ร้อนนี้อุณหภูมิยังสูง-พายุรุนแรงอากาศแปรปรวนเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544963

  • วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 07:28 น.

ร้อนนี้อุณหภูมิยังสูง-พายุรุนแรงอากาศแปรปรวนเกินคาด

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อย่างเข้าฤดูร้อน รายงานสภาพอากาศที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ก็คือจะมีอากาศที่ค่อนข้างสูง หรืออาจจะถึงขั้นร้อนหฤโหด ปีนี้ก็เช่นกัน

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค. ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศร้อนอบอ้าวและร้อนจัดในบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิสูงสุดอาจจะสูงถึง 40-42 องศาเซลเซียส แม้จะต่ำกว่าสถิติปี 2558 ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงทะลุ 44 องศาเซลเซียส แต่ตัวเลขที่ต่ำลงเพียง 2 องศาเซลเซียส ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากในภาพรวมแล้ว ก็ยังนับได้ว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับ ฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า เรื่องของสภาพอากาศที่แกว่งตัวค่อนข้างสูงส่งผลให้อุณหภูมิร้อนและหนาวแตกต่างกันมากเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาอย่าง ต่อเนื่อง และปัญหานี้ตีวงกว้างมากขึ้น และสาเหตุยังคงนับเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ต่อเนื่องและสะสมมานาน

นอกจากนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมายังพบด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ลดลงเลย กิจกรรมหลายอย่างของมนุษย์ยังคงส่งผลให้ภูมิอากาศผันแปรอยู่ตลอดเวลา จากการวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมของมนุษย์ และอิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีส่วนทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

“ปัญหาสภาพอากาศเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความแปรปรวนสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ข้อมูลต่างๆ จากปัญหานี้จะช่วยให้เรารู้ได้ล่วงหน้าว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร ตอนนี้ต้องยอมรับว่าสภาพอากาศแปรปรวนนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่ หนีไปอยู่ที่ไหนของโลกก็ต้องประสบปัญหานี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งสำคัญที่ต้องปรับตัวก็คือการระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่จะมาพร้อมกับอากาศที่ร้อนจัด” อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นที่มาพร้อมกับฤดูร้อนในปัจจุบัน ก็คือจะต้องเตรียมรับมือกับพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรงขึ้นและเกิดบ่อยขึ้น บางพื้นที่อาจจะมีพายุลูกเห็บเกิดขึ้น ขณะเดียวกันจากที่ได้เคยมีการเก็บสถิติภัยพิบัติในช่วงหน้าร้อน พบว่ามีคนไทยถูกฟ้าผ่ามากขึ้น เพราะฝนที่ตกในช่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงต้นและช่วงปลายก่อนสิ้นสุดฤดูร้อน จะมีลักษณะเป็นฝนฟ้าคะนองรุนแรง

ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย ระบุด้วยว่า ปัจจุบันพบว่าอากาศผกผันมาก หนาวก็หนาวมาก ร้อนก็ร้อนสุดขั้ว เมื่ออากาศที่ร้อนอบอ้าวยกตัวลอยขึ้น ปะทะกับอากาศเย็นด้านบนแล้วควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำในเมฆ เกิดการก่อตัวของเมฆคิวมูโล นิมบัส ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวลดต่ำลง เกิดกระแสลมกระโชก จนกลายเป็นฝนฟ้าคะนอง กระแสลมพัดขึ้นและลง ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำของประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆและบนพื้นดิน เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้จะไม่ร้อนถึงขนาดทุบสถิติเดิม เพราะอากาศยังมีอิทธิพลของลานินญามาช่วยลดอุณหภูมิ โดยคาดว่าหน้าร้อนปีนี้จะไม่รุนแรง แต่ก็ยังเป็นอุณหภูมิที่สูง

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวว่า ความแปรปรวนของอากาศทำให้คาดการณ์ได้ชัดเจนยากว่าจะร้อนแค่ไหน แต่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจจะรู้สึกร้อนกว่าที่อื่นๆ เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ โดมความร้อนหรือเกาะความร้อน ช่วยหล่อเลี้ยงอุณหภูมิให้คนในกรุงเทพฯ ร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น สิ่งก่อสร้าง ในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต รับแสงแดดร้อนๆ ตอนกลางวัน แผ่เป็นอากาศระอุร้อนในตอนกลางคืน ประกอบกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ กว่า 10 ล้านคัน มีความร้อนของเครื่องยนต์ปล่อยอุณหภูมิออกมาสู่บรรยากาศภายนอกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับบางจุดมีตึกสูงบัง ไม่มีอากาศหมุนเวียน มีสภาพอากาศปิด ก็ยิ่งส่งผลให้ร้อนขึ้น

พาไทยไปเวทีโลก อีกก้าวของ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544856

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 17:36 น.

พาไทยไปเวทีโลก อีกก้าวของ "สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์"

“มหาวิทยาลัยไทยชอบแข่งกันเองในประเทศ ไม่ยอมออกไปข้างนอกเหมือนอุตสาหกรรม ต้องสู้กับญี่ปุ่น จีน มหาวิทยาลัยไทยก็ต้องสู้กับสิงคโปร์”

**************************

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

หากไม่พลิกโผ กลางปีนี้ ศ.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จะได้รับเลือกจากที่ประชุมให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (The Association of South east Asian Institutions of Higher Learning : ASAIHL) ถือเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติระดับนานาชาติ หลังจากปัจจุบันเขานั่งรักษาการประธานอธิการบดีอาเซียนฯ แห่งนี้มาหลายเดือน และเป็นเต็งหนึ่งที่จะได้รับเลือกเป็นผู้นำคนใหม่

“ที่ผ่านมาบทบาทของไทยในเวทีการศึกษาโลกมีไม่มาก ผมก็ภูมิใจที่ได้นั่งหัวโต๊ะสมาคมการศึกษาระดับโลกแห่งนี้ อย่างน้อยก็ได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนประเทศไทย และจะนำความรู้มาต่อยอดพัฒนาประเทศ

…ความจริงสมาคมอุดมศึกษาอาเซียนไม่ได้มีสมาชิกแต่ในชาติอาเซียนเท่านั้น แต่เป็นอาเซียนบวกบวก รวมทั้งหมด 28 ประเทศ มีชาติยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน โปแลนด์ เข้าร่วม มีมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเป็นสมาชิกเกือบ 3,000 แห่ง” สุชัชวีร์ กล่าว

ในแวดวงการศึกษา สุชัชวีร์ถือเป็นคนรุ่นใหม่อนาคตไกลเมื่ออายุ 37 ปี เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์คนแรกของประเทศไทย สมัยเรียนที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา ได้รับการประกาศเกียรติคุณไอเซนฮาวร์ เฟลโลว์ชิพ ประจำปี 2012 ในฐานะผู้นำยุคใหม่ด้านวิศวกรรมจากมูลนิธิประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน สุชัชวีร์ อายุ 45 ปี นอกจากจะดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แล้วยังนั่งเก้าอี้เป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งได้รับเลือกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีบทบาทผลักดันอุดมศึกษาไทยในยุคเปลี่ยนผ่านจากกระแสออนไลน์ เขาย้ำให้ทุกมหาวิทยาลัยเร่งปรับเปลี่ยนทิศทางการศึกษาเพื่อรองรับเทรนด์ใหม่ของโลก ที่มหาวิทยาลัยต้องเป็นแหล่งเรียนรู้รอบด้าน ไม่ใช่แค่เรียนอย่างเดียว

สิงคโปร์-มาเลย์ เป้าที่ไทยต้องแข่ง

สุชัชวีร์ กล่าวว่า สมาคมดังกล่าวก่อตั้งมาแล้ว 40 ปี เป็นเวทีนานาชาติที่ได้รับการยอมรับ เป็นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการศึกษา องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของโลก และยังผลักดันให้มหาวิทยาลัยร่วมเปลี่ยนแปลงโลกทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ทำเรื่องพลังงาน การปฏิรูปหลักสูตร โดยเฉพาะในยุคหลังการเข้ามาของดิจิทัล มีการนำผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายประเทศมาถอดบทเรียน

“ตำแหน่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอุดมศึกษาบ้านเรามาก เพราะจะช่วยเปิดหูเปิดตาให้เราได้รู้จากประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้า และจะได้รู้ว่าอเมริกา ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ คิดอย่างไร ผมตั้งใจมากๆ ที่จะให้ไทยไปกับโลก ดึงโลกกลับมาไทย อย่างจีนถ้าไม่คิดจะแข่งกับญี่ปุ่นก็ไม่ใหญ่โตเหมือนวันนี้ เกาหลีถ้าไม่คิดแข่งกับญี่ปุ่นก็ไม่เหมือนวันนี้”

จากที่ได้คลุกคลีระบบการศึกษาในอาเซียน สุชัชวีร์ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์และมาเลเซีย สองชาติที่ก้าวหน้าด้านการศึกษาที่ไทยต้องดูไว้เพื่อใช้เป็นเป้าหมายยกระดับมหาวิทยาลัยของไทย

“มหาวิทยาลัยมาเลเซียเติบโตเร็ว ในอดีตสู้ประเทศไทยไม่ได้ เพราะความมุ่งมั่นของรัฐบาลและความต่อเนื่องของรัฐบาล มาเลเซียเห็นเมืองนอก เช่น อเมริกาคิดเทคโนโลยี ทางเน็ต พลังงาน งานวิจัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทางมาเลเซีย คิดว่า การที่จะสู้สิงคโปร์ได้ มหาวิทยาลัยเขาต้องเข้มแข็ง ต้องสร้างคน องค์ความรู้ นวัตกรรม และร่วมมือกับเอกชนต่อยอดจึงเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลบูมมหาวิทยาลัย ทั้งให้งบประมาณ แก้ไขกฎระเบียบ ทลายกำแพง เชิญชวน และแกมบังคับให้อุตสาหกรรมมาลงทุนในมหาวิทยาลัย โดยได้ส่วนลดภาษีและสิทธิพิเศษ

“มาเลเซียยุคปัจจุบันมีจิตวิญญาณของการแข่งขัน เพราะเขาตั้งเป้าจะเอาชนะสิงคโปร์ให้ได้ เขามองเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อเขาคิดอย่างนั้น วันนี้เขาจึงชนะไทยกระจุยเลย เพราะเขามองเป้าที่ใหญ่กว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยในมาเลเซียก้าวกระโดด”

สิงคโปร์ไม่ใช่แค่อาเซียน ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกไปแล้ว เพราะสิงคโปร์ติดกระดุมมาถูกทุกเม็ด เขาไม่มีน้ำมัน แร่ธาตุ แต่พัฒนาประเทศด้วยทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์กวดขันตั้งแต่เด็กอนุบาล ต้องได้รับการดูแลที่ดี ทั้งสุขภาพ การกิน สติปัญญา เข้าประถมต้องเรียนภาษาอังกฤษ จีน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่ผ่านก็ให้ซ้ำชั้นไปเรื่อยๆ จะไม่ปล่อยคนไร้คุณภาพออกจากท่อเด็ดขาด สุดท้ายพอถึงระดับมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องทุ่มอะไรมาก เพราะทุกคนได้รับการพัฒนามาทุกทาง และให้พลเมืองมีความรับผิดชอบ เอาใจใส่

เทคนิคการสร้างมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ สุชัชวีร์ ระบุว่า เน้นประเภท “โด๊ป” มากกว่า มาเลเซีย ไทยเองก็ทำไม่ได้ เขาดึงคนเก่งเข้ามามาก ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางของสิงคโปร์มีอายุเพียง 25 ปี เริ่มต้นจากการเป็นมหาวิทยาลัยฝึกหัดครู แต่ปัจจุบันเป็นท็อปเทนของโลกแล้ว เขาซื้อตัวอาจารย์จากทั่วโลก แม้กระทั่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนของสหรัฐ ปีหนึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท

“เขาโด๊ปยาสุดๆ และอาศัยทรัพยากรทั่วโลกมาสร้างประเทศเขา แต่ของเราเวลาชาติตะวันตกจะมาตั้งก็ลำบากมาก แต่สิงคโปร์ไม่คิดเหมือนแบบเรา เขาคิดว่าทรัพยากรทั่วโลกที่ไหนดี เก่ง ก็ซื้อหมดมาอยู่ในประเทศของเขาเพื่อมาปั้นประเทศและเด็กของเขา สุดท้ายก็มาเป็นพลเมืองของเขา นี่คือสไตล์ของเขา จัดหนัก จัดเต็ม ทำให้เขาได้มหาวิทยาลัยท็อปของโลกในช่วงไม่ถึง 10 ปี”

รัฐต้องออกแรงช่วยมหา’ลัยไทย

สำหรับอินโดนีเซีย ขนาดของประเทศใหญ่ มีพลเมืองมาก ทรัพยากรพร้อมเหมือนจีน มีความมั่นคงทางการเมืองมานาน อินโดนีเซียจึงเริ่มหันมาโฟกัสเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยบันดุง แต่ก็อยู่ในระดับพอๆ กับประเทศไทย อย่างไรก็ตามในอนาคต ถ้าประเทศไทยไม่เร่งตัวเองอินโดนีเซียก็จะแซง ส่วนเวียดนามน่ากลัวสุดๆ คนที่นั่นถูกปลูกฝังเรื่องการศึกษาเหมือนคนจีนว่า เด็กทุกคนต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ขยันขันแข็ง เวียดนามจึงได้เปรียบเรื่องความอึดของคน แต่คุณภาพมหาวิทยาลัยยังสู้เมืองไทยไม่ได้ ส่วนฟิลิปปินส์ได้เปรียบเรื่องภาษาแต่คุณภาพยังไม่มาก

สุชัชวีร์ กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับมาดูประเทศไทย วิสัยทัศน์เริ่มมา รัฐบาลนี้พูดเรื่องไทยแลนด์ 4.0 แต่การลงแรงยังไม่ใช่ ดูเหมือนลงทุน แต่ยังไม่ดุดันพอเหมือนมาเลเซีย แม้จะมีการออกมาตรา 44 ให้มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนมาตั้งลาดกระบัง แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องแก้ เอกชนยังไม่บริจาคให้มหาวิทยาลัยมากเท่ากับวัด เพราะเขาไม่เห็นประโยชน์ทั้งที่ภาษี 200% ขณะที่วัดก็ไม่ได้ภาษีคืน ทั้งหมดเพราะแรงจูงใจไม่แรงพอ

อธิการบดี สจล. กล่าวทิ้งท้ายว่า ช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ จะพาตัวแทนมหาวิทยาลัยไทยทั้งราชภัฏ ราชมงคล เอกชน ไปดูงานที่ญี่ปุ่นด้วย เพราะจะไปทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสมาคมสถาบันการศึกษาอาเซียน ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยโซกะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาญี่ปุ่นฅมาต้อนรับคณะจากไทย จะได้ดูงานการศึกษาของญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เราตื่นตัวแล้วกลับมาฟิต รวมพลังการต่อสู้ มิฉะนั้นการศึกษาของไทยจะสู้ต่างชาติไม่ได้

ต้องพูดความจริง ยื่นตีความกระทบโรดแมป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544805

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ต้องพูดความจริง ยื่นตีความกระทบโรดแมป

“ถ้าเลื่อนก็ต้องบอกว่าเลื่อนอย่าไปโกหก ผมเลยบอกว่าไปบวกเลขกันให้ดี 11+2 เป็น 13 บอกว่าไม่กระทบ แต่ถึงเวลาแล้วกระทบ อาจเสียความรู้สึกมากกว่าโดยเฉพาะผู้ร่าง”

*********************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

บรรยากาศการเมืองเริ่มโหมโรงหลังชะงักมาพักใหญ่ แต่เมื่อพอบรรเลงกับมีประเด็นให้กังวลใจ โดยเฉพาะกระแสที่อาจมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งส่งผลให้โรดแมปการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไป

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้งให้ความเห็นผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า ประเด็น มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทักท้วง หากมองในเนื้อหาในส่วนกฎหมาย สส. 2 เรื่อง 1.กรณีที่คนพิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถพาผู้อื่นเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงแทน แต่เกรงว่าจะไม่เป็นการเลือกตั้งโดยตรงและรับ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่ย่อยมาก และที่ผ่านมาก็เคยทำรูปแบบดังกล่าวในการลงคะแนนออกเสียงประชามติ

ทั้งนี้ กฎหมายประชามติอนุญาตให้คนพิการ คนสูงอายุ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถพาคนซึ่งไว้วางใจได้ หรืออาจให้กรรมการประจำหน่วยช่วยดำเนินการ ก็ถือว่าเป็นไปตามความต้องการของฝ่ายคนพิการ ที่เคยได้มาให้ความเห็นต่อทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ซึ่งจริงๆ แล้วต้องมองแบบนี้ว่า จะต้องเป็นคนซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย เช่น ถ้าเป็นคนตาบอดยังถือว่าช่วยตัวเองได้ เพราะยังอักษรเบรลล์ที่ใช้ในการเลือกตั้งที่ กกต.อำนวยความสะดวก ถ้าแขนพิการ หากสามารถใช้ปากแทนมือได้ในการกาบัตรก็ไม่จำเป็นต้องหาคนช่วย

“แต่จะมีคนกลุ่มจริงๆ ที่ไม่สามารถช่วยตัวเอง เช่น คนที่เขาอาจจะเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถยกปากกาได้ แต่เขาบอกได้ว่าประสงค์จะเลือกใคร แต่ก็เป็นกลุ่มซึ่งน้อยมากๆ”

อีกประเด็นหนึ่งสมชัยมองว่า ในกฎหมาย สส.การตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในอดีตก็มีแบบนี้เป็นแนวทางที่ทำมาตลอด ไม่เห็นมีใครบอกว่าสิ่งที่ผ่านมาขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ดังนั้น ในแง่กฎหมาย สส. 2 เรื่องนี้ คิดว่าเป็นเรื่องย่อยและเล็กไม่น่าจะเป็นประเด็นยื่นให้ตีความ

กกต.ฝีปากกล้า กล่าวต่อว่า ส่วนกฎหมาย สว.ประเด็นที่ยื่นมีด้วยกัน 2 เรื่อง คือ 1.การแบ่งกลุ่มของผู้สมัครที่ให้สมัครโดยอิสระและสมัครเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นความเห็นต่างระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กับ กรธ. และ 2.ประเด็นการเลือกตรงหรือจะเลือกไขว้  สนช.เสนอให้เลือกตรง ขณะที่ กรธ.เสนอให้มีการเลือกไขว้ เพื่อป้องกันฮั้วกันในการลงคะแนน

“ทั้งสองอย่างเกี่ยวกับเรื่องวิธีการในการออกแบบ ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใดจะดีกว่ากัน แม้จะเลือกไขว้ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถป้องกันการฮั้วได้ เพราะโดยเจตนาของคนทุจริตต้องการได้คะแนนเสียง ก็มีวิธีการมากมายที่ทำได้ ในเรื่องของ สว.นั้น เป็นเรื่องที่คิดว่า ถ้าผ่านกระบวนการพูดคุยกันมายาวนาน ผ่านการพิจารณาของ สนช. ผ่านการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย และเป็นการยอมกันในกรรมาธิการร่วมฯ ซึ่งมีตัวแทนของ กรธ.อยู่ด้วย ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นให้นำไปสู่การยื่นตีความ”

สมชัย อธิบายต่อว่า เมื่อจะยื่นมันมีผลอย่างไรต่อโรดแมป ซึ่งแยกเป็น 3 กรณี 1.ถ้ายื่นกฎหมาย สส.เพียงอย่างเดียว จะทำให้โรดแมปเคลื่อนออกไปประมาณ 2 เดือน เนื่องจากกระบวนการเดิมที่คำนวณไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 นั้น ไม่ได้เผื่อถึงเรื่องการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

“เรานับไปได้ 11 เดือน ถ้าหากนายกฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย ในเดือน มี.ค. นับไป 11 เดือน ก็เดือน ก.พ. 2562 แต่พอยื่นตีความศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการที่ขึ้นไปลงมาหรือแก้ไขตามศาลชี้ อาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพราะฉะนั้น 11+2 ก็เป็น 13 เดือน แปลว่าการเลือกตั้งถ้ายื่นกฎหมาย สส.ฉบับเดียว จะเลื่อนไปประมาณเป็นเดือน เม.ย. 2562”

กรณีที่ 2 ถ้ายื่นกฎหมาย สว.ฉบับเดียว อาจจะกระทบโรดแมปหรือไม่กระทบก็ไม่แน่ กรณีไม่กระทบหมายความว่า ผลการพิจารณาของศาลอาจบอกว่าไม่ต้องแก้ไขหรือต้องแก้ไขเล็กน้อย และช่วงที่รอแก้ไขตามศาลชี้อยู่ในช่วงการขยายเวลาบังคับใช้ของกฎหมาย สส. ซึ่งมีการทดแล้ว 90 วัน ในช่วงนั้น ดังนั้น ถ้าขึ้นไปยังศาล 2 เดือน ไม่กระเทือน

อย่างไรก็ตาม กรณีหากศาลชี้ว่าประเด็นที่เขียนไว้ในกฎหมาย สว.นั้น เป็นสาระสำคัญของกฎหมายจะตรงกับมาตรา 148 วรรคสามของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการขัดแย้งหรือแย้งของกฎหมายที่เสนอให้ตีความเป็นสาระสำคัญของกฎหมาย ให้กฎหมายทั้งฉบับตกไป ถ้ากฎหมายทั้งฉบับตกไป กระบวนการในการร่างใหม่ เชื่อว่าใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน

สมชัย อธิบายว่า 2 เดือนแรกใช้เวลาเร็วสุดในการร่าง 2 เดือนถัดไปอยู่ในขั้นตอนของ สนช. ซึ่งใช้เวลา 60 วัน ในการพิจารณา อีก 2 เดือน เผื่อไว้ขั้นตอนในกรณีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และกระบวนการทางธุรการ เพราะฉะนั้นหมายความว่าถ้าส่งกฎหมาย สว.ขึ้นไป และศาลชี้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสาระสำคัญที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งจะเลื่อนไปประมาณเดือน ส.ค. 2562 และกรณีที่ 3 หากเป็นกรณียื่น 2 ฉบับพร้อมกัน ก็เอาสิ่งที่ซ้อนกันอยู่ทั้งสองอย่างมาหาคำตอบจะช้าไป 2-6 เดือน

“สั้นลงได้เล็กน้อย แต่ถ้ายาวไม่มีกำหนด เพราะไม่มีกรอบเวลาว่าศาลจะต้องชี้ภายในระยะเวลาเท่าไร เพียงแต่เราประมาณกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ศาลก็น่าจะพิจารณาโดยเร่งด่วน แต่ถ้าศาลบอกว่าต้องขอฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่ายก่อน ต้องเรียกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้ามา เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์รอบคอบเพราะเป็นผลเสียต่อบ้านเมือง และมันเป็นเรื่องสำคัญต่อบ้านเมือง ดังนั้น ไม่มีกรอบเวลาดำเนินการ หรือสมมติขั้นร่างใหม่ก็ไม่มีกรอบดำเนินการว่าใครจะร่างด้วยซ้ำ แล้วจะร่างอย่างไรใช้เวลาเท่าไร”

ทั้งนี้ สมมติหากต้องร่างใหม่เป็นไปตามกรอบเวลา ซึ่ง กรธ.จะยังอยู่จนกว่ากฎหมายทั้ง 4 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพียงแต่สมมติถ้าศาลชี้มันเป็นการขัดต่อสาระสำคัญ หากชี้ว่าของ กรธ.ถูก  กรธ.อาจมีความชอบธรรมในการร่างใหม่ แต่ชี้ว่าผิดทั้ง สนช.หรือ กรธ.ก็ดี กรธ.ก็ขาดความชอบในการอยู่ เพราะร่างกฎหมายไม่ดี อาจเป็นจุดหนึ่งที่ต้องตั้งกรรมการร่างชุดใหม่ขึ้นมา แต่ก็น่ามีโอกาสน้อย

สมชัย ย้ำว่า ขั้นตอนขณะนี้ สนช.ต้องใคร่ครวญให้ดี เพราะบอลไม่ได้อยู่ที่ กรธ. เพียงแค่ส่งเสียงว่ากฎหมายมีปัญหา ทว่าคนตัดสินใจมี 2 ฝ่าย คือ สนช. 25 คน และนายกรัฐมนตรี ในการจะส่งถึงศาลได้เอง ดังนั้น 2 ฝ่ายต้องคิดให้ดีว่าการยื่นนั้นมีความจำเป็น และถ้ายื่นแล้วจะกระทบต่อโรดแมปหรือไม่

“ถ้านายกฯ ยื่นเอง สังคมก็จะกดดันตัวนายกฯ ว่าเป็นการกระทำเพื่อเอื้อต่อประโยชน์ตัวเอง ถ้านายกฯ ไม่ยื่นแล้วไฟเขียวให้ สนช.ยื่น  สนช.ก็จะกลายเป็นฝ่ายถูกสังคมจับจ้องว่าเป็นเครื่องมือฝ่ายบริหาร ทำให้การเลือกตั้งยืดออกไปหรือเปล่า ถ้ายื่นก็ต้องยอมรับว่ากระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมดล้มเหลว เพราะใช้เวลาดำเนินการเท่าไรแต่ยังปล่อยให้หลุดรอด แสดงให้เห็นถึงความไม่รอบคอบต่อกระบวนการยกร่างกฎหมาย”

สมชัย ประเมินว่า หากกระบวนการเลือกตั้งหรือโรดแมปถูกยืดออกไป จะมีการแสดงความไม่พอใจต่างๆ จากสังคม ผู้ที่มีส่วนยื่นก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะถ้าให้ดูน้ำหนักของการยื่นกฎหมาย สส.แทบไม่มี

อย่างไรก็ดี ในฐานะที่คุ้นเคยกฎหมายต้องชี้ให้สังคมเห็นความจริง อย่ามาพูดด้วยคำปลอบใจประชาชนว่า การยื่นไม่กระทบต่อโรดแมป ต้องให้ประชาชนรู้ว่าจะกระทบโรดแมปหรือไม่ แต่ประเด็นนี้ไม่ได้ผลอะไรต่อ กกต.จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ กกต.มีหน้าที่จัดการให้ ไม่มีปัญหาหรือสุญญากาศในฝั่ง กกต.

สมชัย ย้ำว่า จะกระทบต่อการเมืองหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนรู้สึกอย่างไร ประชาชนต้องคิดพิจารณาเอง กลุ่มหนึ่งอยากให้เป็นไปตามสัญญาที่บอกว่าเลือกตั้งภายในปี 2561 หรือต้นปี 2562 หรือกลุ่มหนึ่งบอกปฏิรูปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องของสังคมคาดการณ์ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และชี้ให้เห็นว่าการอยู่ในตำแหน่งต่อไปสามารถแก้ปัญหาได้ ทว่า หากประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย ต้องการหลุดจากภาวะเป็นอยู่ปัจจุบัน กระแสความไม่พอใจจากการถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็อาจเป็นไปได้

“ถ้าเลื่อนก็ต้องบอกว่าเลื่อนอย่าไปโกหก ผมเลยบอกว่าไปบวกเลขกันให้ดี 11+2 เป็น 13 บอกว่าไม่กระทบ แต่ถึงเวลาแล้วกระทบ อาจเสียความรู้สึกมากกว่าโดยเฉพาะผู้ร่าง”

สมชัย ย้ำชัดว่า ต้องวัดใจโดยเฉพาะ 25 สนช. ขอให้ยืนยันต่อประชาชนว่าโรดแมปไม่เคลื่อน และไม่ทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากเดือน ก.พ. 2562 แต่ถ้าการเลือกตั้งเลื่อนไม่ว่ากี่เดือนก็แล้วแต่ อยากขอให้ 25 คนนี้ ไม่รับเงินเดือนตราบจำนวนที่เลื่อนออกไป

จดตั้งพรรคใหม่หรือเก่าก็ไม่ได้เปรียบ

สมชัย กล่าวถึงบรรยากาศการจดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งช่วงหลังดูไม่ค่อยมีความคึกคัก เพราะเป็นเพียงการจดจองชื่อ ไม่ได้มีความหมายอะไร สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้มีอีกมาก และยังไม่แน่ใจว่าการที่มีกลุ่มการเมืองมาจดจองจำนวนมากนั้น ยังสามารถผ่านด่านแต่ละด่านที่โหดๆ อีกหลายด่านได้หรือไม่

ทั้งนี้ เพราะด่านถัดไปคือ ไปรวบรวมผู้ก่อตั้งให้ได้ 500 คน และต้องมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินเป็นทุนประเดิมพรรคโดยเฉลี่ย 2,000 บาท/คน เพื่อให้ได้เงิน 1 ล้านบาท หลังจากนั้น 500 คนนี้ ต้องไปขอ คสช. เพื่อจัดประชุมอย่างน้อย 250 คน เพื่อไปเลือกกรรมการบริหารพรรค เพื่ออนุมัติในส่วนอุดมการณ์ เจตนารมณ์ ข้อบังคับพรรค และเมื่อประชุมเสร็จแล้วต้องเอาผลประชุมมาขอจดเป็นพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีใครเป็นพรคการเมืองต้องไปดูว่า เมื่อถึงจุดที่ขอจดเป็นพรรคการเมืองได้จะมีสักกี่กลุ่ม เมื่อจดได้แล้วก็มีเวลา 180 วัน ดำเนินการเรื่องราวต่างๆ ทั้งในการตั้งสาขาพรรคให้ได้ 4 ภาค พรรคละ 500 คน รวมถึงจะต้องหาตัวแทนของพรรคอยู่ในแต่ละจังหวัด ตรงนี้ยังอีกยาวไกล ซึ่งถือว่าเป็นการตื่นตัวขั้นต้น แต่ต้องยอมรับภายใต้กฎหมายที่เขียนขึ้นมาใหม่ พรรคการเมืองตั้งยากอยู่ยาก ยุบง่าย

สมชัย บอกว่า ขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นที่ 2 คือ รวบรวมให้ได้ 500 คน แต่มีบางคนขยับมานิดหนึ่ง คือ ขอจัดประชุมแล้ว แต่การขอจัดประชุมดูเหมือนเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าน่าจะหาคน 500 คน ได้ครบ ซึ่ง กกต.ยังไม่ทราบว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะทำได้หรือไม่ได้ ยังเป็นข้อจำกัดของแต่ละพรรค

“ถามว่าโดยพรรคใหม่หรือพรรคเก่า แม้ให้พรรคใหม่เริ่มก่อนหนึ่งเดือน สามารถขยับตัวได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. แต่ผมเชื่อว่าวันที่ 1 เม.ย. ก็ยังไม่มีพรรคเกิดขึ้น และเมื่อถึงวันดังกล่าวพรรคเก่าเริ่มขยับ แต่พรรคใหม่ยังไม่เกิด ซึ่งไม่ได้แปลว่าจองชื่อแล้วเกิดยังต้องไปหา 500 คน จัดประชุม และมายื่นจดจัดตั้งพรรค ดังนั้น วันที่ 1 เม.ย. เชื่อว่ายังไม่มีพรรคใดขยับ แปลว่า 1 เดือน ที่ทดจริงๆ แล้ว ยังไม่ช่วยอะไรเท่าไร พรรคใหม่ถือไม่ได้เปรียบอะไรมาก เมื่อเทียบกับพรรคเก่าและเป็นกรอบกติกาที่ลำบากทุกฝ่าย”

ส่องนวัตกรรมช่วยผู้สูงวัย 2 สิ่งประดิษฐ์จากค่ายจุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544630

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 07:48 น.

ส่องนวัตกรรมช่วยผู้สูงวัย 2 สิ่งประดิษฐ์จากค่ายจุฬาฯ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ยากที่จะปฏิเสธว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ สังคมสูงวัยแล้ว ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีเด็กเกิดใหม่น้อยลงและประชากรที่อยู่ในยุคเบบี้บูมเมอร์กำลังเข้าสู่ช่วงอายุ 60-70 ปี ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมมากมายถูกคิดขึ้นเพื่อเข้ามารองรับเตรียมการดูแลคนกลุ่มนี้

พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า นวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวช่วยสำคัญในหลายด้าน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ในสังคมอีก 10-20 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุจะต้องเปลี่ยนเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพิงคนอื่นน้อยที่สุดและพึ่งตัวเองได้มากที่สุด

ทั้งนี้ การจัดสรรนวัตกรรมให้รองรับผู้สูงอายุต้องแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกคือ “กลุ่มติดสังคม” กลุ่มนี้ต้องส่งเสริมให้มีชีวิตนอกบ้านได้ มีอิสระอย่างปลอดภัย เช่น มีระบบติดตามตัว มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ติดแทร็กกิ้งซิสเต็มได้ เพื่อสามารถดูกิจกรรมในแต่ละวันได้ เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงนวัตกรรมเรื่องอาหาร เช่น น้ำผลไม้ที่มีวิตามินครบ แต่ไม่มีน้ำตาล

กลุ่มที่สอง คือ “กลุ่มติดบ้าน” คือกลุ่มที่เริ่มจะมีการออกจากบ้านได้น้อยลง มีข้อจำกัดอย่างการเดินหรือการขึ้นรถ กลุ่มนี้เราก็จะเน้นเรื่องของเทเลเมดิซีน หรือระบบการรักษาทางไกล เช่น มีเครื่องวัดสัญญาณชีพความสบายของคนไข้ ส่งไปหาแพทย์

กลุ่มที่สาม คือ “กลุ่มติดเตียง” ซึ่งเราต้องมีการดูแล เช่นเรื่องของอัลไซเมอร์ อาการสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลง มีการกายภาพบำบัดบริหารสมองด้วยการใช้เครื่องมือต่างๆ

“ตอนนี้เรามีผู้ป่วยสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่สามารถรอพึ่งพาเพียงการรักษาทางการแพทย์ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาปัญหานี้ได้คือ การออกกำลังสมอง ถ้าสามารถออกกำลังสมองได้ถูกวิธีก็ป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของสมองได้ จึงมีการคิดสิ่งประดิษฐ์เกมคลื่นสมอง ซึ่งเคยได้รางวัลเหรียญทองนวัตกรรมทางสมองระดับโลก ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ออกมา เป็นหมวกที่จะเก็บสัญญาณคลื่นสมองแล้วผ่านโปรแกรม ที่ต้องตั้งสมาธิให้เกมวิ่งเร็วผู้เล่นเองก็จะรู้ได้เลยว่า ตอนนี้ตัวเองสมาธิดีและจำได้ว่าสมาธิดีจะต้องทำอย่างไร ต้องฝึกตัวเองอย่างไร” อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

พญ.โสฬพัทธ์ เล่าด้วยว่า ผลตอบรับจากผู้สูงวัยที่ใช้บริการเกมคลื่นสมอง ระบุตรงกันว่า เมื่อก่อนลืมง่าย แต่หลังจากที่ใช้เครื่องนี้ก็สามารถจำได้หรือสามารถอ่านหนังสือได้จบเล่มเร็วขึ้น มีสมาธิจดจ่อได้ดีขึ้น เพราะการมีสมาธิจดจ่อน้อยลงหรือยากขึ้นเป็นธรรมชาติของผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นสัญญาณของโรคอัลไซเมอร์

 

ด้านอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ด้านกายภาพก็จำเป็นที่จะต้องเตรียมไว้สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้ดูแลและตัวผู้สูงอายุเองเช่นกัน

นวัตกรรมในส่วนนี้ ผศ.ไปรมา อิศรเสนา ณ อยุธยา ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เล่าว่า นวัตกรรมต่างๆ ที่ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คิดค้นกันขึ้นได้สำรวจพบว่าแต่ละบ้านที่ดูแลผู้สูงอายุประสบปัญหาอะไรบ้างที่ยังไม่มีเครื่องมือหรือนวัตกรรมเข้าไปช่วย ปัญหาดังกล่าวทำให้ได้อุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ กรณีที่อยู่ในช่วงอายุหรือเป็นผู้ป่วยขยับร่างกายไม่ได้

งานวิจัยการออกแบบเก้าอี้ช่วยยกตัวและเก้าอี้ล้อเลื่อนช่วยย้ายตัวผู้สูงอายุ เป็นผลงานวิจัยร่วมกับ รศ.นวลน้อย บุญวงษ์ อาจารย์พิเศษภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม ร่วมกันพัฒนาออกแบบเก้าอี้ในการช่วยเคลื่อนย้ายตัวให้มีความเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ช่วยเอื้อให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถเคลื่อนย้ายตัวผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยไปยังจุดต่างๆ ภายในที่พักอาศัยได้ง่ายขึ้น โดยการพัฒนานั้นจะมี 2 แบบ คือ เก้าอี้ช่วยยกตัว ซึ่งเหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย และช่วยกระตุ้นให้ออกกำลังแขนได้อย่างเหมาะสมในการโยกที่จับเก้าอี้เพื่อยกตัวขึ้นจากพื้น และเก้าอี้ล้อเลื่อนช่วยย้ายตัวจากเตียง มีโครงขาเป็นรูปตัวซี สามารถรับส่งตัว ผู้สูงอายุที่ระยะกึ่งกลางเตียง ซึ่งผู้ดูแลไม่ต้องใช้แรงยกตัว โดยกลไกของเก้าอี้จะช่วยสอดแผ่นรองนั่งเข้าไปซ้อนทับพื้นที่เตียงด้านข้าง และมีแผ่นรองนั่งติดกับแผ่นรองหลังและแผ่นรองเท้าที่สามารถปรับเลื่อนเข้าไปยังกึ่งกลางเตียง

นวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น ศูนย์นวัตกรรมในภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นกลายเป็นงานวิจัยที่พร้อมผลิตในเชิงอุตสาหกรรม

เปิดร่าง พรก. เก็บภาษีเงินดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544345

  • วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 06:54 น.

เปิดร่าง พรก. เก็บภาษีเงินดิจิทัล

กระทรวงการคลังจะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 4 ฉบับ และคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.  จะออกกฎหมายอีก 5 ฉบับ

สาระสำคัญของร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เรื่องการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล ได้กำหนดนิยามของทรัพย์สินดิจิทัลในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้หมายความว่า (1) คริปโตเคอเรนซี (2) โทเคนดิจิทัล และ (3) ทรัพย์สินในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่ รมว.คลังประกาศกำหนด

ทั้งนี้ คริปโตเคอเรนซี หมายความว่า หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจมีราคาหรือมูลค่าอันถือเอาได้ โดยเป็นการตกลงหรือยอมรับระหว่างบุคคลในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด โดยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่มีการอ้างอิงเงินตรา เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ใด

โทเคนดิจิทัล หมายความว่า หน่วยแสดงสิทธิในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใดๆ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด ทั้งนี้ ตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเจาะจงระหว่างผู้ออกและผู้ถือ

ใน พ.ร.ก.ได้กำหนดประเภทย่อยของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) แห่งประมวลรัษฎากรอีก 2 ประเภทสำหรับเงินได้ เนื่องมาจากทรัพย์สินดิจิทัลให้ครอบคลุมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากทรัพย์สินดิจิทัล และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินดิจิทัลเฉพาะส่วนซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

สำหรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายคิดในอัตรา 15% โดยผู้มีเงินได้ต้องนำไปรวมคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ในส่วนของนิติบุคคลการกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายให้ออกเป็นกฎกระทรวงอีกครั้งหลังจากที่ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลบังคับแล้ว

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงและอธิบายรายละเอียดของกฎหมายจะกำกับดูแลไม่ให้มีการนำเรื่องนี้ไปใช้ ในกระบวนการฟอกเงินหรือหลอกลวงประชาชนเช่นเดียวกับกรณีของแชร์ลูกโซ่ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ต้องดูรายละเอียดให้รอบคอบก่อนที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชน จึงขอนำเรื่องนี้ไปตรวจสอบในรายละเอียดให้ถูกต้องชัดเจนอีกครั้ง หากจำเป็นต้องแก้ไขในสาระสำคัญของกฎหมายก็ต้องนำเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะในส่วนอัตราภาษี 15% นั้นยังไม่เคยมีการจัดเก็บมาก่อนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่ประชุม ครม. เห็นว่าการกำกับดูแลเงินดิจิทัลนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ในไทย พบว่ามีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เพราะเวลานี้มีธุรกิจเอกชนเป็นจำนวนมากเตรียมระดมทุนด้วยผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด โดยหลัง พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาแล้ว กระทรวงการคลังจะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 4 ฉบับ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จะออกกฎหมายอีก 5 ฉบับ มีเป้าหมายคือกำหนดแนวทางการกำกับดูแลสกุลสินทรัพย์ดิจิทัลและการระดมทุนด้วยเงินดิจิทัล (ไอซีโอ)

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่จะให้มีการพิสูจน์อย่างไรว่ากรณีใดใช้ในวิถีที่สุจริตหรือไม่ ซึ่งยังอยู่ในรายละเอียดที่กำลังดำเนินการอยู่ ด้านตลท.เองก็ต้องดูว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางไหน ซึ่งคำแนะนำเรื่องการดูไอซีโอที่ ตลท.จะออกมาอาจจะต้องรอดูเกณฑ์ หรือประกาศ พ.ร.ก.ที่จะมีการหารือในรายละเอียดสัปดาห์หน้าให้ชัดเจนก่อน

รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นจะเรียกร้องให้ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศ จี20 ในกรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ระหว่างวันที่19-20 มี.ค.ที่จะถึงนี้ เพิ่มความเข้มงวดสกัดการใช้สกุลเงินดิจิทัลในการฟอกเงิน

รายงานระบุว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะเน้นย้ำที่การออกมาตรการป้องกันการฟอกเงินโดยใช้สกุลเงินดิจิทัล และการคุ้มครองผู้บริโภค มากกว่าที่จะพูดคุยถึงผลกระทบการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลต่อระบบภาคธนาคาร

สมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการบริษัท  J.I.B.Computer Group (JIB) ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไอที อุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์ประกอบ กล่าวว่า ได้ร่วมกับ ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) ร่วมก่อตั้ง JIBEX (จิ๊บเอ็กซ์) เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นสำหรับบริหารจัดการลงทุนและซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี โดยใช้งบในการพัฒนา 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ ระบบความปลอดภัยของแอพจะเทียบเท่ากับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมีความมั่นใจในความปลอดภัย เพื่อรักษาสกุลเงิน โดยจะเริ่มเปิดให้บริการคริปโตเคอเรนซี วอลเล็ต  โดยในช่วงแรกสามารถใช้กับเงินดิจิทัล 5 สกุล ได้แก่ Bitcoin Ethereum  Ripple  Bitcoin Cash และ Litecoin  ส่วนการเทรดระหว่างเงินสกุลดิจิทัลด้วยกัน หรือสกุลดิจิทัลกับเงินบาท จะเกิดขึ้นกลางเดือน เม.ย.นี้ หลังจากนั้นระยะที่ 3 จะเพิ่มฟังก์ชั่นช่วยเทรด เช่น โรบอตเทรด และระยะที่ 4 จะเปิดให้บริการทางด้านความ มั่งคั่งเพื่อช่วยบริหารจัดการทรัพย์สิน

เปิดความเห็นสนช. กฎหมายสว.ไร้มลทิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544221

  • วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 20:19 น.

เปิดความเห็นสนช. กฎหมายสว.ไร้มลทิน

เปิดรายงานสรุปความเห็น “สนช.” ที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่วนหนึ่งของรายงานการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้สรุปความเห็นของ ผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม

เมื่อวุฒิสภายังคงมีบทบาทที่สำคัญ โดยนอกจากหน้าที่และอำนาจโดยทั่วไปแล้วยังมีหน้าที่และอำนาจเฉพาะตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เช่น หน้าที่และอำนาจ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมีการกำหนดวิธีการได้มาซึ่ง สว.ไว้เป็นพิเศษตามมาตรา 269 ซึ่งในมาตรา 269 (1) (ก) กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือก สว. ตามมาตรา 107 จำนวน 200 คนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จึงเห็นว่าอาจกำหนดที่มาของ สว.ในบททั่วไปและบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ให้มีความแตกต่างกันได้ เพื่อเป็นการรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของ สว.ในวาระเริ่มแรก

2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครแต่ละประเภทเลือกกันเอง

หลักการของผู้สมัคร สว. แบ่งออกเป็นผู้สมัครโดยอิสระและจากการเสนอชื่อโดยองค์กร ถือว่าผู้สมัครได้มีหลายช่องทางในการเข้าสมัครเพื่อได้รับเลือกจากผู้สมัครด้วยกันเอง ทั้งนี้ การสมัครโดยอิสระอย่างเดียวจะทำให้ไม่สามารถได้ตัวแทนที่แท้จริง เนื่องจากผู้สมัครที่เข้ามาสมัครเพื่อได้รับเลือกเป็น สว. จะมีทั้งผู้สมัครที่ประสงค์สมัครเพื่อได้รับเลือกและอาจมีผู้สมัครที่ไม่ได้ประสงค์ได้รับเลือก

กรณีของผู้สมัครที่ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กร ย่อมถือเป็นตัวแทนของกลุ่มวิชาชีพต่างๆ โดยในองค์กรจะมีการจัดประชุมใหญ่เพื่อคัดกรองข้อมูลในองค์กรสำหรับพิจารณาคัดเลือก และจะทำให้ได้ผู้สมัครที่เป็นตัวแทนขององค์กรวิชาชีพนั้นๆ กรณีนี้จึงถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งของผู้สมัคร กล่าวได้ว่าเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในการสมัครโดยอิสระ หรือเป็นตัวแทนจากองค์กรทั้งจากพื้นที่และกลุ่มอาชีพ

อย่างไรก็ตาม ช่องทางของผู้สมัครโดยอิสระย่อมจะมีการตกลงสมยอมกันได้ทุกขั้นตอนในกระบวนการเลือก แต่ช่องทางของผู้สมัครที่มาจากการเสนอชื่อขององค์กรอาจมีการตกลงสมยอมกันได้ แต่ก็ไม่อาจทำได้ทุกขั้นตอน เนื่องจากฝ่ายการเมืองอาจแทรกแซงองค์กรต่างๆ ได้น้อยกว่าผู้สมัครอิสระ

นอกจากนี้ ประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีบทเฉพาะกาล มาตรา 269 (1) (ค) ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกผู้ได้รับเลือกตาม (ก) จากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ได้จำนวน 50 คน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจำนวน 50 คน โดยการคัดเลือกดังกล่าวให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง…”

กรณีดังกล่าว คสช.จะคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ได้ 50 คน และคัดเลือกจากบัญชีสำรอง 50 คน แต่การคัดเลือกต้องคำนึงถึงบุคคลกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 93 ของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ แม้มาตราดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดให้เลือกแต่ละกลุ่มในจำนวนเท่าใด แต่การเลือกต้องคำนึงถึงบุคคลในกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รวมถึงการเลือกเพื่อขึ้นบัญชีสำรองก็เช่นเดียวกัน

3.การยกเลิกการเลือกไขว้

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 กำหนดว่า “วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้”

รัฐธรรมนูญได้กำหนดโดยวิธีการเลือกกันเอง หรือวิธีการอื่นใดที่ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้ ซึ่งวิธีการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอ คือ การเลือกกันเองและการเลือกไขว้ เพราะเห็นว่าการเลือกไขว้จะทำให้การตกลงสมยอมกันกระทำได้ยาก แต่ สนช.เห็นว่าการเลือกไขว้ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัครที่มีการตกลงสมยอมกัน

แม้ว่าการเลือกไขว้จะทำให้วิธีการเลือกยากขึ้นในระดับหนึ่งและมีความซับซ้อน ซึ่งหากพิจารณาแล้วผู้สมัครอิสระหรือตัวแทนขององค์กรที่ส่งผู้สมัครคนเดียวจะเกิดความเสียเปรียบในวิธีการเลือกไขว้ เพราะเป็นไปได้ยากที่ผู้สมัครกลุ่มหนึ่งจะเลือกอีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้สมัครโดยอิสระที่แท้จริงและไม่เป็นการป้องกันการตกลงสมยอมกันมาก่อนได้

พรรคเพื่อชาติไทย ทางเลือกใหม่มิใช่ “นอมินี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544048

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

พรรคเพื่อชาติไทย ทางเลือกใหม่มิใช่ "นอมินี"

“พรรคเพื่อชาติไทยไม่ใช่ทั้งนอมินีทหาร ไม่ใช่นอมินีเพื่อไทย เราต้องการให้ทั้งคุณประยุทธ์ คุณทักษิณ วางมือทางการเมือง เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไป”

**************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ก้าวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัวกับการเดินหน้าตั้งพรรคเพื่อชาติไทย จนทำให้สังคมหันมาจับจ้องถึงที่มาที่ไปเหตุใด ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา บิ๊กจ๊อด-พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ถึงมีแนวคิดตั้งพรรคการเมือง แถมยังประกาศจะเป็นคนกลางเชื่อมประสานระหว่างฝ่าย “ปฏิวัติ” กับ “ประชาธิปไตย”

อัมพาพันธ์เปิดที่ทำการมูลนิธิธรรมเสรีให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ถึงที่มาที่ไปกับการตัดสินใจเข้ามาลุยงานด้านการเมืองในวัย 65 ปี เริ่มจากเหตุผลว่า ช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นนักการเมืองเพราะรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เคยเล่นการเมืองได้เข้ามาเป็นนักการเมืองได้สะดวกขึ้น

สำหรับแรงบันดาลใจนั้นเนื่องจากที่ผ่านมาเราเห็นบ้านเมืองวนเวียนอยู่กับนักการเมืองเลือกตั้งเข้ามา เสร็จแล้วก็ทะเลาะกัน ทหารก็เข้ามาปราบ ปัญหาไม่จบสิ้นวนเวียนอย่างนี้เรื่อยมา นักการเมืองในอดีตสร้างความบอบช้ำเจ็บปวด ถึงขนาดยกพวกตีกันริมถนน กองเชียร์ฝ่ายตัวเองต่างคนต่างเชียร์ หากยังเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

อัมพาพันธ์ เล่าให้ฟังว่า เดิมทำหน้าที่เป็นแค่แม่บ้าน ควบคู่ไปกับการทำมูลนิธิธรรมเสรี ช่วยให้คำปรึกษากับคนที่มีปัญหาด้านคดีความยาวนานมากว่า 10 ปี จนเริ่มได้ไปเรียนปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี ที่ทำให้ได้เริ่มคิดอ่าน วิเคราะห์การเมืองกับเพื่อนๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการเรียนปริญญาเอกด้านเดิม จนระบบเอื้อให้คนหน้าใหม่เข้ามาทำการเมืองได้ง่าย จึงเห็นว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด

ตรงนี้ทำให้เราอยากอาสาเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง อยากพัฒนาความคิดของประชาชน โดยเน้นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เห็นว่าการเลือกผู้นำที่ดีก็จะพาเราไปดีเอง โดยผู้นำที่ดีจะต้องมีลักษณะคือ ไม่ยึดติดในทรัพย์ ไม่ใช้ทรัพย์แสวงหาอำนาจ ไม่ใช้อำนาจไปแสวงหาทรัพย์ เมื่อพลัดพรากจากของที่รักที่ชอบจะไม่คิดพยาบาท ไม่คิดประทุษร้าย และเราจะเป็นแบบอย่างที่ดี ในการดูแลจัดสรรทรัพยากรชาติให้ประชาชนได้มี ได้ใช้ ทั่วถึงและยุติธรรม

สำหรับนโยบายพรรคนั้นขณะนี้มีทีมทำงานวิจัย ทั้งในแง่ความคุ้มค่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ป้องกันการทุจริต โดยมีนักวิชาการประมาณ 50 คน เป็นระดับดอกเตอร์ ครู อาจารย์ ขณะเดียวกันก็มีทีมงานที่มาจากอดีตข้าราชการเกษียณอายุ นายทหารที่เกษียณอายุ 50 คน กลุ่มนักกฎหมาย ทนายความประมาณ 50 คน กลุ่มตัวแทนอาชีพที่มีโครงสร้างชัดเจน ทั้งหมดเป็นกลุ่มทำงานที่ปรึกษาซึ่งจะเปิดตัวก่อน 1 เม.ย.นี้

อัมพาพันธ์ กล่าวว่า แนวคิดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น คือการเรียกร้องให้นักการเมืองเก่าออกไปจากระบบการเมือง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือแกนนำสีต่างๆ ที่เคยมีส่วนทำให้การเมืองวุ่นวายทะเลาะกันมาตลอด ให้ประกาศให้ชัดเจนว่าจะเลิกยุ่งกับการเมือง ละตัวตน ลุกจากเก้าอี้ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้

ภรรยาบิ๊กจ๊อด ระบุว่า ในฐานะว่าที่หัวหน้าพรรค จุดเด่นของตัวเองอยู่ตรงที่ความเข้มแข็งเพราะเคยอยู่กับผู้ที่เข้มแข็ง อีกทั้งจากที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับ พล.อ.สุนทร ในช่วงทำปฏิวัติ ได้รู้ ได้เห็น เรื่องราวในช่วงนั้นค่อนข้างมาก แต่สุดท้ายแล้วการทำปฏิวัติก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เป็นการแก้ปัญหาแค่ตอนนั้น แต่ไม่ยั่งยืน หลังจากนั้นก็ยังมีปัญหา และนำมาสู่การปฏิวัติอีกไม่รู้กี่ครั้ง จึงเห็นว่าสังคมต้องเปลี่ยนแปลง

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีอำนาจมากแต่หลังจากนั้นก็ไม่คิดทำการเมือง ส่วนหนึ่งอาจเพราะอายุยังน้อยเกินไป แต่สิ่งที่ยังค้างคาใจคือตอนนี้มาเห็นความยากลำบากของชาวบ้าน เกษตรกร แล้วอดคิดไม่ได้ว่าทำไมช่วงนั้นเราใหญ่มาก ทำอะไรก็ได้ ทำไมไม่ช่วยเกษตรกรตั้งแต่ตอนนั้น เป็นการพลาดโอกาส ตอนนั้นเรียนโทมีเรื่องจำนำข้าวเราก็เสียดายที่ปล่อยโอกาสในช่วงนั้น ไม่ได้มองเรื่องการสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร”

ทั้งนี้ จุดแข็งของพรรคเพื่อชาติไทย คือ การรวมเอาคนที่มีความรู้ ความสามารถมาร่วมวางนโยบาย ยึดโยงกับกลุ่มอาชีพ 3,000 อาชีพ มาเป็นฐานที่ปรึกษา และนำข้อมูลที่ได้ส่งต่อไปยังกลุ่มนักวิชาการเพื่อพัฒนานำเสนอออกมาเป็นนโยบายให้เป็นรูปธรรม นี่จึงเป็นจุดที่จะนำไปสู่การชนะเลือกตั้งด้วยฐานเสียงจากมวลชนอย่างแท้จริง

ถามว่าในฐานะพรรคใหม่จะนำเสนออะไรในการไปแข่งกับพรรคใหญ่ อัมพาพันธ์ กล่าวว่า ในแต่ละพื้นที่จะมีกระบวนการจัดตั้งจะมีการจัดตั้งของแต่ละพรรค ประมาณ 60% เหลืออีก 40% เกิดจากวิธีการสร้างค่านิยมแนวความคิด ซึ่งทางพรรคจะเข้าไปสร้างในส่วนของ 40% นี้ รวมทั้งได้รับการติดต่อจากอดีต สส.ในหลายพรรค และคนที่มีฐานทางการเมืองทั้งระดับ อบต. อบจ. รวมแล้วประมาณ 35 คนที่จะมาร่วมกับพรรคเพื่อชาติไทย ส่วนจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขตหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกที

โดยพื้นที่เป้าหมายคือพื้นที่ “อีสาน” เนื่องจากกลุ่มคนที่มีบทบาทในพรรคส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน อีกทั้งเวลาไปทำกิจกรรมในพื้นที่อีสานชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจะเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเพราะชื่อพรรคคล้ายกัน ซึ่งเราก็ต้องชี้แจงว่า พรรคเพื่อชาติไทยไม่ใช่นอมินีของเพื่อไทย แต่เป็นเหมือนพันธมิตรกันมากกว่า เพราะส่วนตัวก็รู้จักกับหลายคนในพรรคเพื่อไทย แม้แต่อดีตนายกฯ ทักษิณ ก็รู้จักตั้งแต่ยังเป็นนักธุรกิจไม่ได้เล่นการเมือง เคยได้รับการติดต่อให้ไปทำพรรคการเมืองด้วยกัน แต่ส่วนตัวเห็นว่ามีแนวทางการเมืองของตัวเองจึงเลือกที่จะมาทำพรรคเพื่อชาติไทย

ถามว่าด้วยสถานะภรรยาบิ๊กจ๊อดจะถูกมองว่าเป็นพรรคนอมินีทหารให้ คสช.หรือไม่ อัมพาพันธ์ตอบทันทีว่า ถูกมองว่าเป็นนอมินีทหารแน่ แต่หากฟังรายละเอียดแนวคิดจะเข้าใจ เพราะเราสนับสนุนบิ๊กตู่ว่าทำดีในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็อยากให้บิ๊กตู่ล้างมือลงจากอำนาจปล่อยให้ประชาชนเป็นอิสระ ไม่กลับมาเป็นนายกฯ อีก ดังนั้นจุดยืนเช่นนี้จึงไม่ใช่พรรคนอมินีทหารแน่

“พรรคเพื่อชาติไทยไม่ใช่ทั้งนอมินีทหาร ไม่ใช่นอมินีเพื่อไทย เราต้องการให้ทั้งคุณประยุทธ์ คุณทักษิณ วางมือทางการเมือง เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไป หากคนที่ติดตามความคิดเราจะเห็นว่าเรามีแนวคิดที่จะเปลี่ยนความคิดคนในชาติ ซึ่งจะใช้วิธีเก่าแก้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแนวคิด หาผู้นำที่มีลักษณะพิเศษอย่างที่กล่าวไป”

อัมพาพันธ์ กล่าวว่า เรื่องคดีความต่างๆ ขณะนี้เป็นที่ยุติหมดแล้ว สำหรับคดีมรดกในอดีตนั้นจบไปนานแล้วโดยการประนีประนอมแบ่งกันตามสัดส่วนลงตัวหมดไม่มีปัญหา ส่วนสถานะกับบิ๊กแดง-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผช.ผบ.ทบ. ลูกชายบิ๊กจ๊อด นั้น เมื่อก่อนบิ๊กจ๊อดก็เป็นคนกลาง ด้านหนึ่งลูก ด้านหนึ่งภรรยา ซึ่งครอบครัวบางทีก็มีทั้งเรื่องดี ไม่ดีเป็นธรรมดา แต่ว่าขณะนี้เวลาล่วงเลยผ่านมานานแล้ว ทุกอย่างเลือนรางไปหมดแล้ว

“เราเองก็ยังชื่นชมเขาอยู่ที่ทำสำเร็จเรื่องลอตเตอรี่ เป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. เพราะเรื่องลอตเตอรี่เป็นเรื่องที่สมัยบิ๊กจ๊อดเคยพยายามจะทำแต่ทำไม่สำเร็จ จนรุ่นลูกกลับมาทำจนสำเร็จ เวลานี้ต่างฝ่ายต่างก็มีหน้าที่ทำงาน หน้าที่เราก็จะช่วยเหลือประเทศชาติประชาชน บิ๊กแดงก็ช่วยดูแลด้านความสงบให้กับบ้านเมือง ดูแลด้านการทหาร”

อัมพาพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากฝากให้ประชาชนคิดถึงการจะเลือกผู้นำต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อไม่ให้ทุกอย่างวนเวียนกลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งพรรคเพื่อชาติไทยก็จะเสนอตัวเป็นทางเลือก ซึ่งหากไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าทำพรรคให้เข้มแข็งต่อไป ไม่หายไปไหน

2 ขั้วต้องถอยคนละก้าว เพื่อเอกภาพของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543890

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 08:00 น.

2 ขั้วต้องถอยคนละก้าว เพื่อเอกภาพของชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ – เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมศึกษา ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในหัวข้อ “ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2561 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

สังคมไทยในช่วง 10 ปีมานี้ ประเทศไทยเกิดความขัดแย้งทางการเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้วทางความคิด คือ 1.กลุ่มอนุรักษนิยม และ 2.กลุ่มหัวก้าวหน้าสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย ซึ่งความขัดแย้งที่ผ่านมามีข้อสังเกต คือ ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้เป็นความขัดแย้งทางความคิด แต่เป็นความขัดแย้งที่ถูกผูกโยงด้วยผลประโยชน์และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และเป็นความขัดแย้งคล้ายๆ ความขัดแย้งทางศาสนาด้านความเชื่อและศรัทธาของทั้งสองฝ่าย ที่ต่างพยายามปลูกฝังความคิดความเชื่อของตัวเองต่อประชาชน ด้วยการกดดันผู้คนในสังคมให้เชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองคิด

ฝ่ายอนุรักษนิยม อาทิ กลุ่มจารีต กลุ่มชาตินิยม ฯลฯ ปลูกฝังความเชื่อเรื่อง “คนดี” พร้อมกับหยามเหยียดอีกฝ่ายว่าเป็นคนไม่ดี พร้อมๆ กับการใช้อำนาจตามอำเภอใจต่ออีกฝ่าย สุดท้ายกลายเป็นการใช้อำนาจควบคุมและละเมิดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของอีกฝ่าย โดยกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี การอ้างเรื่องความดีของฝ่ายอนุรักษนิยมเพื่อให้มีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ นำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายอนุรักษนิยมรังเกียจนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจขณะนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตัดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของประชาชนทั้งประเทศ

ลักษณะคนดีหรือคนไม่ดีมีลักษณะที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ คนดี คือกลุ่มคนชนชั้นนำที่มีการศึกษาดี ฐานทางเศรษฐกิจดี ขณะที่คนไม่ดี คือ ชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ปัญหาที่สำคัญ คือ ใครกันแน่ที่มีสิทธิเป็นผู้ปกครองประเทศ การอ้างว่าเป็นคนดีเพื่อขึ้นเป็นชนชั้นปกครองในการมีอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยม จะมีกลุ่มข้าราชการ นายทุน และชนชั้นสูง ขณะที่นักการเมืองกับชาวบ้าน คือ คนไม่ดี ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีประเทศใดในโลกที่จะมีคนดีกับคนไม่ดี แต่ทุกชนชั้นหรือทุกประเทศย่อมต้องมีคนดีและคนไม่ดีปะปนกันมีอยู่ทุกหนแห่ง

คนดีหรือคนเลวพิจารณาได้จากหลายมุม แต่กลับผูกขาดเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งไม่ควรมาจำกัดนิยามคนดีหรือผูกขาดความเป็นคนดี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ต้านความดี แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วย คือ มีคนเพียงหยิบมือเดียวสมมติตนเป็นคนดีแล้วผูกขาดอำนาจ อีกเรื่องที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมักอ้างเพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย คือ “ความเป็นไทย” หากไม่เชื่อฟังหรือต่อต้านรัฐอาจถูกขับไล่ไปต่างประเทศ ด้วยการอ้างว่าไม่มีความเป็นไทย ความคิดนี้เพื่อเสริมอำนาจให้กับฝ่ายอำนาจนิยมเอง

ดังนั้น การอ้างความเป็นไทยเป็นวาทกรรมทางการเมือง สำหรับสาเหตุที่ทำให้คนรังเกียจประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมาเกิดความแตกแยกทางการเมืองสูง และเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นจากนักการเมือง ซึ่งเป็นนักการเมืองบางส่วนเท่านั้น จนนำมาซึ่งการล้มกระดานรัฐบาลพลเรือน แต่ปัญหาดังกล่าวเหมือนปัญหาอันตรายบนท้องถนน จะแก้ปัญหาด้วยการเลิกใช้รถยนต์แล้วหันกลับไปใช้เกวียนเหมือนอดีตคงไม่ได้ ดังนั้นประเทศไทยมีเอกภาพแห่งดินแดนมานานแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะมาอ้างเรื่องความเป็นไทย เพราะกลัวการเมืองแตกแยก ความเป็นไทยกำลังกลายเป็นปัญหา เพราะไม่มีการยอมรับความแตกต่างทางความคิด ดังนั้นต้องออกแบบโครงสร้างทางการเมืองใหม่ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายความคิดสามารถเจรจาต่อรองกันได้ แต่ไม่ใช่ให้คนเพียงหยิบมือเดียวมากำหนดหรือผูกขาดอำนาจประเทศ

ข้อด้อยของกลุ่มหัวก้าวหน้าประชาธิปไตยจนนำมาสู่การถูกยึดพื้นที่ หรือล้มกระดานสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ถูกหยั่งรากลึก ขณะที่ฝ่ายชนชั้นนำทวงคืนอำนาจมาโดยตลอด และฝ่ายประชาธิปไตยเองมีปัญหาจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเล่นบทบาทเป็นหลักมากเกินไป อาศัยระบบเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ แต่ไม่สนใจภาคส่วนอื่น อาทิ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ที่สำคัญนักการเมืองไม่ยอมขยายฐานรากประชาธิปไตยไปในระดับโครงสร้างสังคม ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ต้องปฏิรูประบบราชการให้ยึดโยงกับประชาชน และต้องขยายงานรัฐสภามาสู่นิติบัญญัติ แต่ที่ผ่านมานักการเมืองหรือรัฐบาลเลือกตั้งทำเหมือนกันหมด คือการรวมศูนย์อำนาจไว้ในเมืองหลวง เพื่อควบคุมจึงทำให้การ กระจายอำนาจและปฏิรูประบบราชการไม่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่เกิดการหยั่งรากหรือเกาะติดทางความคิดเรื่องประชาธิปไตยในสังคมไทย

รัฐบาลเลือกตั้งมุ่งจะสู่อำนาจจนลืมผลักดันการขยายโครงสร้างประชาธิปไตยแก่ประชาชน แต่กลับใช้ระบบอุปถัมภ์ทำการเมืองมวลชน อาศัยกำลังมวลชนกดดันในสิ่งที่ฝ่ายตนต้องการ ซึ่งนักการเมืองมองไม่เห็นจุดเปราะบางตรงนี้ จนประมาทการใช้อำนาจและไม่ยอมวางรากฐานประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง จึงเป็นเหตุให้ถูกโค่นล้มโดยการปฏิวัติรัฐประหารเอาง่ายๆ

สำหรับโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก นับเป็นช่องทางเดียวที่สามารถแสดงออกด้านสิทธิเสรีภาพเรื่องประชาธิปไตยได้ โดยไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน แต่ก็มีผลด้านลบ คืออาจจะทำให้เกิดความลุ่มหลงตัวเองและตัดสินคนอื่นด้วยข่าวลวงแบบผิดๆ เพราะพลังโซเชียล มีเดียปัจจุบันมีอิทธิพลสูงมาก สามารถเพิ่มอำนาจให้ปัจเจกบุคคลได้ การใช้ โซเชียลมีเดียควรนำคนมาพบกันและแลกเปลี่ยนความคิดทางปัญหา ไม่ใช่เป็นแหล่งบ่มเพาะความเกลียดชังด้วยข่าวลวง หรือตั้งตนเป็นศาลเตี้ย ปรากฏการณ์แบบนี้ได้สร้างความแตกแยกไปทั่วโลก ผลร้ายเหมือนเสพยาเสพติดจากการใช้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนด้วยกัน ดังนั้นต้องเลิกใช้ Hate Speech ทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมหรือกลุ่มหัวก้าวหน้า ต้องอดทนต่อกันและยอมรับความแตกต่าง เพราะเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามมาช่วยกันสร้างพลวัตในวันที่เราได้เสรีภาพคืนมา

ไม่มีทางที่ประเทศใดจะทำให้คนคิดเหมือนกัน อยู่เหมือนกัน ประเทศมีความหลากหลายมาโดยตลอด ไทยแท้คือ ลูกผสม จึงต้องคิดต่างกันได้ ขอแค่ต่างฝ่ายถอยกันคนละก้าว มาสร้างเอกภาพบนความแตกต่างเป็นหน้าที่ของสถาบันการเมืองที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำ

กติกาใหม่สู่การเปลี่ยนผ่าน ตรวจเข้ม-ลงโทษแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543807

  • วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 06:31 น.

กติกาใหม่สู่การเปลี่ยนผ่าน ตรวจเข้ม-ลงโทษแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น โดยไม่มีการคว่ำกฎหมายเลือกตั้งเพื่อยื้อการเลือกตั้งตามที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้

มติของ สนช.ดังกล่าวทำให้เป็นการสิ้นสุดภารกิจการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและ สนช. จากนี้ไป สนช.จะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวที่เพิ่งผ่านสภาไปให้กับนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

สำหรับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งสองฉบับ นับว่ามีเนื้อหาที่มีความน่าสนใจและแตกต่างไปจากอดีตเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งมีการคุมเข้มในเรื่องการหาเสียงพอสมควร

อย่างการหาเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น ก็ถูกคุมเข้มด้วยมาตรา 70

“การหาเสียงเลือกตั้งจะกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด แต่ห้ามมิให้ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดนับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง

ในกรณีที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลภายในเวลาที่คณะกรรมการกำหนด” สาระสำคัญของมาตรา 70

ส่วนเรื่องการทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนนั้นยังคงสามารถทำได้ตามปกติ แต่มาตรา 72  กำหนดว่าถ้าเป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทำมิได้

ขณะที่การปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง เป็นอีกประเด็นที่เนื้อหาในมาตรา 73  ของกฎหมายได้กำหนดกระทำที่ต้องห้ามและบทลงโทษที่เข้มข้นไว้เช่นกัน

“ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็น สส. ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด” เนื้อหาส่วนหนึ่งของมาตรา 73

ที่สำคัญยังกำหนดให้การกระทำความผิดดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ กกต.มีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

ไม่เพียงเท่านี้ บทกำหนดโทษของการทุจริตเลือกตั้งยังต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ขณะเดียวกันการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ผู้สมัครที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งไม่เพียงแต่ต้องชนะคู่แข่งแล้ว ยังต้อง ชนะใจประชาชนด้วย โดยมาตรา 126  ระบุว่า “เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็น สส.ในเขตเลือกตั้งนั้น ให้ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีเช่นนี้ให้ กกต.ดำเนินการให้มีการรับสมัครผู้สมัครใหม่ โดยผู้สมัครเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น”

ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แม้ในวาระแรกเริ่ม สว.จะมาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ในขั้นตอนของการเลือกกันของผู้สมัครก่อนที่จะมาถึงมือ คสช.นั้นปรากฏว่าได้มีมาตราการคุ้มเข้มเพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับ คสช.

ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา มาตรา 61  ซึ่งให้อำนาจและบทบาทกับ กกต.ไว้พอสมควรว่า “ก่อนการประกาศผลการเลือก หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่”

นอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการเลือก สว.ของผู้สมัครด้วยกันเองด้วยตามมาตรา 78

“กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2แสนบาท และให้ศาล สั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งของผู้นั้น”  สาระสำคัญของมาตรา 78

จากภาพรวมของกติกาการเมืองฉบับใหม่ที่กำลังจะออกมา ทำให้มีความน่าสนใจว่าภายใต้เนื้อหาที่เขียนไว้สวยหรูและกำหนดบทลงโทษไว้อย่างเด็ดขาด จะสามารถช่วยให้บ้านเมืองเกิดการปฏิรูปให้สมกับความตั้งใจได้หรือไม่

หมอไม่กล้าผ่า-เลือกส่งต่อ ไส้ติ่งคร่าชีวิตคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543251

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 06:29 น.

หมอไม่กล้าผ่า-เลือกส่งต่อ ไส้ติ่งคร่าชีวิตคนไทย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นสถิติที่ต้องหันมามองในทันที เพราะจากการรายงานของ นพ.วัชรพงศ์ พุทธิสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับพื้นที่ และผู้แทนราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้คนไทยต้องเสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก

เป็นอันดับที่ใกล้เคียงกับประเทศด้อยพัฒนาในแถบแอฟริกา

จึงเป็นปัญหาภายในประเทศที่กระทบต่อชีวิตของคนไทยในแง่ของสุขภาพอย่างหนักหน่วง

ขยายความจากข้อมูลการเสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบ นพ.วัชรพงศ์ บอกเล่าว่า ข้อมูลที่คนไทยตายเพราะไส้ติ่งอักเสบสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกนั้น นำมาจากการจัดเก็บขององค์กรในชื่อว่า Health Problems in The World ซึ่งเป็นการจัดเก็บสถิติของโรคภัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วโลก เมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับบ้านเรา จึงต้องเผยแพร่ต่อเพื่อให้เกิดกระบวนการมองปัญหาและแสวงหาทางออกเพื่อแก้ไข

และองค์ประกอบของสาเหตุที่ไส้ติ่งอักเสบต้องคร่าชีวิตคนไทย ในความหมายของ นพ.วัชรพงศ์ มองว่า การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบนั้น สำหรับแพทย์ผ่าตัดแล้วถือว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ภาพแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน กลับพบว่าแพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอไม่กล้าที่จะผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบให้กับคนไข้ที่เข้ามารับการรักษา แต่เลือกวิธีส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดแทน

“แพทย์กลัวถูกฟ้องร้องมาก และกลัวติดคุก เพราะจากกรณีเมื่อปี 2550 แพทย์โรงพยาบาลอำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ผ่าตัดคนไข้ไส้ติ่งอักเสบแล้วเกิดเสียชีวิต ต้องถูกคำพิพากษาจำคุก 3 ปี จึงทำให้ไม่กล้าผ่า และบางส่วนก็ถือโอกาสที่จะไม่ผ่าและส่งต่อแทน มันทำให้ย้อนรอยว่าทุกการผ่าตัดต้องส่งไปที่โรงพยาบาลใหญ่แทน เหมือนกับ 40 ปีก่อนเลย ทั้งๆ ที่ทำกันได้”

นพ.วัชรพงศ์ สะท้อนภาพต่อว่า เมื่อคนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนจากไส้ติ่งอักเสบแบบรอไม่ได้ แต่ถูกส่งต่อเมื่อมาถึงโรงพยาบาลใหญ่ก็ต้องรอคิวผ่าตัดอีก ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งสาเหตุที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอไม่กล้าที่จะผ่าตัด ก็เพราะยังมีปัญหาเรื่องของวิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ดมยา ที่ทุกวันนี้โรงเรียนแพทย์หลายแห่งไม่อาจผลิตวิสัญญีแพทย์ได้เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

“ปัญหาค่อนข้างจะหนัก เพราะโรงพยาบาลอำเภอมีอยู่ราว 700-800 แห่ง บางแห่งมีแพทย์ดมยาแค่คนเดียว และแน่นอนว่าแพทย์ก็ไม่ได้อยู่ประจำทุกวัน อีกทั้งผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบก็ไม่ได้มารักษาวันที่แพทย์ดมยาอยู่แน่ๆ มันระบุไม่ได้ แพทย์ที่ประจำอยู่ก็ไม่กล้าจะรับหน้า เลยเลือกที่จะส่งต่อ และอย่าว่าแค่แพทย์ดมยาเลย โรงพยาบาลบางแห่งยังไม่มีศัลยแพทย์อยู่เลยด้วยซ้ำ เพราะเราผลิตแพทย์ออกไปไม่ทัน” นพ.วัชรพงศ์ ย้ำ

แต่กระนั้น นพ.วัชรพงศ์ ยังคงยืนยันว่า จากการที่ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนโรงพยาบาลหลายแห่ง ก็ยังปรากฏภาพที่น่าชื่นอกชื่นใจ เพราะโรงพยาบาลอำเภอบางแห่งที่เจ้าหน้าที่ ทั้งแพทย์ และพยาบาล ยังคงกล้าที่จะทำการรักษาผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ โดยเป็นการเห็นความเป็นความตายของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าความกลัว เพราะผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจำต้องได้รับการผ่าตัดทันที

“ก็มีหลายโรงพยาบาลที่แพทย์ยังมีความกล้าหาญ โดยใช้พยาบาลดมยา และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นความกล้าหาญมาก แพทย์และพยาบาลพวกนี้เห็นประโยชน์ของคนไข้เป็นหลัก เพราะไม่แน่ว่าจะส่งต่อไปแล้วผู้ป่วยอาจมีอันตรายมากกว่า” นพ.วัชรพงศ์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม อีกบทบาทของ นพ.วัชรพงศ์ ที่นอกเหนือจะเป็นศัลยแพทย์แล้ว หมวกอีกใบคือเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาไส้ติ่งอักเสบที่คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลกนั้น จะมีทางแก้ไขได้อย่างไรบ้างอย่างเร่งด่วน นอกเหนือจากปัจจัยที่ผลิตแพทย์ไม่ทัน และความกล้าของแพทย์บางส่วนอาจมีไม่เพียงพอ

นพ.วัชรพงศ์ ตอบคำถามทิ้งท้ายว่า เคยหยิบยกปัญหานี้พูดคุยในคณะอนุกรรมการเช่นกัน แต่อย่างที่บอกเอาไว้ว่า การที่ผลิตแพทย์ไม่ทัน ไม่พอกับการไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน ปัญหาก็ยากที่จะได้รับการแก้ไข บวกกับปัญหาแพทย์กลัวการฟ้องร้อง แต่เดิมเคยทำได้พอมามีข่าว ก็กลัวว่าจะติดคุกเลยไม่ผ่าตัดให้คนไข้

ภาพประกอบข่าว