ไม่ลดข้าราชการ เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561361

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 18:58 น.

ไม่ลดข้าราชการ เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

เปิดวิสัยทัศน์ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการ ก.พ.ร. คนใหม่ล่าสุด กับการทำงานยกเครื่องระบบราชการให้ทันสมัย

*******************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

องค์กรภาครัฐที่มีความสำคัญอันดับหนึ่งในการนำพาการปฏิรูประบบราชการ คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัล 4.0 “ปกรณ์ นิลประพันธ์” ลูกหม้อสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งมานั่งเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร. คนใหม่ล่าสุด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการทำงานยกเครื่องระบบราชการให้ทันสมัยกับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้

ปกรณ์ ตั้งเป้าว่าภารกิจแรกในการเป็นรัฐบาลดิจิทัล คือ จะต้องรื้อระบบตัวชี้วัดผลงานหรือความดีความชอบใหม่ โดยทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำงานต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ด้วยการยกเลิกระบบการทำงานแบบเดิมๆ เก่าๆ ออกไป คือ ต่างฝ่ายต่างยึดภารกิจของตัวเองหรือทำงานแบบแท่งแนวดิ่งรอการสั่งการจากส่วนกลาง

สำหรับตัวชี้วัด หรือ Key Performance Indicator : KPI จากเดิมที่ยึดกระบวนการทำงาน แต่ระบบใหม่จะเน้นผลสัมฤทธิ์ หรือ Outcome ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ภารกิจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือ ความยากจน เป้าหมายในปี 2562 ต้องเปลี่ยนจากเดิมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอโครงการแก้จนว่าในแต่ละปีได้ทำไปแล้วกี่โครงการ

“ระบบใหม่จะต้องมีตัวชี้วัดให้เห็นชัดเจนว่าคนจนลดลงไปเท่าไรอย่างไร หรือประชาชนประกอบอาชีพสร้างรายได้ไปเท่าไรต่างหาก หรือภารกิจลดอุบัติเหตุของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ ต้องเลิกเอาตัวเลขหรือจำนวนคนตายมานำเสนอ แต่ต้องบอกให้ได้ว่าจำนวนคนดื่มแล้วไม่ขับเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร” ปกรณ์ ระบุ

ขณะที่ภารกิจที่สองของ ก.พ.ร. คือ การบูรณาการฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government โดย ก.พ.ร.เป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือเรียกโดยย่อว่า ดีจีเอ เบื้องต้นการจะดำเนินการหรือนโยบายใดทาง ก.พ.ร.จะเริ่มปฏิบัติจนสำเร็จก่อน จากนั้นจึงนำไปขยายผลให้หน่วยราชการปฏิบัติตาม โดยเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น นโยบายการลดใช้กระดาษ ในเรื่องการส่งหนังสือเวียนชี้แจง หรือเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ต่อไปอาจใช้ระบบคิวอาร์โค้ดมาใช้แทนการเดินหนังสือ หรือข้อมูลบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน

ทั้งนี้ทุกหน่วยงานต้องมีฐานข้อมูลเชื่อมโยงกันโดยประชาชนไม่จำเป็นต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือทำเบียนบ้านมาจากบ้านเพื่อมายื่นคำร้องให้สิ้นเปลืองกระดาษ หรือคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเดิมจะต้องส่งเอกสารประวัติและข้อมูลข้าราชการเป็นแฟ้ม ที่เรียกในภาษาราชการว่า กคช.7 เป็นเอกสารที่ต้องไปยื่นให้หน่วยงานต้นสังกัดด้วยตัวเองต่อไปอาจส่งผ่านอีเมลแทน ดังนั้นอนาคตรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เลขบัตรประชาชน 13 หลัก คือ กุญแจสำคัญในการให้ หรือ รับบริการภาครัฐทุกหน่วยงาน

“รัฐบาลดิจิทัล คือ การเชื่อมโยงข้อมูลกันและกัน เช่น เรื่องร้องเรียนการทำงานของหน่วยงานรัฐ ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือร้องทุกข์เรื่องทุจริต ระบบต้องมีการเชื่อมโยงกันได้ว่าเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาแล้วไปอยู่ที่หน่วยงานไหน กรม หรือใครกำลังทำอยู่ หรือจะใช้เวลาเท่าไรในการชี้แจง ในทุกขั้นตอนต้องสามารถอธิบายหรือให้คำตอบแก่ประชาชนได้ ซึ่งระบบดังกล่าวอาจเป็นแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ โดยมีเลขรหัสบัตรประชาชนเพียงใบเดียวสามารถรับบริการได้ เหมือนกับที่เราใช้บริการขนส่งสินค้าของบริษัทเอกชน เพียงคีย์เลขส่งของก็สามารถรู้ได้เลยว่าของหรือสินค้าที่สั่งซื้อไป ตอนนี้ที่กำลังส่งอยู่ตรงไหนและจะมาถึงมือเราตอนกี่โมงหรือวันไหน” ปกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อยากสื่อสารถึงข้าราชการ 3 ล้านคนทั่วประเทศว่าการไปสู่รัฐบาลดิจิทัลไม่ได้ลดจำนวนข้าราชการ หรือลดอำนาจหน่วยงานภาครัฐลงแต่อย่างใด ทาง ก.พ.ร.ต้องการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน อย่างเช่น นโยบายลดกระดาษ ประโยชน์ คือ ลดการทุจริต เพราะเหตุใดการขอใบอนุญาตหรืออนุมัติ ต้องสร้างภาระการลงนามเซ็นเอกสารเป็นตั้งๆ ที่ต้องผ่านหลายโต๊ะหรือหลายคนรับผิดชอบไปทำไมเพียงเพื่อได้ลายเซ็นลงบนเอกสาร

ระบบใหม่นี้เพียงคลิกเดียวสามารถรู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่ขออนุญาตหรืออนุมัติได้ดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร เรื่องนี้นับว่าสำคัญมากเพราะจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากการใช้อำนาจหน้าที่ เพราะระบบ หรือเทคโนโลยีจะมาช่วยตรวจสอบและสร้างความโปร่งในการทำงานของภาครัฐ

เลขาธิการ กพร.อธิบายอีกว่า การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ก.พ.ร.จะเป็นเหมือน Government Lab นำร่องระบบใหม่ เช่น หลักการบริหารราชการ 76 จังหวัดกำหนดจำนวนรองผู้ว่าราชการจังหวัดตามขนาดของจังหวัดใหญ่ กลางและเล็ก 2,3, 4 หรือ 5 คนตามลำดับ ระบบใหม่ควรกำหนดตามภารกิจที่เห็นชัดเจน คือ จ.ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพียง 2 คน แต่กลับเป็นจังหวัดที่มีภารกิจมากมายสร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งในภาคใต้ จึงควรเพิ่มตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด 3-4 คน ดังนั้นระบบการบริหารแบบแท่งควรปรับเปลี่ยนให้เกิดการบูรณาการภายในและบริหารในแนวราบมากขึ้น

สำหรับตัวอย่างที่ ก.พ.ร.จะนำร่องให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ ขณะนี้ ก.พ.ร.ได้รับมอบหมายภารกิจจำนวนมากการบริหารภายในองค์กรมี 10 หน่วยงาน ซึ่งบางภารกิจจำเป็นต้องเพิ่มกำลังคนและงาน ดังนั้นหัวหน้าหน่วยงานต้องชาญฉลาดในการคลี่กำลังคนจากหน่วยหนึ่งไปอีกหน่วยหนึ่ง เพื่อตอบสนองภารกิจใหม่ที่สำคัญกว่า ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่จะนำมาใช้ในระบบราชการ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการออกเป็นคำสั่งหรือหนังสือเวียนภายใน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานได้

“ที่ผ่านมาการทำงานภายในไม่อาจบูรณาการได้ เพราะไม่ได้ใช้อำนาจภายในเพื่อให้เกิดความคล่องตัวจริงๆ เรามักจะอ้างว่าทำไม่ได้เพราะติดข้อกฎหมายโน้นนี่ ซึ่งเราควรเลิกใช้ระบบ One-size-fits-all ได้แล้ว ต้องคิดว่าจะเพิ่มผลงานและประสิทธิภาพได้อย่างไร” ปกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการเป็นรัฐบาลดิจิทัล คือ ก.พ.ร.จะนำการปฏิรูปได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งใดที่ ก.พ.ร.ทำไม่ได้จะไม่ให้คนอื่นทำ เพราะ ก.พ.ร. คือ หน่วยงานนำการพัฒนาเพราะถ้าทำไม่ได้ย่อมไม่มีใครเชื่อถือ ดังนั้นบทบาท ก.พ.ร.ยุคใหม่จะเป็น “พี่เลี้ยง” ไม่ใช่ “คนสั่งการ” โดยจะเน้นการสร้างความร่วมมือ และขอยืนยันว่าระบบดิจิทัลหรือเทคโนโลยีเข้ามาจะไม่ทำให้คนล้นงานอย่างแน่นอน แต่เราจะนำไอทีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน

สร้างหลักประกัน หลังเกษียณอายุ

อีกภารกิจในตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. “ปกรณ์” บอกว่า จะต้องการสร้างหลักประกันแก่ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการไปแล้วต้องมั่นคง เพราะประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ชีวิตหลังเกษียณของเพื่อนพี่ๆน้องๆข้าราชการในอนาคตไม่อาจจะนั่งกินนอนกินบำเหน็จหรือบำนาญได้อีกแล้ว เพราะมูลค่าเงินจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆตามอัตราเงินเฟ้อ

ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เมื่อแก่ตัวลงไปร่างกายย่อมเสื่อมถอยและย่อมต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการรักษาพยาบาลทั้งการดูแลสุขภาพหรือยารักษาโรค หรือข้าราชการบางคนยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูบุตรหลาน หรือภาระหนี้สินที่ยังใช้หนี้ไม่หมด เช่น บ้าน คอนโด หรือรถยนต์ เป็นต้น

ดังนั้นเงินเกษียณอายุราชการ บำเหน็จ หรือ บำนาญอาจไม่เพียงพอต่อการยังชีพ จึงจำเป็นที่ ก.พ.ร.ต้องหาวิธีการในการสร้างหลักประกันในชีวิตหลังเกษียณแก่เพื่อข้าราชการกว่า 3 ล้านคน ทาง ก.พ.ร.เตรียมจัดโครงการ อาทิ จะสร้างความรู้ด้านการเงินการออมพร้อมๆกับเสริมความรู้และทักษะการประกอบอาชีพหลังเกษียณอายุราชการด้วยเพื่อจะได้ไปประกอบอาชีพหรือหารายได้เลี้ยงตัวเองในช่วงเวลาที่เหลือ

“ผมไม่อยากเห็นเพื่อนชีวิตข้าราชการต้องน่าสงสารในตอนบั่นปลายชีวิต เพราะช่วงหนุ่มสาวรับราชการใหม่ๆ ก็กู้หนี้ยืมสินมาเยอะหลังเกษียณไปแล้วยังใช้หนี้ไม่หมดเลย แล้วแบบนี้จะใช้ชีวิตหลังเกษียณในยุคสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไร ดังนั้น ก.พ.ร.จะเป็นหน่วยงานหลักหาแนวทางรับมือสังคมผู้สูงอายุ เพราะเมื่อข้าราชการเกษียณไปแล้วก็คือประชาชนคนหนึ่งที่เราต้องดูแล” ปกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ แปลง”1 ไร่ มีกิน ไม่จน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561276

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 08:22 น.

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ แปลง"1 ไร่ มีกิน ไม่จน"

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำส่งเสริมให้ผู้ต้องขังน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ก่อนกลับไปสู่การใช้ชีวิตตามปกติในสังคม

*****************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ อ.เขาสมิง จ.ตราด หนึ่งในเรือนจำที่มีการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังน้อมนำศาสตร์พระราชา ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในโครงการ “กำลังใจ” ในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้รู้จักการปรับตัวปรับเปลี่ยนความคิด ก่อนปล่อยตัวสู่การใช้ชีวิตตามปกติในสังคม ถือเป็นเป้าหมายหลักที่กรมราชทัณฑ์ ต้องการเห็นนักโทษกลับตัวกลับใจเป็นคนดี

อเนก ทองลอย ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด ในโครงการ “กำลังใจ” ในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่พระองค์ท่านส่งเสริมผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ ให้รู้จักเรียนรู้พึ่งพาตัวเอง ด้วยวิธีการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต

ในส่วนของโครงการกำลังใจ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 10 แปลง ให้ผู้ต้องขังได้ทดลองจริง แบ่งการทำแปลงละ 3-5 คน โดยได้ฝึกอาชีพทำกินได้ไม่เกิน 1 ไร่ ตามโครงการ “แปลงสาธิต 1 ไร่ ทำจริง มีกิน ไม่จน” ให้ผู้ต้องขังได้ทดลองเรียนใช้ชีวิตบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม ตามหลักศาสตร์ของพระราชา จำนวนพื้นที่ 1 ไร่นั้น ประกอบด้วยบ้านพักจำลอง แปลงผักสวนครัว บ่อเลี้ยงปลาเลี้ยงกบ ฯลฯ ผู้ต้องขังต้องบริหารจัดการเรียนรู้การใช้ชีวิตและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ให้สามารถมีอาหารมีรายได้จากการปฏิบัติจริง

“ผลผลิตจากแปลงสาธิต หากเพียงพอกับการบริโภคภายในเรือนจำแล้ว ทางเรือนจำจะส่งไปจำหน่ายตามตลาด เป็นการเสริมสร้างรายได้ให้กับผู้ต้องขังและเรือนจำในการนำไปปรับปรุงในส่วนที่ขาดเหลืออย่างเหมาะสม ผลผลิตส่วนใหญ่ที่นำไปขาย เช่น ผัก ปุ๋ย ปลา สุกร ไข่ เห็ด ฯลฯ” ผู้บัญชาการเรือนจำชั่วคราวฯ

อเนก เสริมขึ้นอีกว่า เท่านั้นยังไม่หมด ในเรือนจำแห่งนี้ยังมีการอบรมทักษะชีวิตหลากหลายด้าน ทั้งการอบรมการทำบัญชีในครัวเรือน การปรับวิธีใช้ชีวิต ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระบวนการพึ่งพาตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงเหมาะสม ทั้งนี้พื้นที่ในเรือนจำชั่วคราวเขาระกำมีทั้งหมด 1,100 ไร่ มีผู้ต้องขังประมาณ 159 คน มีเจ้าหน้าที่ดูแลประมาณ 12 คน และกว่า 70% ผู้ต้องขังต้องโทษคดียาเสพติด

ผู้บัญชาการเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ เผยด้วยว่า ในเรือนจำแห่งนี้เป็นที่ราบสูงและไม่มีน้ำเพียงพอที่จะมาใช้ในทางเกษตร ทางเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จึงได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสม ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ผ่านเครื่องดูดน้ำจากอ่างเก็บน้ำใกล้เคียงขึ้นมาใช้มากักเก็บไว้ยังที่สูงให้ได้มากที่สุด ก่อนจะทยอยปล่อยน้ำให้ผ่านฝายที่สร้างไว้ยาวประมาณ 1,300 เมตร เพื่อใช้ในการเกษตรและหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในเรือนจำชั่วคราวฯ

ที่สำคัญ ไม่ใช่ว่านักโทษทุกคนจะเข้ามาอยู่ในเรือนจำชั่วคราวฯ แห่งนี้ได้ เพราะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป กระทำความผิดครั้งแรก ต้องโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของกำหนดโทษครั้งสุดท้าย เหลือโทษจำไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์พักการลงโทษในเรื่องของปริมาณยาเสพติด และไม่เป็นผู้กระทำความผิดรายสำคัญ ขณะเดียวกันต้องไม่ป่วยด้วยโรคประจำตัว หรือพิการ ที่สำคัญต้องผ่านการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง และการติดตามผลแล้วว่ามีความประพฤติดี ไม่เคยทำความผิดวินัยในเรือนจำ

นช.ประวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี ผู้ต้องขังความผิดต่อร่างกาย โทษจำคุก 15 ปี เผยความรู้สึกว่า ขณะนี้เหลืออีกเพียง 7 เดือน จะได้รับการปล่อยตัว หลังเข้ามาอยู่ในเรือนจำชั่วคราวเขาระกำได้ประมาณ 2 ปี ยอมรับว่าได้ความรู้สารพัดจากพื้นที่ตรงนี้ ทั้งวิธีการเลี้ยงกบ ปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ เลยตั้งเป้าหมายไว้ว่าหลังพ้นโทษจะนำความรู้ที่ได้รับจากในเรือนจำไปใช้ประกอบอาชีพ เนื่องจากการทำเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เราเห็นเลยว่ามี “ต้นทุนต่ำมาก” ไม่ต้องลงทุนมาก

“ทำแบบนี้ก็อยู่รอดได้แล้ว เลี้ยงครอบครัวได้ เป็นการเกษตรครบวงจร หากผลผลิตเหลือกินเหลือใช้สามารถนำไปจำหน่ายแลกเป็นเงินทองสร้างรายได้ให้ครอบครัวอิ่มท้องและมีเงินสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน ตามวิธีการทำบัญชีที่ได้รับการสอนจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ” นช.ประวัฒน์ ระบุ

นช.ประวัฒน์ ยอมรับว่า ที่ต้องมาอยู่ในเรือนจำก็เพราะความ “ใจร้อน” ไม่มีความเมตตา ขาดการหยั่งคิด สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองจึงถือเป็นความผิดพลาดในชีวิตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ที่สำคัญเราต้องสูญเสียครอบครัวและหลายสิ่งหลายอย่างไปแต่ก็ไม่ท้อ กลับกันตอนนี้เราได้ความรู้ ได้วิชาทักษะชีวิต ติดตัวมาหลายอย่าง หลังพ้นโทษไปจะนำความรู้นี้ไปเลี้ยงชีวิต

นช.มานะ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ผู้ต้องขังคดีรับของโจร โทษจำคุก 3 ปี สะท้อนความรู้สึกว่า เรือนจำชั่วคราวนี้แตกต่างจากเรือนจำที่มีรั้วรอบขอบชิดกำแพงสูง ที่เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ มีกิจกรรมให้ มีงานให้ทำตลอด และได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองถนัด บรรยากาศไม่เครียด ตอนนี้ได้ความรู้เคล็ดลับจากการทำเกษตรแบบผสมผสานบนพื้นที่ 1 ไร่

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมีที่ดินอยู่แล้วหลังพ้นโทษไปคงไปพัฒนาที่ดินของตัวเองให้เหมือนตอนนี้ ปัจจุบันต้องโทษมาแล้ว 2 ปี 2 เดือน เหลืออีก 10 เดือนเท่านั้น จะได้รับการปล่อยตัว ต้องย้ำเลยว่า สิ่งที่เห็นคือการใช้รูปแบบเกษตรอินทรีย์ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ทำให้พืชผักเติบโตสมบูรณ์ น่ากินและนำไปขายได้

“สังคมก้มหน้า” สร้างร้อยร้าว ทำลายสัมพันธ์ในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560956

  • วันที่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 15:55 น.

"สังคมก้มหน้า" สร้างร้อยร้าว ทำลายสัมพันธ์ในครอบครัว

ผู้คนในปัจจุบันเผชิญสภาวะอยู่ด้วยกันแต่ต่างคนต่างอยู่ หรือ Living together but apart มากขึ้น และสังคมก้มหน้าทำให้ปัญหานี้ขยายวงกว้างอาจยากต่อการแก้ไข

*******************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

องค์กรทำงานด้านเด็กประกอบด้วย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิเด็ก มูลนิธิผู้หญิง ร่วมกับ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก จัดเสวนา “พิทักษ์เด็ก พิทักษ์อนาคตชาติ ด้วยสังคมก้มหน้าได้จริงหรือ” ถือเป็นประเด็นปัญหาของชาติในขณะนี้ หลายฝ่ายกังวลว่าการละเลยปัญหาเด็ก อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่จะนำหายนะมาสู่ชาติได้

ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สถาบันวิจัยประขากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มฉายภาพว่า ปัจจุบันพบว่าพ่อแม่ลูกหลายครอบครัวต่างคนต่างอยู่กันคนละบ้าน ด้วยปัจจัยสถานที่ทำงาน สภาวะเศรษฐกิจจนลามไปถึงผลกระทบต่อการมีทายาทกระทบไปถึงอัตราเกิด

เป็นการพลัดพรากจากครอบครัวในรูปแบบใหม่ ในลักษณะครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยวเดี่ยวมากขึ้น ขณะที่บุตรอยู่อาศัยแบบครอบครัวพ่อแม่และลูกในปัจจุบัน พบสถิติน่าสนใจมีเพียง 57.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดความอบอุ่น

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560 พบว่าประชากรอายุ 6 ปีขึ้นปี ใช้มือถือ 88.2 เปอร์เซ็นต์ คอมพิวเตอร์ 52.9 เปอร์เซ็นต์ และอินเทอร์เน็ต 30.3 เปอร์เซ็นต์ นั่นส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดลง สภาวะอยู่ด้วยกันแต่ต่างคนต่างอยู่ “Living together but apart” เพราะสังคมก้มหน้าทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอาจยากต่อการแก้ไข

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่า กลุ่มอายุ 6-14 ปี ใช้โซเชียล 60 เปอร์เซ็นต์ 15-24 ปี ใช้ 80 เปอร์เซ็นต์ 25-34 ปี ใช้ 60 เปอร์เซ็นต์ อายุ 35-49 ปี ใช้ 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ใช้น้อยที่สุดเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ผศ.ดร.ภูเบศร์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองและขยายสู่พื้นที่ใกล้เคียงจนไปในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ยังพบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการเลี้ยงดูแลลูก แม้ว่าจะประกอบอาชีพมีรายได้จำนวนมากก็ตาม ปัญหานี้เกิดขึ้นในชนชั้นกลางถึงระดับล่าง สุดท้ายเกิดปัญหาไม่สามารถดูแลลูกได้ ต้องยอมรับทุกวันนี้โลกจริงกับโลกเสมือนวิ่งคู่มากับโลกแห่งความจริง

วาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ให้ภาพสถานการณ์เด็กปัจจุบันว่า ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กได้ 135 คน พบว่า 99 คน เด็กถูกล่วงละเมิดจากบุคคลในครอบครัวทั้งสิ้น ปัญหาทั้งหมดไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น อยากสะท้อนถึงรัฐบาลที่ออกกฎหมายหลายอย่าง แต่ไม่มีกฎหมายในรูปแบบของประชาชนที่เข้ามาช่วยทำความเข้าใจกับสังคม

“แม้ว่าหลายหน่วยงานพยายามผลิตสื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก แต่ในแง่สาธารณะเองรัฐอาจยังไม่มีการส่งเสริม จึงอยากฝากไปถึงกระทรวงสาธารณสุขให้เข้ามาช่วยดูแลส่งเสริมเพราะถือว่าใกล้ชิดที่สุด ถ้าปมปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่และในครอบครัว ควรย้อนกลับไปมองต้นตอการจัดการแก้ไขปัญหา รัฐควรทำหลายๆเรื่องเกี่ยวกับเด็กให้มากกว่านี้”

ศิริพร สโครบาเนค ประธานกรรมการมูลนิธิผู้หญิง เสริมมุมคิดว่า สังคมอาจต้องเปิดกว้างมากกว่านี้ แต่จะเป็นแบบไหนต้องคุยกัน เพื่อให้มีพื้นที่อยู่ร่วมกันได้ในสังคมท่ามกลางความหลากหลาย รัฐถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก แต่จะรอเพียงรัฐไม่ได้ จากการร่วมงานที่ผ่านมาพบว่า รัฐยังออกแบบครอบครัวในปัจจุบันในสัดส่วนพ่อแม่ลูกเท่านั้น รวมถึงงบประมาณจำนวนมากของรัฐใช้ไปในการจัดอบรมสัมมนา คิดว่าไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรมากเท่าที่ควร

“ถ้ารัฐจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดต้องลงทุนกับแม่ให้มากกว่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าปัจจุบัน แล้วจะทำอย่างไรคงต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหาทางแก้ไข และควรกำหนดอายุของเด็กในการใช้โซเชียลมีเดีย”

เช่นเดียวกับ พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตเวชเด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา ระบุว่า เนื่องจากสังคมไทยมีปัญหาเรื่องจิตเวชมากขึ้น และมีเจ้าหน้าที่จิตเวชที่ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาปัจจุบัน เพจนี้เองจะช่วยเสริมสร้างความรู้ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กได้อีกช่องทาง และที่น่าตกใจคือปัญหาที่พ่อแม่ยุคใหม่กังวลมากที่สุดคือ “การเลี้ยงดู” ที่ลูกไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่พูดคุยในครอบครัวไม่รู้เรื่อง ปัจจุบันยอมรับว่า ครอบครัวขาดกาปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัว โดยมาการไม่มีเวลาให้กับคนในครอบครัว

“ต้องทำงานหาเงิน จึงต้องส่งลูกไปให้ญาติเลี้ยงในต่างจังหวัด พอโตก็มาอยู่กับพ่อแม่ คิดดูว่าพ่อแม่ไม่เจอเด็กเลย จนโตประมาณ 5-6 ขวบ และอีกสาเหตุที่เชื่อว่าส่งผลกระทบต่อครอบครัวคือปัญหาสังคมก้มหน้า ติดโชเชียลมีเดียมีผลในแง่ดีและไม่ดี แต่เราต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม”

พญ.เบญจพร ยังฝากถึงทุกภาคส่วนว่า ถ้าเด็กไม่มีอวัจนภาษาขาดความเห็นอกเห็นใจกัน แล้วเด็กที่เติบโตขึ้นมาในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปนั่นจะทำให้กลายเป็น “สังคมแห่งปัจเจก” ถึงเวลาที่ทุกคนควรร่วมกันแก้ไขปัญหาในตอนนี้

พิภพ ธงไชย กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเด็ก กล่าวว่า นอกจากโซเชียลมีเดียแล้ว โทรทัศน์ยังเป็นต้นตอปัญหาของเด็กเช่นกัน ซึ่งพบว่าการดูโทรทัศน์ไปรบกวนการพัฒนาใยปราสาท จึงไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยเดียว แต่กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้ามาช่วยดูแลปัญหาเด็ก และทำควบคู่กันไป ควรต้องสนใจเด็กตั้งแต่พัฒนาการอยู่ในท้องมารดาด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น เสริมปิดท้ายว่า สังคมอย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียญเทียบ การเติบแต่งลวดลายลงไปในเด็กที่เกิดขึ้นมาแตกต่างกันออกไป ซึ่งปัญหาที่พ่อแม่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญคือการกระบวนการเลี้ยงลูกสมัยใหม่แบบ “ปรนเปรอความสุข” หรือในทางการแพทย์เรียกการเลี้ยงดูแบบนี้ว่า “สำลักความสุข” ทั้งที่ความจริงแล้วเราต้องเลี้ยงลูกแบบความรักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

สร้างประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560460

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 08:13 น.

สร้างประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โครงการสร้างคนดี มองการณ์ไกล ไทยรุ่งเรือง มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะ เพื่อประชาธิปไตยจากล่างขึ้นบน “เลือกตั้งอย่างไรให้ประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน” ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ

สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ประชาธิปไตย รากฐานเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ ถ้าไม่มีเสียงประชาชนก็ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยหลังๆ อ้างอิงประชาชนเพื่อเข้าสู่อำนาจ

ทั้งนี้ โลกความจริงไม่เป็นอย่างนั้น อำนาจเป็นเรื่องหอมหวน ใครก็ต้องการ แต่ก็ต้องติดตาม ตรวจสอบ แม้ประเทศคอมมิวนิสต์ยังจัดกระบวนการเลือกตั้ง แต่วิธีการให้ได้มาซึ่งผู้แทนก็ออกแบบแตกต่างกันไป เครื่องมืออำนาจเหล่านั้น ขึ้นกับลักษณะของสังคมเป็นอย่างไร

“สำหรับต่างประเทศ คำว่าประชาธิปไตยถือเป็นวัฒนธรรม เช่น อังกฤษ แม้ไม่มีรัฐธรรมนูญ ทว่าอะไรผิด ถูก ควรไม่ควร หรือการเลือกตั้งบริสุทธิ์เป็นอย่างไร หากย้อนถามของไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านปี 2475 มาถึงขณะนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คำตอบไม่ใช่ ประชาชนได้เลือกตั้ง ดังนั้นเจตจำนงประชาชนสำคัญที่สุด เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดรัฐประหาร

ขณะเดียวกัน ตราบใดประชาชนไม่มีอำนาจ หรือเข้าไปนั่งในสภา เพื่อเขียนกฎหมายให้ตัวเอง ก็ยังทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ใช่การเลือกตั้งจะเป็นประชาธิปไตย เพราะอยู่ที่คนมีอำนาจจะใช้ถูกหรือไม่ แต่นักการเมืองไทยไม่เคยสำนึกเรื่องทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก ซึ่ง สส.ต้องไม่ปฏิเสธอำนาจจากชาวบ้านในการเสนอกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างยังไม่เป็นประชาธิปไตย จึงต้องปลูกฝังวัฒนธรรมเรื่องนี้

สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

ด้าน กษิต ภิรมย์ คณะพลเมืองประชาธิปไตย และอดีต รมว.ต่างประเทศ ยกตัวอย่างประเทศฟิลิปปินส์ คนเป็น สส. หรือคนนามสกุลเดียวกันกับ สส.คนนั้น หากไปลงเล่นการเมืองในระดับท้องถิ่นจะกระทำไม่ได้ ซึ่งแตกต่างจากไทยครอบครัวหนึ่งสามารถครอบงำได้ทั้งจังหวัด

ขณะเดียวกัน สส.ฟิลิปปินส์จะต้องเว้นวรรคการเมือง 2 เทอม เพื่อไม่ให้เกิดความยึดโยง เพราะมองว่า การเมืองไม่ใช่อาชีพ หรือเพื่อเข้ามาหาผลประโยชน์ แต่เป็นอาสาสมัครในการเข้ามาบริหารพัฒนาให้กับประเทศชาติ

“สวิตเซอร์แลนด์ สส.ไม่มีเงินเดือน แต่จะให้เป็นเบี้ยประชุม เข้าประชุมเท่าไหร่ได้เท่านั้น แต่ สส.ไทยสามารถมีผู้ช่วยติดตามได้ถึง 7 คน ไม่มีประโยชน์ต่องานทั้งในด้านวิชาการหรือการเมือง จึงควรปรับลด แม้กระทั่งการขึ้นเครื่องบินฟรีได้เฉพาะไปปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการส่วนตัว หากทำตรงนี้ได้ คนดีๆ จะเข้ามาอุทิศตัวเพื่อทำงานการเมือง ไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์”

อย่างไรก็ดี ทุกอย่างต้องช่วยกันขับเคลื่อน ซึ่งการเป็นพลเมืองประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงแค่ไปหย่อนบัตรเท่านั้น ประเด็นสำคัญต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบ หรือเข้าไปร่วมตัดสิน เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย

“อินโดนีเซียตอนนี้ทหารเข้าค่ายหมด ไม่ออกมาเล่นการเมือง เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แม้อินโดนีเซียเคยเป็นเผด็จการมากว่า 30 ปี ก็ยังแก้ได้ หากไทยจะเอามาเป็นบทเรียนได้ไหม คำตอบคือได้ เพราะผมเห็นความเปลี่ยนแปลงสมัยตอนเป็นทูต ด้วยการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น เพราะเป็นหัวใจสำคัญ”

กษิต ภิรมย์ คณะพลเมืองประชาธิปไตย และอดีต รมว.ต่างประเทศ

ขณะที่ ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์รองประธานองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net) มองว่า ประชาธิปไตยบางครั้งต้องรอคอยว่าเมื่อไหร่ ถ้าคิดใหม่รัฐธรรมนูญเขียนไว้อำนาจอยู่ในมือประชาชนคนไทยทุกคน แต่ต้องเข้าใจว่าอำนาจคือการยอมรับ

“ถ้าบ้านเมืองบอกว่าเราไม่ทำตามกฎหมายก็ถูกจับ แต่ถ้าเป็นกฎหมายไม่เป็นธรรม และทุกคนเห็นอย่างนั้น สุดท้ายกฎหมายต้องเปลี่ยน เพราะคนมีอำนาจรู้ว่าฝืนไปไม่มีประโยชน์ แต่ในอดีตคงพูดยาก ทว่าในยุคปัจจุบัน ผู้มีอำนาจฟัง แต่ชัดเจนยังไม่เป็นธรรม อำนาจอยู่ในมือทุกคน แต่ไปใช้ในวันเลือกตั้ง เมื่อมีในมือก็ใช้ศักยภาพของแต่ละคนเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์”

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งหรือ ส่งเสริมประชาธิปไตย ปัญหาเป็นโครงสร้างที่ผู้มีอำนาจบอกว่า จน ไม่มีการศึกษา แต่ทำไมถึงบอกอย่างนั้น เช่น การเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง เป็นเพราะประชาชนไปรับเงิน แต่ไม่มีการพูดถึงคนจ่ายเงิน สมมติประเทศต้องการแก้เรื่องนี้ ถ้าคนแข่งขันทำ ตามกติกาตั้งแต่เริ่มต้น และมีการรวบรวมประวัติผู้สมัครให้เป็นที่รู้กันมาเปิดเผยแสดงผลงาน เพื่อผู้มีสิทธิจะได้เลือกถูก

ส่วนเรื่องไพรมารีโหวตถือเป็นข้อดีของรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะสมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือก ต่างจากของเดิมที่กำหนดโดยหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค แต่ท้ายที่สุดเห็นว่าจะไม่มี เพราะ คิดว่าควบคุมไม่ได้ ทั้งหมด แต่เรื่องนี้สำคัญไม่น่าจะยอม เพราะเป็นหัวใจปฏิรูปพรรคการเมือง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ กับพรรค

ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์รองประธานองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net)

มั่นใจยังเอาอยู่! ต้องมีฝนหนักอีก10เท่า น้ำถึงจะล้นเขื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560350

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 20:19 น.

มั่นใจยังเอาอยู่! ต้องมีฝนหนักอีก10เท่า น้ำถึงจะล้นเขื่อน

โอกาสที่น้ำจะล้นสันเขื่อนในไทยนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบได้พร่องน้ำในเขื่อนไว้รองรับสถานการณ์แล้วล่วงหน้า รวมทั้งต้องมีปริมาณฝนตกมากกว่าปัจจุบันอีก 10 เท่า

**************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

สถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณมาก น้ำในเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เริ่มเอ่อล้นทางระบายน้ำฉุกเฉินหรือสปิลเวย์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 6 ส.ค. หลังจากมีฝนตกลงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย ประกอบกับเกิดเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ของ สปป.ลาวแตก ทำให้คนไทย ต่างรู้สึกวิตกกังวลกับปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนเป็นอย่างมาก รวมถึงส่งผลให้เกิดข่าวลือ ว่า เขื่อนอาจจะรับปริมาณน้ำไม่ไหว

อนุรักษ์ ศรีอริยวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า โดยปกติแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้เขื่อนแตก มี 2 ปัจจัยหลัก คือมีน้ำล้นสันเขื่อน และฐานรากของเขื่อน ทรุดตัวลง แต่ปัจจัยทั้งสองอย่างนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เพราะปัจจัยแรก จะเกิดขึ้นได้ คือต้องมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งโดยหลักการ จะต้องถูกปล่อยออกไปก่อนที่จะปล่อยมีระดับที่จัดการไม่ได้ ขณะที่โอกาสที่เขื่อนจะเกิดปัญหาฐานรากทรุด นั้นโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันนั้นเป็นไปได้ยาก

“การทรุดตัวของฐานรากเขื่อนจะไม่เกิดในทันที แต่จะค่อยๆ มีร่องรอยให้เห็น เช่น มีน้ำซึมออกมามากผิดปกติจากตัวเขื่อน ซึ่งยังไม่มีรายงานเรื่องนี้จากเขื่อนไหน หากจะมีความกลัวเรื่องเขื่อนแตก เพราะเป็นข้อกังวลที่เห็นข่าวว่ามีเขื่อนใน ประเทศลาวแตก ก็เป็นเรื่องที่นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะมีปัจจัยที่แตกต่างกัน

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ที่ลาว เป็นเพียงเขื่อนลูก ไม่ใช่เขื่อนแม่หรือเขื่อนหลักที่ใช้รับน้ำ ประกอบกับเขื่อนดังกล่าวเพิ่งสร้างเสร็จและเพิ่งรับน้ำครั้งแรก ซึ่งโดยทฤษฏี ระบุว่า เขื่อนที่รับน้ำครั้งแรกนั้นมีความเสี่ยงที่จะแตกได้ เพราะการถมสันเขื่อนอาจจะยังมีปัญหาร่องน้ำที่มองไม่เห็นมีน้ำซึม และยังไม่ได้แก้ปัญหาก็ต้องถูกใช้รับปริมาณน้ำ ก็เสี่ยงแตกได้”หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาฯ กล่าว

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า โอกาสที่น้ำจะล้นสันเขื่อนนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น หากไม่มีพายุ หรือไต้ฝุ่นที่เป็นพายุหมุนเขตร้อน หรือมีปริมาณฝนมากกว่าที่ตกอยู่อีก 10 เท่า มาเป็นปัจจัยหนุน

“ตอนนี้ จากข้อมูลที่เห็น คือมีน้ำล้นสปิลเวย์ หากยังควบคุมน้ำได้ ก็อาจจะต้องระวังปัญหา คือมีน้ำท่วมเพียงบางจุด โดยเฉพาะจุดที่มีตลิ่งต่ำ ซึ่งเครื่องมือและมาตรการรับน้ำในเมืองเพชรบุรีนั้นสามารถ รับปริมาณน้ำ กรณีฉุกเฉินร้ายแรง ได้ถึงระดับ 150 ลบ.ม./ วินาที หรือหมายความว่า ถ้าปล่อยน้ำแบ่งไป 2 ทาง คือไปทางเขื่อนเพชรฯบุรี ไปทางท่ายาง กับอีกทางคือไปทางแม่น้ำเพชร น้ำที่เข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรี ที่ไม่เกิน 150 ลบ.ม./ วินาที ก็จะยังถือว่า เป็นปริมาณที่สามารถควบคุม บริหารจัดการได้

หากจะเกิดปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเขื่อนจะแตก คือ มีปริมาณ น้ำเข้าเขื่อน มากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม. และปล่อยออกจากเขื่อน ได้เพียง 16-17 ล้านลบ.ม. และตกอยู่ในสถานการณ์น้ำขนาดนี้ ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ค่อยห่วงว่าจะมีปัญหาสปิลเวย์อาจจะรับไม่ไหว เพราะน้ำก็จะมีมาก จนเขื่อนรับไม่ไหว แต่ปัจจุบัน มีน้ำเข้าเขื่อนเพียง 10 กว่าล้าน ลบ.ม.และถูกปล่อยออกไปถึง 8 ล้านลบ.ม.”ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ

นอกจากนี้ กรณีที่มีข้อกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักเหมือน อุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2554 มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากมีปัจจัยที่ต่างกัน ในปีนั้น นอกปริมาณน้ำจากภาคเหนือ ในเขื่อนต่างๆ มาสมทบแล้ว ยังพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนภาคกลางยังเต็มอีกด้วย ประกอบกับปริมาณน้ำในจุดต่างๆ คูคลองระบายน้ำ ในพื้นที่ที่อยู่ใต้เขื่อนก็ มีปริมาณน้ำฝนมาก จนไม่สามารถรองรับน้ำเพิ่มได้ทุกแห่ง จึงเกิดน้ำท่วมใหญ่

“สถานการณ์ปัจจุบัน ต่างออกไป หน่วยงานที่รับผิดชอบได้พร่องน้ำในเขื่อนไว้รองรับสถานการณ์แล้วล่วงหน้าและเตรียมแผนรับมือกับน้ำที่จะเข้ามาได้ทันท่วงที ตอนนี้ บางเขื่อน มีน้ำเพียง 20-40 % ยังสามารถรับน้ำที่จะเพิ่มเข้ามาได้”หาญณรงค์ กล่าว

โชว์ผลงาน 3 ปีรัฐบาล ฟุ้งปรองดอง-ชูปลดทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560177

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

โชว์ผลงาน 3 ปีรัฐบาล ฟุ้งปรองดอง-ชูปลดทุกข์

รัฐบาลจัดทำรายงานผลการทำงานในช่วง 3 ปีความหนา 461 หน้า ชูการวางรากฐานพัฒนาประเทศ ปราบทุจริต สร้างปรองดอง

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ส.ค.61ได้สรุปผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้บริหารประเทศครบ 3 ปี ออกเป็นรายงานผลงานการทำงานในช่วง 3 ปี ระหว่างวันที่ 12 ก.ย. 2559-12 ก.ย. 2560 มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล มีความหนาถึง 461 หน้า โดยภาพหน้าปกและหลังปก เป็นภาพบรรยากาศที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ระหว่างเยี่ยมประชาชน พร้อมระบุข้อความว่า มั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน STRONGER TOGETHER

ทั้งนี้ ในคำนำของหนังสือดังกล่าวมีใจความตอนหนึ่งอธิบายว่า การนำเสนอข้อมูลที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้มีรูปแบบเช่นเดียวกับรายงานปีที่ 1 และ 2 ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญของประเทศ การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล 11 ด้าน การดำเนินการให้มีการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อให้เกิดการรับรู้ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสาธารณชน และเพื่อความสะดวกของผู้ที่จะนำไปใช้ ในการค้นคว้าอ้างอิง ศึกษาเปรียบเทียบหรือติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ 3 จุดเน้นสำคัญ เรื่องการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการประเมินระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การกำจัดขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ภาคการผลิตมีความเข้มแข็ง ประชาชนได้รับผลประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังระบุถึงการสร้างความสามัคคีปรองดอง และวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ว่า ได้สร้างความรู้ความเข้าใจปลูกฝั่งวัฒนธรรมและวิถีประชาธิปไตยโดยการให้การศึกษา ฝึกอบรม และจัดหลักสูตร ในการศึกษา ในระดับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน พร้อมจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้ง 7,428 แห่งทั่วประเทศ

การแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนร้องทุกข์ พบว่ามีประชาชนเข้ารับบริการศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศตลอด 3 ปี มี 3,212,070 เรื่อง แก้ไขแล้วเสร็จ 3,160,213 เรื่อง คิดเป็น 98.39% อยู่ระหว่างดำเนินการ 51,587 เรื่อง

ผลงานสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ อาทิ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ 2.การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนผู้มีรายได้น้อย สามารถจัดหาที่ดินทำกิน จำนวน 249 พื้นที่ 66 จังหวัด 3.โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 4.การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการจัดระบบคนต่างด้าวที่เข้าทำงานในประเทศ 5.การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย

นโยบายด้านความมั่นคง รัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการชายแดน การป้องกันปัญหายาเสพติด การเร่งแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” การส่งเสริมบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นโยบายด้านการปรับปรุงกฎหมาย รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่เป็นธรรม ให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากลและเป็นธรรม โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.กฎหมายด้านเศรษฐกิจ เช่น พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 2.กฎหมายเพื่อที่ออกตามพันธกรณีระหว่างประเทศ 3.กฎหมายที่ลดความเหลื่อมล้ำ 4.กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการและมนุษยธรรม และ 5.กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมและกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยให้เข้าถึงความเป็นธรรมโดยง่าย โดยรัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาไปแล้ว 1.1 หมื่นราย สำหรับการฟื้นฟูผู้กระทำผิดคดียาเสพติด 7,500 คน รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังด้วย

กางแผน 5 ข้อเร่งด่วน! แก้วิกฤต”รถติดลาดพร้าว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560176

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 12:07 น.

กางแผน 5 ข้อเร่งด่วน! แก้วิกฤต"รถติดลาดพร้าว"

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองส่งผลให้การจราจรบนถนนลาดพร้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตรถติดหนัก ตำรวจจึงเตรียม 5 แผนเพื่อแก้ไข

**********************

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ระยะทาง 13.4 กิโลเมตรบนถนนลาดพร้าว ถนนซึ่งถูกจัดอันดับเอาไว้ว่าเป็นถนนที่รถติดที่สุดในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ชั่วยามนี้กำลังเป็นพื้นที่ที่คนขับขี่และสัญจรต้องขยาดมากที่สุด เพราะล่าสุดจากการที่วางแนวก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (เส้นทางลาดพร้าว-สำโรง) ด้วยการปิดช่องทางจราจร ทางขวาชิดเกาะกลาง 1ช่อง ระหว่างซอยลาดพร้าว 61 ถึงลาดพร้าว 87 และช่วงคลองลาดพร้าวถึงคลองบางซื่อหรือลาดพร้าว 43 ถึงตลาดลาดพร้าวสะพาน 2

เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้คนที่สัญจรทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถเมล์ หรือแม้แต่รถจักรยายนต์ก็ต้องติดอยู่บนท้องถนนเพิ่มขึ้นอีกราว 1-2 ชั่วโมง โดยเฉพาะยามเร่งด่วนทั้งเช้าและเย็น

แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐอย่างตำรวจ กทม. และผู้รับเหมาสัมปทานก่อสร้าง หรือเจ้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้าจะประชาสัมพันธ์เอาไว้แล้วว่าจะเกิดการปิดถนน แต่ผู้ขับขี่ก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะรุนแรงถึงขนาดนี้ บ้างก็ต้องเลี้ยวเข้าห้างสรรพสินค้าเพื่อกินข้าว หรือทำธุระส่วนตัว กลับออกมารถก็ยังไม่ขยับไปไหน และที่สำคัญคือรถติดที่ถนนลาดพร้าว ก็ลามไปยังถนนอื่นๆ ที่เชื่อมต่อด้วยเช่นกัน ทั้งทางด่วนหรือทางปกติ

แนวทางการแก้ปัญหาล่าสุดถูกวางไว้ที่ตำรวจ ซึ่งนับเป็นโจทย์หินพอดูในการแก้ปัญหาเพื่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่งล่าสุด แหล่งข่าวจากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เปิดเผยแผนในการแก้ไขปัญหาจราจรเบื้องต้นสำหรับถนนลาดพร้าวไว้ โดยถอดแผนออกมาเป็น 5 ข้อ คือ

1.ปัญหาหลักเกิดจากป้ายรถเมล์จำนวนมากในถนนลาดพร้าวที่มีถึง 21 ป้าย ซึ่งทั้งหมดเมื่อมองจากองค์ประกอบแล้วขวางเส้นทางจราจรอย่างมาก อีกทั้งการก่อสร้างจะทำให้ต้องเสียพื้นผิวจราจรไปอีก 1 ช่องทางในเบื้องต้น ตำรวจจะทำการขยับป้ายรถเมล์ และสร้างป้ายชั่วคราวตามจุดต่างๆ ที่เหมาะสมและให้สอดรับกับการก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งป้ายรถเมล์จะอยู่ระหว่างจุดใดนั้นยังอยู่ในขั้นตอนหารือ แต่เบื้องต้นคาดว่าจะขยับจากป้ายเดิมแต่ละแห่งไปราว 50 เมตร

2.ซอยรัชดาภิเษก 32 หรือบริเวณหน้าศาลอาญารัชดา จะประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นเส้นทางลัด รวมถึงจะมีการปาดเกาะกลางถนนบริเวณหน้าศาลอาญาเพื่อทำจุดกลับรถและเลี้ยวเข้าซอยได้ทันที และบังคับห้ามจอดรถกีดขวางในซอยอย่างเด็ดขาด

3.จัดกำลังร่วมระหว่างตำรวจ ขสมก. รฟม. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามป้ายรถเมล์ กรณีที่มีการเลื่อนหรือขยับป้ายรถเมลล์ไปยังจุดที่หลีกเลี่ยง

4.ประสานห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีลาดพร้าว หรือห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ขอใช้พื้นที่ถนนหน้าห้างเป็นจุดจอดรับส่งสำหรับรถเมล์ รวมถึงเป็นพื้นที่ระบายรถในชั่วโมงเร่งด่วน

5.รอคำสั่งจากพล.ต.อ.จักรทิพทย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนามคำสั่งห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปเข้าพื้นที่ตั้งแต่เวลา 05.30 น. ไปจนถึงเวลา 10.00 น. หรือให้พ้นชั่วโมงเร่งด่วน

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิต รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) ที่รับผิดชอบงานด้านจราจร ที่ยอมรับว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้าที่ต้องกินเวลาไปอีก 4-5 ปีนี้จะหนักหนาอย่างแน่นอนบนถนนลาดพร้าว เนื่องเพราะแนวก่อสร้างที่ถึงอย่างไรก็ต้องมีการใช้พื้นที่ถนนสัญจรอย่างแน่นอน แม้ช่วงนี้ปิดเพียงแค่ 1 ช่องทาง เหลือให้สัญจรกัน 3 ช่องทางก็ยังเกิดการติดขัดอย่างหนัก อนาคตจะต้องปิดถนนเพิ่มอีก 2 ช่องทาง หากทางเลี่ยงทางแยกทางลัดยังไม่อาจรองรับได้ ปัญหาก็จะยิ่งถาโถม

แม้การปิดถนนยังผ่านพ้นไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ดี แนวทางแก้ไขการติดขัดเบื้องตัน ตำรวจได้ประสานไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างให้รื้อถอนแนวก่อสร้างออกไปก่อนในชั่วโมงหนาแน่นเพื่อให้เกิดการระบายรถอย่างเต็มที่ เมื่อพ้นชั่วโมงเร่งด่วนไปแล้วให้นำแบริเออร์พลาสติกมากั้นเพื่อทำงานได้ ขณะที่ทางเลี่ยงนั้น พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ให้ภาพว่า จะให้ประชาชนใช้ถนนในซอยรัชดาภิเษก 32 และซอยรัชดาภิเษก 36 ที่เชื่อมต่อไปยังถนนลาดพร้าว-วังหินได้เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางก่อสร้าง ซึ่งจะวางกำลังตำรวจคอยโบกรถให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง

อีกหนึ่งเส้นทางที่จะบังคับเพื่อระบายรถ คือกระแสรถที่มาจากถนนรัชดาภิเษกมุ่งหน้าแยกรัชดา-ลาดพร้าว รถที่ตั้งใจจะเลี้ยวขวามุ่งหน้าถนนลาดพร้าวขาออก จะปิดป้ายห้ามเลี้ยว เพื่อบังคับให้รถตรงไปยังถนนรัชดาภิเษกฝั่งสุทธิสารเพื่อกลับรถและให้เลี้ยวซ้ายออกตรงถนนลาดพร้าวขาออกแทน ขณะที่รถยนต์ที่จะมุ่งหน้าข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าวก็ขึ้นสะพานไปทันทีไม่ปะปนกัน ขณะที่รถยนต์จาก 5 แยกลาดพร้าวก็เช่นกัน เมื่อมาถึงแยกรัชดา-ลาดพร้าวแล้วจะให้เลี้ยวซ้ายเพื่อนำไปสู่เส้นทางลัดเข้าซอยรัชดาภิเษก 32 และ 36 ต่อไป

หมดเวลาเบี้ยว! “กยศ.”ตั้งเป้าหักหนี้ล้านรายผ่านเงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559951

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 08:40 น.

หมดเวลาเบี้ยว! "กยศ."ตั้งเป้าหักหนี้ล้านรายผ่านเงินเดือน

กยศ.ลุยบังคับใช้กฎหมาย หักหนี้ผ่านเงินเดือนลดปัญหาการเบี้ยวหนี้-ฟ้องร้อง คาดลูกหนี้ทั้งข้าราชการและทำงานบริษัทเอกชนที่เข้าข่ายถูกหักหนี้ผ่านเงินเดือนมี 1 ล้านราย

******************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่อง การเบี้ยวหนี้ไม่ยอมชำระ จนเดือดร้อนไปถึงผู้ค้ำประกันเงินกู้ กระบวนการติดตามหนี้ ฟ้องร้อง ไกล่เกลี่ย จัดจูงใจ รณรงค์ชำระหนี้ ลดเบี้ยปรับกรณีค้างชำระ และให้ส่วนลดเงินต้นผู้ที่มีประวัติชำระหนี้ดีก็ยังไม่สามารถลดจำนวนยอดค้างชำระหนี้ยังสูงเฉียดแสนล้านบาท จากที่เริ่มปล่อยกู้มาตั้งแต่ปี 2539

อย่างไรก็ตาม ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ. ระบุว่า ในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ของ กยศ.กำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

“การชำระหนี้กำลังดีขึ้นทุกปี มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นๆ จากปีก่อน ชำระแล้ว เป็นเงิน 2.1 หมื่นล้าน ล่าสุดเพิ่มเป็น 2.6 หมื่นล้าน สาเหตุที่มีการคืนเงินกู้มากขึ้น เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผู้กู้เริ่มตระหนักว่าการคืนเงิน กยศ.เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อผู้กู้คนอื่นๆ จึงคืนกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับการเร่งรัดดำเนินคดี ซึ่งสื่อต่างๆ ช่วยกันนำเสนอ ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะเข้ามาชำระหนี้เพิ่มขึ้น

และอำนาจตาม พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ให้อำนาจเราที่เข้าถึงข้อมูลของผู้กู้ได้มากขึ้น เช่น มีหมายเลขโทรศัพท์ผู้ที่ค้างชำระ เบื้องต้นได้นำร่องหักหนี้ กยศ.จากบัญชีเงินเดือนข้าราชการกรมบัญชีกลางไปแล้วเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยกระทรวงการคลัง และขยายไปสู่ข้าราชการทุกสังกัด รวมถึงในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในปี 2562” ผู้จัดการ กยศ.ระบุถึงสถานการณ์การชำระหนี้ของ กยศ.

ทั้งนี้ มีผู้กู้ทั่วประเทศ 5.4 ล้านราย ยอดเงิน 5.7 แสนล้านบาท มีผู้กู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.5 ล้านราย คิดเป็นเงิน 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ชำระหนี้ปกติ 1.4 ล้านราย และผิดนัดชำระหนี้ 2.1 ล้านราย เป็นเงินค้างชำระ 6.8 หมื่นล้านบาท ในส่วนกลุ่มผิดนัดชำระหนี้ยังแยกย่อยเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี 1.2 ล้านราย

“เราประเมินว่า ลูกหนี้ที่อยู่ในระบบ ทั้งที่เป็นข้าราชการและทำงานในบริษัทเอกชนที่เราสามารถหักหนี้ผ่านเงินเดือนได้มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย จากลูกหนี้ที่ถึงเวลาต้องชำระทั้งหมดประมาณ 3 ล้านราย คนที่ไม่อยู่ในระบบและไม่ยอมชำระหนี้ ก็จะใช้วิธีสืบทรัพย์ เช่นเดียวกับกรณี ฟ้องร้อง ถึงขั้นบังคับคดี กับครูวิภา บานเย็น ผู้บริหารโรงเรียนใน จ.กำแพงเพชร ในฐานะผู้ค้ำประกันนักเรียนที่กู้ยืม 60 ราย แต่ลูกศิษย์ค้างชำระ กยศ.ฟ้องร้อง 21 ราย คดีที่ฟ้องไปยึดทรัพย์แล้ว 4 ราย ซึ่งปกติเราต้องยึดทรัพย์ของผู้กู้ก่อน แต่กรณีนี้เมื่อสืบทรัพย์ของผู้กู้ทั้ง 4 รายไม่พบทรัพย์สิน จึงจำเป็นต้องยึดทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน

แต่กรณีดังกล่าว กยศ.จับมือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดกำแพงเพชร ชะลอยึดทรัพย์ และพร้อมจัดหาทนายให้ครูวิภาเพื่อไล่เบี้ยคืนจากลูกศิษย์ กองทุนมีความจำเป็นต้องสืบทรัพย์บังคับคดีตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเมื่อมีการบังคับกฎหมายให้หักจากเงินเดือนได้ เชื่อว่าปัญหาการฟ้องร้อง บังคับคดี และการเบี้ยวหนี้จนจะทำให้เดือดร้อนไปถึงผู้ค้ำประกันลดลง”

ปัจจุบัน กยศ.ปล่อยกู้ให้กับนักเรียนนักศึกษาไปแล้ว 5 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 5 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ปิดบัญชีชำระหนี้ไปแล้ว 1 ล้านราย และลูกหนี้ที่เรียนจบจะอยู่ในช่วงเวลาปลอดชำระหนี้ 2 ปี อีก 1 ล้านราย ลูกหนี้ที่ครบกำหนดชำระหนี้อีก 3 ล้านราย ในจำนวนนี้ชำระหนี้ปกติ 1 ล้านราย และผิดชำระหนี้ 2 ล้านราย ซึ่งการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ผ่านบัญชีจะทำให้ยอดการผิดชำระหนี้ที่มีอยู่จำนวนมากลดลง

“ทุกคนที่เป็นลูกหนี้จะทราบตัวเลขหนี้ ตัวเลขที่ต้องถูกหักแต่ละเดือนเท่าไหร่ ตามที่ได้ไกล่เกลี่ยกันไว้กับ กยศ. แต่ใครที่ไม่สามารถแบกรับตัวเลขหนี้แต่ละเดือนได้ ก็ต้องติดต่อกลับมา มาคุยกันว่าต้องหักเท่าไหร่เพื่อให้ผู้กู้อยู่ได้ แต่โดยหลักการตัวเลขโดยประมาณ ที่ต้องหักสำหรับผู้กู้ที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เลย คือ หักเฉลี่ยรายเดือน เพียงประมาณ 125 บาท/อัตราเงินต้น 1 แสนบาท เท่านั้นเอง

หากดูที่อัตราว่างงาน จะพบว่าประเทศไทยมีอัตราว่างงานที่ต่ำมาก เชื่อว่าผู้กู้ส่วนใหญ่มีงาน และมีรายได้ก็ขอให้มีวินัยทางการเงิน มีน้อยก็ชำระน้อย แต่ไม่ใช่ไม่ติดต่อ กยศ.กลับมาเลย ใครที่จ่ายตามเงื่อนไขไม่ได้ ก็มาดูว่าจ่ายได้ที่ตัวเลขเท่าไหร่ ขอให้ติดต่อมาที่กองทุน จะได้ทราบปัญหากัน” ชัยณรงค์ กล่าว

นอกจากนั้น ปัญหาการเรียนในบางสาขาโดยเฉพาะสายสังคมสุ่มเสี่ยงที่จะตกงานมากขึ้นในอนาคต การตัดสินใจที่จะกู้ยืมเรียน จึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงการว่างงานในอนาคตอีกด้วย

“เรื่องนี้เราได้ประชาสัมพันธ์ไปยังสถาบันต่างๆ ให้แนะนำนักเรียนเรื่องนี้ เพราะเราไม่อยากให้ใครเรียนจบแล้วว่างงาน หรือตกงาน หลายคนควรหันไปเรียนสายอาชีพที่มีงานรองรับ และสุดท้าย อยากฝากไปถึงคนที่ยังเบี้ยวหนี้ว่า ขอให้รีบติดต่อกลับมา ปัจจุบันสามารถชำระผ่านคิวอาร์โค้ด โดยไม่กำหนดเวลา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ข้อมูล หรือการตอบคำถามข้อข้องใจต่างๆ ก็สามารถหาได้จากเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของเรา” ผู้จัดการ กยศ.กล่าวทิ้งท้าย

มุมมอง”เขตรัฐ” คน 3 โลก เลิกกอดทฤษฎี…ขอลงสนามจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559936

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 21:01 น.

มุมมอง"เขตรัฐ" คน 3 โลก เลิกกอดทฤษฎี...ขอลงสนามจริง

คุยกับ “เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย กับการตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองและเส้นทางการเมืองไทยในอนาคต

*************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ด้วยผลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทำให้การเมืองไทยเริ่มเห็นตัวละครใหม่ๆ และพรรคการเมืองใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ อีกทั้งยังเป็นที่จับตามองทางการเมืองด้วย เนื่องจากมีชื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการ กปปส. มาร่วมจัดตั้งพรรค และเตรียมจะประชุมครั้งแรกวันที่ 5 ส.ค.

ขณะเดียวกัน การประกาศตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่ได้มีจุดน่าสนใจเฉพาะอดีตแกนนำ กปปส.เท่านั้น เพราะยังได้นำคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเข้ามาร่วมงานด้วยอย่าง “เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” โฆษกพรรค และยังเป็นบุตรชายของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการด้านการเมืองชื่อดัง โพสต์ทูเดย์จึงได้มีโอกาสสนทนากับเขตรัฐเพื่อเปิดมุมมองการเมืองคนรุ่นใหม่

ก่อนอื่น เขตรัฐ เล่าถึงการตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองว่า “ผมเป็นคนหนึ่งในประเทศไทยที่รู้สึกว่าการเมืองมันอึดอัดครับ การเมืองมันมืดไปหมดเลย แบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ความขัดแย้งสูง เมื่อครั้งทำงานในธรรมศาสตร์ในฐานะอาจารย์ก็เจอหมอกควันการเมืองเช่นกัน มีคนมาใส่สีเสื้อให้ผมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำให้เราสัมผัสได้เองว่าถ้าสังคมยังเป็นแบบนี้ต่อไป แบ่งฝ่ายแบบนี้ต่อไปเราแย่แน่ ประเทศที่ไร้ความสามัคคีและความปรองดอง ผมคิดว่าเราคงไม่สามารถก้าวเดินไปด้วยกัน”

“ในนาทีที่มันมีความขัดแย้งสูง ผมคิดว่าคงอยู่อย่างนี้ไม่ได้ อยู่เฉยๆ ไม่ได้ คิดว่าต้องเข้ามาทำอะไรบางอย่างเพื่อเปิดพื้นที่งานการเมืองสำหรับผมแล้ว ผมไม่เคยมองว่างานการเมืองเป็นการเข้ามาแสวงหาอำนาจ หรือเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ผมกลับมองการเมืองในอีกมิติหนึ่งมาตลอดว่างานการเมืองจริงๆ แล้ว เป็นงานที่ต้องทำเพื่อส่วนรวม งานที่เราต้องรับใช้ประชาชนจริงๆ”

เขตรัฐ ระบุว่า “ถ้าถามผมว่าผมได้วิธีคิดแบบนี้มาจากไหน ผมได้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นต้นแบบการทำงานให้กับคนไทยทุกคน หัวใจของประเทศไทย คือ การเกษตร และหัวใจของการเกษตร คือ การบริหารจัดการน้ำ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศทำอาชีพอยู่ในภาคการเกษตร ดังนั้นถ้าต้องการจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ และต้องการขับเคลื่อนประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ต้องกลับไปมองที่การเกษตรบ้าง”

“หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการที่สำคัญมาก ผมคิดว่าหลักการนี้สอนให้เราระมัดระวัง สอนให้เราไม่โลภ สอนให้เราอยู่กับสิ่งที่เรามี พอใจ เราคิดว่ามีเท่านี้ก็พอ เราก็สุขได้ การลงทุนจะเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพราะตัดกิเลสและความโลภออกไปแล้ว แบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ขยันนะ แต่แปลว่าเราจะรอบคอบและมีสติมากขึ้นในเวลาที่เราจะทำอะไรลงไป นี่คือสิ่งที่ผมมอง”

ด้วยความที่เขตรัฐจบการศึกษาจากทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และไทย และเข้ามาทำงานในฐานะอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมือนบิดา ทำให้เรียกตัวเองว่าเป็นคนสามโลก พร้อมกับคิดว่าการแก้ไขปัญหาการเมืองและสังคมไทยนั้นไม่สามารถใช้แค่ทฤษฎีแบบตะวันตกได้เท่านั้น

“ผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมไทยสำหรับผมในฐานะคนที่อยู่มาสามโลกเป็นวัฒนธรรมที่สวยงาม ผมอยู่มาสามโลก ผมอยู่สหรัฐอเมริกามา 7 ปี อยู่จีน 3 ปี และกลับมาอยู่ไทยอีก3 ปี ผมอยู่มา 3 โลกแล้ว”

“สหรัฐอเมริกา แน่นอนว่ามีสิทธิเสรีภาพอย่างที่ทราบกันดี แต่การจะมีสิทธิและเสรีภาพได้ขนาดนั้น ข้อบังคับและระเบียบต้องรัดกุมมากๆ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวดจริงๆ แต่ก็เป็นสังคมแบบโดดเดี่ยว อยู่แล้วเหงา ไม่ได้คุยกับใคร ไม่มีเพื่อนบ้าน หรือถ้ารู้จักกันก็รู้จักกันแบบผิวๆ ไม่มีญาติสนิทมิตรสหายเหมือนที่เมืองไทย เขาเป็นสังคมที่เป็นปัจเจกมากๆ”

“จีน ถ้าเราอ่านหนังสือมาตอนเด็กๆ จะรู้สึกในแง่ลบ และถูกสอนให้มองว่าอเมริกาเป็นพระเอก แต่พอผมไปอยู่จีนจริงๆ กลับไม่ใช่อย่างนั้น กลับรู้สึกว่าสังคมจีนไม่ใช่สังคมโดดเดี่ยวนะ มีพี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนบ้านเอาน้ำซุปหรืออะไรต่อมิอะไรมาให้กัน ผมอยู่ที่จีนอบอุ่น และไม่รู้สึกว่าถูกกดขี่อย่างใด ผมคิดว่าผมอยู่ได้ สบายกว่าที่อเมริกาอีก”

“มันทำให้ผมคิดได้ว่า หรือว่าเรามีอคติ หรือเราเชื่อโดยไม่สัมผัส หรือเชื่อโดยไม่ได้ศึกษา ถ้าเราเอาทฤษฎีมาครอบอย่างเดียว มันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงหรือเปล่า ผมคิดแบบนี้ได้ตอนไปอยู่ที่จีน”

เขตรัฐ สารภาพว่า “ผมเคยมองการเมืองแบบทฤษฎี มันน่าหงุดหงิด ผมเคยคิดว่าการเมืองไทยควรต้องเป็นไปตามทฤษฎีสิ ทำไมไม่เป็นไปตามนั้น ทำไมขาดตกบกพร่อง ผมกลับมาอยู่เมืองไทยก็ตระหนักนะ คนคิดทฤษฎีก็เป็นฝรั่งที่ตายมาแล้วร้อยสองร้อยปี ผมมาคิดอีกว่าผมคิดผิดหรือเปล่าที่จะเอาทฤษฎีนี้มาเป็นเกณฑ์วัดสังคมไทย มันสะอึกนะ เลยปรับความคิดใหม่ เอาทฤษฎีไว้ข้างๆ โดยผมยังอ่านอยู่นะ แล้วมาดูว่ามีทฤษฎีไหนตรงกับไทยแล้วลองเลือกหยิบมาใส่”

“เมื่อผมเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษา ผมมองเห็นชัดเจนว่าเราจะพยายามดันการศึกษาไทยให้ไปเท่ากับสวีเดนและฟินแลนด์ ผมนั่งถามตัวเองดู สองประเทศนี้เขาดันการศึกษาของเขาไปแบบนั้น เขาดันตามวัฒนธรรมและรูปแบบนิสัยของคนของประเทศเขาด้วย แล้วการศึกษาของเราที่ชอบ Copy และ Paste (คัดลอกและนำมาวาง) ไม่ว่าจะมาจากไหน มันตรงกับวัฒนธรรมของเราหรือเปล่า เรากำลังผลิตบุคลากรที่ประเทศเราต้องการหรือเปล่า”

“ตอนนี้ประเทศเราขาดอะไร พูดแบบแฟร์ๆ เราขาดแรงงาน ขาดคนที่มีทักษะในการทำงานจริงๆ ทักษะวิชาชีพ เรากลับไปลดทอนเขา เราไปมองว่า ปวช. ปวส.จบออกมาแล้วไม่ดี แต่ต้องไปเอาปริญญาตรีมา พ่อเฒ่าแม่เฒ่าต้องขายที่ดินส่งลูกเรียน ทั้งๆ ที่จริงถ้าเขากลับมาทำการเกษตรช่วยครอบครัว รายได้เขาดีกว่าพนักงานบริษัทอีกนะ แต่ด้วยค่านิยมที่ไปรับเข้ามา ทำให้ใจเราบอด มองไม่ออกถึงทรัพยากรตรงหน้าที่เรามีอยู่ในประเทศของเรา”

เขตรัฐ เปิดถึงความตั้งใจของตัวเองว่า เมื่อเข้ามาทำงานการเมือง ก็อยากลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น และคิดว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะสามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ โดยไม่คิดว่าการมีอดีตแกนนำ กปปส. อย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ในพรรคจะเป็นจุดอ่อนของพรรคที่จะเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงกันข้ามแต่อย่างใด

“ผมอยู่ในขั้นตอนที่ว่าถ้าผมอยากทำ ผมจะทำเลย ผมคิดว่าถ้าคุณอยากเห็นมันเปลี่ยนแปลง คุณนั่นแหละ ประชาชนคนธรรมดานั่นแหละ ต้องเปลี่ยนมัน ไม่ใช่เอาชะตาของคุณไปฝากไว้ในมือใคร อย่าไปยืมจมูกใครหายใจ”

“ในฐานะส่วนตัว ผมไม่เคยมองว่าลุงกำนันคือจุดอ่อน ลุงกำนันมีวิชาความรู้เกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 40 ปีที่สั่งสมมา เห็นมาแล้วทุกอย่าง เข้ามาเป็น สส.ตั้งแต่อายุ 20 ปีกว่าๆ ผมคิดว่านี่คือพลังของเรา เพราะตอนนี้ทั้งลุงกำนันกับผมต่างเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคและมีฐานะเสมอกันในพรรค”

“มันคือมิติใหม่ที่ผมอยากชวนคนมองว่าพรรคของประชาชน คุณเข้ามาคุณก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งเหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินเป็นพันล้านในการสร้างพรรค เพียงแค่มีใจที่ต้องการปฏิรูปประเทศ ก็เดินเข้ามาได้แล้ว มันคือพรรคของประชาชน”

“เนื่องจากเรามีระบบสมัชชาสมาชิกพรรค ดังนั้นลุงกำนันย่อมไม่สามารถสั่งใครในพรรคได้ ทำให้ต้องมีการถามความเห็นตลอดและต้องมีการลงประชามติกันในพรรคตลอด ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งเราปลอมแปลงไม่ได้นะ เพราะเรามีระบบที่เราตั้งขึ้นมา”

ส่วนเป้าหมายของพรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้น เขตรัฐ เปิดเผยว่า ต้องการปักธงทั่วประเทศ เราพยายามตั้งสาขาพรรคทั่วประเทศ ไม่ได้มองเพียงแค่ภาคใต้เท่านั้น โดยอย่างน้อยการเลือกตั้งที่ใกล้จะถึง เราต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนจริงๆ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริงๆ ต้องพาประชาชนเข้าไปอยู่ในสภา ไปกำกับควบคุมนักการเมืองและรัฐมนตรีจริงๆ

“ที่สำคัญ ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้พรรคมีการตั้งทีมทำงานเพื่อตั้งสโมสรเยาวชน ถ้าเราคิดแค่ว่าจะเป็นพรรคเฉพาะกิจ เราก็แค่ไปหา สส.เก่าเข้าพรรคมาก็พอ แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น โดยเราเอาคนธรรมดาเข้ามาในพรรค ยืนยันว่าเรามองระยะยาว” เขตรัฐ ทิ้งท้าย

ยึด”เบิกจ่ายกองทุนสุขภาพ”เบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559829

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 07:25 น.

ยึด"เบิกจ่ายกองทุนสุขภาพ"เบ็ดเสร็จ

ประเด็นที่ถูกจับตามองมาตลอดในยุครัฐบาล คสช. คือการรวบอำนาจ “หน่วยงานกลางจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายและระบบข้อมูลบริการสาธารณสุข”

***********************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเด็นที่ถูกจับตามองมาตลอดในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่หวังครอบงำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) แม้ช่วงหลังจะดูเงียบเหงา แต่มีความพยายามลึกๆ ที่จะรวบอำนาจ “หน่วยงานกลางจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายและระบบข้อมูลบริการสาธารณสุข” หรือ “เคลียริ่งเฮาส์ชาติ” กลับไปยังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

โดยหลักการการจัดตั้ง “เคลียริ่ง เฮาส์ชาติ” จะทำให้การรับข้อมูลการเบิกเงินการประมวลผลข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ ที่มีผู้รับผิดชอบสามกองทุนหลัก คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการคล่องตัวมากขึ้น

สำหรับหน้าที่ของหน่วยงานแห่งนี้คือ ทุกกองทุนต้องส่งข้อมูลเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาที่เคลียริ่งเฮาส์ รวมถึงให้สำนักงานประมวลผลว่าควรจ่ายในอัตราใดทั้งยังมีหน้าที่ให้โรงพยาบาลส่งเบิกและรับเบิกเงินจากหน่วยงานนี้อีกด้วย

ปัญหาก็คือที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานอย่างเป็นทางการ จึงมีมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2556 ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้ดูแลไปก่อน

อันที่จริงมีความพยายามจะจัดตั้งหน่วยงานนี้มาตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งมี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ เป็นปลัด สธ. โดยห้วงเวลานั้น นพ.ณรงค์ ต้องการลดทอนขุมกำลังของ สปสช. และฟื้นความยิ่งใหญ่ของ สธ. จึงมีความพยายามให้เคลียริ่งเฮาส์มาอยู่ใต้ร่มของ สธ. มากกว่าจะให้ไปอยู่ในมือของ สปสช. แต่ก็ไม่สำเร็จ

หลัง คสช.ยึดอำนาจ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข แนวคิดตั้งเคลียริ่งเฮาส์ชาติฟื้นกลับมาอีกครั้ง โดยฝันว่าจะเกิดองค์การมหาชน หน่วยงานใหม่แต่ก็ไม่รอด เมื่อรัฐบาลเห็นว่าการตั้งองค์กรสิ้นเปลืองงบประมาณ

เรื่องเงียบไปนาน 3 ปี ยุค นพ.ปิยะสกลสกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข คนปัจจุบัน มีการปัดฝุ่นแนวคิดนี้ขึ้นใหม่ ผ่านการเสนอของข้าราชการรอบตัวที่ต้องการให้หน่วยงานนี้อยู่ใต้ สธ.แบบเดียวกับที่หมอณรงค์เคยผลักดัน

ทั้งที่หากให้ สธ.ดูแลจะกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทันที เพราะกระทรวงจะกลายเป็นผู้คุมการเบิกจ่ายเงินจากทั้ง 3 กองทุนไปยังโรงพยาบาลที่ตัวเองดูแล ขัดกับหลักการ ผู้ซื้อบริการ (กองทุนทั้ง 3 กองทุน) และผู้ให้บริการ (โรงพยาบาลทั่วประเทศ) ต้องแยกอำนาจจากกันโดยสิ้นเชิง

จริงอยู่ที่เคลียริ่งเฮาส์ชาติไม่ควรอยู่กับ สปสช. เพราะหลักการต้องมีความเป็นอิสระสูง แต่การเอาไปขึ้นอยู่ สธ.นั้นยิ่งทำให้ความพยายามรวบอำนาจชัดมากขึ้น

ความพยายามกุมการเบิกจ่ายเงินของ สธ.ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ จากการดึง นพ.นพพร ชื่นกลิ่น จากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มาเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ตั้งแต่ยังไม่หมดวาระจาก อภ. ทั้งที่ นพ.นพพร ไม่ได้มีผลงานอะไรเกี่ยวกับงานวิจัย และ อภ.ก็เป็นองค์กรที่ใหญ่กว่า สวรส.มาก

ในวันที่ นพ.นพพร รับตำแหน่งเขายังประกาศอีกด้วยว่าผลงานที่จะผลักดัน คือการตั้งไข่เคลียริ่งเฮาส์ชาติ โดยหวังใจให้ไปขึ้นกับ สธ.ให้ได้

หากขึ้นกับกระทรวงหมอสำเร็จ หมายความว่าการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของทั้ง 3 กองทุนต้องมาผ่านหน่วยงานที่กระทรวงเป็นผู้ดูแล แทนที่จะมีหน่วยงานอันเป็นอิสระทำหน้าที่นี้

นี่ไม่ใช่ความพยายามเดียวในการรวบอำนาจ แต่ยังมีข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และ สธ.ให้ตั้งบอร์ดครอบ สปสช.และกองทุนต่างๆ ภายใต้ชื่่อว่า “คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อตัดสินใจนโยบายและเรื่องเงินๆ ทองๆ เพื่อเอาอำนาจกลับไปกระทรวงหมอให้จัดการ “เงิน” ได้มากขึ้น

แม้ไม่กระโตกกระตากแต่พอสะท้อนให้เห็นว่าความพยายามในการรวบอำนาจกองทุนซึ่งอาจนำไปสู่การ “ล้ม” บัตรทองยังคงอยู่

เพราะ สปสช.ที่บริหารบัตรทองนั้นมีโครงสร้างที่แยกออกจากระบบราชการปกติมากไป เพราะ สปสช.มีสัดส่วนของหมอที่อยู่ระบบราชการและบรรดาเอ็นจีโอมากเกินไป ขัดแย้งกับกระแสปฏิรูปยุค คสช.นั่นคือลดอำนาจประชาชนและเอาอำนาจกลับไปให้ระบบราชการ “คนดี” กลับไปจัดการกันเองมากขึ้น

คำถามที่ต้องสะท้อนกลับไปยังตัว นพ.ปิยะสกล และตัวรัฐบาล คสช. ก็คือที่สุดแล้วยังอยากเห็นความเป็นอิสระของการบริหารจัดการระบบสุขภาพแบบ 17 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ หรืออยากให้กลับไปสู่ระบบราชการเป็นใหญ่เหมือนในอดีต?