เปิดปูม ‘ท่านเจ้าคุณ’ พันคดีทุจริตเงินทอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552249

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 06:34 น.

เปิดปูม 'ท่านเจ้าคุณ' พันคดีทุจริตเงินทอน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เช้ามืดของวันที่ 24 พ.ค. 2561 วงการพระสงฆ์ของเมืองไทยก็ถึงคราวสะเทือน

กำลังของกองปราบปรามเข้าควบคุมตัวพระชั้นผู้ใหญ่ของเมืองไทยรวม 3 รูป คือ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ขณะที่อีกส่วนก็เข้าจับกุมพระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ สองพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ทั้ง 3 รูปถูกตั้งข้อหาคดีอาญาทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนวัดปริยัติธรรม และยังมีพระเถระอีก 2 รูปที่ถูกออกหมายจับด้วยแต่หลบหนี

ก่อนหน้าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เข้าแจ้งความกับกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ให้เอาผิดพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่รวม 5 รูป ในความผิดทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของพระสงฆ์ สามเณร หรือเงินโรงเรียนวัดปริยัติธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของคดีเงินทอนวัด ที่ พศ.ตรวจสอบอยู่ข้อหาที่พระชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้ต้องเผชิญ คือ นำเงินของแผ่นดินมาทุจริตหาประโยชน์ส่วนตัวเข้าข่ายฟอกเงิน

ประวัติของพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป ล้วนมีชื่อในหมู่สงฆ์และประชาชนทั่วไป

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) หรือ เจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ในวัย 62 ปี กับอีก 41 พรรษา ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีถือเป็นหนึ่งในกรรมการ มส.ที่ถูกออกหมายจับครั้งนี้ ซึ่งตำรวจได้พบบัญชีเงินฝากของพระพรหมสิทธิถึง 10 บัญชี จำนวนเงิน 132 ล้านบาท

เส้นทางพระสงฆ์ของพระพรหมสิทธิก็โดดเด่นไม่น้อย นอกจากเป็นกรรมการ มส.แล้ว ยังมีศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ฝ่ายมหานิกาย มีอาวุโสอยู่ที่ลำดับ 7 ในการเลื่อนขึ้นเป็นพระชั้นสมเด็จในอนาคต ที่สำคัญก่อนนำไปสู่ความผิดนี้ พระพรหมสิทธิยังเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ที่สำนักเรียนวัดสระเกศฯ ด้วย

ที่สำคัญพระพรหมสิทธิเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่ไว้วางใจของพระมหาเถระหลายรูป เช่น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จนได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ มส.เมื่อปี 2558

อีกรูปที่ถูกออกหมายจับแต่หายตัวไป  คือ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี)  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ปัจจุบันอายุ 77 ปี หรือ 57 พรรษา และยังดำรงกรรมการ มส. ทั้งนี้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พระพรหมเมธีออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับพระสงฆ์บ่อยครั้งต่อสาธารณะ ทั้งการแนะนำรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสงฆ์และถูกมองว่ามีความสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย

พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ชื่อจริงคือ เอื้อน  กลิ่นสาลี ที่ปัจจุบันมีอายุ 72 ปี เข้าสู่ ร่มกาสาวพัสตร์ได้ 52 พรรษา ที่วัดมหาพล พื้นเพเป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา นอกเหนือจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามพระยา วัดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร พระพรหมดิลกยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

พระพรมดิลกสามารถสอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อปี 2523 ก่อนลัดฟ้าไปเรียนต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย กระทั่งสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดในปี 2529 และกลับมาสู่ประเทศไทยจำวัดที่วัดสามพระยาในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก่อนใช้เวลา 9 ปี เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ก่อนที่จะได้ตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานครเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

พระเมธีสุทธิกร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ปัจจุบันอายุ 47 ปี นามเดิม คือ สังคม สังฆะพัฒน์ ที่ผ่านมาเคยทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ นอกจากนี้ พระเมธีสุทธิกร มักจะออกบรรยายอยู่บ่อยครั้งให้กับพระสงฆ์วัดต่างๆ ในระดับทั้งเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการมอบความรู้เกี่ยวกับภัยที่คุกคามพระพุทธศาสนา รวมถึงมักได้รับโอกาสออกบรรยายให้กับพระธรรมทูตในต่างประเทศอยู่เป็นประจำเช่นกัน

พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ หรือที่ผู้ศรัทธามักจะเรียกหาว่า “เจ้าคุณเทอด” เข้าสู่สายธรรมบวชเป็นพระที่วัดสระเกศฯ โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์

พระวิจิตรธรรมาภรณ์นับเป็นพระนักบรรยาย มีหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเรียนจบระดับปริญญาโทด้านปรัชญาจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นอกจากนี้พระวิจิตรธรรมาภรณ์ยังถือได้ว่าโดดเด่นในด้านงานเขียน โดยเฉพาะผลงานรูปเล่มหนังสือ อาทิ ลูกผู้ชายต้องบวช หรือตำนานภูเขาทอง เป็นต้น

ข้อหาที่พระชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้ถูกตั้งข้อหา คือ การนำเงินของแผ่นดินมาทุจริตหาประโยชน์เข้าส่วนตัว

บรรยายภาพ – พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ),พระพรหมดิลก,พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี)

ปากท้องรากหญ้า…ร้องจ๊าก สารพัดสินค้าขยับราคาตามน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552134

  • วันที่ 24 พ.ค. 2561 เวลา 07:31 น.

ปากท้องรากหญ้า...ร้องจ๊าก สารพัดสินค้าขยับราคาตามน้ำมัน

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

การปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลกระทบตามมาแบบยกพวง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่นๆ ก็ขึ้นราคาตามติดมาในทันที ชาวบ้าน ร้านตลาด ผู้ประกอบการทุกหัวระแหง ต่างต้องเร่งปรับตัวรับมือ

ที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง ชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นครชัย 21 และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัยทัวร์ ผู้ประกอบการรถโดยสารรายใหญ่ใน จ.นครราชสีมา บอกว่า ได้ทำหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอลดเที่ยววิ่งลง 30% เพื่อลดภาระต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทไม่เคยทำมาก่อน ขณะนี้มีหลายบริษัทก็เริ่มทำหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอลดเที่ยววิ่งลงแล้วเช่นกัน

เกษตรกรก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน เจริญชัย ไตรกลิ่น อาชีพรับจ้างไถนา จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า ราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นเกือบลิตรละ 30 บาทแล้ว และมีทีท่าจะราคาขึ้นสูงไปอีกหรือราคาไม่นิ่ง ทำให้กลุ่มรับจ้างไถนาต้องปรับกลยุทธ์ จากเดิมคิดเหมาเป็นไร่ ทั้งค่าแรงและน้ำมัน 250 บาท/ไร่ ก็เปลี่ยนมาเป็นคิดค่าแรงไร่ละ 200 บาท ส่วนน้ำมันให้เจ้าของที่นารับผิดชอบเอง ซึ่งปกตินาปรัง 1 ไร่ จะใช้น้ำมันดีเซลสำหรับไถนา 2-3 ลิตร ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการตีตมเตรียมดิน สภาพนาลุ่ม นาดอน เนื้อดินแข็งมากน้อยเพียงใด ปริมาณตอซังข้าวหรือวัชพืช รวมถึงปริมาณน้ำที่ขังในท้องนามีจำนวนเท่าใด

ขณะที่ ทวี พันธุ์เสือ ชาวนาจาก อ.พระนครศรีอยุธยา ก็บอกว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะค่าน้ำมันมีทั้งการเตรียมดิน การสูบน้ำเข้านา รวมถึงรถเกี่ยวข้าว แต่ต้องรับสภาพให้ได้ เพราะว่าขึ้นกันแบบทั่วหน้า ต้องไปหาทางประหยัดจุดอื่น รวมถึงต้องหาทางเพิ่มผลผลิตให้ได้มากขึ้น และภาวนาให้ราคาข้าวเปลือกไม่ตกต่ำลงกว่านี้

ก๊าซหุงต้มก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อปากท้องชาวบ้าน โดยการปรับราคาในรอบนี้อยู่ที่ 9.8% สิ่งที่กังวลว่าจะเกิดตามมาคือการปรับราคาอาหารปรุงสำเร็จ

คำรณ พวงเงี่ยม เจ้าของร้านข้าวแกงคำรณ ย่านโรงเรียนเซนนิโกลาส อ.เมือง จ.พิษณุโลก บอกว่า รู้สึกตกใจอย่างมากเพราะจากวันวานราคาก๊าซถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ถังละ 425 บาท วันนี้ราคาขึ้นมา 450 บาท ทำให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการทำอาหาร แต่ก็ยังไม่ปรับราคาเป็นการช่วยเหลือลูกค้าไม่ให้เดือดร้อน แม้จะได้กำไรน้อยลงแต่ก็ยังพออยู่ได้

แม้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มอย่างร้านจำหน่ายอาหารจะยังพอตั้งรับ ตรึงสถานการณ์มิให้ส่งผลกระทบ แต่สำหรับผู้จำหน่ายก๊าซหุงต้ม พวกเขากลับมีภาระที่หนักมากขึ้น

“กำไรการขายต่อถังไม่ได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยถังละ 45-50 บาท แต่เป็นต้นทุนที่ต้องเพิ่มในฐานของการจ่ายภาษีของร้าน ขณะที่ต้นทุนของร้านก๊าซก็มีมาก ลูกจ้างของร้าน 4 คน ก็ต้องปรับค่าแรงให้เป็นวันละ 400 บาท จากเดิมวันละ 300 บาท เพราะงานหนัก และภาวะค่าครองชีพ สินค้าของกินทุกอย่างเพิ่มขึ้นหมด จะให้ลูกจ้าง 300 บาท ลูกจ้างก็อยู่ไม่ได้” จิรวดี วงชัย เจ้าร้านชมบุญการค้า 3 ผู้จำหน่ายก๊าซหุงต้มย่านถนนพระองค์ดำ อ.เมือง จ.พิษณุโลก บอกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

จิรวดี บอกอีกว่า ในฐานะผู้ขาย อยากให้ภาครัฐแจ้งทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นราคา เพราะตั้งแต่หลังสงกรานต์มา ราคาก๊าซหุงต้มปรับขึ้นมาตลอดรวม 7 ครั้งแล้ว เฉพาะเดือน พ.ค.เพียงเดือนเดียว ปรับขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง ล่าสุดวันที่22 พ.ค. ที่ปรับมากที่สุดกิโลกรัมละประมาณ 1.60 บาท หรือเฉลี่ยขึ้นถังละประมาณ 25 บาท ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐ กระทรวงพลังงาน ไม่เคยแจ้งให้ร้านค้าปลีกทราบเลย

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น มีทีท่าจะขยับราคาตามขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะราคาวัตถุดิบต่างๆ ได้ทยอยปรับราคากันแล้ว

แม่ค้าจำหน่ายผักสดในตลาดสดเทศบาลเมืองพิจิตร จ.พิจิตร รายหนึ่งบอกว่า ราคาพืชผัก ผลไม้ได้ปรับราคาสูงขึ้นแล้ว 10-20% จากผลกระทบน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง เช่น ผักชีรับมากิโลกรัมละ 150 บาท ขายปลีกราคา 200 บาท พริกชี้ฟ้าต้นทุนกิโลกรัมละ 70 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท แตงกวาเดิมราคากิโลกรัมละ 130 บาท ขณะนี้ขยับราคาขึ้นกิโลกรัมละ 250 บาท ช่วงนี้เศรษฐกิจย่ำแย่มากๆ ราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคก็มาซื้อน้อยลง สู้กับราคาต้นทุนแทบจะไม่ไหว

ขณะที่ สุบิน รักดอกกลาง เกษตรกรผู้ปลูกพริก ต.ดอนมู่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ยอมรับว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าจ้างรถขนส่งนำพริกไปจำหน่ายที่ตลาดภายในตัวจังหวัด ซึ่งมีระยะทางไป-กลับเกือบ 100 กิโลเมตร ขยับสูงขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

นี่คือเสียงสะท้อนจากส่วนหนึ่งของปากท้องชาวบ้านรากหญ้า ในภาวะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงกระทบค่าครองชีพในภาวะเศรษฐกิจซบเซา

ชาวบ้านระทม สิ่งแวดล้อมเน่า ทุนจีนทะลัก ปล่อยขยะซุกเขตอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552026

  • วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 06:16 น.

ชาวบ้านระทม สิ่งแวดล้อมเน่า ทุนจีนทะลัก ปล่อยขยะซุกเขตอีอีซี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ชาวบ้านในพื้นที่ ต.แปลงยาว อ. แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบมาร่วมปีจากโรงงานประกอบกิจการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท ดับบลิว เอ็ม ดี ไทย รีไซคลิ้ง เนื่องจากโรงงานได้หลอมตะกั่ว ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนมาตลอด แม้มีการร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เข้ามาแก้ไข แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบุกเข้าไปที่โรงงานเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา และดำเนินคดีกับเจ้าของโรงงาน 8 ข้อหา อาทิ นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการโดยไม่รับแจ้ง ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมการปล่อยของเสีย นำคนงานต่างด้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับส่งเรื่องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมให้ลงนามคำสั่งปิดโรงงานทันที

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 แจ้งผลการตรวจสอบกรณีกลิ่นเหม็นและน้ำเสียจากโรงงานดังกล่าวพบว่า โรงงานแห่งนี้ประกอบกิจการถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นำเข้าจากประเทศจีนเพื่อนำโลหะมาหลอมใช้ใหม่ ยังพบว่าเตาหลอมแผงวงจร ไม่ได้มาตรฐานอาจกระทบต่อพนักงาน ที่สำคัญสภาพแวดล้อมโรงงานไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ มีการกองชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไม่อยู่ในอาคารและไม่มีผ้าใบปกคลุม ไม่มีระบบระบายน้ำชะกองวัสดุ กองวัสดุที่ติดกับรั้วอยู่ในระดับสูงจนล้นรั้วสังกะสีทำให้บางส่วนหล่นออกไปนอกรั้ว

ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผล กระทบจากมลพิษทางอากาศและน้ำเสียของโรงงาน เช่น เวียนศีรษะจากกลิ่นเหม็นของเตาจนต้องเข้าโรงพยาบาล เด็กเล็กมีปัญหาผื่นคันที่ผิวหนัง

สมศรี วิเชียรชัย ชาวบ้าน อ. แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา สะท้อนความเดือดร้อนว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านต้องทนกลิ่นเหม็นจากการหลอมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์อย่างมาก แถมยังกองพวกขยะอิเล็กทรอนิกส์ไว้นอกอาคารโรงงานโดยไม่มีการคลุมอย่างถูกต้อง อีกทั้งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ซึ่งมีโรงงาน 3 แห่ง ตั้งใกล้เคียงกัน แต่ได้ใบอนุญาตแค่ 1 โรง ที่เหลือ 2 โรงยังไม่ได้ใบอนุญาต ซึ่งชาวบ้านไม่ต้องการให้ทางราชการออกใบอนุญาต เพราะได้รับความเดือดร้อน

สมศรี เล่าว่า เมื่อปีที่แล้ว โรงงานได้ทำข้อตกลงเอ็มโอยูกับชาวบ้านเพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่น ทำโรงเก็บขยะ และดับกลิ่นเหม็น แต่ปรากฏว่าก็ไม่ยอมทำจนถึงปัจจุบัน ตอนนี้กังวลมากเพราะชาวบ้านทำนา แต่น้ำเสียก็ไหลลงดินจึงกลัวว่าดินจะเสีย และเกรงว่าจะเจือปนกับพืชที่เราปลูก ที่ผ่านมาร้องเรียนมาตลอด แต่เรื่องก็ไม่คืบหน้า ซึ่งเจ้าของโรงงานเป็นนักลงทุนชาวจีน

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมขณะนี้พบว่า บริษัทบางแห่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบกิจการโรงงานผิดเจตนารมณ์การจัดตั้งเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 อาจมีการเอื้อประโยชน์ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ส่งผลทำให้มีการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลจากประเทศต่างๆ ที่มีศูนย์กลางที่ท่าเรือของเกาะฮ่องกง ขนมารวมกันเพื่อนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อเป็นวัตถุดิบ และอาจจะเป็นการประกอบกิจการโรงงานที่ผิดวัตถุประสงค์ตามที่ได้รับใบอนุญาต ร.ง.105 และ ร.ง.106 ตลอดจนยังพบข้อมูลอีกจะว่าเป็นนักลงทุนชาวจีนที่มาขออนุญาตประกอบกิจการ จึงส่งผลทำให้มีการ นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามาในไทย โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง สิ่งสุดท้ายเมื่อสิ้นสุดกระบวนการผลิตแล้วกากอุตสาหกรรมอันตรายว่าจะอยู่ในประเทศไทยเต็มไปหมด

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีนักลงทุนชาวจีนที่มาขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขต จ.ฉะเชิงเทรา สังเกตได้จากโรงงานประเภท ร.ง.105 และ ร.ง.106 ที่ได้ใบอนุญาตจำนวนมากใน จ.ฉะเชิงเทรา กว่า 15 ราย แต่มาจากชื่อผู้ขออนุญาตเพียงรายเดียวเท่านั้น โดยทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกใบอนุญาตรองรับให้กับนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก

“ประเทศจีนออกกฎหมายกำหนดไม่ให้มีการตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็ก ทรอนิกส์ในประเทศ จึงทำให้นักลงทุนชาวจีนต่างหลั่งไหลเข้าประเทศไทย เพื่อขนขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา ตอนนี้มีนักลงทุนจีนต้องการเปิดโรงงานเหล่านี้จำนวนมากโดยเข้ามาขอใบอนุญาตฯ จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม” แหล่งข่าวคนเดิม ระบุ

ขณะเดียวกัน การออกใบอนุญาตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ จากเดิมการส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีนี้ จะส่งเสริมใน 10 อุตสาหกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแบบสูงมากขึ้นโดยเฉพาะในเขต จ.ฉะเชิงเทรา จึงส่งผลให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์จาก ทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาในไทย ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ในประกอบธุรกิจในเขตอีอีซี

จากคนขายหวยผู้ไม่สนโลก สู่นักเคลื่อนไหวการเมืองจอมซ่า “เอกชัย หงส์กังวาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552009

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 17:58 น.

จากคนขายหวยผู้ไม่สนโลก สู่นักเคลื่อนไหวการเมืองจอมซ่า "เอกชัย หงส์กังวาน"

เปิดชีวิตและมุมมองลูกชายเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง สู่เส้นทางนักกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความถูกต้องและเป็นธรรม

——————————–

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

คอการเมืองและนักเคลื่อนไหวน่าจะคุ้นหน้า เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง ชายผู้กล้าสวมนาฬิกาหลายเรือนและพยายามนำไปมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งไปหายังทำเนียบรัฐบาล บ้านสี่เสาเทเวศน์ หรือแม้แต่บ้านพักของรองนายกฯ เอง แต่ไม่มีครั้งไหนสำเร็จเพราะถูกทหารตำรวจรวบตัวไว้ได้ก่อน

วันนี้โพสต์ทูเดย์บุกไปถึงบ้าน เอกชัย ในซอยลาดพร้าว 109 เพื่อนั่งพูดคุยในแบบเปิดกว้างไม่ใช่การปรับทัศนคติ ฟังเรื่องราวชีวิตและความคิดของนักกิจกรรมการเมืองผู้นี้ ซึ่งจะทำให้คุณรู้จักตัวเขามากกว่าแค่เป็นตัวป่วนหรือสีสันการเมืองเท่านั้น

พ่อค้าขายหวย สู่นักกิจกรรมการเมือง

เอกชัย มีชื่อเล่นว่า เอก ปัจจุบันอายุ 43 ปี เป็นคนกรุงเทพตั้งแต่เกิด ตอนเด็กบ้านอยู่เขตดินแดง พออายุ 8 ขวบ ครอบครัวย้ายบ้านมาอยู่ภายในซอยลาดพร้าว 109 ถึงปัจจุบัน พ่อประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง มีน้องสาวหนึ่งคน หลังพ่อเสียก็ออกจากบ้านมาพักอาศัยอยู่คนเดียวในตึกแถวหลังหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบ้านของครอบครัว

นักกิจกรรมการเมืองผู้นี้ บอกว่าชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด หลังเลิกเรียนก็กลับบ้านไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน ชีวิตการศึกษาเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด ทุกเทอมไม่เคยได้เกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 3 และยังเคยได้รางวัลนักเรียนดีเด่นตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วย

เขาเล่าว่าชีวิตหลังจบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก ก็ไม่ได้สานต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของพ่อเพราะมองว่าเป็นอาชีพที่ทำงานหนักและอยู่กับสิ่งสกปรก แต่ด้วยนิสัยชอบเรื่องการค้าจึงลองทำธุรกิจหลายอย่าง จนถึงปี พ.ศ.2546 สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้นำสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือ หวยบนดิน มานั่งขายตรงปากซอยลาดพร้าว 109 ช่วงนั้นเขารู้สึกชอบมากเพราะเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินได้งดงามและไม่เหนื่อย

“เรื่องการเมืองเมื่อก่อนผมไม่เคยคิดหรือสนใจเลย บ้านผมไม่เคยมีใครสนใจการเมือง ขนาดใครเป็นรัฐมนตรียังไม่รู้เรื่องเลย”

ทว่าจุดเปลี่ยนทำให้ผู้ไม่เคยสนใจการเมือง ออกมาร่วมชุมนุมครั้งแรกเกิดขึ้นช่วงปี 2549 หลัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทำรัฐประหาร ก่อนเปิดทางให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี  พล.อ.สุรยุทธ์ ได้สั่งยกเลิกหวยบนดิน ซึ่งเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้เขาในขณะนั้น กลายเป็นจุดสำคัญทำให้ชายผู้ไม่เคยสนเรื่องการเมืองออกมาร่วมชุมนุม

“รัฐบาลกับม็อบจะขัดแย้งอะไรผมไม่เคยสนใจ แต่ทำไมต้องยกเลิกหวยบนดิน ทำประชาชนเดือนร้อน หลังจากนั้นจึงเริ่มออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้ค้าหวยบนดิน ที่หน้ากองสลากฯ ถนนราชดำเนิน เมื่อชุมนุมเสร็จใกล้ๆกันมีม็อบกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จัดเวทีตรงท้องสนามหลวง ก็ลองไปร่วมฟัง จากนั้นจึงรู้สึกชอบการเมืองมากขึ้น แต่เน้นเป็นผู้ร่วมฟังมากกว่า”

อุปกรณ์ขายหวยบนดินที่เคยสร้างรายได้งามให้เอกชัย

 

เอกชัย ติดตามการเมืองเรื่อยมา และถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 112 กรณีจำหน่ายซีดีสารคดีการเมืองไทยที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ของประเทศออสเตรเลีย และเอกสารวิกิลีกส์ จนถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2556 ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน เมื่อพ้นโทษออกมาช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 ก็ได้รวมตัวกับเพื่อนตั้งสมาคมเพื่อเพื่อน ในการช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง

ปัจจุบันเบื้องหลังภาพ เอกชัย ร่วมทำกิจกรรมทางการเมือง เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติประเทศอเมริกา ส่วนวิธีผ่อนคลาย คือ การดูหนัง เล่นอินเตอร์เน็ต ทำกับข้าว แต่ไม่ค่อยชอบออกไปเที่ยวไหน

 

ต้องปลุกสังคม ไม่งั้นเรื่องเงียบ

ชีวิตของนักกิจกรรมการเมืองคนนี้ เคยต้องโทษ 1 ครั้ง ถูกรวบตัวไปปรับทัศนคติไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ปัจจุบันยังมีคดีค้างในชั้นพนักงานสอบสวนอีก 3 คดี (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานโพสต์ลามกอนาจาร คดีชุมนุมตรงสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ และหน้ากองทัพบก) ถึงอย่างไรแม้เขาถูกจับมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังไม่หยุดเดินหน้าทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

เอกชัย บอกว่าหลังพ้นโทษออกมาเริ่มเคลื่อนไหวจริงจังช่วงหมุดคณะราษฎรหาย ตอนนั้นโพสต์เฟซบุ๊กว่าจะไปยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลตามหาเจ้าของหมุดอันใหม่ แต่ไม่ทันได้ไปเช้าวันรุ่งขึ้นทหารก็มาเต็มหน้าบ้าน กิจกรรมต่อมาคือการเคลื่อนไหวหวังยื่นฎีกาขอให้ปลด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากการเป็นนายกฯ แต่ก็ไม่สำเร็จ

ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมได้รู้จัก คือการออกมาเคลื่อนไหวประเด็นนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากเห็นว่าขณะนั้นหลังมีผู้ไปยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบประเด็นดังกล่าว กระแสสังคมเริ่มเงียบ เลยหาวิธีทำให้สังคมสนใจ โดยนำลูกเล่นต่างๆมาทำกิจกรรม เช่น มอบนาฬิกาส่วนตัวมูลค่า 3-4 พันบาทให้ พล.อ.ประวิตร จุดธูป 36 ดอก สีซอเพลงบุพเพสันนิวาส หรือแม้แต่ส่งการ์ดเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ไปร่วมกิจกรรม

“ไม่ต้องการให้เรื่องมันเงียบแบบไม่มีอะไร เหมือนทุกข่าวที่เคยเกิดขึ้น ผมคิดว่ามันไม่ถูก คุณว่าคนอื่นเขาทุจริต แต่พอคุณทุจริตเอง ก็พยายามข่มขู่คุกคามคนอื่น นี่จึงทำให้ผมคิดว่าจะไม่เลิก”

หลายมุขที่เอกชัยนำมาใช้อิงจากกระแสสังคมเพื่อให้มีความน่าสนใจ แต่หัวใจหลักการเคลื่อนไหว เอกชัยบอกว่า เน้นทำคนเดียว ไม่เน้นปลุกม็อบ เพราะหากระดมคนออกมาอาจเข้าข่ายกระทำความผิดและถูกดำเนินคดีได้ง่าย จึงต้องพยายามเลี่ยงกฎหมายเพื่อไม่ให้ถูกจับ

“เรื่องนาฬิกา ถ้าไปเคลื่อนไหวบอกให้ ประวิตร ออกไป อาจถูกกล่าวหาว่าเล่นการเมือง แต่ถ้าใช้มุขกลับกัน ไม่ได้พูดตรงๆ แต่เอานาฬิกาไปมอบให้ เจ้าหน้าที่ก็ตั้งข้อหาไม่ได้แล้ว เหมือนไม่กี่วันก่อนที่นำบัตรเชิญไปมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ก็ไม่ได้ยุยง ต่างกับกรณีพรรคเพื่อไทยแถลงและถูกตั้งข้อหา ดังนั้นต้องพยายามเลี่ยงกฎหมาย แต่ต้องได้ผล”

ถามว่าคิดอย่างไรกรณีคนมองเป็นสีสันหรือตัวป่วนทางการเมือง เอกชัย บอกว่าเรื่องนี้แล้วแต่คนมอง หากเป็นคนที่เข้าใจและชอบคงไม่ว่าอะไร

เมื่อถามย้ำว่าถูกเจ้าหน้าที่จับหลายครั้งยังจะเคลื่อนไหวต่อไปใช่หรือไม่ เอกชัย กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ใช่ ยังไงก็จะเคลื่อนไหวแบบนี้ต่อไป ไม่หยุด ยิ่งจับก็จะยิ่งพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่กลัว”

กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมือง

 

กระจายอำนาจ ยาแก้ปัญหาการเมืองไทย

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและโดยเฉพาะการทำหน้าที่ของนักการเมือง เป็นเหตุผลหลักที่รัฐบาล คสช.ใช้เป็นเหตุผลในการเดินเข้ามาบริหารประเทศ

เอกชัย บอกว่าหลายคนอาจมองว่าสังคมมีแต่นักการเมืองเลว แต่ตนคิดตรงข้ามเพราะมีทั้งดีและเลว เหมือนในคุกคนภายนอกมักมองว่ามีแต่คนเลว แต่พอได้เข้าไปสัมผัสทำให้รู้ว่า คุกไม่ได้มีแต่คนเลว หลายคนมีปัญหาหรือถูกใส่ร้ายจึงต้องเข้าไป ไม่อยากให้สังคมเหมารวมว่า นักการเมืองเลวหมด ในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบได้ทุกสิ่ง

“จริงอยู่นักการเมืองบางส่วนเลว แต่คุณอย่าเหมารวมว่าทั้งหมดต้องเลว ถ้าหากคุณต้องการเปลี่ยนแปลง ก็เอานักการเมืองไม่ดีออกไป แต่ไม่ใช่ใช้วิธีทหารเข้ามายึดอำนาจ และพอใครวิจารณ์ก็มักอ้างกฎหมายห้ามชุมนุม หรือห้ามเคลื่อนไหวอะไรเลย”

 

นักเคลื่อนไหววัย 43 ปี มองว่าประเทศไทยหลังปี 2549 ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองมากกว่าอดีต เพราะต้องการให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงและก้าวข้ามจากปัญหาวังวนเดิมๆ ตนเสนอว่าการปฏิรูประบบการเมือง ต้องทำให้เกิดการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลกลางมีหน้าที่ดูเฉพาะภาพรวมใหญ่ เช่น การทหาร ต่างประเทศ การเงิน ภาษี นอกนั้นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารในพื้นที่ของตนเอง เพราะเชื่อว่าคนท้องถิ่นจะช่วยกันพัฒนาบ้านเกิด ผิดกับการรวมอำนาจไว้ส่วนกลางกับคนเพียงกลุ่มเดียว ที่สุดท้ายจะเกิดศึกแย่งชิงอำนาจไม่จบไม่สิ้นเช่นนี้

“คสช.บอกว่า 4 ปีบ้านเมืองสงบปรองดอง จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร คุณเอาปืนไปกดเขายังไงก็ต้องสงบ แต่สภาพความเป็นจริงไม่ใช่ ในโซเชียลหลายกลุ่มยังมีปัญหากันอยู่เลย แม้หลังเลือกตั้งปัญหานี้ก็ไม่จบ ดังนั้นคุณต้องแยกและกระจายอำนาจออกมา”

“เรื่องทั่วไปอย่างตัดถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ไม่ควรนำไปผูกกับรัฐบาลกลาง แต่ควรเป็นอำนาจท้องถิ่น ทุกวันนี้หลายเรื่องทำไม่ได้ เพราะภาษีทั้งหมดเข้าส่วนกลาง หากท้องถิ่นจะทำอะไรต้องรอส่วนกลางอนุมัติ แต่ถ้าใช้วิธีให้งบท้องถิ่น 70% ส่วนกลาง30% จังหวัดต้องการพัฒนาอะไรก็ทำได้ทันทีไม่ต้องรอรัฐบาลกลาง”

เอกชัย เชื่อว่าผู้มีอำนาจเข้าใจดีถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งของสีเสื้อว่าไม่มีวันผสมกันได้ ดังนั้นทางแก้ไขปัญหาสำคัญ คือการกระจายอำนาจที่ในไม่ช้าผู้มีอำนาจไม่ว่าใครก็ต้องยอมรับเพราะมันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง

มหา’ลัยต้องทำให้เด็กอยากเรียน จบมาแล้วมีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551831

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 07:57 น.

มหา’ลัยต้องทำให้เด็กอยากเรียน จบมาแล้วมีงานทำ

2มุมมองจากนายกองค์การนักศึกษาจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ที่มองตรงกันว่ามหาวิทยาลัยต้องผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองต่อตลาดแรงงาน

****************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

โลกยุคปัจจุบันได้พัฒนาก้าวไกลทางเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ทุกวันนี้ไม่ว่าใครสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่สนใจเฉพาะทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วและตรงตามความต้องการ

กระทั่งเกิดเป็นค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีทัศนคติไม่พึ่งพาใบปริญญาอีกต่อไป เพราะถึงแม้ว่าไม่ต้องเรียนจบปริญญา ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้หลายมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่เช่นนั้นอาจถึงเวลาต้องปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีผู้สมัครเรียนในที่สุด

ณัฏฐสิต สิริธรรมานุวงค์ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ความต้องการบุคลากรเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นทุกมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าเด็กที่จบการศึกษาออกมาจะมีงานทำอย่างแน่นอน หากทุกมหาวิทยาลัยทำได้ก็จะแก้ปัญหาไม่มีผู้มาสมัครเรียนได้ ก็จะทำให้มหาวิทยาลัยคงอยู่ต่อไปได้

“รูปแบบการเรียนการสอนที่ควรปรับปรุง เช่น คณะบัญชีที่ผมกำลังเรียนอยู่ ทุกวันนี้เริ่มมีหลายช่องทางที่ให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานแทนนักบัญชี สะท้อนได้จากโพลผลสำรวจที่ออกมา ปรากฏว่าแนวโน้มอาชีพเสี่ยงตกงานหนึ่งในนั้นมีนักบัญชีรวมอยู่ด้วย สิ่งเหล่านี้สร้างความกังวลให้กับนิสิต นักศึกษาดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องค้นหาว่าจุดเด่นที่จะผลิตบุคลากรจบใหม่ให้มีความสามารถมากกว่าโปรแกรม หรือพัฒนาให้บุคลากรใช้งานโปรแกรมได้เหนือกว่า ก็จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำ” ณัฏฐสิต กล่าว

สำหรับอาจารย์ยุคใหม่ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน เริ่มที่เปลี่ยนมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ส่วนเนื้อหาการสอนขึ้นอยู่กับรูปแบบของอาจารย์แต่ละคนใช้เทคนิคสร้างความน่าสนใจได้อย่างไร อาจารย์แต่ละท่านต้องหาความแตกต่างของตัวเอง เพราะความรู้จำนวนมากที่อยู่ในกูเกิล หรือวิกิพีเดีย ตอบสนองความสงสัยได้ระดับหนึ่ง ฉะนั้นเนื้อหาที่อาจารย์มีดีกรีระดับปริญญาเอกควรจะต้องดีกว่าสิ่งที่มีอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ โดยเฉพาะผลงานวิจัยของแต่ละคนจะสะท้อนมุมมองต่อโลก หรือเพิ่มความสามารถในเรื่องนั้นๆ มาใช้สอนนิสิต นักศึกษา ต่อไปอีกด้วย

ณัฏฐสิต กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือมหาวิทยาลัยต้องทำให้เด็กระดับมัธยมศึกษาเกิดความชอบอยากเข้ามาเรียนรู้ในสาขาวิชานั้นๆ อย่ารอให้เด็กไม่รู้ทิศทางแล้วเข้ามาค้นหาตัวเอง ซึ่งเมื่อรู้ตัวอีกทีก็เสียเวลาไปมากแล้ว หากพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบในสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ เรื่องนี้หากมหาวิทยาลัยแห่งใดทำได้ก่อน เชื่อว่าจะหลุดพ้นปัญหาไม่มีผู้สมัครเรียนในบางสาขาวิชา ยิ่งไปกว่านั้นไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าหาบริษัทเอกชน หากสาขาวิชานั้นปรับปรุงนำหน้าความต้องการของเอกชน ในทางกลับกันบริษัทเอกชนจะวิ่งเข้าหาบุคลากรที่มีคุณภาพในรั้วมหาวิทยาลัยเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่านิยมของคนรุ่นใหม่บางส่วนไม่พึ่งพาใบปริญญาบัตรเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในชีวิต อยากรวยเร็ว เป็นความต้องการส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับความสามารถบริหารความเสี่ยงของตัวเองได้ ส่วนตัวคิดว่ามีเพียง 20-30% ที่จะไปถึงเส้นชัยได้จริง ยิ่งถ้าไม่พัฒนาตัวเองให้มีความรู้อาจจะไปไม่รอด ดังนั้นส่วนตัวมองว่าสังคมยังต้องการผู้ที่เรียนจบปริญญา มีองค์ความรู้ มีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม ก็จะเดินไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า

ศิริ เต็งไตรรัตน์ นายกองค์การนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทุกวันนี้อาจารย์หลายท่านเริ่มปรับตัวด้วยการสร้างรูปแบบการเรียนการสอนผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ เริ่มมีแบบทดสอบออนไลน์ เป็นการเพิ่มช่องทางการเรียนได้มากขึ้น แต่เรื่องนี้มีข้อเสียด้วย คือ ขาดการใส่ใจจากผู้สอน เพราะข้อดีของการสอนในรั้วมหาวิทยาลัยมีรายละเอียดของการสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนิสิต

ศิริ กล่าวอีกว่า อาจารย์ควรมีผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง โดยยึดหลักสร้างงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสังคมเป็นหลัก มากกว่าทำงานวิจัยเพื่อตอบสนองธุรกิจสตาร์ทอัพ ในส่วนของมหาวิทยาลัยต้องคิดถึงปลายทางของนิสิต นักศึกษาที่จะจบหลักสูตรออกมาต้องมีงานทำ ตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน เข้าไปเริ่มทำงานได้ทันที

“ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ เป็นการบริหารความเสี่ยงในชีวิตของแต่ละคน เพราะไม่ว่าจะมีหรือไม่มีใบปริญญา เราจะเห็นว่ามีทั้งประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จเช่นเดียวกัน แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่รับประกันความเสี่ยงในเส้นทางอาชีพ คือ ใบปริญญา เป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ผู้สำเร็จการเรียนออกมามีความพร้อมอย่างแท้จริง ย่อมเป็นการดีกว่าไม่มีสิ่งใดมายืนยันองค์ความรู้

…ส่วนตัวผมมองว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยช่วง 4 ปี กับค่าเทอมที่จ่ายไปยังคงคุ้มค่า เพราะมีเรื่องของการอยู่ร่วมกันในสังคม ทำกิจกรรม รวมถึงบางช่วงเวลาที่ต้องเสียสละเพื่อสังคม ปัจจัยเหล่านี้คือการเตรียมตัวก่อนออกไปสู่สังคมการทำงานในชีวิตจริง” ศิริ กล่าวทิ้งท้าย

ของจะเสีย… ถ้าคสช.คิดอยู่ต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551770

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

ของจะเสีย... ถ้าคสช.คิดอยู่ต่อ

“ไชยันต์ ไชยพร” คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ วิพากษ์อนาคต คสช. หลังครบ4 ปี บริบูรณ์ในการนั่งบริหารประเทศท่ามกลางปฏิบัติการสืบทอดอำนาจ ที่เริ่มเห็นเค้าลาง

***************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

22 พ.ค. 2561 จะครบ 4 ปีบริบูรณ์หลังการรัฐประหารของ​​คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ในวันที่คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังลดลง ​ท่ามกลางปฏิบัติการสืบทอดอำนาจ​ที่เริ่มเห็นเค้าลาง​ ​

ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกตัวว่าไม่เคยคาดหวังกับการทำรัฐประหารแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เยอะ หวังแค่ว่ารัฐประหารคือยุติเงื่อนไขความรุนแรงและจะเริ่มต้นกันใหม่

อย่างไรก็ตาม 4 ปีที่ผ่านมาในแง่ความสงบเรียบร้อยถือว่าสอบผ่าน เพราะสถาบันทหารมีหน้าที่รักษาความมั่นคง มีบุคลากร เครื่องมือ ซึ่งเป็นงานถนัดจนป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่สภาพที่ทางวิชาการเรียก “รัฐผุเสื่อม” หรือ “รัฐล้มเหลว” และยุติเงื่อนไขความรุนแรงที่เป็นมาก่อน 22 พ.ค. 2557

ต่อมามีความพยายามจัดระเบียบสังคม ในปี 2558 มีการออก พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ วางกรอบชัดเจนเรื่องการชุมนุม และกรอบสำหรับเจ้าหน้าที่ดูแลฝูงชนไปจนถึงเรื่องการจัดระเบียบ​อื่นๆ เช่น จัดระเบียบรถตู้ ไม่ให้มอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า ซึ่งเป็นความพยายามที่ทำได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นนิสัยของคนไทยเมื่อรัฐบาลหย่อนยานตรงไหนก็จะกลับมาอีก

รวมไปถึงเรื่องการปรับพื้นที่แถวคลองถม จัดระเบียบชายหาด แก้ปัญหาลอตเตอรี่ซึ่งเมื่อมีปัญหาตามมาก็แก้ไขเป็นขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนดีขึ้นจากที่เคยมีปัญหาก่อน 22 พ.ค. 2557 ไปจนถึงการปราบทุจริต คอร์รัปชั่น ​ใช้มาตรา 44 ไป สั่งการดูแลเรื่องนี้ แม้บางรายจะพบว่าไม่มีความผิด แต่ไม่ทราบว่าข้าราชการเหล่านั้นได้รับการคืนความยุติธรรมมากแค่ไหน

“กรณีเงินคนจนที่ขอนแก่น ซึ่งน้องแบมออกมาเปิดโปง ถ้าประเด็นดังกล่าวเกิดภายใต้รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง ไม่รู้ว่าเขาจะกล้ารายงานหรือไม่ เพราะความเข้าใจของคนทั่วไปมักเข้าใจว่า​ ข้าราชการมักผูกกับนักการเมือง เมื่อร้องเรียนไปก็อาจเคลียร์กันจบ​ แต่การที่คนกล้าร้องเรียนน่าจะเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์​ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการจริงจังแก้ปัญหานี้เรื่องนี้เป็นเรื่องจิตวิทยาที่ทำให้คนมีความมั่นใจ”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าห่วงคือข้อกังขาของบรรดาทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นที่เคลือบแคลงว่าการตรวจสอบจะสามารถ​เดินหน้าไปได้แค่ไหน เมื่อเลขาฯ ป.ป.ช.ก็เป็นคนใกล้ชิดกับบิ๊กทหารรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

สำหรับภารกิจปฏิรูปที่ถือเป็นงานสำคัญนั้น อาจารย์ไชยันต์ มองว่า น่าจะทำได้ดีกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ความคาดหวังของประชาชนต้องได้ผลรวดเร็วทันใจ ขณะที่การปฏิรูปเป็นรื่องของการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่างจากปฏิวัติที่จะถอนรากถอนโคนด้วยการใช้กำลังรุนแรง ล้างบางกันหมด แล้วค่อยๆ สร้างขึ้นมาใหม่

​“ปฏิรูปผมยืนยันว่าต้องใช้เวลา และการปฏิรูปต้องเริ่มจากการออกกฎหมาย หรือแก้กฎหมายก่อน เพราะฉะนั้นที่ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย ศ.เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์​ อุวรรณโณ บอกว่าการปฏิรูป 4 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรเพราะมีแต่กระดาษนั้น ผมคิดว่ามันต้องเริ่มต้นจากกระดาษ คือกฎหมายที่เป็นเรื่องสำคัญ แปลกใจที่ท่านเป็นนักกฎหมายเองแท้ๆ ท่านน่าจะเข้าใจว่าทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นจากมีกฎหมาย”

ศ.ไชยันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปนอกจาก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ก็คือกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและมรดก แม้จำนวนของมรดกหรือพื้นที่การเก็บภาษีที่เพิ่มนั้นอาจไม่เป็นไปตามเป้าขนาดหนัก ซึ่งต้องการลดความเหลื่อมล้ำของการสะสมทรัพย์สมบัติ ส่งผ่านรุ่นต่อรุ่นก็ตาม

ขณะที่เรื่องการแก้ปัญหาตลาดของป้าขวานทุบรถ ถ้าเป็นรัฐบาลที่ไม่อยู่สถานะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดการแก้ปัญหาอาจจะยืดเยื้อ ป้าอาจไม่กล้าใช้ขวานหรือเปล่าเพราะรัฐบาลหรือนักการเมืองก็อาจเกรงใจตลาด ร้านค้า หรือกรณี พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ที่ความเด็ดขาดทำให้คนที่อยู่ในเครือข่ายความเป็นเจ้าพ่อต้องสงบไป

“ปฏิรูปบางทีไปคิดปฏิรูปใหญ่ ไกลตัวคน ชาวบ้านก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าปฏิรูปจุดเล็กๆ แต่กระทบคนจำนวนมาก ก็จะเกิดความรู้สึกได้ เช่น การปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีติดกล้องจับคนผิดกรณีเปลี่ยนเลน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการปฏิรูปหรือนโยบายที่มีมานานแล้ว แต่จะเห็นว่า 2-3 วัน มีการออกใบสั่งแสนกว่าคน น่าจะมีการต่อยอดติดกล้องทางม้าลายใครไม่จอดก็ปรับ”

ถามว่าประเมินผลงานตลอด ​4 ปีที่​มีโอกาสที่รัฐประหารครั้งนี้จะ “เสียของ” ไหม อาจารย์ไชยันต์ กล่าวว่า ​“ผมว่าไม่เสียของ แต่ของจะเสียถ้าคิดจะอยู่ต่อไป”

ในแง่กฎหมายที่ทำให้ต้องเลื่อนเลือกตั้งก็มีน้ำหนัก ซึ่งมีปัญหาจริงๆ จนเกิดการเห็นแย้งระหว่าง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ความชอบธรรมที่คสช.จะอยู่ได้ก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งให้แน่นอน

อาจารย์ไชยันต์ ประเมินว่า ​มีอีกแนวคิดว่าเป็นไปได้ไหม ที่ คสช.​กำลังมองว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึก มีอารมณ์ความรู้สึกของความเหลื่อมล้ำ จน คสช.​อาจคิดถึงตัวแบบสมัย รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คืออยู่ในอำนาจ 8 ปี สร้างอีสเทิร์นซีบอร์ด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ ทำให้การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

“ถ้าคิดแบบนี้ ผมก็มีข้อติง พล.อ.เปรม ต่างกับ พล.อ.ประยุทธ์​ ตรง พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นผู้นำทำการรัฐประหาร การทำรัฐประหารครั้งสุดท้ายก่อน พล.อ.เปรม ขึ้นมาเป็นนายกฯ คือวันที่ 20 ต.ค. 2520 นำโดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หลังเป็นนายกฯ จนปี 2523 เกิดปัญหา พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ลาออก และ พล.อ.เปรม ก็ขึ้นมาเป็นนายกฯ ไม่ได้มีภาพการสืบทอดอำนาจ”

ขณะที่ภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ คือการสืบทอดอำนาจเห็นๆ ยกเว้นรัฐบาล คสช.ปล่อยให้มีการเลือกตั้งเป็นไปแบบธรรมชาติ ไม่ตั้งพรรคนอมินี และหลังเลือกตั้งนักการเมืองในสภาตกลงกันไม่ได้ จำเป็นต้องปลดล็อก เอาคนนอกมา ภาพการสืบอำนาจจะเบาลงเยอะ

ในส่วนของกระแส “ดูด” อดีต สส.ไปร่วมเสริมทัพให้พรรคทหารนั้น อาจารย์ไชยันต์ เห็นว่า ไม่น่าเป็นเรื่องของการต่อรองตำแหน่งในอนาคต คิดง่ายๆ ถ้าพรรคพลังชล ซึ่งมี 2 คนไปร่วมรัฐบาล ถ้ามีการตกลงตัวเลขว่าอนาคตพลังชลจะได้ 2 เก้าอี้ ตามตัวเลข 7 ที่นั่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเลือกตั้งจริงได้มากกว่าหรือน้อยกว่านั้น ดีลก็ต้องเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการจัดงบประมาณลงจังหวัดต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นข้อผูกมัด ให้นักการเมืองเหล่านี้รักษาสัญญา

กรณีของ สนธยา และ อิทธิพล คุณปลื้ม ​ที่ถูกดึงไปมีตำแหน่งในรัฐบาลเวลานี้ เขาจะอยากเลือกตั้งไหม เขาจะต้องไปใช้งบประมาณหาเสียงให้ได้มามีเก้าอี้หรือไม่ เพราะตอนนี้เขามีเก้าอี้อยู่แล้ว หรือเขาอยากอยู่ยาวๆ ตอนนี้มากกว่าหรือไม่

การไปดึงคนจากพรรคต่างๆ จึงอาจเป็นเค้าลางการโยนหินถามทางว่าเอารัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ ซึ่งอาจจะเกิดก่อนหรือหลังเลือกตั้งได้หมด ​

อาจารย์ไชยันต์ วิเคราะห์ว่า การที่รัฐบาล คสช.อยู่ในอำนาจมาได้นานถึง 4 ปี เพราะเพนดูลัมหรือแรงเหวี่ยงทางการเมือง ซึ่งคนเกลียดความไม่สงบช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงเหวี่ยงกลับมาให้อำนาจกลุ่มบุคคลที่ดูแลความสงบได้ ไม่ใช่อยู่ได้เพราะนโยบายหรือผลงาน

ถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกับการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ของพล.อ.ประยุทธ์ อาจารย์ไชยันต์มองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะเลือกตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยน่าจะมาที่หนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์​เป็นที่สอง ซึ่งมองทางเลือกถ้า พล.อ.ประยุทธ์ กล้าได้กล้าเสียก็ไปอยู่ในลิสต์ 3 รายชื่อที่เสนอเป็นนายกฯ ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ถ้าได้รับคะแนนจากประชาชนเยอะก็กลับมาแบบชอบธรรม

“ถ้าไม่ได้คะแนนเยอะก็ตอบแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรกลับมา ​แม้แต่ในฐานะนายกฯ คนนอกด้วยซ้ำ ดังนั้นโอกาสยาก อย่างนายกฯ คนนอกก็ต้องใช้เสียงในสภา 250 เสียงเพื่อปลดล็อก ซึ่งจะนำไปสู่การต่อรองว่าจะได้อะไรแลกกับการร่วมเข้าชื่อ”

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดทางตันไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ​และใน​รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าจะต้องจัดตั้งรัฐบาลภายในกี่วัน หากยืดเยื้อไปก็อาจต้องกลับไปมองที่รัฐธรรมนูญมาตรา 5 หรือที่เป็นมาตรา 7 เดิมในรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นการใช้ประเพณีการปกครองของไทย

หากจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ทางออกก็มีสองทาง คือยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่ปัญหาคือใครจะไปทูลเกล้าฯ ขอยุบสภา​ เพราะที่ผ่านมานายกฯ มาจากการเลือกตั้งเป็นคนทูลเกล้าฯ หากนายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไปขอยุบสภา สส.ที่มาจากการเลือกตั้งเขาจะยอมหรือไม่ สอง ให้ทูลเกล้าฯ เสนอชื่อคนที่ได้คะแนนสูงสุดแม้ไม่ถึง 376 เสียง ให้แต่งตั้งเป็นนายกฯ ​เสียงข้างน้อย ซึ่งประเทศอังกฤษเคยเกิดขึ้น

ศ.ไชยันต์​ มองว่า ส่วนตัวอยากเห็นสองพรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจับมือจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถ้าทำได้ความปรองดองการเมืองได้เริ่มเกิดขึ้น เมื่อสองพรรคที่เป็นคู่ขัดแย้งรุนแรงได้จับมือกัน นักปลุกระดมมวลชนก็จะไม่มีงานทำ การเมืองก็จะเดินหน้าไปได้ และเป็นสูตรที่สวยที่สุดสำหรับการคืนสู่ประชาธิปไตย​

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้​ถ้าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งมีโอกาสเป็นว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงออกว่าไม่เอาพวกเผาบ้านเผาเมือง ไม่อยู่ใต้คำสั่งตระกูลชินวัตร ดามาพงศ์​ วงศ์สวัสดิ์ หรือฝั่งประชาธิปัตย์ หากเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจไม่ได้การยอมรับจากเสื้อแดง แต่ถ้าเป็น ชวน หลีกภัย ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น

ศ.ไชยันต์ แสดงความเป็นห่วงว่า สิ่งต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นชนวนให้เกิดความวุ่นวายรุนแรง​ก็คือ 1.ต้องเปิดให้การหาเสียงมีความเป็นธรรม ถ้าฝ่ายรัฐบาลใช้ประโยชน์จากการเป็นรัฐบาลสร้างความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งเกิดขึ้นแน่ 2.ผลการเลือกตั้ง กระบวนการหาเสียง ต้องเป็นที่ยอมรับ การเลือกตั้งต้อง “ฟรี” และ “แฟร์” ไม่เช่นนั้นจะกลับมาขัดแย้งใหญ่แน่นอน และใครก็เอาไม่อยู่ด้วย

เจาะขุมทรัพย์มหาศาล “ตลาดใหม่ดอนเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551760

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 07:28 น.

เจาะขุมทรัพย์มหาศาล "ตลาดใหม่ดอนเมือง"

คดีความที่ พ.ต.ท.สันธนะ กำลังเผชิญ จึงเป็นบทพิสูจน์ในหลายด้าน ทั้งการเก็บผลประโยชน์ และการเป็นผู้มีอิทธิพล แต่ก็ยังแฝงด้วยข้อสงสัยว่า อาจเป็นเกมยึดผลประโยชน์ในตลาดแห่งนี้

*******************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ใครหลายคนทราบว่าตลาดใหม่ดอนเมือง ในนามบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง ได้ถูก พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยเข้าตรวจค้นร้านค้า หลังพบเป็นแหล่งผลิตเครื่องสำอาง-อาหารเสริมผิดกฎหมายจำนวนมาก

ตลาดแอร์พอร์ต หรือ “ตลาดใหม่ดอนเมือง” ภายใต้การบริหารงานของบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง ทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ หลังจากมีการเช่าทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว ทางตลาดใหม่ดอนเมือง ได้บริหารปล่อยเช่าช่วงต่อให้กับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย รวมแล้วประมาณ 500 ร้านค้า

โดยราคาเช่าแตกต่างกันออกไป แบ่งเป็นโซนตลาดแอร์พอร์ต อัตราค่าเช่าประมาณ 8,000-4.5 หมื่นบาท/เดือน ถัดมาโซนอาคารพาณิชย์ อัตราเฉลี่ยห้องละ 2 หมื่นบาท/เดือน ตลาดใหม่ดอนเมือง กำลังเป็นข่าวโด่งดังในขณะนี้

รู้หรือไม่ว่า เดิมตลาดนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้งเก่าแก่ของประชาชนในพื้นที่ย่านดอนเมืองและบริเวณใกล้เคียง แม้แต่เจ้เล้ง ยังเคยมาเช่าที่ตลาดแห่งนี้ค้าขายเช่นกัน ก่อนจะย้ายไปสร้างตึกใหญ่โตเป็นของตัวเอง อดีตหลายคนทราบดีว่าตลาดใหม่ดอนเมืองมีสินค้าพวกกระเป๋าเสื้อผ้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังๆ จำนวนมาก มีทั้งของแท้ของเทียมจำหน่ายผสมกันไป แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่กลายเป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริมจำนวนมาก สำหรับประเด็นการเก็บค่าส่วนกลาง หรือค่าคุ้มครองจากพ่อค้าแม่ค้า ที่มีข้อถกเถียงกันว่า ไม่ใช่ค่าคุ้มครองแต่เป็นค่าส่วนกลาง

ทั้งนี้ การเก็บค่าส่วนกลางจากร้านค้าเฉลี่ยประมาณ 3,000-4,000 บาท/เดือน จากร้านค้าทั้งหมด 500 ร้าน ถ้าคำนวณตัวเลขเงินสะพัดต่อเดือนจะมีรายได้ส่วนกลางตกประมาณ 1.5 ล้านบาท/เดือน หากรวม 1 ปี สามารถสร้างรายได้มหาศาลกว่า 18 ล้านบาท

ในทุกๆ เดือนกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจะรวมเงินกันส่งค่าส่วนกลาง หรือค่าคุ้มครอง ให้กับทีมงานของ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง โดยที่ไม่มีการมาเดินเก็บตามแผงร้านค้าต่างๆ แต่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจะรวมกลุ่มผู้ค้ากันเองประมาณ 10-20 ร้านค้า รวมเงินกันส่งให้ ส่วนเงินค่าส่วนกลางที่ได้รับไปนั้นทางตลาดใหม่ดอนเมืองได้อ้างว่าจะนำไปใช้เป็นค่าดูแลส่วนต่างๆ เช่น ทำความสะอาด รักษาความปลอดภัย จิปาถะ ฯลฯ

นอกจากนี้ ทีมงานในตลาดใหม่ดอนเมืองยังมีการแบ่งเงินจากส่วนกลางบางส่วนไว้สำหรับใช้ในการ “เคลียร์” บางหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าในตลาด

เช่นเดียวกับประเด็นการเข้ามาบริหารตลาดใหม่ดอนเมืองของ พ.ต.ท.สันธนะ นั้น เดิมทีตลาดแห่งนี้มีคนดูแลอยู่แล้วเป็นผู้ใหญ่อักษรย่อ ม. ทำหน้าที่เป็นคนคุมตลาดแห่งนี้มาก่อน อิทธิพลกว้างขวาง คนดอนเมืองรู้จักมักคุ้น เติบโตมากับธุรกิจสีเทาในพื้นที่และคนในพื้นที่รู้จักเป็นอย่างดี

กระทั่งต่อมาปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้นได้ปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ จนมีนโยบายกวาดล้างผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ ทำให้ผู้ใหญ่อักษรย่อ ม.หวาดหวั่นกับการกวาดล้างของทหาร จึงค่อยๆ ถอยหลังวางมือหยุดพักธุรกิจสีเทา เนื่องจากเกรงกลัวว่าจะเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลจนถูกดำเนินคดีติดร่างแหไป

ประมาณปี 2560 มีการเปลี่ยนแปลงดูแลตลาดใหม่ดอนเมือง โดยเปลี่ยนมือจากผู้ใหญ่อักษรย่อ ม. ผู้ดูแลตลาดใหม่ดอนเมืองคนเดิม มาเป็น พ.ต.ท.สันธนะ จนถึงปัจจุบันนี้ แต่ลูกน้องชุดทำงานยังคงเป็นชุดเดิมของผู้ใหญ่อักษรย่อ ม.ที่เข้ามาทำงานร่วมกันกับ พ.ต.ท.สันธนะ

ทว่าบทบาทสำคัญของ พ.ต.ท.สันธนะ คือผู้มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในตลาดแห่งนี้ไม่ให้ใครมากวนผู้ค้า

ที่สำคัญกว่านั้นยังเป็นตัวกลางคอยทำหน้าที่เคลียร์ปัญหาสารพัดทุกอย่าง ไม่ว่าใต้ดินหรือบนดิน เนื่องจากเป็นอดีตตำรวจชื่อชั้นไม่ธรรมดา มีพวกพ้องจำนวนมากอยู่ในวงการทหารตำรวจ

ผนวกกับสมัยที่ พ.ต.ท.สันธนะ เคยดำรงตำแหน่งรอง สว.สส.สน.ดอนเมือง การระแวงระวังต่างๆ ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ดอนเมือง พ.ต.ท.สันธนะ เหมือนนกรู้ เนื่องจากมีลูกน้องที่เคยทำงานร่วมกันยังเป็นตำรวจอยู่ในพื้นที่ และแน่นอนในฐานะอดีตนาย ลูกน้องยังเคารพนับถือเกรงใจช่วยเหลือพึ่งพากันอยู่

วันนี้คดีความ ข้อหาต่างๆ ที่ พ.ต.ท.สันธนะ กำลังเผชิญ จึงเป็นบทพิสูจน์ในหลายๆ ด้าน ทั้งการเก็บผลประโยชน์ และการเป็นผู้มีอิทธิพล

แต่ก็ยังแฝงด้วยข้อสงสัยจากหลายๆ ฝ่ายว่า อาจเป็นเกมเพื่อยึดผลประโยชน์ทั้งในตลาดแห่งนี้ และผลประโยชน์อื่นๆ ที่ตัวละครในเรื่องนี้เข้าไปเกี่ยวข้อง

คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

เปิดสัญญา กทม.-มูลนิธิหอศิลป์ ชี้ขาด สิทธิบอกเลิกการบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551702

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 08:28 น.

เปิดสัญญา กทม.-มูลนิธิหอศิลป์ ชี้ขาด สิทธิบอกเลิกการบริหาร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัญหาการบริหาร “หอศิลป์” ที่ กทม.จะขอนำกลับไปดูแลจากเดิมที่ “มูลนิธิหอศิลป์กรุงเทพฯ” บริหารอยู่ เพราะปัญหาขาดทุนยังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม

แม้สุดท้าย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง จะยอมพักรบและยืนยันว่า กทม.จะไม่เข้าไปบริหารจัดการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร รอจนกว่าสัญญาที่ กทม.มีต่อมูลนิธิฯ จะสิ้นสุดในปี 2564 เพราะแรงต้านจากเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคมศิลปวัฒนธรรมที่เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ระงับไม่ให้ กทม.เข้าบริหาร จนนายกฯ เกรงจะเกิดม็อบบานปลาย จึงขอให้ผู้ว่า กทม.พิจารณาตามเสียงประชาชนก่อน

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นทิ้งปมให้ถกเถียงจากทั้งสองฝ่าย ฝั่งเครือข่ายศิลปิน ระบุว่า ถ้า กทม.นำหอศิลป์กลับไปบริหารเอง ก็จะย่ำแย่ เพราะข้าราชการไม่มีความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม

จุมพล อภิสุข ตัวแทนมูลนิธิฯ ที่เข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯ ระบุว่า การบริหารของมูลนิธิฯ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา หอศิลป์ได้ให้บริการด้านการจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการและศิลปะกว่า 100 ครั้ง/ปี มีผู้เข้าร่วมมากกว่าปีละ 1 หมื่นคน ทั้งยังสามารถจัดหางบประมาณในการจัดกิจกรรมได้เองนอกเหนือจากที่ กทม.ให้งบอุดหนุนปีละ 40 ล้านบาท

ฝ่ายคณะกรรมการมูลนิธิฯ โดยกลุ่มศิลปินยืนยันอีกด้วยว่า นับแต่ที่บริหารหอศิลป์มาไม่มีขาดทุน ตรงกันข้ามมีรายได้เพียงพอ ซึ่ง กทม.แย้งว่า ไม่จริง เพราะถ้าไม่ได้งบที่ กทม.สนับสนุนให้ทุกปีเฉลี่ย 40-50 ล้านบาท มูลนิธิฯ ก็ไปไม่รอด

7 ปีที่ผ่านมา กทม.สนับสนุนงบให้หอศิลป์รวมประมาณ 300 กว่าล้านบาท ส่วนมูลนิธิฯ หารายได้จากการบริหารพื้นที่ได้ประมาณ 140 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมตลอด 7 ปี ประมาณ 420 ล้านบาท แม้คำนวณแล้วยังเหลืองบราว 30-40 ล้านบาท แต่จะเห็นได้ว่างบประมาณหลักมาจาก กทม.ที่สนับสนุนหล่อเลี้ยงหอศิลป์

ขณะที่ เฉลิมพล โชตินุชิต ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. แย้งว่า การที่มูลนิธิหอศิลป์ ระบุว่า สามารถบริหารจัดการหอศิลป์แล้วมีผลกำไรทุกปี เป็นความเห็นที่มองภาพรวมด้านเดียว เพราะเมื่อดูรายรับประจำปีพบว่า ทางหอศิลป์ได้รับเงินจากหลายส่วน ทั้งจากเงินบริจาคและเงินสนับสนุนของ กทม. ซึ่งมีการเสนอเรื่องมาขอเงินจาก กทม.ทุกปี โดยให้เหตุผลว่าหอศิลป์ขาดทุน

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ เสนอเรื่องมาขอเงิน กทม. ปีละกว่า 70 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาของสภา กทม. แล้วมีมติให้เงินสนับสนุนปีละ 40 ล้านบาท เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยหอศิลป์แจงรายจ่ายปีละประมาณ 70-80 ล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งทางมูลนิธิหาเงินมาได้เองปีละ 30 กว่าล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนของ กทม. อีก 40 ล้านบาท ผู้บริหารหอศิลป์ จึงไปสรุปว่ามีรายรับเพียงพอต่อรายจ่าย และเหลือเงินอีกเล็กน้อยก็ขอเก็บไว้เอง ดังนั้น ถ้า กทม.ไม่ให้เงินสนับสนุนอีก แสดงว่าหอศิลป์จะขาดทุนทันที แล้วจะเรียกว่าบริหารได้กำไรได้อย่างไร

“ทั้งหมดอยู่ที่คำพูดว่าจะพูดอย่างไร ถ้าหอศิลป์รวมเงินสนับสนุนของ กทม.กับเงินบริจาคที่หามาได้เอง ภาพรวมก็ไม่ขาดทุน แต่ถ้าไม่รวมเงินจาก กทม. แล้วมีค่าใช้จ่ายประจำกว่า 70 ล้านบาท จะไม่ขาดทุนได้อย่างไร โดยหลักแล้ว กทม.มีหน้าที่ให้เงินสนับสนุนในช่วงแรกเท่านั้นคือ 5 ปีแรกที่จัดตั้งหอศิลป์ขึ้นมา และเมื่อหอศิลป์ตั้งตัวได้เองแล้ว กทม.ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนอีก ยิ่งถ้าหอศิลป์ได้กำไรก็ต้องคืนเงินทุกบาททุกสตางค์กลับมาให้ กทม.ด้วย แต่ที่ผ่านมาทางมูลนิธิฯ แจ้งว่าเงินกำไรหรือเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะขอเก็บไว้ใช้จ่ายเองต่อไป ซึ่งตลอดมาที่ประชุมสภา กทม. ทุกยุคสมัยก็อนุญาตให้มาตลอด” เฉลิมพล กล่าว

นอกจากการบริหารที่ขาดทุนแล้วประเด็นที่ กทม.ทักท้วง คือ การบริหารจัดการหอศิลป์ที่ดูไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่ทำสัญญาไว้ การให้เช่าพื้นที่จัดกิจกรรมของหอศิลป์ราคาสูงมาก และเกิดความไม่โปร่งใส งบประมาณที่ กทม.สนับสนุน 40 ล้านบาท/ปี สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ กทม. จึงควรนำมาบริหารจัดการเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดหนังสือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง กทม. โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กับมูลนิธิฯ โดย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2554 ในชื่อว่า “สัญญาให้สิทธิในตัวอาคารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ” มีทั้งหมด 10 ข้อ กำหนดเงื่อนไข เช่น ผู้รับสิทธิคือ มูลนิธิฯจะต้องจัดการแสดงนิทรรศการศิลปะตลอดทั้งปี ประกอบด้วย นิทรรศการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จะต้องมีกิจกรรมอบรมสัมมนาให้ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ผู้รับสิทธิต้องอำนวยความสะดวก และไม่คิดค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมสำหรับผู้มาดูงานหอศิลป์

นอกจากนี้ ยังกำหนดด้วยว่า ผู้ให้สิทธิ คือ กทม.จะไม่ยินยอมให้ผู้รับสิทธิดำเนินกิจกรรมใดๆ ในหอศิลป์ที่ผิดกฎหมาย สร้างความเสื่อมเสียศีลธรรมอันดี และชื่อเสียงภาพลักษณ์ของหอศิลป์

ที่สำคัญ ในข้อ 10 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้รับสิทธิบริหารจัดการอาคารหอศิลป์ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ที่ผู้ให้สิทธิกำหนด หรือผู้รับสิทธิทุจริตหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือมีข้อขัดแย้งมิได้ปฏิบัติตามนโยบายของผู้ให้สิทธิ ผู้ให้สิทธิสามารถบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที ถ้าผู้ให้สิทธิมีความจำเป็นหรือมีเหตุผลอื่นใดจะต้องใช้หอศิลป์ผู้ให้สิทธิสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าและผู้รับสิทธิตกลงจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

เงื่อนไขในข้อ 10 จากสัญญาฉบับแม่ดังกล่าวนี้ ที่ กทม. ยืนยันว่า กทม.มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับมูลนิธิฯ ได้ทันที โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

ต่างจากที่เครือข่ายศิลปินออกแถลงการณ์ว่า การที่ กทม.จะยึดเอาหอศิลป์ไปบริหารเองนั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และผิดข้อตกลงตามปริญญาที่ กทม.ได้ลงนามกับเครือข่ายและภาคประชาชนไว้เมื่อปี 2548 ว่า ให้หอศิลป์ได้บริหารกิจการโดยมูลนิธิฯ โดย กทม.จะสนับสนุนงบประมาณตามวัตถุประสงค์

นักวิชาการชี้ 3 สารพิษภาคเกษตร อันตรายหนุนรัฐแบนเลิกใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551485

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 17:25 น.

นักวิชาการชี้ 3 สารพิษภาคเกษตร อันตรายหนุนรัฐแบนเลิกใช้

นักวิชาการเรียกร้องยกเลิกการใช้สารอันตราย “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอสในภาคเกษตร

****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สถาบันวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัย เครือข่ายทางวิชาการร่วมกันจัดเวทีวิชาการเพื่อให้ข้อมูล เรื่อง “ข้อเท็จจริงทางวิชาการในการควบคุมสารเคมีอันตราย : พาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos)โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้สารอันตรายทั้ง 3 ชนิด

จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกระบุชัดเจน ว่าสารเคมีปราบศัตรูพืช โดยเฉพาะพาราควอตนั้นส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ ซึ่งหากผ่านเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ร่างกายสร้าง อนุมูลอิสระตลอดเวลา หรือเกิดภาวะโมเลกุลหรืออะตอมที่ไม่เสถียรเนื่องจากขาดอิเลกตรอน ขาดความสมดุล ซึ่งส่งผลทำให้เซลล์ร่างกายเสียหาย เซลล์ตาย หากสูดดมเข้าปอดกลไกออกฤทธิ์ของพาราควอตจะทำให้ปอดเป็นฝ้า หายใจไม่ได้ และที่สำคัญ คือ พาราควอตเป็นสารพิษที่ไม่มียาถอนพิษ นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2553-2559 ยังระบุด้วยว่า มีผู้ป่วยจากที่ได้รับพิษ พาราควอต สูงถึง 46% โดยจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 4,223 ราย เสียชีวิตถึง 1,950 รายขณะที่ ไกลโฟเซต นั้นถูกค้นพบว่า มีส่วนกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม เพิ่มขึ้น ถึง 5- 13 เท่า

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และทางการแพทย์มากมาย ชี้ตรงกันว่าสารเหล่านี้มีพิษในระยะยาวและก่อให้เกิดโรคทางสมองที่รักษาไม่ได้. ได้แก่โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม และอาจจะเกี่ยวพันกับมะเร็ง

ทั้งนี้ มีการเฝ้าติดตามผู้ที่สัมผัสกับยาฆ่าหญ้าชนิดต่างๆตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา พบว่า ผู้ที่สัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าหญ้าและวัชพืชเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคพาร์กินสัน เพิ่มขึ้น มีการรายงานผลจากการติดตามผู้ที่สัมผัสกับสารเคมีเหล่านี้ในการติดตามเป็นเวลาเก้าปี และสรุปผลว่ามีความเสี่ยงจากการเกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นถึง 70% และในเวลาต่อมาได้พิสูจน์ว่าพาราควอท เป็นตัวการสำคัญและทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า

ศ.พรพิมล กองทิพย์ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการศึกษากลุ่มหญิงตั้งครรภ์ในชุมชนเกษตรกรที่ไปฝากครรภ์ในโรงพยาบาล อำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ พบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสารกำจัดศัตรูพืชในระหว่างตั้งครรภ์ ที่ส่งผลไปถึงกรรมพันธุ์ รวมถึงพบสะสมในน้ำนมแม่และกระทบต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารก

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารไกลโฟเสต นั้นออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลางในระยะยาว ขณะที่สารพาราควอต มีผลต่อการระคายเคืองของเนื้อเยื่อ โดยพบด้วย ว่า พาราควอตและไกลโฟเซตยังสามารถผ่านจากมารดาไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์ โดยพบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มทารกแรกเกิดและมารดาระหว่าง 17-20% พบไกลโฟเซต ระหว่าง 49-54% และพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงรับสารไกลโฟเซตมากกว่าคนทั่วไป 12 เท่า

พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ผู้อำนวยการสถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า พาราควอตและไกลโฟเซตที่ถูกพ่นลงดิน จะไม่ได้เสื่อมฤทธิ์ในทันที แม้จะดูดซับได้ดีในดิน แต่เมื่อมีการใช้สารเคมีต่อเนื่องซ้ำๆ หลายปี จะเกินสภาวะอิ่มตัวที่สารอินทรีย์ในดินจะดูดซับได้ จะทำให้สารเคมีถูกชะล้างออกจากดินไปสู่น้ำใต้ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลให้พืชดูดซับสารเคมีเหล่านี้ไปสะสมในลำต้นได้ และเกิดการสะสมของสารเคมีเหล่านี้ในสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศวิทยา ผู้บริโภคไม่สามารถขจัดสารตกค้างที่ดูดซึมออกได้ด้วยการล้าง และในต่างประเทศยังพบพาราควอตตกค้างในอาหาร เช่น แป้ง เบียร์ และอาหารเด็ก อีกด้วย

ด้าน นพดล กิตนะ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษาของโครงการเฝ้าระวังภัยจากการใช้สารฆ่าวัชพืชในพื้นที่เกษตรกรรม ที่จ.น่าน พบ การตกค้างปนเปื้อน ใน กบหนอง ปูนา หอยกาบน้ำจืด และ ปลากะมัง มีค่ามากกว่าระดับสูงสุดที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Codex Alimentarius, FAO) จำกัดให้มีในอาหาร ซึ่งจำกัดให้มีพาราควอตในเนื้อสัตว์ไม่เกิน 5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม โดยปริมาณที่พบในปูนาอยู่ระหว่าง 24 – 56 ไมโครกรัม/กิโลกรัม พบในกบหนอง 17.6 – 1,233.8 ไมโครกรัม/กิโลกรัม พบในปลา 6.1 – 12.5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม และพบในหอยกาบน้ำจืด 3.5 – 7.7 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงภัยใกล้ตัวจากการใช้สารฆ่าวัชพืชที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อาศัยในพื้นที่เกษตรรวม

“ปราบปรามทุจริต” อยู่ที่สังคมไม่ใช่รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551483

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 17:19 น.

"ปราบปรามทุจริต" อยู่ที่สังคมไม่ใช่รธน.

หลากหลายความเห็นจากการสัมมนา หัวข้อ “รัฐธรรมนูญปราบโกง จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่” ที่ต่างมองว่า “สังคม” เป็นกลไกสำคัญในการปราบปรามทุจริต

****************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ร่วมกับสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ได้จัดการสัมมนา หัวข้อ “รัฐธรรมนูญปราบโกง จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่” ณ ห้องเมจิก 2 ชั้น 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญนี้มีการตั้งฉายาไว้ว่าเป็นฉบับปราบโกง ซึ่งต้องชื่นชมว่าเป็นการตลาดที่ดีมาก เพราะผู้ร่างขณะนั้นไปทำประชามติ ซึ่งคงจับอารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ว่าปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น เป็นภัยใหญ่หลวง และหากมองวิกฤติการเมือง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการใช้อำนาจไม่ชอบเป็นสาเหตุหลักและนำไปสู่ความขัดแย้ง

อย่างไรก็ดี ในที่สุดกระบวนการป้องกันปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องอาศัยหลายกระบวนการควบคู่ โดยในสังคมไทยพยายามทำเรื่องนี้ ทั้งกระบวนการการเมือง คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ติดขัดและจบลงตรงเสียงข้างมาก แม้กระทั่งกระบวนการตุลาการ

นอกจากนี้ กระบวนการการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การมีบทบัญญัติดังกล่าวที่ผ่านมา แม้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่กระบวนการดังกล่าวทำให้การเชื่อมโยงตรวจสอบทุจริต ส่ง ปปช. และศาลพิจารณา แต่ทำไมกลับเอากระบวนการนี้ออกไป

“เมื่อปปช.มีบทบาทมากขนาดนี้ เดิม ปปช.เป็นผู้ดำเนินการไม่ชอบเสียเอง ฝ่ายการเมืองสามารถยื่นฟ้องได้ เหมือนปปช.ชุดหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปปช.มีปัญหา ต้องไปยื่นผ่านประธานรัฐสภา แต่สามารถใช้ดุลยพินิจจะส่งเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งในความจริงประธานรัฐสภามาจากฝ่ายรัฐบาล หากเกิดการทุจริตในรัฐบาล ถ้าปปช.ชุดใดไม่ตรวจสอบฝ่ายบริหารพอเล่นงานปปช. ประธานรัฐสภาบอกไม่มีน้ำหนัก โยนทิ้ง”

ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในเรื่องการอุทธรณ์ต้องมีเงื่อนไข ก่อนขึ้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กฎหมายใหม่มีข้อดี แต่มีจุดอ่อนหลายจุด เช่น การเปิดเผยบัญชี กฎหมายบอกให้ทำโดยสรุป และไม่ทราบว่าสรุปอย่างไร แต่การตรวจสอบจากสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนไปตรวจสอบอย่างไร โดยลำพังเพียงกฎหมายไม่ใช่คำตอบ ทว่าสังคมสามารถมีส่วนร่วมในการปราบโกงจริงหรือไม่

ด้าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ มองว่า เป็นห่วงเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญปราบโกง จะเป็นแบบเดียวกับขอเวลาอีกไม่นานหรือเปล่า เป็นคำโฆษณาชวนเชื่อ และเมื่อรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่าปราบโกง ดูเป็นคำไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าโกงอำนาจจากประชาชนน่าจะตรงกว่า เพราะอำนาจจากประชาชน คือ การถอดถอนบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ฉะนั้น จะเรียกว่าปราบโกงจึงไม่สนิทใจ

ส่วนเรื่องการทุจริต เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมให้ความสนใจ การทุจริตมันเพิ่งเกิดในสมัยประชาธิปไตย มีนักการเมืองหรือไม่ ต้องบอกว่าการทุจริต เกิดจากประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อนมีนักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง สมัยโบราณทุจริต เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้มีอำนาจ เพราะสมัยก่อนคนมีอำนาจทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งในปัจจุบัน ดังนั้น การไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นมาก

ทั้งนี้ ต้องจัดระบบการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจให้กว้างขวาง รวมถึงองค์กรที่จะไปตรวจสอบด้วย คนมีอำนาจมีโอกาสทำไม่ถูกต้องแทบทั้งสิ้น อย่างแรก องค์กรกลไกสำคัญ คือ ตัว ปปช. องค์กรอิสระ ตุลาการ บุคคลในองค์กรเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากไหน มาจากการเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อนาคตมาจากวุฒิสภาช่วง 5 ปีแรก มาจากไหน ภูเขาลูกเดียวกัน

“คิดถึงท่านวิษณุ เครืองาม ถึงคำพูด ลงเรือแป๊ะ ต้องตามใจแป๊ะ การตรวจสอบทุจริตไม่ได้แน่ เพราะจุดสำคัญ เมื่อการตรวจสอบอยู่กับองค์กรอิสระเหล่านี้ที่มาจากที่เดียวกัน แต่ระบบปัจจุบันเมื่อเกิดทุจริต ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้เสียหายฟ้องเองไม่ได้ ต้องผ่านปปช. หากบอกไม่มีมูลก็จบ หากถามผมระบบถูกตัดตอนอย่างนั้นไม่ดี ต้องเปิดผู้เสียหายฟ้องเองได้ และให้ประชาชนฟ้องศาลเองได้ด้วย”

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญพูดประชาชนมีส่วนร่วมในการชี้ช่องให้เบาะแส ซึ่งไม่ต่างอะไรกับที่ทำอยู่ขณะนี้ ถามว่าถ้าให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมต้องมากกว่านี้ ตัวอย่าง สามารถให้ประชาชนประชาชนเข้าไปฟังการประชุมของปปช.ด้วยได้หรือไม่ เพื่อดูว่าทำงานอย่างไร เชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าเทียบกับต่างประเทศ ลูกขุน มีอำนาจชี้ข้อเท็จจริงในคดีเป็นอย่างไร เป็นรายคดี มาแล้วจบไป ให้ประชาชนมีอำนาจมากกว่าชี้ช่องเบาะแส ป้องกันไม่ให้เกิดการทำไม่ดีไม่งาม

ขณะเดียวกัน การเปิดเผยบัญชีของใหม่ ไม่เปิดเผยแบบละเอียด แต่อีกส่วน คือ ผู้ยื่นบัญชีไม่เปิดเผยทุกคน เว้นบางตำแหน่ง เพื่อให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ เพราะสายตุลาการไม่เปิด เว้นแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ปปช. และอีกหลายฉบับ ในเรื่องไปอบรมหลักสูตร โครงการ เพราะถ้ารู้จักจะเป็นปัญหาทำงาน หลักการดี แต่ไม่รู้ว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้หรือไม่ ส่วนตัวยังรู้สึกว่าการอบรบเป็นปัญหา ก็น่าจะมากกว่านี้

สุดท้าย สิ่งที่พูดเป็นเรื่องของมาตรการปราบปราม สิ่งที่แก้ได้ 2 เรื่อง เห็นด้วยค่านิยมวัฒนธรรมของคนเลิกทำทุจริต ระบบอุปถัมภ์ ปรับปฏิรูประบบราชการในการตัดประเด็นให้เกิดทุจริต อาชีพหน่วยงานรัฐมีอำนาจมากเท่าไหร่ มีการคอร์รัปชั่นตามมาเยอะ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเลิก รวมถึงการใช้ดุลยพินิจ ก็อาจไปสู่การทุจริต เพราะถูกนำไปใช้หาผลประโยชน์

ขณะที่ บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมีประเด็น 3 – 4 ประเด็น โดยลำพังรัฐธรรมนูญปราบโกงไม่ได้ เพราะแค่วางโครงสร้างและกลไกเท่านั้น ถึงแม้ว่าวางกลไกไว้อย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญป้องแค่คนโกง เพราะเขียนกำหนดคุณสมบัติไว้ เท่านั้น

อย่างไรก็ดี ถ้าดูภาพรวมแล้วรัฐธรรมนูญโฟกัสไปให้น้ำหนัก สร้างเสริมค่านิยมของประชาชน มาตรการปราบโกง ป้องกันและสร้างความนิยม แต่ไม่ได้ลงในภาคประชาชนและฝ่ายการเมือง ถ้าจุดนั้นเกิดตีบตัน แต่ถ้ามีดุลภาพให้ภาคประชาชนจัดการ ก็สุ่มเสี่ยง แต่รัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความพยายามให้นักการเมืองมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ เน้นเรื่ององค์กรอิสระ เช่น การจัดทำร่าง พรบ. หากแต่มาตรการประเด็นใหญ่ คือ อะไรสำนึกร่วมในการปราบโกงของประชาชนไทย เพราะในต่างประเทศมีสำนึกเรื่องภาษี หากมีสำนึกร่วมจะขับเคลื่อนในการตรวจสอบ และสำนึกร่วมของไทยมีแค่บางสถานการณ์เท่านั้น

“มาตรการในการปราบปรามการทุจริต รัฐธรรมนูญทำอย่างไรให้การโกงมีความเสี่ยงสูง หากมีความเสี่ยงสูงจะไม่มีใครกล้าโกง แต่ก่อนใช้เครื่องมือทางอาญาทำให้มีความเสี่ยงต่ำ ทำอย่างไรให้กลไกมีประสิทธิภาพ เพราะกลไกอาญาเป็นหลัก ต้องใช้ปราศจากข้อสงสัย ต้องเอาเรื่องวินัย ใช้เวลาสั้น และตรวจสอบได้เร็ว เอาวินัยอาญา ไปผูกกับ ปปช. มติ ครม. ที่กำหนดว่า หากมีการโกงต้องตรวจสอบใน 30 วัน ควรพัฒนาเป็นกฎหมาย ต่อมา ควรนำมาตรการทางแพ่ง โดยใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดมาใช้ และใช้กระบวนการอาญาเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งประสิทธิภาพในการลงโทษ

ทั้งนี้ การป้องการทุจริต เรื่องหลักธรรมาภิบาล กลไกสำคัญเปิดเรื่องรับฟังความเห็นปลายทาง หน่วยปราบปราม ต้องวิเคราะห์อย่างไร เพราะการโกงแบบพลวัตร หลักธรรมาภิบาล พลังของประชาชน ใช้มาตรการปราบมา 20 ปี หาจุดร่วมปชช.ให้เจอมาตรการมากขึ้น ในเชิงบวก รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวปราบ แต่เป็นตัวทำให้กลไกภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น