‘ราชภัฏ’หนีวิกฤต หลักสูตรกระทบวิทย์-สังคม ไร้คนเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550420

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

‘ราชภัฏ’หนีวิกฤต หลักสูตรกระทบวิทย์-สังคม ไร้คนเรียน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ผลจากสภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยลง รวมถึงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มค้นหาเส้นทางสู่ความสำเร็จในชีวิตโดยไม่พึงพาใบปริญญาบัตรเพิ่มมากขึ้นปัจจัยเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้หลายมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เช่นนั้นอาจถึงขั้นต้องปิดตัว

มหาวิทยาลัยราชภัฏจึงได้พยากรณ์ถึงปัญหาที่กำลังก่อตัวโดย เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดี ประธานที่ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้จำนวนนักศึกษาที่มาสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทุกแห่งมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากนักเรียนที่สำเร็จจากชั้นระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ลดลง จึงมีการพยากรณ์ว่าต่อจากนี้จำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยจะลดลงตามลำดับและไม่เพิ่มจำนวนได้อีกแล้ว นำไปสู่ปัญหาที่บางสาขาวิชาเรียนไม่มีนักศึกษามากพอเปิดห้องเรียนได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์วิกฤตอุดมศึกษา หากแต่ละมหาวิทยาลัยยังไม่เปลี่ยนแปลงจากนี้จะอยู่ลำบาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ต้องอาศัยค่าธรรมเนียมนักศึกษามาบริหารจัดการจะได้รับผลกระทบมากพอควร

ประธานที่ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏขยายความถึงจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้ สืบเนื่องจาก 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราการเกิดของเด็กลดน้อยลง การแต่งงานน้อยลง อัตราการมีบุตรช้า บางครอบครัวไม่ต้องการมีบุตร หรือมีบุตรคนเดียว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประชากรลดลงและแสดงผลออกมาในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของแต่ละมหาวิทยาลัยจึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อบริหารท้องถิ่นของตนเอง จึงมีหน้าที่ผลิตนักศึกษาและพัฒนาชุมชน มุ่งเน้นผลิตบุคลากรครู ไม่ใช่มีหน้าที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานวิจัยและบริการวิชาการด้วย ฉะนั้นขณะนี้ “ราชภัฏ” กำลังเตรียมการให้อาจารย์ต้องปฏิบัติภารกิจขยายองค์ความรู้มากขึ้น เช่น พัฒนางานบริการพัฒนาท้องถิ่นที่เป็นหัวใจหลักของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

อีกส่วนหนึ่งบางหลักสูตรอาจต้องชะลอการรับสมัครนักศึกษา แล้วให้อาจารย์มาพัฒนาหลักสูตรให้เด็กมีงานทำ ปรับให้มีความทันสมัย ทันสถานการณ์ปัจจุบัน ด้านหนึ่งต้องพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองผู้ประกอบการ โดยให้นักศึกษาได้ไปเรียนกับผู้ประกอบการ หรืออาจมีหลักสูตรสอนระยะสั้น สอนคนที่ต้องการเรียนไปพร้อมกับทำงานไปด้วย แต่จะไม่มีการให้อาจารย์ออก

“หลักสูตรไหนที่ต้องปิดเราก็ต้องยอมปิด เช่น สาขาสายวิทยาศาสตร์ สายวิชาสังคมบางสาขามีคนมาเรียนน้อย ซึ่งที่ผ่านมาก็น้อยอยู่แล้ว แต่เราจะนำอาจารย์ในสาขานั้นๆ มาพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน รวมทั้งขยายไปทำภารกิจอื่นๆ อย่างงานวิจัยที่มุ่งทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏมีจำนวนนักศึกษาลดลงเฉลี่ยปีละ 10% แต่คาดว่าไม่ถึงกับลดลงจนหมดสิ้น” เรืองเดช กล่าว

เรืองเดช กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยต้องออกไปดูบริษัทเอกชนว่าเขาต้องการบุคลากรทำงานด้านไหนบ้าง จากนั้นเราจะผลิตนักศึกษาให้ตอบสนองกับความต้องการ ไม่ใช่ต่างคนต่างผลิต แล้วออกไปทำงานอะไรไม่ได้ ส่วนการผลิตนักศึกษาเพื่อชุมชน แต่ละท้องถิ่นยังคงต้องการความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยอีกมาก อาทิ วิสาหกิจชุมชน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจะสามารถลงไปช่วยเขาได้ โดยนำองค์ความรู้เครือข่ายไปช่วยให้เกิดความมั่นคงในชีวิต คุณภาพชีวิตดีขึ้น

สำหรับสาขาวิชาที่ได้รับความนิยมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งมีผู้มาสมัครเรียนเป็นจำนวนมากและเต็มทุกแห่ง คือครู มีนักศึกษาเรียนดีกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้เป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพครูจะมีการบรรจุรับราชการในแต่ละปีหลายตำแหน่ง ส่วนสายอื่นอย่าง บัญชี เทคโนโลยี อุตสาหกรม การท่องเที่ยว ซึ่งสายวิชาชีพที่สามารถออกไปหางานทำได้ก็ยังมีคนมาสมัครเรียนเป็นจำนวนมากเช่นเดิม

กระนั้นเมื่อสังเกตสังคมยุคปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาในโลกออนไลน์มากขึ้นดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ด้วย หรือจัดการเรียนการสอนที่อาจเก็บเป็นรายวิชาที่สามารถเรียนที่ไหนก็ได้ในอนาคตอาจเป็นเช่นนั้น

“นับจากนี้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เป็นความเสี่ยงอย่างมากถ้าไม่ปรับตัว แต่หากรีบปรับตัวตั้งแต่วันนี้เช่น ปรับหลักสูตรเปลี่ยนพันธกิจ เราจะสอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและอยู่รอดได้” เรืองเดช กล่าว

4 ปีคสช.สร้างกติกาจัดทัพ ปูทางเลือกตั้งยึดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550282

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 07:33 น.

4 ปีคสช.สร้างกติกาจัดทัพ ปูทางเลือกตั้งยึดอำนาจ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยเวลานี้เดินทางถึงจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะครบรอบ 4 ปีของการเข้ามา บริหารประเทศของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้การเลือกตั้งจะยังไม่ถูกกำหนดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีสัญญาณบางประการที่แสดงให้เห็นอย่างมีนัยสำคัญว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในปี 2562

สัญญาณที่ว่านั้น คือ ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการพยายามตั้งพรรคการเมืองของ คสช.และการทาบทามอดีต สส.มาเข้าร่วม

มาถึงจุดนี้ จึงน่าสนใจไม่น้อยว่าแล้วกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่เรียกร้องให้กดดัน คสช.เร่งจัดการเลือกตั้งจะมีทิศทางอย่างไร ต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคนสำคัญของการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้ง ได้ให้มุมมองและวิเคราะห์ ถึงการเคลื่อนไหวของ คสช.ไว้อย่างน่ารับฟังดังนี้

ก่อนอื่น อาจารย์อนุสรณ์ มองภาพรวมของ คสช.ตลอด 4 ปีว่า “ถ้าเรามองแบบภาพใหญ่ที่สุด รัฐประหารเกิดขึ้นมา แม้จะอ้างเหตุผลเรื่องการระงับไม่ให้เกิดการนองเลือดบนถนนและจะเข้ามาวางกฎเกณฑ์กติกาเพื่อไปสู่การเมืองที่ดีกว่าในรูปของการปฏิรูป แต่ในแง่หนึ่ง มันปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.เป็นคล้ายๆ กับกลไก แขนขาของพลังอนุรักษนิยมก็ได้ เป็นการหวนคืนกลับมาอีกครั้งของกลุ่มอำนาจเก่าหรือเครือข่ายชนชั้นนำจารีต”

“พอการรัฐประหาร 2557 เกิดขึ้นมาในแง่หนึ่ง คือ ถึงจะปวารณาตัวว่าเป็นกลางและบอกว่าจะมาคลี่คลายความขัดแย้งและไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือดในแผ่นดิน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้และไม่ควรจะลืมว่าหนึ่งในข้อเรียกร้องของ กปปส.เวลานั้น คือ การให้ทหารเข้ามาแทรกแซง ซึ่งในอีกความหมายหนึ่ง คือ การรัฐประหารนั่นเอง ดังนั้น เราจึงเห็นความยินดีปรีดาหรือการยอมยุติโดยดีของ กปปส.เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นมา”

“ภายใต้ความระส่ำระสายและการแตกกระจายของเครือข่ายอำนาจเก่า ไม่ว่าจะเป็นในระดับของแกนนำ ตัวประสานงาน หรือมวลชน ซึ่งเป็นโอกาสให้ คสช.ที่จะเข้ามายึดกุมหรือสร้างสถาปัตยกรรมทางการเมืองเพื่อให้ตัวเองได้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งหนึ่ง อาจเรียกว่าเพื่อไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้เสียเปล่าหรือเสียของ”

อาจารย์อนุสรณ์ชี้ถึงสิ่งที่ คสช.กำลังทำว่า “สิ่งที่เขาทำคืออะไร ตอนแรกเหมือนกับว่าจะคอยโยงใยอยู่ข้างหลังผ่านรัฐธรรมนูญที่มีการวางกลไกมากมายที่ทำให้รัฐบาลใหม่ทำงานได้ลำบาก โดยเฉพาะหากอีกฟากหนึ่งชนะ แต่หลังจากนั้นมาอีกระยะหนึ่งดูเหมือนว่าแค่นั้นยังไม่พอใจ ก็พาตัวเองเข้ามาสู่สนามการแข่งขันในทางการเมืองเลย เพราะกติกาที่วางไว้ก็ได้เปรียบและยิ่งอาศัยจังหวะตอนนี้ที่ตัวเองเป็นรัฐบาลและมีกฎหมายเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่ขึงอดีตนักการเมืองให้ขยับได้ไม่มากแล้ว ตัวเองก็อาศัยนโยบายที่ได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นประชารัฐ โครงการไทยนิยมยั่งยืน เหล่านี้เป็นไปเพื่อปูทางให้ตัวเองเข้ามาอีกครั้ง”

สาเหตุที่ คสช.ต้องขึ้นมาเล่นเอง จากเดิมที่คิดแค่จะอยู่เบื้องหลัง? อาจารย์อนุสรณ์ วิเคราะห์ว่า “เหมือนกับว่าไม่มั่นใจ อยู่ข้างหลังอาจจะไม่มั่นใจ หรืออาจไม่ทันใจพอ จึงเลือก ที่จะลงไปเล่นเอง อย่าลืมว่าตัว คสช.เองก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ และกองทัพเองก็เป็นสถาบันทางสังคมหรือเป็นกลุ่มผลประโยชน์ คุณมีงบประมาณที่ต้องจัดสรร ทั้งกระทรวงกลาโหมหรืออื่นๆ”

“ดังนั้น ในแง่หนึ่งเพื่อที่จะทำให้เป็นหลักประกันว่าเมื่อเดินไปข้างหน้าแล้วและแม้รัฐบาลพลเรือนอาจเกรงใจอยู่บ้าง แต่การที่ตัวเองเข้าไปอยู่ในข้างในเองก็ยังสามารถคงเอาไว้ซึ่งอำนาจในการจัดสรรประโยชน์ให้กับกลุ่มตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาและชอบธรรม ไม่จำเป็นต้องชักใยอยู่ข้างหลังต่อไป

“การชักใยอยู่ข้างหลังไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จ สู้ลงมาเล่นเองดีกว่า ซึ่งตอนนี้เราก็เห็นแล้วว่าเขาเปิดหน้ามาเล่นแล้ว เดิมทีคุณประยุทธ์บ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปเลี่ยงมาว่าจะเป็น นายกฯ หรือไม่ หากมีใครเสนอมา แต่มาอีกสักพักบอกว่าไม่ปฏิเสธแล้ว และล่าสุดรองนายกฯ สมคิดที่เป็นคีย์แมนก็พูดชัดเจนว่าถ้าคุณประยุทธ์จะอยู่ต่อก็ยินดีสนับสนุน และมีการคิดที่จะตั้งพรรคการเมือง ยังไม่นับรวมพรรคการเมืองที่จดทะเบียนใหม่เกือบครึ่งหนึ่งประกาศชัดเจนว่าสนับสนุนคุณประยุทธ์

“ที่สุดแล้วจะเห็นถึงการจะเข้ามาสู่สนามการเมืองในระบบ และพยายามอาศัยประโยชน์จากกติกา อย่างน้อยเพื่อเป็นหลักประกันว่าในสถาบันการเมืองปกติก็ยังมีกลไกที่ยังเป็นประโยชน์ให้กับกลุ่มชนชั้นนำต่อไป”

แสดงว่า 4 ปีมานี้เป็นการปูทางในอนาคต? อาจารย์อนุสรณ์ตอบว่า “ใช่ครับ เป็นการปูทางและการจัดการทัพ คือ ตอนต้นยังไม่อาจลงมาเล่นเอง แค่จัดสร้างและวางกลไกเพื่อควบคุมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญกำหนดที่คอยตรวจสอบ เท่านั้นยังไม่พอไง คงรู้สึกว่าลำพังเพียงวางกลไกไว้ที่ไม่ให้เป็นอิสระไม่พอ เลยคิดว่าลงมาเล่นเองดีกว่า

“อย่างไรก็ตาม คิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นปัญหาเหมือนดาบสองคม เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบเอาไว้ด้วยการคิดว่าคอยตรึงนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ในอาณัติ สมมติว่าคุณเป็นพรรคการเมืองที่สามารถระดมเสียงจากพรรคการเมืองต่างๆ มาจัดตั้งรัฐบาล แต่ตรงนี้จะกลายมาเป็นบูเมอแรงที่มาเชือดคอตัวเอง เพราะมันจะลุ่มล่ามไปหมด สิ่งที่คุณวางไว้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า จะกลับมาเล่นงานเอง เพราะตอนแรกไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเข้ามาเล่นเอง เพียงแต่ต้องการจะอยู่ข้างหลังเท่านั้นและจัดการมากกว่า”

อาจารย์อนุสรณ์ วิเคราะห์ต่อไปว่า แต่ ตอนนี้โจทย์ที่ตามมา คือ หากเขาชนะและได้เข้ามาทำงานก็ต้องเจออีกหลายด่านเยอะเลย อันนี้ ยังไม่นับรวมไปถึงว่าในปกติแล้วในกลไกระบบรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ต้องอาศัยเสียง ของ สส. ถ้าคุณไม่สามารถที่จะดึงเอาพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค เช่น ประชาธิปัตย์ หรือ เพื่อไทย มาเป็นพวกเดียวกับคุณได้ มันจะดำเนินนโยบายหรือกระบวนการในรัฐสภาค่อนข้าง ลำบาก

“มาตรา 44 ก็หมดทันทีที่มีรัฐบาลใหม่ และคุณประยุทธ์เองก็ไม่คุ้นเคยกับการต้องมาอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล การต้องใช้ข้อเท็จจริงมาหักล้าง คุณประยุทธ์ถนัดแต่เพียงใช้วาจาบ่ายเบี่ยง ซึ่งตอนนี้คุณทำได้ เพราะไม่มีใครสามารถมาเอาผิดได้ แต่ทันทีที่คุณกลายเป็นฝ่ายบริหารที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย คุณต้องรับผิดชอบหลายสิ่ง หลายอย่างมาก คุณประยุทธ์อาจต้องมานั่งเสียใจในภายหลังก็ได้”

การที่ คสช.กำลังจะลงเล่นการเมืองแสดงให้เห็นว่า คสช.ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง? อาจารย์อนุสรณ์ ระบุว่า “การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วตราบเท่าที่เป็นประเทศประชาธิปไตย จึงต้องวางกติกาให้คนที่เข้ามาต้องอยู่ในอาณัติคุณ แต่ต่อมาก็คิดว่าควรมาเล่นเอง ซึ่งผมเข้าใจว่าเขาอาจเล็งทำหลายเรื่องมากกว่าที่เราคิด จึงต้องเข้ามาเล่นเอง เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น กองทัพ หรืออาจกว้างกว่านั้น เช่น ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นกลไกสำคัญในการรักษาอำนาจและจัดสรรประโยชน์ของเครือข่ายชนชั้นนำ มันไม่พอแล้วกับอยู่ฉากหลัง”

เมื่อการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น กลุ่มที่ต้องการอยากให้มีการเลือกตั้งจะมีความหมายอย่างไร? อาจารย์อนุสรณ์ ยอมรับว่า “อาจต้องเป็นสิ่งที่ต้องประเมินกัน เพราะกลุ่มที่ชุมนุมนั้นเรียกร้องให้คุณประยุทธ์เคารพโรดแมป หลังจากถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งแล้ว ถึงแม้เป็นเกมที่ต้องเล่น แต่เป็นเกมที่ต้องสร้างหลักประกันให้ได้ก่อนว่าเขาจะเป็นผู้ชนะหรืออย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องควบคุมอะไรได้ แต่ปัจจุบันเขายังไม่สามารถสร้างหลักประกันได้อย่างเบ็ดเสร็จทันที ยังอยู่ในระยะของการจัดทัพ ฉะนั้น ด้วยระยะเวลามันยังไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำ คือ คุณต้องประวิงเวลาไปเรื่อยๆ

“ดังนั้น สิ่งที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งทำ คือ ทำให้ระยะเวลาที่เขาจะประวิงออกไปสั้นที่สุดให้ได้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดเพื่อให้เขาจัดทัพไม่เสร็จ ดังนั้น โอกาสของปีกประชาธิปไตยหรือฝ่ายที่ไม่ได้สมาทานแนวทางของ คสช.ก็มีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะสูง”

ถึงที่สุดแล้วการเมืองจะกลับไปสู่วงจรแบบเดิม? อาจารย์อนุสรณ์ คิดว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารน่าจะมี เพราะตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถปฏิรูปกองทัพและศาลได้ หลายประเทศกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่มันแข็งแรงและสมบูรณ์ก็ต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี

“ของเราตั้งแต่ พ.ศ. 2475 มาถึงตอนนี้ก็ 80 ปีกว่าๆ ต้องใจเย็นๆ และประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะมาก ดังนั้น ที่สำคัญคือ เราจำเป็นต้องสร้างฐานทางสังคมและตื่นรู้ให้คนส่วนใหญ่ตระหนักว่าสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยมีความสำคัญและเกี่ยวกับปัญหาปากท้องกันอย่างแบ่งแยกไม่ออก” อาจารย์อนุสรณ์ ทิ้งท้าย

อนาคตความหวัง พรบ.คู่ชีวิต ในแบบ’ครอบครัว’คนหลากเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550141

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 07:42 น.

อนาคตความหวัง พรบ.คู่ชีวิต ในแบบ'ครอบครัว'คนหลากเพศ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นด้วยกับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ปี พ.ศ…. แต่ทว่าตอนนี้ยังย่ำอยู่กับที่ โดยร่าง  พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ที่ให้สิทธิกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเริ่มร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2555 แต่ก็ต้องสะดุดลง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ปะทุในเวลานั้น ทำให้พลิกผันเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวยังคงเป็นความหวังของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

ในฐานะที่เคยคลุกคลีมีโอกาสร่วมร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ปี 2555 ของ เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เผยความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ปี พ.ศ…. เรียกว่าถูกเซตซีโร่ใหม่ หรือ Set zero ทั้งหมด สำหรับร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การจดทะเบียน คู่ชีวิต ปี พ.ศ….ที่จะร่างกันใหม่หลังจากถูกตีกลับจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปปรับปรุงแก้ไขเพิ่มความชัดเจนขึ้น

จากข้อมูลทราบว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน องค์กร รวมกว่า 30 คน จะเข้าช่วยออกแบบออกความเห็นเพื่อไปประกอบพัฒนาเป็นร่างกฎหมาย จากนั้นจะส่งให้คณะกรรมการจากภาคส่วน องค์กรกว่า 30 คน ได้พิจารณาดูอีกครั้ง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายร่างกฎหมายขึ้น โดยความเห็นส่วนตัวคาดว่าจะใช้ชื่อร่างกฎหมายฯ ใหม่ว่า “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” เพราะคำว่า “จดทะเบียน” อาจยังเหมือนการตีตราอยู่

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 หรือปีนี้นั่นเอง เพื่อเสนอส่งเข้าแผนพัฒนากฎหมาย ก่อนเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อนำเข้าสภาต่อไป โดยขณะนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างกระบวนการวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โดยให้ทาง UNDP เป็นผู้ทำ วิจัยศึกษาแนวทางการพัฒนาร่าง กฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ให้ชัดเจนกว่าเดิมเน้นทำอย่างรอบด้าน และคนทุกกลุ่มไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเท่านั้น

“ต้องมีข้อมูลรองรับชัดเจนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รวมถึงให้ไปศึกษาโมเดลการสมรสของกลุ่ม คนหลากหลายทางเพศใหม่ว่าการใช้ชีวิตของคนเพศเดียวกันจะทำยังไง ไม่ใช่แค่คู่รักชายหญิงทั่วไป และศึกษาผลกระทบทางด้านศาสนา”

สำหรับร่างกฎหมายนี้ต้องการทราบชัดเจนว่าความต้องการของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศต้องการสิ่งใด เพื่อให้กฎหมายเกิดความลงตัวที่สุด ก่อนจะออกกฎหมายบังคับใช้ ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้ ตอนนี้จึงรอผลวิจัยจาก UNDP จะส่งงานวิจัยทั้งหมดให้ประมาณเดือน พ.ค.นี้

เกิดโชค แสดงความเห็นส่วนตัว คาดการณ์ว่า สาระสำคัญในร่างกฎหมายฯ ฉบับใหม่นี้ คงจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากร่างกฎหมายเดิม โดยใจความสาระสำคัญที่คำนึงถึงคือ การเล็งเห็นถึงการก่อร่างตั้งครอบครัว โดยมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้องให้กับกลุ่มคนหลากหลายเพศที่มีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน เชื่อว่าร่างกฎหมายใหม่ต้องไปตอบโจทย์ได้ คือการอยู่ร่วมกันแบบสามีภรรยา มีสิทธิต่างๆ หลังอยู่ร่วมกัน เช่น ทรัพย์สิน ประกันชีวิต มรดก ค่ารักษาพยาบาล ลดหย่อนภาษี ฯลฯ

ส่วนข้อถกเถียงสาระสำคัญนั้น เกิดโชค เผยว่า แล้วผู้ที่จะใช้ร่างกฎหมายนี้หากมีการบังคับใช้จริงแล้วจะตรวจสอบอย่างไรว่าชายหรือหญิงคนนั้นอยู่ในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจริง จึงเป็นเรื่องยากไม่น้อย ตัวอย่างเช่น ชายกับชายที่จดทะเบียนกับชาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นชายรักชายจริง อาจแอบอ้างเป็นเพื่อต้องการเข้ามาใช้สิทธิค่าพยาบาล หรือสิทธิอื่นๆ จึงเป็นข้อกังวลของภาครัฐว่าอาจมีคนแอบอ้างเข้ามาใช้สิทธิกฎหมายนี้ ดังนั้นคำจำกัดความ ของคนเหล่านี้คืออะไรสิ่งใดเป็นเครื่องการันตีว่าเป็นชายรักชายจริง

ขณะเดียวกันเกิดโชคยังแนะวิธีการตรวจสอบว่า ต้องมีการทดลองอยู่กัน 3 ปีก่อนหรือไม่ หรือตรวจเพื่อให้ใบรับรองแพทย์ แต่ก็อาจถูกโจมตีเหมือนการตีตรากลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งในการร่างกฎหมาย ท้ายที่สุด ร่างกฎหมายนี้ต้องป้องกันไม่ให้รัฐเสียผลประโยชน์ด้วย

ขณะที่สถานการณ์ความหลากหลายทางเพศปัจจุบันนั้น รองอธิบดี เผยมุมคิดส่วนตัวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิพึงมีพึงเกิดตามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชน สภาพปัญหาในมุมปฏิบัติของประเทศไทยไม่ได้เลือกปฏิบัติกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเหมือนกับบางประเทศที่เคร่งครัด

“คนกลุ่มนี้ในประเทศไทยจึงไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิ มีอิสระ แต่เพียงแค่คนบางกลุ่มที่อยากจะก่อตั้งครอบครัวให้มีการรองรับทางด้านครอบครัวและสิทธิอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมาเท่านั้น ถ้ามองอีกมุมคนเข้าใจว่ามันคือกฎหมายทางเลือก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ สมมติแค่เราคิดว่าคบหากันเท่านั้นก็ไม่ต้องใช้กฎหมายนี้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องการก่อตั้งเป็นครอบครัวแบบหญิงชายทั่วไป ก็มาใช้กฎหมายฉบับนี้”

ทว่าโอกาสของสังคมไทยเปิดมาตลอด เดิมเมื่อ 10 ปีก่อนแค่พูดเรื่องจดทะเบียนแต่งงานยังไม่มีใครกล้าพูด หรือแค่พูดให้สังคมยอมรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศยังไม่มีใครกล้าพูด นาทีนี้เราก้าวกระโดดจากจุดนั้นมาแล้ว ไม่มีการรังเกียจเดียดฉันท์ มีกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ เปิดโอกาสทำงาน ไม่กีดกั้น และยอมรับคนกลุ่มนี้ในสังคม

ในที่สุดแล้วเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างน้อยกว่า 20 ประเทศที่มีการเปิดกว้างและเป็นเทรนด์โลกไปแล้วจึงคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นเรื่องปกติในสังคม ท้ายที่สุดแล้วร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ใครจะอยู่ในขอบเขตผู้บังคับใช้กฎหมายส่วนนี้นั่นเป็นคำถาม

เจาะแผนรู้ทันม็อบ รับมือเบาไปหาหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550140

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 07:30 น.

เจาะแผนรู้ทันม็อบ รับมือเบาไปหาหนัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสื่อมมนต์ขลังทางอำนาจหรืออย่างไร บรรดากลุ่มมวลชนกล้าประกาศนัดชุมนุมใหญ่ท้าทาย คสช. ส่วนใหญ่เป็นขาประจำ ทุกกลุ่มเรียกตัวเองว่า คนอยากเลือกตั้ง อาทิ รังสิมันต์ โรม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว กลุ่ม START UP PEOPLE วีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน หรือกลุ่มเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ

การชุมนุมปลุกเร้าตั้งแต่ต้นปี 2561 จากคนอยากเลือกตั้งสู่กลุ่มขับไล่ คสช. ทุกกลุ่มที่ออกมาเรียกร้อง ประเด็นคล้ายๆ กัน อาทิ คัดค้าน “บิ๊กตู่” อยู่ต่อ กดดันให้ประกาศวันเลือกตั้ง ปลดล็อกคำสั่ง คสช. 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และให้ปลด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผู้ครอบครองนาฬิกาเพื่อน ออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงทำให้การชุมนุมในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ยกระดับเป็นการขับไล่ คสช.ไปแล้ว

ดังนั้น รัฐบาล คสช.จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ จะกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ “บิ๊กตู่” ในประชาคมโลก โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน หากเกิดเหตุการณ์บานปลาย คสช.จึงปรับกลยุทธ์ในการรับมือ โดยสภากลาโหมที่มี “บิ๊กป้อม” เป็นประธาน ตั้ง พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ไปจัดทำคู่มือรับม็อบด้วยการตั้งคณะทำงานพิเศษร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจ กระทรวงยุติธรรม และฝ่ายปกครอง เพื่อกำหนดรายละเอียดและขั้นตอนการปฏิบัติให้ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุบานปลายจนนำไปสู่การเผชิญหน้าจนเกิดความรุนแรงนองเลือด

เบื้องต้นจะกำหนด 7 ขั้นตอน แบบเบาไปหาหนักโดยเน้นสันติวิธี ตักเตือนพูดคุย ทำความเข้าใจตามกรอบกฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้กำหนด 2 เรื่องสำคัญ คือ กิจกรรม และสถานที่ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยระบุว่า ผู้จัดการชุมนุมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ต้องระบุวัตถุประสงค์ วันที่ ระยะเวลา สถานที่ชุมนุม จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การขอใช้เครื่องขยายเสียงที่ต้องระบุกำลังขยายและระดับเสียงที่จะใช้สำหรับการชุมนุมให้ชัดเจน

เมื่อได้แจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว อำนาจจะเป็นของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 11 ที่จะพิจารณาว่า การจัดการชุมนุมดังกล่าวขัดต่อเงื่อนไขตามมาตรา 7 เรื่องการห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากสถานที่ต้องห้ามหรือไม่ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และถ้าเห็นว่าการชุมนุมขัดกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีสิทธิออกคำสั่งห้ามชุมนุมได้ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงออกมาแทรกแซงหรือตัดตอนก่อนเสมอ เช่น สั่งไม่ให้ชุมนุมในสถานที่ที่ขอไว้ และให้เปลี่ยนรูปแบบการชุมนุมเป็นการส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือแทน

แต่หากผู้ชุมนุมยังดื้อดึง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุมแล้ว หากผู้ชุมนุมไม่ยุติการชุมนุมภายในระยะเวลากำหนดตามคำสั่งศาล และเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุมตามที่ประกาศแล้ว ให้ถือว่าผู้ชุมนุมที่ยังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยมิได้รับอนุญาตได้กระทำความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม ค้น ยึด รื้อถอนทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อการชุมนุม รวมถึงสลายการชุมนุมได้ในที่สุด

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของ คสช.มอบอำนาจให้กองทัพคุม เพราะเห็นแล้วว่าลำพังกำลังตำรวจน่าจะเอาไม่อยู่ ยิ่งสถานการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจ การเมืองต้องไม่กระเพื่อมและกระแสความนิยมของ “บิ๊กตู่” ต้องไม่ระคายเคือง คสช.จึงตัดสินใจถ่ายอำนาจคุมสถานการณ์ให้กองทัพเข้ามาดูแลแทน

เบื้องต้นจะมุ่งใช้กฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะก่อน แต่หากเอาไม่อยู่จริงๆ การเข้าควบคุมสถานการณ์จะเน้นยุทธวิธีตามคู่มือ 7 ขั้นตอนที่เน้นการดำเนินการแบบเบาไปหาหนัก มีการจัดวางพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งการใช้คนให้เหมาะสมกับเพศและวัย เช่น ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ที่สำคัญไม่มีการใช้อาวุธหรือส่งใดจะทำให้ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นภาพออกไปโดยยึดหลักการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อมตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด

กฎใช้กำลัง 7 ข้อ เริ่มตั้งแต่การชี้แจงทำความเข้าใจ แสดงกำลังให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีความพร้อม ผลักดันด้วย โล่ การใช้น้ำฉีด ใช้เครื่องขยายเสียง แก๊สน้ำตา กระบอง รวมถึงกระสุนยาง ที่ยิงจากปืนลูกซอง ในแต่ละขั้นตอนจะมีการชี้แจงให้รับทราบความจำเป็น

ดังนั้น การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม ขับไล่ คสช.วันที่ 5 พ.ค.นี้ จะเป็นบทพิสูจน์ถึงการเช็กมวลชนว่ามีมากน้อยแค่ไหนที่ไม่เอา คสช. รวมถึงเป็นการเช็กพลัง คสช.ในการใช้อำนาจและกำลังด้วยว่า คสช.จะเอาอยู่หรือไม่ หากเกิดคลื่นใต้น้ำระหว่าง “บิ๊กตู่” ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ติดต่อราชการ เมื่อสำเนาไม่จำเป็นอนาคตร้านถ่ายเอกสารที่อาจถูกกลืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550052

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 08:09 น.

ติดต่อราชการ เมื่อสำเนาไม่จำเป็นอนาคตร้านถ่ายเอกสารที่อาจถูกกลืน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ก้าวแรกอย่างเต็มตัวสำหรับรัฐบาล ดิจิทัลในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เนื่องจากในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ รัฐบาลประกาศชัดเจนจะยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านจากหน่วยงานรัฐที่ให้บริการประชาชน โดยประชาชนสามารถตรวจสอบในแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือได้ว่า สถานที่ราชการใดต้องใช้เอกสารใดบ้าง

แน่นอนการเปลี่ยนระบบทำงาน ทุกอย่างย่อมมีข้อกังวลถึงขั้นตอนและความสะดวกที่อาจติดขัด เช่นเดียวกับ ผู้ประกอบการถ่ายเอกสารที่ต้องแบกรับภาระความเดือดร้อนจากนโยบาย 4.0

ว่าที่ ร.ต.สุธีพงศ์ สุภสิทธิ์ เจ้าของร้านถ่ายเอกสารประจำเทศบาลนคร นนทบุรี สะท้อนความเห็นว่า ส่วนตัว ประกอบกิจการถ่ายเอกสารในหน่วยงานราชการมาตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งที่ผ่านมาเห็นหน่วยงานราชการจัดเก็บหลักฐานต่างๆ ในรูปแบบเอกสารทั้งหมดมาตลอด ทำให้มีประชาชนต้องใช้ถ่ายเอกสาร เป็นสำเนาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันรัฐบาลเริ่มมีนโยบายปรับเปลี่ยนการติดต่อหน่วยงานราชการไม่ต้องใช้สำเนาเอกสาร ทำให้เอกสารต่างๆ ลดน้อยลง

เจ้าของร้านถ่ายเอกสารคนเดิมยอมรับว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปรายได้การถ่ายสำเนาเอกสารในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก สมัยก่อนมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน 1,500 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 600-700 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ส่วนการปรับร้านถ่ายเอกสารให้อยู่รอดถือว่ายากลำบาก เพราะว่าโลกคือคอมพิวเตอร์ คือโทรศัพท์ หากจะปรับอย่างเดียว คือต้องหันไปประกอบธุรกิจอื่นควบคู่ ไปด้วย

“ส่วนเอกสารที่ประชาชนนิยมมา ถ่ายสำเนามากที่สุดคือ 1.บัตรประชาชน 2.สำเนาทะเบียนบ้าน 3.ใบเปลี่ยนชื่อ และ 4.ใบทะเบียนสมรส ซึ่งลูกค้ามาใช้บริการเป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้ ในอนาคตธุรกิจถ่ายสำเนาคงหายไปแน่นอนคล้ายกับพวกแผ่นซีดี เทป ค่อยๆ ทยอยหายไปเรื่อย” ว่าที่ ร.ต.สุธีพงศ์ ระบุ

เช่นเดียวกัน เจ้าของร้านถ่ายเอกสารในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรีอีกราย ที่เปิดให้บริการมานานนับ 10 ปี กล่าวยอมรับว่ารายได้ตอนนี้หดหายไปจากอดีต เนื่องจากประชาชนหันมาใช้สำเนาเอกสารติดต่อหน่วยงานราชการน้อยลง ลดลงไปกว่า 40% นอกจากนี้เรื่องรายได้ยังลดน้อยลงไปอีก สมมติเคยมีรายได้เฉลี่ย 500 บาท/วัน ตอนนี้เหลือประมาณ 300 บาท/วัน วิธีเดียวเพื่อให้ร้านอยู่รอดได้ก็คงต้องปรับตัวควบคู่ไปกับการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

“ตราบใดที่ยังมีเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ก็ต้องประกอบอาชีพนี้ต่อไป ขณะเดียวกันเครื่องถ่ายเอกสารยังพัฒนา ตัวเองด้วยการปรับปรุงตัวเครื่องให้ ทันสมัยตามเทคโนโลยี เช่น สมัยก่อนต้องถือเอกสารมาถ่ายสำเนา ตอนนี้แค่บันทึกมาในโทรศัพท์มือถือแล้วนำข้อมูลมาซิงก์ผ่านระบบเครื่องถ่ายเอกสารก็ถ่ายสำเนาได้ทันที ดังนั้นตัวเครื่องเอกสารต้องปรับเทคนิคใหม่เรื่อยๆ หรือจากที่เคยถ่ายบัตรประชาชน 1 แผ่น สำเนาทะเบียนบ้าน 1 แผ่น ให้ปรับมาถ่ายเอกสารรวมกันในหน้าเดียว จากเดิมแผ่นละ 1 บาท รวมเป็นเงิน 2 บาท ก็ปรับใหม่เป็น 1.50 บาท แต่ได้เอกสาร 2 อย่างในแผ่นเดียวกัน ถือว่าลดกระดาษและเพิ่มความอยู่รอดของผู้ให้บริการ”

เจ้าของร้านถ่ายเอกสารในศูนย์ ราชการฯ ยังเล่าให้ฟังว่า นโยบายเลิกใช้สำเนาเอกสารติดต่อราชการคงมี ผลกระทบกับผู้ทำอาชีพนี้แน่นอน กลับ กันยังมั่นใจว่าการติดต่อระบบราชการอย่างไรเสียก็ต้องใช้สำเนา และเป็นไปไม่ได้ที่ราชการจะไม่ใช้สำเนาการติดต่อราชการ เพียงแต่จะใช้มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

ในขณะที่ ปกครอง พลเมืองผู้อำนวยการสำนักงานเขตจตุจักร กล่าวว่า ทางสำนักงานเขตจตุจักร มีความพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือให้ครบซึ่งคาดว่าทางรัฐบาลเตรียมพร้อมเรื่องนี้อย่างดี โดยทางฝ่ายทะเบียนเตรียมพร้อมบริการประชาชนอย่างเต็มที่และติดตามข่าวสารตลอดเวลา จึงคาดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรต่อการติดต่อกับหน่วยงานราชการ

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลอาจเกิดปัญหาคือเรื่อง “การมอบอำนาจ” เวลามาติดต่อราชการด้วยตัวเองไม่มีปัญหาเพราะมีบัตรประชาชนมาแสดงตนชัดเจน แต่ถ้ามอบให้คนอื่นมาแทน เช่น มาขออนุญาตก่อสร้างบ้าน ฯลฯ การที่มอบอำนาจมา เราก็ไม่รู้ว่าคนมอบอำนาจมาเป็นใครอย่างไร จะทราบรายละเอียดของผู้รับมอบเท่านั้น แล้วรายละเอียดของคนมอบอำนาจจะหาจากที่ไหน

ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้สำเนาเอกสารแล้วจะทำให้มีพื้นที่การจัดเก็บเอกสารเพิ่มขึ้น และยังลดการใช้ทรัพยากรได้ระดับหนึ่ง เรียกว่าประหยัดทั้งผู้ติดต่อไม่ต้องเสียเวลาถ่ายเอกสารอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการร้านเอกสารอาจตกงานแน่นอน

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตจตุจักร ยังห่วงใยกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ระบบสื่อสารล่ม ไฟฟ้าดับในส่วนนี้จะมีมาตรการรองรับอย่างไร แต่เชื่อว่าทางรัฐบาลมีแผนรองรับในเรื่องนี้แล้ว หรืออาจมีการติดตั้งไฟฟ้าสำรองรองรับ เหตุฉุกเฉินดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาถ้าไฟดับทุกอย่างชะงักหมดทันที ทั้งหมดถือว่าเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดีแล้วเราต้องปรับไปให้ทันสมัยเพื่อความสะดวกสบายของประชาชน

นอกจากนี้ จากการสอบถามฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตราชเทวี พบว่า ทางเขตราชเทวีมีการสแกนเอกสารทางทะเบียนราษฎร์ฉบับจริงของประชาชนเก็บไว้ในเครื่องเพื่อสะดวกในการติดต่อราชการ ร่วมถึงระบบสื่อสารของทางราชการจะค่อยตรวจเช็กระบบอยู่เสมอ

“ตอนนี้จะเก็บสำเนาเอกสารไว้ในเครื่องสแกน มีเพียงเอกสารรุ่นเก่าๆ ที่ออกจากมือเจ้าหน้าที่จึงต้องมีต้นฉบับและสำเนาที่ยังเก็บอยู่ ปัจจุบันสำเนาเอกสารอยู่ในระบบส่วนใหญ่ และยังช่วยลดสถานที่จัดเก็บเอกสาร และสะดวกในการค้นหา ส่วนเอกสารรุ่นเก่ายังค้นมือ เชื่อว่านโยบายนี้ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้นแน่นอน”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนยังให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่ประชาชนมาติดต่อทำบัตรประชาชนวันละ 100 กว่าราย/วัน ส่วนทะเบียนราษฎร์ย้ายเข้า-ออก แจ้งเกิด ตาย เฉลี่ย 200 ราย/วัน ทะเบียนสมรส หย่า เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล รับรองบุตร 20 ราย/วัน โดยหลักๆ เอกสารที่ต้องใช้ในการติดต่อราชการคือบัตรประชาชน ปัจจุบันยังไม่ถึงการยกเลิกสำเนาเอกสารทั้งหมด แต่เชื่อว่าอนาคตคงต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม

ภาพประกอบข่าว

เอกซเรย์ 7 ว่าที่ กกต. ฝ่าด่านกรรมการสรรหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550049

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

เอกซเรย์ 7 ว่าที่ กกต. ฝ่าด่านกรรมการสรรหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นเรื่องน่าจับตาหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีมติเอกฉันท์ไม่เห็นชอบ 7 ว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดใหม่ ทำให้ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งในการสรรหาใหม่ใน 90 วัน เพื่อหาผู้มีคุณสมบัติมาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง

โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหา กกต. ที่มี ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะ กรรมการสรรหาได้เชิญผู้สมัคร กกต. ที่ผ่านคุณสมบัติ 24 คน จาก 33 คน เข้าสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์รายบุคคล

จากนั้นที่ประชุมได้มีมติเลือก ผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. ตามมาตรา 8 (1) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ซึ่งจะต้องได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการ ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 5 คน ได้แก่

1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จบการศึกษาปริญญาตรีจาก คณะวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยา ปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์สาขาจุลชีววิทยา ปริญญาเอก มหาวิทยาลัย Kyushu University ญี่ปุ่น Doctor of Agriculture Agricultural Chemistry Applied Microbiology ที่ผ่านมามี ผลงานด้านการวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับด้านการบำบัดน้ำเป็นจำนวนมาก

2.สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งยังเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จบการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตร ศาสตร์) สาขาโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) สาขา ส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบประกาศนียบัตรหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะ สำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า The Practice of trade policy : Economics, negotiation and rules, John F. Kennedy School of Government, Harvard University, ประเทศสหรัฐอเมริกา

3.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ได้เป็นหนึ่งในคณะต่อสู้คดีปราสาท พระวิหาร ตามที่กัมพูชาขอให้ศาลสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างรอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารต่อศาลโลก

4.พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีต ผู้ว่าราชการหลายจังหวัด อาทิ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ระนอง ชุมพร และนครศรีธรรมราช เคยรับราชการในกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาตลอด โดยเริ่มจากตำแหน่งปลัดอำเภอ และเลื่อนเป็นนายอำเภอ ผู้ตรวจราชการกรม และรองผู้ว่าราชการในหลายจังหวัดทางแถบภาคอีสาน

และ 5.ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เพชรบูรณ์ ระยอง โดยธวัชชัยจบการศึกษาจากรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโท Master of Arts (Comparative Politics & Public Administration) Ohio University ประเทศสหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่งทางด้านสายศาล ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ส่ง 2 รายชื่อ คือ 1.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และปกรณ์ มหรรณพผู้พิพากษาศาลฎีกา เข้ารับการสรรหา กกต. ในสายศาลยุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเคยลงมติเลือกและส่งชื่อไปให้ สนช. แต่ถูก สนช.ลงมติลับไม่เห็นชอบ 7 รายชื่อว่าที่ กกต.ทั้งหมด

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้เสนอชื่อทั้งหมดต่อพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แล้ว จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เพื่อบรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุม

เบื้องต้นคาดว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม สนช. วันที่ 10 พ.ค.นี้ และเมื่อเข้าสู่ที่ประชุมแล้วจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ก่อนจะนำกลับมาให้ ที่ประชุม สนช.ลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

เมื่อย้อนกลับไปดูกระบวนการพิจารณา กว่าที่คณะกรรมการสรรหาร่อนตะแกรงจาก 33 คน เหลือ 24 คน เพื่อมาเข้าสู่รอบสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์วานนี้ พบว่า 9 คนที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปีตามที่คุณสมบัติกำหนด โดยเฉพาะด้านภาคประชาสังคมและด้านสาขาวิชาชีพ

สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของพรเพชร ในฐานะกรรมการสรรหา ยอมรับว่า คนที่ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครด้านสื่อ และคุณสมบัติในส่วนราชการว่าเคยเป็นอธิบดีหรือไม่ และมีประวัติจำคุกด้วย

ขณะเดียวกัน บรรดารายชื่อทั้ง 24 คน ส่วนใหญ่ไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในแวดวงการเมือง หรือแวดวงวิชาการเท่าไรนัก

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยความมั่นใจว่า การสรรหา กกต.จะเสร็จทันตามกรอบเวลาแน่นอน  คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันจันทร์ที่ 7 พ.ค.นี้ และคงจะทราบว่าใครผ่านการสรรหา จากนั้นก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมวิป สนช. และบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุม สนช. เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบประวัติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต.ได้ประมาณกลางเดือน พ.ค.

ยุบคณะวิชาสัญญาณวิกฤตก่อนปิดสถาบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549836

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 07:10 น.

ยุบคณะวิชาสัญญาณวิกฤตก่อนปิดสถาบัน

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ตัวเลขว่างงานจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่สรุปว่ามีผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากถึง 1.77 แสนคน หรือมากที่สุดเมื่อเปรียบกับการศึกษาระดับอื่นๆ และปัญหาผู้สมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นกลางที่ลดจำนวนลงมากที่สุดในรอบ 12 ปี หรือนับตั้งแต่มีระบบนี้เข้ามาแทนที่ระบบเอนทรานซ์รวมถึงปัญหาคุณภาพผู้สอนซึ่งเป็นผลพวงมาจากจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีมากเกินไป และแข่งขันกันในเชิงปริมาณ

แม้ปัญหาที่กล่าวมา จะยังไม่ถึงกับส่งผลให้มหาวิทยาลัยขนาดเล็กถึงกับปิดตัวลง แต่ปัญหานี้ก็เริ่มส่งผลให้บางคณะวิชาของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้เรียนเริ่มทยอยปิดตัวให้เห็นแล้ว

ข้อมูลจากสถาบันอุดมศึกษาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งของสถาบันดังกล่าวไม่ขอเปิดเผยนาม ระบุว่า การประกาศปิดหลักสูตรหรือคณะวิชานั้นเกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่หลายสถาบันดำเนินการตามขั้นตอนภายในอย่างเงียบๆ เริ่มจากสาขาวิชา หรือคณะนั้นๆ รายงานรายละเอียดในการขอปิดหลักสูตร โดยให้เหตุผลหลัก คือ จำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนมีจำนวนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร เช่น ระบุว่าเปิดรับ 20 คน แต่ไม่ว่าจะเปิดรับกี่รอบ ก็ยังไม่ครบตามจำนวน จึงจำเป็นต้องขอปิด โดยต้องทำหนังสือรายงานขอเท็จจริงไปถึงคณะกรรมการบริหารและวิชาการของสถาบันเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นสำนักวิชาการของสถาบันจะทำหนังสือแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับทราบในการขอปิดหลักสูตรดังกล่าว และสำนักวิชาการจะทำหนังสือหรือประกาศให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ

“สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว คือมีบางคณะวิชาที่ประกาศเปิดรับนักศึกษาไม่มาก 15-20 คน แต่เปิดรับกี่รอบ และรับหมดโดยไม่ต้องสอบแข่งขันก็มีผู้มาสมัครไม่ถึงครึ่ง เพราะนักเรียนเลือกไปเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงมากกว่า คณะวิชาที่ประสบปัญหานี้จะถูกพิจารณาว่า ปีต่อไปจะมีคำสั่งให้ระงับการเปิดรับนักศึกษาหรือไม่ แต่ต้องเปิดสอนเท่าที่มาสมัครให้จบการศึกษาตามหลักสูตรไปก่อน ซึ่งปัญหาที่จะตามมาก็คือเรื่องอาจารย์ผู้สอนที่ถูกเลิกจ้าง” แหล่งข่าวจากสถาบันอุดมศึกษารายนี้เปิดเผยโดยอธิบายอีกว่า

กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการยุบคณะวิชามากที่สุด ก็คืออาจารย์ที่มีสถานะเป็นเพียงพนักงานมหาวิทยาลัยในสถาบันที่ออกนอกระบบราชการ หรือที่เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ อาจารย์กลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญ เหมือนที่ข้าราชการได้รับ เป็นอาชีพที่ไม่มีความมั่นคง เพราะทำงานด้วยเป็นระบบสัญญาจ้าง กรณีที่ยุบคณะวิชา อาจารย์กลุ่มนี้อาจจะถูกโยกไปอยู่ในภาควิชาที่ทดแทนกันได้หรือใกล้เคียงกัน หากไม่มีก็จะไม่ต่อสัญญาจ้างหรือถูกเลิกจ้าง

“แม้จะยังไม่มีการประกาศปิดสถาบัน แต่การประกาศยุบคณะวิชา และระบบพนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่มีความมั่นคงในชีวิต ก็ทำให้แต่ละปีมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยลาออกไปมากมาย ยิ่งมีกรณีผู้เรียนน้อยลง จนในอนาคตอาจจะต้องยุบมหาวิทยาลัย หลายคนก็เริ่มถอดใจมองหาอาชีพอื่นที่มีความมั่นคงมากกว่า ตอนนี้หลายแห่งกลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่ไปสมัครสอบครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะได้บรรจุเป็นข้าราชการ และยังได้รับการดูแลจากรัฐอย่างเต็มที่ มีระบบบำเหน็จบำนาญรองรับหลังเกษียณ ซึ่งกลับกันจากที่เดิมครูประถมและมัธยมพยายามขวนขวายเรียนต่อในระดับปริญญาโทเอก เพื่อไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย” อาจารย์ผู้นี้ เปิดเผย

สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้ภาพว่า ตามระเบียบแล้ว การประกาศยุบคณะวิชานั้นเป็นหน้าที่ที่สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจะต้องแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบ แต่หากไม่แจ้งแม้จะถือว่าเป็นความผิด แต่ไม่ได้มีบทลงโทษ ทำให้ตัวเลขการประกาศยุบคณะวิชาอาจจะคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง

เลขาธิการ กกอ. ระบุอีกว่า การประกาศยุบคณะวิชาอาจจะมีตัวเลขที่สูงขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงวันนั้นสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งจะปรับบทบาทของตัวเอง ไม่ให้การเรียนการสอนยึดอยู่กับวุฒิปริญญาแต่ต้องยึดอยู่กับองค์ความรู้ เป็นสถาบันที่เข้าไปมีบทบาทต่อการให้ความรู้ที่เป็นปัจจุบันและนำไปใช้จริงได้

“เจาะไอร้อง”นำร่องความปลอดภัย บทพิสูจน์”หยุดยิง”ที่ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549593

  • วันที่ 30 เม.ย. 2561 เวลา 08:15 น.

"เจาะไอร้อง"นำร่องความปลอดภัย บทพิสูจน์"หยุดยิง"ที่ชายแดนใต้

เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมพอสมควรสำหรับการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะมีการกำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัยออกมาเป็นพื้นที่แรก นั่นคือ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

************************

โดย…วาสนา นาน่วม

บนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อรุดหน้าสำหรับการแก้ไขปัญหาในห้วงเวลาล่าสุด ก็ทำให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมพอสมควร เพราะมาถึงคราวที่กำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safety Zone ออกมาเป็นพื้นที่แรก นั่นคืออ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

เสียงยืนยันความคืบหน้าจากปาก พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงผลสำเร็จในการแสวงหาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะนับตั้งแต่การประชุมร่วมระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยและกลุ่มมาราปัตตานี ซึ่งทำให้เห็นภาพพื้นที่ปลอดภัยที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่นำร่องก่อนนำไปสู่การเจรจาประกาศเพิ่มเติมอีก 5 อำเภอในอนาคต

พล.อ.อักษรา บอกเล่าว่า พื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ที่กลุ่มมาราปัตตานีเสนอขึ้นมาเอง และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ประกาศพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเอง รวมถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็ลงพื้นที่ไปเตรียมความพร้อมด้วย

“จะเห็นได้ว่าไม่มีการเลื่อนประกาศพื้นที่อย่างที่เป็นข่าวออกไปก่อนหน้านี้ แต่ความคลาดเคลื่อนมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่บอกว่าประกาศพื้นที่ปลอดภัยก็ต้องมีการลงนาม ซึ่งมันเรื่องเก่า เพราะต้องไม่ลืมว่าเราคุยกับผู้เห็นต่าง ไม่ใช่ผู้เห็นด้วย การพูดคุยก็ไม่ต้องมีรูปแบบ และเมื่อคุยกันแล้ว ตกลงกันแล้วว่าเป็นเจาะไอร้องก็ยึดตามนั้น เพียงแต่ขณะนี้รอกลุ่มมาราปัตตานียืนยันอีกครั้งเท่านั้น” พล.อ.อักษรา ย้ำความชัดเจน

กระนั้นก็ตาม พล.อ.อักษรา เสริมอีกว่า ได้มีการพูดคุยกับ Datuk Seri Ahmad Zamzamin Hasyim ผู้อำนวยความสะดวกฝ่ายมาเลเซียการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยืนยันว่าเห็นตรงกัน ขณะที่ความพร้อมของเราเองในการดูแลพื้นที่ก็พร้อมด้วย ทั้งในส่วนฝ่ายทหาร ประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส รวมถึงประชาชนในพื้นที่ก็พร้อมจะร่วมดูแลด้วยเช่นกัน

คำถามสำคัญที่ตามมา คือเหตุใดต้องเลือก อ.เจาะไอร้อง คำตอบจาก พล.อ.อักษรา คือ เป็นพื้นที่ที่กลุ่มมาราปัตตานีเป็นผู้เลือกมาเอง รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อีก 5 อำเภอด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ยะลา 2 อำเภอ ปัตตานี 1 อำเภอ และนราธิวาส 2 อำเภอ เพียงแต่ช่วงแรกเป้าหมายคือ อ.เจาะไอร้อง อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เลือกเพราะกลุ่มมาราปัตตานีเองก็มั่นใจว่าพื้นที่นี้เขาควบคุมได้ ขณะที่ไทยเองก็พร้อมอยู่แล้วเช่นกันในการดูแล

ทั้งนี้ รัฐบาลไทย ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ พร้อมที่จะดูแลให้เกิดความปลอดภัยทั้ง 37 อำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว แต่ฝ่ายมาราปัตตานีขออำเภอแรก คือ เจาะไอร้อง และการที่เราได้พื้นที่ปลอดภัยมา 1 อำเภอ ก็ถือว่าเป็นความคืบหน้าอย่างมาก

“อยากให้เข้าใจว่าที่เราพูดคุยกับผู้เห็นต่างนั้น บางครั้งการที่ไม่ได้ข้อสรุปใดๆ กลับมา หรือไม่มีความคืบหน้าก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่ได้คุยกับผู้เห็นด้วย อยากให้เข้าใจตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเมื่อประกาศว่าพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ปลอดภัย ก็ถูกนำเสนอว่าจะเป็นพื้นที่กระสุนตก เป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรเข้ามาก่อเหตุ ผมถามว่าจะนำเสนอแบบนั้นไปทำไม เพราะความจริงเราพร้อมจะดูแล และพื้นที่นี้กลุ่มมาราปัตตานีเป็นผู้เลือกเอง เพราะเป็นพื้นที่ที่เขาสั่งการได้”

พล.อ.อักษรา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเป็นยุคของการก่อการร้าย ในยุคไซเบอร์ที่ไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องการก่อเหตุ การใช้ความรุนแรง การใช้กำลัง แต่กำลังปรับเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ทางความคิด การสร้างแนวร่วม ไม่มีการตั้ง “องค์กรลับ” ที่ชัดเจนเหมือนสมัยก่อน แต่เป็นการแพร่ความคิด เหมือนเป็นการแพร่เชื้อโรค

“รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือ การแพร่ความคิด การสร้างแนวร่วมออนไลน์ เราต้องเข้มแข็งพอที่จะไม่อ่อนโอนไปตามข้อมูลข่าวสารที่โจรที่กลับใจที่มามอบตัว แล้วมาเล่าเรื่องราวต่างๆ จนเราคล้อยตามว่า ฝ่ายเขามีองค์กรอย่างไร ใครเป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่ความจริงอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เราเอาข้อมูลจากพวกนี้ มาวาดภาพเอง คิดไปเอง” พล.อ.อักษรา กล่าว

พล.อ.อักษรา กล่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นคณะพูดคุยที่มีหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง รวม 8 หน่วยมาทำงานด้วยกัน เรารู้ทุกความเคลื่อนไหว มีการตรวจสอบข่าว และยืนยันว่าเราคุยกับ “ตัวจริง” แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

“แต่สื่อชอบมาปรามาสว่าไม่ได้คุยกับตัวจริง แต่พอเราถามว่าเขาตัวจริงหรือเปล่า เขาตอบมาตลอดว่าจะสั่งระเบิดตลาดให้ดู จะได้รู้ว่าเขาตัวจริงหรือตัวปลอม ผมยอมรับว่ากดดันกับการทำงานตรงนี้ เพราะเกิดเหตุขึ้นมาก็จะถูกโยนความผิดว่าการพูดคุยไม่มีความคืบหน้า แต่ไม่เคยมองความจริงว่าพื้นที่เป็นอย่างไร มีความพร้อมในการรับมือหรือไม่ ผมว่าอย่าไปโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้ภาคใต้สงบสุข แต่ระหว่างทางนี้ก็ต้องมีอุปสรรค ก็ต้องช่วยกันแก้ไข” พล.อ.อักษรา กล่าว

“อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา” วัชระ เพชรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549468

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 07:36 น.

"อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา" วัชระ เพชรทอง

“ท่านเลือกได้ว่าจะพอแล้วอย่าง พล.อ.เปรม หรือจะเดินหน้าอย่างพรรคสามัคคีธรรม สมัยของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มีอำนาจมากขนาดไหนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”

********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปรากฏการณ์ “ดูด” ก่อตัวสอดรับกับการฟอร์มทีมตั้งพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย​

ล่าสุดกระแสข่าวการระดมทุน 4 หมื่นล้านบาท กับภารกิจตั้งพรรคทหาร ยิ่งปลุกให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้นกับท่าทีของ คสช. ​ที่ดูไม่แตกต่างจากนักการเมืองในอดีต สวนทางกับการปฏิรูปที่กำลัง​​ทำ

วัชระ เพชรทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดประเด็นนี้ขยายความถึงที่มาที่ไปของกระแสข่าวการระดมทุนครั้งมโหฬารว่า เรื่องนี้ได้ยินมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นการได้ข่าวจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ ว่าทหารจะตั้งพรรคทหาร ซึ่งต่อมามีการออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

“ปีที่แล้วผมออกมาบอกเลยว่ามีข่าวว่าจะมีการตั้งพรรคใช้ชื่อพรรคประชารัฐ ระบุชื่อชัดเจน และบอกว่ามีหัวหน้าพรรคชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แล้ววันนี้ พรรคการเมืองที่กำลังตั้งในทำเนียบรัฐบาลชื่อพรรคอะไร ​สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นยิ่งกว่าหัวหน้าพรรคเสียอีก ตรงยิ่งกว่าหวย 3 ตัวอีก”

ครั้งนั้นนำเรื่องไปบอกผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์​ ท่านก็ไม่เชื่อเพราะเป็นตัวเลขที่สูงมาก ท่านก็หัวเราะบอกว่าถ้าระดมได้ถึงจำนวนนี้จริง จะใช้จริงเท่าไรไม่รู้ และใครอมบ้าง เงินจำนวนนี้เป็นการตั้งเป้าส่วนจะได้เท่าไรก็อีกเรื่อง มีการแอบอ้างว่าจะเอาไปใช้ในการตั้งพรรคทหาร แอบอ้างคนไหนเราก็ไม่ทรบ เมื่อรู้ข้อเท็จจริงก็ต้องนำมาบอก รัฐบาลและพี่น้องประชาชน ​

“ผมเป็นผู้แทนนอกสภา ทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้านให้กับพี่น้องประชาชน เมื่อเห็นบุคคล​มาตะคุ่มข้างหมู่บ้านก็ต้องเห่าก่อนเป็นธรรมดา ไม่เห่าเท่ากับละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ส่วนเจ้าของบ้านจะตื่นรึไม่ตื่นก็อีกเรื่อง ยืนยันว่าข่าวนี้มีมาจริง ส่วนจะมาจากไหน นำไปใช้จ่ายอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ที่ผมจะต้องไปล่วงรู้ แต่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ กล้าไปสาบานวัดพระแก้วหรือไม่ ว่าไม่มีคนระดมทุนให้พรรคทหารในขณะนี้”

วัชระ อธิบายว่า ส่วนจะระดมทุนได้กี่หมื่นล้านบาทก็เป็นการเมืองระบบเก่า ใช้เงินเป็นตัวนำทางการเมือง ไม่ได้มีการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง สุดท้ายต้องตกอยู่ในวังวนเก่า และจะแตกต่างอะไรกับระบอบทักษิณที่เราเคยต่อต้านหรือไม่ แทบไม่มีอะไรแตกต่างเลย ​

ที่ผ่านมาเขาเคยยื่นเรื่องให้รัฐบาล คสช.​ตรวจสอบ งบไอซีทีของรัฐสภาใหม่ ที่เพิ่มจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 8,640 ล้านบาท และ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งให้สำนักงบฯ และสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไปทบทวน และกรณีเงินคนจนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เสนอให้ย้ายปลัดและรองปลัดยื่นเรื่องไปวันพุธ พอวันศุกร์ก็มีคำสั่งปลดทั้งสองคน หรือการคัดค้านการแต่งตั้ง ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เมื่อสองปีที่แล้ว จนสุดท้ายก็ต้องมีคำสั่งปลดจากตำแหน่ง

“ทุกเรื่องที่ผมยื่นล้วนแต่มีมูลความจริง ทุกเรื่องไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ข้าราชการ เมื่อตรวจสอบแล้วมีน้ำหนักเหตุผลก็ดำเนินการต่อ ส่วนที่มาถามหาใบเสร็จเรื่อง 4 หมื่นล้านบาท ​ผมเป็นแค่หมาเฝ้าบ้านท่าน คนไปหาใบเสร็จในทำเนียบรัฐบาล ตรวจสอบดูว่ามีใครไปแอบอ้างชื่อท่าน ไปหาเงินหรือผลประโยชน์อื่นหรือไม่”

วัชระ กล่าวต่อว่า ​ไม่มีอคติกับ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนเป็น สส. เขาเป็นคนเดียวที่กล้ายื่นกระทู้ถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึงกระแสข่าวการปลด พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ตอนเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ก็อภิปรายปกป้องงบของกองทัพไม่ให้ถูกตัด ส่วนตัวไม่เคยไปขอผลประโยชน์ใดๆ จาก คสช. เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่แสวงหาประโยชน์ ไม่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ทุจริต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เมื่อแม่น้ำ 5 สายไม่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของพี่น้องประชาชน ตนเองก็ต้องทำหน้าที่แทน ส่งเรื่องต่อไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานั้นๆ ซึ่งการทำงานของรัฐบาลควรทำตรงไปตรงมาในการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชน ไม่ควรเอาแต่ช่วยคนรวย เจ้าสัว นักธุรกิจรายใหญ่ แต่ละเลยไม่ช่วยหาบเร่แผงลอย ​ไม่ช่วยคนจน ​เกษตรกรสวนปาล์ม ยางพารา​

ส่วนกระแสการดูดอดีต สส.ขณะนี้นั้น วัชระ มองว่า เป็นพลังดูดที่มีอำนาจมหาศาล แต่นักการเมืองที่เขาดูดไปเป็นนักการเมืองน้ำดีจริงหรือ มันไม่ใช่คำตอบการปฏิรูปประเทศหรือไม่ เมื่อท่านตั้งใจมาปฏิรูปประเทศ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล ประกาศต่อต้านยาเสพติด ต่อต้านทุจริต แล้วท่านดูดใครไปเป็นฐาน ท่านเอาคนที่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่นไปร่วมด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ดูดไปแล้วก็ใช่จะได้คะแนนอย่างที่หวัง เพราะประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมาก ข่าวสารข้อมูล รัฐบาลไม่อาจปิดกั้นได้อีกต่อไป เพราะมีทั้งไลน์ แอพพลิเคชั่น สื่ออินเทอร์เน็ตไปไกลกว่าความคิดปิดกั้นของรัฐบาล ​“สุดท้ายประชาชนจะให้บทเรียนกับคณะเผด็จการทหารชุดนี้”

พรรคประชาธิปัตย์เวลานี้แม้จะถูกดูดแต่ก็ไม่มาก ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคน และเคารพสิทธิของคนเหล่านั้น ​เข้าใจความจำเป็นของแต่ละท่าน แต่เชื่อว่าพื้นที่ที่ถูกดูดไปจะได้ สส.กลับคืนทุกเขต แม้จะถูกแบ่งคะแนนไปบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ประชาธิปัตย์ในเขตนั้นแพ้เลือกตั้งได้ ​

“ประชาธิปัตย์มีเลือดที่เข้มข้น เขามองออกว่า​ใครมาอาศัยพรรคเป็นทางผ่าน อาศัยใบบุญพรรค​ไปแสวงหาประโยชน์ แล้วจากไป”

จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนเผด็จการทุกรูปแบบ คือ 3 รายชื่อที่เสนอคนเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น ตนเองและเพื่อน สส.จะเสนอ ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวน หลีกภัย ส่วนอีกคนจะเป็นใครนั้นยังไม่รู้ ​และอภิสิทธิ์ประกาศชัดว่าให้คนที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้ไปอยู่พรรคอื่น​

สำหรับพรรคทหารจะเป็นพรรคเฉพาะกิจและจะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แม้จะมีข้อได้เปรียบเรื่องอำนาจรัฐ แต่ไม่สามารถชนะจิตใจพี่น้องประชาชน ​หากวันใดมีการเคาะระฆังหาเสียงให้มีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เห็นของจริง

“ผมเคารพเป็นกัลยาณมิตร ไม่อยากเห็นท่านพบจุดจบแบบ ​พล.อ.สุจินดา คราประยูร ​หรือจอมพลถนอม กิตติขจร แต่อยากเห็นท่านเป็นวีรบุรุษ อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์”

“ท่านสามารถเลือกได้ ถ้าท่านยังเดินหน้าตามคำสรรเสริญเยินยอ ยกยอปอปั้นของพวกคนรอบข้าง ท่านก็จะเดินไปสู่ทางที่อาจจะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยประเทศไทย ท่านเลือกได้ว่าจะพอแล้วอย่าง พล.อ.เปรม หรือจะเดินหน้าอย่างพรรคสามัคคีธรรม สมัยของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มีอำนาจมากขนาดไหนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”

วัชระ ประเมินว่า ท่านอาจจะคิดว่าพูดเพื่อไปตัดทางท่านที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหน้า อาจคิดว่าไม่หวังดี แต่ขอให้ท่านจำคำพูดนี้เอาไว้ และจะได้พิสูจน์กันในอนาคตว่าหวังดีหรือหวังร้ายกับท่าน

ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. มีอำนาจ ม.44 ถือว่าสูงสุดในแผ่นดินแล้ว สิ่งที่นายกฯ ​ทำมา 4 ปี ถือว่าที่สุดแล้วในการทำหน้าที่ ​ขนาดมี ม.44 ในมือยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน ให้ประชาชนมีสุข ปากท้องอิ่มได้เลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นท่านควรจะพอได้แล้ว ให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปด้วยตัวเอง

​​ถามว่ากลัวไหมสำหรับประชาธิปัตย์กับการต้องมาแข่งกับพรรคทหาร วัชระ ตอบว่า ไม่น่ากลัว ประชาธิปัตย์ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย มีอายุ 72 ปี เป็นสถาบันการเมือง รักษาหลักการอุดมการณ์ไว้ แม้ว่าจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคกี่คนก็ยังมีคนหมุนเวียนสืบทอดภารกิจอุดมการณ์ต่อไป

“ผมคนหนึ่งที่จะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ​ สมัยหน้า ขนาด 4 ปีที่ผ่านมายังล้มเหลว การบริหารประเทศขนาดนี้ป่วยการจะเป็นนายกฯ สมัยหน้าต่อไป​ยิ่งต้องตอบแทนผลประโยชน์​กลุ่ม สส.ที่ดูดมา เพราะถ้าไม่ตอบแทนเขาไม่สนับสนุนรัฐบาลก็ล่ม ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ​ท่านควรเรียนรู้ความล้มเหลว การจัดตั้งพรรคทหารจากในอดีต​”

วัชระ อธิบายว่า บางส่วนใน คสช.เสพติด หลงอำนาจ มีผลประโยชน์ ทำให้มีการวางแผนสืบทอดอำนาจ การสืบทอดอำนาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสังคมไทย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชี้ชัดว่าไม่เคยมีเผด็จการทหารคณะใด​สืบทอดอำนาจได้สำเร็จ ​คสช.ต้องเลือกลงหลังเสืออย่างสง่างามโดยให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไป

ถามว่ามีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ “งูเห่า” โหวตสวนมติพรรคไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ วัชระ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ เพราะประวัติศาสตร์ทางการเมืองมักซ้ำรอย ทั้งงูเห่า อนาคอนด้า งูเขียว มีโอกาสเกิด

“การเมืองเขาดูดกันทุกรูปแบบ ​ถ้าเกิดปรากฏการณ์งูเห่าในขณะที่โหวตเลือกนายกฯ ถามว่าต้องใช้ทุนมากขนาดไหน ​มหาศาลขนาดไหน ต้องจ่ายแบบไม่อั้น ดังนั้น 4 หมื่นล้านบาท อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ​อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นในทางการเมือง” วัชระทิ้งท้าย

ครม.สัญจร “เนวินบุรี” แผนกินรวบอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549380

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 13:29 น.

ครม.สัญจร "เนวินบุรี" แผนกินรวบอีสานใต้

การมาเยือนของ “บิ๊กตู่” จึงไม่ได้หวังผลงานด้านการบริหาร หรือดึงเรตติ้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกวาดต้อนพื้นที่อีสานใต้ให้อยู่ใต้ชายคาร่วมรัฐบาลกับพรรคลายพราง

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่น่าจับตาที่สุด เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะใหญ่ยกขบวนเหยียบถิ่น “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ หัวใจสำคัญแห่งอีสานใต้

โดยกำหนดการ “บิ๊กตู่” ช่วงเช้าวันที่ 7 พ.ค. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่ จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง และเยี่ยมชมผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จากนั้นในช่วงบ่าย “บิ๊กตู่” จะเดินทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบปะประชาชนที่สนามช้างอารีน่า เพื่อตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์แชมป์โลกสนามที่ 15 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

นอกจากนี้ “บิ๊กตู่” จะเดินทางไปเยี่ยมชมถนนคนเดินเซราะกราว เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ถนนสายวัฒนธรรมที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่วนในวันที่ 8 พ.ค. ช่วงเช้าก่อนการประชุม ครม.จะมีการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ต่อด้วยการประชุม ครม.แบบเป็นทางการ จากนั้น “บิ๊กตู่” จะเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนโฮมสเตย์บ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์ และเยี่ยมชมท่าอากาศยานบุรีรัมย์ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นการตรวจราชการตามปกติที่เกี่ยวกับการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ การคมนาคมขนส่ง และการค้าชายแดน แต่ “บิ๊กตู่” มุ่งผลลัพธ์ทางการเมืองมากกว่าการลงพื้นที่ไปกวาดคะแนนนิยม ผ่านการทุ่มงบประมาณ หรือชงนโยบายเพื่อพัฒนาพื้นที่อีสานใต้ 8 จังหวัด อาทิ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร

แต่การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ “บิ๊กตู่” เล็งเป้าหมายต้องการปิดดีลทางการเมืองเหมือนเมื่อครั้ง ครม.สัญจร ที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.มีระดับอดีต สส.และนักการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออกมาคุยกับ “บิ๊กตู่” พร้อมหน้า อาทิ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อิทธิพล คุณปลื้ม น้องชาย ในฐานะอดีตนายกฯ เมืองพัทยา จนนำมาซึ่งที่ประชุม ครม. แต่งตั้ง “สนธยา” เป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้านการเมืองและแต่งตั้ง “อิทธิพล” เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้มาช่วยดูแลโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่รัฐบาลลงทุนในโครงการอีอีซีราว 164 โครงการ มูลค่ากว่าแสนล้านบาท จนถูกรุมโจมตีว่าเล่นการเมืองน้ำเน่าใช้กลยุทธ์เอาตำแหน่งเข้าล่อดูดนักการเมืองร่วมรัฐบาลล่วงหน้า

ส่วน ครม.สัญจรที่ จ.บุรีรัมย์ สิ่งที่“บิ๊กตู่” จะหอบไปซื้อใจ “เนวิน” คือ แผนพัฒนาพื้นที่อีสานใต้ 8 จังหวัด โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ในการพัฒนาและยกระดับสนามบินบุรีรัมย์ เพราะหากจะดันให้บุรีรัมย์เป็นเมืองแห่งมอเตอร์สปอร์ตตามที่ “เนวิน” วาดฝัน ย่อมต้องพึ่งรัฐบาล “บิ๊กตู่”

บุรีรัมย์เรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงของตระกูลชิดชอบ ที่มีเนวินเป็นหัวหอกหลัก แม้ที่ผ่านมา เนวินจะไม่เล่นการเมืองแบบเปิดหน้า แต่เป็นผู้กำกับอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลสูงสุดในพรรคภูมิใจไทย ที่มีเสี่ยหนู หรืออนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค ดังนั้น หาก “บิ๊กตู่” จะดึง หรือดูดพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลต้องคุยกับเนวินคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น การมาเยือนของ “บิ๊กตู่” จึงไม่ได้หวังผลงานด้านการบริหาร หรือดึงเรตติ้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกวาดต้อนพื้นที่อีสานใต้ให้อยู่ใต้ชายคาร่วมรัฐบาลกับพรรคลายพรางที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยชู “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป