กฎเหล็กเลือกตั้งท้องถิ่น ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566117

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 09:17 น.

กฎเหล็กเลือกตั้งท้องถิ่น ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี

เปิดสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันที่ 4 ต.ค.นี้

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 4 ต.ค. จะมีการพิจารณารับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในวาระที่ 1 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่บทเฉพาะกาลในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 141 ที่กำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใด โดยถ้า คสช.ตัดสินใจได้แล้ว มีหน้าที่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบจากนั้น กกต.จะประกาศกำหนดวันเลือกตั้งต่อไป

ที่สำคัญภายหลัง กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว ประกาศและคำสั่งของ คสช.จำนวน 6 ฉบับ ในส่วนที่เกี่ยวกับการงดการจัดให้มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และกำหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นสิ้นผลบังคับ

กลิ่นไม่ดีเลือกใหม่ทันที

ขณะที่บททั่วไปเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ตามร่างกฎหมายยังคงให้อำนาจหน้าที่แก่ กกต.ในการควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและความยุติธรรม

มาตรา 16 กำหนดให้ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

แต่ถ้าในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษหรือไม่ ให้ กกต.ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนให้แล้วเสร็จ หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วแต่กรณีโดยเร็ว

กำหนดคุณสมบัติเข้ม

ส่วนการกำหนดเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น มาตรา 18ได้แบ่งหลักเกณฑ์พอสังเขปดังนี้

1.การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ให้ถือเขตเป็นเขตเลือกตั้งถ้าเขตใดมีจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งเกิน 1.5 แสนคน ให้ กกต.แบ่งตั้งเลือกตั้งตามจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะพึงมี

2.การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้ถือเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง ในกรณีที่อำเภอใดมีสมาชิกได้เกินกว่า 1 คน ให้แบ่งเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง เท่ากับจำนวนสมาชิกที่จะพึงมีในอำเภอนั้น

นอกจากนี้ การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามร่างกฎหมายดังกล่าว ยังได้นำมาตรฐานแบบเดียวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.มาใช้ด้วย

เช่น ต้องไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือลงโทษจำคุก เพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำทุจริตเลือกตั้ง เป็นต้น

ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี

ขณะที่การกำหนดพฤติกรรมที่เป็นความผิดฐานทุจริตเลือกตั้งของการเลือกตั้งท้องถิ่นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับการเลือกตั้ง สส.เช่นกัน

มาตรา 63 บัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

ไม่เพียงเท่านี้ ห้ามไม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ที่มีลักษณะเป็นการชักจูงใจให้มาลงคะแนนให้แก่ตนเองภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นโครงการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องปกติอยู่แล้ว หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

การฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

ปรับตัวหนีถูกปิด ทางรอด”มหาวิทยาลัยไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566111

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 07:42 น.

ปรับตัวหนีถูกปิด ทางรอด"มหาวิทยาลัยไทย"

มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญวิกฤตจากผู้เรียนลดลง การปรับตัวจึงเป็นโอกาสรอดจากการปิดตัว

***************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อกรณีวิกฤตมหาวิทยาลัยไร้ผู้เรียนถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง สิ่งที่ได้ยินตามมาก็คือคำเตือนให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ปัญหาผู้เรียนที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่ซ้ำเติมวิกฤตนี้จากข้อมูลของธนาคารโลกที่ระบุว่า แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับเด็กไทยในปี 2573 นั้นมีอีกปัญหาอื่นรออยู่ อย่างกรณีผู้ที่เรียนจบในอนาคตอาจต้องตกงานถึง 72% เพราะตำแหน่งงานที่เคยมีในปัจจุบันจะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรียกกันว่าเอไอ ภาพรวมงานด้านต่างๆ ในประเทศไทยจะถูกแทนที่ด้วยเอไอถึงประมาณ 50%

การปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตจึงนับเป็นโจทย์ เป็นคำถามสำคัญว่า มหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทยจะมีศักยภาพทำได้หรือไม่

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุว่า มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนลดลงโดยใช้วิธี 3 แนวทาง คือ แบบแรก นำระบบการเรียนแบบออนไลน์มาช่วยและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน แบบที่สองคือ เปิดสาขาวิชาที่เป็นสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม เช่น เป็นสถาบันสำหรับช่าง วิศวกร และแบบที่สามคือ หันไปสอนหลักสูตรระยะสั้น

“การปรับตามแนวทางของอเมริกา เป็นเรื่องที่อาจจะทำได้อย่างลำบากในมหาวิทยาลัยไทย เพราะประเด็นปัญหาใหญ่ก็คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีองค์ความรู้ลึกขนาดนั้น พอจะปรับตัวต้องไปดูที่รากฐาน ซึ่งจะพบว่าเราไปทางไหนก็ยาก เช่น ถ้าเราจะเปิดสอนออนไลน์ เมื่อเด็กมาดูหลักสูตร ดูระบบ ดูอาจารย์ผู้สอนแล้วพบว่าไม่น่าเชื่อถือ โอกาสที่เด็กจะตัดสินใจเรียนก็ยิ่งน้อย ตอนนี้เรายิ่งตกอยู่ในสภาพน่ากังวลเรื่องคุณภาพอยู่ แล้วหันไปสอนออนไลน์ด้วย ก็เกิดคำถามว่าจะยิ่งจบง่ายกว่าเดิมและมีคุณภาพหรือไม่ในทันที”

เกียรติอนันต์ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งมีมหาวิทยาลัยประมาณ 4,700 แห่งนั้น กว่าที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับท็อป 30 จะตัดสินใจเปิดสอนระบบออนไลน์นั้น ต้องใช้เวลาเตรียมตัวกันนานมาก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าหลักสูตรออนไลน์ที่จะเปิดนั้นมีความน่าเชื่อถือ และแม้จะเป็นการเปิดหลักสูตรออนไลน์ แต่บางช่วงได้มีการบังคับไว้ในหลักสูตรว่าต้องไปเรียนในที่จริง ต้องไปสัมผัสกับบรรยากาศห้องเรียนจริงๆ ในมหาวิทยาลัย

ขณะที่การเปิดสาขาวิชาที่เป็นสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม สาขาเฉพาะทาง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่มีปัญหาอื่นๆ ให้ต้องกังวลเช่นกัน

“หากจะเปิดหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรม ก็มีปัญหาเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีองค์ความรู้ลึกพอ หรือตามไม่ทันอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ แต่จะรอให้อุตสาหกรรมจับมือกับมหาวิทยาลัยก็มักมีเงื่อนไขเรื่องอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์อะไร มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่ามีองค์ความรู้อะไรที่อุตสาหกรรมยังขาดแคลนอยู่ ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวจะได้มาต้องมีการทำงานวิจัยที่เข้มข้น การจับมือกับระบบอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้นได้ยาก

หากจะเกิดขึ้นก็มักจะเป็นเรื่องการหวังผลระยะสั้น เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของการทำธุรกิจ ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยไทยลงนามเอ็มโอยูกับธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่ต้องตั้งคำถามว่านั่นคือการร่วมมือที่แท้จริง และแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่องหรือไม่ มหาวิทยาลัยเองก็ต้องมีเป้าหมายระยะยาวที่กลายเป็นจุดแข็งให้กลายเป็นทางเลือกของระบบอุตสาหกรรมที่มีอยู่ หรือตลาดแรงงานเฉพาะกลุ่มได้

ขณะที่การสอนเฉพาะทางก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องสั่งสมองค์ความรู้และรักษาคุณภาพไว้ให้ได้อย่างยาวนานจนเป็นที่ยอมรับในแวดวงการศึกษาว่า ถ้าอยากเรียนสาขานี้ ต้องมาเรียนที่นี่ เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับสิงคโปร์ แมเนจเมนต์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่เปิดสอนเพื่อปั้นนักธุรกิจโดยเฉพาะ กว่าที่จะสร้างแรงดึงดูดผู้เรียนได้ ต้องมีการทำวิจัยที่ลงลึกถึงเนื้อหาด้านต่างๆ สามารถสร้างชื่อเสียงต่อเนื่อง จนแบรนด์ของมหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับ” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าว

นอกจากการปรับตัวแบบที่กล่าวมาแล้ว แบบที่สาม หรือหันไปสอนหลักสูตรระยะสั้นก็มีปัญหาเช่นกัน หากอาจารย์ผู้สอนไม่มีความสามารถ มีชื่อเสียงดึงดูดผู้เรียนมากพอ

“คนเก่งในเมืองไทยมีเพียงหยิบมือเดียว จะเกิดปรากฏการณ์ผู้สอนชื่อดังไม่กี่คนเวียนไปสอนตามที่ต่างๆ ที่สุดแล้วมหาวิทยาลัยก็จะกลายเป็นเพียงสถานที่ให้เช่าจัดสัมมนา ซึ่งไม่ได้ช่วยให้มหาวิทยาลัยนั้นๆ มีจุดแข็งเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว เราไปก๊อบปี้กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา แต่ขาดความลึก ขาดเนื้อแท้ที่เป็นองค์ความรู้ที่สะสมมาจะกลายเป็นชื่อเสียงที่ผู้เรียนไว้ใจได้ว่า หากมาเรียนแล้วจะได้ความรู้มากกว่าที่จะหาได้จากที่อื่น ก็ไปต่อได้ยาก

ตอนนี้มหาวิทยาลัยทุกแห่งยังมีโอกาสรอดจากการปิดตัวได้ หากวางกลยุทธ์ได้ถูกต้อง และเร่งสร้างองค์ความรู้เชิงลึกให้เป็นที่ประจักษ์ให้กับอาจารย์ เพราะความเป็นครูที่เก่งจริงถือเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้เรียนตัดสินใจเข้ามาเรียน เด็กรุ่นใหม่นั้นเก่งพอที่จะแยกได้ว่า อะไรคือภาพลักษณ์ อะไรคือสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์กับการเรียนรู้ที่จะใช้รับมือกับอนาคต” เกียรติอนันต์ กล่าวทิ้งท้าย

ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566019

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 10:21 น.

ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

“ถาวร เสนเนียม” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค มองว่า ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเปิดตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก นำมาสู่คำถามมากมายทั้งในแง่ความเป็นไปได้กับการหาเสียงรวมคะแนนไปสู้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคมายาวนานร่วม 13 ปี

หลายเสียงสนับสนุนว่านี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ให้พรรคเก่าแก่สามารถปรับภาพลักษณ์ “อนุรักษนิยม” ครั้งสำคัญ หลายเสียงห่วงว่า นี่อาจเป็นแค่แผนเตรียมฮุบพรรคของฝั่งแกนนำปีก กปปส. ที่เห็นเงาของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวพรรค เปิด “วอร์รูม” ซึ่งไม่ไกลจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ทุกแง่มุมกับ “ศึกใน” รอบใหม่ที่เจ้าตัวยืนยันว่าเป็น “การแข่งขันแบบพี่น้อง ซึ่งไม่ใช่มวยล้มต้มคนดู”

ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคมีความคิดเป็นประชาธิปไตยเปิดให้ทุกคนในพรรคเสนอตัวเพื่อแข่งขันเป็นหัวหน้า หรือที่เรียกว่าไพรมารีโหวตให้สมาชิกหยั่งเสียง ส่วนตัวได้คิดกับเพื่อนที่ออกมาทำกิจกรรมนอกพรรค ทุกคนบอกว่าเอาคนรุ่นใหม่ดีไหมคนที่น่าจะเข้าใจประชาชน ส่วนตัวจึงเสนอชื่อ หมอวรงค์

ถาวร กล่าวว่า บุคลิกภาพของวรงค์เป็นเทรนด์ที่คนไทยต้องการ หนึ่งห่วงหาอาทรเกษตรกร พี่น้องชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศนี้ เขาคิดว่าปล่อยให้ชาวนาถูกโกงอยู่ได้อย่างไร จึงเสนอนโยบายหลักประกันราคาข้าว และตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจนอดีตนายกฯ หนีไปต่างประเทศ รัฐมนตรีติดคุก เถ้าแก่พร้อมบริวารติดคุก ใช้คำสั่งทางปกครองยึดเงินกลับคืนกระทรวงการคลังร่วมแสนล้านบาท

“​ผลงานเช่นนี้ ผมจึงบอกพี่ๆ เพื่อนๆ ว่าเทรนด์นี้ กล้าเปลี่ยน กล้าทำเพื่อประชาชน ​จึงโทรหาหมอวรงค์ เขาก็บอกเรื่องใหญ่ขอเวลาคิดสักประมาณเดือนหนึ่งโทรไป เขาก็บอกว่าพี่น้องภาคเหนือคิดแบบนี้เหมือนกัน อยากให้เขาเสนอตัวเพื่อเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งต่อมามีกลุ่มที่สนับสนุนทั้งภาคกลาง ภาคใต้ กทม. อีสาน”

ถาวร ย้ำว่า จุดขายที่จะนำมาหาเสียงเรื่องความกล้าเปลี่ยนนั้นเป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน เพื่อประเทศ ไม่ใช่แค่การกล้าเปลี่ยนเพื่อพรรค ​กล้าเปลี่ยนโครงการรับจำนำมาเป็นประกันราคาข้าว ​กล้าเปลี่ยนความคิดของคนโกง ให้เห็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องบั่นทอนชาติ บั่นทอนประเทศ​

ทั้งนี้ หลังการตัดสินใจได้เข้าพูดคุยกับทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และผู้ใหญ่ในพรรคอีกหลายคน ท่านชวนบอกว่าเป็นประชาธิปไตยดี และบอกว่า “ประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้าพรรคง่าย แต่ก็เป็นหัวหน้าพรรคยาก” ง่ายคือหมายความว่าคนเป็นลูกแม่ค้าอย่างท่านก็เป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่ยากคือไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค ทุกคนมีสิทธิเท่ากันที่จะเสนอแนะเข้ามามีส่วนร่วม ต้องรับฟังคนทุกคน

“เราสัญญาว่าพรรคไม่แตกแน่ พวกเราไม่ออกไปไหนแน่นอน ทุกคนถามว่าพรรคจะแตกไหม เกือบทุกคนเป็นห่วงเพราะเรามีประวัติศาสตร์ ตอน 10 มกราฯ ตอนคุยกับหัวหน้าอภิสิทธิ์ ยืนยันกับท่านว่า หนึ่ง หาเสียงจะไม่มีเนกาทีฟแคมเปญ ​สอง แพ้ชนะทุกคนยังอยู่ในพรรคและทำงานร่วมกับทุกคนได้”

ถาวร เลี่ยงที่จะเปรียบเทียบคะแนนระหว่าง อภิสิทธิ์ และวรงค์ ​บอกแต่เพียงว่าอยากให้มองแบบ “เอาต์ไซด์อิน” เพราะคนในพรรคจะกล้าหรือไม่กล้าเปลี่ยนนั้นไม่กล้าถาม แต่หากให้คนนอกที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ 11 ล้านเสียงมองเข้ามาข้างใน แล้วเราบอกเขาว่าเรากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์​ หากเขาเห็นด้วยเขาเหล่านั้นก็จะส่งเสียงเข้ามาในพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคในช่วงนี้จะไม่มีผลกระทบกับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา เพราะไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ หรือวรงค์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็จะรับไม้ต่อในสิ่งที่พรรค กรรมการบริหารพรรค หรือคนของพรรคทำไว้ ทุกคนมีสิทธิรับไม้นั้นวิ่งต่อไปด้วยความกล้า ความตั้งใจ ทุกคนยังคงรักพรรค เป็นเอกภาพ ทำงานให้พรรคต่อไป

ส่วนที่มีเสียงสะท้อนว่านี่เป็นเพียงแค่แผนให้เกิดความปั่นป่วน สร้างแรงกดดันในพรรคเท่านั้น ถาวร อธิบายว่า การวิจารณ์ของคนที่ผิดเพี้ยนส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหมอวรงค์ทั้งหมด ทั้งพฤติกรรม ความตั้งใจ จนมีอวิชชาและวิจารณ์ไปในทำนองที่ผิด ซึ่งต้องให้กาลเวลาได้พิสูจน์ ซึ่งเขาจะได้รู้เอง เราไม่โกรธ ไม่ตอบโต้

บางเสียงสะท้อนมองว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ฮุบประชาธิปัตย์ของฝั่ง กปปส. ​ถาวร ตอบทันทีว่า ไม่ใช่ ​หลายคนที่สนับสนุนหมอวรงค์ก็ไม่ใช่ กปปส. และ กปปส.​สลายไปหมดแล้วไปตั้งมูลนิธิ ตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษา สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ไปร่วมตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)

“ถ้ามองว่าท่านสุเทพครอบงำประชาธิปัตย์ ยึดพรรค ก็คงไม่เป็นธรรมกับท่าน เพราะท่านกำลังตั้งพรรค แล้วสมาชิกพรรคท่านจะเข้าใจผิด”

ถามว่าหาก หมอวรงค์เป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ถาวร ชี้แจงว่า หนึ่ง ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องอยู่ดีกินดี สอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ สาม ต้องปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซาก ​สี่ ​การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ต้องจัดการศึกษาให้ตรงความต้องการของตลาดภายในประเทศและโลก ไม่ใช่แค่เน้นแต่ปริญญาแต่จบออกไปไม่มีงานทำ ​และเด็กจะต้องมีวิสัยทัศน์ รู้จักเสียสละ

“​เมื่อเราบอกว่ากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้จะลบคำว่าเจ้าขุนมูลนาย ลบคำว่าอนุรักษนิยม ​ชนชั้นกรรมาชีพก็จะเข้าถึงเราได้ พ่อค้าวาณิช คนข้างถนน ก็เข้าถึงเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 7 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเราจะเชิญชวนเขาเข้ามา เช่นเดียวกับคนสูงอายุด้วยเราจะเชิญเข้ามา

…คนสูงอายุก่อนหน้านี้ หลายคนกลัวว่าหากเข้ามาพรรคแล้วต้องมาต่อคิว ต้องมาต่อถาวร แต่ต่อไปนี้จะวัดกันที่ความรู้ความสามารถ ใครมีศักยภาพก็จะได้ขึ้นมา มีหลักการชี้วัดประเมินผล เอาความพึงพอใจประชาชนเป็นที่ตั้ง”

ถาวร กล่าวอีกว่า รวมไปถึงการส่งผู้สมัครของพรรค เช่น ​ถาวรเดิมลงสงขลา เขต 6 มาตลอด ก็ต้องใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ ทำโพลดูว่าคนใหม่ที่จะมาลง สส. กับถาวร ประชาชนชอบใครมากกว่า หรือจะมาบอกว่าเป็นลูกถาวร แล้วได้ลง สส.ก็ดี หรือเป็นน้องถาวรได้ลง สส.ก็ดี หรือถาวรเป็น สส.อยู่แล้วก็ดีจะได้ลง สส.อีก สิ่งเหล่านี้จะไม่มีให้วิพากษ์วิจารณ์อีกแน่นอน นี่เป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน

ในแง่การหาเสียงหลังจาก หมอวรงค์ พร้อมทีมงานซึ่งเปิดตัวที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก แล้วจะเริ่มเดินสายพบปะสมาชิกพรรค และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการลงไปรับฟังความคิดความเห็นและนำมาเป็แนวนโยบายของพรรคต่อไป

ทั้งนี้ ในวันที่ 30 ก.ย.​-1 ต.ค. ​หมอวรงค์​และคณะจะเดินทางไป จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช จะไปพบปะเกษตรกรสวนยาง คนขายของในตลาด ชาวนา ชาวประมง จากนั้นจะไปอีสาน และพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“เวลานี้เรามีแนวร่วมที่เป็นอดีต สส.ซึ่งกล้าประกาศตัวสนับสนุน 20 กว่าคน หลังจากที่แอบช่วยซึ่งก็ต้องขอบคุณ และมีรอตัดสินใจอีกเยอะ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ของเขาคนที่จะกล้าเปลี่ยนเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มาก”

ถามว่าหากเทียบสัดส่วนแนวร่วม 20 คน จากอดีต สส.ทั้งหมด 130 คน อาจจะชนะได้ยาก ถาวร กล่าวสั้นๆ ว่า “ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ” แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด คือทหารราบทต้องบุกไปข้างหน้ายึดพื้นที่นี่คือตำราพิชัยสงคราม

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าการส่งหมอวรงค์มาแข่งขันชิงหัวหน้าพรรค เพราะอภิสิทธิ์ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถาวร กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิในการมอง แต่อยู่ว่าเขารับข้อมูลเพียงไร​ แต่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับใครต้องเข้าที่ประชุมใหญ่พรรค ​แต่ทั้งนี้ ผู้บริหารพรรคต้องมีธงอยู่ในใจว่าแต่ละครั้งในการจัดการเลือกตั้ง เราจะจับมือกับใครหรือให้ใครมาจับ

ถาวร อธิบายว่า การจะเลือกร่วมรัฐบาลกับใครนั้นต้องดูที่หนึ่งอุดมการณ์และนโยบายดูพฤติกรรมที่ผ่านมา และที่จะเดินไปข้างหน้า ส่วนตัวถูกกระทำโดยระบอบทักษิณดังนั้นจึงจะไม่จับกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งรู้ว่าเถ้าแก่พรรคเพื่อไทยเป็นใคร ส่วนจะร่วมกับ คสช.หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรค แต่ส่วนตัวไม่ปฏิเสธ

ส่องทริป “บิ๊กตู่” ปั้นคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566003

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 07:35 น.

ส่องทริป "บิ๊กตู่" ปั้นคะแนนนิยม

การจัดวางปฏิทินบริหารประเทศทั้งการเดินสายในประเทศและต่างประเทศ ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ในช่วงนี้ล้วนมีนัยทางการเมืองเพื่อกอบโกยคะแนนนิยมก่อนเลือกตั้ง

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากกำหนดการเลือกตั้งยังอยู่ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 ก็เหลือเวลา 150 กว่าวันเท่านั้น ระยะเวลาใกล้เข้ามามากเท่าไร ทำให้นักการเมืองต่างต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีการจัดวางปฏิทินบริหารประเทศทั้งการเดินสายในประเทศและต่างประเทศ อย่างมีนัยทางการเมืองเช่นเดียวกัน

ดังเห็นได้ว่า ตลอดเดือน ต.ค.คิวยาวเหยียด เริ่มตั้งแต่วันที่ 8-9 ต.ค.เข้าร่วมประชุมกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 10 ที่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นวันที่ 11 ต.ค. ร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ขณะวันที่ 18-20 ต.ค. เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 12 ณ ราชอาณาจักรเบลเยียม และสัปดาห์สุดท้ายของเดือน วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

ขณะที่การเดินทางไปต่างประเทศ บุคคลที่ต้องประกบติดนายกฯ ไปด้วย หนีไม่พ้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ที่ทราบกันดีว่า วันนี้ประกาศตั้งพรรคการเมือง “พรรคพลังประชารัฐ” ไปด้วย เพื่อได้ไปโชว์ผลงานของรัฐบาล อาทิ การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี เรียกความมั่นใจจากนักลงทุนต่างประเทศ

ส่วนการลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็ได้ตัวช่วยนายกฯ เข้ามาเพิ่มขึ้น นอกจากได้เห็น “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งสวมหมวกหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังมีคีย์แมนคนในรัฐบาลร่วมเพียบ อาทิ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ

อย่างล่าสุด แผนการลงพื้นที่ไปตรวจราชการ จ.ลำพูน ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ นับเป็นพื้นที่เป้าหมายใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการไปเจาะ จึงมีการเตรียมรูปแบบกิจกรรมให้ประชาชนได้สัมผัส พล.อ.ประยุทธ์ อย่างใกล้ชิด และเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมรถรางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้นั่งและเคลื่อนตัวไปยังวัดพระธาตุหริภุญชัย เพื่อพบกับพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับ

ที่น่าจับตามองในการเดินสายต่างจังหวัด คราวนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะดึงนักการเมืองมืออาชีพมาร่วมทำงานใกล้ตัวเพื่อเป็นมือเป็นไม้ในการทำงานมวลชน อาทิ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. หรือ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อดีต สส.สระบุรี มาช่วยทำงานมวลชนเดินหน้าเก็บคะแนนนิยมให้กับพรรคพลังประชารัฐ

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจนว่า แม้ว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่วันเลือกตั้ง แต่ คสช.ยังคงมีอำนาจพิเศษ มาตรา 44 เต็มพิกัด หรือการประชุม ครม.สัญจร หรือการอนุมัติงบประมาณโครงการต่างๆ ยังคงทำได้ตามปกติ เพราะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ

ฉะนั้นในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ยังคงกำหนดไว้แล้วว่าจะประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงราย ยิ่งพรรคพลังประชารัฐ ได้ตัว รัตนา จงสุทธานามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หรือ ผู้กองมนัส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายทหารและนักธุรกิจชื่อดังใน จ.พะเยา ผู้กว้างขวางในแวดวงการเมือง สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ แท็กทีมช่วยบุกพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ระหว่างประชุม ครม.สัญจร

ณ เวลานี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี ที่มีหมวกอีกใบในฐานะนักการเมืองพรรคพลังประชารัฐ ออกเดินสายทั้งในและต่างประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จึงเป็นการกอบโกยความนิยมตุนไว้ก่อนเลือกตั้ง

โลกออนไลน์ พื้นที่อันตรายของผู้ป่วยซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565426

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 06:41 น.

โลกออนไลน์ พื้นที่อันตรายของผู้ป่วยซึมเศร้า

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กระแสข่าวด้านลบหรือด้านมืดของโลกโซเชียลที่มีให้เห็นอยู่เนืองๆ ทั้งกรณีไลฟ์สดการฆ่าตัวตาย ข้อมูลทางวิชาการที่พบว่าปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดโลกโซเชียลมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าในหมู่เด็กวัยรุ่นหญิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาแสดงความห่วงใยพฤติกรรมโพสต์ภาพเซลฟี่โดยใช้แอพเติมแต่งความสวย สดใส ก่อนโพสต์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากยอดไลค์ ที่จะทำให้เสี่ยงเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง เกิดความกังวล ชีวิตไม่มีความสุข เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ได้ง่าย

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ระบุว่า แม้โลกออนไลน์จะมีด้านดีหรือด้านบวกมากกว่าด้านลบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าภาวะซึมเศร้านั้นถูกพบร่วมกับอาการติดเกมหรือติดโลกออนไลน์

“แม้เด็กที่ติดเกมหรืออินเทอร์เน็ตจะเลิกไม่ได้ แต่ลึกๆ พวกเขาก็รู้สึกผิด ซึ่งนำไปสู่โอกาสที่ทำให้เกิดโรคร่วมอย่างโรคซึมเศร้า ที่กลายเป็นปัจจัยภายในที่ยิ่งซ้ำเติมให้มีอาการมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถหามาตรการป้องกันเด็กกลุ่มนี้ก็คือ การวางกติกาการใช้งานอินเทอร์เน็ตร่วมกัน การกำหนดช่วงเวลาในการทำงานร่วมกันเป็นกติกา จะส่งผลให้เราใช้สมองในส่วนคิดมากกว่าส่วนอารมณ์ การสร้างจุดแข็งในการอยู่ร่วมกับอินเทอร์เน็ต โดยครอบครัวนั้นนับว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก”

นพ.ยงยุทธ บอกว่า ครอบครัวต้องยึดหลักปฏิบัติ 3 ต้อง 3 ไม่คือต้องกำหนดเวลาเล่น ต้องตกลงโปรแกรมให้กับลูก ต้องเล่นกับลูกบ้าง ไม่เป็นตัวอย่างที่ผิด ไม่เล่นในเวลาครอบครัว เช่น เวลาทานข้าว และไม่ใช้ในห้องนอน

“สาเหตุที่ควรจะห้ามไม่ให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตในห้องนอน เพราะเด็กกลุ่มติดเกมสารภาพเองว่าการท่องโลกออนไลน์ในห้องนอนนั้นทำให้เข้าสู่ภาวะควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องกำหนดขอบเขตเหล่านี้ในครอบครัว”

นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า แม้การดูแลลูกจะเปลี่ยนไปจากเดิมในหลายเรื่อง แต่ชีวิตเด็กวัยรุ่นก็ยังต้องการการดูแลจากผู้ปกครอง การปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามลำพังกับโลกออนไลน์ทำให้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มเด็กเปราะบางที่มีปัญหาสุขภาพจิตจะมีความเสี่ยงต่อปัญหาและภัยรูปแบบต่างๆ ในโลกออนไลน์

นพ.ยงยุทธ บอกว่า การเสพติดอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ 1.การเสพติดการพนัน 2.เสพติดสังคมออนไลน์ 3.ติดเกม 4.เสพติดข่าวและการหาข้อมูลเสพข่าวซ้ำไปมาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ 5.ความบันเทิงรูปแบบต่างๆ

“ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้กำหนดการเสพติดโลกออนไลน์เป็นปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอาการเสพติดนั้นพิจารณาได้จากใช้เวลากับการเล่นที่มากและหลายชั่วโมง ไม่สามารถควบคุมตนเองจนเสียหน้าที่การงาน ซึ่งการคาดการณ์ในอนาคตพฤติกรรมนี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และหากพบหรือสงสัยว่ามีอาการเสพติดโลกออนไลน์จนเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาที่ถูกต้อง” นพ.ยงยุทธ กล่าว

ด้าน สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักวิชาการด้านจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การใช้โลกออนไลน์สำหรับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนักหรือเสี่ยงต่ออาการป่วยนัก โดยเฉพาะหากผู้ใช้ไม่ได้หมกมุ่นหรือให้ความสำคัญกับตัวตนของตัวเองในโลกออนไลน์ ต้องการการยอมรับมากเกินไป

“ส่วนที่น่ากลัวไม่ใช่โลกออนไลน์เสียทีเดียว แต่เป็นกลุ่มคนที่ใช้โลกออนไลน์ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นซึ่งถูกทอดทิ้งอยู่ในโลกออนไลน์ เด็กกลุ่มนี้จะมีโอกาสหลงทาง ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ กลายเป็นคนที่นึกเอาเอง จากโลกที่เขาเห็นในโลกออนไลน์ ที่สุดก็ไปลอก หรือมีพฤติกรรมเลียนแบบสิ่งที่จะทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมา โดยที่หลงลืมไปว่า วิธีการดังกล่าวจะสร้างปัญหาอะไรตามมาบ้าง และกลายเป็นคนที่นึกถึงแต่สิทธิของตัวเอง ไม่สนใจสิทธิของคนอื่น พร้อมที่จะแสดงตัวตนกลั่นแกล้งคนอื่นๆ ในโลกออนไลน์ ก็ยิ่งทำให้โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” นักวิชาการด้านจิตวิทยา กล่าว

นี่คือประเด็นข้อห่วงใยสำคัญของการเสพติดโลกออนไลน์ ซึ่งแม้ว่าจะส่งผลเสีย แต่โลกออนไลน์ก็มีประโยชน์อย่างมากเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องหาวิธี ต้องดึงเยาวชนให้ถอยห่างออกมาในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้โลกออนไลน์ได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์

ฟันธงเลือกตั้งใหญ่ปี’62 ทุจริตกว่าทุกครั้งเหตุอั้นมาหลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565257

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 10:59 น.

ฟันธงเลือกตั้งใหญ่ปี’62 ทุจริตกว่าทุกครั้งเหตุอั้นมาหลายปี

“สังศิต พิริยะรังสรรค์” คาดเลือกตั้งใหญ่ปี2562 จะเกิดการทุจริตทางการเมืองที่มีมูลค่าความเสียหายมหาศาลและรุนแรงกว่าทุกปี

******************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา การทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการหรือการเมืองเป็นปัญหาที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนานและเป็นปัญหาที่จัดการยาก แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาสารพัดวิธีการ แต่ยังไม่สามารถจัดการปัญหาการทุจริตให้หมดสิ้นไปได้ รวมทั้งรูปแบบการทุจริตในปัจจุบันมีความซับซ้อนและแยบยลขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนจะต้องรู้เท่าทันไม่ตกเป็นเครื่องมือ

โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์พิเศษ “สังศิต พิริยะรังสรรค์” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2562 จะมีการทุจริตซื้อเสียงอย่างรุนแรงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

สังศิต กล่าวว่า การเลือกตั้งเกิดขึ้นในปีหน้า จะเกิดการทุจริตทางการเมืองที่มีมูลค่าความเสียหายมหาศาลและรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นมานานถึง 4 ปี บรรดานักการเมืองจึงต้องการเอาชนะเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งและอำนาจ ยิ่งมีการห้ามหาเสียง และกฎหมายเลือกตั้งใหม่ที่กำหนดข้อบังคับในการหาสมาชิก โดยสมาชิกต้องจ่ายเงินส่วนตัวสมัครเป็นสมาชิกพรรค 100 บาท แน่นอนประชาชนทั่วไปย่อมไม่สนใจที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรค ดังนั้นนักการเมืองจึงต้องใช้วิธีเกณฑ์หรือจ่ายแทน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกพรรค ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อเสียงกันอย่างมหาศาลกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา

“การเลือกคนขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคบางพรรคมีการกำหนดตัวกันแล้วอาจจะไม่มีปัญหา แต่บางพรรคที่มีการแข่งขันสูงๆ มีผู้สมัครหลายคน แน่นอนจะต้องมีการช่วงชิงซื้อขายกันเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงในการโหวต หรือแม้แต่การเลือกผู้สมัคร สส.เขต ตามกฎหมายใหม่เขตการเลือกตั้งลดลง ขณะที่จำนวนประชากรในพื้นที่ไม่ได้ลดลงตามไปด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอดีต สส.เขต กับผู้สมัครหน้าใหม่ ที่ต้องการลงสมัครและชนะเลือกตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อเสียงกันสูงมาก” สังศิต กล่าว

สังศิต กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชั่นประเทศไทยเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วเพราะไทยมีระบบการเมืองแบบปิด มีจุดอ่อนคือไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบการทำงานได้อย่างแท้จริง แม้จะมีรัฐสภาหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถตรวจสอบการทำหน้าที่ของนักการเมืองได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลปัจจุบันได้ออกกฎหมายดีๆ เกี่ยวกับการป้องกันและป้องปรามการทุจริตจำนวนมาก และหากจะเปรียบเทียบว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือ รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร รัฐบาลใดคอร์รัปชั่นมากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใดมีอำนาจเข้มแข็ง เพราะไม่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากมีอำนาจเข้มแข็งปราศจากฝ่ายค้าน หรือ องค์กรใดสามารถตรวจสอบได้ ย่อมสามารถทุจริตคอร์รัปชั่นได้มากพอๆ กัน

ดังนั้น การทุจริตขึ้นอยู่กับรัฐบาลใดมีอำนาจมากหรือมีอำนาจน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสมัย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานภารกิจหลักของรัฐบาลอานันท์ในสมัยนั้น คือ การร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับรัฐบาล สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาอยู่ในอำนาจได้ไม่นานไม่สามารถทำอย่างอื่นได้มากนักจึงเกิดการทุจริตน้อย

“ถ้ารัฐบาลเลือกตั้งที่ได้เสียงข้างมาก โดยที่ฝ่ายค้านอภิปรายหรือตรวจสอบไม่ได้ก็เกิดการทุจริตได้มากเหมือนกัน เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่หากรัฐบาลเลือกตั้ง แล้วเสียงรัฐบาลไม่เยอะ เสถียรภาพไม่สูงการทุจริตก็ทำได้ยากเช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งขึ้นกับว่ารัฐบาลใดมีอำนาจมากก็ทุจริตมาก มีอำนาจน้อยก็ทุจริตน้อย”

สังศิต กล่าวว่า อยากให้ความรู้ถึงกลโกงรูปแบบใหม่ของการคอร์รัปชั่นเพื่อให้ประชาชนได้รู้เท่าทันว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมารูปแบบการทุจริตได้กลายพันธุ์และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ปัจจุบันจากการศึกษาวิจัยพบว่ารูปแบบหรือกลโกงการทุจริตแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นให้เห็นตลอดผ่านการหาช่องโหว่ช่องว่างเพื่อคอร์รัปชั่นผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ตัวอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีหน่วยงานใดกล้าเข้าไปตรวจสอบ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหลายหน่วยงานฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แสวงหาผลประโยชน์ ด้วยการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่เอื้อต่อการทุจริตรูปแบบพิเศษ คือ ใช้วิธีพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้างโดยเป็นการดำเนินการจากข้าราชการระดับสูงจากส่วนกลางในการกำหนดโครงการต่างๆ ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการหรือความจำเป็นของคนในพื้นที่แต่อย่างใด

“หลายกิจกรรม หรือโครงการในพื้นที่ที่เกิดขึ้นเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากข้าราชการระดับสูงจากส่วนกลาง ไม่ได้เป็นความต้องการของคนในพื้นที่ การกระทำลักษณะนี้เกิดในหน่วยงานอื่นๆ ด้วย จึงอยากให้ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้าง ควรนำกฎหมายปกติ คือ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พร้อมกับให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสในระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศบนเว็บไซต์ รวมถึงให้มีการติดป้ายประกาศตั้งแต่ก่อนและหลังประมูล เพื่อให้ประชาชนได้ทราบว่าผู้ใดชนะการประมูล มูลค่าโครงการเท่าไร และดำเนินการจะแล้วเสร็จเมื่อไร เพื่อแก้ปัญหาการใช้อำนาจจากส่วนกลางมาเอื้อให้เกิดการทุจริต” สังศิต กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่ารูปแบบการทุจริตได้แพร่กระจายไปในหลายระดับ ทั้งจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กเกิดการทุจริตอย่างมาก แต่ปราศจากการตรวจสอบ เพราะมูลค่าโครงการไม่สูงมากนัก เช่น 1-5 ล้านบาท เพราะในสายตาคนทั่วไปมองว่าคงทุจริตกันไม่เยอะ หรือทุจริตกันจริงๆ ก็คงคิดเป็นเงินเพียงนิดเดียวเท่านั้น ถือว่าเป็นความคิดอันตราย แต่หากรวมกันทั้งประเทศ หรือย้อนหลังรวมกันหลายๆ ปีที่ผ่านมาจะพบว่ามูลค่ามหาศาลนับหมื่นล้านบาทเช่นกัน

ขณะที่โครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่มูลค่านับพันหรือหมื่นล้านบาทเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยมาก เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความสนใจและสื่อมวลชนก็จับตามองจึงเกิดการทุจริตน้อยกว่าโครงการลงทุนขนาดเล็กๆ ในท้องถิ่น ที่สำคัญมี พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ควบคุมอยู่ แต่โครงการขนาดเล็กในท้องถิ่นกฎหมายปกติเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึงและสื่อมวลชนไม่ได้สนใจด้วย ดังนั้นต้องมีมาตรการที่บังคับให้ท้องถิ่นต้องจัดประมูลหรือจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สาธารณะได้รับรู้ และต้องติดประกาศแจ้งเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รู้ว่าใครชนะประมูล เพราะทราบดีบางพื้นที่ใช้ผู้มีอิทธิพลและใช้ระบบเครือญาติในการเอาชนะการประมูลโครงการ จึงทำให้บางตระกูลหรือนักการเมืองท้องถิ่นบางคนผูกขาดได้โครงการจากภาครัฐมาโดยตลอด

“การคอร์รัปชั่นมีโอกาสขยายตัวสูงเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจบิดเบือนในการตัดสินใจแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง ซึ่งผลจากการคอร์รัปชั่นในระดับจุลภาคทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรมและทำลายระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง” สังศิต กล่าว

สังศิต กล่าวว่า ยังมีการทุจริตซื้อขายตำแหน่ง หรือเรียกว่า Bureaucratic Corruption ซึ่งแพร่ระบาดมากในการเมืองท้องถิ่น สาเหตุมาจากการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบรรจุหรือแต่งตั้งบุคลากรได้โดยปราศจากการตรวจสอบจากหน่วยงานใด ตัวอย่างเช่น การเปิดประกาศรับสมัครหรือสอบคัดเลือกเจ้าหน้าที่เป็นเพียงพิธีกรรมบังหน้าเท่านั้น แต่นักการเมืองท้องถิ่นได้ล็อกตัวบุคคลที่จะบรรจุเข้าไปอยู่ในตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ที่ จ.ระยอง ผู้สมัครสอบเจ้าหน้าที่ อบต.ประท้วงไม่ยอมรับผลสอบไปร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ลงนามแต่งตั้งตามที่ อบต.แห่งนั้นเสนอชื่อขึ้นไป ต่อมาเกิดมีมวลชนมาขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด ทางส่วนกลางจึงต้องย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดคนดังกล่าวออกนอกพื้นที่ ดังนั้นในการแต่งตั้งหรือสอบคัดเลือกตำแหน่งในท้องถิ่น ควรกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีส่วนเข้าไปตรวจสอบด้วย ไม่ควรให้อำนาจท้องถิ่นเบ็ดเสร็จ

“เวลามีการสอบแข่งขันบรรจุคนเข้าทำงานในท้องถิ่นมีการแข่งขันกันสูงและคนมาสอบกันจำนวนมาก บางแห่งประกาศรับสมัครแต่ไม่ได้มีการสอบกันจริงๆ เพราะเป็นอำนาจนักการเมืองท้องถิ่น ที่อยากจะตั้งใครเข้าทำงาน ถือเป็นการคอร์รัปชั่นทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่สร้างความเสียหายแก่สังคมไทย” สังศิต ทิ้งท้าย

กทม.เปิดตัว”นักสืบตาสับปะรด” เพิ่มช่องทางจัดระเบียบสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565247

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 08:54 น.

กทม.เปิดตัว"นักสืบตาสับปะรด" เพิ่มช่องทางจัดระเบียบสังคม

“นักสืบตาสับปะรด” โครงการล่าสุดของกทม. ที่หวังดึงประชาชนร่วมจัดระเบียบเมือง พร้อมให้ส่วนแบ่งค่าปรับแก่ผู้แจ้งเบาะแส

***************************

โดย….นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงแห่งนี้ยังคงมีหลากหลายเรื่องราวความเดือดร้อนไม่เป็นระเบียบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางเท้าไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ปัญหาขยะ น้ำท่วมขัง ไปจนถึงต้นไม้ริมถนน แม้ว่าจะมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรของ กทม. ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยดูแลแก้ปัญหาให้กับประชาชนแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์

เป็นที่มาของการตั้งโครงการ “นักสืบตาสับปะรด” เพื่อต้องการให้กรุงเทพฯ มีความสะอาด เป็นระเบียบ แก้ปัญหาในทุกจุดที่เกิดขึ้นทั่วเมือง จึงดึงประชาชนเข้ามาร่วมเครือข่ายเป็นนักสืบ คอยสอดส่องปัญหาและส่งเรื่องเข้ามาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปแก้ไข

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า นักสืบตาสับปะรด เป็นโครงการที่ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ที่เล่นเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นในโลกสังคมออนไลน์ เข้ามาสมัครเป็นนักสืบแจ้งเหตุความเดือดร้อนที่พบเห็น เช่น การก่อมลพิษ ทิ้งขยะในที่สาธารณะ การใช้พลังงานสิ้นเปลือง หลอดไฟไม่ติด พื้นที่เปลี่ยวรกร้าง สถานที่ล่อแหลมเสี่ยงอาชญากรรม และการขับรถจักรยานยนต์บนทางเท้า หรือเห็นใครทำความดีสามารถแจ้งข่าวเข้ามาเพื่อเป็นกำลังใจให้คนทำดีได้อีกด้วย

“ผมอยากให้คน กทม.มาช่วยกันสอดส่อง เป็นหูเป็นตา เพื่อทำให้เมืองสะอาดเป็นระเบียบ ปลุกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แสดงออกถึงการทำความดี และช่วยเหลือดูแลสังคม หากสมาชิกคนไหนส่งข่าวสารและทำความดีอย่างสม่ำเสมอ กทม.จะส่งใบประกาศเกียรติคุณทำความดีบนโลกดิจิทัลไปยังหน้าเฟซบุ๊กของสมาชิกดีเด่นด้วย” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการ กล่าวว่า โครงการนักสืบอาศัยหลักพฤติกรรมศาสตร์คือ ผู้ที่คอยดูแลสอดส่อง ตรวจสอบการกระทำผิดของผู้อื่น แต่ที่สำคัญคนคนนั้นจะต้องไม่กระทำผิดเสียเอง จึงเชื่อว่าจะมีประชาชนคอยดูแลปกป้องบ้านเมืองขยายออกไปเป็นวงกว้าง โดยเริ่มต้นจากดึงกลุ่มนักเรียน โรงเรียนในสังกัด กทม. จำนวน 437 แห่ง กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงประชาชนทั่วไปทุกสาขาอาชีพเข้ามาลงทะเบียนเป็นสมาชิก

ขั้นตอนการสมัครเป็นนักสืบ เริ่มที่พิมพ์ค้นหา “นักสืบตาสับปะรด” บนหน้าเฟซบุ๊ก แล้วกดไลค์ กดลงทะเบียน กรอกข้อมูลออนไลน์ แล้วรอรับรหัสสมาชิก เมื่อได้รหัสสมาชิกแล้วสามารถส่งข้อมูลข่าวสาร ระบุพิกัดจุดเกิดเหตุ รูปภาพความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง เช่น การทิ้งขยะมูลฝอย การก่อมลพิษ ฯลฯ เข้ามาทางช่องแชตเฟซบุ๊ก จากนั้นเจ้าหน้าที่จะประสานเรื่องราวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งผลการแก้ไขปัญหากลับมาให้สมาชิกทราบเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลของโครงการนักสืบตาสับปะรด คาดว่าใช้เวลาประมาณ 3 เดือนนับตั้งแต่เดือน ส.ค. ที่มีสมาชิกแล้วกว่า 5,000 คน เพื่อชี้วัดผลสำเร็จด้วยจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น และจำนวนเรื่องที่ถูกส่งเข้ามา

พล.ต.ท.โสภณ กล่าวอีกว่า นักสืบตาสับปะรดถือเป็นการเพิ่มช่องทางการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน แตกต่างตรงที่กลุ่มผู้แจ้งสายด่วน 1555 หรือไลน์แอด “อัศวินคลายทุกข์” ส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบความเดือดร้อนหรือมีทุกข์ แต่โครงการนักสืบตาสับปะรดเป็นการร่วมสอดส่อง เพื่อแก้ไขปัญหาภาพรวมของสังคม เช่น ไม่ได้เป็นผู้เดือดร้อนโดยตรง แต่ผ่านไปเห็นปัญหา ซึ่งกระทบส่วนรวม สามารถแจ้งเข้ามาในเพจเฟซบุ๊กได้ทันที

ขณะที่สถิติการใช้บริการแจ้งเบาะแสเรื่องร้องเรียนเพื่อรับเงินรางวัลนำจับผ่านไลน์แอด “รางวัลนำจับ” มีประชาชนเข้าร่วมแล้วจำนวน 107,537 ราย ในส่วนนี้มีการแจ้งเบาะแสและได้รับแจ้งเป็นคดีแล้ว 7,919 คดี เปรียบเทียบปรับแล้ว 506 คดี รวมยอดค่าปรับ 170,540 บาท โดยมีประชาชนผู้แจ้งเบาะแสติดต่อขอรับส่วนแบ่งแล้ว 395 คดี เป็นเงิน 137,640 บาท และยังคงมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่า กทม.ไม่ต้องการจับปรับใคร แต่ต้องการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้คนในสังคม

เปิดระเบียบกกต. เดินหน้าเลือกสว.เฉพาะกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565122

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 08:01 น.

เปิดระเบียบกกต. เดินหน้าเลือกสว.เฉพาะกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการสรรหาชุดเฉพาะกาล สว. 250 เสียง เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา

ถือเป็นการออกระเบียบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 มาตรา 90 โดยกำหนดให้ดำเนินการจัดให้มีการเลือก สว. 200 คน เพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกเหลือ 50 คนต่อไป

ขณะที่ สว.อีก 200 คนนั้น คสช. จะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสรรหา 194 คน รวมกับบุคลากรในตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่ง

สำหรับในส่วนของ  200 คน ที่ คสช.จะเลือกให้เหลือ สว. 50 คน  จะนับเป็นการเลือก สว.ครั้งแรกภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 โดยแบ่งการเลือก สว. ออกเป็นระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ ทั้งนี้ภายใน 20 วัน นับแต่ระเบียบมีผลบังคับใช้ กกต.ประกาศเกี่ยวกับการลงทะเบียนขององค์กรที่มีสิทธิแนะนำชื่อบุคคลเพื่อรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาภายใน 10 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง อันได้แก่ ผู้เคยเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออื่นๆ

2.กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อันได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ ตำรวจ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย หรืออื่นๆ

3.กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข อันได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา แพทย์ทุกประเภท เทคนิคการแพทย์ สาธารณสุข พยาบาล เภสัชกร หรืออื่นๆ

4.กลุ่มอาชีพกสิกรรม ปลูกพืชล้มลุก ทำ นา ทำสวน  ทำไร่ ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง

5.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ

6.กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม

7.กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และผู้ประกอบกิจการอื่นๆ ผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว อันได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบกิจการหรือพนักงานโรงแรม ผู้ประกอบอุตสาหกรรม

8.กลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์

9.กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์ วรรณกรรม          10.กลุ่มอื่นๆสำหรับการเลือก สว.ให้ดำเนินการตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ตามลำดับ โดยระดับอำเภอ มีนายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขต เป็นประธานกรรมการ การเลือกระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกรรมการ และระดับประเทศ มีประธาน กกต. เป็นประธานกรรมการ

ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถสมัครด้วยการยื่นใบสมัครด้วยตนเอง หรือสมัครโดยยื่นใบสมัครด้วยตนเอง พร้อมแสดงหนังสือแนะนำชื่อผู้สมัครจากองค์กร โดยจะต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.มีสัญชาติไทยโดยการเกิด 2.มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ในวันสมัครรับเลือก 3.มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี

4.ผู้สมัครต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย (ก) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในอำเภอที่สมัครรับเลือก (ข) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก (ค) ทำงานอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก (ง) เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า2 ปี (จ) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา

การลงคะแนนจะเป็นการเลือกกันเองของผู้สมัครทั้ง 10 กลุ่ม ซึ่งแยกเป็นสมัครด้วยตนเองและรับรองโดยองค์กร โดยการลงคะแนนใช้วิธีการเลือกตรง คือ ให้เขียนหมายเลขผู้สมัครที่ต้องการเลือกในกลุ่มเดียวกันและวิธีการสมัครเดียวกันด้วยตัวเลขอารบิกใน “ช่องเขียนหมายเลขผู้สมัคร” ได้ช่องละหนึ่งหมายเลข และให้ผู้สมัครได้ไม่เกิน 2 คน โดยจะลงคะแนนให้ตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้ผู้สมัครใดเกินหนึ่งคะแนน ไม่ได้

การนับคะแนนของแต่ละกลุ่มและแต่ละวิธีการสมัครให้กระทำ ณ สถานที่ เลือก โดยเปิดเผย ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกในส่วนของการเลือกระดับอำเภอ ทั้งสมัครตรง และรับรองโดยองค์กร รวม 60 คน ถือเป็นผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอ และส่งไปเลือกในระดับจังหวัดต่อไป

การเลือกในระดับจังหวัด ผู้มีสิทธิจะเลือกตรงในกลุ่มและวิธีการสมัครเดียวกัน โดยคนที่ได้คะแนนสูงสุด 4 ลำดับแรก จากแต่ละกลุ่มและวิธีการสมัครเดียวกัน รวม 80 คน จะถือเป็นผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัด ส่งไปเลือกในระดับประเทศต่อไป

การเลือกในประเทศ ผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 10 คน ในแต่ละกลุ่ม และแต่ละวิธีการสมัคร รวม 200 คน จะได้รับการเสนอชื่อให้ คสช.เลือกเหลือ 50 คนต่อไป โดยกำหนดให้ กกต. ซึ่งได้รับรายงานผลการนับคะแนนแล้วต้องรอเวลาไว้ไม่น้อยกว่า 5 วันก่อน หากเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมถึงส่งให้ คสช.

ทั้งนี้ เพื่อเปิดให้มีการดำเนินการสืบสวนและไต่สวน เรื่องราวร้องเรียนหากพบผู้สมัครกระทำ การใดๆ อันเป็นเหตุให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ให้ กกต.สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี พร้อมทั้งให้เลื่อนลำดับของผู้ได้รับคะแนนในลำดับถัดไปของกลุ่มและวิธีการสมัครนั้นขึ้นมาแทน

อย่างไรก็ตาม หาก กกต.ยังดำเนินการสืบสวนและไต่สวนไม่แล้วเสร็จ ให้ดำเนินการส่งรายชื่อ แล้วรายงานเหตุดังกล่าวให้ คสช. ทราบ แล้วให้ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว เมื่อ กกต.มีคำสั่งให้ผู้สมัคร คนใดไม่ดำเนินการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ยื่นคำร้อง ต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นต่อไป

เปิด350เขตเลือกตั้ง “อีสาน-เหนือ-กทม.”เก้าอี้ลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564886

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 22:05 น.

เปิด350เขตเลือกตั้ง "อีสาน-เหนือ-กทม."เก้าอี้ลด

ชำแหละประกาศกกต.เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง “ภาคเหนือ-อีสาน-กทม.”เก้าอี้สส. ลดลง แนวโน้มแข่งขันดุเดือด

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับเขตเลือกตั้งสส.จำนวน 350 เขตจากทั้งหมด 77 จังหวัด ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง จำนวนสสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและจำนวนเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด

เมื่อพิจารณาเป็นภาพรวมของแต่ละภูมิภาคโดยอาศัยการแบ่งภูมิภาคตามหลักของคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ จะสามารถแบ่งออกมาเป็นจำนวน 6 ภูมิภาค ซึ่งพบว่าในบางภูมิภาคมีจำนวนสส.ลดลง จากเดิมที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550กำหนดให้มีสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 375 คน ดังนี้

1.ภาคเหนือ 9 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 33คน จากเดิมที่การเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุดในปี 2557 (เป็นการเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) มีสส. 36 คน

จังหวัดที่มีสส.ลดลง ได้แก่ เชียงใหม่ 9 คน จากเดิม 10 คน แพร่ 2 คน จากเดิม 3 คน อุตรดิตถ์ 2 คน จากเดิม 2 คน

ส่วนจังหวัดที่เหลือต่างมีจำนวนสส.เท่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น เชียงราย 7 คน น่าน 3 คน พะเยา 3 คน แม่ฮ่องสอน 1 คน ลำปาง 4คน และ ลำพูน 2 คน

2.ภาคใต้ 14 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 50คน จากเดิมมีสส.ได้ 53 คน

จังหวัดที่มีสส.ลดลง คือ กระบี่ 2 คน จากเดิม 3 คน นครศรีธรรมราช 8 คนจากเดิม 9 คน ตรัง 3 คน จากเดิม 4 คน

ขณะที่อีก 11 จังหวัดที่เหลือมีสส.เท่าเดิม ได้แก่ ชุมพร 3 คน พังงา 1 คน พัทลุง 3 คน ภูเก็ต 2 คน ระนอง 1 คน สุราษฎร์ธานี 6 คน นราธิวาส 4 คน ปัตตานี 4คน สงขลา 8 คน สตูล 2คน ยะลา 3 คน

3.ภาคกลาง 22 จังหวัด (รวมกทม.) มีสส.ทั้งหมด 106 คน จากเดิม115 คน

จังหวัดที่มีการเปลี่ยนจำนวนสส. ได้แก่ กทม. 30 คน จากเดิม 33 คน เพชรบูรณ์5 คน จากเดิม 6 คน สระบุรี 3 คน จากเดิม 4 คน อยุธยา 4คน จากเดิม 5 คน สุพรรณบุรี 4 คน จากเดิม 5 คน อ่างทอง 1 คน จากเดิม 2 คน นนทบุรี 6คน จากเดิม 7 คน

ส่วนจังหวัดอื่นๆที่เหลือในภาคกลางพบว่ามีสส.จำนวนเท่าเดิม พิษณุโลก 5 คน สุโขทัย 3คน พิจิตร 3คน กำแพงเพชร 4 คน นครสวรรค์ 6 คน ลพบุรี 4คน ชัยนาท 2 คน อุทัยธานี 2คน สิงห์บุรี 1 คน นครนายก 1คน ปทุมธานี 6 คนนครปฐม 5คน สมุทรปราการ 7คน สมุทรสาคร 3 คน และ สมุทรสงคราม 1 คน

4.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) 20จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 116 คน จากเดิม 126 คน

กลุ่มจังหวัดในอีสานที่มีสส.ลดลง ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ 5คน จากเดิม 6 คน ชัยภูมิ 6 คน จากเดิม 7 คน นครราชสีมา 14 คน จากเดิม 15 คน บุรีรัมย์ 8 คน จากเดิม 9 คน ร้อยเอ็ด 7 คน จากเดิม 8 คน เลย 3 คน จากเดิม 4 คน สกลนคร6คน จากเดิม 7 คน สุรินทร์ 7 คน จากเดิม 8 คน อุดรธานี 8 คน จากเดิม 9 คน และ อุบลราชธานี 10 คน จากเดิม 11 คน

กลุ่มจังหวัดที่สส.เท่าเดิม ได้แก่ ขอนแก่น 6คน นครพนม 4คน มหาสารคาม5คน มุกดาหาร 2 คน ยโสธร 3คน ศรีสะเกษ 8คน หนองคาย 3คน หนองบัวลำภู 3คน อำนาจเจริญ 2คน บึงกาฬ 2 คน

5.ภาคตะวันออก 7 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 26 คน

ทั้งนี้ เป็นภูมิภาคที่จำนวนสส.ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยแต่ละจังหวัดมีจำนวนสส.ดังนี้ จันทบุรี 3 คน ฉะเชิงเทรา 4 คน ชลบุรี 8 คน ตราด 1 คน ปราจีนบุรี 3 คน ระยอง 4 คน และ สระแก้ว 3 คน

6.ภาคตะวันตก 5 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 19 คน

เป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสส.ไปจากเดิม ประกอบด้วย กาญจนบุรี 5คน ตาก 3 คน ราชบุรี 5คน เพชรบุรี 3 คน และ ประจวบคีรีขันธ์3 คน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามี 4ภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้สส. ได้แก่ ภาคเหนือ ลดลง 3 คน ภาคอีสาน ลดลง 10 คน ภาคกลาง ลดลง 9 คน ภาคใต้ ลดลง3 คน ตัวเลขที่ออกมาย่อมมีผลต่อการจัดตัวผู้สมัครสส.ของแต่ละพรรคการเมืองอย่างแน่นอน

โดยบางคนที่มีพื้นที่ทับซ้อนกันจากเขตเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไปจนมีผลให้จำนวนเก้าอี้ลดลง อาจต้องไปอยู่ในบัญชีของสส.ระบบบัญชีรายชื่อแทน ซึ่งการขึ้นไปอยู่ในแบบผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเป็นสส.ได้ง่าย เพราะต้องไม่ลืมว่าระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ที่สุดแล้วไม่เพียงแต่การแข่งกันในพื้นที่ระหว่างพรรคการเมืองจะดุเดือดแล้ว การห่ำหั่นกันภายในพรรคก็น่าจับตาไม่แพ้กัน

หยั่งเสียง “ผู้นำประชาธิปัตย์” ไม่ผูกมัดเลือกหัวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564445

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 11:43 น.

หยั่งเสียง "ผู้นำประชาธิปัตย์" ไม่ผูกมัดเลือกหัวหน้า

“ถวิล ไพรสณฑ์”อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดทำร่างข้อบังคับฉบับใหม่ เผยที่มาการเลือกหัวหน้าพรรคที่มีการปรับปรุงครั้งสำคัญ

*********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเปิดให้สมาชิกพรรคสามารถเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ได้โดยตรง นับเป็นการขยับครั้งสำคัญของพรรคที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานกว่า​ 71 ปี

ทั้งในแง่การยกเครื่องปรับภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยกับการไพรมารีโหวตหัวหน้าพรรคผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ อีกด้านยังลดภาพการผูกขาด เปิดกว้างให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคอย่างกว้างขวาง

แม้จะมีเสียงสะท้อนตามมาว่า นี่อาจเป็นเพียงแค่พิธีกรรม เพราะสุดท้ายอำนาจชี้ขาดการเลือกหัวหน้าพรรคก็ยังอยู่ในมือของที่ประชุมใหญ่ 250 คนอยู่ดี แถมรายละเอียดปลีกย่อยยังคล้ายจะกีดกันบุคคลที่จะขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ​

ถวิล ไพรสณฑ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดทำร่างข้อบังคับฉบับใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษแจกแจงรายละเอียดตลอดจนที่มาที่ไปของแนวคิดดังกล่าว เริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ต้องแก้ไขข้อบังคับเพราะต้องปรับปรุงประเด็นต่างๆ ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สำหรับประเด็นสำคัญที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวางตามรัฐธรรมนูญ คือ วิธีการ​หยั่งเสียงเพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จาก​ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดให้อำนาจเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารเป็นของที่ประชุมใหญ่อันประกอบด้วย อดีต สส.และสมาชิกพรรค ไม่น้อยกว่า 250 คน แต่ทาง ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เห็นว่าไม่กว้างขวางพอ อยากให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง

ทั้งนี้ บุคคลที่จะสามารถมีส่วนร่วมหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคตามข้อบังคับพรรคใหม่ คือ 1.สมาชิกที่มายืนยันความเป็นสมาชิกก่อนวันที่ 30 เม.ย. 2561 ประมาณ 8 หมื่นคน 2.อดีตสมาชิกเกือบ 2 ล้านคน ที่ไม่ได้มายืนยันความเป็นสมาชิกแต่มีความประสงค์ที่จะลงคะแนนก็สามารถลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิ และ 3.กลุ่มคนที่จะมาสมัครสมาชิกหลังปลดล็อกทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เปิดให้อดีตสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคนั้น เพราะเขาเหล่านั้นมีความผูกพันกับพรรค แต่เขาไม่ได้มายืนยันจึงทำให้หมดความเป็นสมาชิก หากไปดู พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 141 จะพบว่ามีความขัดแย้งกันเอง คือ ถ้าไม่มายืนยันในวันที่ 30 เม.ย. 2561 จะพ้นจากการเป็นสมาชิก แต่ถ้าไม่เสียค่าบำรุงจะพ้นจากสมาชิกภาพเมื่อครบ 4 ปี

“ยืนยันว่าความคิดเหล่านี้มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาคิด เพราะการที่ คสช.ให้เวลาเราเดือนเดียวในการยืนยันความเป็นสมาชิกกว่า 2 ล้านคนนั้นทำไม่ทัน เพราะเขาต้องมายืนยันที่พรรค เสียงเงินร้อยบาท 30 วัน ไม่มีทางทัน แม้แต่การประชาสัมพันธ์ก็ทำไม่ได้ เขามีความผูกพันกับเราอยู่แล้ว เราจะปล่อยเขาทิ้งได้อย่างไร และการให้เขามีส่วนร่วมมองดูแล้วก็ไม่ขัดกฎหมาย”

ถวิล ขยายความว่า การหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะใช้รูปแบบเดียวคือการออกเสียงผ่านแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ระหว่างให้ทางฝ่ายไอทีไปดำเนินการเพราะต้องระวังเรื่องการลงคะแนนซ้ำหรือมีคนอื่นมาใช้โทรศัพท์ โดยจะต้องให้หนึ่งคนมีสิทธิออกเสียงแค่หนึ่งครั้ง

“กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะในที่สุด ใครที่ได้อันดับแรกของผลการหยั่งเสียงก็ไม่ถือเป็นข้อผูกมัดของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ 250 คน จะไม่เอาก็ได้ เพราะในกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าคนที่จะเลือกหัวหน้าพรรคได้คือที่ประชุมใหญ่เท่านั้น ในข้อบังคับพรรคจึงเขียนว่า การลงคะแนนหยั่งเสียงเบื้องต้นเพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

…เราทำเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่คำนึงว่า เสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกต้องการคนนี้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ 250 คนจะไม่เอาก็ได้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้าคุณเป็นคนเลือกคุณจะไม่เอาคนที่ได้ที่หนึ่งหรือ มันก็ฝืนความเป็นจริง แต่เราก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะที่ประชุมใหญ่เขามีอำนาจเด็ดขาดตามกฎหมายพรรคการเมือง”​

ถามว่าทำไมไม่เขียนข้อบังคับให้ชัดเจนไปเลย ว่าที่ประชุมใหญ่จะต้องยึดตามผลการหยั่งเสียงของสมาชิกไปเลย ถวิล กล่าวว่า เขียนล็อกเช่นนั้นไม่ได้ เพราะหากเขียนล็อกจะผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายให้อำนาจของที่ประชุมใหญ่เป็นคนเลือกหัวหน้าพรรค การเขียนแค่นี้จึงทำให้เราไม่ทำผิดกฎหมาย

ถวิล ย้ำว่า ในการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคจะมีคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด จำนวน 5 คน ซึ่งผู้ที่เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะเป็นคนเลือกกรรมการชุดนี้ ไม่ใช่กรรมการบริหารเป็นคนเลือกเพื่อมาทำหน้าที่จัดการหยั่งเสียง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน

ส่วนคุณสมบัติคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคนั้น รายละเอียดจะคล้ายกับข้อบังคับเดิม แต่มีแก้ไขเพิ่มตรงที่กำหนดให้เคยเป็นอดีต สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีข้อยกเว้นถ้าเป็นคนนอกมาสมัคร โดยไม่ใช่อดีตสมาชิกพรรคต้องมีอดีต สส.รับรอง 40 คน และสมาชิกพรรคภาคละ 1,000 คน ขณะที่หากเป็นสมาชิกพรรค จะให้อดีต สส.รับรองเพียงแค่ 20 คน และสมาชิกภาคละ 500 คน

ถามว่ารายละเอียดตรงนี้คิดขึ้นมาสกัดกระบวนการฮุบพรรคของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ถวิล ชี้แจงว่า คงไม่ใช่เรื่องการป้องกัน โดยข้อบังคับเดิมเรามีอยู่แล้วว่าคนเป็นหัวหน้าพรรคต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เราเพิ่มเติมขึ้นมาเพียงแต่ให้คนนอกที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกใหม่อย่างน้อยที่สุดต้องให้มีคนในรับรอง หรือรู้เห็นเป็นใจบ้าง ไม่ใช่คุณมาจากไหนก็ไม่รู้ หรือให้ใครที่ไหนมาขอลงเลย

“สิ่งที่จะได้จากการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค คือ หนึ่ง สมาชิกพรรคจะได้มีความตื่นตัวทางการเมือง สอง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เขียนในรัฐธรรมนูญ คือ การดำเนินการของพรรคต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และสาม เมื่อไพรมารีโหวตไม่มีแล้ว การให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางก็ไม่มี ดังนั้นจึงต้องมีทางอื่นให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง”

ถวิล อธิบายว่า ในข้อบังคับพรรคไม่สามารถกำหนดรายละเอียดว่ากระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคจะต้องแสดงวิสัยทัศน์หรือหาเสียงอย่างไร เพราะขณะนี้ คสช.ยังไม่ได้คลายล็อกให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ รายละเอียดจึงต้องรอจนกว่า คสช.จะคลายล็อก

ส่วนขั้นตอนนั้นเวลานี้ร่างแก้ไขข้อบังคับเสร็จ 100% แล้ว รอเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค หาก คสช.คลายล็อกให้พรรคการเมืองประชุมได้ ก็นำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารเพื่ออนุมัติการแก้ไข และนำเข้าที่ประชุมใหญ่ 250 คน เพื่อให้เห็นชอบการแก้ไขข้อบังคับพรรค จากนั้นถึงจะเริ่มต้นกระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคต่อไป

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ไม่มีสาขาพรรค เพราะคำสั่ง คสช.ให้ยกเลิกสาขาพรรคทั้งหมด ที่ประชุมใหญ่ 250 คน จึงมีเพียงแค่อดีต สส. 100 กว่าคน ซึ่งกรรมการบริหารพรรคจะแต่งตั้งสมาชิกเพิ่มให้ครบ 250 คน โดยจะให้รองหัวหน้าพรรคแต่ละภาคไปพิจารณาว่าจะเลือกใคร​จากสมาชิกที่มีอยู่แล้ว 8 หมื่นกว่าคน

ถามถึงความเป็นไปได้สำหรับการต่อยอดไปสู่การทำไพรมารีโหวตเลือกผู้สมัคร สส.ในอนาคตด้วยรูปแบบเดียวกันนี้ ถวิล ระบุว่า ไม่มีปัญหา เพราะเดิมประชาธิปัตย์ใช้วิธีให้สาขาพรรคเป็นผู้พิจารณาผู้สมัครซึ่งเป็นวิธีทำไพรมารีโหวตอยู่แล้ว แต่เมื่อ คสช.เปลี่ยนให้ใช้เป็นรูปแบบกรรมการ 11 คน พิจารณาผู้สมัคร พรรคก็จะต้องแก้ไขให้เป็นไปตามที่กำหนด

“ส่วนอนาคตจะปรับให้เป็นระบบสรรหาจากสาขาพรรคหรือไม่อย่างไรนั้น ต้องค่อยดูกันต่อไป เพราะเวลานี้ยังไม่มีสาขาพรรค แต่ตั้งใจว่าจะตั้งให้ได้ครบ 350 เขต ตามเขตเลือกตั้ง เวลานี้ก็เขียนข้อบังคับให้สอดรับกับกฎหมายพรรคการเมืองไปก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยุ่งยากสำหรับพรรคการเมือง ไม่เห็นใจพรรคการเมืองเลย แต่ก็ต้องทำตาม”​

ถวิล อธิบายว่า การมีสาขาพรรคครบ 350 เขต ก็จะคล้ายกับต่างประเทศมีสมาชิกกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางพบปะประชาชน ทำงานร่วมกับประชาชน ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่ค่อยมีสาขาพรรค แต่เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคมานานมีการสั่งสมมาเรื่อยๆ จนมีสมาชิก 2.5 ล้านคน พรรคอื่นคงทำไม่ได้

ถามว่า ในฐานะที่อยู่ประชาธิปัตย์มายาวนานเห็นการเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบเป็นห่วงหรือไม่ว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้จะสร้างความปั่นป่วนภายในหรือไม่ ถวิล กล่าวว่า คนภายนอกอาจจะมองว่ามีความปั่นป่วนบ้าง แต่ส่วนตัวเขาเห็นว่าเป็นเรื่องดี การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาก็มีการแข่งขันดุเดือดบ้าง ไม่มีบ้าง นี่แหละคือประชาธิปัตย์​ ​เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องประชาธิปไตย

ส่วนการเปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคจะทำให้เกิดการเกณฑ์หาสมาชิกมาสนับสนุนฝั่งตัวเองจนเกิดปัญหาหรือไม่นั้น ถวิลกล่าวว่า ไม่อยากให้คิดในมุมนั้น อย่างไรมันก็ต้องเริ่มต้น อยากให้มองมุมกลับว่า กลไกนี้จะทำให้ความขัดแย้งไม่เกิดขึ้น เพราะถ้านาย ก.ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ​นาย ข. นาย ค. จะไม่ยอมรับได้อย่างไร

“สุดท้ายเชื่อว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือ​มีการแยกตัวออกไปตั้ง​พรรคใหม่เหมือนในอดีต เวลานี้พรรคการเมืองมีเป็นร้อยแล้วอย่าไปเพิ่มเลย” ถวิล กล่าว​พร้อมหัวเราะ