แก้กม.อาญาใหม่ ห้ามละเมิดสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559727

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:05 น.

แก้กม.อาญาใหม่ ห้ามละเมิดสิทธิ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการเผยแพร่ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. … ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งเป็นที่เรียบร้อย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนนำความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาต่อไปเมื่อส่องเนื้อหาของร่างกฎหมายได้ปรับปรุงระบบสอบสวนคดีอาญา จำนวน 25 มาตรา โดยเน้นให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการให้เกิดความเหมาะสม พร้อมกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้เกิดความชัดเจน และสามารถอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว รวมถึงมีประสิทธิภาพ

อาทิ มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการบริการประชาชนและดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพและรวดเร็ว ให้พนักงานสอบสวนในทุกท้องที่มีหน้าที่และอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษต่อตน ณ สถานที่ทำการที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไม่ว่าเหตุจะเกิดขึ้นในท้องที่ใด และเมื่อรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษแล้ว ให้มีหน้าที่สอบสวนเบื้องต้นเท่าที่จะพึงทำได้ แล้วรีบส่งคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษพร้อมสำนวนการสอบสวนเบื้องต้นไปยังพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเร็ว

มาตรา 8 กรณีที่พนักงานสอบสวนต่างท้องที่ในเขตจังหวัดเดียวกัน มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาเดียวกันผู้บังคับการสอบสวนมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนความผิดอาญานั้นได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกของพยาน ประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการดำเนินการประกอบกัน ซึ่งผู้บังคับการสอบสวนจะสั่งก่อนเริ่มดำเนินการสอบสวนหรือระหว่างสอบสวนก็ได้

ส่วนมาตรา 15 เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนคดีดังต่อไปนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้ว ให้แจ้งให้พนักงานอัยการที่มีเขตอำนาจทราบด้วย (1) คดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษขั้นต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น

(2) คดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และ (3) คดีอื่นตามที่อัยการสูงสุดกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมกันกำหนด

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวน ให้พนักงานอัยการมีอำนาจไปเข้าร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวน หรือขอให้พนักงานสอบสวนแจ้งความคืบหน้า ในการสอบสวนให้ทราบเป็นระยะ หรือขอให้ตรวจสอบพยานหลักฐานหรือประเด็นใดเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะก็ได้

มาตรา 16 ในการสอบสวน พนักงานสอบสวนต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาที่จะได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม และต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว

“ในชั้นจับกุมหรือระหว่างสอบสวน ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับ หรือพนักงานสอบสวนนำผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาออกแถลงข่าวหรือจัดให้บุคคลดังกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนต้องไม่เผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้เสียหาย ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาต่อสาธารณชนหรือยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่บันทึกภาพหรือเสียงของผู้เสียหาย

ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา หรือกระทำการอื่นใดอันมีลักษณะเป็นการประจานผู้เสียหายผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา แต่ทั้งนี้ การนำผู้ต้องหาไปทำแผนประทุษกรรมประกอบการรับสารภาพ มิให้ถือว่าเป็นการประจานความในวรรคสาม ไม่ใช้บังคับกับการเผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้ต้องหา เพื่อประโยชน์ในการจับกุมตามหมายจับ”

ขณะที่ มาตรา 22 กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมคำสั่งให้ผู้บังคับการสอบสวนพิจารณา ถ้าผู้บังคับการสอบสวนไม่แย้งคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับสำนวน ให้ถือตามความเห็นของพนักงานอัยการ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีความเห็นแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของผู้บังคับการสอบสวนไปก่อน

กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้บังคับการสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบอำนาจของผู้บังคับการสอบสวนในการแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้เป็นอำนาจของผู้บัญชาการสอบสวน ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งสูงกว่าผู้บังคับการสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้อำนาจของผู้บังคับการตามวรรคหนึ่งเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถ้า ผบ.ตร.เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้อำนาจการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด และคำสั่งอัยการสูงสุดให้เป็นที่สุด

สำหรับมาตรา 23 ในคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ หรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษจำคุก ให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวชำระค่าปรับทางปกครองไม่เกิน 20,000 บาท แทนจำคุก เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับทางปกครองแล้ว ให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด และให้ถือว่าคดีอาญาเป็นอันระงับ

ส่วนกรณีจำเลยไม่อาจชำระค่าปรับทางปกครองตามวรรคหนึ่งได้ ศาลจะสั่งใช้มาตรการคุมประพฤติเพื่อให้บุคคลดังกล่าวทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ภายในระยะเวลากำหนดแทนก็ได้ เมื่อผู้ต้องหาปฏิบัติตามคำสั่งศาลแล้ว ให้คดีอาญาเป็นอันระงับการกำหนดโทษปรับทางปกครองตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงระดับความรุนแรงของการกระทำผิดและฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยประกอบด้วย

จับตาขั้วอำนาจกัมพูชาหลังเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญต่อนักลงทุนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559715

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 08:36 น.

จับตาขั้วอำนาจกัมพูชาหลังเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญต่อนักลงทุนไทย

โดย…จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์

ผลการเลือกตั้งกัมพูชา ซึ่งพรรคประชาชนกัมพูชา หรือซีพีพี ที่มีฮุนเซน เป็นหัวหน้าพรรค สามารถกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้งหมด 125 ที่นั่ง โดยไม่เหลือที่นั่งไว้ให้พรรคฝ่ายค้านเลย ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากนานาชาติที่มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โปร่งใส เพราะพรรคฝ่ายค้านถูกทำลายและถูกสกัดจนไม่สามารถสร้างพลังทางการเมืองได้ ทำให้ “ฮุนเซน และพวกพ้อง” สามารถครองอำนาจต่อไปอีก 5 ปี

มีคำถามมากมายที่ถามออกมาว่า เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองในกัมพูชาเป็นเช่นนี้ จะเกิดผลดีและผลเสียอย่างไรต่อนักลงทุนไทยและประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ จ.ตราด อุบลราชธานี

วิมาน สิงห์พันธ์ นักลงทุนชาวตราดและรองนายกสมาคมการค้าชายแดน จ.ตราด ที่เข้าไปค้าขายและลงทุนใน 3 จังหวัดในกัมพูชาที่ติดต่อกับ จ.ตราด คือ พระตะบอง โพธิสัต และ จังหวัดเกาะกง แนะนำให้นักลงทุนไทยติดตามการเมืองกัมพูชาในอีก 5 ปีต่อไปนี้ว่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลง และจะทำอย่างไรหากจะต้องเลือกข้าง ส่วนด้านเศรษฐกิจต้องจับตาในห้วงเวลา 6-12 เดือนต่อไปนี้ว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

“ผมมองในแง่ของเสถียรภาพทางการเมืองของฮุนเซน และพรรค ซีพีพีแล้วย่อมมีเสถียรภาพมากกว่าเดิม เพราะไม่มีพรรคฝ่ายค้านมาต่อต้าน ขัดขวาง ส่งผลดีต่อการค้าขายของนักลงทุนไทยทั้งในระดับชาติและระดับชายแดน จ.ตราด จะได้รับโอกาสสูงมากเพราะมีชายแดนติดต่อกันทั้ง 3 จังหวัด ซึ่งที่ผ่านมายังมีพรรคฝ่ายค้านอยู่ แต่วันนี้ไม่มีย่อมทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นและสะดวกมากขึ้นด้วย”

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจที่เขาบอกให้จับตาในระยะ 6-12 เดือนจากนี้นั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เพราะฮุนเซนจะเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนต่างชาติมาก ใครลงทุนก็ให้เช่าที่ดินนานหรือให้สัญชาติเลยก็มี และเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมองว่านักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชามีอิทธิพลต่อความคิดของรัฐบาลสูงมาก ดังนั้น เงื่อนไข ข้อตกลงก็จะเปลี่ยนไปทางนักลงทุนจีนมากขึ้น และให้ประโยชน์กับกลุ่มนักลงทุนจีนจนทำให้นักลงทุนไทยได้รับผลกระทบทั้งการส่งสินค้าจากจีนไปกัมพูชา หรือการท่องเที่ยว เรื่องนี้นักลงทุนไทยควรจะต้องระวังและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

วิมาน สิงห์พันธ์ นักลงทุนชาวตราดและรองนายกสมาคมการค้าชายแดน จ.ตราด

วิมานยังมองถึงโครงสร้างอำนาจในกัมพูชาว่า หลังจากสมเด็จเจียซิมอดีตประธานพรรคซีพีพีเสียชีวิต ทำให้สมดุลทางอำนาจเริ่มเปลี่ยนไป สมเด็จกลาโหมซอร์ เค็ง รองประธานพรรคต้องการขึ้นมามีอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง และฮุนเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานพรรคซีพีพี ต้องการวางมือและผลักดัน พล.ท.ฮุน มาเน็ต ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ ที่เป็นบุตรชายคนเล็กก้าวขึ้นมาแทน แต่บารมีสู้ซอร์ เค็ง ไม่ได้ ฮุนเซนจึงต้องลงเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพื่อให้เวลาจากนี้ไปอีก 5 ปีนั้น เป็ช่วงเวลาที่ พล.ท.ฮุน มาเน็ต จะสะสมบารมีขึ้นมา

“สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถึงขั้นที่จะเกิดการยึดอำนาจจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น่าจะมีการเจรจาและหาข้อยุติกันได้ในที่สุด เรื่องนี้ ชาวกัมพูชาในประเทศรับรู้ดี แต่นักลงทุนไทยจะต้องมองในเรื่องนี้ให้มาก”

เหตุผลที่วิมานมองว่านักลงทุนไทยจำเป็นต้องมองประเด็นขั้วอำนาจในการเมืองกัมพูชานั้น เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าในยุคหนึ่งช่วงฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาและยืนข้างสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ ต้องสูญเสียธุรกิจและสูญเสียความสัมพันธ์ เพราะเมื่อสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ สูญสิ้นอำนาจก็สูญสิ้นธุรกิจเช่นกัน นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องมองเกมให้ดี เพราะถ้าพลาดก็จบเช่นกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่วิมานเห็นว่าผู้ที่คิดจะค้าขายหรือลงทุนในกัมพูชาจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ อิทธิพลของรัฐบาลจีนที่มีต่อรัฐบาลกัมพูชา

เขามองว่า วันนี้รัฐบาลจีนเข้ามามีบทบาททั้งทางการเมืองและทางธุรกิจสูงมาก และสูงมากพอที่จะเปลี่ยนกฎหมายหรือสัญญาใดๆ ที่ไม่เอื้อต่อธุรกิจของจีนได้ทันที

“ต้องยอมรับว่านักลงทุนชาวจีนที่มาลงทุนในกัมพูชา และท่องเที่ยวในกัมพูชาสร้างคุณประโยชน์ให้กัมพูชามาก ซึ่งธุรกิจใด การลงทุนประเภทไหน ที่ขัดขวางการลงทุนของนักลงทุนจีน จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีให้เห็นมากมายทั้งเรื่องเล็กและใหญ่ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักลงทุนไทยต้องมองและเข้าใจบริบทของประเทศกัมพูชา เพราะตอนเช้าอาจจะรู้จักกัน แต่ช่วงเย็นอาจจะไม่รู้จักก็เป็นได้ ต้องยอมรับว่า นี่คือกัมพูชา”

วิยะดา ซวง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ตราด และผู้ประกอบธุรกิจทัวร์และโรงแรมในกัมพูชา

ด้าน วิยะดา ซวง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ตราด และผู้ประกอบธุรกิจทัวร์และโรงแรมในกัมพูชา เปิดเผยว่า ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคซีพีพีได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำให้การเมืองกัมพูชามีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 80% ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนกัมพูชาที่พร้อมใจออกมาเลือกตั้ง ซึ่งมองแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ ธุรกิจของ จ.ตราด ทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนของนักลงทุนไทยและตราดจะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้น เพราะฐานทางการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ยิ่งจะทำให้โครงการต่างๆ ประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย

“การเข้าออกชายแดน หรือการทำธุรกรรมทางการค้าจะไม่เปลี่ยนแปลง นักลงทุนไทยหรือผู้ประกอบการ ท่องเที่ยวของ จ.ตราด จะได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีพรรคฝ่ายค้านอาจจะทำให้การทำงานต้องสะดุด แต่วันนี้ทุกอย่างน่าจะไม่มีปัญหา”

เช่นเดียวกับ ธิติเดช ทองภัทร รองประธานบริหารนิคมอุตสาหกรรม เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก็เห็นว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่มีนักลงทุนมาลงทุนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนชาวจีนได้เข้ามาลงทุนในหลายด้าน ทั้งเรื่องอสังหาริมทรัพย์ การค้า หรือพลังงาน เรื่องไฟฟ้า ซึ่งเมื่อการเมืองมีเสถียรภาพทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา อีกทั้งค่าแรงในกัมพูชาก็ยังถือว่าเป็นแรงจูงใจที่ดี

“ช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนจีนจำนวน 5 ราย นำโดยอดีตอธิบดีกรมสารนิเทศของประเทศจีน เดินทางมาหารือกับทางนิคมฯ เพื่อหาข้อมูลมาลงทุน ซึ่งนักลงทุนชาวจีนมองเห็นศักยภาพและความพร้อมของนิคมฯ และเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งต้องยอมรับว่าหลังการเปิดนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดเกาะกงมานานนับ 10 ปี มีความเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบันมีโรงงานถึง 9 แห่ง ที่มีการลงทุนทั้งเสื้อผ้ากีฬาอย่างไนกี้และอาดิดาส ประกอบกับรถยนต์ฮุนไดและอิเล็กทรอนิกส์อย่าง ฮานา หรือกลุ่มเคเอ็นเอ็นก็มาลงทุนสร้างโรงงานเป็นเฟสที่ 4 แล้วในสิ้นปีนี้”

นี่คือมุมที่สะท้อนจากผู้ที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ผลการเลือกตั้งจะเป็นชัยชนะของพรรคประชาชนกัมพูชา และนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนครองอำนาจอย่างมั่นคง โดยปราศจากคู่ขัดแย้งและฝ่ายค้านทางการเมือง ภายใต้การเมืองที่ดูเสถียรภาพมากเช่นนี้ ตลอดจนศักยภาพของกัมพูชาที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในหลายๆ ด้านยังมีจุดสำคัญ ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปค้าขายหรือลงทุนในกัมพูชาต้องติดตามและทำความเข้าใจ เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

ธิติเดช ทองภัทร รองประธานบริหารนิคมอุตสาหกรรม เกาะกง ประเทศกัมพูชา

สทนช.จับตาน้ำเขื่อนมากกว่าปี’54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559632

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 07:02 น.

สทนช.จับตาน้ำเขื่อนมากกว่าปี'54

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ล่วงเข้าฤดูฝน คำถามคาใจที่มักไถ่ถามกันมากคือ ปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ จากบทเรียนเมื่อครั้งอุทกภัยปี 2554 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนัก

สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า แม้ปริมาณฝนในช่วงต้นเดือน ส.ค.อาจจะไม่มาก ภาคกลางและภาคเหนือสถานการณ์ยังไม่น่ากังวล แต่สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนขนาดกลางซึ่งปริมาณน้ำที่มากกว่าความจุมีจำนวนมากกว่า 50 แห่ง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ต้องวิเคราะห์ความสมดุลในการรับน้ำและระบายน้ำ นอกจากนี้อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกว่า 1,000 แห่ง ก็ได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปดูแลในเบื้องต้นก่อน หากจำเป็นต้องระบายน้ำฉุกเฉินยังมีเวลาเตรียมการ 1-2 สัปดาห์ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสถานการณ์ใด ณ วันนี้

ข้อกังวลซึ่งเป็นคำถามสำคัญคือ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2554 ซึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ เลขาฯ สทนช. อธิบายประเด็นนี้ว่าปริมาณน้ำเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าสูงกว่าปี 2554 แต่ก็เฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพียงบางแห่งเท่านั้น เช่น ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ โดยในภาคกลางได้มีการเฝ้าระวังเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำไม่ประมาท ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่ามีพายุเข้ามาประเทศไทยช่วงเดือน ส.ค.

สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำเชิงลึก ซึ่งต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 11 แห่ง ที่คาดการณ์ว่าอีก 1 เดือนข้างหน้า ปริมาณน้ำอาจจะสูงมากกว่านี้ จึงต้องมีมาตรการพร่องน้ำ โดยอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80-90% มี 2 แห่ง คือ ที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร และที่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษให้มีการระบายน้ำมากกว่านี้ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดำเนินการภายใน 5 วัน โดยก่อนระบายน้ำให้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก่อน 3 วัน เพื่อให้ประชาชนรับรู้ และจัดทำรายงานผลกระทบท้ายน้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และหากระดับน้ำอยู่ในระดับวิกฤต นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้สั่งการ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำโดยรวมขณะนี้อยู่ในเกณฑ์สีเหลืองหรือในระดับเตรียมการเท่านั้น

“ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ จะมีการเปิดศูนย์เฉพาะกิจร่วมที่กรมชลประทาน โดยศูนย์ดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง อย่างใกล้ชิด มีเจ้าหน้าที่ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลชุดเดียวกัน”

สำหรับสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงนั้น เลขาฯ สทนช. กล่าวว่า มีการเร่งสูบน้ำระบายออก โดยที่จ.อุบลราชธานี ปริมาณน้ำลดลงแล้ว แต่ที่ จ.เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร ปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 70 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร เนื่องจากมวลน้ำอาจถูกปล่อยมาจากจีนและลาว จึงประสานกับ 2 ประเทศว่าจะมีปริมาณน้ำปล่อยลงมาจำนวนเท่าใด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเหล่านี้ได้รับทราบและแจ้งเตือนประชาชนแล้ว

ด้าน พงษ์เทพ เจริญวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ เปิดเผยว่า ได้ระบายน้ำจากเขื่อนเป็นวันละ 9.97 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมที่ระบายวันละ 7.16 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณน้ำ 85.99% ของความจุเขื่อน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ผ่านมา 12.06% แต่ยังสามารถรับน้ำได้อีก 2,486.70 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนวันละ 58.46 ล้าน ลบ.ม.

ขณะเดียวกัน จากการที่เขื่อนวชิราลงกรณ ระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 34 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้แม่น้ำแควน้อยล้นตลิ่งท่วมบางพื้นที่ของ อ.ทองผาภูมิ และ อ.ไทรโยค

ประเทศ บุญยงค์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทองผาภูมิ กล่าวว่า ประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยแจ้งว่า ปริมาณน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมบริเวณท่าน้ำ สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ส่วนในพื้นที่เทศบาลฯ ไม่มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากได้มีการวางแผนเตรียมลอกท่อก่อนเข้าสู่ฤดูฝนไว้แล้ว

ทินกร รัตนพัวพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิจิตร ได้แจ้งเตือนชาวนาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมให้เร่งเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จก่อนกลางเดือน ส.ค.นี้ เพราะหลังจากนี้คาดว่าปริมาณน้ำจะมากขึ้นเช่นเดียวกับทุกปี กลางเดือน ส.ค.จะมีร่องมรสุมที่จะพัดผ่านประเทศไทย หากมีฝนในภาคเหนือน้ำก็จะไหลหลากลงสู่แม่น้ำยมทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นประจำเกือบทุกปี

ด้าน ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล  รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคอีสานส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณลุ่มน้ำชี-มูล มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังและน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ จ.ยโสธร ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี นครพนม และสกลนคร กรมชลประทานจึงจัดจราจรน้ำในแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล ด้วยการเปิดบานระบายน้ำของเขื่อนต่างๆ ในแม่น้ำชีทุกแห่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำชีให้ไหลลงแม่น้ำมูลออกสู่แม่น้ำโขงโดยเร็ว พร้อมลดบานระบายน้ำเขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ชะลอน้ำจากแม่น้ำมูลและควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบบริเวณด้านเหนือเขื่อนราษีไศล หากปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่ไหลมาจาก จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีปริมาณมาก จะยกบานระบายน้ำขึ้นทันที

จัดเต็ม 4 ปี 5 แสนล้าน แก้จนปูทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559629

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 06:18 น.

จัดเต็ม 4 ปี 5 แสนล้าน แก้จนปูทางการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

4 ปีนับแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ ยิ่งใกล้เข้าโค้งสุดท้ายสู่โหมดการเลือกตั้งใหญ่ต้นปี 2562 แบบไม่มีเลื่อน ยิ่งได้เห็นนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลงัดออกมาเอาใจผู้มีรายได้น้อยหรือคนจน ทั้งที่เป็นเกษตรกรหรือคนจนในเมืองหรือชนบทสารพัดโครงการนับไม่ถ้วน จึงถูกจับตามองว่าแฝงนัยเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่

รูปแบบการซื้อใจฐานเสียงคนจนยุค “บิ๊กตู่” ในปีแรกใช้นโยบาย “ประชารัฐ” ผนึก 3 ฝ่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ดึงมหาเศรษฐีไทยอันดับต้นๆ เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่มาช่วยกันลงขันตั้ง “บริษัท ประชารัฐ รักสามัคคี” จำนวน 76 จังหวัด ระดมงบประมาณและโครงการประชารัฐ จัดโครงการเอาใจประชาชน อาทิ “โครงการสินเชื่อบ้านประชารัฐ” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท “โครงการธงฟ้าประชารัฐ” กระทรวงพาณิชย์ จัดคาราวานขายของถูก งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท

ในปีเดียวกันรัฐบาลจัดโครงการ “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ” วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือบรรดาเถ้าแก่น้อยที่เพิ่งหัดเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงหาบเร่แผงลอยพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ผ่านโครงการประชารัฐปล่อยสินเชื่อให้แบบไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันใน “โครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อ Micro SME” วงเงินรายละไม่เกิน 2 แสนบาท ได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

เมื่อ “บิ๊กตู่” ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 2-3 เดินหน้าแก้จนเฟส 1 ดีเดย์เมื่อเดือน มิ.ย. 2559  “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” เปิดโอกาสให้คนจนมาลงทะเบียน เพื่อนำไปสู่การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งหมด 8.3 ล้านราย รัฐบาลจัดงบประมาณรอไว้ 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อแจกเงิน 3,000 บาท แก่คนจนที่รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี และคนละ 1,500 บาท แก่คนจนที่รายได้เกิน 3 หมื่นบาท/ปี

ยิ่งเกิดกระแสเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าทำคะแนนนิยมทางการเมือง จึงเห็นชอบโครงการแก้จนเฟส 2 ด้วยการใช้กลไกทางการเงินของสถาบันการเงินรัฐคือ ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนิน 6 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เน้นพัฒนาอาชีพและฝีมือแรงงาน

ยิ่งประชาชนในกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลเอาใจมากเป็นพิเศษ โดยมี ธ.ก.ส.เป็นเจ้าภาพหลักในการพักหนี้เกษตรกรรอบที่ 1 วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท เพื่อลดภาระหนี้สินทั้งในและนอกระบบ 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของผู้มีรายได้น้อย งบประมาณ 3,800 ล้านบาท โครงการชำระดีมีคืน วงเงินรวม 4,600 ล้านบาท โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน วงเงินสินเชื่อ 1.9 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ วงเงิน 1,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินระยะที่ 2 วงเงินหมื่นล้านบาท ส่วนธนาคารออมสิน มีวงเงินช่วยเหลือรวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินในการสร้างอาชีพเสริม หรือหารายได้เพิ่ม เช่น การทำธุรกิจแฟรนไชส์ เปิดร้านค้าสตรีทฟู้ด และธุรกิจโฮมสเตย์ เป็นต้น

ยังไม่หยุดเทงบประมาณเพียง เท่านี้ “บิ๊กตู่” ยังสั่งตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อจัดทำ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” โดยกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพปูพรม 8 หมื่นหมู่บ้านและชุมชนได้งบแห่งละ 2 แสนบาท ไปทำถนน น้ำประปา และมีกว่า 2 หมื่นโครงการ ที่สร้างรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีโครงการพัฒนาศักยภาพสินค้าโอท็อป 9 หมื่นร้านค้า และพัฒนาหมู่บ้านโอท็อปท่องเที่ยว 3,200 แห่ง เป็นต้น

ไม่เฉพาะคนจนในชนบทเท่านั้น รัฐบาลเอาใจคนจนในเมืองผ่านโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง อัดเม็ดเงินสนับสนุนไปตั้งแต่ยึดอำนาจใหม่ๆ แต่ละปีนับหมื่นล้านบาท ไล่ตั้งแต่ปี 2559 อัดงบไปราว 6 หมื่นล้านบาท ปี 2560 อัดเงินไปราว 4 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2561 ยังไม่ถึงกลางปี รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด ครม. “บิ๊กตู่” พักหนี้เกษตรกรรอบที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ใน 2 โครงการใหญ่ คือ 1.โครงการขยายเวลาชำระหนี้เงินต้นให้แก่เกษตรกรลูกค้า  ธ.ก.ส. จำนวน 3.81 ล้านคน โดยขยายเวลาชำระเงินต้นระยะเวลา 3 ปี และ 2.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยลูกค้า ธ.ก.ส. โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งโครงการนี้จะครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 10 ล้านคน

อาจกล่าวได้ว่าในช่วง 4 ปี สามารถรวมเม็ดเงินคร่าวๆ ที่ “บิ๊กตู่” เทงบประมาณและโครงการลงไปแก้จนแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลยุทธ์ หรือนโยบายแก้จนทั้งเก่าและใหม่ ที่ทยอยอัดฉีดลงไปของรัฐบาล “บิ๊กตู่” จะเข้าตา หรือจะแป้กในสายตาประชาชนหรือไม่ คงต้องไปวัดหรือลุ้นกันในวันหย่อนบัตรเลือกตั้งจริง ๆ  ในปี 2562 ว่างบแก้จน 4 ปี 5 แสนล้านบาท ที่หว่านไปจะหนุน “บิ๊กตู่” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่

นักวิชาการมั่นใจเขื่อนใหญ่ไม่แตก แนะเฝ้าระวังขนาดกลาง-เล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559370

  • วันที่ 01 ส.ค. 2561 เวลา 06:40 น.

นักวิชาการมั่นใจเขื่อนใหญ่ไม่แตก แนะเฝ้าระวังขนาดกลาง-เล็ก

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์เขื่อนแตกที่เขื่อนเซเปียน- เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งชีวิตและทรัพย์สิน นับเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่มิตรประเทศระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัย กระทั่งนำไปสู่เวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 15  “เขื่อนแตก เรื่องของลาว กับ เรื่องของเรา” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวงเวทีต่างแสดงความเห็นที่น่าสนใจในหลากหลายประเด็น รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต

ฐิรวัตร บุญญะฐี ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเวทีให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย มีทั้งหมด 2 เขื่อนใหญ่ และเขื่อนย่อยหรือเขื่อนปิดช่องเขา 5 เขื่อน ทำหน้าที่ปิดช่องเขาที่น้ำไหลออกซึมออกมา จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทาง สปป.ลาว พยายามเร่งระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ เพื่อลดระดับน้ำในเขื่อนลงมา เนื่องจากถ้าน้ำล้นสันเขื่อน นั่นหมายความว่าเป็นอันตรายแล้ว จึงจำเป็นต้องระบายน้ำออก

โดยตัวเขื่อนที่ สปป.ลาวเป็นลักษณะเนื้อเดียว เมื่อน้ำเต็มน้ำจะไหลซึม แต่ถ้าหากปล่อยให้น้ำซึมผ่านนานจะเป็นอันตราย เมื่อดินอุ้มน้ำมากประสิทธิภาพในตัวดินจะลดลง เนื่องจากปกติจะไม่ปล่อยให้ ดินอุ้มน้ำมาก คาดว่าทางวิศวกรผู้ก่อสร้างน่าจะมีการนำดินมาทดสอบก่อนแล้ว เพื่อดูความแข็งแรงพร้อมปรับปรุงให้แข็งแรงจนสามารถนำมาก่อสร้างเขื่อนได้

ฐิรวัตร ยังระบุว่า ลักษณะความ เสียหายจากเขื่อนดินโดยปกติทั่วไปแล้ว จะเกิดเป็นหลุม เป็นรอยฉีก มีการสไลด์ของดินที่หน้าเขื่อน มีสาเหตุหลักเกิดจากการบดอัดไม่ดีทำให้เกิดช่องทางระบายน้ำหรือท่อน้ำที่ผิวตัวเขื่อน ถัดมาปัจจัยจากการรองรับเขื่อนดินไม่แน่น ส่งผลให้เกิดการทรุดตัว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการสร้างเขื่อน

“การสร้างเขื่อนบนชั้นดิน กรวด ทรายสามารถทำได้ และมีราคาถูก เราต้องหาคุณสมบัติวัสดุที่เหมาะสม เขื่อนดินในบ้านเรา เช่น เขื่อนสิริกิติ์ ถือว่าใหญ่สุดในประเทศไทย ถัดมาเขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนแม่งัด นอกจากนี้ยังมีเขื่อนหิน เช่น เขื่อนวชิราลงกรณ ฯลฯ”

นักวิชาการคนเดิม เสริมว่า สำหรับเขื่อนแตกที่ สปป.ลาว สร้างเสร็จก่อนกำหนดถึง 5 เดือน ก่อนหน้านี้เขื่อนแห่งนี้เกิดการทรุดตัวหลายจุดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.และ 23 ก.ค. มีการรายงานติดตามกัน ถือว่ารู้สถานการณ์ก่อนแล้ว อีกทั้งทางวิศวกรยังได้แจ้งให้ทางการ สปป.ลาว ทราบและให้เตรียมพร้อมอพยพด้วย

เช่นเดียวกับปัจจัยที่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดเขื่อนแตก อาจมาจากวัสดุที่ใช้ไม่เหมาะสม กำลังของวัสดุไม่เพียงพอ การบดอัดไม่แน่นทำให้ดินยุบตัวลง รวมถึงการไหลซึมผ่านตัวเขื่อน และกำลังของชั้นดินใต้เขื่อนไม่เพียงพอ ดังนั้นการจัดการความเสี่ยงของเขื่อนแตก ต้องศึกษาประเมินความเสี่ยง วางแผนแจ้งเตือนและแผนปฏิบัติการ อีกทั้งระหว่างก่อสร้างเขื่อนต้องตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบพฤติกรรมของเขื่อน ทั้งการก่อสร้าง และการกักเก็บน้ำ และการบำรุงรักษาเขื่อน ถ้าอยู่ในประเด็นการบริหารเหล่านี้ เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาเขื่อนแตก

ผศ.ดร.อนุรักษ์ ศรีอริยวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นว่า สาเหตุการเกิดปัญหาเขื่อนแตก ส่วนใหญ่มาจากปัญหา “น้ำล้นสันเขื่อน” เป็นสาเหตุหลักอันดับ 1 สาเหตุถัดมา คือ เขื่อนทรุดตัว และปัญหาการสไลด์ตัวของชั้นดิน และเหตุผลอื่นๆ

ส่วนเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย สามารถกักเก็บน้ำได้ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่วนตัวเลขมวลน้ำ 5,000 ล้าน ลบ.ม. ที่มีการเสนอข่าวกันว่าทะลักออกมา คาดว่าไม่น่าจะใช่ตัวเลขดังกล่าว เชื่อว่าน่าจะเป็นตัวเลข 500 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนในประเทศไทยเชื่อว่าทุกหน่วยงานคงรีบไปตรวจสอบสภาพเขื่อนทุกแห่งแล้ว

“ส่วนโอกาสประเทศไทยที่เขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ จะเกิดปัญหาเขื่อนแตกเหมือนที่ สปป.ลาวนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่กลับห่วงสถานการณ์ของเขื่อนขนาดกลางที่มีจำนวน 800 เขื่อน ซึ่งมีการแจ้งปัญหารั่วซึมมาก รวมถึงการดูแลยังไม่ทั่วถึง บำรุงรักษาน้อย เพราะทุกฝ่ายไปดูแลแต่เฉพาะเขื่อนใหญ่เท่านั้น” หัวหน้าภาควิชาวิศวะตั้งข้อกังวล

ขณะเดียวกัน ข้อห่วงใยอีกส่วน คือ เขื่อนขนาดเล็กที่มีอยู่จำนวน 8,000 เขื่อนทั่วประเทศ ตอนนี้ถูกโอนจากกรมชลประทานไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลแทน เกิดคำถามว่าแล้วการจัดการจะทำอย่างไร มีความสามารถในการดูแลได้หรือไม่ แม้ว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมาความเสียหายอาจไม่รุนแรง แต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หน่วยงานรัฐควรมีการเข้าไปศึกษา หาข้อมูลต่างๆ เราควรมีข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนในระยะยาว และกระจายข้อมูลนี้ไปสู่สาธารณะ

รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศว่า ประเทศไทยนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาว 8% หรือประมาณ 3,578 เมกะวัตต์ ถือว่าพึ่งพา สปป.ลาวไม่มาก ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาพลังงานก๊าซมากกว่า 28,402 เมกะวัตต์ จากประเทศเพื่อนบ้าน

“ในปี 2560 สปป.ลาวมีรายได้จากการขายไฟฟ้าให้ไทย แยกเป็นพลังงานน้ำ 23,280 ล้านบาท และพลังงานถ่านหิน 17,300 ล้านบาท ส่วนข้อกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยนั้นไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีไฟฟ้ากำลังสำรองกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ประมาท”

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัญหาเขื่อนแตกของ สปป.ลาวครั้งนี้ถือว่าน้อยมาก เพียงแต่อาจกระทบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายเพิ่มอย่างค่าเอฟทีเนื่องจากต้องซื้อไฟแพงช่วงระยะสั้น

“ผู้กองมนัส” แทงกั๊กซบ “พลังประชารัฐ” ชูปรองดอง สลายสี สามัคคีเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559286

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 07:31 น.

"ผู้กองมนัส" แทงกั๊กซบ "พลังประชารัฐ" ชูปรองดอง สลายสี สามัคคีเพื่อชาติ

เปิดใจ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่กำลังเนื้อหอมในวงการการเมือง และเป็นที่จับตาของทุกกลุ่ม

**************************

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

เมื่อการเมืองเริ่มมีการขยับฟันเฟืองจากส่วนกลาง ย่อมส่งผลกระทบถึงระบบฟันเฟืองรอบๆ ทั่วประเทศ บุคคลที่เป็นคีย์แมนทางการเมือง พรรคการเมือง มีการขยับและขับเคลื่อนไปตามๆ กัน จะกล่าวถึงคีย์แมนทางการเมือง หรือบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญทางการเมืองในขณะนี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล ลูกหลานเมืองพ่อขุนงำเมือง คนพะเยาโดยกำเนิด กำลังเนื้อหอมในวงการการเมือง และเป็นที่จับตาของทุกกลุ่มอย่างไม่อาจละสายตา และหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ในอนาคต “พะเยา” อาจจะเติบโตดังเช่น สุพรรณบุรี หรือบุรีรัมย์ จากสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับนักการเมืองทุกพรรคการเมือง ผู้ใหญ่ ผู้มากบารมีในแวดวงการเมือง แวดวงธุรกิจ รวมทั้งผู้ใหญ่ใจดีในกระทรวง กรม กองต่างๆ ล้วนไม่มีใครไม่รู้จัก “ผู้กองนัส” ดังนั้นสปอตไลต์ในสนามการเมือง ถนนทุกสายมุ่งมาที่ผู้กองทุกฝีก้าว

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยมุมมองทางการเมืองว่า การเมืองศตวรรษใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยส่วนตัวการเมืองในศตวรรษใหม่ในทัศนคติของตัวเอง เป็นสิ่งที่ควรก้าวข้ามความขัดแย้ง ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ หลีกเลี่ยงจากการปะทะ หลีกเลี่ยงจากความแตกแยก เมื่อแตกแยกกันเกิดอะไรขึ้นไม่มีเลย ประชาชนยังทุกข์ยากเหมือนเดิม นักธุรกิจเอสเอ็มอีล้มหายจากวงการหมด ไม่อยากเห็นภาพอย่างนั้น

“ได้เดินหน้าทำการเมืองใหม่ โดยการรวมกลุ่มของพลังเล็กๆ ในแต่ละจังหวัดของกลุ่มคนในพื้นที่นั้นๆ รวมตัวกันเข้มแข็ง แล้วเชื่อมโยงรวมตัวเป็นพลังใหญ่ในภายหลัง เป็นแนวคิดและการทำการเมืองของผมในขณะนี้ ซึ่งผมมีความตั้งใจว่า ผมจะทำที่บ้านเกิด (พะเยา) ของผมก่อน บ้านเกิดของผม ซึ่งผมมองว่านักการเมืองรุ่นเก่าๆ ควรจะเลิกได้แล้ว หมายถึงการพักผ่อน แล้วเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาทำงานการเมือง”

ประธานมูลนิธิธรรมนัสฯ แสดงความเห็นด้วยว่า นักการเมืองรุ่นเก่าที่ผ่านมา อาจไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองเท่าที่ควร ไม่ได้หมายถึงใครแต่ควรให้นักการเมืองคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดนำความเจริญมาสู่ จ.พะเยา ให้ได้มีบทบาทโอกาส ด้วยการเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนสู่สภาใหญ่

นอกจากนี้ การเมืองระดับท้องถิ่นเช่นกัน ควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไปปกครองบ้านปกครองเมือง ดังนั้นการเมืองในศตวรรษใหม่ในทัศนคติของตัวเอง “เราต้องเปลี่ยน ก้าวข้ามความแตกแยก นำความสุขความเจริญมาให้พี่น้องอย่างยั่งยืน” แต่ละจังหวัดมีกลุ่มพลังของตัวเอง เป็นกลุ่มพลังที่ขับเคลื่อนการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ

สำหรับการเมืองระดับชาติ ตอนนี้พยายามติดต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่รักบ้านเมือง ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือว่า น่ารวมกลุ่มกัน สร้างอุดมการณ์ของตัวเอง เช่นอย่าง จ.ลำปาง เขาจะมีกลุ่มพลังลำปาง กลุ่มแพร่ก็มีกลุ่มพลังแพร่ กลุ่มน่านก็มีกลุ่มพลังน่าน ส่วนกลุ่ม “พลังพะเยา” หมายความว่า รู้จักสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง มีความเสียสละเพื่อบ้านเมืองมาพัฒนาบ้านเมือง ส่วนคนที่มีความพร้อมในความรู้ ฐานะการเงิน มาจับมือกันสร้างบ้านแปงเมืองอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้

“ในเรื่องของการตั้งพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นผมสร้างแต่ละท้องถิ่นก่อน โดยรวมตัวในกลุ่มของเราให้เป็นพลังของแต่ละจังหวัดก่อน และเมื่อถึงเวลาเป่านกหวีดปุ๊บ เราก็มารวมกัน ยกตัวอย่าง จังหวัดทางภาคเหนือเรามี 16 จังหวัด ถึงเวลาเรารวมตัวของกลุ่มแต่ละจังหวัดมารวมเป็นหนึ่ง ส่วนการเป็นหนึ่งจะเป็นพรรคการเมืองหรือไม่เป็นพรรคการเมืองเดี๋ยวค่อยว่ากัน”

ทั้งนี้ ส่วนกระแสว่า ร.อ.ธรรมนัส อาจเข้าร่วมกับ “พลังประชารัฐ” ประเด็นนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวสวนกลับว่า จริงแล้ว กระแสเรื่องพลังประชารัฐเป็นกระแสที่ดังและแรงมากในยุคนี้ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ ในเวลานี้ยังไม่เป็นรูปธรรม เป็นเพียงแต่วจีที่มีการกล่าวออกมาว่าเป็นพรรคที่กลุ่มพี่น้องทหารทำกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่ว่าการรวมตัวกันของแต่ละกลุ่มก็ยังเป็นการรวมตัวที่เป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง

ผู้กองนัส ยังมองเทียบเคียงย้อนไปถึงการปฏิวัติปี 2549 สู่การเมืองในปัจจุบันว่า การเมืองในช่วง 12 ปี ตั้งแต่ปฏิวัติครั้งปี 2549 จนถึงปัจจุบัน การเมืองบ้านเราอยู่กับความแตกแยก ทำให้ประเทศชาติถอยหลังทุกเรื่อง สาเหตุที่ทำให้คนไทยจับอาวุธมาห้ำหั่นกันเองมาจากเรื่องการเมืองทั้งนั้น

ขณะเดียวกัน สังคมทราบอยู่แล้วว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ทำให้บ้านเมืองเกิดความแตกแยก ขาดความรัก ความสมานสามัคคีกัน จนทำให้เราต้องใช้พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นสมรภูมิรบกัน ห้ำหั่นกัน คนไทยหลายชีวิตต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น มีคนไทยที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเอาชีวิตไปจบไว้ที่นั่น แม้กระทั่งนักต่อสู้ประชาธิปไตย และอีกหลายท่านจบชีวิตในห้องขัง

“ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่บ้านเมืองเราจะต้องเดินหน้า เราเลิกทะเลาะกัน การเมืองไม่ควรจะมีสีต่างๆ ธงชาติไทยมีสามสีที่สง่างาม เสาหลักเราทั้งสามสถาบันคือเสาหลักที่ค้ำบ้านค้ำเมืองให้เดินต่อไปได้” ผู้กองธรรมนัส คาดหวัง

ผู้กองธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายถึงการเมืองไทย พร้อมยกตัวอย่างการช่วยเหลือ 13 หมูป่าฯ ทำให้เห็นว่าคนไทยมีใจรักและเป็นห่วงกัน การเมืองควรเป็นเช่นการรวมใจช่วยเหลือ 13 หมูป่า คนไทยยามมีภัยมีสงครามจะสามัคคีกัน แต่พอบ้านเมืองสงบเรารบกันเอง ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัด คือ กลุ่มที่คนไทยทั้งประเทศต่างก็รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่ช่วยเหลือน้องๆ หมูป่าอะคาเดมี่ทั้ง 13 ชีวิต นั่นหมายความว่า ยามบ้านเมืองวิกฤตคนไทยจะสามัคคีกัน ส่วนตัวเชื่อว่า ปัจจุบันเวลานี้บ้านเมืองเรามีวิกฤตทางการเมือง เราควรสามัคคีกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเมืองยุคใหม่ กลุ่มใด สิ่งเดียวที่สำคัญอย่างยิ่งยวด คือ “ความรัก สมัครสมาน สามัคคี โดยยึดผลประโยชน์ของชาติ ประชาชน” เป็นที่ตั้ง โดยการยึดโยงและค้ำจุนของ 3 สถาบันหลัก “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

“เศรษฐกิจชีวภาพ” ขับเคลื่อนประเทศจากความหลากหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559196

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

"เศรษฐกิจชีวภาพ" ขับเคลื่อนประเทศจากความหลากหลาย

เศรษฐกิจชีวภาพจะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ

*********************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bioeconomy กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยคำยืนยันจาก สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โต้โผใหญ่ของแนวคิดนี้ที่เชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชีวภาพ

แต่เศรษฐกิจชีวภาพนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร และเหมาะสมกับประเทศไทยแค่ไหนความสงสัยที่เกิดขึ้น จึงหนีไม่พ้นที่ต้องให้เจ้าของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อย่าง สุวิทย์มาให้คำตอบ

รมว.วิทยาศาสตร์ฯ อธิบายถึงบริบทที่เรียกว่า ต้นทุนของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า รัฐบาลต้องการสร้างความมั่งคั่ง และทำให้คนไทยพร้อมสำหรับการเดินเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เมื่อเรามองถึงบริบทของประเทศทำให้ต้องตระหนักว่า ไม่สามารถจะ “เก่ง” ไปทุกเรื่องเหมือนกับสหรัฐอเมริกา หรือจีนได้ เราจึงต้อง “เก่ง” ในสิ่งที่เราถนัด และต้นทุนหรือหน้าตักที่มีอยู่ และคำตอบก็คือเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก ทั้งพันธุ์พืช สัตว์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม นี่คือเสน่ห์และหน้าตักของเรา

ความหลากหลายดังกล่าวนำไปสู่การใช้อย่างไรก็ไม่หมดไปง่ายๆ แต่คำถามคือ เราจะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปเพื่อทบทวนก่อนนำไปสู่แผนงานอนาคต ก็พบว่าเราไม่ได้มองค่าของความหลากหลายอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้เติมเต็มกลับเข้าไป และไม่ได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ

“อย่างเช่นที่คิวบา เขามุ่งไปด้านเดียว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือด้านการแพทย์ คิวบาสร้างตัวตนให้เป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่มีการแพทย์ดีที่สุด ส่งออกหมอการแพทย์ไปยังทั่วโลก”

สุวิทย์เสริมว่า เศรษฐกิจชีวภาพในประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ จึงถูกแบ่งออกเป็น 4 ด้านในการขับเคลื่อน คือ เกษตรกรรมอาหาร การแพทย์ พลังงานชีวภาพ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทั้ง 4 ขาเศรษฐกิจชีวภาพจะทำให้คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจบนพื้นฐานที่เรามี ซึ่งทั้ง 4 ด้านที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ มีรายละเอียด คือ

1.การเกษตรในทิศทางข้างหน้าจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อยกระดับไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการเกษตรที่จะใช้ข้อมูล ใช้เทคโนโลยี ใช้ทุกสิ่งที่มองเห็นภาพว่าแปลงการเกษตรคือ โรงงานแห่งหนึ่งรู้ว่าจะผลิตสิ่งใด ใช้ดินแบบไหนเป็นฟาร์มปิดที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ผ่านเทคโนโลยี เกษตรกรต้องก้าวไปจุดนั้น อีกด้านอาหาร ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่เกษตร เราต้องการเป็นครัวโลกซึ่งอาหารในประเทศไทยมีมูลค่านับแสนล้านบาทจากการส่งออก แต่ที่ผ่านมาเรายังผลิตอาหารแบบทำมากได้น้อย และต้องปรับทิศทางเพื่อให้สอดรับกับการบริโภคของโลก ทั้งอาหารสำหรับผู้สูงอายุอาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งอาหารก็มาจากการเกษตรบนพื้นฐานที่เรามีอยู่เดิม

2.ด้านสุขภาพและการแพทย์ เรามีศักยภาพด้านสมุนไพรที่ดีมากแห่งหนึ่งของโลก และสามารถสู้กับสมุนไพรของประเทศจีนได้อย่างสบายหากมีการจัดการที่ดี ทั้งการสกัด การปลูก และการจัดการที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์มากขึ้น และการแพทย์จะต้องพัฒนาให้เป็นการแพทย์แม่นยำให้ได้ เพราะเรามีมหาวิทยาลัยที่ดี มีแพทย์ที่เก่งอยู่แล้ว และยังมีนักวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์อีกไม่น้อย ดังนั้น ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้

“บ้านเราเก่งด้านการแพทย์อยู่แล้ว เพราะมีโรงพยาบาลระดับโลกที่มีชื่อเสียง แต่โรงพยาบาลคือปลายน้ำ ต้นน้ำคือการผลิตยาชีวภาพขึ้นมาเอง เราต้องทำให้ได้ ผลิตยาที่ไม่ต้องใช้สารเคมี เพราะทิศทางโลกมันไปทางนั้นกันหมดแล้ว” สุวิทย์เสริม

3.พลังงานชีวภาพ ประเทศไทยมีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก แต่ยังถูกใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะของเสียที่ไม่ได้เอามาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งของเสียจากอาหาร การเกษตรเป็นของเสียที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านพลังงานชีวภาพ

4.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ประเทศไทยนับว่ามีเสน่ห์ด้านวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นอย่างมาก และเป็นต้นทุนที่สามารถต่อยอดในการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะเทรนด์การเที่ยวต่อไปจะไม่ กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ แต่จะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วิถี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีให้บริการอยู่บ้าง แต่ก็น้อย ดังนั้นจะต้องผลักดันจุดนี้ให้เกิดขึ้น

ทั้งหมดที่เป็นต้นทุนทางชีวภาพของประเทศ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ชูความสำคัญว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพคิดเป็น 10 % ของทั้งโลก หากเทียบเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจก็สูงถึง 3 ล้านล้านบาทหรือ 21 % ของจีดีพี และโจทย์ต่อไปคือในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยรูปแบบของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ จะต้องช่วยผลักดันมูลค่าตรงนี้ ให้ขยับขึ้นไปที่ 4.3 ล้านล้านบาท หรือ 25 % ของจีดีพีให้ได้

“ที่สำคัญคือทุกคนมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะคนส่วนใหญ่คือเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยด้านอาหาร และการท่องเที่ยวก็มีมากมาย หรือวงการแพทย์เราก็มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เศรษฐกิจชีวภาพจะไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมทั้งหุ่นยนต์ การบิน เป็นต้นที่แม้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่ได้ร่วมด้วย

ท้ายสุด รมว.วิทยาศาสตร์ฯ อย่างสุวิทย์สะท้อนภาพรวมอีกว่า รัฐบาลต้องการนำพาประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งด้านเศรษฐกิจจะมีขับเคลื่อนด้วย 3 วงกลมเศรษฐกิจสำคัญ คือ เศรษฐกิจขยายตัว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจนวัตกรรม แต่เศรษฐกิจชีวภาพจะครอบคลุมร่วมวงกับทั้ง 3 วงล้อเศรษฐกิจหลัก

“เศรษฐกิจชีวภาพจะเป็นตัวสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ เพราะทุกอย่างคือชีวภาพ และเป็นสิ่งที่บ้านเรามีอยู่แล้ว” สุวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559082

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 07:38 น.

จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

“อิสสระ สมชัย” แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มองปรากฏการณ์กลุ่ม สามมิตรดูดอดีต สส.เข้าร่วมก๊วนเพื่อหนุนพรรค คสช.ฝันตั้งรัฐบาลอีกวาระ

**************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การรุกคืบของ “กลุ่มสามมิตร” กับการเดินสายตระเวนดูดอดีต สส.เข้าสังกัดพลังประชารัฐ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและสวนทางกับปฏิรูปที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามปฏิบัติการดูดยังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปยังหลายพื้นที่

สอดรับไปกับการลงพื้นที่จัดประชุม ครม.นอกสถานที่ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมมีมติเห็นชอบโครงการที่การประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 เสนอราว 1 หมื่นล้านบาท

บรรยากาศฝุ่นตลบในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งว่ากันว่าจะเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือดในการเลือกตั้งครั้งหน้าเริ่มสะท้อนให้เห็นการขับเคี่ยวของฝักฝ่ายต่างๆ ในเวลานี้

​​​อิสสระ สมชัย อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ และอดีต สส.อุบลราชธานีหลายสมัย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่าทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอจนกว่าจะมีการปลดล็อกทางการเมือง

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าอดีต สส.คนไหนอยู่พรรคไหน หรือตัดสินใจย้ายไปไหน ยังเป็นคน “สองสัญชาติ” คือบางคนชาวบ้านรู้ทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่ามีชื่อย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แต่เจ้าตัวยังบอกกับคนอื่นว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ​

“อย่างที่มีข่าวอดีต สส.ไปรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาประชุม ครม.ที่ จ.อุบลราชธานี เช่น สุพล ฟองงาม จนมีการฟันธงว่าไปพลังประชารัฐแน่แล้ว แต่แกยังบอกว่าเป็นสมาชิกเพื่อไทย มันเลยยังประเมินไม่ออก หรือพรรคชาติไทยพัฒนา หลังจาก ตุ่น จินตะเวช เสียชีวิตลูกสาวจะมาลงแทนทางพรรคชาติไทยพัฒนาก็เรียกไปคุย แต่ในพื้นที่ก็ว่าไปอยู่กับพลังประชารัฐเลยไม่มีความชัดเจนเป็นคนสองสัญชาติ”

อิสสระประเมินว่าในพื้นที่มีความหลากหลาย ประชาชนบางคนก็ “ยึดตัวบุคคล”​​ ต่อให้ย้ายไปพรรคไหนก็เลือก แต่บ้างก็ “ยึดพรรค” ถ้าคุณย้ายออกจากพรรคนี้จะไม่เลือก เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ฟันธงตอนนี้เร็วเกินไป รอให้รัฐบาลเขาปลดล็อกชัดเจนจะได้รู้ใครอยู่กับเขาบ้าง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกท่านไม่ดูดให้เมื่อยปาก แต่ว่าขณะเดียวกันคนในรัฐบาลของท่าน ​อย่าง​ที่มา จ.อุบลราชธานี สุพลซึ่งไม่ได้คุยกับนายกฯ แต่ทาง รมว.พาณิชย์​ ​ที่มีข่าวว่าจะไปเป็นเลขาธิการ หรือหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เขาก็ยอมรับว่าไปพบกับสุพล ซึ่งมีนัยทางการเมือง

ตอนนี้ใน จ.อุบลราชธานี ต่างฝ่ายต่างก็ดูเชิงกันอยู่ เพราะเพื่อไทยเองก็มีหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่ม สุพล เกรียง กัลป์ตินันท์ สิทธิชัย โควสุรัตน์ ​ว่าใครจะไปหรือไม่ไป บางคนมีพาวเวอร์เหนือพรรคไปไหนคนก็เลือก แต่บางทีพรรคก็มีอิทธิพลพอสมควร อย่างเพื่อไทยในอีสานซึ่งเวลานี้ความนิยมมีอยู่แต่ไม่เท่าเดิมส่วนจะลดลงขนาดไหนนั้นตอบไม่ได้

ในวันที่เพื่อไทยกำลังอ่อนแอลงจะเป็นโอกาสให้ประชาธิปัตย์ได้เพิ่มเก้าอี้ในพื้นที่อีสานหรือไม่ อิสสระ กล่าวว่า คิดว่าประชาธิปัตย์จะได้เก้าอี้เพิ่มขึ้นจากเดิม เห็นได้จาก​บรรดาอดีต สส.ของพรรคไม่มีใครขยับไปไหนแม้แต่คนเดียว แสดงว่ายังมั่นใจในฐานของตัวเองว่ายังใช้ได้ ​​

ส่วนกรณี​ วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี ของประชาธิปัตย์ ซึ่งมีภาพไปต้อนรับคณะที่มาประชุม ครม.ที่อุบลราชธานีนั้น เขาชี้แจงแล้วเพราะ หนึ่ง ได้รับเชิญจากทางจังหวัด สอง ตรงนั้นเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งเขาถ้าไม่ไปเดี๋ยวชาวบ้านจะว่าเพราะเป็นเจ้าของพื้นที่โดยมารยาทต้องไป และเมื่อนักข่าวไปถามตอนนั้นเขาก็ยังบอกว่าอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ย้ายไปไหน

“คนนี้ผมยืนยันไม่ไปแน่นอน เพราะวุฒิพงษ์​เป็นหลาน คุณวิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งเขารักษาฐานของเขาดีอยู่แล้ว ไม่ยอมเสียฐานแน่นอน คุณวิฑูรย์เองก็ไม่ไปไหนเจอกันวันก่อนก็ยังคุยเรื่องเราจะเตรียมเลือกตั้งยังไงในพื้นที่ภาคอีสานของประชาธิปัตย์ ไม่มีปรึกษาเรื่องขยับไปพรรคอื่น ไม่ไปแน่นอน”

ถามถึงแรงดูดจากพรรครวมพลังประชาชาติไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เริ่มขยับลงพื้นที่อีสานในช่วงเวลาที่ผ่านมา อิสสระ กล่าวทันทีว่า “ไม่มีทาง ถ้าจะดูดต้องดูดผมก่อนแล้ว เพราะผมเป็น กปปส. ซึ่งยืนยันว่าที่ทำ กปปส.ไม่ใช่เพื่อไปตั้งพรรคการเมือง เมื่อจบภารกิจก็กลับประชาธิปัตย์ และประกาศแล้วว่าเมื่ออยู่ประชาธิปัตย์ก็จะสนับสนุนอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ส่วนจะได้หรือไม่ได้อีกเรื่องหนึ่งไม่มีทางเป็นอย่างอื่น”

อิสสระ เล่าให้ฟังว่า สุเทพไม่ได้มาชวนใครเลย ตอนจบภารกิจก็บอกให้กลับพรรค ในบรรดาพรรคการเมืองไม่มีพรรคไหนที่ดีที่สุดเท่ากับประชาธิปัตย์แล้ว ส่วนตอนที่มีข่าวสุเทพตั้งพรรคก็ติดตามจากข่าว ไม่เคยมีการเรียกใครไปคุย พวกเราก็ไม่มีใครลาออกจากพรรคสักคน

บางกระแสมองว่าที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ขายยากในพื้นที่อีสานอาจเปลี่ยนแผนมาใช้พรรคของสุเทพ​เพื่อทำการเมืองในพื้นที่ภาคอีสานแทนนั้น อิสสระชี้แจงว่าเป็นไปได้ยากเพราะความนิยมในประชาธิปัตย์ในพื้นที่ยังมีอยู่ อย่างเขตของบุณย์ธิดา สมชัย ลูกสาว จะพบว่าตอนไปทำ กปปส.​ก็มีสีข้าว ไปช่วยเรี่ยไรเงินไปช่วย ซึ่งเขาไม่ได้ตั้งใจจะเคลื่อนไหวเพื่อไปตั้งพรรค แต่จะไปล้มระบอบทักษิณ

ทั้งนี้ ยอดสมาชิกพรรคใน จ.อุบลราชธานี มีถึง 2.4 แสนคน ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกช่วง กปปส. บางคนเป็นมานานแล้ว ​ดังนั้นตอนเลิก กปปส. ทุกคนก็กลับพรรคแต่อาจมีบางคนที่อารมณ์ค้างบอกไปตั้งพรรคเถอะ แต่สมาชิก 2.4 แสนคน เชื่อว่าไม่มีความคิดนั้น

อย่างไรก็ตาม ยอดสมาชิก 2.4 แสนคน ของ จ.อุบลราชธานี หรือ 2 ล้านคนทั่วประเทศนั้น ​ไม่สามารถกลับมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคได้ทั้งหมดในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนต่อให้เทวดาก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความเป็นสมาชิกพรรคก็เหมือนสามีภรรยา ​คุณจะอยู่ด้วยทะเบียนสมรสหรืออยู่ด้วยกันโดยไม่มีทะเบียนสมรสเหมือนเป็นสมาชิกแต่ไม่ยืนยันใน 30 วัน ขาดกันก็จริงแต่อยู่ด้วยกันแบบเหมือนผัวเมียอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีทะเบียน

อิสสระเชื่อว่าหลังจากปลดล็อกให้พรรคทำกิจกรรมการเมืองได้ สามารถสมัครสมาชิกพรรคใหม่ได้ เชื่อว่าจะมีคนพร้อมจะมาสมัครสมาชิกใหม่อีกมาก ส่วนเรื่องข้อกำหนดต้องมีสาขาพรรคมีสมาชิก 500 คนนั้น สำหรับประชาธิปัตย์สามารถอธิบายกับประชาชนได้ไม่ยาก ต่างจากพรรคพลังประชารัฐจะไปอธิบายกับเขายังไง ทั้งเรื่องตัวบุคคลและนโยบาย

“ก่อนจะให้คนมาเป็นสมาชิกพรรคต้องทำกิจกรรมก่อน ต้องทำให้เขาเชื่อก่อนว่าคนในพรรคพลังประชารัฐจะมีใครบ้าง แต่ประชาธิปัตย์อยู่มา 70 กว่าปี บางคนเคยเอารูปถ่ายตั้งแต่สมัย ม.ร.ว.เสนีย์​ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคมายืนยันความเป็นสมาชิก ดังนั้นแค่คำว่าประชาธิปัตย์คำเดียวก็อธิบายได้ แต่ถ้าพรรคอื่นก็ต้องอธิบายมากหน่อย”​

ส่วนพรรคของสุเทพจะมาแบ่งคะแนนกับประชาธิปัตย์ในพื้นที่อีสานมากน้อยแค่ไหนนั้น อดีตรองหัวหน้าพรรคภาคอีสานประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความนิยมในตัวพรรคก็เรื่องหนึ่ง แต่คนทำงานในพื้นที่ขับเคลื่อนก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะเป็นคนเชื่อมประชาชนไปหาพรรคซึ่งเขาก็พยายามหาเพราะจะไม่มีก็ไม่ได้

ถามว่าในพื้นที่ภาคใต้มีข่าวว่ามีการดึงตัวอดีตผู้สมัครหรือประธานสาขาพรรคไปอยู่กับรวมพลังประชาชาติไทยในพื้นที่อีสานมีมากน้อยแค่ไหน อิสระ กล่าวว่า เป็นสิทธิของท่านไม่ว่าจะภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน อาศัยเรื่องความนิยม รัก นับถือส่วนตัว ​เป็นสิทธิที่ทำได้ขึ้นกับความพอใจ

“แต่อดีต สส.อีสานของประชาธิปัตย์ไม่มีใครไปสักคน ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ส่วนจะเป็นอดีตผู้สมัครซึ่งเคยสอบตกหากเขามองว่าไปตรงนู้นอาจมีโอกาสได้เป็นผู้แทนก็ห้ามไม่ได้เป็นสิทธิของเขา ​หากไปเราก็ต้องหาคนใหม่มาลงเพราะมีเป้าหมายส่งคนลงครบทุกเขต” ​

การเดินสายประชุม ครม.อัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี ที่เห็นชอบหลักการงบ 1 หมื่นล้านบาท จะกระตุ้นความนิยมให้รัฐบาล คสช.ได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระ กล่าวว่า เป็นเพียงแค่การรับไว้ศึกษาคือต้องดูว่ามีความต้องการจริงไหม มีประโยชน์จริงไหมและไปดูว่ามีเงินไหม

“ไม่ใช่ประชุมวันเดียวแล้วโอเคหมด ผมเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน พอเสนอมาก็รับไว้แล้วให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดูความเป็นไปได้ แล้วถามว่ากระทรวงคลังมีงบไหม อย่างที่อุบลราชธานีขอไปหมื่นล้าน ไม่ได้หมายความว่าจะได้ทั้งหมื่นล้าน ต้องรอดูไม่รู้จะทันเดือน ก.พ. 2562 หรือไม่”

ส่วนพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งกำลังถูกดูดต่อเนื่องจะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนกระจัดกระจายไปพรรคอื่นๆ มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระกล่าวว่า ต้องรอดูผลการดำเนินการของกลุ่มสามมิตร ว่าเจาะได้มากมายแค่ไหน ทุกวันนี้พยายามเจาะ แต่ดูแล้วไม่ได้หัวโจกหรือได้เจ๋งๆ มาเท่าไร

“ต้องรอดูตอนปลดล็อกแล้ว​ ค่อยมาดูว่าผึ้งแตกรังจริงไหม ตอนนั้นค่อยมาว่ากันว่ามีผึ้งออกไปเยอะแค่ไหน นางพญาผึ้งออกไปไหม” อิสสระ กล่าว

**************************

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

“ถอดบทเรียนภัยเรือล่ม” เร่งฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558801

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 20:30 น.

"ถอดบทเรียนภัยเรือล่ม" เร่งฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

เหตุเรือนักท่องเที่ยวล่มกลางทะเลที่ภูเก็ตเป็นเรื่องที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องนำมาถอดบทเรียนเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของการท่องเที่ยวไทยให้คืนกลับมา

*****************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะอนุกมธ.ด้านการท่องเที่ยว ได้จัดเสวนาเรื่อง “ท่องเที่ยว ไทยเท่ เก๋ไก๋ สดใส ทุกที่” ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและการกีฬา แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวปีนี้ในไตรมาสหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ และแนวโน้มก็จะมีมากขึ้น และการเข้ามาเกินกว่าครึ่งของนักท่องเที่ยว กระจุกอยู่ใน 20 เมืองหลักๆของไทย อาทิ กทม. ภูเก็ต ดังนั้น ต้องกระจายไปยังท่องเที่ยวเมืองรอง

ขณะเดียวกัน การส่งนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเมืองรอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ เช่น หากจำหน่ายอะไร วัตถุดิบก็ควรจะมาจากพื้นที่นั้น นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ใช่แค่เที่ยวผ่านไปเท่านั้น อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่เป็นสาระ คนเที่ยว เที่ยวด้วยความรู้สึก แต่การจัดท่องเที่ยวต้องทำด้วยความรู้

นอกจากนี้ สำคัญที่สุดเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวสูง แออัด ในบางพื้นที่ ไม่ใช่แค่ความปลอดภัย อาชญากรรม ภัยพิบัติเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เรื่องความปลอดภัยต้องไม่ต่อรอง เพราะวันนี้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก และประเทศไทยนั้นมีนักท่องเที่ยวหลากหลาย

“เราได้บรรยากาศการตื่นตัวขนาดนี้ไม่ได้ง่ายๆ เราต้องมาดูคุณภาพ ความรับผิดชอบ ไม่ว่าใครจะเข้าประเทศต้องซื้อประกัน เพื่อคุ้มครองภัย นักท่องเที่ยวเพิ่มความเสี่ยงตัวเอง ต้องซื้อประกันเพิ่ม เพื่อให้เป็นมาตรฐานทางระบบป้องกันภัย สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ มาตรฐานการใช้ เช่น เรือนักท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวถ้ำ เรือภัตตาคาร การล่องแพ เพื่อทำงานอย่างมืออาชีพ”

ด้าน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยากเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนต่อการปฏิบัติตามกฎหมายและมีธรรมาภิบาล คือ 1.ปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด2.ไม่หลอกลวงมีจิตบริการต่อนักท่องเที่ยว 3.เข้าระบบการทำธุรกิจให้ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการสีเทาที่ไม่ยอมเสียภาษี ก็ต้องเข้าสู่ระบบเสียภาษีให้ถูกต้อง

และ 4.ขอให้ทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียว อยากฝากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ควรร่วมกันออกกฎในการปฏิบัติในการกำกับดูแลกันเอง หากไม่ทำตาม ก็ให้ขับไล่ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว

ขณะที่ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า สถานการณ์การท่องเที่ยว 6เดือนแรก มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะตลาดจีน แต่เมื่อเกิดเหตุเรือล่มในจ.ภูเก็ต สิ่งเป็นประเด็นปัญหาได้มีการแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แต่อาจยังตอบโจทย์ และจากมีโอกาสพบผู้ประกอบการในจีนได้รับรายงานว่ามีการยกเลิกการจอง ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือขอเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งไม่ใช่ทะเล

“ททท. พยายามเร่งสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และมาตรการความปลอดภัยต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆด้วย เราติดตามสถานการณ์เดือนส.ค. จะส่งผลกระทบหรือไม่อย่างไร แต่การไม่เชื่อมั่นมีหลายสาเหตุ สุดท้ายเป็นความรู้สึก และโซเชียลมีการนำเสนอบางส่วนไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกนักท่องเที่ยวจีน เราพยายามสร้างความเชื่อมั่น และเรายังให้ความสนใจทุกเรื่องเสมอ”

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า วันนี้นักท่องเที่ยวมีจำนวนมากที่อาศัยประเทศไทย โดยใช้วีซ่าเข้ามาทำงาน แล้วบางส่วนเข้ามาประกอบอาชญากรรม โดยในปี 2558 ในเรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญ รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ทุกวันนี้ไม่มีทัวร์ศูนย์เหรียญหลงเหลือ ส่งผลให้ปี 2559 ประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีจากการประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวได้ถึง 6 พันกว่าล้านบาท ขณะที่ ปี 2560 เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านบาท

“ผมยืนยันว่านโยบายของนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญถือว่ามาถูกทางแล้ว ส่วนกรณีจ.ภูเก็ตจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายในทุกมิติ สร้างความปลอดภัยในทุกด้าน ทั้ง เรือ รถบัส โดยวันนี้กรมเจ้าท่าได้มีการลงไปตรวจเรือทุกชนิดที่มีอยู่กว่า 400 ลำ เบื้องต้นตรวจเรือแล้ว 100 กว่าลำ พบว่าผิดมาตรฐาน 26 ลำ ก็จะไม่ให้ออกทะเล เพื่อให้รัฐบาลจีนเห็นถึงความเข้มข้นของมาตรการความปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม จากนี้ในการปล่อยเรือออกทะเลแต่ละครั้ง จะต้องมีเจ้าท่ารวมกับตำรวจท่องเที่ยวทำหน้าปล่อยเรือออกสู่ทะเล ส่วนการดำเนินคดี การจับกุมผู้กระทำผิดในเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญจากเดิม คนต่างชาติสวมบัตรเพื่อเข้ามาทำธุรกิจ ตอนนี้ได้ปรับเปลี่ยน คนต่างชาติยังอยู่ต่างประเทศ แล้วให้คนไทยเป็นนอมินี วันนี้ก็จะจัดการทั้งนอมินีและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

ไขมันทรานส์อันตราย แต่ประเทศไทยพบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558656

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 16:08 น.

ไขมันทรานส์อันตราย แต่ประเทศไทยพบน้อย

อาหารที่มีการระบุหน้าซองว่ามีไขมันทรานส์ 0% อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่ากินอาหารชนิดนั้นได้มาก แต่ที่จริงแล้วยังมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง

***********************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

หมายเหตุ :สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลและเครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดงานเสวนาเรื่อง “ความจริงไขมันทรานส์” เพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากโรคร้ายที่ตามมาจากการรับประทานมากเกินความต้องการของร่างกาย

ทันทีที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ไขมันทราน (Trans Fat) น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคเกิดความสับสนว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน มีไขมันทรานหรือไม่และอันตรายต่อร่างกายอย่างไร

วันทนีย์ เกียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนา มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไขมันทรานคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติและจากกระบวนการผลิตด้วยการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงไปในน้ำมัน แบ่งเป็น 1.ไขมันทรานส์จากธรรมชาติ พบได้ในเนื้อวัว ควาย ซึ่งเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิ นม เนย ชีส แต่พบในปริมาณน้อย

2.ไขมันทรานส์จากกระบวนการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสภาพของเหลวเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสภาพแข็งขึ้นหรือกึ่งเหลว พบในอุตสาหกรรมผลิตเนยเทียม เนยขาว เพื่อทำให้เหม็นหืนช้า ยืดอายุการเก็บรักษาอาหารได้นานขึ้น โดยอาหารที่มีโอกาสใช้น้ำมันที่เติมไฮโดรเจนเข้าไป อาทิ เนยเทียม เนยขาว ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ขนมปังกรอบ พาย พัฟ เพสตรี และคุกกี้ รวมถึงอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันให้กรอบนอกนุ่มใน เช่น โดนัททอด

อย่างไรก็ตาม จากการสุ่มตรวจทั้ง 162 ตัวอย่างพิจารณาจากปริมาณไขมันทรานส์ที่องค์การอนามันโลกแนะนำคือ ไม่เกิน 2 กรัม/วัน หรือ 0.5 กรัม/หน่วยบริโภค ส่วนไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 5 กรัม/หน่วยบริโภค พบว่า 53% พบไขมันอิ่มตัวสูงกว่าเกณฑ์และประมาณ 13% พบไขมันทรานส์สูงกว่าเกณฑ์ สรุปว่าพบการปนเปื้อนไขมันทรานส์น้อยกว่าเมื่อเทียบกับไขมันอิ่มตัว

โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ อาหารที่มีการระบุหน้าซองว่ามีไขมันทรานส์ 0% อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่ากินอาหารชนิดนั้นได้มาก ไม่มีไขมันทรานส์ แต่ที่จริงแล้วยังมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงไม่ควรรับประทานอยู่ในปริมาณมากเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ตามที่มีการแชร์ข้อมูลของต่างประเทศถึงสถานการณ์ไขมันทรานส์สูงนั้น ไม่สามาถนำมาเทียบกับปริมาณไขมันทรานส์ในประเทศไทยได้ เนื่องจากรูปแบบการบริโภคอาหารแตกต่างกัน เพราะประเทศไทยมักรับประทานผักเป็นส่วนใหญ่ กระนั้นแม้ว่าจะไม่ได้รับประทานไขมันทรานส์เลยก็ ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดจากโรคหัวใจแน่นอน จึงขอยืนยันกับสังคมว่าอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป

นพ.ฆนัท ครุฑกูล เครือข่ายคนไทยไร้พุง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนาการ วิทยาคลินิก โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผลกระทบต่อสุขภาพหากรับประทานเข้าไปมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจมากขึ้น โดยไขมันทรานส์จะเข้าไปเพิ่มไขมันแอลดีแอล หรือไขมันไม่ดี ให้มากขึ้นส่งผลต่อหลอดเลือดอุดตัน ขณะเดียวกันยังไปลดระดับเอชดีแอล และเพิ่มไขมันไตรกีเซอร์ไลน์ด้วย โรคที่เกิดขึ้นตามมาอาทิ ความจำเสื่อม เบาหวาน มะเร็ง โรคอ้วน เพิ่มอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรไขมันทรานส์ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรม แต่ไขมันทรานส์ที่ได้จากเนื้อสัตว์ธรรมชาติ ถือว่าน้อยมากไม่ต้องเป็นกังวลและไม่มีผลต่อความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจหรือโรคมะเร็ง

ส่วนไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันมะพร้าว ทำให้สังคมเข้าใจว่าหากจะดูแลร่างกายสามารถรับประทานน้ำมันมะพร้าวครั้งละมากๆหรือนำมาดื่มได้เลย ถือเป็นการเข้าใจผิด ซึ่งไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก แต่เราควรกินปลา ผัก ต้ม และงดอาหารทอด ของมัน ของแปรรูปจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้แล้ว หากยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีโรคไขมันอุดตันเป็นจำนวนมาก สร้างภาระให้กับลูกหลานในอนาคต

สุภัทรา บุญเสริม ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 59 ทาง อย.ได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตและนำเข้าไขมันทรานส์ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงมีการปรับสูตรอาหารไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนอีกแล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช เช่น ถั่วเหลือ รำข้าว ปาล์ม น้ำมันเหล่านี้ไม่มีไขมันทรานส์ ดังนั้นสังคมไม่ต้องเป็นห่วง

สำหรับมาตรเฝ้าระวัง ทางอย.จะตรวจสอบบ่อยครั้งเพื่อดูว่าผู้ประกอบการที่ระบบในสลากหลังกล่องบรรจุอาหารว่า “ปราศจากไขมันทรานส์ 0%” เป็นความจริงหรือไม่ เช่น เนยเทียม ,มาการีน ผู้บริโภคควรดูสลากโภชนาการหลังกล่องให้ชัดเจน ว่ามีข้อมูลระบุถึงปริมาณไขมันทรานส์เพียงใด และไขมันอิ่มตัวมีเท่าใด ผู้ผลิตต้องบอกผู้บริโภคให้ครบ ในกรณีฝ่าฝืนประกาศต้องระวางโทษตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 2 หมื่นบาท

“มาตรการที่กำกับดูแลผู้ประกอบการได้ผ่านการศึกษาและตรวจสอบสถานการณ์จนได้ข้อมูลที่แน่ชัดแล้วจึงออกกฏหมายฉบับนี้มา เป็นการป้องกันตั้งแต่ต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยปราศจากไขมันทรานส์ เพราะไขมันทรานส์ยังพบได้ในเนื้อสัตว์ธรรมชาติ ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามมายัง อย.ได้ตลอดเพื่อความสบายใจ” สุภัทรา กล่าว

ด้าน นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม 4ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ กล่าวว่า มีคนถามเข้ามามากว่า น้ำมันที่ทอดซ้ำทำให้เกิดไขมันทรานส์สูงขึ้นหรือไม่ ยืนยันว่าจากการตรวจสอบพบปริมาณไขมันทรานส์ในน้ำมันทอดซ้ำน้อย แต่ควรหลีกเลี่ยงเพราะน้ำมันทอดซ้ำมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้นอาหารที่คนไทยควรรับประทานซึ่งดีต่อสุขภาพยังคงเป็น ผัก ผลไม้ ให้เป็นประจำในแต่ละวัน ควบคู่กับไปการออกกำลังกายก็จะช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรงได้มากขึ้นแล้ว