‘อีสปอร์ต’ กีฬาเกมออนไลน์ ผลกระทบหนักต่อเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554584

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 07:12 น.

‘อีสปอร์ต’ กีฬาเกมออนไลน์ ผลกระทบหนักต่อเยาวชน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก สนใจในกีฬา “อีสปอร์ต” หรือการเล่นเกมออนไลน์มากขึ้น ทำให้ในแง่ของภาพรวมอุตสาหกรรมเกมออนไลน์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท พร้อมกับอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี จนในที่สุดการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้รองรับให้เป็นกีฬา เมื่อเดือน ก.ค. 2560 เห็นชอบตั้งสมาคมกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ

ทว่าการก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมนี้ยังมีความวิตกกังวลจากหลายฝ่ายในสังคมไทยถึงภัยคุกคามทางเทคโนโลยี กระทั่งกลายเป็นภาวะ “เด็กติดเกม” ที่มีผลต่อสุขภาพเยาวชน อาทิ ปัญหาทางกาย สมอง จิตใจ อารมณ์และสติปัญญา เกิดจากการเสพติดเกมเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป หรือมุ่งแต่จะเอาชนะ ใช้ความรุนแรงพุ่งทำลายล้าง

ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนมติเด็กกับสื่อ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในงานเสวนา เรื่อง “อีสปอร์ต” เกม กีฬา ท้าทาย “โรคดิจิทัล” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ว่า สถานการณ์เด็กไทยในยุคดิจิทัล จากการสำรวจพบว่าเด็กไทยเล่นเกมมากขึ้น 50% ใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีมากขึ้นติดอันดับโลก ขณะที่เราต้องการให้เด็กได้ออกกำลังกายมีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมากขึ้น แต่รัฐบาลให้การรองรับเกมเป็นกีฬา ทั้งที่ยังไม่ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ชัดเจนก่อน

เป้าหมายการปกป้องเด็กและเยาวชนมีความสำคัญมาก เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ดี จึงเกิดเป็นคำถามว่าเงินที่ใช้ในการซื้อเกมยังเป็นของผู้ปกครอง ดังนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลนี้มุ่งแต่จะหาเงินจากเด็กเพียงอย่างเดียวดังนั้นคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับปัญหาเด็กติดเกมตามมาด้วยเช่นกัน

ณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า การรับรองอีสปอร์ตให้เป็นกีฬาถือเป็นเรื่องยากลำบากใจมาก แต่ด้วยภารกิจที่ต้องการทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศระดับโลก และต่อยอดเป็นอาชีพ จำเป็นต้องมีสมาคมให้การรับรองจึงจะเข้าสู่เวทีโลกได้ กระนั้นที่ผ่านมามีการศึกษาจากหลายภาคส่วนเพื่อหาผลกระทบ แต่สุดท้ายแม้จะได้คำตอบไม่ว่าเมื่อประกาศให้อีสปอร์ตเป็นกีฬาแล้วจะทำให้เด็กติดเกมน้อยลงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ได้แบ่งนักเล่นเกมออกเป็น 3 กลุ่ม 1.กลุ่มวางแผนฝึกฝนเป็นระบบ 2.กลุ่มเล่นเพื่อความบันเทิง 3.กลุ่มที่มุ่งแต่จะเล่น ซึ่งผลการศึกษาพบว่า เรื่องปัญหาเด็กติดเกมเป็นเรื่องต้องแก้ไข แต่ต้องไม่ปิดโอกาสของคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นอาชีพด้านอุตสาหกรรมด้วย ส่วนปัญหาเด็กติดเกมนั้น หากสมาคมไม่ได้รับรองอีสปอร์ต ก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันแก้ไขอยู่แล้ว

ฉัตรชัย ฉัตรปุณญกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการเล่นเกมมีมาเป็นเวลานาน ผลสำรวจพบว่าเด็กใช้เวลากว่า 15 ชั่วโมง ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตแน่นอน สิ่งเหล่านี้จะย้อนแย้งต่อคำว่าอีสปอร์ต หากเป็นการพัฒนาจริงต้องมีการวัดมาตรฐานที่ชัดเจน สุดท้ายจะทำอย่าไรให้เป็นการส่งเสริมพร้อมกับเป็นการดูแลไปด้วย

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตเวช กล่าวว่า อีสปอร์ตยังเป็นเพียงวาทกรรม ซึ่งยังไม่ใช่กีฬาที่แท้จริง เช่น เกมวางแผนใช้ความรุนแรงยังถูกเรียกรวมว่าเป็นอีสปอร์ตด้วย ดังนั้นต้องมีองค์กรคอยกำกับดูแลด้านพฤติกรรม ควบคุมเนื้อหา ควบคุมอิทธิพล ด้านการตลาดมุ่งแต่จะขายสินค้าเพื่อกระตุ้นสมองส่วนความอยาก กระทั่งเกิดเป็นการเสพติดส่วนตัวไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่ต้องมีกฎเกณฑ์ระบุว่าเกมนี้เป็นกีฬา มีเนื้อหาที่เหมาะสม ไม่มีความรุนแรง

พญ.ทิพาวรรณ บูรณสิน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่าปัญหาเด็กติดเกมมักกลายเป็นคนสมาธิสั้น อารมณ์รุนแรง สมองส่วนคิดทำงานได้น้อยมาก มีปัญหาการควบคุมตัวเอง ความจำ การจดจ่อทำได้น้อยลง คิดเป็น 70% ซึ่งผลกระทบจากสมาธิสั้นยังมีผลต่ออารมณ์พฤติกรรมอย่างชัดเจน เช่น เด็กผู้หญิงตีหัวแม่แล้วบอกว่าอุ๊ยมือลั่น อีกกรณีคือ เด็กใช้ไม้ตีหัวเพื่อนเพื่อระบายอารมณ์

นอกจากนี้ ยังมีโรคซึมเศร้า บางรายหลงผิดระหว่างโลกชีวิตจริงกับโลกออนไลน์ ไปโรงเรียนไม่ได้ บางรายมีพฤติกรรมขโมยของ เริ่มจากขโมยโทรศัพท์มือถือของผู้ปกครองมาเล่น ในเรื่องมิติของเวลาต้องมองให้ลึกกว่าการกำหนดเวลาให้เล่นด้วย เพราะการเล่นเกมจะตื่นเต้นอยากเอาชนะ ซึ่งไม่ใช่ความผ่อนคลายอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อานิสงส์ “ทรัมป์-คิม” ดันไทยค้าขายคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554486

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 21:50 น.

อานิสงส์ "ทรัมป์-คิม" ดันไทยค้าขายคล่อง

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ หลังประชุมประวัติศาสตร์ “ทรัมป์-คิม” และผลที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึกกับการประชุมครั้งแรกระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับ “คิมจองอึน” แห่งเกาหลีเหนือ ลงนามร่วมกันในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ด้านการเมืองและความมั่นคง เมื่อเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระบวนการปลด อาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์บนคาบสมุทรเพื่อนำไปสู่สันติภาพโลก ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเมืองและความมั่นคงไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า นับเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลกใหม่ทั้งของโลกและของไทย ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างมาก สิ่งที่เห็นได้ชัดมีด้วยกัน 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ ภาพรวมความขัดแย้งด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคนี้จะผ่อนคลายลงไป โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนในปัญหาเกาหลีเหนือ ซึ่งผลกระทบระยะสั้นที่เห็นได้ทันทีอยู่แล้ว ณ ตอนนี้ เมื่อตลาดหุ้นและค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวดีขึ้น แน่นอนย่อมจะส่งผลดีต่อการค้าการลงทุนในชาติอาเซียนจะเกิดตามมา รวมถึงด้านการท่องเที่ยวด้วย

ประการที่สอง เมื่อเกิดข้อตกลงการปลดอาวุธของเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกายอมยกเลิกซ้อมรบกับเกาหลีใต้ย่อมส่งผลดีต่อไทย เพราะในปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน ผลดีที่ตามมาต่อประเทศไทย คือ จะเป็นการช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคงของปัญหาระหว่างสหรัฐกับประเทศในภูมิภาคนี้ลงไปด้วย จึงทำให้ไทยในฐานะประธานอาเซียนจะได้ไม่หนักใจมากนักในการทำหน้าที่ในการเป็นประธานการประชุมอาเซียน

“สหรัฐกับเกาหลีปรองดองกันย่อมส่งผลดีต่อไทยมากๆ เพราะในปีหน้าไทยเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียน จะได้ไม่ต้องรับบทหนักกับปัญหาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ แต่ไทยยังต้องรับบทหนักเรื่องปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าหนักใจอยู่”ปณิธาน กล่าว

ประการต่อมา ผลของข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ สิ่งสำคัญจะเป็นการเพิ่มบทบาททวิภาคีด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือย่อมเพิ่มสูงขึ้น เพราะทราบดีว่าเกาหลีเหนือประสบปัญหาขาดแคลนอาหารที่บริโภคในประเทศอย่างมาก จึงมีความต้องการสินค้าเกษตรจำนวนมากจากไทย โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไปเกาหลีเหนือมีความต้องการสูงมาก เพราะที่ผ่านมาเกาหลีเหนือเคยนำเข้าข้าวจากไทย

“ผลดีระยะสั้นๆ ที่เห็นได้ชัดคือ ค่าเงิน กับตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นทันที รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือจะเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย ยิ่งสินค้าเกษตรไทยจะส่งออกได้ดีขึ้น เพราะเกาหลีต้องการสินค้าเกษตรหรือสินค้าประเภทอาหารจากไทยจำนวนมาก เกษตรกรไทยจะได้มีรายได้” ปณิธาน กล่าว

เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม มองว่า สันติภาพระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือไม่ได้ส่งผลดีต่อไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสันติภาพไปทั่วโลก เพราะไทยเป็นทั้งมิตรประเทศกับสหรัฐและเกาหลีเหนือมาโดยตลอด ยิ่งสองประเทศนี้ปรองดองต่อกันย่อมส่งผลให้การค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐจะดียิ่งขึ้น เพราะไทยสามารถทำการค้าการลงทุนกับเกาหลีเหนือและสหรัฐได้มากขึ้น แต่หากสองประเทศนี้ทะเลาะกันเมื่อไร แน่นอนไทยไม่อาจค้าขายกับเกาหลีเหนือได้ ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการค้ากับเกาหลีเหนือสูงมาก

แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวลอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ปัญหาความขัดแย้งทะเลจีนใต้ที่ยังคุกรุ่นอยู่ ยิ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปีหน้า ย่อมทำให้ประเทศไทยต้องรับบทหนัก เพราะปัญหาทะเลจีนใต้เกี่ยวข้องกับหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐกับเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่ยังผูกโยงกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือฮ่องกง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีน ดังนั้นบทบาทไทยในการประชุมผู้นำอาเซียนย่อมต้องมีความสำคัญในการเป็นตัวกลางในการหาข้อหารือข้อขัดแย้ง แม้ว่าปัญหาดังกล่าวไม่อาจจะยุติลงได้ง่ายๆ แต่ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาติอาเซียนมาโดยตลอด เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งทะเลจีนใต้ให้ลดน้อยถอยลง

พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า สหรัฐกับเกาหลีเหนือคุยกันได้นับเป็นเรื่องดีมากที่จะเกิดสันติภาพด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ รวมถึงไทยด้วย แต่ก็ยังเหลือเรื่องปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้อยู่ที่ต้องหาทางแก้ไข ยิ่งไทยในฐานะประธานอาเซียนในปีหน้า แต่ไม่ได้เป็นห่วง เพราะไทยเป็นประเทศเป็นกลาง ไม่ได้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอะไรด้วย และไม่ใช่คู่ขัดแย้งในปัญหาบนหมู่เกาะที่มีข้อพิพาทกันอยู่โดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไทยเคยเป็นประธานอาเซียนมาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อหาทางให้ทุกชาติหันหน้ามาคุยกัน ทางรัฐบาลและกระทรวงต่างประเทศย่อมมีนโยบายที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคนี้ ด้วยการทำให้ประเทศที่มีข้อพิพาทหันหน้ามาคุยกันอย่างสันติ เพื่อให้ปัญหาจบลงเหมือนกรณีสหรัฐกับเกาหลีเหนือ เพื่อนำไปสู่สันติภาพในภูมิภาคแห่งนี้ในที่สุด

ผ่า “TCAS” อุดรูรั่วหาทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554131

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 17:37 น.

ผ่า "TCAS" อุดรูรั่วหาทางออก

ทปอ.ยืนยัน “TCAS” ทำให้การกั๊กที่นั่งลดลง เดินหน้าปรับปรุงอุดรูรั่วป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย

****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเวทีเสวนาเรื่อง “ทีแคส- ทีใคร มองอนาคตการศึกษาไทย” โดยมีนักวิชาการด้านการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องและเชี่ยวชาญเรื่องระบบสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ทีแคส ประจำปีการศึกษา 2561 ร่วมแสดงความคิดเห็นและทางออกให้กับระบบทีแคสซึ่งกำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง

มนัส อ่อนสังข์ บรรณาธิการข่าวการศึกษาและแอดมินเว็บไซต์เด็กดีดอทคอม ระบุว่า ระบบทีแคสบอกเป็นระบบที่บอกให้เด็กทราบล่วงหน้าเพียง 4 เดือนก่อนใช้จริงทำให้เด็กรุ่นนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหนูทดลอง และระบบนี้ทฤษฎีดี แต่การจัดการและนำไปใช้ยังมีปัญหามาก เช่น ทีแคสต้องการให้เด็กม. 6 อยู่ในชั้นเรียนจนจบการศึกษา ซึ่งทำให้เด็กกดดันมาก เพราะ 4 สัปดาห์หลังจบม.6 เด็กจะเข้าสู่การสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยทั้งหมด และเป็นการสอบหลายวิชา เช่นหากเด็กต้องการสอบเข้าแพทย์ต้องสอบทั้งหมด 15 วิชา ,สอบเข้าเภสัชศาสตร์ต้องสอบ 18 วิชา

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากบางวิชาสอบซ้ำ 3 รอบ ส่วนการลดค่าใช้จ่าย ในทางปฎิบัติกลับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การยื่นแฟ้มสะสมงานพบว่าแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดแฟ้มสะสมงานต่างกัน เด็กยื่นหลายที่ก็ต้องทำแฟ้มสะสมงานหลายเล่ม ทำให้เกิดธุรกิจจัดทำแฟ้มสะสมงาน หรือการห้ามมหาวิทยาลัยจัดสอบทำให้ต้องไปใช้คะแนนของหน่วยงานเอกชนที่จัดสอบ เช่น สมัครแพทย์ ใช้การสอบ BMAT ซึ่งค่าสมัครประมาณ 7,100 บาท เป็นต้น

มนัสกล่าวว่า สำหรับปัญหาการกั๊กที่ แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนในอดีตแต่ปัจจุบัน กลายเป็นการกั๊กแบบลูกโซ่ คือระบบทีแคสแต่ละรอบ มีการกั๊กที่นั่งและกระทบไปสู่รอบอื่นๆ โดยในส่วนของการเลือกที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ พบว่า เป็นการกั๊กคะแนนกั๊กคณะ ขณะที่ต่างจังหวัด กั๊กเป็นมหาวิทยาลัยปัญหาการกั๊กที่นั่ง ซึ่งปัญหาติดที่นั่งได้มากกว่า 1ที่นั่ง และควรมีระบบตัวสำรอง

“ปัญหาทีแคส เกิดจากการสื่อสารไม่ชัดเจน ตั้งแต่เกิดทีแคสเด็กก็มีความเครียด และสิ่งที่กังวลตอนนี้ คือ เด็กหลายคนเลือกคณะจากคะแนนที่ตัวเองติด แต่ไม่ได้เรียนคณะที่ตนเองชอบนอกจากนั้น เด็กหลายคนต้องการซิ่วเพื่อไปเรียนปีนี้ ดังนั้นเข้าใจว่าระบบใดระบบหนึ่งทำให้เด็กพึงพอใจทั้งหมดได้ยาก แต่อยากให้ระบบดังกล่าวมีความยุติธรรมกับเด็ก”มนัส กล่าว

ประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่าขอยืนยันว่าทีแคสช่วยทำให้การกั๊กที่นั่งลดน้อยลง แต่การจัดลำดับคงไม่สามารถทำได้ เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเกณฑ์ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาทุกครั้งทปอ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น

“ทีแคสไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไร แต่เป็นการจัดระเบียบในสิ่งที่มหาวิทยาลัยเคยรับและซ่อนไว้มาเป็นข้อมูลสาธารณะ จึงทำให้เป็นที่มาของการเกิดปัญหามากมาย เพราะทุกคนไม่เคยรู้มาก่อน ส่วนทีแคสจะเปลี่ยนหรือไม่ในอนาคต ต้องถามมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เพราะระเบียบต่างๆ เป็นไปตามมหาวิทยาลัยกำหนด ตอนนี้มีข้อมูลเยอะมากที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็น โควตาพื้นที่ มีการกำหนดชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยเปิดรับเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น ไม่มีการเปิดรับเด็กม.6 ทั่วประเทศ ส่วนการแก้ปัญหาทีแคสรอบ 3 นั้น ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เช่น ปัญหารูปแบบที่ 3 กสพท.กันที่นั่ง ปีหน้าทปอ.จะจัดการปัญหานี้แน่นอน ตอนนี้เห็นวิธีแล้วแต่ต้องขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะทำได้มหาวิทยาลัยต้องช่วย รวมถึงจัดการเรื่องระยะเวลาให้ดีขึ้น เพราะขณะนี้ รอบที่ 1 ไปจนถงรอบที่ 5 ใช้เวลานานเกินไป “ประเสริฐ กล่าว

อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าปรากฎการณ์ทีแคส มีมิติด้านอารมณ์ค่อนข้างสูง และทุกคนพยายามชี้นิ้วหาคนผิด ซึ่งจริงๆ แล้ว ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเพียงคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยที่ปรับไปตามโจทย์ของประเทศ และเป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่จะพัฒนาคนเพื่ออะไร เพราะขณะนี้ มหาวิทยาลัยผลิตคนตามความต้องการตลาด หาผู้เรียนที่ดีที่สุดมาเรียน ทำให้ระบบการรับเข้าต้องปรับตาม และมหาวิทยาลัยต้องแย้งเด็กเข้ามาเรียนให้ได้

“โจทย์ท้าทายที่ควรมองอนาคตการศึกษาไทยให้ไกลกว่าทีแคส คือ มหาวิทยาลัยต้องมีเป้าประสงค์ชัดเจนว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยอย่างไร และควรทำให้เด็กรู้ว่าอยากเรียนเพื่อเป็นอะไร เพราะตอนนี้เมื่อโจทย์ไม่ชัด มหาวิทยาลัยไม่ชัด ทำให้ทปอ.ซึ่งทำงานบนเงื่อนไข ความคาดหวังของสังคม แต่มีผู้เล่นมหาวิทยาลัยบางแห่ง ไม่ทำตามกติกา และเด็กเองก็แทงกั๊ก ระบบก็ต้องปรับเปลี่ยนและเป็นปัญหาไปเรื่อยๆ”อรรถพลกล่าว

พรรณระพี สุทธิวรรณ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่าทีแคสเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับทุกชีวิต เพราะเป็นเรื่องการแข่งขันและโอกาส ซึ่งเมื่อใดก็ตามจำนวนที่นั่งรับกับจำนวนคนไม่เท่ากัน ทุกคนจะเครียด โดยเฉพาะเด็กที่ผิดหวังซ้ำๆ กับการสมัครหลายรอบ เพราะเกิดวงจรที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าคุณค่าของเด็กลดลง เพราะสังคมกำหนดว่าต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“พ่อแม่ ที่คิดว่าลูกต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ โดยลืมมองว่า มีประตูอีกหลายทางให้เดิน ดังนั้น อยากให้พ่อแม่ทุกคนคิดว่าถ้าลูกสอบไม่ติดเข้ามหาวิทยาลัยจะทำอย่างไร อย่าปล่อยให้ชีวิตของพ่อแม่และลูกติดอยู่กับประตูเดียว และพ่อแม่ควรเป็นแบคอัพที่สำคัญของลูก อย่าลงไปเล่นทีแคสเอง เพราะเป็นเกมของเด็ก ที่ต้องไปด้วยตนเอง พ่อแม่อย่าเอาความฝันของตัวเองไปฝากลูกไว้ แต่พ่อแม่ควรบอกว่ารักกอด ให้ความมั่นใจแก่ลูก อย่ารักลูกแล้วเหน็บ อย่ารักลูกแล้วพูดจาประชด “คณบดีคณะจิตวิทยา กล่าว

วิพากษ์”คนทรงเจ้า” 90%หลอกลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554078

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 10:17 น.

วิพากษ์"คนทรงเจ้า" 90%หลอกลวง

มองปรากฏการณ์ “คนทรงเจ้า” ผ่านมุมของ “ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์” นักวิชาการศาสนวิทยาและด้านรัฐศาสตร์

*************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปรากฏการณ์ “คนทรงเจ้า” ที่อ้างตัวเป็นร่างเทพเทวดาชื่อดังต่างๆ กำลังถูกเผยแพร่ผ่านสื่อหลักและสื่อออนไลน์ เกิดการรุมสัมภาษณ์คนทรงเจ้ากันอย่างเปิดเผย แม้ในความจริงแล้วจะไม่มีเครื่องมือพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องหลอกลวง หรือการแอบอ้างปั้นแต่งขึ้นมาเอง เพราะวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์คนทรงเจ้าได้ กลับกันสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสร้างความงมงาย สร้างประโยชน์อะไรให้สังคมหรือไม่

เรื่องนี้ ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยาและด้านรัฐศาสตร์ เชี่ยวชาญและคลุกคลีอยู่ในแวดวงศาสนามายาวนาน สะท้อนปรากฏการณ์คนทรงเจ้าอย่างน่าสนใจว่า พื้นฐานเรื่องความเชื่อเหล่านี้เกิดขึ้นมาตลอดในสังคมไทยและไม่เคยเลือนหายไปนานนับ 1,000 ปี เพราะว่าอยู่ในรากเหง้าศาสนาที่เรียกว่า ”ศาสนาบรรพกาล” ก่อนถูกกลืนด้วยศาสนาพราหมณ์และพุทธ ที่สำคัญเรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกระดับชั้น

ในสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลทำให้เรื่อง “คนทรงเจ้า” ถูกเปิดเผย ถูกสร้างการรับรู้ทั่วถึงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพัฒนาการที่แปลกแตกต่างจากเดิมจนดูเร้าใจน่าสนใจ เนื่องจากมีความดราม่าเข้ามาผูกโยง อ้างอิงว่าเป็นร่างทรงคนมีชื่อเสียง เช่น ร่างทรงอดีตกษัตริย์ ดาราดัง ตัวละครวรรณคดี เทพ เทวดา ฯลฯ

กระนั้นหากมองย้อนเทียบกับอดีตเกี่ยวกับรูปแบบของ “คนทรงเจ้า” เป็นการนำเสนอของร่างทรงเรียบง่ายมิดชิดไม่เปิดเผย ไม่มีการแต่งตัวหรูหรา จัดฉากทำพิธีใหญ่โตอลังการ จนเหมือนโรงลิเก มีการจัดตั้งเป็นสำนักทรงเจ้าใหญ่โต และมีรูปแบบท่าทางการรำ แสดงออกที่ผิดแปลกแตกต่าง

ศิลป์ชัย ชำแหละปัญหานี้ด้วยว่า ตอนนี้มีการอวดอ้างเรื่อง “คนทรงเจ้า” โดยทำเป็นรูปแบบของหมู่คณะจัดกลุ่มกันเป็นขบวน ใช้ภาษาเทพสื่อสารกัน แตกต่างจากเดิมที่คนทรงเจ้าจะทำเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งหลายเหล่านี้เมื่อรวมกันจึงทำให้เกิดกระแสความน่าสนใจ ที่สำคัญเมื่อมีการจับกลุ่มรวมกันทำให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นไปอีก

“กระบวนการทางศาสนาหากมีการบริหารจัดการดีขึ้นจะสามารถดึงดูดมวลชนได้อย่างมาก ในปัจจุบันนี้กระบวนการเรื่องไสยศาสตร์ในสังคมไทย มีการบริหารจัดการในเชิงโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางการตลาด ผ่านการนำเสนอที่ดูดีกว่าในอดีต จนทำให้เกิดพลังดึงดูดมวลชนมากขึ้น รวมถึงสามารถหารายได้เพิ่มสูงขึ้นควบคู่กันไป แต่พูดได้เลยว่ากว่า 90% เรื่องคนทรงเจ้าไม่ใช่เรื่องจริง”

เป้าหมายของกลุ่ม “คนทรงเจ้า” สามารถแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก 1.เป้าหมายหลอกลวงเพื่อหวังลาภยศ เงินทอง ของมีค่า 2.เป็นเรื่องอุปทานหมู่และเดี่ยว 3.อาการจิตประสาท เช่น หูแว่วเกิดภาพหลอน จนรู้สึกเกิดความเชื่อและเห็นภาพเช่นนั้นจริง แต่ไม่ใช่เรื่องจริง

นักวิชาการศาสนวิทยา วิพากษ์อีกว่า คนทรงเจ้าที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่ฝังรากลึกมานาน เพียงแต่ที่ผ่านมาถูกฝังอยู่ในซอกหลืบ คนทั่วไปจึงไม่ได้รับรู้ เพราะไม่ได้ถูกนำมาแชร์ผ่านสื่อออนไลน์เหมือนปัจจุบัน โดยเฉพาะสื่อที่ทุกคนมีอยู่ในมือ เรื่อง “คนทรงเจ้า” จึงถูกเปิดเผยถูกแชร์กันจำนวนมากจนเกิดการรับรู้ ซึ่งมีคนจำนวนหนึ่งติดตามเชื่อสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากตอบโจทย์ชีวิตตอบสนองความต้องการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“สิ่งที่สังคมได้รับคือก็รู้ว่ามีเรื่องคนทรงเจ้าในสังคมเกิดขึ้นเท่านั้น เนื่องจากยังมีคนเชื่อศรัทธาเรื่องแบบนี้ ถือเป็นสิทธิส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งที่อาจเป็นเรื่องจริง หรืออุปทานส่วนตัวและอุปทานหมู่ก็ได้ อย่างเช่น เวลาไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วเหมือนชีวิตดีขึ้น ค้าขายดีขึ้น จนประสบความสำเร็จ มีการพูดต่อกันจนนำไปสู่ความเชื่อมากขึ้น”

เช่นเดียวกัน ศิลป์ ยังฉายภาพด้วยว่า ในยุคที่คนบางกลุ่มสิ้นหวังท้อแท้ใจ จึงเกิดความหวังว่าการพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ ช่วยตอบสนองสิ่งที่ต้องการของตัวเองได้ง่ายกว่า ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่มีจำนวนเพิ่มขึ้นของ “คนทรงเจ้า” โดยเฉพาะรูปแบบวิธีการที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างการพูดจาโต้ตอบกันระหว่างคนกับคนทรงเจ้าเพื่อขอในสิ่งที่หวังที่ต้องการโดยตรง มีการแสดงออกทางอารมณ์จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่การกราบไหว้เพียงอย่างเดียวต่อไป จึงสร้างความตื่นเต้นเร้าใจและสร้างความศรัทธาได้ นั่นคือสภาพ “คนทรงเจ้า” ในปัจจุบันนี้

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความเชื่อรูปแบบหนึ่งในสังคม บ่งบอกถึงอัตราความเสี่ยงต่อเรื่องความงมงายถูกหลอกลวงได้ง่ายขึ้น เนื่องจากรูปแบบเช่นนี้ไม่ใช่การไหว้บูชาเหมือนปกติทั่วไป แต่มีเรื่องของวิญญาณเข้ามาสิงร่างคนแล้วก็แสดงกิริยาลักษณะท่าทางแทนผี แทนเทพ ถือว่าเสี่ยงต่อการหลอกลวงและเกิดขึ้นจริงแล้วในสังคมปัจจุบัน

“หลายรายการข่าวที่เชิญคนทรงเจ้าไปออกทีวี ถามจริงจะทำให้เรื่องพวกนี้มันน้อยลงไหม มันจะทำให้สังคมตื่นตัวถอยห่างหรือลดการติดตามเรื่องพวกนี้ลง คำตอบคือไม่ใช่เลย มันจะยิ่งกลับทำให้สังคมเรียนรู้ที่แฝงการโฆษณาควบคู่ไปในตัวอีกด้วย อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อร่างทรงเอง เสียหายต่อศรัทธา เพราะเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถูกหลอกให้ทำบุญ จนทำสังคมเดินหลงไปในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

นักวิชาการศาสนวิทยา กล่าวย้ำเตือนด้วยว่า นอกจากเรื่องความท้อแท้ขาดสิ่งพึ่งหวังของคนบางกลุ่มแล้ว ยังมีเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมือง วิกฤตสังคม ที่มาพร้อมความเชื่อความงมงายที่มักจะเกิดขึ้นและเฟื่องฟูขึ้นเสมอ ย้ำว่าเรื่องการทำบุญ หรือความเชื่อส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ขอให้ระมัดระวังอย่ามากเกินไป อย่าหลงเชื่อหมดใจ จงใช้สติปัญญาวิเคราะห์แยกแยะให้ดี

“ไม่จำเป็นต้องได้ที่1ทุกเขต” รปช.ตั้งเป้า 3.5 ล้านเสียง 50 ที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553963

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

"ไม่จำเป็นต้องได้ที่1ทุกเขต" รปช.ตั้งเป้า 3.5 ล้านเสียง 50 ที่นั่ง

สุเทพ เทือกสุบรรณ ในสถานะผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เปิดใจให้สัมภาษณ์กับเส้นทางการเมืองของตัวเองในหมวกใบใหม่

***************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็น “จุดอ่อน” กับเป้าใหญ่ที่จะถูกโจมตีเรื่อง “ตระบัดสัตย์” หวนคืนสนามการเมือง

แต่เหตุใด​ถึงตัดสินใจอาสาเป็น “ขี้ข้าประชาชน” เตรียมหยิบรองเท้าคู่เก่าที่ใช้เมื่อตอนชุมนุม กปปส.ออกมาปัดฝุ่นเดินหน้าหาเสียงให้พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ซึ่งตั้งใจให้เป็นพรรคของประชาชนแท้จริง

สุเทพ เทือกสุบรรณ ในสถานะผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรค ซึ่งประกาศไม่ขอรับตำแหน่งในพรรคและตำแหน่งทางการเมืองในอนาคตเปิดใจให้สัมภาษณ์กับเส้นทางการเมืองของตัวเองในหมวกใบใหม่

ทั้งหมดมาจากที่เคยตัดสินใจลาออกจาก สส.มาร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชน นอนกลางดินกินกลางถนน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน หลายคนบาดเจ็บพิการ เสียชีวิต 24 คน ​ปณิธานของคนเหล่านั้น ต้องทำให้ประเทศเราอยู่รอดปลอดภัย ต้องปฏิรูปประเทศให้ได้

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาควบคุมสถานการณ์และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องให้คะแนนเขากับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญตรงเจตนารมณ์ประชาชน มีเรื่องการปฏิรูป การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ชัดเจนขึ้น

แต่เวลาทำการปฏิรูปจริง ไม่รวดเร็วเพราะต้องรวมความคิดเห็นคนหลายฝ่าย การปฏิรูปประเทศต้องทำอะไรบ้าง ตั้งสภาปฏิรูป กรรมการว่าด้วยการปฏิรูป หลายเรื่องยังไม่ได้ลงมือทำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเสร็จทันสมัยนี้คือ การปฏิรูปตำรวจ ที่เดิมยกร่างกฎหมายไปเสนอไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องต้องการ จึงมีการตั้งกรรมการชุดใหม่ ซึ่ง มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ผลที่จะออกมาน่าจะเป็นไปในทิศทางตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชน

“ความจริงการปฏิรูปประเทศ จะต้องมีคนได้รับผลกระทบ มีคนไม่อยากปฏิรูป อาจมีข้าราชการบางฝ่ายบางกลุ่มไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะพอใจอำนาจที่มีอยู่ แรงเสียดทานเยอะ ปัญหานี้ทำให้ประชาชนอย่างเราต้องคิด อยากปฏิรูปประเทศจึงต้องเดินหน้าตามกรอบรัฐธรรมนูญ”

สุเทพ ขยายความว่า มีพรรคการเมืองไม่น้อยตอนนี้ ประกาศท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคการเมืองไม่จริงจังกับการปฏิรูปประเทศ ทำให้การปฏิรูปเริ่มเลือนลาง ถ้าไม่มีใครที่ประชาชนไว้ใจได้ไปช่วยทำหน้าที่ โอกาสที่จะปฏิรูปประเทศก็ยาก คนที่มีความคิดแบบนี้มาคุยกัน ในที่สุดก็คิดว่าต้องถึงเวลาตั้งพรรคของประชาชนที่แท้จริงขึ้นมาให้ได้

ที่ผ่านมามีพรรคเพราะอยากเป็นฐานทางอำนาจตั้งแต่สมัยจอมพล ป. บางยุคเป็นพรรคของครอบครัว กลุ่มผลประโยชน์ หรือไม่ก็พรรคของนักการเมือง แต่ไม่มีพรรคการเมืองไหน เป็นพรรค​ของประชาชนจริง อำนาจเป็นของประชาชนแท้จริง จึงนำมาสู่การตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

“อุดมการณ์ข้อแรกของพรรคคือเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เป็นอุดมการณ์ข้อที่หนึ่งของพรรคถ้าตั้งพรรค คนที่เข้าร่วมในพรรคนี้จะต้องเป็นคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เทิดทูนและปกป้องสถาบัน เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความมั่นคงของประเทศ”

ทั้งนี้ ความจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ถึงทำให้​ประเทศเราอยู่เป็นปึกแผ่น มีเอกภาพ ไม่แตกแยก งานหลายเรื่องในประเทศ คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ว่าด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์แก้ได้ ​ยกตัวอย่างพระพุทธศาสนาที่กำลังมีปัญหาขณะนี้

สุเทพ อธิบายว่า ที่มาของพรรคนี้เป็นลักษณะต่างคนต่างคิด เดิมทีคนไทยคิดกันเรื่องบ้านเมือง คุยกันเรื่องอนาคตประเทศ ทำไงกันดี เลือกตั้งเป็นไง ปรับทุกข์กัน ชวนคนนั้นคนนี้มาพบ ส่วนตัวไปคุยหลายหนเห็นว่าเขาเอาจริง จึงชวนกันมาร่วมก่อตั้งซึ่งประกาศชัดแต่แรกว่าไม่ลงเลือกตั้ง ไม่รับตำแหน่ง บริหารในพรรค เป็นสมาชิกที่จะช่วยทำทุกอย่าง

ทั้งนี้ เป้าหมายของพรรค รปช.ไม่ได้หวังจะต้องเป็นที่ 1 แต่การทำพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องมี สส.ในสภาสัก 50-60 คน ถึงจะมีกำลังและพลังผลักดันประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 กำหนดให้ สส.1 ใน 5 สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติได้

“พรรครวมพลังประชาชาติไทยจะส่งผู้สมัคร 350 เขต ไม่ได้หวังต้องได้ที่หนึ่งทุกเขตได้ที่หนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง แต่ได้คะแนนรวม 3.5 ล้านคะแนนก็สามารถมี สส.ได้ 50 คน เราเห็นลู่ทางว่ามีความเป็นไปได้”

สุเทพ อธิบายว่า การทำพรรคจะต้องมีพลัง มีทุนทำการเมืองได้โดยอิสระ ผู้ร่วมก่อตั้งต้องเสียสละก่อน กฎหมายกำหนดให้มี 500 คน ลงทุนประเดิม 1,000 ถึง 5 หมื่นบาท เราก็ตกลงกันว่าผู้ก่อตั้งต้องลงคนละ 5 หมื่น ส่วนสมาชิกพรรค พรรคอื่นเก็บปีละ 100 บาท พรรคเราจะเสียสละเงินวันละ 1 บาท ปีละ 365 บาท ค่าบำรุงพรรคของพรรคนี้ถึงสูงกว่าพรรคอื่น 3 เท่าครึ่ง วิธีแบบนี้เราเชื่อว่าเราจะมีทุนทำการเมืองเพราะพรรคเราไม่ซื้อเสียง

ถามว่าพรรค รปช.ถูกมองว่าตั้งขึ้นมาเป็นพรรคเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ สุเทพ กล่าวว่า คนก็จินตนาการไปได้ แต่ต้องดูความเป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะ รปช.ต้องการให้เป็นพรรคของประชาชน อยู่เคียงคู่ระบอบประชาธิปไตยและเป็นที่พึ่ง เป็นที่ไว้ใจของประชาชนได้

“เราไม่ได้เล็งผลในการชนะเลือกตั้ง แต่เราเล็งผลในการสร้างคนใหม่ๆ เข้ามาทำหน้าที่ทำงานการเมืองแทนประชาชน คนใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่คนหนุ่มคนสาว แต่คนอายุ 60-80 ปี ก็เป็นคนใหม่มาร่วมกับพรรคนี้ได้แต่ต้องมีความคิดเพื่อแผ่นดินไม่ใช่เพื่อตนเองเป็นความคิดใหม่”

สุเทพ กล่าวว่า แม้แต่กรณี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ยังไม่มีการพูดกันว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรค ความชัดเจนจะอยู่เมื่อมีการประชุมสมาชิกพรรคซึ่งเรียกว่าเป็นการประชุมสมัชชาที่ประชุมพร้อมกันทั่วประเทศผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์คนเป็นแสนๆ คนจะตัดสินว่าจะเลือกใครเป็นผู้บริหารพรรค 9 คน ตกลงกันเลยว่า 2 ปีแรกใครทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค 2 ปี ต่อไปใครทำ เพราะไม่ต้องการให้ใครคนเดียวมามีอิทธิพลครอบงำพรรค 4 ปี เลือกใหม่

นอกจากนี้ สมัชชาพรรคจะเลือกกรรมการบริหารอีกชุด คณะกรรมการกำกับควบคุมวินัยและจริยธรรม คุมกรรมการบริหาร สส. รัฐมนตรี ให้ทำงานอยู่ในกรอบจริยธรรม ไม่ปล่อยทำผิดเสียหายบ้านเมือง กรรมการชุดนี้จะจัดการกันก่อนภายในพรรค ทำให้การเมืองสะอาด

“พรรคจะมีสโมสรเยาวชน จะเอาคนหนุ่มๆ สาวๆ มาเรียนรู้เรื่องการเมือง เอาเข้าโรงเรียนการเมืองของพรรค รัฐธรรมนูญเป็นไง โครงสร้างเป็นไง กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นไง กฎหมายเกี่ยวข้องเป็นไง จนช่ำชองก็จะดึงมาทำงานการเมืองระดับสูงขึ้น พรรคไม่ได้ทำการเมืองเฉพาะกิจ แต่อยู่ยาวให้เป็นที่พึ่งประชาชนให้ได้”​

สำหรับฐานเสียงที่ทับซ้อนจนต้องแข่งกันเองกับประชาธิปัตย์นั้น สุเทพ กล่าวว่า ว่ากันตามจริงทุกพรรคต้องช่วงชิงในทางการเมือง ใครสามารถขอคะแนนนิยมประชาชนในพื้นที่ไหนต้องทำทั้งนั้น พรรคนี้ส่งทุกเขตเลือกตั้ง 350 เขต เราไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูทางการเมืองกับใครทั้งสิ้น ใครก็ตามที่มีเจตนาดีต่อประเทศหวังดีต่อบ้านเมือง ปฏิรูปประเทศให้เจริญรุดหน้าเรายินดีร่วมมือด้วย

ทั้งนี้ รปช.ไม่ได้เป็นศัตรูกับพรรคนั้นพรรคนี้ ส่งทุกเขต ภาคเหนือ อีสาน ต้องแข่งกับพรรคอื่น ไม่ใช่แค่ภาคใต้ต้องแข่งกับประชาธิปัตย์ ย้ำว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งทุกเขต เราได้ที่หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่คะแนนรวมตามเป้าเราพอใจ เพราะฉะนั้น ขอคนอื่นอย่าได้คิดว่าเราเป็นศัตรู คิดว่ามาร่วมทำงานกับพวกเรากันดีกว่า สร้างบ้านเมืองให้เจริญรุดหน้า

“ผมไม่เคยอยู่พรรคการเมืองอื่นมาก่อนเลย ตั้งแต่ลงสมัครผู้แทนครั้งแรกก็อยู่พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ 2522 เกือบ 40 ปีที่อยู่ในพรรคก็มีส่วนทำงานให้พรรค ทำให้พรรคเจริญเติบโตขึ้น แต่ความรักความห่วงที่มีต่อประชาธิปัตย์ เมื่อเทียบกับความรักความห่วงที่มีต่อประเทศไทย ผมต้องเลือกประเทศไทย ต้องคิดเราทำการเมืองให้ประเทศอยู่รอด ให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตที่หัวเลี้ยวหัวต่อไปให้ได้”

สุเทพ กล่าวว่า ตอนตัดสินใจร่วมตั้งพรรค รปช. ไม่ได้ไปคุยกับ ชวน หลีกภัย ซึ่งส่วนตัวเคารพท่าน​เหมือนครูบาอาจารย์ทางการเมือง แต่เชื่อว่าระหว่างตนเองกับท่านมีความเข้าใจกัน ท่านชวนเป็นคนรักชาติรักแผ่นดิน เป็นนักการเมืองที่เป็นแบบฉบับตัวอย่าง ซึ่งตนเองได้เรียนรู้จากท่านเยอะ

“ผมเชื่อว่าท่านรู้เข้าใจการตัดสินใจของผมไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวผมเอง ผมคิดเรื่องชาติ เรื่องแผ่นดินเป็นหลัก ผมจำได้วันที่ผมไปเรียนท่านว่าจะลาออกจากพรรค เปลี่ยนเส้นทางการต่อสู้ ​ไปต่อสู้ร่วมกับประชาชน ท่านก็เข้าใจเตือนผมว่าออกไป ​ไม่เป็นไรอย่าทำอะไรผิดกฎหมาย” ​

ถามถึงคะแนนเสียงภาคใต้ที่คาดว่าจะได้รับ สุเทพ กล่าวว่า ประเมินไม่ได้ ไม่ใช่คนเพ้อเจ้อ ​คิดว่าขอให้ประชาชนเข้าใจอุดมการณ์ การทำงานของเรามาลงคะแนนให้ ถึงได้ที่สอง ที่สาม ก็พอใจ จำนวนนี้ ผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้เป็นเจ้าของพรรค แสดงให้เห็นว่าอนาคตพรรคเราจะเป็นไง

“ส่วนสุราษฎร์ธานี เกือบ 40 ปีทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวสุราษฎร์ ใกล้ชิด​เชื่อว่าพี่น้องประชาชนชาวสุราษฎร์เข้าใจผม เข้าใจจุดยืนทางการเมือง เข้าใจเป้าหมายทางการเมืองผม ซึ่งมีโอกาส ที่ผมจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่สุราษฎร์ได้ ผมเชื่อว่าได้มากกว่าประชาธิปัตย์ ส่วนจะได้เท่าไร ผมไม่รู้”​

ถามว่ารู้สึกยังไงกับอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกไปจากพรรคมักจะไม่ประสบความสำเร็จ สุเทพ กล่าวว่า ส่วนตัวแตกต่างจากท่านเหล่านั้น ตนเองไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง ดังนั้น ประเมินความสำเร็จยาก เพราะไม่ได้ลงสมัคร สส. แต่ถ้าถามความสำเร็จคืออะไร คือการที่เราตั้งพรรคของประชาชนเป็นครั้งแรกได้ ถือว่าสำเร็จ

ส่วนการส่งคนแข่งขันกับ กปปส. ของประชาธิปัตย์จะมีการยอมหลบให้กันหรือไม่ สุเทพ กล่าวว่า ความรู้สึก ความผูกพันส่วนตัวนั่นเรื่องหนึ่ง​ แต่การทำงานการเมืองก็ต้องเป็นเรื่องของพรรค พรรคนี้ส่งผู้สมัครครบ 350 เขตไม่หลบให้ใครเลย ยกเว้นหาตัวคนไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง​​

ถามว่ามั่นใจหรือไม่จะมีเลือกตั้งตามโรดแมป สุเทพ กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้าสู่เลือกตั้ง เดินหน้าประเทศต่อไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ​ทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม

กล้อง “เลนเชนจ์” เห็นผล ไหลลื่น ลดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553952

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 07:36 น.

กล้อง "เลนเชนจ์" เห็นผล ไหลลื่น ลดอุบัติเหตุ

สำรวจผลลัพธ์จากการติดตั้งกล้องตรวจจับรถเบียด-ปาด-แทรก คอสะพาน-อุโมงค์ 15 จุดทั่วกรุงเทพฯ

**************************

โดย….กันติพิชญ์ ใจบุญ

การติดตั้งกล้องวงจรปิดของกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เพื่อตรวจสอบบันทึกภาพผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนกฎหมายจราจรโดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเปลี่ยนเลนในที่ห้าม กล้องทั้ง 15 จุดกระจายไปอยู่ในจุดที่มีรถจำนวนมาก และมุ่งเน้นไปที่ทางขึ้นสะพานข้ามแยก ทางลงอุโมงค์ลอดทางแยก และการเปลี่ยนเลนก็สร้างปัญหาต่อกระแสจราจร ส่งผลให้ท้องถนนติดขัดอย่างหนัก

นัยของความผิดการเปลี่ยนเลนครั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าตำรวจจราจรเมืองหลวงค่อนข้างเอาจริง เพราะนับตั้งแต่เปิดกล้องทดลองกันไปตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยอดผู้กระทำความผิดที่ฝ่าฝืนปาดเบียด แซงในเส้นทึบ พุ่งไปหลายหมื่นคัน และต้องมาเสียค่าปรับรายละ 1,000 บาท

ปัญหาดังกล่าวถูกคาดหวังจากกล้องวงจรปิดว่า จะช่วยให้การจราจรของกรุงเทพฯ ดียิ่งขึ้น และยิ่งตอกย้ำจาก พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร สะท้อนภาพปัญหาว่า นับตั้งแต่วันแรกที่ปูพรมเอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนเลนคือ วันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา 1 เดือนผ่านพ้นไปหมาดๆ กล้องสามารถบันทึกภาพรถที่ทำผิดได้ประมาณถึง 1 หมื่นคัน/วัน แต่จำนวนนี้สามารถออกใบสั่งได้ประมาณ 1,800 คัน/วันเท่านั้น สาเหตุเพราะกรมการขนส่งทางบก อนุญาตให้ตำรวจเข้าตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถในแง่งานจราจรทั่วประเทศได้ 6 หมื่นคัน/วัน ซึ่งก็กำลังแก้ไขระบบกันอยู่ และเสร็จสิ้นแล้วจะสามารถตรวจสอบรถได้ถึง 2 แสนคัน/วัน และน่าจะครอบคลุมทุกการกระทำความผิดได้

ที่น่าสนใจจากข้อมูลของ พ.ต.อ.กิตติ บอกเล่าว่า ยอดผู้กระทำความผิดหายไปจากถนนราว 30% หรือเป็นตัวเลขจากเดิมที่เราจับภาพผู้กระทำความผิดเปลี่ยนเลนได้ราว 2.7-3 หมื่นคัน เหลือราว 2 หมื่นคันนับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.เป็นต้นมา เรียกว่าประชาชนค่อนข้างปรับตัว และระมัดระวังการกระทำความผิดมากขึ้น

“เราประเมินผ่านตัวชี้วัด 3 ด้านว่า กล้องทำงานได้ผล คือ การลื่นไหลของจราจร การฝ่าฝืนลดลง และอุบัติเหตุไม่เกิดขึ้น ซึ่งผลลัพธ์หลังการบังคับใช้ไปในทิศทางที่ดีอย่างมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่เราจับปรับด้วยเช่นกัน ยอดการกระทำผิดของรถจักรยานยนต์ลดลงตามไปด้วยหลังการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น”

พ.ต.อ.กิตติ ให้ภาพว่า กล้องที่จับภาพผู้กระทำความผิดในส่วนรถจักรยานยนต์จะเป็นการจับภาพเฉพาะทะเบียน หรือด้านหลังรถจักรยานยนต์เท่านั้น จึงไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด ส่วนผู้กระทำผิดรายอื่นๆ นั้น ขณะนี้ บก.จร.กำลังทยอยส่งใบสั่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนรถเพื่อให้มาจ่ายค่าปรับ หากฝ่าฝืนหรือเพิกเฉยไม่อาจต่อทะเบียนได้

“ประเด็นการต่อทะเบียนรถยนต์ หรือเสียภาษีประจำปี ขณะนี้ทราบว่ากรมการขนส่งทางบกกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เชื่อมโยงกับระบบบันทึกผู้กระทำความผิดของ บก.จร.อยู่ และคาดว่าระบบจะสมบูรณ์ในระยะเวลา 2 เดือนข้างหน้า ต่อไปหากใครไม่ชำระค่าปรับเมื่อไปต่อทะเบียน ระบบจะขึ้นแจ้งทันทีว่าต้องชำระค่าปรับก่อนถึงจะต่อทะเบียนได้ แต่หากปฏิเสธค่าปรับในขณะนี้ กรมการขนส่งทางบกจะออกใบทะเบียนชั่วคราวอายุ 30 วันให้ และให้ต้องชำระให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด” พ.ต.อ.กิตติ ย้ำ

รอง ผบก.จร.ฉายภาพอนาคตอีกว่า จากนี้จะเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการกับผู้ที่กระทำความผิดจราจรมากกว่าการใช้ตำรวจจราจรเข้าไปบังคับ โดยเฉพาะในทุกกรณีความผิดที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ขับขี่และตำรวจ ลดการทุจริต อีกทั้งเทคโนโลยีสามารถทำงานแทนตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเราจะเอากำลังพลไปช่วยเหลือประชาชน และดูแลสภาพการจราจรจะมีประโยชน์กว่า

อีกด้านกับปัญหาจราจรของกรุงเทพฯ ความเห็นของ ปนัดดา ชำนาญสุข นักวิชาการศูนย์วิจัยป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาจราจร สะท้อนไว้น่าสนใจว่า เห็นด้วยกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานจราจรแทนที่กำลังพล เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าตำรวจจราจรเมืองกรุง ไม่เพียงพอที่จะควบคุมพฤติกรรมฝ่าฝืนวินัยจราจรของผู้ขับขี่ อีกทั้งการใช้กล้องมาจับผิด สร้างแนวโน้มตามหลักจิตวิทยาให้ผู้ขับขี่ไม่กล้ากระทำความผิด เพราะรู้สึกว่าโอกาสจะรอดพ้นความผิดมีน้อย ซึ่งเทคโนโลยีตอบสนองกับเรื่องนี้ได้ดี

อีกทั้งความถี่การทำงานของระบบเทคโนโลยีไม่มีการผ่อนปรนให้ผู้กระทำความผิด คนทำผิดกฎหมายจะไม่มีสิทธิมาเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้พ้นผิด นั่นเท่ากับลดการเผชิญหน้า ลดการมีอคติระหว่างตำรวจและผู้ขับขี่ลงไปได้

“มันจะนำไปสู่พฤติกรรมบนท้องถนนที่ดีขึ้น แต่หากจะติดตั้งต่อไปในจุดอื่นๆ นอกเหนือทั้ง 15 จุด ตำรวจควรคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่โดยใช้หลักการป้องกันอุบัติเหตุมากกว่าการไหลลื่นของกระแสจราจร สำคัญอย่างมาก อีกทั้งผลวิจัยยังระบุชัดเจนว่าการเปลี่ยนเลนกะทันหัน การปาดหน้ากันทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงกว่าเมาแล้วขับ และเมื่อชนกันก็เป็นปัญหารถติดตามมา”

ปนัดดา เสริมอีกว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการปัญหาจราจรไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่กรุงเทพฯ เพราะในหัวเมืองใหญ่ หรือแม้แต่เมืองรองอุบัติเหตุยังคงเกิดขึ้นมากซึ่งสาเหตุมาจากพฤตินิสัยของผู้ขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจร กอปรกับมีถนนที่ดี กว้าง ยิ่งทำความเร็วกันมากขึ้น เมื่อมีอุบัติเหตุจึงเป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญคือในส่วนแบ่งค่าปรับที่นำส่งท้องถิ่นเพื่อเป็นงบในการช่วยแก้ไขปัญหานั้น ทุกวันนี้ยังไม่พบว่าถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุอย่างจริงจัง ทั้งที่ควรจะนำเงินส่วนนั้นมาช่วยชีวิตประชาชนบนท้องถนนและรัฐบาลต้องตระหนักเรื่องนี้

หวั่นอำนาจนอกกติกา แทรกแซงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553731

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2561 เวลา 06:12 น.

หวั่นอำนาจนอกกติกา แทรกแซงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผู้แทนพรรคการเมืองห่วงเลือกตั้ง ครั้งหน้ายังไม่สุจริตเที่ยงธรรมแม้มีกลไกใหม่ โดยในเวทีเสวนา “กลไกปราบโกงเลือกตั้ง ใช้กับใคร ใช้ได้จริงหรือ?” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งมี จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย  และ เจษฎ์  โทณะวณิก นักนิติศาสตร์และที่ปรึกษา กรธ. เป็นวิทยากร โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้

จุรินทร์ ระบุว่า การเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่นั้นต้องถาม คสช.  แต่ถ้าดูเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญนับนิ้วได้ว่าอีก 11 เดือนไกลกว่านั้นไม่ได้ แต่ที่ห่วงคือเงื่อนไขนอกรัฐธรรมนูญที่มีคำพูดว่าไม่สงบก็ไม่ต้องเลือก ซึ่งไม่ได้ระบุในมาตราไหน แต่กระทบหากมีคนคิดเอาว่าใช้จริงๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับปราบโกงและบังคับใช้มา 1 ปีแล้ว  ถามว่าปราบโกงได้จริงหรือ ซึ่งความจริงจะปราบโกงได้ต้องควบคู่กับระบอบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่การปกครองที่ตรวจสอบไม่ได้

“การมีกลไกปราบโกงอย่างเดียวก็ยังไม่เที่ยงธรรมเต็มใบยังต้องมีอย่างน้อย 3 ปัจจัย 1.กติกาต้องเป็นธรรม  2.การบังคับใช้กติกาต้องเป็นธรรม  3.การใช้อำนาจรัฐของผู้มีอำนาจต้องเป็นธรรม  ความสุจริตเที่ยงธรรมทั้งองคาพยพจึงจะเกิดขึ้น  และเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้ายังไม่มีโอกาสสุจริตเที่ยงธรรมเต็มร้อย  เพราะทั้ง 3 ปัจจัยยังมีเครื่องหมายคำถาม”

จุรินทร์ อธิบายอีกว่าตัวกติกายังมีปัญหา รัฐธรรมนูญเองไม่สุจริตเที่ยงธรรมตั้งแต่ต้นหลายมาตรา โดยเฉพาะรูปแบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ไปกำหนดให้พรรคเดียวกันคนละเบอร์  อาจมีเป้าหมายเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นเบี้ยหัวแตก  เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างบทเฉพาะกาล 5 ปี  ให้ สว.มาเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย  เพราะผู้ที่คัดกรอง สว. 250 เสียง คือ คสช.เอง  ซึ่งการไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แปลว่าเที่ยงธรรม ยิ่งมีการเซตซีโร่พรรคและสมาชิกพรรค ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น  เกิดข้อวิจารณ์ว่าเอื้อพรรคใหม่บอนไซพรรคเดิม

ขณะเดียวกันผู้มีอำนาจก็มีทีท่าเปลี่ยนจากกรรมการมาเป็นผู้เล่นในสนามเอง การยื้อเวลาปลดล็อก  ข่าวใช้พลังดูดทางการเมือง รวมทั้งความเป็นห่วงเรื่องการใช้อำนาจเหนือองค์กรอิสระ ล้วนเป็นคำถามถึงความสุจริตเที่ยงธรรม

“กลไกปราบโกงต้องใช้กับทุกคนทุกพรรคทุกฝ่าย  ส่วนจะใช้ได้จริงหรือไม่ก็ขึ้นกับ กกต.ว่าต้องไม่เป็นเสือหมอบ หรือเสือกระดาษ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่าการจะปราบโกงได้ต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองลงไปดำเนินการแข่งขันกันด้วยนโยบาย จะได้ไม่เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ ทำแบบนั้น เมื่อพรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาของพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดโอกาสของประชาชนที่จะใช้พรรคการเมืองแก้ปัญหา

“การเลือกตั้งครั้งหน้า เราจะเจอปัญหาการใช้อำนาจรัฐผ่านราชการ ซึ่งจะเป็นที่หนักใจของ กกต. ซึ่งน่าเห็นใจ มีบางองค์กรถูกเซตซีโร่ บางองค์กรไม่ถูกเซต ทั้งที่เป็นองค์กรอิสระเหมือนกัน ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นี่คือการใช้อำนาจพิเศษเข้ามาแทรกแซง เช่นเดียวกับการใช้อำนาจพิเศษปลดกรรมการบางท่าน ซึ่งอำนาจพิเศษนี้จะอยู่ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการสร้างความหนักใจให้แก่ผู้ใช้กฎหมาย”

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า เมื่อก้าวเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้ง คนเป็นห่วงในเรื่องของการใช้อำนาจที่อาจทำให้เกิดความไม่เที่ยงธรรม เพราะวันนี้ผู้เขียนกติกาบอกจะไม่เป็นกรรมการแล้ว แต่จะลงมาเป็นผู้เล่น ทั้งที่ยังเป็นผู้ที่ยังมีอำนาจในการตัดสิน แบบนี้จะเที่ยงธรรมได้จริงหรือไม่

“เป็นความผิดปกติและไม่เป็นไปตามครรลอง และไม่เป็นไปตามหลักการ การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงจะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่หนักหน่วงสำหรับการจัดการเลือกตั้ง กกต.ควรคุมทุกอย่างได้ แต่วันนี้ท่านกลับถูกคุมด้วยมาตรา 44 วันนี้คงไม่ใช่ปัญหาของพรรคการเมืองที่โดนยุบอยู่พรรคเดียวอีกแล้ว แต่เป็นปัญหาของทุกพรรค นอกจากพรรคที่จะไปอยู่กับผู้มีอำนาจ” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

ขณะที่ เจษฎ์ มองว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้การเลือกตั้งถูกลากไปอีกไม่มีอีกแล้ว ถ้าพูดว่าจะมีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม ยังไม่เห็นว่าจะมีการทุจริต แต่สิ่งที่ได้สัมผัสจากการลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชน คือ เมื่อมีการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการทุจริตเลือกตั้งทุกหน่วย  ดังนั้นต้องเริ่มจากกลไกจากเสรีภาพของการตั้งพรรคการเมือง ซึ่งถ้าหากพรรคการเมืองนั้นไม่มีสมาชิกที่มีอุดมการณ์และจรรยาบรรณที่ดีก็ย่อมจะมีผลต่อการคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสม หรือไม่สามารถหลุดพ้นพรรคที่เป็นของนายทุน และจะกระทบต่อการทำไพรมารีโหวตซึ่งเป็นหน้าด่านของการปราบโกง เพราะว่าจะไม่ได้ ผู้สมัครที่ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง

“ตอนนี้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวติดอาวุธให้กับประชาชนแล้ว โดยในรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่าในการเลือกตั้งบางเขต ถ้ามีประชาชนไม่ประสงค์ลงคะแนนมากกว่าการประสงค์ลงคะแนนบุคคลใดในพื้นที่นั้น จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่และผู้สมัครในตอนแรกก็ห้ามลง และเชื่อว่าประชาชนเป็นกลไกที่ดีที่สุด และจะต้องอาศัยข้าราชการด้วย เพราะการทุจริตของนักการเมืองจะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีข้าราชการเข้ามาร่วมด้วย” เจษฎ์ กล่าว

พระพยอม หนุนชะล้างสงฆ์ สมณศักดิ์อย่าเล่นเส้น-สอบบัญชีวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553616

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 06:53 น.

พระพยอม หนุนชะล้างสงฆ์ สมณศักดิ์อย่าเล่นเส้น-สอบบัญชีวัด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนกำลังถูก สั่นคลอนอย่างหนักหน่วง หลังจากที่ 7 พระชั้นผู้ใหญ่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับเงินทอง

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเรื่องความโลภ ความอยากในทรัพย์สิน อำนาจ บารมี เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดมลทินภายในจิตใจ ที่สามารถแปรเปลี่ยนคนดี หรือคนที่เป็นอันเคารพกราบไหว้ เฉกเช่นพระสงฆ์ ให้กล้ากระทำความผิดที่หักข้อกฎหมายของทางโลก

เกิดคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่การปฏิรูปวงการพระสงฆ์ของเมืองไทยควรเกิดขึ้นอย่างจริงจังและเร่งด่วนในทันที

เสียงของพระผู้ใหญ่ที่รู้จักกันดีในเมืองไทยอย่าง พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กลฺยาโณ พระนักเทศน์และเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว สะท้อน มุมมองที่เกิดขึ้นกับอดีตพระเถระและอดีตพระชั้นผู้ใหญ่ของประเทศ ที่ถูกดำเนินคดีประวัติศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะกระเทือนต่อพุทธศาสนิกชนหรือไม่ ซึ่งคำตอบจากพระนักเทศน์ชื่อดัง ผู้นี้ มองว่าศรัทธาของประชาชนไม่ได้สั่นคลอนลงไปแม้แต่น้อย

“ที่บอกว่าไม่สั่นคลอน เพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเดินทางไปทำบุญยังวัดต่างๆ ที่อดีตพระสงฆ์ไปก่อเรื่องเอาไว้ ซึ่งทำให้เห็นว่าพุทธศาสนากับตัวบุคคลนั้นได้แยกออกจากกัน และพระธรรมมีผลต่อจิตใจพุทธศาสนิกชนมากกว่าตัวพระสงฆ์” พระพยอม สะท้อนมุมมอง

พระพยอมเห็นภาพที่ชัดเจนและเปรียบเทียบว่า ประชาชนหรือพุทธศาสนิกชนมองศาสนาว่าคือต้นไม้ใหญ่ และพระสงฆ์คือคนที่ปีนขึ้นไปเก็บดอกผล แต่คนที่ละโมบโลภมากเมื่อปีนขึ้นไปแล้วก็อาจตกลงมา กรณีที่เกิดขึ้นก็เช่นกัน เราจึงได้เห็นภาพว่าคนฉลาดมากขึ้น แยกแยะออกจากกันระหว่างพระไม่ดีกับศาสนา และเชื่อได้สนิทว่า การกวาดล้างวงการสงฆ์เพื่อให้สะอาดมากขึ้นจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน เพราะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีความก้าวหน้า ซึ่งพระองค์จะนำพาพระพุทธศาสนาให้ก้าวไกลได้อย่างดี

“เรื่องเงินๆ ทองๆ กับพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมาก จะไปว่าคนมาบริจาคเงินให้ก็ไม่ได้ เพราะเขาคง ไม่บริจาคจำนวนมากแน่นอน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลจ่ายเงินงบประมาณให้กับวัดมากเกินไป เมื่อคนเห็นเงินมันก็เกิดกิเลส เกิดความโลภ ข้าราชการก็เหมือนกัน เราจึงเห็นภาพเงินทอนวัดกันตามมา พระก็มาเป็นลูกน้องข้าราชการที่คุมงบประมาณเพราะอยากได้เงินได้ทอง” พระพยอม ให้ความเห็น

แต่กระนั้น พระยอมมองว่าจากเหตุการณ์ทุจริตที่เกิดขึ้น ต้องดำเนินการ 3 เรื่องอย่างจริงจังและเด็ดขาด ซึ่งจะช่วยให้วงการพระสงฆ์กลับมาดียิ่งขึ้น คือ 1.คัดสรรคนมาบวชให้ดี อย่าเน้นปริมาณ หลายวัดเอาคนมาบวชเป็นหมื่นๆ คน ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรตามมา 2.การเลื่อนชั้นยศ สมณศักดิ์ จะต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เส้นสายดั่งที่ผ่านมา และ 3.ต้องมีการตรวจสอบบัญชีวัดอย่างเข้มข้น และต้องมีกรรมการวัดเข้าร่วมตรวจสอบบัญชีด้วย

มโน เลาหวณิช

อีกหนึ่งความคิดเห็นที่น่าสนใจ ไม่น้อยอย่าง มโน เลาหวณิช อาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬา ภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพว่า แม้เหตุการณ์ครั้งนี้หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะนำพาไปสู่การปฏิรูปสงฆ์ แต่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะอำนาจของสงฆ์ถูกฝังรากลึกและยังถูกใช้ในระบบพวกพ้อง เส้นสายมาช้านาน อีกทั้งอำนาจของสงฆ์ยังคงถูกรวบรวมไว้อยู่ที่เดียว ไม่มีการกระจายอำนาจ หรือแม้แต่การตรวจสอบก็ไม่มี ทำให้สงฆ์เหมือนเป็นใหญ่และทำตามอำเภอใจ ไม่สนว่าจะละเลยพระธรรมวินัย หรือผิดจากกิจของสงฆ์ ยิ่งเจ้าอาวาสบางรูปก็เหมือนเป็นราชา มีอาณาจักรเล็กๆ ของตนเอง ซึ่งก็คือวัด เพราะเราไร้ซึ่งการตรวจสอบ

“เงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนามันมหาศาลอย่างมาก อย่างรัฐบาลชุดก่อนก็เพิ่มงบประมาณให้ถึง 5,000 ล้านบาท และก้อนที่ใหญ่ที่สุดคือเงินอุดหนุนโรงเรียนวัดปริยัติธรรม ที่สูงถึง 1,200 ล้านบาท และที่น่าสนใจคือเมื่อก่อนเงินงบประมาณส่วนนี้ไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเลย จุดนี้คือสิ่งสำคัญ พระผู้ใหญ่เลยกล้า กล้าที่จะทำผิดกฎหมาย กล้าที่จะทุจริต” มโน ให้มุมมอง

มโน ระบุว่า ดังนั้น เมื่อมีเงินจำนวนมากมาอยู่ตรงหน้า และการทุจริตคอร์รัปชั่นนับเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในวงข้าราชการ เมื่อมารวมกับพระที่มักมาก การทุจริตก็ยิ่งร้ายกาจและสร้างความ เสียหายอย่างหนักหน่วง เพราะอำนาจเป็นเรื่องที่น่ากลัว เมื่อพระกล้าทำทุจริต มีเงินมีทองมาก ก็นำพามาด้วยสีกา มีการเลี้ยงดูปูเสื่อ หรือบางส่วนเห็นช่องทางก็ตั้งบริษัททำธุรกิจ ทั้งๆ ที่ศาสนาห้ามเอาไว้เพราะไม่อยากให้ยุ่งกับเรื่องเงินทอง แต่ก็ไม่อาจทัดทานจิตใจของคนที่ละโมบโลภมากได้ แม้คนคนนั้นจะดำรงตัวอยู่ในผ้าเหลืองให้คนกราบไหว้ก็ตาม

“การปฏิรูปพระสงฆ์ต้องใช้พระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาพระเป็นตัวตั้ง มีการตรวจสอบในทุกหน่วยงาน หากตรวจสอบพระกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าปัญหาทุจริตคงไม่มีพระที่ไหนจะกล้าทำแน่นอน” มโน ทิ้งท้าย

ปรับหลักสูตรทุกระดับ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553526

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2561 เวลา 10:55 น.

ปรับหลักสูตรทุกระดับ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้จะผ่านพ้นวันสิ่งแวดล้อมโลกไปเพียงแค่ 1 วัน แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หมักหมมในทุกวันนี้ ยังไม่อาจสลายได้อย่างรวดเร็ว และอาจกล่าวได้ว่า บนพื้นที่ประเทศไทยที่มีอยู่ราว 320 ล้านไร่ ในชั่วยามนี้ยังคงมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง “ครอบคลุม” ในทุกด้านทีเดียว

บนเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ เรื่อง “การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในยุค Disruption” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งระดมข้อคิดเห็นตั้งแต่บุคคลระดับสูง นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป มาสะท้อนข้อคิดเห็นเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และผลสรุปออกมาว่า การสร้างองค์ความรู้ผ่านการศึกษาที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคนรุ่นใหม่ และคนยุคปัจจุบันที่จะอยู่เพื่ออนาคต น่าจะเป็นทางออกสำคัญในการต่อลมหายใจของประเทศ

เฉกเช่น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี บอกเล่าถึงมุมมองของปัญหาผ่านเวทีเสวนานี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย และที่สำคัญ คือ การเมือง

“การเมืองมีการเอาใจฐานเสียงรากหญ้าโดยให้ที่ดินทำกิน แต่สุดท้ายชาวบ้านเอาไปเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ จากนั้นมาขอที่ดินจากการเมืองรอบใหม่ ปัญหาจึงวนเวียนอยู่อย่างเดิม และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม” พล.อ.ดาว์พงษ์ สะท้อนถึงปัญหา

เมื่อปัญหาเกิดขึ้นการเรียนรู้เพื่อแก้ไขจึงเกิดตาม ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว พล.อ.ดาว์พงษ์ สะท้อนว่า จะนำไปสู่การเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ฝึกทักษะทางความคิด ความสามารถ และสติปัญญาเพื่อพัฒนาศักยภาพ ผ่านการจัดทำรายวิชา “เรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องของเรา” มุ่งเน้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรน้ำ พลังงาน และเกษตรอาหาร บนพื้นฐานการใช้และอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมในอนาคต

พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ และผู้จัดทำ CHULA MOOC ด้านสิ่งแวดล้อม ให้ภาพว่า การสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีลักษณะรักษาสิ่งแวดล้อม ต้องสร้างความตระหนักทำให้เยาวชนเห็นว่าขณะนี้แทบไม่เหลือแหล่งน้ำมีคุณภาพแล้ว อีกทั้งบ้านเรายังติดอันดับ 6 ที่มีขยะมากที่สุดของโลก จึงต้องทำให้คนเห็นปัญหา จากนั้นทำให้มุมมองปัญหานั้นลงมือแก้ไขจริงๆ

“การสร้างองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ต้องทำให้เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะต้องเข้าให้ถึงคน 3 กลุ่ม คือ 1.เด็กอนุบาล ต้องเริ่มปลูกฝังแต่เด็ก 2.ครู สำคัญมากที่จะนำองค์ความรู้ไปปลูกฝัง และ 3.พระ คือการเข้าถึงจุดศูนย์รวมจิตใจแหล่งชุมชนทุกแห่งได้เป็นอย่างดี”

ไม่ต่างจากมุมมองของ นงรัตน์ อิสโร ตัวแทนกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เห็นว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มทำให้เยาวชนให้ใฝ่รู้ และสิ่งแวดล้อมอาจจำต้องแฝงอยู่ในทุกวิชา เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เป็นต้น และเหนืออื่นใด ต้องไม่ทำให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว ในทางกลับกันต้องทำเป็นเรื่อง “ใกล้ตัว” เพื่อให้เด็กหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

“อาจจะเริ่มด้วยการรณรงค์ยุติการใช้พลาสติก จากนั้นก็ขยับไปสู่การรณรงค์ให้ห้างสรรพสินค้าเลิกใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง ซึ่งพลังเยาวชนจะขับเคลื่อนได้” นงรัตน์ ฉายภาพความคิดเห็น

ฝนถล่มทั่วทุกภาค ปภ.เตือน 61 จังหวัดรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553366

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 06:21 น.

ฝนถล่มทั่วทุกภาค ปภ.เตือน 61 จังหวัดรับมือ

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ฝนที่ตกกระหน่ำทั่วประเทศจากอิทธิพลพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเตือนให้พื้นที่ 61 จังหวัดทั่วทุกภาคเตรียมพร้อมรับมือภาวะฝนตกและตกหนักบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และคลื่นลมแรงบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล

ทั้งนี้ 61 จังหวัดดังกล่าว แยกเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง 18 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สระแก้ว นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร

ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา พังงา ภูเก็ต และกระบี่

อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังแล้วในหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก

ที่ จ.ขอนแก่น เกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนมิตรภาพทั้งขาขึ้นขาล่อง เส้นทางขอนแก่น-นครราชสีมา บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลไปจนถึงทางลอดอุโมงค์ระดับน้ำท่วมสูงถึง 60 เซนติเมตร ทำให้การจราจรติดขัดอย่างมาก สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น ได้สั่งการให้สูบน้ำออกจากบึงหนองโคตร ซึ่งเป็นบึงสาธารณะรับน้ำขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของเขตเมือง เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่คลองส่งน้ำให้ไหลลงสู่บึงทุ่งสร้าง แล้วไปลงสู่แม่น้ำพองและแม่น้ำชี

ส่วนในเขตเทศบาลนครสกลนคร พื้นที่ต่ำถนนบางสายน้ำท่วมขังสูง 20-30 เซนติเมตร การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีเศษขยะจำนวนมากอุดตันบริเวณท่อระบายน้ำ ทำให้ไปลดประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเทศบาล

วิชาญ แท่นหิน ปภ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้ประกาศเตือนให้ทั้ง 18 อำเภอติดตามข่าวสาร หากพื้นที่ใดมีปริมาณน้ำฝนสะสมทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และเอ่อล้นตลิ่งให้แจ้งปกครองในพื้นที่ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทรัพยากร เครื่องจักรกล และแผนปฏิบัติการเผชิญเหตุ รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมปฏิบัติงาน อำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน จ.ตราด ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ถนนสุขุมวิท ช่วงกิโลเมตรที่ 315-316 บ้านหนองบัว ต.วังกระแจะ อ.เมืองตราด ช่วงหน้าโรงแรมตราดซิตี้ ถึงปั๊มน้ำมันบางจากความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร รถยนต์ไปมาด้วยความลำบาก นอกจากนี้ยังเกิดฝนตกหนักในอีกหลายพื้นที่ แต่ยังไม่มีรายงานน้ำท่วมขัง ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตราด ได้ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องฝนตกหนัก และอาจจะเกิดดินสไลด์ในพื้นที่เสี่ยงทั้งใน อ.บ่อไร่ และ อ.เกาะช้าง ในระยะ 2-3 วันนี้

สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงการรับมือพายุฝนในปีนี้ ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 นี้ จะมีค่าฝนเฉลี่ยน้อยกว่าปกติ 5-10% ซึ่งน้อยกว่าปี 2560 โดยอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วง ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนพายุ 1-2 ลูก จะเข้ามาในช่วงเดือน ส.ค. หรือเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งได้เฝ้าระวังอยู่และได้มีการพร่องน้ำและทำแก้มลิงบางพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอดีต จำนวน 28 แห่ง ทั้งนี้ เบื้องต้นได้เตรียมแผนรองรับและนำเครื่องมือไปติดตั้งประจำจุดไว้อยู่แล้ว

สำหรับแผนการรองรับสถานการณ์น้ำหลากในปีนี้นั้น เลขาธิการฯ สทนช. บอกว่า มีพื้นที่เสี่ยงอยู่ประมาณ 10 พื้นที่ ซึ่งได้ชี้เป้าให้ไปเตรียมการรับมือแล้ว ให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชี้เป้า

เลขาฯ สทนช. กล่าวว่า การคาดการณ์จะเป็นหน้าที่ของส่วนหน้า คือ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) และกรมทรัพยากรธรณี หลังจากนั้นหน่วยงานที่บริหารจัดการที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง คือกรมชลประทาน กทม. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จะลงพื้นที่เพื่อกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่า หากมีการเกิดน้ำหลากจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งทุกแหล่งน้ำจะต้องมีเจ้าภาพหลัก

อย่างไรก็ตาม เลขาฯ สทนช.ห่วงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ประมาณ 40-50 แห่ง เนื่องจากมีปริมาณเกิน 80% ของความจุ จึงได้สั่งการให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนว่าถ้าน้ำเข้ามาฝนตกจำนวนมากจะมีมาตรการอะไรบ้าง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งจังหวัดจะต้องรับทราบเรื่องนี้ด้วย

เมื่อเข้าหน้าฝน การรับมือน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเตรียมพร้อม

บรรยายภาพ – น้ำท่วมขังถนนสุขุมวิท ในพื้นที่ จ.ตราด