พิพิธภัณฑ์ถ้ำหลวง ต้องบันทึกให้เกลี้ยง-อย่าทำแบบราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558572

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 07:01 น.

พิพิธภัณฑ์ถ้ำหลวง ต้องบันทึกให้เกลี้ยง-อย่าทำแบบราชการ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ด้วยเงื่อนไขของเวลาและธรรมชาติของความสนใจต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดยั้ง อีกไม่นานภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่ 13 ชีวิต ออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังจากติดอยู่ในถ้ำ 18 วัน ก็จะค่อยๆ จางไปจากความสนใจของผู้คน เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ

แต่เหตุการณ์นี้ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ถึงพลังความสามัคคีจากทั่วโลก ทุกชาติศาสนา ได้แสดงให้เห็นถึงพลังอัน ดีงามผ่านช่องทางต่างๆ จนเรียกได้ว่าปรากฏการณ์นี้กลายเป็นแบบอย่าง ครั้งสำคัญของโลกด้านความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือของเพื่อนมวลมนุษยชาติ ยามที่ตกอยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิต นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยและของโลกที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ การบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ในรูปแบบต่างๆ อย่างครบถ้วน ก็นับเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ นักเขียนชื่อดัง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลกรณีที่จะสร้าง สถานที่เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ จะได้พิพิธภัณฑ์ในรูปแบบราชการ ที่อาจจะไม่น่าสนใจ ซึ่งสิ่งที่ควรรวบรวมไว้ก็คือ การบันทึกเหตุการณ์จริงไว้ ให้ได้ครบถ้วนที่สุด

“เสียดายที่จบภารกิจช่วยเหลือ หลายสิ่งอาจจะไม่ได้ถูกเก็บไว้ ชุดของเด็ก จักรยาน หรือสิ่งของส่วนตัวของแต่ละคน รัฐควรขอเก็บไว้แบบคงสภาพเดิม หลายประเทศเมื่อต้องจัดสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกเหตุการณ์ จะต้องมีของจริงที่ใช้ในเหตุการณ์มาแสดงก่อน เทคโนโลยีสมัยใหม่อาจจะเอื้อเรื่องการออกแบบ สร้างภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ก็จริง แต่ก็น่าสนใจสู้ของจริงไม่ได้ หรือเรื่องราวของคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น กรณีที่มี นพ.ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์และนักดำน้ำชาวออสเตรเลีย เซ็นเอกสารรับรองการช่วยเหลือในที่จริง

…เรื่องราวทั้งหมด ต้องถูกเรียงร้อยอย่างละเอียด หากเป็นไปได้ก็ควรสร้างสถานที่รำลึกใกล้ที่จริงและบางส่วนในที่จริง หาวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่ามีผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้พร้อมจะเสนอแนะมากมาย ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะเดือนหน้าคนก็อาจจะลืมเรื่องนี้หมดแล้ว” ที่ปรึกษามิวเซียมสยาม กล่าว

เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่ควรสร้างขึ้นอย่างยิ่งก็คือ หาสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ที่อาจจะ เป็นทั้งการระบุถึงบุคคลสำคัญใน ช่วงเวลานั้น และเป็นสัญลักษณ์ที่ระบุถึงเหตุการณ์ แต่ไม่เน้นตัวบุคคล แต่จะต้องหลีกเลี่ยงเรื่องการตอกย้ำถึงชะตากรรมของเด็กๆ ผู้ประสบภัย

“ก่อนอื่นต้องยึดหลักการว่า ทำอย่างไรก็ได้เพื่อจะคืนชีวิตปกติให้เด็กๆ ให้มากที่สุด เราสามารถถอดบทเรียนเรื่องความสามัคคีได้ แต่ควรเลี่ยงตอกย้ำความทรงจำด้านไม่ดี ผมอยู่ญี่ปุ่นมาหลายปี เห็นตัวอย่างด้านที่น่าสนใจในการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับภัยพิบัติ”

เจษฎา กล่าวว่า ที่เคยพบเห็นอย่างกรณีแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิสูงกว่า 7 เมตร โถมถล่มเมืองเซนได เมื่อปี 2554 นอกจากมีเนื้อหาเรื่องการเตือนภัยพิบัติแล้ว ยังมีการเก็บสถานที่เกิดเหตุการณ์ไว้ในสภาพเดิม เช่น ดาดฟ้าอาคารเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาอะระฮามะ เมืองเซนได ที่เปิดให้ชมอาคารโรงเรียนที่ถูกคลื่นยักษ์สึนามิ

โถมถล่มขึ้นไปถึงชั้น 2 ของอาคารมีการรวบรวมข้อมูลสิ่งที่จัดแสดงและภาพสารคดีต่างๆ รวมถึงคงสภาพของช่วงที่เกิดเหตุไว้ เมื่อขับรถผ่านอาคารดังกล่าวก็จะเห็นป้ายบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ของเราแค่รวมหน้าหนึ่งหรือเนื้อหาของหนังสือพิมพ์ทั้งโลก ที่นำเสนอข่าวการช่วยเหลือทีมหมูป่ามาได้อย่างครบถ้วน เห็นว่าทั้งโลกพูดถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ส่งที่ควรรวบรวมก็คือ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับถ้ำ รวบรวมเรื่องระดับน้ำ ปริมาณน้ำฝน การจัดการน้ำในช่วงที่มีสถานการณ์ของทีมหมูป่า ควรจะมีข้อมูลการสำรวจถ้ำช่วงที่เกิดเหตุการณ์และมีการบันทึกเอาไว้ เมื่อรวมกับที่เคยมีการสำรวจมาแล้วก็น่าจะมีข้อมูลทั้งในถ้ำและนอกถ้ำเพิ่มขึ้นอย่างละเอียด ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย

“ที่สำคัญ คือเรื่องของเหตุการณ์ ควรจะมีเรื่องราวของทีมช่วยเหลืออย่างละเอียด ลงลึกไปถึงทีมช่วยเหลือในทุกมิติ ทุกหน้าที่ เช่น การดำน้ำ ข้อมูลวิชาการ โรงครัว บริการของ จิตอาสา ฯลฯ นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรายังเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ ที่ยังมี ความดี ความงาม ความจริง เป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นว่าสปิริตของเราที่ไม่มีวันสูญหายไป และครั้งหนึ่งได้เกิดขึ้นแล้วและถูกจารึกไว้ที่นี่” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว

กฎหมายสงฆ์ใหม่แก้วิ่งเต้นได้ แต่ไม่พอที่จะปฏิรูปทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558561

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 21:51 น.

กฎหมายสงฆ์ใหม่แก้วิ่งเต้นได้ แต่ไม่พอที่จะปฏิรูปทั้งระบบ

ปมร้อนแรงในวงการสงฆ์นาทีนี้ คือการปรับเปลี่ยนในมหาเถรสมาคมครั้งใหญ่ หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561

*****************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปมร้อนแรงในวงการสงฆ์ที่หลายฝ่ายจับตามองการปรับเปลี่ยนในมหาเถรสมาคมครั้งใหญ่ หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตามที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแก้

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 3 ที่บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์และแต่งตั้งกรรมการ มส.

องค์ประกอบของ มส. ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้สำหรับกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระนักเผยแผ่ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ก่อนที่กฎหมายสงฆ์ฉบับใหม่จะบังคับใช้ ว่า เรื่องนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดในมหาเถรสมาคม (มส.) ในระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่ามหาเถรสมาคมตอนนี้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เกิดจากปัญหาตัวบุคคลที่ขาดความน่าเชื่อถือ หลายท่านใช้เครือข่ายเส้นสายหรือวิ่งเต้น หรือถึงขั้นใช้เงินซื้อจนได้รับการแต่งตั้ง

“การแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เชื่อว่าจะทำให้ได้บุคคลที่มีความสามารถในการบริหารคณะสงฆ์มากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็คงไม่ได้มาด้วยเส้นสาย หรือเพราะเป็นพวกพ้องของพระบางรูปใน มส.อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเพียงตัวบุคคล ซึ่งปัญหาของ มส.มีมากกว่านั้น ต้องมีการแก้ไขในเชิงระบบด้วย”

พระไพศาล กล่าวย้ำว่า บุคคลที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการปกครองคณะสงฆ์ระดับต่างๆ จำนวนมาก มาด้วยการใช้เส้นสาย ดังคำที่ร่ำลือกันว่าใช้เงินซื้อขายตำแหน่ง หรือเพราะเป็นพวกพ้องกัน จึงทำให้เกิดมุ้งต่างๆ ใน มส. ยังไม่รวมถึงตัวบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาโดยไร้ซึ่งความสามารถ แถมยังมีข้อกังขาเชิงคุณธรรมและความสามารถด้วย เช่น ที่มีการพูดกันว่าพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จหลายท่าน เพียงแค่จบนักธรรมเอก แต่ไม่ได้มีความรู้ด้านบาลี ก็สามารถได้รับการยกย่องสูงถึงขั้นรองสมเด็จ ซึ่งต่อไปเชื่อว่าการจะได้ชั้นสมเด็จอาจใช้เวลานานขึ้นเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับนี้

ทั้งนี้ การปฏิรูปวงการสงฆ์จะแก้ปัญหาที่มหาเถรสมาคมเพียงส่วนเดียวคงไม่พอ เพราะ มส.มีพระไม่ถึง 30 รูป แต่พระสงฆ์มีประมาณ 2 แสนรูปดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การแก้ที่ระดับบนเท่านั้น หัวใจสำคัญคือแก้ที่ “ระดับฐานล่าง” คือ 1.ระบบการปกครองคณะสงฆ์ 2.ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ และ 3.ระบบความสัมพันธ์ระหว่างพระกับประชาชน เช่น จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษา ปกครอง บริหารวัดมากขึ้น ทั้งหมดถือเป็นหัวใจหลักสำคัญมากในตอนนี้

“แม้จะได้บุคคลที่มีความสามารถ มีคุณธรรมอย่างที่เคยมีเหมือนสมัยอดีต แต่ก็คงจะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในคณะสงฆ์ได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากระบบการบริหารเป็นรวมศูนย์ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับพระสงฆ์ทั่วประเทศปัญหาต่างๆ จึงไหลมารวมอยู่ที่ศูนย์ของ มส. การปกครองของคณะสงฆ์ปัจจุบันมีลักษณะการปกครองแบบราชการ ถึงแม้จะมีเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค แต่ส่วนใหญ่จะรอฟังคำสั่งจาก มส.เหมือนกับระบบราชการที่ทุกคนรอฟังคำสั่งจากอธิบดี ปลัดกระทรวง หรือรัฐมนตรีในกระทรวงเท่านั้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในคณะสงฆ์” เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ระบุ

พระไพศาล ยังอธิบายว่า เมื่อวงการสงฆ์กลายเป็น “ระบบรวมศูนย์” มส.จึงต้องแบกรับปัญหาที่หนักอึ้ง เนื่องจากกรรมการ มส.ส่วนใหญ่มีอายุ 80-90 ปี ฉะนั้นจึงไม่มีกำลังวังชาที่จะรับภาระดูแลคณะสงฆ์ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศคงเป็นเรื่องยาก สุดท้ายส่งผลเสียนำไปสู่ปัญหาข่าวอื้อฉาวอยู่เป็นประจำ ทั้งหมดเป็นปัญหาในเชิงระบบที่แก้ไขไม่ได้ด้วยแค่การปรับปรุงตัวบุคคลใน มส.ให้มีคุณภาพเท่านั้น

ปัญหาของวงการสงฆ์ยืดเยื้อกันมานาน ไม่ได้รับการแก้ไข เกิดจากปัญหาการปกครองของคณะสงฆ์ รวมถึงปัญหาสำคัญในตอนนี้คือ “ระบบการศึกษาคณะสงฆ์” ที่ตกต่ำย่ำแย่มากในปัจจุบัน ทำให้พระสงฆ์ไม่มีความรู้ ไม่เป็นที่ศรัทธานับถือ โดยเฉพาะด้านการกล่อมเกลาทางคุณธรรมถูกปล่อยปละละเลยมากจนทำให้เกิดปัญหา

“ปัญหาที่ห่วงที่สุด คือ เรื่องการศึกษาของคณะสงฆ์ ที่ส่งผลกระทบถึงคุณภาพของพระสงฆ์โดยรวม อีกทั้งระบบการศึกษาล้มเหลว เช่น นักธรรมบาลี พระไม่มีแรงจูงในการศึกษา ความรู้ต่ำ มีการทุจริตอย่างแพร่หลาย ที่ผ่านมาไม่มีการส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์อย่างจริงจัง ฯลฯ ”

พระไพศาลสะท้อนความเห็นกรณีการตรวจสอบจัดการเงินภายในวัดทั่วประเทศที่มีเสียงคัดค้านว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) เช่นกัน ถ้ามีการนำข้าราชการกลุ่มคนเดียวกันมาตรวจสอบความโปร่งใส ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ อาจมีการใช้อำนาจที่มีเรียกร้องผลประโยชน์

ถอดบทเรียนถ้ำหลวง แผนปฏิบัติการกู้ภัยฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558363

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 07:55 น.

ถอดบทเรียนถ้ำหลวง แผนปฏิบัติการกู้ภัยฉุกเฉิน

หนึ่งในบทเรียนน่าสนใจจากเหตุการณ์13ชีวิตติดในถ้ำหลวงก็คือ “แผนปฏิบัติการกู้ภัยฉุกเฉิน” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเหลือ

*************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

จากกรณีที่เยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี่ พร้อมผู้ช่วยผู้ฝึกสอน รวมทั้งสิ้น 13 คน ติดอยู่ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย จนนำไปสู่การระดมความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกระทั่งประสบความสำเร็จ เหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนต่อการจัดการเพื่อช่วยชีวิต ซึ่งในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงเป็นที่มาของการถอดบทเรียนเพื่อศึกษาและพัฒนาเตรียมพร้อมรับมืออย่างทันท่วงที

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถนำมาถอดบทเรียนได้ คือ 1.การบริหารระบบให้ความช่วยเหลือทั้งระบบ มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานและบัญชาการเหตุการณ์ที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ อาทิ ผู้ว่าฯ เชียงราย ต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์สามารถควบคุมสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตอาจจำเป็นต้องมีการฝึกผู้นำในแต่ละจังหวัดให้เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในลักษณะนี้ให้ได้

ประเด็นที่ 2.การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเลือกใช้ทรัพยากรบุคคล ผ่านการคัดเลือกและร้องขอหน่วยงานที่เข้าทำการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยซีล ที่ถูกเลือกให้เข้ามาช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำ เนื่องจากต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเรื่องการดำน้ำ และ 3.เรื่องของการรวบรวมทรัพยากรทั้งภาครัฐ ทหารพลเรือน ภาคประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิต่างๆ ที่เข้ามาช่วยกันทำงานสนับสนุนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ระบบการช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุข ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยหน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ต้องเข้ามาดูภาพรวมในพื้นที่ประสบเหตุ อาจแบ่งสายงานตั้งแต่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับจังหวัด จัดตั้งทีมเข้าไปช่วยเหลือด้านสาธารณสุขภายใต้คำสั่งของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ส่วนบางจังหวัดที่มีทรัพยากรจำกัด ควรมีทีมแพทย์จากทหารของกองทัพบก กองทัพเรือหรือจากตำรวจเข้าไปเสริม

นอกจากนี้ การเตรียมการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์ ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยมีระบบกายสกายดอกเตอร์เมื่อหลายปีก่อน คิดว่าเรื่องนี้มีส่วนทำให้การช่วยเหลือมีความพร้อมมากขึ้นต่อไปในอนาคต

ขณะที่ ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกว่า สิ่งแรกที่หน่วยกู้ภัยต้องเร่งดำเนินการ คือ ปิดกั้นพื้นที่เพื่อควบคุมอาณาเขตเฉพาะทีมช่วยเหลือเท่านั้น เพื่อให้ทำงานได้อย่างสะดวก ต่อมาคือการใช้ระบบกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อระดมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไม่ว่าจะเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านกู้ภัย ดำน้ำ วิศวกร รวมถึงแพทย์และนักจิตวิทยา ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ อาจต้องทำเป็นแบบแผนจำลองหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เมื่อเกิดเหตุขึ้นสามารถกดปุ่มโทรหาผู้เกี่ยวข้องจากที่ไหนก็ได้ทันที

นอกจากนี้ บุคคลที่สำคัญที่สุดคือผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ ที่ต้องตัดสินใจได้เฉียบคม ต้องได้รับการฝึกฝนปฏิบัติได้เป็นอย่างดี เพราะเหตุการณ์ถ้ำหลวงโชคดีที่ได้อดีตผู้ว่าฯ เชียงราย มีประสบการด้านวิศวกรมาก่อน ทำให้วิธีคิดแก้ปัญหาเป็นลำดับขั้นตอนกู้ภัยที่ชัดเจน ดังนั้นระดับคนที่จะได้เป็นผู้บัญชาการ ต้องผ่านการซักซ้อมบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัดอยู่เสมอ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ด้าน ธีร์ ภวังคนันท์ หัวหน้าศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอว่า ให้ปรับกระบวนการเรียน การสอน เพิ่มเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความรู้ด้านความเสี่ยงทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมทุกภัยพิบัติ มุ่งเน้นให้มีทักษะที่จำเป็นตามบริบทพื้นที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งจัดกิจกรรมผ่านรายวิชาลูกเสือ เนตรนารี โดยร่วมกับศูนย์กู้ชีพนเรนทร ฝึกปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกการทำซีพีอาร์ ช่วยปั๊มหัวใจกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ทำให้ทุกกิจกรรมสามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อถึงคราวจำเป็น

นอกจากนี้ เสนอให้ตั้งทีมกู้ภัยฉุกเฉินหรือชมรมลูกเสือกู้ภัยในระดับพื้นที่ ระดับโรงเรียนที่มีความรู้ใช้อุปกรณ์ระบบสื่อสารสำรอง หรือวิทยุสื่อสารในสถานศึกษา เผื่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเกิดภัยพิบัติสามารถติดต่อสื่อสารได้ไม่ขาดหายไปจะเป็นการดีเช่นกัน

“วีระศักดิ์”ผู้อยู่เบื้องหลัง ดึงนักดำน้ำโลกช่วยหมูป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558361

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 07:42 น.

"วีระศักดิ์"ผู้อยู่เบื้องหลัง ดึงนักดำน้ำโลกช่วยหมูป่า

ไม่ง่ายที่จะดึงนักดำน้ำกู้ภัยระดับโลก มาร่วมกันทำภารกิจช่วย 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง เบื้องหลังการติดต่อ นอกจากฝีมือแล้วยังต้องมีเรื่องโชคชะตาเข้ามาเกี่ยวข้อง

**************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ไม่บ่อยครั้งกับการรวมตัวของนักดำน้ำถ้ำระดับโลกจนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จกับภารกิจ 17 วันที่ช่วยเหลือทีมหมูป่าและโค้ชได้สำเร็จ

เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ติดต่อกับนักดำน้ำถ้ำที่มีฝีมือจากหลายประเทศทั่วโลกมาร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ อธิบายว่า เรื่องที่เกิดขึ้นภายในถ้ำทั้งฝีมือคนไทยและต่างชาติต้องบอกว่าเป็นฝีมือล้วนๆ แต่การประสานงานครั้งนี้ต้องบอกว่าเป็นดวงล้วนๆ เหมือนกัน

จุดเริ่มต้นมาจาก เวิร์น อันสเวิร์ธ นักดำน้ำอังกฤษที่อยู่ในพื้นที่มาเสนอความเห็นว่า สิ่งที่พวกเราทำอยู่ก็ให้ทำไป แต่ความเห็นเขาคงต้องดึงผู้ชำนาญการพิเศษ เคฟ ไดเวอร์ มาช่วยและมีหนึ่งคนที่เขารู้จักคือ โรเบิร์ต ฮาร์เปอร์ เคยมาสำรวจที่ถ้ำหลวงเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งให้ เวิร์น เป็นคนช่วยโทรศัพท์ให้ตอนนั้นเลย

“เฟซไทม์ไปตอนนั้น คุณร็อบแกยังใส่ชุดนอนไม่ติดกระดุมนั่งบนเตียง ผมก็บอกเป็นรัฐมนตรีพูดในนามรัฐบาลไทย ถามว่าติดตามเรื่องเด็กติดถ้ำอยู่หรือไม่เขาบอกติดตาม ก็ถามต่อว่าถ้ารัฐบาลไทยจะเชิญมาช่วยงานซึ่งกำลังทำงานแข่งกับเวลาจะยินดีไหม เขาบอกยินดีพูดโดยไม่ต้องคิด

ถามว่าจะมาเร็วได้แค่ไหน เขาตอบว่าคุณจะเตรียมตั๋วให้ได้เร็วแค่ไหน ก็บอกเขาว่ายูวางหูแล้วไปสนามบินได้เลยที่เหลือไอจัดการเอง​ ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงเลย เราเป็นรัฐ เราต้องทำจนได้น่ะ ก่อนวางหู ร็อบบอกว่า แกเป็นพลเรือนอังกฤษขอให้เราทำเรื่องขอความช่วยเหลือไปที่รัฐบาลอังกฤษด้วยเพื่อให้เป็นการขอความช่วยเหลือระหว่างรัฐต่อรัฐ”

รมว.ท่องเที่ยวฯ เล่าต่อว่า จากนั้นก็โทรไปหาท่านวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศ ซึ่งไปช่วยราชการกับรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อยู่ที่ฮ่องกง บอกว่าไม่มีเวลาอธิบายเยอะ แต่ขอให้ช่วยสื่อสารกับรัฐบาลอังกฤษให้นักดำน้ำ 3 คน จากอังกฤษเดินทางมาไทยหน่อย ตอนนั้นรายชื่อทั้ง 3 คน ยังอยู่ในกระดาษยับๆ ที่ส่งมายัง มท.1

ตอนนั้นเห็นแล้วเราก็ขอกระดาษ A4 จากหน่วยซีลมาเขียนรายละเอียดทางการเป็นภาษาอังกฤษว่า อยากให้นักดำน้ำเหล่านี้เข้ามาในประเทศให้เร็วที่สุดแล้วก็ถ่ายรูปส่งไปให้ รมช. จุดนั้นกระบวนการสื่อสารทางการทูตเริ่มต้นแล้ว ส่วนเรื่องตั๋วเครื่องบินก็ต่อสายหา อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ขอตั๋วให้คน 3 คน บินเข้ามาเร็วสุด ​

“เป็นเรื่องบังเอิญที่ผมโทรหารัฐมนตรีทั้งสองท่านได้เร็วเพราะท่านนั่งประกบสองข้างในการประชุม ครม.ทุกวันอังคาร เราเลยคุ้นเคย คุยกันประจำ หรือถ้าไม่มีวัฒนธรรมคุยไลน์กันก็ยากเพราะเบอร์จริงท่านเบอร์อะไรเราก็ไม่รู้ เพราะโทรไลน์คุยก็รู้เรื่องแล้ว”

ผ่านไป 20 นาที จากนั้นก็ได้ตั๋วมาเมืองไทย ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะออกตั๋วให้ใคร ใครจะจ่าย ให้ออกตั๋วรอไว้​ พร้อมลงรายละเอียดว่าอุปกรณ์ทั้งหมดที่นำมาด้วยให้ใส่คอนเทนเนอร์เล็กมาต่างหาก อย่าปะปนกับสัมภาระผู้โดยสารอื่น จะได้ไม่ต้องไปรอให้เสียเวลา ​โชคดีที่ 2 ชั่วโมง ถัดมาทั้ง 3 คน ก็ไปยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ซึ่งทันเครื่องออกพอดีไม่ต้องรอวันรุ่งขึ้น สรุปรวมเวลาตั้งแต่โทรศัพท์คุยกันจนมาถึงหน้าถ้ำใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง มาถึงก็ลงดำเลย ส่วนตัวก็ปล่อยให้ทำงานเต็มที่

วีระศักดิ์​ เล่าอีกว่า จากที่ได้คุยกับคุณร็อบ เขาบอกว่าไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อน ไม่คิดว่าจะซับซ้อนขณะนี้ คลื่นแรงมากเราก็ประสานตำรวจท่องเที่ยวให้ไปดูว่าคุณร็อบดำตรงไหนก็ให้รอตรงนั้นจนกว่าจะกลับมา ซึ่งตอนที่เจอเด็กก็ใช้เวลาไป 8 ชั่วโมง จนเป็นที่มาของประโยค “ฮาว เมนี ออฟ ยู” ตามภาพที่ปรากฏ เราก็ถามว่าเอากล้องมาด้วยหรือ เขาบอกว่าหน่วยซีลฝากถ่าย ​​

“หลังจากนั้น ร็อบก็ต้องกลับก่อนเพราะมีนัดกับหมอ ผมก็ไปส่งเอง บอกทานข้าวให้สบายก่อน รู้ว่าเขาชอบทานอาหารไทย อย่างผัดฉ่าปลาคัง ถามเขาว่า ไม่เผ็ดหรือ ​เขาบอกอร่อยดี เมื่อกลับไป 1 วันก็ได้รับแจ้งว่า จำนวนนักดำน้ำที่ใช้ต้องมากกว่านี้ก็เข้าใจได้ เพราะดำหลายวันทุกวัน​จึงติดต่อไปยังสมาคมกู้ภัยถ้ำของอังกฤษ เขาบอกได้รับรายงานแล้ว และเตรียมคนไว้ 5 คน 3 คนสามารถไปได้ก่อน ซึ่งไม่ยากเท่าครั้งก่อนโดยใช้วิธีเดิม”

รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นนึกได้ว่ามีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าสมัยเกิดสึนามิ ทางสหรัฐเขามีเครื่องค้นสัญญาณชีพ เราไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง แต่นาทีนั้นอะไรก็เอาทั้งนั้น โทรหา รมช.ต่างประทศ เล่าให้ฟังช่วยประสานไปทางวอชิงตันให้หน่อย สักพักทีมที่อยู่โอกินาวาก็ขึ้นเครื่องมาเชียงราย โดยให้ทาง รมช.ต่างประเทศ เคลียร์เส้นทางบินเพราะเป็นเครื่องบินทหารที่บินเข้าน่านฟ้าไทยฉุกเฉิน โดยก่อนหน้านี้เขาเคยมาซ้อมคอบร้าโกลด์ที่เมืองไทยเมื่อมาถึงจึงขอประสานกับทางกองทัพตรงนั้นตัวเองก็จบหน้าที่

“นาทีที่เจอเด็กเห็นคลิปแล้วทุกคนชื่นใจ โลกทั้งใบถอนหายใจพร้อมกัน ผมมั่นใจอย่างนั้น”

วีระศักดิ์ และ โรเบิร์ต ชาร์ลส ฮาร์เปอร์ นักดำน้ำชาวอังกฤษ

วีระศักดิ์ ประเมินว่า ​บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เรื่องแรกเรื่องใหญ่สุดคือ การมีวินัยพร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ ​​วินัยของการรับฟังผู้บริหารสถานการณ์เขาเอาไงก็เอาอย่างนั้น เราเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้แปลว่าเราใหญ่กว่าเขา เราไปที่นั่นเรามีหน้าที่รอฟัง เขาอยากบอกเราก็ฟัง เขาไม่บอกก็คือไม่บอกเรา

“ต้องรับฟังไอเดียแต่อย่าให้กระทบแผนหลัก นั่นเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การจัดระเบียบระบบหน้าถ้ำซึ่งแต่ละคนไม่เคยมีประสบการณ์ ทุกคนยอมรับแม้จะมีความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องไม่ให้ความเห็นต่างไปทำให้กระบวนการหลักที่เขาทำเกิดความลังเล เรื่องการเอาผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชำนาญการอย่างรวดเร็วและไม่มีใครรู้จะลากถึง 17 วัน” ​

บรรยากาศที่เกิดขึ้นเราเห็นน้ำใจจากทุกสารทิศ ทำให้เห็นเลยว่าบรรยากาศที่เราทะเลาะเบาะแว้งทางสังคม สภาพแตกแยกทางความคิด ทางการเมืองมันละลายหายไปหมด ขณะเดียวกันต้องนึกถึงจิตอาสาที่ถูกฝึกฝนร่วมกันมาตั้งแต่งานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ที่มีนักศึกษามาช่วยแจกอาหารรุ่นแรกๆ ​

“ด้วยเดชะพระบารมีรัชกาลที่ 10 พระราชทานลงมาและทรงสนพระทัยการช่วยเหลือ​ ส่งอุปกรณ์มาในพื้นที่ ทุกบรรยากาศสอยเข้าหากันได้อย่างรวดเร็ว สร้างความประทับใจให้กับชาวต่างประเทศที่มาพบเห็น เป็นกำลังใจให้กับคนไทยที่เข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องนี้”

บทเรียนที่สำคัญคือ การยอมรับว่าใครบริหารหน้างาน ถ้าเขาขอเรารีบให้ ถึงแม้เขาไม่ขอ เราจงไปควานหาอะไรที่นอกหลักสูตรวิธีคิดที่เป็นทางออกรอดูว่าจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ ทีมขุดเจาะเขามารอ 2 วันไม่น้อยใจไม่กลับ​ ถ้ามีแต่เจตนาดี แต่น้อยใจไม่ใช้เราแบบนี้น่าจะสร้างแรงกดดันที่ไม่น่าดู” ​

สำหรับเฟส 2 หลังจากเหตุการณ์นี้ ​วีระศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ​ระบุว่า เรามีถ้ำ 4,000 ถ้ำ และยังมีอีก 4,000 ถ้ำที่มีต้นไม้ปกคลุมยังหาไม่เจอ ความดังของถ้ำหลวงจะส่งพลังไปสู่ถ้ำอื่นๆ ด้วย การเรียนรู้เรื่องเข้าถ้ำให้ปลอดภัยไม่ใช่แค่ดูเรื่องฤดูกาล แต่ยังต้องดูทั้งเรื่องสัตว์มีพิษ ​อัตราคาร์บอนไดออกไซด์ในถ้ำ

อย่างไรก็ตาม เราจะพบสัตว์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในโลกได้ในถ้ำเพราะถ้ำไม่มีกาลเวลา เช้า เย็น ลึกไประดับ 1 อุณหภูมิก็ไม่เปลี่ยน​ นักสำรวจตะวันตกถึงได้ชอบถ้ำ ทำให้เข้าถึงบรรยากาศอันแท้จริง ถ้ำจึงไม่ใช่แค่แหล่งความมัน แต่เป็นแหล่งความรู้

วีระศักดิ์ บอกว่า ถ้ำส่วนใหญ่อยู่นอกเมือง ท้องถิ่นก็จะได้ประโยชน์ แต่ต้องอบรม​พัฒนาศูนย์เรียนรู้ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น แต่ละคนจะมีใบอนุญาตไม่เหมือนกันเข้าได้ลึกแค่ไหน เข้าได้กี่กลุ่ม ต้องมีการจองล่วงหน้า

​“เขารู้จักถ้ำของเขาแน่ แต่อาจไม่ทันได้รับรู้หลักวิชาการ การรักษาถ้ำให้ดีอยู่ไปยาวๆ เขาควรต้องรู้ และจะได้มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว​ เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ​ ต้องให้ความเคารพต่อถ้ำ ​ถ้าคนพาไปบอกว่าไม่ก็ต้องไม่ ศักดิ์ศรีคนพาเที่ยวซึ่งเป็นชาวบ้านจะไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการหรือลูกจ้าง แต่จะเป็นคนพานำที่มีศักดิ์ศรี”

อีกด้านหนึ่งอาจ​มีการพัฒนาตั้งสถาบันฝึกดำน้ำถ้ำ ซึ่งนักดำน้ำที่มาช่วยก็ยินดีที่จะกลับมาเป็นวิทยากร วันหนึ่งเราอาจจะมีนักดำน้ำไทยที่จะถูกขอตัวไปช่วยตามที่ต่างๆ เป็นสถาบันที่มีทั้งนักท่องเที่ยวมาฝึกเล่นๆ ไปจนถึงฝึกครู หรือนักกู้ภัยก็ว่ากันไป ขณะที่หน่วยซีลก็เริ่มพัฒนาหลักสูตรของเขาเพราะใช้ทักษะคนละชุดกับที่ฝึกมา

ส่วนการบันทึกเหตุการณ์ระดับโลกทั้ง 17 วันนี้ก็ต้องเป็นการบันทึกแบบระดับโลกที่กระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นคนดำเนินการ ส่วนการทำภาพยนตร์หรือเกม ก็จะมีการดำเนินการ ส่วนต่างชาติที่จะเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต้องขออนุญาตกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อตรวจบทและอนุมัติ

ที่สำคัญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทั่วโลกรู้จักกับประเทศไทยมากขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั้ง สำนักข่าวต่างๆ ไมว่าจะเป็น บีบีซี ซีเอ็นเอ็น เอบีซี บลูมเบิร์ก อัลจาซีรา จะแช่รายงานเรื่องเหล่านี้เป็นชั่วโมง หรือช่องดิสคัฟเวอรี่ที่มีตอนพิเศษซึ่งทั้งหมดไม่ต้องเสียเงินซักบาท และมีคนตั้งหน้าตั้งตาดู เพราะฉะนั้น​ค่าใช้จ่ายที่ใครต่อใคร หรือรัฐลงทุน ทั้งเลี้ยงดูปูเสื่อดูแลจิตอาสา ขนอุปกรณ์ ซ่อมแซม ทั้งหมดเกินคุ้ม​

ส่วนจะเชื่อมเหตุการณ์ครั้งนี้ให้คนมาท่องเที่ยวไทยมากขึ้นนั้นเวลานี้ วีระศักดิ์ กล่าวว่า​ ตอนนี้มี คลิป 30 วินาที ที่ปล่อยออกไปขอบคุณชาวโลกที่ร่วมถอนหายใจลุ้นไปกับเรา และทาง รมว.คมนาคม จะประสานไปฉายยังเครื่องบินต่างๆ หรือการเผยแพร่ผ่านจอภาพทั้งที่​ บขส. ท่าเรือ เอาไปฉาย รวมทั้งประสานไปยังสถานทูตแต่ละประเทศว่า จะใช้ประโยชน์จากคลิปนี้อย่างไรต่อไป ​

“ทั้งหมดอยากฝากไว้ว่าให้เราเคารพธรรมชาติ แล้วเราจะพบว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่เหลือเกิน นอกจากเคารพธรรมชาติ ให้เราเคารพถือหัวใจตัวเราเองว่า การตัดสินใจร่วมกันแล้วเราสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้มาก ​นี่เป็นชัยชนะของมนุษยชาติ​ในการพยายามช่วยเหลือกันและกัน” วีระศักดิ์ กล่าว

ถ้ำหลวงแหล่งเที่ยวโลก ต้องเน้นธรรมชาติ อย่าปรุงแต่งมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558232

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 08:42 น.

ถ้ำหลวงแหล่งเที่ยวโลก ต้องเน้นธรรมชาติ อย่าปรุงแต่งมาก

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ภารกิจช่วยเหลือ 12 นักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าและโค้ชของพวกเขาออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน สำเร็จลงไปด้วยดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศในถ้ำหลวงและปลุกปั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.เชียงราย

มองในมุมนักอนุรักษ์อย่าง ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้ภาพว่าธรรมชาติในถ้ำหลวงให้ฟังเพื่อให้เห็นภาพว่าลักษณะของถ้ำหลวงจะเป็นพื้นที่ถ้ำหินปูน และถ้ำในลักษณะนี้เราพบได้บ่อยในภาคเหนือ และภาคตะวันตกของประเทศไทย ถ้ำหลวงจะตั้งตระหง่านทอดยาวจากเหนือจรดใต้ติดกับชายแดนเมียนมา ความสำคัญของถ้ำหินปูนหรือเฉพาะถ้ำหลวงแห่งนี้ ก็คือเป็นพื้นที่สำคัญในการกักเก็บน้ำ เป็นพื้นที่ให้น้ำในยามหน้าแล้ง ชุมชนและสัตว์ป่าก็ได้ใช้ประโยชน์จากถ้ำหลวง

นอกเหนือจากการกักเก็บน้ำ ถ้ำหลวง ยังเป็นพื้นที่ที่สัตว์ป่าได้พึ่งพาอาศัย โดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่ในหุบเขา และที่มักพบเห็นบ่อย คือ เลียงผา กวางผา และสัตว์ชนิดอื่นๆ ขณะที่ระบบนิเวศภายในถ้ำเราจะเห็นได้ว่าค่อนข้างมีความสมบูรณ์อย่างมาก ข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนดูได้จากหินงอกหินย้อยภายในถ้ำที่ยังไม่ตายและยังเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา และบริบทโดยรวมของถ้ำหลวงคือความสวยงามของธรรมชาติที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์อย่างมาก

การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปขุดเจาะต่างๆ เพื่อช่วยชีวิต 13 คน ก็อาจเรียกได้ว่าไม่มีผลกระทบใดๆ มากนัก แต่ปัญหาที่จะกระทบจริงๆ จากมนุษย์คือการใช้พื้นที่ถ้ำที่เข้าไปทำลายระบบนิเวศ การพัฒนาที่ทำโดยไม่รู้จริง ทั้งการเข้าไปโบกปูน ฉีดโฟม ปรับภูมิทัศน์ใหม่ หรือแม้แต่การทำสะพานทางเดินภายในถ้ำ ความหวังดีที่เกิดขึ้นกลับไปทำลายระบบนิเวศภายในถ้ำ

“ถ้ำบางแห่งถูกใช้เป็นพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เมื่อทีมงานไปตั้งกองก็จะมีความร้อน ฉีดโฟมเคลือบผิวถ้ำ หินงอก หินย้อย ก็ได้รับสิ่งแปลกปลอมทำให้ตาย แต่ก็ยังมีอีกหลายถ้ำที่ยังไม่มีกิจกรรมเข้าไปรบกวนมากนัก นักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มก็ยังต้องการเข้าไปเที่ยวเช่นกัน”

วกกลับมาที่ถ้ำหลวง ภาณุเดชให้ภาพการฟื้นฟูว่าไม่ต้องกังวลอะไรมาก เพราะธรรมชาติจะทำหน้าที่ฟื้นตัวด้วยตัวเอง เพียงแต่ระยะเวลานี้อาจจะต้องใช้เวลา อย่าเข้าไปรบกวนสักระยะ

“แต่ผมว่ามนุษย์คงยังเข้าไปภายในถ้ำหลวงไม่ได้ในช่วงนี้ หรือแม้แต่จะเข้าไปฟื้นฟูก็ตาม ก็เพราะยังมีน้ำท่วมขังอยู่ แต่สภาพที่แท้จริงของถ้ำหลวงเราจะเห็นได้ชัดขึ้นก็คงช่วงหน้าหนาวนี้ ในช่วงที่น้ำลดลง และหากเข้าไปจัดการก็คงไม่ต้องไปแตะอะไรมาก นอกเหนือจากไปเอาสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ในภารกิจช่วยเหลือออกมา แต่แน่นอนว่าการฟื้นฟูที่ถูก ต้องร่วมกับธรรมชาติที่จะทำหน้าที่ด้วยตัวเอง ก็จะมีประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน”

เมื่อภาณุเดชพูดถึงการท่องเที่ยว ทำให้วกกลับไปนึกถึงประเด็นที่รัฐบาลต้องการผลักดันถ้ำหลวงให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ ค่อนข้างเห็นด้วย ซึ่งยืนยันว่าทำได้หากต้องการให้เป็นระดับโลกจริงๆ เพราะถ้ำสามารถพัฒนาได้ และการผลักดันคงไม่ใช่การไปเปลี่ยนสภาพถ้ำ หากแต่เป็นการสร้างความปลอดภัย ให้เกิดมาตรฐานเรียนรู้ สร้างการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน หรือให้เป็นสถานที่เรียนรู้เหตุการณ์ติดถ้ำก็ได้ แต่แน่นอนว่าไม่ควรเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่มีอยู่

“เราสามารถใส่เรื่องราว ใส่ข้อมูล รวมถึงดึงภาคประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมให้รู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกัน เราจะยกระดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องไปปรุงแต่ง หรือทำป้ายอะไรให้มันใหญ่โต เพราะอย่างนั้นมันผิดธรรมชาติ คนที่อยากมาเที่ยวคงต้องการมาเที่ยวชมสภาพเดิมที่ถ้ำเคยมีอยู่มากกว่า”

ท้ายสุดแล้ว นักอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างภาณุเดชที่เป็นตัวแทนของมูลนิธิสืบฯ ให้คำตอบว่าการฟื้นฟูถ้ำหลวงไม่น่ากังวล แต่แน่นอนว่าปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 ชีวิตอาจจะมีบ้างที่ไปกระทบกับระบบนิเวศภายในถ้ำหลวง ทั้งหินงอก หินย้อย ที่อาจจะหักหรือถูกทำลาย แต่ประเด็นสำคัญคือหากเราคงสภาพความเป็นถ้ำเอาไว้ ระบบนิเวศที่เคยเสียหายก็จะฟื้นฟูขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เพียงแต่เราต้องหยุดรบกวนเท่านั้น

ครม.สัญจรอุบลฯ ดูดคะแนนนิยมอีสานล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558231

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 08:29 น.

ครม.สัญจรอุบลฯ ดูดคะแนนนิยมอีสานล่าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค.นี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกจับตาและจับผิดว่าไปปิดดิวทางการเมืองกับกลุ่ม อดีต สส.ที่กำลังย้ายพรรคมาซบอกพรรค คสช.

เพราะเดิมทีกำหนดการประชุม ครม.สัญจรประจำเดือน ก.ค.นี้ จริงๆ ต้องไปพื้นที่ภาคเหนือที่ได้วางแผนกันไว้ที่ จ.เชียงราย และ  พะเยา แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ “ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง” ทำให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดต้องมุ่งสรรพกำลังไปกับภารกิจการ ช่วยเหลือนักฟุตบอลและโค้ชทั้ง 13 คน

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการให้กระทบภาพลักษณ์รัฐบาลหากนำ คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ไปจะเกิดความวุ่นวายกับการเตรียมการต้อนรับ ครม. ยิ่งไปกว่านั้น “บิ๊กตู่” อยากเลี่ยงคำครหาว่ารัฐบาลโหนกระแสภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าเพื่อดันเรตติ้งรัฐบาล

แต่เหตุผลทางการเมืองต้อง ยอมรับว่า จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีจำนวน สส.มากเป็นอันดับสองรองจาก จ.นครราชสีมา ดังนั้นพรรคการเมืองใดยึดหัวหาดได้ย่อมมีอำนาจและพลังต่อรองตำแหน่งหรือเก้าอี้ในรัฐบาลสมัยหน้าอย่างแน่นอน จึงเป็นที่มาของกระแสย้ายพรรค เพราะชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าอดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย  3 คน นำทีมโดย สุพล ฟองงาม อดีต รมช.มหาดไทยและอดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จะย้ายออกจากเพื่อไทย ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ ที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี  แม้ “บิ๊กตู่” จะปากแข็งเหมือนที่พูดเสมอว่า ครม.สัญจร คือการไปตรวจราชการงานกลุ่มจังหวัด ผลักดันโครงการประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืน แต่เอา เข้าจริงสวนทางกับท่าทีและคำพูด ของ อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไปต้อนรับ “บิ๊กตู่” แบบจัดเต็มด้วยตนเอง แถมยังเปิดรายการคำขอสารพัดโครงการพัฒนาในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ที่ต้องการให้รัฐบาล คสช.ผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรม แล้วแบบนี้จะไม่เรียกว่าปิดดิวการเมืองได้อย่างไร

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จ.อุบลราชธานี อำนาจ เจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร สำหรับโครงการในการพัฒนาจังหวัดที่เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า อาทิ โครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 6 ระหว่างบ้านปากแซง ต. พะลาน อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี กับบ้านปากตะพาน เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน สปป.ลาว  เส้นทางรถไฟทางคู่จาก จ.นครราชสีมา-อุบลราชธานี เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการขนส่งสินค้าจากภูมิภาคอื่นเพื่อส่งต่อมายัง จ.อุบลราชธานี และส่งต่อไปยัง สปป.ลาว และเวียดนาม รวมทั้งการขนส่งสินค้าจากเวียดนามและ สปป.ลาว เข้ามายัง จ.อุบลราชธานี และส่งต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ต่อไป

ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเพื่อเป็นจุดพักรวมสินค้าทั้งของฝ่ายไทยที่จะส่งออกไปยัง สปป.ลาวและเวียดนาม และสินค้าที่นำเข้ามาจาก สปป.ลาวและเวียดนาม ก่อนที่จะกระจายสินค้าออกไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าดังกล่าวควรก่อสร้างในพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานีรถไฟอุบลราชธานี (อ.วารินชำราบ) เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟทางคู่

นอกจากนี้ เตรียมเสนอการก่อสร้างถนน 4 เลนจาก จ.อุบลราชธานี-บ้านปากแซง ต.พะลาน อ.นาตาล (จุดที่ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 6) ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ซึ่งการก่อสร้างถนน 4 เลนดังกล่าว หากดำเนินการแล้วเสร็จจะเป็นการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งจากสถานีรถไฟอุบลราชธานี ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า รวมทั้งพื้นที่การผลิตและการจำหน่ายต่างๆ ในพื้นที่ไปยังสะพาน ข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 6 ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ส่งผลดีต่อการเติบโตของธุรกิจการค้าและการลงทุนในภาพรวม และโครงการการก่อสร้างศูนย์กีฬา เพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในปี 2025 หรือปี 2568 งบประมาณ 2,000 ล้านบาท โครงการขยายพื้นที่และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อ เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและโครงการต่อสายเส้นทางรถไฟทางคู่อุบลราชธานี-ช่องเม็ก เป็นต้น

นอกจากนี้ เตรียมนำเสนอข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลช่วยในการพัฒนาหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเกษตรอินทรีย์ให้เป็นครัวโลก ยกระดับผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร เรื่องการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 6 การคมนาคม ระบบราง พัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศ รวมทั้งการพัฒนาโรงพยาบาลศูนย์อุบลราชธานี ให้สามารถรองรับผู้ป่วยใน 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตคนอีสานตอนล่างดีขึ้น

แน่นอนโครงการและงบประมาณที่อาจจะลงไปให้กลุ่มจังหวัดเหล่านี้ ล้วนเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ต้องใช้พลังอำนาจของรัฐบาล ที่มีเสถียรภาพและความเข้มแข็งสูง ของรัฐบาลสมัยหน้า ส่วนจะเป็นพรรค หรือใครได้เป็นรัฐบาล คงต้องติดตามกันต่อไป แต่สำหรับ “บิ๊กตู่” ย้ำแทบ ทุกครั้งว่าการลงพื้นที่ ครม.สัญจร ไม่ใช่ไปเพื่อหาเสียง แต่ต้องการไปเห็น ไปฟัง และไปแก้ปัญหาด้วยตนเอง ไม่ใช่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ส่วนจะกล่าวหาว่าจัดประชุม ครม.สัญจร เพื่อเห็นชอบโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์พร้อมๆ กับจ้องหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากการใช้อำนาจรัฐด้วย “บิ๊กตู่” การันตีไม่ใช่รัฐบาล คสช.อย่างแน่นอน

แผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง-ลดภารกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558155

  • วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

แผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง-ลดภารกิจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การเมืองไทยกำลังสาละวนกับกระแสข่าวดูดอดีต สส. แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบว่าการปฏิรูปประเทศกำลังเดินหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

การปฏิรูปตำรวจที่ผ่านมา มักถูกมองว่าไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด จนหลายฝ่ายเริ่มกังขาว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับภารกิจนี้หรือไม่ แต่รัฐบาลก็ได้ดำเนินการลบคำสบประมาทด้วยการตั้งกระบี่มือหนึ่งอย่างมีชัยเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้

คณะกรรมการของมีชัยได้เดินหน้าทำงานเป็นระยะ และสามารถทำร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติเสร็จเกือบ 100% ซึ่งมีหลักการใหม่ที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.การเปลี่ยนโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการยกเลิกคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เหลือแต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และให้โอนภารกิจของ ก.ต.ช. ทั้งหมดมาอยู่ที่ ก.ตร.แทน ซึ่งหมายความว่า ก.ตร.จะทำหน้าที่แต่งตั้ง ผบ.ตร. จากเดิมที่เป็นอำนาจของ ก.ต.ช. ไม่เพียงเท่านี้ ก.ตร.ยังเข้าไปแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงบางตำแหน่งด้วย

นอกจากนี้ เกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ 1.อาวุโส 2.ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด มีหลักฐานและมีดัชนีชี้วัดชัดเจน และ 3.ความพึงพอใจของประชาชน โดยหากมีการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์เกิดขึ้น และศาลปกครองวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำผิด ให้ถือว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ที่สำคัญยังได้แบ่งสายงานของตำรวจออกเป็น 4 สายงาน หรือ 4 แท่ง ประกอบด้วย แท่งที่ 1 งานสืบสวนสอบสวน แท่งที่ 2 งานป้องกันปราบปราม แท่งที่ 3 งานเทคนิคและวิชาการ และแท่งที่ 4 งานบริหารและอำนวยการ

แท่งที่ 1 ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน ยกระดับให้เป็นวิชาชีพเฉพาะเสมือนงานส่วนอื่นในกระบวนการยุติธรรม มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตำแหน่ง มีระบบศึกษาอบรม และจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีเกียรติโดยเทียบเคียงกับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น ส่วนแท่งที่ 2 3 และ 4 ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางตามลักษณะของหน่วยงาน

2.คุณสมบัติของ ผบ.ตร. เส้นทางของนายตำรวจที่จะขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของ สตช.นั้นต้องผ่านเกณฑ์ด้าน “ระยะเวลา-พื้นที่-การประเมินรายบุคคล” สรุปในภาพรวมคือ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรจะต้องดำรงตำแหน่งระดับชั้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารวัตรไปจนถึงผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งหมด 33 ปี ถึงจะมีโอกาสได้เป็นแคนดิเดตตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะที่ตัวเองมีอายุประมาณ 55 ปี การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นมานั้นต้องการป้องกันการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บางบุคคล ซึ่งในอดีตเคยมีการทำกันมาแล้วจนที่เป็นวิพากษ์วิจารณ์

3.การปรับลดภารกิจของตำรวจ เป็นอีกเรื่องที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ โดยได้กำหนดหลักการให้ตำรวจกระจายภารกิจที่ไม่ได้เป็นงานของตำรวจโดยแท้ออกไปให้องค์กรอื่นที่มีความพร้อม โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ อย่างงานจราจรที่ครอบคลุมทั้งการอำนวยความสะดวกในการจราจร งานกวดขันวินัยจราจร และงานบังคับใช้กฎหมายจราจร เฉพาะความผิดฐานจอดรถโดยฝ่าฝืนกฎหมายให้โอนให้ท้องถิ่นภายในระยะเวลา 2-3 ปี

เช่นเดียวกับภารกิจของตำรวจรถไฟในส่วนที่ดูแลความปลอดภัยภายในขบวนรถไฟกำหนดให้โอนไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นเจ้าของรถไฟ ในส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลคดีที่เกิดในขบวนรถไฟ ให้อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสถานีตำรวจที่ขบวนรถไฟแล่นผ่าน โดยให้เจ้าพนักงานสอบสวนตามรายทางรถไฟมีอำนาจสอบสวนได้

4.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เป็นกฎหมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกรณีที่จะเข้าไปรับบริการจากตำรวจให้ง่ายขึ้น อาทิ ให้พนักงานสอบสวนในทุกสถานีมีหน้าที่และอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษไม่ว่าเหตุจะเกิดขึ้นในท้องที่ใด และเมื่อรับแล้วต้องสอบสวนเบื้องต้นเท่าที่จะพึงทำได้ และส่งไปยังพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเร็ว ซึ่งเรื่องนี้จะครอบคลุมไปการกระทำผิดทางอาญาบนยานพาหนะด้วย

หรือไปจนถึงกรณีบัตรประชาชนที่เจ้าของบัตรเดิมต้องแจ้งความก่อนถึงจะสามารถทำบัตรประชาชนใหม่ได้ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามากำหนดให้ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ แต่ให้สามารถไปแจ้งที่หน่วยงานของรัฐที่ออกบัตรได้เลย และให้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการรับแจ้งและออกบัตรให้ใหม่

มาตรา77คุมออกกฎหมาย เปิดทางประชาชนเข้าถึงเนื้อหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558003

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 21:15 น.

มาตรา77คุมออกกฎหมาย เปิดทางประชาชนเข้าถึงเนื้อหา

มาตรา77 ทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้สะดวก ซึ่งก้าวหน้ากว่าเพื่อนในปัจจุบัน

******************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ได้จัดสัมมนาเสนอความเห็น เรื่อง “หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย มาตรา 77 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมบรรยาย

มีชัย ระบุว่า ภูมิหลังของการเขียนมาตรา 77 เนื่องจากมองเห็นอันตรายของการมีกฎหมาย ซึ่งความจริงกฎหมายในอดีตนึกว่ามันดี เพราะว่ามันตัววางกฎเกณฑ์ ให้สังคมปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน และสร้างให้เกิดความเป็นธรรม ระบบ ระเบียบใหม่ๆให้ประชาชนปฏิบัติตาม

“เรามีกฎหมาย 2 พันกว่าฉบับ ถามว่าสังคมสงบหรือไม่ คนอยู่อย่างเป็นระบบหรือไม่ ไม่เลย นับวันยิ่งแย่ขึ้น ความเป็นระเบียบน้อยลง แต่มันสร้างขึ้นให้กับเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกับใคร คือ คนทุกคนในสังคมนั้นๆ ถ้าใช้แสมอต้นเสมอปลาย อย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรม สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เจ้าหน้าที่ใช้เสมอต้นหรือไม่ เพราะทุกคนทำผิดหมด รู้บ้างไม่รู้บ้าง เพราะกฎหมายมีเป็นจำนวนมาก”

ทั้งนี้ ในฐานะเป็นคนหนึ่งทำให้กฎหมายออกมา และกลับมาคิดที่ออกไป ไม่ได้เป็นไปอย่างตั้งใจไว้ คิดว่าทำให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อย เป็นธรรม แต่มันสร้างความไม่เป็นธรรม อึดอัด ขัดข้อง ต่อการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ทั้งหมดเป็นตัวทำลายชีวิตความเป็นอยู่ เริ่มคิดว่าการออกกฎหมายมากๆไม่น่าเป็นของดี

“วันหนึ่งก็สำนึกบาปว่าที่ออกไปไม่เป็นที่คิด ไปตกในมือคนโลภ โกรธ หลง พรรคพวก มีวัฒนธรรมแบบไทยๆ ไม่ได้เป็นตามกฎหมายแบบที่บังคับ ผมคิดเรื่องนี้มา 20 ปี แต่กฎหมายไม่มีไม่ได้ แต่ควรมีเท่าที่จำเป็น จึงวางหลักการใหญ่ มาตรา 26 แต่เมื่อมาตรา 26 ไม่เพียงพอ จึงสร้างแนวใหม่ขึ้นที่มาตรา 77 เพื่อทำกฎหมายให้เหลือน้อย”

มีชัย ขยายความว่า วิธีทำกฎหมายให้เหลือน้อย เริ่มต้นที่มาตรา 77 คือ รัฐบาลพึงออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น โดย เขียนละเอียดล้วงลึกไปถึงพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ และต้องคำนึงถึงความยากลำบากต่อการใช้กับประชาชน ขณะเดียวกัน มาตรา 77 ยังให้ไปดูกฎหมายเก่า ว่าสมควรยกเลิกหรือปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่

นอกจากนี้ มาตรานี้ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้สะดวก ซึ่งก้าวหน้ากว่าเพื่อนในปัจจุบัน เพราะขึ้นในเว็บไซด์ แต่ยังขาดเรื่องทำอย่างไรให้เข้าใจง่ายกับประชาชน อีกทั้ง ระบบอนุญาต ส่วนตัวมีความกังวลกับเรื่องนี้ เพราะจากการศึกษาพบว่านำไปสู่การทุจริต เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้มงวดกับการอนุญาตตรงตามเทคนิคกำหนดไว้ หรือ เวลากำหนดหลักเกณฑ์เกินความจริง จนคนทำไม่ได้ หรือทำได้ต้องเอาเงินมาจ่าย

อย่างไรก็ตาม การประเมินไม่ได้มุ่งหมายความสำเร็จตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินให้รู้ภาระเกิดกับประชาชนหรือความสะดวกสบายเจ้าหน้าที่ ถ้ามันไม่คุ้มค่า ก็ไม่สามารถรับผลอย่างนั้นได้ เพราะต่างประเทศคิดละเอียดมาก การออกกฎหมายฉบับหนึ่ง ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พวกนี้เป็นตัวตัดสินว่ากฎหมายไม่อำนวยความสะดวกหรือเป็นอุปสรรคหรือไม่

สาระสุดท้าย รูปแบบกฎหมายต้องไม่ใช้ระบบคณะกรรมการโดยไม่จำเป็น เพราะเป็นระบบไม่มีใครทำงาน ไม่มีใครรับผิดชอบ แม้การตั้งเอาคนจากหลากหลายสาขา มาร่วมคิด ร่วมทำ แต่งานทั้งหมดมาจากฝ่ายเลขานุการ ที่สำคัญมักตั้งคนที่คิดว่าพึ่งพาได้ แต่ลืมนึกไปว่าไม่ได้ช่วย เพราะมาในฐานะเป็นกรรมการ

อย่างไรก็ดี การที่เจ้าหน้าที่ไปทำงานแล้วราษฎรต้องอำนวยความสะดวก ถามว่าการให้ราษฎรอำนวยความสะดวกนั้นเป็นภาระหรือ เพราะเจ้าหน้าที่กินเงินเดือนประชาชน ดังนั้น ต้องอำนวยความสะดวก หากไม่ก็ต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ก็ทางแพ่ง เนื่องด้วยราชการทำงานไม่มีต้นทุน ไม่ต้องรับผิดชอบ

“ถึงเวลาปรับใหม่ จากเคยลงโทษราษฎร มาลงเจ้าหน้าที่กับบางเรื่องที่มันเกินไป หากไม่ลงโทษอาญา ก็ต้องแทรกแซงด้วยการลงโทษทางปกครอง เพื่อไม่เป็นภาระต่อคนทำผิดนั้น อาจมีประวัติทางอาชญากรรม เปลี่ยนโทษเป็นตัวเอง ซึ่งบางเรื่องละเอียดอ่อน แต่กลไกนี้สร้างความเดือดร้อนพอสมควร ถ้าไม่ระแวดระวัง และกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคมอีกระดับหนึ่ง”มีชัย ระบุ

“ไม่มีอะไรยากกว่านี้แล้ว” จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/557626

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:37 น.

"ไม่มีอะไรยากกว่านี้แล้ว" จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานฯ

“จงคล้าย วรพงศธร” รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดใจถึงภารกิจช่วยเหลือ ทีมหมูป่า ซึ่งตลอดช่วง 2 สัปดาห์นั้นเรียกได้ว่าไม่มีอะไรยากกว่านี้อีกแล้ว

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 นักเตะจากทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน

ไม่เพียงแค่ทีมงานนักดำน้ำและผู้เชี่ยวชาญระดับต้นๆ ของโลกจากหลายประเทศที่มาร่วมกับหน่วยซีลของไทยจนสามารถพิชิตภารกิจครั้งนี้ได้อย่างงดงามแล้ว ฟันเฟืองแต่ละตัวที่ช่วยกันขับเคลื่อนให้ทุกอย่างเดินหน้าไปถึงจุดหมายนั้น ล้วนแต่มีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ภารกิจภายนอกถ้ำทั้งการสำรวจโพรงถ้ำ เบี่ยงทางน้ำ ตลอดจนการสนับสนุนงานลำเลียงให้ทีมช่วยเหลือ นับเป็นอีกงานที่ช่วยให้ภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ด้วยการผนึกกำลังจากทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนในพื้นที่

จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดการทำงานที่ผ่านมาตลอด 17 วัน และหน้าที่ที่สำคัญต่อจากนี้กับแผนการฟื้นฟูสถานที่แห่งนี้ต่อไปในหลายมิติ

ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ ระดมเจ้าหน้าที่ภาคเหนือทั้ง ตาก อุทัยธานี เชียงใหม่ เข้ามาร่วมภารกิจครั้งนี้ 657 คน โดยทำงานประมาณวันละ 200 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป 3-4 วัน ก็เปลี่ยนเป็นอีกชุดหนึ่งเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพเพราะหากให้คนเดิมทำงานทุกวันจะเกิดอาการล้าหรือแรงหาย

ส่วนแรก​ทำหน้าที่อยู่หน้าถ้ำ ทั้งขนถังออกซิเจน และสัมภาระของหน่วยซีลเข้าไปในถ้ำประจำอยู่ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ส่วนที่สองคือ การสำรวจโพรงข้างบนถ้ำ ซึ่งมีหลายหน่วยงานไปช่วยกัน ทั้งทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน กรมอุทยาน กู้ภัย ทีมรังนกจากลิบง ซึ่งมี 100 กว่าโพรงในเนื้อที่ 4,000-5,000 ไร่ ส่วนที่สามคือสำรวจลำห้วยเบี่ยงเบนทางน้ำไม่ให้เข้าไปในถ้ำ ซึ่งมีทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพย์ฯ มาช่วยกันทำงาน

ด้านภารกิจหาโพรงถ้ำนั้นที่ผ่านมาพบว่าเป็นไปได้ยากที่จะเป็นทางเข้าไปสู่ภายในถ้ำด้านล่าง เพราะแต่ละโพรงมีความลึกมาก​บางช่วงลึกเป็นกิโลเมตร​ หรือบางช่องที่คิดว่าจะทะลุเข้าไปได้ก็ทำได้ยาก ซึ่งร้อยกว่าโพรงที่ไปสำรวจก็ตันหมด เราก็ต้องเน้นฝากความหวังไว้กับภารกิจด้านล่างในถ้ำ ​

​จงคล้าย อธิบายว่า เรื่องการเปลี่ยนทางน้ำถือเป็นอีกจุดที่สำคัญนอกจากการสูบน้ำออกจากถ้ำเพื่อให้ภายในถ้ำทำงานได้สะดวกขึ้น สำหรับตาน้ำนั้นผุดมาจากใต้ดินซึมเข้าไปในถ้ำได้แต่อีกส่วนคือลำห้วยที่จะไหลเข้าไปในแนวผนังถ้ำที่ชัดเจนว่าไหลเข้าไปในถ้ำ ซึ่งจากการสำรวจพบสองจุดใหญ่ ด้านบนได้แก่ ห้วยน้ำดั้น และด้านล่างเป็นทุ่งมะกอก

“เราทำงานโดยอาศัยหลักวิชาการ ผมชวนทั้งอธิบดีกรมทรัพย์ฯ กรมชลประทาน ไปเดินดูด้วยกัน สำรวจเลยว่าตรงไหนมีน้ำซึมตามโพรง ตามลำห้วยหากไม่สังเกตก็ไม่รู้ว่าน้ำหายไปไหน ​พอสังเกตเราก็ใช้เครื่องมือวัดที่พบว่ามีน้ำหายไปตลอด ถ้าเราเห็นเป็นรูเล็กเราก็ช่วยอุด ถ้ารูใหญ่เราก็ต้องเบี่ยงทางน้ำ”

สำหรับการเบี่ยงทางน้ำคือต้องสร้างฝาย​ แล้วเอาท่อไปต่อเพื่อเบี่ยงลำห้วยทั้งลำห้วยกว่า 300 เมตร ให้ไหลสู่ด้านล่างไม่ไหลเข้าถ้ำ ​ซึ่งมีชาวบ้านเข้ามาช่วยกันกับทหาร กรมอุทยานฯ ยกท่อซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเชฟรอน ท่อหนึ่งยาวเป็นร้อยเมตรซึ่งต้องใช้คนสามสิบคนมาช่วยกันยกทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

หลังจากเบี่ยงทางน้ำได้สำเร็จ ทำให้ด้านบนสามารถเบี่ยงได้ 18,000 คิว/วัน ด้านล่างเบี่ยงได้ 14,000 คิว/วัน ซึ่งแต่ละจุดใช้เวลาเพียงแค่วันครึ่ง ซึ่งหากทำเองไม่มีทางทำสำเร็จ แต่นี่ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวบ้านมาช่วยเป็นกำลังหลัก ซึ่งช่วยได้เยอะมาก ​

“ผมเริ่มเข้าพื้นที่วันที่ 28 มิ.ย.กลับมาเอาของและกลับไปใหม่วันที่ 30 มิ.ย. จากนั้นก็อยู่กับลูกน้องมาตลอดเพราะขวัญกำลังใจเรื่องสำคัญ ลงพื้นที่ไปด้วยกันและชวนอธิบดีกรมชลฯ กรมทรัพย์ฯ ไปดูด้วยตาตัวเองเราต้องการความมั่นใจไม่ใช่เดา พอไปดูก็ฟันธงกันเลยใช่ไม่ใช่แล้วดำเนินการได้เลย”

….ตอนเข้าไปก็เอาเครื่องไม้เครื่องมือเข้าไป ไปกับผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ​ผู้อำนวยการสำนักไปด้วยกันหมด เราตัดสินใจทำอะไรที่ทุกคนเห็นด้วย ถึงได้ลงมือดำเนินการ ต้องแน่ชัดว่าเป็นเรื่องปลอดภัย ไม่แน่ใจเราไม่ทำ โดยคนที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและประชาชน ไม่ได้พวกเขาการทำงานจะทำได้ลำบาก”

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจพื้นที่ถ้ำหลวงอย่างจริงจัง มีเพียงแค่นักสำรวจที่ตั้งใจเข้าไปสำรวจ ส่วนนักท่องเที่ยวมีน้อย ส่วนน้องๆ ที่เข้าไปนั้นเพราะเขาคุ้นเคยกับพื้นที่มีปัญหาแค่น้ำมาเท่านั้นเอง การสำรวจก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพราะจีพีเอสไม่มีสัญญาณต้องใช้เข็มทิศอย่างเดียว ​​ และเป็นพื้นที่กว้างยาวหลายกิโลเมตร ทะลุเลยไปได้อีก

อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะมีแผนฟื้นฟูทั้งระบบ ซึ่งเป็นความร่วมมือของทุกกรมที่จะมาช่วยกันทำงาน หนึ่งในนั้นคือเรื่องการสำรวจถ้ำหลวงที่จะใช้นักวิชาการจริงๆ ทำให้เกิดความสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ ​

ส่วนแผนเร่งด่วนเรื่องอื่นๆ ได้แก่ การสำรวจโพรงกว่า 100 โพรง ว่าจุดไหนต้องถมดินซ่อม​ซึ่งจะต้องร่วมมือกับกรมทรัพย์ฯ​หรืออีกร้อยกว่าจุดที่ต้องไปดูว่าไม่มีอะไรเสียหาย ขณะที่ลำห้วยซึ่งเคยเปลี่ยนทางน้ำก็ต้องกลับไปปรับให้อยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนที่จะไปเปลี่ยนทางน้ำ เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบนิเวศ

รวมทั้งการทำความสะอาดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ซึ่งจะดำเนินการวันที่ 14 ก.ค. หรือการเก็บท่อน้ำ ซึ่งมีชาวบ้านเป็นจิตอาสาเสนอตัวมาช่วยกันทำงาน วันสองวันก็เสร็จเรียบร้อย

จงคล้าย ระบุว่า สำหรับงานภายในถ้ำเวลานี้ต้องรอเวลาจนกว่าจะถึงช่วงหน้าแล้งประมาณปีหน้าที่จะเข้าไปดำเนินการอะไรได้ทั้งการนำ​อุปกรณ์ เครื่องใช้ที่ถูกน้ำท่วม ออกมาไม่ว่าจะเป็นถังอากาศ ปั๊มอากาศ ดังนั้นเวลานี้จึงปิดไม่ให้ใครเข้าไปโดยรอน้ำแห้งสนิทจริงๆ

ขณะที่แผนอื่นๆ เป็นแผนระยะยาวซึ่งจะต้องพิจารณาว่าจะทำพิพิธภัณฑ์หรือไม่ ​รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวหลังจากเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ศูนย์รักษาความปลอดภัย ทั้งหมดจะมาเป็นแผงใหญ่ที่จะมีรายละเอียดเยอะมาก

“บทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูล ​ซึ่งทางอธิบดีออกคำสั่งให้สำรวจถ้ำทั่วประเทศอย่างจริงจัง มาตรการต่างๆ ต้องออกมาเข้มงวดยิ่งขึ้น ท่ามกลางวิกฤตตรงนี้จะเป็นโอกาสทำให้ทั่วโลกเห็นความสามัคคีของคนไทย เป็นประชารัฐภาคปฏิบัติจริงๆ หน่วยงานภาครัฐ เอกชนเข้ามาหมด

…มีแต่เสนอเข้ามาไม่ต้องร้องขอเลย ภาคประชาชนในพื้นที่ ราษฎรในท้องถิ่น เขาเข้ามาช่วยกันหมด ไม่มีข้อแม้เลย งบประมาณของใครของมัน ไม่มีการเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ช่วยกันอย่างเป็นระบบ ต้องชมผู้ว่าราชการจังหวัด บริหารจัดการค่อนข้างเป็นระบบที่ดี บริหารจัดการ แบ่งหน้าที่ชัดเจน ในถ้ำ นอกถ้ำ​”

จงคล้าย ประเมินว่า ภารกิจครั้งนี้​ “ไม่มีอะไรยากกว่านี้อีกแล้ว”​ ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ ​เคยติดตามคนหลงป่าก็แค่เดินเข้าไปหาในป่า แต่กรณีนี้อยู่ใต้ดิน มันมองไม่เห็นทางว่าอยู่ตรงไหน ทางปิดสนิท และถึงจะรู้ว่าอยู่ตรงนี้แต่ก็เข้าไปไม่ได้ ความยากลำบากอยู่ตรงนี้

ความยากครั้งนี้ทำให้ทั้งซีลและต่างชาติต้องเข้ามาช่วย ทั้งนักดำน้ำระดับโลก ​ซึ่งไปถามเขาเขาก็ยังเปรียบเทียบว่ากรณีดำน้ำถ้ำหลวงครั้งนี้ถ้าเทียบกับปีนเขาก็เป็นการปีนเขา เอเวอเรสต์ สำหรับนักดำน้ำเขาถึงชมหน่วยซีลไทยว่าเก่งสามารถทำงานร่วมกับเขาได้ทั้งที่ไม่เคยดำน้ำถ้ำมาก่อน ​

“เรื่องสำคัญคือเรื่องอาหารการกิน การมีโรงครัวพระราชทานที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้ ลองคิดดูว่าถ้าหน่วยงานทุกหน่วยงาน ทีมงาน ​ผู้สื่อข่าวหลายพันคนต้อหากินกันเองจะเกิดความวุ่นวายขนาดไหน”

ถามถึงบทเรียนครั้งนี้กับการทำงานจนช่วยทั้ง 13 คนออกมาจากถ้ำได้ จงคล้าย ระบุว่า เราได้บทเรียนจากตรงนี้ เรากำลังนำวิกฤตมาเป็นโอกาส เห็นความร่วมไม้ร่วมมือ ส่วนอนาคตจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกจะต้องทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ หน่วยงานทหาร แม่ทัพภาค 3 ที่ลงมาบัญชาการด้วยตัวเอง รัฐมนตรี 3 กระทรวง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายกรัฐมนตรี ​ปลัดกระทรวง อธิบดีลงมากันหมด เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ขนาดนายกฯ ยังมาสองครั้ง​

“คนในพื้นที่ไม่ต้องการอะไรต้องการขวัญกำลังใจเท่านี้ มุ่งมั่นจะช่วยน้องทั้งหมด ​มีเป้าหมายหนึ่งเดียว มีขวัญกำลังใจ จากที่แทบจะมองไม่เห็นทาง ที่สำคัญคือพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ท่านให้กำลังใจกับทีมงานตลอดเวลาตั้งแต่ต้นภารกิจ จนจบภารกิจ พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงเป็นใยพวกเราตลอด พอไปพูดกับเด็กที่ทำงานว่าพระองค์ท่านมองเราอยู่ กำลังวังชาก็มากันหมดทำให้งานมีประสิทธิภาพ​“จงคล้าย กล่าว

พร้อมแค่ไหน ทำไพรมารีโหวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/557394

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 06:51 น.

พร้อมแค่ไหน ทำไพรมารีโหวต

การทำไพรมารีโหวตต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคการเมือง -ประชาชน แม้จะคิดการพัฒนาในกฎหมายได้ แต่หากกลไกยังไม่พร้อมอาจจะไม่สามารถทำได้

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “การเลือกตั้งขั้นต้น : ทางออกการเลือกตั้งหรือทางตันประชาธิปไตย?” ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา

ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ไพรมารีโหวต : จุดเปลี่ยนการเมืองไทย?” โดยให้ความเห็นว่า ถือเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญไทยที่มีการกำหนดให้มีการทำไพรมารีโหวต แต่ไม่รู้ว่ามาจากความต้องการของนักการเมืองและประชาชนหรือไม่ แต่มาจากกฎหมาย ซึ่งอาจจะถือว่าผิดธรรมชาติของการพัฒนาประชาธิปไตย

ทั้งนี้ แม้จะคิดการพัฒนาในกฎหมายได้ แต่หากกลไกยังไม่พร้อมอาจจะไม่สามารถทำได้ ซึ่งการทำไพรมารี โหวตต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคการเมือง และความพร้อมของประชาชนด้วย แม้ในแง่การทำไพรมารีโหวตจะทำให้เห็นได้ว่ากฎหมายส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

“ผมเชื่อว่าหากกฎหมายบังคับใช้แล้วข้าราชการส่วนใหญ่ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร จะไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรค จะไม่เปิดหน้าไปทำไพรมารีโหวต เพราะกลัวว่าหากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วอยู่พรรคตรงข้ามของพรรคที่ตนเป็นสมาชิก อาจจะมีปัญหาเรื่องงาน นี่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในการทำไพรมารีโหวตครั้งแรก ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมน้อยลง เหลือแค่กลุ่มคนวงใน กลุ่มญาติพี่น้องของผู้สมัคร”

ขณะเดียวกัน หลังจากมีพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรครวมพลังประชาชาติไทยขึ้นมา ส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนสมมติฐาน เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงได้เป็นรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ข้าราชการจำนวนมากเปิดหน้าเชียร์พรรคพลังประชารัฐ เพื่อหวังผล พลอยได้หลังการเลือกตั้ง

“อยากให้กฎหมายใช้ได้ผลจริงๆ คนที่ร่างกฎหมายฉบับนี้คือ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ควรจะต้องเปิดหน้า ประกาศตัวทำตามกฎหมาย โดยสมัครเป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่ง และไปทำตามกระบวนการไพรมารีโหวต และอีกคนหนึ่งที่ควรไปทำไพรมารีโหวตคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องเปิดหน้า และควรประกาศให้ทหารทุกเหล่าทัพมีโอกาสเปิดหน้าสมัครสมาชิกพรรคได้อย่างเสรี

หากไม่ทำแบบนี้โอกาสที่กฎหมายนี้จะดึงดูดใจให้ประชาชนเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวางก็จะยาก แต่เชื่อว่าในช่วงแรกการใช้ปัญหาจะเยอะ แต่หากใช้ไปเรื่อยๆ ความขัดแย้งทางการเมืองลดลง ประชาชนที่ไม่เข้าร่วมรู้สึกว่าเสียผลประโยชน์ในการเลือกตัวผู้สมัคร ก็จะทำให้ปัญหาลดลง”

ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง มองว่าระบบไพรมารีโหวตครั้งนี้อาจเกิดจาก 2 แบบ 1.ออกแบบโดยปัญญาเพื่อแก้ปัญหา มีการเอารูปแบบจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสม และ 2.ออกแบบโดยอคติเพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

โดยกระบวนการทำไพรมารีโหวตนั้น แต่ละพรรคจะต้องตั้งคณะกรรมการสรรหา และให้สมาชิกพรรคจัดประชุมสาขาพรรคในแต่ละเขต 100 คนขึ้นไป หรือเขตที่ไม่มีสาขาก็จัดประชุมตัวแทนพรรคในแต่ละเขต 50 คนขึ้นไป ซึ่งรูปแบบนี้ใช้คำว่าไม่เห็นประโยชน์ เพราะหากจังหวัดนั้นมีสมาชิกพรรคเพียง 50 คน ก็สามารถประชุมตัวแทนพรรคได้ และเลือกผู้สมัครทุกเขตในจังหวัดได้

“เหมือนกับว่าไพรมารีโหวตเปิดตัวแบบพระเอก แต่ตอนจบเป็นผู้ร้าย คือเริ่มต้นจากหลักการที่ดี แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่เกิดขึ้นตามหลักการดังกล่าว เพราะพรรคจะไปคิดถึงคนที่ชนะเลือกตั้ง คนมีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไร

ซึ่งผู้ร้ายตัวจริงไม่ใช่ไพรมารีโหวต แต่เป็นการเขียนกติกาแบบเกรงใจ จนทำให้ไพรมารีโหวตกลายเป็นผู้ร้าย และภายใต้บทเฉพาะกาลและกติกาในปัจจุบันนี้ ไพรมารีโหวตกลายเป็นผู้ร้ายที่ยากจะเยียวยาให้กลับมาเป็นพระเอกได้”

อย่างไรก็ดี มองว่าไพรมารีโหวตจะดูเหมือนทางออกแต่จะกลายเป็นทางตัน แม้จะดูเหมือนเป็นทางตันก็อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันทะลุทะลวงให้ได้ เพราะหลักการเริ่มต้นถูกต้องแล้ว หากทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็จะดีขึ้น และอย่าเพิ่งยอมแพ้ตั้งแต่ต้น

ด้าน นิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ในระบบวิชาการนั้นไพรมารีโหวตไม่มี มีแต่ไพรมารีอีเลกชั่น ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระบบหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยต้องการเลือกผู้สมัครจากระดับล่างขึ้นบน ซึ่งคิดว่าทำไม่ได้ เพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งของไทยยังมีปัญหา เนื่องด้วยจำนวนสมาชิกแต่ละพรรคเหลือรวมกันมีแค่ 2 แสนคน แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 55 ล้านคน ดังนั้นการทำไพรมารีโหวตจึงไม่ได้มาจากประชาชนส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาข้อกฎหมายในบทเฉพาะกาล ที่อนุโลมให้ใช้ตัวแทนประจำจังหวัดมาเลือกผู้สมัครในทุกเขตของจังหวัด จึงกังวลว่าจะกลายเป็นผู้ที่ต้องการเป็นผู้สมัครไปไล่หาสมาชิกเพื่อมาเลือกตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การเลือกจากสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง และคนใหม่ๆ จะไม่มีโอกาสขึ้นมาได้เลย

“ที่สำคัญการติดล็อกคำสั่งที่ 53 หากคลายล็อกเวลาจะมีน้อยมากในการทำไพรมารีโหวต ซึ่งถือเป็นการเขียนกฎหมายโดยไม่เข้าใจบริบทสังคม ถือเป็นบาปบริสุทธิ์ครั้งใหญ่ อยากให้ยืนเรื่องนี้ไว้ โดยอาจทำไพรมารีโหวตแบบเป็นภาค หรือใช้คำสั่งมาตรา 44 แก้ให้กลับไปใช้รูปแบบเหมือน กรธ.กำหนดไม่อย่างนั้นหากทำแล้วมีปัญหาตั้งแต่ต้น ก็กลัวว่าจะถูกยกเลิกแล้วไม่มีอะไรมาแทนที่เลย”