ทางรอด‘เมืองริมน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม ภูมิอากาศเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562735

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 09:01 น.

ทางรอด‘เมืองริมน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม ภูมิอากาศเปลี่ยน

จ.สมุทรปราการ เป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น มีการพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำ จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม

สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในเมืองใหญ่เป็นประจำ และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เป็นที่มาของการศึกษาวิจัยในโครงการแนวทางการวางผังเมืองเพื่อรับมือความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมในอนาคตจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กรณีศึกษาเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเป็นแบบอย่างในการศึกษาเมืองที่ใกล้เคียง

วนารัตน์ กรอิสรานุกูล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยและหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า จ.สมุทรปราการ เป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น มีการพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตของจีพีพีในภาคอุตสาห กรรมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ จ.ชลบุรี และระยอง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำ จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจนถึงบริเวณถนนสุขุมวิทถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมมากที่สุด

สาเหตุนอกจากเกิดจากปริมาณน้ำทะเลหนุนที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงถึง 60-70% แล้วยังพบว่ามีแผ่นดินทรุดตัวร่วมด้วย จึงทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

จากผลการศึกษาวิจัย ชี้ให้เห็นว่า ในทางกายภาพพื้นที่ของเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นทั้งพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดชายฝั่งทะเลมีระยะทางยาวถึง 47 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแนวคลองสาขา เป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ และเป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ประกอบกับมีการทรุดตัวของแผ่นดินที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความเสี่ยงรุนแรงมากถึงมากที่สุด อีกทั้งพบว่าปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากกว่าปริมาณน้ำฝน และบริเวณที่มีความหนาแน่นของชุมชนมีแนวโน้มที่ได้รับความเสียหายจากผลกระทบของน้ำท่วมมากขึ้น ขณะที่เมืองมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสูง มีการขยายตัวทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้าและอสังหาริมทรัพย์

“ในช่วงฤดูฝนมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมคิดเป็น 10.91% ของพื้นที่ทั้งหมด ระยะเวลาเฉลี่ยที่น้ำท่วมขังประมาณ 1 วัน โดยช่วงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุด คือ ในช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำทะเลหนุนสูง

วนารัตน์ กรอิสรานุกูล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ยังพบว่าอาคารที่อยู่อาศัย 36% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และมีอาคารราชการถึง 60% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมปานกลาง ขณะที่ถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนสุขุมวิท ถนนศรีนครินนท์ และถนนสายลวด อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมต่ำถึงปานกลาง ส่วนการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม จากการจำลองภาพฉายอนาคตในอีก 50 ปี (พ.ศ. 2607) พบว่าการขยายตัวของประชากรและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หากเกิดภาวะน้ำท่วมจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ถึง 30.5% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 9.7 หมื่นล้านบาท/ปี โดยมีอาคารที่จะได้รับผลกระทบทั้งสิ้นจำนวน 1.7 หมื่นหลัง

เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จะเห็นชัดว่าเทศบาลนครสมุทรปราการมีความเสี่ยงมากที่สุด แต่การลงทุนเพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องยากในการตัดสินใจเพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาล จึงควรถูกผลักดันไปสู่นโยบายระดับประเทศ แต่เมืองจำเป็นต้องมีแนวทางในการป้องกันที่จะทำให้เมืองอยู่รอดได้จากศักยภาพที่มีและลดการสูญเสียในอนาคต

งานวิจัยนี้จึงเข้ามาช่วยในการศึกษาสำรวจลงพื้นที่เก็บข้อมูลระดมความคิดเห็นร่วมกับนักผังเมือง ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้อง และศึกษาวิเคราะห์ทางเลือกทางรอดและแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสม ทำให้ได้แนวคิดออกมาเป็น “การวางผังเมือง และแผนการพัฒนาเมือง” เพื่อรับมือต่อความเสี่ยงน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ประกอบด้วย 1.การรับมือภาวะน้ำท่วมระยะยาวจากน้ำทะเลหนุน อาทิ การกำหนดรูปแบบอาคาร ยกระดับความสูงของอาคารที่อยู่ติดน้ำ ปรับรูปแบบอาคารให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ การสร้างเส้นทางเดินเท้ายกระดับ (Sky Walk) เชื่อมระหว่างตัวอาคารกับสถานีรถไฟฟ้า การสร้างกำแพงกันน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณริมแม่น้ำเพื่อใช้เป็นพื้นที่กันชน และ 2.การรับมือต่อภัยพิบัติน้ำท่วม อาทิ การจัดหาเส้นทางอพยพ การจัดให้มีระบบเตือนภัย แผนที่หนีภัยและสถานที่รองรับ รวมทั้งจัดทำแผนฟื้นฟูหลังประสบภัยน้ำท่วม

ด้านแนวทางการพัฒนาเมืองที่สำคัญ อาทิ การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน ทางเลือกใหม่ในการพัฒนาเมืองที่ใช้ “ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง” พร้อมไปกับการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าและหลากหลาย

วนารัตน์ กล่าวว่า กรณีศึกษาของพื้นที่เทศบาลนครสมุทรปราการ ถือเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้แนวคิดด้านการวางผังเมืองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่ง จ.สมุทรปราการ มีความเสี่ยงในอนาคต

อัดงบ’62 ลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562731

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 08:32 น.

อัดงบ'62 ลุยเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 206 คะแนน เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวภายในเวลา 3 ชั่วโมง

ทั้งนี้ โครงสร้างของงบประมาณประจำปี 2562 อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ 6 ด้าน

1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 329,239 ล้านบาท เพื่อปฏิรูปกลไกการบริหารประเทศและพัฒนาความมั่นคงทางการเมือง ขจัดคอร์รัปชั่น ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านความมั่นคง พัฒนาระบบเตรียมความพร้อมแห่งชาติ

2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 406,496 ล้านบาท เพื่อการพัฒนาอุตสาหการและการผลิตภาคการเกษตร พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

3.ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 560,884 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ยกระดับคุณภาพการศึกษา และการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ เท่าเทียมและทั่วถึง

4.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน 397,581 ล้านบาท เพื่อการสร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ การสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ สร้างความ เข้มแข็งของสถาบันทางสังคม

5.ยุทธศาสตร์ด้านการจัดการน้ำและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 117,266 ล้านบาท เพื่อจัดระบบอนุรักษ์ ฟื้นฟูและป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้มีความหลากหลายทางชีวภาพคงความอุดมสมบูรณ์ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ

6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 838,422 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาการทุจริตในสังคมไทยโดยปลุกจิตสำนึกและสร้างค่านิยมให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้ในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม จริยธรรม ปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทำให้งบประมาณปี 2562 จึงมีความสำคัญขึ้นมาทันที เพราะแน่นอนว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นช่วงกลางปีหน้า

งบประมาณก้อนแรกที่สำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ รายจ่ายงบกลางโดยงบกลางหมายถึงงบประมาณที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐเพื่อนำไปใช้นอกเหนือจากงบประมาณที่ได้รับตามกฎหมายปกติ และเป็นงบประมาณสำหรับใช้จ่ายเฉพาะเรื่อง ซึ่งในทางการเมืองต่างทราบดีว่างบประมาณในส่วนนี้ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างนโยบายทางการเมือง

เดิมทีงบกลางถูกตั้งไว้จำนวน 1.02 แสนล้านบาท แต่เมื่อกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พบว่าตัวเลขสุดท้ายของงบกลางอยู่ที่ 1.055 แสนล้านบาท

งบกลางที่ได้รับเพิ่มขึ้นนั้นไปอยู่ที่เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ถูกตั้งไว้ที่จำนวน 9 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้นและใช้จ่ายตามสภาพเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย ไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายที่แน่นอน และไม่อาจจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง

งบประมาณที่น่าจะเป็นตัวสะท้อนถึงความคิดทางการเมืองของรัฐบาลและ คสช.ได้เป็นอย่างดีคงหนีไม่พ้น “กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” จำนวน 4 หมื่นล้านบาท  วัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าว เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความมั่นคง เพิ่มศักยภาพและพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างครบวงจรสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร อันจะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับฐานราก และทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการเพื่อสังคม และช่วยเหลือคนในชุมชนท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงทำให้จำนวนผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี ลดลงปีละ 6 แสนคน

ทั้งนี้ กรณีของงบประมาณกองทุนประชารัฐฯ จะพบว่า สนช.ไม่ได้มีการแก้ไขหรือปรับลดแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการเมืองนับจากนี้ไป รัฐบาลจะใช้กองทุนประชารัฐฯ เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ

เช่นเดียวกับงบประมาณสำหรับแผนบูรณาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้รับงบประมาณ 14,848 ล้านบาท ซึ่งอภิมหาโครงการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่พยายามใช้เป็นผลงานชิ้นโบแดงมาโดยตลอด

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลและ คสช.กำลังเดินหน้าแซงพรรคการเมืองไปหลายช่วงตัว โดยอาศัยความเป็นฝ่ายบริหารในระหว่างที่พรรคการเมืองยังไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ จึงอาจเรียกได้ว่ารัฐบาลและ คสช.น่าจะพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง

สภาวิชาชีพค้านพรบ.อุดมศึกษา หวั่นเกิดหมอเถื่อน บริการตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562517

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 06:36 น.

สภาวิชาชีพค้านพรบ.อุดมศึกษา หวั่นเกิดหมอเถื่อน บริการตกต่ำ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย จาก 11 องค์กร อาทิ แพทย์สภา สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทันตแพทยสภา และสภาวิศวกร มีมติร่วมกันในการแถลงเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านมาตรา 64, 65, 66 และมาตรา 48 แห่งร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. … เหตุผลเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชนไทย

ทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนว่า มาตรา 64, 65 และ 66 ระบุว่า ห้ามไม่ให้สภาวิชาชีพมีอำนาจในการรับรองหรือกำหนดจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้นของสถาบันอุดมศึกษา และไม่ให้ออกข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบประกอบอาชีพ ทำได้เพียงจัดประเมินความรู้และทักษะ ในการประกอบวิชาชีพนั้นแก่ผู้สำเร็จการศึกษาเพื่อประกอบอาชีพที่สภาวิชาชีพนั้นควบคุมอยู่ ซึ่งหมายถึงการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ

ทำให้เกิดผลกระทบคือ ไม่มีการประกันคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะวิชาชีพที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตได้ เนื่องจากการฝึกปฏิบัติของนักศึกษากับผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาในภาคปฏิบัติที่มีความจำเป็น และเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแล้ว จะไม่มีหลักประกันว่าสามารถสอบวัดความรู้ผ่านเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ส่งผลให้คุณภาพมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพต่ำลง หรืออาจทำให้เกิดผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตแอบแฝงไปประกอบวิชาชีพอย่างผิดกฎหมายอยู่ตามสถานพยาบาล

สำหรับมาตรา 48 สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ ให้การศึกษาแก่สังคมภายนอกสถาบันอุดมศึกษา โดยนำความรู้มาจัดฝึกอบรม ผลิตงานวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสังคมและความรู้แก่ประเทศชาติ เรื่องนี้ทางสมาพันธ์วิชาชีพฯ ขอคัดค้านเนื่องจากหากสถาบันการศึกษาไปให้บริการหรือคำปรึกษางานทางวิชาชีพที่เข้าข่ายเป็นการทำสัญญารับจ้าง โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ถือเป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายสภาวิชาชีพนั้นๆ โดยเฉพาะสภาสถาปนิก และสภาวิศวกร เพราะจะมีผลไปขัดแย้งกับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติให้ผู้รับจ้างออกแบบ ควบคุมงานจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสภาสถาปนิก สภาวิศวกร ก่อน

“การที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพถือเป็นหลักมาตรฐานสากล ได้รับความเชื่อถือต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสร้างความน่าเชื่อถือต่อประเทศชาติด้วย ตัวอย่างเช่นในวงการแพทย์ได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ เกิดจากสภาวิชาชีพนั้นๆ ได้กำหนดมาตรฐานของวิชาชีพที่เข้มแข็ง” ทัศไนย กล่าว

ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา ยืนยันว่า แพทย์เห็นด้วยกับภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่มีเพียงบางมาตรา ที่ระบุไม่ให้สภาวิชาชีพเข้ามารับรองหลักสูตร จะทำให้ไม่มีการประกันคุณภาพการศึกษา ไม่มีการคุ้มครองบุตรหลานที่จะเข้ามาศึกษาต่อในอุดมศึกษาตามมาตรฐานสากล รวมถึงไม่คุ้มครองผู้บริโภค

“มาตรฐานวิชาชีพจะตกต่ำลง เพราะไม่มีการควบคุมคุณภาพการศึกษาที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากเป็นเพียงแค่จัดการสอบเพื่อให้เด็กจบมาครั้งละ 2,000-3,000 คนก็ทำได้ แต่ในเรื่องของการแพทย์ต้องได้ผู้จบการศึกษาที่มีคุณภาพแม่นยำ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการบริการไม่ได้คุณภาพ หากไม่มีการรับรองหลักสูตรจะทราบได้อย่างไรว่าประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพ อีกหน่อยหมอเถื่อนจะมากขึ้น เป็นหมอเถื่อนที่ผลิตมาจากมหาวิทยาลัย เราไม่อยากให้เกิดสภาพเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งที่สภาวิชาชีพคัดค้านเป็นการคุ้มครองบุตรหลานและคุ้มครองผู้บริโภคด้วย” ทพ.ไพศาล กล่าว

ทนพ.สมชาย วิริยะยุทธกร กรรมการสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่า เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่ดี ต้องมีการใช้เครื่องมือ ห้องแล็บที่มีคุณภาพ จากประสบการพบว่าโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งใช้เครื่องมือไม่ระบุยี่ห้อ ไม่รับรองคุณภาพ เพราะต้องคำนึงถึงผลกำไรเป็นสำคัญ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะหากเทคนิคการแพทย์ใช้เครื่องมือไม่มีคุณภาพแล้วตรวจวัดค่าออกมาผิดพลาดไปหมด ผลกระทบจะเกิดกับผู้ป่วย ซึ่งที่ผ่านมาสภาเทคนิคการแพทย์เข้ามาควบคุมมาตรฐานเครื่องมือ ห้องแล็บพร้อมทั้งให้คำแนะนำเป็นไปในแนวทางเดียวกัน หากไม่ให้สภาเข้ามาทำแล้วใครจะทำ จึงขอให้ตัด 4 มาตราที่มีปัญหานี้ออกไป เพื่อสร้างสังคมแห่งความร่วมมือทำงานเพื่อประเทศ

กมล ตรรกบุตร นายกสภาวิศวกร กล่าวว่า วิชาชีพด้านวิศวกรต้องมุ่งเน้นถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อมีมาตรา 48 การให้บริการวิชาชีพ โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ผลกระทบคือจะมั่นใจถึงความปลอดภัยในวิศวกรรมได้อย่างไร เพราะมาตรานี้ขัดแย้งกับการขอใบอนุญาตจากสภาวิศกร จึงขอเสนอให้ถอดคำว่าการให้บริการวิชาชีพออกไป โดยที่ผ่านมาสภาวิศวกรได้เข้าไปดูแลในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะเคยเกิดกรณีที่สถาบันการศึกษาไปออกแบบโครงสร้าง แต่สุดท้ายไม่ผ่านคุณภาพ ดังนั้นคนที่จบจากสถาบันการศึกษาแต่ไม่มีใบรับรองวิชาชีพจะทำงานได้หรือไม่ ทำคนตายหรือไม่ จะสร้างความมั่นใจได้อย่างไร

ด้าน สพ.ธวัชชัย ศักดิ์ภู่อร่าม นายกสัตวแพทยสภา กล่าวว่า อาชีพนี้นอกจากดูแลรักษาสัตว์เลี้ยงแล้ว สัตวแพทย์ยังมีหน้าที่ควบคุมเรื่องของโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหาร สารปนเปื้อนต่างๆ เช่น สินค้าส่งออกต่างประเทศต้องได้รับการอนุญาตจากสัตวแพทย์ที่มีใบอนุญาตวิชาชีพรับรอง ต่างประเทศจึงจะยอมให้นำสินค้าเข้า สร้างวงเงินรายได้มหาศาลกลับเข้าสู่ประเทศไทย หากไม่มีใบรับรองวิชาชีพจะทำให้สูญเสียรายได้การส่งออกสินค้าจำนวนมาก

ร่างกฎคุมนศ.ลิดรอนสิทธิ มาตรการล้าหลัง ไร้ผลสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562263

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 07:08 น.

ร่างกฎคุมนศ.ลิดรอนสิทธิ มาตรการล้าหลัง ไร้ผลสำเร็จ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ฉบับที่… พ.ศ. … ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจนได้รับการอนุมัติ เกิดแรงสะท้อนต่อความกังวลแก่กลุ่มนักศึกษาที่มองว่า อาจไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ เอนทางลิดรอนสิทธิหรือไม่ จนมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนท. ที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย

มุมมองของนักวิชาการชื่อดังอย่าง อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทัศนะน่าสนใจว่า รัฐบาลไม่ควรไปกำหนดเป็นรายละเอียดขนาดนั้น เพราะเป็นเรื่องสิทธิเด็กและเยาวชน มันคือสิทธิเสรีภาพในการแต่งตัว การแสดงออกทางสาธารณะ หากต้องการมีมาตรการบังคับใช้ ควรเป็นมาตรการระดับโรงเรียนและระดับโรงเรียนที่แตกต่างกัน ที่สำคัญต้องมีมาตรการอย่างเหมาะสม

“หากประกาศออกมาเป็นมาตรการนั่นคือเข้าไปแทรกแซงชีวิตเด็ก เข้าใจว่าผู้ใหญ่มีมาตรการความหวังดี แต่ส่วนตัวมองว่ามันล้ำเส้น ถ้าวันดีคืนดีออกคำสั่งให้ประชาชนแต่งตัวอย่างนั้นอย่างนี้ก็ดูไม่เหมาะสม แต่พวกคุณมองว่าพวกเขาเป็นเด็กสามารถทำอะไรก็ได้ ทั้งที่จริงไม่ใช่เด็กเพราะมีความเป็นพลเมืองที่กลุ่มนี้ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นกัน”

ในความจริงปัจจุบันมีกลไกช่องทางต่างๆ ของโรงเรียนที่จะส่งเสริมอบรมให้เกิดความประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสมหลายอย่าง ซึ่งต้องเริ่มปลูกฝังจากโรงเรียน ขนานไปกับแนวคิดการปกป้องจากสังคม เนื่องจากเด็กเยาวชนยุคใหม่นั้น “หมดยุคของการควบคุมไปนานแล้ว” แต่มันคือเรื่องของการสร้างศักยภาพมากกว่า วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้ว่าเขาควรปฏิบัติตนอย่างไรในที่สาธารณะ ให้รู้เข้าใจต่อการจัดการชีวิตตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ

อรรถพล วิพากษ์อีกว่า ดังนั้นเราต้องส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ในโรงเรียนและสถานศึกษาควรคำนึงถึงประเด็นคุณภาพ รวมถึงการเสริมพลังความความเข้มแข็งในตัวเด็กให้มีวุฒิภาวะ น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการบังคับใช้กฎระเบียบ สิ่งที่รัฐออกคือมาตรการเชิงนโยบาย เป็นการใช้อำนาจที่เลยเถิด แม้แฝงไปด้วยความหวังดีต้องการปกป้องคุ้มครองเด็กให้อยู่ในกรอบ ควบคุมพฤติกรรมให้คงเส้นคงวาลดปัญหา แม้ในความจริงทุกวันนี้กระบวนทัศน์การคุ้มครองเด็กเยาวชนยังคงแบบเก่าอยู่

“มองเป็นการบีบบังคับตีกรอบการเรียน จากการตีเส้นจากมาตรการดังกล่าว เด็กขาดความอิสระ ในความจริงรัฐบาลมีหน้าที่สร้างสิ่งแวดล้อมสังคมให้ปลอดภัย เตรียมพร้อมเด็กก่อนออกไปสู่โลกชีวิตจริง โดยรู้จักตัวเองและให้เกียรติให้ความเคารพต่อผู้อื่นเป็น ตรงนี้เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องสร้างสังคมปลอดภัยให้เด็กเยาวชน” อรรถพล ยังมองว่า ใช่ว่ารัฐจะคิดแต่ว่าให้เด็กเอาตัวเองออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ตราบใดพื้นที่เสี่ยงในสังคมยังมีอยู่ แม้จะพยายามสร้างโลกให้สวยงามแค่ไหน แต่โลกนอกโรงเรียนยังมีปัญหาอยู่คุณจะพยายามบังคับให้เด็กกลับบ้านเร็วสารพัดเหตุผลต่างๆ ทั้งที่เราไม่ได้กลับไปแก้ไขต้นตอต้นเหตุของปัญหาเลย เนื่องจากสังคมรอบตัวเด็กมีความเสี่ยง ถ้าต้องการสังคมและเด็กปลอดภัยต้องทำพร้อมกัน ทั้งเรื่องเสริมสร้างสุขภาพเด็ก วุฒิภาวะเด็ก และการสร้างสังคมรอบตัวให้ปลอดภัย ไม่ใช่การออกแต่กฎหมายให้เด็กอยู่กับบ้าน โรงเรียน กลับบ้านเร็ว แต่งตัวเรียบร้อย ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่การแก้ไขปัญหา

ที่สำคัญหมดยุคที่รัฐจะเข้ามาควบคุมแบบนี้ไปนานแล้ว กลับกันถ้าเปลี่ยนจากเด็กมาควบคุมผู้ใหญ่จะรู้สึกเป็นอย่างไร โดยอ้างเหตุผลว่า “เขาเป็นเด็ก” แบบนี้เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาอยู่ในอาณัติผู้ใหญ่ แล้วเด็กจะเกิดการคิดไม่เป็น ไม่แปลกหากจะเรียกว่าการ “เคอร์ฟิวเด็ก”

ในเมื่อทำให้เด็กอยู่ในโลกความจริงไม่ได้ ตัวเด็กเองจึงต้องหันไปอยู่ในโลกเสมือนแทน แล้วรัฐก็ต้องมานั่งวิ่งไล่จับกันในโลกไซเบอร์ต่ออีก หลายประเทศประสบปัญหาจากมาตรการลักษณะนี้มาเยอะ สิ่งที่รัฐออกมาไม่ใช่การแก้ไขปัญหา แต่แค่แสดงแอ็กชั่น ไม่ได้มองการแก้ปัญหาทางพฤติกรรมเด็กเลย เทียบเคียงกับนานาประเทศตอนนี้ไม่มีประเทศใดใช้มาตรการนี้แล้วเกิดการควบคุมได้จริง แม้อาจเกิดจริงบ้างแต่ก็ไม่เกิดการป้องกันแก้ไขปัญหา โลกยุคใหม่ไม่ใช้แนวทางนี้แก้ปัญหา

เช่นเดียวกับ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สังเคราะห์ประเด็นนี้ว่า ร่างกฎหมายฯ ที่ออกมายังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนในบริบทของคำที่ใช้ จึงเกิดการเข้าใจสื่อสารไม่ตรงกัน เช่น การรวมกลุ่ม การเสื่อมเสียศีลธรรม เป็นต้น ทางฝ่ายรัฐหรือผู้ร่างมองว่าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนตีกัน ส่วนฝ่ายเด็กมองว่าส่วนนี้จะไปครอบคลุมถึงเรื่องการชุมนุม การแสดงออกทางความคิดเห็นต่อที่สาธารณะไม่ได้อีก ตรงนี้เป็นเรื่องของดุลพินิจใคร ส่วนประเด็นการเสื่อมเสียศีลธรรมอันนี้งาม ก็ไม่มีการนิยามอย่างชัดเจน

เมื่อเกิดการตีกรอบแล้วใครจะเป็นผู้ตีความหมายเหล่านี้ว่า เช่น เด็กหญิงชายจับมือกันเสื่อมเสียศีลธรรมหรือไม่ ซึ่งสื่อไปถึงความไม่ชัดเจนเรื่องการใช้คำ ทำให้เกิดความคิดไปคนละทาง ขณะที่ประเด็นเรื่องป้องกันเด็กตีกัน มันคือเรื่องความผิดทางอาญา ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระเบียบร่างกฎหมายฯ ที่ออกมา เมื่อทะเลาะวิวาทรุนแรงทุกคนทราบดีว่าเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา สามารถใช้กฎหมายจัดการได้ทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นข้อกังวลที่นักเรียนนักศึกษาห่วงว่าจะไปลิดรอนสิทธิในการแสดงความเห็นในที่สาธารณะ ตรงส่วนตัวมองว่า ยังไงก็สามารถทำได้เนื่องจากในรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นถ้าหากจะออกระเบียบดังกล่าวจะต้องไม่ไปขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพเด็ดขาด

“บิ๊กตู่”ซื้อใจคนจน ปูทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562262

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 07:00 น.

"บิ๊กตู่"ซื้อใจคนจน ปูทางเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ยิ่งจะได้เห็นนโยบายอุ้มคนจนของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดเพื่อปูทางไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

โครงการช่วยคนจนที่บิ๊กตู่และ คสช.มั่นใจว่าจะครองใจรากหญ้าได้ คือ “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” โดยช่วยผู้มีรายได้น้อยกว่าปีละ 1 แสนบาท ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก  8.3 ล้านราย  รัฐบาลอัดงบไป 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อแจกเงิน 3,000 บาท แก่คนจนที่รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี และคนละ 1,500 บาท แก่คนจนที่รายได้เกิน 3 หมื่นบาท/ปี

ต่อมาเฟส 2  แจกเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์จากแพ็กเกจสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้ สำหรับผู้มีรายได้มากกว่า 3 หมื่น-1 แสนบาท/ปี ได้รับวงเงินผ่านบัตร 200 บาท/เดือน ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี ได้รับวงเงินผ่านบัตร 300 บาท/เดือน  รวมถึงวงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้ากระทรวงพลังงาน 45 บาท/คน/3 เดือน และยังช่วยเหลือลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าโดยสารรถเมล์ รถไฟฟ้า 500 บาท/เดือน วงเงินค่าโดยสารรถ บขส. 500 บาท/เดือน และวงเงินค่าโดยสารรถไฟ 500 บาท/เดือน รวม 11.4 ล้านราย

ยิ่งล่าสุดบัตรคนจนเฟส 3 เตรียมเพิ่มวงเงินรายเดือนกรณีรายได้ตั้งแต่ 3 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่ม 100 บาท/เดือน เพิ่มจาก 200 บาท/เดือน เป็น 300 บาท/เดือน ส่วนรายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท/ปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 200 บาท/เดือน จาก  300 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 500 บาท/เดือน และยังสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลผ่านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ เป็นต้นไป

นอกจากนี้ เตรียมแจก “ซิมคนจน” โดยรัฐบาลจะดูแลค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือนให้ โดยเติมเงินผ่านบัตรคนจน เท่านั้นยังไม่พอคนถือบัตรคนจนรัฐบาลจะให้เพิ่มค่าเดินทางเดือนละ 1,000 บาท แบ่งเป็น รถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 500 บาท/คน/เดือน และรถโดยสารประจำทางของบริษัท ขนส่ง (บขส.) จำนวน 500 บาท/คน/เดือน และในอนาคตจะเพิ่มค่าเดินทางในระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงอีกเดือนละ 500 บาท

อีกโครงการที่ “บิ๊กตู่” ภูมิใจ คือ โครงการ “ บ้านคนไทยประชารัฐ”  เพื่อให้คนจนมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยการนำที่ดินราชพัสดุ รวมทั้งหมด 317 ไร่ จัดเป็นที่อยู่อาศัย 2,757 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.5–7 แสนบาท ประกอบไปด้วย บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 28 ตร.ม. โครงการนี้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 4,000 ล้านบาท  ผ่านธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) โดยมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1-4 ร้อยละ 2.75 ต่อปี ส่วนปีที่ 5 เป็นต้นไป คิด MRR แบ่งเป็นรายย่อย MRR – 0.75 ต่อปี และกรณีสวัสดิการหักเงินเดือน MRR-1 ต่อปี พร้อมกำหนดระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 30 ปี

นอกจากนี้ “บิ๊กตู่” ยังสั่งการให้การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดโครงการ “บ้านเคหะประชารัฐ” ผุดขึ้นทั่วประเทศกว่า 50 โครงการ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เน้นสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ อัตราดอกเบี้ย 1.5% และฟรีค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิราคาบ้านตั้งแต่ 4-7 แสนบาท

ยิ่งประชาชนในกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลเอาใจมากเป็นพิเศษ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเจ้าภาพหลัก คือ “โครงการพักหนี้เกษตรกร” รอบที่ 1 วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท  เพื่อลดภาระหนี้สินทั้งในและนอกระบบ และต่อมาพักหนี้เกษตรกร รอบที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 10 ล้านคน

ยังไม่หยุดเทงบประมาณเพียงเท่านี้ “บิ๊กตู่” ตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” โดยกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพปูพรม 8 หมื่นหมู่บ้านและชุมชนได้งบแห่งละ 2 แสนบาท

ไม่เฉพาะคนจนในชนบทเท่านั้น รัฐบาลเอาใจคนจนในเมืองผ่านโครงการ “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” อัดเม็ดเงินสนับสนุนตั้งแต่ปี 2559 ราว  6 หมื่นล้านบาท ปี 2560 อัดเงินไปราว  4  หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2561 รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มไปแล้ว  2 หมื่นล้านบาท

จุดพลิกจะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ คือนโยบายแก้จนที่โดนใจ “บิ๊กตู่” จึงต้องสวมบทพ่อบุญทุ่ม อัดฉีดสารพัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า เน้นซื้อใจผู้มีรายได้น้อยเป็นหลักถึงจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ปฏิรูปกฎหมายเพื่อ”สตรีทฟู้ด” ทางเท้ายุคใหม่ใช้ประโยชน์คุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562172

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 08:15 น.

ปฏิรูปกฎหมายเพื่อ"สตรีทฟู้ด" ทางเท้ายุคใหม่ใช้ประโยชน์คุ้ม

กทม.ต้องเป็นเจ้าภาพจัดทำผังใช้ประโยชน์จากทางเท้าสาธารณะ เริ่มจากสำรวจกำหนดพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน

*********************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เป็นที่ทราบกันดีในระดับสากลโลกว่า “ทางเท้า” หรือ “บาทวิถี” คือเส้นทางเล็กๆ ข้างถนนที่ยกระดับสูงขึ้นจากพื้นผิวช่องทางจราจร ใช้สำหรับเดินเท้าได้อย่างอิสรเสรี ทว่าทางเท้าของประเทศไทยมักถูกนำมาใช้ตั้งร้านค้าหาบเร่แผงลอย จอดรถยนต์ หรือแม้กระทั่งรถจักรยานยนต์ขึ้นมาขับขี่ลัดเลาะ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ได้สะสมมายาวนาน จึงทำให้เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเดือดร้อน

กระนั้น กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าตามระเบียบการบริหารเมือง โดยอาศัย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 เป็นที่มาของนโยบายจัดระเบียบร้านค้าหาบเร่แผงลอย รวมถึงสิ่งกีดขวางทุกชนิดที่บดบัง กีดขวางทางเท้า เพื่อทวงคืนเส้นทางสาธารณะให้กับประชาชนได้ใช้อย่างปลอดภัย

ด้วยการจัดระเบียบของ กทม. ซึ่งประกาศห้ามผู้ค้าตั้งร้านโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งยกเลิกจุดผ่อนผันในหลายพื้นที่ จนได้ผลตอบรับดีจากประชาชนว่า นโยบายนี้สามารถทวงคืนความสะอาดเป็นระเบียบให้กลับคืนมา แต่ด้านหนึ่งได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึง “เสน่ห์” ของกรุงเทพฯ เมืองสตรีทฟู้ด จุดหมายปลายทางของเหล่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศรวมถึงผู้มีรายได้น้อยกำลังได้รับผลกระทบตามไปด้วย เสมือนเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า

นำมาสู่ความมุ่งหวังเพื่อแก้ปัญหาละเมิดสิทธิบนทางเท้า ผ่านการแก้กฎหมาย โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับหาบเร่แผงลอย ที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานฯ กำลังหาทางออก เพื่อทำให้ผู้ค้ากับประชาชนคนเดินเท้าใช้ประโยชน์จากทางสาธารณะร่วมกันได้

วิชญะ เครืองาม อนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายหาบเร่แผงลอย เปิดเผยว่า ในฐานะคนกรุงเทพฯ ที่เลือกใช้การสัญจรด้วยทางเท้าเป็นส่วนใหญ่ ทำให้รู้ว่ามีทางเท้าหลายแห่งใช้งานไม่ได้ อาทิ มีเสาไฟฟ้าขวางทาง ร้านค้าหาบเร่ รถจักรยานยนต์วิ่งย้อนศร จึงคิดว่ากฎหมายที่จะออกมาเป็นการจัดระเบียบทางเท้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ ทางเท้าที่ใดใช้การไม่ได้จะให้ กทม.ปรับปรุงอย่างมีแบบแผน จากนั้นเมื่อปรับปรุงเสร็จแล้ว ทางเท้าใดมีขนาดเล็กจะไม่ให้มีหาบเร่เด็ดขาด เพราะใช้สำหรับเดินเท่านั้น

สำหรับทางเท้าใดมีขนาดใหญ่สามารถจัดรูปแบบการใช้ประโยชน์ได้ ให้กำหนดโดยผ่านคณะกรรมการควบคุมบริหารจัดการพื้นที่นั้นๆ เพื่อทำให้เป็นพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งต่อจากนี้ต้องมาสรุปว่าขนาดของทางเท้ากว้างเท่าใดถือว่าเล็กหรือใหญ่ต่อไป

วิชญะ เครืองาม อนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายหาบเร่แผงลอย

วิชญะ กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากทางสาธารณะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้คณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่หาบเร่ เพื่อส่งให้ กทม.นำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ดูแลความสะอาด ทางสาธารณะอื่นๆ อย่างเพียงพอ เนื่องจากทุกวันนี้มีค่าใบอนุญาตตั้งแผงค้าในจุดผ่อนผันปีละ 100 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์อะไรเลย จึงต้องออกกฎหมายเก็บค่าใช้ประโยชน์ทางสาธารณะที่มากขึ้นจากเดิม โดยจากการสอบถามความคิดเห็นจากผู้ค้าได้ผลตอบรับว่า เขายินดีที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นได้แต่ไม่ใช่ห้ามขายถาวร

ด้านคณะกรรมการบริหารจัดการหาบเร่ ซึ่งตั้งขึ้นโดย กทม. ต้องควบคุมไม่ให้ใครล้ำเส้นนอกเหนือกฎหมาย โดยใช้ย่านถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช เป็นพื้นที่โมเดลที่เพิ่มจุดตรวจ ห้องน้ำ จุดทิ้งขยะและล้างทำความสะอาดจาน ชาม ทิ้งเศษอาหาร คราบไขมัน ไม่ให้ตกลงไปในท่อระบายน้ำเป็นไปตามมาตรฐาน

“ผมให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดมาก เพราะกรุงเทพฯ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสตรีทฟู้ดอาหารอร่อย แต่ความสะอาดแทบไม่มี แม้ว่าจะมีกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขควบคุมร้านอาหารริมทาง แต่ผู้ประกอบการต้องไปจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกกันเอง ดังนั้นถ้า กทม.ใช้เงินที่ได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ค้ามาสร้างห้องน้ำก็จะเกิดความสะอาด สะดวกต่อผู้ค้าและประชาชนด้วยซึ่งนำไปสู่การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมต่อไปแต่ละเขตพื้นที่อาจไม่เท่ากันก็ได้” วิชญะ กล่าว

ทั้งนี้ อยากให้ กทม.เป็นเจ้าภาพจัดทำผังใช้ประโยชน์จากทางเท้าสาธารณะ เป็นการรวมจากหลายภาคส่วน เริ่มจากสำรวจกำหนดพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน จากนั้นทำแผนปรับปรุงให้น่าเดิน น่าใช้ยึดหลักใช้ทางเท้าเพื่อเดินเป็นสำคัญ จึงจะเสริมเรื่องร้านค้าเข้าไป ส่วนปัญหารถจักรยานยนต์ขึ้นมาขับขี่ต้องห้ามมีเด็ดขาด

อีกส่วนหนึ่งคณะกรรมการจัดทำผังใช้ประโยชน์ทางเท้าสาธารณะนี้ ต้องกำหนดพื้นที่ใดห้ามขายเด็ดขาด เช่น บริเวณใกล้สี่แยก เขตพระราชฐาน หรือล้นออกจากตลาดไม่ได้ หากใครฝ่าฝืนต้องโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด

“ไอเดียที่กำลังทำอยู่คือ ส่งเสริมให้หน่วยราชการ เอกชน จัดสรรพื้นที่ใต้อาคารในช่วงเย็นสามารถจัดเป็นพื้นที่ร้านค้าได้ ซึ่งใครร่วมโครงการ กทม.อาจมีสิทธิประโยชน์ในบางเรื่องให้ก็ได้หากทำได้ผู้ค้าที่อยู่บนทางเท้าจะเปลี่ยนที่เข้ามาขายในพื้นที่รองรับด้วยความสมัครใจเบื้องต้นได้หารือกับ กทม.และผู้ค้าแล้วมีความเห็นร่วมกันกับแนวทางนี้”วิชญะ กล่าว

วิชญะ กล่าวอีกว่า การทำกฎหมายเรื่องหาบเร่แผงลอยให้ชัดเจน สามารถขจัดปัญหาด้านนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของผู้ว่าฯ กทม.

เปลี่ยนไปตามความเข้มงวดที่ไม่แน่นอน หรือเปลี่ยนไปตามนโยบายทางการเมือง แต่หากเป็นกฎหมายควบคุมชัดเจนแล้วจะสามารถเดินหน้าต่อไปไม่หยุดชะงัก หรือสลายกลุ่มมาเฟียพื้นที่ได้อีกด้วย

“ส่วนตัวรู้สึกรับไม่ได้เหมือนกันที่ทางเท้ากว้างแค่ 2 เมตร ถูกเบียดด้วยร้านผัดไทย หอยทอดไปด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งใช้ตั้งโต๊ะ แล้วพื้นก็ลื่นเต็มไปด้วยน้ำมันทอด อย่างนี้ต้องเอาประโยชน์คนเดินเป็นหลักสำคัญ ในตอนแรกผมก็อยากให้ทางเท้าใช้เดินเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาเรื่องนโยบายที่อาจเปลี่ยนไปมาได้ จึงหาทางออกด้วยการกำหนดข้อกฎหมายให้เป็นรูปธรรมปฏิบัติ ก็จะยั่งยืนต่อไปในอนาคต” วิชญะ กล่าวทิ้งท้าย

เดินหน้าไพรมารีโหวต ถ้าแก้กฎหมายแล้วแย่เข้าสู่วงจรอุบาทว์แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562086

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 10:39 น.

เดินหน้าไพรมารีโหวต ถ้าแก้กฎหมายแล้วแย่เข้าสู่วงจรอุบาทว์แน่

“พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” ไม่เห็นด้วยหากต้องแก้กฎเกณฑ์การทำไพรมารีโหวต หวั่นจะถอยหลังกลับไปสู่วิกฤตอีกครั้ง

***************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นการทำไพรมารีโหวตามเงื่อนไขที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังคงถูกพูดหนัก ณ เวลานี้ ท่ามกลางความกังวลของบรรดาพรรคการเมืองที่เกรงจะทำไม่ทันตามกรอบเวลาที่กำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งปีหน้า

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ผลักดันเรื่องนี้ เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” พร้อมขอย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีต ก่อนที่จะเกิดวิกฤตทางการเมืองเมื่อเดือน พ.ค. 2557

พล.อ.สมเจตน์ บอกว่า ช่วงนั้นเกิดวิกฤตของรัฐสภา เพราะพรรคการเมืองไปเสนอกฎหมายสนองผลประโยชน์ผู้มีอำนาจทางการเมืองในกลุ่ม ในพรรค ของตนเอง จนนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องขนานใหญ่ และเกิดกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปพรรคการเมือง

“ช่วงนั้นคนมองพรรคการเมืองเป็นของกลุ่มทุน ครอบครัว กลุ่มการเมือง ไม่ได้เป็นของประชาชน หลังจากเข้าสู่อำนาจของ คสช. ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 27 ด้วยการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้นมามีหน้าที่ปฏิรูปทางการเมือง และมีการเสนอแนวทางปฏิรูปพรรคไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงเสนอให้มีการเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต”

พล.อ.สมเจตน์ อธิบายต่อว่า ระบบนี้เป็นการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตัวเอง จากข้อเสนอ สปช.ส่งต่อมา สปท.ซึ่งได้เสนอใน กมธ.ทางด้านการเมือง สปท.และคณะกรรมการชุดนี้ก็มีนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่หลายคน เสนอแนวทาง วิธีการทำปฏิรูปพรรค ต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง ให้พรรคการเมืองเป็นโดยสมาชิกพรรคมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ดี จากแนวความคิดที่สืบเนื่องมา ที่สุดไปบรรจุในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้พูดไว้ในมาตรา 45 มาตรา 90 สิ่งสำคัญที่สุด มาตรา 258 การปฏิรูปทางการเมือง พูดชัดเจนปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพรรคการเมือง มีส่วนร่วมในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ซื่อสัตย์ สุจริต มีความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

“การเสนอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะไม่มีการเสนอชัดเจนว่าให้วิธีการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยการเลือกตั้งขั้นต้น แต่ก็ได้พูดไว้ภาพรวมๆ ชัดเจน และจากการเข้าไปศึกษาวิธีการที่จะทำให้สถาบันพรรคมีวิธีการแบบใดบ้าง ถ้าไม่ชัดเจน ที่สุดขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองทำอย่างไร ซึ่งพบในข้อ สปท.คือ วิธีการนี้”

ทั้งนี้ หากถามว่าทำไมต้องปฏิรูปพรรคการเมือง ในอดีตบรรดาผู้สมัคร สส.ของพรรค ต่างกลัวว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพล ในพรรคการเมือง จะไม่ส่งลงเลือกตั้ง ดังนั้น เห็นได้ว่าเมื่อ สส.เข้าสู่สภา แม้บอกว่าจะต้องทำตามมติพรรค แต่มติพรรคนั้นต้องสนองต่อประโยชน์ประเทศชาติส่วนร่วม แต่ถ้ามติพรรคนั้นสนองต่อประโยชน์ส่วนตัว สมาชิกจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

“เรามองเห็นว่าวิธีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง จากผู้มีอิทธิพลในพรรคให้เป็นอำนาจสมาชิกพรรค สอดคล้องกับเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญ กรธ.ที่ยกระดับความสำคัญสมาชิกพรรค ซึ่งอดีตความสำคัญของสมาชิกพรรคกับพรรค เพียงแค่เข้ามาสมัครสมาชิกแล้วก็ลืม”

ขณะเดียวกัน กรธ.จึงไปกำหนดว่า สมาชิกพรรคการเมืองจะต้องจ่ายค่าบำรุงพรรค เพื่อสร้างความสัมพันธ์ แต่เมื่อกำหนดความสำคัญของสมาชิก ก็จบเพียงแค่จ่ายค่าสมาชิก แต่ควรมีอำนาจในการเลือกผู้สมัคร แล้วสอดคล้องกับมาตรา 258 ก.อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม คือ ปฐมบทที่มาด้วยเหตุและผล ว่าทำไมเสนอแนวทางนี้

สำหรับปัญหาการทำไพรมารีโหวตนั้น พล.อ.สมเจตน์ ขยายความว่า ปัญหาคืออะไร ทำไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นการปฏิรูปพรรค ดังนั้นต้องมาพูดกันว่า มีวิธีการปฏิรูปได้ดีกว่าวิธีการนี้หรือไม่ ก็เสนอเข้ามา แต่ถ้าดี เป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตย ทำไมถึงไม่ทำ เพราะอะไร ถ้าบอกว่ามีปัญหา เงื่อนไขของเวลา ก็ไม่ใช่เงื่อนไขของการปฏิรูป

“เงื่อนไขของเวลาก็ต้องไปแก้ไขในเรื่องเวลา ดีหรือไม่ดี ทำหรือไม่ทำ มันต้องตีให้ชัดเจน ถ้าดีก็ควรจะทำ ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ หรือถ้ามีวิธีการอื่นดีกว่านี้ ก็เอาวิธีการนั้น มันต้องแก้ไปทีละเปลาะ แต่บอกว่าดีควรทำ แต่ติดเรื่องเวลา ก็ไปแก้ที่เวลา”

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวด้วยว่า หลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกาศใช้ ซึ่งจะเริ่มต้นก็ประมาณเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปอีก 90 วัน และยังอีก 90 วัน ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน ก็รวมตั้งแต่เดือน ก.ย.ไปเป็นระยะเวลาประมาณ 240 วัน หรือ 8 เดือน ระยะนี้ก่อนไปถึงกำหนดวันเลือกตั้ง มีเวลาเพียงพอในการจัดตั้งขบวนการเพื่อให้เกิดการทำไพรมารีโหวตหรือไม่ ถ้ามีเวลาไม่พอ ก็ขยายเวลาออกไป

อย่างไรก็ตาม หากการขยายเวลาต้องไปกระทบโรดแมป ก็ถือเป็นความต้องการของพรรคการเมือง บางอย่างจะเอา บางอย่างไม่เอา แล้วบอกมีปัญหา แล้วจะเอาอะไร ฉะนั้นอย่าเอาปัญหาหนึ่ง ไปตีรวนกับอีกปัญหาหนึ่ง อย่าเอาเงื่อนเวลามาบอกว่าไม่อยากทำ เพราะการปฏิรูปพรรคการเมือง คือ การปรับลดอำนาจของผู้มีอำนาจในพรรค มาเป็นอำนาจของสมาชิก แนวความคิดนี้ดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีแล้วไหนบอกว่าประชาธิปไตย

“เพียงแต่คุณจะให้สิทธิสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นพรรคของคุณ ยังไม่ยอมให้ แล้วคุณจะมาบอกว่าเป็นปวงแทนประชาชนชาวไทยได้อย่างไร ถ้ามีเวลานี้คุณต้องใช้เวลาอีกเท่าไร ก็ต้องคุยกับ คสช. กกต. เวลาที่ผมบอกไปอีก 240 วัน ถ้าคุณไม่พอก็เลื่อนการเลือกตั้งออกไป แม้บ้านเมืองไม่มีเลือกตั้ง 4 ปี ก็สงบเรียบร้อยดี ต้องแก้ทีละประเด็น”

“การทำไพรมารีโหวตอย่าคิดแต่งเพียงว่าให้ทำ และชี้ว่ามีส่วนร่วมแล้ว แต่ไม่เห็นอะไร มันไม่ใช่วิธีการปฏิรูปพรรคให้เป็นสถาบันการเมือง แต่เป็นการเลี่ยงที่จะไม่ทำแบบนั้น และไม่ให้ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าต้องย้อนมาดูกฎหมายว่าแก้ได้หรือไม่เพราะกฎหมายคนเขียนต้องแก้ได้ แต่ถ้าแก้แล้วต้องดีกว่าของเดิม ไม่ใช่แก้แล้วแย่กว่าเดิม มันไม่สมควรจะทำ ดังนั้นไพรมารีโหวตต้องมีต่อไป ไม่อยากให้ยกเลิก ยกเว้นมีแนวทางที่ดีกว่าก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าแก้แล้วแย่ไปกว่านี้ จะทำไปทำไม”

ส่วนจะใช้มาตรา 44 เข้ามาแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ประเด็นเรื่องไพรมารีโหวตนั้น ถามว่าแก้เพื่ออะไร แก้แล้วอะไรดีขึ้น หรือมันแย่ลง ต้องชี้เป็นประเด็นๆ ไป แต่อยากให้คิดว่าการจะแก้ จะต้องไม่ให้ทำให้ประเทศชาติกลับเข้ามาสู่วงจรอุบาทว์เหมือนแต่ก่อน

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวต่อว่า หากพูดถึงวงจรอุบาทว์ มันจะมองทหารเข้ามายึดอำนาจ แต่ต้องถามจุดเริ่มคือใคร ได้นักการเมืองที่ไม่ดี ได้อำนาจแล้วเอาไปใช้อย่างไม่เป็นธรรม ไปทุจริต จนบ้านเมืองไม่สามารถอยู่ได้ ทหารจึงต้องมายึดอำนาจ แต่ถามว่าใครให้ประชาธิปไตย นักการเมือง หรือทหาร การเลือกตั้งเริ่มต้นมาจากทหารทั้งนั้น ในที่สุดเมื่อยึดอำนาจบ้านเมือง ก็กลับไปสู่การเลือกตั้ง

“จะบอกว่าทหารทำลายประชาธิปไตยหรือผู้ให้ประชาธิปไตย คนทำลายประชาธิปไตยไม่ใช่ทหาร ถ้านักการเมืองสามารถบริหารประเทศไปตามแนวทางประชาธิปไตย เจริญเติบโต ประชาชนมีความสุข การปฏิวัติไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นใครเป็นคนทำลายประชาธิปไตย ก็นักประชาธิปไตยเป็นผู้ทำลาย”

ทั้งนี้ ทหารมาหยุดยั้งความเสียหายของประเทศ ไม่ให้เสียหายไปมากกว่านั้น เมื่อจัดระเบียบได้พอสมควร ทหารเป็นผู้กำหนดการเลือกตั้งทุกครั้ง การทำลายวงจรนี้ต้องพัฒนาปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง เวลาได้อำนาจบริหารจะบริหารประเทศชาติไปตามครรลองคลองธรรมที่ถูกต้อง

“เราเป็นประชาธิปไตยมา 80 กว่าปีแล้ว ยังกระท่อนกระแท่น ถามว่าไม่เอาหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ก็ต้องเดินไป วิธีการนี้ยาก ลำบาก แต่ดีหรือไม่ พรรคการเมืองมองว่าไม่ดีตรงไหน ก็ต้องบอกมา แต่ขอร้องพรรคอย่าอ้างว่า การเลือกตั้งแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแตกแยก เพราะเป็นข้ออ้างที่ทำลายประชาธิปไตย

…ขนาดเลือกในพรรคยังแตกแยก แล้วการเลือกในประเทศจะไม่แตกแยกหรือ อย่าเอาวิธีนี้มาเป็นข้ออ้าง เพื่อทำลายประชาธิปไตย แสดงว่าการเลือกตั้งไม่ดี ซึ่งคิดว่าไม่ใช่ การเลือกจากคนหลายๆ คน มันก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่มันก็มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันไป การตัดสินใจโดยคนคนเดียว เวลาดีก็ดีสุดโต่ง แต่เวลาตกเหวก็ตกเลย แต่ประชาธิปไตยมันจำทำหน้าที่บาลานซ์กันในตัว”

10 ชุมชนในกรุงเฝ้าระวังไฟไหม้ มาตรการดับเพลิงเชิงรุกป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562080

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 10:03 น.

10 ชุมชนในกรุงเฝ้าระวังไฟไหม้ มาตรการดับเพลิงเชิงรุกป้องกัน

ความแออัดในกทม.ทำให้พบว่ามีชุมชน 10 แห่งเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากเกิดอัคคีภัยอาจทำให้ยากต่อการเข้าไปช่วยเหลือ

**************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ผลจากการสำรวจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประเมินพื้นที่เสี่ยงเกิดเหตุอัคคีภัยในชุมชนภายในพื้นที่ กทม.พบว่ามีชุมชน 10 แห่ง ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากเกิดอัคคีภัยอาจทำให้ยากต่อการเข้าไปช่วยเหลือดับเพลิงได้ทันท่วงที

ชุมชนที่พบความเสี่ยง ประกอบด้วย 1.เคหะห้วยขวางแฟลต 21-24 สถานีห้วยขวาง 2.วานิชสัมพันธ์ สถานีสวนมะลิ 3.ประตูน้ำฉิมพลี สถานีตลิ่งชัน 4.มะนาวหวาน สถานีตลาดสวนพลู 5.โชคชัยร่วมมิตร สถานีสุทธิสาร 6.ชุมชนผาสุก สถานีดาวคะนอง 7.ชุมชนร่วมกันสร้างลาดพร้าว 101 แยก 48 สถานีหัวหมาก 8.ริมคลองราชมนตรี สถานีบางแค 9.เลียบคลองทวีวัฒนา สถานีบางแค และ 10.ประชาร่วมใจ สถานีลาดยาว

ด้วยปัจจัยความเสี่ยงที่มีผลต่อการป้องกันและบรรเทาอัคคีภัยในชุมชน ประกอบด้วย บางชุมชนยังไม่มีถังดับเพลิงหรือมีแต่ไม่เพียงพอ การติดตั้งสัญญาณเตือนภัยที่รับรู้กันได้ทั้งชุมชนไม่ทั่วถึง ประปาหัวแดงในชุมชนยังมีไม่ครบทุกพื้นที่ ทำให้เมื่อเกิดอัคคีภัยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้แหล่งน้ำสาธารณะสำรองต่างๆ อาจส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่คล่องตัว

ทั้งยังขาดการฝึกซ้อมร่วมกับประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ทำให้ไม่ทราบว่าขั้นตอนเบื้องต้นต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงบางพื้นที่อยู่ห่างไกลจากสถานีดับเพลิง และมีสภาพแวดล้อมคับแคบ มีปัญหาด้านการจราจรติดขัด

พ.ต.ท.สมเกียรติ นนทแก้ว รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เปิดเผยว่า พื้นที่ที่สำรวจพบว่าชุมชนเหล่านี้มีโอกาสเกิดอัคคีภัยมากกว่าพื้นที่อื่นๆ และด้วยสภาพแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้เป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้ต้องการให้ชุมชนเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กทม.ได้วางมาตรการลดความเสี่ยงไว้ให้แล้ว

สำหรับวิธีการลดความเสี่ยง เริ่มที่การเพิ่มวงรอบส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปจัดกิจกรรมในชุมชน แจกแผ่นพับให้ความรู้ช่วยเหลือตนเองได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฝึกสังเกตเฝ้าระวังปลั๊กไฟ สายไฟต่างๆ เสื่อมโทรมแล้วหรือไม่ รวมถึงตรวจถังดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน วงรอบจัดกิจกรรมให้ความรู้จากเดิมเฉลี่ยปีละ 1 ครั้งเปลี่ยนเป็นทุก 6 เดือน วิธีนี้พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล ทำให้ประชาชนป้องกันรับมือก่อนที่จะมีหน่วยดับเพลิงเข้าไปช่วยเหลือ

พร้อมกันนี้ ยังประสานกับสำนักงานเขตทุกแห่ง สำรวจพื้นที่โดยรอบของชุมชนว่ามีพื้นที่รกร้างหญ้าแห้งจุดใดบ้าง หากพบต้องเร่งทำความสะอาด และการจอดรถในชุมชนสามารถเข้าออกได้สะดวกหรือไม่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากเคยประสบกับปัญหารถดับเพลิงเข้าไปในพื้นที่ไม่ได้ ขณะที่ประชาชนขนทรัพย์สินออกมาไม่ได้เช่นกันปัญหานี้ไม่ควรเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

พ.ต.ท.สมเกียรติ กล่าวว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่ใช่แต่จะนั่งรอเกิดเหตุอยู่ที่สถานีดับเพลิงเพียงอย่างเดียว เพราะหากสถานการณ์เป็นปกติเจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่สำรวจทางหนีทีไล่ ตรวจสอบค้นหาประปาหัวแดงมีน้ำใช้งานได้จริง รถกระเช้าเข้าไปฉีดน้ำได้อย่างไร หรือในชุมชนนั้นมีจุดเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น โรงเรียนอนุบาล สถานที่รับเลี้ยงเด็ก รวมถึงสถานที่สะสมเชื้อเพลิง อย่างร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม เป็นต้น เพื่อให้ได้รู้ข้อมูลนำมาเตรียมความพร้อม ในยามที่ต้องเข้าไปป้องกันให้ทันก่อนที่ไฟจะลุกลามจนยากจะควบคุม เหมือนทำแผนผังของพื้นที่นั้นๆ เมื่อกางออกมาจะทราบขั้นตอนปฏิบัติงานเป็นขั้นตอนทันที

นอกจากนี้ นโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งการให้สำนักป้องกันฯ จัดหาถังดับเพลิงจำนวน 5 หมื่นถัง เป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อกระจายเสริมเข้าไปใน 50 เขตทั่ว กทม. ในจุดที่ไม่ยังขาดแคลนให้ทันช่วงฤดูแล้งที่มักมีเหตุเพลิงไหม้บ่อยครั้ง

ส่วนระบบการประสานงานกรณีมีเหตุ ประชาชนสามารถโทรสายด่วน 199 แจ้งเหตุดับเพลิงโดยตรง นอกจากเป็นสายด่วนรับแจ้งเหตุแล้วยังให้ความรู้ ให้คำปรึกษาหรือรับฟังข้อเสนอแนะอีกด้วย เช่น โทรมาถามว่าถังดับเพลิงแบบไหนดี ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำได้หรือหากนึกไม่ออกสามารถโทรเบอร์ 191 ของตำรวจได้เช่นกัน เนื่องจากมีการสื่อสารผ่านวิทยุของทั้งสองระบบนี้ตลอดเวลา

ดังนั้นขอฝากเตือนเด็กๆ อย่าโทรเล่น เพราะอาจทำให้คู่สายเต็มเป็นการกระทำที่ไม่ดี สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ ไม่สามาถโทรแจ้งเหตุได้

พ.ต.ท.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า การประสานงานกับผู้บริหารของ กทม.เพื่อรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์ มีระบบลำดับขั้นผู้บัญชาการเหตุการณ์อยู่แล้ว ในกรณีที่ผู้บริหารระดับสูงยังไม่มา หน้างานใครจะเป็นผู้บัญชาเหตุการณ์ต่อไปได้ รวมถึงประสานกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ประกอบด้วยหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่าง ฝ่ายโยธาเทศกิจ เข้ามาวางแผนช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกางเต็นท์ สั่งอพยพผู้คน ขนส่งเครื่องจักรหนักขุดเจาะตัดถ่าง ทุบทำลาย ด้านเทศกิจ ตำรวจ ทหาร ช่วยกั้นพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหรือแม้แต่ช่วยชาวบ้านขนของออกจากบ้านเรือนอีกด้วย

“ทุกวันนี้ความช่วยเหลือจากดับเพลิงอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องใช้ความร่วมมือทุกภาคส่วนของ กทม.เข้ามาช่วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในอนาคตจะมีอาสาสมัครเข้ามาฝึกอบรม และร่วมทำงานประจำแต่ละสถานีดับเพลิง เป็นการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ที่รักในอาชีพนี้ให้เข้ามาทำงานเต็มตัว เชื่อมั่นว่ามาตรการเพิ่มความปลอดภัยและเฝ้าระวังนี้จะทำให้ชุมชนทั่ว กทม.ปลอดภัยจากอัคคีภัยได้แน่นอน” พ.ต.ท.สมเกียรติ กล่าว

วิกฤตอุดมศึกษา มหา’ลัยล้น-ห้องเรียนร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561856

  • วันที่ 24 ส.ค. 2561 เวลา 07:11 น.

วิกฤตอุดมศึกษา มหา’ลัยล้น-ห้องเรียนร้าง

โดย..ธเนศน์ นุ่นมัน

ฤดูเปิดภาคเรียนใหม่ เริ่มขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความยินดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งใช้โอกาสนี้แนะนำตัวเองกับนักศึกษาใหม่หรือที่เรียกกันติดปาก ว่า “เฟรชชี่” ผู้ที่มีแววตาเปี่ยมไปด้วยความยินดี ความหวัง จากการที่จะได้เข้ามาใช้ชีวิตในสถาบันที่วาดหวังไว้ตั้งแต่แรก ที่นี่เปรียบเสมือนโลกใบใหม่ ที่ต้องฝากอนาคตไว้

แต่ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ดูเหมือนปีนี้ จะเป็นปีแรกๆ ที่ต่างออกไป เพราะมีรายงานว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งไม่ได้เปิดเทอมใหม่ท่ามกลางบรรยากาศยินดีเหมือนสถาบันอื่น เพราะมีผู้เรียนน้อยจนความเงียบเหงาเข้าปกคลุม

“เท่าที่ทราบ ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยถึง 2 แห่ง ที่มีนักศึกษาทุกชั้นปี รวมกันทั้งสถาบันไม่ถึง 200 คน บางแห่งซึ่งตั้งอยู่ในทำเลทองของกรุงเทพฯ ก็เตรียมที่จะเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น เอาที่ดินไปสร้างคอนโดมิเนียม เพราะมองว่าคุ้มค่ากว่า บางแห่งถึงกับเตรียมขายกิจการ

แน่นอน กรณีที่มีเด็กหรือผู้เรียนที่ลดลง กำลังส่งผลต่อมหาวิทยาลัยหลายแห่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ และเมื่อประกอบกับปัญหาที่นั่งเรียนที่มีมากกว่าผู้เรียนก็ยิ่งเห็นปัญหานี้ชัดเจน ปีนี้ที่นั่งเรียนทั้งหมดประมาณ 9 แสนที่ แต่เด็กที่สอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามีเพียง 3 แสนคน มีที่ว่างถึง 6 แสนที่

จำนวนดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งกลายเป็นมหาวิทยาลัยเปิดไปโดยปริยาย เด็กเลือกที่จะเรียนบางสาขาก็ได้ การแข่งขันกันสอบเข้าบางคณะที่เคยคึกคักก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” ศ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ราชบัณฑิตประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ทางสารัตถะ และนักวิชาการด้านการศึกษา สะท้อนถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยของไทยใน พ.ศ.นี้

ราชบัณฑิตประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ ระบุอีกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ผลพวงจากจำนวนผู้เรียนที่ลดลง จะส่งผลไปถึงคุณภาพการเรียนการสอนอีกด้วย

“ปีนี้ ทราบมาว่ามหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบางแห่ง ซึ่งเคยมีนักศึกษาทุกชั้นปี รวมกันถึง 1.4 หมื่นคน แต่ปีนี้ลดลงเหลือเพียง 7,000 คน เรื่องนี้จะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เพราะอย่าลืมว่างบประมาณแต่ละปีของมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปนั้น จะถูกกำหนดให้มาจากค่าเล่าเรียนหรือค่าเทอมเพียง 1 ใน 3 ส่วน อีก 2 ส่วนมาจากงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุน และรายได้ที่มาจากการทำงานวิจัย งานด้านวิชาการ หรือการหารายได้จากด้านต่างๆ ที่แต่ละแห่งดำเนินการ แต่สัดส่วนงบประมาณของมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐหลายแห่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น บางแห่งงบประมาณผูกกับรายได้จากค่าเล่าเรียนถึง 80% เมื่อผู้เรียนลดลงก็ประสบปัญหาเรื่องงบประมาณในการบริหารทันที” ศ.สมหวัง กล่าว

นอกจากที่เล่ามา นักวิชาการด้านการศึกษาท่านนี้ ยังบอกด้วยว่า เด็กวัยเรียนในปัจจุบันมีสำนึกในการเรียนเพื่อให้มีงานทำมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่เรียนมหาวิทยาลัยเพื่อต้องการทำงานราชการ และหลายคนทราบดีว่าระบบราชการแทบทุกแห่ง เริ่มปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ลดจำนวนข้าราชการลง ปัจจุบันหลายคนหันไปเลือกเรียนสายอาชีพเพื่อเลี่ยงตกงาน วางแผนชีวิตแบบทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยต่างชาติระดับโลกมาเปิดหลักสูตรออนไลน์ เพื่อดึงนักศึกษาสร้างทางเลือกให้คนวัยเรียนมากขึ้น

“ระบบมหาวิทยาลัยออนไลน์ได้พยายามตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มที่ เช่น บางสถาบันที่มีชื่อเสียงมากของสิงคโปร์ถึงกับดึงดูดผู้เรียนทุกกลุ่มด้วยการเปิดโอกาสว่าสามารถเรียนได้ โดยไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาจบชั้นมัธยม ใครก็ได้ที่ต้องการเรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจนครบจบการศึกษาได้ มีระบบออกแบบไว้รองรับ หลายประเทศมีการเรียนออนไลน์ที่แพร่หลาย เพราะตอบโจทย์คนวัยทำงาน สำหรับในประเทศไทยก็เริ่มมีบางสถาบันจัดหลักสูตรนี้อยู่ ซึ่งยังต้องมีหน่วยงานเข้าไปกำกับดูแลและรับรอง” นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าว

ศ.สมหวัง กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยไทยต้องมาทบทวนเป้าหมายกันใหม่ ว่าจะมุ่งเน้นความโดดเด่นทางด้านไหน เช่น กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏก็ต้องมุ่งเน้นการส่งเสริมท้องถิ่นที่เป็นจุดแข็ง แต่ที่ผ่านมาเปิดสาขาที่หลากหลาย ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับผลกระทบหนักก็ต้องมีจุดเน้นจุดแข็งของตนเอง การแข่งขันในเรื่องของคุณภาพการเรียนการสอน โดยในอนาคตมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป

“ที่ผ่านมา อุดมศึกษาของเรา เราไม่เน้นคุณภาพ เน้นธุรกิจกันมากไปมีการเปิดสอนนอกสถานที่กันมาก มีหลักสูตรพิเศษต่างๆ ที่เน้นแต่ปริมาณหารายได้จากค่าเล่าเรียน พอนักศึกษาลดลง ดีมานด์ก็ย่อมลดลงเป็นปกติ ในหลายประเทศการจะขออนุมัติเปิดหลักสูตรไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น ญี่ปุ่น ถ้าจะขอเปิดปริญญาเอกสาขาใดสาขาหนึ่งรัฐบาลต้องอนุมัติ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางต่างๆ

แม้หลายประเทศจะมีอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง เช่น ญี่ปุ่น แต่เขาก็ไม่มีปัญหาเรื่องการปิดตัวของมหาวิทยาลัย นั่นเป็นเพราะมีจำนวนมหาวิทยาลัยที่พอดี ไม่ได้มากเกินไปเช่นเดียวกับไทย การปรับตัวแข่งขันในด้านคุณภาพ การสร้างจุดแข็ง กลับไปเน้นอัตลักษณ์ที่เคยโดดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัย ถือเป็นทางรอดที่จะตอบโจทย์ให้หลุดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้” ศ.สมหวัง กล่าว

22ส.ค.มวลน้ำเหนือ ทะลักถึงสุโขทัย-เตือนภัยเขตศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561484

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 07:06 น.

22ส.ค.มวลน้ำเหนือ ทะลักถึงสุโขทัย-เตือนภัยเขตศก.

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

อิทธิพลของพายุ “เบบินคา” ทำให้ปริมาณฝนตกสะสมในหลายจังหวัดภาคเหนือเป็นจำนวนมาก และกำลังไหลผ่านแม่น้ำยมจนวิกฤต โดยปริมาณน้ำในแม่น้ำยมสูงสุด 1,116 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที น้ำไหลผ่าน อ.เมือง จ.แพร่มีปริมาณสูงสุด 900 ลบ.ม./วินาที และผ่านที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ มีปริมาณสูงสุด 900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งในวันที่ 22 ส.ค.นี้ จะไหลผ่าน อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีปริมาณสูงสุด 850 ลบ.ม./วินาที โอกาสเสี่ยงสูงที่น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจเมืองสุโขทัย

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนชาว จ.สุโขทัย เตรียมพร้อมรับมือน้ำในแม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน ดังนั้นขอให้ยกสิ่งของนำไปเก็บไว้ที่สูง อย่างไรก็ตามทางกรมชลฯ ได้เตรียมการล่วงหน้ารับมือน้ำท่วมเมืองสุโขทัยแล้ว โดยลดระดับน้ำที่หน้าประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ ที่ระดับต่ำสุด สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 8-10 ล้าน ลบ.ม. กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในคลองยม-น่าน และแม่น้ำยมสายเก่า พร้อมกับพร่องน้ำในแก้มลิงทุ่งทะเลหลวงลงที่ระดับต่ำสุด สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 25 ล้าน ลบ.ม.

“ก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมพื้นที่เพาะปลูกในทุ่งบางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พื้นที่ 3.82 แสนไร่เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำจากภาคเหนือ ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกได้เก็บเกี่ยวไปแล้ว 90% ที่เหลืออีก 10% เป็นพื้นที่ดอนไม่ได้รับผลกระทบจากการนำน้ำเข้าไปพัก รวมทั้งแก้มลิง บึงขี้แร้ง บึงตะเคร็ง และบึงระมาณ มีปริมาณน้ำประมาณ 50% สามารถรับน้ำได้ประมาณ 16 ล้าน ลบ.ม.” ทองเปลว กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการลดผลกระทบเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงมีระดับตลิ่งต่ำสุด โดยผันน้ำเข้าคลองสวรรคโลก-พิชัย (ยม-น่าน) ผ่านประตูระบายน้ำคลองหกบาท ในอัตรา 250 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำลงแม่น้ำน่าน ในอัตรา 100 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งผันน้ำลงแม่น้ำยมสายเก่า ในอัตรา 150 ลบ.ม./วินาที โดยควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 650 ลบ.ม./วินาที เพื่อทำการหน่วงน้ำที่ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ ผันน้ำเข้าคลองเล็กฝั่งซ้าย-ขวาในอัตราสูงสุดรวมไม่เกิน 150 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าไปเก็บที่ทุ่งทะเลหลวงผ่านคลองตาดินและคลองบางคลอง เข้าเก็บกักในแก้มลิงต่างๆ ที่ยังมีช่องว่างเพื่อควบคุมปริมาณน้ำผ่านสถานี Y4 อ.เมือง จ.สุโขทัย ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 550 ลบ.ม./วินาที

ขณะเดียวกัน ได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดที่ติดแนวแม่น้ำยมขอให้เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดตัก ให้พร้อมปฏิบัติงานได้ทันที แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้กับทาง จ.สุโขทัย ทราบ เพื่อประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบและเตรียมรับสถานการณ์ การเฝ้าระวังพื้นที่จุดเสี่ยง เฝ้าระวังพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยตามแนวกำแพงป้องกันน้ำท่วม ที่อาจจะมีน้ำผุดลอดใต้กำแพง

ด้าน พิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผวจ.สุโขทัย กล่าวว่า ได้ประกาศเตือนประชาชนผ่านหน่วยงานทุกพื้นที่และสื่อทุกแขนง พร้อมทั้งได้กำชับทุกหน่วยงานให้เตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งสภาวะน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันในตั้งแต่วันที่ 21-24 ส.ค. โดยเฉพาะในวันที่ 22 ส.ค.คาดว่ามวลน้ำจาก จ.แพร่ ซึ่งมีปริมาณ 1,350 ลบ.ม. จะไหลเข้าสู่พื้นที่ จ.สุโขทัย และให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 100% จนกว่าสถานการณ์จะยุติ แต่ได้พร่องน้ำในแม่น้ำยมตลอดสายไว้แล้ว

ด้าน สำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต กล่าวว่า ฝนตกหนักจากอิทธิพลเบบินคาทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศ 2,674 ล้าน ลบ.ม. สูงสุดที่ภาคตะวันตก 1,062 ล้าน ลบ.ม. ภาคเหนือ 627 ล้าน ลบ.ม. ภาคใต้549 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 256 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 119 ล้าน ลบ.ม. และภาคกลาง 61 ล้าน ลบ.ม. โดยมี 5 เขื่อนใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพราะมีน้ำกับเก็บ 84% ของความจุ ทำให้ต้องพร่องน้ำออกต่อเนื่องและรับมือฝนตกหนักหลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาของเวียดนามคาดการณ์ว่าจะเกิดพายุไต้ฝุ่นและพายุดีเปรสชันเขตร้อนราว 5-6 ลูกในทะเลจีนใต้ส่งผลกระทบต่อเวียดนามและไทยด้วย

ทั้งนี้ 5 เขื่อนใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ ประกอบด้วย เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 776 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 109% เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำไหลเข้าน้อยกว่าระบายออก 5.28 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 7,984 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90%เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 194 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86% เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 330 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 84%