ลงทุนออนไลน์ รวยลัด ระวังสารพัดกูรูเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549378

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 13:22 น.

ลงทุนออนไลน์ รวยลัด ระวังสารพัดกูรูเทียม

การหลอกลวงมีหลากหลายรูปแบบไม่ใช่เพียงเฉพาะเรื่องหลอกลงทุนหุ้น หรือหลอกรับสอนการลงทุน แต่ยังมีเรื่องแชร์ลูกโซ่ ลงทุนทองคำ สร้างเรื่องราวให้น่าเชื่อถือ

***********************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู การเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียง่ายดาย แต่ก็แฝงอันตรายที่แยบยลไว้สารพัดวิธี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย การลงทุนในตลาดหุ้น การฝากเทรด Forex ตลาดเงินดิจิทัลต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีและรวดเร็วจึงเป็นความหวัง

ไม่ต่างจากกรณีของ เอ็ม-ชัยชนะ ศิริชาติ วัย 25 ปี ผู้ต้องหาที่ซ้อมและทรมานแฟนสาว หลอกลวงเหยื่อร่วมลงทุนผ่านสื่อออนไลน์ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งตัวเป็นกูรู “เอ็ม” ทำแอดมินเพจ Global Fx Investment สอนการลงทุนฟอเร็กซ์ (Forex) ซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงิน มีคนหนุุ่มสาวสมัครเรียนกว่า 500 คน ค่าเรียนคนละ 1.5 หมื่นบาท สุดท้ายเหยื่อเหล่านี้ถูก เอ็มชัยชนะหลอกรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 6 ล้านบาท

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ขยายประเด็นเรื่องดังกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าทุกวงการมีหลายคนตั้งตัวเป็นกูรู ทั้งของจริงและของเก๊ ซึ่งปัญหาเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นรูปแบบออนไลน์หรือออฟไลน์

“สมัยก่อนจะซื้อของต้องเข้าไปร้านค้าที่น่าเชื่อถือ แต่พอขยับมาเป็นแบบออนไลน์สังเกตยากขึ้นระดับหนึ่ง เห็นว่าเว็บไซต์สวย เฟซบุ๊กสวย แต่ไม่รู้ของจริงเป็นอย่างไร ทั้งหมดต้องอาศัยการอ่าน ซักถามมากขึ้น หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขถือว่าอันตราย” พิเชษฐ ระบุ

พิเชษฐ ยังแนะนำนักลงทุนมือใหม่ว่า เมื่อตัดสินใจลงทุนควรดูข้อมูลจากบริษัทที่มีการรับรองอย่างถูกต้อง ภายใต้การกำกับของตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร ฯลฯ ซึ่งมีหน่วยงานกำกับดูแลถูกต้องเป็นทางการอยู่แล้ว ลักษณะนี้จะปลอดภัยกว่า เพราะหากมีการแนะนำสิ่งใดผิดสามารถร้องเรียนได้ เช่น ธนาคารให้ข้อมูลผิดพลาด ก็สามารถร้องเรียนธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก็ร้องเรียน ก.ล.ต.จึงเป็นตัวช่วยว่า นอกจากจะดูข้อมูลดีหรือไม่ดีแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานที่ช่วยผู้ลงทุนได้

พิเชษฐ กล่าวอีกว่า ประชาชนทุกคนอยากเรียนรู้เรื่องลงทุน เพียงแต่ว่าต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง ยอมรับว่าในโลกออนไลน์มีคนตั้งใจดีและจริงก็มี แต่ก็มั่วเยอะต้องระวัง ทุกคนต้องป้องกันกระเป๋าเงินตัวเอง ไม่ใช่เห็นเพียงคำเชิญชวน คำโฆษณาสวยหรูแล้วไปลงทุนหรือไปเรียน ที่สำคัญกว่านั้นและดูแย่มากคือ คนส่วนใหญ่เห็นผลตอบแทนหรือกำไรดียิ่งกระโจนเข้าไปลงทุน แต่หารู้ไม่ว่ามันคือความเสี่ยง ส่วนนี้หลายคนยังไม่ได้มองว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งตามที่ ก.ล.ต.ระบุไว้ถือเป็นเรื่องจริง แต่ผู้ลงทุนไม่น้อยเมื่อเห็นผลตอบแทนดีแล้วรีบลงทุนโดยไม่ดูความเสี่ยง แบบนี้อันตราย

“เหมือนการโฆษณาเทรด Forex บอกว่าได้ผลตอบแทนดี จึงไปกระตุ้นความโลภคน ทำให้หลายคนคิดว่าเมื่อเรียนกับกูรูคนนี้แล้วต้องเก่งและต้องหาเงินได้เหมือนกับกูรูที่สอนแน่นอน ที่ไหนได้ ความจริงผลลัพธ์อาจเป็นสูญ และเสียเงินไปฟรีๆ น่ากลัวมาก”

สาเหตุที่มิจฉาชีพหลายคนเลือกช่องทางออนไลน์ฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน พิเชษฐให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะเรื่องความสะดวก ยิ่งสมัยนี้มีเฟซบุ๊ก สื่อโซเชียลต่างๆ ทำให้สามารถปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาโกหกคนได้ง่าย แค่เขียนเว็บไซต์ เฟซบุ๊กสวยๆ เป็น หลายคนจึงคิดหารายได้จากตรงนี้ รวมถึงการติดตามตัวคนผิดบนโลกออนไลน์อาจยากลำบาก ที่ผ่านมามีคดีเกิดขึ้นมากมายในสังคมแต่ตามคนผิดไม่ได้ เมื่อคนจะโกงก็หาช่องทางจนได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ บล.บัวหลวง ที่มีการสอนหลักสูตรลงทุนเรียนแบบออนไลน์ ออฟไลน์ มีทุกรูปแบบ โดยกลุ่มเรียนมีตั้งแต่วัยรุ่นยันผู้สูงอายุ ลักษณะการเรียน เช่น เรียนพื้นฐานลงทุน เรียนดูกราฟ เรียนวิธีใช้เครื่อง ฯลฯ ที่สำคัญหากจะมีการลงทุนจริงต้องศึกษาให้เข้าถ่องแท้จริงจัง แต่ก็มีหลายคนอยากรวยเร็วรวบรัดจึงเป็นปัญหา สำคัญที่สุดของการขาดความรู้แต่มุ่งหวังเรื่องกำไรมากกว่าความเสี่ยง

สอดคล้องกับข้อมูลฝั่งตำรวจ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.กก.3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในฐานะรองโฆษก ขยายภาพอาชญากรรมรูปแบบนี้ว่า หัวใจกลโกงหลักของอาชญากรรมรูปแบบนี้คือ “การให้เหยื่อโอนเงินให้ก่อน” จากนั้นจะปิดช่องทางการสื่อสารทุกอย่าง เช่นจากเคยไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว จะปิดหลบหนีไป บางครั้งมีการเปิดแอ็กเคานต์บัญชีใหม่หลอกลวงเหยื่อรายอื่นๆ ให้หลงเชื่อ

“ที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากเข้าแจ้งความกับตำรวจ บก.ปอท.เกี่ยวกับการหลอกลวงลงทุนผ่านสื่อออนไลน์จำนวนมาก ลักษณะแบบนี้ประชาชนต้องระมัดระวังให้มาก และหลากหลายรูปแบบไม่ใช่เพียงเฉพาะเรื่องหลอกลงทุนหุ้น หรือหลอกรับสอนการลงทุน แต่ยังมีเรื่องแชร์ลูกโซ่ ลงทุนทองคำ สร้างเรื่องราวให้น่าเชื่อถือหวังให้เหยื่อตายใจมาร่วมลงทุน ที่สำคัญรูปแบบการหลอกลวงถูกพัฒนาอยู่ตลอด”

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ แนะนำวิธีดูกลโกงว่า ถ้าเห็นว่าการลงทุนมีผลตอบแทนมากผิดปกติ ส่วนใหญ่จะได้ช่วงแรกๆ แต่ช่วงหลังๆ จะหายไปลักษณะเหมือนงูกินหาง นโยบายการทำงานของมิจฉาชีพเหล่านี้จะคิดใหม่ทำใหม่หากลโกงสารพัดพัฒนารูปแบบอยู่ตลอดเวลาเพื่อไปสู่เป้าหมายหลักคือ เงินในกระเป๋า ดังนั้น ต้องดูบุคคลหรือสถาบันการสอนให้รอบด้านรัดกุม มีมาตรฐานรองรับน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการถูกหลอกไม่ให้เสียเงิน

เปิด 10 ข้อ ปฏิรูประบบยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549276

  • วันที่ 27 เม.ย. 2561 เวลา 13:04 น.

เปิด 10 ข้อ ปฏิรูประบบยุติธรรม

เปิดแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 10 ข้อ ที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเสนอ

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้กระบวนการยุติธรรมของไทยจะผ่านการปฏิรูปด้านโครงสร้าง กระบวนการทำงาน และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังคงปรากฏข้อวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของความล่าช้า ข้อจำกัดในการเข้าถึง ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย และความถูกต้องของการทำงาน สะท้อนให้เห็นความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าวคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเสนอแผนปฏิรูป 10 ข้อดังนี้

ประเด็นที่ 1 การกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า มีกิจกรรมปฏิรูปที่สำคัญคือ ให้หน่วยงานกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนแล้วประกาศให้ประชาชนทราบ สร้างกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน มีระบบการประเมินและปรับปรุงระยะเวลาตามที่ประกาศเป็นระยะ และสร้างระบบการตรวจสอบหรือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการให้ประชาชนทราบ งบประมาณ 3.8 ล้านบาท

ประเด็นที่ 2 การพัฒนากลไกช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหาย พยาน ผู้ต้องหาและจำเลยในการดำเนินคดี การพัฒนาระบบ จัดให้มีทนายความช่วยเหลือคดี ปรับปรุงระบบประกันตัว การพัฒนาและส่งเสริมระบบ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนงบประมาณ 579 ล้านบาท

ประเด็นที่ 3 การพัฒนากลไกการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ นำระบบประเมินความเสี่ยงมาใช้ทดแทน การเรียกทรัพย์สินเป็นหลักประกัน เพิ่มมาตรการลงโทษที่หลากหลาย นำโทษปรับตามความสามารถในการชำระ (Day Fines) มาใช้ และแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องหนี้และสัญญาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ งบประมาณ 439 ล้านบาท

ประเด็นที่ 4 การปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารงานยุติธรรมเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นธรรมในสังคม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ ทบทวนการจำแนก ประเภทยาเสพติดและพัฒนาระบบบำบัดผู้ติดยาเสพติด ลดอุปสรรคในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ มีระบบการกำหนดโทษที่โปร่งใสและได้สัดส่วนยิ่งขึ้น มีระบบยุติคดีอาญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและบูรณาการฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิด งบประมาณ 471 ล้านบาท

ประเด็นที่ 5 การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาเพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนดประเภทหรือลักษณะคดีที่ควรจะมีการสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ มีกฎหมายเกี่ยวกับการกันผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นพยาน และให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม งบประมาณ 5 ล้านบาท

ประเด็นที่ 6 การกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนดระยะเวลาในการส่งสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการ เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอในการตรวจสอบสำนวนและบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดข้องที่อาจเกิดจากการประสานงานที่ล่าช้า งบประมาณ 46 ล้านบาท

ประเด็นที่ 7 การพัฒนาระบบการสอบสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ ให้ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ กล่าวโทษ ณ สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้ สร้างระบบป้องกันการแทรกแซงหรือครอบงำการใช้ดุลพินิจในการทำสำนวนของพนักงานสอบสวน และจัดตั้งหน่วยงานในสำนักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่วิเคราะห์คำพิพากษาเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงาน งบประมาณ 135 ล้านบาท

ประเด็นที่ 8 การปฏิรูประบบนิติวิทยาศาสตร์เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อเท็จจริงแห่งคดี มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้มีผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวชที่เพียงพอและมีความเป็นอิสระ และพัฒนาหลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ งบประมาณ 141 ล้านบาท

ประเด็นที่ 9 การเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อมุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวกและรวดเร็ว มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ มีมาตรการขจัดวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอุปสรรคต่อการอำนวยความยุติธรรมโดยสะดวกรวดเร็ว นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานภายในหน่วยงานและงานบริการประชาชน และกำหนดตัวชี้วัดในการปฏิบัติงาน งบประมาณ 91 ล้านบาท

ประเด็นที่ 10 การพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ ปรับปรุงเขตอำนาจศาลและกฎหมายเพื่อให้รองรับการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับคดีและพัฒนางานอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ งบประมาณ 77 ล้านบาท

ส่องชื่อ “กลุ่มทุน” เบื้องหลังสำคัญ”พรรคการเมือง”สู้เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549230

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 20:20 น.

ส่องชื่อ "กลุ่มทุน" เบื้องหลังสำคัญ"พรรคการเมือง"สู้เลือกตั้ง

เปิดท่อน้ำเลี้ยงพรรคการเมืองสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ รวมทั้งกลุ่มนายทุนที่เข้ามาสนับสนุน “พรรคลายพราง”

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่านเริ่มคึกคักนับแต่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยอมรับแล้วว่าจะลุยการเมืองต่อ “สมคิด” ออกหน้าเชียร์เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหน้า พร้อมตั้งพรรครองรับ “บิ๊กตู่” นั่งเป็นกุนซือ โดยมีคนในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาจากฟากกลุ่มทุนสนับสนุนเพียบ อาทิ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” คอนเนกชั่นกับเจ้าสัวเมืองไทยทุกคน แน่นอนพรรค คสช. จึงถูกมองว่ากระสุนเลือกตั้งเพียบ บรรดานักการเมืองพรรคจิ๋วๆ ต่างอยากต่อท่อน้ำเลี้ยงด้วย

ต่างจากพรรคเก่าแก่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มทุนหน้าเดิมๆ ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลดัง หรือนิติบุคคล ที่ล้วนมีสายสัมพันธ์กับการก่อตั้งพรรค ผู้บริหาร หรือ สส.ในพรรค อาทิ ตระกูลโสภณพนิช หรือกลุ่มนิติบุคคล ที่สนับสนุนในรูปแบบเงินบริจาค เช่น เบญจจินดา โฮลดิ้ง ยิบอินซอย อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น เสริมสงวน กรุงธนเอนยิเนียร์ สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) สงขลาฟินิชชิ่ง

ยังรวมถึงนายทุนใหญ่ อาทิ กลุ่มเมโทรแมชีนเนอรี่ สนับสนุนผ่านลูกสาว ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สส.กทม. และกลุ่มสิงห์ของตระกูลภิรมย์ภักดี ส่งทายาท จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ “ตั๊น” มาชิมลางงานการเมือง รวมถึงเครือดุสิตธานี คอนเนกชั่นผ่านทาง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะเขยดุสิตฯ หรือกลุ่มทุนขาประจำที่มักสนับสนุนทุกข้างไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ชนะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ เช่น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส น้ำตาลมิตรผล หรือเครือสหพัฒน์ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือพฤกษา เรียลเอสเตท ดังนั้น กลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคมีตั้งแต่ทุนระดับชาติไปจนถึงระดับทุนท้องถิ่น

ฟาก พรรคเพื่อไทย แน่นอนนายทุนพรรคเบอร์หนึ่งยังคงเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตระกูลชินวัตร เป็นนายทุนใหญ่ตลอดกาล ส่วนรายอื่นๆ ที่ร่วมจ่าย อาทิ พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน พรรคเพื่อไทย องอาจ เอื้ออภิญญกุล พี่ชาย วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เจ้าของธุรกิจกลุ่มบ้านปู และบริษัท เฉลิมโลก ของ วิรุฬ เตชะไพบูลย์ อดีต รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รวมถึง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 หรือสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตเหรัญญิกพรรคพลังประชาชน เป็นต้น

สำหรับพรรคลายพราง ในการกุมบังเหียนโดย “สมคิด” แน่นอนส่วนใหญ่ย่อมเป็นนายทุนหรือนักธุรกิจใหญ่ที่อยู่ในเครือข่ายประชารัฐ ที่ให้การสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลภายใต้โครงการประชารัฐจำนวน 12 บริษัท ดังนี้ 1.ธนาคารกรุงเทพ 2.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ 3.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ 5.บริษัท น้ำตาลมิตรผล 6.บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป 7.บริษัท ปตท. 8.บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล 9.บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ 10.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร 11.บริษัท ซีพี ออลล์ และ 12.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น

นายทุนหน้าใหม่ที่อาจเข้ามาสนับสนุนอาจรวมถึงกลุ่มศรีสุบรรณฟาร์มของสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่ประกาศหนุน “บิ๊กตู่” มาโดยตลอด ซึ่ง “สมคิด” ประกาศแล้วว่าความชัดเจนชื่อพรรคจะเปิดตัวภายในเดือน มิ.ย.นี้

แน่นอนว่านายทุนใหญ่ระดับเจ้าสัวล้วนลงขันช่วย 3 พรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคลายพรางที่สนับสนุนทั้งในแบบออกนอกหน้าและลับหลัง ที่ว่ากันว่าอาจจะระดมได้สูงถึง 4 หมื่นล้านบาท ในการตั้ง “พรรคพลังประชารัฐ”

ส่วนพรรคระดับกลางที่ตอนนี้ “บิ๊กตู่” กำลังตามจีบ คือ “พรรคภูมิใจไทย” แกนนำเบอร์หนึ่ง คือ “เนวิน ชิดชอบ” พรรคนี้นายทุนใหญ่เพียบ รวยอันดับต้นๆ ของประเทศ อาทิ เจ้าสัวรับเหมาก่อสร้างแห่งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ของชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งมีทายาทอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคคอยสั่งการรองจากเนวิน อีกทุนใหญ่ คือ วิชัย ศรีรักอักษร เจ้าของคิงเพาเวอร์ ต้องจับตาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ ที่ จ.บุรีรัมย์ “บิ๊กตู่”บุกมาเยือนถึงถิ่นขนาดนี้จะปิดดิวจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้ากับ “บิ๊กเนฯ” ได้หรือไม่

ส่วนพรรคกะทัดรัด หรือพรรคจิ๋ว อาทิ พรรคพลังชล นำโดย สนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ชลบุรี (สส.ชลบุรี) หลายสมัยทุนใหญ่มาจากเงินคนในตระกูล “คุณปลื้ม” เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ทราบดีว่าเข้าร่วมกับ คสช.ไปแล้ว

เช่นเดียวกับ “พรรคชาติพัฒนา” นำโดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ทุนใหญ่ในการหาท่อน้ำเลี้ยงให้พรรค หรือด้าน “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่พอหมดยุค “บรรหาร ศิลปอาชา” นายทุนพรรคเอง แน่นอนในรุ่นลูก ย่อมไม่เฟื่องฟูเหมือนรุ่นพ่อ ที่นายทุนระดับเจ้าสัวจะมาล่มหัวจมท้ายสนับสนุนเหมือนรุ่นพ่อที่แม้ลมการเมืองจะเปลี่ยนทิศไปอย่างไร พรรคของ “มังกรเติ้ง” ยังได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสมอ แต่ในยุคลูกท็อป หรือ “วราวุธ ศิลปอาชา” จะเป็นเช่นไร ต้องรอพิสูจน์ ว่าจะถูกดูดเหมือนพรรคพลังชลหรือไม่

ผู้สอนไร้คุณภาพ ตัวเร่งอวสานมหา’ลัยเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549048

  • วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 12:26 น.

ผู้สอนไร้คุณภาพ ตัวเร่งอวสานมหา’ลัยเล็ก

มหาวิทยาลัยที่มีพฤติกรรมเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ไม่สนใจเลยว่าประเทศจะได้ประโยชน์ ย่อมสะท้อนว่าสถาบันเหล่านี้ยังไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

**********************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปีการศึกษา 2560 ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยได้ประกาศตัวเลขผู้สมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นกลางว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 81,230 คน นับเป็นตัวเลขผู้สมัครที่น้อยที่สุดตั้งแต่มีระบบแอดมิชชั่นที่เข้ามาแทนที่ระบบเอนทรานซ์เดิมและเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2549 หรือประมาณ 12 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน สถาบันอุดมศึกษาซึ่งเข้าร่วมแอดมิชชั่นถึง 78 แห่ง มีที่นั่งเรียนและสามารถรับนิสิตนักศึกษาได้ถึง 109,129 คน ส่งผลให้มีที่นั่งเรียนเหลือเกือบ 3 หมื่นที่ และยังไม่นับถึงนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่สละสิทธิแอดมิชชั่น หลังประกาศผลสอบเสร็จสิ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนชัดว่าจำนวนผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลอื่นตามมาโดยเฉพาะเรื่องผู้เรียนในบางคณะวิชาของบางมหาวิทยาลัยที่จะน้อยลงตามไปด้วย และอาจลามไปถึงการประกาศปิดหรือยุบบางภาควิชา หรือกระทั่งยุบมหาวิทยาลัยบางแห่งในอนาคต เพราะมีผู้เรียนไม่เพียงพอ นอกเหนือจากปัจจัยที่กล่าวมา ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่สั่งสมมาจากอดีตจนกลายเป็นตัวเร่งให้มหาวิทยาลัยบางแห่งปิดตัวเร็วขึ้นอีกด้วย

ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ระบุว่า ประเด็นที่จะสร้างผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งในที่สุดก็คือ จำนวนมหาวิทยาลัยที่มีมากเกินไป และส่วนใหญ่ทั้งมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และเล็กแข่งขันกันในเชิงปริมาณ ขณะเดียวกันจำนวนไม่น้อยที่ปรับตัวให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงไม่ได้

“ปัญหาคือ จำนวนผู้เรียนที่จบมัธยมปลายกับเก้าอี้นั่งเรียนซึ่งไม่สัมพันธ์กันอยู่แล้ว แต่ละปีมีที่ว่างเป็นจำนวนมาก เมื่อถูกมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ดังๆ เปิดรับนักศึกษามาก สถาบันเล็กๆ หรือคณะวิชาที่ไม่มีคนเลือก ก็ยิ่งมีผู้เรียนน้อยลงไปอีก และปัญหาเดิมที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังประสบอยู่ก็คือ เพราะมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากเกินไป ทำให้ขาดอาจารย์ผู้สอนที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับมหาวิทยาลัย”

นอกจากนี้ รูปแบบการพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของเรา มีปัญหาเรื่องอ่อนด้อยมาตรฐานกว่าต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาจารย์ผู้สอนสูง ยกตัวอย่างในหลายประเทศ การเปิดรับอาจารย์ผู้สอนนั้นมีเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง เรียนจบปริญญาเอกแล้ว ก็ไม่สามารถสมัครหางานเป็นอาจารย์ได้ทันที เพราะแต่ละคนจะต้องมีการคัดกรองจากประสบการณ์ อาจจะต้องไปเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก หรือโพสต์-ด็อก หรือไปเป็นผู้ช่วยงานวิจัยจนมีประสบการณ์ก่อนถึงจะมาสมัครเป็นผู้สอนได้

อดีตเลขาฯ สกอ. ระบุด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยนั้นต่างออกไป โดยที่ผ่านมาพบว่า ผู้สอนในหลายสถาบันเป็นผู้สอนแบบเรียนจบปริญญาตรีก็สามารถเป็นอาจารย์สอนในสถาบันอุดมศึกษาได้ โดยรู้กันเป็นภายในว่าผู้สอนเหล่านั้นยังไม่ใช่อาจารย์จริง จึงใช้มาตรการเปิดโอกาสให้ไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยจองตัวผู้สอนไว้ก่อน

“เมื่อรูปแบบของการคัดเลือกมืออาชีพมาสอนมีสภาพอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น ปัญหานี้จึงกลายเป็นปัญหาเรื้อรังสะสมมานาน ก็กลายเป็นส่งผลให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนไปทั้งๆ ที่ยังขาดความพร้อมเรื่องคุณภาพของผู้สอน และมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้เองที่ปั๊มนักศึกษาออกมาสู่ตลาดแรงงาน และส่งผลให้ในภาพรวม เรามีปัญหาคุณภาพบัณฑิตตามไปด้วย”

นอกจากนี้ ในส่วนของเกณฑ์กำกับคุณภาพผู้สอนในคณะวิชายังเป็นเรื่องที่อะลุ่มอล่วยกัน เช่น กรณีที่ สกอ.กำหนดว่าต้องมีผู้สอนในระดับปริญญาเอก 30% ของผู้สอนทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่ต่ำ มหาวิทยาลัยชั้นนำหรือที่มีชื่อผ่านเกณฑ์ทำนองนี้ แต่มหาวิทยาลัยเล็กๆ ไม่มีชื่อบางแห่ง เมื่อเห็นเกณฑ์ดังกล่าวแล้วทราบว่าตัวเองมีผู้สอนในระดับปริญญาเอกไม่ถึง 30% ก็ใช้เสรีภาพทางวิชาการแก้ปัญหานี้ด้วยการเปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอกเสียเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือในศักยภาพในการเปิดสอนระดับนี้เลย

ภาวิช กล่าวว่า ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกาที่มีผู้สอนระดับปริญญาเอก 100% ก็ยังไม่กล้าเปิดหลักสูตรระดับนี้ หากยังไม่มีประสบการณ์มากพอ แต่ในไทย มหาวิทยาลัยบางแห่งมีอาจารย์ระดับปริญญาเอกแค่ 3-5 คน กลับกล้าเปิดสอนถึงระดับปริญญาเอกเพื่อหารายได้ แก้ปัญหาที่ผู้เรียนระดับปริญญาตรีลดลงและแก้ปัญหาขาดแคลนผู้สอนระดับปริญญาเอก ที่น่าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว คือ มีมหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดหลักสูตรปริญญาเอกหลักสูตรหนึ่ง คนที่มาสมัครเรียนคนแรก คือ คณบดีของตัวเอง มหาวิทยาลัยที่มีพฤติกรรมเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ไม่สนใจเลยว่าประเทศจะได้ประโยชน์อะไรที่ทำแบบนี้ ย่อมสะท้อนว่าสถาบันเหล่านี้ยังไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ไร้ธรรมาภิบาลที่สุด เมื่อผู้เรียนลดจำนวนลง สถาบันเหล่านี้ก็หมดความน่าเชื่อถือ ไม่มีผู้เรียน และเสี่ยงที่จะต้องถูกปิดในอนาคต

10 ข้อปฏิรูปกฎหมาย ทันสมัย-ลดเหลื่อมล้ำ-แก้ทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548824

  • วันที่ 23 เม.ย. 2561 เวลา 08:18 น.

10 ข้อปฏิรูปกฎหมาย ทันสมัย-ลดเหลื่อมล้ำ-แก้ทุจริต

เผยเป้าหมายปฏิรูป 10 ข้อของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหวังปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การพัฒนาประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในช่วงเวลาต่างๆ ดังนั้น ประเทศจำเป็นต้องมี “กฎหมายที่ดี” ที่ต้องสอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงนำเสนอเป้าหมายการปฏิรูป 10 ข้อ ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 มีกลไกในการออกกฎหมายเป็นกฎหมายที่ดีและเท่าที่จำเป็น ได้แก่ 1.จัดทำกฎหมายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้ว 2.จัดให้มีกลไกตรวจสอบหน่วยงานของรัฐในเรื่องผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย และ 3.กำหนดเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ การกำหนดกรอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และการกำหนดโทษทางอาญา งบประมาณดำเนินการ 400 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 2 ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน ด้วยการจัดตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน” เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม งบประมาณดำเนินการ 100 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 3 มีกลไกทางกฎหมายเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ด้วยการจัดตั้ง “คณะกรรมการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม” เพื่อพิจารณาเสนอแนะให้มีการกำหนดให้มาตรการและให้มีการปรับปรุงแก้ไข หรือการพิจารณาผลักดันกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดกลไกในการดำเนินธุรกิจที่มีการกระจายผลกำไรกลับคืนสู่สังคมหรือชุมชนในพื้นที่ ฯลฯงบประมาณดำเนินการ 150 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 4 มีกลไกให้มีการตรากฎหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ ได้แก่ จัดตั้ง “คณะกรรมการที่ปรึกษานโยบายภาษีอากรแห่งชาติ” และกำหนดให้มีการใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างบูรณาการและเป็นระบบ งบประมาณดำเนินการ 250 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 5 พัฒนากระบวนการจัดทำและตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้รวดเร็ว รอบคอบ และสอดคล้องกับเงื่อนเวลาในการตรากฎหมายตามที่มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมปรับปรุงกระบวนการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายที่ 6 มีกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมายหรือกฎที่มีความสำคัญ และจัดให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน งบประมาณดำเนินการ 310 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 7 มีกลไกให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมาย กฎ โดยสะดวก และเข้าใจกฎหมายได้ง่าย รวมทั้งการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของกฎหมาย คำพิพากษาคำวินิจฉัย หรือการตีความกฎหมาย หรือกฎให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก ด้วยการจัดให้มีระบบฐานข้อมูลกฎหมายกลางของประเทศที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และต้องวางระบบการเข้าถึงข้อมูลให้ง่ายต่อการใช้งาน งบประมาณดำเนินการ 100 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 8 ปฏิรูปการเรียนการสอนและการศึกษาอบรมวิชากฎหมาย เพื่อพัฒนานักกฎหมายให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่ดี ด้วยการแต่งตั้ง “คณะกรรมการสภานิติศึกษาแห่งชาติ” เพื่อจัดทำนโยบายและกำหนดกรอบมาตรฐานสำหรับการศึกษากฎหมาย และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในวิชานิติศาสตร์ งบประมาณดำเนินการ 50 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 9 พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดต่อกับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายได้โดยสะดวก เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขจัดช่องทางการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยจัดให้มีระบบการให้บริการประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ

เป้าหมายที่ 10 มีกลไกส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ อาทิ จัดทำกฎหมายเพื่อเปลี่ยนโทษทางอาญาที่สามารถเปรียบเทียบเพื่อให้คดียุติได้ และกำหนดให้มีการศึกษาการยกเลิกหรือปรับปรุงรางวัลนำจับที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในกฎหมายต่างๆ และจัดให้มีกลไกการตรวจสอบต่อองค์กรที่มีอำนาจในการติดตามตรวจสอบ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย

มหิดลสู่มหา’ลัยโลก ชูปณิธาน ปัญญาของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548801

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 17:47 น.

มหิดลสู่มหา'ลัยโลก ชูปณิธาน ปัญญาของแผ่นดิน

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

มหาวิทยาลัยมหิดลเพิ่งก่อตั้งได้เพียง 49 ปี แต่กลับพัฒนาอย่างรวดเร็ว ถีบตัวขึ้นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ผลิตงานวิจัยติดอันดับโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี้จากการจัดอันดับขององค์กรด้านการศึกษานานาชาติหลายแห่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวมหิดลเป็นอย่างยิ่ง

“เราอยากทำให้มหา’ลัยเป็น Smart University ใช้เทคโนโลยีสู่การเรียนการสอนให้เต็มพื้นที่ เราจะติดปีกเทคโนโลยีให้นักศึกษา เพราะถ้าไม่ทำมันก็เหมือนไปกักตัวเขา 4-6 ปีให้อยู่ในโลกที่ล้าหลังเหมือนไดโนเสาร์ ฉะนั้นช่วงเปลี่ยนผ่านตรงนี้ เราต้องสร้างบรรยากาศการขับเคลื่อนเทคโนโลยีขับเคลื่อนโลกปัจจุบันและมุ่งให้เขาไปสู่อนาคตโดยไม่ล่าช้า”

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล บอกถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพามหาวิทยาลัยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัล หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือ มุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ขานรับนโยบาย ดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0

“ตอนนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก บิล เกตส์ สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้จบมหา’ลัย สิ่งที่เขาทำ ล้วนอยู่นอกมหา’ลัยทั้งสิ้น ดังนั้น เราต้องกลับมาคิดด้วยว่า การเรียนในระบบมหา’ลัยมันขาดอะไรถึงทำให้คนที่เรียนนอกระบบมหา’ลัยถึงไปจุดสูงสุดได้ คงเพราะ

แนวคิดของเขาที่ต้องการทำให้ถึงเป้าหมาย อาจต้องลองผิดลองถูก สิ่งเหล่านี้บางครั้งการเรียนที่เป็น แบบเก่าอาจไม่ได้เตรียมการไว้เพราะไม่ได้สัมผัส กับการแก้ปัญหาจริงแบบลองผิดลองถูก”

ศ.นพ.บรรจง ได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของสถาบันการศึกษาอันดับต้นของประเทศ หลังจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อปีที่ผ่านมาที่มี นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้เขาในฐานะรองอธิการบดี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่จากคุณสมบัติ และความรู้ ความสามารถ แม้ว่าปัจจุบันยังติดขัดในขั้นตอนการแต่งตั้งให้มีผลสมบูรณ์ แต่ ศ.นพ.บรรจง บอกว่า ไม่หนักใจ และพร้อมเป็นผู้นำติดอาวุธทางปัญญาให้นักศึกษาได้ออกไปพัฒนาสังคม

ศ.นพ.บรรจง เติบโตและเป็นลูกหม้อมหิดล จบปริญญาตรี ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 12 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ทำงานบริหารมาครบตั้งแต่ผู้ช่วยคณบดี รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและรักษาการแทนอธิการบดีมหิดล เป็นหมอกระดูกที่มีชื่อเสียงของประเทศ ได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นมากมาย รวมถึงบุคลากรดีเด่น และศิริราชเชิดชูเกียรติ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อไม่กี่ปีมานี้

“มันไม่ได้เรียกว่า หนักใจ เพียงแต่ว่า เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าตำแหน่งที่เราเดินทางมาก่อนหน้านี้ ในฐานะที่เคยเป็นรองอธิการบดีก็มีความรับผิดชอบอีกแบบ แต่วันนี้เรามาเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรในรูปแบบของอธิการบดี แต่สิ่งที่มหา’ลัยเป็นอยู่ขณะนี้มันไม่ได้ขับเคลื่อนโดยอธิการบดีเพียงลำพัง แต่ขับเคลื่อนด้วยคนทั้งองค์กรเป็นลักษณะเมทริกซ์”

การปรับเปลี่ยนของมหิดลเข้าสู่โลกยุคใหม่ ศ.นพ.บรรจง บอกด้วยว่า การปรับโครงสร้างของหลักสูตรต่างๆ มีความจำเป็นมากเพื่อตามเทรนด์โลกและนโยบายภาครัฐ มหิดลจะขยายหลักสูตรเกี่ยวข้องกับบิ๊กดาต้า ศาสตร์เรื่องรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รวมถึงไอซีที ขณะเดียวกันต้องค่อยๆ ลดหลักสูตรในส่วนอาชีพที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเน้นผลิตบัณฑิต ด้านแพทย์เป็นหลักเกือบครึ่งซึ่งเป็นอาชีพเฉพาะทาง ที่ยังจำเป็นกับประเทศอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามหิดลจะพัฒนาไปทางใด ยังจะปลูกฝังเจตคติ เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม กิจกรรม อาสาสมัครต่างๆ รวมทั้งการอยู่รอดในโลกใบนี้ เช่น ลดคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้เป็น Green University และจะเป็นมหา’ลัยหลักที่นำเรื่องสุขภาวะที่เหมาะสม ไม่มีการสูบบุหรี่ ไม่มีการบริโภคน้ำเมา ไม่ให้เกิดการคุกคามทางเพศ ไม่มีการพนัน ซึ่งเครือข่ายมหา’ลัยในอาเซียน กำหนดไว้บทหนึ่งว่า มหิดลได้เป็นผู้นำเรื่องสุขภาวะด้านอาหารและการบริโภคด้วย

“ตอนนี้ก็เป็นช่วงปลายทางของผม ที่ผมจะพาคนในองค์กรสร้างคุณประโยชน์กับประเทศชาติ ผลิตบัณฑิตมีคุณภาพ เป็นคนดี คนเก่ง ตามวัตถุประสงค์ของมหา’ลัยและปณิธานของเรา ให้เป็นปัญญาของแผ่นดินอย่างเต็มศักยภาพ” ศ.นพ.บรรจง กล่าวหนักแน่น

สำหรับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่มหิดลติดอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยคุณภาพ ทำขึ้นจากหลายองค์กรชั้นนำ เช่น Center for World University Rankings ได้จัดอันดับสถาบันการศึกษาประจำปี 2560 จากสถาบันอุดมศึกษากว่า 27,770 แห่ง ใน 61 ประเทศ มหาวิทยาลัยไทย 3 แห่ง มีคะแนนติดอันดับอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยคุณภาพ 1,000 แห่งแรกของโลก ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์ มหิดล เชียงใหม่

ขณะที่เว็บไซต์ http://www.usnews.com จัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด 1,000 แห่งจากทั่วโลก ประจำปี 2561 มหิดล ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 509 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยโดยเฉพาะด้านสาขาการแพทย์

ศ.นพ.บรรจุ กล่าวว่า การจัดอันดับต่างๆ มีผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องหลายส่วนมาก และมีวิธีการคำนวณคะแนนต่างๆ ที่แตกต่างกันในรายละเอียด เช่น การเรียนการสอน งานวิจัยที่ออกมาถูกอ้างอิงมากแค่ไหน มีนักศึกษาไปทำชื่อเสียงอย่างไร ผลงานของมหาวิทยาลัยทำคุณประโยชน์ต่อโลกใบนี้อย่างไร และชื่อเสียงในภาพรวม รวมถึงดูส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ถ้าอาจารย์มีจำนวนมากพอต่อจำนวนนักเรียน การเรียนการสอนน่าจะมีคุณภาพ

นอกจากนั้น ถ้ามหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนดี ก็ควรมีนักเรียนต่างชาติมาเรียน หรืออาจารย์ต่างชาติมาสอน ก็จะได้คะแนนส่วนนี้ ไปด้วย มหาวิทยาลัยในไทยมีข้อด้อยตรงที่เรา สอนหลักสูตรเป็นภาษาไทย โอกาสที่นักเรียน ต่างชาติจะมาเรียนไม่เยอะ ขณะเดียวกัน วิชาทางการแพทย์ของมหิดล หากเปิดโควตาให้นักเรียนต่างชาติมานั่งเรียนก็คงถูกวิจารณ์ว่า ทำไมเอาพื้นที่ไปให้ต่างชาติ ขณะที่คนไทยหลายคนไม่มีที่เรียน แต่มหิดลมีโอกาสตรงที่มีโปรแกรมอินเตอร์เนชั่นแนลเข้มข้นเยอะ แล้วก็มีนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนในระดับบัณฑิตศึกษามากพอสมควร จึงมีทั้งข้อได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องการให้คะแนนจัดอันดับ

นอกจากนั้น ยังดูว่ามีคนให้ทุนมากน้อยแค่ไหน เพราะถือว่ามหาวิทยาลัยใดหากจะเป็นชั้นนำจะมีลักษณะรัฐบาลให้ทุนหรือไปแข่งขันมาได้ทุนมาเยอะ หรือภาคเอกชนยินดีให้ทุน ถ้าได้ทุนมาก แสดงว่า มหาวิทยาลัยมีคนสนใจมาก แสดงว่า คุณภาพของงานวิจัยก็น่าจะเป็นชั้นนำด้วย

“ในโซนอาเซียนปัจจุบัน มหิดลเป็นเบอร์ 4 อันดับ 1 มหาวิทยาลัยนานาชาติสิงคโปร์ 2.นันยาง 3.มาลายา 4.มหิดล ส่วนประเทศไทยคะแนนภาพรวมผมถือว่า มหิดลก็ยังเป็นเบอร์ 1 จุฬาฯ ที่ 2 แต่เราไม่ได้แยกย่อยระดับสาขา เพราะในมหิดลเปิดบางสาขา ขณะที่จุฬาฯ มีหลาย สาขา เช่น บัญชี รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เรามีแค่แพทย์ ทันตะ เภสัช ซึ่งมหิดลมีความเข้มข้นเรื่องพวกนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถ้าดูเฉพาะเรื่องเกษตร เขาเป็นลำดับต้นๆ ของโลกหรือ 1 ใน 50 ของโลก แต่ถ้าคะแนนรวมจากทุกเรื่องอาจจะลดลง ดังนั้น ถ้าสำรวจการมี ชื่อเสียงในไทย จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบกว่ามหิดล ขณะที่มหิดลเพิ่งกำเนิดมาแค่ 49 ปี” ศ.นพ.บรรจุ กล่าว

“จะทันอยู่เห็นประชาธิปไตยมั้ย” พิชัย รัตตกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548717

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

"จะทันอยู่เห็นประชาธิปไตยมั้ย" พิชัย รัตตกุล

“ผมพูดด้วยความจริงใจว่า ผมเป็นห่วงอย่างมากๆ เพราะไม่เคยมีเหตุการณ์ไหน หลังจากการปฏิวัติแล้วคณะปฏิวัติจะอยู่ยาว”

***************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

หากเอ่ยถึง “พิชัย รัตตกุล” เชื่อว่าใครหลายคนคงรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับบทบาททางการเมืองไทยต่อการดำรงหลายๆ ตำแหน่งสำคัญของประเทศ ทั้งอดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.ต่างประเทศ รวมถึงอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

พิชัยได้ฉายภาพรวมถึงทิศทางการเมืองไทยผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า “ผมพูดด้วยความจริงใจว่า ผมเป็นห่วงอย่างมากๆ เพราะไม่เคยมีเหตุการณ์ไหน หลังจากการปฏิวัติแล้วคณะปฏิวัติจะอยู่ยาว ถึงขณะนี้ก็ 3 ปีกว่า และหัวหน้าคณะปฏิวัติก็ได้พูดเปรยทำนองว่าจะต้องมียุทธศาสตร์บ้านเมือง ซึ่งต้องใช้เวลา 20 ปี สิ่งเหล่านี้มันทำให้มองดูว่าเขาไม่ได้อยู่ 2-3 ปี ทางฝ่ายที่คุมอำนาจต้องการจะอยู่นานกว่านี้ เพราะฉะนั้น มองการเมืองภาพรวม ในฐานะที่ผมเป็นนักประชาธิปไตย แน่นอนย่อมมีความไม่สบายใจและอึดอัดใจ แต่จะทำอย่างไรได้

เราได้แต่หวังว่าบ้านเมืองจะเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำไมไม่มีใครคิดถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งพระองค์รับสั่ง ‘ข้าพเจ้ายอมสละสิทธิ์ ยอมสละราชสมบัติ ไม่ได้มอบอำนาจให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจนี้ให้กับประชาชน’ คำนี้เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ชัดเจนเลย”

พิชัย มองว่า ตราบใดที่รัฐบาล 1.ยังไม่มีกำหนดวันเลือกตั้ง 2.ยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งยิ่งทอดออกไปอีก สมมติจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ต้องให้เวลานักการเมือง พรรคการเมือง ในการเตรียมตัว แต่ตอนนี้ประชุมก็ยังไม่ได้ ข้อต่อไป มาตรา 44 ตราบใดยังมีอยู่ ไม่มีทางที่นักการเมืองจริงๆ ที่ต้องการหวังเห็นระบอบประชาธิปไตย และแม้กระทั่งกลุ่มคนหวังดีก็ทำอะไรไม่ได้

พิชัย ขยายความว่า จึงอยากเห็น 1.ให้นายกฯ กำหนดวันเลือกตั้ง 2.ยกเลิกมาตรา 44 3.เมื่อกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว อนุญาตให้พรรคการเมือง นักการเมือง จัดประชุมเพื่อปรึกษาหารือ 4.อยากเห็นรัฐบาลให้ความสนใจตามชนบท เกษตรกร คนยากจนมากขึ้น และ 5.ความสามัคคีชาวปักษ์ใต้ยังมีปัญหาอยากให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ ด้วยหลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

พิชัย อธิบายต่อว่า ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากจะลงหรือไม่ลงอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้มีการเลือกตั้ง ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเอาพรรค ก. ข. ค. ตั้งขึ้นมาใหม่ รวมทั้งที่ตัวเองจะตั้ง สว.ได้ 250 คน เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ส่วนตัวไม่ว่า แม้มันไม่เป็นประชาธิปไตย แต่อย่างน้อยประชาชนมีสิทธิบ้างในการออกเสียง

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ พยายามรวมกลุ่มเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งต้องขอชมเชย แม้เป็นใครไม่ทราบ หรือจะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไหนไม่ทราบ แต่คนกลุ่มนี้ยังมีจิตใจเป็นห่วงบ้านเมืองจะไม่เป็นประชาธิปไตยไปอีกนาน จึงออกมาเรียกร้อง ไม่ได้ออกมาเกะกะ ทำลาย หากเป็นเช่นนั้นจะไม่เห็นด้วย

“เขาออกมาอย่างมีเรื่องราวเป้าหมายแน่นอน เรียกร้องรัฐบาลอย่างเดียว ว่าขอให้รีบกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าเป็นอย่างนั้นผมชมเชยคนกลุ่มนี้ ที่ถึงแม้ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่ก็มีหัวใจเป็นประชาธิปไตย แต่ผมไม่ทราบว่าปฏิกิริยาของรัฐบาลมีต่อการเรียกร้องนี้เป็นอย่างไร

ผมคิดถึงสหรัฐอเมริกา เพียงแค่เกี่ยวกับเรื่องเด็ก 10 กว่าคนเสียชีวิตจากการถูกยิงในรัฐฟลอริดา คนทุกรัฐเป็นล้านเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายปืน นั่นเป็นเพียงแค่กฎหมายปืน แต่คนกลุ่มนี้กำลังเรียกร้องขอให้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญออกมา แล้วกำหนดเลือกตั้งเสีย”

ส่วนความเป็นไปได้กับการเลือกตั้ง พิชัย ระบุว่า จะมีหรือไม่ เพราะนายกฯ ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากงานบ้านเมืองมีเป็นจำนวนมาก อันนั้นเป็นความจริงและเห็นใจนายกฯ ในฐานะต้องรับผิดชอบความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของบ้านเมือง เมื่อทำงานก็ต้องชมเชยว่าอย่างน้อยที่สุดได้ทำให้บ้านเมืองในระยะ 2 ปีแรกนั้นสงบไป คือ นักการเมืองที่สมัยก่อนปฏิวัติ มีการเผชิญหน้าทะเลาะเบาะแว้งแทบจะฆ่ากันหายไปหมด แต่ขณะเดียวกัน นายกฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางปักษ์ใต้ได้เลย

พิชัย ผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง กล่าวว่า การที่รัฐบาลเตรียมเรียกประชุมพรรคการเมืองเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ต้องถามว่าเกี่ยวอะไรกับพรรค ไม่จำเป็นต้องปรึกษา ถ้าสมมติพรรคจะเลือกตั้งพรุ่งนี้ทำได้หรือไม่ ในเมื่อพรรคประชุมไม่ได้ มาตรา 44 ค้ำคอ ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่ขัดข้อง พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นนายกฯ อีก เพราะรัฐธรรมนูญเขียนแบบนั้น

“แต่ขอให้เริ่มทำตั้งแต่บัดนี้ แต่การเรียกประชุมพรรคก็ไม่เสียหายอะไร แต่ความจริงแล้วคุยกันไม่กี่คนก็รู้เรื่อง ว่าเราควรกำหนดวันเลือกตั้งเมื่อไหร่ ผมเคยบอกมาปีกว่าแล้วว่า ไม่มีการเลือกตั้งปี 61 ผมคนเดียวที่พูด แต่รัฐบาลเขายังมี 59 เลื่อนมา 60 สุดท้ายมา 61 และผมบอกว่าท้ายสุดแล้ว 61 ไม่มีการเลือกตั้ง ทุกอย่างชัดเจน

และสุดท้ายมาบอกว่าเดือน ก.พ. 62 ซึ่งยังไม่สามารถที่จะเชื่อได้ จนกว่ายกเลิกมาตรา 44 และมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 62 อนุญาตให้พรรคการเมืองประชุมเพื่อเตรียมตัวได้ อย่างนั้นผมถึงจะเชื่อ หากเปรยมาก็ไม่จำเป็นต้องเรียกพรรคการเมืองมาประชุม ในเมื่อตั้งเป้าหมายเลือกตั้ง ก.พ. 62 ซึ่งทายไม่ผิดปี 61 ไม่มีเลือกตั้ง”

ส่วนการยื่นตีความกฎหมายลูก พิชัยสะท้อนมุมมองส่วนตัว อาจทำให้การเลือกตั้งช้าออกไปอีก 6-7 เดือนก็ได้ ใครจะไปรู้ ปี 2562 อาจไม่มีเลือกตั้ง แต่หัวใจนายกฯ อยากให้มีเดือน ก.พ. ส่วนที่หลายฝ่ายมองเรื่องดังกล่าวเป็นหมากสำคัญทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปนั้นก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจเป็นกฎหมายอื่น

“ผมไม่แน่ใจเดือน ก.พ. 62 เพราะปัญหามันมีอีกแยะ ถ้ารัฐบาลทำอย่างจริงจัง ทำได้สบายมาก เอาตามคำพูดที่ตัวเองพูดไว้แล้ว เลือกตั้งปี 61 เดือน ธ.ค.ทำได้ เหลือเวลาอีก 10 เดือน แต่เดือน ก.พ. 62 ก็มีความเป็นไปได้ ต้องดูก่อนว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี มาตรา 44 ก็ดี สส. สว. ก็ดี ถ้าเดินจริงจังเป็นไปได้ ถ้าไม่จริงจังก็อาจเลื่อนออกไป ตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ผมก็คงไม่อยู่ด้วยแล้ว ผมตอนนี้อายุ 92 แล้ว ไม่รู้ว่าจะมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ผมอาจจะเสียชีวิตก่อนก็ได้”

สมมติหากเป็นไปตามกำหนด รัฐธรรมนูญใหม่จะส่งผลต่อการเมืองในอนาคตแค่ไหน พิชัย (ถอนหายใจ) ก่อนตอบว่า รัฐธรรมนูญใหม่เรียกว่าอย่างไร เพราะสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกฯ อยู่ ซึ่งตอนนั้นจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯ ออกรัฐธรรมนูญ ซึ่งแยกฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติออกจากกันโดยเด็ดขาด

“สมัยนั้น สส.เป็นรัฐมนตรีไม่ได้เลย อ.เสนีย์ เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับฟันหลอ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่าอะไรผมไม่รู้ แต่เชื่อว่าทุกรัฐบาลต้องการปราบโกง แต่คนโกงมีอยู่ทุกสมัย สมัยมี สส.ก็มีการโกง สมัยนี้ก็มี นอกจากโกงแล้วก็ยังมีรีด สมัยก่อนก็เป็น ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนยากจนทั่วไป หรือนักธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ ในด้านเศรษฐกิจน่าเป็นห่วงมากๆ เพราะอย่างประเทศอื่นๆ ก้าวหน้าไปมากอย่างเทคโนโลยี แต่เรายังเตาะแตะ ถึงตอนนั้นผมคงไม่เป็นห่วง เพราะผมตายแล้ว และตอนนั้นบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้”

พิชัย อยากให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปักษ์ใต้ที่ยังไม่เดินหน้าเท่าที่ควร ซึ่งอย่าลืมว่า 2 เหตุการณ์ ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามา มันเป็นเหตุการณ์ที่คนชาวไทยมุสลิมทนไม่ได้ คือ กรือเซะ และตากใบ ถ้าหากตราบใดไม่มีรัฐบาลไหนยอมรับผิด ต้องยอมรับผิดก่อน แล้วแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เคยรับสั่ง การแก้ไขปัญหาหัวใจหลัก คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คำถามมีอยู่ว่า รัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบเข้าใจหรือไม่ เข้าถึงหรือเปล่า แล้วเมื่อเข้าใจ เข้าถึง และได้พัฒนาหรือไม่ ซึ่ง 3 คำนี้ มีความหมายลึกซึ้ง

“ผมไม่เคยเห็นใครหรือรัฐบาลที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่เหตุการณ์กรือเซะจะดำเนินการอย่างนั้นจริงๆ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นต้องขอโทษเขาเสียก่อน ถ้าไม่ พี่ น้อง ลูก หลาน ที่เขาต้องตายแบบนั้น เขาไม่ลืมหรอก เป็นลูกหลานผมก็ไม่ลืม เป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลควรให้ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับปักษ์ใต้ มากกว่าเอาเรื่องอื่นๆ ขึ้นมา”

ร้อนคร่า’ชีวิตเด็ก’พันคน/ปี อันตรายแฝงช่วงปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548576

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 07:49 น.

ร้อนคร่า'ชีวิตเด็ก'พันคน/ปี อันตรายแฝงช่วงปิดเทอม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สถานการณ์เด็กจมน้ำเสียชีวิตอาจ มองเป็นเรื่องห่างไกลตัวใครหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้วเชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาภาวะเด็กจมน้ำเฉลี่ยต่อปีกว่า 1,000 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่เสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิตอย่างมาก ที่สำคัญในห้วงเวลาเกิดเหตุจมน้ำมันเกิดขึ้นในช่วง ฤดูร้อนตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค.ทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงเวลาปิดภาคเรียนของเด็กๆ พอดี

โดยข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค แสดงผลในช่วงปี 2551-2560 หรือช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีเด็กไทยต้องจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 957 คน/ปี หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณวันละเกือบ 3 คน แม้ว่าตัวเลขอาจไม่สูงหากเทียบเคียงกับการเสียชีวิตในรูปแบบอื่น แต่เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นอนาคตของชาติทั้งสิ้น

สถิติในปี 2560 พบว่า มีเด็กจมน้ำถึง 702 คน แค่ช่วงปิดเทอมระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. พบเด็กจมน้ำกว่า 254 คน ปี 2560 เด็กจมน้ำสูงกว่า ปี 2559 ถึง 51 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายที่จมน้ำมากกว่าเด็กผู้หญิง ที่สำคัญวันเสาร์-อาทิตย์พบว่าเกิดเหตุมากที่สุด จ.นครราชสีมา พบเด็กเสียชีวิตมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ จ.อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ

แน่นอนว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราสูญเสียเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี จากการจมน้ำเสียชีวิตไปแล้วถึง 9,534 คน โดยพบว่า เดือน เม.ย.มีการจมน้ำ เสียชีวิตสูงสุด รองลงมาเป็นเดือนมี.ค. และ พ.ค. โดยอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สำคัญมักเกิดเหตุตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อขุดเพื่อการเกษตร ขณะเดียวกันกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 5-9 ปี เสียชีวิตสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากการจมน้ำภายในบ้านและละแวกบ้านของตัวเอง

นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยถึงสถานการณ์ภาวะเด็กจมน้ำเสียชีวิตว่า ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ ทั้งปี โดยความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับการปิดเทอมเพราะเด็กอยู่บ้าน ที่ผ่านมาสาเหตุจมน้ำเสียชีวิตถือว่าเกิดเหตุสูงอันดับ 1 อยู่แล้ว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนพบว่าตัวเลขกับเด็กจมน้ำสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะในเด็กชั้นประถมศึกษาที่เสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าโรคอื่นๆ

ส่วนใหญ่เด็กเสียชีวิตอยู่ในกลุ่มอายุ 5-9 ขวบ เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้อยู่ในช่วงวัยเรียน เมื่อปิดภาคเรียนจะไม่อยู่บ้านมักออกไปเล่นข้างนอก ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองก็มักปล่อยให้ไปเล่นแม้ ไม่ไกลจากบ้านโดยที่ไม่มีใครไปดูแล มีเป้าหมายเพื่อการไปเล่นน้ำ เช่น นั่ง แช่น้ำลื่นไหลลงไป ของตกน้ำแล้วลงไปเก็บ เด็กผลักกันตกน้ำ ล้วนเป็นต้นตอการจมน้ำทั้งสิ้น เพียงแค่บ่อน้ำ ลำคลองเด็กก็เสียชีวิตได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำในชุมชนใกล้เคียง

นพ.อดิศักดิ์ แนะวิธีการลดปัญหาเด็กจมน้ำว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้ปกครองเพียงอย่างเดียวที่ต้องคอยสอนเด็ก ขึ้นอยู่กับทักษะในตัวเด็กเองด้วยเนื่องจากอยู่ในวัยที่ผู้ปกครองเริ่มปล่อยห่าง และเป็นวัยที่สามารถเรียนรู้ทักษะความปลอดภัยทางน้ำได้ มี 5 ประการคือ 1.รู้จุดเสี่ยง 2.ลอยตัวได้ 3 นาที 3.ว่ายน้ำได้ 15 เมตร 4.ช่วยได้ถูกวิธีด้วยการตะโกน โยน ยื่น และ 5.ใช้ชูชีพเมื่อเดินทางทางน้ำ ทั้งหมดเป็น 5 ทักษะในการเอาตัวรอดของเด็ก

“ดังนั้น ช่วงปิดเทอมผู้ปกครองควรพาลูกหลานไปสำรวจจุดเสี่ยงในชุมชนก่อนว่าแหล่งน้ำจุดใดอันตราย ควรบอกเตือนเด็กให้รู้ และตรวจเช็กทักษะเด็กว่าจำและทำได้หรือไม่ ขณะเดียวกันทางชุมชนต้องเข้าไปดูแลว่าแหล่งน้ำจุดใดเสี่ยง ควรมีคนดูแลและจัดพื้นที่เล่นให้ปลอดภัยสำหรับเด็กมากขึ้น”

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จากสถานการณ์เด็กจมน้ำพบว่า ในพื้นที่ชนบทต่างจังหวัดจะเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่า เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ในกรุงเทพฯ ก็มีเด็กจมน้ำเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนย่านชานเมือง ชุมชนแออัด ที่เด็กมักจะออกนอกบ้านไปเล่นน้ำตามสระว่ายน้ำ บ่อน้ำ ลำคลอง แม่น้ำ ล้วนเกิดการจมน้ำเสียชีวิตเช่นกัน

แม้ว่าในกรุงเทพฯ ตัวเลขการจมน้ำเสียชีวิตจะไม่มากเท่ากับพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ผู้ปกครองควรระมัดระวัง โดยเฉพาะแหล่งชุมชนที่ปล่อยเด็กไปเล่นโดยไม่มีผู้ปกครองสอดส่องดูแล หรือปล่อยให้เล่นในหมู่บ้าน โดยเฉพาะหมู่บ้านสมัยใหม่ที่มีสระว่ายน้ำถือเป็นแหล่งเสี่ยงการจมน้ำเช่นกัน เนื่องจากไม่มีคนดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา อาจมีเฉพาะช่วงวันหยุดเท่านั้น และไม่มีรั้วกั้นอย่างปลอดภัย

“ตัวเลขเด็กจมน้ำเสียชีวิต ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 คนต่อประชากร 1 แสนคน แต่ในต่างประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 1 คนต่อประชากร 1 แสนคน เท่ากับว่าประเทศไทยยังสูงกว่า 7  เท่าตัว ดังนั้น ถ้ามีการฝึกทักษะให้ เด็กได้จะช่วยลดตัวเลขเด็กจมน้ำได้” นพ.อดิศักดิ์ เทียบสถิติเด็กจมน้ำในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตจากการจมน้ำนั้นบ่งบอกถึงการดูแลลูกหลาน ไม่ดีของผู้ปกครองและชุมชนที่จะต้องรับผิดชอบดูแลร่วมกัน เนื่องจากไม่อยากให้ละเลยเรื่องเหล่านี้ และอยากให้ช่วงการปิดภาคเรียนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระวังกันให้มากขึ้น

ปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น คุมเข้มยอมรับผลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548483

  • วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 08:14 น.

ปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น คุมเข้มยอมรับผลเลือกตั้ง

การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศคือ หัวใจการปฏิรูปการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิรูปการเมืองเริ่มตั้งไข่แล้วตั้งแต่ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 เริ่มประกาศใช้ โดยรัฐบาลรับลูกข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่เสนอประเด็นการปฏิรูป เพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพหวังให้ประเทศไทยหลุดพ้น “ทวิลักษณ์การเมือง” จาก 2 ระบอบที่วนไปเวียนมาระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งและปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ

เริ่มต้นด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับชั้น จึงเสนอให้เป็นหลักสูตรภาคบังคับ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครอง หน้าที่พลเมือง คุณธรรมจริยธรรม การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนาทุกศาสนามาทำการฝึกอบรมจิตใจและคุณธรรมให้แก่เด็กและเยาวชนให้เป็นวิถีชีวิต เพื่อให้ระบบการศึกษาได้ขัดเกลาบ่มเพาะเยาวชนให้มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งให้ประชาชนมีความสำนึกในความเป็นพลเมืองคู่กับระเบียบวินัย หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการเป็นพสกนิกรของพระมหากษัตริย์

สำหรับแผนปฏิรูปที่จะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมจะมุ่งเน้นให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม ที่สำคัญให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และในการเลือกตั้งจะต้องคัดสรรเพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติ และเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยจากนี้ไปคดีเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งต้องมีจำนวนลดลง ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งของทุกภาคส่วนมีมากขึ้น พรรคการเมืองมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพในการบริหารงานประชาชน มีส่วนร่วม และเข้าไปมีบทบาทในพรรคการเมือง โดยนักการเมืองมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และเยาวชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกไปออกเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 60%

อีกประเด็นสำคัญในการปฏิรูปการเมืองคือ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้ร่วมพัฒนาท้องถิ่นตนเอง สำหรับแนวทางการกระจายอำนาจและการพัฒนา นักการเมืองท้องถิ่น มีข้อเสนอดังนี้

1.เร่งส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจและถ่ายโอนทรัพยากรและภารกิจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้ร่วมพัฒนาท้องถิ่นตนเอง และเป็นการกระจายโอกาสให้แก่ประชาชนในการพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด

2.จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอและเหมาะสมต่อการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดทำบริการสาธารณะและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นและเพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งเพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและ เศรษฐกิจ

3.จัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขการปกครองท้องถิ่น คุณธรรมจริยธรรม การขัดกันแห่งผลประโยชน์ และหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4.รณรงค์ให้ผู้สมัครรับการเลือกตั้งท้องถิ่น ประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนในการที่จะปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ยอมรับผลการเลือกตั้ง รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัยรู้รักสามัคคี และหากได้รับการเลือกตั้งจะเข้าไปบริหารบ้านเมืองโดยสุจริตและไม่สร้างเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดปัญหา หรือนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง

5.ให้ผู้สมัครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่นทุกตำแหน่งยื่น หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี พร้อมทั้งแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

6.ให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการเลือกตั้งท้องถิ่นให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งร่วมกันในการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ปลุกเร้าสร้างกระแสให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและพร้อมที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นและ

7.ให้มีอาสาสมัครพัฒนาการเมืองท้องถิ่น เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม

ในประเด็นการปฏิรูปท้องถิ่นยังประกอบ 5 แนวทาง คือ 1.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทางการเมืองและการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น 2.การป้องกันการทุจริต การเลือกตั้งและการซื้อสิทธิขายเสียง 3.การตรวจสอบการใช้จ่ายของพรรคการเมืองและผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียงเลือกตั้ง 4.การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ และ 5.ปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนและเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย

สุดท้ายเป็นเรื่องการสร้างรัฐธรรมาธิปไตยเน้นการให้ความรู้แก่ผู้นำทางการเมืองและผู้นำท้องถิ่น โดยกำหนดเนื้อหาสาระที่สำคัญ ประกอบด้วย การเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมและการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การควบคุม การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการลงโทษ และการส่งเสริมสนับสนุนและเสริมสร้างธรรมาธิปไตยให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คสช.ยิ่งลงช้า ยิ่งวิบากกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548397

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 08:13 น.

คสช.ยิ่งลงช้า ยิ่งวิบากกรรม

“เหมือนเราเดินขึ้นบันไดสูงขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังก็สูงขึ้น มันเลยเส้นที่เหมาะสมของการลงแล้ว ถ้าเกิดตกลงมาจะเจ็บมาก”

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุขึ้น หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้แต่งตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น หลายฝ่ายฟันธงนี่คือแผนเริ่มต้นในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง

สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้จะออกทิศทางไหน น่าสนใจยิ่ง แต่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองว่า คณะรัฐประหารยิ่งลงช้าเท่าไหร่ ยิ่งมีวิบากกรรมมากเท่านั้น ความชอบธรรมเริ่มต้นก็ไม่มีอยู่แล้ว

“เหมือนเราเดินขึ้นบันไดสูงขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังก็สูงขึ้น มันเลยเส้นที่เหมาะสมของการลงแล้ว ถ้าเกิดตกลงมาจะเจ็บมาก สมมติว่าตกขั้นที่ 5 ก็อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าตกขั้นที่ 20 ล่ะ” พล.ท.ภราดร ระบุ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญนี้อาจเอื้อให้ สว. 250 เสียง เป็นฝ่ายที่ออกแบบไว้ แต่ถ้าเกิดฝ่ายประชาธิปไตยได้เกิน 500 เสียง ความชอบธรรมมันมี ฉะนั้น สว. 250 เสียง ที่จะเอานายกฯ คนนอก ถ้าเกิดได้แล้วจะบริหารยังไง ทั้งตั้งกระทู้ ยื่นญัตติ มันไปไม่รอดในสภาล่าง รัฐธรรมนูญที่เรามักพูดกันว่าแก้ยาก แต่สุดท้ายจะฝืนยาก เพราะคนเห็นแล้วว่าประเทศไปข้างหน้าไม่ได้

อย่างไรก็ตาม อายุของรัฐธรรมนูญนี้จะรอดถึง 3 ปีหรือเปล่า บางคนให้แค่ปีเดียวด้วยซ้ำ แค่กระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เริ่มต้นเหมือนดูดี คัดมา 30 คน โอ้โห ผู้สมัครดูเข้าท่า แต่พอคัดลงมาจริงๆ เอ้าทำไมมันไม่ได้คนที่ต้องการ เพราะเงื่อนไขของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทำให้หาคนที่เป็นเทพจริงๆ ไม่ได้

พล.ท.ภราดร บอกอีกว่า การบริหารของรัฐบาลนี้ ที่ผ่านมาเกิดภาระของประเทศมากมาย เกิดความเสียโอกาสต่างๆ แม้จะมีเจตนาที่ดีก็ตาม แต่จริงๆ รากของปัญหาคือเรื่องการปกครอง แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจจะเหมือนไปได้ แต่ถ้าไปถามประชาชนส่วนใหญ่ก็ชัดเจนว่ามันรวยกระจุก จนกระจาย

“ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องความเชื่อมั่น พอประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เขาไม่สามารถมั่นใจในกฎกติกาที่เกิดจากคนกลุ่มเดียว เรานึกว่า ม.44 เป็นยาวิเศษ แต่นักลงทุนมองว่า เฮ้ย ถ้ามันถูกใช้กับเขาจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเผด็จการกับประชาธิปไตยเหมือนพวกมองโลกแบนกับโลกกลม เช่น เวลามันเถียงกันตอนขึ้นเรือ ฝ่ายโลกแบนบอก เฮ้ย ไปได้ไง เดี๋ยวตกขอบทะเล ฝ่ายที่มองโลกกลมมันจะรอด เพราะกลับมาพร้อมอาหารการกิน แต่ถ้าเกิดโชคร้าย ชกกันไปชกกันมา ฝ่ายโลกแบนชนะ มันต้องติดอยู่บนเกาะด้วยกัน จนอาหารหมดแล้วก็ฆ่ากันเอง”

อดีตเลขาฯ สมช. ยังได้เสนอแนวทางป้องกันการยึดอำนาจในอนาคตว่า ฝ่ายประชาธิปไตยถ้าได้อำนาจต้องสื่อสารหนักมาก ทำให้คนเกิดศรัทธาในประชาธิปไตย ทำให้คนมีทางออกว่าทางออกนี้ดียังไง นอกจากส่งเสริมอุดมการณ์แล้ว ต้องทำให้คนรู้เท่าทันเผด็จการ ชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาการคอร์รัปชั่นต่างๆ มันทำลายตัวเอง

รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยต้องเปิดเวทีให้ภาคประชาชนได้อภิปราย เหมือนเรื่องห้ามสูบบุหรี่ สู้กันมาเป็นสิบๆ ปี ตอนหลังเข้มข้นขึ้น จนวันนี้คนส่วนใหญ่ยอมรับไปเองว่าห้ามสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ หรือที่มาเลเซียเป็นประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ แต่ทำไมมีกาสิโน เพราะเขาเคารพเสียงส่วนใหญ่ว่าควรจะมี

แล้วการกระจายอำนาจก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลประชาธิปไตยต้องทำ เหมือนการปฏิรูปตำรวจ ผลสัมฤทธิ์จะเกิดขึ้นได้ต้องควบคู่ไปกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจในโลกที่เข้มแข็งอย่างแอลเอที่อเมริกา เพราะขึ้นตรงกับผู้ว่าฯ จะเป็นตำรวจนิวยอร์กก็เป็นไป จะเป็นตำรวจแอลเอก็มาสมัครที่แอลเอ เขาถือว่าถ้าคุณอยู่ท้องถิ่นคุณจะรู้ดีที่สุด ใครเข้ามาตำรวจรู้หมด ถ้าตำรวจเลว ประชาชนก็รู้ แล้วของเขายศอย่างมากก็ Captain นอกนั้นเรียกชื่อเป็นตำแหน่ง เป็นผู้บัญชาการไป

สำหรับเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น พล.ท.ภราดร บอกว่า ในฐานะเคยเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ นำทีมข้าราชการระดับสูงบินไปมาเลเซียเพื่อหาทางสงบศึกกับขบวนการบีอาร์เอ็นนั้น เห็นพัฒนาการเป็นบวกมาก เพราะกระบวนการจากนโยบายที่เกิดขึ้นมีความชอบธรรม ตั้งแต่การหารือในพื้นที่ จนเกิดเป็นยุทธศาสตร์ ผ่าน สมช.เข้าสู่รัฐบาล

“ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร มันจะก้าวไปข้างหน้าได้เร็วมาก พอรัฐบาลรัฐประหารเข้ามา ในเชิงนโยบายก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก แต่หัวใจสำคัญคือความเชื่อถือไว้วางใจกัน ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในสเต็ปแรก คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ปัจจุบันนี้เราก็ยังอยู่ในสเต็ปแรก เพราะการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต้องเกิดขึ้นในทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ มาถึงฝ่ายนโยบาย แล้วก็ไปสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคมุสลิม”

ฉะนั้น พอรัฐบาลทหารเข้ามา ความไว้วางใจมันมีปัญหา เดิมทีสภาพการณ์ในพื้นที่ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ไว้ใจทหารอยู่แล้ว ทหารก็ไม่ไว้ใจฝ่ายที่จะมาคุย ยังมีความระแวงกัน ตอนนี้ก็ต้องดำรงสภาพแบบนี้ไป สร้างความไว้ใจกันไป