เหลื่อมล้ำเรื้อรัง รัฐแก้จริงแค่ไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555272

  • วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 08:53 น.

เหลื่อมล้ำเรื้อรัง รัฐแก้จริงแค่ไหน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา Direk Talk ความขัดแย้งและสันติภาพ นโยบายรัฐ และประชาธิปไตย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 ณ ห้อง ร.103 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปริศนาความเหลื่อมล้ำ” ว่า จากการศึกษามาตลอด 30 ปี และหากได้อ่านงานต่างๆ ที่อภิปรายในระดับโลก นักเศรษฐศาสตร์มองเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจชะงัก

ทั้งนี้ ช่วง 30 ปีที่ผ่านมาในหลายประเทศได้เผชิญกับเรื่องนี้แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาและจีน จนหันมาศึกษาเพื่อวิจัยทางออกเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบ โดยนักวิชาการฝรั่งเศสได้สรุปว่าความเหลื่อมล้ำทั่วโลกจะเจริญต่อไปและเลวร้ายลงเรื่อยๆ กลายเป็นสภาพปกติ

“ศตวรรษที่ 20 ความเหลื่อมล้ำลดลงได้อันเนื่องจากผลสงครามโลก 2 ครั้ง ทำลายความมั่งคั่งของผู้ร่ำรวยลง แต่เมื่อแนวคิดเสรีนิยมใหม่เสนอให้รัฐบาลเอื้อต่อกลุ่มผู้เป็นเจ้าของทุนมากกว่าผู้ใช้แรงงาน ความเหลื่อมล้ำเชื่อมกับโลกาภิวัตน์ร่วมสมัย จนในที่สุดไม่มีใครกำไรเสียหมด”

อย่างไรก็ดี ประเทศมีความเหลื่อมล้ำสูงส่งผลให้เศรษฐกิจยิ่งโตช้าลง สังคมขาดความเชื่อมั่น ใช้นโยบายอะไรสังคมก็ขัดแย้ง เมื่อสังคมได้มาถึงจุดวิกฤต ไม่แฟร์ ความรู้สึกนี้ขยายวงไปมากขึ้นๆ ความต่างเป็นปัจจัยหนึ่งที่ได้รับผลตอบแทนแตกต่างกัน เว้นแต่นักอุดมคติเท่านั้น ที่เชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกันหมด

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังก่อรัฐประหารได้ชูความเหลื่อมล้ำ คือ ปัญหาใหญ่ของประเทศและเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นที่รัฐบาลต้องแก้ไข โดยชี้นำผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว แต่เมื่อความวุ่นวายจางหายเรื่องนี้จึงหลุดความสนใจ ไม่มีนโยบายใหม่เพื่อให้หลุดปัญหา

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและการปฏิรูปประเทศได้ทำ 2-3 เรื่อง ให้มีผลต่อความเหลื่อมล้ำ 1.ภาษีมรดก 2.บัตรคนจน และ 3.เห็นชอบกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศลดเหลื่อมล้ำ แต่กลับคุกคามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนักวิจัยชี้ว่าลดความเหลื่อมล้ำได้ผลและควรปรับปรุงให้ดีขึ้น

“ภายใต้สภาพการเมืองและนโยบายไม่อาจคาดหวังให้ลดความเหลื่อมล้ำได้ในอนาคตของประเทศไทย และจากงานวิจัยในประเทศยุโรปชี้ว่าความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นรอบ 20 ปี จะตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในเรื่องทรัพย์สิน การศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาจากกลุ่มสมาชิก โออีซีดี เมื่อปี 2557 และอาจจะเป็นปัญหาของเราในอนาคต ปัญหาและทางออก 4 ปีที่แล้วหายไป เพราะประชาชนถูกบอกให้เงียบ”

สำหรับการแก้ไขต้องใช้เงินมากหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดและคำถามที่ผิด เพราะความเหลื่อมล้ำเป็นคอร์สมองไม่เห็น ดังนั้นขึ้นอยู่กับความตั้งใจในการลดต้นทุนและผลกระทบต่อสังคม เพราะต้นทุนความเหลื่อมล้ำจากความขัดแย้งการเมืองตลอด 10 ปี ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า 1-2% ต่อปี

“ถ้าไม่มีปัญหานี้จีดีพีของประเทศเพิ่มอีก 15% คือทุกคนจะรวยขึ้น 15% โดยเฉลี่ย และจากการศึกษาของปัญหาความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อเศรษฐกิจให้โตขึ้นช่วงสั้นๆ ไม่ยืนยาว เพราะจากความขัดแย้งจึงไม่มีนโยบายชัดเจน”

ต้นทุนที่สอง มีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น สภาพจิต การใช้ยาเสพติด จึงเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นในการรักษา แต่ประสิทธิภาพการทำงานต่ำ และต้นทุนที่สาม ระบบเศรษฐกิจ เสียโอกาส ได้ผลงานจากประชาชนไม่เต็มประสิทธิภาพ คือ ไม่ได้เรียน หรือเรียนอย่างไร้คุณภาพ

อย่างไรก็ตาม สองเรื่องที่รัฐบาลต้องทำจริงจัง คือ การศึกษาระยะยาว เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มคุนภาพชีวิตได้ด้วยตัวเอง ทำให้ได้คุณภาพทุกระดับในทุกพื้นที่ ไม่ว่ารวยจนจะต้องได้เข้าเรียนโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในมาตรฐานพอๆ กัน และธำรงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้อย่างยั่งยืน รายจ่ายไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนของสังคม

ผาสุก ยอมรับว่าการแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่สะสมมานานไม่สามารถทำได้รวดเร็ว แต่เรื่องสำคัญ คือ การศึกษาและสวัดิการสังคมสำคัญที่สุด เพราะประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องนี้มาก จะเห็นได้จากประเทศพัฒนาที่รายได้ต่อประชากรสูง เช่น เยอรมนี ได้ลงทุนด้านการศึกษาและสุขภาพอย่างแข็งขัน ทำให้คนมีความมั่นคงในชีวิตสูงและตรงนี้ช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโต

“รัฐบาลไทยจะมีเงินพอหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดเก็บภาษี เห็นได้จากการเก็บภาษีเงินได้ที่กรมสรรพากรจัดเก็บเงินเดือนผู้มีรายได้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ต่างจากรายได้ที่จากการลงทุนกลับเก็บได้น้อยกว่ามากๆ ซึ่งเป็นคนรวยที่สามารถจ่ายภาษีได้สูง และปัญหาที่เก็บได้น้อยเพราะมีการแทรกแซงทางการเมืองสูง ต่างจากประเทศตุรกีได้อุดช่องโหว่นี้จนเก็บได้ถึง 30% ของจีดีพี แต่ของเราทำได้เพียง 18% และอยู่ในระดับนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้น ประเด็นไม่ใช่หาเงินไม่ได้ แต่อยู่ที่รัฐบาลตั้งใจจะทำหรือไม่กับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อม แม้จะต้องใช้เวลา แต่หากไม่เริ่ม ก็ไม่ถึงเป้าหมาย”

“วสิษฐ”อดีตตำรวจราชสำนัก ร.9 “ผมตายแล้วเกิดใหม่ ประเทศไทยก็ยังต้องมีสถาบันกษัตริย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555196

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 15:17 น.

"วสิษฐ"อดีตตำรวจราชสำนัก ร.9 "ผมตายแล้วเกิดใหม่ ประเทศไทยก็ยังต้องมีสถาบันกษัตริย์"

ชวนอ่านบทสัมภาษณ์ “พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ที่เล่าถึงเรื่องราวขณะรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเวลาถึง 15 ปี

******************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ในอนาคตที่เห็นๆ อยู่นี้ ประเทศไทยก็ยังต้องเป็นราชอาณาจักรไทยอย่างไม่มีทางที่จะเป็นอื่นไปได้ ผมว่าผมตายไปแล้วเกิดใหม่อีกหลายครั้ง ชาติบ้านเมืองก็ยังต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ความจงรักภักดีของประชาชนยังแน่นแฟ้นอยู่เสมอ”

ตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เมื่อ 2 ปีก่อนที่มีต่อกองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ในฉบับเล่มพิเศษ “๗๐ ปี ทรงครองราชย์” หัวข้อ สถาบันฯกับความมั่นคงของชาติ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559

แม้วันนี้ พล.ต.อ.วสิษฐ อดีตรมช.มหาดไทย และ รองอธิบดีกรมตำรวจ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 88 ปี จากโรคมะเร็ง แต่บทบาทและชื่อเสียงของ พล.ต.อ.วสิษฐ ได้ถูกจารึก ยกย่องในสังคมว่าเป็นนายตำรวจตงฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตที่เคยเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ รับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเวลาถึง 15 ปี ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ และความยากจน

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเข้าไปรับใช้พระยุคลบาท ผมเริ่มเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิดประมาณปี 2510จากนั้น ผมได้รับแต่งให้เป็นนายตำรวจราชสำนักประจำ คือ ไปประจำพระองค์เลย ผมรับใช้เบื้องพระยุคลบาทเป็นเวลาทั้งหมดประมาณ 14-15 ปี และเป็นช่วงที่วิกฤติที่สุดของเมืองไทย คือ เป็นช่วงที่ทฤษฎีโดมิโนกำลังได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริงแค่ไหน การรุกรานของคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น ไม่ได้ทำจากนอกประเทศอีกต่อไป แต่เข้ามาทำในประเทศ เรามีผู้ก่อการร้ายเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เราถูกรุกหนักจนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและประเทศจีนเขาคุยกันว่า เขายึดเมืองไทยได้ครึ่งประเทศแล้ว ในช่วงเวลานั้นผมได้ตามเสด็จฯ ไปทั่วประเทศ ท่านเสด็จฯ ทุกอำเภอ บางอำเภอท่านเสด็จฯ ถึงสองหนหรือมากกว่านั้น และผมก็ได้ตามเสด็จฯ ด้วย” พล.ต.อ.วสิษฐ เล่าถึงสถานการณ์ประเทศขณะนั้น

“แน่นอนว่ามันเป็นสงครามแย่งประชาชน คือ ก่อนเวลาที่เขาจะเข้า ยึดครองหมู่บ้านไหน เขาส่งคนเข้าไปก่อน ไม่ใช่ส่งทหารเข้าไปยึดนะ เขา ไม่ถืออาวุธเข้าไปเลย ส่งคนเข้าไปก่อนไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกเป็นหลานเข้าไปอยู่ในครอบครัว แต่ความจริงเข้าไปคุมชาวบ้านไว้เลย แล้วก็หยิบยื่น ความคิดลัทธิให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อหรอกครับ แต่กลัวมากกว่า ก็เลยไม่ขัดขืน พวกนี้ส่งกำลังเข้าไปอยู่ ไปเกาะชาวบ้าน ต้องการอะไรชาวบ้านก็ต้องให้ บอกอะไร ชาวบ้านก็แสร้งทำว่าเชื่อ เทคนิคเขาเป็นอย่างนั้น ด้วยวิธีนั้นเขาจึงสามารถควบคุมชาวบ้านได้หลายพื้นที่

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเสี่ยงพระองค์เข้าไปยังพื้นที่ สีแดง ในสมัยนั้นต้องยอมรับว่า คนทั้งหลายต่างนึกไม่ถึงว่าพระองค์จะ กล้าทำ แต่พระองค์ทรงถือหลักว่าชาวบ้านอยู่ที่ไหน พระองค์ต้องเสด็จฯ ไปที่นั่น แล้วท่านไม่ทรงกลัวอันตราย มีสองสามครั้งที่อันตรายเกิดขึ้นใกล้พระองค์มาก ผมคิดว่าที่แรงที่สุดคือ ที่ยะลา เมื่อปี 2522 ตอนนั้นท่านเสด็จฯ ไปพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน และพระราชทานรางวัลแก่ครูสอนศาสนาอิสลามด้วย ความจริงก็ต้องถือว่าเป็นงานของมุสลิม แต่ผู้ก่อการร้ายเขาไม่แยแส เขาเอาระเบิดไปวางไว้ที่สนามที่ประชาชนกำลังเข้าเฝ้าอยู่ ระเบิดสองลูกหน้าที่พระนั่งของพระองค์ท่านห่างไปสักประมาณ 50เมตร นั่นเป็นครั้งที่ผมคิดว่ารุนแรงที่สุด

“การเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรในสมัยนั้น ท่านไม่ได้ไปทรงต่อสู้ทางลัทธิ อะไรเลย ท่านไปเยี่ยมเพื่อจะช่วยเหลือชาวบ้านเฉยๆ ผมจำได้แม่นยำ เลยว่า มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เป็นผู้สื่อข่าว บีบีซี ตามเสด็จไปยังจังหวัด สกลนครครั้งหนึ่ง ในอำเภอที่ค่อนข้างจะวิกฤติ คือ อำเภอวาริชภูมิ ผู้สื่อข่าวกราบบังคมทูลถามพระเจ้าอยู่หัวว่า ที่ท่านเสด็จฯ มาแบบนี้ ท่านคิดว่าจะทำให้คอมมิวนิสต์น้อยลงหรืออย่างไร พระองค์ท่านรับสั่ง ตอบเป็นภาษาเดียวกับที่ถาม คือ ภาษาอังกฤษ ความว่า คอมมิวนิสต์จะ น้อยลงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ที่ท่านเสด็จฯ ออกไปนั้น ท่านทรงหวังว่าจะทำให้ ประชาชนหิวน้อยลง แล้วก็เป็นอย่านั้นจริงๆ ท่านเสด็จฯ ไปเนี่ย ไม่เกี่ยวกับ ลัทธิอะไรเลย ท่านไปเพื่อพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องทำมาหากิน ของชาวบ้าน

พล.ต.อ.วสิษฐ เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงอยู่สองเรื่องเท่านั้น คือ เรื่องดินกับเรื่องน้ำ แม้ทุกวันนี้ ผมก็เชื่อว่าพระองค์ท่านก็ยังทรงห่วงอยู่ ซึ่งปัจจุบันนี้กลับเป็นปัญหามากกว่าแต่ก่อนเสียอีก ท่านไปทอดพระเนตร แล้วก็พระราชทานคำแนะนำให้เกี่ยวกับสองเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่”

เมื่อถามถึงพระบรมราโชบายด้านความมั่นคง พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวว่า “ผมยังไม่เคยได้ยินเลยว่า พระองค์ท่านเคยพระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับความมั่นคงโดยเฉพาะ แม้กระทั่งเวลาทหารเข้าเฝ้าฯ

“อย่างเช่นเวลาพระราชทานกระบี่ เวลาพระราชทานยศนายทหาร หรือ นายตำรวจ พระราชกระแสรับสั่งที่พระราชทานเนี่ยก็ไม่ได้หนักไปใน เรื่องกลยุทธการรบราอะไร แต่หนักไปทางที่ว่าจะให้ตำรวจ ทหารอยู่กับประชาชนอย่างไร”

“ในด้านการเมืองของประเทศที่มีความผันผวนหลายครั้งหลายครา ผมอยากให้เราคิดพิจารณาว่า ถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวนี่ รัฐประหารแต่ละครั้ง สำเร็จแล้ว รัฐบาลจะเป็นอย่างไร เป็นรูปไหน ที่อื่นที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐประหารเสร็จเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย เพราะมันจะไม่มีใครเป็นหลัก ของเรานี่จะเปลี่ยนรัฐบาลอย่างไร จะชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม พระเจ้าอยู่หัวยังอยู่ตลอดเวลา คณะรัฐประหารทำรัฐประหารแล้ว ต้องเข้าไปขอพระราชทานพระบารมีจากพระองค์ท่านทุกครั้ง ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ เขาก็ไม่ต้องไปอาศัยใคร เขาก็มีอำนาจเป็นสิทธิขาด คิดดู ถ้ามีการเปลี่ยนผลัดกันมีอำนาจเต็มที่ ทีละชุดๆ นี่จะเกิดอะไรกับบ้านเมืองขึ้น แต่เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ มันก็เกิดความต่อเนื่อง”

แม้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดอยู่โดยรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเข้าแก้ไขวิกฤติทางการเมืองของประเทศให้ลุล่วงไปได้หลายครั้งหลายครา อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำให้ความเห็นว่า “พระราชอำนาจนั้นจำกัด แต่สิ่งที่พระราชทานได้โดยไม่ผิดรัฐธรรมนูญคือ พระราชดำริ ถ้าเข้าไปเฝ้า ท่านก็รับสั่งด้วยว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งหลังจากที่เราผ่านวิกฤตโดมิโนมาแล้วนะ เหตุการณ์ในประเทศก็ค่อนข้างสงบเรียบร้อย แล้วเราเริ่มเข้ามาสู่ยุคใหม่ คงจะจำกันได้ว่า พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไปขอรับพระราชทานพระราชดำริ ท่านก็พระราชทานให้ว่า ต่อไปนี้ ถ้าจะให้บ้านเมืองสงบจริงๆ จะต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งเป็นหลักที่ยังคงยึดปฏิบัติจนถึงวันนี้”

ในส่วนของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร ให้ความเห็นว่า “พระเจ้าอยู่หัวทรงดำริและทรงดำเนินโครงการ อันมากมายเหล่านั้น เพื่อทำให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งก็ส่งผล โดยอ้อมต่อความมั่นคงของบ้านเมือง เวลานี้ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า พระองค์ทรงพระประชวร แต่ก็จะเห็นว่า ผู้ที่รับช่วงหน้าที่ต่อไปจาก พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็คือ พระราชโอรสและพระราชธิดา เราจะเห็นว่า แต่ละพระองค์ทรงรับภารกิจองค์ละอย่างสองอย่าง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรแทนพระเจ้าอยู่หัวเป็นส่วนใหญ่

“ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยก็สามารถปรับบทบาทตามสถานการณ์ได้เสมอ แม้ปัจจุบันจะมีผู้แสดงตัว ว่าไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์ มีการก้าวร้าวล่วงเกินสถาบัน ที่ดูว่ามากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องไปดูที่อื่น ไปดูที่สำนักพระราชวังวันนี้เลยก็ได้ จำนวนคนที่เข้าไปถวายพระพร ที่ไปเยี่ยมพระเจ้าอยู่หัวที่วังหลวง เมื่อก่อนก็ไปที่ศิริราช แต่ถึงเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนสถานที่แล้ว แต่ที่ศิริราช ทุกวันเสาร์จะมีการไปสวดมนต์ถวายในหลวงกันอยู่เป็นประจำ จำนวนคนที่เขายังจงรักภักดีและเลื่อมใสในพระมหากษัตริย์มันไม่ได้น้อยลงเลย ยังมากอยู่

แต่สมมติว่าเกิดจะไม่เอาสถาบันขึ้นมานะ ผมคิดว่า สถาบันก็พร้อมที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ พระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งให้ผมได้ยิน ผมเคยกราบบังคมทูลถามตรงๆ สมัยที่คอมมิวนิสต์ยังรุนแรงอยู่ว่า ถ้าสมมุติว่า เกิดบ้านเมืองไม่เอาพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมา กลายเป็นสาธารณรัฐ พระองค์จะทรงทำอย่างไร รับสั่งตอบว่า ถ้าเช่นนั้น สาธารณรัฐนั้นก็จะมีพลเมืองเพิ่มขึ้นอีกคนชื่อ ภูมิพลอดุลยเดช รับสั่งว่าอย่างนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ทรงมองการณ์ไกล และพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์

เป็นบทสัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งอีก 5 เดือนจากนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบประเทศอยู่ในบรรยากาศความโศกเศร้า และเมื่อใกล้ถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เพียงไม่กี่วัน พล.ต.อ.วสิษฐ ได้โพสต์ข้อความไว้ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 ตอนหนึ่งว่า

“ข้าพระพุทธเจ้ามีความรู้สึกเหมือนเรือที่เครื่องยนต์ดับและหางเสือถูกทำลายเสียหาย นึกไม่ออกว่าต่อไปนี้จะทำอย่างไรกับชีวิต และจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสียแล้ว”

“พระอัจฉริยภาพ พระมหาเมตตา และพระมหากรุณาที่ทรงมีแก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศนั้นเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และปลาบปลื้มสำหรับข้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าได้รับใช้พระยุคลบาท และแม้เมื่อข้าพระพุทธเจ้าพ้นหน้าที่นายตำรวจราชสำนักประจำออกมาแล้ว บัดนี้เมื่อเสด็จฯสู่สวรรคาลัยเสียแล้ว ใครจะเป็นคนทำต่อ? และราษฎรจะได้ใครเป็นที่พึ่งอย่างใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท?”

“วันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเลือกที่จะไม่ไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพราะรู้ว่าบรรยากาศไม่เหมาะกับวัยและสุขภาพของข้าพระพุทธเจ้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าจะไปปฏิบัติธรรม ด้วยการสวดมนต์ทำสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลตั้งแต่วันที่ 15 จนถึงวันที่ 27

“ขอกุศลบุญราศีที่ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญมา ตลอดชีวิต จงเป็นพลวปัจจัย ดลบันดาลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเกษมสำราญและทรง พระเจริญ ไม่ว่าในขณะนี้จะทรงสถิตอยู่ ณ ที่ใด ในภพใด รูปใด และนามใด และหากเป็นพระราชประสงค์ก็ขอให้ทรงบรรลุถึงพระนิพพาน”

1.7 แสนตันกำลังมาเยือน!! ปัญหาขยะมาจากนโยบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555124

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 06:51 น.

1.7 แสนตันกำลังมาเยือน!! ปัญหาขยะมาจากนโยบาย

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลที่ลอยล่องอยู่บนเรือบรรทุกสินค้า ก็ถึงท่าที่ประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ประเทศไทยได้รับขยะไฟฟ้าหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนหลายร้อยหลายพันตันเข้ามาสู่ผืนแผ่นดิน หากตำรวจไม่เข้าไปปราบปรามและจับกุมโรงงานและบริษัทที่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย

ก่อนจะขยายผลถึงที่มา และทำให้สังคมไทยต้องหันมามองขยะจำนวนนี้อย่างจริงจัง เพราะนั่นหมายถึงสุขภาพของคนที่จะได้รับผลกระทบ ยังรวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะก่อตัวขึ้นและทำลายสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่หนักลงไปอีก

คำถามคือเกิดอะไรขึ้น ทำไมประเทศไทยกลายเป็นปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างชาติกัน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้คำตอบในภาพรวมว่า ความผิดที่เกิดขึ้นมาจากฝีมือของกระทรวงอุตสาหกรรมเอง

เพ็ญโฉม ขยายความว่า กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศกฎกระทรวงออกมาให้ยกเว้นขยะอันตราย ขยะที่ปนเปื้อนสารเคมีหลากชนิดภายใต้การกำกับดูแล นั่นหมายถึงว่าผู้ผลิตขยะเหล่านี้ ผู้นำเข้าเพื่อจัดจำหน่าย ครอบครอง จะได้รับการยกเว้นในบางมาตราของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นไปตามที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องการส่งเสริมให้ธุรกิจคัดแยกขยะได้ใช้ประโยชน์ จะเห็นได้ว่าเป็นเพราะต้นทางคือนโยบายที่ผิดมาตั้งแต่ต้น นักลงทุนก็เห็นช่องทางนี้ในการทำธุรกิจอย่างไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เราจึงเห็นขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาลกองเกลื่อน

“ผลพวงต่อเนื่องถูกส่งต่อมายุคปัจจุบัน เพราะคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ก็ไฟเขียวในมาตรา 44 ยกเว้นระงับการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง รวมถึงเอื้อให้กิจการแปรรูปขยะต่างๆ ด้วย พื้นที่สีเขียวที่หลากหลายก็เลยเป็นพื้นที่ที่สามารถตั้งโรงงานคัดแยกขยะขึ้นมาได้อีก” เพ็ญโฉม ย้ำ

ข้องดเว้นดังกล่าวนั้นยังเอื้อให้นักลงทุนต่างชาติที่มีขยะของเสียทั้งเคมี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ใช้เป็นช่องทางกระจายขยะของพวกเขาเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้ และปลายทางของช่องที่ว่าก็คือประเทศไทย และมาถึงจุดนี้ เพ็ญโฉมมองพร้อมตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายของรัฐบาล ถึงได้ ส่งเสริมและเปิดช่องกับเรื่องนี้ หรือเพราะว่าเห็นประโยชน์จากธุรกิจดังกล่าวหรือไม่ เพราะขยะมหาศาลก็มาพร้อมกับเงินไม่น้อยเช่นกัน แม้จะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดนัก แต่ก็ไม่อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น ถูกโยงไปทิศทางที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีความโปร่งใส

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ สะท้อนว่า สังคมเห็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ เข้าก็ฮือฮาเพราะตำรวจไปจับจำนวนมหาศาล แต่ในแง่กฎหมายเราเอาผิดเขาไม่ได้ หรือถ้าเอาผิดก็มีแค่โทษปรับในหลักไม่กี่หมื่นบาท ซึ่งมันน้อยมากหากเทียบว่าคุณภาพการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ของเรามันแย่แค่ไหน รวมถึงคุณภาพการควบคุมจากหน่วยงานรัฐก็อ่อนแอ ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิด มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม การกำจัดที่ไม่ถูกวิธีไม่มีคุณภาพ มันกระทบทั้งหมด

“เราต้องถามรัฐบาลไทยว่า ยินดีจะส่งเสริมอุตสาหกรรมคัดแยก แปรรูปของเสียให้กับประเทศอื่นๆ หรือไม่ ถ้ารัฐบาลคิดว่ามีอุตสาหกรรมด้านอื่นๆ ที่ดีกว่าและน่าลงทุนกว่า ก็ต้องรีบปิดช่องทางกฎหมายเหล่านี้ทั้งหมดที่เอื้อให้เอาขยะของเสียมาในประเทศ” เพ็ญโฉม แนะทางออก

มือปราบที่ลงพื้นที่และเขย่าปัญหาให้สังคมได้รับทราบ อย่าง พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกถึงสถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะนี้มี 7 บริษัทที่มีใบอนุญาตจากกรมโรงงานฯ ให้สามารถนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกกฎหมาย และทั้ง 7 บริษัทมียอดนำเข้ามารวมกันที่กว่า 2 แสนตัน และช่วงปี 2560 ถึงปัจจุบันมีการนำเข้ามาแล้วกว่า 9 หมื่นตัน ยังเหลือยอดที่ต้องเอาเข้ามาอีก

ราว 1.7 แสนตัน แต่บริษัทที่นำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย กลับกระจายหรือส่งต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบริษัทอื่น หรือโรงงานคัดแยก กำจัดอื่นๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งปัญหาเกิดจากจุดนี้ เพราะแทนที่จะทำเอง กำจัดเอง คัดแยกเองตามที่กำลังของบริษัทสามารถทำได้ แต่เลือกส่งต่อ และโรงงานเหล่านี้ก็ไม่มีคุณภาพ ทำให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง และอันตรายอย่างยิ่ง

“ยังมีบริษัทอีกหลายแห่งที่สำแดงเท็จเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าประเทศด้วย โดยแจ้งว่านำเข้าเศษพลาสติก หรือเม็ดพลาสติก แต่กลับเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา ซึ่งตำรวจก็สืบสวนจนติดตามจับกุมได้ แต่ที่ผ่านมายอมรับว่ามีการสำแดงเท็จเอาขยะเข้ามามาก และผมมั่นใจว่ามากกว่าการนำเข้าอย่างถูกกฎหมายด้วย” รอง ผบ.ตร. ผู้นี้ สะท้อนสถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน

พล.ต.อ.วิระชัย ทิ้งท้ายว่า มีเบาะแสการลักลอบเอาขยะเข้ามาแบบใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ นั่นคือมีการอ้างว่ามาพักท่าเรือของประเทศไทย และแจ้งว่าขยะดังกล่าวจะถูกนำไปส่งต่อที่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็พบว่ามีการนำไปขึ้นฝั่งที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเรากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

“เด็กขาดการแนะแนว”เติมปัญหา”ทีแคส” เพิ่มภาระเรียนแล้วตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555074

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 15:22 น.

"เด็กขาดการแนะแนว"เติมปัญหา"ทีแคส" เพิ่มภาระเรียนแล้วตกงาน

ปัญหาเด็กขาดการแนะแนว ทำให้นักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องการค้นพบว่าอยากเรียนอะไรกันแน่

*****************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือ TCAS (ทีแคส) กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เด็กและผู้ปกครองจำนวนมากให้ความสนใจในเรื่องนี้และเข้าใจดีว่าทีแคสยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่รอให้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เข้าไปแก้ไข แต่มีแง่มุมหนึ่งที่น่าหยิบยกมากล่าวถึง นั่นก็คือ ปัญหาการกั๊กที่เรียนจากการเลือกอันดับการสอบทีแคส กำลังสะท้อนถึงปัญหาหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีมานานและมีอยู่ในทุกระบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่ถูกประกาศใช้ก่อนหน้านี้ แต่ปัญหาการกั๊กที่นั่ง ซึ่งระบบนี้มีช่องทางให้นักเรียนกลุ่มที่เก่งมากมีโอกาสเลือกเรียนและกลายเป็นการกั๊กที่คนอื่นๆ เพราะจะได้สิทธิ์ทั้ง จากการคัดเลือกของ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) และ รับตรงอีก 3 สถาบัน

เด็กเก่งกลุ่มหนึ่ง สามารถเลือกที่นั่งเรียนได้ถึง 7 อันดับ โดยพบด้วยว่า มีเด็กกลุ่มได้คะแนนสูงเลือกทั้งคณะแพทย์ในส่วนของกสพท. และยังไปเลือกคณะนิเทศศาสตร์ อีกด้วย ซึ่งคาดว่าเป็นการเลือกแบบเผื่อเลือก ไม่ได้ตัดสินใจเรียนจริง จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่ายังมีเด็กจำนวนไม่น้อย ที่ไม่มีความชัดเจนในเป้าหมายการเรียน และยังสะท้อนอีกว่า ปัญหานี้อาจจะมาจากเรื่องอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ปัญหาที่ถูกคาดการณ์เช่นกันก็คือต้นทางของเรื่องนี้ เกิดจากเด็กนักเรียนจำนวนมากขาดการได้รับการแนะแนวการศึกษา ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีปัญหาความชัดเจนในเป้าหมายการเรียนบรรเทาลง

วิภา เกตุเทพา ครูแนะแนวโรงเรียนสตรีวิทยา 2 และในฐานะประธานครูแนะแนวกรุงเทพมหานคร สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัญหาเด็กขาดการแนะแนว อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องการค้นพบว่าตัวเองอยากเรียนอะไรกันแน่ เพราะมีครูแนะแนวส่วนใหญ่จะทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อช่วยในสิ่งที่นักเรียนต้องการและสมควรได้รับจากวิชาแนะแนว แต่เพราะโรงเรียนยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก ทำให้ครูแนะแนวยังเป็นกลุ่มครูที่ถือว่าขาดแคลน

“ครูแนะแนวนั้นมีบทบาทมากในการแนะนำเรื่องต่างๆ ทั้งปัญหาว่าจะเรียนต่ออะไรดี หรือปัญหาในการสอบเช่นกรณีปัญหาทีแคส แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ให้ความสำคัญ หากตำแหน่งบรรจุว่างลง โรงเรียนมักจะไม่เลือกจ้างครูแนะแนว แต่นำไปจ้างครูวิชาการ และใช้วิธีให้ครูที่สอนวิชาต่างๆ ไปอบรมเป็นครูแนะแนว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทดแทนกันไม่ได้ เพราะครูทั่วไปนอกจากมีภาระการสอนหนักอยู่แล้ว ยังถือว่าไม่ได้ขาดความเชี่ยวชาญด้านการแนะแนวบางแง่มุมที่เป็นมืออาชีพ และเมื่อสถาบันผลิตครูเห็นว่าครูสายนี้ไม่ถูกจ้างงาน สถาบันก็เลิกหรือลดการผลิตครูสายนี้ตามไปด้วย” ประธานครูแนะแนว กล่าว

บทบาทครูแนะแนวในมุมมองของประธานครูแนะแนว เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะครูกลุ่มนี้จะเข้าถึงปัญหาที่นักเรียนประสบอยู่ในมิติที่ใกล้ชิดกว่าครูผู้สอนวิชาอื่นๆ และยืนยันว่า เด็กที่ผ่านการแนะแนวจากครูมืออาชีพมาแล้ว จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเรียนอะไรในระดับหนึ่ง แต่เด็กมักจะรู้อนาคตตัวเองแบบจมอยู่ในความหวาดกลัวสารพัด กลัวไม่มีที่เรียน กลัวที่จะต้องอับอาย กลัวพ่อแม่เสียหน้า ความกลัวทำให้ต้องดิ้นรน จนกลายเป็นทำอย่างไรก็ได้ ให้ตัวเองมีที่เรียน หลายคนทิ้งความฝัน ทิ้งสิ่งที่อยากเป็นในอนาคตไปเพราะ กลัว จึงเลือกลงเรียนเท่าที่จะสอบได้ และการกั๊กที่เรียนคนอื่นก็มาจากความกลัวที่ว่านี้

“และระบบทีแคส ที่ทำให้เด็กมีโอกาสเลือกมาก กลายเป็นเครื่องมือตอบสนองหรือแก้ปัญหาความกลัวของตัวเอง และความกลัวนี้เข้มแข็งขึ้นจนพวกเขาไม่กล้าเลือกเส้นทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ไม่กล้าเลือกสายอาชีพที่ตอบโจทย์การทำงานได้มากกว่า จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทุกคนที่จะทำลายกำแพงค่านิยมนี้ลง และเรื่องนี้ยากมาก ตอนนี้กำลังแนะแนวเด็ก ม. 3 ให้เลือกเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ก็พบชัดเจนว่าสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการพยายามทำลายค่านิยมเรื่องการเรียนสายสามัญของผู้ปกครอง โดยลืมมองเรื่องการประกอบอาชีพในอนาคต” อาจารย์วิภากล่าว

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการด้านนโยบายการศึกษาต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน กล่าวว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับการแนะแนวและครูแนะแนวมาก เพราะถือเป็นครูที่ให้การแนะนำได้ ว่า อาชีพนั้นเปลี่ยนไปเร็วมาก หากเด็กค้นพบตัวเองช้าหรือปรับตัวไม่ทัน ก็จะทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการเรียนที่ไม่มีตำแหน่งงานรองรับ เช่นสายการเงิน ซึ่งธนาคารในอนาคตมีแผนที่จะใช้แรงงานคนน้อยลง หรือลดคนที่มีในระบบลงอีกมาก หันไปใช้เทคโนโลยีแทน การเรียนสายนี้ก็จะจบแล้วหางานยาก เป็นต้น ขณะที่ในอนาคต จะเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ครูแนะแนวจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเด็กในอนาคต

เปิดร่าง พรบ.ท้องถิ่น ปรับอำนาจ กกต.ตีกรอบคุมเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554900

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 10:46 น.

เปิดร่าง พรบ.ท้องถิ่น ปรับอำนาจ กกต.ตีกรอบคุมเข้ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นตามความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 ฉบับ ฉบับสำคัญที่สุดคือ เปิดร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำการเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 30 วัน หลังจากนั้น กกต.จะนำมาพิจารณาและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้

สำหรับเนื้อหา พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ แตกต่างออกไปจากเดิมนั้นมีหลายส่วน​ เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกเรื่องลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้งจากเดิมที่ห้ามแค่ 1.วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ 2.เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช 3.ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ครั้งนี้กฎหมายใหม่เพิ่มเนื้อหา ข้อ 4 ห้ามบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

ต่อเนื่องด้วยลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง กฎหมายเดิม มาตรา 45 (8) เขียนแค่ห้ามบุคคลเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ปรับเป็น “เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต”

พร้อมเพิ่มรายละเอียดใน (9) เป็นเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

ส่วนประเด็นการห้ามจัดมหรสพล้อตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส.นั้น เดิมกฎหมาย​ในมาตรา 64 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ​ซึ่งการห้ามหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ นั้นมีการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

ที่สำคัญร่างกฎหมายใหม่ห้าม ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ ที่เข้าข่ายจูงใจผู้ใช้สิทธิ ภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่โครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่อเนื่อง หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติ ครม.

อีกประเด็นน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นคือ มาตรา 72 กรณีการหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ว่า โดยทางใดว่าการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ฝ่าฝืนหรือไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.หรือคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่แจ้งข้อเท็จจริง ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปโดยพลัน และมีอำนาจสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลโดยทันที

นอกจากนี้ ตามมาตรา ​106 ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง สืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้น มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใด ก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี โดยคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สิ้นสุด

จากนั้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์​เพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลพิจารณาว่าผู้นั้นกระทำผิดให้ศาลอุทธรณ์​สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 10 ปี และเมื่อประกาศผลเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผลเลือกตั้งเกิดจากการเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์​เพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์​วินิจฉัยผลการเลือกตั้งเกิดจากการเลือกตั้งมิได้เป็นไป โดยสุจริตเที่ยงธรรมให้ศาลส่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิของผู้ที่กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเวลา 10 ปี

ทุจริตอาหารกลางวันโผล่อีก นายกฯสั่งล้างบาง ใครผิดต้องรับโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554880

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 07:20 น.

ทุจริตอาหารกลางวันโผล่อีก นายกฯสั่งล้างบาง ใครผิดต้องรับโทษ

โดย..ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

หลังผลสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี สมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี มีมูลความจริงเกี่ยวพันกับทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เอกซเรย์โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทุกแห่งทั่วประเทศ พบว่ามีหลายโรงเรียนเข้าข่ายทุจริตอาหารกลางวันเด็กเช่นกัน

จ.สุรินทร์ กลุ่มผู้ปกครองร้องเรียนว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตานี ต.ตานี อ.ปราสาท แอบเบิกเงินออกจากบัญชีเงินหมุนเวียนของโรงเรียนนำไปใช้เป็นการส่วนตัวจนทำให้โรงเรียนต้องขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินให้ผู้ปกครองเบิกค่าอุปกรณ์การศึกษาและเป็นค่าอาหารกลางวันเด็กเรียนจำนวน 242 คน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา จนกระทั่งคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านตานี ต้องรวมตัวร้องเรียนไปยัง สพฐ.สุรินทร์เขต 3 จึงมีคำสั่งให้ย้าย ภักดิศัย ชูสงค์ ไปปฏิบัติงานที่ สพฐ.สุรินทร์ เขต 3 เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเอาผิดทางวินัยและอาญาต่อไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เด็กนักเรียนมีอาหารกลางวันเบื้องต้นทาง สพฐ.สุรินทร์ ได้มอบเงิน 2 หมื่นบาท ภาคเอกชนสมทบอีก 3 หมื่นบาท เป็นทุนจัดซื้ออาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งจะช่วยได้ประมาณ 50 วัน ส่วนการดำเนินการเรื่องบัญชีของโรงเรียนได้มอบให้ผู้รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตานี ดูแลชั่วคราวไปก่อน

ปัญหาการแอบเบิกเงินออกจากบัญชีเงินหมุนเวียนของโรงเรียนไม่ใช่เกิดขึ้นที่ จ.สุรินทร์แห่งเดียว ที่ จ.กาฬสินธุ์ ก็เคยปรากฏปัญหาลักษณะนี้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคณะครูโรงเรียนบ้านโนนเที่ยง อ.นามน เข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.ท.ประนอม ประทุมเขต ผู้รับผิดชอบคดีในสมัยนั้น  ขอให้เรียก ทองสุข เทพารส ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนเที่ยง มาตรวจสอบกรณีเงินโยกเงินออกจากบัญชีของโรงเรียนไปใช้ส่วนตัวจำนวน 1.1 แสนบาท แต่เรื่องกลับเงียบหาย

ล่าสุดคณะครูกลุ่มดังกล่าวได้เข้าพบ ชนิพนธ์ สงวนสัตย์ นายอำเภอนามน ในฐานะประธานศูนย์ดำรงธรรมอำเภอนามน เพื่อร้องทุกข์และขอให้ติดตามความคืบหน้า ซึ่งนายอำเภอนามนรับปากจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเร่งสอบสวนให้เร็วที่สุด

ทั้งสองโรงเรียนดังกล่าวตรวจสอบพบชัดเจนว่า มีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนโดย วรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมายืนยันว่ามีการทุจริตขยายวงกว้างในหลายจังหวัด ซึ่ง ป.ป.ช.ประจำจังหวัดจะเข้าไปรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น เมื่อได้พยานหลักฐาน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของ ป.ป.ช.ก็จะรายงานมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อให้พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ วรวิทย์ ได้กำชับ ป.ป.ช.จังหวัด รายงานเข้ามาให้เร็วที่สุดเพราะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและมีผลกระทบต่อจิตใจเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. กล่าวว่า นับจากนี้จะกวาดล้างขบวนการทุจริตโครงการอาหารกลางวันให้หมดจากสังคมไทยตลอดทั้งเข้าไปแก้ปัญหาเชิงระบบให้หมด เพราะปัจจุบันปัญหานี้ประชาชนเห็น ดังนั้นต้องเร่งแก้ไข ส่วนปัญหาเรื่องการโอนเงินล่าช้านั้น ทาง ศธ.สามารถหารือกับ มท. แต่อาจจะมีเพียงบางพื้นที่เท่านั้นที่โอนเงินช้า แต่ส่วนใหญ่ไม่พบว่าโอนเงินล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ในส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับค่าอาหารกลางเด็กนักเรียน 20 บาท/คน ที่อาจไม่เพียงพอนั้น นพ.ธีระเกียรติ ยืนยันว่า เงินจำนวนดังกล่าวเพียงพออยู่แล้ว เพราะหลายโรงเรียนมีการบริหารจัดการงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดสรรแบบรวมกลุ่ม และเด็กก็ได้รับอาหารที่ดีสารอาหารครบถ้วน แต่ที่สังคมตั้งข้อสังเกตคือเรื่องทุจริตจนส่งกระทบต่อเด็ก ซึ่งปัญหาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข ขณะที่มีการเสนอให้ ศธ.นำงบส่วนนี้มาบริหารจัดการเองคงทำไม่ได้ เนื่องจากงบดังกล่าวเป็นงบกระจายอำนาจ ซึ่งหากจะมีการเปลี่ยนแปลงคงต้องหารือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ประเด็นสำคัญที่สุดคือเรื่องคุณภาพอาหารของเด็ก ซึ่งเท่าที่ทราบโรงเรียนส่วนใหญ่มีการบริหารจัดการเรื่องนี้เป็นอย่างดี และโรงเรียนที่โกงก็ต้องรับโทษของการโกงไป ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องนี้มากและเรียกผมไปหารือหลายครั้งเพื่อหามาตรการแก้ปัญหาทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

บรรยายภาพ –  อรรถพร สิงหวิชัย ผวจ.สุรินทร์ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียนบ้านตานี ต.ตานี อ.ปราสาท

เร่งปฏิรูปการศึกษาจากล่างสู่บน พบโรงเรียนคุณภาพต่ำสุดอยู่ในกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554871

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 22:08 น.

เร่งปฏิรูปการศึกษาจากล่างสู่บน พบโรงเรียนคุณภาพต่ำสุดอยู่ในกทม.

ทางออกปัญหาการศึกษาไทยในมุมองของ “นพ.จรัส สุวรรณเวลา” ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

*******************************

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

“ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้มันมาจากการศึกษา และเราเห็นแล้วว่าการศึกษานี่แหละจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาของสังคม เมื่อเป็นเช่นนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงจำต้องเกิดขึ้น และต้องทำให้ได้ ทำให้สำเร็จ” คำพูดจาก นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่สะท้อนให้เห็นภาพรวมของปัญหาประเทศด้วยคำจำกัดความข้างต้น

ปัญหาด้านการศึกษาของไทยที่ส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักในการพัฒนาความเจริญของบ้านเมือง นพ.จรัส ให้ภาพกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า เกิดจาก 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.คุณภาพการศึกษาที่ต่ำ 2.ความเหลื่อมล้ำ 3.ความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก และ 4.ประสิทธิภาพและระบบธรรมาภิบาล และผลของทั้ง 4 ด้าน ก็นำไปสู่คำว่า “วิกฤตอย่างร้ายแรง”

“คุณภาพการศึกษาต่ำอย่างมาก หลักฐานคือผลสอบคะแนนโอเน็ตอย่างวิชาคณิตศาสตร์ ได้ค่าเฉลี่ยกันเพียงแค่ 29% ภาษาไทยก็ได้แค่ 52% ทั้งๆ ที่เป็นการสอบเนื้อหาสาระ การท่องจำ ยังมีปัญหาเด็กนักเรียนออกกลางคันอีกปีละกว่า 6 หมื่นคน กลุ่มนี้ก็ไปเป็นแรงงาน แต่เป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือ การศึกษาก็ไม่ได้ทำให้คนมีฝีมือได้เลย”

หลักฐานอีกชิ้นที่ทำให้ภาพการศึกษาไทยนั้นตกต่ำอย่างแท้จริง นพ.จรัส สะท้อนว่า ผลการจัดอันดับ PISA ที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก ก็พบว่าการศึกษาบ้านเรายังต่ำกว่า “เกณฑ์ขั้นต่ำ” ถึง 46% ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามก็ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต่ำกว่าแค่เพียง 7% ซึ่งมีค่ามาตรฐานที่สูงกว่าเราอย่างมาก จึงไม่แปลกที่หากจะไม่ปฏิรูปการศึกษาในอนาคต เพื่อนบ้านจะแซงหน้าเราในแง่ของการพัฒนาอย่างแน่นอน

อีกปัจจัยปัญหาคือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมาตรฐานคุณภาพโรงเรียนของไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษายังมีความแตกต่างกันอย่างมาก และโรงเรียนที่สามารถต่อกรบนเวทีโลกได้ในประเทศไทย คือโรงเรียนด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเท่านั้น ขณะที่โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ มีคุณภาพเพียงแค่คาบเส้นมาตรฐาน และไม่จำเป็นต้องมองโรงเรียนยังหัวเมืองต่างๆ ว่าจะอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานเท่าใด

“แต่ที่น่าตกใจคือโรงเรียนที่คุณภาพต่ำที่สุดกลับอยู่ในกรุงเทพมหานคร ข้อมูลมันบอกชัดเจนเลย ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไร มีปัญหาคอร์รัปชั่นกันหรือเปล่า” นพ.จรัส ตั้งคำถาม

ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เสริมอีกว่า ประเทศที่กำลังจะแซงเราคือเวียดนามที่จะไปข้างหน้าแน่ๆ และหากอีก 5-10 ปีข้างหน้าเรายังย่ำอยู่ที่เดิมแล้วกัมพูชาแซงเราไปอีกเราจะว่าอย่างไร นี่คือสภาพที่น่าตกใจอย่างมาก ยังไม่รวมอีกปัญหาคือมหาวิทยาลัยที่เรายังไม่ก้าวกระโดดในแง่ของงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ ดูอย่างมาเลเซียที่พัฒนาหลังเราแต่ก้าวกระโดดงานวิจัยไปไกลมาก และไปลิ่วด้วย ผมถามว่ามหาวิทยาลัยกำลังทำอะไรอยู่ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปล่อยให้ประเทศอื่นๆ แซงเราไปได้อย่างไร

กระนั้นก็ตามเมื่อเล็งเห็นปัญหาที่ดูแล้วมากโขไม่น้อย หนทางแก้ไขที่สำคัญที่สุด ทีมปฏิรูปการศึกษาอย่างอิสระในชุดนี้ก็วางเอาไว้พร้อมแล้ว ซึ่งแนวทางของการแก้ไขปัญหา คือ การแก้ปัญหาจากข้างล่าง คือระบบการศึกษาตั้งแต่แรกเริ่ม หาใช่การแก้ปัญหาจากข้างบน หรือกระทรวงศึกษาฯ ที่จะสั่งการลงไป นั่นเพราะว่าเราหลงลืมศรัทธาที่มีต่อครูและเด็กนักเรียน และต้องให้อิสระในการเรียนการสอนกับพวกเขา ข้างบนจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเนื้อหาสาระ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคอยสนับสนุนให้ระดับล่างได้มีอิสระในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งก็คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการศึกษา

“อย่างเด็กปฐมวัย เราต้องเลิกการสอบแข่งขันเข้า ป.1 และต้องลงทุนในแง่การพัฒนาทางความคิดให้มาก มีทักษะการทำงานร่วมกัน คิดให้เป็น และผลการวิจัยก็ชี้ชัดแล้วว่าหากลงทุนกับเด็กกลุ่มนี้จะได้ผลที่ดีอย่างยิ่ง ต้องเลิกระบบปัจจุบันที่สร้างเด็กให้เข้าสู่การแข่งขันก่อนวัยอันควร ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผิด เพราะเด็กจะผูกกับคำว่าแข่งขันเพื่อเอาชนะคนอื่นจนถึงเติบใหญ่ ถามจริงๆ ว่าเราต้องการสังคมที่ให้เกิดการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือต้องการให้เกิดสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ ทำงานร่วมกันได้ เราต้องเปลี่ยนอุดมการณ์” นพ.จรัส ชูแนวทาง

อย่างไรก็ตาม การเป็นอิสระทางการเรียนการสอนใช่ว่าจะไม่สอนเลยก็ได้ หรือละเลยปล่อยทิ้งขว้างก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะจะมีเกณฑ์กลางที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะใช้ชี้วัดคุณภาพของเด็ก และยังเป็นรูปแบบใหม่ ใจของเกณฑ์กลางนี้ คือ ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทั้ง 1-6 ที่จะมีสิ่งที่เรียกว่า “ชานพัก” คือระดับชั้นการศึกษาที่ 1-3 จะมีชานพักที่จะวัดเกณฑ์คุณภาพของเด็ก ถ้าถึงตรงนี้แล้วก็จะไปต่อได้ในระดับ 4-6 ยกตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษในเกณฑ์กลางจะต้องใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่เด็กบางคนเรียนรู้ได้เร็วก็อาจใช้เวลา 1-2 ปีก็ได้ แต่ขณะเดียวกันเด็กบางคนอาจจะช้า ก็ใช้เวลา 4 ปีก็ได้ แต่ผลลัพธ์ไม่ได้แปลว่าแตกต่างกัน เพียงแต่เกณฑ์กลางนี้จะเป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อการสร้างคุณภาพของเด็กนักเรียนให้เท่าเทียม

“เราเห็นภาพชัดเจนว่า โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยแห่งต่างๆ นั้นมีคุณภาพที่ดีกว่า นั่นเพราะอะไร เพราะเขาสอนแบบไม่สนใจเนื้อหาสาระของกระทรวงศึกษาธิการ เขาจัดการเรียนการสอนเอง ใช้อาจารย์มหาวิทยาลัยมาสอนและตรงกับความต้องการของเด็ก และสอดรับกับบริบทของสังคม เด็กก็มีคุณภาพ ทำให้เห็นว่าเด็กบ้านเราถ้ามีโอกาส มีระบบที่ดี ก็จะเก่งขึ้นมาได้”นพ.จรัส กล่าวทิ้งท้าย

กกต.พร้อมเลือกตั้ง การันตีสุจริตยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554740

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 11:07 น.

กกต.พร้อมเลือกตั้ง การันตีสุจริตยุติธรรม

พูดคุยกับ “พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.” กับการเตรียมการเพื่อจัดการเลือกตั้งในช่วงเดือนก.พ.62

*****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายต่างพุ่งเป้าสู่สนามเลือกตั้ง หลังกฎหมายเกี่ยวข้องทั้ง 4 ฉบับ ได้คลอดออกมาอย่างเป็นทางการ เหลือเพียงแค่รอเวลาตามโรดแมปที่รัฐบาลวางไว้ คือ ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 และแน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงไม่พ้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กับบทบาทหน้าที่และความพร้อมต่อการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตเที่ยงธรรม ภายใต้กฎหมายใหม่ ซึ่งกำลังจะถูกนำมาใช้

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เปิดเผยผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า ขณะนี้ กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีผู้มาใช้สิทธิ 80%

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ อธิบายว่า ในส่วนงานของ กกต.เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง แม้จะมีกฎหมาย 4 ฉบับออกมาแล้ว ทว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเวลา 90 วัน ถึงจะมีผลบังคับใช้หลังจากลงในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ กฎหมายเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก ประเด็นต่างๆ เพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าระบบการเลือกตั้ง การจัดการทุจริตเลือกตั้ง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา จำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบ ซึ่งเป็นรายละเอียดของการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดรับกับกฎหมาย ที่สำคัญต้องปฏิบัติได้ หมายถึง พนักงานต้องไปปฏิบัติให้เหมือนกันทั่วประเทศ ต้องเข้าใจ

เลขาธิการ กกต. ยกตัวอย่างระบบการหาเสียงที่ กกต.ต้องเข้าไปควบคุม เช่น ป้ายหาเสียง ต่อไปนี้ห้ามติดเสาไฟกับต้นไม้ข้างถนน ทำได้ในเฉพาะพื้นที่ย่านชุมนุม รวมถึงเรื่องการสอบสวน การไต่สวนคดีต่างๆ ต้องมีคณะกรรมการไต่ส่วน และสำนวนต้องมีคุณภาพมากกว่าเดิม

“เพราะกฎหมายเขียนว่าให้ศาลฎีกาใช้สำนวนไต่สวนเป็นหลักในการพิจารณา นอกจากนั้น การดำเนินคดีอาญา สำนวนไต่สวนสามารถส่งอัยการได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปเริ่มต้นแจ้งความที่โรงพักใหม่ เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงประเด็นจ่ายสินบนรางวัล คุ้มครองพยาน การกันผู้ต้องหาไว้เป็นพยาน

รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก จำเป็นต้องร่างระเบียบให้ชัดเจน เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องไปอบรมพนักงาน ว่าทำอย่างไรให้เหมือนกัน หรืออาจประชุมทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน ทั้งหมดเป็นประเด็นสำคัญ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของคนให้พอเพียงต่อการทำงาน”

อย่างไรก็ดี ด้วยความเปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้ แต่เจ้าหน้าที่ กกต.ทั่วประเทศ มีเพียง 2,100 คน ซึ่งกำลังสำรวจแต่ละจังหวัดพอหรือไม่ เพราะบางจังหวัด 15 คน สามารถทำงานได้ดีกว่าหากมีคนเพิ่ม เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดต่างๆ หนึ่งคนต้องสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ไม่ได้ปิดล็อกว่าทำหน้าที่นี้แล้วไม่ทำหน้าที่อื่น

ขณะที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งหากจะเรียกพนักงานทั่วประเทศมาอบรมคงเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำในลักษณะเทรนด์ตรงกับพนักงานโดยจัดเป็นกลุ่มจังหวัด ส่วนการเทรนด์กรรมการประจำหน่วย จะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยใช้ครู ก. ครู ข. ซึ่งเป็นพนักงานไปถ่ายทอดต่อ เพราะอย่าลืมว่าการจัดการเลือกตั้งหนึ่งครั้งใช้คนประมาณ 1 ล้านคน เนื่องจากมีแสนกว่าหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

ส่วนความกังวลว่าในการจัดการเลือกตั้งจะไม่เกิดความยุติธรรมเพราะอาจถูกแทรกแซง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ย้ำหนักแน่นว่า อย่าลืมในหน่วยเลือกตั้งมีกรรมการประจำหน่วย นักศึกษา และชาวบ้าน หาก กกต.เข้าไปแทรก ข่าวก็ปิดไม่อยู่แน่นอน กกต.คงไปสั่งอะไรไม่ได้ และหากการแทรกแซงเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.ก็อาจถูกร้องเรียนได้

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรเอกชนที่ตรวจสอบเลือกตั้งแทบทุกจังหวัดก็อาสาเข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม มีตัวแทนพรรคการเมืองเป็นผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งนั้น ที่ส่งมา กกต.ก็จะจัดที่ให้อยู่เฝ้าหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากหากจะทำอะไรแบบนั้น

“ถ้าเกิดมีการทุจริต ซื้อเสียง อย่าลืมว่ามีสินบนรางวัล ถ้าเขาเอาพยานหลักฐานมาให้ กกต. คนเอาหลักฐานมาให้ มีเงินสินบนเป็นแสนบาท เขาคงไม่ทิ้ง และคงถาม กกต.แน่ ทำไมไม่ดำเนินการ เราต้องชี้แจงได้ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมันเข้มข้นในเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วมและมีรางวัลตอบแทน มาเป็นพยานคุ้มครองเขา ซึ่งมีกระบวนการต่างๆ หลายอย่าง

กระบวนการซื้อเสียง กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้ง เรามีรางวัลตอบแทนให้เขาค่อนข้างจะสูง ถ้าเราไปบิดเบี้ยวคดีเขา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาต้องตามคดี และเชื่อมั่นว่าพนักงานของเรา ซึ่งไม่เคยเห็นว่าไปบิดเบี้ยวคดี ยิ่งมีรางวัลให้กับคนแจ้งเบาะแส เขาไม่ทิ้งแน่คดี เพราะเขาต้องการรางวัล”

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยังยอมรับอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ คือ การพิมพ์บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอาจมีความสับสนบ้าง สมมติ พรรค ก.เขตนี้ เบอร์ 2 ไปอีกเขต เบอร์ 10 แต่ก่อนเข้าคูหา ก็ต้องดูหมายเลขที่เลือก พรรคอะไร ชื่ออะไร ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่จะสร้างปัญหาในการรวมคะแนนจากเขตต่อเขตก่อนมารวมที่ส่วนกลาง

“เกรงว่าจะสับสน แต่ต้องมีการอบรม กกต.เขต ซึ่งให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และการนับบัตรเลือกตั้งแต่ละหน่วยจะต้องมีการบันทึกหมายเลข อาจจะชื่อพรรคของแต่ละหน่วย ต้องออกแบบอีกที เพื่อให้การส่งกลับของคะแนนมันดูง่ายขึ้น อาจจะมีการรวมคะแนนแต่ละเขต และส่งโดย ผอ.จังหวัด แต่อาจจะช้าหน่อย เพราะมันไม่เหมือนเบอร์หนึ่งทั่วประเทศ ยุ่งตอนรวม แต่ต้องทำให้ถูกต้องตรวจสอบได้”

ทว่า ประเด็นนี้ยังมีหลายแนวคิดว่าสมควรกระจายการพิมพ์บัตรหรือรวมพิมพ์เพียงที่เดียวแล้วค่อยกระจายออกไปตามหน่วยเลือกตั้ง แต่ไม่น่าหวั่น เพราะถ้ามีปัญหาจริงๆ อำนาจ กกต.คนเดียวสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ แต่บัตรหากกระจายไป ส่วนตัวมีความเป็นห่วง

“หากย้อนดูประวัติศาสตร์มีปัญหาเรื่องบัตรเลือกตั้งปลอม ก็ไม่อยากทิ้งประเด็นนี้ กกต.ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งจริงหรือปลอม ฉะนั้นราคาบัตรจึงค่อนข้างสูง อาจพิมพ์ที่เดียวแล้วกระจายออกไป อาจแบ่งสีตามกลุ่มจังหวัด เชื่อมั่นว่าประชาชน 3 ปีหลังรัฐประหาร จิตสำนึกความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างเยอะมาก”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่ใช้เครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะกฎหมายมีเงื่อนไข และกระบวนการใช้ต้องมีเวลาให้กับประชาชนได้ศึกษา อาจนำไปใช้กับการเลือกอย่างอื่นที่เหมาะสม แล้วแต่กฎหมาย ถึงอย่างไรยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างดี ไม่มีปัญหาเรื่องปลอม เนื่องจากสามารถพิสูจน์ได้

สำหรับประเด็นที่ยังมีการพูดถึงโดยเฉพาะจากพรรคการเมือง คือ เรื่องการทำไพรมารีโหวต และการแบ่งเขต พ.ต.อ.จรุงวิทย์ มองว่า พรรคการเมืองถือเป็นสถาบันสำคัญของประชาธิปไตย ซึ่งการปฏิรูปหลังรัฐประหาร และมีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยปฏิรูปพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด คือ ต้องการให้เป็นของประชาชนไม่ใช่กลุ่มทุน

ทั้งนี้ ดูได้จากการผู้ก่อตั้งพรรคต้องจ่ายเงินทุนประเดิมจัดตั้งพรรค ฉะนั้นทุกคนที่จ่ายเงินคงไม่ยอมให้ใครเข้ามามีอำนาจ โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้สมัคร หรือไพรมารีโหวต ซึ่งสมาชิกพรรคเท่านั้นที่คัดเลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นการปฏิรูประบบพรรคการเมือง

ส่วนการทำไพรมารีโหวตจะทันหรือไม่นั้น แม้นายกฯ ออกมาประกาศว่ามีการเลือกตั้งเดือน ก.พ.แน่นอน เลยมีการพูดคุยถึงเรื่องเขตเลือกตั้ง ซึ่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระเบียบแบ่งเขตถึงออกได้ ต้องมีผลบังคับใช้ นั่นคือ 90 วัน ถึงจะมีการแบ่งเขต

อย่างไรก็ตาม เลยมีการเสนอแนะความคิด ให้ใช้ช่วงเวลา 90 วัน มาตรา 2 ของกฎหมายดังกล่าว เมื่อลงราชกิจจาฯ แล้ว 90 วันอย่าทิ้งไว้ น่าจะมีกฎหมายพิเศษ ขอให้ กกต.แบ่งเขต เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำไพรมารีโหวตได้ก่อน เนื่องจากต้องใช้เวลาทั่วประเทศ 350 เขต แต่ละพรรคต้องไปทำ

“ปัญหาการทำไพรมารีโหวต คือ บางพรรค สมาชิกยังไม่ถึง 7,700 คน หรือ 77 จังหวัด คงต้องดูคำประกาศ คสช. 53/2560 ที่ออกมา ตรงนั้นที่เป็นอุปสรรค จะให้มีการประชุมพรรคได้หรือไม่ ในฐานะนายทะเบียนพรรค จริงๆ น่าจะให้มีประชุมพรรคได้ แต่ต้องเห็นใจผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย ไม่อยากให้เหตุการณ์ 4 ปีย้อนกลับมา

แต่จะปลดแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ คสช. ถ้าปลดหมด และมีการพูดอะไรทำให้คนเกิดความแตกแยกขึ้นมาอีก ทำอย่างไร ก็คงลำบาก ดังนั้น จึงอยากให้ดำเนินการตรงนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งรออยู่ข้างหน้า มันจะไม่ทัน ท้ายที่สุดไม่ปลด การเลือกตั้งยืดออกไป ประมาณนั้น เพราะการทำไพรมารีขึ้นอยู่กับสมาชิก”

สำหรับประเด็นความสัมพันธ์กับบิ๊ก คสช.นั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยอมรับว่า ส่วนตัวรู้จักคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าบิดเบี้ยวเพื่อให้ใครได้เปรียบ เพื่อให้คนมีอำนาจ 4 ปี คงทำไม่ได้ ต้องเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และองค์กรอิสระต้องยืนอยู่บนตัวของตัวเอง ถ้าเกิดมีกลุ่มไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วมีผลดีผลเสียอะไรกับเรา มันไม่มี ประโยชน์ก็ไม่ได้ แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นแนวคิดองค์กรอิสระ มันต้องแฟร์

“ผมมาจากโรงเรียนนายร้อย ทหาร ตำรวจ แต่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร สิ่งที่มันผิด โดยเฉพาะองค์กรอิสระจะไม่ทำ เพราะอยู่ได้ด้วยตัวเอง อำนาจนอกเหนือคงมาบีบอะไรไม่ได้ภายใต้องค์กรอิสระ ก็ต้องเป็นอิสระ คนสงสัยได้ในเรื่องนี้” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

ส่องนัยทางการเมือง ผ่านเสื้อผ้า “บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554730

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 09:18 น.

ส่องนัยทางการเมือง ผ่านเสื้อผ้า "บิ๊กตู่"

ยิ่งใกล้เลือกตั้งในปี2562 เสื้อผ้าที่ “บิ๊กตู่” สวมใส่ ล้วนบอกใบ้นัยทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับว่าเสื้อผ้าหน้าผมท่านผู้นำ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป๊ะปังอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลานำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหญ่ลงพื้นที่ เพราะเมื่อเป็นที่จับจ้องจากทั้งบรรดาข้าราชการ ประชาชน และกองทัพสื่อมวลชนที่มารุมล้อม ชุดหรือเสื้อผ้าหน้าผมต้องเตะตา

ยิ่งใกล้เข้าโค้งเลือกตั้งในปี 2562 การลงพื้นที่ทุกครั้ง “บิ๊กตู่” จึงโชว์ออฟทั้งลีลา ท่าทาง ประหนึ่งนักการเมืองมืออาชีพกำลังไฮด์ปาร์กหาเสียง แน่นอนเสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องบอกใบ้นัยทางการเมืองถึงความพร้อมในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อย่างช่วงลงพื้นที่ ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อเปิดงานชุมนุมลูกเสือจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 13 แค่ไปเปิดงาน แต่ “บิ๊กตู่” จัดเต็มยศในชุดลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ทำเอาบรรดาสื่อตะลึงในความแปลกตา จึงต่างแชะภาพลงข่าวกันครึกโครม

แต่โดยปกติประจำวันชุดของ “บิ๊กตู่” เสื้อผ้าก็โดดเด่นสะดุดตาอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันประชุม ครม.เน้นแต่งชุดไทยที่ “บิ๊กตู่” สุดปลื้ม ทุกชุดเรียบง่ายแต่หรูหรา โดยเฉพาะในวันประชุม ครม.สื่อมวลชนจะได้เห็น “บิ๊กตู่” สวมเสื้อชุดไทยในหลากสีสัน อาทิ สีโอลด์โรส เหลืองเลมอน เบบี้บลู ไปจนถึงชมพูกุหลาบ หรือสีอื่นๆ ที่ “บิ๊กตู่” เลือกสวมใส่ดูรวมๆ แล้วต้องมีเสน่ห์ เช่น บางสีออกโทนดูแล้วเป็นผู้ชายอบอุ่น หรือแฟมิลี่แมน

แม้บางครั้งจะสวนทางกับท่าทางให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่บางครั้งจะใส่อารมณ์ ของขึ้น ฉุนนักข่าว เหวี่ยงออกสื่ออยู่บ่อยครั้งก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าเสื้อชุดไทยของ “บิ๊กตู่” จะมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นแบบคอตั้งสูงเสียเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะผ่าอกติดกระดุม 5 เม็ด เน้นสีสันเรียบง่าย ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยผ้าไหม ผ้าซิ่น หรือผ้าท้องถิ่น บางครั้งจะมีลวดลายหรือออกโทนสีประจำวัน เหมือนเมื่อครั้ง “บิ๊กตู่” ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีสั่งตัดเสื้อไทยเป็นผ้าพื้นเมืองพิเศษ ชื่อผ้า “ภูอัคนี” สีส้ม ลักษณะเสื้อเหมือนกันหมดทั้งคณะ ครม.ยกเว้นเพียงต่างสีไปเท่านั้น

หากสังเกตให้ดีเสื้อไทยที่ “บิ๊กตู่” สวมใส่คล้ายเสื้อไทยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี สวมใส่ เป็นชุดพระราชทาน จึงกลายเป็นที่มาของนโยบายสนับสนุนให้ข้าราชการแต่งชุดไทยมาทำงานเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของไทย และส่งเสริมอุตสาหกรรมผ้าไทย โดยให้สวมใส่ทุกวันอังคารและวันศุกร์

แต่ชุดหรือเสื้อผ้าที่ต้องโดดเด่น คือ ชุดลงพื้นที่ ยิ่งล่าสุดลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ที่ภาคเหนือตอนล่าง จ.นครสวรรค์ และพิจิตร ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ใส่เสื้อเชิ้ตคอโปโล รูปประเทศไทย แถมตอนขึ้นเวทียังได้กล่าวหยอดคำหวานเอาใจชาวพิจิตร ว่า วันนี้ผมใส่เสื้อรูปประเทศไทย ซึ่งในรูป จ.พิจิตร อยู่ “ใกล้หัวใจ” เรียกเสียงปรบมือชอบใจจากประชาชนที่มารอรับ นับเป็นฝีมือของทีมงานไทยคู่ฟ้า จัดให้เสื้อดังกล่าวเป็นคอลเลกชั่นส่วนตัว เพราะทีมงานจัดทำเพียงให้ “บิ๊กตู่” สวมใส่เท่านั้น ไม่ได้มีจัดจำหน่ายแต่อย่างใด

เช่นเมื่อครั้งประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.จันทบุรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยทีมงาน “ไทยคู่ฟ้า” ได้แจกหมวกและพัดแก่เกษตรกรที่มารอต้อนรับนายกรัฐมนตรี พร้อมกับเชิญชวนให้กดติดตามเพจโดยมีหมวกสีขาว ตัวอักษรไทยคู่ฟ้า มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และพัดเป็นของรางวัล หากเกษตรกรคนใดคลิกไลด์บนหน้าเพจ

แน่นอนเพื่อต้องการปั่นยอดคลิกไลด์และยอดวิว เพื่อเลี้ยงกระแสความนิยมในตัว “บิ๊กตู่” บนโลกโซเชียล

ดังนั้นทุกช่องทางที่จะสร้างคะแนนนิยมทางทีมงานโหมกระแสไม่ให้ดร็อป

ไม่เท่านั้นยามมีมวลชนมาเยือน “บิ๊กตู่” ถึงทำเนียบรัฐบาล แน่นอนทีมงานใกล้ชิดย่อมต้องจัดเต็ม โดยเฉพาะทีมงานสาย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทราบดีว่าเป็นแกนนำสำคัญ หรือว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่หวังปั้น “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ทุ่มทุนขนคณะผู้นำชาวนา อัดแคมเปญผ่านการสวมเสื้อคอปกสีฟ้าสกรีนข้อความบริเวณหน้าอกขวาว่า ชีวิตนี้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ที่สำคัญระบุว่า “สนับสนุนลุงตู่” และอักษรย่อภาษาอังกฤษ FOS บริเวณอกด้านซ้าย พร้อมสกรีนข้อความด้านหลังระบุ “กองหนุนลุงตู่ By FOS” ซึ่ง FOS เป็นอักษรย่อของคำว่า “Friend of Somkid” อันนี้แค่น้ำจิ้ม ชุดใหญ่ยังมีตามมาอีกเป็นระลอก

ดังนั้น จากนี้ไปจะได้เห็นสีสันและความเคลื่อนไหวผ่านแคมเปญเชียร์ “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านกองเชียร์ หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่ “บิ๊กตู่” สวมใส่เพื่อบอกนัยทางการเมืองว่า “บิ๊กตู่” พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

คิกออฟยุทธศาสตร์ชาติ ‘บังคับใช้ยาวถึงลูกบวช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554596

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 09:13 น.

คิกออฟยุทธศาสตร์ชาติ ‘บังคับใช้ยาวถึงลูกบวช’

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับร่างยุทธศาสตร์ชาติตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอไว้พิจารณา พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 38 คน กำหนดเวลาการพิจารณา 22 วัน ก่อนส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช.อีกครั้ง โดยร่างยุทธศาสตร์ชาติมีสาระสำคัญพอสังเขปดังนี้

1.ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงมีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เน้นการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และมีความสงบเรียบร้อยในทุกระดับ ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ใช้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการทั้งกับส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาสังคม และองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลกบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการดำเนินการของยุทธศาสตร์ชาติด้านอื่นๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ตามทิศทางและเป้าหมายที่กำหนด

2.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิด 3 ประการ ได้แก่ (1) “ต่อยอดอดีต” โดยมองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต นำมาประยุกต์ผสมผสานให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ (2) “ปรับปัจจุบัน” เพื่อปูทางสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติต่างๆ (3) “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต

3.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง มีคุณภาพ และเป็นพลเมืองดีของชาติ มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3

4.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมให้ความสำคัญการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ ร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมทำเพื่อส่วนรวม ให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

5.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ และให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในแบบทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเป็นการดำเนินการบนพื้นฐานการเติบโตร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

6.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐ โดยภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทภารกิจ แยกแยะบทบาทหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการกำกับ หรือในการให้บริการในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน มีขีดสมรรถนะสูง ยึดหลักธรรมาภิบาล ปรับวัฒนธรรมการทำงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม มีความทันสมัย และพร้อมที่จะปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา และสร้างจิตสำนึกในการปฏิเสธไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างสิ้นเชิง

จากปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ เห็นได้ว่าบริบทและสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีพลวัตสูง และมีความซับซ้อนหลากหลายมิติ ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตการพัฒนาประเทศอย่างมาก ดังนั้น การพัฒนาประเทศจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติและทุกด้านการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงต่อที่ประชุม สนช. ว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะบังคับใช้ประมาณ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2561-2580 ช่วงเวลา 20 ปี อาจจะยาวนานจนเกิดความวิตกว่าจะสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้กฎหมายได้กำหนดไว้แล้วว่า ต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หรือในระหว่าง 5 ปี ถ้ามีเหตุการณ์บ้านเมืองหรือสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง สามารถปรับเปลี่ยนได้เช่นกัน

“การที่ประเทศมีความมั่นคงในด้านต่างๆ ทั้งกายภาพและจิตใจ เด็กคนนี้น่าจะได้รับการหล่อหลอมถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาภายใต้การดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่น่าจะวางใจได้ว่าเมื่อเด็กคนนี้บรรลุนิติภาวะมีอายุ 20 ปี ก็ถึงวัยจะบวชเรียนก็บวชเรียนได้ ถ้าจะแต่งงานก็แต่งงานได้ ถ้าจะเรียนจบก็จบปริญญาตรีแล้ว ดังนั้น คนเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนในสังคมต่อไป ก็กำหนดเอาเกณฑ์เวลา 20 ปี” วิษณุ กล่าว