ตั้งศูนย์ปราบพนันบอลโลก สกัดเด็กไทย3ลานตกเป็นเหยื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551398

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 06:51 น.

ตั้งศูนย์ปราบพนันบอลโลก สกัดเด็กไทย3ลานตกเป็นเหยื่อ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การแข่งขันฟุตบอลลีกชั้นนำของชาติยุโรปรูดม่านปิดฉากลงเมื่อคืนวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ต่อด้วยคิวโม่แข้งของมหกรรมฟุตบอลรายการยิ่งใหญ่ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างรอคอย เพราะ 4 ปีถึงจะจัดแข่งขันสักครั้ง นั่นก็คือมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายในระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค.นี้ ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ

มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่ากีฬาอื่นแล้ว ยังทำให้เกิดเงินสะพัดในวงการพนันฟุตบอลอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจและการพนันก็เริ่มคึกคัก มีการถ่ายทอดสดให้ชาวไทยชมครบทั้ง 32 นัด ทำให้ ธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน วิตกว่า ชาวไทยจะมัวเมาการพนันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งกลุ่มสุ่มเสี่ยงถูกล่อลวงไปในทางที่ผิด จากผลการสำรวจโดยฝ่ายวิชาการของ มูลนิธิฯ พบว่า เยาวชนไทยเล่นการพนันฟุตบอลมากกว่า 3 ล้านคน

เพื่อยับยั้งไม่ให้เยาวชนไทยตกเป็นทาสการพนันฟุตบอลไปมากกว่านี้ ธนากรนำกลุ่มเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน และเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนันเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลงานด้านตำรวจและกีฬา เพื่อเสนอให้มีแผนปฏิบัติการปราบปรามการพนันเชิงรุกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 โดยส่วนใหญ่จะแทงพนันผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ที่เปิดให้บริการกว่า 2 แสนเว็บไซต์

ธนากร กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน และเครือข่ายเด็ก รุ่นใหม่ไม่พนัน ได้ยื่นข้อเสนอถึง พล.อ.ประวิตร 4 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทุกนัด ต้องมีการรณรงค์สอดแทรกโทษของการพนัน และเชิญชวนให้เชียร์ฟุตบอลโดยไม่เล่นการพนัน 2.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งศูนย์ปราบปรามพนันฟุตบอล 3.ขอให้ พล.อ.ประวิตร สั่งการหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ลงนามร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว และ 4.เครือข่ายฯ ยินดีให้ความร่วมมือในการรณรงค์หยุดพนัน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของนครบาลตั้งศูนย์ปราบเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

มาตรการดังกล่าวน่าจะเป็นเครื่องมือหยุดยั้งและยับยั้งไม่ให้ชาวไทยและเยาวชนเข้าไปพัวพันเล่นการพนันฟุตบอลได้ในระดับหนึ่ง ดีกว่าไม่มีมาตรการใดๆ ออกมารองรับ

ด้าน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล กล่าวว่า ขณะนี้ บช.น.ได้ตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก และอยู่ระหว่างตรวจสอบเว็บไซต์พนันบอลออนไลน์ เบื้องต้นพบกว่า 300 เว็บไซต์ที่สามารถเสิร์ชหาได้จากกูเกิล

การปฏิบัติจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลลีกดังยุโรป ตั้งแต่วันที่ 1-15 พ.ค. ดังนี้ 1.จับกุมเจ้ามือ 1 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ผู้เล่น 150 คดี รวมผู้ต้องหา 160 คน เดินโพย 2 คดี รวมผู้ต้องหา 2 คน 2.การพนันทายผลฟุตบอลทางอินเทอร์เน็ต จับกุมเจ้ามือ 7 คดี รวมผู้ต้องหา 13 คน ผู้เล่น 9 คดี รวมผู้ต้องหา 41 คน ทั้งหมดรวมผู้ต้องหา 167 คดี 218 คน

ทั้งนี้ ยึดของกลาง 1.เงินสด 171,856 บาท 2.มูลค่าเงินในโพย 297,846 บาท 3.โพยพนันฟุตบอล 267 แผ่น 4.คอมพิวเตอร์ 21 ชุด 5.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง 6.เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ 5 เครื่อง 7.เครื่องถ่ายเอกสาร 1 เครื่อง และ 8.โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง

การพนันไม่เคยทำให้ใครรวย ยกเว้นเจ้ามือ หรือ เจ้าของบ่อน

บรรยายภาพ – มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน และเครือข่ายร่วมยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ให้ป้องปรามการพนันบอล ที่ทำเนียบรัฐบาล – ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

4 ปีปฏิรูปไม่คืบ เสนอ”บิ๊กตู่”คุมทัพเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551171

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 07:14 น.

4 ปีปฏิรูปไม่คืบ เสนอ"บิ๊กตู่"คุมทัพเอง

แม้จะใช้เวลาถึง 4 ปีแล้ว แต่การปฏิรูปประเทศตามสัญญา “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์” กลับดูท่าจะไปไม่ถึงฝั่ง

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิศทางการปฏิรูปประเทศตามสัญญา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูท่าจะไปไม่ถึงฝั่ง หากอยู่ในสภาพนี้ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ออกโรงมาท้วงติงว่าแม้จะใช้เวลาถึง 4 ปีแล้ว แต่การปฏิรูปยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า และตอบไม่ถูกว่า การปฏิรูปจะแล้วเสร็จเมื่อใด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บัญญัติให้การปฏิรูปอยู่ในบทถาวร ซึ่งหมายความว่า จะต้องปฏิรูปต่อไป ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญยังคงอยู่ แต่ในความเห็นจริงแล้วเราจะปฏิรูปไปตลอดชาติไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากจะปฏิรูปให้สำเร็จ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำมี 3 อย่าง คือ นายกรัฐมนตรี ต้องลงมาเล่นเองเหมือนการปฏิรูปกฎหมายในเกาหลีใต้ ที่ประธานาธิบดีมาเป็นประธานนำการรื้อ ยกเลิก หรือทบทวนกฎหมายที่ล้าหลังจนสำเร็จ พร้อมกับดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานจนสามารถรื้อกฎหมายที่ไม่เป็นประโยชน์ไปได้กว่า 60% ที่ค้างอยู่ในระบบให้หายไปได้ ผลที่ตามมาคือสามารถช่วยลดต้นทุนประชาชนและแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ ดังนั้น ถ้าประเทศไทยจะ “กิโยตีน” กฎหมายล้าสมัย ต้องทำเหมือนเกาหลีใต้

“ไม่รู้ปฏิรูปจะเสร็จเมื่อไร เพราะกระบวนการไปเรื่อยๆ ที่เห็นชัด คือ ปฏิรูปตำรวจ ข้อเสนอที่ออกมาไม่ได้ทำให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจจึงสั่งให้ทำใหม่ โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้งและเป็นแนวทางที่ปฏิรูปจริงๆ”

แนวทางที่สอง คือ การปฏิรูปต้องเอาผู้ถูกปฏิรูปหรือกลไกราชการทั้ง 20 กระทรวง ออกไปเป็นแค่ผู้มีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ให้ความเห็น ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง เพราะที่ผ่านมาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปใดๆ เพราะไม่มีทางที่ผู้ถูกปฏิรูปจะบอกว่าตัวเองไม่ดี ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงาน เสนอแนวทางการพัฒนาพลังงานทางเลือก แต่กระทรวงพลังงาน กลับไม่สนองตอบและคัดค้านเสียด้วยซ้ำ เพราะยังต้องการดำเนินนโยบายแบบเดิมๆ ในเรื่องพลังงานฟอสซิล หรือจะปฏิรูปความเป็นธรรมด้านภาษี ควรให้กรมสรรพากรเป็นเพียงผู้มีส่วนร่วม เพราะไม่มีหน่วยราชการใดจะบอกว่ากฎหมายตัวเองไม่ดี หรือไม่มีหน่วยงานใดอยากลดอำนาจตัวเอง นี่จึงเป็นเหมือนคอขวดในการเดินหน้าปฏิรูปให้สำเร็จ

และสาม คือ คณะกรรมการปฏิรูปทุกชุดต้องสามารถเสนอกฎหมายเองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ ดังนั้น จึงเตรียมเสนอให้มีร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ที่จะทำให้คณะปฏิรูปทั้ง 10 คณะ สามารถเสนอกฎหมายได้ พร้อมกับเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในทุกขั้นตอน เช่น ในชั้นกรรมาธิการรัฐสภา

“หลักการปฏิรูปกฎหมาย คือ ทำกฎหมายที่ดี มีกฎหมายเท่าที่จำเป็น และยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งวันนี้แม่งานหลักมี 3 หน่วย คือ คณะปฏิรูปกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ซึ่งต่อไปการทำกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มกระบวนการต้องทำตามมาตรา 77 มีการรับฟังความเห็น ประเมินผลกระทบก่อนและหลังอย่างครอบคลุมรอบด้าน” บวรศักดิ์ กล่าว

คณะปฏิรูปกฎหมายเร่งคลอดกฎหมายระยะเร่งด่วน เน้นกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมแก่คนด้อยโอกาสในสังคม เช่น กฎหมายขายฝาก หรือกฎหมายป่าชุมชน โดยกรมป่าไม้เห็นด้วยและเป็นผู้ร่วมผลักดันร่วมกับภาคประชาชนซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ โดยยึดหลัก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมถึงกฎหมายรัฐวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น

ดังนั้น กฎหมายที่คณะปฏิรูปเสนอในการผลักดัน หรือตัดสินใจต่างต้องให้ตัวแทนคณะปฏิรูปทุกคณะเข้าไปมีส่วนร่วมทุกกระบวนการ เพราะหากไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกฎหมายดีๆ ที่เสนอไปจะวนเวียนอยู่แต่ในระบบราชการ เช่น ร่างกฎหมายการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ที่คณะปฏิรูปกฎหมายเสนอไป ทางสภากลับยังไม่เห็นชอบกลับดองแช่อยู่อย่างนั้น แม้จะผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชนมาแล้ว

จึงเป็นที่มาที่นายกรัฐมนตรีตั้ง กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำวาระเร่งด่วนที่ต้องการทำเร็วให้สำเร็จก่อนเลือกตั้ง โดยกำหนดคณะละ 3 เรื่อง ทั้งหมด 10 คณะ รวม 30 เรื่อง ซึ่งต้องทำให้เห็นเป็นผลงานปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคะแนนนิยมรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประยุทธ์ ในอนาคต

ปฏิรูปตำรวจเดินหน้า “หนีการเมืองไม่พ้นแต่คุมได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551062

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

ปฏิรูปตำรวจเดินหน้า "หนีการเมืองไม่พ้นแต่คุมได้"

แม้หลายฝ่ายมองว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เดินหน้า แต่ในมุมมองของ “คำนูณ สิทธิสมาน” กลับคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

****************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หากจะบอกว่าการปฏิรูปประเทศด้านไหนมีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ คงต้องยกให้กับ “การปฏิรูปตำรวจ”

นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาเป็นเวลากว่า 1 ปี การปฏิรูปตำรวจเริ่มต้นอย่างแข็งขันด้วยการเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการของ “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” ซึ่งสามารถผลักดันข้อเสนอให้กับรัฐบาลพิจารณาอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งล่าสุดรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ และให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งประธานด้วยตัวเอง

แม้หลายฝ่ายจะมองว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เดินหน้าไปไหน เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เคยเสนอผลการศึกษาไปยังรัฐบาลหลายครั้ง แต่ในมุมมองของ “คำนูณ สิทธิสมาน” กรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ กลับคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่แตกต่างจากการทำงานของส่วนอื่นที่ผ่านมา

“คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีองค์ประกอบมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษครึ่งหนึ่ง คือ 8 คน และบุคคลภายนอกอีก 8 คน เป็นคณะพิเศษที่พิจารณากฎหมายที่สำคัญ”

“จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้น่าจะมีความสำคัญ เพราะว่ามีอาจารย์มีชัยลงมาเป็นประธานเอง มีรองนายกฯ วิษณุ มาเป็นกรรมการ ดังนั้น ทางรัฐบาลจะรับรู้โดยตลอด อะไรที่เป็นนโยบายของรัฐบาล อะไรทำได้ ทำไม่ได้ ก็สามารถประสานงานกันได้ คิดว่าจึงเป็นคณะกรรมการชุดที่มีประสิทธิภาพ”

คำนูณ ระบุว่า “ดังนั้น เมื่องานเสร็จจากคณะกรรมการชุดนี้แล้ว จะปรากฏออกมาเป็นร่างกฎหมายก็สามารถส่งไปยังรัฐบาลได้เลย ไม่ต้องกลับมายังกฤษฎีกาอีกแล้ว แต่ถ้าจะพูดถึงความเชี่ยวชาญ ก็อย่างที่สังคมรับรู้กัน คือ ถือว่าเป็นสามกูรูทางกฎหมายของยุค ทั้ง อาจารย์มีชัย อาจารย์วิษณุ และอาจารย์บวรศักดิ์ ก็มารวมอยู่ในที่เดียวกัน และแต่ละท่านก็อยู่ในคณะรัฐมนตรี บางท่านเคยเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิมาก่อน เพราะฉะนั้น การรับรู้ในเรื่องระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับตำรวจจึงมีค่อนข้างมาก”

มีบางฝ่ายบอกว่าการปฏิรูปตำรวจเหมือนกับการวนกลับมาสู่จุดเดิม? คำนูณ ออกตัวว่า “ขออนุญาตไม่พูดถึงอดีตแล้วกัน แต่เอาเป็นว่าในปัจจุบันนี้ระยะเวลาตามโรดแมปที่เหลืออยู่ก็คงประมาณเกือบๆ 1 ปี หรือประมาณ 10 เดือน เอาเป็นว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ แจ้งผ่านท่านวิษณุมา ท่านก็ยืนยันให้เร่งทำให้เต็มที่ เพราะท่านก็เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม”

“ในบรรดาประเด็นการปฏิรูปประเทศทั้งหลาย เรื่องการปฏิรูปตำรวจน่าจะเป็นความเรียกร้องต้องการสูงสุดของประชาชน เพราะฉะนั้น ท่านต้องการให้เสร็จโดยเร็ว อาจจะไม่ต้องเสร็จพร้อมกันไปทั้งหมดก็ได้ อะไรที่เร่งด่วนก็สามารถที่จะส่งให้ท่านก็ได้ และทราบมาว่าท่านเองก็ให้ความสำคัญและติดตามข่าวสารจากคณะกรรมการพอสมควร การทำงานของคณะกรรมการได้ประชุมไปแล้วหลายครั้ง และผ่านประเด็นใหญ่ๆ ไปได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเชื่อว่าในเมื่อผู้นำประเทศ ท่านนายกฯ แสดงเจตนาอย่างแรงกล้าเช่นนี้ก็สมควรต้องเชื่อถือ”

สำหรับหลักการสำคัญของการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ คำนูณ เปิดเผยว่า “ต้องตอบโจทย์สองข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันตั้งแต่วันแรก 1.ตอบโจทย์ความทุกข์ของประชาชน ซึ่งเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจที่อาจจะมีปัญหาและไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามความต้องการ และไม่ได้อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนได้เต็มที่ 2.ตอบโจทย์ทุกข์ของตำรวจ หมายถึง ข้าราชการตำรวจจะทำอย่างไรให้เขาสามารถทุ่มเทสมาธิไปที่การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและเติบโตตามหน้าที่ราชการไปตามความสามารถ

“พูดง่ายๆ คือ ไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องกลัวว่าใครจะข้ามมากินตำแหน่ง ไม่ต้องกลัวว่าทำงานอยู่ดีๆ แล้วก็ถูกย้ายไปอีกที่หนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมรับรู้มาเป็นเวลานานแล้ว ตลอดเวลาที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายก็จะมีข่าวออกมา”

คำนูณ อธิบายถึงการปฏิรูปตำรวจที่ต้องสอดคล้องกับหลักการข้างต้นว่า “ในชั้นต้นเราเริ่มต้นที่การพิจารณาโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตกลงที่จะแบ่งส่วนงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกเป็น 4 แท่ง หรือ 4 สายงาน แต่ละแท่งให้มีคุณลักษณะเฉพาะตำแหน่ง ใน 4 แท่งนี้แท่งที่สำคัญที่สุด คือ แท่งสอบสวนสืบสวน โดยจะกำหนดให้เจ้าพนักงานสอบสวนมีลักษณะเสมือนเป็นข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งต้องมีอิสระในการสั่งคดี และสามารถเติบโตได้อย่างไม่สะดุดและตามความรู้ความสามารถ และขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุดที่ยศพลตำรวจเอกที่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.

“กำหนดให้สถานี อำนาจในการสั่งคดีสูงสุดเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนอาวุโสในสถานีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นตำแหน่งพิเศษขึ้นมาเป็นผู้กำกับฝ่ายสอบสวน พูดง่ายๆ คือ ไม่ให้อำนาจในการสั่งคดีสูงสุด เป็นของผู้กำกับการสถานี เพราะผู้กำกับสถานีอาจจะไม่ได้เติบโตมาจากสายสอบสวนโดยตรง หรือการให้ผู้บังคับบัญชาโดยรวมทั้งหมดมีอำนาจสั่งคดีได้ด้วยก็อาจจะทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นได้”

“ดังนั้น เฉพาะในเรื่องการสั่งคดีก็เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนก็สามารถมีอิสระในงานของตัวเอง ขณะเดียวกันก็จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลภายในแท่งสอบสวนด้วย หรือให้พนักงานอัยการเข้ามาตรวจสอบ รวมทั้งอาจจะกำหนดให้มีผู้ช่วยเจ้าพนักงานสอบสวนที่มาจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษี เศรษฐกิจ หรือด้านอื่นๆ ที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ”

คำนูณ ขยายความเพิ่มว่า “การแต่งตั้งโยกย้ายข้ามสายงานสามารถกระทำได้ แต่ต้องทำไปในระนาบเดียวกัน และเมื่อไปอยู่อีกแท่งและจะไปเติบโตต่อไปในแท่งนั้นแล้ว ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ตรงกับแท่งนั้น และต้องไปเติบโตภายใต้กฎเกณฑ์ของแท่งนั้นอีก ไม่ใช่ว่าเป็นรองผู้บังคับการอยู่ในแท่งนี้ พอได้อาวุโสแล้ว ก็ย้ายไปเป็นผู้บังคับการในอีกแท่งหนึ่ง โดยข้ามหัวรองผู้บังคับการคนอื่น นอกจากนี้ การแต่งตั้งโยกย้ายจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติให้ละเอียดที่สุด ซึ่งที่ผ่านมารายละเอียดจะไปอยู่ในกฎหมายลำดับรอง ซึ่งมีการยกเว้นกันเยอะมาก ดังนั้นจะพยายามเขียนไว้ในกฎหมายหลักให้มากที่สุด”

สุดท้าย กับแนวทางการทำให้ตำรวจปลอดจากการแทรกแซงของนักการเมือง คำนูณ คิดว่า เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจคงไม่สามารถปลอดจากนักการเมืองไปได้ทั้งหมด แต่ต้องวางกติกาให้มีความชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

“อย่างไรเสีย เราก็ต้องยอมรับว่าตำรวจไม่ใช่องค์กรอิสระ ไม่เหมือนกับศาล ไม่เหมือนกับองค์กรอิสระ ตำรวจยังไงก็ยังเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ต้องรับผิดชอบต่อสภา ดังนั้น ฝ่ายบริหารไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะกันไม่ให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายเลยทั้งหมดคงจะเป็นไปไม่ได้”

“แต่เราเชื่อว่าการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ว่าจะระดับสูงหรือระดับล่างลงมา ถ้ามีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนระบุไว้และทุกคนเห็น ระบุไว้ละเอียดกว่าที่เป็นอยู่ แล้วมีระบบคะแนนของตำรวจแต่ละคนประกอบในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ก็จะทำให้การแทรกแซงก็ดี การวิ่งเต้นก็ดี มันคงยังต้องมีอยู่ ไม่สามารถตัดออกไปได้ทั้งหมด แต่ว่ามันจะจำกัดลงมาก”

“เช่น ถ้าเราเขียนกฎหมายไว้ว่าการย้ายข้ามแท่งทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของแท่งนั้น ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมก็เชื่อว่ามันจะทำให้การแต่งตั้งที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์มันลดลง รวมทั้งการวางระบบคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมขึ้นมา ผมเชื่อว่ามันจะเป็นตัวประกอบกันที่จะช่วยให้การแต่งตั้งโยกย้ายดีขึ้น”

คำนูณ สรุปว่า “จะไม่ให้นักการเมืองเขามีส่วน ผมเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่านักการเมืองเขาได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเข้ามาดำรงตำแหน่ง เขาก็ต้องรับผิดชอบในนโยบายที่เขาแถลงต่อสภา แล้วถ้าเขาไม่มีส่วนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายเลย ก็เป็นไปไม่ได้”

“ตำแหน่งสำคัญในราชการส่วนอื่นๆ ก็ไม่มีตำแหน่งไหน ไม่มีตำแหน่งปลัดกระทรวงที่รัฐมนตรีไม่มีส่วนเสนอ มันเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นกรณีของศาล อัยการ องค์กรอิสระ ที่ระบบของเขาเอง แต่ไม่ใช่กับตำรวจ เพราะตำรวจยังเป็นกลไกของฝ่ายบริหาร เพียงแต่ว่าถ้าเราทำให้กฎเกณฑ์มีความชัดเจน การพยายามที่จะออกนอกกฎเกณฑ์มันจะลดน้อยลง” คำนูณ ทิ้งท้าย

กองทุนหมู่บ้าน ไม้เด็ดกวาดคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551052

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 07:33 น.

กองทุนหมู่บ้าน ไม้เด็ดกวาดคะแนนนิยม

“กองทุนหมู่บ้าน”ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายทางการเมืองไปโดยปริยาย เพราะนัยทางการเมืองภายในกองทุนหมู่บ้านมีตัวแทนมาจากผู้นำชุมชนเข้ามามีบทบาทสำคัญ

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกตัวเสมอว่าทุกนโยบายที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดออกมาอัดฉีดเม็ดเงินเอาใจพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าทุกนโยบายไม่ใช่ “ประชานิยม” ที่หวังผลทางการเมืองโดยไม่สนใจผลกระทบทางการเงินการคลังที่จะตามมาทำให้รัฐบาลเป็นหนี้หลังแอ่น

แต่ยุครัฐบาล “บิ๊กตู่” เป็นการต่อยอด ขยายผลความสำเร็จจนเกิดเป็นนโยบาย “ประชารัฐ” โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน การรับผิดชอบร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ทำให้เกิดสามประสาน โดยทุกนโยบายไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นโยบายที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” อ้างถึงผลสำเร็จในการต่อยอด คือ “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” นับเป็นไม้เด็ดทางการเมืองในการกวาดคะแนนเสียงชาวบ้านของรัฐบาลในอดีต สิ่งที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงแนวทางสืบทอด นั้นคือเม็ดเงินที่รัฐบาล คสช.ทุ่มลงไปตั้งแต่ยึดอำนาจ แต่ละปีนับหมื่นล้านบาท ไล่ตั้งแต่ปี 2559 อัดงบไปราว 3.5 หมื่นล้านบาท ปี 2560 อัดเงินไปราว 4 หมื่นล้านบาท

ส่วนปีนี้ 2561 ยังไม่ถึงกลางปี รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท กองทุนหมู่บ้านฯ ละไม่เกิน 3 แสนบาท ต่อยอดโครงการเดิมเพื่อหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการให้โอกาสประชาชนบริหารจัดการเงินของตัวเองในหมู่บ้าน เน้นนำไปประกอบอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้แนวทาง “ประชารัฐ” และ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้

แน่นอนว่ากลไกที่ออกมาขับเคลื่อนและเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการยังคงเป็นหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นมือเป็นไม้สำคัญให้รัฐบาลในการเดินโครงการต่างๆ ในรูปแบบผ่านเวทีประชาคมดึงผู้นำชุมชน ชาวบ้าน หัวหน้าส่วนราชการโดยเป็นการมาร่วมคิดและร่วมตัดสินใจว่า แต่ละหมู่บ้านหรือชุมชนจะทำโครงการใด เช่น ขุดบ่อน้ำ ซ่อมแซมถนน สร้างลานมันสำปะหลัง จัดซื้อเครื่องมือการเกษตร หรือ เครื่องสีข้าวขนาดเล็กในชุมชน เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่แปลกทุกครั้งที่ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน “บิ๊กตู่” จะย้ำว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้หาเสียง แต่จะต่อยอดขยายผลให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านฯ มีทั้งสิ้น 79,593 กองทุน สมาชิกประมาณ 13 ล้านคน สามารถยกระดับขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 2,560 แห่ง มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ แยกเป็นเงินจัดสรรจากรัฐ 2 แสนล้านบาท เงินสินเชื่อจากโครงการและมาตรการสำคัญ เช่น โครงการสนับสนุนและพัฒนากองทุนหมู่บ้าน 4 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร เงินสินเชื่อ ตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ ระดับหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท และการดำเนินงานมีกำไรทั้งสิ้น 1.57 หมื่นล้านบาท

ตามนโยบายประชารัฐ รัฐบาลยกระดับให้กองทุนหมู่บ้านฯ เป็นนโยบายสำคัญ เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในสังคม เป็นกลไกสร้างสังคมแห่งโอกาส เป็นแหล่งเงินทุนให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้ มีเงินทุนเพื่อการผลิตและนำสินค้าไปเสนอขายในช่องทางต่างๆ ได้ และที่สำคัญคือเป็นกลไกที่สร้างสังคมที่มีความสามารถในการคิดอ่านในการประกอบอาชีพที่มีศักยภาพสูงขึ้น

ยิ่งล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดงานใหญ่ มหกรรมการแสดงผลงานของโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ ตามแนวทางประชารัฐ และไทยนิยมยั่งยืน ระหว่างเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ เพื่อโชว์ออฟว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ “บิ๊กตู่” บริหารประเทศได้เทงบประมาณเอาใจพี่น้องระดับฐานรากไปมากขนาดไหน คล้ายๆ โชว์ผลงานครบ 4 ปีไปในตัว เพราะอย่าลืมว่าฐานคะแนนนิยมสมัย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มาจากเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านฯ ที่วันนี้จัดตั้งมาแล้ว 17 ปี

กองทุนหมู่บ้านฯ ได้กลายเป็นสถาบันการเงินให้คนจนในยามทุกข์ยากและฉุกเฉิน จนถูกมองว่าเป็นเครือข่ายทางการเมืองไปโดยปริยายก็ว่าได้ เพราะนัยทางการเมืองภายในกองทุนหมู่บ้านฯ มีตัวแทนมาจากผู้นำชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ประสานและรวมกลุ่มประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาค รวม 4 ภาค จนเวลานี้เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านฯ เข้มแข็งและใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

จนดูประหนึ่งว่าเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านฯ ทำหน้าที่กึ่งๆ หัวคะแนนฐานเสียงทางการเมืองให้รัฐบาลผ่านเวทีประชาคมในการถ่ายทอดนโยบายรัฐบาลลงพื้นที่ได้รวดเร็วที่สุดแบบถึงเนื้อถึงตัวชาวบ้านโดยตรง คิดง่ายๆ ภาคอีสานฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ภาคเดียวมี 20 จังหวัด มีจำนวนกองทุนหมู่บ้านฯ 34,108 กองทุน คิดเป็น 42% ของกองทุนหมู่บ้านฯทั่วประเทศ ดังนั้นเฉพาะแค่ภาคอีสานภาคเดียว มีสมาชิกกองทุนฯ 5.5 ล้านคน

จึงอาจกล่าวได้ว่าภาคอีสานเป็นภาคที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุด เมื่อใดที่รัฐบาลเพิ่มการจัดสรรงบประมาณลงไป อย่างล่าสุดรัฐบาล “บิ๊กตู่” อัดงบประมาณลงไปได้นำไปทำกิจกรรมต่างๆ เอาใจพี่น้องในพื้นที่ อาทิ โครงการร้านค้าประชารัฐ โครงการปั๊มน้ำมันชุมชน เพื่อบริการประชาชนพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก นับแต่ “บิ๊กตู่” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เกือบ 4 ปี จัดงบไปเกือนแสนล้านบาท เพราะได้ช่วยให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งทุน กระตุ้นการใช้จ่ายในภาคชนบท แถมได้คะแนนเสียงไปด้วยในตัว มีหรือรัฐบาลท็อปบู๊ต จะไม่ต่อยอดมาเป็นไม้เด็ดทางการเมืองเรียกคะแนนเสียงให้กับรัฐบาล

บทเรียนปมป่าแหว่งดอยสุเทพความชอกช้ำไร้ค่าสู่บรรทัดฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550927

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 08:11 น.

บทเรียนปมป่าแหว่งดอยสุเทพความชอกช้ำไร้ค่าสู่บรรทัดฐาน

โดย….เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าบ้านพักศาลตุลาการเชิงป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ไม่บานปลายกลายเป็นข้อพิพาทมหากาพย์ รัฐบาลสามารถยุติปัญหาขัดแข้งกับภาคประชาชนได้ โดยรัฐบาลห้ามเข้าไปอยู่อาศัยพร้อมกับส่งมอบพื้นที่ให้กรมธนารักษ์เข้ามาดูแลจัดการ และฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับเขียวขจีเหมือนเดิม

ในเรื่องนี้มีนักวิชาการที่คลุกคลีกับสิ่งแวดล้อมมานานอย่าง ธงชัย พรรณสวัสดิ์ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง กลุ่มที่เรียนมาสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะบอกสิ่งแวดล้อมไปทางเชิงกายภาพและออกแบบสิ่งต่างๆ ให้มลพิษลดน้อยลง

แต่ในมลพิษน้อยลงก็จะเห็นว่าบางครั้งชุมชนบอกว่า ถึงแม้จะได้มาตรฐานแต่คุณภาพอากาศยังใช้ไม่ได้นั่นเป็นสังคมศาสตร์ เช่นเดียวกับนิติศาสตร์ ถ้าเห็นว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อันนี้เป็นบทเรียนให้เห็นว่าการมองสิ่งแวดล้อมไม่สามารถมองเพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเท่านั้น

“ตรงนี้ไม่สามารถโทษใครได้ เพราะต่างคนต่างทำภารกิจของ ตัวเอง แน่นอนว่าตรงนี้บทเรียนว่าหากจะทำโครงการอะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ต้องพึงสังวรไว้ว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ” ธงชัย ให้ความเห็น

ในส่วนทางออกการพูดคุยจนได้ข้อสรุปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ธงชัย มองว่าเป็นเรื่องดี เป็นการแก้ไขปัญหาโดยทุกคนยอมรับ แม้อาจจะไม่มีใครได้ประโยชน์ 100% แต่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ ถ้าได้ผืนป่าคืนแล้วต้องทุบบ้าน ตึกทิ้งถือว่าเสียเงินงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ การหาทางออกร่วมกันคือการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

เช่นเดียวกับ เพ็ญโฉม แซ่ตั้งผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนวิธีคิดและเรื่องธรรมาภิบาล เพราะโครงการนี้อนุมัติได้อย่างไร ทั้งที่การอนุรักษ์ป่าไม้มีความสำคัญ จนไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่าโครงการ นี้ไม่ปกติ ส่วนข้าราชการระดับสูง ไม่ใช่ว่าจะไม่ทราบความอ่อนไหวเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ ควรมีการคัดค้านก่อนจะเริ่มต้นก่อสร้าง

“ถ้าหากว่าภาคประชาชนไม่ลุกขึ้นมาคัดค้าน มันจะไม่สามารถหาข้อยุติได้ นั่นหมายถึงว่าหากหยุดโครงการ ไม่ได้ ปัญหาความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ ระบบนิเวศ จะเกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งถ้าประชาชนไม่เข้มแข็งจะ ไม่สามารถหยุดกระบวนการนี้ได้ตามปกติ จึงสะท้อนวิธีคิดของข้าราชการระดับสูงในรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เลยสะท้อนออกมาว่าต้องใช้พลังมวลชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แท้จริงไม่อยากให้เกิดขึ้น” เพ็ญโฉม ระบุ

เพ็ญโฉม มองเรื่องนี้อีกว่า ต้องการเห็นความชอบธรรมที่มากกว่าปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นเรื่องผูกพันกับนโยบาย ประโยชน์ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ไม่สามารถหาบรรทัดฐานที่ดีได้ จึงหวังว่ากรณีนี้จะทำให้ความคิด แบบแผนต่างๆ ที่รัฐบาลจะนำไปแก้ไขในวันข้างหน้า ควรต้องมีการทบทวน และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมมากกว่านี้

ทั้งหมดนี้สะท้อนความเสียหายในเชิงรูปธรรม เสียหายเชิงงบประมาณ ทรัพยากรที่สูญเปล่า และสิ่งที่เสียหายมากที่สุดคือ ความเชื่อถือความศรัทธาที่ประชาชนจะมีต่อข้าราชการ นักการเมือง รัฐบาล มันทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถไว้วางใจได้หากขาดการตรวจสอบ รวมถึงความเสียหายต่อภาพลักษณ์ในกระบวนการยุติธรรม จึงหวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีกับผู้เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งก.พ.62 นับหนึ่งเปลี่ยนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550883

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 14:28 น.

เลือกตั้งก.พ.62 นับหนึ่งเปลี่ยนประเทศ

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานวันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2561 พร้อมรับฟังการอภิปรายเรื่อง “อภิวัฒน์สยาม 2562 : ความหวังและอนาคตประเทศไทย” ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วม

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ ถ้ามองผลอภิวัฒน์ 2475 และมาดูปัจจุบัน อ.ปรีดี ทำอะไรมาบ้างกว่า 80 ปีที่ผ่านมา อะไรที่สำเร็จและไม่สำเร็จ และเป็นภารกิจที่คนรุ่นปัจจุบันต้องทำต่อ ซึ่งการอภิวัฒน์ 2475 เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับภาครัฐ แต่ผ่านมา 86 ปี อำนาจนั้นจนถึงปัจจุบัน ประชาชนยังไม่ได้รับ

ทั้งนี้ ต้องพูดให้ชัดว่าหลักการเสาค้ำยัน 2475 ยังไม่ได้ถูกสถาปนารากลึกลงในสังคมไทย สำนึกพลเมือง การอภิวัฒน์ 2475 สิทธิเสรีภาพ และเสมอภาคให้ประชาชน สิ่งต่างๆเหล่านี้ยังไม่มี การเลือกตั้งอาจมีจริง แต่การอภิวัฒน์ต้องสานต่อ และพูดเพราะเข้าใจดีสังคมไทยยังไม่มีความหวัง ต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้การเลือกตั้งปี 2562 มีจริง แต่ควรเอาหลักกฎหมายจากการปฏิวัติ 2475 กลับมาสังคมไทยอีกครั้ง

ส่วนตัวอยากยกตัวอย่าง อาทิ น้ำท่วมอยุธยา หลายพื้นที่นอกกทม.มีปัญหาดังกล่าว คนในพื้นที่เหล่านี้ ปีหนึ่งจะเจอสภาวะนี้ 2-3 เดือนต่อปี เมื่อลดก็เจอปัญหาค่าซ่อมบ้าน รู้ดีว่าน้ำท่วมนอกกทม.เกิดจากสาเหตุอะไร เพราะกันไม่ให้ทะลักเข้าเขตเมือง มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ หากเป็นฉันทามติมาบางกลุ่มต้องรับน้ำ ก็ควรได้ค่าตอบแทนจากเรื่องนี้

“การลดความเหลื่อมล้ำทั้งหมด จะจัดการไม่ได้ถ้าไม่พูดถึงประชาธิปไตย และมันต้องไปด้วยกัน ตัวอย่าง เมืองซุก สวิสเซอร์แลนด์ เมืองนี้ตัดสินใจหากคุณจะจ่ายเงินรัฐค่าบริการโดยใช้ระบบดิจิตอล ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนา แต่ไทยต้องมาจากส่วนกลางตัดสินใจ ถ้าเปิดโอกาสให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ พลังจะถูกปลดปล่อย ผมปฏิเสธคนต่างจากไม่มีศักยภาพในการพัฒนา ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องคนเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่แค่ไม่มีอำนาจ”

ทั้งนี้ หากได้เป็นนายกฯ การแก้รัฐธรรมนูญคงไม่ถูก แต่ควรยกเลิกมากกว่า เพราะมีรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย แต่เนื้อหาหลักการไม่มีความเชื่อและยึดโยงหลักการนี้ รัฐธรรมนูญ 60 เขียนกลไกไว้มาก แก้ไม่ได้ แต่ยกเลิกได้ด้วยการสร้างความเห็นด้วยทั้งสังคม และร่างใหม่ที่มาจากปชช. เพราะรัฐธรรมนูญ 40 ลืมบอกให้ทหารออกจากการเมือง ดังนั้น เมื่อเขียนใหม่ต้องจัดการเรื่องนี้ด้วย

ขณะที่ รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนต้องมีความหวัง ย้ำคิดย้ำทำ ไม่ได้ เลือกตั้งเกิดขึ้น สิ่งดีๆเกิดขึ้นตามมาแน่นอน แต่มีเงื่อนไข 2 ประการ 1.ต้องได้ผู้แทนของประชาชนแท้จริง หากไม่ใช่การเลือกตั้งก็ไม่มีความหมาย และ 2.การเลือกตั้งต้องได้คนพร้อมร่วมทุกข์ สุข ป้องผลประโยชน์ประชาชน

ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องรู้เท่าทันพรรค และนโยบายของพรรค เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนโยบายใหม่ๆออกมามาก แต่ต้องคิดให้ดีเพราะอาจเป็นอันตรายต่อประเทศระยะยาว แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังห้าม แต่อยากให้ประชาชนศึกษาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกับเรื่องนโยบาย วิเคราะห์ว่านโยบายสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองหรือไม่

“ประชาธิปไตยไม่ใช่หยุดที่การเลือกตั้ง แต่ต้องนำไปสู่เศรษฐกิจประชาธิปไตย ไม่ใช่การผูกขาด แต่สามารถทำให้รายเล็กรายย่อยลืมตาอ้าปากได้ และต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นให้ได้ หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ บริหารประเทศในช่วงประเทศเจอวิกฤติ แนวนโยบายบริหารจึงต่างกับสภาวะปกติ

ความง่ายในการบริหารจึงต่างจากรัฐบาลอื่น โจทย์คือใครขึ้นมาก็ต้องแก้ไข จะเห็นได้ว่าคนรวย 50 คนในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 5 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณประเทศ  ดังนั้น จะคลี่มาสู่คนชนชั้นกลางทำอย่างไร จึงต้องมาหลายมิติ โดยให้คนจนมีที่ดินทำกิน สอดคล้องกับ อ.ปรีดี”

การลดความเหลื่อมล้ำต้องส่งเสริมศักยภาพให้กับเกษตรกร การศึกษา และหัวใจสำคัญ คือ การศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ดีแต่ยังไม่มากพอในการตอบโจทย์กับเยาวชนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น ต้องกระจายให้โรงเรียนออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาการศึกษา สอนแบบท่องจำไม่ได้ ต้องสอนให้มีทักษะการใช้ชีวิต หากได้เป็นนายกฯ ทำเรื่องการกระจายอำนาจ ปฏิรูปตำรวจ กระจายจากส่วนกลางไปภูธร เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้พ่อเมืองมาจากคนที่ประชาชนรู้จัก ไม่ใช่การโยกย้าย

ด้าน วราวุธ ศิลปอาชา ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งปี 62 เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนไทยเจนวาย เจนแซด ใช้สิทธิเปลี่ยนแปลงประเทศ แม้ตั้งความหวังไว้สูงบ้าง ต่ำบ้าง เพราะรัฐธรรมนูญ 60 เปลี่ยนแปลงบางส่วน มีข้อด้อย ข้อจำกัด การบริหารงานของรัฐบาล ต้องขอความเห็นชอบศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ

“เห็นด้วยหลายข้อต้องแก้ แต่การเลือกตั้ง ก.พ. 62 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างการเลือกตั้งมาเลเซีย ฝ่ายค้าน มหาเธร์ โมฮัมหมัด กลับมาด้วยคะแนนเสียงประชาชน และการเลือกตั้งของไทยหลายสิบล้านคน เป็นการลงคะแนนครั้งแรก เพื่อเห็นว่าก้าวต่อไปของประเทศเป็นอย่างไร ก.พ.ออกมาเป็นจุดเริ่มต้น แต่อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แต่เป็นการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น”

ส่วนความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมา ความแตกต่างสังคมเมือง ชนบท การให้โอกาสเท่าเทียมสำคัญที่สุด เช่น การศึกษามีคุณภาพ ปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้ผลโอเน็ต 34 โรงเรียนอยู่ในกทม. และที่เหลือกระจุกตัว 9 ในจังหวัด การเข้าถึงโอกาสต่างๆยังมีความไม่เท่าเทียม รวมถึงการรักษาพยาบาล แม้แต่การจัดเก็บภาษีคนรวยจ่ายได้ คนจนบางคนอาจไม่จ่าย แต่คนชนชั้นกลาง เหมือนถูกกลั่นแกล้งในเรื่องการจัดเก็บภาษี สิ่งเหล่านี้ต้องจัดการให้เท่าเทียมกัน

“อาจแก้ไม่ได้ หนึ่งหรือสองรัฐบาล หรือ หนึ่ง สอง การเลือกตั้ง แต่ต้องดำเนินการต่อไป เมื่อถึงเวลาเชื่อว่า ความรวย จน ช่องว่าง ต่างจังหวัด คนเมือง จะหายไป และหากได้เป็นนายกฯ จะตั้งสสร.ใหม่ เพื่อทำให้การร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากทุกภาคส่วน”

ขัตติยา สวัสดิผล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย มองว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้า มีความหวังเปลี่ยนแปลงประเทศ จะมีคนรุ่นใหม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถามว่าจะมีทัศนคติอย่างไร มองการเมืองไทยแบบไหน ซึ่งไม่ใช่คนรุ่นใหม่เท่านั้น 4 ปีการรัฐประหาร ไม่ได้ช่วยให้ประเทศภาพรวมดีขึ้น ดังนั้น ควรนำประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตยเหมือนเดิม

ทั้งนี้ ไม่ควรมีอำนาจนอกระบบมาขั้นกลาง และอยากให้เติบโตไปตามธรรมชาติ การเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นครั้งแรกของคนรุ่นใหม่ หรือ โหวตเตอร์ 8 ล้านเสียง ซึ่งสำคัญต่อการเลือกตั้ง และอยากมีส่วนร่วมในทางการเมือง มีโอกาสเข้าคูหาเพื่อกา ซึ่งเป็นสัญญาณประชาธิปไตยว่าจะเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ แม้กระทั่งผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็ถึงเวลาอยากใช้สิทธิเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ประชาธิปไตยอาจไม่ดีที่สุด แต่เป็นระบบที่ดีที่สุด ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ การพัฒนาล่าช้าถือว่าไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง เช่น คมนาคม ถ้าเข้าไปถึงทุกพื้นที่ ทุกอย่างจะเป็นรายได้ออกมาหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และเป็นการเข้าถึงความเจริญเติบโต กระทั่งควรทำให้วัยรุ่นในต่างจังหวัดรู้สึกถึงความเท่าเทียมกับคนกทม. การแก้ไขตรงนี้ จะลดความเหลื่อมล้ำ และควรจะเลือกคนในพื้นที่ เพราะเข้าใจ และเมื่อทำตรงนี้ได้ ก็จะขยายภาษีเอามาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

นอกจากนี้ หากได้เป็นนายกฯ แก้รัฐธรรมนูญ อาจทำประชามติแบบรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ เพื่อให้ตัวแทนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ และการทำมาหากินของประชาชน เพราะผู้ร่างอาจอยู่ไม่นาน แต่คนอยู่นานอยากให้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะ 20 ปีนานเกินไป

ปฏิรูปภาครัฐ บูรณาการทุกองคาพยพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550831

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 07:01 น.

ปฏิรูปภาครัฐ บูรณาการทุกองคาพยพ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นการปฏิรูปประเทศนับเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และในฐานะนายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนเปลี่ยนผ่านคืนอำนาจประชาชน ไปสู่การเมืองแบบโลกประชาธิปไตย

เบญจวรรณ สว่างนิทร รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สะท้อนเรื่องดังกล่าวทุกอย่างเป็นตามตัวบทที่รัฐธรรมนูญกำหนด และมาดูว่าภารกิจเพื่อสอดรับมีอะไร สรุปรวมมี 6 ประเด็นหลัก 24 กลยุทธ์ และ 56 แผนงานดำเนินงาน

ทั้งนี้ ใน 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1.บริการภาครัฐ สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์วิถีชีวิตประชาชน 2.ระบบข้อมูล ภาครัฐมีมาตรฐาน ทันสมัย และเชื่อมโยง กัน ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล 3.โครงสร้าง ภาครัฐกะทัดรัด ปรับตัวได้เร็วและระบบงาน มีผลสัมฤทธิ์สูง

4.กำลังคนภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสม และสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 5.ระบบบริหารงานบุคคลที่สามารถดึงดูด สร้าง และรักษาคนดี คนเก่งไว้ในภาครัฐ และ 6.การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คล่องตัว โปร่งใส และมีกลไกป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน

อย่างไรก็ดี สภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ยังไม่ลงล็อก เช่น ส่วนกลางไปตั้งในพื้นที่ ซึ่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่าทุกส่วนราชการสามารถมีเขต แต่ต้องทำงานด้านวิชาการ ทว่า ขณะนี้มีหลายรูปแบบมาก และจากการสำรวจล่าสุดสมัยดำรงตำแหน่ง สปท.มีมากกว่ากฎหมายกำหนด

“เราต้องยอมรับความเป็นจริง เพราะรูปแบบเป็นอย่างนี้ต้องคิดว่าใช่หรือไม่ใช่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ถูกหรือไม่ถูก เพราะในเขตพื้นที่นั้น มีทั้งขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด และมีทั้งขึ้นกับอธิบดี ปลัดกระทรวง แล้วจะฟังใคร สุดท้ายก็ต้องฟังผู้มีอำนาจ”

เบญจวรรณ อธิบายต่อว่า ส่วนตัวจึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานนำร่อง เพื่อจัดระบบตรงนี้ ให้ได้ ดังนั้น แต่ละเรื่องมีความคืบหน้าในตัว ทว่า เรื่องในประเทศไทยมีเยอะมาก เพราะบางเรื่องมีที่มามากมาย และทั้งหมดเป็นเรื่องปรับโครงสร้างทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ต้องประเมินสถานภาพส่วนราชการทุกกระทรวงทุกปีและส่งให้รัฐสภา ดังนั้น ทุกอย่างที่ดำเนินการเคลื่อนตลอด แต่อาจจะยังไม่ทันใจคนดู นอกจากนี้ยังมีหลายแผนงานแอเรียเบส การบริหารจัดการหลายเรื่อง เช่น ปัญหาในพื้นที่ก็ต้องให้พื้นที่มีส่วนร่วมด้วย และคิดว่าต้องลงพื้นที่สักครั้ง เพื่อหาแนวดำเนินการส่วนนี้ ซึ่งกำลังดูว่าจะเป็นพื้นที่ไหน เพื่อใช้เป็นจังหวัดนำร่อง

“การบริหารส่วนราชการยอมรับว่า ไม่หนีแผนงาน แผนเงิน และแผนคน ส่วนไหนจะเดินได้แค่ไหน คุณก็จะต้องบอกมาตรงนี้ชัดๆ แต่รัฐบาลเองก็พยายามบริหารเรื่องพวกนี้ให้มันคล่องตัว มาว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป และที่สำคัญเราเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพการ กระจายอำนาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่น และเพิ่มพัฒนาขีดความสามารถท้องถิ่น”

อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการ ทุกวันนี้ต้องมาจากตัวกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งหลายคนชอบอ้างมาตรา 11(4) ก็ถูก ในเรื่องของหลักการบริหารราชการ นายกฯ ผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายปกครอง สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตรงไหนมีปัญหาก็เอามาให้คนมีความสามารถบริหารหรือผลักดัน นโยบายไปได้

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากเห็นเป็นรูปธรรมและจากการสอบถามความเห็นหลายที่คือ การประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีตรงนี้ แล้วจะไปอยู่กระทรวงไหน หรือข้าราชการประเภทไหนก็ได้ เริ่มจากข้อสอบภาค ก. ของ ก.พ. ซึ่งวัดทั้งความคิดเชิงวิเคราะห์ การสื่อสาร ตรรกะ และปัจจุบันเพิ่มภาษาอังกฤษเข้ามาด้วย

“ถามว่าภาค ก. แข่งกับใคร แข่งกับตัวเอง ใช้ได้ตลอดชีวิต คุณมีแล้วคุณเดินไปไหนก็ได้ คุณพอใจจะไป กรมนี้ ดังนั้น เรื่องอะไรที่จะเห็น เราคิดว่าเรื่องน่าจะสำเร็จได้โดยเร็ว เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และทุกคนสนับสนุนมาก และควรทำเรื่องนี้ เพื่อทำให้ได้คนมาตรฐานเดียวกัน”

รองประธานกรรมการบริหารราชการแผ่นดินขยายความต่อว่า ทั้งหมดอยู่ในเป้าดำเนินการ แต่ไม่สามารถทุบโต๊ะได้ทันที เพราะการทำอะไรต้องอาศัยความเห็นร่วมกัน แต่สิ่งควบคู่กับเรื่องพวกนี้ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้สำเร็จเพื่อบังเกิดผล

ขณะเดียวกัน ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ใช่เฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงทุกด้าน ไม่ใช่ระบุว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้มันคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา เพราะระบบราชการเกี่ยวข้องเยอะ แต่ต้องมีเรื่องควรผลักดันให้เห็นผลโดยเร็วได้ ในสิ่งที่คิดว่าเกิดประโยชน์จริงๆ

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวไม่มีความกังขาต่อการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เนื่องจากเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด 5 ปี ในการปฏิรูปประเทศ และในฐานะที่ทำมาตลอดชีวิตราชการมั่นใจว่าจะสามารถผ่านจุดนั้นได้ ท้ายที่สุดไม่มีอะไรดีที่สุด 100% หรือเสีย 100% แต่เมื่อช่างน้ำหนักแล้วอะไรที่เหมาะสมมากกว่ากัน

ขณะนี้รัฐบาลให้ส่วนราชการเอาแผน 11 ด้าน ไปดูว่ากรมตัวเองเกี่ยวกับแผนไหน เรื่องอะไรบ้าง และไปประมวล สรุป และทำแผนรายละเอียดขั้นปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ โดยต้องรายงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 90 วัน

ชีวิตสุดโลดโผนจอมแฉตัวจี๊ดธุรกิจสีเทา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550733

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 06:36 น.

ชีวิตสุดโลดโผนจอมแฉตัวจี๊ดธุรกิจสีเทา

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ชั่วโมงนี้ชื่อของ “รองต่อ” พ.ต.ท. สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล 2 ในฐานะที่ปรึกษาตลาดใหม่ดอนเมือง คงร้อนแรงไม่แพ้ข่าวรัฐบาลดูดนักการเมืองร่วมงาน แน่นอนการลุกขึ้นมาประจันหน้าระหว่าง พ.ต.ท.สันธนะ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ภายในตลาดใหม่ดอนเมือง กลายเป็นไฟปะทุขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด จากจุดเริ่มต้นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริม เครือเมจิก สกิน ไปสู่การปลุกอารมณ์เรียกอดีตนายตำรวจคนนี้ขึ้นมาตอบโต้ แถมยังลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงรัฐบาล

ขนาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ยังออกมาพูดถึงพฤติกรรม พ.ต.ท.สันธนะ ว่ารับไม่ได้กับกิริยาท่าทางเช่นนี้และเสียดายที่เคยเป็นตำรวจมา แน่นอนถ้าเป็นคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำไม่มีทางจะกล้าขึ้นมาต่อกรกับตำรวจ หรือผู้มีอำนาจเด็ดขาด ความมั่นใจที่ พ.ต.ท. สันธนะ แสดงออกมาให้สังคมเห็น แล้วว่าไม่เคยกลัวอำนาจใดๆ เพราะชีวิตผู้ชายคนนี้ผ่านลูกปืนผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะวงการนักเลง รู้จัก พ.ต.ท.สันธนะ อย่างลึกซึ้ง

เหตุการณ์หวาดเสียวที่สุดในชีวิตอดีตตำรวจคนนี้ คือการถูกผู้มีอิทธิพลบางกลุ่มใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงแถว สามแยกสวรรคโลก ตัดถนนสุโขทัย กรุงเทพฯ หมายหวังลอบสังหารเอาชีวิต แต่ดวงไม่ถึงฆาตดันกลายเป็น ลูกน้องคนสนิทรับเคราะห์กรรมแทนถูกคมกระสุนฝังร่าง

หากใครเคยสัมผัสหรือใกล้ชิด พ.ต.ท. สันธนะ จะรู้ทันทีว่าเป็นคนใจกว้าง ใจถึงพึ่งได้รักพี่น้องรักเพื่อนฝูง ที่สำคัญช่างโอภาปราศรัย ไม่แปลกที่คนลักษณะนี้จะเปี่ยมไปด้วยมิตรสหายจำนวนมากทุกวงการ ที่สำคัญชอบใช้ชีวิตตอนกลางคืนนอนดึกตื่นสาย ทุกวันนี้ยังคงใช้ชีวิตเหมือนตำรวจนักสืบ มีเซฟเฮาส์ส่วนตัวมีการระวังตัวทุกก้าว เดินทางไปไหนมาไหนมักมีคนคอยติดตามไปเสมอ

จอมปูดข่าวอย่าง พ.ต.ท.สันธนะ ทุกครั้งที่ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกเสียงฮือฮาได้เสมอ ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้คงขาดสีสันไปไม่น้อย ชอบออกมาเปิดประเด็นเกี่ยวกับธุรกิจสีเทา ธุรกิจลับ บ่อน ผู้มีอิทธิพล ด้วยลีลาท่าทางการพูดสไตล์นักเลงทำให้ข้อมูลดูน่าสนใจผนวกกับเคยเป็นถึงอดีตตำรวจสันติบาลย่อมมีข้อมูลเชิงลึกชวนน่าติดตาม และทุกครั้งเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์และสื่อหลักทุกฉบับ

ยิ่งตอกย้ำว่า พ.ต.ท.สันธนะ กว้างขวางเพียงใด ไม่กี่ก่อน ลึม เฮงเจ้าของสายตะกูรีสอร์ทและกาสิโน ฝั่งกัมพูชาติดชายแดนประเทศไทย ยังแจกบัตรเชิญให้ไปร่วมงานเปิดบ่อนอย่างเป็นทางการอีกด้วย ทุกวันนี้ อดีตนายตำรวจสนใจกีฬาการแข่งขันม้าอย่างมาก ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับม้า เป็นเจ้าของคอกม้ามิตรภาพไทยเวิลด์และเจ้าของม้าแข่ง นักเล่นนักชมม้ามักเจอผู้ชายคนนี้ตามสนามแข่งขันม้าชื่อดังอย่างสมาคมราชกรีฑาสโมสร หรือสนามฝรั่ง

พ.ต.ท.สันธนะ คือใคร ทำไมกล้าลุกขึ้นโชว์พาวเวอร์ในยุครัฐบาลทหาร ย้อนดูประวัติปูมหลังดีกรีไม่ธรรมดา ปัจจุบัน พ.ต.ท.สันธนะ อายุ 59 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 6 คนของ พล.ต.ต.สมชาย และ นิตยา ประยูรรัตน์ ภรรยาชื่อ พรรณี ประยูรรัตน์ มีบุตร-ธิดา 2 คน และ ยังเป็นน้องชายในสายเลือดของ พ.ต.อ. สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ต.ท.สันธนะ สำเร็จการศึกษามัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 17 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 เมื่อปี 2523 วิทยาลัยตำรวจเอฟบีไอ สหรัฐอเมริกา ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ส่วนเส้นทางชีวิตราชการตำรวจ พ.ต.ท.สันธนะ เคยเป็นสารวัตรงาน 5 กองกำกับการ 3 กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจสันติบาล สารวัตรงาน 4 ฝ่าย 4 กองตรวจคนเข้าเมือง 2 ขึ้นรอง ผู้กำกับการชุดตรวจงานป้องกัน ปราบปราม ส่วนตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ และรองผู้กำกับการ 1 กองตำรวจสันติบาล 2 ก่อนตัดสินใจ ทิ้งดาวบนบ่าไว้เป็นความทรงจำในปี 2543 ลาออกจากราชการ

นอกจากนี้ เส้นทางการเมือง พ.ต.ท.สันธนะ ยังลงเล่นการเมือง เคยลงสมัคร สส.กทม. เขตบางเขน ในยุคพรรคประชากรไทย ตอนนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรค และลงสมัคร สว. ปี 2549 ก่อนรัฐประหาร แต่สอบตก และยังกลับมาสอบตกอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2550 กับพรรคประชากรไทยยุคหลัง  ที่สำคัญยังเป็นแกนนำระดับแนวหน้าของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ออกมาประท้วงสู้กับ “ระบอบทักษิณ”

กว่า 20 ปี พ.ต.ท.สันธนะ หันหลัง ให้กับเครื่องแบบสีกากี แต่ใช่ว่าจะทิ้งชีวิตห่างหายจากวงการความเป็นตำรวจยังมีเพื่อนผองในวงการตำรวจ ทหาร อีกหลายคนรับราชการอยู่ในปัจจุบันยังพบปะกินเลี้ยงกัน ซึ่งส่วนใหญ่ติดยศนายพลกันหมดแล้ว ด้วยความโชกโชนในชีวิตของอดีตนายตำรวจคนนี้ที่มี ความลับสีเทามากมายที่พร้อมออกมาแฉ ต้องจับตาดูต่อไปในอนาคตชีวิตผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร

หวั่นสงครามโซเชียล ขวางสันติสุขชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550616

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 06:34 น.

หวั่นสงครามโซเชียล ขวางสันติสุขชายแดนใต้

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดน ภาคใต้ ซึ่งดำเนินการมาร่วม 5 ปี ก็เริ่มเห็นรูปธรรมการเกิดสันติสุขมากขึ้น เมื่อคณะผู้พูดคุยทั้งฝ่ายไทยและกลุ่มผู้เห็นต่าง ยอมรับร่วมกันที่จะกำหนดให้พื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พื้นที่สีแดงซึ่งเกิดปฐมบทความรุนแรง ตั้งแต่การบุกปล้นปืนทหารในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี 2547 โดยจะให้พื้น อ.เจาะไอร้อง นำร่องโครงการพื้นที่ปลอดภัยหรือเซฟตี้โซน (Safety Zone)

พ.อ.วัฒนา กรมขันธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยว่า แนวทางการปฏิบัติจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. ช่วง 3-6 เดือนแรกจะเป็นขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ และช่วงหลัง 6 เดือน เป็นขั้นตอนนำไปสู่เป้าหมายการกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยการปฏิบัติยังคงใช้กำลังปกติ และกำลังจากภาคประชาชน

“เราจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกเรื่อง และเมื่อครบกรอบเวลาที่กำหนดจะเพิ่มเติมมาตรการต่างๆ ลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนจะลดการก่อเหตุความรุนแรงเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้น ต้องเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวกำหนดขึ้นเพื่อแสดงความไว้วางใจทั้งสองฝ่าย ในส่วนของรัฐจะต้องไม่นำกำลังทหารหรือดำเนินการใดๆ เพื่อก่อให้เกิดปัญหา ในขณะที่กลุ่มผู้เห็นต่างจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ ด้วยเช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ทั่วไปต้องสามารถพิสูจน์ทราบได้” พ.อ.วัฒนา กล่าว

พ.อ.วัฒนา กล่าวอีกว่า แม้ว่าจะมีแนวคิดให้ อ.เจาะไอร้องเป็นพื้นที่เซฟตี้โซน แต่การดูแลรักษาความปลอดภัยยังคงจำเป็นต้องอาศัย  พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กระบวนการพูดคุยอยู่ในขั้นตอนการสร้างความไว้วางใจ รวมถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า และขณะนี้มีกลุ่มผู้เห็นต่างหลายกลุ่ม ยืนยันว่าเป็นตัวจริง สามารถควบคุมการปฏิบัติการในพื้นที่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวหากขยายเวลาการพูดคุยออกไป จะทำให้เราเห็นว่า กลุ่มไหนเป็นตัวจริง กลุ่มไหนมีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป

ด้าน พ.อ.สุภกิจ รู้หลัด รองผู้อำนวยการสำนักข่าว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ก็บอกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในห้วงที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างสันติสุขที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2563 คือการใช้กลุ่มเครือข่ายเยาวชน กระจายข่าวผ่านโซเชียล มีเดีย ที่อาจขยายผลก่อความรุนแรง

“การข่าวพบว่าใน กทม. มีเยาวชนใน 2 สถาบันการศึกษาปลุกระดมแนวร่วม และยังพบข้อมูลการโพสต์โซเชียล ในเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดใช้ภาคใต้ หรือกลุ่ม Permas ซึ่งเป็น 1 ใน 28 กลุ่มเฝ้าระวัง โดนต้องใช้ยุทธวิธีทางด้านการข่าวที่ไม่เปิดเผยเข้าไปสร้างความเข้าใจกับเยาวชน เพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัดในแง่ตัวบุคคลที่จะเรียกมาปรับทัศนคติ”

ด้าน มนพ บุญทวีโรจน์ ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดยะลา มองว่า แม้รัฐจะพยายามให้เกิดพื้นที่สันติสุข กำหนดพื้นที่เซฟตี้โซนแต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่ การรักษาความปลอดภัยครูมีความจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่เกิดเหตุการณ์แต่ประมาทไม่ได้ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าเหตุการณ์ในพื้นที่ยังไม่สงบ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

“ต้องยอมรับว่า การรักษาความปลอดภัยโดยเข้มแข็งและจริงจังนั้นทำให้เหตุการณ์ลดลง ประกอบกับการที่โรงเรียนได้ใช้ความสัมพันธ์ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำลังภาคประชาชนมาช่วยกันดุแลรวมกับฝ่ายปกครองทุกฝ่าย เหตุการณ์กับครูจึงลดน้อยลงเป็นอย่างมาก แต่ก็คิดว่าการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำต่อไป”

ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดยะลา กล่าวว่า สำหรับโรงเรียนพื้นที่ในเมืองไม่น่าห่วง ที่น่าห่วงคือพื้นที่โดยทั่วไป เพราะว่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไร แม้รัฐจะต้องพยายามให้เกิดพื้นที่สันติสุข กำหนดพื้นที่เซฟตี้โซนก็ยังเกิดได้ การเคลื่อนไหวก็ยังมีอยู่

มันแค่วิกฤตของความกลัว สถานศึกษาจะไม่มีทางปิดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550509

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

มันแค่วิกฤตของความกลัว สถานศึกษาจะไม่มีทางปิดตัว

“ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เยอะกำลังตื่นกลัวกับอนาคต แต่เราไม่เคยถามเด็กเลยว่าพวกเขากลัวด้วยหรือไม่ เด็กทุกวันนี้ไม่ได้คิดเหมือนกับผู้ใหญ่แล้ว”

*************************

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ท่ามกลางความกังวลว่าอุดมศึกษาไทยกำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงวิกฤต ผลจากอัตราการเกิดที่น้อย แม้แต่การปิดตัวของบางมหาวิทยาลัย และการยุบบางคณะวิชาเพราะไม่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน

บนความก้าวย่างของความกังวล มหาวิทยาลัยเอกชนยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถูกตอบอย่างกระจ่างผ่าน ทิพรัตน์ วงษ์เจริญ รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งมองสิ่งที่ถูกเรียกว่าวิกฤต เป็นแค่ความตื่นกลัวเท่านั้น

ทิพรัตน์ ขยายความว่า ข่าวคราวที่ว่ามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวไปแล้ว 500 แห่ง ขณะที่มหาวิทยาลัยในไทยก็ทยอยปิดตัวไปนั้น เป็นความวิกฤตของความตื่นกลัวเท่านั้น แต่หากมองให้เป็นปกติ ก็จะเห็นภาพของมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาที่เป็นสถานที่เรียนรู้ ซึ่งเรามีมาแต่โบราณกาล แน่นอนว่าในวันข้างหน้าจะต้องมีอยู่ สถานเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ต้องการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แล้วเช่นนี้จะวิกฤตไปได้อย่างไร

“หากเราไปตีกรอบว่ามหาวิทยาลัยจะปิดตัว แสดงว่าเรากำลังดูเพียงโครงสร้างเท่านั้น แต่หากมองในเนื้อหาลึกๆ แล้ว สถานศึกษาไม่มีคำว่าวิกฤตหรอก นี่คือมุมมองของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คำว่าวิกฤต เราไปโยงกับคำว่าเด็กเกิดน้อยลง เข้าเรียนน้อย ก็ไม่แปลก เพราะจริงๆ แล้วสถานศึกษาขอให้มีคนเข้าเรียน และไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นเด็กเสมอไป เพราะคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต นี่คืออนาคตที่เราต้องเห็นภาพ แม้แต่คนที่เรียนจบแล้วยังต้องเรียนรู้ต่อไปอีก”

สิ่งที่ทำให้ ทิพรัตน์ ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยกรุงเทพมองเช่นนี้ ก็เพราะทุกวันนี้หากมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่สถานศึกษาต่างๆ ไม่เลือกวัยของกลุ่มคน หรือวัยที่อยากจะเรียนรู้ สถานเรียนรู้ก็ไม่อาจจะปิดตัวลงได้ เพราะหลักคิดของสถานศึกษาจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อแสวงหาความอยู่รอดร่วมกันในอนาคต

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ความกลัวของผู้ใหญ่ยังมีผลต่อเด็กอยู่ไม่น้อย

“ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เยอะกำลังตื่นกลัวกับอนาคต แต่เราไม่เคยถามเด็กเลยว่าพวกเขากลัวด้วยหรือไม่ เด็กทุกวันนี้ไม่ได้คิดเหมือนกับผู้ใหญ่แล้ว เขาไม่ได้มองว่าอนาคตน่ากลัว ผู้ใหญ่กำลังใส่ความกลัวให้กับเด็กตามมุมมองของผู้ใหญ่ แต่เด็กเกิดมาเพื่อโลกยุคอนาคต เราอย่าลืมตรงนี้”

รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เสริมว่า ความกลัวของผู้ใหญ่นั้นสะท้อนได้จาก หากเด็กตัดสินใจว่าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ผู้ใหญ่รอบข้างจะรีบห้ามทันที แต่ผลลัพธ์ที่เราเห็นๆ กันอยู่ก็คือเด็กก็เรียนได้ จบออกมาก็มีอาชีพ เด็กมีความกล้าที่จะมาเรียน แต่ทำไมผู้ใหญ่ต้องใส่ความกลัวให้กับเด็ก นั่นเป็นเพราะสังคมไทยมีกรอบของผู้ใหญ่ที่ตีไว้ให้กับเด็กๆ ทั้งๆ ที่เด็กไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเราแล้ว

“อาจารย์ใน ม.กรุงเทพ ตกลงกันว่า ใน 1 วันที่ทำงานจะต้องคุยกับเด็กให้ได้ถึง 80% เพื่อทำให้มุมมองของผู้ใหญ่เปลี่ยนไป มันทำให้เราสรุปออกมาได้ว่า ที่มันเกิดวิกฤตอุดมศึกษาในขณะนี้เป็นเพราะผู้ใหญ่ใช้ประสบการณ์ตัวเองจนเกินเหตุ คือเราหวังดีกับเด็ก กลัวว่าเด็กไม่มีอาชีพ ไม่มีอนาคต แต่เราเคยถามเด็กหรือยังว่าเขากลัวหรือไม่

“เด็ก ม.กรุงเทพ เราก็ถามเขา คำตอบที่ได้มาคือ อะไรคือตกงานคะอาจารย์ อะไรคือไม่มีอาชีพ เพราะทุกวันนี้เด็กๆ มีรายได้ขณะเรียน อย่างนี้เรียกอาชีพได้หรือไม่ เขาพิสูจน์ตัวเองได้ ถึงแม้ว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ก็ยังหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ดังนั้น นิยามอาชีพของผู้ใหญ่ที่ให้ความหมายคือ จบไปต้องไปสมัครงานในตลาดงานใช่หรือไม่ หรือเราต้องการทักษะการทำมาหากินกันแน่”ทิพรัตน์ ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนกับสังคมในสายพานของอาชีพแต่ละแขนงนั้น อาจารย์ผู้นี้มองต่างมุม เพราะตลาดแรงงานในปัจจุบันต้องการคนที่เก่ง และสามารถทำงานได้หลากหลายมากกว่าเดิม และมหาวิทยาลัยเอาแต่พร่ำบอกว่าจบไปให้ไปสมัครงาน เมื่อเด็กไปสมัครงานก็ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่หากเปลี่ยนมุมไม่ต้องบอกให้เขาไปสมัครงาน แต่ฝึกและสอนและเสริมเขาในฐานะ “โค้ช” ไม่ใช่ “อาจารย์” ที่เมื่อจบออกไปแล้วต้องพึ่งพาตัวเองได้ เขาจะไม่สนใจตลาดงาน และสามารถสร้างอาชีพของตัวเองขึ้นมาได้เช่นกัน

“ในอนาคตไม่มีงานแบบไหนที่มั่นคงหรอก ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่ต้องไปกังวลแทนเด็กในยุคนี้เลย เพราะเขากำลังจะพาสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เราไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้แล้ว ต้องรอเด็กยุคนี้พาสังคมให้ดียิ่งขึ้น”

ท้ายสุด แม้ภายนอกจะมองว่าอุดมศึกษากำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤต แต่ ทิพรัตน์ ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพและคณะอาจารย์ยังคงต้องหนักแน่น และเชื่อมั่นในแนวทางการสอนของตัวเองที่เปรียบอาจารย์คือโค้ช และนักศึกษาคือผู้เล่นที่ต้องฝึกฝนก่อนส่งสู่สนามชีวิตจริงๆ ในอนาคต และสิ่งสำคัญคือเด็กที่จบออกไปจะต้องไม่ไปเป็นภาระของพ่อแม่ เด็กต้องยืนได้ด้วยตัวเอง หากทำไม่สำเร็จ นั่นคือวิกฤตของอุดมศึกษาอย่างแท้จริง

“มหาวิทยาลัยกรุงเทพจะไม่ปิดตัวอย่างแน่นอน ตราบใดที่ยังมีคนมาให้สอน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน เราไม่ได้นั่งเฉยๆ มหาวิทยาลัยจะปิดตัวลงไปได้อย่างไร และหากวันใดไม่มีใครมาเรียนแล้ว นั่นสิ ถึงจะวิกฤตอย่างแท้จริง” ทิพรัตน์ ทิ้งท้าย