วิกฤติมหา’ลัย โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546661

  • วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 10:22 น.

วิกฤติมหา’ลัย โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งปรับตัว

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเลขว่างงานจากการสำรวจครั้งสุดท้ายจนถึงเดือน ก.พ.ปีนี้ ว่ามีสูงถึง 4.91 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงาน 1.3% และเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง 6.1 หมื่นคน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เมื่อแยกผู้ว่างงานตามระดับการศึกษา พบว่า มีผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาถึง 1.77 แสนคน หรือมากที่สุดเมื่อเปรียบกับการศึกษาระดับอื่นๆ สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อช่วงเดือน ก.ค.ของปีที่ผ่านมา ที่พบว่าว่างงานถึง 2.53 แสนคน หรือมากถึง 53% ของผู้ว่างงานทั้งหมด

กรณีดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำว่าผู้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะตกงานมากกว่าผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอื่นๆ หรือกระทั่งที่ต่ำกว่า

ทว่า ที่กล่าวมายังไม่ใช่ปัญหาเดียวที่กำลังรุมเร้าการเรียนในระดับอุดมศึกษาของไทย

ปัญหาจำนวนผู้เรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมีข้อมูลระบุชัดจากการสำรวจประชากรไทย เมื่อ 10 ปีก่อนพบเด็กเกิดใหม่ 1.1 ล้านคน/ปี แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 7 แสนคน/ปี กรณีนี้ส่งผลต่อเนื่องไปถึงประชากรวัยเรียนในระดับมัธยมที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันวัยเรียนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งครอบครัวฐานะยากจนถึงปานกลางหันไปเรียนสายอาชีพเพราะหวาดวิตกเรื่องตกงานและรัฐเองก็เริ่มหันมาสนับสนุนให้เด็กเรียนสายอาชีพมากขึ้น

สถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชน ที่มีอยู่ในประเทศไทยมีมากถึง 170 แห่ง ต่างแข่งขันกันจูงใจผู้เรียนมากขึ้น เพราะทราบดีว่าจำนวนผู้เรียนที่ลดลงจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา โดยเฉพาะปัญหาบางคณะวิชาของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงดึงดูดผู้เรียน มีผู้เรียนน้อย เปิดรับหลายรอบจำนวนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เมื่อห้องเรียนเริ่มร้างนักศึกษา ปัญหาเรื่องต้องจำกัดจำเขี่ยรายจ่ายโดยเฉพาะเรื่องจ้างผู้สอนก็ตามมาจากที่จ้างประจำก็เหลือเพียงจ้างพาร์ตไทม์จนกระทบกับคุณภาพการเรียนการสอน ที่สุดเมื่อบริหารจัดการไม่ได้อีกต่อไป ก็ต้องปิดตัวไปอย่างเงียบๆ

ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น นอกจากจะต้องรับมือกับปัญหาผู้เรียนลดลงยังต้องหันมาแข่งขันกันเองอย่างดุเดือดแล้ว ทุกแห่งยังต้องหันมารับมือกับโลกออนไลน์ที่ตอบโจทย์การศึกษายุคใหม่ได้ดีกว่าอีกด้วย

ธรรมชาติของโลกออนไลน์ ที่รวดเร็วทันใจ เข้าถึงง่าย ข้อมูลมหาศาล ไม่จำกัดทั้งเวลาและสถานที่ กำลังเสนอตัวเป็นทางเลือกในการป้อนความรู้ให้ผู้เรียน และเริ่มตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่าผู้สอนหรือกระทั่งสถาบันการศึกษาที่ยังปรับตัวไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงในการเลือกเสพข้อมูลเริ่มลามไปถึงการเข้าถึงองค์ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ อย่างไม่ยกเว้น กำลังส่งผลให้การเรียนในสถาบันอุดมศึกษาถูกลดบทบาทลงไปด้วยโดยปริยายผู้เรียนในโลกยุคใหม่กระหายความรู้จากการศึกษาที่มีคุณภาพ พอๆ กับกระหายสิ่งที่ได้จากเทคโนโลยีซึ่งช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองได้

แหล่งการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพระดับอุดมศึกษา ไม่สามารถหลบเลี่ยงการปรับตัวให้เท่าทันความต้องการของผู้เรียนให้ทันสถานการณ์ รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้

นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งกำกับดูแลเรื่องอุดมศึกษาก็ออกมายอมรับเองว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจำนวนผู้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยลดลง การเรียนออนไลน์มากขึ้น เพราะมีทางเลือกอื่นๆ หลากหลายขึ้น

“สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในทุกช่วงวัย รวมทั้งเปลี่ยนเป้าหมายของผู้เข้าเรียนใหม่ ให้มีทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และคนสูงอายุ ด้วยรูปแบบหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว ต้องคำนึงถึงทิศทางในการพัฒนาประเทศ สร้างจุดเด่นและจุดขายที่โดดเด่นแตกต่างของแต่ละแห่ง จึงจะสามารถแข่งขันได้” รมช.ศธ.กล่าว

ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า การฟูมฟักความรู้จากการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับชั้นประถม มัธยม ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องไปจนถึงระบบการเรียนรู้ที่สูงขึ้นในระดับอุดมศึกษา

“เรายังอยู่ในสังคมที่คำนึงถึงใบปริญญามากกว่าการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งทั้งเล็กและใหญ่ก็เน้นแข่งขันกันเองเปิดรับผู้เรียนมากอย่างแทบจะไม่มีการจำกัด แย่งผู้เรียนกันมากกว่าการพยายามพัฒนาการเรียนรู้ ยกระดับองค์ความรู้ให้เท่าทันความต้องการของตลาดแรงงาน และมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในแวดวงวิชาการ ต้องทราบว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไรในอนาคต จะต้องปรับตัวอย่างไรล่วงหน้า หากโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยนไป 5% มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวไปให้ไกลกว่าสังคม ประมาณ 10% จะรอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยปรับตัว แล้วหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้” อดีตเลขาธิการ สกอ.กล่าว

โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคจักรกลอัตโนมัติแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ การจ้างงานในหลายอาชีพจะยิ่งลดลงอีกหลายสาขา ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล สถาบันอุดมศึกษาต้องวางแผนรับมือกับวิกฤตแรงงานครั้งใหญ่ที่กำลังเป็นระเบิดเวลาที่ท้าทายความสามารถของทุกสถาบันการศึกษาเป็นอย่างมาก

รัฐต้องพัฒนา รร.ให้มีคุณภาพเท่ากัน ทางออกหรือฝัน ถ้าเลิกสอบเข้า ป.1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546522

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 07:36 น.

รัฐต้องพัฒนา รร.ให้มีคุณภาพเท่ากัน ทางออกหรือฝัน ถ้าเลิกสอบเข้า ป.1

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ผลการสอบเข้า ป.1 โรงเรียนสาธิตชื่อดัง 3 แห่งใน กทม.ที่เชื่อว่ามีระบบการสอนที่ดี ประกาศออกมาเรียบร้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

จำนวนเด็กที่สมหวังมีเพียง 300 กว่าคน ผิดหวังถึง 8,000 คน เพราะโรงเรียนรับได้จำกัด ทว่าสิ่งที่ตามมานอกจากความผิดหวังของผู้ปกครองแล้ว เด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าจากความเครียดที่ต้องติวสอบโรงเรียนกวดวิชาดังเป็นเวลาหลายเดือน

เกิดคำถามตามมา หลังจากที่คณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษา ชงทางออกปรากฏในร่าง พ.ร.บ.การปฐมวัย กำหนดไม่ให้โรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศสอบคัดเลือกเจ้าหนูอนุบาล 3 สอบแข่งขันเรียนต่อในชั้น ป.1 เพราะต้องการลดความเครียดที่ไม่ควรก่อเกิดขึ้นกับเด็กในวัย 5-6 ขวบ ซึ่งถ้าไม่ให้มีการสอบแล้ว การคัดเลือกเด็กควรเป็นในรูปแบบใด

ต้องไม่ลืมว่ามาตรฐานของโรงเรียนชั้นประถมศึกษาของประเทศไทย มัน ไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน หรือแม้แต่ใกล้เคียงกัน

“ครูหยุย” หรือ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ คณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สะท้อนว่า ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับโรงเรียนอนุบาลหลากหลายแห่งตลอดเวลากว่า 7 เดือน หลักคิดการห้ามสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1 ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเดินมาถูกทางแล้ว

“ทุกวันนี้เราเร่งเด็กจนเกินไป เร่งให้เกิดการแข่งขันกันมากเกินจำเป็น พัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่ถูกต้องก็ได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกันความ พร้อมของโรงเรียนอนุบาลที่ปลูกฝังเด็กให้เกิดการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจก็ทำได้ถูกต้อง แต่ต้องมาตกขบวนกับสนามสอบ เพราะเด็กเหล่านี้จะไปสู้เด็กที่ไปติวหนังสือเพื่อเข้าสอบ ป.1 ไม่ได้เลย”

ครูหยุย ให้ทางออกว่า หากเลิกสอบแข่งขัน ป.1 ก็ให้นำหลักเกณฑ์การคัดกรอง ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็ก ทั้งสายตา กล้ามเนื้อ ความพร้อมทางจิตใจ จินตนาการ เราเอาตรงนี้มาใช้เสียก็จะดีกว่าให้เด็กมาสู่การทำโจทย์ปัญหาเพื่อแข่งขันกันเข้าเรียน

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการด้านนโยบายการศึกษาต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า การศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในต่างประเทศจะเน้นในเรื่องทักษะสำคัญของเด็กรวม 4 ด้าน คือ 1.ทักษะการดูแลตนเองได้ เช่น เด็กรู้จักการล้างมือ ใส่เสื้อผ้าได้เอง 2.ทักษะด้านภาษา หมายถึงเด็กสามารถรู้จักชื่อตนเอง สามารถตั้งคำถามง่ายๆ ได้ มีทักษะการสื่อสารที่ดีเหมาะสมกับวัย  3.ทักษะการเคลื่อนไหวทางร่างกาย และ 4.ทักษะด้านการคิด คือ การรู้จักหนังสือ การนับเลขต่างๆ

“ประเทศไทยมาเน้นทักษะในข้อที่ 4 คือทักษะด้านการคิดมากจนเกินไป จึงนำไปสู่การทดสอบเด็กด้านสติปัญญามากกว่าด้านอื่นๆ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงหรือการคัดเลือกเด็ก เราต้องรักษาสมดุลในทุกทักษะทั้ง 4 ด้าน ไม่ใช่พุ่งเป้าไปที่ทักษะการคิดเพียงอย่างเดียว”

ธันว์ธิดา เสริมอีกว่า ข้อมูลในปัจจุบันมีความชัดเจนแล้วว่า การทดสอบเด็กหรือการประเมินเด็กมีผลที่ไม่ดีกับเด็กอย่างมาก พัฒนาการก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะเด็กมีแต่ข้อมูลการคิดจึงทำให้เกิดความเครียด และเด็กปฐมวัยควรจะต้องถูกพัฒนาผ่านการเล่น หรือ Play and Learn มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ธันว์ธิดาฉายภาพข้อกังวลของผู้ปกครองที่ต้องพยายามผลักดันลูกหลานให้อยู่ในโรงเรียนดีๆ เป็นเพราะมาตรฐานการศึกษาของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก หากรัฐบาลต้องการแก้ไขในระยะยาว ก็ต้องพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ก็จะช่วยลดการดิ้นรนเข้าโรงเรียนดังๆ หรือที่คิดว่าดีๆ ทั้งจากเด็กและผู้ปกครองได้

ขณะที่อีกเสียงจาก นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล นักวิชาการจากศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเคยพูดถึงการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย อธิบายถึงการสอบหรือไม่สอบในเด็กปฐมวัยว่า เด็กปฐมวัยมีอย่างอื่นที่ควรจะได้รับการฝึกหรือเพิ่มทักษะมากกว่าการอ่านออกเขียนได้ที่เรากำลังเร่งให้เด็กอยู่ในขณะนี้ แน่นอนว่าหากไม่มีการสอบแข่งขันสำหรับเด็กวัยนี้ ก็จะช่วยลดความเครียดของเด็กและผู้ปกครองลงไปได้ ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าคุณภาพการศึกษาสำหรับบ้านเรายังคงมีความเหลื่อมล้ำ และยังคงไม่มีการพูดถึงมากนัก

“หากไม่สอบก็ต้องปรับคุณภาพการศึกษาของแต่ละโรงเรียนให้มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งหากคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กดี การคัดเด็กเข้าเรียนก็ไม่มีความสำคัญ ไม่ต้องมาแย่งกันเข้าเรียนในโรงเรียนที่จำกัดจำนวน”

นวลจันทร์ เสริมอีกว่า หากการสอบแข่งขันไม่มีแล้ว เราจะประเมินเด็กได้ด้วยการดูพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็ก โดยเฉพาะทักษะการคิด เด็กสามารถเข้าใจตัวเอง รู้ว่าสิ่งใดชอบสิ่งใดไม่ชอบ หรือรู้ว่าอยากทำอะไรและเด็กสามารถหาวิธีการทำออกมาให้ได้ เหล่านี้เป็นความสามารถที่ไม่ใช่เรื่องวิชาการ หรือเชาว์ปัญญาที่วัดค่ากันได้ แต่เป็นการคิดกำกับตัวเอง ซึ่งเหมาะสมกับสมองและการพัฒนาของเด็กในวัย 0-8 ปี

“การที่เราไปตัดสินเด็กด้วยการอ่านออกเขียนได้ ต้องรู้กันว่าเด็กทุกคน ไม่ได้ทำได้ในอายุเดียวกันทั้งหมด เด็กแต่ละคนมีความช้าเร็วที่แตกต่างกัน และการอ่านออกเขียนได้ไม่ได้ส่งผลว่า อนาคตเด็กจะประสบความสำเร็จเมื่อเขาโตขึ้น หากแต่เด็กสามารถกำกับ ตัวเองได้ ควบคุมความคิดตัวเองได้ รู้ว่า เมื่อไหร่ควรทำอะไรบ้าง สิ่งนี้ต่างหากจะสัมพันธ์กับความสำเร็จของอนาคตเด็ก” นวลจันทร์ กล่าว

“คสช.ออกไป…ทุกอย่างจบ สร้างพลังเปลี่ยนแปลงสังคม” รังสิมันต์ โรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546370

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 13:39 น.

"คสช.ออกไป...ทุกอย่างจบ สร้างพลังเปลี่ยนแปลงสังคม" รังสิมันต์ โรม

“ทำไมเราไม่เอาความรู้สึกว่าที่เราอยากเห็นประเทศของเราเป็นแบบนี้มาทำให้เกิดขึ้นจริง ผมเลือกแล้ว ผมขอสู้เพื่อประเทศชาติ เราชอบไหมละกับระบบอุปถัมภ์ เราชอบไหมกับการทุจริต เราชอบไหมกับการที่นักการเมืองโชว์ความกร่างในสภา ถ้าเราไม่ชอบ ทำไมเราไม่เปลี่ยน”

***********************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ภายใต้การควบคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังถูกท้าทายอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มประชาชนในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”

เหตุที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งกำลังมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลังในการขับเคลื่อนเริ่มมีมากขึ้นอย่างเป็นลำดับ ดังจะเห็นได้จากการที่สามารถเคลื่อนการชุมนุมไปยังบริเวณกองบัญชาการกองทัพบกซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อความหมายในทางการเมืองได้อย่างน่าสนใจ

ในจังหวะนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับ “รังสิมันต์ โรม” หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ถึงทิศทางและการต่อสู้ในอนาคต รวมไปถึงเป้าหมายชีวิตส่วนตัว

“เป้าหมายใหญ่ของเราก็เป็นไปตามชื่อเลย คือต้องการให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ ภายใต้บรรยากาศที่โปร่งใสและเป็นอิสระ ลองจินตนาการดูว่านักการเมืองไปหาเสียง ข้อเสนอของการไปหาเสียงไปกระทบต่อผลประโยชน์ของกองทัพหรือ คสช. ถ้าเกิดเรายังสร้างบรรยากาศให้อยู่ในความกลัว เหมือนกับกำลังปรากฏอยู่ในตอนนี้ การพูดในเรื่องแบบนั้นเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย”

รังสิมันต์ ยืนยันว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มทำได้ง่าย ถ้าสมาชิก คสช.ทุกคนลาออก คสช.จะหายไปทันที ไม่สามารถแต่งตั้งใครใหม่ได้ ทุกอย่างจบ ถ้าจะมีเรื่องยากก็คือจุดยืนของกองทัพและ คสช.ที่มีลักษณะไม่ยอมถอย

“คสช.พยายามใส่ร้ายพวกเราว่าการที่พวกเราออกมา เดี๋ยวสังคมไทยจะไม่สงบสุข พยายามเอาฝันร้ายของคนไทยเหล่านี้มาใส่ให้คนไทยกลัว แต่จริงๆ แล้วที่เราออกมา เพราะ คสช.ผิดสัญญา คสช.เคยสัญญาไว้ว่าจะให้มีการเลือกตั้งเดือน พ.ย. แต่ก็ไม่มี”

แกนนำหนุ่มรายนี้มองสถานการณ์ว่า “กองทัพไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับ คสช. กองทัพเป็นสถาบันที่มีมาก่อน คสช. แล้ว คสช.คืออดีตทหารที่เกษียณอายุจากการทำงานในกองทัพ ยังไงก็ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน ท่านสามารถแยกออกมาได้ ท่านสามารถยืนเคียงข้างประชาชนได้เหมือนในอดีต”

“การที่ คสช.อยู่แบบนี้ต่อไปมันไม่ดีต่อกองทัพด้วยซ้ำไป เพราะทำให้กองทัพเสียชื่อ ถึงที่สุดแล้วเมื่อพูดแบบสัจธรรม ประวัติศาสตร์สอนเราเยอะ พวกที่สนับสนุนระบบแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันจบไม่สวยหรอก เราเองก็ไม่อยากเห็นลูกหลานคนไทยที่อยู่ในกองทัพต้องได้รับความขมขื่นจากสิ่งที่คนเป็นรุ่นพี่ทำ”

“สุดท้ายเราต้องยอมรับว่าถ้ากองทัพยังเลือกจุดยืนแบบนี้ ก็คือการเอาสถาบันกองทัพไปสูญเสียชื่อเสียงแน่นอน แล้วเป็นการทำลายกองทัพอย่างที่ไม่รู้ว่าท่านเหล่านั้นรู้ตัวหรือไม่”

 

ท่ามกลางสนามของการต่อสู้นั้น “โรม” ยอมรับว่ามีบางช่วงที่ท้อเหมือนกัน

“มันก็มีบ้างนะ เราทำทั้งหมดเพราะเราหวังดีกับประเทศชาติ แต่สิ่งที่เราได้รับคือคดีความ ผมมี 7 คดี ถ้าศาลลงโทษผมสูงสุด ผมจะต้องโทษ 32 ปี มีนักศึกษากฎหมายกี่คนที่เพิ่งเรียนจบได้ไม่กี่ปี แล้วเจอคดีแบบนี้”

“มันอาจจะมีบ้างในเรื่องท้อ แต่เราต้องมองต่อไปว่าก็ควรรีบจัดการให้เร็วที่สุด มันจะได้อยู่ในระบบที่เข้าที่เข้าทางและเข้าร่องเข้ารอยสักทีหนึ่ง การปล่อยให้ระบบแบบนี้ ซึ่งสามารถใช้องคาพยพของรัฐในการรังแกใครสักคนหนึ่งได้ เรายิ่งต้องทำให้มันกลับมาเป็นระบบปกติให้เร็วที่สุด เพราะมันไม่ใช่หมายความว่ามันรังแกแค่ผม แต่มันจะสามารถรังแกคนอีกจำนวนมากได้ เพราะมันไม่สนใจเรื่องความยุติธรรม ความถูกต้อง ความชอบธรรม”

ขณะเดียวกัน โรมยังเปิดเผยอีกว่าก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใหญ่ของ คสช.ติดต่อมาขอให้ยุติการเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดความสงบ

“เขาชอบมาบอกว่าขอให้รอโรดแมปก่อน ถึงเวลานั้นก็แสดงความคิดเห็นได้ แต่ก็โดนจับอยู่ดี อะไรที่เขาพูดไว้ก็ถูกเปลี่ยนตลอดเวลา จนบางทีหลักเกณฑ์มันอยู่ตรงไหนกันแน่”

“เอาง่ายๆ แค่เรื่องโรดแมป โรดแมปคือคำสัญญาอันใหญ่ของประเทศไทยและคนไทย หลังปี 2558 ผมไม่เคยเห็นโรดแมปจริงๆ แล้วทุกอย่างเลื่อนไปหมด ดังนั้นถามว่าวันนี้คนไทยรู้จริงๆ เหรอว่าโรดแมปของ คสช. คืออะไรกันแน่ และไม่มีใครสนแล้วว่าโรดแมปของ คสช.เป็นอย่างไร เพราะสนใจแค่ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ โอเค คสช.อาจจะบอกว่าช่วง ก.พ. เดี๋ยวรอดูนะ พอเราอยู่ช่วงใกล้ๆ ก.พ. คสช.จะบอกว่า เม.ย.”

“คือไม่เลื่อนยาว เพราะถ้าเลื่อนเยอะๆ มันจะเป็นเรื่องใหญ่ คสช.จะเดือดร้อน แต่พอมาเลื่อนแบบนี้ คนจะรู้สึกก้ำกึ่งว่าอีก 2 เดือน อีก 3 เดือนเอง แต่ขอโทษเถอะ การที่เรารอแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยจะมีความเสียหายมากขนาดไหน ยกตัวอย่าง ครม.ผ่านงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนเท่าไหร่ ดังนั้นผมคิดว่าไม่ได้แล้ว ต้องสู้ตอนนี้ คสช.สัญญาไว้แล้ว แต่ผิดสัญญาอีก แล้วเราจะเชื่ออะไรได้อีก”

“ผมเคยคุยกับ คสช.ที่เป็นฝ่ายกฎหมาย เขาจะบอกว่าเขาเข้าใจพวกเราเสมอ และบอกว่าเขาเป็นทหารประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เพิ่งทำการรัฐประหารมาเมื่อไม่นาน ผมคิดว่าเขาไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เขาพยายามใช้จิตวิทยาว่าเราก็เป็นพวกของคุณ”

“ผมคิดว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประชาธิปไตยเลย เขาไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองด้วยซ้ำ ถ้าเขาเข้าใจ เขาจะเรียนรู้ว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการ และไม่สนใจกับประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

 

นอกจากนี้ “โรม” ยังเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว ซึ่งหล่อหลอมและเป็นปัจจัยตัดสินใจให้เข้ามาทำกิจกรรมทางการเมือง

“บ้านแม่ผมเป็นครอบครัวทหาร ผมเคยอยู่ค่ายวชิราวุธที่นครศรีธรรมราช ผมรู้ดีว่าค่ายทหารเป็นอย่างไร แต่ที่ต้องออกมานั้น เราเรียนหนังสือที่มีหลักการขั้นพื้นฐาน พอออกมาจากห้องเรียน อ้าว ไม่ได้เป็นอย่างที่เรียนกันหรือเปล่า เราคิดแบบง่ายๆ ทำไมเราไม่ทำให้มันเกิดขึ้นในแบบที่มันควรจะเป็น”

“ถ้าเราสามารถสร้างประเทศนี้ให้มันดีกว่านี้ได้ ทำไมเราไม่ทำให้มันเกิดขึ้น การที่เราอยู่ในประเทศนี้และเรารู้สึกสิ้นหวังว่าเราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้มันดีกว่านี้ได้ มันเป็นสิ่งที่เราถูกหลอกอยู่ตลอดเวลา ดูอย่างญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ทำไมเขาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ แสดงว่าความหวังมันยังมี”

“ผมคิดว่าคนที่คิดคล้ายๆ ผมว่าสังคมไทยมีปัญหาและควรเปลี่ยนแปลงน่าจะมีเยอะ คนรุ่นๆ ผมเรารู้หมดและต้องการให้สังคมไทยดีกว่านี้ แต่ปัญหาของเรื่องคือ แต่ละคนไม่ได้มองวิธีการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ตรงกัน อย่างผมมองว่าเราต้องลงมือทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วง แต่คนอื่นอาจไม่ได้มองอย่างนั้น”

พอถามถึงเป้าหมายในชีวิต “โรม” หัวเราะก่อนบอกว่า “เอาจริงๆ เปลี่ยนหลายครั้งมากเลย ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นทหาร ตอนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมอยากเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการเลยมาเรียนนิติศาสตร์ เรียนไปได้หนึ่งเทอมเริ่มรู้สึกว่าอยากเป็นอาจารย์ ผมสามารถพูดได้ว่าคนที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ผมยังมีแรงทำอะไรเพื่อประเทศชาติ คือ อาจารย์ปิยบุตร และอาจารย์วรเจตน์ ถามว่าวันนี้ผมยังอยากเป็นอาจารย์หรือไม่ ผมก็ยังอยากเป็นอยู่นะ”

“ถ้าเราอยากจะทำให้การรัฐประหารในสังคมไทยหมดไป เราต้องเห็นการใช้กระบวนการยุติธรรมกับคณะรัฐประหารให้ได้ ถ้าเราใช้ได้ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าถ้าใครจะรัฐประหารต้องคิดให้ดี แล้วมันจะจบ”

สุดท้าย “โรม” เข้าใจดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ได้ง่าย เพราะคนในสังคมไทยยังมีความระแวงต่อการเคลื่อนไหวชุมนุม แต่ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น เพราะสังคมไทยไม่ควรอยู่ในสภาพแบบนี้อีกต่อไป

“ยอมรับว่ามันไม่ง่าย เคยได้ยินว่าบางม็อบต้องใช้เงินวันละ 20 ล้านบาท เงินแค่ 1 ล้านบาทผมยังไม่มีเลย การทำม็อบคือการทำประชาสัมพันธ์ ที่คุณต้องบอกว่าการมาร่วมกันมีความสำคัญอย่างไร ถามว่าเราไปถึงจุดที่ส่งข้อมูลข่าวสารไปถึงทุกคนได้หรือไม่ เราก็ยอมรับว่ายังไม่ถึงจุดนั้น”

“คุณไม่มาร่วมชุมนุม ไม่มีทางหรอกที่คุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ คุณล่ารายชื่อ 3 แสนรายชื่อเพื่อแก้ไขกฎหมายคอมพิวเตอร์แล้วได้ผลหรือไม่ ไม่มีหรอก กลับกันถ้าคน 3 แสนคนมาเดินที่ราชดำเนิน คุณคิดว่าแบบไหนจะมีผลมากกว่ากัน”

“ผมอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมของคนทุกคน พูดแบบนี้ดูเหมือนง่าย เราอาจจะไม่ได้แก้ไขทุกเรื่องให้มันดีได้ทั้งหมด การทุจริตอาจจะยังอยู่ แต่ถ้าสังคมเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับเรื่องพวกนี้ เราจะไปได้ไกล”โรม ทิ้งท้าย

“บุพเพสันนิวาส”แฝงเบื้องลึกการเมืองยุคพระนารายณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546175

  • วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 19:30 น.

"บุพเพสันนิวาส"แฝงเบื้องลึกการเมืองยุคพระนารายณ์

“บุพเพสันนิวาส” สะท้อนพหุวัฒนธรรม แฝงเบื้องลึกการเมืองยุคพระนารายณ์

 เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยว่าละครเรื่อง “บุพเพสันวิวาส” ได้รับความสนใจและเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ตามรอยละครเพื่อเข้าถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยในอดีต อาทิ การแต่งกาย การรับประทานอาหาร ทั้งยังถ่ายทอดเรื่องราวการอยู่ร่วมกันอย่างเสรีของคนไทย ชาวต่างชาติ ศาสนา คติศัทธา โดยปราศจากการรังเกียจเดียดฉันท์ ทางศูนย์พหุวัฒนธรรมศึกษาและวัตกรรมทางสังคม  สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “บุพเพสันนิวาส : ภาพสะท้อนสังคมพหุวัฒนธรรมไทย” เพื่อถ่ายทอดการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายของทุกเชื้อชาติในสังคมไทย

สุเนตร ชุตินธรานนท์

ศ.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์  ผู้อำนวยการศูนย์พหุวัฒนธรรมและนวัตกรรมทางสังคม สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ละครที่กำลังถ่ายทอดอยู่ขณะนี้ได้ฟื้นอดีตในกรุงศรีสมัยอยุธยาขึ้นมาสร้างความน่าสนใจ แม้ว่าเบื้องลึกของข้อมูลจะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศอยู่บ้าง แต่ด้วยความหลากหลายทางศิลปะ วัฒนธรรม ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ อาทิ ความหลากหลายของอาชีพ การแต่งกาย ศิลปะที่เข้ามา ภาพเหล่านี้ไม่ได้ถ่ายทอดผ่านละครออกมาทั้งหมดเพราะหากทำเช่นนั้นคงทำให้ละครยืดยาวและน่าเบื่อในทันที โดยประวัตศาสตร์ข้อเท็จจริงแล้ว ในสมัยพระนารายณ์ ได้เกิดปัญหาขึ้นจากชาวฮอลันดาที่ต้องการเข้ามารุกราน ผูกขาดการค้านำไปสู่การใช้เรือปิดอ่าว จึงต้องดึงอังกฤษ และฝรั่งเศส เข้ามาเพื่อคานอำนาจของชาวฮอลันดา และเมื่อให้ความสำคัญกับฝรั่งมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจกับขุนนางไทยเป็นที่มาของการกู้ชาติอย่างที่สะท้อนในละคร แต่แท้จริงแล้วเรื่องราวของพระนารายณ์เป็นความขัดแย้งจากภายในเป็นหลัก จึงต้องดึงคนต่างชาติเข้ามาภายในเกมนี้ด้วย เพราะเป็นการเมืองของพระนารายณ์ ที่ต้องการให้อยุธยาเป็นศูนย์รวมอำนาจเข้มแข็งที่สุด ลดทอนอำนาจของกลุ่มหัวเมืองต่างๆลง และเมื่ออยุธยาขยายตัวมากขึ้น จึงถูกจัดระบบอีกครั้งด้วยกฏหมาย เป็นการขับเคี้ยวกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ จึงเป็นการต่อสู้ทางการเมืองภายใน ทั้งนี้ในความเป็นพหุวัฒนธรรม ที่ฉายผ่านตัวละครมีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความแตกต่างทางความคิด และการดำรงอยู่ซึ่งยังคงเป็นอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งละครได้กระตุ้นเตือนให้สังคมเรียนรู้ถึงความหลากหลายนี้ โดยในปัจจุบันนี้มีความหลากหลายมากกว่าแต่ยังคงเป็นต้นทุนซ่อนเร้นไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ประโยชน์ เช่น วัฒนธรรม เทคโนโลยีที่ติดตัวมาจากชาวต่างชาติ ในขณะที่ประเทศไทยต้องการจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 ยังไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

ผศ.ภาวรรณ เรืองศิลป์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ชาวฮอลันดาที่เข้ามาในอยุธยาเป็นการเข้ามาเพื่อทำการค้า มีความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง เป็นคู่ค้าและเป็นคู่แข่งด้วย มีเป้าหมายผูกขาดสินค้านำเข้า อาทิ ขนสัตว์ หนังสัตว์ ผ่านรูปแบบทางการทูต โดยในสมัยพระนารายณ์เกิดความขัดแย้งครั้งสำคัญ เมื่อฮอลันดานำเรือติดอาวุธสงครามมาปิดปากอ่าว เป็นที่มาของการใช้วิธีลงนามสนธิสัญาไทยฮอลันดาโดยให้เสรีภาพค้าขาย และอิสระภาพนอกอาณาเขตที่ไม่ต้องรับโทษตามรูปแบบของสยาม แต่ท้ายที่สุดความสัมพันธ์กลับมาดีอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

ด้าน ผช.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในยุคของพระนารายณ์ ได้มีคนแขกเข้ามาเป็นจำนวนมากถือเป็นยุคทองของมุสลิมคำว่า “ออแขก” ครั้งกรุงเก่าจึงมีชื่อเรียกมากมาย เช่น แขกจาม แขกเทศ แขกโครส่าน มีถิ่นอาศัยในอยุธยาตอนต้น ซึ่งมีการสร้างสมาคมแบ่งเป็น 4 พื้นที่ 1.จาม มลายู มักกะสัน อาศัยอยู่นอกกำแพงเมือง 2.แขกใหญ่ (เจ้าเซ็น) อยู่ภายในกำแพงเมือง 3.พราหมณ์เทศ และ4.แขกแพ อาศัยอยู่บนแพ ผสมหลายสัญชาติ ที่มีสภาพเป็นตลาดค้าขาย

อย่างไรก็ตาม คนแขกมีความสามารถด้านการเดินเรือ ทำค้าขายเก่งทำให้ไทยได้พึ่งพาอาศัยนำทูตออกติดต่อกับประเทศอื่นได้ด้วย และเมื่อมีความสามารถมากจึงได้รับเข้ารับราชการ ทำงานอยู่ในกรมอาสาจาม สิ่งเหล่านี้เป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างชาวแขกกับอยุธยาที่กำลังต้องการสะสมพละกำลัง สร้างเมืองต่อไป เศรษฐพงษ์ จงสงวน นักวิชาการอิสระด้านจีนศึกษา กล่าวว่า ปรากฏการณ์ความนิยมละครได้ข้ามพรมแดนไปสู่ประเทศในเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน มีการแปลละครเป็นภาษาจีน ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องการเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามรอยละครด้วย โดยคนจีนมีความเกี่ยวข้องกับอยุธยาที่ความสัมพันธ์ด้านทูตและพ่อค้า จะเห็นได้จากในสมัยของพระนาราย มีความต้องใช้กระทะ แต่มักเป็นกระทะแบบใหญ่ไม่ใช่แบบเล็ก เนื่องจากคนจีนมีความสามารถผลิตกระทะมาก แต่ต้องสั่งทำจากจีนเพราะมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีกว่า อีกทั้งจีนหวงแร่สำคัญจึงต้องสั่งทำเฉพาะจีนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการขุดค้นพบพระพุทธูปที่แกะสลักโดยคนจีน ดังนั้นจะเห็นว่าจีนที่มาในสยามมีอาชีพหลายอย่าง เช่น ช่างแกะสลัก ตีเหล็ก ซึ่งการอยู่ของคนจีนจะอยู่กับสังคมไทย ซึมซับไปกับคนไทยเหนียวแน่น สำหรับความหลากหลายที่อยุธยาได้จากคนจีน ส่วนใหญ่คือศิลปะกรรม เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่นน้ำปลา แท้จริงแล้วน้ำปลาเป็นของคนจีน ถูกนำมาใช้ในอาหารไทยและยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน แลกเปลี่ยนกับการที่คนจีนได้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีชีวิตอิสระในการประกอบอาชีพค้าขายเสรี

ภวัต พนังคศิริ

ขณะที่ ภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส กล่าวว่า การทำละครนั้นได้ฉายภาพความรักของออเจ้า แต่ได้เสริมเรื่องของความศิวิไลซ์ในยุคสมัยอยุธยาเข้ามามากขึ้น รวมถึงสอดแทรกการเมืองเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเข้มข้นก่อนที่ละครจะจบ ต้องผ่านความยากลำบากในการตีโจทย์ของประวัติศาสตร์ออกมาเป็นบทละครที่ใช้ภาษาสวยงาม ทำให้นักแสดงเล่นบทได้ยาก และต้องสร้างบ้านเรือนในอดีตที่มีเพียงภาพไม่กี่ภาพให้ออกมาเป็นเมืองที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยต่อจากนี้จะถือเป็นบทเรียนสำคัญในการทำละครเรื่องต่อไปให้เข้มข้นด้านเนื้อหาทางประวัติศาสตร์มากขึ้นอีกด้วย

ย้อนผลงาน ‘กลับลำ’ สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546122

  • วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 10:49 น.

ย้อนผลงาน ‘กลับลำ’ สนช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องยอมกลับลำเตรียมเข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่างจากท่าทีก่อนหน้านี้ที่เคยยืนยันว่าจะยื่นตีความแค่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพียงแค่ฉบับเดียว

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช. ชี้แจงว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าปล่อยไปจนกฎหมายประกาศบังคับใช้แล้ว มีผู้ไปยื่นตีความภายหลัง ซึ่งอาจไปถึงขั้นที่กฎหมายหรือการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

ทั้งนี้ หากย้อนดูการทำงานที่ผ่านมา จะเห็นว่า สนช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องทั้งท่าทีที่ชวนให้คิดว่ามีการรับใบสั่ง เช่น กรณีการปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน จนทำให้โรดแมปเลือกตั้งเลื่อนออกไปเป็นเดือน ก.พ. 2562

รวมทั้งท่าทีการพิจารณาเนื้อหาที่กลับไปกลับมา จนเมื่อเกิดเสียงทักท้วงจึงยอมกลับหรือปรับแก้ไข นำไปสู่ความสับสน วุ่นวาย และย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของ สนช.เอง

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหลายประเด็นใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งภายหลัง สนช.ลงมติรับหลักการแล้วที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายได้ปรับแก้ในรายละเอียด 30 มาตรา

หลายประเด็นถูกปรับแก้กลับมาเป็นดังเดิมตามร่างแรกของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำหนดห้ามไม่ให้ทำการหาเสียงด้วยการจัดมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ที่ สนช.ได้ลงมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญปรับแก้ให้แสดงมหรสพได้ ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นกลยุทธ์จูงใจให้ประชาชนมารับฟังการหาเสียงมากขึ้น ขณะที่เหตุผลฝั่ง กรธ.มองว่าการจัดมหรสพไม่ได้ช่วยให้คนตื่นตัวทางการเมืองแต่ยังจะเป็นปัญหาด้านกำหนดค่าใช้จ่ายผู้สมัคร ต่อเนื่องด้วยประเด็นการลงคะแนนเลือกตั้งที่ สนช.ปรับแก้ไขเป็นให้เลือกตั้งเวลา 07.00-17.00 น. จากเดิม 08.00-16.00 น.

สุดท้ายในที่ประชุมกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย กรธ. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สนช. มีมติแก้ไขกลับมาตามร่างเดิมของ กรธ. คือห้ามการจัดมหรสพ และให้ปรับเวลาเลือกตั้งมาเป็นเวลา 08.00-17.00 น.

ส่วนประเด็นที่ กมธ.วิสามัญในขั้นตอนการพิจารณาวาระ 2 ของ สนช.ปรับแก้ให้บุคคลไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่มีสิทธิสมัครรับราชการรัฐสภาภายในเวลา 2 ปี นั้นแม้ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายจะให้ คงเนื้อหาไว้ตามร่างเดิม แต่ปรับถ้อยคำเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กลายเป็นประเด็นที่ห่วงว่าจะขัดรัฐธรรมนูญนำมาสู่การเรียกร้องให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ถัดมาที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ทาง สนช.ได้ปรับแก้เนื้อหาในส่วนที่มาจาก 20 กลุ่มอาชีพ เหลือ 10 กลุ่มอาชีพ และปรับแก้วิธีการเลือกตรงและไขว้ ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มาเป็นวิธีเลือกตรงเพียงอย่างเดียว พร้อมแยกประเภทระหว่างผู้สมัครอิสระกับการเสนอชื่อผ่านองค์กรนิติบุคคล

แต่สุดท้ายกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ได้ปรับเนื้อหาในส่วนของ สว.ชุดปกติ 200 คน ให้กลับไปเป็นแบบเดิม คือ มีที่มาจาก 20 กลุ่ม และทั้งเลือกตั้งเลือกไขว้ แต่ในส่วนของ สว.ในบทเฉพาะกาลให้คัดเลือกจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม และให้บุคคลสมัคร สว.ได้ในนามอิสระและผ่านองค์กรนิติบุคคล ทำให้เป็นห่วงว่าประเด็นปัญหาแยกผู้สมัคร สว.เป็น 2 ประเภท แบบอิสระและองค์กร จะขัดกับรัฐธรรมนูญ จนเป็นหนึ่งในข้อสงสัยที่ส่งยื่นตีความตามรัฐธรรมนูญ

ถัดมาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เดิม กรธ.มีมติให้เซตซีโร่ และเปิดให้มีการสรรหาใหม่ด้วยเหตุผลที่มาตามกติกาปารีส หลังไทยถูกลดเกรดด้านสิทธิมนุษยชน แต่ต่อมาทาง กมธ.วิสามัญพิจารณากฎหมายวาระ 2 ของ สนช.ไปปรับแก้ให้ กสม.อยู่ในตำแหน่งต่อไป ยกเว้นคนที่ขาดคุณสมบัติ

แต่สุดท้ายหลังเกิดเสียงทัดทานและวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ที่ประชุม สนช.ต้องยอมปรับแก้ไข เนื้อหาในร่างกฎหมายกลับไปเซตซีโร่ กสม.เหมือนร่างแรกของ กรธ.ที่ส่งมายัง สนช.

แตกต่างจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้งที่ กรธ.เคยเสนอให้แค่รีเซตกรรมการชุดเดิม คือให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ยกเว้นคนที่ขาดคุณสมบัติ แต่สุดท้ายที่ประชุม สนช.กลับมีมติแก้ไขให้เป็นเซตซีโร่ กกต.ทั้งคณะ

ในขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน กรธ.ได้กำหนดให้รีเซต กรรมการเดิม ในที่ประชุม กมธ.วิสามัญก็เห็นพ้องกับ กรธ. แต่สุดท้ายที่ประชุมมีมติในวาระ 3 ให้กรรมการชุดเดิมอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จึงนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงหลักเกณฑ์และแนวคิดที่แตกต่างกัน

ยิ่งตอกย้ำสไตล์การทำงานของ สนช.ที่สามารถปรับทิศทางกลับไปกลับมาได้

“อำนาจบ่อเกิดคอร์รัปชั่น” ต่อตระกูล ยมนาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545532

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 13:17 น.

"อำนาจบ่อเกิดคอร์รัปชั่น" ต่อตระกูล ยมนาค

“ตอนนี้คนมีอำนาจเกือบ 70-80% โกง และรู้สึกไม่ผิดเพราะทำๆ กันมาอย่างนี้ ยกตัวอย่างเรื่องทำหลักฐานปลอมแล้วจ้างคนภายนอกมา เช่น กรณีโกงเงินคนจน ซึ่งทำกันจนคิดว่าไม่ผิด”

*****************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นเรื่องหลักที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้ความสำคัญถึงขั้นกำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วน หวังสะสาง กำจัด ประเด็นเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ทว่าระยะให้หลังกลับปรากฏปมดังกล่าวออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลนี้

ต่อตระกูล ยมนาค ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ได้ฉายภาพรวมถึงปัจจัยอันเป็นปัญหาดังกล่าวผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่าในฐานะที่ส่วนตัว ติดตามเรื่องการคอร์รัปชั่นและทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็น 10 ปี ร่วมงานกับประชาชน ภาคประชาชน และทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ในฐานะกรรมการกลยุทธ์ อย่างแรกต้องรู้สาเหตุมาจากอะไร

ต่อตระกูล ขยายความว่า เดิมสาเหตุช่วงหนึ่งมาจากประชาชนเกินครึ่ง ซึ่งมาจากการสำรวจทั่วประเทศ เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว มีแนวคิดที่ว่า โกงไม่เป็นไร ถ้าโกงแล้วทำให้ประชาชนมีความสุข ซึ่งหมายถึงได้รับส่วนแบ่งบ้าง ถ้าประชาชนเกินครึ่งบอกแบบนี้ หมายความว่ารัฐบาลไหนที่โกงแล้วเอามาแบ่งประชาชนก็เลือก ซึ่งก็เลือกจริงแล้วชนะจริง

“แต่วันนี้ประชาชนรู้ว่า รัฐบาลเข้าไปโกง สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากมายมหาศาลและผลเกิดขึ้น รัฐบาลซื้อประชาชนได้ ก็ต้อง หาเงินโดยอ้างว่าได้ฉันทามติมาแล้ว มีอำนาจเต็มที่ สภาโหวต รับรองจะใช้เงินกี่แสนล้าน หรือกี่ล้านล้าน ก็มีรัฐสภารับรอง และประชาชนก็ไม่ว่าอะไร”

ต่อตระกูล ฉายภาพต่อว่า รัฐบาลก่อนมาถึงจุดไม่ฟังเสียงประชาชนหรือเสียงใคร และมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะข้าราชการคนที่จะขึ้นมาคือ ระดับอธิบดี หรือระดับต่างๆ ซึ่งขึ้นมาจากคนที่เป็นแนวทางของการเมือง ไม่ได้ดูความสามารถ โดยจะเห็นได้ชัดเจนคือ ตำรวจที่มีอำนาจใน 10 ปีที่ผ่านมา

“ขณะนี้ไม่มีนักการเมือง เราโทษประชาชน นักการเมือง แต่ตอนนี้ประชาชนเปลี่ยนแล้ว 70% จากเมื่อก่อนประชาชนบอกโกงได้ ตอนนี้ลดลงมาเรื่อยๆ เหลือ 5% จากผลสำรวจและผมเชื่อว่าน่าจะดีขึ้น นักการเมืองตอนนี้ไม่มีจะมาโกง หรือชี้อะไรไม่ได้ มีแต่รัฐบาลปฏิวัติ

ถ้าพูดแบบแฟร์ๆ รัฐมนตรีส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดแทบไม่มีข้อครหา โดยเฉพาะรัฐมนตรีมาจากภาคนักวิชาการ ที่เข้าไปช่วยรัฐบาล ซึ่งคิดว่าได้คนดีเข้าไป นักการเมืองไม่มี ประชาชนไม่มี เหลือแค่ก็ข้าราชการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่โกง โดยเพาะเชื้อมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ต่อตระกูล ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวนายกฯ เหนื่อยมากกับการแก้ไขปัญหา แต่เมื่อมีสั่งตามมาตรา 44 ฉบับที่ 69 ให้อำนาจทหารร่วมมือจังหวัดต่างๆ ปราบปรามเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมันได้ผล แต่พอสั่งไปตามหน่วยราชการต่างๆ กลับหายเงียบ รวมถึงรัฐวิสาหกิจอันเป็นผลพวงมาจากการตั้งบอร์ดของการเมือง“จะเห็นว่าบางบอร์ดรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของประเทศ นักการเมืองไปเอาคนขายซีอิ๊ว หรือนักการเมืองท้องถิ่นขึ้นเวทีปราศรัยเก่ง เอามาเป็นกรรมการ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงอะไร ซึ่งจริงแล้วรัฐควรจะเข้าไปยุ่งในรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะท่าอากาศยาน ซึ่งใช้เงินเป็นแสนล้านบาท โดยรัฐไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้

นายกฯ เข้ามาปีแรก ใช้ระบบการตรวจสอบสาธารณะแบบประเทศอังกฤษที่เขาได้แนะนำมา ซึ่งเป็น 1 ใน 2 โครงการที่มีการใช้ระบบแบบนี้ ปรากฏ 3 ปี ไม่อะไรก้าวหน้า โดยระบบนี้คือ เปิดเผยข้อมูลขึ้นเว็บไซต์ตั้งแต่การเปิดประมูล ใครบ้างเข้ามาประมูล ใครชนะด้วยเงินเท่าไร ทีโออาร์เป็นอย่างไร แต่ไม่ทำ ดังนั้นต้องอาศัยประชาชนและคู่ค้าเข้าไปตรวจค้นหาข้อมูล เราต้องการให้ข้อมูลเผยแพร่ เพื่อให้คนมีส่วนได้ส่วนเสียช่วยกันดู”

ต่อตระกูล สะท้อนภาพรวมจะเห็นว่าตอนนี้เหลือเพียงข้าราชการ และเป็นที่น่าเชื่อถือ เช่น ครู อาจารย์ และพระ ใครมีโอกาสโกงได้ มีอำนาจโกงได้ โกงหมด ดูเหมือนว่าข้าราชการส่วนใหญ่ 95% ไม่โกงจริง แต่ต้องวงเล็บไว้ว่าไม่รู้ว่าเวลามีอำนาจแล้วจะโกงหรือไม่ ตอนนี้คนมีอำนาจเกือบ 70-80% โกง และรู้สึกไม่ผิดเพราะทำๆ กันมาอย่างนี้ ยกตัวอย่างเรื่องทำหลักฐานปลอมแล้วจ้างคนภายนอกมา เช่น กรณีโกงเงินคนจน ซึ่งทำกันจนคิดว่าไม่ผิด

ส่วนข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่โกงโดยร่วมมือกับนักธุรกิจทุจริตก็ยังมี ด้วยการไปยุยง อาทิ จากการซื้อเป็นการเช่า เพราะการซื้อจะมีความยุ่งยากกว่า แต่การเช่านั้นสามารถอ้างได้ว่ารัฐไม่ต้องแบกรับภาระในการดูแล แต่ถ้าเช่านั้นแค่ 2-3 ปี เท่ากับราคาซื้อ ถ้ามองกันในระยะยาวและเรื่องรัฐวิสาหกิจยังไม่มีใครเข้าไปดู แต่การทำได้แบบนี้เชื่อว่าต้องมีอิทธิพลเหนือนายกฯ

ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต่อตระกูล ยอมรับว่า ห่วงหลังจากนี้หากไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 หรืออำนาจเด็ดขาดของนายกฯ และทหาร จำเป็นต้องใช้จุดสำคัญคือ พลังจากประชาชนที่ไม่ต้องการคอร์รัปชั่น ทว่า ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดม็อบ แต่อยากให้ดำเนินการผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพราะในยุคปัจจุบันถือว่าเร็วมาก และสามารถอธิบายลึกๆ ทำไมต้องสนับสนุน หรือมติโหวตทางอินเทอร์เน็ต ถึงแม้จะมีการปิดปาก แต่ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด

“เห็นได้จากโทรศัพท์มือถือมีการจำหน่ายมากกว่าจำนวนประชาชน ซึ่งมากกว่า 60 ล้านเครื่อง โดยบางคนอาจมีถึงสองเครื่อง อีกทั้ง โทรศัพท์รุ่นใหม่เป็นสมาร์ทโฟนเกือบหมด สามารถเล่นแอพพลิเคชั่นไลน์ เฟซบุ๊ก ถ่ายรูปส่งได้ เรายังไม่เคยเห็นเป็นล้านคนมาทำเรื่องการต่อต้านการทุจริต

แต่เรารู้ว่าการโหวตนักร้องก็โหวตผ่านทางโทรศัพท์ บางครั้งเป็นแสนๆ คน แม้เสียเงินก็ยังโหวตเท่ากับว่าคนพร้อมแล้ว และไม่ได้สนใจแต่เรื่องบันเทิงอย่างเดียว เขาสนใจประโยชน์ของประเทศ ผมเชื่อว่าเรื่องนาฬิกา ถ้าเปิดโหวตอาจได้เป็นล้าน ถ้าเปิดระบบเต็มที่”

ขณะเดียวกัน จากการทำงานกับนายกฯ ตั้งแต่วันแรกที่ร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเคยพูดกับนายกฯ เสมอ คือ ต้องเปิดเผยข้อมูลให้มากกว่านี้ และให้กรมบัญชีกลางเปิดเผยข้อมูลได้ เพื่อส่งให้นักสถิติมาวิเคราะห์ เพราะข้อมูลเป็นดิจิทัลสามารถขุดได้ เช่น บางจังหวัดเปิดให้ประมูล แต่มีเพียง 10 ราย บางคนที่ได้เป็นกลุ่มไหนจะชัดเจน

นอกจากนี้ ถือเป็นที่เปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ระบบบิ๊กดาต้าเอาข้อมูลเผยแพร่แบบโอเพ่นดาต้าคือ สามารถก๊อบปี้ไฟล์ ตอนนี้มีข้อมูล สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ทำไปได้จำนวนมาก และนายกฯ สนับสนุน โดยถ้ามองแง่ดีก็สามารถเรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มา ซึ่งรัฐบาลก็จะได้ดูและตรวจสอบควบคุมได้อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ร้ายคือ ถ้าได้รัฐบาลไม่ดี หน่วยงานส่งข้อมูลมา แล้วส่งให้พวกตัวเองดู เพื่อไปหาประโยชน์จากข้อมูลและชุดข้อมูลนี้ห้ามเผยแพร่ ซึ่งเป็นเรื่องประชาชนต้องตามดู เพราะสากลถ้าเป็นเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับสาธารณะต้องเปิดเผยเลยไม่ต้องขอ

ฉะนั้น ที่สำคัญต้องบัญญัติศัพท์คำว่า เรื่องการเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะสื่อมวลชนต้องช่วยกันผลักดัน ข้อมูลสาธารณะต้องขึ้นเป็นโอเพ่นดาต้า และรัฐบาลต้องนำเสนอเปิดเผยทันที ห้ามล่าช้า ไม่ต้องขอ ไม่ใช่ประมูลเสร็จแล้วถึงมารู้ว่าทีโออาร์เป็นอย่างไร เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเงินประชาชนควรมีสิทธิได้รับรู้ ยกเว้นเรื่องการจัดซื้ออาวุธแค่บอกเพียงใช้เงินจำนวนเท่าไร

คำขวัญหน่วยราชการ เปิดเผยทั้งหมดเป็นปกติ ตุกติกปิด หรือเปิดชักช้าให้น่าสงสัย และที่สำคัญอยากให้ประชาชนที่รู้เรื่องแต่ละด้านมาช่วยกันมากขึ้นกว่านี้ เพราะหากมีการเปิดเผยมากก็จำเป็นต้องมีจำนวนคนมาดูสรุป และต่อไปควรใช้ระบบเอไอมาช่วยตรวจจับความสุ่มเสี่ยงในแต่ละโครงการ ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มทำไปแล้ว และจะเหนือกว่าพวกคิดทำการทุจริต

หนุนเลิกสอบเข้า ป.1 หยุดยั้งพ่อแม่รังแกลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545406

  • วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 07:58 น.

หนุนเลิกสอบเข้า ป.1 หยุดยั้งพ่อแม่รังแกลูก

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นเรื่องฮือฮาที่คณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษาชงมาตราสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การปฐมวัย ที่เสนอห้ามไม่ให้โรงเรียนมีการ “สอบแข่งขัน” เพื่อวัดผลความเป็นเลิศทางปัญญาในการกรุยทางเด็กอนุบาลเข้าเรียนต่อในชั้น ป.1

เสียงแห่งความห่วงใยถึงข้อกังวลว่าการให้เด็กหนูน้อยวัยเพียง 5-6 ขวบ ที่ต้องเล่นและรู้จักตัวเองรู้จักความสนุกสนาน กลับแปรเปลี่ยนเป็นการอัดแน่นความรู้วิชาการเพื่อเตรียมพร้อมให้สู่สนามสอบเข้าโรงเรียนดังๆ ในชั้น ป.1

ขณะที่ความสุขของเด็กและเสียงของเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะยังไม่เคยได้เหลียวหันมอง

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ขยายความให้ฟังอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการแข่งขันสอบเข้า ป.1 โดยเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นผลกระทบในแง่ลบกับเด็กโดยตรง หมอสุริยเดว ระบุว่า เด็กไม่ได้มีความต้องการอยากจะสอบแข่งขัน แต่นั่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องการล้วนๆ และการสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัยก็คือความล้าสมัยอย่างแท้จริง

“ควรยกเลิกการสอบในเด็กปฐมวัย เพราะตราบใดที่ผู้ปกครองมีความหวังว่าจะให้เด็กมีคุณธรรม เอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปัน แต่เราเอาการแข่งขันแบบแพ้คัดออกมาฝังในเด็กอนุบาล ความหวังที่ว่าเราจะเห็นเป็นรูปร่างได้อย่างไร เด็กที่กำลังจะเติบโตต้องมาถูกความคิดเห็นแก่ตัวไว้ก่อน ต้องสอบให้ชนะคนอื่น ก็เท่ากับพ่อแม่รังแกฉัน และพ่อแม่จำนวน มากๆ เข้าก็กลายเป็นสังคมรังแกเด็กไปในทันที” นพ.สุริยเดว ให้ภาพ

นพ.สุริยเดว เสริมว่า เด็กทุกคนที่เกิดมาไม่ใช่ผ้าขาว เพราะเกิดมาก็ถูกพ่อแม่นำไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นๆ ทันที ซึ่งถือเป็นวิธีเลี้ยงในปัจจุบันที่ผิดกับเด็กอย่างมาก และกลายเป็นว่าสร้างความเครียด ความกดดันให้กับเด็กผ่านการสอบ ผ่านการเรียนการสอน หากแต่วิธีการที่ถูกต้อง พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า เด็กปฐมวัยคือวัยแห่งจินตนาการ การเลี้ยงดูควรเป็นไปในลักษณะบูรณาการประสาทสัมผัส ให้เด็กได้คิด ได้เล่น ได้สร้างสรรค์ และสนุกไปกับการเรียนรู้จากการเล่น แต่การเอาเด็กมาฝึกมาติวด้วยสมการต่างๆ สำหรับเด็กอนุบาลมันเกินไป

“พ่อแม่เคยถามเด็กบ้างหรือไม่ว่าอยากจะเข้าเรียนโรงเรียนดังๆ จริงหรือเปล่า หรือเป็นเพราะความต้องการของพ่อแม่ที่อยากอยู่ในกระแสสังคมเท่านั้น การปลูกฝังให้เด็กแข่งขันเพื่อชนะแล้วผลลัพธ์จะได้อะไร เด็กก็ต้องชนะไปเรื่อยๆ แล้วจะเอาความคิดสร้างสรรค์ที่ควรมีติดตัวมาจากไหน”

นพ.สุริยเดว ย้ำอีกว่า การสอบแข่งขันควรจะอยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการความท้าทาย อยากลอง และประลองกำลัง นี่คือวัยที่ควรจะมีการสอบ แต่ระดับเด็กปฐมวัย คือตั้งแต่ 0 ขวบ ไปถึง 8 ขวบ ไม่ควรจะต้องมีการแข่งขัน หรือแม้แต่ยกเลิกการให้เกรดคะแนนไปด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้เด็กสนุกกับการเรียน ไม่ใช่เกลียดการเรียนเหมือนในทุกวันนี้

“เรากำลังผลิตเด็กให้อยู่ในสายพานของการทำงานในอนาคตแบบเดียวกัน เด็กจบออกมาก็ทำงานแบบเดียวกัน เคยแข่งขันกันมาก็จะแข่งขันกันไปตลอดชีวิต ความมุ่งหวังของผู้ปกครองที่ต้องการให้เด็กเข้าสู่ระบบวิชาการที่เป็นเลิศตามแต่ละโรงเรียนที่ขึ้นชื่อจึงเป็นการยัดเยียด ทั้งๆ ที่เราก็ไม่รู้ว่าเด็กต้องการจริงหรือไม่ ลองคิดดูหากเราผลิตหมอกันทั้งประเทศ อาชีพอื่นจะอยู่อย่างไร ใครจะขับเคลื่อนอาชีพอื่นกัน”

ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ให้ภาพอีกว่า เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองมีความคิดที่เป็นความกลัว กลัวที่ว่าลูกหลานของตัวเองจะไม่เก่งเหมือนใครเขา กลัวฉลาดไม่เท่ากัน ซึ่งไม่ใช่ควมจริงเลย และคิดว่าถ้าได้โรงเรียนที่ดีที่ต้องการก็จะทำให้เด็กเก่ง ทั้งๆ ที่เด็กอาจไม่มีความสุข

“การสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนแค่ชั้น ป.1 เป็นการยัดเยียดให้กับเด็กอย่างไม่ถูกต้อง รู้กันบ้างหรือไม่ว่าทุกวันนี้คนที่ออกข้อสอบให้กับเด็กอนุบาลเพื่อแข่งขันเข้า ป.1 ก็ยากขึ้นทุกวัน ไม่ใช่แค่บวกลบคูณหารแล้ว มันมีถึงการถอดสมการคณิตศาสตร์กันแล้ว คิดดูสิว่ามันเหมาะสมกับเด็กหรือไม่ เขาแทบไร้จินตนาการไปเลย” นพ.สุริยเดว ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ

ซื้อใจคนจน ผ่านงบกลางปี 1.5 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545326

  • วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 10:58 น.

ซื้อใจคนจน ผ่านงบกลางปี 1.5 แสนล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ คะแนนเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประเทศจำนวน 24,300,694,500 บาท เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร พัฒนาศักยภาพการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและลดต้นทุนการผลิต

2.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน จำนวน 76,057,382,500 บาท เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ สร้างโอกาสในอาชีพและการจ้างงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อย สนับสนุนการพัฒนาเชิงพื้นที่ผ่านกระบวนการประชาคม

3.รายการค่าดำเนินการภาครัฐจำนวน 49,641,923,000 บาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำแนกตามกระทรวง ดังนี้ 1.งบกลาง จำนวน 4,600,000,000 บาท 2.กระทรวงการคลัง จำนวน 5,325,000 บาท 3.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 106,291,000 บาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 22,742,165,700 บาท 5.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 72,000,000 บาท 6.กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 258,400,300 บาท 7.กระทรวงมหาดไทย จำนวน 31,875,769,000 บาท

8.กระทรวงแรงงาน จำนวน 2,120,025,400 บาท 9.กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 68,118,500 บาท 10.กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 498,602,100 บาท 11.รัฐวิสาหกิจ จำนวน 3,988,866,800 บาท 12.กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 34,022,513,200 บาท และ 13.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 49,641,923,000 บาท

ด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยและร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 3.6-4.6% ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดีตามการปรับตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก การขยายตัวที่สูงขึ้นของการลงทุนภาครัฐตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนและความคืบหน้าของโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนต่างประเทศและภาคเอกชนไทย รวมทั้งการขยายตัวของภาคบริการที่สำคัญ

“อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจฐานรากโดยเฉพาะภาคการเกษตรและชนบท แม้ราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวดีขึ้นแต่ยังไม่ฟื้่นตัวเต็มที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลด้านราคาพืชผล การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตลอดจนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลเศรษฐกิจโดยส่วนรวมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” สมคิด กล่าว

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้สามารถพึ่งตนเองแข่งขันได้ รวมทั้งการรักษาวินัยการคลังโดยการตั้งรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง นอกจากนี้ รัฐบาลจะนำงบประมาณแผ่นดินไปดำเนินการเรื่องสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างคุ้มค่าโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกสนช.ส่วนใหญ่ต่างแสดงความคิดเห็นสนับสนุนการจัดทำงบประมาณดังกล่าว แต่ได้สอบถามถึงแนวทางการบริหารกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 34,022,513,200 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำนวน 20,000,000,000 บาท 2.กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 13,872,513,200 บาท และ 3.เงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช จำนวน 150,000,000 บาท

สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับงบประมาณกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวน 2 หมื่นล้านบาท เป็นไปเพื่อการพัฒนาชีวิตและพัฒนาการประกอบอาชีพ ไม่ใช่การเพิ่มทุนเพื่อนำไปสู่การกู้ยืมแต่อย่างใด รัฐบาลชุดนี้ได้ให้งบประมาณช่วยเหลือกองทุนหมู่บ้านมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นการช่วยเหลือที่แตกต่างจากการดำเนินการที่ผ่านมา

“ครั้งที่ 1 และ 2 และที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งที่ 3 มีลักษณะเดียวกัน คือ การให้งบประมาณเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ต้องเปิดบัญชีใหม่ ไม่ใช่บัญชีที่ใช้สำหรับการกู้ยืม แต่จะเป็นบัญชีใหม่เพื่อจะทำให้เห็นว่ากิจการที่ลงไปทำนั้นมีรายได้และกำไร โดยรายได้และผลกำไรจะต้องนำไปสู่สวัสดิการและสวัสดิภาพของสมาชิกกองทุน ดังนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้จึงมีความแตกต่างจากสิ่งที่ผ่านมา” สุวพันธุ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีทั้งหมด 79,595 กองทุนทั่วประเทศ มีกองทุนหมู่บ้านที่ด้อยคุณภาพประมาณ 9,000 กองทุน และกำลังดำเนินการฟื้นฟูอีกประมาณ 3,000 กองทุน ซึ่งเราเชื่อว่าจะทำให้สามารถกลับมาประกอบกิจกรรมได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การทุ่มงบประมาณก้อนโตเอาใจรากหญ้าครั้งนี้ ในทางการเมืองต่างมองว่านี่เป็นนโยบายซื้อใจคนจน ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศ ที่มีความนิยมชมชอบพรรคเพื่อไทยและทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เปลี่ยนใจหันมานิยม พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือ ลุงตู่ แทน ซึ่งแผนการนี้จะสำเร็จหรือไม่ หลังการเลือกตั้งรู้กัน

ทำคู่มือหยุดเสี่ยงตาย ล้อมคอก ‘บันไดเลื่อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545196

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 07:25 น.

ทำคู่มือหยุดเสี่ยงตาย ล้อมคอก 'บันไดเลื่อน'

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เหตุการณ์บันไดเลื่อนสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอสชำรุด ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน กระนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทุกครั้งที่ก้าวขึ้นบันไดเลื่อนจะปลอดภัยอย่างแท้จริง ทำให้ทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) พร้อมด้วยสมาคมลิฟต์แห่งประเทศไทย ร่วมกันวิเคราะห์อุบัติเหตุและเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการใช้บันไดเลื่อนและลิฟต์ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

บุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย รองประธานสาขาวิศวกรรมเครื่องกล บอกเล่าว่า บันไดเลื่อนแต่ละขั้นจะมีล้อเลื่อนไปตามรางบังคับเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดออกจากกัน และสามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 300 กิโลกรัม ส่วนพื้นที่สำหรับก้าวเท้าลงไปจะต้องไม่แตกหักหรือแอ่นตัว ที่สำคัญต้องผ่านการทดสอบแรงกระแทกอย่างน้อย 5 ล้านครั้ง โดยใช้น้ำหนักกด 50 กิโลกรัม สลับกับ น้ำหนัก 300 กิโลกรัม ความถี่ 5-20 ครั้ง/นาที หลังการทดสอบแล้วจะต้องแอ่นตัวไม่เกิน 4 มิลลิเมตร ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันผู้ผลิตบันไดเลื่อนจะต้องติดตั้งอุปกรณ์หยุดการทำงานฉุกเฉินไว้ตามจุดต่างๆ

สำหรับการสังเกตว่าบันไดเลื่อนปลอดภัยหรือไม่ ให้สังเกตสิ่งผิดปกติดังนี้ มีเสียงดัง พบร่องรอยชำรุด ราวมือจับบันไดไม่ทำงานหรือฉีกขาด ร้อนผิดปกติ กระตุก เคลื่อนที่ไม่สม่ำเสมอ ราวจับเคลื่อนที่ไม่สอดคล้องกับขั้นบันได ซี่หวีกันสิ่งของบนบันไดแตกหักมากกว่า 4-5 ซี่ติดต่อกันในหนึ่งขั้น มีขยะหรือสิ่งสกปรก น้ำเจิ่งนอง ขอบบันไดด้านข้างมีการเสียดสี

บุญพงษ์ ให้ภาพว่า เหตุการณ์บันไดเลื่อนชำรุดในประเทศไทยถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยมีการใช้งานในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยขณะนี้ประมาณ 4 หมื่นคู่ ใช้งานทุกวันในชีวิตประจำวันทั้งในห้างสรรพสินค้าและสถานที่ตามสถานีเชื่อมต่อขนส่งมวลชน มีการขยายเวลาการใช้งานมากขึ้น อาจทำให้อุปกรณ์สึกหรอเร็วกว่าปกติ ดังนั้นต้องตรวจสอบอุปกรณ์บ่อยครั้งมากกว่าข้อกำหนดของบริษัทผู้ผลิต

ทั้งนี้ มาตรฐานในการดูแลรักษาจะต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยต้องมีระบบหยุดการทำงานอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ อาทิ กระแสไฟฟ้าผิดปกติ ความเร็วเกินพิกัด ตรวจสอบเบรกแม่แรงไฟฟ้า ขั้นบันไดเลื่อนเอียง ขั้นบันไดเลื่อนหาย โซ่ขับรางต้องมีเบรกเสริมหากรับน้ำหนักมากเกินไป ฝาครอบแผ่นด้านบนก่อนก้าวเข้าสู่บันไดหากเปิดออกจะต้องหยุดอัตโนมัติทันที

“ผู้ที่ต้องใช้งานบันไดเลื่อนควรใช้มือจับราวไว้เสมอ ห้ามเด็กเล็กใช้บันไดตามลำพัง ห้ามใช้รถเข็นเด็กขึ้นบันไดแต่ให้อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน และหันหน้าไปตามทิศทางของบันได ส่วนผู้หญิงที่สวมใส่กระโปรงยาวต้องเก็บชายกระโปรงให้มิดชิด ซึ่งกรณีที่เกิดเหตุการณ์บันไดหลุด ขอเรียกร้องให้ทางผู้ประกอบการออกมาชี้แจงว่าเกิดปัญหาที่จุดใด เพื่อให้วิศวกรได้นำมาศึกษาหามาตรการป้องกันให้ดียิ่งขึ้น และบางแห่งอาจ ต้องตรวจสอบหลังปิดให้บริการทุกวัน” บุญพงษ์ กล่าว

บุญพงษ์ กล่าวอีกว่า ทางผู้ประกอบการอาคารไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสำหรับบำรุงรักษา หรือเลือกใช้สินค้าจากผู้ผลิตบางประเทศที่ฉวยโอกาสลดสเปกความปลอดภัย เช่น เคยพบว่ามีการลดอุปกรณ์หยุดฉุกเฉิน ลดความสามาถของแผ่นรองรับน้ำหนักให้เหลือเพียง 150 กิโลกรัมเท่านั้น ทั้งที่ควรจะรองรับได้ถึง 300 กิโลกรัม ซึ่งทางวิศวกรรมสถานฯ ตรวจสอบไม่พบว่าสถานประกอบการแห่งใดในประเทศไทยเลือกใช้บันไดเลื่อนไม่ได้มาตรฐาน

ด้าน เอนก ศิริพานิชกร ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติ วสท. กล่าวว่า วิศวกรรมสถานฯ จะทำข้อกำหนดเพื่อให้เป็นมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการที่จะนำบันไดเลื่อนมาติดตั้ง โดยเฉพาะสนามกีฬา ห้างสรรพสินค้า ที่มีประชาชนเข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมากต่อวัน ซึ่งจะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยทางสาธารณะให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะต้องมีระบบลำเลียงคนออกจากที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัยไม่เหยียบกันตาย จึงขอฝากผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติบำรุงรักษาอย่างจริงจัง

อีกเสียงจาก สุพัตถ์ จารุศร อดีตนายกสมาคมลิฟต์แห่งประเทศไทย เสริมว่า การบำรุงรักษาควรทำอย่างต่อเนื่องทุกๆ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี พร้อมทั้งตรวจสอบระบบไฟฟ้า น้ำมันหล่อลื่น การสึกหรอของบันไดและราง ปรับความตึงของโซ่ ค้นหาสิ่งแปลกปลอมที่ตกหล่น เช่น เหรียญเงิน สุดท้ายปิดห้องเครื่องให้เรียบร้อยด้วยการตรวจเช็กจุดนอตยึดให้ครบ ทดสอบอุปกรณ์ความปลอดภัยสม่ำเสมอ ส่วนข้อเสนอแนะสำหรับอาคาร ห้ามวางสิ่งของ

“เหตุการณ์บันไดเลื่อนบีทีเอสหลุดเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา สันนิษฐานว่าเกิดจากความบกพร่องของคนมากกว่า ไม่น่าใช่ความบกพร่องของอุปกรณ์ เนื่องจากประเทศไทยใช้บันไดเลื่อนคุณภาพได้มาตรฐานจากยุโรป ซึ่งมีระบบความปลอดภัยเข้มงวดมากที่สุด ดังนั้นสถานที่จุดเชื่อมต่อขนส่งมวลชนและห้างสรรพสินค้า ที่อุปกรณ์ต้องรับภาระหนักเนื่องจากมีประชาชนใช้งานเป็นจำนวนมาก จึงควรบำรุงรักษามากกว่าการรักษาในอาคาร หากเกิดเหตุร้ายประชาชนอาจแตกตื่นแล้วทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ตามมามากขึ้น” สุพัตถ์ กล่าว

ชง กม.ห้ามสอบเข้าเรียน ป.1 ลดแรงกดดัน ‘เด็กเล็ก’ เครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545072

  • วันที่ 21 มี.ค. 2561 เวลา 06:47 น.

ชง กม.ห้ามสอบเข้าเรียน ป.1 ลดแรงกดดัน ‘เด็กเล็ก’ เครียด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เวลาของการสอบ “เอนทรานซ์” ฟันน้ำนมสำหรับหนูๆ ในวัย 5-6 ขวบ ที่เพิ่งจบอนุบาล 3 เตรียมเข้า ป.1 ก็ย่างกรายเข้ามาถึง เพราะในวันนี้ (21 มี.ค.) โรงเรียนระดับประถมศึกษาชื่อดังของเมืองไทย ทั้งโรงเรียนในเครือสาธิตแห่งต่างๆ ไม่ว่าสาธิตฯ เกษตรศาสตร์ สาธิตฯ ศรีนครินทรวิโรฒ สาธิตฯ จุฬาลงกรณ์ จะเปิดสอบแข่งขันวัดความรู้ของเหล่าเด็กๆ เพื่อหาคนที่เก่งที่สุดเข้าไปเรียนดังที่พ่อแม่ผู้ปกครองปรารถนา

ยอดตัวเลขเจ้าหนูฟันน้ำนมเกือบหมื่นต้องเบียดเสียดเข้าโรงเรียนสาธิตดังเหล่านี้ที่มีโควตาเข้าได้เพียงหยิบมือไม่กี่ร้อยคน

พ่อแม่จำนวนไม่น้อยฟูมฟักและตั้งความหวังว่าบุตรหลานจะสามารถพิชิตสนามสอบเหล่านี้ได้ โดยอัดความรู้ให้ลูกตั้งแต่อนุบาล 2 หลายคนส่งลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง ค่าเรียนเป็นหมื่น เรียนทั้งเสาร์ อาทิตย์ และเลิกเรียนตอนเย็น ไม่ต่างจากเด็กโตสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทว่าการผลักดัน ยัดเยียดความรู้วิชาการให้เด็กก่อนวัยมากจนเกินไป ทำให้ไม่น้อยมีเสียงร้องไห้ ต่อต้าน เกิดปมในอนาคตกับเด็ก ที่สำคัญส่งผลต่อกระบวนการทางความคิดในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ ที่ใช้บริหารจัดการในชีวิตเรื่องต่างๆ ของเด็กเอง

รศ.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานอนุกรรมการเด็กเล็ก ในคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา ให้ความเห็นถึงการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนชั้นป.1 ว่า ขณะนี้ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ปฐมวัย เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะนำร่างฯ เสนอให้กับคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษาได้พิจารณาเนื้อหา และหากได้ข้อสรุปแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ก่อนจะส่งไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ปฐมวัย มีมาตราหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ระบุห้ามไม่ให้มีการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1 ในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเด็กและลดการสร้างความกดดันในเด็กปฐมวัย ที่มีอายุตั้งแต่0 ขวบไปจนถึง 8 ขวบ และจะเป็นทางออกสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าวยังคงมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและมีประเด็นที่ต้องโต้เถียงเพื่อให้สะเด็ดน้ำกันอยู่ เช่น แม้เราจะตระหนักดีว่าการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนต่างๆ ของเด็กชั้นอนุบาลที่จะเรียนต่อในชั้น ป.1 มีผลกระทบกับเด็กอย่างมาก รวมถึงผลกระทบต่อรูปแบบการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลที่ต้องผลักดันให้เด็กเก่งด้านวิชาการตั้งแต่เล็ก และขัดกับการพัฒนาที่เน้นการสร้างสรรค์จินตนาการมากกว่า แต่การออกกฎหมายไม่ให้มีการสอบแข่งขันเลย ก็หวั่นว่าจะเกิดช่องโหว่ที่กระทบกับผู้ปกครอง และเมื่อไม่มีกฎหมายบังคับโรงเรียนในการรับเด็กเข้าเรียน ก็จะเป็นช่องให้เด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีเงินจำนวนมาก สามารถการันตีที่นั่งเรียนให้กับเด็กได้

“ยกตัวอย่างว่าโรงเรียนแห่งหนึ่งรับเด็ก ป.1 ได้ 200 คน ก็อาจจะหาทางคัดเลือกแค่ 100 คน อีก 100 คนที่เหลือก็กันไว้สำหรับเด็กที่พ่อแม่บริจาคให้กับโรงเรียน ตรงนี้พ่อแม่ผู้ปกครองก็กังวลว่าลูกหลานที่เก่งกว่า แต่ทุนทรัพย์ไม่พอ ก็ไม่อาจมีที่เรียนในโรงเรียนดีๆ ได้”รศ.ดารณี ให้ภาพตัวอย่าง

รศ.ดารณี ในฐานะอดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิตฯ เกษตรศาสตร์ และสอนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้มานานกว่า 30 ปี ย้ำอีกว่า แม้ร่าง พ.ร.บ.ปฐมวัย จะมีมาตราที่ห้ามสอบ พร้อมกับบทลงโทษว่าหากโรงเรียนใดฝ่าฝืนเปิดสอบแข่งขัน จะมีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ก็มีอีกเสียงจากคณะกรรมการเห็นว่า หากฝ่าฝืนเกิน 3 ครั้งก็ควรจะยึดใบอนุญาตโรงเรียนไปเลย ซึ่งบางส่วนก็เห็นว่าเหมาะสม และอีกบางส่วนก็เห็นว่ารุนแรงเกินไป แต่ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะต้องผ่านการระดมความคิดเห็นกันอีก ก่อนจะเสร็จอย่างสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น

รศ.ดารณี กล่าวว่า แม้การเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยจะมีอิทธิพลต่ออนาคตของเด็กอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับเด็กในวัยรุ่นหรือวัยโต ที่เหมาะสมจะเกิดการผลักดันให้แข่งขันมากกว่า มุมมองผู้ปกครองตรงนี้ต้องเปลี่ยน ไม่จำเป็นว่าลูกหลานจะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนสาธิตต่างๆ หรือโรงเรียนดังๆ ทั้งหลาย หากแต่การเรียนใกล้บ้าน โรงเรียนที่มีสัดส่วนระหว่างครูกับนักเรียนที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่ามากระจุกในห้องเรียนถึง 50-60 คน เด็กจะได้รับการใส่ใจที่มากกว่า และมีความสุขมากกว่าการต้องไปเรียนที่ไกลๆ เพราะผู้ปกครองต้องการ

“ไปเรียนโรงเรียนดังๆ ที่แข่งขันกันแต่เรื่องของวิชาการมากกว่าการเล่นเพื่อเรียนรู้ เด็กที่ยังไม่พร้อมแต่เข้าไปเรียนได้ก็ต้องสอบตก และถามว่าเด็กจะมีความสุขหรือไม่ โรงเรียนที่ดังๆ ทั้งหลายก็ไม่ได้การันตีความสุขให้กับเด็ก เด็กสมควรที่จะต้องมารับความกดดันขนาดนี้หรือไม่” รศ.ดารณี ตั้งคำถาม

รองประธานอนุกรรมการเด็กเล็กฯ กล่าวว่า แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังแค่เพียงกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กต้องเข้าสู่สนามสอบแข่งขันอาจไม่เพียงพอ และแม้โรงเรียนจะเป็นอีกองค์ประกอบที่สร้างความกดดันให้กับเด็กด้วยการสอบแข่งขันเข้าเรียน แต่อีกด้านก็อยู่ที่พ่อแม่ด้วยที่ให้ลูกไปสอบทั้งๆ ที่ไม่มีความพร้อม แต่คำถามที่ว่า โรงเรียนแต่ละแห่งอาจมีมาตรฐานที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้พ่อแม่ต้องเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกนั้น เรื่องนี้ก็เป็นความจริง และเป็นไปไม่ได้ที่โรงเรียนทุกแห่งจะมีมาตรฐานเหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดรัฐก็ต้องทำให้มีมาตรฐานที่เหมาะสม

“ประเด็นคือเราจะทำอย่างไรไม่ให้มีการสอบคัดเลือก หรือประเมินสมรรถภาพของเด็ก ต้องหาทางไม่ให้เด็กต้องมาเป็นผู้รับผิดชอบ พ่อแม่จะต้องรับผิดชอบแทน คำถามคือรูปแบบการเอาเด็กเข้าเรียนจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มาแตะต้องเด็กได้ ซึ่งต้องมาดูว่าทางออกจะเป็นอย่างไร”รศ.ดารณี ทิ้งท้าย