คืนทางเท้าหน้าเซ็นทรัล เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553282

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 18:17 น.

คืนทางเท้าหน้าเซ็นทรัล เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม

หลังจากเป็นปัญหาคาราคาซังมานาน ล่าสุดกทม.ก็สามารถจัดระเบียบร้านค้า แผงลอยที่กีดขวางทางเท้า บริเวณหน้าศูนย์การค้าเดอะวันพาร์คติดกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าวได้สำเร็จ

**************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนไม่น้อย เมื่อสามารถจัดระเบียบร้านค้า แผงลอยที่กีดขวางทางเท้า บริเวณหน้าศูนย์การค้าเดอะวันพาร์คติดกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ฝั่งถนนพหลโยธิน เป็นผลสำเร็จ เพราะสามารถทวงคืนทางเท้าให้ประชาชนกลับมาใช้สำหรับเดินสัญจรไปมา หรือยืนรอขึ้นรถโดยสารประจำทางอย่างปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตลงไปยืนรอบนถนน หรือแม้กระทั่งเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกเมื่อมีหนูวิ่งออกมาจากท่อระบายน้ำตรงเข้ามากัดเท้าจนเลือดอาบก็เคยมีมาแล้ว

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของปัญหาการจัดระเบียบในบริเวณนี้คาราคาซังมายาวนาน เนื่องจากบริเวณตั้งแต่ทางโค้งลงมาถึงผิวการจราจรเป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แม้สังคมจะมองว่าทางเท้าและถนนควรเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย แต่เมื่อเป็นพื้นที่มีเจ้าของจึงเป็นสิทธิเจ้าของที่ดินจะดำเนินการอย่างไรก็ได้ ซึ่งทางสำนักงานเขตจตุจักรได้พยายามเจรจาขอพื้นที่มาบริหารเอง แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รับคำตอบจึงทำให้ กทม.ไม่สามารถเข้าไปจัดระเบียบได้

สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า การจัดระเบียบร้านค้า หาบเร่ แผงลอยที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจาก รฟท.ตัดสินใจยินยอมให้ความร่วมมือกับทาง กทม. ช่วยเข้ามาจัดระเบียบ ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ว่าแผงลอยเหล่านี้ตั้งร้านกีดขวางทางเท้า ทิ้งเศษอาหารลงท่อระบายน้ำ ส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. จะต้องไม่มีร้านค้าหาบเร่ แผงลอย ตั้งร้านกีดขวางรุกล้ำทางเท้าและถนนอีก โดยไม่มีการผ่อนผันหรือยืดระยะเวลาเด็ดขาด

ทั้งนี้ แม้ว่าจะเห็นใจผู้ค้าหลายคนที่ต้องสูญเสียรายได้ แต่พื้นที่สาธารณะผู้ค้าไม่มีสิทธิตั้งแผงขายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งจะแก้ปัญหาโดยให้สำนักงานเขตจตุจักรทำความเข้าใจกับผู้ค้าให้ย้ายไปขายที่จุดผ่อนผันเดิมที่ติดกับสวนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า พร้อมทั้งออกแบบจัดวางแผงค้าให้เพียงพอรองรับจำนวนผู้ประกอบการที่มีจำนวนกว่า 70 รายได้มีพื้นที่ขาย

อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะเวลา 30 วันของการจัดระเบียบ จะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจจัดเวรยามจำนวน 30 นายตลอด24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ค้ากลับมาตั้งแผงขายของอีก หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 2,000 บาท/วัน ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535

สกลธี กล่าวอีกว่า ปัญหาหนึ่งที่ต้องพยายามแก้ต่อไปคือ ปัญหารถตู้จอดรอผู้โดยสารเป็นเวลานาน ทำให้รถโดยสารประจำทางไม่สามารถเข้ามาจอดในจุดจอดรับส่งได้ จึงประสานกับทางสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ช่วยกวดขันห้ามรถตู้เข้ามาจอดอีกเด็ดขาด หากจัดระเบียบเรื่องแผงลอยและรถตู้ได้ เชื่อว่าถนนพหลโยธินฝั่งหน้าห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว จะมีการจราจรคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯกทม.

ขณะที่แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มคนไม่เอาหาบเร่แผงลอย” กล่าวถึงผลการจัดระเบียบแผงลอยว่าถือเป็นเรื่องดีที่สามารถยกเลิกแผงลอยได้ แต่ต้องยอมรับว่าผู้ค้าบางส่วนชอบฝ่าฝืนกฎหมายจึงอยากให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจลงพื้นที่ตรวจตราความเรียบร้อยอย่างต่อเนื่องหลังผ่านพ้น 30 วันไปแล้ว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเหมือนถนนสีลมที่มีผู้ค้าแผงลอยกลับมาตั้งแผงเหมือนเดิมทุกวันนี้ ส่วนข้ออ้างของผู้ค้าเรื่องความยากจนจึงไม่ต้องการย้ายไปขายที่อื่นนั้น ไม่ควรนำข้ออ้างนี้มาเบียดเบียนคนอื่น เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ความจน ความรวยไม่นำมาแบ่งแยกกันเพราะควรอยู่ในพื้นที่ให้ถูกต้อง

“การค้าขาย คือ การลงทุนคุณลงทุนกับวัตถุดิบได้ก็ต้องลงทุนกับพื้นที่เช่าแผงให้ถูกต้องตามกฎหมายได้เช่นกัน ไม่ใช่มาลิดรอนสิทธิของคนอื่นแล้วบอกว่าตัวเองยากจนไม่มีทางเลือกนั้นไม่จริง ผู้ค้ามีรายได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราเสียอีก อย่าเอาความจนมาเรียกร้องให้ดูน่าเห็นใจ เพราะคุณไม่ได้จนจริง อีกด้านหนึ่งผู้ซื้อต้องปรับตัวตามด้วย โดยไม่ซื้อสินค้าจากร้านที่เห็นว่าสร้างผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม อย่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้แผงลอยกระทำความผิด” แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งปฏิเสธที่จะระบุนาม กล่าว

สำหรับข้ออ้างว่าย้ายแล้วลูกค้าไม่ตามก็เช่นกัน ถ้าของดีจริงย้ายไปขายที่ไหนคนก็ตามไปซื้อ ซึ่งทุกวันนี้การค้าขายไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลอีกต่อไป เพราะคนสามารถซื้อของจากที่ไหนก็ได้ ผู้ค้าไม่ได้สู้กับคู่แข่งที่ตั้งร้านในทำเลทอง แต่ยังต้องแข่งกับร้านค้าออนไลน์อีกด้วย ฉะนั้นต้องถามกลับว่าร้านมีอะไรดีที่จะทำให้ลูกค้าตามไปซื้อเหมือนเดิม

นอกจากนี้ กฎหมายความสะอาดเรียบร้อยของบ้านเมืองถือว่าบทลงโทษน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ที่สิงคโปร์ มีโทษปรับเป็นเงินจำนวน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ และยังไม่รวมกับค่าความสกปรก ค่าเสียหายเมื่อพบว่าไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น เขาจะปรับจนอาจสิ้นเนื้อประดาตัวได้เลย แต่ค่าปรับ 2,000 บาท ในมุมมองผู้ประกอบการถือว่าน้อยมาก แค่วันเดียวก็หาเงินได้มากกว่านั้นแล้ว

สำหรับบรรยากาศบริเวณทางเท้าด้านหน้าห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่พบว่ามีผู้ประกอบการร้านค้า แผงลอยฝ่าฝืนเข้ามาตั้งร้านกีดขวางทางเท้าแต่อย่างใด ขณะเดียวกันพบว่ามีเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยเดินตรวจตราความเรียบร้อยอย่างต่อเนื่องและประจำจุดอำนวยการ ทำให้ประชาชนที่มายืนรอขึ้นรถโดยสารประจำทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชำระอลัชชี ปฎิรูปมหาเถรสมาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553187

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 07:30 น.

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชำระอลัชชี ปฎิรูปมหาเถรสมาคม

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

วงการสงฆ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากคดี เงินทอนวัดซึ่งนำมาสู่การปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคุณ พ้นกรรมการมหาเถรสมาคม และถอดถอนสมณศักดิ์สงฆ์ 7 รูป พระผู้ใหญ่หลายรูปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บางส่วนหลบหนี

ยอดภูเขาน้ำแข็งที่ปรากฏกำลังลุกลามไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” พร้อมย้อนตั้งคำถามถึงวัตรปฏิบัติที่กลับหัวกลับหาง มุ่งแสวงหาเงิน อำนาจ และเกียรติยศ จนถึงขั้นเรียกร้องให้สังคายนาวงการผ้าเหลืองครั้งใหญ่

ในฐานะ “ปัญญาชนสยาม” ที่ติดตามความเคลื่อนไหวแวดวงสงฆ์มานาน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิชาการอิสระ เปิดบ้านให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ชี้แจงว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานหลายสิบปี นอกจากไม่ได้รับการแก้ไขแล้วสถานการณ์ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“พระเริ่มกะล่อนกันมาตั้งแต่ 30-40 ปี ที่แล้ว สมัยนั้นผมเคยเขียนหนังสือ เรื่อง พระธรรมเจดีย์ พระผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น แต่เราชาวบ้านไม่ได้สนใจพระ เกรงใจผ้าเหลือง ปิดเงียบกันหมด ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ท่านเคยเป็นเจ้าคณะจังหวัดธนบุรี ท่านสั่งทุกวัดจะต้องทำบัญชีเงินวัด เงินส่วนตัว แยกเด็ดขาด ไปหาคนมาสอนทำบัญชี

ตอนนั้นมีการตรวจบัญชี ผิดครั้งแรกท่านสอนให้ใหม่ ผิดครั้งที่สองภาคทัณฑ์ ผิดครั้งที่สามถอดออกจากเจ้าอาวาสเลย การคณะสงฆ์ ต้องเด็ดขาดแบบนี้ ใช้พระเดชพระคุณ แต่ตอนนี้ไม่ใช้เลย ท่านสิ้นไป 30-40 ปี สิ่งที่ท่านทำไว้ไม่มีใครสานต่อ แล้วคณะสงฆ์จะไม่ซวนเซได้อย่างไร”

ส.ศิวรักษ์ ขยายความว่า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์เคยบอกว่าพระมีค่าตัวเพียงแค่บาทเดียว ทำผิดเงินแค่บาทเดียวก็สิ้นความเป็นพระแล้ว ศีลข้อ 10 “ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณีสิกขาปะทัง สมาทิยามิ” พระจับต้องเงินทองไม่ได้เลย แต่ตอนนี้พระจับเงินเป็นของเล่น ทั้งที่พระต้องบริสุทธิ์ แค่ทำผิดเล็กน้อยต้องปลงอาบัติ แต่จับเงินนี่ปลงอาบัติไม่ตกเป็น “นิสสัคคิยปาจิตตีย์” ต้องโยนทิ้งทั้งหมดเลย

“ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ท้าทายสังคมกระแสหลักมาก ท้าทายที่สุดคือสังคมบริโภคนิยม ทุนนิยม เผด็จการตอนนี้เราสยบกับ เผด็จการ บริโภคนิยม ทุนนิยม พระเดินตามนี้เป็นแถวเลย พระมุบมิบเงินทำกันมานานแล้ว ผมเขียนหนังสือเรื่องนี้ตั้งแต่ 2537 เขียนหมดเลยพระองค์ไหนกะล่อนยังไงบ้าง สมเด็จฟื้นฯ วัดสามพระยา ไม่งกเงิน แต่งกอำนาจ ท่านควบคุมอำนาจไว้ที่องค์เองหมด บริหารงานมีโทสจริตเป็นเจ้าเรือน ท่านเจ้าคุณวัดสามพระยาที่เพิ่งถูกจับเร็วๆ นี้ ก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน”

สุลักษณ์ กล่าวว่า วัดสามพระยา เป็นศูนย์อำนาจ มีการรวมศูนย์อำนาจ ดูอย่างวัดสระเกศฯ มีเจ้าคุณกี่องค์ วัดปากน้ำมี เจ้าคุณกี่องค์ บางจังหวัดไม่มีเจ้าคุณแม้แต่องค์เดียว ถ้าคุณจะมีสมณศักดิ์ก็ต้องกระจายออกไป ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ ไม่ใช่เฉพาะวัดซึ่งมีอำนาจ ถามว่ามันผิดไหม แต่คนไทยไม่สนใจ และก็ตื่นเต้น เวลาทำบุญ นิมนต์พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะมาฉันที่บ้านถวายเป็นแสน

ถ้าจะทำประการแรกเลย คือ ใครถวายเงินพระต้องลงบัญชีหักภาษีได้ พระรับเงินเอาไปทำอะไร ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ เจ้าคุณวัดสระเกศฯ ในกุฏิมีเงินในบัญชีกี่พันล้าน นั่นไม่ผิดหรือ

“เรามองว่าเป็นเรื่องชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ เราเห็นพระเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ซึ่งไม่ใช่ พระนุ่งเหลืองไม่ใช่อริยสงฆ์ แต่เป็นสมมติสงฆ์ ถ้าทรงศีลาจารวัตร เราสมควรกราบไหว้ได้ แต่ถ้าไม่ก็อาจเป็นเหมือนผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มโจรไว้ เมื่อเราเห็นแก่ผ้าเหลืองแตะต้องไม่ได้ ก็เสร็จดิครับ”

หนึ่งในที่มาของปัญหาอยู่ที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปรับมาใช้แบบเดียวกับอำนาจเผด็จการที่ตัวเขาปกครองบ้านเมือง มหาเถรสมาคม พระผู้ใหญ่ อายุ 80-90 ปี เรื่องทางโลกก็ไม่รู้ สิ่งที่ทำก็หาอำนาจให้ตัวเอง วัดปากน้ำเป็นใหญ่ก็ตั้งพรรคพวกตัวเอง วัดสระเกศฯ รักษาการสังฆราช ก็ตั้งพรรคพวกตัวเป็นใหญ่ ตอนนี้มันเลอะถึงขนาด ติดสินบนเรื่องสมณศักดิ์ เป็นแสนเป็นล้าน เหมือนอย่างกับตำรวจเป็นนายพลเลย

“ครั้งนี้ถ้าตั้งใจทำจริงๆ จังๆ ก็จะเรียกเป็นการล้างบางก็ได้ ต้องชม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คนนี้ แต่ถามว่าลำพังเขาจะทำได้เหรอ ผมอยากถามใครกล้าสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล้าสั่งไหม รัฐบาลกล้าสั่งไหม แสดงว่าต้องมีใครที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม อย่างมากที่กล้าสั่ง กล้าทำอันนี้ และถ้าทำต่อไป คณะสงฆ์ก็จะใสสะอาด” 

สุลักษณ์ อธิบายว่า แต่ก่อนฆราวาสรู้จักกับพระ สมัยตนเองอย่างน้อยต้องบวช 3 เดือน บางคน 3 ปี รู้จักพระ มีจุดอ่อนจุดแข็ง ก็คอยเตือน แต่ตอนหลังไม่มีคนเตือน ปล่อยหมด ท่านทำอะไรดีวิเศษหมด เราไม่รู้จักพระแล้ว เราเห็นพระอย่างเดียวเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เราเห็นพระเป็นพราหมณ์ ทำพิธีให้ ซึ่งพระทำถูกเราต้องอุดหนุนท่าน พระทำผิดต้องเล่นงานท่าน กรณีโกงเงินเป็นหนึ่งใน 4 ข้อที่ปาราชิกหมดความเป็นพระทันที

สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุดหนุนสังคายนาครั้งที่ 3 จับพระสึกกว่าพันรูป พระเจ้าธรรมเจดีย์ศรีปิฎกธรเมื่อเสวยราช ทรงปรับปรุงคณะสงฆ์ จับพระสึกเป็นจำนวนมาก ส่งพระมอญไปบวชใหม่ที่ลังกา เคร่งครัดพระวินัย สมัยรัชกาลที่ 1 ก็จับพระอลัชชีสึกไม่น้อย บ้านเมืองจะอุดหนุนคณะสงฆ์ ต้องรักษาพระดีไว้ เอาพระชั่วออก

“ต่อไปจะมีงานบรมราชาภิเษกในไม่ช้า หวังว่าถึงงานบรมราชาภิเษก จะมีเฉพาะพระดี ที่เข้าร่วมงานบรมราชาภิเษก พระดีก็จะไปสวดมนต์ สวดพร คุณเอาพระเลวเข้าไป พิธีกรรมก็เสียหมด เพราะพระเราไม่เหมือนบาทหลวงแม้จะทำผิดอะไรก็เป็นบาทหลวงที่เลว แต่ยังเป็นบาทหลวงอยู่ หรือพราหมณ์ทำผิดอะไรก็ยังเป็นพราหมณ์อยู่ แต่พระทำผิดก็หมดความเป็นพระเลย”

ปัญญาชนสยาม อธิบายว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ทำให้มหาเถรสมาคมเป็นเสือกระดาษที่มีโทษมากกว่ามีคุณ ถ้ารัฐบาลกล้า ต้องล้ม พ.ร.บ.นี้ และกลับไปใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484  ปะหน้าทาแป้งใหม่ ซึ่งสมัยนั้นเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย มีคณะสังฆมนตรีว่าการองค์กรต่างๆ มีสังฆสภาคอยตรวจสอบ สมเด็จพระสังฆราช เป็นเหมือนสังฆบิดร ไม่มีอำนาจมีคณะ และมีพระวินัยธร พระธรรมธร เหมือนศาลแยก ตรวจสอบกันได้ มีความโปร่งใส

นอกจากนั้น ต้องกลับไปเรื่องพื้นฐานความเป็นพระ หัวใจพระพุทธศาสนา คือ เรื่องการศึกษา เวลาบวชพระอุปัชฌาย์ต้องดูแลสัทธิ วิหาริก พระบวชใหม่ต้องดูแลกันอย่างน้อย 5 ปี  จากฆราวาสที่ชอบ กิน-กาม-เกียรติ เมื่อมาเป็นพระต้องเลิกให้หมด ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นเจ้าคณะภาค ไปบวชพระตามหัวเมืองไม่สามารถสอนได้ ท่านยังอัดเสียงส่งไปสอนตลอด

“ศาสนาพุทธสอนให้คนเปลี่ยนตัวเรา จากความเห็นแก่ตัว เป็นไม่เห็นแก่ตัว จากโลภ ให้เป็นทาน ความเกลียดความโกรธเป็นความรัก เปลี่ยนความโง่เป็นปัญญา เป็นพื้นฐานศาสนาพุทธ แต่พระเดี๋ยวนี้ยิ่งบวชยิ่งงก ขอโทษนะครับ ยิ่งงกก็ยิ่งเงี่ยนแล้วเปิดโอกาสให้ดูโทรทัศน์กันได้ เป็นโทรทัศน์อุดหนุน ทุนนิยม บริโภคนิยม โฆษณาสินค้าประเทืองกามกิเลส ทั้งนั้น แล้วพระไม่ภาวนาจะทนได้หรือ”

สุลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า สมัยรัชกาลที่ 5 มหาเถรสมาคมเป็นการกสงฆ์ ประชุมกันตามวาระ ลงความเห็น ถวายให้ทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัย คือ รัชกาลที่ 5 พระองค์เป็นสังฆราชเอง  เวลานั้นบ้านเมืองมันเล็ก ท่านรู้จักพระหมด วัดนั้นไม่ดีท่านจับสึก วัดนี้ดียกย่อง

“ผมอยากรู้คนปกครองบ้านเมืองเวลานี้ ใครรู้จักพระ ร.4 เสวยราชย์ ท่านไปนอนคุยกับสมเด็จสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านไปเยี่ยมวัดสระเกศ ไปเยี่ยมตามวัด คุยกับพระ ผมอยากจะรู้รัฐมนตรีพวกนี้ใครเคยคุยกับพระบ้าง เราแยกจากพระไปขาดเลยต้องหันกลับมาให้พระเป็นที่พึ่ง เราต้องมีพระดี”

ถามว่ามีพระดีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนเวลานี้ สุลักษณ์ ตอบว่า ไม่สามารถบอกได้ อย่างน้อยก็ยังมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) องค์หนึ่งที่มีความรู้เขียนหนังสือเรื่อง พุทธธรรม ซึ่งเป็นหนังสือดีที่สุดที่เมืองไทยผลิตมาในรอบ 2,000 ปี ตอนนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษ และกำลังจะแปลเป็นญี่ปุ่น เทียบเท่ากับเรื่อง วิสุทธิมรรรค ของพระพุทธโฆสะ

หรือพระพุทธทาสซึ่งเคยพยายามปรับตั้งแต่ปี 2475 ตั้งสวนโมกข์แต่ก็ไปไม่รอดเพราะมีท่านคนเดียว แต่ที่จัดการคณะสงฆ์ได้แม่นยำที่สุด คือ สายอาจารย์ชา สุภทฺโท เพราะท่านเน้นคณะสงฆ์ ให้เป็นสังคมตัวอย่าง มีลูกศิษย์แพร่ไปทั่วโลก พระสายนี้เป็นแบบอย่างดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เคร่งครัดวินัย

สุลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า มีคนจะไปถวายรถยนต์ให้อาจารย์ชา ท่านบอกว่า ไปบิณฑบาตตอนเช้าบางบ้านยังไม่มีแม้แต่เกวียน แล้วเราไปอาศัยเขากินแล้วนั่งรถยนต์ไม่อายเขาหรือ ขณะที่สมเด็จช่วง มีรถยนต์กี่คัน ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดต้องขี่รถเบนซ์ เจ้าคณะภาคต้องขี่วอลโว่แข่งกับชาวบ้านเลย โชคดีที่สวมนาฬิกาสวมแหวนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจต้องไปแข่งกับใครบางคน

ถามว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้คนเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ สุลักษณ์ กล่าวว่า ถ้าคนไม่ฉลาดก็อาจจะเสื่อมศรัทธา แต่ถ้าคนที่ฉลาดก็บอกว่า ดีนะ จะได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ต้องชำระเอาอลัชชีออก เอาพระดีไว้ ทั้งหมดนี้ ถ้าไม่แก้ พระพุทธศาสนาไปไม่ได้ เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้แก้ได้ ต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส การจับสึกพระเวลานี้อย่างน้อยก็ทำให้พระผู้ใหญ่ขยาด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่แค่เชือดไก่ให้ลิงกลัว ต้องเชือดต่อไป

จุดกระแสแก้ รธน. ปลุกแนวร่วมชน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553039

  • วันที่ 01 มิ.ย. 2561 เวลา 10:39 น.

จุดกระแสแก้ รธน.  ปลุกแนวร่วมชน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มติดลมจนมีแนวร่วมเปิดหน้าเข้าร่วมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้จำนวนไม่น้อย หลัง “พรรคอนาคตใหม่” ประกาศเป็นนโยบายสำคัญของพรรคในการประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่นัดแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต

นอกจากกิจกรรมร่วมกันเปิดไฟฉายจากสมาร์ทโฟน เพื่อสะท้อนถึงการเปิดไฟขับไล่ความมืดมิดที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ สอดรับกับนิทรรศการ “ออกจากทศวรรษที่สูญหาย ร่วมสร้างอนาคตใหม่ เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคต” ซึ่งแสดงออกถึงการเปิดหน้าชนกับ คสช.แบบเต็มตัวแล้ว

หลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดแถลงข่าวชักชวนให้ประชาชนมาร่วมกันหยุดภารกิจสืบทอดอำนาจเผด็จการ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต่อให้เป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็ตาม เราขอทำงานทางความคิด เพื่อดึงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กับกระแสธงเขียวกลับคืนมา

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนโดยเหมือนไม่ให้แก้ แต่เราต้องการปักธงทางความคิด หากเข้าสภาได้เมื่อไร วันแรกจะเสนอเรื่องนี้ทันที วิธีแก้จะเริ่มจากมาตรา 279 ที่ให้ความคุ้มกันบรรดาคำสั่ง คสช.ให้ถูกเสมอ ปืนที่ห่อกฎหมายมันไม่ใช่ความยุติธรรม นี่ไม่ใช่เรื่องรุนแรงหรือสุดโต่ง แต่เป็นการฟื้นหลักนิติรัฐ เราจะปักธงที่ก้าวหน้าไปสู่สังคม พร้อมทั้งนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองยุค คสช.”

นัยสำคัญของการจุดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการชูประเด็น 279 เป็นมาตราแรกนั้น ถือเป็นการตอกย้ำเป้าหมายชนกับ คสช. ซึ่งกำลังเดินหน้าปฏิบัติการสืบทอดอำนาจ

หากวิเคราะห์กันตามเนื้อผ้าแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันกันระหว่างเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มสนับสนุนระบอบทักษิณ ​และกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณ เหมือนกับการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา

ทว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนและต่อต้าน คสช.​ ดังจะเริ่มเห็นเค้าลางความชัดเจนจากการออกมาแสดงตัวประกาศจุดยืนของแต่ละพรรคในช่วงเวลาที่ผ่านมา

โดยเฉพาะกับฝั่งสนับสนุน คสช. ซึ่งมีแนวร่วมดั้งเดิม และขุมกำลังใหม่อย่างพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ว่ากันว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

การต้องแข่งขันกับ คสช.ในเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่อง่าย จำเป็นต้องหาแนวร่วม​ และหนึ่งในประเด็นที่จะดึงเสียงสนับสนุนจากฝ่ายไม่เอา คสช.ได้ง่ายที่สุดหนีไม่พ้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเสียงวิพากษ์​​จากหลายฝ่ายหลายแง่หลายมุม

หากจำได้ก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เกือบทุกพรรคการเมืองล้วนแต่ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีกลิ่นอายของรัฐประหารห่อหุ้มอยู่ และมีจุดด้อยมากกว่าจุดเด่น

ยิ่งหากพิจารณามาตรา 279 ที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการจะแก้ไขนั้น เป็นการเจาะจงไปยังเป้าใหญ่ที่ “เรียกแขก” ได้ง่ายเพราะเป็นเป้าที่ต้องการตลบหลัง คสช.​

“บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของ คสช. หรือหัวหน้า คสช.ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีผลใช้บังคับ ในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คําสั่ง การกระทํา ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คําสั่ง หรือการกระทํานั้น เป็นประกาศ คําสั่ง การกระทํา หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย”​

ดังจะเห็นว่า คล้อยหลังไม่นาน นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการมานานแล้ว เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นว่าจะเป็นหนึ่งในนโยบายที่จะรณรงค์ในการหาเสียง ส่วนจะเสนอแก้ไขในเรื่องใดก็ขอเวลาได้ปรึกษาหารือกันให้ตกผลึกก่อนแล้วจะนำเสนออย่างเป็นระบบ

ไม่ต่างจากฝั่ง รังสิมันต์ โรม กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ระบุว่า ประเทศกำลังหลงทางและหมดหวัง จึงมีคนคาดหวังให้ทหารเข้ามากอบกู้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ไขอะไร จึงสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยประชาชน และให้มีการปฏิรูปกองทัพ นำทหารออกจากการเมือง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เองเวลานี้ประกาศจุดยืนชัดเจนไปแล้วว่า จะไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนนอก ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย แม้เวลานี้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่าช่วงทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด วราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.ขึ้นมา เหมือนในสมัย​บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นที่ยอมรับ ให้คนไทยทุกภาคเข้ามามีส่วนร่วมชูธงเขียวด้วยกัน ​

การคิดอ่านที่สอดคล้องกันของแต่ละพรรคการเมืองเวลานี้จึงอาจเป็นหนึ่งในช่องทางที่จะเชื่อมให้แต่ละพรรคเข้ามาจับมือ รวมพลังกันทั้งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดการสืบทอดอำนาจของ คสช.​และปลดล็อกไม่ให้พรรคการเมืองต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการเหมือนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไป ​

แม้สุดท้ายกลไกการแก้รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม

ธรรมศาสตร์ไม่มีวันร้าง ปรับตัวเร็ว ไม่ยึดติด แข่งต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552893

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 20:45 น.

ธรรมศาสตร์ไม่มีวันร้าง ปรับตัวเร็ว ไม่ยึดติด แข่งต่างชาติ

มุมมองจาก”รศ.เกศินี วิฑูรชาติ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับวิกฤตที่สถาบันอุดมศึกษากำลังเผชิญ

*****************************

เรื่อง : เอกชัย จั่นทอง / ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เขย่าวงการอุดมศึกษาโลกและอุดมศึกษาไทย หลังปรากฏข่าวมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกต่างปิดตัวลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เห็นชัดเจนอย่างมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวกว่า 500 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 4,500 แห่ง คงต้องมองย้อนกลับมาดูสถานการณ์อุดมศึกษาในประเทศไทย ในขณะนี้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างไร

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ฉายภาพว่า วิกฤตอุดมศึกษาไทยที่เป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้ คือ เรื่องคุณภาพทางการศึกษา หากเทียบเคียงกับเอเชีย ประเทศไทยยังไม่ทัดเทียมและต้องพัฒนาอีก ทั้งในเรื่องคุณภาพ ระบบบริหารงาน คุณภาพคน และวิชาการ ยังขาดประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกัน อุดมศึกษายังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้การเรียนการสอนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาผ่านระบบออนไลน์ จึงเป็นปัญหาที่ต้องปรับตัวให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญอัตราการเกิดของเด็กน้อยลง มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้เด็กเข้าระบบการศึกษาน้อยลง ทำให้บางมหาวิทยาลัยไม่สามารถรับเด็กเข้าเรียนได้ตามเป้าหมาย หรือไม่ได้แม้จะเปิดการสอนบางสาขาวิชา ทำให้ต้องปรับกันขนานใหญ่ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ใน Gen ต่างๆ รวมถึงโอกาสการเรียนกับต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ถือเป็นวิกฤต ต้องมาแก้โจทย์ว่าต้องแก้ไขอย่างไร

สถานการณ์และปัจจัยที่ท้าทายที่สุดในแวดวงการศึกษา อธิการบดี มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็กเข้าสู่ระบบน้อยลง ผนวกกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่พรั่งพรูเข้ามา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องปรับตัวอยู่เสมอ โดยเน้นเรื่องการศึกษาด้านความเป็นนานาชาติที่มีกว่า 291 หลักสูตร หลังดำเนินการมานานกว่า 10 ปี โดยนักศึกษาไม่ต้องเรียนกับมหาวิทยาลัยตลอด แต่จะส่งไปเรียนไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อให้มีความรู้มากขึ้น สร้างเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้นักศึกษามีความรู้กว้างขวาง และเกิดนักศึกษาแลกเปลี่ยน

ในข้อกังวลเรื่องมหาวิทยาลัยไทยจะร้างไร้นักศึกษานั้น ประเด็นนี้ รศ.เกศินี ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “จะไม่ร้าง” เพราะมีการปรับตัวมาโดยตลอด พัฒนาการศึกษาด้านนานาชาติในทุกมิติ และไม่จัดการเรียนการสอนแบบเดิม ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ได้นำการเรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เช่น การเรียนโดยใช้ Simulation Game ทำให้เด็กนักศึกษามีโอกาสแข่งกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

“ถ้าเราเพิ่งเริ่มปรับตัว น่าจะแย่ แต่เราเริ่มสร้างเริ่มปรับตัวมานานแล้ว ประกอบกับอาจารย์ที่จะเข้ามาสอน จะต้องผ่านการอบรมเรื่อง Active Learning มากขึ้นเรื่อยๆ มุ่งเน้นให้เด็กเรียนด้วยเทคโนโลยี ให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ สามารถตามโลก ตามธุรกิจได้ทัน อีกทั้งเด็ก Gen Z ไม่ชอบรอ และชอบทำงานคนเดียว ทาง มธ.ได้เตรียมระบบไอทีรองรับไว้ ส่วนอาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้”

รศ.เกศินี ยังเผยถึงจำนวนนักศึกษาว่า ในอดีตนักศึกษา มธ.เคยมีจำนวนสูงถึง 9,000 กว่าคน จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1-1.1 หมื่นคน แต่ในปัจจุบันมีจำนวนนักศึกษาอยู่ที่ 8,200-8,800 คน เฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทั้งนี้ตั้งใจอยากรับนักศึกษาประมาณ 7,000 คน/ปี จำนวนยอดผู้สมัครเรียนนั้น พบว่าในหลักสูตรสายสุขศาสตร์ (ทันตแพทย์ พยาบาล แพทย์ ฯลฯ) เพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดลงประมาณ 3%มหาวิทยาลัยเป็นคนคอยแนะนำให้ผู้เรียนก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย ผ่านการสนับสนุนจากอาจารย์ และสิ่งอำนวยความสะดวก ต้องปรับบทบาททุกฝ่าย รวดเร็ว โดยไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม สำคัญที่สุดทางสภามหาวิทยาลัย ต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการตื่นตัว

ย้อนรอย4ปี เทกระจาดแสนล้าน ครม.สัญจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552789

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 06:21 น.

ย้อนรอย4ปี เทกระจาดแสนล้าน ครม.สัญจร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ออกตัวเสมอว่าการเดินสายไปตรวจราชการไม่ใช่ทั้งการหาเสียง หรือแฝงนัยทางการเมือง แต่ทุกครั้งในรอบ 4 ปีของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประชุมคณะรัฐมนตรี (นอกสถานที่) หรือ ครม.สัญจร ไปแล้วอย่างน้อย 7 ครั้ง แต่ละครั้งกวาดคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลผ่านโครงการและงบประมาณจำนวนมหาศาล

ครั้งล่าสุดที่จะเกิดขึ้นนับเป็นนัดที่ 8 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้  “บิ๊กตู่” นัดประชุม ครม.สัญจร เลือกกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ดังนี้ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ โดยเลือกลงพื้นที่ จ.พิจิตร เพื่อพบปะประชาชน ก่อนที่จะประชุม ครม.สัญจรที่ จ.นครสวรรค์

ครม.สัญจรเป้าหมายสร้างคะแนนนิยมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ย้อนกลับไป 4 ปี คสช. การประชุม ครม.สัญจรนัดแรก ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 ที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลอนุมัติ 2,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อยกระดับช่วงผ่านตัวเมืองนครราชสีมา และเห็นชอบโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา 3.3 หมื่นล้านบาท แถมยังเทงบแก้น้ำท่วมและภัยแล้งให้ชาวอีสานอีก 2,000 ล้านบาท

พอมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 ระหว่าง วันที่ 18-19 ก.ย. 2560 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี มาคราวนี้มาเอาใจคนภาคกลาง อนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรวงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท เพราะทราบดีว่าภาคกลางชาวนากระดูกสันหลังของชาติ คือ ฐานเสียงสำคัญทางการเมือง ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 3 คราวนี้ล่องใต้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 ที่ จ.ปัตตานี และ จ.สงขลา แม้ภาคธุรกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยของบเพื่อพัฒนากว่า 5 แสนล้านบาท แต่ที่ประชุม ครม. อนุมัติเพียงมาตรการด้านการเงินสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2,800 ล้านบาท กับพักชำระหนี้ผู้ประสบภัยจากภัยก่อการร้าย 90 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบโครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อมุสลิม 200 ล้านบาท ให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

หลังจากนั้นเป็นต้นมาพอนักการเมืองในพื้นที่รู้ข่าวว่า “บิ๊กตู่” จะไปประชุม ครม.สัญจร ต่างเริ่มทำแผนของบประมาณออกสื่อกันครึกโครม อย่างประชุม ครม. ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นักการเมืองใหญ่ ประกาศขอพบและของบจาก “บิ๊กตู่” เพื่อให้รัฐบาลก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ทราบดีว่าเผือกร้อนเสี่ยงถูกภาคประชาชนต่อต้าน ในที่สุด ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” จัดให้โครงการแก้น้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำยม ตามแผนเร่งด่วน 1,900 ล้านบาท จากที่มีการขอทั้งหมด 6,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

พอมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 ที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด นับว่า ครม.สัญจร ครั้งนี้รัฐบาลจัดหนัก ไฟเขียวโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาคตะวันออก 7.73 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 2.36 แสนล้านบาท

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 5-6  มี.ค. 2561 ที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครม.เห็นชอบโครงการการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 573 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7,400 ล้านบาท จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป

แต่ ครม.สัญจร นัดที่สร้างเสียงฮือฮา ที่สุด คือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ เป็นที่ทราบดีว่าเป็นถิ่นของ เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่กล้าเอาใจ “บิ๊กตู่” เต็มที่ด้วยการจัดเต็มขนคนมาต้อนรับเต็มสนามช้าง อารีนา กว่า 3 หมื่นคน พร้อมกับของบไป 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาอีสานใต้ให้เป็นสปอร์ตซิตี้ แต่ “บิ๊กตู่” เทงบให้เพียงโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,400 ล้านบาท

แต่การประชุม ครม.สัญจร นัดที่ 8 ย่อมพิเศษกว่าครั้งก่อนๆ เพราะใกล้ โค้งสุดท้ายของรัฐบาลจึงเร่งอัดฉีดงบและโครงการไทยนิยมยั่งยืนราวแสน ล้านบาท ที่กระจายอยู่ตามกระทรวง ต่างๆ ไล่ตั้งแต่ กระทรวงมหาดไทย 2 หมื่นกว่าโครงการเป้าหมายสร้าง งานสร้างรายได้ 82,371 หมู่บ้าน แจกหมู่บ้านละ 2 แสนบาท เป็นเงิน 1.6 หมื่น ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้งบ 2.4 หมื่นล้านบาท 21 โครงการ โดยเน้นการพัฒนาอาชีพ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มประมง เป้าหมายเกษตรกร 2.1 ล้านคน รวมถึงโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ที่จะกระจายไปทั่วทุกหมู่บ้านละไม่เกิน 3 แสนล้านบาท และกระทรวงพลังงานเทงบ 3,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ใช้อุปกรณ์และเครื่องมือในการลดการใช้พลังงาน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการสูบน้ำ สุดท้ายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอัดงบประมาณ 821 ล้านบาท สนับสนุนให้ชาวบ้านจัดโครงการท่องเที่ยวในหมู่บ้านละ 2 แสนบาททั่วประเทศ

ดังนั้น จากนี้ไปโค้งสุดท้ายก่อน “บิ๊กตู่” จะลงจากหลังเสือ การเดินหน้าจัดประชุม ครม.สัญจร รัฐบาลเร่งโหมโครงการไทยนิยมฯ หว่านงบประมาณแบบปูพรมเพื่อสร้างฐานเสียงปูทางสู่การเลือกตั้งนั่นเอง

เปิดแผนรับมือฝนถล่ม ทุกมาตรการพร้อมป้องกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552668

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 07:41 น.

เปิดแผนรับมือฝนถล่ม ทุกมาตรการพร้อมป้องกทม.

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เข้าสู่ช่วงฤดูฝนปลายเดือน พ.ค. ทำให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

มาตรการที่ออกมาถูกกำหนดและติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดโดยจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่ากทม. อาทิ พื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วมเป็นประจำ รวมถึงแผนการแจ้งเตือนประชาชนให้ได้เกาะติดสถานการณ์ไปพร้อมกัน

จักกพันธุ์ เปิดเผยว่า ระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กทม. เริ่มต้นด้วยมาตรการ 12 ข้อดังนี้ 1.สร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 77 กิโลเมตร (ระดับคัน 2.8-3 เมตร) พื้นที่ 450 ตารางกิโลเมตร และคันกั้นน้ำพระราชดำริ ระยะทาง 72 กิโลเมตร พื้นที่ 650 ตารางกิโลเมตร

2.วางระบบท่อระบายน้ำ 6,400กิโลเมตร 3. ขุดลอกคูคลอง 1,682 คลอง ความยาว 2,600 กิโลเมตร 4.เตรียมสถานีสูบน้ำ 176 แห่ง ประตูระบายน้ำ 232 แห่ง บ่อสูบน้ำ 271 แห่ง รวมทั้งสิ้น 679 แห่ง 5.เตรียมพร้อมอุโมงค์ระบายน้ำ 8 แห่ง (กำลังสูบ 215.5 ลูกบาศก์เมตร/วินาที) อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 แห่ง คือ อุงโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน ความยาว 9.4 กิโลเมตร มีประสิทธิภาพระบายน้ำ 60 ลูกบาศ์เมตร/วินาที จะแล้วเสร็จต้นปี 2562

6.พื้นที่ทำแก้มลิง 26 แห่ง โดยในปี 2561 จะก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำเพื่อใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ หรือธนาคารน้ำ จำนวน 5 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 2.7 หมื่นลูกบาศก์เมตร และพัฒนาบึงสาธารณะเป็นแก้มลิงจำนวน 5 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 2.9 แสนลูกบาศก์เมตร 7.ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สถานีเรดาร์ตรวจฝน 3 แห่ง ประกอบด้วย เรดาร์เขตหนองจอก เขตหนองแขม และเขตหนองบอน

8.ตรวจสอบความพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ทั้งหมด 1,593 เครื่อง (ใช้งานได้ 1,443 เครื่อง อยู่ระหว่างซ่อม 57 เครื่อง รอยุบสภาพ 93 เครื่อง และในปีงบประมาณ 2561 จะซื้อใหม่อีก 47 เครื่อง 9.ติดตั้งเรือผลักดันน้ำ 37 ลำ (มีทั้งหมด 75 ลำ) 10.หน่วยบริการเร่งด่วน กทม. รวม 108 หน่วย เจ้าหน้าที่ 700 คน 11.เตรียมวัสดุ อุปกรณ์เพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ กระสอบทราย 3.6 ล้านใบ รถเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ 17 คัน และ 12.ควบคุมระดับน้ำในคลองให้คงที่ -0.50 ถึง -0.80 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

“ต้องยอมรับว่าปัญหาน้ำท่วมส่วนหนึ่งเกิดจากฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ของ กทม.มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยถนนที่ต่ำที่สุดคือถนนรามคำแหง หากไม่มีบ่อสูบหรือคันกั้นน้ำ ลำพังน้ำในเจ้าพระยาก็ล้นเข้ามาอยู่แล้ว จึงต้องใช้อุโมงค์ระบายน้ำจากจุดต่ำสุดมาออกที่แม่น้ำ ฉะนั้น กทม.จึงต้องอาศัยทุกมาตรการทำงานประสานกันเพื่อป้องกันน้ำท่วมน้ำ กทม. และชี้วัดด้วยการระบายน้ำที่ต้องเร็วกว่าปี 2561 ให้ได้” จักกพันธุ์ กล่าว

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวอีกว่า ด้านการแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชนให้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำฝนอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง จะมีศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ (สนน.) ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่ตรวจวัดได้จากหน่วยงานภายนอก ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (มหาดไทย) ทหาร (กลาโหม) และจังหวัดรอยต่อ กทม.

จากนั้นนำข้อมูลส่งต่อให้ผู้บริหารและหน่วยงานทุกสำนักของ กทม. หน่วยปฏิบัติการภาคสนาม พร้อมด้วยกระจายข่าวสารไปยังสื่อมวลชน และประชาชน ทุกช่องทางสื่อสารโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ กทม. ที่สำคัญประชาชนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 02-248-5115

จักกพันธุ์ กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตเตรียมความพร้อมในจุดต่างๆ ทั้งจุดอ่อนน้ำท่วมและจุดเฝ้าระวัง โดยหากพื้นที่ใดไม่สามารถแก้ปัญหาแบบถาวรได้ ให้ดำเนินการดูแลพื้นที่แบบชั่วคราว ทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ทำระบบระบายน้ำสำรองรูปแบบต่างๆ

ในปัจจุบันยังคงมีจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังจำนวน 17 จุด ได้แก่ 1.ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์หลักสี่ (หน้า สน.บางเขน) 2.ถนนแจ้งวัฒนะ จากคลองประปาถึงคลองเปรมประชากร 3.ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ 4.ถนนพหลโยธินบริเวณหน้าตลาดอมรพันธุ์และแยกเกษตรศาสตร์ 5.ถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน 6.ถนนราชวิถี บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยสวนดุสิตและเชิงสะพานกรุงธน 7.ถนนพญาไทบริเวณหน้ากรมปศุสัตว์  8.ถนนศรีอยุธยา บริเวณหน้า สน.พญาไท 9.ถนนเจริญกรุง ช่วงจากถนนแปลงนามถึงแยกหมอมี

10.ถนนเยาวราชฝั่งเหนือ ช่วงจากถนนทรงสวัสดิ์ถึงถนนราชวงศ์ 11.ถนนจันทน์ ช่วงจากซอยบำเพ็ญกุศลถึงที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา 12.ถนนสวนพลู ช่วงถนนสาทรใต้ถึงถนนนางลิ้นจี่ 13.ถนนสาธุประดิษฐ์ บริเวณแยกถนนจันทน์ 14.ถนนสุวินทวงศ์ ช่วงคลองสามวาถึงคลองแสนแสบ 15.ถนนเพชรเกษม ช่วงจากคลองทวีวัฒนาถึงคลองราชมนตรี

16.ซอยถนนหมู่บ้านเศรษฐกิจ จากถนนเพชรเกษมถึงวงเวียนกาญจนาภิเษก 17.ถนนบางขุนเทียนชายทะเล ช่วงจากถนนพระรามที่ 2 ถึงคลองสะแกงาม ในจุดดังกล่าวหากเกิดฝนตกปริมาณเกินกว่า 60 มิลลิเมตร มักประสบกับปัญหาน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกเขตเตรียมความพร้อมเร่งระบายน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม โดยตรวจสอบเป็นระยะ เพื่อทำให้ระยะเวลาสำหรับการระบายน้ำไม่เกิน 1 ชั่วโมง

สำหรับความกังวลของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แนวโครงการเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง กลัวว่าจะเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขัง ทาง กทม.เห็นถึงปัญหาเรื่องนี้จึงประสานงานร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เจ้าของโครงการอย่างใกล้ชิด ที่มีการสร้างตอม่อสถานี ส่งผลกระทบต่อระบบท่อระบายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กทม.จึงทำข้อตกลงให้การรถไฟฟ้าฯ ว่า ต้องทำท่อระบายน้ำชั่วคราวให้กลับมาเชื่อมต่อระบบท่อหลักให้ได้เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง

ปรับทัพสู้สุเทพ มั่นใจพื้นที่ภาคใต้เป็นของ ปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552476

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

ปรับทัพสู้สุเทพ มั่นใจพื้นที่ภาคใต้เป็นของ ปชป.

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ขุนพลประชาธิปัตย์ภาคใต้ มั่นใจเลือกตั้งครั้งหน้า ปชป.จะยังรักษาพื้นที่ไว้ได้ทั้งหมด แม้ “สุเทพ” ตั้งพรรค

***************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของ “ประชาธิปัตย์” กับการยืนหยัดรักษาฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังสั่นคลอนจาก “คู่แข่ง” อย่าง กปปส. ถึงขั้นทำให้แกนนำออกมายอมรับว่า “หนักใจ” กับการต้องถูกแบ่งฐานคะแนนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

อีกฝั่งหนึ่งปรากฏการณ์ “กลุ่มวาดะห์”ก้าวออกจากพรรคเพื่อไทย มาฟอร์มทีมพรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ย่อมทำให้ประชาธิปัตย์ไม่อาจประมาท

ในฐานะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินสถานการณ์ว่า เป็นเรื่องธรรมดา และเหมือนกับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งประชา ธิปัตย์มีคู่แข่งทุกครั้งเพียงแต่เปลี่ยนหน้ากันไป สมัยก่อนก็พรรคพลังธรรม ความหวังใหม่ ชาติไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย

ทั้งนี้ หลายคนวิตกตรงที่ประชาชนส่วนหนึ่งจะไปสนับสนุนพรรคที่แกนนำ กปปส.สนับสนุนเพราะเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งพรรค แต่เป็นสิทธิที่จะไปสนับสนุนพรรคการเมือง ดังนั้น ต้องยอมรับว่าคนที่หนุนประชาธิปัตย์ ส่วนหนึ่งก็คือ กปปส. พอเขามีพรรคหลักหรือพรรคที่จะสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง

“เราก็อาจเสียมวลชนได้บางส่วน​ แต่ประเมินว่าไม่ถึงขั้นทำให้เราต้องพ่ายแพ้ เว้นแต่แพ้ก็เป็นเพราะบุคลิกส่วนตัวของ สส.ในพื้นที่นั้น เป็นเรื่องของบางคนที่ไม่ติดพื้นที่ ไม่เยี่ยมเยียนประชาชน เลือกตั้งเสร็จแล้วหายหน้า​อย่างนี้ก็อาจแพ้ได้”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า คะแนนที่จะเสียไปอาจจะอยู่ที่เขตละ 4,000-5,000 หรือเต็มที่ก็ไม่เกิน 1 หมื่น ซึ่งไม่ใช่คะแนนที่เยอะถึงขั้นจะทำให้ กปปส.ได้รับเลือกตั้ง แต่เขาก็อาจจะสะสมคะแนนเหล่านี้เพื่อหวังจะได้เป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อ แต่ สส.เขตก็ไม่ได้หวังขนาดนั้น

สำหรับ​ประเด็น สส.ที่อาจไม่ลงพื้นที่ตรงนี้ ทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษา ได้กำชับมาตลอดว่าต้องดูแลพื้นที่ โดยให้ ​สส.สำนึกว่าเราชนะเลือกตั้งมาโดยไม่ต้องซื้อเสียง ดังนั้นบุญคุณต้องตอบแทนตลอดชีวิต ต้องลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียนเขา มีการมีงานต้องไปตลอด ​ส่วนใครทำได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล​

ทุกวันนี้คำเปรียบเปรยที่ว่า “ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งก็ชนะ” อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้วหรือไม่ นิพิฏฐ์ มองว่า ประชาธิปัตย์ตระหนักเรื่องนี้มาตลอด สส.ถึงต้องให้เกียรติ เข้าถึงประชาชน เข้าถึงพื้นที่ สส.ต้องอยู่พื้นที่ตลอด ​

อย่างไรก็ตาม อาจมี สส.บางคนที่ถนัดอยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เมื่อมาลง สส.เขตแล้วไม่ถนัด ดังนั้น เวลาที่ต้องมีการแข่งขันเข้มข้นในพื้นที่ก็จะกลายเป็นปัญหา ดังนั้น หากมีปัญหามาก​ก็อาจต้องปรับแผนขยับคนเหล่านี้ไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ และเอาคนที่ขยัน เป็นที่รักในพื้นที่มาลงระบบเขตแทน

“ท่านก็ต้องเลือกเอาว่า ลง สส.เขตแล้วเสี่ยงสอบตก กับการไปขึ้นบัญชีรายชื่อแล้วมีโอกาสได้ จะเลือกแบบไหน ท่านจะต้องเลือก ต้องตัดสินใจเอง เรื่องประเด็นการลงบัญชีรายชื่อ ลงเขต นี้ไม่น่าจะเป็นประเด็นให้เกิดปัญหาเกิดรอยร้าวในพรรคแต่อย่างไร”​

ยิ่งระบบเลือกตั้งใหม่มี​การกำหนดให้ทำ “ไพรมารีโหวต” ​ก็จะต้องให้สมาชิกพรรคเลือกกันรอบแรกก่อน ซึ่งตรงนี้จะมีผลกับ สส.ที่ไม่ลงพื้นที่ แล้วมีคนอื่นที่เป็นสมาชิกแต่ลงพื้นที่มากกว่า ก็ต้องมาลงแข่งกัน หากคนที่ลงพื้นที่ต่อเนื่องก็ไม่น่าจะเป็นห่วง ซึ่งกฎหมายเป็นอย่างนั้นและถือเป็นข้อดี

นิพิฏฐ์​ มองว่า ​สำหรับระบบเลือกตั้งให้มีเขตเดียว สส.เขตเป็นหลัก ไม่สามารถเลือกเฉพาะบัญชีรายชื่อได้ อีกด้านหนึ่งจึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบ เพราะบางพรรคที่ต้องการส่งผู้สมัครเพราะหวังว่าจะได้เสียงไม่กี่พันในพื้นที่เพื่อรวมแล้วไปได้ที่นั่งจากบัญชีรายชื่อก็ไม่ง่าย

ทั้งนี้ การจะไปบอกชาวบ้านว่าไม่ได้หวังเป็น สส.เขต แต่ขอเสียงสัก 2,000-3,000 เพื่อหวังรวมให้ได้บัญชีรายชื่อนั้น อีกด้านหนึ่งชาวบ้านก็บอกว่าจะไปเลือกทำไม เพราะเลือกไปก็ไม่ได้เป็น สส.เสียดายคะแนนเปล่าๆ แถมคะแนนที่ลงไปเป็นบัญชีรายชื่อไปรวมแล้วได้ สส.ที่อยู่ภาคอีสาน ภาคกลาง กทม.บางคนยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ถามถึงพื้นที่ “สุราษฎร์ธานี” ฐานของ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่ย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว ​นิพิฏฐ์ กล่าวว่า ความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ในสุราษฎร์ฯ ค่อนข้างแน่น เพราะท่านสุเทพทำพรรคไว้แน่นมาก ที่ผ่านมาก็บอกว่าออกจากพรรคไปแล้ว ประชาชนก็ไม่ต้องตามท่านไป

ดังนั้น ​ที่สุดแล้วคนสุราษฎร์ธานีก็ยังยึดติดกับพรรค ​ทำให้ประชาธิปัตย์ไม่น่าจะแพ้เลือกตั้ง ​และหากดูคะแนนการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่าพื้นที่ภาคใต้ ในส่วนของคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคจะสูงกว่าคะแนนของผู้สมัคร

อย่างไรก็ตาม พื้นที่สุราษฎร์ฯ​ อาจดูมีปัญหาและสุ่มเสี่ยงมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ก็ตาม ก็มีสองพื้นที่ของสุเทพและธานี เทือกสุบรรณ สองเขตที่คิดว่าเราจะต้องไปจัดระบบอะไรกันใหม่

ส่วนเรื่องการหาตัวผู้สมัครมาลงในพื้นที่แข่งนั้น นิพิฏฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์มีคนเข้าแถวต่อคิวยาวรออยู่แล้ว ไม่ใช่ปัญหา จากนี้ก็จะเลือกผู้ที่เหมาะสมและมีโอกาสชนะมากที่สุด

ถามถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นิพิฏฐ์​ กล่าวว่า ได้ไปพบกับอดีต สส.มาหมดแล้ว ไม่มีท่านใดประกาศจะไปอยู่กับพรรคอื่นๆ ส่วนที่เป็นกระแสข่าวว่าจะมีการย้ายพรรคตามที่ปรากฏในสื่อก็เป็นเพียงการคาดการณ์ โดยไม่มีการยืนยันว่าจะมีใครไปอยู่พรรคอื่น ​ซึ่งเวลานี้เหลือเพียงแค่ เจะอามิง โตะตาหยง ที่ยังไม่ยืนยันการเป็นสมาชิก แต่ก็ยังไม่ได้สอบถามถึงเหตุผล

ขณะที่กลุ่มวาดะห์นั้น ที่ผ่านมาเลือกตั้งแต่ละครั้งก็แข่งกับประชาธิปัตย์มาตลอดไม่น่ามีปัญหาอะไร ในส่วนของ 3 จังหวัดภาคใต้ 11 ที่นั่ง เลือกตั้งที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ได้มา 9 ที่นั่ง เสียเพียงแค่ 2 ที่นั่งให้กับพรรคมาตุภูมิและภูมิใจไทยเท่านั้น

“เรากังวลแนวร่วม กปปส.มากกว่าเพราะมีฐานเสียงในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ไม่น้อย ​อีกทั้งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่พิเศษที่ประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งไม่เยอะ เพียงแค่หลักพันหรือหลักหมื่น แต่จังหวัดอื่นเราชนะ 5-6 หมื่น ​ถึงจะหายไปเป็นหมื่นไม่ทำให้เราเสียพื้นที่ แต่ 3 จังหวัดเราชนะหลักพันหรือไม่กี่พัน ถ้าแนวร่วมส่วนหนึ่งหันหลังไปอยู่พรรคอื่นจึงเป็นเรื่องน่ากังวลมากกว่า”

นิพิฏฐ์ อธิบายว่า ในส่วนของพื้นที่ จ.สตูล ที่เคยเสียที่นั่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขณะนี้มีการพูดคุยกับคนที่ชนะเดิมซึ่งต้องการย้ายมาประชาธิปัตย์ เพราะจะทำให้การเป็นผู้แทนง่ายขึ้นหากมาอยู่กับประชาธิปัตย์ ​ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีการดูด ​เพราะ​เดิมเขาอยากอยู่ประชาธิปัตย์ ไม่มีที่ว่าง คราวนี้ก็น่าจะคุยกันได้ระดับหนึ่ง แต่คงต้องใช้เวลา

ในแง่นโยบายที่ผ่านมาอาจถูกโจมตีว่าประชา ธิปัตย์สมัยเป็นรัฐบาลไม่ได้ดูแลพื้นที่ภาคใต้เท่าไหร่นัก นิพิฏฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมากกว่า​ ซึ่งก็ทำงานตรวจสอบถ่วงดุลเสียงข้างมาก ปกป้องผลประโยชน์ให้คนใต้มาตลอด

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลช่วงเวลาสั้นๆ แม้จะไม่ยาวเหมือนพรรคอื่น แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจดี สมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สินค้าราคาเกษตรสูงสุด ซึ่งไม่มีใครทำได้ ทั้ง ยาง ปาล์ม ส่วนที่หลายคนบอกว่าดวงดีก็ว่ากันไป แต่ส่วนเรื่อง อื่นๆ ที่ทำได้ไม่เยอะเพราะเป็นรัฐบาลได้ไม่นาน ​

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เล่าให้ฟังว่า ได้ให้การบ้านอดีต สส.ทุกคนไปทำนโยบายส่วนจังหวัดของตัวเอง ว่าจะทำอะไร สตูล นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา พัทลุง ฯลฯ แต่ละจังหวัดจะมีนโยบายอะไรบ้าง ​เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ​

ยกตัวอย่างเช่น ​บางจังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ชายทะเลมีปัญหา ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ทำถนน แหล่งท่องเที่ยว ​เลนจักรยาน ​รถไฟจากสุราษฎร์ฯ ไปภูเก็ต ผ่านพังงา ต้องเกิด หรือระบบโมโนเรลที่หาดใหญ่ รถไฟฟ้า ทางยกระดับแก้ปัญหาจราจรที่ภูเก็ต ศูนย์ประชุมแห่งชาติรองรับการสัมมนา ผลักดันการใช้ปาล์มไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นโยบายแต่ละจังหวัดเหล่านี้ก็จะไปใช้สำหรับบอกรัฐบาลว่าหากเป็นรัฐบาล หรือเป็น สส.ในสภาจะทำอะไรบ้างให้เกิดขึ้นในจังหวัดนั้น

ถามว่าประชาธิปัตย์คาดหวังแค่ไหนกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในส่วนของพื้นที่ภาคใต้​ นิพิฏฐ์​ กล่าวว่า ถ้า สส.ไม่แตกแถวไปอยู่พรรคอื่น เลือกตั้งครั้งนี้เราน่าจะได้มากกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งครั้งที่แล้วภาพรวม 52 ที่นั่ง ได้มา 49 ที่นั่ง เสียไป 3 ที่นั่ง เผลอๆ ครั้งหน้าเราอาจได้หมด

ฉาวซ้ำพระผู้ใหญ่วัดดัง เสพเมถุนนัวเนียสีกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552356

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 08:16 น.

ฉาวซ้ำพระผู้ใหญ่วัดดัง เสพเมถุนนัวเนียสีกา

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

         เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงติดตามพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร 2 พระผู้ใหญ่ที่ถูกออกหมายจับคดีทุจริตเงินทอนวัด แต่หลบหนีจากการจับกุมไปก่อน โดยยังเชื่อว่ายังอยู่ในประเทศไม่ได้เดินทางไปสิงคโปร์ตามที่เป็นข่าวพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยว่า อยากให้พระทั้งสองรูปมามอบตัวเพราะเคยมีคุณงามความดี ทั้งนี้  ในการตรวจค้นวัดทั้ง 3 แห่ง เมื่อวานนี้พบหลักฐานอื่นๆ ด้วย มีทั้งที่ไม่เหมาะสมกับสมณเพศ แต่ไม่ขอเปิดเผยเพราะอยู่ระหว่างพิจารณาว่าต้องนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหรือไม่

แหล่งข่าวในชุดสืบสวนเปิดเผยว่า จากการทำคดีทุจริตเงินทอนวัดมานานกว่า 3 เดือน พบว่า อดีตพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่ถูกออกหมายจับครั้งล่าสุดนอกจากมีการทุจริตเงินทอนวัดแล้วยังมีพฤติกรรมเสพเมถุนเข้าข่ายอาบัติปาราชิกด้วย เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับสีกาคนหนึ่งปัจจุบันอายุประมาณ 50 ปี ชุดสืบสวนจึงได้เชิญตัวมาสอบปากคำ หญิงคนดังกล่าวให้การว่าเมื่อ 2-3 ปีก่อน ได้ประกอบอาชีพเป็นหมอนวดแผนโบราณในสถานบริการแห่งหนึ่ง

จากนั้นได้มีพนักงานในสถานบริการนวดแผนโบราณแนะนำให้รู้จักกับพระผู้ใหญ่คนดังกล่าว แต่ช่วงนั้นหญิงหมอนวดคนนี้ไม่ทราบว่าเป็นพระ เนื่องจากสวมชุดซาฟารีมาหาในสถานบริการและสวมหมวกแก๊ปโดยเรียกแทนตัวเองว่า “เฮีย” ก่อนที่จะเข้าห้องไปนวดกันหลายครั้งต่อเนื่องหลายวันในช่วงกลางคืนก่อนที่ชายคนนี้จะขอมีเพศสัมพันธ์ในสถานบริการ เพื่อแลกกับเงิน 3 หมื่นบาท ซึ่งหมอนวดคนนี้ก็ยินยอมเพราะครอบครัวมีปัญหา

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลังการมีเพศสัมพันธ์กันแต่ละครั้งพระผู้ใหญ่รูปนี้จะจ่ายเงินตอบแทนให้ครั้งละ 2-3 หมื่นบาท ช่วงหลังหญิงคนนี้เริ่มสงสัยในพฤติกรรมของ “เฮีย” เพราะการมาพบกันแต่ละครั้งชายคนนี้เหมือนจะหลบๆ ซ่อนๆ จนกระทั่งวันหนึ่งพระผู้ใหญ่รูปดังกล่าวก็ยอมบอกกับหญิงหมอนวดว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์แต่แอบออกจาก วัดมา ซึ่งหมอนวดก็ให้การด้วยว่าตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก แต่พระผู้ใหญ่รูปนี้ก็เสนอเงินเดือนให้แลกกับการไม่ต้องทำอาชีพหมอนวด โดยจ่ายเบื้องต้นให้เดือนละ 3 หมื่นบาท และมีค่าใช้จ่าย อื่นๆ ให้อีก นอกจากนี้ยังได้ส่งให้ไปเรียนเสริมสวยและเปิดร้านเสริมสวยให้ด้วย ทั้งนี้ ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนเสริมสวยที่หมอนวดดังกล่าวอ้างถึงก็พบว่ามีชื่อเคยเรียนอยู่จริงตรงกับคำให้การทุกประการ

มีรายงานว่าระหว่างให้การหมอนวดได้ร้องไห้ตลอดเวลา โดยระบุว่า หลังจากเข้าเรียนที่โรงเรียนเสริมสวยแล้วพระผู้ใหญ่รูปนี้ก็ให้ลูกศิษย์ชายคนสนิทพาตนไปพบในกุฏิภายในวัด โดยก่อนเข้าจะดูลาดเลาในช่วงที่ไม่มีใครเห็นหลายครั้งทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน โดยในแต่ละวันที่เข้าไปพบพระผู้ใหญ่รูปนี้จะให้บีบนวดให้ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กันภายในวัด

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า บางครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กันนั้นทางวัดอยู่ระหว่างจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น เดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ ทั้งนี้ในบางวันที่หญิงรายดังกล่าวไม่มีโอกาสเข้าไปหาพระรูปนี้ก็จะโทรศัพท์มาหาและพูดจาชักชวนให้เล่น “เซ็กซ์โฟน” อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ราวปีที่ผ่านมาพระผู้ใหญ่รูปได้พยายามตีตัวออกห่างไม่ให้เข้าพบและหลบหน้า ต่อมาตนจึงรู้ว่าพระผู้ใหญ่ที่ตนหลงรักไปแล้วไปมีหญิงอื่นและยังมีผู้หญิงอีกหลายคนด้วยแต่ก็ยังติดต่อกันบ้างตามโอกาส

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นอกจากพระผู้ใหญ่รูปนี้แล้ว พระผู้ใหญ่อีก 2 รูปที่ถูกออกหมายจับในครั้งนี้ก็มีความสนิทสนมกับสีกามากเกินความจำเป็นและบางครั้งเต็มไปด้วยพิรุธ อย่างเช่น พระรูปหนึ่งนอกจากจะมีการถ่ายเทเงินให้กับสีกาแล้วยังมีการเดินทางไปต่างประเทศด้วยกันปีละกว่า 10 ครั้ง แต่ละครั้งแม้ว่าจะมีบุคคลอื่นติดตามไปด้วย แต่เมื่อตรวจสอบที่นั่งโดยสารย้อนหลังแล้วพบว่านั่งเคียงข้างกันเสมอ นอกจากนี้ยังมีการเข้าพบหากันสองต่อสองในยามวิกาลอีกด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับพระโดยเฉพาะพระผู้ใหญ่ระดับที่เป็นผู้บริหารวัด ในขณะที่พระผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งที่มีพฤติกรรมไม่ต่างกันมีการเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันกับสีการูปงามอดีตข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งและยังเข้าพบหากันในตอนกลางคืนหรืออยู่ด้วยกันสองต่อสองเสมอ

มีรายงานด้วยว่า การเข้าตรวจค้นกุฏิพระผู้ใหญ่หลังหนึ่งที่ถูกออกหมายจับ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นพบแผ่นวีซีดีหนังลามกอนาจารจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกุฏิด้วย

รูด’ม่านชีวิต’พุทธะอิสระ พระนักเคลื่อนไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552354

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 07:58 น.

รูด'ม่านชีวิต'พุทธะอิสระ พระนักเคลื่อนไหว

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ชีวิตชั่วข้ามคืนของ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือที่คุ้นเคยกันในนามว่า พระพุทธะอิสระ หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เมื่อโชคชะตาเล่นตลกโดนอาญาแผ่นดินเล่นงานเป็นผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจร ที่การ์ด กปปส. ร่วมกันทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาลได้รับบาดเจ็บสาหัส และคดีปลอมพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ลงองค์พระเครื่องนาคปรกอุดปรอท ถูกคุมเข้าเรือนจำหมดอิสรภาพ

อดีตพระพุทธะอิสระเติบโตที่กรุงเทพมหานคร เกิดวันที่ 1 ม.ค. 2499 เป็นบุตรของ ชมภู และอัมพร ทองประเสริฐ อุปสมบทครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย กทม. จากนั้นได้สึกไปรับราชการทหาร และอุปสมบทอีกครั้งที่ จ.พัทลุง เมื่อปี 2526 มีฉายาว่า “พระสุวิทย์ ธมฺมธีโร” เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดอ้อน้อย จากที่ดินบริจาคตั้งแต่ปี 2532 และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย

เมื่อปี 2538 ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะตำบลห้วยขวาง แทนเจ้าคณะรูปเดิมที่มรณภาพไปเมื่อปี 2542 ก่อนที่อดีตพระสุวิทย์ ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง พร้อมกับสึกและอุปสมบทใหม่ เมื่อเดือน ต.ค. 2544 มีฉายาใหม่ว่า “พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม”

ส่วนชีวิตโลดโผนทางการเมืองนั้น อดีตพระพุทธะอิสระถือเป็นแกนนำคนสำคัญของ กปปส. ถือเป็นบุคคลที่เรียกความฮือฮาทางการชุมนุมได้เสมอ แม้ว่าจะทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันหนักมากในเรื่องของความเหมาะสม เนื่องจากเป็น “พระสงฆ์” เช่น การพาผู้ชุมนุมเข้าไปล้อมสำนักงานเขตหลักสี่ ปักหลักนำหมอนมุ้งไปกางนอนขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ให้เกิดขึ้น เข้ายึดพื้นที่ถนนและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จน ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเข้ามาเจรจาขอเปิดทางให้ข้าราชการเข้าไปทำงาน สุดท้ายก็ต้องหอบหมอนมานอนกับผู้ชุมนุมตามเงื่อนไขของอดีตพระพุทธะอิสระ

รวมถึงกรณีที่พาผู้ชุมนุมบุกไปยังโรงแรมเอสซีปาร์ค หลังจองห้องพรรคไว้ 10 ห้อง แต่ทางโรงแรมปฏิเสธให้เข้าพัก แม้ว่าจะมีใบจองเป็นหลักฐานแสดงการจองที่พัก ทำให้ทางอดีตพระรูปนี้ไม่พอใจเรียกค่าเสียหายกว่า 1.2 แสนบาท วีรกรรมของอดีตพระพุทธะอิสระเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมอย่างมากมาย จนในที่สุดเหตุการณ์การเมืองกลับตาลปัตร ขั้วทหารเข้ายึดอำนาจทำรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ส่งผลให้การชุมนุมของ กปปส.ทุกเวทีจึงเริ่มยุติลง

แม้ว่าหน้าที่แกนนำม็อบผู้ชุมนุมจะยุติลง แต่อดีตพระพุทธะอิสระก็ยังเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ อยู่เป็นระยะ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง วิจารณ์แวดวงสงฆ์ การถูกดำเนินคดีต่างๆ ในข้อหากบฏระหว่างชุมนุม แฉพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นบริบทชีวิตของอดีตพระพุทธะอิสระ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตของพระรูปนี้ได้เคยสัมผัสมา

สำหรับการจับกุมที่เกิดขึ้นยังทิ้งคำถามไว้ไม่น้อย เนื่องจากอดีตพระพุทธะอิสระถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างหมดท่าถึงเตียงนอนภายในวัด ทำให้คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับอดีตพระพุทธะอิสระ เนื่องจากยอมสลัดจีวรมาลุยเส้นทางการเมืองใช้ชีวิตเป็นม็อบ ออกโรงร่วมขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ในช่วงปี 2556-2557 จนนำมาซึ่งเหตุการณ์ “รัฐประหาร” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปัจจุบัน

แล้วทุกครั้งที่รัฐบาลถูกโจมตีหรือโดนครหาจากนักการเมือง อดีตพระพุทธะอิสระออกมาปกป้องเปิดหน้าชนตลอด สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันสุดแรง ผนวกกับความสัมพันธ์ที่ตอกย้ำความเป็น ลูกศิษย์คนสนิทกับอาจารย์ที่เคารพนับถือ กับพี่น้อง 3 ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อภาพถ่ายถูกเผยแพร่ไปทั่วทุกสื่อ มีอดีตพระพุทธะอิสระถ่ายภาพหมู่ร่วมกันในงานพิธีอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังลงนะแผ่นทองที่หน้าผากของ 3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์เสริมความเป็นสิริมงคล

ที่ผ่านมาพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ครบทีมตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และอดีต ผบ.ทบ. พล.อ. อนุพงษ์ อดีต ผบ.ทบ และ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ยังเคยมาเป็นประธานเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” และยกองค์ฐานองค์พระขึ้นประดิษฐาน ที่วัดอ้อน้อย ตามคำเชิญของอดีตพระพุทธะอิสระด้วย

การจัดระเบียบวงการผ้าเหลืองดำเนินการมานานแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด หนำซ้ำที่ผ่านมาพระเถระชั้นใหญ่ได้ประกาศชัดเจนแล้วถึงการจัดระเบียบสงฆ์ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย สอดรับกันที่เมื่อไม่นานมานี้ กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) มีคำสั่งระบุชัดเจนว่า จะดำเนินการปราบปรามต่อพระสงฆ์ที่ปฏิบัตินอกรีตกว่า 100 รูป โดยทางตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลรายละเอียดของพระเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนใหญ่มีความผิด เช่น พระสงฆ์ที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การปลุกระดมต่างๆ กลุ่มพระที่อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งอื่นๆ ออกมาต่อเนื่อง เช่น การให้ตำรวจทั่วประเทศตรวจสอบวัด สำนักสงฆ์ หรือสำนักปฏิบัติธรรม และตรวจสอบพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม เพื่อคัดกรองบุคลากรในพระพุทธศาสนา

ปิดฉากชีวิตพระนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคงเหลือไว้แต่ความทรงจำ ในเมื่อโชคชะตาฟ้าลิขิตมาแบบนี้คงไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงและอยู่กับปัจจุบันต่อไป

กฎหมาย สว.ผ่านฉลุยทุกฝ่ายแฮปปี้ลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552272

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 10:04 น.

กฎหมาย สว.ผ่านฉลุยทุกฝ่ายแฮปปี้ลุยเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้ โล่งอกกันถ้วนหน้าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 23 พ.ค.

เหตุผลสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าร่างกฎหมาย สว.ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญอยู่ที่การเห็นว่าบทบัญญัติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขใน 3 ประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การให้สมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคล การไม่ใช้ระบบการเลือกไขว้และจัดกลุ่ม สว.เหลือเพียง 10 กลุ่มจากทั้งหมด 20 กลุ่ม อยู่ในบทเฉพาะกาล และมีระยะเวลาบังคับใช้เพียงชั่วคราวเป็นเวลา 5 ปีเท่านั้น จึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

“ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนได้ทำความเห็นส่วนตัวเป็นหนังสือ พร้อมแถลงวาจาต่อที่ประชุม และที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 91, 92, 93, 94, 95, 96 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล ใช้บังคับในวาระเริ่มแรกเท่านั้น ทั้งยังเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 จึงไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ” สาระสำคัญของการแถลงจากศาลรัฐธรรมนูญ

นับว่า สนช.พ้นปากเหวไปอีกครั้ง เนื่องจากเดิมที สนช.พยายามจะเอากระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง สว.ที่ตัวเองต้องการนั้นไปใส่ไว้ในบทหลักของกฎหมายไม่ใช่แค่เอาไว้ในบทเฉพาะกาลอย่างที่เห็น แต่เมื่อเสียงกระแสต่อต้านและแรงกดดันจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มากขึ้น จึงต้องยอมถอยหนึ่งก้าวด้วยการนำบรรจุไว้ในบทเฉพาะกาล มิเช่นนั้นแล้วผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ออกมาในรูปนี้ก็เป็นได้

ลองนึกดูว่าหากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นอย่างที่ออกมาเมื่อวันที่ 23 พ.ค. การเมืองไทยในวันนี้จะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองอีกครั้ง เนื่องจากต้องนำกฎหมายให้ สนช.แก้ไข และมีความเป็นไปได้ที่กติกาอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอีก ซึ่งจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีกสักระยะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อศาลตัดสินออกมาแบบนี้ ย่อมนำมาซึ่งความสุขและสมหวังของทุกฝ่าย

1.พรรคการเมือง ย่อมรู้สึกว่าการเลือกตั้งกำลังเข้าใกล้ไปอีกหนึ่งก้าว พอสัญญาณชัดเจนมากขึ้น พรรค การเมืองจะสามารถกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อลงสนามเลือกตั้งได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พรรค การเมืองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง หากต้องกลับเข้ามาสู่อำนาจอีกครั้ง การเมืองที่เคยจะเล่นนอกสภาก็จะกลับเข้ามาในสภาเพื่อสู้กับทหารในสนามที่นักการเมืองและนักเลือกตั้งถนัด

2.คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้ด้านหนึ่งจะดูเหมือนว่า เมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้วจะทำให้ คสช.ไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วอาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.เองก็อยากลงเลือกตั้งไม่แพ้กัน เพราะสถานการณ์ ในตอนนี้ตัวเองได้เปรียบฝ่ายอื่น ทั้งในเรื่องของอำนาจและบารมีทางการเมือง เหลือแต่เพียงเรื่องคะแนนความนิยมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะสามารถซื้อใจประชาชนได้แค่ไหนก่อนถึงวันลงสนาม

คสช.เองก็รู้ถึงโจทย์ข้อนี้ ถึงได้ลงพื้นที่ต่างจังหวัดแบบถี่ยิบทั้งในรูปแบบของการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและการตรวจราชการ พร้อมกับอัดงบประมาณไทยนิยมและประชารัฐลงไปมากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ซึ่งจะว่าไปก็เหมือนกับช่วงปลายของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ประเคนงบประมาณเพื่อทำโครงการประชานิยมช่วงโค้งสุดท้ายก่อนประกาศวันเลือกตั้ง

นอกจากนี้ กลุ่มภาคประชาชน ที่เรียกร้องให้การเลือกตั้งก็จะหมดเงื่อนไขในการออกมาชุมนุมกดดัน คสช.ไปอีกระดับหนึ่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลและ คสช.ได้รับออกซิเจนตาม ที่ตัวเองต้องการเพิ่มขึ้นเพื่อหาเสียงเลือกตั้งทางตรงและทางอ้อมต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเดินหน้าก็จริง แต่ต้องไม่ลืมว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและมีนัดตัดสินกันในวันที่ 30 พ.ค.

เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่ สนช.แก้ไขนั้นก็มีเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นของการให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งบางฝ่ายมองว่า อาจขัดต่อหลักการที่ว่าด้วยการเลือกตั้งที่ต้องเป็นการลงคะแนนลับ

ถึงบางฝ่ายรวมไปถึง กรธ.จะเห็นเป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามองไปถึงแนวทางและทิศทางของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ สนช.ได้แก้ไขแล้ว จะพบว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักในทำนองว่าการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจโดยชอบธรรมของ สนช.

ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ผลของคำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายน่าจะมีผลออกมาในลักษณะไม่แตกต่างกัน

ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่เลือกตั้ง เงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งกำลังสลายไปทีละข้อ ทุกฝ่ายตอบรับ เว้นแต่ คสช.จะเกิดเปลี่ยนใจและกลืนน้ำลายลูกผู้ชายขออยู่ในอำนาจต่อไป