แค่คลายล็อก เปิดฤดูกาลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564418

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 08:13 น.

แค่คลายล็อก เปิดฤดูกาลเลือกตั้ง

วันนี้ “คสช.”คลายล็อกให้เพียงบางส่วนก่อน และเมื่อครบ 90 วันที่ กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้จริงจึงจะปลดล็อกให้ทั้งหมด

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งมาตรา 44 เปิดทางทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่ “บิ๊กตู่” เคยให้คำมั่นสัญญาไว้

อย่างไรก็ตาม คสช.จะคลายล็อกให้เพียงบางส่วนก่อน หลังกฎหมายเลือกตั้ง สส.ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อครบ 90 วันที่กฎหมายมีผลใช้จริง ทาง คสช.จะปลดล็อกให้ทั้งหมด จึงเป็นที่มาคำสั่งที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) โดยมีเนื้อหา 9 ข้อ

สำหรับเนื้อหาสำคัญที่ “คลายล็อก” มากกว่าปลดล็อกทางการเมือง เพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งโดยกำหนดกิจกรรม 7 ประเภท ที่พรรคการเมืองต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 5 วันก่อนดำเนินการ ประกอบด้วย แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ คำประกาศอุดมการณ์การเมือง และนโยบาย, เลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร, จัดตั้งสาขาพรรค, รับสมาชิกพรรค, จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง, มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการแบ่งเขตเลือกตั้ง และกิจกรรมการเมืองอื่นที่ คสช.กำหนด

เหตุผลที่ต้องคลายล็อก อาทิ การเปิดประชุมพรรค เป็นสิ่งสำคัญในการตรวจสอบรายชื่อจำนวนสมาชิกพรรค เพราะสมาชิกพรรคมีความสำคัญกับการเลือกผู้บริหารพรรค การกำหนดยุทธศาสตร์ หรือนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือการตัดสินใจว่าจะส่งผู้สมัครคนใดลงแข่งขันในแต่ละพื้นที่

การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีหลายพรรคเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างผู้บริหารพรรค หรือบางพรรคต้องการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะตำแหน่งหัวหน้าพรรคนับเป็นสิ่งสำคัญมากในการจะกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายพรรค การจัดทำข้อบังคับพรรค จะต้องเป็นการดำเนินการที่ให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง หรือการตั้งสาขาพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคการเมืองเก่าสาขาพรรคต้องถูกยุบไปตามคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560

การหาสมาชิกพรรคการเมืองต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายใหม่และคำสั่งของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการหาสมาชิกใหม่แทนสมาชิกเก่าที่พ้นสภาพไป และการขยายเวลาตั้งกองทุนประเดิมพรรค ซึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพราะทราบดีว่าพรรคเก่าสามารถนำเงินที่มีอยู่ในบัญชีของพรรค หรือตีมูลค่าทรัพย์สินที่มี รวมเป็นทุนประเดิม 1 ล้านบาทได้

ส่วนพรรคใหม่กลับกำหนดวิธีการให้สมาชิกก่อตั้ง 500 คน ต้องมีส่วนร่วมในการสละเงินเป็นทุนประเดิมอย่างทั่วหน้า คือ ต้องไม่น้อยกว่า 1,000 บาท และไม่เกิน 5 หมื่นบาท/สมาชิกก่อตั้ง 1 คน ดังนั้นการหาสมาชิกก่อตั้ง 500 คน ในทางปฏิบัตินับเป็นเรื่องยากมาก จึงเกิดเสียงคัดค้านจากบรรดาพรรคเกิดใหม่ เพราะข้อกำหนดนี้จะทำให้พรรคเล็กๆ เกิดยาก เพราะไม่อาจหาเงินทุนประเดิม 1 ล้านบาท ได้ทัน 180 วัน

นอกจากนี้ คำสั่ง คสช.ได้สั่งยกเลิก แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อความใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 รวมทั้งสิ้น 5 มาตรา ที่น่าสนใจคือมีความชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้นำระบบเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารี มาบังคับใช้กับการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งแรก แต่ให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร 11 คน ประกอบด้วย กรรมการบริหาร 4 คน และตัวแทนสมาชิกที่พรรคเลือก 7 คน แล้วเสนอให้กรรมการบริหารพรรคให้ความเห็นชอบ และ คสช. เปิดทางให้พรรคการเมืองใช้เทคโนโลยีหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประชาสัมพันธ์ได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะเป็นการหาเสียง

ขณะนี้แทบจะไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งช้ากว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 ดังนั้นประเด็นสำคัญวันนี้คือต้องจับตาดูว่าคำสั่งคลายล็อกพรรคการเมือง ฝ่ายการเมืองจะยอมรับได้หรือไม่

เบื้องหลัง’ศึกใน’ ประชาธิปัตย์ ยุทธการโค่นเก้าอี้มาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564191

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 06:49 น.

เบื้องหลัง'ศึกใน' ประชาธิปัตย์ ยุทธการโค่นเก้าอี้มาร์ค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศในพรรคประชาธิปัตย์กลับมาร้อนระอุอีกครั้งในวันที่เก้าอี้หัวหน้าพรรคของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เริ่มสั่นคลอนเมื่อมีความเคลื่อนไหวภายในที่ต้องการปลุกปั้นคนใหม่ขึ้นไปท้าชิง สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพรรคเก่าแก่กว่า 70 ปีแห่งนี้

ฟางเส้นสุดท้ายอยู่ที่การออกมาประกาศจุดยืนแบะท่าไม่ร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คัมแบ็กเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยเงื่อนไข หากไม่สามารถได้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร

นี่ถือเป็นแผลเก่า หากจำได้ก่อนหน้านี้เคยมีแกนนำพรรคซีกกปปส.ออกมาเคลื่อนไหวเชิงหยั่งเสียงเดินเกมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถูกเบรกจากเสียงส่วนใหญ่ภายในพรรค จนถึงขั้นอภิสิทธิ์ต้องออกมาเบรกกระแสด้วยการประกาศว่าใครหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปอยู่พรรคอื่น

ท่าทีของอภิสิทธิ์ทำให้อดีตแกนนำฝั่ง กปปส. ซึ่งแนบแน่น “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่หันไปก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย เตรียมใช้จังหวะหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกการเมือง ปั้นคนฝั่งตัวเองขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งนี้

ทั้งนี้ เพราะสบช่องที่ “อภิสิทธิ์” ประกาศให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ โดยใช้รูปแบบไพรมารีโหวต ด้วยการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคร่วมโหวตด้วย เพื่อเป็นการช่วงชิงการปฏิรูปพรรคการเมืองโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

ทว่าในช่วงที่ คสช.ประกาศรีเซตสมาชิกพรรคการเมือง ทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่ประมาณกว่า 2 ล้านคน ต้องพ้นสภาพไปทันที ทำให้ต้องมีการยืนยันสมาชิกกันใหม่ ซึ่งมีเงื่อนไขสมาชิกต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคปีละ 100 บาท ก็ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์หา สมาชิกมายืนยันสิทธิได้กว่า 8 หมื่นคน โดยกว่า 5 หมื่นคนนั้นมาจากอดีต สส.ฝ่าย กปปส.ที่ได้รวบมา

เมื่อได้ตัวเลขสมาชิกเกินครึ่งเช่นนี้ กลุ่มอดีต สส.ฝ่าย กปปส.จึงมั่นใจที่จะโค่น “อภิสิทธิ์” ได้ จึงเดินแผนปฏิบัติการ แต่ในแง่ตัวบุคคลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาใครมาท้าชิงกับทางอภิสิทธิ์ได้

เดิมทีมีการเล็ง “อลงกรณ์ พลบุตร”ที่เคยสร้างผลงานจุดประเด็นปฏิรูปพรรคเมื่อหลายปีก่อน และมีแนวร่วมจำนวนไม่น้อยออกมาสนับสนุน

ทว่าปัจจุบันสถานะขาลอยของอลงกรณ์ที่ลาออกจากพรรคและต่อมาไปดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทำให้หากจะหวนกลับมาสมัครเป็นหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะต้องใช้เสียงรับรองจากอดีต สส. 40 เสียง และเสียงจากสมาชิกภาคละ 1,000 คน ที่ยากจะฝ่าด่านแรกนี้ได้

ตัวเลือกถัดมาจึงไปลงล็อกที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ที่ฝากผลงานสร้างชื่อด้วยการเกาะติดเปิดโปงเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แม้ในทางปฏิบัติจะไม่ใช่เรื่องง่ายกับการผลักดันหมอวรงค์ ซึ่งยังไม่มีบารมีเพียงพอจะได้รับการยอมรับจากอดีต สส. และสมาชิกพรรคให้เข้าไปรับตำแหน่งสำคัญนำทัพการเลือกตั้งในอนาคต

แต่ก็ใช่จะสิ้นหวังเสียทีเดียว ยิ่งงานนี้ได้ทาง “ถาวร เสนเนียม” อดีตรองเลขาธิการพรรค ในฐานะแกนนำ กปปส. ซึ่งประกาศลงชิงเก้าอี้เลขาธิการพรรคคู่กับหมอวรงค์คงจะไม่ยอมแพ้โดยง่าย

ยิ่งหากไล่พิจารณาเครือข่ายแกนนำ กปปส. ที่ตบเท้ากลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นว่าแต่ละคนยังมีพาวเวอร์ทั้งในพรรคและพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ถาวร ชินวรณ์ บุณยเกียรติ วิทยา แก้วภราดัย ชุมพล จุลใส สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อิสสระ สมชัย ยิ่งทำให้ช่องทางการเคลื่อนไหวที่พอจะสามารถเลื่อยขาเก้าอี้อภิสิทธิ์ได้

แต่หากพิจารณาในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว ทางฝั่ง กปปส.เองก็รู้ว่าเป็นไปได้ยากกับการปลุกปั้นใครขึ้นไปท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เริ่มตั้งแต่แง่ตัวบุคคล ซึ่งหมอวรงค์แม้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ภาพลักษณ์ก็ยังยากจะได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอให้มารับตำแหน่งสำคัญขนาดนี้ ต่างจากแรงสนับสนุนอภิสิทธิ์ที่ยังคงเหนียวแน่น แม้จะมีแรงแซะมาหลายรอบ แต่ก็ยังได้รับเลือกกลับมาทุกครั้งท่ามกลางแรงสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง ชวน หลีกภัย และบัญญัติ บรรทัดฐาน

ที่สำคัญเสียงโหวตตามข้อบังคับพรรคใหม่ที่กำลังจะแก้ไขไม่ได้เปิดให้เฉพาะสมาชิกพรรคที่มายืนยันความเป็นสมาชิกจำนวนแสนกว่าคนเท่านั้น แต่จะเปิดให้สมาชิกเดิม 2 ล้านกว่าคนที่สนใจมาลงทะเบียนสามารถเลือกหัวหน้าพรรคผ่านแอพพลิเคชั่นได้ ทำให้การควบคุมเสียงในกลุ่มของ กปปส.ทำได้ยากขึ้น

แถมคนชี้ขาดสุดท้ายการเป็นหัวหน้าพรรคคือที่ประชุมใหญ่ 250 เสียง จากอดีต สส. และสมาชิกพรรคที่พอจะเห็นทิศทางความคิดกันอยู่ จึงจะยิ่งทำให้โอกาสของหมอวรงค์เป็นไปได้ยาก

แต่ทุกอย่างก็ยังเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อฝั่ง กปปส.เปิดหน้าประกาศท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ดังนั้นต้องคอยติดตามดูความเคลื่อนไหวว่าจะมีหมัดเด็ดอะไรออกมาต่อไปหรือไม่

ปฏิรูป”ชาติไทยพัฒนา”เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/563642

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 11:35 น.

ปฏิรูป"ชาติไทยพัฒนา"เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้

“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” หนึ่งในเลือดใหม่หลังยุคบรรหาร ศิลปอาชา กับเส้นทางการเมืองของ “พรรคชาติไทยพัฒนา”

****************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกของประเทศไทยในรอบ 5 ปีกำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมคลายล็อกให้กับพรรคการเมืองให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้บางส่วน

จากท่าทีของ คสช.ดังกล่าว ส่งผลให้พรรคการเมืองต่างเร่งเดินหน้าแต่งตัวเพื่อให้ตัวเองพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญครั้งนี้มากที่สุด ซึ่ง “พรรคชาติไทยพัฒนา” ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

ถึงแม้มังกรการเมืองจะได้จากไปแล้ว แต่เวลานี้พรรคก็ได้เดินหน้าปฏิรูปตัวเองครั้งสำคัญ คือ การดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารพรรค จากเดิมที่จะผูกติดกับความอาวุโสเป็นสำคัญ ในโอกาสนี้เอง “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” หนึ่งในเลือดใหม่ของพรรคที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของพรรคอย่างน่าสนใจ

“ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันของผู้ใหญ่ในพรรคว่าจะทำพรรคต่อไปในทิศทางไหน ซึ่งเราคุยกันว่าถ้าเราปล่อยให้สภาพของพรรคดำเนินการไปอย่างที่ผ่านๆ มา คือ เหมือนกับว่าเราไม่สามารถเป็นทางเลือกที่เป็นกลางได้จริงๆ พรรคก็จะเล็กลงทุกวัน”

“หลายคนก็อาจมองว่า พี่ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา ยังไม่มีอาวุโสทางการเมืองและยังไม่เคยเห็นฝีไม้ลายมือทางการเมือง แต่หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกันกับพี่ท็อป ก็เห็นว่าพี่ท็อปมีความเป็นผู้นำสูง เป็นคนที่มีความประนีประนอม มีความรู้ และองค์ความรู้”

“อาจเป็นการยากสักหน่อยสำหรับพรรคที่มีความเก่าแก่ในการที่จะดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมา และในบางครั้งก็อาจจะมองว่าเหมือนกับเป็นการข้ามเจเนอเรชั่น (รุ่นอายุ) เพราะยังมีรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง และรุ่นเล็กอย่างพวกเรา มันก็อาจจะมีแรงเหวี่ยงบ้าง แต่มันก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเราเปลี่ยนตามโลกไม่ทัน เพราะเราอยากเป็นทางเลือกที่สามจริงๆ ให้ได้”

“รุุ่นใหม่ของจะออกสู่สาธารณะมากขึ้นเพื่อขายไอเดียและแสดงความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในขณะที่จะมีผู้ใหญ่คอยให้คำปรึกษา เพราะยังมีหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ เช่น ข้อกฎหมายสำคัญ หรือ นโยบายบางเรื่อง ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็น Perfect Combination (ส่วนผสมที่ลงตัว) ได้”

“จุดยืนทางการเมืองของพรรคมีความชัดเจนอยู่แล้ว บางคนบอกว่าพรรคชาติไทยตั้งใจจะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แต่ในประวัติศาสตร์ของพรรคชาติไทยเราเป็นมาครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล แกนนำหรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน”

“ภาพในอดีตเราอาจจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราจะพยายามนำเสนอว่าเราไม่ได้เป็นพรรคแบบนั้น เพราะถ้ามองดีๆ จะเห็นว่าพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง และเราพยายามเสนอทางออกของการเมืองไทยมาตลอด 10 ปี” ว่าที่เลขาธิการพรรคย้ำจุดยืน

สำหรับแนวทางการทำนโยบายของพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวว่าที่เลขาธิการพรรค ระบุว่า ปัจจุบันปัญหาของสังคมไทยมีมากมาย ของบางอย่างถ้าเราไปเร่งหรือรีบกับมันจนเกินไป มันก็จะไม่ใช่การแก้ปัญหา หากแต่ว่าต้องเรียนรู้และใช้เวลากับมันเพื่อให้มันพัฒนาต่อไป ดังนั้น ถ้าเรามองข้ามปัญหาการเมือง เราก็จะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีปัญหาเยอะมาก เช่น ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ลักลั่นกัน เป็นต้น

“หลายอย่างเราต้องอาศัยความสงบภายในประเทศ พอถึงเวลาคนก็จะพูดเข้ามุมตัวเอง คือ ถ้าบอกว่าฉันไม่ชอบรัฐประหาร ก็จะไม่พูดเลยว่าความสงบสำคัญอย่างไร หรือถ้าเป็นฝั่งที่นิยมการรัฐประหารก็จะบอกว่ามันมีความสงบนะ”

“ผมคิดว่าทุกอย่างมันมีข้อดีข้อเสีย เช่น การรัฐประหาร มันอาจจะขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ การขยายฐานการผลิตของบางประเทศที่นิยมในประชาธิปไตยก็อาจลดลงไป แต่ผมเชื่อว่านักลงทุนก็ไม่ได้นิยมแค่จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะอาจจะนิยมความชัดเจนว่าประเทศของคุณจากวันนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร สมมติถ้าเลือกตั้งไปแล้ว ทำอย่างไรที่ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้”

“ถ้าทุกคนต่างยืนอยู่ฝั่งของตัวเองเป็นกระต่ายขาเดียวแบบนี้ มันก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิม 12 ปีที่ผ่านมาจะไม่ได้ให้บทเรียนอะไรกับเราเลย เราก็จะต้องวนไปอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้”

ส่วนทิศทางการเมืองในอนาคตว่าที่เลขาธิการพรรควิเคราะห์ว่า ต้องยอมรับว่าโครงสร้างของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งมันเอื้อมากกับการให้มีการสืบทอดอำนาจ เนื่องจากการเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องใช้เสียงเกินกึ่งของสมาชิกรัฐสภา หมายความว่าถ้าเราคิดโดยทฤษฎีในปัจจุบัน สว.250 คน เป็นของรัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลต้องการเสียงอีกแค่ 126 เสียง ก็จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้

“ถ้าเราดูเกมนี้ง่ายๆ สั้นๆ เราอาจจะได้นายกรัฐมนตรีที่ได้มาจากการเลือกของประชาชนส่วนมาก ซึ่งผมก็จินตนาการไม่ออกนะว่ามันจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ดูจากบทเรียนที่ผ่านมา ก็จะมีอยู่ 2-3 เกม คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การพิจารณางบประมาณ การให้ความเห็นชอบกฎหมาย ซึ่งมันอาจจะไม่ผ่าน อาจจะมีเกมกันนอกสภาที่บอกว่านายกฯ มาได้ด้วยเสียงข้างน้อยและเกิดความไม่ชอบธรรม”

“ผมก็คิดว่ามันก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิมเป็นไปได้สูงมาก แต่หากพรรคการเมืองทุกพรรคสามารถจับมือกันได้ ก็อาจจะมีโอกาส แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรที่เมื่อพรรคการเมืองจับมือกันได้แล้ว ทุกคนจะช่วยกันคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน”

“พรรคชาติไทยพัฒนานั้นต้องการให้การเมืองมีทางออกไปได้ และเราอยากเห็นเสถียรภาพและความมั่นคง ไม่ได้หมายความว่าเราจะร่วมรัฐบาลอย่างเดียว เพราะเราเป็นฝ่ายค้านก็ได้ ถ้ารัฐบาลมีเสียงมากเกินไปจนมันจะเป็นเผด็จการรัฐสภา เสียงของเราก็ย่อมไม่มีความจำเป็นแล้ว เราก็เป็นฝ่ายค้านได้ ไม่มีปัญหา”

“สิ่งที่สำคัญ คือ ประเทศต้องการการขับเคลื่อนที่ผลักดันกลไกต่างๆ ได้จริงๆ และต้องการการยอมรับจากต่างชาติด้วย ดังนั้น Perfect Combination คือ ทุกพรรคจับมือกัน แต่ถ้ามันเป็นไปได้ก็ต้องมาดูกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้”

พรรคประเมินโอกาสของพรรคในการเลือกตั้งอย่างไร? สิริพงศ์ คิดว่า เราต้องยอมรับว่าวันนี้เรามี สส.เก่าที่ขอแยกทางกับเราจำนวนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเราก็มีผู้สมัครใหม่ หรืออดีต สส.ที่มาขอร่วมทางกับเราจำนวนมากพอสมควร เรามีเป้าที่จะส่งผู้สมัคร สส.ทั้งสิ้น 350 เขต แต่เราคงหวังที่ประมาณ 30 ที่นั่งทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ

“คราวนี้จำเป็นที่พรรคต้องส่งผู้สมัครครบทุกเขตจากเดิมที่ส่งไม่ครบ เพราะระบบเลือกตั้งเปลี่ยนไปตามรัฐธรรมนูญ ในอดีตเราตั้งเป้าให้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อ 5% ก็ได้ตามเป้านะ แม้จะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทุกเขต ดังนั้นถึงตอนนี้จะเป็นระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่โอกาสที่ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อระดับ 4-5% เหมือนที่ผ่านมาก็ยังพอมีโอกาสอยู่”

“ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวเราอาจจะเสียเปรียบบ้าง เพราะพรรคอาจจะถูกมองว่าที่ผ่านมาเป็นพรรคการเมืองเล็ก แต่ข้อดีของเราคือ เรามี สส.ที่เป็นจุดแข็งของพรรคในระดับหนึ่ง”

“เราคงไปหว่านแหไม่ได้ เพราะพรรคเรามีทรัพยากรจำกัด จึงไม่ได้หวังว่าจะได้ สส. 70-80 ที่นั่ง เราแค่ต้องการได้ สส.มาส่วนหนึ่ง เพื่อให้พรรคสามารถทำงานได้ และเราจะได้พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าการทำบทบาท สส.ของเราเป็นไปในลักษณะใด ซึ่งเรามองเห็นว่าเมื่อมีสภาแล้ว การทำบทบาทของ สส.ของพรรคเรา ประชาชนจะต้องได้เห็นและเป็นทางเลือกให้กับประชาชน”

โอกาสของพรรคในการได้ สส.หลากหลายพื้นที่ จากเดิมที่จะอยู่ที่ภาคกลางเป็นหลัก? ว่าที่เลขาฯ ระบุว่า เมืองหลวงของเราอยู่ที่สุพรรณบุรี และภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีทัศนคติเรื่องการเมืองไม่ได้รุนแรงมากนัก การเลือก สส.จะเลือกจากคุณภาพของคนสมัครมากกว่าพรรค ดังนั้น ภาคกลางอาจเป็นภาคที่เหมาะกับพรรคชาติไทยพัฒนา

“แต่ในขณะเดียวกันเราก็ขยายฐานของเรา เรามี สส.อีสาน เราเคยได้ สส.ภาคใต้ หรือภาคเหนือ แต่ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร พรรคชาติไทยพัฒนาก็จะยังมี สส. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจแน่นอน เนื่องจากเรามีฐานที่มั่นชัดเจน แม้พรรคจะไม่ใหญ่ก็ตาม”

“พรรคชาติไทยพัฒนายืนอยู่ท่ามกลางความเก่าและความใหม่ เราก็บอกได้ไม่ชัดว่าเราใหม่ 100% เพราะเราผสมผสานและมีประสบการณ์ เราอยากเป็นตัวแทนของคนที่ไม่ได้ทัศนคติแบบสุดโต่ง ซึ่งเราก็พยายามนำเสนอแนวทางของเรามาตลอด”

“ถ้าภาพจำของคนที่มีต่อท่านบรรหาร คือ การเป็นพรรคปลาไหล ผมคิดว่าเป็นภาพจำที่ผิดทันที เพราะถ้าเรามาดูดีๆ กลุุ่มคนที่มีพฤติกรรมปลาไหลจริงๆ ไม่ได้อยู่พรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบันแล้ว ลองไปไล่เรียงดูกันว่ากลุ่มต่างๆ ในสมัยไหนที่ทำให้พรรคถูกเรียกว่าปลาไหลไปอยู่พรรคไหนแล้ว”

“ท่านบรรหารน่าจะเป็นอดีตนายกฯ ที่ไม่มีเรื่องด่างพร้อยเลย เหมือนเมื่อก่อนคนอาจมองว่าพรรคนี้เป็นเฉพาะของสุพรรณบุรี แต่วันนี้พรรคชาติไทยพัฒนาจะดูแลคนทั้งประเทศมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” สิริพงศ์ สรุป

ถึงเวลาเปิดรับ ‘คนนอกวัยเรียน’ ปรับตัวสู้วิกฤตนักศึกษาลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/563407

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 05:22 น.

ถึงเวลาเปิดรับ 'คนนอกวัยเรียน' ปรับตัวสู้วิกฤตนักศึกษาลด

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ผลกระทบจากจำนวนนักเรียนที่ลดลงกลายเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมสถาบันการศึกษาที่เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นทุกที ทั้งจากกรณีล่าสุดที่มีรายงานข่าวว่า มีมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางรับเด็กเข้าเรียนได้เพียง 7 คน

ขณะที่บางแห่งพบว่าทั้งสถาบัน มีจำนวนผู้เรียนไม่ถึง 200 คน รวมถึงมีมหาวิทยาลัยเอกชน 5 แห่ง ได้ยื่นกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อขอปิดตัวเอง แม้เหตุผล ด้านกฎหมายจะทำให้ไม่สามารถเปิดเผยชื่อมหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้ แต่ทุก ฝ่ายที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบก็เริ่ม ออกมายอมรับและแสดงความกังวลในเรื่องนี้

ประเสริฐ คันธมานนท์ รอง อธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะเลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ยอมรับว่า หลายฝ่ายกำลังกังวลกับจำนวนผู้เรียนที่ลดลงจริง ซึ่งมีมาต่อเนื่องหลายปี สาเหตุหนึ่งมาจากเดิมมีเด็กเกิดใหม่ ปีละ 1.1 ล้านคน ลดเหลือ 7 แสนคน/ปี หรือลดลง 4 แสนคน ส่งผลต่อจำนวนเด็กนักเรียนที่ลดน้อยลง และตัวเลขเด็กมัธยมปลายที่หายไป 1 ใน 5 ย่อมกระทบไปถึงจำนวนนักศึกษาที่จะเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ ทปอ. ระบุว่า ตัวเลข จากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ฟ้องให้ เห็นทุกปีนั้น กำลังบอกเราว่าปัญหาจะยิ่งชัดขึ้นในอนาคต เมื่อดูตัวเลขของนักเรียนชั้นประถม 1 ในระยะ 8 ปี ที่ผ่านมา โดยหากเปรียบเทียบตัวเลขในปี 2550 ถึงปี 2558 พบว่ามีจำนวนเด็กลดลงไปถึง 1.9 แสนคน อีกไม่นานเด็กกลุ่มนี้จะอยู่ในวัยที่เข้าเรียนอุดมศึกษา

ตัวเลขดังกล่าวเป็นโจทย์ที่สถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชน ที่มีอยู่ในประเทศไทยมากถึง 170 แห่ง ต้องนำมาพิจารณา

“ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าจะมีเด็กลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องตระหนักว่าจะวางแผนรับมืออย่างไรบ้าง เพราะแต่ละแห่งต้องพึ่งพาค่าเล่าเรียนเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีมากกว่า 70% ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็อยู่ยาก แต่ละแห่งต้องเปิดกว้างขึ้น ด้วยการไม่เลือกเปิดรับเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยเรียนเท่านั้น แต่ต้องหันไปเปิดรับคนในวัยทำงาน ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 38 ล้านคน”

รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร มจธ. ระบุอีกว่า หากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่เปลี่ยนแปลงและยังคงคิดว่าเป็นเพียงฝ่ายบริการการด้านวิชาการเหมือนเดิม ก็จะต้องแบกรับฟิกซ์ คอสต์ หรือต้นทุนคงที่ ขณะที่มีรายได้จากจำนวนผู้เรียนที่ลดลง

“อย่าลืมว่าฟิกซ์คอสต์นั้นเปลี่ยน ไม่มาก ไม่ว่าแต่ละแห่งจะสอนหนึ่งคน สิบคน หรือร้อยคน ก็ยังแบกรับ รายจ่ายเท่าเดิม เพราะการสอนเป็น วิชา 3 เครดิตในระยะเวลา 15 สัปดาห์ มีรูปแบบที่บังคับรายจ่ายที่ไม่ต่างกัน แต่ละแห่งจึงต้องไปปรับการเรียนการสอนใหม่ ให้คนในวัยทำงานเข้ามาเรียนควบคู่กับเด็กวัยเรียนได้ ประมาณ 70% ซึ่งแต่ละสถาบันต้องพยายามสร้างค่านิยมเรื่องการเรียนกับการจบการศึกษาใหม่

คนในอนาคตอาจจะไม่สนใจดีกรีหรือสนใจวุฒิการศึกษาจากสาขาที่จบมา เพราะดูที่ความสามารถมากกว่า แน่นอนบางอาชีพอาจจะมีกรอบเรื่องวุฒิการศึกษาที่ต้องตรงตามสาขาจึงจะประกอบอาชีพได้ แต่ในอนาคตหลายอาชีพจะคำนึงถึงเรื่องนี้น้อยลง และให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงานมากกว่า” ประเสริฐ กล่าว

เลขาธิการ ทปอ. ยังระบุด้วยว่า การเรียนเพื่อรู้กับเรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาตามกรอบหลักสูตร อาจจะเป็นเรื่องการจัดการศึกษาที่ต้องถูกมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งพิจารณาจัดสรรมากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้เรียนในวัยอื่นๆ

“มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แก้ปัญหาผู้เรียนที่ลดลงด้วยการปรับตัวเอง เช่น สแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ก็ริเริ่มเปิดการเรียนการสอนโดยไม่มีภาควิชา ใครที่เข้าไปเรียนอะไรก็ได้ เก็บหน่วยกิตไปเรื่อยๆ โดยผู้เรียนอยากจบสาขาไหน มหาวิทยาลัยของเขาก็จะสร้างกลไกขึ้นให้จบสาขานั้น อีก 6 ปีข้างหน้า สแตนฟอร์ดตั้งเป้าว่ามหาวิทยาลัยของเขาจะไม่มีกระทั่งคณะวิชา” เลขาธิการ ทปอ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตามความเห็น ของเลขาธิการ ทปอ. มองว่าการปรับตัวของมหาวิทยาลัยไทยเพื่อรองรับ ผู้เรียนในวัยทำงานหรือวัยอื่นๆ อย่างวัยเกษียณเข้ามาเรียนมากขึ้น ยังต้องมีการเตรียมการอีกหลายด้าน หากสถาบันอุดมศึกษาจะเดินหน้าเรื่องนี้ จำเป็นจะต้องมีกลไกควบคุม กำกับคุณภาพการศึกษาที่เข้มข้น  เพราะการดึงดูดผู้เรียนให้มาเรียนโดยไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษาเป็นแรงดึงดูด ก็ต้องแสดงให้สังคมเห็นอย่างชัดเจนว่าเรียนแล้วได้อะไรที่จับต้องได้ และนี่ย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของมหาวิทยาลัยไทยทุกแห่งในอนาคต

เภสัชมหิดลไม่เอา (ร่าง) พ.ร.บ.ยาฯ ขออย.ทบทวน-ยึดหลักประชาชนปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/563160

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 18:14 น.

เภสัชมหิดลไม่เอา (ร่าง) พ.ร.บ.ยาฯ ขออย.ทบทวน-ยึดหลักประชาชนปลอดภัย

เสียงคัดค้านจาก “เภสัชกร มหาวิทยาลัยมหิดล” ที่เสนอให้ อย. ทบทวน ร่าง พ.ร.บ.ยา เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาหารือ นำข้อเสนอที่เป็นทางออกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยึดหลักความปลอดภัยของผู้ป่วย

****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานเสวนา “ผ่า (ร่าง)พ.ร.บ.ยา ฉบับ อย.-ทันสมัยและคุ้มครองประชาชนจริงหรือ?” ที่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป้าหมายเพื่อแสดงออกถึงการคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ…. ที่ส่งผลต่อการคุ้มครองความปลอดภัยด้านการใช้ยาของประชาชน หลังจากร่างพ.ร.บ.ยาฯ ถูกนำเสนอต่อสังคม ก็ได้รับการคัดค้านจากกลุ่มเภสัชกร เนื่องเพราะหัวใจของร่างพ.ร.บ.ยาฯ อาจกำหนดให้วิชาชีพอื่น สามารถจ่ายยาให้กับประชาชนได้เอง รวมถึงความไม่เป็นสากลตามที่กลุ่มคัดค้านได้กล่าวอ้าง

ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร อุปนายกสภาเภสัชกรรม ที่อธิบายภาพของพ.ร.บ.ยาฯว่าคืออะไร และมีไว้เพื่อใคร เขาระบุว่า แต่เดิมประเทศไทยเริ่มมีโรงเรียนแพทย์ปรุงยาในปี 2456 กระทั่งมีการปรับปรุงกฎหมายในช่วงนั้นคือปี 2566 ที่ระบุว่าผู้ที่มีหน้าที่ปรุงยา ขายยา จะต้องได้รับการร่ำเรียนอย่างถูกต้อง รวมถึงมีการจัดระเบียบแบ่งประเภทวิชาชีพไว้ชัดเจน และต่อมาในปี 2472 ข้อกำกับในเรื่องธรรมจรรยาในวงการแพทย์ก็เริ่มขึ้นอย่างชัดเจน ข้อกำหนดในกฎหมายระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หากขึ้นทะเบียนวิชาชีพแล้ว จะต้องไม่ก้าวก่ายวิชาชีพอื่น เพราะไม่ได้ฝึกหัดด้านยาหรือด้านการแพทย์ จึงจะมีอันตรายต่อประชาชนหรือผู้ป่วย

“กระทั่งในปี 2537 มีกฎหมายแยกให้เภสัชกรรรมต้องดุแลตัวเอง มีหน้าที่ปรุงยา จ่ายยา และขายยา นี่คือขอบเขตเภสัชกรรม แต่ก็มีข้อยกเ้นเข้ามาในมาตรา 28 ระบุว่า หากไม่มีบุคลากร ก็ให้บุคลกรสายอื่นเข้าไปทำหน้าที่ ซึ่งกฎหมายทุกฉบับจะเขียนเอาไว้เช่นนี้ และทำให้สุ่มเสี่ยงอันตรายกับผู้บริโภค” ภก.วรวิทย์ กล่าว

ภก.ปัญจพล เหล่าพูนพัฒน์ ศิษย์เก่าเภสัชมหิดล สะท้อนว่า กลไกของสากลคือการแยกการจ่ายยา กับการสั่งยาออกจากกัน ข้อดีคือมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ไม่ว่าแพทย์จากชุมชน หรือโรงพยาบาล เพราะแพทย์สั่งมาแล้ว เภสัชกรก็จะช่วยตรวจอีกครั้งก่อนจะให้กับผู้ป่วยพร้อมกับคำแนะนำ นี่คือการทำงานร่วมกัน อีกทั้งการใช้ใบสั่งยา คนไข้จะรู้ว่าได้ยาอะไรมาและตรวจสอบได้ว่าถูกต้องตามโรคและตามอาการหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็มีระบบตรวจสอบเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาล แต่เมื่อออกจากสถานพยาบาลแล้ว การตรวจสอบก็ไม่มี เมื่อมีข้อสงสัยก็ไม่สามารถสอบถามได้

“ปัจจุบัน ประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย มีการแยกใช้ยาและการจ่ายยาออกจากกัน ขณะที่มาเลเซียก็ยังอยู่ระหว่างการทดลอง และแน่นอนว่าไทย ยังไม่มีการแยกบทบาทหน้าที่กันชัดเจน”

ภก.ปัญจพล ให้ภาพอีกว่า การเข้าถึงยาในประเทศไทยพบว่าคลินิคสามารถจ่ายยาได้ทั้ง 4 ประเภท คือยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาที่ไม่ใช่ยาอันตราย และยาสามัญประจำบ้าน แม้จะไม่มีเภสัชกรก็ตาม ซึ่งทำให้ขาดการตรวจสอบร่วมกันว่ายาเหมาะสมกับผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยจำเป็นที่ต้องสร้างความปลอดภัยและควรเข้าถึงยาได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องมีเภสัชกรคอยควบคุมดูแลการใช้ยาอย่างถูกต้อง ในต่างประเทศทั้งฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ ก็มีการคัดค้านการจำหน่ายยาในร้านสะดวกซื้อโดยปราศจากเภสัชกรควบคุม เพราะมันอันตรายกับผู้บริโภค

ขณะที่มุมมองในด้านผลกระทบของพ.ร.บ.ยาฯ เมื่อเปรียบเทียบร้านขายขาระหว่างไทยกับต่างประเทศ รศ.ภก.ปรีชา มนทกานติกุล นักวิชาการจากภาควิชาเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ภาพว่า การใช้ยามีปัญหา ถึงขนาดมีการะบุในพ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรมฯ ว่า เภสัชกรจะมีหน้าที่ค้นหาป้องกันและหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา เห็นได้ว่ามีข้อกำหนดเอาไว้เพราะยาถือเป็นเรื่องอันตราย นั่นจะส่งผลให้เห็นถึงการใช้ยามีผลอันตรายถึงกับชีวิตกับผู้ใช้ได้

ข้อมูลจากสธ. พบว่ามีรายงานผู้ป่วยได้รับอันตรายจากการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ มากถึงปีละ 4-5 หมื่นคนต่อปี และมีอันตรายรุนแรงในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันยามีความอันตรายมาก โดยเฉพาะยาด้านแก้อักเสบ หรือยาฆ่าเชื้อที่จะมีปัญหามากที่สุด

“กาแพ้ยาเราพบบ่อยมาก เพราะผู้ป่วยแพ้ยาตัวหนึ่งก็สามารถแพ้ยาอีกชนิดได้เช่นกัน ซึ่งเภสัชกรจะรู้ดี เพราะการแพ้ยามักเกิดจาการแพ้ในส่วนโครงสร้างของยา เมื่อคนไข้มาซื้อยาและมีการสอบถามประวัติการแพ้ยา เภสัชกรก็จะเห็นว่ายาตัวใดที่ผู้ป่วยแพ้ และหากให้ยาชนิดใดที่จะมีผลต่ออาการแพ้ได้บ้าง เภสัชกรจะมีความสำคัญอย่างมากต่อการใช้ยา ไม่ใช่ใครก็ได้เข้ามาดูแล” รศ.ภก.ปรีชา ให้ความเห็น

ด้าน ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ศิษย์เก่าเภสัชมหิดล และอดีตนายกสภาเภสัชกรรม มองว่า ปัญหาพ.ร.บ.ยาฯ เหมือนมีอาถรรรพ์ เพราะพูดกันคราใดก็มีปัญหา เพราะครั้งก่อนเราต้องการให้มีการออกใบสั่งยาให้ชัดเจนก็ทะเลาะกับกลุ่มแพทย์ และล่าสุดในปี 2557 ที่เราเรียกว่าพ.ร.บ.ยา ฉบับกฤษฎีกา ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง เพราะมีปัญหาอยู่ทั้ง 7 ประเด็น อาทิ การจัดประเภทยาที่ไม่เป็นสากล ข้อยกเว้นการประกอบวิชาชีพ ไม่ต้องขออนุญาต หรือการให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญเป็นผู้ประกอบการด้านยาได้ หรือแม้แต่ให้นักวิทยาศาสตร์ด้านเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือการโฆษณาการรักษาโรคร้ายแรงได้ เป็นต้น เราก็มองว่าไม่ถูกต้องและพยายามขอให้แก้ไข แต่ก็ไม่เป็นผล

“ที่ผ่านมากลุ่มเภสัชกรเคยเสนอการจำแนกยาให้เป็นสากล โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ยาควบคุม และยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ยึดแบบเดิมเมื่อครั้งปี 2510 คือแบ่งออกเป็น 4 ประเภท” ภก.กิตติ กล่าว

ภก.กิตติ เสนอทางออกไว้ว่า ร่างพ.ร.บ.ยาฯ ที่ปรับแก้ควรต้องเป็นไปตามระบบสากล ที่สร้างมาเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และประเทศไทยก็พัฒนาด้านการแพทย์ตามแนวทางแพทย์ตะวันตกก็น่าจะสมควร รวมถึงหากมีการจำเป็นจะต้องยกเว้นกรณีใด ต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน และที่สำคัญคือกฎหมายยาไม่ควรไปก้าวล่าวงกฎหมายวิชาชีพ

ทั้งนี้ ก่อนการเสวนา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รวบรวมคณาจารย์ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน รวมถึงเภสัชกรอาชีพ เข้าร่วมแสดงพลังเพื่อย้ำจุดยืนของวิชาชีพเภสัชกรรม โดย ภญ.สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืน โดยใจความในแถลงการณ์นั้นขอคัดค้านร่างพ.ร.บ.ยาฯ เหตุผลสำคัญคืออาจส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในการใช้ยาหลายประการ แม้ก่อนหน้านี้ จะมีความเห็นจากหลายภาคส่วนให้ปรับแก้ไขจุดสำคัญของร่างพ.ร.บ.ยาฯ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับประชาชน แต่อย.ก็ยังคงไม่แก้ไข

ภญ.สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล อ่านถ้อยแถลงอีกว่า เภสัชกรเป็นวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพราะต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งตั้งแต่โครงสร้างของยา การพัฒนาสูตรตำรับยา กลไกการออกฤทธิ์ และความรู้เชิงลึกอื่นๆ ด้านยา ดังนั้น เภสัชกรจะต้องเป็นผู้ผลิตยา จ่ายยา และคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา และขอย้ำว่า ยาทุกชนิดมีความอันตรายหากใช้ไม่เหมาะสม

“ประเทศไทยประสบปัญหาอย่างหนักด้านการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม ทั้งปัญหาเชื้อดื้อยา การใช้ยาอย่างฟุ่มเฟือย และการใช้ยาในทางที่ผิด เพราะรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2560 พบว่าการขายยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านในชุมชนสูงถึง 67% ซึ่งแน่นอนว่าผิดกฎหมาย และยังไม่นับรวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่จำเป็นสูงมาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ามีความจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านยาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว”

ท้ายสุด ภญ.สุวัฒนา ได้เสนอทางออกเอาไว้ว่า อย.ต้องระงับการนำเสนอร่างพ.ร.บ.ยาฯ แล้วนำกลับมาทบทวนแก้ไขใหม่ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาหารือ นำข้อเสนอที่เป็นทางออกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องยึดหลักความปลอดภัยของผู้ป่วย และการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ รวมถึงต้องเป็นหลักสากลตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่จะทำให้เกิดการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของการใช้ยากับผู้ป่วยในทุกวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้ใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

นักวิทย์ไทยดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ พบสัญญาณเตือนโลกร้อนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562978

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 08:13 น.

นักวิทย์ไทยดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ พบสัญญาณเตือนโลกร้อนหนัก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเดินทางไปดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ พบสัญญาณสะท้อนปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น

*********************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ประเทศไทยได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเดินทางไปยังพื้นที่ขั้วโลกเหนือ เพื่อศึกษาผลกระทบจากปัญหาขยะพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งได้สร้างหายนะครั้งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ เพราะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ อุณหภูมิที่ขยับตัวสูงขึ้น ไปจนถึงปัญหาสิ่งมีชีวิตอาจต้องเผชิญกับภาวะสูญพันธุ์ในอนาคต

สุชนา ชวนิชย์ หัวหน้าภาคและอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางไปในครั้งนี้ เล่าว่า การเดินทางด้วยเรือเพื่อขึ้นไปยังเหนือสุดขอบโลกที่หมู่เกาะสวาลบาร์ด ประเทศนอร์เวย์ จากนั้นลงดำน้ำที่ความลึกประมาณ 20 เมตร ทำการเก็บตัวอย่างตะกอนดิน สัตว์น้ำ ขึ้นมาวิจัยว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้กินอาหารอะไรเข้าไปบ้าง รวมถึงค้นหาว่าภายในกระเพาะอาหารมีเศษขยะมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางอุณหภูมิของน้ำที่ขั้วโลกเหนืออยู่ที่ 5-6 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้ ผลสำรวจเบื้องต้นพบสัญญาณบอกถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น เช่น พบว่าน้ำแข็งก้อนขนาดใหญ่ละลายจนแทบไม่หลงเหลือให้เห็น ซึ่งหากน้ำแข็งละลายจะมีสภาพเป็นน้ำจืด จึงทำให้ใต้ท้องทะเลขุ่นมัวบดบังแสงอาทิตย์ส่องลงมาถึง การดำน้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงต้องใช้วิธีดำน้ำโดยไต่จากสมอเรือลงไป ยิ่งเกิดความกลัวมากขึ้นเพราะมองอะไรไม่เห็น ในขณะที่ต้องแบกถังอากาศลงไปด้วย

ถัดมาคือปรากฏการณ์พบแมงกะพรุนจำนวนมาก ทั้งที่ความจริงอาจจะพบเห็นได้แต่ต้องไม่มากเช่นนี้ เพราะแมงกะพรุนไม่สามารถอยู่ในน้ำเย็นจัด ถือเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นจนสร้างการเปลี่ยนแปลงการดำรงอยู่ของสัตว์น้ำ โดยตัวอย่างสัตว์น้ำที่เก็บมา อาทิ ปลา ปู หอย ดอกไม้ทะเล และเพรียงหัวหอม

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ว่าภายในท้องของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมีเศษขยะมากน้อยเพียงใด ต้องใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนต่อจากนี้ แต่สันนิษฐานเบื้องต้นว่าหากเจอขยะบนบกแล้ว ในน้ำก็น่าจะมีขยะพลาสติกขนาดไมโครเต็มไปหมดเช่นกัน

ด้านการเก็บตัวอย่างตามชายหาดบริเวณนี้เหนือสุดของโลกที่ไม่มีมนุษย์อยู่แล้ว พบว่ามีขยะขวดพลาสติกจำนวนมากลอยตามกระแสน้ำมาติดที่ชายฝั่ง เรียกได้ว่าทุกย่างก้าวที่เดินไปเต็มไปด้วยขยะ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ของนอร์เวย์ที่ศึกษาเรื่องปัญหาขยะยังถึงกับตกใจในสิ่งที่พบเห็น ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ว่ายิ่งห่างไกลมนุษย์มากเท่าใดต้องมีขยะน้อยลง สะท้อนว่าทุกกิจกรรมของมนุษย์ทั่วโลกได้ก่อให้เกิดมลพิษลอยตามกระแสลม-กระแสน้ำขึ้นไปสะสมที่ขั้วโลกเหนือเสมือนเป็นภาชนะรองรับสิ่งปฏิกูลอย่างแท้จริง

“ขยะที่เราพบบนชายหาดเหนือสุดของโลก น่าตกใจมากที่พบขวดพลาสติกหรือชิ้นส่วนประกอบพลาสติกเป็นจำนวนมาก เราก็รีบดูทันทีเพราะกลัวว่าจะมีฉลากเขียนเป็นภาษาไทยหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นแย่แน่เลย แต่ปรากฏว่าทุกขวดฉลากมักหลุดหายไปแล้ว” สุชนา กล่าว

สุชนา เล่าอีกว่า ปรากฏการณ์ที่สังเกตเห็นได้ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงคือ การกินอาหารของหมีขาวได้เปลี่ยนกลายมาเป็นมังสวิรัติ เพราะกินมอสเป็นอาหารหลัก ทั้งที่ควรจะออกล่าแมวน้ำเป็นอาหารกิน พฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากผลกระทบของแผ่นน้ำแข็งในทะเลน้อย จึงไม่มีพื้นที่ให้หมีขาวได้ว่ายน้ำไปเกาะแผ่นน้ำแข็งเป็นที่พักอาศัยเพื่อเดินทางต่อไปล่าแมวน้ำ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ลูกหมีไม่มีโอกาสเรียนรู้วิธีการล่าตามสัญชาตญาณ กลายเป็นหากินแต่มอสตามหน้าผา ซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย ทำให้อ่อนแอ ให้พลังงานไม่เพียงพอต่อการจำศีลในฤดูหนาว

เรื่องนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กลับมานั่งวิเคราะห์กันว่า หมีขาวเปลี่ยนมากินมอสนั้น เกิดจากปริมาณของแมวน้ำลดลงหรือไม่ ทว่าข้อเท็จจริงปรากฏสวนทางกัน เพราะจำนวนแมวน้ำทุกวันนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากไม่มีสัตว์ผู้ล่าที่คอยควบคุมปริมาณตามห่วงโซ่อาหาร หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ท้ายที่สุดหมีขาวอาจสูญพันธุ์เพราะไม่เป็นไปตามพฤติกรรมธรรมชาติ

อีกสิ่งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เป็นกังวลคือ กวางเรนเดียร์ จากเดิมมีพฤติกรรมหาหญ้า-มอสกินเป็นอาหาร แต่เปลี่ยนมากินสาหร่ายทะเลที่ลอยมาติดตามชายหาดมากขึ้น เกิดจากหญ้าและมอสเติบโตน้อย อีกส่วนคือถูกหมีขาวแย่งกิน ดังนั้นสภาวะที่เกิดขึ้นกับขั้วโลกเหนือขณะนี้ถือได้ว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน

“สัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะโลกร้อนได้ชัดเจนที่สุดคือ อุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือขณะนี้สูงเกิน 5 องศาไปมากแล้ว ทำให้การประชุมร่วมกับนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศต้องตกใจอย่างมาก แม้ว่าทางสหประชาชาติจะออกประกาศให้ทุกประเทศทั่วโลกช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้แล้วก็ตาม ปัญหานี้จะนำมาสู่ผลกระทบให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติตามมาในอนาคตต่อจากนี้” สุชนา กล่าว

ครม.สัญจรเชียงราย ปฏิบัติการเจาะฐาน”ทักษิณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562971

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 07:30 น.

ครม.สัญจรเชียงราย ปฏิบัติการเจาะฐาน"ทักษิณ"

ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” จัดประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดใด ต้องจับตาสนามการเมืองในพื้นที่นั้นทันที

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดใด ต้องจับตาสนามการเมืองในพื้นที่นั้นทันที เพราะอาจเป็นพื้นที่เป้าหมายทางการเมือง

ล่าสุดการประชุม ครม.สัญจรที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2 คือ จ.พะเยา แพร่ น่าน และเชียงราย เป็นที่ทราบดีว่า 4 จังหวัดเหนือตอนบนนี้ เป็นพื้นที่สีแดงทางการเมือง โดยเฉพาะ จ.เชียงราย สถานที่ประชุม ครม. เป็นฐานที่มั่นอันดับ 2 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีถิ่นเกิดใน จ.เชียงใหม่ ภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นของพรรคเพื่อไทยยึดครองเก้าอี้

ภาคเหนือตอนบนตระกูลการเมืองล้วนเข้มแข็งและยึดครองกันเพียงไม่กี่ตระกูล อย่าง จ.เชียงราย อาทิ ตระกูลปัญญาดี ได้แก่ จ.ส.อ.ทรงธรรม ปัญญาดีและอำไพ ปัญญาดี ตระกูลจงสุทธนามณี ได้แก่ มงคล จงสุทธนามณี และ รัตนา จงสุทธนามณี ตระกูลติยะไพรัช ได้แก่ ยงยุทธ ติยะไพรัช และละออง ติยะไพรัช ตระกูลเตชะธีราวัฒน์ ได้แก่ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ และวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ และตระกูลวันไชยธนวงศ์ ได้แก่ สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ และรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์

ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ไม่มีพลาดที่จะเทงบประมาณและโครงการสนับสนุนเอาใจพี่น้องประชาชน

สำหรับ จ.พะเยา จังหวัดที่ “บิ๊กตู่” ลงไปตรวจราชการ รัฐบาลเตรียมอัดงบสนับสนุนโครงการการขับเคลื่อน จ.พะเยา ให้เป็นเมืองแห่งนกยูง โครงการเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และโครงการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรภาคเหนือ รวมถึงอัดงบสนับสนุนการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเน้นโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อาทิ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เชียงม่วน การพัฒนากว๊านพะเยาและโครงการฝาย เป็นต้น

และในการประชุม ครม. ที่ จ.เชียงราย ครั้งนี้ “บิ๊กตู่” จะมาโชว์ผลงานความสำเร็จที่ไม่มีเคยมีรัฐบาลไหนสามารถทำได้ คือ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ รวมระยะทาง 323 กิโลเมตร (กม.) โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2562 งบประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบ ครม. เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “บิ๊กตู่” ขยับคู่ขนานไปกับความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” มี สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต สส.สุโขทัย และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม เป็นแกนนำ ที่เตรียมประกาศสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย กลุ่มสามมิตรเชื่อมผ่าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งเคยร่วมงานกับทักษิณ ยุคพรรคไทยรักไทย กลุ่มสามมิตร หรือพลังประชารัฐ เดินเกมดูดอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย ล่าสุดยกตัวเลขมาโชว์ว่าได้เกือบ 30 คนแล้ว ประเดิมเปิดตัวที่ จ.เลย

จึงปรากฏภาพ สุริยะ สมศักดิ์ พร้อมทั้ง ภิรมย์ พลวิเศษ อดีต สส.นครราชสีมา และ อนุชา นาคาศัย อดีต สส.ชัยนาท รวมถึง ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต สส.เลย และ เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข และ วันชัย บุษบา ตอบรับเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีอดีต สส.อีสานพรรคเพื่อไทยอีกหลายจังหวัดขานรับเข้าร่วมเช่น นครราชสีมา ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น และมหาสารคาม เป็นต้น

สำหรับภาคเหนือในนามพรรคพลังประชารัฐได้ตัวผู้กองมนัส หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นแม่ทัพในฐานะเจ้าถิ่นเมืองพะเยา ซึ่งประกาศลั่นจะส่งน้องชายและญาติ รวมถึงคนรุ่นใหม่ และอดีต สส.พรรคเพื่อไทยและไทยรักไทยลงสมัครเลือกตั้งท้าชนทุกจังหวัดในภาคเหนือ ส่วนตัวเองจะลงบัญชีรายชื่อ พร้อมประกาศลั่นว่าคนเหนือจะเลือกที่ตัวบุคคลไม่ใช่พรรค

แม้ทราบดีว่าภาคเหนือและภาคอีสานเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย และยากที่จะเปลี่ยนใจไปจาก “ทักษิณ” หรือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ ร.อ.ธรรมนัส มั่นใจว่าจะเจาะเข้า เพราะอย่าลืมว่าศักยภาพด้านกำลังทุนและคอนเนกชั่นทางการเมืองแข็งโป้ก ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่เป็นทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจ ในฐานะประธานบริษัท ธรรมนัส กรุ๊ป เป็นนักการเมืองผู้กว้างขวาง เปรียบบารมีได้เท่ากับเพื่อนซี้ที่เรียนรุ่นเดียวกัน คือ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มาในนามของนักธุรกิจ ที่ข่าวลือกันว่าทั้ง ร.อ.ธรรมนัสกับเสี่ยหนูจะเป็นกองหนุนของ คสช. พร้อมร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐในอนาคต

ในเดือน ก.ย.นี้ หลังปลดล็อกการเมืองต้องจับตาท่าที “บิ๊กตู่” ที่เคยสัญญาว่าจะประกาศชัดอนาคตทางการเมืองของตัวเองในเดือนนี้ว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวลือสะพัดที่เชื่อกันว่า “บิ๊กตู่” ได้รับอำนาจพิเศษบางอย่างหนุนหลังให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จะด้วยอำนาจพิเศษหรืออำนาจกระสุนดินดำ โน้มน้าวทำให้ อดีต สส.พาเหรดไหลเข้าพรรคพลังประชารัฐกันต่อเนื่อง จะเป็นเช่นไรคงไม่อาจทราบได้ ให้แน่นอนต้องรอพิสูจน์กันหลังเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2562 พลังประชารัฐหรือเพื่อไทย ใครจะแพ้ยับ!

วงการแพทย์ยุคใหม่ “หมอ-ผู้ป่วย” ต้องเข้าใจกันมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562957

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 19:57 น.

วงการแพทย์ยุคใหม่ "หมอ-ผู้ป่วย" ต้องเข้าใจกันมากขึ้น

คุยกับ “พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ” เลขาธิการแพทยสภา กับเป้าหมายที่หวังจะให้วงการแพทย์ยุคใหม่เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์

*********************************

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ นอกจากต้องมีความเชี่ยวชาญในสายงานแล้ว ยังต้องนำองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก มาเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรสามารถพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด

เลขาธิการแพทยสภาป้ายแดง เห็นว่าจำเป็นต้องรีบพัฒนาระบบฐานข้อมูล ซึ่งจากประสบการณ์ 12 ปีในแพทยสภา ระบบฐานข้อมูลที่มีตั้งแต่ปี 2511 จากระบบกระดาษประมวลผลได้ยาก ใบประกอบวิชาชีพมีขนาดใหญ่ยากต่อการแสดงตนหรือพกติดตัว เป็นสาเหตุให้การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ปัญหานี้จึงต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลแพทย์ให้เป็นระบบดิจิทัล สามารถตรวจสอบความถูกต้องรวดเร็ว และแม่นยำ จึงมีการนำระบบบัตรประจำตัวแพทย์แบบดิจิทัล หรือ MD CARD เข้ามาใช้ ร่วมกับฐานข้อมูลออนไลน์เป็นครั้งแรก โดยบัตรประจำตัวแพทย์แบบใหม่มีขนาดเท่าบัตรประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทั้งบนเว็บไซต์ การยิงบาร์โค้ด และรุ่นล่าสุดยังได้พัฒนาให้เป็นระบบคิวอาร์โค้ดที่สามารถเช็กข้อมูลของแพทย์คนนั้นๆ ได้ทันทีว่าเป็นหมอจริงหรือไม่

เมื่อมีฐานข้อมูลที่ดีแล้ว ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีปัญหาขาดแคลนแพทย์ จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ ซึ่งแพทยสภาได้สนับสนุนคณะแพทยศาสตร์ทั้ง 22 แห่ง ในการผลิตแพทย์ จากแพทย์จบใหม่ปีละ 1,300 คน เพิ่มเป็น 3,000 คน โดยปัจจุบันไทยมีแพทย์มากกว่า 6 หมื่นคน แต่ก็ยังขาดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางสาขา ทางราชวิทยาลัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้แพทยสภา 15 แห่ง จึงได้ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 85 สาขา ปีละกว่า 1,600 คน

นอกจากนี้ แพทยสภาได้ตั้งศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) มาควบคุมมาตรฐานแพทย์จบใหม่ และศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ (ศนพ.) มาดูแลการเรียนรู้ของแพทย์ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาความรู้ในการดูแลคนไข้ให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพตลอดเวลา และมีสถาบันส่งเสริมจริยธรรม (สจพ.) มาสนับสนุนหลักสูตรธรรมาภิบาล และจริยธรรม เพื่อดำรงมาตรฐานการรักษาพยาบาลผู้ป่วยกว่าปีละ 300 ล้านครั้ง

สำหรับเข็มมุ่งการพัฒนาวงการแพทย์ไทยหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2561 คุณหมออิทธพรได้กำหนดไว้ 4 มิติหลักๆ

มิติที่หนึ่ง เร่งพัฒนาระบบไอทีสำนักงานเลขาธิการแพทยสภาให้เอื้อต่อการทำงานให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยการต่อยอดจากสิ่งที่มีเข้าสู่ระบบ 4จี ไม่ใช้กระดาษ (Paperless) ออนไลน์ โมบาย และคลาวด์ โดยวิเคราะห์และจัดกำลังพลรุ่นใหม่เข้าเสริมอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้กับทั้งแพทย์และประชาชน

มิติที่สอง เรื่องจริยธรรมและกฎหมาย จะปรับปรุงระบบการทำงานและขั้นตอนใหม่ให้การพิจารณาเรื่องร้องเรียนรวดเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แก้ไขระเบียบที่ล่าช้าไม่ทันสมัยวางระบบไอทีเต็มรูปแบบตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียน ติดตามคดีแบบโปร่งใส นำข้อมูลต่างๆ ที่เป็นปัญหาการให้การรักษาไปสื่อสารกับแพทย์และประชาชนในรูปแบบต่างๆ ที่ง่ายต่อการเข้าใจ ทั้งการ์ตูน เรื่องสั้น อินโฟกราฟฟิก ผ่านโซเชียลมีเดียควบคู่กันไป เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุกให้สอดคล้องความเป็นจริง

ทั้งนี้ ปัจจุบันได้ให้ความรู้ผ่านทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กควบคู่กันไป ทั้งข้อมูลข้อกฎหมายให้ทั้งแพทย์และประชาชนรู้ทันและเข้าใจ สามารถปกป้องสิทธิตนเองได้ในกรณีได้รับความเดือดร้อนจากการให้หรือรับการบริบาลทางการแพทย์ ขณะเดียวกันมีการยกร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับโดยเฉพาะเทเลเมดิซีน หรือระบบแพทย์ทางไกล ที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลไม่ต้องมาหาหมอในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

มิติที่สาม สนับสนุนการทำงานของแพทย์ให้ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ นอกจากองค์ความรู้ทันสมัย ยังต้องดูแลคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดีให้แก่แพทย์ก่อน ให้แพทย์มีความมั่นใจ และพร้อมไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยควบคุมปริมาณงานที่เหมาะสม ไม่หนักเกินกำลัง เกินเวลา จนเกิดความเสี่ยง เพราะเมื่อเสี่ยงรัฐต้องคุ้มครอง บนข้อเท็จจริงที่สำคัญก็คือ

“เราทุกคนต่างอยู่ในระบบที่ไม่สมบูรณ์” โดยเฉพาะระบบการแพทย์ไทยที่ยังขาดแคลน ซึ่งความท้าทายคือต้องแก้ปัญหาบนระบบที่ไม่สมบูรณ์นี้ให้เข้าใจกันทุกฝ่ายให้ได้ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำของขนาดสถานพยาบาล อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ และกองทุนต่างๆ ที่ไม่พอเพียง และโรงพยาบาลที่ขาดทุน เป็นต้น

“หากมัวแต่ไปไล่จับผิดข้อไม่สมบูรณ์ก็จะไม่มีวันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ แม้เราไม่สามารถทำระบบให้สมบูรณ์ได้ทั้งหมด แต่เราสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจความจริง สร้างกำลังใจให้แก่แพทย์เพื่อทำงานในระบบด้วยจิตใจอาสา ช่วยกันรักษาระบบได้ ซึ่งวันนี้เรามีการขับเคลื่อนทั้งแพทย์และประชาชนร่วมกัน

“อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อน เป็นหน้าที่ของหลายหน่วยงานตามกฎหมาย นอกเหนือจากแพทยสภา วันนี้ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และเดินไปด้วยกันด้วยธรรมาภิบาลในระบบที่ไม่สมบูรณ์นี้ มากกว่าการจ้องความผิดกัน”

มิติที่สี่ เรื่องสังคม ทุกวันนี้วงการแพทย์ไทยมีเรื่อง “สังคม” เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ทั้งองค์ความรู้ การรักษา การสื่อสารที่เปลี่ยนไปความเชื่อผิดๆ แพทยสภายุคนี้มุ่งเน้นการเข้าใจและตามสังคมรุ่นใหม่ให้ทัน ขณะเดียวกันพยายามสื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง ข้อจำกัดของวงการแพทย์ในการรักษาบริบาล พร้อมทั้งให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ เพื่อดูแลตนเองก่อนป่วย ตลอดจนการป้องกันความเจ็บป่วยด้วยตนเอง ไม่ใช่เน้นการรักษาขณะป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเช่นปัจจุบัน แต่ต้องทำให้สังคมมีความรู้ด้านสุขภาพ และเข้าใจวงการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ยุคต่อไปต้องทำให้สังคมและวงการแพทย์เกิดความเข้าใจ มั่นใจ แล้วเกิดความร่วมใจกัน เพราะหากจะให้ฝ่ายใดเดินแต่เพียงผู้เดียวคงเป็นไปไม่ได้ การพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้ระบบการแพทย์ของประเทศมีประสิทธิภาพมากที่สุดแบบยั่งยืน ในงบประมาณและบุคลากรที่มีจำกัด และประชาชนต้องมีสุขภาพดี

คุณหมอจ๊วด อธิบายถึงบทบาทแพทย์แต่ละกลุ่มด้วยว่า ประกอบด้วย 4 เสาหลัก คือ 1.แพทย์กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย และชนบท 2.อาจารย์แพทย์ มีหน้าที่ผลิตแพทย์เพิ่มพร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น 3.แพทย์รัฐกลุ่มภารกิจเฉพาะ เช่น แพทย์ทหาร ตำรวจ กทม. มีภารกิจของตนเองตามสังกัด และ 4.แพทย์ภาคเอกชน ดูแลประชาชนที่มีฐานะให้สามารถดูแลตัวเองได้เพื่อไม่ต้องเข้ามาใช้ทรัพยากรในระบบรัฐที่ขาดแคลน

ทั้ง 4 เสาหลักภายใต้แพทยสภา มีภารกิจดูแลประชาชน 65 ล้านคน โดยแยกออกจากกันไม่ได้ ต้องเชื่อมโยงไปพร้อมกันทั้ง 4 เสา หากจะให้แยกหรือให้ความสำคัญฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง วงการแพทย์ทั้งระบบก็ไม่สามารถพัฒนาให้มีความยั่งยืนได้

เปิดศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสร้องเรียน “หมอค้าความงาม”

กระแสไหลบ่าของวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและการศัลยกรรมความงามเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่วิชาชีพแพทย์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการที่แพทย์ส่วนหนึ่งลงไปทำธุรกิจนี้เสียเองด้วย ซึ่ง พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ หรือทุกคนเรียกติดปากว่า “หมอจ๊วด” เลขาธิการแพทยสภา บอกว่า จากการตรวจสอบการขายหรือโปรโมทสินค้าความงามผ่านในโลกออนไลน์จริงๆ แล้วมีจำนวนแพทย์ไปเกี่ยวข้องไม่ถึง 10% ส่วนใหญ่มักเป็นบุคลากรสายวิชาชีพอื่นที่แอบอ้างความเป็นแพทย์

ในแง่การตรวจสอบหรือควบคุมการจำหน่ายสินค้าเสริมความงามในสังคมออนไลน์ หากเป็นแพทย์ดำเนินกิจการเองสามารถร้องเรียนผ่านแพทยสภาได้ทันที ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และหากพบว่ามีความผิดจะดำเนินการเอาผิดทั้งทางวินัยและกฎหมาย แต่หากตรวจสอบพบว่าไม่ใช่แพทย์จริง ประชาชนสามารถแจ้งความกับตำรวจ โดยเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายหลายฉบับดูแล ทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ยาและเครื่องมือแพทย์ และ พ.ร.บ.สถานพยาบาล เป็นต้น

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ระบุอีกว่า การรับเรื่องร้องเรียนเหล่านี้ในอนาคต แพทยสภากำลังร่วมกับ สคบ. อย. และกระทรวงสาธารณสุข ตั้งคณะทำงานเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียนของวิชาชีพต่างๆ ไว้ด้วยกันในรูปแบบคณะกรรมการวันสต็อปเซอร์วิส ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่คอยรับเรื่อง ไกล่เกลี่ย ตลอดจนดำเนินการคดีจริยธรรม บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในกฎหมายหลายฉบับพร้อมๆ กัน เพื่อลดขั้นตอนและความยุ่งยาก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงศึกษาเตรียมการข้อมูลก่อนเริ่มดำเนินการจริง

สำหรับปัญหาจากการใช้โซเชียลมีเดียนั้น คุณหมอจ๊วด คิดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะศาสตร์การแพทย์เท่านั้น แต่มีปัญหากับทุกวิชาชีพ ทุกเรื่องเป็นการสื่อในที่สาธารณะ แม้จะลับเท่าใดก็ตาม ในที่สุดสามารถบ่งบอกตัวตนได้ ดังนั้นแนะนำว่าคุณหมอจะโพสต์ข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับคนไข้และการรักษาลงไปควรใช้สติให้มาก

“ฝากเตือนว่าอะไรที่ลงในโซเชียล ขอให้จำไว้ว่ามันจะไม่ใช่ความลับแน่นอน ขอให้เข้าใจไว้ว่า ยิ่งเป็นแพทย์ก็จะเป็นที่จับตามองของสังคมมากขึ้น ฉะนั้นหากจะสื่ออะไรออกไปก็ต้องพร้อมรับผิดชอบกับสิ่งที่สื่อออกไปด้วยจะทำอะไรก็ขอให้นึกว่ามันอาจส่งผลต่อสถานะหน้าที่ของตนเองในอนาคต ที่ไม่สามารถลบออกได้ และกลับมาทำร้ายท่านได้ในอนาคต”

นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำด้วยว่า หากประชาชนพบเจอบุคคลที่อ้างเป็นแพทย์ไปทำให้มีปัญหา เบื้องต้นสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา www.tmc.or.th ซึ่งจะทำให้ทราบว่าบุคคลนั้นเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หากเป็นแพทย์จริงก็มาร้องเรียนได้ทันที แต่หากไม่ใช่สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเช่นกัน

เลขาธิการแพทยสภา ย้ำว่า การตัดสินความผิดของแพทย์กับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน ในทางความจริงเมื่อผลการตรวจสอบออกมาจะต้องมีฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายหนึ่งผิดเสมอ ฝ่ายที่ชนะย่อมพึงพอใจ ฝ่ายไม่สมหวังย่อมเสียใจกลับมาร้องเรียนแพทยสภา ทำให้แพทยสภาตกอยู่ในที่นั่งลำบากและอาจเป็นจำเลยในทุกคดี ซึ่งแพทยสภาพยายามปรับปรุงแก้ไขด้วยการให้ข้อมูลแก่ทุกฝ่ายให้เข้าใจข้อเท็จจริงมากที่สุด และเน้นป้องกันก่อนเกิดปัญหา

ท้ายนี้วิชาการแพทย์ของไทยวันนี้ถูกจัดเป็นชั้นนำในระดับโลก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าในยุคแพทยสภาครบรอบ 50 ปี คือความเชื่อมั่นของแพทย์และประชาชน กรรมการทุกคนภายใต้การนำของนายกแพทยสภา พร้อมใจปรับทิศทางให้องค์กรสามารถสร้างความเข้าใจเชื่อใจ มั่นใจให้สังคม และสุดท้ายนำไปสู่ความร่วมใจกันกับประชาชนในการดูแลระบบสุขภาพให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่สำคัญแพทยสภาไม่ใช่องค์กรของแพทย์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นของประชาชนไทยทุกคนเพราะแพทย์ก็คือลูกหลานของประชาชนที่เรียนรู้วิชาแพทย์กลับมาดูแลรับใช้เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยทุกคนนั่นเอง

“สามมิตร”เป็นมิตรทุกพรรค ขอทำประโยชน์ให้ประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562874

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 10:19 น.

"สามมิตร"เป็นมิตรทุกพรรค ขอทำประโยชน์ให้ประชาชน

“ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกกลุ่มสามมิตรกับการขยับก้าวพร้อมเป็นมิตรกับทุกพรรคหากได้เป็นรัฐบาล

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลุ่มการเมืองในนาม “สามมิตร” นับเป็นกลุ่มการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงนี้ จนถูกจับจ้องจากฟากการเมืองว่าอาจเป็นกลไกหนึ่งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกกลุ่มสามมิตร เล่าผ่าน “โพสต์ทูเดย์” พร้อมย้อนหลังถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มมาจาก สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน อนุชา นาคาศัย และ ภิรมย์ พลวิเศษ ซึ่งได้พูดคุยจนเห็นพ้องร่วมกันว่าอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า และมีเป้าหมายต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร รวมถึงสร้างความปรองดองให้คนในชาติ

ธนกร ขยายความต่อว่า ตลอดการลงพื้นที่ของกลุ่มสามมิตรที่ผ่านมาจนถูกจับตาจากหลายฝ่ายว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่ในข้อเท็จจริงกลุ่มสามมิตรลงไปเพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสนอผ่านรัฐบาลตามช่องทางของสื่อต่างๆ จนหลายปัญหาทำให้ได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เช่น เรื่องราคาข้าว จนรัฐบาลมีมาตรการปรับราคาข้าวจากเดิม 6,000 บาท เป็น 8,000 บาท

“เราเข้าไปช่วยเขา วันนี้ทุกคนได้ประโยชน์หมด แต่คำถามต่อมาพอเราเดินมากๆ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่ายว่าเราขัดคำสั่ง คสช.หรือไม่ แต่จริงๆ ในการลงพื้นที่เราทำตามกติการะเบียบของ คสช.อย่างเคร่งครัด ไม่เคยชุมนุมหรือพูดคุยทางการเมือง สามารถไปตรวจสอบได้ เราไปเพื่อรับฟังปัญหาอย่างเดียว”

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะฟังทุกกลุ่ม แต่เวลากลุ่มสามมิตรสะท้อนปัญหาไป เชื่อว่ารัฐบาลเข้าใจในเจตนาบริสุทธิ์ของกลุ่มสามมิตร เช่น ไปต่างจังหวัด ชาวบ้านพูดเลยว่านโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชาวบ้านพอใจ บัตรคนจน 11 ล้านใบ เดี๋ยวจะเพิ่มอีก 5 ล้านใบ

“วันแรกที่เราไป ชาวบ้านรูดได้ 200 300 500 ได้แต่ของอย่างเดียว ขณะนั้นมีเครื่องรูดแค่ 2 หมื่นเครื่อง เราสะท้อนไป รัฐบาลเพิ่มเครื่องรูดให้อีก 1 แสนเครื่อง พอสะท้อนไปอีกว่าชาวบ้านอยากได้เงินสดสัก 200 บาทได้ไหม เสนอผ่านไปยังรัฐบาลตอนลงพื้นที่ วันนี้ให้อีก 100-200 บาท สามารถรูดเป็นเงินสดได้ ไปซื้อร้านอื่นได้ วันนี้พี่น้องประชาชนคนยากจนได้ประโยชน์

การที่หลายฝ่ายบอกว่าเกษตรกรหรือคนยากจนเขาเริ่มมีความรู้สึกดี หรืออาจจะรักท่านนายกฯ ก็เป็นไปได้ หลังจากที่เราได้ลงพื้นที่ ผมไม่ได้เชียร์ท่านนายกฯ แต่นโยบายหลายอย่างตอบโจทย์คนยากคนจน วันนี้เมืองไทยเราอย่ามองว่ามันเป็นประชานิยม แต่เมืองไทยต้องมีสวัสดิการส่วนหนึ่งเหมือนประเทศสวีเดน”

ทั้งนี้ เมืองไทยคนยากคนจน 70% เพราะฉะนั้นต้องมีสวัสดิการบ้างถึงอยู่ได้ วันนี้ฐานล่างของประเทศยังเหนื่อยอยู่ ถ้าทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีอาชีพช่วย ไม่ใช่แค่ให้ปลาหรือเบ็ดไปดูแลตัวเองได้ นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลมันต้องตอบโจทย์ของประเทศ

ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร

โฆษกกลุ่มสามมิตร เล่าพร้อมยกตัวอย่าง เวลาไปพบเกษตรกรหรือชาวบ้าน พอเห็นหน้าคุณสมศักดิ์ บอกว่าอยากเลี้ยงโค เพราะจำได้ว่าคุณสมศักดิ์เคยคิดนโยบาย “โคแก้จน คนปลดหนี้” วันนี้ชาวบ้านเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านสามกองแต่ไม่มีปัญญาจ่าย วันนี้กองทุนหมู่บ้านที่เห็นมันกลายเป็นสิ่งดีๆ ที่ปรากฏในสื่อ แต่ขณะเดียวกันล้มเหลวเยอะมาก

“ประชาชนเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านก็ไปกู้หนี้นอกระบบมา เป็นวงจรแบบนี้ แต่วันนั้นถ้าคุณเอาเงินส่วนหนึ่งไปแจกโคเพศเมียให้ชาวบ้านครอบครัวละ 2 ตัว ตอนแจกเราคิดเป็นน้ำหนักให้ยืม และอีก 10 ปีมาคืน เชื่อหรือไม่ เมื่อดูตัวเลขมีโค 45 ตัว เราเป็นคนต่างจังหวัด เรารู้วิถีชีวิตว่าอยู่ได้ แต่วันนี้ไม่ใช่ไปสร้างหนี้อย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาเรื่องภาคเกษตรแล้วยังมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบเยอะมาก แต่เป็นเรื่องดีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เข้าไปดูในเรื่องดังกล่าว ฉะนั้นขอนแก่นโมเดล ถือว่าเป็นเรื่องดีมาก มันมีนโยบายหลายอย่าง เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น แต่ในเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อาจใช้เวลาอีกนิด

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่ากลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่จะเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลนั้น ธนกร อธิบายว่า วันนี้ไม่ใช่กลุ่มสามมิตรอย่างเดียวลงพื้นที่พบประชาชน แต่ยังมีพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย ซึ่งส่วนตัวเข้าใจ คสช.ไม่สองมาตรฐาน เพราะเวลาปฏิวัติมันเนิ่นนานมาแล้ว ช่วงแรกๆ อาจจะห้าม แต่ก็ผ่อนคลายมาช่วงหนึ่ง ไม่ได้จับ ฉะนั้นไม่ได้สองมาตรฐาน ปล่อยให้กลุ่มสามมิตรไปอย่างเดียว

“กลุ่มสามมิตรพร้อมน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย แต่วันนี้น่าจะเอาเวลาไปคิดนโยบาย หรือทำประโยชน์ให้กับประชาชนดีกว่า ดีกว่ามานั่งจับผิดหรือวิพากษ์วิจารณ์ เพราะการเมืองไม่ควรจะเป็นวงจรแบบนี้แล้ว วันนี้ควรหยุดกันได้แล้ว เนื่องจากเป็นภาวะพิเศษ เราน่าจะหยุดสักพักเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

เหมือนหมูป่าเกิดวิกฤต คนไทยทุกภาคส่วน ทุกสี ทุกกลุ่ม ที่เคยขัดแย้งมาร่วมมือกันหมด ผมอยากให้กรณีมาใช้กับทางการเมือง ในช่วงภาวะพิเศษ ผมเชื่อว่าประเทศไปได้ เราลองมาคิดทบทวน แต่วันนี้เป็นเรื่องประเทศชาติ จึงอยากให้คิดก่อน เพราะถ้าคิดก่อนประเทศจะไม่มีความขัดแย้ง”

ทั้งนี้ ยอมรับว่าในการรวมตัวของกลุ่มสามมิตรอาจจะมีบุคคลสำคัญทางการเมืองในอดีตมาร่วม แต่กลุ่มสามมิตรมีจุดยืนชัดเจนว่า วันนี้เป็นกลุ่มแล้ว มีอดีตนักการเมืองระดับชาติ อดีตรัฐมนตรี หรืออดีต สส.ที่มา เพราะเชื่อมั่นในตัวสมศักดิ์และสุริยะ เนื่องจากคร่ำหวอดในเวทีการเมืองเป็นที่น่าเชื่อถือของนักการเมืองหลายคน แม้วันนี้ยังเป็นกลุ่ม แต่เดือนหน้าเข้าใจว่ากระบวนการตัดสินใจจะไปอยู่ตรงไหนคงจะเริ่มต้นขึ้น

สำหรับประเด็นที่กำลังถูกมองโดยเฉพาะเรื่องการทาบทามอดีตนักการเมืองจากพรรคต่างๆ มาเข้าร่วมกลุ่มสามมิตรนั้น โดยส่วนตัวมองว่าเวลา สส.ย้ายพรรคมองว่าเป็นการดูด ซึ่งฟังแล้วไม่สบายใจ แต่มันเป็นเสรีภาพ สส. หรือกล่าวหาว่าเอาเงินไปซื้อตัว ซึ่งมันซื้อไม่ได้

“วันนี้เวลาเราอยู่พรรคไหน ถามว่าต้องอยู่ตลอดชีวิตหรือไม่ คือ ไม่ใช่ วันหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเราอยู่ตรงนี้แล้วสบายใจ แล้วทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ก็อยู่ แต่วันหนึ่งเราอยู่พรรคนี้แล้วทำประโยชน์ให้ประชาชนไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็อาจจำเป็นต้องย้ายพรรค อย่าไปต่อว่าหรือตำหนิคนย้ายพรรค ถือเป็นเรื่องปกติในทางสังคม แต่พอย้ายไปส่วนใหญ่ชอบมองกันในแง่มุมเชิงลบ

ธนกร ยืนยันหนักแน่นว่า วันนี้กลุ่มสามมิตรไปเช็กดูได้ไม่มีเรื่องต่อรองผลประโยชน์ ไม่มีการใช้เงินซื้อ สส. ไม่มีเรื่องเหล่านี้ สุริยะและสมศักดิ์ทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่มีศัตรูทางการเมืองเลย แต่เรื่องบิ๊กเซอร์ไพรส์ ถ้าลงตัวมันสำคัญมาก ไม่ใช่ สส. หรืออดีตรัฐมนตรีย้ายมาแล้วเซอร์ไพรส์ แต่ความสำคัญบริบทหลายอย่างที่ย้ายมาสำคัญ แต่การวิจารณ์ว่าดูด ไม่สร้างสรรค์ เป็นเสรีภาพทุกคน ที่ทำให้มั่นใจ ตรงไหนที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ก็อยู่ตรงนั้น

ขณะเดียวกันยืนยันกลุ่มสามมิตรไม่ได้ตั้งมาเฉพาะกิจ การวิจารณ์ทางการเมืองก็ว่ากันไป แต่กระบวนการเป็นพรรคเดือนหน้าก็รู้แล้วว่าอยู่ตรงไหน และอยู่ในจุดที่ดีด้วย อยู่ในจุดที่ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ถ้าเป็นรัฐบาลสามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ไม่ว่าพรรคไหนมีนโยบายดีอย่างไร ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล มันทำไม่ได้

ส่วนจะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่หลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้นโยบายรัฐบาลตอบโจทย์ประชาชนได้หลายอย่าง อาทิ รถไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานหรืออีอีซี คิดว่าอีก 5-6 ปี ข้างหน้า คนไทยจะเห็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้กับบ้านเมือง แม้จะไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศ ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนมีความสุข กลุ่มสามมิตรก็อยู่ตรงนั้น แต่ก็เป็นเรื่องอนาคต และขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในกลุ่มจะตัดสินใจ

สำหรับนโยบายของกลุ่มสามมิตรก็มีคิดไว้ประมาณ 10 ข้อ อาทิ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโค สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เช่น ในเรื่องของการจัดสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ อปพร. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. เบี้ยคนชรา ซึ่งต้องปรับตรงนี้ เพราะได้น้อยเกินไป เนื่องด้วยปริมาณงานที่ทำมีมาก จึงต้องปรับให้อยู่ได้

“เราไปอยู่พรรคไหนในอนาคต เราต้องเป็นคนเลือกพรรค ไม่ใช่พรรคมาเลือกเรา เรานำเสนอนโยบายกับเขา ถ้าเขารับนโยบายที่เราคิด ยอมรับกันได้ เราก็ไปอยู่ตรงนั้น และยืนยันว่าเราไม่ตั้งพรรคการเมืองเด็ดขาด”

ผลกระทบนโยบาย 4.0 เสี่ยงทำแรงงานไร้อาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562857

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 07:28 น.

ผลกระทบนโยบาย 4.0 เสี่ยงทำแรงงานไร้อาชีพ

เสียงสะท้อนจาก “คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย” นโยบายไทยแลนด์ 4.0 อาจทำให้คนตกงานอย่างทวีคูณ ขาดการรองรับดูแลจากภาครัฐ

******************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 หลายคนเข้าใจความหมายว่า เป็นความทันสมัยที่มีการติดต่อสื่อสารผ่านระบบเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ลดการทำงานซับซ้อน รวมถึงการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้งานในสถานประกอบการทั่วไปที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลดเวลาเพิ่มคุณภาพงาน แต่อาจลืมไปว่านโยบายที่ถูกใช้นั้น อาจส่งผลทางอ้อมกับแรงงาน ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ส่งเสียงสะท้อนคัดค้านว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้คนตกงานอย่างทวีคูณ ขาดการรองรับดูแลจากภาครัฐ

ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) วิพากษ์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่กำลังสร้างผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้แรงงานว่า นโยบายดังกล่าวทำให้มีประชาชนจำนวนมากตกงาน เนื่องจากผู้ใช้แรงงานปรับตัวไม่ทันตามนโยบาย ทำให้แรงงานหลายคนได้รับผลกระทบอย่างมากและยังรวมถึงครอบครัวของผู้ใช้แรงงานอีกด้วย

เช่นเดียวกัน ยังพบแรงงานหลายคนถูกละเมิดสิทธิ ทางผู้ประกอบการเองต่างกดดันสารพัดเพื่อให้แรงงานที่ปรับตัวไม่ทันลาออก โดยที่เจ้าของกิจการไม่ต้องเสียค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่ใช้วิธีกดดันอื่นๆ ลักษณะบีบบังคับกดดันให้ลาออกเอง นอกจากนี้ยังพบว่าโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน

“นโยบายไทยแลนด์ 4.0 มีข้อดีก็เยอะ ส่วนข้อเสียก็มีเช่นกัน ข้อดีคือมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทดแทนกำลังคนที่ขาดแคลนในแรงงานต่างๆ ได้ดี มีการใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการทำงาน มีระบบ AI เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพ มีเครื่องจักรกลทันสมัยเข้ามาสู่ระบบงาน” ชาลี กล่าว

รองประธาน คสรท. ระบุด้วยว่า ส่วนข้อเสียของนโยบายดังกล่าวที่ทำอย่างทันทีแบบฮวบฮาบ คือ ไม่มีการให้เวลาแรงงานทยอยปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง ท้ายที่สุดเมื่อแรงงานปรับตัวไม่ได้ก็ต้องถูกเลิกจ้าง ตกงาน ขาดรายได้ เรื่องนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก ที่สำคัญประเทศไทยประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี แต่วันนี้แรงงานหลายคนกำลังเผชิญปัญหาเสี่ยงตกงานจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คนไม่มีรายได้ ประเทศชาติจะดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าเศรษฐกิจดีต้องทำให้ประชาชนมีเงินและไม่ตกงาน และเป็นผลกระทบที่ไม่ควรเกิดขึ้น

“รัฐบาลมีกฎหมายอะไรบ้างไหมที่จะมารองรับแรงงานที่ตกงานหรือเสี่ยงตกงาน เคยมีมาตรการผ่อนปรนช่วยเหลือหาช่องทางรองรับคนกลุ่มนี้หรือไม่ ถ้าแรงงานเหล่านั้นพัฒนาตัวเองไม่ทันตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รัฐบาลมีอาชีพสำรองเตรียมพร้อมไว้อย่างไร หากรัฐบาลยังนิ่งเฉย เชื่อว่านโยบายดังกล่าวคงเดินต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน” รองประธาน คสรท. กล่าว

สำหรับสถานประกอบการที่ดำเนินการไปตามนโยบาย 4.0 นั้น อยากให้ย้อนไปดูว่าส่วนใหญ่กลุ่มเหล่านั้นดำเนินการมาก่อนที่จะมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จึงไม่แปลกที่จะปรับตัวทันกับนโยบายนี้

อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ฉายภาพสถานการณ์แรงงานว่า เครื่องจักรอัตโนมัติ หุ่นยนต์สมองกลอัจฉริยะ จะเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งการผลิตและการบริการ ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจอุตสาหกรรม ตลาดแรงงานและการจ้างงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในบางกิจการนั้น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แรงงานคนได้มากกว่า 70% ประเทศที่มีค่าแรงสูงมากเกินไปและมีระบบคุ้มครองผู้ใช้แรงงานอ่อนแอจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเทคโนโลยีอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้แทนที่แรงงานคนมากที่สุด

ผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง ลูกจ้าง และสถาบันฝึกอบรมต้องเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและเตรียมรับมือกับผลกระทบของเทคโนโลยี หุ่นยนต์อัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตของทุกสิ่ง เทคโนโลยีเหล่านี้จะกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดการจ้างงานโดยรวม

อนุสรณ์ ยังหยิบยกงานวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คาดการณ์ว่า ในสองทศวรรษข้างหน้า ตำแหน่งงานและการจ้างงานในไทยไม่ต่ำกว่า 44% (กว่า 17 ล้านตำแหน่ง) มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติ โดยกลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พนักงานขายตามร้านหรือพนักงานบริการตามเครือข่ายสาขา พนักงานบริการอาหาร ภาคเกษตรกรรม แรงงานทักษะต่ำที่ทำงานซ้ำๆ คนงานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้าอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 70-80%

อนุสรณ์ ยังให้ความเห็นด้วยว่า แรงงานที่มีการศึกษาและทักษะไม่สูงจะมีความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้างสูงและจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีการผลิตมากยิ่งขึ้นในอนาคต ฉะนั้นต้องเตรียมความพร้อมและรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยการเตรียมทักษะให้สามารถทำงานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้

นอกจากนี้ แรงงานผู้หญิงในอุตสาหกรรมสิ่งทอ คนงานทักษะต่ำและมีระดับการศึกษาน้อย เป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องดูแลด้วยมาตรการต่างๆ เป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในการถูกเลิกจ้างจากการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่าและทำให้กิจการอุตสาหกรรมและการจ้างงานจำนวนหนึ่งหายไป

ท้ายที่สุดแล้ว การใช้เทคโนโลยีน้อยเนื่องจากเห็นว่ายังมีต้นทุนสูงและขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หากไม่เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัว ย่อมไม่สามารถอยู่รอดหรือแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่