลถ้าไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินก็จะส่งตัวมาที่ต้นสังกัด ไม่รักษาที่โรงพยาบาลที่นู่น หรือการเรียกประวัติคนไข้ ก็ยังทำไม่ได้เพราะระบบไม่เชื่อมต่อกัน หรือกรณีฉุกเฉินเกิดอุบัติเหตุคนไข้หมดสติ ต้องการประวัติคนไข้ก็เป็นไปไม่ได้

รวมทั้งยกตัวอย่างเช่นเวลาเข้าตรวจโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา รักษาไม่ได้ต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ขึ้น ทั้ง ศิริราช รามาธิบดี จุฬาฯ ต้องเขียนใบส่งตัว ก็ยังไม่สามารถส่งตัวทางอิเล็กทรอนิกส์ และเขียนเป็นกระดาษหน้าเดียว บางคนมีรายละเอียดเยอะมากไม่ใช่จะเขียนได้หมดแค่หน้าเดียว ​

“ผมจึงสนใจอยากให้ประเทศมีระบบฐานข้อมูลจริงจัง แต่ละคนเป็นเจ้าของฐานข้อมูลสุขภาพของตัวเอง เช่น นาย ก. อนุมัติให้โรงพยาบาลเข้าถึงข้อมูลได้ โรงพยาบาลก็จะเห็นข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่เกิดว่า นาย ก. มีโรคประจำตัวอะไร กินยาอะไรอยู่ ผ่านการผ่าตัดอะไรมาบ้าง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะอิมพลีเมนต์นโยบาย ก็จะมีฐานข้อมูลว่าประชากรมีปัญหาสุขภาพอะไรบ้างหนึ่งสองสามสี่ห้า”

หมอเอ้ก อธิบายว่า งบประมาณในส่วนนี้ใช้ไม่มาก เพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้อย่าง “บล็อกเชน” ที่จะช่วยให้แต่ละคนมีข้อมูลตัวเอง คนข้างนอกก็แฮ็กเข้ามาเปลี่ยนแปลงประวัติไม่ได้ ซึ่งหากรัฐจะลงทุนวางระบบเองหมดก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร การเปิดให้เอกชนมาประมูลแข่งอาจจะประหยัดได้พอสมควร

“ตอนอยู่ที่อเมริกาช่วยที่ Kickstarter Indiegogo กำลังดัง ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้มาบ้าง แต่ส่วนตัวไม่ได้เป็นคนเก่งเรื่องนี้ แต่โชคดีมีทีมงานที่จบด้านไฟแนนซ์ ทำให้เข้าใจมากขึ้น และต้องคอยอัพเดทตัวเองอย่างเรื่องคราวด์ฟันดิ้งที่เริ่มตั้งแต่สมัยบิตคอยน์ยังถูกๆ ใช้ซื้อพิซซ่าจนเดียวนี้แพงมากและเริ่มตก”

3.เปิดการค้ากัญชา ซึ่งเป็นโอกาสของเมืองไทย เพราะว่าตอนนี้ประเทศแคนาดาเปิดเสรีทั้งเสพเพื่อความบันเทิงด้วยซ้ำ หลายรัฐในสหรัฐเป็นตลาดที่กำลังมา ในอีก 7 ปี ตลาดกัญชาโลกจะอยู่ ที่ 1.64 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายประเทศยังไม่ผ่อนปรนให้ปลูกกัญชาเสรี ทำให้อุปทานยังน้อยอยู่ถ้าไทยชิงจังหวะก่อนได้ เป็นผู้เล่นหลักในตลาดก็จะเป็นโอกาส

“เราไม่ได้เข้าไปถกเถียงว่าควรเสพกัญชาเสรีหรือไม่ แต่พูดในแง่เสรีการผลิต การปลูก การสกัดสาร เพื่อส่งออกเป็นรายได้ประเทศ ​ส่วนการใช้ทางการแพทย์รัฐบาลปัจจุบันก็เห็นด้วย แต่เรื่องเสพเพื่อความผ่อนคลาย บันเทิง จากงานวิจัยมีทั้งบอกว่าจะช่วยลดการเสพยาเสพติดอื่นๆ หรือเปิดเสรีก็ไม่กระทบกับยาเสพติดอื่น ซึ่งเป็นงานวิจัยต่างประเทศ หากจะมองบริบทของไทยต้องมาทำวิจัยของไทยเองต่อไป”

รวมทั้งหากจะลงลึกในรายละเอียดก็ต้องไปดูว่าการสกัดสารจากกัญชา มีสาร CBD และ THC ความเข้มข้นของสารเหล่านี้ยิ่งมากยิ่งมีผลต่อการเสพติด ต้องมาศึกษาว่าจะผ่อนปรนความเข้มข้นควรจะเป็นเท่าไรไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อความผ่อนคลาย เป็นปัจจัยยิบย่อยที่จะต้องไปพิจารณารายละเอียด

นพ.คณวัฒน์ มีข้อเสนอเกี่ยวกับกัญชาคือ​ ควรเปิดการค้า รัฐส่งเสริมงานวิจัยสายพันธุ์กัญชา เพราะไทยมีความได้เปรียบ สมัยสงครามเวียดนาม “ไทยสติ๊ก” กัญชาแท่งที่เผ่าม้งทำเป็นที่รู้จักในกลุ่มจีไอ เพราะเสพแล้วมีความสุข วันถัดมาไม่แฮง จนขึ้นบัญชีให้กัญชาเป็นสารเสพติดจึงค่อยๆ หายไป หากปลดล็อกให้เอกชนเข้ามาพัฒนาเพราะหลังปลดล็อกเราคงยังตามต่างชาติไม่ทันต้องส่งเสริมการวิจัย ปกป้องสิทธิบัตร อันเป็นประโยชน์ของประเทศ

“รัฐ​ไม่ใช่คนที่ต้องลงไปทำเอง แต่ต้องทำหน้าที่ผู้ช่วยเปิด​ตลาด ให้หอการค้า ทูตพาณิชย์ ไปเปิดตลาดกัญชาไทยยังไงให้ได้มาตรฐานโลก เหมือนข้าวไทยที่เป็นที่รู้จัก ทำไมกัญชาจะทำแบบเดียวกันไม่ได้ ​ปัจจุบัน การปลดล็อกต้องไปดูรายละเอียดว่าเป็นการลดสถานะสารเสพติดจากระดับ 5 เป็นระดับ 2 แล้วยังมีอะไรซ่อนไว้อีก ต้องไปดู”

ถามถึงอนาคตการเมืองต่อจากนี้ หมอเอ้ก กล่าวว่า อยากผลักดัน 3-4 เรื่องนี้ หากจะทำก็ต้องเข้าไปออกกฎหมาย หากจะออกกฎหมายก็ต้องเข้าไปในสภา แต่ถามว่าต้องลงสมัคร สส.หรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่ทางพรรคด้วย ว่าจะจัดสรรปันส่วนอย่างไร เพราะไม่ใช่เขาคนเดียวที่มีความคิดใหม่ๆ อยู่ที่จะตอบโจทย์พรรคในการเลือกตั้งแล้วอยู่ตรงไหน

“ถามว่า​ สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ สนใจอะไรมากกว่ากัน ผมได้หมด ลงเขตก็น่าสนใจเพราะผมชอบตอนเป็นหมอ ชอบตรวจคนไข้ ชอบคุยกับคน ถ้าลงเขตก็โอเค ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ก็ได้นโยบายเป็นหลัก ตอบโจทย์ ผมก็ทำได้หมด ตอนนี้ก็เริ่มจากจุดเล็กๆ กับกลุ่ม New Dem”​

นพ.คณวัฒน์ ขยายความว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานการเมืองนั้น ถ้าเป็นแค่คนคนเดียวก็จะรู้สึกหดหู่มาก แต่ที่เห็นหลายพรรคก็ล้วนแต่มีคนรุ่นใหม่ ทำให้รู้สึกดีว่ามีคนรุ่นใหม่หลายคน จริงๆ แล้วการศึกษาพบว่าสังคมสังคมหนึ่ง 100 คน การจะเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมได้นั้น ใช้คนเพียงแค่ 25 คนก็เปลี่ยนมายด์เซตของคนในสังคมนั้นได้​

“พอมีคนรุ่นใหม่เยอะ แต่ละคนก็หวังต้องการเปลี่ยนประเทศที่ติดหล่มมาตั้งแต่ปี 2549 คนรุ่นใหม่ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ให้ติดอยู่ในวังวนเดิม ​แต่หากคนรุ่นใหม่เข้ามาแล้วยังลากกลับไปสู่วังวนเดิมๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมก็เป็นแค่ทางเลือกที่ 3 ไม่อยากให้กลับไปอยู่วังวนเดิม”​

นพ.คณวัฒน์ เชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่นั้นมีความหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน เพราะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ต่างพรรคก็มีจุดหมายให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ทั้งเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ อนาคตใหม่ ซึ่งการเมืองต้องแยกแยะเพราะการเมืองขัดแย้งกันได้บนหลักการประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยออกแบบมาให้ถกเถียงกันได้ แต่หากนอกเหนือจากนี้ก็ต้องเลิก

ก่อนหน้านี้มีคนเคยถามว่าหากประชาธิปัตย์ไม่ชนะเลือกตั้งจะช่วยบ้านเมืองได้ไหม จริงๆ แล้วถ้าคุณไม่ใช่นักการเมืองก็ช่วยประเทศได้ เพราะทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ ประชาชน ก็ช่วยได้ อย่าโยนความรับผิดชอบให้นักการเมืองทั้งหมด ดังนั้นหากไม่ได้เป็นนักการเมืองก็จะผลักดันเรื่องที่อยากทำต่อในวิธีอื่นที่ไม่ต้องเข้าสู่อำนาจอธิปไตย

หัวใจ‘มาตรฐานรถแพทย์ฉุกเฉิน’ รักษาชีวิตบุคลากรในรถปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/570842

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 07:00 น.

หัวใจ‘มาตรฐานรถแพทย์ฉุกเฉิน’ รักษาชีวิตบุคลากรในรถปลอดภัย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความห่วงใยกังวลถึงความปลอดภัยต่อบุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้ขับรถ พยาบาล แพทย์ ที่คอยช่วยเหลือผู้ป่วยภายในรถ เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญของวงการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่อุบัติเหตุไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากมีมาตรการเตรียมพร้อมรองรับช่วยลดตัวเลขการสูญเสียและอุบัติเหตุลงน่าจะเป็นทางออกและวิธีที่ง่ายที่สุดจากเหตุไม่คาดฝัน

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายให้ฟังว่า มาตรฐานในภาพรวมการบริหารจัดการทั้งการแพทย์ฉุกเฉิน การส่งต่อผู้ป่วย ฯลฯ มีหลายส่วนที่จะมาประกอบกัน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกันแค่เพียงเรื่องของมาตรฐานตัวรถยนต์บริการทางการแพทย์อย่างเดียวเท่านั้น

ภาพรวมของรถฉุกเฉินในไทยทั้งหมดประกอบ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.รถตำรวจ ใช้ไฟสีแดง 2.รถพยาบาลไฟสีน้ำเงิน 3.รถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ไฟสีแดงน้ำเงิน และ 4.รถฉุกเฉินอื่นๆเช่น รถขยะ รถโรงเรียน รถกรมทางหลวง ซึ่งสัญลักษณ์สีไฟเหล่านี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้กำหนดสีไฟ ดังนั้น รถฉุกเฉินของแต่ละประเภทจึงมีมาตรฐานการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

สำหรับในส่วนของรถพยาบาลกับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินนั้น จะมีเป้าหมายวัตถุประสงค์การใช้ที่แตกต่างกัน เพียงแต่ลักษณะของตัวรถจะมีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นลักษณะของรถตู้กับรถกระบะ หากรถที่มีไฟสีน้ำเงินหรือรถฉุกเฉินที่ใช้ในการขนส่งผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลจะมีมาตรฐานในเชิงข้อกำหนดหลายส่วน ทั้งเรื่องมาตรฐานรถ ฯลฯ เมื่อนำมาใช้บริการทางการแพทย์ต้องกำหนดอุปกรณ์ เช่น เครื่องวัดความดัน อุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วย อุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย ฯลฯ

“หน่วยงานต่างๆ ที่เป็นเจ้าของรถจะไปกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมเอง เช่น การบริการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลต้องดูว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ประเภทใดบ้าง บุคลากรประเภทใด เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหมดเป็นมาตรฐานเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรฐานรถบริการทางการแพทย์”

สำหรับเรื่องของการกำหนดอุปกรณ์ภายในรถพยาบาลฉุกเฉิน ในอดีตอุปกรณ์อาจยังไม่ทันสมัยเหมือนกับปัจจุบัน คงเพียงแค่เรื่องการกำหนดเฉพาะพวกอุปกรณ์พื้นฐานไว้เท่านั้น อีกทั้งบริเวณเบาะนั่งของเจ้าหน้าที่อาจยังไม่มีเข็มขัดเซฟความปลอดภัย เป็นต้น นั่นคือรถบริการทางแพทย์ในอดีต แต่ปัจจุบันถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐานอย่างดีเพิ่มขึ้นหลายเท่า

“ทั้งนี้ทั้งนั้นเชื่อว่า ในอนาคตอีก 4-5 ปีข้างหน้า ระบบการบริการรถพยาบาลฉุกเฉินน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เพราะทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ที่คอยทำการรักษาผู้ป่วยบนรถ”

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุกับรถพยาบาลฉุกเฉินที่ประสบอุบัติเหตุอยู่หลายครั้ง นั่นจึงทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องมีการออกมาตรการกำชับพิเศษในการระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยทั้งบุคลากร เจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย จนนำไปสู่การกำหนดมาตรการหลายอย่าง เช่น การกำหนดความเร็วรถต้องไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต้องมีสัญญาณไฟส่องสว่างอย่างชัดเจน และการอบรมผู้ขับรถ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ภายในรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อทบทวนการจัดการอย่างสม่ำเสมอ และจากมาตรการที่ผ่านมาทำให้เห็นผลสัมฤทธิ์ชัดเจนว่า อุบัติเหตุรถพยาบาลลดลงไปได้มาก

นอกจากนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ยังได้มีการกำหนดมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของรถบริการทางการแพทย์อย่างดี ทั้งเก้าอี้นั่งเจ้าหน้าที่ภายในรถ เตียงนอนผู้ป่วย การจัดวางปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้มีความปลอดภัยสูงสุด เข็มขัดนิรภัย การผูกรัดมัดตึง อุปกรณ์ เป้าหมายเพื่อป้องกันการอุปกรณ์ทางการแพทย์ตกหล่นเสียหาย ที่สำคัญช่วยรักษาชีวิตบุคคลภายในได้อย่างปลอดภัย

“ทาง สพฉ.มีการอบรมบุคลากรผู้ปฏิบัติการงานในรถพยาบาลอยู่เสมอ ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ก็ควรต้องมีการฝึกฝนเช่นกัน เพราะการขึ้นไปบนรถฉุกเฉินไม่ใช่การขึ้นไปนั่งเฉยๆ พยาบาล แพทย์ ต้องมีทักษะการยืน นั่ง ในรถให้เป็น ต่อให้นั่งรถเบนซ์ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นเราต้องรู้เรื่องเหล่านี้ จำไว้เสมอการนั่งรถฉุกเฉินก็เหมือนกับการขี่ม้ายิงธนู”

อุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินนั้นมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน จำแนกแยกเป็นปัจจัยภายนอก เช่น เรื่องของถนน สิ่งแวดล้อมภายนอก ฯลฯ ส่วนปัจจัยภายใน เช่น คนขับรถ ความพร้อมของบุคลากรเจ้าหน้าที่ การตรวจเช็กสภาพรถ เป็นต้น ทั้งหมดต้องมีการตรวจสอบให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้

“ไทยรักษาชาติ”ไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างสถาบันการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/570407

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 07:32 น.

"ไทยรักษาชาติ"ไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างสถาบันการเมือง

กลุ่มผู้บริหารพรรคไทยรักษาชาติ ยันไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างพรรคให้เป็นสถาบันรวมพลังคนรุ่นใหม่พัฒนาประเทศใช้นโยบายดิจิทัลพลิกฟื้นประเทศครบวงจร

****************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

หลังเปิดตัวเป็นพรรค “ไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช.ออกมา ทำให้มีกระแสวิจารณ์ทันทีว่าเป็นพรรคนอมินี พรรคสาขาหรือเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ทางทีมผู้บริหารพรรค ประกอบด้วย “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” หัวหน้าพรรค “มิตติ ติยะไพรัช” เลขาธิการพรรค “คณาพจน์ โจมฤทธิ์” กรรมการบริหารพรรค และ“พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ” โฆษกพรรค ได้ร่วมกันชี้แจงและตอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างรวมถึงแนวทางนโนบายของพรรคต่อโพสต์ทูเดย์ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ร.ท.ปรีชาพล บุตรชาย “เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช” แกนนำพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า วันนี้ต้องแยกกันให้ออกว่าระหว่างพรรคไทยรักษาชาติกับท่านทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทย แม้ตัวผมจะเคยเป็นอดีต สส.พรรคเพื่อไทย แน่นอนย่อมรู้จักกับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยหลายคนเป็นอย่างดี แต่วันนี้แต่ละคนมีความคิดและอุดมการณ์แตกต่างกันไป ย่อมคิดไม่เหมือนกัน และที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามบุคคลอื่นมาชี้นำในการทำงานของพรรคการเมือง และมีโทษหนักถึงขั้นยุบพรรคหากกระทำผิด แต่วันนี้เมื่อเราตัดสินใจเดินออกจากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว เพราะต้องการทำงานการเมืองเพื่อประชาชน จึงออกมาตั้งพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับท่านทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย

“วันนี้ท่านทักษิณไม่ได้อยู่ในวงการเมืองอีกต่อไปแล้ว ส่วนจะมีความพยายามเชื่อมโยงกับพรรคไทยรักษาชาติ เราคงห้ามความคิดกันไม่ได้ แต่วันนี้ผมทำงานที่พรรคไทยรักษาชาติเต็มตัว ไม่รับรู้ด้วยว่าพรรคเพื่อไทย กำลังทำอะไรกันอยู่และไม่ทราบว่าพรรคอื่นๆ อาทิ พรรคเพื่อชาติ หรือพรรคเพื่อธรรม จะเดินไปอย่างไร อาจเจอกันบ้างตามเวทีสัมมนาบ้าง แต่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ผมรู้แต่ว่าพรรคไทยรักษาชาติจะเดินไปอย่างไรเท่านั้นเอง” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

สำหรับเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ร.ท.ปรีชาพล บอกว่า ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดพรรคเล็กหรือพรรคน้อยมากมาย ไม่ได้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ดังนั้นเมื่อเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยขึ้นมามากๆ ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ปัญหาที่ตามมา คือ เสถียรภาพของรัฐบาลกับการเมืองไทยย่อมมีความไม่แน่นนอน เสถียรภาพอาจแกว่งไปแกว่งมาจนนำไปสู่อายุสภาที่สั้นลง เพราะพรรคการเมืองด้วยกันอาจตกลงอะไรกันไม่ได้ เหมือนกับเกิดโรคแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ให้เป็นเช่นนั้น

“ผมเชื่อมั่นว่าพรรคไทยรักษาชาติ จะส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขต ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาผู้สมัคร ที่สำคัญพรรคไทยรักษาชาติไม่ส่งมือปืนรับจ้างลงไปเก็บแต้มเก็บคะแนนอย่างแน่นอน แต่เราส่งผู้สมัคร เพราะพรรคมั่นใจว่าผู้สมัครของเราจะชนะเลือกตั้ง เพราะเราได้คัดสรรบุคคลที่ดีมีคุณภาพที่สุดมาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชน เป็นบุคลากรที่ผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนทุกรุ่นคัดสรรมาเป็นตัวแทนพรรค” ร.ท.ปรีชาพล กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ “มิตติ” เลขาธิการพรรค ในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลเชียงรายยูไนเต็ด บุตรชายของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานรัฐสภา ที่เพิ่งประกาศตัวสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ อธิบายเหตุผลที่เข้ามาทำงานการเมือง เพราะอยากเห็นการเมืองไทยเป็นไปในแนวทางสากล คือ พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง หรือองค์กรอิสระไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้นด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การจะสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็งจึงเป็นเรื่องยากมาก และเมื่อในวันนี้กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบมาเป็นแบบนี้ คงต้องแยกทางกันเดิน แต่สุดท้ายเรามีเป้าหมายเหมือนกัน คือ “ความสวยงามของประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีอิสรภาพทางความคิด แต่อยู่ร่วมกันได้”

“เพราะกติการัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเช่นนี้ แม้ไม่อยากจะออกมา แต่เพื่อประชาธิปไตย ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองเข้มแข็งมากกว่า แต่วันนี้จากกติกาออกแบบมาเป็นแบบนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ได้ออกมาส่งเสียงอันทรงพลัง จึงตั้งใจว่าจะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ และทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ ได้เห็นพรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคของพวกเขาที่มีจุดยืนเหมือนกัน คือ อยู่เคียงข้างประชาธิปไตย” มิตติ กล่าวอย่างภาคภูมิ

ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคหน้าใหม่อย่างไทยรักษาชาติ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ หรือส่งผู้สมัครครบทุกเขตเท่านั้น แต่ “ร.ท.ปรีชาพล” กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “ผมพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี” พร้อมจะคุยกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย หรือฝ่ายที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่เมื่อถึงเวลาอันสำคัญที่ต้องเลือกหรือจัดตั้งรัฐบาล พรรคไทยรักษาชาติ จะเลือกทำงานกับฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น

“นับเป็นโอกาสอันสำคัญที่ได้เข้ามาเป็นผู้บริหารร่วมกับคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ และพรรคไทยรักษาชาติ เป็นการผสมผสานทางความคิดของคนทุกรุ่น ที่เห็นตรงกันว่าประเทศไทยรอไม่ได้แล้ว เพราะเราเห็นตรงกันจะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนจึงมาร่วมกันตั้งพรรคการเมือง” ร.ท.ปรีชาพล ระบุ

ในขณะที่ “มิตติ” นับเป็นนักการเมืองหนุ่มที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะคุณพ่อ “ยงยุทธ” ไปตั้ง “พรรคเพื่อชาติ” แต่ตัวเองกลับมาอยู่อีกพรรค “มิตติ” กล่าวว่า มีคนถามเยอะว่าทำไมไม่อยู่พรรคเดียวกับคุณพ่อ เพราะก่อนลงเล่นการเมืองก็ปรึกษาหารือกับคุณพ่อมาโดยตลอด ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้คุยกัน แต่เนื่องด้วยแนวคิดที่ผมกับคุณพ่อต่างคิดไม่เหมือนกัน เพราะคุณพ่ออยากทำเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ อยากเห็นความยุติธรรม หรืออยากเห็นการพูดคุยกันได้ทุกฝ่าย แต่ส่วนตัวผมมองว่าการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวทันโลก ต้องนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศให้เท่าทันกับต่างชาติ เช่นวันนี้มาเลเซียและอินโดนิเซีย มีการพัฒนาประเทศไปได้เร็วกว่าประเทศไทยในทุกอย่าง เพราะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ดังนั้นจุดยืนทางการเมือง คือ ยึดมั่นในประชาธิปไตยและนโยบายการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ จึงตัดสินใจลงเล่นการเมือง

“บอกได้เลยว่าพรรคไทยรักษาชาติ อนาคตผมจะทำให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งให้จงได้ เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้เสรีและเต็มที่ ในการแสดงความคิดเห็นทั้งในรูปแบบสมัครเป็นสมาชิกพรรค หรือบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมพรรค หรือเสนอแนะนโยบายต่างๆ พรรคไทยรักษาชาติ คือ พรรคการเมืองที่ผมฝันอยากทำมาตลอดและจะทำให้สำเร็จ” มิตติ กล่าว

สำหรับเรื่องของความสับสนในการเลือกตั้งในกลุ่มพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทยนั้น ร.ท.ปรีชาพล ยืนยันว่า พรรคไม่กังกลเรื่องประชาชนจะสับสนในการลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะมั่นใจว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้ตกผลึกทางความคิดแล้วว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายใดกันที่จะสามารถทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ดีกว่ากัน และทุกพรรคการเมืองมีแนวทางของตัวเอง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม หรือพรรคไทยรักษาชาติ ล้วนเป็นพรรคที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย จึงไม่กังวลการเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอาจทับซ้อนกันบ้าง แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะต่างฝ่ายต่างเดินเข้าหาประชาชน

“จุดต่างของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคที่รวบรวมคนที่มีความคิดใหม่ๆ มาทำงานการเมือง ดังนั้นวันนี้ผู้มีอำนาจควรปลดล็อกทางการเมืองได้แล้ว เพื่อให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ และเพื่อประกาศให้คนไทยหรือต่างชาติได้รับรู้ว่าไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่การเลือกตั้ง จากวันนี้ไปถึงวันที่ 24 ก.พ. 2562 เหลือเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น ไม่ใช่เหลือเวลาอีกหนึ่งปีหรือสองปี ที่จะมาล็อกไม่ให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาปลดล็อกจริงๆ เหลือเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น ย่อมไม่ยุติธรรมต่อพรรคการเมืองใหม่ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และควรมีความชัดเจนว่าการหาเสียงเลือกตั้งจะทำได้อย่างไรบ้าง เพราะวันนี้ไม่มีอะไรอยู่ในก่อไผ่ที่ผู้มีอำนาจจะมาปิดกั้นกันพรรคการเมือง

“เอาแฟร์ๆ โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะส่งข้อความนโยบายหรืออุดมการณ์พรรคการเมืองไปยังคนนับล้านๆ คนเพียงไม่กี่วินาที ทางรัฐบาลไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดโอกาสเต็มที่ เพราะรัฐบาลบอกเองว่าเราเป็นไทยแลนด์ 4.0 แต่ถ้าจะเอาแนวทาง 0.4 มาใช้กับพรรคการเมืองก็ถือว่าไม่แฟร์จริงๆ” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

สร้างถนนดิจิทัล แก้ปัญหาประเทศ

นโยบายพรรค ทษช.นั้น แกนนำทั้งหมดยืนยันว่านโยบายที่ชัดเจน คือ เป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมชูนโยบายผลักดันประเทศและประชาชนคนไทยต้องก้าวไปด้วยกัน เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล ด้วยสโลแกน “โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน”

ดังนั้น นโยบายจึงเน้นนำเทคโนโลยีและความทันสมัยมาประยุกต์และใช้ประโยชน์ในการพัฒนศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศด้วยนโยบาย “ถนนดิจิทัล” ที่จะพาดผ่านหน้าบ้านคนไทยทั้ง 67 ล้านคน เริ่มตั้งแต่ในหมู่บ้านชุมชนไปทั่วทุกมุมโลก กล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรมเชิงนโยบาย คือ นโยบายที่เน้นสนับสนุนการสร้างงาน สร้างรายได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี อาทิ จะติดปีกให้สินค้าโอท็อปให้สามารถจำหน่ายได้ในโลกอินเทอร์เน็ต หรือ อี-คอมเมิร์ซ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ เพื่อนำไปสู่การทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

“จุดแข็งของพรรค คือ เราต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาประชาชนประสบปัญหาเรื่องปากท้องเหมือนกันหมดตั้งแต่ล่าง กลาง หรือบน จุดยืนทางการเมือง คือ ไม่ขายความขัดแย้งหรือสุดโต่ง แต่พรรคเน้นนำความทันสมัยมาทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี นี่คือจุดแข็งของพรรคไทยรักษาชาติ” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

ร.ท.ปรีชาพล กล่าวว่า หากพรรคได้เป็นรัฐบาล สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะทำ คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะมีอยู่ในอุดมการณ์ฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา เหมือนระเบิดเวลา รออยู่ว่าจะระเบิดด้วยอะไร ช่วยกันถอดสลัก หรือมีคนมาทุบให้ระเบิด ทั้งเศรษฐกิจและแก้รัฐธรรมนูญต้องทำควบคู่กันไป แต่วันนี้ปัญหาปากท้องประชาชนสำคัญกว่าและรอไม่ได้ ทุกระดับชั้น ล่าง กลาง และบนได้รับผลกระทบกันไปหมด และต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมา

“การแก้รัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากสังคมด้วย เพราะผู้อำนาจเขียนมาให้แก้ยาก จะใช้สภาแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงต้องสร้างความเห็นชอบจากสังคม เพื่อให้สังคมสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญ เกิดปัญหาอะไร เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

“มิตติ” กล่าวว่า ผมมีความฝันอยู่สองอย่างในชีวิต คือ ทำฟุตบอลและทำการเมืองให้สำเร็จ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองอยู่กับผมตั้งแต่เกิด ส่วนฟุตบอลผมชื่นชอบและรักมาก เริ่มทำฟุตบอลตั้งแต่ตอนอายุ 23 ปี ทำมาสิบปีจนประสบความสำเร็จ จึงอยากมาทำงานการเมืองบ้าง ยอมรับว่าต้องปรับตัวหลายอย่างโดยเฉพาะการพูด เหตุผลที่ลงการเมืองครั้งนี้สิ่งสำคัญ คือ อยากให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น และการลงมาเล่นการเมืองครั้งนี้มาเร็วกว่าเดิม เพราะด้วยกติกาตามรัฐธรรมนูญกำหนด สิ่งสำคัญคือต้องการทำให้พรรคไทยรักษาชาติเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง จึงอยากใช้โอกาสนี้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ที่จะทำให้การเมืองเข้มแข็งและเป็นเสียงสะท้อนที่มีพลังและให้คนรุ่นใหม่ได้มีพรรคเป็นของตัวเอง

คณาพจน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อนสนิทกับ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวทักษิณ กล่าวว่านโยบายสำคัญของพรรค คือ แก้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กฎหมายไซเบอร์ เพราะเป็นกฎหมายที่ไปกดทับสิทธิเสรีภาพประชาชนในการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญกฎหมายเหล่านี้ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่ได้มาจากประชาชน ซึ่ง สนช.ส่วนใหญ่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น ไม่มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่เลย รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา หรือ เรียนฟรี 12 ปี จะต้องแก้ไขด้วย เพราะไม่ได้การันตีว่าลูกหลานของพี่น้องประชาชนได้เรียนฟรีจริงๆ ดังนั้นเป้าหมายการออกกฎหมายของพรรค คือ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นและออกโดยความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

พงศ์เกษม กล่าวว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคของลูกหลานนักการเมือง เพราะตัวผมเองไม่ใช่ลูกนักการเมือง แต่เหตุผลที่เข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมีแนวคิดตรงกันเรื่องการใช้เทคโนโลยีมาเป็นแกนหลักและแนวคิดร่วมกัน ที่จะเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาประชาชนด้วยนโยบาย “ถนนดิจิทัล” ซึ่งหลังจากนี้ไปจะทำเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเต็มที่ แม้พรรคจะประกาศตัวหลังพรรคอื่นๆ แต่มั่นใจว่าจะทำให้ประชาชนได้รู้จักนโยบายของพรรค ที่เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาทุกๆ ด้าน อาทิ สาธารณสุขหรือวิทยาศาสตร์ มาใช้เพื่อลดงบประมาณ หรือนโยบายสนับสนุนให้ชาวนาทำนาด้วยแอพพลิเคชั่น สามารถพยากรณ์ดิน ฟ้า อากาศ เพื่อการปลูกพืชได้

“พรรคไทยรักษาชาติไม่มีการนำเอานโยบายนี้ไปเสนอกับชนชั้นกลาง หรือนโยบายนี้ไปเสนอกับชนชั้นล่าง นโยบายพรรคเราไม่มีการแบ่งแยก เพราะเทคโนโลยีไม่มีการแบ่งแยกคน และพรรคนี้ไม่ใช่พรรคเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นพรรคที่มีคนที่มีแนวคิดสมัยใหม่ๆ มาอยู่ด้วยกัน กรรมการบริหารพรรคไม่ใช่มีแต่คนรุ่นใหม่ แต่มีคนทุกรุ่นอื่นๆ ที่มีแนวคิดสมัยใหม่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรเข้ามาทำงาน หรือ ร่วมงานกับเราได้ หากคุณเป็นคนที่มีแนวคิดใหม่ๆ ยินดีมาเข้าร่วมกับพรรค” พงศ์เกษม กล่าว

สภามหา’ลัยไม่มีอำนาจบริหาร หนุนแก้กม.เลิกแจงทรัพย์สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/570339

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 12:52 น.

สภามหา’ลัยไม่มีอำนาจบริหาร หนุนแก้กม.เลิกแจงทรัพย์สิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต้องกลับมาทบทวนหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกประกาศ ซึ่งกำหนดให้คณะผู้บริหารระดับสูงต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินโดยครอบคลุมไปถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะรักษาการแทนคณบดี สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ให้ความเห็นว่าเจตนาของกฎหมาย ป.ป.ช. ต้องการที่จะให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในทางราชการต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้รู้ว่าระหว่างดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาผิดปกติและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจนทำให้เกิดการเพิ่มในแง่ทรัพย์สินของตนเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ทั้งนี้ ถ้าเป็นตำแหน่งในราชการทั่วๆไป เช่น อธิบดี รองอธิบดี อธิการบดี รองอธิการบดี ชัดเจนว่าคนเหล่านี้มีตำแหน่งบริหาร สามารถใช้อำนาจหน้าที่ในการปกครองเพื่อทำให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองได้ อาทิ การแต่งตั้งโยกย้าย การจัดซื้อจัดจ้าง การประมูล การก่อสร้าง

“คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องยึดตามกฎหมายดังกล่าว แต่ในกลุ่มของสภามหาวิทยาลัยหากมองความเป็นจริงแล้วไม่มีอำนาจบริหาร แต่เป็นอำนาจเชิงกำกับนโยบาย เช่น ทิศทางการบริหารจะเป็นอย่างไร ตั้งข้อสังเกตในการบริหารงาน อนุมัติงบประมาณโดยรวมของมหาวิทยาลัย อนุมัติรับปริญญา อนุมัติหลักสูตร นี่คือบทบาทของสภามหาวิทยาลัย”

สมชัย กล่าวว่า ภายใต้การตีความทางกฎหมายว่าคนกลุ่มนี้มีอำนาจที่ใช้ในการปกครองได้ แม้จะไม่ใช่โดยตรงแต่ผ่านอธิการบดี การดำรงตำแหน่งหรือแต่งตั้งต้องผ่านสภามหาวิทยาลัย และยิ่งมีคำตัดสินศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2552 ระบุไว้ว่าตำแหน่งอุปนายก กรรมการสภามหาวิทยาลัย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นั้น แปลว่ากลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในข่ายที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย

“แต่ผลตามมาคนจำนวนหนึ่งในสภามหาวิทยาลัยที่ได้ไปขอความร่วมมือ ไหว้วาน ชักชวนเข้ามาช่วยในการบริหารมหาวิทยาลัย หรือให้คำแนะนำต่อมหาวิทยาลัยบางคนเป็นนักธุรกิจ ซึ่งมีรายได้ของตัวเอง มาช่วย โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากเบี้ยประชุม 2,000-3,000 บาท/ครั้ง ซึ่งก็ไม่ได้เยอะ”

นอกจากนี้ บางท่านเป็นอาจารย์เกษียณอายุไปแล้ว เข้ามาช่วยเสนอว่าหลักสูตรดีไม่ดี หรือต้องปรับปรุงอะไรบ้าง คนเหล่านี้ไม่มีผู้ใต้บังคับแล้ว ไม่มีเลขาฯ ทีมงาน รับเบี้ยประชุม หากต้องมายื่นทรัพย์สินด้วยก็ถือเป็นภาระของบุคคลเหล่านี้ อีกทั้งต้องมาใช้เวลาในการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ที่สำคัญหากแจ้งไม่ครบ หรือหลงลืม ถ้าพบเห็นขึ้นมาก็มีความผิดทางอาญา ติดคุก ติดตะราง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มสูงต้องถอยตัวจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย หากลาออกแค่เพียง 1-2 คนคงไม่เป็นไร แต่ถ้าออกพร้อมกันหลายคน คือ สภามหาวิทยาลัยก็จะไม่ครบองค์ประชุมและไม่สามารถประชุมได้ เพื่อจะมีมติเกี่ยวข้องกับการบริหารมหาวิทยาลัยได้ เช่น รับปริญญา อนุมัติหลักสูตรใหม่ การใช้งบประมาณ จะทำให้การบริหารของมหาวิทยาลัยหยุดชะงัก ซึ่งจะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น

สมชัย เสนอว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือ การแก้กฎหมาย เพื่อให้ ป.ป.ช.สามารถออกประกาศให้สอดคล้องกฎหมายโดย  ป.ป.ช.ไม่ผิด แต่การแก้กฎหมายนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และใช้เวลาดำเนินการ ซึ่งไม่สามารถทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ได้ เพราะกฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดและตัดสินใจว่าระหว่างยอมเสียชื่อว่าออกกฎหมายโดยไม่รอบคอบแล้วทบทวนใหม่ หรือปล่อยให้เกิดผลตามมา คือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก จนมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการได้ว่าจะเลือกอะไร ขณะเดียวกันจะใช้อำนาจเหนือนิติบัญญัติ คือ การใช้คำสั่ง คสช.ให้มีการงดเว้นในบางกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าการงดเว้นใช้กับคนกลุ่มนี้ เหตุผลคือมันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร

“แม่หลวงกุ้ง” ขอพัฒนาบ้าน ที่เรียกว่าประเทศชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569722

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 11:07 น.

"แม่หลวงกุ้ง" ขอพัฒนาบ้าน ที่เรียกว่าประเทศชาติ

เปิดใจ “แม่หลวงกุ้ง” หรือ สุพัตรวี อยู่แพทย์ อดีตผู้ใหญ่ หมู่ 6 ต.หนองหอย อ.เมือง เชียงใหม่ ที่วันนี้ตัดสินใจสวมเสื้อสังกัดพรรคชาติพัฒนา

***************************

เรื่อง : ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ / ภาพ : ทวีชัย สุริวรรณ

นับเป็นอีกหนึ่งสาวสวย ซึ่งแฝงไว้ด้วยความเก่งและฉลาด อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันอย่างดีบนโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งวันนี้เธอได้ตัดสินใจกระโดดเข้ามาสู่ถนนการเมืองใหญ่ แม้จะยังไม่เต็มตัวก็ตาม สำหรับ สุพัตรวี อยู่แพทย์ หรือ “แม่หลวงกุ้ง”อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในวัย 38 ปี ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านที่สวยที่สุดในประเทศไทย โดยสวมเสื้อสังกัดพรรคชาติพัฒนา

สุพัตรวี ได้เล่าถึงความเป็นมาผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ เกิดมาจากผู้ใหญ่ในท้องที่ที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนได้ชักชวนให้เข้ามา แต่ไม่ใช่พรรคชาติพัฒนาเพียงอย่างเดียวทาบทาม ยังมีอีกหลายพรรคการเมืองเหมือนกัน ทว่าการเข้าพรรคชาติพัฒนาเป็นการตัดสินใจส่วนตัวล้วนๆ

สุพัตรวี บอกด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมยอมรับว่า คิดทบทวนเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร เพราะต้องถือบัตรประจำตัวประชาชนและเงินเข้าไปสมัครเพื่อเป็นสมาชิกพรรค อีกทั้งส่วนตัวมีแนวความคิดไม่อยากย้ายบ้านบ่อยๆ อยากอยู่บ้านนั้นไปจนตาย เช่นเดียวกับงานการเมือง จนกระทั่งลงตัว เพราะสิ่งที่ต้องการคือ อยากเป็นนักสู้เพื่อประโยชน์โดยส่วนรวม

แม่หลวงกุ้ง เล่าต่อว่า สำหรับการตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้มาจากหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะจากเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นไปด้วยความน่าโศกเศร้า น่าเสียใจ รวมถึงความขัดแย้งหลายๆ อย่าง แต่ส่วนตัวอยากเข้ามาทำในส่วนของงานพัฒนาอาสา งานเพื่อสังคม ไม่ได้ต้องการทะเลาะกับใครหรืออะไรทั้งนั้น

“เปรียบเสมือนคนเลือกบ้านหนึ่งหลัง กุ้งไม่ได้ต้องการบ้านหลังใหญ่ หรือเป็นคฤหาสน์ แล้วมีพ่อแม่มาคอยชี้ทางให้เดินแบบไหน อย่างไร ตามเป้าหมายที่พ่อแม่ตั้งไว้ แต่อยากเลือกบ้านที่อบอุ่น แม้จะเป็นบ้านขนาดกลางไม่ใช่คฤหาสน์หลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่พ่อแม่คอยสนับสนุนบุตรหลานหรือสมาชิกในบ้าน เพื่อสานความฝันเก่าๆ ทำตามอุดมการณ์ในกรอบอันดีงาม ถูกต้อง

ซึ่งอยากได้บ้านแบบนี้ เพราะในชีวิตจริงเราไม่ได้เดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ อยากให้ทุกอย่างออกมาดีแต่ไม่อยากไปทะเลาะ เพราะจะทำงานไม่ได้ เข้าไปแล้วไปนั่งต่อว่ากัน งานที่จะทำก็ไม่ได้ทำ คนเดินอยู่มาดึงขาหรือวิ่งอยู่แล้วมาดึงเสื้อหรือปัดขา ถามว่าจะวิ่งได้หรือไม่

ถ้ากุ้งรู้ว่าใครวิ่งแล้วได้รับชัยชนะ และส่งผลมาถึงทุกคนให้ได้ดีหมด กุ้งจะไม่ดึงหรือผลักให้เขาล้ม แต่เราจะคอยประคับประคอง หรืออะไรขวางทางเราก็จะช่วย เหตุผลเดียวกันอีกคนวิ่งไม่ไหวแล้วอยู่ข้างหลัง กุ้งจะพาเขาเดินแล้ววิ่งไปด้วยกัน เพราะอยากก้าวข้ามจากสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา

โดยอยากให้ทุกคนเข้ามาช่วยกันทำประเทศใหม่ อยู่ได้ในบนพื้นฐาน อะไรผิดมาช่วยกันแก้ อะไรถูกและมันดีพัฒนาต่อได้หรือไม่ มันไม่ได้เพื่อแค่ตัวเรา หรือเพื่อการเมือง อย่ามองว่าการเมืองคือ การเมือง แต่การเมืองเป็นการพัฒนาสังคม พัฒนาบ้านเรา”

สุพัตรวี ยอมรับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานต่อประเด็นถูกทาบทามให้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบเขต ว่า ทางพรรคยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว แต่ภาพที่เห็นลงพื้นที่นั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าใครเป็นเพื่อนหรือคนสนิทจะทราบดีว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอาสาหรืองานช่วยเหลือสังคม งานรวบรวมเยาวชนทำกิจกรรมเป็นงานที่ทำก่อนจะมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน

“งานพวกนี้เป็นงานที่ติดตัวกุ้งมาก่อนทำงานผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าตอนนี้จะลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วก็ตาม กุ้งก็ยังทำงานด้านจิตอาสาอยู่ในพื้นที่ แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆ ยังเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ เป็นกลุ่มจิตอาสาเหมือนเดิม ที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้”

แม่หลวงกุ้ง ยังบอกถึงความใฝ่ฝันหากสักวันหนึ่งได้เข้าไปทำงานการเมืองเต็มตัว โดยเฉพาะปัญหาที่พบส่วนใหญ่และอยากแก้ไขคือ เรื่องของผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ แม้ยอมรับว่านโยบายหลายๆ อย่างที่ผ่านมานั้นจะดีมาก แต่ยังเป็นเพียงนามธรรมสวยหรู จึงอยากมาผลักดันให้นโยบายเหล่านั้นเกิดเป็นรูปธรรมลงสู่พื้นที่จริงๆ ซึ่งสำคัญมาก

สุพัตรวี ยกตัวอย่างสิ่งที่เห็นชัดเจนและใกล้ตัวคือ เรื่องของเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการ เคยเห็นหรือไม่กับคำว่า “เท่าเทียมแต่ไม่เท่าเทียม” เช่น เด็กด้อยโอกาสหรือเด็กที่ขาดการดูแลจากพ่อแม่โดยแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเด็กกำพร้า หรือพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างพื้นที่ รัฐบอกว่าเรียนฟรีเท่าเทียมกัน แต่เชื่อหรือไม่บนความเท่าเทียมคือ ความไม่เท่าเทียม

“ทุกวันนี้กุ้งอยู่กับแม่ และแม่กุ้งเป็นผู้พิการ กุ้งไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษนอกเหนือสิทธิพึงมี แต่สิ่งที่อยากได้คือ การยอมรับ ความสุข เพราะจากการที่เคยได้ไปสัมมนามา ผู้พิการทางโสตเคยถามว่ามีภาษามือในละครตามโทรทัศน์หรือไม่ ซึ่งบางครั้งผู้พิการเองก็อยากดูละคร แม้เราจะมีโทรทัศน์เหมือนกัน ดูละครเรื่องเดียวกัน สนุกสนานเหมือนกัน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ความเท่าเทียม คือ ความไม่เท่าเทียม”

นอกจากนี้ ผู้พิการทางด้านสายตาแม้จะได้ยิน ก็ไม่อยากให้ใครมาหลอกให้ลงลายเซ็นในเอกสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งบนซองอาหารตามร้านสะดวกซื้อ อยากถามว่ามีอักษรเบรลล์ให้กับผู้คนเหล่านี้ได้อ่านกันหรือไม่ ซึ่งผู้พิการหลายคนขาดสิทธิประโยชน์ตรงนี้ ไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ ดังนั้น สิ่งที่ต้องการไม่ใช่สิทธิเหนือสิทธิ แต่เป็นสิทธิความเท่าเทียมที่อยู่ได้โดยปกติสุข ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถือว่าสำคัญมากในเรื่องนี้

แม่หลวงกุ้ง บอกด้วยน้ำเสียงกำเมืองอย่างจริงจังต่อประเด็นการก้าวจากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองใหญ่ ว่า ทุกคนต้องโต วันหนึ่งอาจต้องเจอฝน หรือเดินฝ่าแดด หรือลุยหนาม ซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิตคน ถามว่าตัวเองจะเปลี่ยนหรือไม่ ก็คงไม่เยอะ แต่อาจจะโตขึ้น หนักแน่น แข็งแกร่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นคนเดิม

อย่างไรก็ตาม หรือหากในอนาคตข้างหน้าไม่มีโอกาสทำงานอย่างคาดหวัง หรือไม่มีโอกาสทำงานในสภาผู้แทนราษฎร แต่อยากให้เชื่อว่างานอาสาที่ทำอยู่ในพื้นที่มันก็ยังคงมีอยู่ แล้วจะมีไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวตัวตน รวมถึงเพื่อนๆ พี่น้องในพื้นที่ให้อยู่ด้วยกัน

“อยากบอกว่าทุกวันนี้กุ้งอยู่เป็นลูกหลานของพี่น้องทุกคน เพราะกุ้งเองเกิดและอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ก็เหมือนกุ้งอยู่ในบ้านตัวเอง ทำงานในบ้านของตัวเอง มันไม่มีความยากหรือความง่าย มันมีแต่คำว่าทำอย่างไรให้บ้านดีขึ้น กุ้งเชื่อว่าพี่น้องทุกคน พ่อ แม่ ถ้าลูกหลานทำแบบนี้คงไม่ปฏิเสธเรา

แต่ว่าจะอยู่อย่างไร อยู่แบบไหน กุ้งไม่ได้มองว่างานที่กุ้งอยากทำ เป็นประโยชน์ของตัวกุ้งเอง แต่สิ่งที่จะทำเป็นเพื่ออนาคตของทุกคนได้อย่างไร ปัญหา คือ อะไร แล้วแก้มันได้อย่างไร แต่สิ่งที่ห่วงถ้าเข้าไปแล้วทำได้ไม่เต็มที่ น่าห่วงมากกว่า กุ้งเป็นลูกหลานชาวบ้าน ไม่ได้เป็นครอบครัวนักการเมือง

พ่อแม่ไม่มีพื้นฐานด้านการเมือง กุ้งสู้มาตั้งแต่เล็กๆ ทำในสิ่งเล็กๆ ให้มันได้ แม้กระทั่งกว่าจะมาเป็นผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มจากงานพิมพ์เอกสาร อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และมาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จนกระทั่งได้มาเป็นผู้ใหญ่บ้านเอง”

สุพัตรวี ยังให้มุมมองต่อการเมืองครั้งนี้ที่กำลังก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเธอมองว่าเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก่อนหน้านี้หวังผลยอดกำลังจะแตกหน่อเป็นการเปลี่ยนหลายๆ อย่าง หากจะมองว่าการเปลี่ยนเป็นเรื่องเลวร้าย หรือถ้ามองการเปลี่ยนเป็นเรื่องดีมันก็คือเรื่องดี ถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องดี ดังนั้น ถ้ามองให้ร้ายมันก็ร้าย ถ้ามองให้ดีมันก็ดี

“ถ้าเรามองด้วยความอคติมันทุกอย่าง ต่อให้เราทำมันบวก มันก็ติดลบ ดังนั้น แทนที่เราจะมองว่ามันไม่ดี มันไปไม่ได้อย่างไร เรากลับมามองกันดีกว่าไหม ที่บอกว่ามันไม่ดี ไปไม่ได้ ทำอย่างไรให้มันดีและไปได้ คือ ให้ไปก่อนแล้วค่อยๆ แก้กันไป จะมองว่าวัวหายล้อมคอกก็ได้ แต่ถามว่าถ้ามันไม่มีวัวหลุดออกคอก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคอกมันพังตรงไหน”

สุพัตรวี ยอมรับว่า การเข้ามาสู่แวดวงการเมืองครั้งนี้ หลายคนหรือแม้กระทั่งญาติพี่น้องเองก็มีความเป็นห่วง แต่ก็อยากให้มองว่าเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานการเมือง เป็นคนพื้นที่คนหนึ่ง ถ้าอยากทำงานแล้วมีโอกาสได้ทำ หากเห็นว่าเป็นลูกหลานจะไม่มาช่วยเพื่อมาทำบ้านให้มันดี จะมองว่าเลวร้ายไปเลยทีเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ แม้จะต่างหมู่บ้าน ต่างหลังคา ต่างที่อยู่ ต่างพรรคการเมือง ท้ายที่สุดแล้วเจตนาเดียวกันใช่หรือไม่ คือ ทำบ้านหรือเรียกว่าประเทศให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นใช่หรือเปล่า

แม่หลวงกุ้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมเชิญชวนคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง “ให้เดินเข้ามาถือใบสมัครและเงินเดินเข้าไปหาพรรคการเมืองที่คิดว่าใช่สำหรับตัวเรา แล้วบอกอุดมการณ์ ถามพรรคสนับสนุนเราได้หรือไม่ ไม่ใช่ใครมาชี้ว่าต้องไปตรงนั้น ตรงนี้ กุ้งว่ามันไม่ใช่

เพราะกุ้งเชื่อว่าพื้นฐานของคนทุกคนในสังคมคิดแบบเดียวกันนี้ก็มีจำนวนมาก เพียงแต่ไม่มีโอกาสเข้ามา เชื่อว่าคนเก่ง คนคิดดี คนมีความรู้ความสามารถกว่ากุ้งมีเยอะ จึงอยากชักชวนคนรุ่นใหม่ไม่ว่าโตหรือเด็กกว่าให้เข้ามาจุดนี้เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศ”

ค้านถนน “พะเนินทุ่ง” เส้นทางทำลายป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569706

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 08:16 น.

ค้านถนน "พะเนินทุ่ง" เส้นทางทำลายป่า

เหตุผลจากนักอนุรักษ์ป่าที่ออกมาคัดค้านการสร้างถนนคอนกรีตมุ่งหน้าขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ที่ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย”

*************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกำลังมีโครงการปรับปรุงถนนตั้งแต่แคมป์ อ.บ้านกร่าง-พะเนินทุ่ง เพื่อก่อสร้างให้เป็นถนนคอนกรีตขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 20.50 กิโลเมตร มุ่งหน้าขึ้นเขาพะเนินทุ่งในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แม้จุดมุ่งหมายของโครงการนี้จะทำให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางแก่นักท่องเที่ยว ทว่าเส้นทางดังกล่าวได้ตัดผ่านกลางป่าซึ่งถือเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อย

ทำให้กลุ่มนักอนุรักษ์เครือข่ายพิทักษ์รักษ์ป่าแก่งกระจาน ออกมาทวงติงถึงเจตนารมณ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผืนป่าไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างถนน เพราะไม่คุ้มค่าที่จะแลกความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเที่ยว หากต้องสูญเสียชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ให้ถูกทำลายไปพร้อมกัน

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เปิดเผยว่า เรื่องของการสร้างถนนทำให้เกิดอัตราการสูญเสียชีวิตสัตว์มากที่สุด เพราะความเสียหายจะเริ่มตั้งแต่ถางป่าขยายถนนให้กว้างขึ้น อีกทั้งการตัดถนนเส้นทางต่างๆ คือการหั่นพื้นที่ป่าออกเป็นชิ้นเล็กๆ ยิ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เร่งให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะเรื่องของเสียงเครื่องยนต์ท่อไอเสียจะส่งผลกระทบต่อนก ผลการสำรวจพบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขยายพันธุ์ของพืช เพราะนกหนีเสียงรบกวนจึงทำให้พืชจากมูลนกไม่สามารถแพร่พันธุ์ตามวัฏจักรได้ และสิ่งที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือความตายของสัตว์ถูกรถยนต์ชนบ่อยครั้ง ซึ่งไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ถือเป็นปัญหาสำคัญต้องแก้ไข

“สัตว์ที่มักพบว่าถูกรถชนตายมากที่สุดคือ งูเขียว ซาลาแมนเดอร์ ค้างคาว เต่า นก ผีเสื้อ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งสัตว์เหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศมาก มีการเก็บข้อมูลว่าในแต่ละปีมีสัตว์ถูกชนกว่า 3,000 ตัว/ปี ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง สุดท้ายสัตว์ป่าจะสูญพันธุ์ ยิ่งถนนกว้าง รถยิ่งวิ่งเร็ว ยิ่งสูญเสีย” นพ.รังสฤษฎ์ กล่าว

วิทวัส นวลอินทร์ มัคคุเทศก์ นักอนุรักษ์ป่า กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้ไปท่องเที่ยวในป่ามานานโดยเฉพาะพื้นที่แก่งกระจาน เมื่อสิบปีก่อนหน้านี้แทบไม่มีนักท่องเที่ยว ใครที่ขับรถเข้าไปต้องขับช้าๆ อย่างระมัดระวัง ซึ่งมีโอกาสได้เจอสัตว์หายากอย่างกระทิง หมาใน นกเค้าแมว ออกหากินตอนกลางคืน แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีให้เห็น เนื่องจากมีถนนลาดยาง รถยนต์สัญจรเข้ามามากขึ้น ใช้ความเร็วมากขึ้นตามไปด้วย

“ผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการท่องเที่ยวที่เด่นชัดคือ นักท่องเที่ยวจะสร้างความเสียหายต่อป่าและสัตว์ เช่น มีการโห่ร้องส่งเสียงดัง ทิ้งขยะ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหากรัฐคิดว่ามีกฎระเบียบคอยควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นไปได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็นต่อการสร้างถนนเส้นนี้ ถือเป็นการลักหลับประชาชนไม่ให้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางต่อป่า เชื่อว่าถ้าถนนเส้นนี้สร้างเสร็จนอกจากจะทำให้สัตว์ป่าถูกรถชนตายแล้ว ยังอาจมีประชาชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถตกเขาอีกด้วย ดังนั้นจึงมองไม่เห็นถึงความคุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย” วิทวัส กล่าว

พัฒนพล กุญชร ณ อยุธยา หรือดีเจแมน ดารานักแสดง กล่าวว่า ในฐานะเป็นคนชอบท่องเที่ยว ทำให้ได้เห็นว่าทุกวันนี้ธรรมชาติกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงว่าจะเหลือสิ่งแวดล้อมธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งเห็นข่าวการล่าสัตว์ผิดกฎหมายยิ่งสะเทือนใจ ฉะนั้นคนไทยทั้งประเทศควรลุกขึ้นมาช่วยกันรักษาป่าไม้ อย่าปล่อยให้เพิ่มมลภาวะ สร้างปัญหาขยะไปมากกว่าเดิม เพื่อสืบทอดทรัพยากรธรรมชาติสู่คนรุ่นต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายพิทักษ์รักษ์ป่าแก่งกระจาน เตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านการตัดถนนคอนกรีตขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยขอให้ชะลอการก่อสร้าง เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าให้ออกหากินไม่ได้ตามปกติ แต่หากต้องการปรับปรุงถนนทางเครือข่ายเห็นด้วยที่ควรมีการซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุดเฉพาะบางจุดที่มีความเสี่ยง อาทิ บริเวณถนนความสูงลาดชัน หรือจุดที่เกิดน้ำกัดเซาะ ดินถล่มซ้ำซาก ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยชีวิตสัตว์ป่าและประหยัดงบประมาณได้อีกมาก

โดยงานวิจัยพบว่าถนนที่มีการจราจรหนาแน่นขึ้นจะทำให้พื้นที่หากินของสัตว์แคบลง อีกทั้งยังมีปัญหาสัตว์ป่าถูกรถชนตายเฉลี่ยปีละประมาณ 3,000 ตัวพร้อมกันนี้ควรเปิดโอกาสให้มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ให้ครบถ้วนก่อนเพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

เตือนวัยกลางคนดูแลสุขภาพ รับมือสึนามิสังคมคนชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569538

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 06:46 น.

เตือนวัยกลางคนดูแลสุขภาพ รับมือสึนามิสังคมคนชรา

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ไทยประกาศว่าเป็นประเทศที่ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว เพราะในขณะนี้มีประชากรไทยที่มีอายุ 65 ปี หรือแก่กว่ามีจำนวนมากถึง 10% หรือมากกว่า 7 ล้านคน โดยคาดการณ์กันว่า ภายในปี 2583 ประชากรสูงวัยจะเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 17 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ปัจจุบันองค์ความรู้ในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบมากขึ้น ในแง่ของการมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ใช้รับมือกับปัญหาสังคมสูงวัยในอนาคต หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีทักษะที่หลากหลายเพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้มาก

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีสวัสดิการดีมาก จนนับเป็นต้นแบบของประเทศที่มีความพร้อมในการรับมือกับสังคมสูงวัย ก็เริ่มหันไปเน้นเรื่องการเตรียมคนในปัจจุบันให้มีคุณภาพสูงสุด เพราะปัจจุบันญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น มีประชากรสูงวัยในสัดส่วนที่สูงกว่าบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว และเริ่มพบว่ามีปัญหาอื่นๆ ซึ่งระบบสวัสดิการที่มี ก็ไม่สามารถครอบคลุมหรือแก้ปัญหาต่างๆ ที่เริ่มซับซ้อนและมีมากขึ้นๆ ได้ การเตรียมการเพื่อให้คนสามารถพึ่งตัวเองได้มากที่สุด และนานที่สุด เริ่มสอนคนให้มีทักษะชีวิตตั้งแต่ยังเด็กจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ กล่าวว่า หากตระหนักว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงสังคมสูงวัยที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ ก็ย่อมเข้าใจเช่นกันว่าการเตรียมพร้อมตั้งแต่ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ที่มีอายุ 30-50 ปีในปัจจุบัน หรือกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ผู้สูงอายุสำรอง” ต้องเริ่มดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะคนกลุ่มนี้จะเป็นคลื่นสึนามิแห่งสังคมสูงวัยที่จะพัดมาถึงปัจจุบันมีสัดส่วนคนทำงาน 6 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอนาคตจะเหลือคนทำงาน 2 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน

“เรื่องของการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อให้คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ดูแลตัวเองให้ได้นานที่สุด หากไม่เตรียม และคิดจะแก้ปัญหาในปั้นปลาย ก็ยากจะรับมือได้”

อาจารย์วิพรรณ กล่าวว่า หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เคยใช้วิธีเตรียมการสร้างสถานที่ดูแลผู้สูงอายุนอกบ้านเดิมที่เคยอยู่ช่วงวัยทำงานไว้รองรับ แต่ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะพบว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก จนต้องมีการเปลี่ยนแผนใหม่ให้ผู้สูงอายุอยู่ที่เดิม อยู่ในบ้าน ในชุมชนเดิมให้มากที่สุด ต้องหาระบบที่ส่งเสริมให้คนสูงอายุอยู่ในบ้านเดิมให้ได้นานที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งต้องตามไปดูนโยบายด้านสังคม เช่น สร้างสถานที่ที่มีกิจกรรม มีงานที่ยังให้คนสูงวัยมีส่วนร่วมได้ เป็นงานที่เหมาะสมกับสมรรถภาพร่างกาย หรือเป็นงานใหม่ที่นำผู้สูงอายุมาฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพก่อนก็ได้

อาจารย์วิพรรณ กล่าวด้วยว่า บทเรียนที่ได้จากหลายประเทศ เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้สังคมไทยต้องเตรียมการเพื่อรับมือให้รอบคอบรัดกุมมากขึ้น และท้าทายมาก

“คนรุ่นปัจจุบันจำเป็นที่จะต้อง เตรียมทักษะชีวิตในหลายๆ ด้านให้พร้อมรับมือการเข้าสู่สังคมสูงวัยให้พร้อม เพราะนวัตกรรมที่เปลี่ยนเร็ว จนอาจจะทำให้ต้องตกงานก่อนวัยเกษียณ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดชีวิตให้พร้อมที่จะทำงานใหม่ๆ

ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมการออมอย่างรอบคอบ เพราะลำพังแค่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจไม่เพียงพอ รวมถึงเริ่มจัดการวางแผนเพื่อเก็บออมเงิน ซึ่งสำคัญมาก หากไม่เริ่มทำตอนนี้ก็ไม่ทัน  ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากเป็นเจ้านายตัวเอง แล้วตัดสินใจลาออกจากงานประจำเร็วขึ้น ให้เปลี่ยนเป็นทำงานให้ยาวนานขึ้น เพราะมีบทเรียนว่าหลายคนที่ออกไปทำธุรกิจหรือเล่นหุ้น สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ ฉะนั้นทุนมนุษย์สำหรับการวางแผนให้สามารถทำงานต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไทยจึงต้องเร่งหาแผนรับมืออย่างเป็นระบบ หากสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางในการรับมือกับสังคมสูงวัยของอาเซียนที่สำคัญมาก” อาจารย์วิพรรณ กล่าว

ภาพประกอบข่าว

ร้องปลดล็อก กม.สุขภาพจิต “เด็กอายุต่ำกว่า18ปี” พบหมอเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569146

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 08:37 น.

ร้องปลดล็อก กม.สุขภาพจิต "เด็กอายุต่ำกว่า18ปี" พบหมอเองได้

กลุ่มเยาวชนเรียกร้องให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.สุขภาพจิตเปิดทางให้เด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ตัดสินใจเข้ารับการรักษาเองได้ โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมจากผู้ปกครอง

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เกิดเป็นข้อเรียกร้องจากเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เล็งเห็นว่ากฎหมายบางข้ออาจไม่ยุติธรรมกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ต่อการรักษาอาการป่วยทางจิตเวช สาเหตุล้วนมาจากหลายปัจจัย ซึ่งข้อเรียกร้องสำคัญจากเยาวชนต้องการให้ทบทวนแก้ไข คือขอให้พิจารณาแก้ไขมาตรา 21 วรรค 3 ในพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เพื่อให้เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี สามารถตัดสินใจเข้ารับการบำบัดรักษาทางด้านสุขภาพจิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมจากผู้ปกครอง

สหัสวรรษ สิงห์ลี โฆษกสภาเด็กและเยาวชน กทม. ย้อนเล่าจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นมาเรียกร้องขอให้มีการทบทวนข้อกฎหมายในประเด็นข้างต้นว่า เนื่องจากมีคนรู้จักพยายามกินยาฆ่าตัวตายต้องการเข้ารับการรักษากับแพทย์ โดยไม่แจ้งให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับรู้เพราะกลัว ปรากฏว่าเด็กคนนั้นไม่สามารถเข้ารับการรักษาตัวเองได้ เนื่องจากไม่มีการเซ็นอนุญาต เลยกลายเป็นปัญหาที่เรามานั่งพูดคุยกันเพื่อหาทางออกตรงประเด็นนี้

“ที่ผ่านมาเรามองข้ามปัญหานี้มาตลอด ไม่เคยสนใจ ไม่คิดว่ากลายเป็นสิ่งสำคัญ มุ่งแต่มองเรื่องปัญหาการท้องไม่พร้อมในวัยรุ่น ปัญหาการแตกแยกในครอบครัว แรงงาน ฯลฯ แต่พอมีการถามถึงเรื่องปัญหาสุขภาพจิตปรากฏว่ามีหลายคนประสบปัญหาเยอะมาก จึงไปสู่จุดเริ่มต้นต้องการรณรงค์ขึ้นมา”

สหัสวรรษ ระบุด้วยว่า ข้อเรียกร้องที่เรามีความหวังและอยากให้ผู้ใหญ่พิจารณาทบทวนแก้ไขมากที่สุดคือ ต้องการให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้เข้ารับการรักษาจากแพทย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเซ็นอนุญาตจากพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะปัจจุบันถ้าไม่มีการเซ็นยินยอมจากผู้ปกครองก็ไม่สามารถรับการรักษาได้ เพื่อให้เพื่อนวัยรุ่นอีกหลายคนสามารถเข้าถึงโอกาสในส่วนนี้ได้

ต้นตอปัญหาบางกรณีเกิดมาจากในครอบครัว จึงเหมือนการถูกซ้ำเติมจากคนในครอบครัวอีก อีกทั้งยังเหมือนกับการตีตราคนในครอบครัว และไม่มีใครต้องการให้ลูกหลานตัวเองนำใบผู้ป่วยจิตเวชไปหาหมอ อีกทั้งยังเกรงว่าอาจถูกตีตราจากสังคม ทั้งนี้ถ้าหากบางกรณีเห็นด้วยยินยอมถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้าถึงโอกาสด้วย

“ทุกปัญหาเกิดขึ้นกับเด็กและมีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าจำนวนมาก ปัจจุบันเด็กคิดฆ่าตัวตายเพิ่มเยอะขึ้นมา ทั้งนี้ปัญหาก็มาจากสื่อโซเชียล ครอบครัว ฯลฯ ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กช่วงวัย 15-16 ปี และส่วนใหญ่อยู่เขตเมืองที่ป่วย สาเหตุมาจากแรงกดดันจากครอบครัว การเรียน ความรัก เป็นต้น ยอมรับการมีผู้ปกครองเซ็นรับรองดี แต่ก่อนที่จะเซ็นอนุญาตอยากให้เด็กเข้ารับการรักษาก่อน ส่วนขั้นตอนต่อจะทำอย่างไรคงต้องมาวางแผนกันอีกครั้ง เชื่อหมอที่รักษามีทางพูดคุยกับเด็กอย่างดีแน่นอน”

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กทม. กรมสุขภาพจิต กลับมองว่าปกติเด็กที่เข้ามารักษาทางโรงพยาบาลจะให้คำแนะนำ ปรึกษาอยู่แล้ว เบื้องต้นเป็นการพูดคุยกันมากกว่า แต่ถ้าถึงขั้นทำบำบัด วินิจฉัยโรค จ่ายยา ส่วนนี้จะต้องมีผู้ปกครองรับทราบ เนื่องจากต้องมีการเปิดแฟ้ม มีเลขโรงพยาบาล ต้องจ่ายยา ยกเว้นกรณีเด็กอยู่ในภาวะอันตราย เช่น การทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น เหมือนกับคนไข้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินพิเศษ ก่อนจะติดต่อญาติให้รับทราบ ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องรอให้ใครเป็นผู้เซ็นรับรองได้ แต่จะเป็นกรณียกเว้นไป

“ส่วนใหญ่เด็กที่เข้ามารับการรักษาจะมีลักษณะอาการวิตกและซึมเศร้าเยอะที่สุด ปัจจัยหลักมาจากเรื่องครอบครัว เพื่อนและการเรียน ส่วนเรื่องความรักถือว่าน้อย ผู้เข้ารับการปรึกษามักอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายเฉลี่ยอายุ 15 ปีขึ้นไป แน่นอนว่าทุกโรงพยาบาลไม่มีที่ไหนปิดกั้นการรักษาผู้ป่วยแน่นอน เพียงแต่จะให้คำแนะนำก่อน หากแต่ถ้าผู้ป่วยรายใดต้องเข้ารับการรักษาก็ต้องมีผู้ปกครองรับรองยินยอมด้วย เนื่องจากผู้ปกครองบางท่านอาจกังวลว่าลูกไม่ได้มีอาการอะไร แต่หมอทำไมมีสิทธิมาจ่ายยา”

พญ.วิมลรัตน์ สาธยายเสริมว่า หากผู้ป่วยคนใดมีอาการเครียด กังวล อย่าอยู่เฉย เพราะการนิ่งไม่ขยับจะทำให้เกิดความคิดวนเวียนอยู่ในหัว ยิ่งทำให้เครียด พยายามหากิจกรรมทำ เช่น ออกกำลัง จะช่วยลดความกังวล ไม่ต้องมานั่งคิดสิ่งใด เมื่อสมองว่างแล้วค่อยมานั่งคิดว่าจะค่อยๆ แก้ปัญหาอย่างไรตามลำดับสำคัญ ถ้าไม่ได้ผลก็ควรพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครอง อธิบายอาการให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่เด็กหลายคนนำไปใช้สู่ทางออก หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตเบอร์ 1323 ได้เช่นกัน

โฆษก “ตู่ดิจิทัล” รุกพีอาร์สยบข่าวบิดเบือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569047

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

โฆษก "ตู่ดิจิทัล" รุกพีอาร์สยบข่าวบิดเบือน

“บี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการทำหน้าที่ชิงทุกพื้นที่ข่าวสารรับเลือกตั้ง

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่แค่เปลี่ยนบรรยากาศเล่นๆ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทว่าการมอบความไว้วางใจแต่งตั้ง “บี-พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์”เป็น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แถมควบตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง ก็ถือเป็นการปรับทัพงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562

ดังนั้นจึงต้องการนักการเมืองมืออาชีพมาทำงานประสานการเมือง โดยเฉพาะการเมืองบนโลกโซเชียลมีเดียที่นับวันจะดุเดือดเผ็ดร้อนและรุนแรงในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารกันได้โดยง่ายและเร็วในยุคดิจิทัล

พุทธิพงษ์ ได้รับความไว้วางใจอย่างมากในการดูแลเพจ “ตู่ดิจิทัล” ในฐานะหัวหน้าทีมแอดมินเพจสแกนเรื่องราวของนายกรัฐมนตรีในทุกๆ ด้าน ก่อนที่จะมีการนำเสนอภาพลักษณ์ หรือก่อนออกสื่อโซเชียลมีเดียทุกครั้งต้องผ่านตา “พุทธิพงษ์” ซึ่งเหตุผลสำคัญในการทำหน้าที่ดูแลเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ทั้งในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ที่ล้วนเป็นเพจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีนั้น

พุทธิพงษ์ เล่าว่า ความคิดแรกๆ ของท่านนายกรัฐมนตรีต้องการเปิดช่องทางการสื่อสารที่กว้างและเข้าถึงได้ง่าย โดยที่ประชาชนสามารถรับรู้เรื่องราว ผลงาน และนโยบายของรัฐบาล หรือเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อนโยบายรัฐบาล เพื่อจะนำมาสู่การปรับปรุงหรือเปิดช่องทางใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้รับทราบในสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง ยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองรัฐบาลต้องทำงานสื่อสารประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นผลงานเด่นๆ ในการทำงานต่างๆ ต้องสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง หรือประชาชนกลุ่มใดได้ประโยชน์จากนโยบายหรือผลงานที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำไป นี่คือแนวคิดหลักของงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“ท่านนายกรัฐมนตรีเล่นโซเชียลมีเดียเอง แต่ผมอาจจะเข้าไปดูแลในบางส่วนเท่านั้น เช่น วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยากสื่อสารเรื่องนี้ ทางทีมงานอาจจะคิดและทำกราฟฟิกดีไซน์ให้ในรูปแบบที่เห็นแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ กลุ่มคนที่ทำก็มีจำนวนไม่มาก เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ใช้คนเพียงไม่กี่คนก็ทำได้แล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีออกแนวคิดเองทั้งหมด” พุทธิพงษ์ กล่าว

พุทธิพงษ์ เล่าว่า ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าอิทธิพลการสื่อสารที่ทรงพลังและโซเชียลมีเดียเป็นรูปแบบการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไวที่สุด อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ยิ่งหลังจากนี้ไปใกล้วันเลือกตั้ง ย่อมเกิดการสร้างข่าว สร้างข้อมูลข่าวสารที่เป็นทั้งข้อเท็จจริง หรือบิดเบือนข้อมูลอันเป็นเท็จซึ่งเกี่ยวข้องและพาดพิงนายกรัฐมนตรี หรือ ครม.ย่อมต้องมีมากขึ้น จากการใช้ข้อมูลที่บิดเบือนโจมตีกล่าวหาดังนั้นโซเชียลมีเดียจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงหรือข้อสงสัยให้ประชาชนได้รับทราบเร็วที่สุดด้วย

พุทธิพงษ์ บอกว่า ด้วยบทบาทหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นโอกาสในการประสานงานกับสื่อสารมวลชนได้คล่องตัวขึ้น สิ่งที่อาจจะต้องทำเพิ่มเติมขึ้นมาให้มากขึ้น นั้นคือการตอบโต้หรือชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็ว ฉับไว และถูกต้อง เพราะมีข้อมูลหลากหลายมากเหลือเกินในทุกวันนี้ ทั้งที่เป็นข้อมูลหรือนโยบายต่างๆ ที่ออกมาเยอะมาก

“เห็นได้ว่าเมื่อเข้าใกล้โรดแมปที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเร็วขึ้นเท่าไร ยิ่งจะมีการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงปล่อยออกมามากขึ้นเท่านั้นดังนั้นในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษ คือต้องเร่งชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าเรื่องใดรัฐบาลถูกกล่าวหา หรือเรื่องใดไม่เป็นความจริง”

ที่สำคัญหากมีความจำเป็นต้องพึ่งกฎหมาย หรือต้องฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมายก็ต้องทำ เพราะในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการดำเนินการฟ้องร้องกับกลุ่มหรือบุคคลใดที่ให้ร้ายบิดเบือนข้อมูล ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่า เมื่อทางรัฐบาลอยู่เฉยๆ ตั้งใจทำงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ตอบโต้คงไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นจะพยายามชี้แจงในทุกสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ยอมให้ถูกรุมอยู่ข้างเดียวอีกต่อไป

พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะแอดมินเพจส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งในการทำงานคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทั้งในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เพราะทั้งสองตำแหน่งต้องเกี่ยวกับการชี้แจงทางการเมือง หรือผลงานรัฐบาล ผ่านการให้ข่าว ด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญขอยืนยันว่าการจัดทำเพจในครั้งนี้ไม่เน้นยอดให้มีคนมาติดตามจำนวนมากๆ แต่มุ่งเน้นเชิงคุณภาพในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ด้วยการรวบรวมรายละเอียดข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของรัฐบาล ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นจริง ถูกต้อง และง่ายในการเข้าถึง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

“รัฐบาลพยายามเปิดทุกช่องทางการสื่อสาร อย่างโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก มีกลุ่มคนติดตามชัดเจนและเปิดกว้างคนนิยมเยอะมาก คนที่เข้ามามีหลากหลายแบบ ทั้งที่เป็นคนที่เข้ามาอ่านจริงๆ จังๆ อ่านเอาสนุกๆ หรือแค่ติดตามข่าวสาร ต้องยอมรับว่าเฟซบุ๊กคนติดตามและเยอะกว่า ดังนั้นในการนำเสนอจะเน้นภาพถ่าย หรือนโยบายจะทำเป็นอินโฟกราฟฟิกให้เข้าใจง่ายๆ หรือทวิตเตอร์ จะส่งเป็นข้อความสั้นๆ หรือต่อไปอาจมีไลฟ์สด คลิปวิดีโอสั้นๆ ไม่ยาวมาก เพื่อนำเสนอแล้วประชาชนเข้าใจได้ง่ายๆ” พุทธิพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปการใช้ช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดีย อาจได้เห็นรูปแบบการนำเสนอภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรีมากขึ้นในรูปแบบต่างๆ อาจจะเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ต้องการสื่อสารและนำเสนอให้กับประชาชนได้รับทราบ นอกเหนือจากภารกิจทุกๆ วันที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอยู่แล้วในทุกวันนี้ ดังนั้นจากนี้ไปจะค่อยๆ มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ถึงลูกเล่นในหลากหลายแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความน่าสนใจให้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การแสดงความคิดเห็น หรือคอมเมนต์ให้กำลังใจต่างๆ แต่ถึงกระนั้นสาระสำคัญของการเปิดช่องทางการสื่อสารในครั้งนี้ คือ เปิดช่องทางการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และอยากให้ประชาชนได้เห็นแง่มุมต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีในแบบอื่นบ้าง อีกทั้งจะได้เป็นช่องทางในการติดตามการทำงาน หรือภารกิจนายกรัฐมนตรีว่าแต่ละวันนายกรัฐมนตรีได้ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างไร

พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ตัวอย่างของอิทธิพลสื่อโซเชียลมีเดียต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เห็นเป็นรูปธรรม คือกรณีเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นที่ จ.อุบลราชธานี แม่ของน้องคนหนึ่งป่วยหนัก น้องต้องหยุดเรียนไปเฝ้าแม่อยู่ที่โรงพยาบาล ต้องกินนอนตามทางเดิน พอดีมีคนใจดีเห็น จึงโพสต์เรื่องราวดังกล่าวเข้ามาในเฟซบุ๊กนายกรัฐมนตรี ทันทีที่นายกรัฐมนตรีรับทราบ ได้สั่งการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปดูแลทันที ทำให้ตอนนี้มีคนเข้าไปช่วยเยอะมาก อย่างไรก็ตามในอนาคตยังเป็นห่วงเรื่องการเรียน จึงให้ดูแลติดตามอย่างใกล้ชิดแล้วให้รายงานกลับไปยังเฟซบุ๊กของบุคคลที่ส่งเรื่องของน้องเข้าไปในเพจของนายกรัฐมนตรีให้ได้รับทราบด้วย

ทั้งนี้ ในการทำงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอาจต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรวมถึงรายการ คสช.ด้วย แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ขอให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 1-2 วันเท่านั้น กำลังคิดกันอยู่ว่าควรมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มการนำเสนอไปสู่สายตาประชาชนอย่างไรบ้าง มิใช่รูปแบบการมานั่งแถลงข่าว หรือเสนอข้อมูลเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบผลงานและนโยบายรัฐบาลให้มากที่สุดโดยเฉพาะเพจนายกรัฐมนตรี

“อยากบอกว่าทีมสื่อสารประชาสัมพันธ์ของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กับทีมโฆษกจะยังเป็นทีมงานเดียวกัน เพียงมีการปรับเปลี่ยนภาระหน้าที่ที่ต่างต้องไปรับผิดชอบ อย่าง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รับภารกิจดูแลกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือเอ็นบีที นับเป็นหน้าที่ในการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบนโยบายหรือผลงานรัฐบาลช่องทางหนึ่ง ไม่ได้เป็นการโยกย้ายหรือเด้งแต่อย่างใด จากนี้ไปจะเป็นการทำงานด้วยกันเป็นทีมเดียวกัน ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลให้เข้มแข็งขึ้น” พุทธิพงษ์ กล่าว

แม้จะถูกมองว่าการเข้ามารับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อประสานงานการเมืองระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าในฐานะนักการเมืองย่อมต้องเป็นคนกว้างขวางรู้จักคนในแวดวงการเมืองทุกพรรค และพูดคุยกันได้แต่ที่มาทำงานการเมืองให้กับรัฐบาลในวันนี้ เพราะต้องการมาทำประโยชน์ให้บ้านเมือง และเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้อย่างสงบสุข ไม่ได้จะมาประสานงานการเมืองหรือมาตอบโต้ทางการเมืองให้กับนายกรัฐมนตรี อยากย้ำเลยว่าที่มาทำงานในวันนี้เพราะต้องการเอาประสบการณ์การทำงานการเมืองมาทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศให้มากที่สุด

จับตากระทรวงหมอย้อนยุค4.0 รวบอำนาจ “ข้อมูลสุขภาพ”?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/568653

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 11:49 น.

จับตากระทรวงหมอย้อนยุค4.0 รวบอำนาจ "ข้อมูลสุขภาพ"?

ยังมีความพยายามจาก “ฝ่ายการเมือง” ภายในกระทรวงสาธารณสุข ที่จะพยายามรวบอำนาจข้อมูลด้านสุขภาพ

*****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จนถึงขณะนี้ยังคงมีความพยายามจาก “ฝ่ายการเมือง” ภายในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่จะยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2556 ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่เป็น “เคลียริงเฮาส์” หรือหน่วยงานกลางในการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมด

ทุกวันนี้โรงพยาบาลที่อยู่ในระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะส่งเบิกและรับเบิกจากเคลียริงเฮาส์ โดย สปสช.ทำหน้าที่มาช้านานและได้รับการยอมรับว่ามีระบบความปลอดภัยด้านข้อมูลที่ได้มาตรฐาน ถึงขั้นได้รับรางวัลรับรองมาตรฐานศูนย์ระบบข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2552

การทำงานของ สปสช.ทำให้ประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมจากเวทีโลก ในฐานะแหล่งศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการด้านสารสนเทศการจ่ายชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ ในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยปัจจุบันข้อมูลเบิกจ่ายผู้ป่วยมากกว่า 80% ทำหน้าที่เบิกจ่ายผ่าน สปสช.

อย่างไรก็ตาม หากอำนาจในการจัดการ “เคลียริงเฮาส์” ถูกเปลี่ยนมือจาก สปสช.ไปยัง “หน่วยงานใหม่” ที่ฝ่ายการเมืองพยายามจัดตั้งขึ้น โดยให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งมี นพ.นพพร ชื่นกลิ่น เป็นผู้อำนวยการ เป็นผู้เร่งผลักดัน ย่อมสร้างความกังวลและความปั่นป่วนในระบบสุขภาพอยู่ไม่น้อย

คำถามคือ อะไรเป็นเหตุผลหรือความเหมาะสมในการดึงอำนาจกลับไปยัง สธ. ภายใต้การดำเนินการของ สวรส. และอีกคำถามที่ตามมาก็คือ หากเป็นเช่นนั้นจริง ทุกวันนี้องค์ความรู้ บุคลากร ระบบ ของราชการมีความพร้อมแล้วหรือไม่

หรือประเทศไทยจะต้องนับหนึ่งใหม่ ทั้งการหางบประมาณ กำลังคน หรือแม้แต่สถานที่ในการจัดตั้งเคลียริงเฮาส์

ขณะเดียวกัน หากจะดึงอำนาจการเบิกจ่ายเงินด้านสุขภาพกลับไป ก็เป็น สปสช.อีกที่ต้องวุ่นในการรื้อ และวางระบบของตัวเองใหม่ ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก รวมถึงหน่วยบริการทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ระบบบัตรทอง ดูแลผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน ก็ต้องเปลี่ยนระบบใหม่

การวางแผนบริหารจัดการเรื่องนี้ จึงไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศ และยังทำให้การเบิกจ่ายที่ไร้รอยต่อก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักลง

มากไปกว่านั้น ยังต้องถามต่ออีกว่า หากตั้งศูนย์กลางเบิกจ่ายข้อมูลด้านสุขภาพขึ้นใหม่ ระบบจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ การรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลเป็นอย่างไร และมีความพร้อม เชื่อมโยงกับหน่วยบริการ มีระบบตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อชดเชยค่าบริการทางการแพทย์หรือไม่

เพราะเคลียริงเฮาส์ต้องครอบคลุมทั้งงานทะเบียนสิทธิ งานขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ การโอนเบิกจ่ายชดเชยผ่านธนาคารแบบอี-เพย์เมนต์ ซึ่งถ้าหากเปลี่ยนหน่วยงานการบริหารจัดการ ข้อมูลก็จะถูกแยกส่วน ต้องส่งต่อข้ามหน่วยงาน จากหน่วยงานหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง จนเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อหน่วยบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

น่าสนใจว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการจะรื้อระบบเพื่อตั้งศูนย์เคลียริงเฮาส์ใหม่ คือการพัฒนาระบบ หรือแค่ความพยายามในการรวบอำนาจไว้กับตัวเอง

ขณะนี้มีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาว่าเคลียริงเฮาส์แห่งใหม่จะดึงอำนาจหน้าที่ไปเฉพาะข้อมูลผู้ป่วยบางส่วน เช่น ข้อมูลผู้ป่วยในที่ง่ายและไม่ซับซ้อน แต่ในส่วนอื่นๆ ยังให้คงไว้ที่ สปสช.เช่นเดิม ซึ่งการแยกส่วนแบบนี้จะยิ่งทำให้หน่วยบริการยุ่งยากมากขึ้นแน่นอน

ปัจจุบันระบบเคลียริงเฮาส์ที่ สปสช.ดำเนินการมาได้ถูกพัฒนาและเชื่อมต่อจนเป็นระบบไร้รอยต่อแล้ว และควรที่จะเดินไปข้างหน้าต่อ เพื่อดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์สารสนเทศด้านสุขภาพแห่งชาติ” (National Health Information Center) ในการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศต่อไป เพื่อวางแผนเป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อพัฒนาและวางแผนด้านสุขภาพในระยะยาว มากกว่าจะชะงักงัน และย้อนกลับไปเริ่มต้นจัดตั้งศูนย์เคลียริงเฮาส์ใหม่ในหน่วยงานที่ไม่มีประสบการณ์ และไม่มีความพร้อมใดๆ

การกลับไปเริ่มต้นใหม่ เท่ากับจะอยู่ในยุค 0.4 ทั้งที่ประเทศภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการพาไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0