ปฏิรูปปราบทุจริต มุ่งเด็ดหัว “ข้าราชการโกง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548308

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 09:31 น.

ปฏิรูปปราบทุจริต มุ่งเด็ดหัว "ข้าราชการโกง"

ส่องแผนปฏิรูป 5 ปี 4 ด้านของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

********************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยนานนับหลายสิบปี โดยปัญหา อยู่ในลักษณะซับซ้อนและทับซ้อนหลายปัญหา แต่ละปัญหาล้วนเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนกันและกัน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จัดทำแผนปฏิรูปมีประเด็น 4 ด้าน ระยะเวลา 5 ปี ดังนี้

ด้านที่ 1 การป้องกันและเฝ้าระวัง เร่งผลักดันให้มีกฎหมายรองรับการรวมตัวของประชาชนเพื่อต่อต้านการทุจริต ประพฤติมิชอบ ภายใน 2 ปี คือ ปรับปรุงระเบียบการรักษาความลับของทางราชการให้คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การทุจริต และปรับปรุงระเบียบการบริหารงานบุคคลในภาครัฐ ให้คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันรังเกียจการทุจริต และมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริตด้วยการชี้เบาะแสเมื่อพบเห็นการกระทำความผิด การสร้างลักษณะนิสัยไม่โกงและไม่ยอมให้ผู้ใดโกง เพื่อต่อต้านการทุจริตฯ โดยเริ่มจากเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง และเสริมสร้างบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณดำเนินการ 6,310 ล้านบาท จากงบประมาณปกติ และงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งปีละไม่น้อยกว่า 5% ของงบประมาณของท้องถิ่น

ด้านที่ 2 การป้องปราม เน้นให้มีการลดการใช้ดุลพินิจเจ้าพนักงานของรัฐในการใช้อำนาจรัฐที่ได้รับมอบ ให้ส่วนราชการต้องมีการกำหนดมาตรการลดการใช้ดุลพินิจเจ้าพนักงานของรัฐในสังกัด ด้วยการปรับปรุงกรอบแนวทางการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐอยู่เสมอ และประกาศให้ประชาชนทราบ ผ่านสื่อสาธารณะ ผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารสาธารณะภายใน 2 ปี ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่ต้องร้องขอ (ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 59,253) ให้มีการแสดงฐานะทางการเงินของเจ้าพนักงานของรัฐที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และให้มีมาตรการที่เป็นไปได้ในการสืบหาและกำกับดูแลการเคลื่อนย้าย ข้ามพรมแดนของตน ซึ่งเงินสดและตราสารเปลี่ยนมือได้ พร้อมกับการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม คือ ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการให้สินบนและรางวัลจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ และปรับปรุงกฎหมาย เพื่อยกเลิกการอนุญาตหรือจัดให้มีมาตรการอื่นแทนการอนุญาตให้เหลือเท่าที่จำเป็น ในส่วนที่ดำเนินการต่อไปให้พัฒนาเป็นการยื่นด้วยระบบออนไลน์ งบประมาณดำเนินการ 520 ล้านบาท

ด้านที่ 3 การปราบปราม ผลักดันให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินมาตรการทางวินัย มาตรการทางปกครอง เช่น กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐละเลย ละเว้น รู้เห็นเป็นใจ หรือมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในกรณีทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่โดยแจ้งให้ผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนใช้อำนาจทางปกครอง (ย้าย/พักราชการ/พ้นจากราชการ) ทันที และให้มีกฎหมายว่าด้วยวินัยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และบุคลากรในองค์กร อิสระ รวมถึงองค์กรตุลากร และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และจัดทำกฎหมายว่าด้วยความผิดกรณีการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม จัดทำกฎหมายว่าด้วยการยักยอก การเบียดบัง หรือการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดทำกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและใช้อิทธิพลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันมิชอบ จัดทำกฎหมายว่าด้วยการเรี่ยไร การรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จัดทำกฎหมายว่าด้วยการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในคดีการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณดำเนินการ 1,180 ล้านบาท

ด้านที่ 4 การบริหารจัดการ คือ ปรับปรุงกลไกการประสานการบริหารกับส่วนประสานการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยจัดตั้งสถาบันการสร้างเสริมสมรรถนะด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริต และปรับปรุงกฎหมายเพื่อปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการ ต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ในทุกระดับ งบประมาณดำเนินการ 250 ล้านบาท

“พ.ร.บ.คู่ชีวิต” นิยามใหม่ของ “ครอบครัว” คนหลากเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548289

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 21:29 น.

"พ.ร.บ.คู่ชีวิต" นิยามใหม่ของ "ครอบครัว" คนหลากเพศ

ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ใครจะอยู่ในขอบเขตผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นคำถามที่ยังรอคำตอบ

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นด้วยกับหลักการร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตพ.ศ. … แต่ทว่าตอนนี้ร่างดังกล่าวก็ยังมีบางส่วนที่ถูกมองว่าย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต ที่ให้สิทธิกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งเริ่มร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2555 แต่ก็ต้องสะดุดลง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ปะทุในเวลานั้น ทำให้พลิกผันเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นความหวังของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

ในฐานะผู้ที่เคยคลุกคลี มีโอกาสร่วมร่าง พ.ร.บ.นี้ เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้เล่าถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.นี้ได้ถูกเซตซีโร่ใหม่ หรือเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดหลังจากถูกตีกลับจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปปรับปรุงแก้ไขเพิ่มความชัดเจนขึ้น

จากข้อมูลทราบว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน องค์กร รวมกว่า 30 คน จะเข้าช่วยออกแบบออกความเห็นเพื่อไปประกอบพัฒนาเป็นร่างกฎหมาย จากนั้นจะส่งให้คณะกรรมการจากภาคส่วน องค์กร กว่า 30 คน ได้พิจารณาดูอีกครั้ง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายร่างกฎหมายขึ้น โดยความเห็นส่วนตัวคาดว่าจะใช้ชื่อร่างกฎหมายฯ ใหม่ว่า “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” เพราะคำว่า “จดทะเบียน” อาจยังเหมือนการตีตราอยู่

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าว่าต้องทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 หรือภายในปีนี้ เพื่อเสนอส่งเข้าแผนพัฒนากฎหมาย ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อนำเข้าสภาต่อไป

“ตอนนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างกระบวนการวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โดยให้ทาง UNDP เป็นผู้ทำวิจัยศึกษาแนวทางการพัฒนาร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ให้ชัดเจนกว่าเดิมเน้นทำอย่างรอบด้าน และคนทุกกลุ่มไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเท่านั้น

เพื่อความรอบคอบ ต้องมีข้อมูลรองรับชัดเจนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รวมถึงให้ไปศึกษาโมเดลการสมรสของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศใหม่ว่าการใช้ชีวิตของคนเพศเดียวกันจะทำยังไง ไม่ใช่แค่คู่รักชายหญิงทั่วไป และศึกษาผลกระทบทางด้านศาสนา”

สำหรับร่างกฎหมายนี้ต้องการทราบความชัดเจนว่าความต้องการของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศต้องการสิ่งใด เพื่อให้กฎหมายเกิดความลงตัวที่สุด ก่อนจะออกกฎหมายบังคับใช้ ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้ ตอนนี้จึงรอผลวิจัยจาก UNDP จะส่งงานวิจัยทั้งหมดให้ประมาณเดือน พ.ค.นี้” เกิดโชค กล่าวโดยย้ำว่า เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว

นอกจากนี้ ยังได้คาดการณ์ว่า สาระสำคัญในร่างกฎหมายฯ ฉบับใหม่นี้จะไม่ผิดเพี้ยนไปจากร่างกฎหมายเดิม โดยใจความสาระสำคัญที่คำนึงถึง คือ การเล็งเห็นถึงการก่อร่างตั้งครอบครัว โดยมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้องให้กับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่มีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน และเชื่อว่าร่างกฎหมายใหม่ต้องไปตอบโจทย์หลายด้าน โดยพุ่งเป้าไปที่การอยู่ร่วมกันแบบสามีภรรยา มีสิทธิต่างๆ หลังอยู่ร่วมกัน เช่น ทรัพย์สิน ประกันชีวิต มรดก ค่ารักษาพยาบาล ลดหย่อนภาษี ฯลฯ

ขณะเดียวกัน ข้อสังเกตสำคัญอีกจุดหนึ่ง ก็คือ ผู้ที่จะใช้ร่างกฎหมายนี้ หากมีการบังคับใช้จริงแล้วจะตรวจสอบอย่างไรว่าชายหรือหญิงคนนั้นๆ อยู่ในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจริง จึงเป็นเรื่องยากไม่น้อย

“ตัวอย่างเช่น ชายกับชายที่จดทะเบียนกับชาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นชายรักชายจริง อาจแอบอ้างเพื่อต้องการเข้ามาใช้สิทธิค่าพยาบาล หรือสิทธิอื่นๆ จึงเป็นข้อกังวลของภาครัฐว่าอาจมีคนแอบอ้างเข้ามาใช้สิทธิกฎหมายนี้ ดังนั้นคำจำกัดความของคนเหล่านี้คืออะไรสิ่งใดเป็นเครื่องการันตีว่าเป็นชายรักชายจริง” เขากล่าว

แต่กรณีที่กล่าวมา เกิดโชค ได้แนะวิธีการตรวจสอบว่า ต้องมีการทดลองอยู่กัน 3 ปีก่อนหรือไม่ หรือตรวจใบแพทย์เพื่อรับรอง แต่ก็อาจถูกโจมตี ว่าแนวคิดนี้อาจจะเหมือนการตีตรากลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งในการร่างกฎหมาย ท้ายที่สุดร่างกฎหมายฯ นี้ต้องป้องกันไม่ให้รัฐเสียผลประโยชน์ด้วย

รองอธิบดีฯ ท่านนี้ ยังให้ความเห็นอีกว่า สถานการณ์ความหลากหลายทางเพศที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น นับเป็นสิทธิพึงมีพึงเกิดตามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชน สภาพปัญหาในมุมปฏิบัติของประเทศไทยไม่ได้เลือกปฏิบัติกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ

“คนกลุ่มนี้ในประเทศไทยจึงไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิ มีอิสระ แต่เพียงแค่คนบางกลุ่มที่อยากจะก่อตั้งครอบครัวให้มีการรองรับทางด้านครอบครัวและสิทธิอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมาเท่านั้น ถ้ามองอีกมุมคนเข้าใจว่ามันคือกฎหมายทางเลือก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ สมมติแค่เราคิดว่า คบหากันเท่านั้นก็ไม่ต้องใช้กฎหมายนี้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องการก่อตั้งเป็นครอบครัวแบบหญิงชายทั่วไป ก็มาใช้กฎหมายฉบับนี้”

เกิดโชค กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ โอกาสของสังคมไทยเปิดมาตลอด จากเดิมย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน แค่พูดเรื่องจดทะเบียนแต่งงานยังไม่มีใครกล้าพูด หรือแค่พูดให้สังคมยอมรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศก็ไม่มีใครกล้าพูด แต่ในนาทีนี้ เราก้าวกระโดดจากจุดนั้นมาแล้ว

ในที่สุดก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เรื่องความหลากหลายทางเพศนั้นกำลังเปิดกว้างและเป็นเทรนด์โลกไปแล้ว จึงคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นเรื่องปกติในสังคม ท้ายที่สุดแล้ว

สังคมก้าวไม่ทันกฎหมายผู้พิการ “อย่าจำนนเสพความช่วยเหลือ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548191

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 18:45 น.

สังคมก้าวไม่ทันกฎหมายผู้พิการ "อย่าจำนนเสพความช่วยเหลือ"

สภาพแวดล้อมที่พัฒนาขึ้นแต่ยังก้าวไม่ทันตัวกฎหมาย จึงมีความเหลื่อมล้ำทั้งการออกแบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ได้คำนึงถึงผู้พิการ

*************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในประเด็นเรื่องสิทธิผู้พิการ การเรียกร้องสารพัดที่ปรากฏออกสู่สาธารณะ ทำให้ใครหลายคนมองถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ยังมีให้เห็นต่อผู้พิการ อย่างกรณีการก่อสร้างทางเท้าภายในซอยพหลโยธิน 11 กลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมออนไลน์ว่าสร้างขึ้นมาไม่คำนึงถึงผู้พิการที่อาจได้รับผลกระทบและไม่ได้รับความสะดวก แม้หลายฝ่ายพยายามจะยกคุณภาพชีวิตให้กับคนเหล่านี้ อันมาจากร่างกายที่บกพร่องตั้งแต่กำเนิด

ในมุมความคิดเห็นของ มณเฑียร บุญตัน ผู้พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในเส้นทางการเมืองมาตลอด เรียกว่าเป็นปากเสียงแทนผู้พิการทั้งหมดก็ไม่แปลก ที่ในปัจจุบันเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และล่าสุดได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 2 ได้สะท้อนสถานการณ์คนพิการในสังคมไทยว่า กฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้พิการถือว่าดีที่สุดในอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติสังคมยังไปไม่ทันตัวกฎหมาย

“สังคมยังอยู่กับการสงเคราะห์เวทนานิยม สังคมเราปรับตัวช้ากว่ากฎหมายถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก แต่บางเรื่องสังคมไปเร็วกว่ากฎหมาย บางครั้งต้องออกกฎหมายตามหลังสังคม แต่เรื่องผู้พิการกฎหมายกลับนำหน้าสังคม เพราะสังคมไปไม่ทัน”

มณเฑียร ยังวิพากษ์ประเด็นเดิมว่า นโยบายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิผู้พิการจึงยังลุ่มๆ ดอนๆ และขึ้นอยู่กับผู้บริหารภาคการเมือง ราชการ เข้าใจบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือสภาพแวดล้อม คนไทยอาจเข้าใจเฉพาะสภาพแวดล้อมทางกายภาพ แต่ความจริงไม่ใช่สภาพแวดล้อม ยังหมายรวมถึงกายภาพทาง ตึก ที่พักอาศัย รถสาธารณะ ดิจิทัล ข้อมูลข่าวสารต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต

“ เวลาถูกร้องจึงเข้ามาแก้ไขเท่านั้น เกิดปัญหาก็ทุบซ่อมอยู่แค่นี้ เราเป็นสังคมทุบแล้วต่อเติม ปัญหาจึงยังคงเป็นเช่นเดิม แต่ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อน เนื่องจากตัวกฎหมายเราดี”

ในประเด็นสำคัญที่ มณเฑียร ให้ความสำคัญและกังวลในวันนี้ คือผู้พิการยังเข้าไม่ถึงหรือใช้ประโยชน์ต่างๆ จากสวัสดิการทางภาครัฐ สังคม “เพราะว่าคนออกแบบคนก่อสร้างไม่คิดว่าคนพิการมีตัวตนที่จะใช้บริการ หรือเข้ามาถึงสิทธิเหล่านี้ เนื่องจากคิดว่าคนพิการไม่ได้มาร่วมใช้ด้วย การออกแบบก่อสร้างพัฒนาสิ่งต่างๆ จึงไม่ได้คิดถึงผู้พิการ” ตรงนี้เป็นปัญหา แต่ถ้ารัฐคิดว่าคนพิการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม คนเหล่านี้ควรเข้าถึงทุกอย่างเหมือนคนปกติคนอื่นๆ ที่เข้าถึงได้

ในฐานะตัวแทนผู้พิการ มณเฑียร ยังตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำว่า หลายฝ่ายคิดว่าผู้พิการไม่มีส่วนร่วมพัฒนาขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ เวลาภาครัฐ เอกชนดำเนินการสิ่งใดก็จะไม่ได้คำนึงถึงผู้พิการ เพราะไม่ได้บอกว่ามาร่วมสร้าง ตัวอย่างเช่นธุรกิจสินค้า บริษัท บริการต่างๆ ที่ยังมองว่าผู้พิการยังไม่เป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง กลับกันถ้าเมื่อใดที่ภาคเอกชน รัฐ มองว่าคนกลุ่มนี้มีส่วนช่วยขยายการค้า บริการ ธุรกิจ สินค้าและบริการต่างๆ จะถูกออกแบบให้ผู้พิการเข้าถึงได้

“เรื่องความเหลื่อมล้ำยังมี แต่มีแนวโน้มลดลง ชีวิตผู้พิการแปรผันไปตามสังคมโดยรวม สังคมเราเป็นสังคมที่ไม่ทอดทิ้งใครจริงหรือไม่ ถ้าจริงคนพิการจะไม่ถูกทอดทิ้ง ในประเทศที่พัฒนามีการนำผู้พิการมาเป็นดัชนีชี้วัดว่าประเทศพัฒนาจริงหรือไม่ ดูจากผู้พิการที่ตกหล่น ถูกทอดทิ้ง เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา การทำงาน แหล่งทุนประกอบอาชีพ บริการสาธารณะ ฯลฯ ถือว่าผู้พิการเป็นตัวชี้วัดที่ดีมาก”

มณเฑียร ฉายภาพความห่วงใยว่า ถ้าสังคมใดพัฒนาดี โดยตัวชี้วัดจากผู้พิการการทอดทิ้งจะต่ำลง ทั้งยังชี้วัดสังคมแล้วยังเป็นตัวชี้วัดว่าเราพร้อมรับสังคมสูงวัยแล้วหรือไม่ เพราะคนสูงวัยกับผู้พิการบางคนก็มีชีวิตใกล้เคียงกัน ดังนั้นตัวชี้วัดจากผู้พิการคือมาตรวัดที่ดีว่า เราพร้อมดูแลคนเหล่านี้แล้วหรือยัง และนั่นจะเป็นต้นแบบสังคมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

ในขณะที่สังคมไทยยังมองว่าผู้พิการยังได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัว ภาครัฐช่วยเหลือ ในเมื่อมองผู้พิการเช่นนี้ว่ายังได้รับการดูแล จึงมีแต่รายจ่าย ไม่มีการลงทุนสร้างความเข้มแข็งให้ผู้พิการมีแต่เรื่องการสงเคราะห์ สัดส่วนการสงเคราะห์ยังสูง ซึ่งจะทำอย่างไรให้สัดส่วนการส่งเสริมพลังเพิ่มขึ้น ที่หมายถึงการช่วยเหลือผู้พิการในบริบทที่ถูกต้อง ช่วยให้ผู้พิการช่วยตัวเองได้ ไม่ควรช่วยเหลือให้อยู่ไปวันต่อวัน แต่มันคือการทำให้ผู้พิการมีพลัง

“ถ้าช่วยเหลือไปเรื่อย จะกลายเป็นว่าผู้พิการเสพความช่วยเหลือไปตลอด เป็นผู้ใช้อย่างเดียว ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตร่วมพัฒนาได้ ทั้งที่กฎหมายในประเทศไทยมุ่งเน้นให้คนพิการเป็นพลัง ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมสร้างสังคม แต่คนส่วนใหญ่ยังมองว่าคนพิการเป็นภาระที่ต้องช่วยเลี้ยงดูให้มีชีวิตรอด เพราะฉะนั้นระดับการใช้เงินทรัพยากรจึงเป็นระดับการสงเคราะห์ให้ผู้พิการอยู่รอดมากกว่าการลงทุนเติมพลังให้ผู้พิการ ถ้าทำสำเร็จจะกลายเป็นพลเมืองที่มาเสียภาษีให้รัฐได้ ตรงนี้สำคัญมาก”

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้พิการที่จดทะเบียนในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 1.8 ล้านคน และยังมีผู้พิการที่ต้องการจดทะเบียนแต่ไม่มีโอกาสอีกจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาส การทำงาน การศึกษา สาธารณูปโภคอื่นๆ และยังพบว่าผู้พิการยังเป็นช้างเท้าหลัง ยังเสพความช่วยเหลือจากสังคม ถือว่ายังไม่น่าพอใจ สุดท้ายประการสำคัญคือผู้พิการควรเป็นผู้ร่วมให้ความช่วยเหลือสังคม และให้ผู้พิการเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จการพัฒนาประเทศเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วใช้กัน

ทุ่ม 3 หมื่นล้าน”ปฏิรูปราชการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548073

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 07:51 น.

ทุ่ม 3 หมื่นล้าน"ปฏิรูปราชการ"

เปิดแผนปฏิรูปประเทศ 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 ประกอบด้วย 6 ประเด็น โดยใช้งบประมาณในการขับเคลื่อน 33,408 ล้านบาท

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ระบบราชการถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนและการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปขนานใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ที่มุ่งสร้าง “ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชน” บนหลักธรรมาภิบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาครัฐได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชน ดังนั้น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 ประกอบด้วย 6 ประเด็น โดยใช้งบประมาณในการขับเคลื่อน 33,408 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้

ประเด็นปฏิรูปที่ 1 บริการภาครัฐ สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ชีวิตประชาชน เช่น ปรับปรุงกระบวนการขออนุมัติอนุญาตจากภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และจัดให้มีการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จผ่านช่องทางดิจิทัล และศูนย์บริการร่วม งบประมาณดำเนินการ 5,000 ล้านบาทจากงบประมาณของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง (กทปส.)

ประเด็นปฏิรูปที่ 2 ระบบข้อมูลภาครัฐมีมาตรฐาน ทันสมัย และเชื่อมโยงกัน ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล ด้วยการบูรณาการและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลดิจิทัล อาทิ การปรับปรุงพัฒนา การจัดทำ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล ของหน่วยงานภาครัฐการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางภาครัฐ สนับสนุนให้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน การบริการประชาชนและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน งบประมาณดำเนินการ 21,440 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 3 โครงสร้างภาครัฐ กะทัดรัด ปรับตัวได้เร็ว และระบบงานมีผลสัมฤทธิ์สูง อาทิ การปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารราชการของส่วนราชการ ในภูมิภาคเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ จังหวัดที่มีความคล่องตัว ในการบริหารระบบงาน ระบบเงิน และ ระบบกำลังคน และพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 งบประมาณดำเนินการ 676 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 4 กำลังคนภาครัฐ มีขนาดที่เหมาะสมและมีสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยการลดขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐที่มีผลผูกพัน ภาระงบประมาณในระยะยาว อาทิ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการบริการประชาชน ลดอัตรากำลังและควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ ให้ครอบคลุมข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ควรมีการจ้างงานรูปแบบอื่นซึ่งไม่มีภาระผูกพันด้านงบประมาณในระยะยาว หรือใช้การจ้างเหมาบริการแทนการบรรจุข้าราชการ งบประมาณดำเนินการ 140 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 5 ระบบบริหารงานบุคคลที่สามารถดึงดูด สร้าง และรักษาคนดี คนเก่งไว้ในภาครัฐ ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.ดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถและมีจิตสาธารณะเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ 2.ส่งเสริม จูงใจ และรักษาผู้มีความรู้ความสามารถและมีจิตสาธารณะไว้ในภาครัฐ 3.พัฒนาขีดความสามารถและความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรภาครัฐ 4.สร้างผู้นำให้เป็นตัวอย่าง 5.ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารทรัพยากรบุคคล และ 6.พัฒนาทางก้าวหน้าในสายอาชีพและสร้างความต่อเนื่องในการดำรงตำแหน่ง งบประมาณดำเนินการ 334 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 6 การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คล่องตัว โปร่งใส และมีกลไกป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้มีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบครบวงจร เชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และผู้ประกอบการ และ ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการติดตามตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ งบประมาณดำเนินการ 358 ล้านบาท

ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ

กม.กำกับจริยธรรม-รู้เท่าทันสื่อ การปฏิรูปจึงจะสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548061

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 18:57 น.

กม.กำกับจริยธรรม-รู้เท่าทันสื่อ การปฏิรูปจึงจะสำเร็จ

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

ในยุคที่นิยามของ “สื่อ” ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะสื่อกระแสหลักเหมือนเดิม หากแต่ขยายความไปยังสื่อบุคคล สื่อออนไลน์ เจ้าของเพจในเฟซบุ๊ก เพราะใครๆ ก็เป็นสื่อได้ การนำเสนอข้อมูลจึงเป็นความเห็น ชี้นำปลุกระดมสร้างความตื่นตระหนก บิดเบือน ผิดพลาด

ปัญหาสื่อละเมิดจริยธรรม สื่อขาดความเป็นมืออาชีพ เป็นปัญหาหลักที่กำลังบั่นทอนวงการสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน องค์กรวิชาชีพสื่อที่มีอยู่ก็ไม่สามารถกำกับ หรือควบคุมกันเองได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

แนวทางสำคัญในแก้ปัญหาตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น คือ การผลักดันร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อเพื่อตรวจสอบสื่อโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ จำนวนไม่น้อยขาดความรับผิดชอบ และละเมิดผู้อื่น

จิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ขยายความในหนังสือวันนักข่าวประจำปี 2561 ในหัวข้อ “สื่อมืออาชีพ” จัดทำโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงภารกิจที่กรรมการปฏิรูปประเทศเสนอให้รัฐบาลผลักดัน มีอยู่ 2 เรื่อง ดังที่ได้กล่าวข้างต้น ในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ มีข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น ร่าง พ.ร.บ.กำกับจริยธรรมสื่อ คาดว่า จะเสนอร่างกฎหมายไปยังรัฐบาลในเดือน เม.ย.ปีนี้ ส่วนตัวคิดว่า ต้องรีบออกเป็นกฎหมายให้เร็วที่สุด ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่สามารถปฏิรูปสื่อได้

“ถ้ากฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพออกไม่ได้ทุกอย่างก็จบ เพราะความหวังอยู่ตรงนี้ ส่วนการรณรงค์รู้เท่าทันสื่อเป็นมิติที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาปฏิรูปสื่อ เชื่อว่าสองเรื่องนี้ที่เราจะผลักดันและเสนอรัฐบาล โดนใจชาวบ้านแน่”

เนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าวมีทั้งหมด 97 มาตรา หลักการสำคัญกำหนดให้มีการกำกับ ตรวจสอบสื่อในด้านจริยธรรม แบ่งเป็นบันไดสามขั้นประกอบด้วย 1.ในฐานะเป็นองค์กรสื่อของต้นสังกัดนั้นๆ 2.การกำกับตนเองในฐานะองค์การสื่อที่มีอยู่ในปัจจุบัน (สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) 3.สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่จะเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายฉบับนี้ สามหลักนี้ชัดเจนที่จะให้สื่อกำกับกันเอง มีบทลงโทษทางจริยธรรมตามกฎหมาย ตรงนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ แต่จะเป็นได้หรือไม่ อยู่ที่สื่อแต่ละคนว่าจะมีจิตสำนึกว่า จะร่วมมือเพื่อรักษาวิชาชีพตัวเองไว้ได้แค่ไหน จะได้ไม่เกิดปัญหาเหมือนปัจจุบัน ที่ว่าเมื่อสื่อไหนไม่พอใจผลการกำกับของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ก็ลาออก สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นหากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้

จิรชัย กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ฝ่ายสื่อไม่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาเป็นกรรมการสภาวิชาชีพสื่อฯ เพราะกลัวรัฐแทรกแซง ครอบงำ แต่ยอมให้เข้ามาได้ในนามสื่อของรัฐแทน เช่น ตัวแทนสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที อสมท หรือช่อง 5 แต่ไม่ให้ระดับอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มาเป็นกรรมการ อย่างไรก็ตามมองว่า ตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นคนกลางที่สุดที่น่าจะเข้ามาได้เพื่อเป็นประธานคัดเลือกตัวแทนคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เนื่องจากเคยนั่งเก้าอี้มาก่อน การทำงานไม่เข้าใครออกใคร อีกประเด็นที่จะไม่มีแน่ๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างที่สื่อกังวล คือ การขึ้นทะเบียนสื่อมวลชน แต่จะให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นผู้กำหนด

จิรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสื่ออยากจะดูแลกันเอง ไม่อยากให้ภาครัฐเข้ามากำกับสื่อกลัวไปหมด กลัวภาครัฐเข้ามาชี้นำ บังคับ ข่มขู่ ควบคุม แต่ถามว่า สื่อกำกับกันเองได้หรือไม่ ความจริงถ้าสื่อตั้งใจและมีเจตนาเดียวกันที่จะให้วิชาชีพตัวเองโปร่งใส มีเสรีภาพ ก็ต้องดูแลกันเองให้ได้ การกำกับกันเองอยู่ที่ความตั้งใจของสื่อว่าจะทำให้สังคมของสื่อเข้มแข็งปราศจากการครอบงำอื่นได้หรือไม่ แต่เชื่อว่า ทำได้แน่ อีกทั้งที่ผ่านมาสื่อพยายามสร้างกลไกกำกับขึ้นมาภายใน เช่น ผู้ตรวจการของสื่อแต่ละสังกัด เช่น ไทยพีบีเอส สปริงนิวส์ ไทยรัฐ แต่ทำกันเองเงียบๆ ไม่ได้ประกาศออกสู่สังคมให้ประชาชนทราบว่า หากมีเรื่องใดที่ประชาชนอยากจะร้องเรียนว่าสื่อมีปัญหา ก็ให้แจ้งมาที่สังกัดนั้นๆ ได้ ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาการกำกับกันเองของสื่อให้ดีขึ้น

จิรชัย อธิบายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีมาตรฐานกลางทางจริยธรรมแห่งวิชาชีพ หรือร่มใบใหญ่ทางจริยธรรมมากำกับสื่อในมิติต่างๆ ไม่ต่างจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำกับจริยธรรมสื่อวิทยุและโทรทัศน์ทั้งประเทศ แต่ภายในร่มใบใหญ่ ก็ยังต้องมีร่มใบย่อยคอยกำกับสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ คอยกำกับองค์กรตนเอง เปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้อ่าน และองค์กรวิชาชีพสื่อที่มีอยู่ก็กำกับสมาชิกสื่อให้อยู่ในกรอบจริยธรรมตามเดิม

การปฏิรูปสื่ออีกเรื่อง คือ การรู้เท่าทันสื่อ ประชาชนจะต้องรู้ว่าสื่อไหนให้ข่าวออกมาแล้วควรจะเชื่อหรือแชร์ ในส่วนนี้แม้จะมีหลายภาคส่วนดำเนินการอยู่ กองทุนสื่อที่เกี่ยวข้องก็มีมากมาย แต่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพเพื่อดูว่า แผนการเรียนรู้เพื่อรู้เท่าทันสื่อจะทำในมิติไหน เช่น ในโซเชียลมีเดีย ส่วนการรู้เท่าทันสื่อในอีกด้านคือ ในฐานะผู้บริโภคก็ต้องทำคู่ขนานกันไป ปัจจุบันมี 8 กระทรวง 20 กรมที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคก็ต้องมีบทบาท เช่น สื่อใดโฆษณาเกินจริงหรือไม่ ต้องลงโทษตรงนี้อย่างไร ทั้งหมดต้องขับเคลื่อนและบูรณาการด้วยกัน

ในภาพใหญ่ของการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ จิรชัย ย้ำว่า อยู่ภายใต้ปรัชญา “สร้างเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อบนความรับผิดชอบกับการกำกับที่มีความชอบธรรม และเพื่อดำรงรักษาเสรีภาพของการแสดงออก การรับรู้ของประชาชน นอกจากนี้เพื่อให้สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม”

หากอธิบายเป็นภาพก็จะเหมือนรูปสามเหลี่ยมที่เกื้อกูลกัน ประกอบด้วย ด้านแรก ภาครัฐ สื่อไม่ต้องการให้ภาครัฐมาบังคับ กำกับดูแล แต่ภาครัฐจะต้องเปลี่ยนหน้าที่มาสนับสนุน ส่งเสริม ดูแลสื่อเพื่อไม่ให้สื่อไปละเมิดสิทธิของคนอื่น ถ้าสื่อละเมิดสิทธิประชาชน ภาครัฐก็ต้องดูว่าจะเยียวยาอย่างไร

ด้านที่สอง สื่อ แม้สื่อจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมากมาย แต่สื่อก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาของสังคมด้วย ไม่ว่าสังคมที่มีกฎหมายที่สื่อต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว หรือในอนาคตที่ต้องมีกฎหมายใหม่ สื่อต้องตอบสนองต่อสังคมว่า จะให้ประชาชนมามีส่วนร่วมตรวจสอบสื่ออย่างไร เพราะทุกวันนี้ประชาชนยังบ่นสื่อกันอยู่ แต่ประชาชนยังไม่ได้แสดงออกถึงข้อเสนอว่า สื่อใดดี หรือไม่ดี

ด้านที่สาม ประชาชน เป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ประชาชนก็ต้องให้รัฐดูแลสิทธิของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด ขณะที่ภาครัฐเองก็มีสิทธิรับเรื่องร้องทุกข์จากการกระทำของสื่อจากประชาชนที่มาร้องเรียน ส่วนสื่อต้องมีกลไกที่จะรับข้อเสนอของประชาชนที่จะบอกว่า ไม่ชอบเลยในสิ่งที่สื่อพูดมา

อีกเรื่อง การปฏิรูปสื่อออนไลน์ ทุกวันนี้ประชาชนเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่าย และผลิตสื่อออนไลน์ได้เอง หน่วยงานป้องกัน คือ กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจ ปอท. มีเจ้าหน้าที่เพียง 30 กว่าคนไม่สามารถดูปัญหาในออนไลน์ทั่วประเทศได้ ปอท.ก็ต้องหาวิธีสร้างแนวร่วมจากประชาชนให้มากกว่านี้ และต้องมีมาตรการคุ้มครองเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ที่ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วน เรื่องเหล่านี้ถ้าภาครัฐเป็นฝ่ายตรวจสอบสื่อออนไลน์เอง แต่ไม่ให้ภาคประชาชนมามีส่วนร่วม ชาติหน้าก็ไม่มีทางสำเร็จหรือแก้ปัญหาได้

จิรชัย กล่าวสรุปว่า ความจริงกฎกติกาของสื่อมีอยู่แล้ว และกฎหมายที่สื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้รายงานข่าวละเมิดจริยธรรม ก็มีหลายฉบับ การปฏิรูปครั้งนี้นอกจากจะต้องมีกฎหมายใหม่มาบังคับใช้แล้ว จะต้องทำเพื่อให้กลไกกำกับที่มีอยู่แล้วแต่ถูกเก็บในลิ้นชักออกมาวางบนโต๊ะให้ได้เพื่อให้ประชาชนเห็น

งานปฏิรูปสื่อไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เพราะสื่อดูแลกันเองไม่ได้เพราะทำไม่ครบถ้วน ไม่ได้บรูณาการอีกเรื่องคือ กองทุนที่จะสนับสนุนการทำงานปฏิรูปสื่อ หรือแหล่งเงิน ก็มีอยู่แล้ว จากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะของ กสทช.ที่ผ่านมา ใครรู้ก็เข้าไปขอเงิน จากนี้ กองทุน กสทช.ต้องเปลี่ยนแนวมาสนับสนุนภายนอกสู่สังคม ดังนั้น ต้องอยู่ที่กลไกและการเชื่อมโยง ไม่ควรมองแต่เรื่องตัวเอง ต้องมองทั้งเครือข่าย

“ขณะนี้คุณภาพของสื่อที่ออกมาในสายตาของสังคมแย่มาก ทีวีแต่ละช่องแย่มาก ไม่มีอะไรเลย เพราะเขาเน้นเรตติ้ง เขาต้องหากินเองเพื่อความอยู่รอด ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพ เนื้อหา ตรงนี้คือ ส่วนที่รัฐต้องสนับสนุนผมคุยกันแล้ว เห็นว่า เมื่อรัฐอยากให้สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรมก็ต้องมาดูว่าจะช่วยสื่อตรงไหนเพื่อไม่ให้สื่อตระเวนหาโฆษณา ซึ่ง กสทช.มีกองทุนอยู่ รัฐไม่จำเป็นต้องเอางบประมาณจากรัฐมาจัดสรรให้”จิรชัย กล่าว

ทุจริต ’รากลึก’ วงราชการ ทำลายโอกาสประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547836

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 11:03 น.

ทุจริต ’รากลึก’ วงราชการ ทำลายโอกาสประชาชน

โดย เอกชัย จั่นทอง

ประเด็นปัญหาทุจริตในหน่วยงานภาครัฐกำลังถูกเปิดโปงอย่างมากในช่วงระยะเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์ทุจริตปรากฏขึ้นในหน่วยงานราชการหลายแห่ง คือเงาสะท้อนให้เห็นว่าการทุจริตยังคงเกิดขึ้น และกระจายไปทุกย่อมหญ้าในประเทศไทย ที่สำคัญยังฝังรากลึกปัญหาทุจริตกันมานานนับปีและในทุกมิติ

ในความตื่นตัวกับปัญหาทุจริตที่ดูเหมือนว่ายิ่งตรวจสอบตรงไหนยิ่งพบความผิดปกติ ยิ่งปัจจุบันมีหลายคดีเกิดขึ้นในหน่วยงานราชการ ไล่เรียงตั้งแต่กรณีพบการทุจริตการเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุน ประเภท “เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ดูเหมือนจะลุกลามไปถึงผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง ปมทุจริตนี้ถูกเริ่มตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้กระทำผิดประมาณ 53 จังหวัด งบประมาณ 503 ล้านบาท (ปีงบประมาณ 2560)

ถัดมากรณีทุจริตเงิน “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” หรือเงิน “ตกเขียว” ภายใต้การบริหารงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีข้าราชการระดับสูง ทำการทุจริตงบประมาณในโครงการดังกล่าวมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2561 เป็นเงินกว่า 88 ล้านบาท และล่าสุดกรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตการจัดซื้อรถขยะและรถดูดโคลนใน 33 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ทำให้รัฐเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล

ปมทุจริตที่เกิดขึ้นฉายภาพชัดเจนว่ามาจากหน่วยงานราชการทั้งสิ้น เรื่องนี้ ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย สะท้อนปรากฏการณ์ปัญหาทุจริตในแวดวงราชการว่า ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่ายังมีปัญหาการทุจริตในหน่วยงานราชการที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน กระทั่งถูกสังคมตรวจสอบเปิดเผยจนเกิดการตรวจสอบขึ้นในขณะนี้

“ภาพที่มีเจ้าหน้าที่ข้าราชการระดับสูงไปเกี่ยวข้องกับทุจริตในหน่วยงานต่างๆ นั้น แสดงให้เห็นว่ามีการกระทำทุจริตเป็นขบวนการและเป็นเครือข่ายในการรับส่วย โดยเป็นรูปแบบการดูแลจากลูกน้องระดับล่างไล่ขึ้นไปถึงระดับบนที่มีตำแหน่งสูงกว่า โดยขึ้นอยู่กับโครงสร้างของหน่วยงานนั้นๆ ในเมื่อมีการส่งส่วยแล้วคนทุจริตระดับล่างก็ต้องทำผลงานเพื่อให้ตัวเองได้ดำรงตำแหน่งนั้นนานต่อไปด้วย”

ดร.มานะ ยังเสริมด้วยว่า เรื่องบทบาทของหน่วยงานรัฐที่เข้ามาตรวจสอบปัญหาทุจริตนั้นถือว่า มีการตื่นตัวมากกว่าเดิม เพียงแต่ยังขาดการบูรณาการทำงานร่วมกัน ยังไม่มีการแชร์ข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากทุกคนทุกฝ่ายยังต่างมีข้อมูลในมือของตัวเอง แต่ไม่ได้นำมาบูรณาการจัดการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริต นั่นจึงไม่แปลกว่าศักยภาพในการตรวจสอบหยุดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นจึงยังไม่เพียงพอ

ไม่ต่างจาก พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่า ผลพวงจากการทุจริตไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามถือว่ามีผลกระทบต่อฐานะการเงินของแผ่นดินทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โอกาสใช้เงินแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ประชาชนเสียโอกาส ยังกระทบถึงสังคม สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

สาเหตุการทุจริตในหน่วยงานราชการปัจจุบันนั้น ผู้บริหารมักมุ่งแต่เรื่องเชิงนโยบาย โดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีนโยบายสั่งการชัดเจน แต่ยัง “ขาดการควบคุมติดตามประเมินผล” ส่วนนี้จึงเป็นช่องโหว่ เป็นช่องทางให้คนปฏิบัติฉวยโอกาสจากช่องทางนี้จนเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นมา เกิดเป็นการรั่วไหลเสียหาย ในขณะที่ผู้บริหารมุ่งแต่เรื่องความสำเร็จที่เป็นภาพรวมเท่านั้น

อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนอีกว่า สมมติให้เงินไปเพื่อแก้ปัญหาตามจำนวนงบประมาณ แต่ขาดการสำรวจตรวจสอบศึกษาอย่างถ่องแท้ถึงความจำเป็นที่แท้จริง จึงทำให้ผู้ปฏิบัติการฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ สร้างตัวเลขขึ้นมาเพื่อให้การเบิกจ่ายตามงบประมาณใช้จ่ายไปหมด ซึ่งดูผิวเผินอาจประสบความสำเร็จตามงบประมาณที่ให้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วอาจจะมีหลายรายการในการใช้งบประมาณนั้นเป็นไปตามตัวเลขที่สร้างขึ้นเอง เช่น จำนวนคนจนผู้ยากไร้ ผันแปรไปตามงบประมาณ ดังนั้นถ้าหากมีจำนวนคนจนไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องสร้างตัวเลขขึ้นมาเพื่อให้งบประมาณเหล่านั้นถูกใช้ให้หมดไป

นอกจากนี้ ด้านหนึ่งยังเป็นผลงานเชิงสถิติ แต่อีกด้านเป็นการฉวยโอกาสเพื่อหาผลประโยชน์จากการสร้างตัวเลขเท็จ อีกทั้งยังฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้ยากจนที่แท้จริงโดยการเบียดบังทรัพย์บางส่วนไปพร้อมกัน ในส่วนนี้เป็นภาพที่ออกมาจากการทุจริตในปัจจุบัน ดังนั้นการตรวจสอบที่โปร่งใสทั่วถึง ควบคุมติดตามตรวจสอบประเมินผลจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมาก

สำหรับการทุจริตที่มีข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น พิศิษฐ์ เสริมความเห็นมุมนี้ว่า ไม่ว่าข้าราชการระดับใดถ้าหากมีความโลภ แล้วต้องการผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ความก้าวหน้าในสายงานนั้นจะมีโอกาสเกิดการทุจริตได้ทั้งหมด

“ถ้าหากเป็นข้าราชการระดับสูงจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยปกติถ้าเป็นเจ้าหน้าที่แต่ละส่วนราชการงานอาจจะเสียหายเป็นส่วนไป แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วย ผ่านการผลักดันจากนโยบายจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหาย และกระจายวงกว้างไปทั่วประเทศไทย”

แม้ว่า พิศิษฐ์ จะเกษียณราชการไปแล้ว แต่ข้อห่วงใยที่ใคร่ฝากเตือนถึงสังคม คืออย่าประมาทว่าแม้ปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์พิเศษ และรัฐบาลมีนโยบายปรามปราบทุจริตชัดเจนนั้น แต่การควบคุมตรวจสอบติดตามประเมินผลยังเป็นสิ่งจำเป็น ต้องอย่ามองข้ามการบริหารของผู้บริหารระดับสูง และใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั้งผู้ตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจการกระทรวง ให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

สร้างจิตสำนึกการเมืองที่ดี ชงสอบในโอเน็ต-ออกกม.หนุนค่านิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547654

  • วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 09:36 น.

สร้างจิตสำนึกการเมืองที่ดี ชงสอบในโอเน็ต-ออกกม.หนุนค่านิยม

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นได้นำเสนอแผนปฏิรูปให้รัฐบาลเห็นชอบแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้เสนอแนวทางปฏิรูปไว้ 5 ประเด็น เพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1.การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.กลไกการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการรู้รักสามัคคีของสังคมไทย 3.การกระจาย อำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม 4.การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศ และ 5.การสร้างรัฐธรรมาธิปไตย

เริ่มต้นด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทุกระดับชั้น เสนอให้เป็นหลักสูตรภาคบังคับ เพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครอง หน้าที่พลเมือง คุณธรรมจริยธรรม และคุณธรรมให้แก่เด็กและเยาวชนให้เป็นวิถีชีวิต เพื่อให้ระบบการศึกษาได้ขัดเกลาบ่มเพาะเยาวชนให้มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งให้ประชาชนมีความสำนึกในความเป็นพลเมืองคู่กับระเบียบวินัย หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการเป็นพสกนิกรของพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ เสนอให้สถาบันทางการศึกษาจัดให้มีการทดสอบความรู้การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยผ่านระบบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O–NET) และแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นสูง (GAT-PAT) รวมทั้งต้องพัฒนาโรงเรียนทุกโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการให้เป็น “โรงเรียนประชาธิปไตย”

สำหรับนอกระบบการศึกษาต้องพัฒนาการเรียนรู้ใน 3 ระดับ คือ 1.การพัฒนา ครูผู้สอนในการสร้างหลักสูตรและคู่มือการเรียนการสอน 2.การสร้างสื่อการเรียนการสอน และ 3.กิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การทัศนศึกษาการจัดค่ายอบรมผู้นำ เยาวชนประชาธิปไตย การสร้างวิทยากร เผยแพร่ประชาธิปไตย การสร้างจิตอาสา พัฒนาการเมือง เป็นต้น

ประเด็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหัวใจการปฏิรูปการเมือง นอกจากทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเลือกตั้งจะต้องคัดสรรเพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติ

สิ่งสำคัญจากนี้ไปคดีเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งต้องมีจำนวนลดลง ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งของทุกภาคส่วนมากขึ้น พรรคการเมืองมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ประชาชนมีส่วนร่วม นักการเมืองมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

อีกประเด็นคือ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อเสนอที่น่าสนใจ เช่น จัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ให้ผู้สมัครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่นทุกตำแหน่งยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี พร้อมทั้งแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ให้มีอาสาสมัครพัฒนาการเมืองท้องถิ่น เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม

นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ ได้เสนอให้ผลักดันร่างกฎหมายการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ มีความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติที่ดีในทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบการทุจริตและประพฤติมิชอบ การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีสำนึกความเป็นพลเมือง เข้าใจและตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบของตน เคารพกฎหมายและกติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคม รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน มีจิตสาธารณะ ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติโดยไม่ซื้อสิทธิขายเสียงหรือปราศจากการครอบงำ

สุดท้ายเป็นเรื่องการสร้างรัฐธรรมาธิปไตย คือ ได้กำหนดเนื้อหาสาระที่สำคัญ ประกอบด้วย การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การควบคุม การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการลงโทษ และการส่งเสริมสนับสนุนและเสริมสร้างธรรมาธิปไตย ให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

อุดมศึกษาอเมริการะส่ำ ส่องบทเรียนหนีวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547451

  • วันที่ 11 เม.ย. 2561 เวลา 06:35 น.

อุดมศึกษาอเมริการะส่ำ ส่องบทเรียนหนีวิกฤต

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตัวและ น่าตกใจให้กับมหาวิทยาลัยหลาย แห่งทั่วโลก นั่นคือในสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยปิดตัวแล้ว 500 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2,000 แห่ง ใน 10 ปีข้างหน้า เหตุผลสำคัญเพราะการศึกษาออนไลน์ เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาตีตลาดกระทบกับทุกแวดวงอาชีพ

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งติดตามปัญหาการศึกษาและตลาดแรงงาน ระบุว่า เรื่องดังกล่าว กำลังสร้างผลกระทบต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วโลก  และกระทบมาถึงประเทศไทยแล้วเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยทั้งหมดประมาณ 4,700 แห่ง ต้องปิดตัวไปเพราะผลกระทบจากกรณี ดังกล่าวกว่า 100 แห่ง และมีรายงานด้วยว่าตั้งแต่ปี 2555-2557 สหรัฐอเมริกามีนักศึกษาลดจำนวนลงถึง 8 แสนคน

“กลุ่มมหาวิทยาลัยที่ไปไม่รอดได้รับผลกระทบถึงขั้นต้องปิดตัวนั้น ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียง หรือมีขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันเมื่อจำนวนผู้เรียนน้อยลง แม้แต่มหาวิทยาลัยมีชื่อ มีคุณภาพ หรือจัดอยู่ในกลุ่มเกรดบีบางแห่งก็ยังมีที่นั่งเหลือ มหาวิทยาลัยเกรดซีก็ยิ่งเหมือนมีแรงฉุดให้ปิดตัวเร็วมากขึ้น”

สถานการณ์ผู้เรียนลดลงในสหรัฐ อเมริกาส่งผลให้เกิดการปรับตัว 3 แนวทาง คือ แบบแรก พยายามลดต้นทุนด้วยการนำระบบการเรียนแบบออนไลน์มาช่วยและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน แต่มหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนออนไลน์หลายแห่งก็ยังประสบปัญหาอื่นตามมา เช่น ชื่อเสียงไม่ดึงดูดผู้เรียนมากพอ จำนวนผู้เรียนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะโลกยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถมากกว่าวุฒิทางการศึกษา เมื่อประกอบกับเนื้อหาที่สอนออนไลน์ไม่แตกต่างจากที่หาได้จากสื่อทั่วไป ก็ยิ่งหมดโอกาสที่จะจูงใจผู้เรียน มหาวิทยาลัยในที่อยู่ในข่ายนี้ก็อาจจะไปต่อไม่ได้

แบบที่สอง ซึ่งมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาใช้เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนที่ลดลง คือ การหันไปเปิดสาขาวิชาที่เป็นเหมือนนิชมาร์เก็ต (Niche Market) หรือสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม เช่น เป็นสถาบันสำหรับช่าง วิศวกร สร้าง จุดเด่นให้เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จะเปิดตัวเป็นทางเลือกที่สองได้ จะต้องมีทรัพยากรพร้อม มีการทำวิจัย มีความร่วมมือกับระบบอุตสาหกรรมล่วงหน้าหลายปี เพื่อเตรียมพร้อมด้านองค์ความรู้ของสถาบันและความพร้อมด้านบุคลากร

“การปรับตัวของกลุ่มที่สองจะมีการประกาศชัดเลยว่าสถาบันของตัวเองมุ่งไปทางด้านไหน เช่น ด้านไอซีที มุ่งไปทางการสร้างผู้ประกอบการ หรือด้านสาขาที่เป็นงานบริการอย่างเดียว รูปแบบที่สองนี้เคยถูกใช้กับมหาวิทยาลัยในประเทศ อย่างสวิตเซอร์แลนด์และสวีเดน ซึ่งเคยประสบปัญหาผู้เรียนลดลงจนต้องหันไปสร้างสถาบันเฉพาะทาง เพื่อแก้ปัญหาไม่มีคนเรียนจนต้องถูกปิดตัว”

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

การหนีการปิดตัวแบบที่สาม ซึ่งได้ผลมากกว่าแบบที่สองนั่นคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นสถาบันที่โดดเด่นเป็นเอกอุด้านการเรียนการสอน เป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้เรียน มีมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยที่พยายามเป็นนิช มาร์เก็ตแล้วแต่ก็ไปไม่รอด เพราะบรรดาสถาบันที่ประกาศตนว่าเชี่ยวชาญเฉพาะทางนั้นที่สุดแล้ว ก็พบว่ามีความเชี่ยวชาญในด้านที่ซ้ำกัน จนหันไปแข่งกันเองและกลายเป็นแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่แพ้ตอนที่ยังไม่มีสถานการณ์ ปิดตัว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือสถาบันไหนมีสายป่านยาวกว่าก็อยู่ได้ เพราะมีทุนซื้อตัวอาจารย์ผู้สอน เพื่อใช้ดึงดูดผู้เรียนได้มากกว่า” เกียรติอนันต์ กล่าว

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูเมื่อสิบกว่าปีก่อน จะพบว่าสถาบันชื่อดังอย่างเอ็มไอทีนั้นกล้าเปิดเผยคลิปการเรียนการสอนในห้องเรียนบางวิชา จนมีคนบอกว่าทำแบบนั้นจะทำให้ไม่มีคนไปเรียน เพราะดูคลิปก็เหมือนได้เรียนโดยไม่ต้องลงทะเบียน แต่จริงๆ แล้วคนยังไปเรียนสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) อย่างไม่ขาดสาย แม้จะเรียนได้จากคลิป เพราะคนยังต้องการครู สะท้อนว่าวิธีการเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก แต่การเรียนรู้โดยผ่านการปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนคนอื่นๆ ก็ยังถือเป็นประสบการณ์การเรียนที่ยังไม่มีการเรียนออนไลน์ใดๆ ทดแทนได้

เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ระบบการเรียนแบบดิจิทัลทำได้เพียงเรื่องของการถ่ายทอดความรู้แบบง่ายๆ แต่การเรียนในศาสตร์แขนงต่างๆ ยังมีเรื่องของกลเม็ดของการเรียนที่จี้จุดอ่อนจุดแข็งของ ผู้เรียนได้ โดยผู้สอนที่มีประสบการณ์และติดตามผู้เรียนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเคล็ดลับประจำสำนัก ที่มี ความรู้ที่แอบซ่อนอยู่ ซึ่งความรู้เหล่านี้จะได้จากการถ่ายทอดจากตัวครูอาจารย์ซึ่งเก่งจริงๆ เท่านั้น

“ที่คิดกันว่ามหาวิทยาลัยจะมุ่งหน้าไปเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ที่สุดอาจเป็นเรื่องที่ผิดพลาดเหมือนที่เราเคยคิดว่าอี-บุ๊กจะมาแทนตลาดหนังสือ ซึ่งเอาเข้าจริงก็แทนที่กันไม่ได้ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร การเรียนทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ยังต้องการความสมดุล เพราะอย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ขายแค่ความรู้ แต่ต้องขายประสบการณ์ชีวิตที่ยังมีรายละเอียดที่จำเป็นต่อชีวิตของผู้เรียน เท่าที่จะไขว่คว้าได้จากในรั้วมหาวิทยาลัยอีกด้วย”

อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า บทเรียนที่ได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา คือ มหาวิทยาลัยที่ยังคงนับเป็นตัวเลือกของผู้เรียน จะต้องมีการเตรียมตัวอย่างแน่วแน่ แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า “ที่นี่คือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด” จนสามารถสร้างแรงดึงดูดและยังกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้เรียนได้อยู่ ไม่ว่าจำนวน ผู้เรียนจะลดลงเพียงไรก็ตาม

“ผมจะไม่ยกมือให้นายกฯคนนอก” ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547156

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น.

"ผมจะไม่ยกมือให้นายกฯคนนอก" ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

“สิ่งที่ทำให้ผมไม่มีทางโหวตให้นายกฯ คนนอก เพราะประชาชนไม่เห็นชื่อเขาในวันที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผมว่าเขาไม่ได้ แมนเดต หรือ อาณัติ จากประชาชน”

********************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เปิดตัวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัวกับการขันอาสาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเลือกตั้ง พร้อมจุดประเด็น “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” จนนำไปสู่การขยับเตรียมปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ภายในพรรคอายุกว่า 72 ปี

ถึงจะเป็นหน้าใหม่แต่ในทางการเมืองเขาเคยชิมลางผ่านงานทั้งในบทบาท “ยุวประชาธิปัตย์” และมีส่วนช่วย พนิช วิกิตเศรษฐ์ หาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปี 2553

วันนี้ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพนักการเมืองกับประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพราะสถานะความเป็นหลานหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เพราะคิดว่าเขาสามารถปรับพรรคไปสู่ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ที่เขาเชื่อมั่นได้

“ถ้าถามว่าเลือกประชาธิปัตย์ยุคเก่าและถูกซึมซับโดยสิ่งที่เป็นมาและทำเหมือนเดิมต่อทุกอย่างผมจะเลือกไหม ก็คงไม่ แต่ตอนนี้ผมเชื่อมั่นว่าผมจะสามารถมีส่วนทำให้ประชาธิปัตย์เปลี่ยนจากยุคเก่าไปสู่ยุคใหม่”

ที่สำคัญ ไอติม ระบุว่า ไม่ได้เลือกว่าจะไปพรรคไหนเพราะมี “ลุง” หรือ “น้า” อยู่พรรคนั้นๆ แต่ดูที่อุดมการณ์ของพรรค อย่างพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวยังไม่มั่นใจในอุดมการณ์ว่าจะตรงกับสิ่งที่เขาอยากเห็นประเทศไทยเป็นไปหรือไม่ นั่นก็คือ “เสรีประชาธิปไตย” ซึ่ง 10-15 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังเดินไปไม่ถึง “เสรีประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง

ส่วนทางเลือกอย่างการตั้งพรรคใหม่นั้น ไอติม มองว่า นักการเมืองหน้าใหม่ หรือรัฐบาลใหม่ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงประเทศได้แค่คนคนเดียว แต่ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกับคนในกระทรวง ข้าราชการที่ทำงานมานานแล้ว คนมีประสบการณ์ มีความคิดตกผลึกซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคนจากพรรคเก่าที่มีประสบการณ์ ย่อมเป็นเรื่องดี และหากสามารถปฏิรูปพรรคไปสู่ยุคใหม่ได้ เราก็จะสามารถปฏิรูปประเทศไปสู่ยุคใหม่ได้เหมือนกัน ในวันที่หากเรามีโอกาสบริหารประเทศ

ถามว่าประชาธิปัตย์เคยพยายามปฏิรูปพรรคมาตลอดแต่ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร มั่นใจได้อย่างไรในรอบนี้อีกทั้งเป็นคนหน้าใหม่ด้วยจะสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายได้สำเร็จ พริษฐ์ บอกว่า 1.เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่คนเดียวที่อยากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่ยังมีอีกหลายคน 2.คนหน้าเก่ายอมรับฟังความคิดเห็นของคนหน้าใหม่ อย่างคำพูด “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ที่เขาพูดครั้งแรกในงานของคุณ สุทธิชัย หยุ่น หลังจากนั้นก็เห็นคนในพรรคเริ่มเคลื่อนไหว ต่อยอดปรับปรุง เป็นการยอมรับความคิดเห็นของคนหน้าใหม่

“ประชาธิปัตย์อยู่มาได้ 70 กว่าปี เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศแสดงให้เห็นว่าเขาก็ต้องปรับตัวมาเรื่อย เพราะ ผู้ก่อตั้งก็เสียชีวิตหมดแล้ว ถ้าอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ก่อตั้งคนเดียวก็คงอยู่มาไม่นานถึงตอนนี้”

ในมุมมองของ ไอติม บัณฑิตหนุ่มจากคณะปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มองว่า “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ต้องมี 3 อย่าง คือ อุดมการณ์ ปฏิรูป และ นโยบายอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์จะต้องหนักแน่นขึ้นในการเคารพอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ซึ่ง 5-10 ปี ที่ผ่านมา มีการตัดสินใจของพรรคบางครั้ง ที่ทำให้คนตั้งคำถามได้ง่ายว่า เชื่อมั่นในประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า

“เสรีประชาธิปไตยเป็นทางเลือกที่สามที่ประเทศไทยยังไปไม่ถึงเพราะมีภัยคุกคามรัฐประหาร เชื่อว่ามีคนที่รู้ดีกว่าประชาชนทำให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ฟังเสียงประชาชน ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ต้องไม่มีทางสนับสนุน”

นอกจากนี้ คนยังมองความเป็นประชาธิปไตยแค่เลือกตั้ง เคารพเสียงข้างมากก็พอ ยกตัวอย่าง ประเทศหนึ่งมี 100 คน 60 คน นับถือศาสนา A อีก 40 คน นับถือศาสนา B คน ถ้า 60 คนรวมตัวกันบอกว่า จะไม่ให้คนนับถือศาสนา B อยู่ประเทศนี้ได้เลย ห้ามมีสิทธิโหวต ถือเป็นเสียงข้างมากไหม มาจากการเลือกตั้งไหม ก็ใช่ แต่เป็นประชาธิปไตย ที่ได้คุณค่าจากการนับถือความเท่าเทียมกันและอิสรภาพของคนไหม “ผมว่าไม่ใช่”

พริษฐ์ อธิบายว่า การยอมรับเสียงข้างมาก เป็นเพียง “ขาเดียว” ในระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่ยังมีขาอื่น เช่น การเคารพเสียงข้างน้อย การกระจายอำนาจทำยังไงไม่ให้อำนาจกระจุกตัวที่รัฐบาลกลางอย่างเดียว แต่ละจังหวัดมีอำนาจบริหารตัวเองได้ มีผู้ว่ามีอำนาจบริหารจัดการด้วยตัวเอง และอยากให้มีกลไกเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด

อีกขาหนึ่งคือการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ทำยังไงให้ฝ่ายค้าน องค์กรอิสระ แข็งแรงขึ้นในการตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมาก มีอิสรภาพการรับฟังความเห็นแตกต่างๆ สื่อมวลชนมีอิสรภาพ ให้ประชาชนมีแรงจูงใจตรจสอบรัฐบาล ด้วยการเปิดข้อมูล ทั้งหลายเหล่านี้เป็น 4 ขาหลักๆ ในระบบเสรีประชาธิปไตย

สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 ในส่วนบทเฉพาะกาลที่อนุญาตให้ สว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ไอติม มองว่า สว. 250 คน น่าจะยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย งดออกเสียง หรือสนับสนุน เคารพเสียงข้างมาก ที่มาจากประชาชนซึ่งแสดงออกผ่านการเลือกตั้ง สส. ไม่เข้ามาแทรกแซง

“ประเด็นนายกฯ คนนอก คนใน ผมบอกเลยว่า ผมจะไม่ยกมือให้กับนายกฯ คนนอก ถามว่าทำไม ผมเข้าใจถึงหลักการที่มีนายกฯ คนนอกได้ หาก 2 ใน 3 ของรัฐสภาร่วม ต้องโหวต ถึง สว. 250 คน จะเอานายกฯ คนนอก ก็ต้องมี สส. อีกเกินครึ่งที่จะโหวตให้นายกฯ คนนอก เข้าใจว่าเป็นการสะท้อนเสียงข้างมากของสภาผู้แทน ซึ่งก็อาจดูไม่แปลกมากในหลักประชาธิปไตย

แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่มีทางโหวตให้นายกฯ คนนอก เพราะวันที่ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ประชาชนเขาจะเห็นรายชื่อ 3 คนที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายกฯ คนนอกคือ คนที่ไม่ปรากฏอยู่ในชื่อนั้น ประชาชนไม่เห็นชื่อเขาในวันที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผมว่าเขาไม่ได้ แมนเดต หรือ อาณัติ จากประชาชน ผมคิดว่าไม่สอดคล้องความต้องการของประชาชน ถ้า สส.คนอื่นมีความคิดเห็นต่าง และอยากสนับสนุนนายกฯ คนนอกก็เป็นสิทธิของเขา แต่ผมไม่มีทางสนับสนุน”

ประเด็นการปฏิรูปพรรค พรรคการเมืองที่ดีต้องมีสองอย่างคือต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในพรรค ถ้าพรรคสืบทอดอุดมการณ์ประชาธิปไตยระดับประเทศ พรรคก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคคือ เป็นพรรคของประชาชน หาสมาชิกให้เยอะที่สุดและเปิดให้สมาชิกกำหนดทิศทางว่าพรรคจะเดินไปแบบไหน รวมทั้งเลือกหัวหน้าพรรคซึ่งยังไม่เคยมีพรรคไหนทำมาก่อน

สองประเด็นเรื่องการตัดสินใจที่รวดเร็วเฉียบขาด ในสภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นจุดอ่อนของประชาธิปัตย์เพราะมีความเป็นประชาธิปไตยสูงทำให้การตัดสินใจไม่เฉียบขาด แต่การที่ประกาศให้สมาชิกเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรงตอบโจทย์สองด้านคือความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและทำให้หัวหน้าพรรคมีอิทธิพลเพราะได้รับแมนเดตหรืออาณัติจากสมาชิกที่จะตัดสินใจได้เฉียบขาดมากขึ้น

ในส่วนของนโยบาย พริษฐ์ ใช้คำว่า“สร้างใหม่” ไม่ได้ใช้คำว่า “รื้อ” ทุกอย่างที่ไม่ดีออกหมด แต่เราต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ เช่น เศรษฐกิจที่ผ่านมารัฐบาลพูดมาตลอดจีดีพีโตขึ้น 3-4% แต่คนรายได้น้อยไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดี

ดังนั้น เราอาจต้องมีการเปลี่ยนตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่รู้คำตอบคืออะไร ที่จะต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาลมากขึ้น เทรนด์โลกกำลังพูดถึง GPI (Genuine Progress Indicator) ที่เริ่มใช้ไป 20 กว่าประเทศ โดยปรับเพิ่มจากจีดีพี 10-20 ปัจจัย เช่น ความเหลื่อมล้ำ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้สิ่งที่รัฐบาลพยายามพาเศรษฐกิจไปสอดคล้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง

พริษฐ์ อธิบายเพิ่มว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เข้ามาทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น มีความเสี่ยงที่คนจะตกงาน ต้องหาทางที่จะรองรับตรงนี้ ซึ่งเวลานี้มีการพูดถึง ประกันรายได้พื้นฐาน Universal Basic Income รวมทั้งต้องรองรับสภาพสังคมผู้สูงวัยที่กำลังเกิดขึ้น ทำอย่างไรให้คนมีแรงจูงใจออมทรัพย์พอเลี้ยงชีพในวันข้างหน้า

ถามถึงเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้ง พริษฐ์ อธิบายว่า ขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะให้ลงระบบ เขต หรือบัญชีรายชื่อ แต่ถ้าเลือกได้อยากเริ่มต้นด้วย สส.เขต เพราะการเป็นผู้แทนของคนกลุ่มๆ หนึ่ง พื้นที่หนึ่ง มันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ได้สัมผัสประชาชนจริง ซึ่งตามกฎหมายเป็นคน กทม. ถ้ามีโอกาสก็อยากลงสมัคร สส.เขต กทม. แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยวางตัวกัน

ส่วนเรื่องความเป็นหลานอภิสิทธิ์ จะทำให้มองว่าเป็น “เด็กเส้น” เข้าสู่การเมืองง่ายกว่าคนอื่นหรือไม่นั้น ไอติม บอกว่า จุดแข็งของประชาธิปัตย์คือความเป็นประชาธิปไตย ผู้สมัครของประชาธิปัตย์ต้องรับรองโดยสมาชิก ไม่ใช่ว่าผมเป็นลูกหลานใครแล้วจะไปชี้นิ้วสั่งได้ ทุกอย่างเป็นกระบวนการของสมาชิกพรรค

“ตรงนี้มองได้หลายด้านไม่ได้พูดเฉพาะกรณีของคุณอภิสิทธิ์ความเป็นหลานก็ทำให้ได้เรียนรู้งานการเมืองได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเสียก็คือจะถูกมองว่าความคิดเป็นของตัวเราเองหรือเปล่า ก็พยายามพูดแสดงความคิดความเห็นของตัวเองมาตลอดเพื่อให้เห็นว่ามาจากตัวเองจริงๆ ไม่ได้ซึมซับ หรือมาจากความเป็นลูกหลานใคร ตรงนี้เวลาจะช่วยพิสูจน์ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีใครไปชี้ได้ว่าจะได้ตำแหน่งอะไรได้” ไอติม กล่าวทิ้งท้าย

แก้ทุจริตเงินคนจน ต้องปฏิรูปราชการให้ท้องถิ่นดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546764

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 06:38 น.

แก้ทุจริตเงินคนจน ต้องปฏิรูปราชการให้ท้องถิ่นดูแล

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นในเวทีเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคมครั้งที่ 2 หัวข้อ “ตีแผ่เงินสงเคราะห์” เพื่อสะท้อนถึงปัญหา “ทุจริตเงินสงเคราะห์คนจน” นั้น สาเหตุเกิดจากระบบและโครงสร้างที่ปัจจุบันเป็นการรวมศูนย์อำนาจ องค์กรส่วนกลางเป็นผู้บริหารจัดการ ทำให้เกิดช่องโหว่ในการทุจริตและคอร์รัปชั่นง่าย การจะแก้ปัญหาการทุจริตนั้น ต้องรื้อโครงสร้างและกระจายอำนาจสู่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้กระบวนการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้

โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาผู้ด้อยโอกาส หรือคนไร้ที่พึ่ง เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญและให้การดูแลเป็นพิเศษ เพราะคนกลุ่มนี้รัฐจะต้องดูแล ช่วยเหลือ เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 10 ล้านคน แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้พิการประมาณ 2 ล้านคน คนไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 แสนคน ผู้ยากจนไร้ที่ดินทำกินกว่า 5 ล้านคน และผู้สูงอายุอีกกว่า 12 ล้านคน

ทำให้เป็นที่มาของโครงการรัฐสวัสดิการต่างๆ ที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ให้สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับในฐานะประชาชนชาวไทย ส่วนการช่วยเหลือในรูปแบบรัฐสวัสดิการเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิประชาชน ต้องมีการกำหนดที่ชัดเจนถึงผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองผลประโยชน์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม อาทิ สิทธิการเข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข ซึ่งจำเป็นจะต้องมีสวัสดิการเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้ คนด้อยโอกาส คนไร้ที่พึ่ง ต้องมีการกำหนดกรอบให้ความช่วยเหลือที่ชัดเจนเช่นกันเกี่ยวกับสิทธิของผู้ด้อยโอกาสกว่า

โกวิทย์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ พบหลักฐานทุจริตชัดเจน 37 แห่ง สาเหตุเนื่องมาจากกลไกในการช่วยเหลือยังมีความบกพร่อง และไม่มีกลไกที่ช่วยเหลืออย่างละเอียดพอ การจะแก้ปัญหาทุจริตดังกล่าวต้องทำการแก้ไขในเรื่อง “การรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง” ซึ่งเป็นที่มาของการทุจริตและการคอร์รัปชั่นต่างๆ โดยจำเป็นต้องมีการรื้อโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ เนื่องจากแนวปฏิบัติราชการในปัจจุบันเป็นการนำเสนองบประมาณผ่านกระทรวง หรือกรมต่างๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหาของประชาชน ชาวบ้าน ผู้ด้อยโอกาส

ปัญหาคือหน่วยงานต่างๆ จากส่วนกลางนั้น ไม่สามารถเข้าถึงสถานการณ์และจำนวนของผู้ที่ประสบปัญหาจริงในพื้นที่ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ตลอดจนยังมีช่องว่างในกระบวนการที่ทำให้สามารถเกิดการทุจริตขึ้นมาได้ กรณีเงินที่มีการทุจริตในศูนย์พักพิงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งศูนย์พักพิงสังกัดส่วนกลาง ไม่ได้ขึ้นตรงกับส่วนจังหวัด หรือส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

“แนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวคือ รัฐบาลต้องปฏิรูประบบโครงสร้างการบริหารราชการใหม่ ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลคนด้อยโอกาสในพื้นที่ เนื่องจากองค์กรส่วนท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากกว่า เข้าใจถึงสถานการณ์และความต้องการได้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นการทำงานที่มีกลไกในการตรวจสอบที่โปร่งใส ทั้งในระดับเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือสภาท้องถิ่น เห็นได้จากกรณีเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่องค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการ และพบปัญหาการทุจริตที่น้อยลง” โกวิทย์ กล่าว

ด้าน ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สังคมไทยมีความเข้าใจว่าการทุจริตเกิดจากบุคคล แต่หากพิจารณาอย่างแท้จริงแล้ว รากฐานของการทุจริตเกิดจาก “ระบบ” ที่มีปัญหา อันได้แก่ระบบการเมือง การทุจริตเกิดจากระบบการเมืองที่ผู้มีอำนาจมองว่าอำนาจเป็นของตนเองไม่ใช่ของประชาชน และหน้าที่ของตนเองไม่ใช่รับใช้ประชาชน ในทางระบบวัฒนธรรม การทุจริตเกิดจากวัฒนธรรมที่ผู้มีอำนาจรัฐมองสถานะของตนเหนือกว่าประชาชน

ส่วนระบบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐ มีมาตรฐานที่ไม่ชัดเจน จึงเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจเพื่อเปิดช่องทางในการสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง การแก้ปัญหาการทุจริตจึงต้องมุ่งแก้ที่ระบบที่กล่าวมาข้างต้น ตลอดจนพัฒนากลไกการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างช่องทางให้ผู้มีอำนาจรัฐต้องรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนากลไกส่วนอื่นไปพร้อมกัน อาทิ สร้างองค์กรของประชาชนที่มี หน้าที่ในการตรวจสอบภาครัฐ การเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน การจัดการระบบจัดสรรทรัพยากร เป็นต้น

ขณะที่ อานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 76 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนสงเคราะห์เงินให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และชน กลุ่มน้อยในบางพื้นที่ เช่น ชาวเขา โดยมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับไว้อย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ประชาชน ชาวบ้าน ไม่รับรู้ถึง “สิทธิที่ตนพึงได้รับ” ชาวบ้านส่วนมากมีความเข้าใจในเรื่องเงินสงเคราะห์ว่าเป็น “ความเมตตาจากรัฐ” จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ซึ่งชาวบ้านทำอย่างไรก็ได้ให้ได้เงินมา ได้มาเท่าไรก็เท่านั้น ไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิของตนเองอย่างทั่วถึง

อานนท์ กล่าวอีกว่า เพราะชาวบ้านไม่รู้ถึงสิทธิที่ตนพึงได้รับ นำมาซึ่งเหตุการณ์การตักตวงผลประโยชน์ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีหน่วยงาน สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในระดับจังหวัด หรือภูมิภาค กระจายอยู่ทั่วประเทศ หากพบปัญหาการทุจริตสามารถเข้าแจ้งเบาะแสได้ในทันที ซึ่งในทางกฎหมายแล้ว ผู้เข้าแจ้งเบาะแสจะได้รับสิทธิของกฎหมายการคุ้มครองพยานอีกด้วย

ขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังเป็นเชื้อร้ายคงอยู่ในสังคมไทย ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เอาไหนของเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต