“รามคำแหง”เรียนระบบเปิด ไม่กระทบวิกฤตไร้ผู้เรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/568399

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 08:25 น.

"รามคำแหง"เรียนระบบเปิด ไม่กระทบวิกฤตไร้ผู้เรียน

มหาวิทยาลัยรามคำแหงกับการเรียนแบบระบบเปิดที่ดำเนินการมายาวนาน ที่ยิ่งกลายเป็นแนวทางตอบโจทย์เทรนด์ของผู้เรียนในยุคนี้

******************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

วิกฤตมหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังจะเป็นไปดังที่ถูกคาดการณ์กันว่า ในอนาคต 1 ใน 3 หรืออาจจะมากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะประสบปัญหามีผู้เรียนลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนอาจจะต้องปิดตัวไปในที่สุด

สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งจึงต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น โมเดลในการรับมือกับวิกฤตถูกเสนอว่า ต้องนำระบบการเรียนแบบออนไลน์มาช่วย เพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน เปิดสาขาวิชาที่เป็นสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม และหันไปสอนหลักสูตรระยะสั้นมากขึ้น

แนวทางในการรับมือกับวิกฤตในแบบที่กล่าวมาจะถูกปรับใช้ในสถาบันอุดมศึกษาอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม แนวทางที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยเปิด อย่าง รามคำแหง ระบุว่าเป็นสิ่งที่ได้ดำเนินการมาแล้ว บางแนวคิดที่สอดคล้องกับที่กล่าวมาได้ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มก่อตั้ง

วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) กล่าวว่า ม.ร.นั้นตอบโจทย์การเรียนการสอนแบบที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กำลังจะวางแผน ปรับตัวมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชา (Open Admission University) หรือเป็นในแบบที่เรียกว่า เป็นการผสมผสานกันระหว่างการจัดการเรียนการสอนแบบชั้นเรียนบรรยายกับการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อการเรียนการสอนรูปแบบต่างๆ โดยไม่จำกัดจำนวนรับของผู้เรียน หรือเป็นกึ่งมหาวิทยาลัยปิด กึ่งมหาวิทยาลัยเปิด

เราถูกบังคับให้คิดเรื่องนี้ 40 กว่าปีมาแล้ว กล่าวได้ว่า เราเป็นรายแรกของประเทศไทยที่คิดสร้างระบบการเรียนโดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ระดับปริญญาตรีสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่บ้านหรืออยากเข้าชั้นเรียนก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีการเช็กชื่อ

เมื่อได้โจทย์มาแล้วเราก็ต้องหาทางออก ว่าหากถ้าไม่เข้าห้องเรียนแล้วจะเรียนอย่างเต็มที่ได้อย่างไร เราก็คิดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่หลากหลาย สื่อการสอนต่างๆ ต้องพร้อมปีแรกๆ การเรียนการสอนในระบบทางไกลอาจจะยังไม่ค่อยพร้อม แต่ต่อมาก็มีเรียนผ่านดาวเทียม เราเป็นผู้ริเริ่มการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมมาตั้งแต่ปี 2538 โดยเป็นการเรียนการสอนแบบสองทางจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร ไปยังวิทยาเขตฯ บางนา ต่อมามหาวิทยาลัยได้ขยายสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติออกไปตามจังหวัดต่างๆ

ม.ร.พัฒนาเรื่องนี้มาโดยลำดับ จนสามารถนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีทางการศึกษา คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้นักศึกษาได้เรียน ได้ฟังการบรรยายสรุปได้อย่างเต็มรูปแบบในทุกวันนี้” อธิการบดี ม.ร. กล่าว

จากยุคเรียนผ่านดาวเทียม พัฒนามาสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งได้จัดให้มีการถ่ายทอดสด การเรียนการสอนจากห้องเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือเรียกว่า Ru Cyberclassrooms ซึ่งผู้เรียนสามารถรับชมได้แบบเสมือนนั่งเรียนอยู่ในชั้นเรียน และสามารถดูคลิปการสอนซ้ำได้จากการโหลดไฟล์ได้จากเว็บไซต์ที่ ม.ร.ได้จัดทำขึ้น

แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าการเรียนการสอนของเรามีคุณภาพ สิ่งที่บอกเรื่องนี้ได้ก็คือการประเมินผล เราไม่มีสอบเข้าเรียน แต่ต้องสอบออก และต้องผ่านทุกกระบวนวิชาตามที่กำหนด จึงจะออกไป หรือจบการศึกษาได้

นักศึกษาสามารถใช้บริการ e-Testing ของสำนักทดสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สะดวกสำหรับผู้เรียนที่ทำงานแล้ว รองรับทุกช่วงวัย รวมถึงสามารถระบุวันสอบในกระบวนวิชาที่เคยลงทะเบียนกับทางมหาวิทยาลัยไว้ได้เอง ถึงแม้จะทำงานในวันปกติ ก็ยังสามารถมาสอบได้ โดยไม่เสียเวลางาน แต่วิชาที่มี e-Testing ส่วนใหญ่จะเป็นวิชาพื้นฐาน หรือวิชาหมวดการศึกษาทั่วไป

แต่การเรียนโดยไม่ต้องเข้าห้องเรียนนั้นไม่สามารถทำได้ทุกสาขาวิชา มีบางสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวะ ก็ยังต้องบังคับให้นักศึกษาต้องมาเข้าห้องปฏิบัติการ

ด้วยการออกแบบการเรียนการสอนตามที่กล่าวมา ส่งผลให้เมื่อมีวิกฤตผู้เรียนลดลงหลายที่กำลังลำบาก แต่ผลปรากฏว่า ม.ร.ได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะกลุ่มนักศึกษาของเรามาจากผู้เรียนหลากหลายประเภท เรื่องนี้เห็นได้จากวันรับพระราชทานปริญญาบัตร ที่มีคนหลากหลายวัย บางปีถึงกับมีพ่อกับลูกรับปริญญาพร้อมกัน นักศึกษาที่มีอายุมากที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งมา ก็คือ 92 ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตผู้เรียน สถาบันอื่นๆ กำลังหาทางออกด้วยการเปิดการเรียนการสอนออนไลน์มาก ขึ้น เราซึ่งอยู่ตรงนี้มานาน ก็ต้องมาดูว่าจะต้องปรับปรุงอะไรบ้างให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรับมือกับสถาบันอื่นๆ ที่จะเปลี่ยนมาเอาอย่างเรา”วุฒิศักดิ์ กล่าว

“เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” พลิกวงการโฆษกไม่ตอบโต้การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/568280

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 07:54 น.

"เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ" พลิกวงการโฆษกไม่ตอบโต้การเมือง

“เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” ทิ้งเก้าอี้รองประธาน กสทช.สู่เวทีการเมืองในตำแหน่งกระบอกเสียงพรรคภูมิใจไทย เพื่ออยากเห็นการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล

*********************

โดย….ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สละเก้าอี้รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หันมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สำหรับ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ พร้อมกับตำแหน่งใหม่ในนามโฆษกพรรค

การตัดสินใจสู่เวทีการเมืองครั้งนี้ มีที่มาอย่างไร พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ได้เปิดเผยเบื้องหลังผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า เนื่องด้วยรู้จักกับ (พี่หนู) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาก่อนหน้านี้ และถูกทาบทามให้เข้ามาช่วยงานการเมือง เพราะเห็นว่ามีความชำนาญด้านดิจิทัล จากนั้นจึงได้ปรึกษาเพื่อนสนิท และน้องๆ หลายคน ก่อนตัดสินใจร่วมงาน

เจ้าตัวยอมรับว่า ไม่ค่อยมีความรู้ด้านการเมืองมากเท่าไร แต่การตัดสินใจครั้งนี้เนื่องด้วยนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ค่อนข้างตรงกับความสามารถของตัวเองที่น่าจะทำงานได้ และไม่อยากไปโดยอาศัยอำนาจอยู่ก็ไม่อยากทำ เหมือนสมัยยังเป็นทหาร เมื่อตัดสินใจเป็น กสทช.ก็ลาออกจากข้าราชการมาทำ

“ผมคิดว่าวันนี้ผมคิดถูกแต่ก็กลัวใจ ผมก็เดินออกมา ไม่คิดอะไรมาก ไม่มีใครทัดทาน ทุกคนเชื่อการตัดสินใจของผม และการมาครั้งนี้ พอรู้นโยบายของพรรคบ้าง หากไม่สอดคล้องกับความเชื่อและความสามารถของเรา คงไม่ตัดสินใจร่วมงาน”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ บอกพร้อมเสียงหัวเราะถึงการเข้ามาทางการเมืองต้องปรับตัวอยู่พอสมควร ซึ่งต่างจากสมัยยังทำงานอยู่กับ กสทช. เพราะต้องฟังนโยบายของพรรคด้วย และการได้รับตำแหน่งโฆษกพรรค ส่วนตัวยอมรับว่าช็อก แต่การเมืองไม่ใช่ต้องมาตอบโต้อย่างเดียว ซึ่งอยากมาสร้างมิติใหม่เพื่อให้ประเทศไปได้ดีกว่านี้ และเป็นนโยบายที่พรรคต้องการเปลี่ยนให้มีความทันสมัย

“การมาการเมืองผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย แค่เตรียมใจ ซึ่งการตัดสินใจมาก็ไม่ถึงสัปดาห์ ผมไม่เคยคิดจะมาเล่นการเมือง ถ้าไม่มีพี่หนูชวนก็ไม่มา แต่มาแล้วอยากทำให้สำเร็จ และการไม่ตอบโต้การเมือง ผมมองว่าจะเป็นการพลิกการเมืองรูปแบบใหม่”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า การเข้ามาการเมืองครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยมอบหมายให้ดูด้านนโยบายดิจิทัลให้เชื่อมโยงกับนโยบายอื่นๆ ของพรรค เพราะทุกอย่างต่อจากนี้ต้องผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องเป็นไปในแบบออนไลน์ หรือ “Thailand Sharing University” ส่วนตัวเห็นด้วยและชอบนโยบายนี้ เนื่องจากโลกเปลี่ยนไปมากอยากให้คนได้เรียนหนังสือ

“คนไม่ต้องมาโรงเรียนทุกวัน มาครึ่งหนึ่งแล้วมาทำเวิร์กช็อปที่โรงเรียน และไปเรียนทฤษฎี เรียนกับอาจารย์บ้าง แต่สุดท้ายคนมันต้องอยู่กับชุมชน คือ ไม่ใช่เข้าเมืองมาหมดแล้วปล่อยให้คนแก่นอนหรือเลี้ยงหลานอยู่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องจริงในต่างประเทศที่เขาทำกัน

ซึ่งบ้านเราก็จะเป็นอย่างนั้นในเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ผมศึกษาตัวเลขเหล่านี้มาตลอด ในอดีต 7.5 คน เสียภาษีเพื่อดูแลคนแก่ 1 คน เมื่อประมาณ 10 ที่แล้ว แต่ปัจจุบันเหลือ 5 คน เสียภาษีเพื่อเอาเงินมาดูแลสวัสดิการคนแก่ 1 คน อีก 10 ปี เหลือคนเสียภาษี 2.5 คน มาดูแลคนแก่ 1 คน มันจะใหญ่มากปัญหานี้”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ยืนยันหนักแน่นว่า เมื่อมาอยู่จุดนี้แล้วอยากนำแนวคิดสมัยดำรงตำแหน่งใน กสทช. มาผลักดันให้เป็นนโยบาย “Thailand Sharing University” และมีอีกอย่างซึ่งพรรคคิดไว้เหมือนกัน คือ Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปัน ความหมาย คือ สามารถเอาทรัพย์ตัวเอง อย่าง รถ บ้าน ทำเป็น Homestay ได้

“ทำไมต้องสร้างเป็นโรงแรมใหญ่ๆ ในชุมชน และให้เขาเป็นลูกจ้าง ทำไมไม่ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของ ดูแลชุมชนกันเอง แล้วสร้างเป็นระบบเศรษฐกิจชุมชนได้ ซึ่งผมก็สนใจ อีกทั้งคนยังได้เรียนหนังสือด้วย ทำงานในชุมชน สร้างงานให้เกิดขึ้น มีที่ท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวทันสมัย แต่ต้องเก็บภาษีให้ได้

เราอาจสร้างสร้างแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นของเมือง ให้คนได้เจอกันแล้วมาหางานทำอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ ต่างประเทศก็ทำ และเป็นนโยบายระดับชาติ แต่ที่ผ่านมา เรายังไปกลัวคนทำงานอยู่แบบเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จริง เพราะช่วยให้คนเดิมทำงานแบบเดิม มีรายได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ขยายความแนวคิดนี้เนื่องด้วยอนุทินไม่ต้องการให้คนหนีจากชุมชน แต่ต้องการให้คนไปเที่ยวชุมชน กลับกลายไม่มีคนมาทำงานในเมืองต่างจังหวัด แถมไปส่งเสริมให้เมืองใหญ่เกิดอุตสาหกรรมไม่กี่จังหวัด สรุปคือต้องเอาคนกลับไปอยู่ในชุมชนให้ได้ และเรียนหนังสือ มหาวิทยาลัยเองต้องเปลี่ยนไป สามารถเรียนทางออนไลน์ได้ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เห็นด้วยและสากลอยู่แล้ว หากหยุดตรงนี้ คงไปเป็นอาจารย์หรือแค่ที่ปรึกษาบริษัทเท่านั้น

สำหรับโครงสร้างต่างๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตนั้น จากตัวเลขที่มีอยู่พบว่า ประชากร 98% เข้าถึงสมาร์ทโฟน และตอนนี้มีเงิน กสทช.ประมูลไป เข้ากระทรวงการคลัง แล้วเจียดออกมาในโครงการสู่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้าน โรงเรียน ถ้าตรงนี้ไปถึงทุกอย่างจะเปลี่ยน

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มองถึงคลื่น 5จี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยคาดว่าจะมีการประมูลไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าตามที่วางโรดแมปไว้ ซึ่งประเด็นนี้ทุกประเทศต้องปรับตัว เพราะระบบนี้จะเชื่อมกับระบบเซ็นเซอร์ ระบบตรวจจับ ระบบควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ประชาชนมีอินเทอร์เน็ตเร็วๆ ใช้ มันสามารถควบคุมการผลิต เช่น หุ่นยนต์จากระยะไกลได้

“จากนี้วิศวกรไม่จำเป็นต้องไปนั่งในโรงงานเหมือนเมื่อก่อน อาจจะคุม 3 โรงงานคราวเดียว หรือแค่นั่งอยู่ที่บ้านควบคุมงานผ่านแท็บเล็ต แล้วโรงงานสามารถเชื่อมกับโรงงานต่างประเทศได้ โรงงานจะผลิตสินค้าอัตโนมัติ และคนไปทำงานกับหุ่นยนต์ คนไม่ได้หายไป

ประเด็นไม่ใช่คนตกงาน แต่ถ้าเราไม่พัฒนาคนเพื่อไปทำงานกับหุ่นยนต์ ก็ทำงานไม่ได้ ถ้าวันนี้เตรียมพร้อม จึงได้กลับมาตอบโจทย์ที่ว่า Thailand Sharing University คือ สร้างทักษะ ความรู้ใหม่ๆ ให้คนเตรียมต่อไปในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เพราะระบบพวกนี้เราปฏิเสธไม่ได้”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ฉายภาพให้เห็นว่า วิชาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งสื่อ เมื่อระบบ 5จี มา โรงงานจะค่อยอัพเกรด โรงงานยังต้องการคน แต่ต้องเป็นคนที่มีทักษะสอดคล้องกับงานรูปแบบใหม่ รองลงมา เป็นพลังงาน และการทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนเรื่องการแพทย์อาจมีผลนานนิดหนึ่งหลังจาก 5จี เกิด หมออาจต้องเปลี่ยนวิธีการรักษา ปรึกษาหมอทางไกล วัดการเต้นหัวใจผ่าน 5จี ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลเหมือนเมื่อก่อน

สำหรับการศึกษาต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน เด็กๆ อยู่ในห้องอ่านหนังสือ เด็กสมัยใหม่เรียนผ่านออนไลน์ ยูทูบ หลักสูตร วิธีการเรียน การสอน การสอบ เช่น สิงคโปร์ มีการเปลี่ยนระบบเป็นที่เรียบร้อย ต่างจากของไทยยังต้องท่อง แต่ “Thailand Sharing University” เป็นการเรียนฟรี เพราะสามารถเข้าถึงเนื้อหาดีๆ

ขณะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมาเรียน ทำงานก็เรียนได้ โอนหน่วยกิตก็สามารถจบได้ ซึ่งในความเป็นจริงอยากให้คนเรียนฟรีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย หรือจบปริญญาเอก แต่เด็กๆ ยังต้องเรียนที่โรงเรียน เพียงบางวิชาอาจขอเรียนทางออนไลน์ ถ้าเรียนประสบความสำเร็จก็นับให้ ไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียน ในอนาคตการเรียนไม่ใช่มานั่งขังในห้อง 7 ชั่วโมง เหมือนสมัยก่อน

นโยบายนี้นอกจากจะเชื่อมในเรื่องการศึกษา ยังไปถึงอาชีพใหม่ๆ รวมไปถึงข้อมูลภาคประชาชนเกี่ยวกับระบบ อาทิ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คนติดหนี้ เรียนหนังสือเสียเงิน จะดูข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มนี้ว่ามีปัญหาตรงไหน จะยกหนี้ได้หรือไม่ ถ้าเรียนดีก็ยกให้เลย แต่ไม่ใช่ยกให้หมด ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาคิดเรื่องนี้เพื่อให้มีโอกาส

นอกจากนี้ ค้าปลีกยังได้รับผลจากเรื่องนี้ไปอัตโนมัติ โลกจะเปลี่ยนไปคล้ายช็อปปิ้งออนไลน์ ห้างสรรพสินค้ายังคงอยู่ เพียงแต่รูปแบบการให้บริการเปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นคอมมูนิตี้ โชว์รูม สมมติจะซื้อของให้ทดลองตัวอย่าง จากนั้นสแกนแล้วส่งไปบ้าน เก็บเงินผ่านระบบ ไม่ต้องชำระเงินสด ซึ่งจากนี้จะไปสู่จุดนั้น แต่ไม่ใช่จะหายไปเลย คนอาจต้องไปทำอย่างอื่น ดังนั้น คนจำเป็นต้องอบรมอะไรใหม่ๆ มากขึ้นในคอร์สสั้นๆ เพื่อปรับตัว

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ให้ข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ที่จะมาเล่นการเมืองว่า “ส่วนใหญ่มักมองคนที่เข้ามาการเมืองเป็นเรื่องไม่ดี แต่ส่วนตัวไม่คิดแบบนั้น เพราะไม่มีอะไร มาทำงานโดยเอาความรู้มาทำ และการไม่รู้การเมืองบางอย่างมันก็ดี มาทำนโยบายให้ดี”

เปิดใจ “ปานปรีย์” ถ้าเลือกได้… ขอทำงานด้านเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/567846

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 21:57 น.

เปิดใจ "ปานปรีย์" ถ้าเลือกได้... ขอทำงานด้านเศรษฐกิจ

เปิดใจ “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” มือเศรษฐกิจผู้ที่มีชื่อปรากฏในฐานะอีกหนึ่งแคนดิเดต หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปานปรีย์ พหิทธานุกร ปรากฏขึ้นในฐานะอีกหนึ่งแคนดิเดต หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยจุดเด่นตรงที่เป็นมือเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรค ผ่านประสบการณ์ตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยและผู้ช่วยรัฐมนตรี​ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม และในแง่การเมืองยังมีดีกรีเป็นถึงอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ปานปรีย์ออกตัวว่าจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการทาบทามให้ไปรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคตามที่ปรากฏเป็นข่าว แต่ส่วนตัวแล้วรู้จักกับคนในพรรคเพื่อไทยมายาวนานต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย เพียงแต่ที่ผ่านมาจะเน้นอยู่ในมุมวิชาการจัดทำนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่วนตัวสนใจมากที่สุด ​ส่วนเรื่องการเมืองนั้นไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเท่าไร

“ถ้าถามว่าเวลานี้เขามาทาบทามหรือยัง ก็ทราบจากตามข่าวว่าท่านเลขาฯ พรรค (ภูมิธรรม เวชยชัย) จะมาทาบทาม แต่เข้าใจว่าเวลานี้เป็นเวลาที่พรรคเขาจัดระเบียบภายใน ซึ่งเท่าที่เคยสัมผัสตอนเป็นรองหัวหน้าพรรคนั้น​รู้ว่างานข้างในยุ่งมากเพราะพรรคนี้มี สส.เยอะเป็นพรรคใหญ่ เวลาจะจัดอะไรทีก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและเหนื่อยมากสำหรับผู้บริหาร

…ดังนั้นเข้าใจว่าตัวท่านเลขาฯ เองเป็นผู้เสียสละทำงานให้พรรค ทำงานมาต่อเนื่อง และวันนี้​ท่านก็ทำได้ดีมาก ซึ่งอีกไม่นานจะมีการประชุมพรรคคงยังหาเวลามาพูดคุยในรายละเอียดไม่ได้ สำหรับผมไม่ต้องถึงขนาดทาบทามอะไรหรอก เหมือนพี่เหมือนน้องกันอยู่แล้วแค่โทรมานัดคุย นัดกินกาแฟก็คุยกันได้อยู่แล้วรอเวลาที่ท่านสะดวกก่อน”

ปานปรีย์ ระบุว่า ในทางการเมืองอยู่ในพรรคการเมืองมานานตั้งแต่สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยเป็น สส. พรรคชาติพัฒนา ซึ่งมารวมกับพรรคไทยรักไทยและอยู่ร่วมงานกับพรรคบางเวลามีตำแหน่ง บางเวลาไม่มีตำแหน่ง โดยช่วยงานด้านเศรษฐกิจมายาวนานต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยจึงไม่ใช่พรรคที่ไม่คุ้นเคย แต่เหมือนใกล้ชิดกันมากตลอดเวลาอยู่แล้ว

“เพียงแต่ผมยังไม่ทราบว่าเขาจะมอบหมายงานด้านไหนให้ผมทำ วันนี้ผมมีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วย แต่ถ้าเลือกได้ผมก็อยากทำงานด้านเศรษฐกิจและสนใจด้านนโยบาย ซึ่งผมจับด้านนี้มาตลอด ถ้าถามถึงงานด้านการเมืองก็อาจจะมีความสนใจน้อยกว่าเศรษฐกิจ แต่ถามว่าพอจะรู้เรื่องการเมืองไหม ก็พอสมควรนะ ทางการเมืองก็ทำงานใกล้ชิดกับผู้ใหญ่มาหลายท่าน งานการเมืองจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะชี้ขาดกันตรงจุดไหน ปานปรีย์มองว่าเราอยู่ในระบบอำนาจนิยมมา ช ระยะหนึ่ง และเราก็ได้สัมผัสแล้วว่าการทำงานภายใต้ระบอบอำนาจนิยมเป็นอย่างไร มีผลต่อประเทศ ต่อประชาชน ต่อคนระดับล่าง ระดับกลาง ระดับบนอย่างไรบ้าง ซึ่งก็จะเป็นตัวชี้วัดอะไรบางอย่าง ซึ่งประชาชนเขาคิดว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้น เขาก็อาจจะเลือกไปทางประชาธิปไตย

ทั้งนี้ การเมืองข้างหนึ่งที่ปฏิวัติมาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและอยู่มา 4 ปีขณะที่พรรคเพื่อไทยเขาเห็นผลงานมาแล้วในด้านเศรษฐกิจมีนโยบายที่เน้นรากหญ้า เน้นฉีดทรัพยากรจากข้างล่างเพื่อดันขึ้นไปข้างบน ไม่ได้เน้นจากข้างบน เพราะไม่เชื่อว่าจะดันลงมาสู่ข้างล่าง เหมือนรดน้ำต้นไม้ต้องรดที่รากแก้วต้นถึงมั่นคงแข็งแรง ยั่งยืน

“นี่เป็นจุดที่ประชาชนเขามั่นใจกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ไทยรักไทย ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง อาจเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด แต่หัวใจนโยบายยังอยู่ ผมเชื่อว่ามันจะยังคงอยู่ต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ตอนนี้มีกระแสที่เข้ามา คือ ดิสรัปชั่น ทำยังไงเราถึงจะก้าวทันโลกด้วย การใช้แนวทางเดิมอาจไม่ก้าวทันโลก จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ทั้ง อุตสาหกรรม สังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคง ถ้าเดินแบบเดิมๆ ก็ไม่ทัน ต้องมีแนวทางใหม่”

ปานปรีย์ ขยายความว่า ยกตัวอย่างโครงการ “โอท็อป” จะกลับไปหนุนแบบเดิมก็ไม่ได้ต้องต่อยอด จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งประสบความสำเร็จมากและถือเป็นสวัสดิการให้กับประชาชน ทำอย่างไรจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีมาเสริมทำให้บริการประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่สำคัญเวลานี้คือเรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งไม่ใช่กระแสในประเทศไทยอย่างเดียว แต่เป็นกระแสโลก นักการเมืองเริ่มเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้นถึงขึ้นที่ว่าการไม่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ถือเป็นการขาดคุณธรรม ซึ่งความเหลื่อมล้ำเป็นทั้งคุณธรรม เศรษฐกิจ การเมือง

“คนรายได้น้อยอย่าไปเรียกว่าคนจน คนจนต้องการมีรายได้ ต้องการมีสถานะที่เท่าเทียมกัน คุณไปเรียกคนจนก็เหมือนกับคุณเป็นคนรวย เอ็งเป็นคนจนแบ่งสถานะกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่อง อินคัม (รายได้) กับเรื่องสเตตัส (สถานะ) มันเป็นเรื่องคู่กัน ไม่ใช่เอาเงินไปช่วย ไปแก้หนี้แล้วจบ ไม่ใช่ ต้องให้สเตตัสด้วย อย่าไปตราเขาเป็นคนจน ใครมาบอกคุณเป็นคนจนคุณชอบไหม ดังนั้นหากมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำนโยบายนี่จะเป็นจุดหนึ่งที่ให้ความสำคัญ”

ปานปรีย์ กล่าวอีกว่า อีกปัญหาที่สำคัญคือรายจ่ายกับรายได้ห่างกันมาก รายจ่ายเพิ่มทุกวัน น้ำมันขึ้น น้ำมันลงรายจ่ายก็ขึ้นตลอดมันผิดปกติหรือเปล่า ต้องถามว่าจะทำอย่างไรให้เขามีรายได้เพิ่ม เพื่อครอบคลุมรายจ่าย ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นหนี้ไปตลอด เวลานี้การแก้หนี้ก็แค่ย้ายจากที่หนึ่งไปโปะอีกที่หนึ่ง โจทย์ที่ยากคือทำยังไงให้คนมีรายได้เพิ่ม

“ส่วนที่จีดีพีมันโตนั้นก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าความเป็นอยู่ของคนในประเทศจะดีขึ้นเสมอไป จีดีพีโป่งข้างบนคนรายได้สูงก็เอาไปกินหมด คนระดับล่างมาไม่ถึง แนวเศรษฐกิจเพื่อไทยถึงดันจากข้างล่างไปข้างบนมันถูกต้องมากสุด หากจะดันจีดีพีโดยดันจากข้างบน แต่เงินไม่ย้อนกลับมาข้างล่างฐานก็ไม่แข็งแรงได้แค่ช่วยเหลือครั้งแรก ครั้งที่สอง แล้วจบไป”

สำหรับนโยบายในอดีตที่ถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ปานปรีย์มองว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการโจมตี ต้องถามว่าประชานิยมแปลว่าอะไร การเอาเอาทรัพยากรชาติไปช่วยเหลือประชาชนระดับล่างที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นประชานิยมไหม และทำไมรัฐบาลต่อมาไม่แก้ไข อย่างโครงการประชารัฐเป็นประชานิยมหรือเปล่าไม่เห็นมีใครว่า

“ถ้าผมได้มีโอกาสร่วมทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ก็จะต่อยอดนำนโยบายในอดีตมาปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริหารจัดการให้ดีขึ้น ส่วนนโยบายใหม่จะเป็นของใหม่เลย เกี่ยวข้องกับเศรฐกิจของประเทศในปัจจจุบันและอนาคต วางรากฐานอนาคตที่ยั่งยืนเป็นที่ยอมรับ”

ปานปรีย์ อธิบายว่า สำหรับนโยบายที่ถูกโจมตีอย่างโครงการจำนำข้าวนั้นกำลังคิดว่าจะปรับให้ชาวนาได้รับรายได้ที่ดีอย่างเดิม แต่อาจจะต้องปรับปรุงการบริหารจัดการโครงสร้างให้มันดีขึ้น จะเป็นการจำนำหรือไม่จำนำ ประกันหรือไม่ประกัน แบบผสมหรือไม่ผสมเดี๋ยวค่อยว่ากันแต่หลักการคือต้องช่วยชาวนาทิ้งเขาไม่ได้

ส่วนงบประมาณแผ่นดินต้องมาดูกันใหม่ เมกะโปรเจกต์ต่างๆ ต้องไม่ไปจุดใดจุดเดียวต้องมีคำอธิบายว่าทำไมไม่ไปที่นั่นที่นี่ อย่างภาคตะวันออกมีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดแล้ว จีดีพีของจ.ระยอง มากที่สุด ทำไมต้องไปที่นั่นอีก นโยบายตรงนี้เป็นการดึงการลงทุนจริงหรือเปล่า หากไปทางนั้นหมดคนอื่นก็ไม่ได้เลยใช่หรือเปล่า งบประมาณแผ่นดินประชาชนคนได้ประโยชน์ถ้วนหน้าไม่ใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูง

สำหรับกฎเกณฑ์ใหม่ที่เข้ามาคุมเข้มการใช้งบประมาณนั้น ปานปรีย์เห็นว่าจะทำให้นำนโยบายได้ยากขึ้นไม่มีความคล่องตัว อย่างเรื่องที่ในอดีตเคยทำปีหนึ่งหากเป็นกติกาใหม่ก็อาจเพิ่มเป็นสองสามปี เพราะมีเงื่อนไขให้คอยระวังไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ข้าราชการกลัวฝ่ายการเมืองกลัวจนขยับยากและทำให้เสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่กำลังก้าวไปเร็วมาก

ถามว่ากลไกอำนาจรัฐจะส่งผลต่อการเลือกตั้งแค่ไหน ปานปรีย์ กล่าวว่า มีผลมากในอดีตเมื่อประกาศวันเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย รักษาการคือรักษาการ แต่วันนี้รัฐบาลชุดนี้เหมือนมีอำนาจเต็ม และว่ากันว่า มีการใช้ทรัพยากรของรัฐออกไปหาเสียง ซึ่งเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่เขาทำงานในหน้าที่

“คนไทยชอบความเป็นธรรมไม่ชอบเห็นใครเอาเปรียบใคร ในมุมมองส่วนตัวผมการกระทำแบบนี้ไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคที่ไปสนับสนุนฝั่งอำนาจนิยมภาพดูไม่สง่างาม ผมพูดในมุมกลับนะ ไม่ได้พูดว่าเขาทำผิดหรือทำถูก แต่ถ้าผมเป็นเขาผมจะรีบออกมาเลย แต่เขาอาจจะคิดว่าสายเกินไปแล้วก็ได้ ออกตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว กระแสมันไปหมดแล้ว”

ในแง่แรงเสียดทานทางการเมือง ปานปรีย์มองว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเป็นรัฐบาลก็ต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายค้านแต่จะมาใส่ร้ายไม่ได้ง่ายๆ แล้วเพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาท มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่คนจะระวังตัวมากขึ้น ดังนั้นถ้าตัดสินใจจะเข้าสู่การเมืองก็ต้องรับแรงเสียดทานได้ ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์

ขณะที่ความขัดแย้งในอดีตเราต้องไม่หมกมุ่นกับเรื่องเก่าต้องทำเรื่องใหม่ ต้องสร้างฐานคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เพราะวันนี้คนร่างรัฐธรรมนูญอายุเกิน 50 ปี ทั้งนั้น คนอายุต่ำกว่า 50 ปี ไม่มีโอกาสวางแผนอนาคตของเขาเอง พรรคก็จะเปิดให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมนโยบายโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดิสรัปชั่น

ปัดฝุ่น “พรรคพลังธรรมใหม่” บนเส้นทางสาย “พธม.แท้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/567661

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 08:15 น.

ปัดฝุ่น "พรรคพลังธรรมใหม่" บนเส้นทางสาย "พธม.แท้"

อีกหนึ่งพรรคที่น่าจับตาในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “พรรคพลังธรรมใหม่” ที่รีเทิร์นกลับมาพร้อมแกนนำรุ่นที่2

*************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรดาพรรคขนาดกลางและเล็ก มีหนึ่งพรรคที่น่าสนใจ คือ “พรรคพลังธรรมใหม่” ที่รีเทิร์นกลับมาสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองอึมครึมกับกระแสดูดอดีต สส.ที่ดุเดือดรุนแรง ท้าทายความสามารถของ “นพ.ระวี มาศฉมาดล” แกนนำรุ่น 2 จะสามารถนำพาพรรคกลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างยุค “พรรคพลังธรรม” ที่ก่อตั้งโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แต่วันนี้อำลาการเมืองไปแล้ว

นพ.ระวี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ มองว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ทางพรรคมีความพร้อมเต็มที่สามารถส่งผู้สมัครครบได้ครบทุกเขต เพราะผู้สมัครของพรรคทุกคนออกเงินกันเองไม่มีนายทุน จึงเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง ฐานคะแนนเสียงสำคัญมาจากทุกกลุ่มไม่ใช่เฉพาะกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ กลุ่มสันติอโศก ภายใต้การนำของ สมณะโพธิรักษ์ โดยมีอดีต สส.และคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมจำนวนมาก เพราะเรายึดอุดมการณ์เดียวกัน คือ คุณธรรมนำการเมือง และความซื่อสัตย์สุจริต รูปแบบการทำงานการเมืองด้วยการเดินตามรอยแนวนโยบายอัมโน หรือ United Malays National Organisation – UMNO ของ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ มาเป็นแบบอย่าง

“พรรคพลังธรรมใหม่ไม่ได้ใส่เสื้อม่อฮ่อมอีกต่อไป จะเป็นพรรคที่สามารถเข้าร่วมได้กับทุกกลุ่มการเมือง เช่น สมาคมครู สมาพันธ์เกษตรกร หรืออดีตนายทหาร เช่น พล.อ.ดร.ปกิต สันตินิยม หรือแม้แต่ผู้นำศาสนาคริสต์ พุทธ หรืออิสลามสายกลาง ยังมาร่วมกันทำงาน”

นพ.ระวี กล่าวว่า เหตุผลที่จะร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใดไม่ว่าพรรคเพื่อไทย หรือพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องสอดคล้องกับนโยบายพรรค ดังนี้ 1.ปูถนนทุกเส้นด้วยทองคำ คือ เน้นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น 2.พรรคเพื่อไทย ประกาศตัวว่าเป็นสายประชาธิปไตย หรือพรรคประชาธิปัตย์ประกาศตัวเป็นเสรีประชาธิปไตย แต่พรรคพลังธรรมใหม่ คือ ธรรมาธิปไตย คือ คุณธรรมนำการเมือง 3.นโยบายปฏิรูปพลังงานด้วยการเลิกอิงราคาเสมือนจริงนำเข้า เพราะจะสามารถเพิ่มรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาท และจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 3-4 บาท/ลิตร หรือการแก้ทีโออาร์สัมปทานแหล่งพลังงาน บงกช และเอราวัณ

นอกจากนี้ 4.นโยบายสาธารณสุข จะผลักดันโครงการหมอประจำตัวทั่วไทย โดยภายใน 1 ปี ประชาชนทุกคนจะมีหมอดูแลสุขภาพประจำตัวผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยหมอ 1 คน จะมีข้อมูลสุขภาพประชาชน 1,000 คน นับเป็นแนวทางใหม่ในการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ และพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นผู้ช่วยหมอทั่วประเทศ คาดอาจใช้งบประมาณราว 1-2 หมื่นล้านบาท 5.ปรับลดปลดหนี้เกษตรกรด้วยการให้เกษตรกรเข้าโครงการเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อไม่ให้เกษตรกรไปก่อหนี้ใหม่ และ 6.สินค้าเกษตรทุกชนิดต้องมีคณะกรรมการเฉพาะเพื่อดูแลอย่างครบวงจรทั้ง 70 สินค้าเกษตร เป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ อาทิ ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม ปาล์ม ยางพารา โดยแต่ละคณะชุดละ 15-20 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเกษตรกร ดังนั้น ทางพรรคพลังธรรมใหม่ มีความพร้อมสูงที่จะทำหน้าที่ใน 3 กระทรวง คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

“ท่าน พล.ต.จำลอง ไม่ได้มาช่วยพรรคทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะท่านอยากให้คนรุ่น 2 ได้ทำงานการเมืองเต็มที แต่อาจให้คำปรึกษาบ้าง สำหรับแนวร่วมกลุ่มสันติอโศก ได้ปิดพรรคเพื่อฟ้าดินไปแล้ว ส่วนผมจะอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือจะอยู่ฝ่ายตรงข้าม หรือจะไปร่วมหรือไม่ร่วมกับกลุ่มใดต้องมีอุดมการณ์เดียวกัน”

หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ได้ศึกษาและวิเคราะห์ว่าเหตุใดพรรคพลังธรรมเดิมถึงสูญพันธุ์ไปจากการเมือง คำตอบ คือ การสร้างพรรคการเมืองที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง สมาชิกพรรคทุกคนต้องร่วมกันออกทุนเองโดยไม่มีนายทุนพรรคมาสั่งการ และต้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อาทิ คัดเลือกผู้นำ หรือกรรมการบริหารพรรค รูปธรรมการมีส่วนร่วมโดยให้สมาชิกพรรคมาร่วมการโหวตผ่านระบบออนไลน์ เช่น จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคจะไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้สมาชิกทุกคนลงคะแนนผลการลงคะแนนนับเสียงส่วนใหญ่เป็นมติพรรค นี่คือ บทพิสูจน์ว่าเป็นพรรคพลังธรรมใหม่ คือ พรรคประชาชน

“ผมเชื่อว่าแนวทางของพรรคที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ แนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ แท้ ที่มีแนวร่วมอยู่กว่า 2 ล้านคน ซึ่งไม่เอากลุ่มสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่จะเลือกพรรคพลังธรรมใหม่” นพ.ระวี กล่าว

นพ.ระวี กล่าวอีกว่า นโยบายสำคัญของพรรคคือการป้องกันการทุจริตภายในพรรค ด้วยการตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลของพรรคจำนวน 5 คน ที่จะทำหน้าที่ป้องกันและตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองของพรรค หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ หรือรัฐมนตรีของพรรคที่เข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรคด้วย โดยมีนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจปลดรัฐมนตรีของพรรค สมาชิก หรือแม้แต่หัวหน้าพรรคได้ทันทีหากพบว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปในทางทุจริต

“พรรคประชาชนแท้ คือ พรรคที่ไม่มีนายทุน และสมาชิกพรรคมีสิทธิเลือก สส.เขตตัวเอง หรือมีสิทธิปลดหัวหน้าพรรคได้นั้นคือ พรรคพลังธรรมใหม่”

“เราจะเป็นเรือแจว ส่งคนสู่เกาะแห่งความสามัคคี”เปิดใจ “จตุพร-ยงยุทธ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/567566

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

"เราจะเป็นเรือแจว ส่งคนสู่เกาะแห่งความสามัคคี"เปิดใจ "จตุพร-ยงยุทธ"

จตุพร พรหมพันธุ์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงภารกิจการเมืองครั้งใหม่ที่ไม่ใช่สถานะ “นักการเมือง” ​แต่เป็น “ภารโรง” และ “กองเชียร์”

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดินร่วมกันตี” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอีกครั้ง ในวันที่กระแส “ยุบพรรค” เริ่มย้อนกลับมาหลอกหลอนพรรคเพื่อไทย คู่ขนานไปกับ“พรรคสาขา” และ “พรรคสำรอง” ที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง

การเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการของ “พรรคเพื่อชาติ” กำลังถูกจับจ้องด้วยเป้าหมายเป็นพื้นที่ “กลาง” ดึงคนที่มีความคิดความเห็นจากทุกฝ่ายให้มาร่วมทำงานเพื่อประเทศ โดยมีคีย์แมนคนสำคัญอย่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นผู้ประสานงาน

ท่ามกลางความคลุมเครือ ยงยุทธ-จตุพร ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ กับภารกิจการเมืองครั้งใหม่ซึ่งไม่ใช่สถานะ “นักการเมือง” ​แต่ด้วยสถานะที่ทั้งคู่นิยามตัวเองว่าเป็น “ภารโรง” และ “กองเชียร์”

ยงยุทธ เท้าความถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ว่า ตอนไปเยี่ยม จตุพร ที่เรือนจำก็ถามว่าอยู่ในนั้นชกกับใครบ้างไหม เขาบอกว่าไม่มี คุยกันดี ทำให้ได้ข้อสรุปว่าใน “ปัญหาเดียวกัน” แต่ละคนยืนอยู่คนละมุม พอได้คุยกันแล้วก็เข้าใจกัน แต่ที่ผ่านมาไม่เข้าใจเพราะไม่เคยได้คุยกัน มีจุดยืนคนละที่

อย่างไรก็ตาม หลังจาก จตุพร ออกจากเรือนจำ ก็ได้พูดคุยกัน ถามว่าเราน่าจะมีกิจกรรมที่ทำเพื่อสาธารณะ ช่วงนั้นเขารณรงค์เรื่องตั้งพรรค เราเห็นชื่อพรรคเพื่อชาติ Nation Building ซึ่งเริ่มตั้งมาตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้ว ก็เห็นเป็นชื่อที่ดี และทั้งเขาและจตุพรต่างคนต่างมีเพื่อนเยอะ น่าจะชวนกันมาอยู่ตรงนี้

ตอนนั้นคิดว่า ทำไมพวกที่ชอบการเมืองแต่ละสีเสื้อไม่มาอยู่เกาะกลางตรงนี้ เพื่อทำงานเป็นความหวังประชาชน ที่ผ่านมาเขาหาว่านักการเมืองแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้สักเรื่อง แต่วันนี้เราจะทำเป็นตัวอย่าง ไม่ต้องรอให้ทหารเอาปืนมาจี้ ไม่ต้องชนะเลือกตั้ง เพราะแค่เริ่มต้นก็อยู่ด้วยกันได้แล้ว บ้านเมืองสงบสุข

“ผมคุยกับพี่ตู่บอกผมแก่แล้ว ถ้ามีโอกาสเป็นผู้แทนก็ไม่เอา หรือจะไปลงเลือกตั้งหวังเป็นรัฐมนตรีก็ไม่เอา เราจะเป็นเรือแจวส่งคนขึ้นเกาะแห่งความสุข เกาะแห่งความสามัคคี เกาะแห่งความฝัน เพื่อสร้างบ้านเมือง”ยงยุทธ กล่าว

ยงยุทธ กล่าวอีกว่า จากนั้นก็ไปคุยกับคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อชาติ และ จตุพร ก็เริ่มชักชวนคนไปอยู่พรรคนี้ แต่เนื่องจากข้อห้ามของกฎหมายไม่ให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคไปยุ่งเกี่ยว อันอาจเป็นเงื่อนไขให้ถูกยุบพรรค เราก็ทำได้ตามแนวนี้ ส่วนคนที่ฟังการให้สัมภาษณ์ก็จะรู้สึกรำคาญว่าเรากั๊กหรือพูดได้ไม่สุด แต่หากถึงวันเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก็จะมีคนใหม่ๆ หลากหลายความคิด หลายกลุ่มอาชีพเข้าไปอยู่ในนั้น

จตุพร อธิบายถึงแนวคิดว่า จากรูปแบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คิดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเล่นตามแบบให้ได้ จะเห็นว่ากำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เล่นตามแบบ จึงวางคนของตัวเองไว้ 5 พรรคการเมือง เพราะฉะนั้นหลักคิดของพรรคเพื่อชาติ จึงจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขต

“เขตไหน ผู้สมัครมีศักยภาพก็สู้เต็มที่ เขตไหนสู้ไม่ได้ก็สู้เต็มกำลัง เพราะว่าเป้าหมายของเราไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่ คิดบนหลักคิดว่าได้หนึ่งคะแนน ทุกหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศไทยก็ได้ผู้สมัคร 1 คนแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความกดดัน เพราะฉะนั้นเมื่อวางคอนเซ็ปต์เราจะทำเพื่อชาติ ในฐานะกองเชียร์พรรคนี้จะดำเนินการทางการเมืองแบบสบายไม่กดดัน”

จตุพร กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัว ประเทศไทยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาได้อธิบายถึงคำว่า “ชนะแต่ปกครองไม่ได้” เกิดความวุ่นวายทางการเมืองไม่เคยหยุด มีการยึดอำนาจสองครั้ง ประเทศอยู่ท่ามกลางความบอบช้ำรุนแรง เพราะฉะนั้นเราก็จะทำการเมืองโดยการออกแบบการเมือง ชวนให้ทุกฝ่ายคุยกัน หาทางออกและพาประเทศ พ้นจากวิกฤต นี่เป็นความตั้งใจ ส่วนแนวทางพรรคเพื่อชาติจะมีนโยบายอย่างไร ในส่วนของพรรคก็จะแถลงต่อไป

ถามว่า เสื้อแดงบางส่วนยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย การแยกออกมาตั้งพรรคสะท้อนภาพแตกแยกภายใน นปช.หรือไม่ จตุพร กล่าวว่า คนที่อยู่เวทีเดียวกับคุณสุเทพ แยกไป 5 พรรคการเมืองก็ไม่เคยได้ยินว่าเขาทะเลาะกัน หรือแตกแยกกัน เมื่อคนใน นปช.ซึ่งไม่ได้ตั้งพรรคการเมืองเอง ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือเพื่อชาติคนที่มีพื้นที่อยู่แล้วในเพื่อไทย ก็ไม่ต้องมา เหมือนกับคนที่อยู่เวทีเดียวกับคุณสุเทพ ในพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไม่มีพื้นที่และเป็นคนที่มีศักยภาพ และต้องการทำงานการเมืองยึดแนวทางประชาธิปไตยไม่ว่าใครก็มาได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อแดง ประตูพรรคเพื่อชาติเปิดกว้าง นปช.ก็ยังอยู่ตรงกลาง คิดแบบนี้ไม่ใช่ความแตกแยกแต่เป็นการทำตามบริบทของรัฐธรรมนูญ

ยงยุทธ เสริมว่า “ยืนยันว่าไม่ใช่การฮั้วนะ พรรคอื่นก็มาได้ พรรคอื่นที่ไม่มีที่ยืนก็มาที่นี่ได้”

จตุพร กล่าวว่า ไม่ใช่การแยกกันเดินร่วมกันตี แต่กรอบรัฐธรรมนูญมันออกแบบมา คือ “รวมกันแพ้ แยกกันชนะ” กำนันสุเทพเลยแยกไป 5 พรรค ส่วนเรานั้นมาทีหลัง ดังนั้นบรรดาคนอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย ต่อสู้มายาวนาน แต่ละฝ่ายมีจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย ตรงนี้เปิดกว้าง ไม่จำเป็นต้องสีใดสีหนึ่ง

“อีกทั้งไม่ใช่นอมินีใคร เวลาแข่งขันกันก็แข่งจริงๆ เป็นนอมินีกันไม่ได้อยู่แล้ว ส่ง 350 เขต ทุกพรรค ผมเชื่อว่า 5 พรรค จากฝั่งสุเทพ ก็เป็นนอมินีให้กันไม่ได้ เข้าสนามการแข่งขันต่างคนต่างทำหน้าที่ เมื่อวานยกตัวอย่างเลือก สว.เมืองชล แบ่งอำเภอนั้นเลือกคนนี้ อำเภอนั้นเลือกคนนี้ กกต.แจกใบเหลืองหมด ถ้าเราส่งไม่ครบเจอแน่ ข้อหาฮั้วสุดท้ายก็ไปกันทุกพรรค เพราะฉะนั้นเราส่งครบเต็มตามกฎหมายทุกประการ”

อย่างไรก็ตาม สถานะเวลานี้ส่วนตัวหากเข้าไปในสนามฟุตบอลก็เป็นผู้เล่นไม่ได้ แต่จะเป็นกองเชียร์ อาจเป็นกองเชียร์ที่เสียงดัง แต่ก็เป็นกองเชียร์ที่อยู่บนอัฒจันทร์ อยู่ในบทนี้ คอยดูว่าสิ่งที่พรรคเพื่อชาติเขาคิดว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย รวมทั้งฟังความเห็นจากประชาชนมาเสนอต่อพรรคเพื่อชาติ

ยงยุทธ กล่าวว่า ส่วนตัวจะทำหน้าที่เป็น “ภารโรง” แล้วแต่เขาใช้ ใช้มาก็ทำให้ ไม่ใช้ก็นั่งรอ เป็นกองเชียร์ จุดขายที่สำคัญคือหนึ่งการสร้างพื้นที่ให้คนทุกฝ่ายที่ขัดแย้ง อยู่คนละฝ่าย สามารถมายืนอยู่ร่วมกัน สองพลังชาติที่หายไปสิบกว่าปี นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ พ่อค้า อยู่ฝั่งเสื้อแดงก็ไม่อยากไปฝั่งเสื้อเหลือง อยู่ฝั่งเสื้อเหลืองก็ไม่อยากไปฝั่งเสื้อแดง รัฐบาลจะตั้งใครก็ไม่ได้ตั้งจากวิชาชีพ หรือความรู้ ความสามารถ แต่เอาคนไว้ใจได้เพราะเป็นความมั่นคงทางการมือง

“แต่ถ้าทุกฝ่ายมีความรัก เข้าใจ และความเชื่อมั่น ก็จะสามารถรับกันมาทำงานได้ ทำให้แข็งแรง เขมรเองจะมีรถไฟฟ้า ตึกสูงสุดในอาเซียน เพราะมีความเห็นต่างกันได้ แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ บ้านเราเห็นต่างป็นศัตรูกันเลย ต้องสร้างวัฒนธรรม สร้างพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกันได้ สร้างโอกาสให้คนมาอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ เลิกวัฒนธรรมแห่งความอิจฉาริษยา คิดแต่เรื่องตัวเองมันยากหมด แต่ถ้าคิดถึงส่วนรวมอะไรก็ง่าย”

จตุพร เสริมว่า พรรคเพื่อชาติจะเป็นพรรคที่รวมความแตกต่าง คนคิดต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ ที่ผ่านมาใครคิดต่างเป็นศัตรูกัน เลยนำไปสู่ความล้าหลังของชาติ เพราะเราไม่แยก ประชาธิปไตยนั้นความสวยงามอยู่ที่ความแตกต่าง สิบกว่าปีที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยมีความล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ทั้งที่เราอยู่ในแถวหน้าแล้ว

“พรรคการเมืองควรจะเป็นพื้นที่รวมของคนที่มีความเห็นที่แตกต่างกันและมาหาจุดร่วมกัน อะไรที่เป็นไปได้ การเปิดประตูให้กับคนต่างพรรคได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ พรรคการเมืองมาพูดคุยกัน ผู้มีอำนาจพูดคุยกัน กำหนดกติกาเป็นสัญญาประชาคม ไม่ว่าเราจะแพ้หรือชนะก็อยู่ร่วมกันได้ เราต้องเริ่มเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ภายในพรรค”

จตุพร กล่าวเสริมว่า รอบสิบปีที่ผ่านมากลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่างกันนั้น ในอดีตก็คือคนที่เคยเห็นด้วยกันในปี 2535 แทบทั้งสิ้น แต่ว่าสิบปีนี้แยกไปคนละทิศละทาง ในสังคมไทยชวนให้คนดีกันเป็นเรื่องยาก แต่ชวนให้คนทะเลาะกันเป็นเรื่องง่าย เพราะฉะนั้นต้องมีพรรคการเมืองหนึ่งเปิดประตูภายใต้หลักการประชาธิปไตยอยู่ด้วยกันท่ามกลางความแตกต่าง

“เรายื่นให้เขาจับ ส่วนใครจะมายื่นมือจับด้วยเป็นเรื่องอนาคต เราต้องเริ่มต้นจากตัวเราต้องเป็นผู้ยื่นมือให้” จตุพร กล่าว

จตุพร กล่าวว่า เนื่องจากพรรคเพิ่งเป็นที่รับรู้ไม่ถึงสัปดาห์ เชื่อว่าอีกสักระยะหลังทอดไมตรีก็จะมีคนที่เห็นตรงกันยื่นมือมา เราวางหลักการเรื่องประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง แต่หากบางทีเป็นนักประชาธิปไตย แต่ชอบปิดประตูใส่คนอื่นมันก็เริ่มต้นไม่ได้ ซึ่งคุณจะเป็นใครมาก็ตาม หากยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตยก็เป็นมิตรร่วมทางกันได้

ถามว่า หลายพรรคที่ตั้งขึ้นมาก็ชูเรื่องปรองดอง พรรคเพื่อชาติจะมีอะไรพิเศษ ยงยุทธ กล่าวว่า ความต่างที่ชัดเจน คือ เมื่อคุณไปอยู่ฟากใดฟากหนึ่งก็เป็นกลางไม่ได้ แต่ฟากนี้เป็นกลาง การจะเป็นกลางได้ต้องมายืนอยู่ตรงกลาง และทอดไมตรีเหมือนที่จตุพรพูด ต้องยื่นแขนให้เขา ใครจะมาไม่มาเราก็รอจนมือล้าก็ไม่เป็นไร

จตุพร กล่าวเสริมว่า ต้องเป็นแนวประชาธิปไตยที่ไม่ปิดกั้น ที่ผ่านมาประชาธิปไตยครึ่งๆ กลางๆ ใครเชื่อมุมไหนก็อธิบายมุมนั้น แต่ถ้าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เชื่อว่าทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้กฎเกณฑ์ประชาธิปไตย พรรคเพื่อชาติเมื่อเปิดประตูให้กับทุกฝ่ายที่มีความศรัทธาประชาธิปไตยไม่ว่าคุณจะเคยเป็นใครก็ตาม เราไม่สนอดีต สนใจปัจจุบันยึดแนวทางประชาธิปไตย เราจะเดินหน้าไปได้

ถามว่า พรรคเพื่อชาติจะประกาศจุดยืนทางการเมืองร่วมรัฐบาลกับพรรคไหน ไม่ร่วมกับพรรคไหนบ้าง ยงยุทธ กล่าวว่า เราคุยกันก่อนแล้วว่า เราไม่ต้องรีบบอกว่าจะได้ 50 เสียง 100 เสียง ต้องเป็นรัฐบาล หรืออะไร แค่มีเจตนามายืนอยู่ร่วมกัน ด้วยความหลากหลายของคนก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

“ส่วนผลคะแนนจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะเป็นคนตัดสินในอนาคต เมื่อถึงเวลาประชาชนไว้ใจให้เป็นอะไร แค่พรรคไม้ประดับในสภาหรืออะไรก็ว่าไป เราก็ค่อยพัฒนา ถ้าจะเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาลก็ต้องเตรียมความพร้อม” ยงยุทธ กล่าว

จะสามารถประกาศเลยไหมไม่ร่วมรัฐบาลกับฝั่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จตุพร กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบ ประชาชนจะเป็นผู้กำหนด พรรควางหลักการประชาธิปไตยอยู่แล้ว ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดเองว่าให้พรรคเพื่อชาติไปในทิศทางใด

ถามว่า ผู้นำของพรรคเพื่อชาติจะต้องมีลักษณะอย่างไร จตุพร กล่าวว่า เป็นมิตรกับทุกฝ่ายไม่ใช่มาถึงชี้หน้าด่ากัน เพราะต้องสร้างบรรยากาศปรองดอง และต้องเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความคิดเห็นประชาชน ไม่ใช่คนประเภท “น้ำเต็มแก้ว” หากชำนาญเรื่องเศรษฐกิจยิ่งดีใหญ่ มีความคิดเรื่องประชาธิปไตยกินได้

เช็กฐานเสียงสนับสนุน อภิสิทธิ์-วรงค์ -อลงกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566953

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 06:39 น.

เช็กฐานเสียงสนับสนุน อภิสิทธิ์-วรงค์ -อลงกรณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศเปิดรับสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเปิดให้มีการหยั่งเสียงโดยสมาชิกพรรควันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 1 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ได้เบอร์ 2 และอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 3

เป็นไปตามคาด สำหรับจำนวนผู้รับรองการสมัครชิงตำแหน่ง โดย อภิสิทธิ์ มีจำนวนผู้รับรองมากที่สุด 80 คน ไล่มาตั้งแต่ผู้ใหญ่ในพรรค อาทิ  ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค ลงนามเป็นลำดับที่ 1 ถัดมาเป็น บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตรองหัวหน้าพรรค คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรค

นอกจากนี้ ยังมี สส.ทั้งบัญชีรายชื่อและ สส.เขตทั่วประเทศ อาทิ กนก วงษ์ตระหง่าน วัชระ เพชรทอง จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ องอาจ คล้ามไพบูลย์ ประกอบ จิรกิติ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท เจริญ คันธวงศ์ สุกิจ ก้องธรนินทร์ อัศวิน วิภูศิริ ถวิล ไพรสณฑ์ สุทัศน์ เงินหมื่น บุญยอด สุขถิ่นไทย เกียรติ สิทธีอมร พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ไชยยศ จิรเมธากร สุธรรม ระหงษ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ

พนิช วิกิตเศรษฐ์ กษิต ภิรมย์ อภิวัฒน์ เงินหมื่น อดีต สส.อำนาจเจริญ ธนิตพล ไชยนันทน์ อดีตสส. ตาก สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต สส.นครสวรรค์ นราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.พิจิตร จุติ ไกรฤกษ์ อดีต สส.พิษณุโลก สาธิต ปิตุเตชะ อดีต สส.ระยอง ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ อดีต สส.กาญจนบุรี กุลเดช พัวพัฒนกุล อดีต สส.สุโขทัย บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง สุรันต์ จันทร์พิทักษ์ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ ธนา ชีรวินิจ ชนินทร์ รุ่งแสง สรรเสริญ สมะลาภา แทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต สส.กทม.

นริศ ขำนุรักษ์ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส. พัทลุง อาคม เอ่งฉ้วน สุชีน เอ่งฉ้วน อดีต สส. กระบี่ วิรัช ร่มเย็น อดีต สส.ระนอง เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช นริศา อดิเทพวรพันธุ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต สส.ตรัง กันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ อดีต สส.พังงา  นิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา อันวาร์ สาและ อดีต สส.ปัตตานี

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่ามีอดีต สส.ในฝั่งแกนนำ กปปส.ที่มาลงชื่อรับรองอภิสิทธิ์บางส่วน อาทิ  ชุมพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร  ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีต สส.ตาก อิสสระ สมชัย อดีต สส.บัญชีรายชื่อ

ขณะที่ นพ.วรงค์ มีอดีต สส.รับรอง  29 คน อาทิ ถาวร เสนเนียม เจือ ราชสีห์ ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว วิรัตน์ กัลยาศิริ พล.ต.ต. สุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา ภุชงค์ รุ่งโรจน์ อดีต สส.ชลบุรี พุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย อดีต สส.ชัยภูมิ สมบัติ ยะสินธุ์ อดีต สส.แม่ฮ่องสอน สงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต สส.นครสวรรค์ นพ.ปรีชา มุสิกุล สุขวิชชาญ มุสิกุล อดีต สส.กำแพงเพชร สุรเชษฐ์ แวอาแซ อดีต สส.นราธิวาส สมัย เจริญช่าง อดีต สส.กทม. วิทยา แก้วภราดัย อดีตสส.นครศรีธรรมราช ผุสดี ตามไท อดีต สส.บัญชีรายชื่อ

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีรายชื่ออดีต สส.ที่ลงชื่อรับรองซ้ำกับอภิสิทธิ์ด้วย คือ เจริญ คันธวงศ์ อดีต สส.กทม. นอกจากนี้ มีกลุ่มอดีต สส.ที่คนในครอบครัวแยกกันสนับสนุน เช่น มาโนช วิชัยกุล รับรอง นพ.วรงค์ ส่วนบุตรสาว  พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รับรอง อภิสิทธิ์ ไพฑูรย์ แก้วทอง รับรอง นพ.วรงค์ ส่วนบุตรชาย นราพัฒน์ แก้วทอง รับรอง อภิสิทธิ์ และลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ รับรอง  นพ.วรงค์ ส่วนบุตรชายคือ ภิรพล ลาภาโรจน์กิจ รับรองอภิสิทธิ์

ส่วน อลงกรณ์ มีอดีต สส.รับรอง 20 คน ตามเกณฑ์พอดี อาทิ อภิสิทธิ์ นพ.วรงค์ อรรถพร พลบุตร อภิชาติ สุภาแพ่ง อดีต สส.เพชรบุรี รังสิมา รอดรัศมี อดีต สส.สมุทรสงคราม  สามารถ มะลูลีม อดีต สส.กทม.  กรณ์ จาติกวณิช รัชดา ธนาดิเรก อดีต สส.กทม. คมคาย พลบุตร อดีตสส.จันทบุรี และผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส.ลพบุรี ซึ่งเดิมมีชื่อรับรองอภิสิทธิ์

นอกจากนี้ ยังมีรายชื่ออดีต สส. ที่มีกระแสข่าวว่าจะย้ายพรรค อาทิ บุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา วิชัย ล้ำสุทธิ อดีต สส.ระยอง และยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต สส.จันทบุรี

ขั้นตอนต่อจากนี้ ผู้สมัครทั้งหมดจะได้หารือ เพื่อแต่งตั้ง “กกต.พรรค” ทำหน้าที่ดูแลการหยั่งเสียงและรายงานผลการหยั่งเสียงหลังวันที่ 5 พ.ย. ให้กับคณะกรรมการบริหารพรรครับทราบ เบื้องต้น  อลงกรณ์ส่งตัวแทนบุคคลที่จะมาเป็น กกต.พรรค คือ เมฆินทร์ เอี่ยมสอาด  นพ.วรงค์ ส่ง  ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ขณะที่ อภิสิทธิ์  ส่ง ธนา ชีรวินิจ สำหรับ กกต.พรรคอีก 2 คน คือ  พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และวิลาศ จันทร์พิทักษ์ โดยจะมีการนำรายชื่อทั้ง 5 คน เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อแต่งตั้งอย่างเป็นทางการต่อไป

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแข่งขันก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง จะหลอกว่าไม่มีเลยเป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องเป็นแบบอย่างว่ากระทบกระทั่งอย่างไรก็อยู่ในกติกาอย่างสร้างสรรค์ อย่ากลัว หากกลัวว่าแข่งขันแล้วมีปัญหา เราจะไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้ แต่ยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้กระทบกระทั่งกับใคร

อลงกรณ์ กล่าวว่า  5 ปีหลังจากนี้จะต้องเป็นช่วงฟื้นฟูพรรค สร้างทางเลือกใหม่ มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง การหาเสียงครั้งนี้ไม่ได้หวังแค่ชัยชนะอย่างเดียว แต่การเป็นหัวหน้าพรรคคือจุดเริ่มต้นชัยชนะของประเทศและประชาชนคนไทยทุกคน

นพ.วรงค์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะเป็นการพบปะเพื่อนสมาชิกพรรคให้ครอบคลุมทั้งประเทศ และจะไปพบปะกลุ่มอาชีพต่างๆ โดยพยายามสื่อสารกันว่าเราเป็นประชาธิปัตย์ด้วยกัน ประเด็นของพรรคเรา พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีคนเก่ง คนดีเยอะ แต่ขาดคนกล้า เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

ขึ้นภาษีบุหรี่ดีต่อประเทศ! อุปสรรคอยู่ที่บริษัทต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566881

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

ขึ้นภาษีบุหรี่ดีต่อประเทศ! อุปสรรคอยู่ที่บริษัทต่างชาติ

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ชี้ขึ้นภาษีบุหรี่ช่วยทำให้จำนวนนักสูบลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

***********************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

พิษภัยจากการสูบบุหรี่มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้หลายชนิด ยิ่งไปกว่านั้นรัฐยังต้องจ่ายเงินค่าอุปกรณ์ ยารักษาด้วยอีกทาง จึงเป็นที่มาของหนทางในการช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ให้น้อยลง

ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้มาตรการหลากหลายรูปแบบ ทั้งการรณรงค์ให้ความรู้กับเยาวชน ครอบครัว มาตรการห้ามสูบในที่สาธารณะ ห้ามโฆษณา ไปจนถึงความพยายามทำให้นักสูบในปัจจุบันหาซื้อบุหรี่ได้ยากลำบากมากขึ้น นั่นคือการเพิ่มภาษีบุหรี่ซองละ 2 บาท ผลการสำรวจของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบว่าปัจจัยด้านราคาที่สูงขึ้น สามารถทำให้จำนวนนักสูบลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังเป็นการช่วยระดมเงินเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อีกด้วย

นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า การยกร่าง พ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากการขึ้นภาษีบุหรี่ช่วยลดจำนวนนักสูบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะเยาวชนจะมีกำลังซื้อบุหรี่มาสูบไม่พอ รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่ยอมลด ละ เลิกไปเอง เพราะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน

ทั้งนี้ ในต่างประเทศใช้มาตรการแก้ปัญหาบุหรี่โดยขึ้นภาษีทุกปี เรียกว่ามาตรการ “ทริปเปิลวินส์” คือ 1.ลดจำนวนผู้สูบลงได้ 2.รัฐได้เงินภาษีเพิ่มขึ้น และ 3.รัฐไม่ต้องจ่ายเงินในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งตามหลักการแล้วต้องขึ้นภาษีให้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อแต่ละปี ฉะนั้นหลายประเทศอย่าง ออสเตรเลีย อังกฤษ จึงได้ปรับภาษีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นที่มาของการใช้เรื่องภาษีเพื่อควบคุมยาสูบ และที่ผ่านมาประเทศไทยมีการขึ้นภาษีมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2560 ขึ้นภาษีมาแล้วจำนวน 12 ครั้ง รวมกับมาตรการณรรงค์ต่างๆ จึงทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลงได้แล้ว 7 ล้านคน

“แต่ละปีมีการจำหน่ายบุหรี่ประมาณ 2,000 ล้านซอง หากเก็บภาษีเพิ่มอีกซองละ 2 บาท จะได้เงิน 4,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินกองทุนบัตรทองที่ต้องใช้เงินจำนวนกว่า 1.4 แสนล้านบาท จึงยังถือว่าเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยมาก ก่อนหน้านี้ทุกรัฐบาลยังไม่ค่อยเห็นถึงปัญหา แต่เมื่อมีหลักประกันสุขภาพทำให้รัฐบาลเริ่มรู้สึกว่า เวลาคนป่วยด้วยโรคที่เกิดจากบุหรี่ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายแพง สะท้อนให้ต้องรีบควบคุมปัจจัยเสี่ยงเกิดโรค เพราะยาสูบทำคนตายปีละ 5 หมื่นคน แต่ต้องนอนพักรักษาตัวเฉลี่ยรายละ 3 ปีก่อนเสียชีวิต ต้องใช้เงินประกันสุขภาพไปรักษา ทำให้รัฐเสียเงินจำนวนมหาศาล” นพ.ประกิต กล่าว

นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นความพยายามแก้ปัญหาบุหรี่ยังคงมีอุปสรรคที่ต้องค่อยๆ แก้ไปทีละขั้น เช่น ทุกครั้งที่มีการเพิ่มภาษีจะทำให้บริษัทผู้ผลิตทำสินค้าชนิดใหม่ออกมาในราคาถูกกว่า เป็นการชดเชยตัวสินค้าที่ราคาสูงขึ้น จึงสะท้อนว่าเรื่องระบบภาษียังมีจุดอ่อน เพราะภาษีที่ดีต้องไม่ทำให้ราคาแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ซึ่งแก้ได้โดยเก็บภาษีตามจำนวนมวนจากผลสำรวจพบว่า ผู้สูบในแต่ละวันจะสูบเฉลี่ย 10 มวน ขณะที่ยาเส้นราคาซองละ 10 บาท นำมาสูบจะได้ประมาณ 20 มวน แต่กฎหมายยังไม่มีการเก็บภาษีในส่วนของยาเส้น ดังนั้นต้องทำให้ราคายาเส้นไม่แตกต่างจากบุหรี่มากเกินไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีนักสูบหน้าใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ย 2 แสนคน/ปี ทว่าจำนวนผู้เลิกสูบและผู้เสียชีวิต รวมทั้งสิ้นลดลงจาก 12 ล้านคน เหลือ 10 ล้านคน โดยปัจจัยที่ยังทำให้มีนักสูบหน้าใหม่อยู่ คือ บุหรี่บางยี่ห้อราคาถูก ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ยังคงสูบเป็นจำนวนมาก ทำให้เยาวชนเลียนแบบ และอีกปัจจัยคือประเทศไทยมีร้านจำหน่ายบุหรี่ต่อประชากรสูงที่สุดในอาเซียน ทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายเกินไป เป็นเพราะใบอนุญาตจำหน่ายราคาถูกเพียง 100 บาท แตกต่างจากประเทศสิงคโปร์ที่ใบอนุญาตจำหน่ายราคา 1 หมื่นบาท ถ้าประเทศไทยขึ้นราคาใบอนุญาตเกินกว่า 1,000 บาท ก็จะทำให้ร้านโชห่วยจำใจต้องเลิกขาย

เขากล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงงานยาสูบคัดค้านการขึ้นราคาใบอนุญาต เนื่องจากร้านค้าโชห่วยมีมากถึง 8 แสนร้านค้าขายปลีก โดยร้านโชห่วยขายบุหรี่ได้วันละ 8-10 ซอง ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตยาสูบจึงวิ่งเต้นไม่ให้ขึ้นค่าใบอนุญาต จึงเป็นความยากของการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลง ถ้าเทียบกับประเทศบรูไน กำหนดให้รัศมี 1 ไมล์ อนุญาตให้มีร้านจำหน่ายบุหรี่เพียงร้านเดียว จึงทำให้คนเลิกสูบเพราะสร้างความยากลำบากในการหาซื้อแต่ละครั้ง

นพ.ประกิต กล่าวว่า เคยพบกับอุปสรรคเรื่องการห้ามใส่กลิ่นเมนทอลลงในยาสูบ แต่สุดท้ายบริษัทผลิตยาสูบก็เข้ามาขัดขวางอีก จึงทำให้ทุกวันนี้ยังคงมีการจำหน่ายบุหรี่กลิ่นเมนทอล จากนั้นนายทุนบริษัทผู้ผลิตพยายามยื่นฟ้องร้องว่าประเทศไทยละเมิดเครื่องหมายการค้า วิ่งเต้นทุกทางเพื่อขัดขวาง แม้ศาลจะพิพากษาให้บริษัทผลิตยาสูบเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่สามารถทำให้การรณรงค์เลิกบุหรี่หยุดชะงักลงได้อย่างน้อย 5 ปี ซึ่งระหว่างนั้นสามารถจำหน่ายบุหรี่ได้เงินกำไรมหาศาลไปนานแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลทุกสมัยต้องมีความมุ่งมั่นทำให้คนเลิกบุหรี่ให้ได้ อีกทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมมือด้วย เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในโรงเรียน แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการไม่เคยเข้ามาช่วย เพราะมองว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง หรือแม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ คิดว่าเรื่องบุหรี่เป็นงานของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น

“ภาพรวมของเงินภาษีที่เก็บได้นั้น ยังไม่พอต่อค่ารักษาพยาบาลที่รัฐต้องจ่าย ฉะนั้นบางประเทศที่การเมืองเข้มแข็งจะควบคุมเรื่องนี้ได้ดี แต่นักการเมืองไทยบางคนที่เคยมาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ไม่เคยเข้าร่วมประชุมนโยบายยาสูบเลยสักครั้ง เพราะตัวเขาเองยังสูบบุหรี่อยู่ ดังนั้นสิ่งที่มูลนิธิฯ ต้องพยายามทำต่อไป คือ ผลักดันให้มีการขึ้นภาษีบุหรี่ เพราะรู้มาจากเอกสารลับของบริษัทผลิตบุหรี่ พบว่าเรื่องของการขึ้นภาษีได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมาก จึงเป็นหนทางที่จะป้องกันไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้ามาทำร้ายประเทศไทยได้อีกต่อไป” นพ.ประกิต กล่าว

“ผมพยายามจะสร้าง การเมืองสร้างสรรค์” เผ่าภูมิ โรจนสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566844

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 18:14 น.

"ผมพยายามจะสร้าง การเมืองสร้างสรรค์" เผ่าภูมิ โรจนสกุล

“เผ่าภูมิ โรจนสกุล” ดอกเตอร์หนุ่ม 1 ใน 30 คน “เลือดใหม่” พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การเมือง 3 ปี ด้วยความมุ่งหวังจะใช้ความรู้และประสบการณ์ทำการเมืองแบบสร้างสรรค์

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กำลังกลายเป็นที่จับตาสำหรับการเปิดตัว 30 คนรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาเสริมทัพให้กับพรรคเพื่อไทย ทั้งบทบาทว่าที่ผู้สมัคร สส.และมีส่วนร่วมทำงานเชิงนโยบาย ​เพิ่มความหลากหลาย รองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น​

เผ่าภูมิ โรจนสกุล ถือเป็นอีกหนึ่งใน “เลือดใหม่” ซึ่งเริ่มเข้ามาชิมลางงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยได้ 3 ปี ทั้งในฐานะที่ปรึกษาเลขาธิการพรรค และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายด้านคนรุ่นใหม่และเยาวชนของพรรคเพื่อไทย ด้วยความมุ่งหวังจะใช้ความรู้และประสบการณ์ทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์

สิ่งที่ทำให้เผ่าภูมิสนใจงานด้านการเมืองเริ่มตั้งแต่ในช่วงเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาเอกเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การคลังสาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอนให้มองโลกกว้าง ในเชิงบริบท พลวัตของโลก ​การเคลื่อนตัวของระบบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเรียนวิธีการกำหนดนโยบาย กำหนดโมเดล ทำให้ประเทศสามารถเดินหน้าสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ มีความก้าวหน้าและทำให้เกิดความมั่งคั่งในประเทศ จึงหวังจะเอาความรู้ที่มีมาช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งเหล่านี้

หลังจากสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ได้สักระยะ เขากลับมารับราชการที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นที่ที่ได้ร่วมทำงานกับคนเก่งๆ แต่อีกด้านก็ยังมีข้อจำกัด คือ สิ่งที่คิดกับสิ่งที่ปฏิบัติบางครั้งก็ห่างไกลกัน เมื่อผ่านระบบขั้นตอนข้าราชการไปจนถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ เลยหาทางว่ามีช่องทางอื่นที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนที่มีอำนาจตัดสินใจกับเราแคบกว่านี้ คำตอบนั้นก็คือการเมือง

เผ่าภูมิ เล่าว่า สาเหตุที่เลือกทำงานกับพรรคเพื่อไทย ประเด็นแรก เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้มองปัญหาสั้นๆ หรือแก้ปัญหาอย่างไร้ทิศทาง แต่มองไกลเป็นสิบปีว่าอยากเห็นประเทศเดินมุ่งไปตรงไหนแล้วค่อยย้อนกลับมากำหนดนโยบายของพรรค​ นโยบายย่อยๆ ที่ทำมาในอดีตจึงสอดคล้องกับสิ่งที่มองไปสิบปีข้างหน้าตลอด อันนี้วิสัยทัศน์ของพรรค ซึ่งส่วนตัวเขาให้ความสำคัญกับเรื่องวิสัยทัศน์ในการทำงานมาก

ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์การทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศเยอะมาก นโยบายที่คนไม่เคยคิดว่าจะสำเร็จ ก็ทำให้สำเร็จได้ มีคนที่มีความสามารถสูงมาร่วมทำงาน เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนว่าสิ่งที่ทำมาในอดีตเกิดประโยชน์จริงๆ รวมทั้งมีโครงสร้างที่เป็นระบบและเปิดรับความคิดใหม่ ​​

ประเด็นที่สาม พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งเรื่องประชาธิปไตยสูง​ เคารพหลักสิทธิเสรีภาพ เคารพทุกความเห็น ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นเท่ากัน ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ บรรยากาศในพรรคจึงเปิดกว้าง ไม่ได้เอาเกณฑ์วัยวุฒิ คุณวุฒิ รูปร่างหน้าตามาตัดสิน แต่ดูที่ความคิด มีการถกเถียงเปิดให้ทุกฝ่าย หาคำตอบที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ระบบยังปิด การเมืองจึงทำอะไรที่ทำได้เพียงแค่การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งหากระบบเปิดการเมืองคงเป็นอะไรที่ท้าทายและสนุกมาก

เผ่าภูมิ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการคุยเรื่องนโยบายอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากส่วนตัวมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจึงเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจ และมีความเป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งพรรคให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่เพราะจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อจากนี้ จึงต้องมีนโยบายที่จะสามารถสร้างศักยภาพให้คนกลุ่มนี้เมื่อระบบเปิดก็จะต้องเอาเข้าที่ประชุมพรรค มีการถกเถียง และผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นนโยบายที่พรรคคิดว่าถูกต้องและเหมาะสมสำหรับประชาชน

สำหรับส่วนตัวคิดว่าสิ่งสำคัญคือเรื่องคนกลุ่มเจนวาย อายุ 18-38 ปี ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ กลุ่มนี้ไม่ชอบกฎระเบียบ ไม่ชอบทำงานประจำ​ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือแรงงานที่มีศักยภาพสูงมีแนวโน้มออกจากพนักงานเงินเดือน ไปทำธุรกิจส่วนตัวเพราะคิดว่าตัวเองมีศักยภาพสูงกว่าจะไปเป็นลูกจ้าง อีก 10 ปี แรงงานศักยภาพสูงจะออกจากบริษัทขนาดใหญ่ เกิดธุรกิจเล็กๆ เป็นดอกเห็ด ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการดำเนินการ บางส่วนก็จะล้มตายไปบ้าง

​เพราะฉะนั้นภาครัฐที่เก่งต้องสามารถมองได้ นับตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปว่า ภาคส่วนไหนที่เราต้องสนับสนุน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะไม่เหมือนในอดีต ที่เราเคยเห็นแต่ภาคเกษตรกรรม ภาคสิ่งทอ แต่ต่อไปจะเป็นเรื่องการเลือกเทคโนโลยีแบบไหนจะเป็นอนาคตของประเทศ รัฐบาลที่เก่งต้องก้าวเท่าทัน ต้องดูว่าจะสนับสนุนเทคโนโลยีแบบไหน ไทยอ่อนกว่าประเทศในภูมิภาคสองเรื่อง คือ นวัตกรรมการผลิต และการสนับสนุนหล่อลื่นภาคเอกชนจากภาครัฐ

“ผมให้ความสำคัญเรื่องวิสัยทัศน์ที่สุดเพราะมีฝีมือ มีศักยภาพขนาดไหน แต่ถ้าคุณมองโลกไม่ขาด ไม่มีวิสัยทัศน์ในการมอง คุณเดินได้ แต่จะเดินแบบช้าๆ ไม่มีทิศทาง หรือถ้าคิดว่าวิ่งได้มีศักยภาพสูง แต่จะวิ่งไปผิดทิศทางเพราะขาดวิสัยทัศน์”

เผ่าภูมิ มองว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้มีขนาดใหญ่ถ้าเทียบกับในภูมิภาค ข้อดีคือเศรษฐกิจมหภาคแข็งแรง มีทุนสำรองสูง เงินเฟ้อต่ำ มีนโยบายการเงินควบคุมการแปรปรวนของค่าเงินได้ดี สิ่งที่ไม่ดี คือ นวัตกรรมและน้ำมันหล่อลื่นจากภาครัฐ ทำให้เราเปรียบเหมือนคนอ้วน ไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่สนใจออกกำลังกาย และเดินไปอย่างช้าๆ ถูกทิศทางบ้าง ผิดทิศทางบ้าง เพราะเราขาดนวัตกรรม เทคโนโลยี การสนับสนุนจากภาครัฐ

“ทำให้เราวิ่งไม่ได้ ประเทศเล็กๆ ที่เดินเร็วกว่า เริ่มเดินแซงหน้าเราเพราะเราเดินช้ามาก เราตัวใหญ่ เดินช้า แต่ไม่ล้มเพราะฐานเศรษฐกิจเข้มแข็ง ปัญหาส่วนหนึ่งคือการเมือง ความไม่มีเสถียรภาพการเมือง ส่งผลให้การมีวิชั่นไม่เกิดขึ้น เพราะวิชั่นจะเกิดขึ้นได้ หนึ่ง ต้องมีผู้นำมีวิชั่น สอง ต้องมีเวลาพอสมควรในการบริหารประเทศ”

ถามถึงความพยายามปฏิรูปประเทศของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เผ่าภูมิ กล่าวว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่สิ่งผิด ​และถูกต้องด้วยซ้ำ ส่วนจะถูกแนวไม่ถูกแนวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติ คือ การสร้างข้อจำกัด เพราะวิสัยทัศน์มีได้ แต่ต้องปล่อยให้ผู้บริหารประเทศแต่ละช่วงสามารถกำหนดวิธีการเดินของตัวเอง สิ่งที่คิดวันนี้อีก 5-6 ปี อาจไม่ใช่อย่างนี้ ต้องมีความยืดหยุ่นสำหรับการเดินไปสู่เป้าหมาย​

“ผมพยายามจะสร้างการเมืองที่สร้างสรรค์ ลดการความขัดแย้งไม่จำเป็น ความขัดแย้งที่จำเป็นก็มีนะ คือการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ การอภิปรายแนวคิด มุมมองนโยบาย ​ถึงขั้นทะเลาะกันด้วยซ้ำ แนวนี้ประโยชน์สูงสุดคือการหาคำตอบให้กับประเทศ​ แต่ต้องไม่ใช่ทะเลาะ ขัดแย้งกันเพื่อการเอาชนะ ตรงนี้ไม่เห็นด้วย แนวคิดของคนรุ่นใหม่อยากเห็นการเมืองเดินไปข้างหน้าเสียที”

ถามว่าเริ่มเห็นบรรยากาศการเมืองเก่าๆ วนกลับมา จะยังสามารถเดินไปตามที่หวังได้หรือไม่ เผ่าภูมิ บอกว่า​​ มองโลกในแง่ดี ยังเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง ​การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ แบ่งสองฝ่ายชัดเจน คือ คนที่เห็นว่า 4-5 ปี เป็นสิ่งดี ​กับอีกฝ่ายอยากเห็นอีกสิ่งเปิดกว้างกว่า ถกเถียง รับฟังกัน สองฝั่งจะแบ่งแยกกันชัดเจน

“ประชาชนเริ่มอึดอัดและโดนกรอบข้อจำกัดมาก เวลานี้หลายคนอยากก้าวสู่สิ่งใหม่ ผมมองเห็นความอัดอั้น คนต้องการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ​จะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ​ดังจะเห็นว่ามีคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงออกมาเปิดตัวสามสิบคน เป็นคนที่เราให้ความสำคัญกับศักยภาพในตัวเขามากกว่ารูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ จุดเด่นตรง​สมองและจิตใจ ไปสอบถามได้ทุกคน ทุกคนเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไอที เศรษฐศาสตร์ ครบเครื่อง ไม่รู้พรรคอื่นมีไหม”

ถามว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เผ่าภูมิ ชี้แจงว่า ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน ได้สร้างสิ่งดีๆ ในประเทศมากมายมหาศาล ​เราคนรุ่นใหม่ ไม่ได้คิดจะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ดีมาก เราจะมาผสมผสาน เติมในสิ่งที่ขาด เพิ่มในสิ่งเขามี สร้างสิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นเป็นการผสมผสานมากกว่าเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไร

ประกอบกับพลวัตของโลกก้าวเร็ว พรรคการเมืองจำเป็นต้องมีทุกวัย ทุกแนวคิด มาผสมผสาน ​​ ซึ่งมุมมองคนรุ่นใหม่เท่าทันพลวัตของโลก เขาสามารถเอาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียน บางท่านได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา เห็นศักยภาพของประเทศต่างๆ ​หากนำโมเดลเหล่านั้นมาช่วยผลักดันให้เกิดขึ้นก็จะเป็นเรื่องดี และพรรคเพื่อไทย มีโครงสร้างที่ทำให้เกิดขึ้นได้ มี สส.จำนวนมาก

“เราเชื่อมผ่าน สส.พื้นที่กับพี่น้องประชาชน เราไม่เคยเชื่อว่า ความคิดจากส่วนกลางแล้วจะดี ดังนั้นต้องไป ไปทดสอบในพื้นที่ เราทำอย่างนั้นมาโดยตลอด จึงเห็นว่า ทำไมนโยบายเราถึงตอบสนองความต้องการประชาชนได้ เพราะเราต้องไปตรวจสอบในพื้นที่ เรามีเครื่องมือ คือ สส.ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดประชาชน การชนะการเลือกตั้งจึงหมายถึงการเข้าใจ เข้าถึงประชาชน ซึ่งไม่แน่ใจว่าพรรคอื่นมีไหม”​

ส่วนบทบาททางการเมืองจะลงสมัคร สส.​หรืออยู่ในส่วนไหนอย่างไร ​เผ่าภูมิ ระบุว่า ส่วนตัวเข้าพรรคเพื่อไทยมาด้วยจุดมุ่งหมายอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง นำสิ่งที่มีมาบวกกับสิ่งที่พรรคมี ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหน จะเป็น สส.​พื้นที่ สส.บัญชีรายชื่อ หรือทำงานส่วนกลาง ​ส่วนไหนก็ได้ที่สร้างประโยชน์ได้ ขึ้นกับบทบาทและความเหมาะสม ซึ่งต้องหาจุดสมดุลว่าจุดไหนเหมาะสมที่สุด

ถามว่าไม่กลัวกับการเข้าสู่การเมืองในช่วงที่พรรคเพื่อไทยดูจะตกเป็นคู่ขัดแย้งกับฝั่งผู้มีอำนาจ เผ่าภูมิ กล่าวว่า ​“ทำไมผมมองเป็นความท้าทาย สิ่งที่เกิดขึ้นมา 4-5 ปี น่าจะไม่ใช่ในแนวทางที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องท้าทายที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ถูกต้อง ​ถ้าเขาทำถูกต้องดีแล้ว เราก็ควรจะสนับสนุนเขา แต่นี่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เราควรจะต้องทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นเป็นการเมืองเชิงบวก”

มาร์คส่อชนะฟาวล์ ชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566650

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 07:45 น.

มาร์คส่อชนะฟาวล์ ชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กำลังเข้าโค้งสุดท้าย โดยมีผู้ประกาศตัวจะลงสมัคร 3 คน ประกอบด้วย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรค “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และ “อลงกรณ์ พลบุตร” อดีตรองหัวหน้าพรรค ซึ่งต่างเดินสายหาเสียงกับสมาชิกอย่างเข้มข้น

ทว่า สถานการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มสูงที่ “อภิสิทธิ์” ชนะฟาวล์ยกแรก ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัคร เพราะคู่แข่งอาจขาดคุณสมบัติ เนื่องจากหาอดีต สส.ของพรรค 20 คน มารับรองในการลงสมัครไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ ล่าสุดมีผู้เซ็นรับรองให้ “หมอวรงค์” ประมาณ 10 กว่าคน อาทิ 1.ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา 2.เจือ ราชสีห์ อดีต สส.สงขลา 3.วิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต สส.สงขลา 4.ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีต สส.สงขลา 5.วิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.นครศรีธรรมราช 6.สงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต สส.นครสวรรค์ 7.สมบัติ ยะสินธุ์ อดีต สส.แม่ฮ่องสอน 8.ศุภชัย ศรีหล้า อดีต สส.อุบลราชธานี 9.สำราญ ศรีแปงวงค์ อดีต สส.กำแพงเพชร และ 10.วิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต สส.สุโขทัย

“ขณะนี้เพิ่งเห็นระเบียบ การเริ่มหาอดีต สส.เพื่อรับรองการลงสมัครชิงตำแหน่งจึงยังเพิ่งเริ่มดำเนินการ อาจมีลำบากตรงที่เวลานี้ สส.กระจายกันอยู่ต่างจังหวัด  การลงชื่อรับรองจึงต้องใช้เวลาในการประสานงาน ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็อาจจะยากหน่อย โดยให้ ‘ถาวร-สมบัติ’ เป็น ผู้ช่วยประสานอดีต สส.เวลานี้” หมอวรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีอดีต สส.หลายคนที่เคยสนิทกับ “หมอวรงค์” และ “ถาวร” ต่างบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพบเพื่อเซ็นรับรองให้ เนื่องจากเกรงจะ ตกเป็นเป้าในพรรค อีกทั้งมีการโทรไปล็อบบี้อย่างหนัก ทำให้อดีต สส.ไม่กล้าแสดงตัวออกยืนหนุนทีมหมอวรงค์

ด้าน “อลงกรณ์” ขณะนี้มีผู้เซ็นรับรองเพียง 2 คนเท่านั้น คือ 1.อดีต สส. 2.อรรถพร พลบุตร อดีต สส.เพชรบุรี น้องชายอลงกรณ์

ในขณะที่ฝ่าย “อภิสิทธิ์” นั้นปรากฏว่า มีอดีต สส.แย่งกันเซ็นรับรองเกินกว่า 20 คนแล้ว อาทิ บัญญัติ บรรทัดฐาน ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ จุติ ไกรฤกษ์ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สุทัศน์ เงินหมื่น  ล่าสุด “ราเมศ รัตนะเชวง” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รักษาการแทนหัวหน้าพรรค ได้ลงนามประกาศให้มีการรับสมัครในการหยั่งเสียงเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคเพียงวันเดียวคือ ในวันที่ 8 ต.ค. 2561 เวลา 08.30-16.30 น. ที่ชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และผู้ใดที่มายื่นใบสมัครและลงชื่อในเอกสารลงชื่อก่อน ก็จะได้หมายเลขสมัครตามลำดับ แต่กรณียื่นใบสมัครก่อนเวลา 08.30 น. ให้ถือว่ามาพร้อมกัน และให้ใช้วิธีจับสลาก

หลังจากนั้นในวันเดียวกัน เวลา 17.00 น. จะมีการเลือกคณะกรรมการลงคะแนนหยั่งเสียงเบื้องต้น (กกต.ของพรรค) จำนวนไม่เกิน 5 คน เพื่อมาทำหน้าที่ดูแลการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ พร้อมทั้งให้ผู้สมัครแต่ละฝ่ายเสนอผู้รับตำแหน่ง กกต.ของพรรคได้ฝ่ายละ 1 คน แล้วเสนอชื่อต่อ คณะกรรมการบริหารแต่งตั้ง

อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่าง วันที่ 1-5 พ.ย. 2561 และให้จัดการหยั่งเสียงที่หน่วยเลือกตั้งในวันที่ 5 พ.ย. 2561 เวลา 08.00-17.00 น. โดยเหตุผลที่ต้องกำหนดเวลาที่หน่วยเลือกตั้งนั้น เพราะทางพรรคเห็นว่าควรให้เวลาในการใช้สิทธิในการหยั่งเสียงครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้ขยายระยะเวลาในการใช้สิทธิของประชาชน

ทั้งหมดนี้ยังต้องรอไปจนถึงวันที่ 8 ต.ค. ผลจะจบลงเช่นใดตามกัน อย่ากะพริบ

มูลนิธิหอศิลปฯต่ออายุ ระดมเงินบริจาคหาค่าน้ำ-ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566428

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 20:45 น.

มูลนิธิหอศิลปฯต่ออายุ ระดมเงินบริจาคหาค่าน้ำ-ไฟ

ปัจจุบัน”หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” กำลังประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 9 ล้านบาท

*******************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับได้ว่า “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่แสดงออกทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ ที่ช่วยหล่อหลอมให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ โดยจุดกำเนิดของหอศิลปฯ เกิดมาจากความตั้งใจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับเครือข่ายศิลปินจำนวนไม่น้อย ต้องการให้มีพื้นที่แสดงผลงานด้านงานศิลปะทุกแขนง อาทิ ภาพถ่าย รูปปั้น ไปจนถึงบทกวี เพราะศิลปะเกี่ยวข้องกับทุกศาสตร์ อาทิ อาหาร เครื่องนุ่งห่มรวมถึงที่อยู่อาศัย ฯลฯ

เป็นที่มาของหนังสือสัญญาที่ทำขึ้นเมื่อปี 2554-2564 โดย กทม.เป็นเจ้าของที่ดินใจกลางเมืองย่านทำเลทอง เขตปทุมวัน ขนาดพื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ใช้งบประมาณก่อสร้างตัวอาคาร ค่าครุภัณฑ์ และระบบป้องกันทรัพย์สิน รวมทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวนกว่า 563 ล้านบาท มอบให้ผู้รับสิทธิ์ คือ มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารจัดการนับตั้งแต่นั้น

ทว่าปัจจุบันหอศิลปฯ ภายใต้การบริหารของ ประวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปฯ กำลังประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย กำลังทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 9 ล้านบาท อาจทำให้ในไม่ช้าห้องน้ำในหอศิลปฯ จะไม่มีน้ำและไฟฟ้าให้ประชาชนได้ใช้

ประวิตร เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้ กทม.แก้ไขหนังสือสัญญาปี 2554 ข้อ 8 ที่ระบุว่า บรรดาค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษีใดๆ ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการหอศิลปฯ ตกเป็นความรับผิดชอบของผู้รับสิทธิ์ และผู้รับสิทธิ์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ทันตามเวลาที่กำหนด โดยให้เปลี่ยนเป็น กทม.เข้ามารับผิดชอบแทน

ทั้งนี้ หอศิลปฯ กำลังไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ทำให้ต้องตัดงบจัดนิทรรศการบางส่วนและดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด จากการคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ถึงกลางปี 2562 เท่านั้น อาจต้องลดเวลาเปิดให้บริการ จากเดิมเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. เปลี่ยนเป็นเวลา 11.00-20.00 น. เพื่อประหยัดค่าไฟและค่าน้ำ

“การแก้ไขปัญหาระยะสั้นจะขอรับบริจาคเงินสนับสนุนจากประชาชนที่เดินทางมาใช้บริการ ซึ่งปัญหาทั้งหมดเกิดจากสภา กทม. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี ไม่ยอมอนุมัติงบประมาณอุดหนุนปี 2562 ให้กับทางหอศิลปฯ เหมือนที่เป็นมาตลอด” ประวิตร กล่าว

ด้าน ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม.ได้อุดหนุนงบประมาณต่อเนื่องให้กับหอศิลปฯ เช่น ในปี 2560 เป็นเงินราว 45 ล้านบาท อยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นของสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว ต่อมาปี 2561 ได้จัดสรรงบ 8-9 ล้านบาท เป็นค่าน้ำค่าไฟ

ขณะที่การเสนอแผนเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากทางหอศิลปฯ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน มีเพียงตัวเลขที่เสนอเข้ามาเท่านั้น ทำให้ปี 2562 สภา กทม.มีข้อท้วงติงถึงความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย หากมอบเงินอุดหนุนให้กับทางหอศิลปฯ เนื่องจากแผนงานขอเงินจากหอศิลปฯ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่านำเงินไปใช้เรื่องอะไรบ้าง จึงเป็นที่มาของการไม่สามารถอุดหนุนงบได้ อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่นิ่งนอนใจ มีการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางและวิธีการว่า กทม.ต้องทำอย่างไรบ้าง

เฉลิมพล โชตินุชิต ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. ชี้แจงว่า โดยหลักแล้ว กทม.มีหน้าที่ให้เงินสนับสนุนในช่วงแรกเท่านั้น คือ 5 ปีแรกตามหนังสือสัญญาที่จัดตั้งหอศิลปฯ ขึ้นมา และเมื่อหอศิลปฯ ตั้งตัวได้เองแล้ว กทม.ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนอีก ยิ่งถ้าหอศิลปฯ ได้กำไรต้องคืนเงินทุกบาททุกสตางค์กลับมาให้ กทม.ด้วย แต่ที่ผ่านมาทางมูลนิธิหอศิลปฯ แจ้งว่าเงินกำไรหรือเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะขอเก็บไว้ใช้จ่ายเองต่อไป ซึ่งตลอดมาที่ประชุมสภา กทม.ทุกยุคสมัยก็อนุญาตให้มาตลอด

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ มักเสนอเรื่องมาขอเงิน กทม.ปีละกว่า 70 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาของสภา กทม.แล้วมีมติให้เงินสนับสนุนปีละ 40 ล้านบาท เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยหอศิลปฯ แจ้งว่ามีรายจ่ายปีละประมาณ 70-80 ล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งทางมูลนิธิฯ หาเงินมาได้เองปีละ 30 กว่าล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนของ กทม.อีก 40 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารหอศิลปฯ ไปสรุปเอาเองว่ามีรายรับเพียงพอต่อรายจ่าย และไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ กลับมารายงานให้ กทม.รับทราบเลย

สำหรับผลจากการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญ ศึกษาการดำเนินการของหอศิลปฯ จำนวน 11 คน โดยมี คำรณ โกมลศุภกิจ รองประธานสภา กทม. เป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว พบว่า หอศิลปฯ อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ ซึ่งมูลนิธิฯ ต้องดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ได้รับมอบเสมอกับวิญญูชนพึงใช้และรักษา ส่วนบรรดาค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษี ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการหอศิลปฯ เป็นความรับผิดชอบของมูลนิธิฯ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ผู้รับสิทธิ์ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ดังนั้น กทม.จึงไม่สามารถตั้งงบประมาณไปอุดหนุนการดำเนินการของหอศิลปฯ ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ

ผลศึกษายังระบุว่า มูลนิธิฯ ต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายปีให้แก่ กทม. โดย กทม.จะคำนวณและแจ้งให้มูลนิธิฯ ทราบภายในเดือน มี.ค.ของทุกปี แต่ปรากฏว่ามูลนิธิฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดแห่งสัญญา เนื่องจากมูลนิธิฯ ได้นำพื้นที่ภายในหอศิลปฯ และพื้นที่หลายแห่งภายในอาคารไปให้บุคคลอื่นเช่าและเก็บค่าธรรมเนียมที่จอดรถ โดยไม่แจ้งให้ กทม. เพื่อขอความเห็นชอบจากสภา กทม. อีกทั้ง กทม.ไม่เคยมีการคิดคำนวณค่าตอบแทน เรียกเก็บจากทางมูลนิธิฯ

ฝั่ง กทม.สรุปชัดว่า มูลนิธิฯ ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ลงนามร่วมกับ กทม.ไว้ตั้งแต่ต้น จึงเป็นที่มาของการเสนอขอให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงปี 2554 ดังนั้นหากหอศิลปฯ ต้องการงบอุดหนุนจาก กทม. จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงจะรอดพ้นจากภาวะไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้