“บิ๊กตู่” ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543097

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

"บิ๊กตู่" ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดเตรียมจัดทัพใหญ่ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร แต่คราวนี้ต่างจากการประชุม ครม.สัญจรครั้งก่อนๆ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” เป็นหลัก โดยระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค.นี้ เลือกลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และเพชรบุรี ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เน้นลงพื้นที่จังหวัดใหญ่ ขนาดเศรษฐกิจหรือศักยภาพด้านการพัฒนาสูง

หากจำกันได้เมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 การประชุม ครม.สัญจรที่ จ.จันทบุรี พร้อมกับตรวจราชการที่ จ.ตราด ลงพื้นที่เพื่อไปผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่ “บิ๊กตู่” คาดหวังจะฝากไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กรุงเทพฯ-ระยอง (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และโครงการลงทุนของภาครัฐในโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ (มาบตาพุด-แหลมฉบัง-สัตหีบ) ยิ่ง “บิ๊กตู่” ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีด้วยแล้ว จึงต้องลงพื้นที่จริงด้วยตัวเองเพื่อไปขันนอตกันหน้างาน

ถัดมาการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 นายกรัฐมนตรี เลือกลงพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์ภาคกลางนั่นคือ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย นับเป็นสองจังหวัดใหญ่ที่เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นฐานการผลิตอาหารของไทย ที่สำคัญ “บิ๊กตู่” ใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่พบปะประชาชนและเข็นโครงการพัฒนาระบบคมนาคมภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งถนนและระบบราง เช่น รถไฟทางคู่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่มีระยะแรกคือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 380 กิโลเมตร

ยิ่งการประชุม ครม.สัญจรก่อนหน้านี้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 “บิ๊กตู่” เลือกลงพื้นที่และจัดประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ใน 2 จังหวัดใหญ่แห่งปลายด้ามขวาน คือ จ.ปัตตานี และสงขลา ต้องยอมรับว่าทั้งสองจังหวัดเป็นเสมือนเมืองหลวงแห่งภาคใต้ มาคราวนี้ “บิ๊กตู่” เน้นเทงบประมาณช่วยเหลือด้านการเงินกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมกับขยายเวลาพักชำระหนี้ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยางพาราและปาล์ม ฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

เช่นเดียวกับการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 รัฐบาลเอาใจคนภาคอีสานแบบเทงบสนับสนุนทั้งภูมิภาคด้วยงบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยด้วยโครงการรถไฟทางคู่

แต่ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในการจัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งต่อๆ ไปเน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” หวังเป้าหมายทางการเมืองสำคัญคือ เน้นอัดฉีดโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ และโครงการไทยนิยม รวมถึงต้องการเช็กเรตติ้งความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาล ดังนั้นจากนี้ไปจะได้เห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จังหวัดเล็กๆ ที่มีอยู่ราว 55 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ จ.หนองคาย สระแก้ว เพชรบูรณ์ มุกดาหาร พัทลุง สตูล เป็นต้น โดยมีนโยบายสำคัญคือ ต้องการพบปะติดตามและทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จริงแบบไปฟังจากปากของชาวบ้าน

ดังนั้น จะเห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร มาประกาศนโยบายสนับสนุนและผลักดันให้ จ.สมุทรสาคร เป็นศูนย์กลางอาหารทะเล หรือ Hub of Seafood ของประเทศ เพราะมีความเพียบพร้อมในหลายๆ ด้าน อาทิ สะพานปลา กลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสินค้าประมงแปรรูป รวมถึงต้องการมาติดตามความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู และการดูแลแรงงานต่างด้าว

แม้ไทยจะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 จากเดิมตกชั้นไปอยู่เทียร์ 3 ดังนั้นการมาคราวนี้ “บิ๊กตู่” ต้องมาโชว์ความพร้อมและศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไอยูยู กับปัญหาค้ามนุษย์ ส่วน จ.เพชรบุรี เมืองรองที่ขึ้นชื่อในการเป็นจังหวัดต้นแบบโครงการพระราชดำริต่างๆ มากมาย จุดแข็งอันสำคัญคือชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนนับเป็นจังหวัดตัวอย่างที่สามารถนำไปต่อยอดหรือเป็นตัวอย่าง เช่น  ธนาคารปู แพปลา จังหวัดที่เป็นฐานทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์

การยกทัพ ครม.ประชุมสัญจรครั้งต่อๆ ไปจะเห็น “บิ๊กตู่” ตะลุยลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดเล็กๆ พร้อมกับออกตระเวนชูนโยบาย “ประชารัฐ” และ “ไทยนิยม” ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นบรรยากาศการทำงานรัฐบาลนับจากนี้ไป จึงคล้ายเป็นการซ้อมใหญ่หาเสียงเลือกตั้งแต่เนิ่นๆ ชิงความได้เปรียบทางการเมือง

“พรรคเกรียน” ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542952

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

"พรรคเกรียน" ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

“ผมนั่งคิด คิดมาหลายปีแล้ว จริงหรือเปล่าที่ทำไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะ ต่างประเทศมีโมเดลเกิดขึ้นมาก ที่เป็นพรรคมาจากประชาชน มีลักษณะเป็นพรรคมวลชนสูงมาก หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะทำได้หรือไม่ คนที่สนใจการเมืองแต่มองในกรอบก็คิดว่าทำไม่ได้​ ผมจึงคิดว่าเราน่าจะทดลองดู”

*****************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สปอตไลต์การเมืองจับจ้องไปยัง ​สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักคิดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศหาผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรคเกรียน” ในช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มการเมืองเริ่มแสดงตัวจดแจ้งตั้งพรรคใหม่

ในวันที่ทุกอย่างกำลังเริ่มต้น สมบัติเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงที่มาที่ไปกับการกระโดดจากข้างสนามเข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ชื่อ “พรรคเกรียน” ที่ต้องการให้ดูสนุก ต่างประเทศมี ไพเรตปาร์ตี้ หรือ พรรคโจรสลัด จึงอยากให้สนุกเหมือนกัน แต่มาคิดว่าหากใช้คำว่าโจรสลัดก็ดูจะไม่เข้ากับเมืองไทย จึงหาอะไรที่คล้ายกัน จนมาลงตัวที่พรรคเกรียน

“ตั้งใจให้ดูสนุก แต่ก็ไม่ใช่เล่นๆ คนจะไปตีความ มองทั้ง ไม่จริงจัง ล้อเล่น แต่ไม่ใช่ เป็นการทำอะไรจริงจังทั้งหมด แต่คนจะรู้สึกดี สนุก ดูไม่ซีเรียส​”

สำหรับที่มาที่ไปของการตั้งพรรคนั้น เริ่มจากเมื่อพูดถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะ “พรรคการเมือง” ไม่สามารถวิวัฒนาการไปได้สุด วนอยู่กับพรรคนายทุน ​การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพรรคการเมือง จนมีคำถามว่า พรรคการเมืองในอุดมคติเป็นยังไง ซึ่งคนก็คิดในใจว่าการเมืองไทยทำไม่ได้เพราะต้องใช้เงิน ไม่ใช่คนธรรมดาจะทำได้

สมบัติ เปรียบเทียบว่า การตั้งพรรคครั้งนี้เป็น “แอ็กชั่น รีเสิร์ช” ที่เป็นการทดลองผ่านปฏิบัติการจริง โดยใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพรรค ที่มีข้อดีคือลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หากไปดู ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกมีเป็น 10 ประเทศ แต่ที่ประสบความสำเร็จคือของเยอรมนี ซึ่งสามารถได้รับเลือกเป็น สส.​ในสภา และยังได้ไปนั่งในสภายุโรปด้วย

ทั้งนี้ ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มในการทำงาน ทั้งการสื่อสาร การทำธิงค์แท็งก์ ​ซึ่งมีการสร้างแพลตฟอร์ม “ลิควิด ฟีดแบ็ก”ช่วยทั้งการจัดอันดับ โหวต อภิปราย ซึ่งที่มาที่ไปของต่างประเทศก็มาจากคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี

ประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นมาจากยุคควบคุมการเข้าถึงออนไลน์ ซึ่งต่อมาก็วิวัฒนาการการเมืองในพรรคนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ลิควิด ดีมอคเครซี” ซึ่งก้าวหน้ากว่าประชาธิปไตยตัวแทน เพราะเวลาคุณเลือกตั้งเสียงก็จะไปอยู่ในมือ สส.​ ซึ่งไม่รู้ว่า สส.จะโหวตในสิ่งที่ประชาชนคนเลือกเขาต้องการหรือไ​ม่

แต่สำหรับ ​ลิควิด ดีมอคเครซี เวลามีนโยบาย สส.ก็ไม่ได้โหวตกันแบบฝักถั่ว แต่ต้องนำประเด็นเหล่านั้นกลับมาที่พรรค มีการใช้แอพพลิเคชั่นเปิดให้ถกเถียงกัน ซึ่งถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมสูงมาก และเป็นพรรคของมวลชนอย่างแท้จริง คอนเซ็ปต์นี้ก็จะนำไปปรับใช้กับพรรคเกรียน

“เราจะมาอภิปรายภายใน แสวงหารูปแบบประชาธิปไตยก้าวหน้า เวลาศึกษาเรื่องนี้ดูว่ามีรูปแบบใดบ้าง เราก็จะถึงทางตันว่าในประเทศมีแค่พรรคทหารกับพรรคนายทุน สองแบบมันไม่ไปไหน พรรคนายทุนใหญ่กับนายทุนเล็ก นายทุนท้องถิ่น เป็นการถอยหลัง ไม่มีวิวัฒนาการ

…ที่ผ่านมาแนวคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีคนหน้าใหม่เข้ามา แต่รูปแบบก็ไม่เห็นว่าใหม่ ในความรู้สึกผม หากมีพรรคที่แตกต่างแบบสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่สนใจว่าจะได้เสียงเท่าไร นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่คุณจะทำการทดลอง ทฤษฎี หลักการ”

ถามว่าหากไม่สนคะแนนเสียงจะทำให้พรรคไม่มีพลังไปผลักดันนโยบายในสภา สมบัติ ตอบทันทีว่า ไม่จริง เป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาพอสมควร อย่างพรรคหมาแมวของอังกฤษไม่มีเสียงในสภา แต่ก็สามารถทำเรื่องเล็กๆ ส่งเสียงอยู่ข้างนอก พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรทางการเมืองของประชาชน ถ้าคุณมีตัวแทนก็เข้าไปทำงานในสภา ถ้าไม่มีตัวแทนก็ทำงานนอกสภาได้

ส่วนที่มองกันว่า บก.ลายจุดเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากนอกสภาเข้ามาสู่ในสภานั้น สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคการเมืองเป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มเคลื่อนไหว ซึ่งแมสกว่าการเคลื่อนไหวนอกสภา เพราะไม่ต้องทำภายใต้สถานการณ์การเมือง โดยพรรคการเมืองสามารถทำธิงค์แท็งก์เก็บไปเรื่อยๆ

สมบัติ ย้ำว่า เรื่องการตั้งพรรคไม่ใช่เพิ่งมาคิด แต่พูดเรื่องนี้มาร่วม 2 ปีได้ จนถึงช่วงเปิดรับสมัครจึงมีการหารือกับคนอื่นๆ ที่ทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และจากที่เปิดรับสมัครไปทางเฟซบุ๊กมีคนหลังไมค์เข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบซีเรียสจริงจัง ไม่ใช่แค่ให้กำลังใจ ก็รับเข้ามาอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เปิดขึ้นมาเวลานี้มีร่วม 30 คน ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีใครบ้าง แต่หากเปิดชื่อมาจะเห็นว่ามี “บิ๊กเนม” ซึ่งพูดคุยกันมาเป็นปี

ถามว่าจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขต หรือไม่ บก.ลายจุด ย้ำทันทีว่า ไม่สนใจอยู่แล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องจำนวน สส. หรือเก้าอี้ในสภาเลย มีก็ดี แต่การส่งผู้สมัคร สส. ต้องคำนึงถึง “คุณภาพ” ก่อน เช่น ถ้ามีคนอยากลงแต่พิจารณาแล้วเกณฑ์ยังไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรส่ง ถ้าส่งแล้วชาวบ้านยี้ก็ไม่เอา

ส่วนจุดแข็งของพรรคที่จะไปแข่งกับพรรคอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ ฐานเสียง ชัดเจน คืออะไร สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคไม่สนใจ ไม่มีแรงกดดัน หมายความว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องชนะเลือกตั้งเหมือนพรรคอื่น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่แค่จะเอาชนะ แต่ต้องชนะให้ได้ปริมาณมากเพื่อเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบตกร่อง ทำให้คนตกร่อง ​

“เราจะไม่ใช้ตังค์ ไม่ใช้ป้าย แต่จะทำกระแส หรือมีป้ายก็อาจจะยอมให้มีเขตละป้าย​ เลยบอกว่าเป็นห้องทดลอง เป็นแอ็กชั่นรีเสิร์ช ซึ่งต้องไปถามว่าจำเป็นไหมต้องส่ง สส.ทุกเขต หรือคำถามเดิมๆ จำเป็นไหมต้องมีป้าย มีป้ายแบบไหน ไม่เบื่อป้ายสี่เหลี่ยมตั้งๆ ซึ่งเชย ไม่สร้างสรรค์ เปลืองเงิน เป็นอุจาดทัศน์​”

ในแง่ของกฎระเบียบใหม่สำหรับการตั้งพรรค ทั้งการหาสมาชิก เงินระดมทุน ไปจนถึงเรื่องไพรมารีโหวตนั้น เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตาม ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ก็เป็นอยู่บ้าง แต่จะทำให้ได้ตามกติกา ถ้าทำไม่ได้ก็จะได้รู้ว่ามีข้อจำกัดอะไร เรียนรู้ไป แต่ส่วนตัวคิดว่าทำได้

ถามว่าถูกตั้งคำถามว่าเป็นพรรคนอมินีของ “เสื้อแดง” หรือ “เพื่อไทย” หรือไม่ บก.ลายจุด ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนใครจะตั้งคำถามก็ตั้งไป ซึ่งเวลานี้ยังไม่รู้ว่าจะไปจดแจ้งกับ กกต.เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับความพร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเป็นพรรคการเมืองจริง ไม่ใช่ตั้งเล่น หรือเป็นพรรคเฉพาะกิจ​

“เป็นพรรคการเมืองจริงๆ แต่เรามีบุคลิกของเราเอง เราจะทำการเมืองแบบใหม่ ซึ่งจะทำการเมืองในระยะยาว และเคยให้สัมภาษณ์หลายทีแล้วว่าไม่ได้ทำพื้นที่การเมือง​ระดับชาติเท่านั้น แต่สนใจตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน หรือจะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองที่แท้จริง ต้องลงไปถึงระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย อย่างเลือกตั้งประธานนักเรียน ซึ่งฟังดูเพี้ยน แต่การทำพรรคครั้งนี้จริงจัง จริงจังมาก จริงจังกว่าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก”

ปิดท้ายด้วยคำถามว่าคาดหวังอะไรจากการตั้งพรรคครั้งนี้ สมบัติ กล่าวว่า ​สามารถสร้างพรรคมวลชนจากประชาชนได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ใช้งบประมาณต่ำ สร้างการมีส่วนร่วม เป็นพรรคที่มีรูปแบบก้าวหน้ากว่าพรคการเมืองที่มีอยู่ในระบบ ส่วนประชาชนจะเลือกหรือไม่ ​เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่คาดหวัง แค่ฟังเราก็พอแล้ว

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542824

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

บรรยากาศการขอจดตั้งพรรค หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดให้มีการยื่นจดได้ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.เป็นวันแรก ปรากฏว่าเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่แพ้วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่มีทั้งการเข้าคิวแย่งกัน สร้างสีสัน สร้างความครื้นเครง เรียกความสนใจกันอย่างเต็มที่ โดยมียอดกลุ่มการเมืองที่เข้าจดตั้งพรรคสูงถึง 42 กลุ่ม

เมื่อส่องรายชื่อเหล่าพรรคการเมือง ซึ่งเคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้แบบชัดเจน ว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯ อีกสมัยมากันครบครัน เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งส่ง ธนพัฒน์ สุขเกษม มาในฐานะผู้จดแจ้ง แต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นผู้กุมบังเหียน ซึ่งเคยประกาศเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจน คือ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ด้วยเหตุผล เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ

ถัดมา พรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งห่างหายจากการเมืองมานานกว่า 10 ปี โดยมีนพ.ระวี มาศฉมาดล มาดำเนินการจดแจ้ง ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ได้รวบรวมบรรดาอดีต สส.พรรคพลังธรรม และสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ

โดยมีจุดยืนเพื่อนำประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤตความขัดแย้งและความแตกแยก รวมถึงคอร์รัปชั่นโกงกินทุกรัฐบาล นำประเทศไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก และพรรคจะมีคณะธรรมาภิบาลเพื่อให้ระบบตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าต้องมีนายกฯ คนนอก

ไล่มาถือว่าน่าจับตากับ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี ชวน ชูจันทร์ มาทำหน้าที่จดแจ้ง โดยพรรคนี้มีนโยบายสำคัญและเป็นที่รู้กันดี คือ “นโยบายประชารัฐ” มาเป็นแนวทางในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล คสช.

ตามมาด้วย พรรคพลังชาติไทย โดยมี กิ่งฟ้า อรพันธ์ เป็นผู้จดตั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้ชื่ออาจไม่คุ้นหูหรือรู้จักมากนักในทางการเมือง ทว่าถือเป็นพรรคน่าจับตาเพราะมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล คสช. เนื่องด้วยตัว พล.ต.ทรงกลด เป็นนายทหารประจำสำนักงานปลัดกลาโหม จึงได้รับมอบหมายให้อยู่ใน “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ”

อีกหนึ่งสีสัน พรรคเพื่อชาติไทย ของ อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร อดีตภรรยา พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีว่าที่ พ.ต.กรพต รุ่งพิรัญวัฒน์ กับคณะมายื่นจดแจ้ง พร้อมขนกองเชียร์สวมเสื้อยืดสีขาว ข้างหน้าสกรีนรูปของอัมพาพันธ์ พร้อมข้อความ “ย่ายุ้ย อัมพาพันธ์” เพื่อชาติไทย ส่วนด้านหลังเสื้อสกรีนรูปภาพหน้าของนักการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้ง เช่น ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.

ที่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย คือ พรรคเห็นแก่ตัว โดยมี “กริช ตรรกบุตร” ว่าที่หัวหน้าพรรคและผู้ดำเนินการจดแจ้ง พร้อมให้เหตุผลกับการตั้งชื่อพรรค ว่า สังคมทุกวันนี้ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว เชื่อว่าไม่มีใครเห็นแก่ประเทศชาติ ดังนั้น สมาชิกในพรรคจึงเห็นพ้องที่จะใช้ชื่อนี้ เป็นชื่อพรรค และเชื่อว่าชื่อนี้จะผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการ และทำให้ประชาชนจดจำ และหากชื่อนี้ไม่ผ่าน ก็เตรียมเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเห็นแก่ชาติ เป็นชื่อสำรองไว้

สำหรับ “กริช ตรรกบุตร” จบการศึกษาปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2547 จากนั้นปี 2550 เป็นผู้สมัคร สส.แบบสัดส่วน พรรคพลังเกษตรกร ของ ศรีภิญโญ ดอนท้วม ลำดับที่ 2 ก่อนที่ในปี 2554 เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลำดับที่ 40 ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด นอกจากนี้เขายังมีชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ของ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน และ พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากพรรคการเมืองได้ทำการจดตั้งพรรคการเมืองแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองจะตรวจสอบลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรค ก่อนส่งไปให้กับ 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กรมราชทัณฑ์ สำนักงาน ก.พ. ศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาวุฒิสภา ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการต่อไป

โดยจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารภายใน 30 วัน ก่อนออกใบหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้กลุ่มการเมืองไปดำเนินการในเรื่องหาผู้ร่วมจัดตั้งไม่น้อยกว่า 500 คน ประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 250 คน รวบรวมเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่ได้รับหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง

ส่วนการขออนุญาตดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จะต้องทำหนังสือส่งให้กับ กกต.เพื่อส่ง คสช.พิจารณา โดยต้องนำส่งด้วยตัวบุคคล ไม่ใช่ทางไปรษณีย์หรือผ่านสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การขออนุญาตจะต้องระบุเหตุผลความจำเป็น ตลอดจนรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ ประเภทกิจกรรม ห้วงเวลา จำนวนผู้เข้าร่วมโดยประมาณ และผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กตต. กล่าวว่า ภาพรวมพอใจที่มีผู้สนใจจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ถึง 42 กลุ่ม ไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ซึ่ง กกต.จะทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่นั้น ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการก็ทัน เพราะ กกต.รีบดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องพรรคนอมินีนั้นไม่อาจทราบได้ หากยื่นถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องรับจดทะเบียน

42 รายชื่อขอจดตั้งพรรคใหม่

พลังชาติไทย ประชาไทย พลังประชารัฐ ประชาชนปฏิรูป สังคมประชาธิปไตยประชาชน ประชาชาติ ชาวนาไทย พัฒนาไทย เครือข่ายประชาชนไทย เศรษฐกิจใหม่ พลเมืองไทย พลังธรรมใหม่ ไทยเอกภาพ ประชาภิวัฒน์ สหประชาไทย ทางเลือกใหม่ ชาติพันธุ์ไทย รักษ์แผ่นดินไทย แผ่นดินธรรม เพื่อชาติไทย กรีน ประชานิยม พลังสยาม สยามธิปัตย์ ของประชาชน พลังอีสาน รวมใจไทย ไทยศรีวิไลย์ ประชามติ พลังไทยยุคใหม่ ไทยรุ่งเรือง เพื่อสตรีไทย รากแก้วไทย น้ำใจไทย เสรีประชาธิปไตย คนสร้างชาติ รวมไทยใหม่ สามัญชน สยามไทยแลนด์ ปฏิรูปประเทศไทย เห็นแก่ตัว และภาคีเครือข่ายไทย

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542628

  • วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

คณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ร่วมกับองค์กรเครือข่ายสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จัดงาน “การสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย” โดยประกาศเจตนารมณ์องค์กรภาคีเครือข่าย 275 เครือข่าย กว่า 500 คน เพื่อร่วมสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดสำหรับคนไทย

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “หลักคิดที่เหมาะสม สำหรับคนไทย” ว่า สังคมไทยในอดีตได้รับการยกย่องจากต่างชาติในเรื่องความอ่อนโยน มนุษยธรรม กตัญญู แต่ปัจจุบันเราเผชิญกับวิกฤตคุณธรรม ต้นทุนเหล่านี้ลดต่ำลงจากกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่กระทบเข้ามา ทำให้ถึงเวลาที่จะต้องคิดว่า จะปล่อยให้กระแสไหลบ่าจนพาตกเหว หรือลุกขึ้นมาสู้กับมัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้ต้นทุนที่เรามีอยู่มีคุณค่าขึ้นมา โดยสถาบันหลักของไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัวและชุมชน ซึ่งการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ คือ 1.พอเพียง 2.วินัย 3.สุจริต 4.จิตสาธารณะ 5.รับผิดชอบ จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงให้สอนกันในโรงเรียนและให้เด็กท่องจำเพื่อหวังคะแนนอย่างเดียว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปปฏิบัติต่อให้เกิดผล ซึ่งโครงการโรงเรียนคุณธรรม ที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงริเริ่มไว้เป็นต้นแบบสำคัญของการปรับใช้เป็นกระบวนทัศน์ 5 ข้อ ซึ่งตรัสว่า “การสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองเป็นเรื่องที่ยากและยาวแต่ก็ต้องทำ”

“การเรียนการสอนจะไม่ได้เน้นให้เด็กเก่ง แต่ทำให้เด็กมีน้ำใจ มีจิตอาสา สามัคคี หันมาช่วยเหลือกัน ซึ่งพบว่าการที่เด็กมีน้ำใจ มีคุณธรรม ส่งผลให้เด็กเรียนดีขึ้นกว่าเดิม วัดได้จากสถิติการสอบโอเน็ตอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ” นพ.เกษม กล่าว

องคมนตรี กล่าวว่า หากจะสร้างให้เด็กมีวินัยได้ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งปัจจุบันเด็กอยู่ในระบบการศึกษา จึงต้องให้ความสำคัญในประเด็นการสร้างคน โดยเน้นคนดี มากกว่าคนเรียนเก่ง ไม่ใช่แข่งกันเรียน แข่งกันกวดวิชา แต่ต้องปรับความคิดมีจิตอาสา เด็กช่วยกันติว ให้คำแนะนำกันเรื่องการเรียน เน้นเรื่องระบบธรรมาภิบาล ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้องค์กรหรือโรงเรียนมีคุณภาพ คุณธรรม จัดสิ่งแวดล้อม เชื่อว่า 5-10 ปีนี้ ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นพ.เกษม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเห็นความสำคัญด้านการศึกษา และพระราชทานราโชบายด้านการศึกษา ซึ่งทรงต้องการให้การศึกษาต้อง มุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน คือ 1.ทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง เข้าใจในพื้นฐานของบ้านเมือง ยึดมั่นในศาสนา มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอื้ออาทรต่อครอบครัวชุมชน 2.พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ดี ปฏิเสธสิ่งที่ผิด สิ่งที่ชั่ว ช่วยกันสร้างคนดีแก่บ้านเมือง 3.มีอาชีพ มีงานทำ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้ และ 4.เป็นพลเมืองดี ไม่ว่าครอบครัว สถานศึกษา สถานประกอบการ ต้องส่งเสริมให้โอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี โดยเห็นอะไรที่ดีต่อชาติบ้านเมืองก็ต้องทำ เช่น งานจิตอาสา เป็นต้น

เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า ปัญหาคนไทยยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มการใช้พฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น ขาดคุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์ มีปัญหาด้านคุณภาพเกือบทุกช่วงวัย ดูแล ลูกหลานพ่อแม่ไม่ดีพอ สิ่งที่หนักที่สุด คือ ขาดดุลพินิจเปราะบางอ่อนไหว ในการเลือกใช้ชีวิตทั้งพฤติกรรม เทคโนโลยี ทำให้เราหลงเชื่อเร็วโดยไม่ไตร่ตรอง เป้าหมายจริงๆ ที่อยากเห็นคือ การที่คนไทยมีจิตสำนึก เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน กว่าที่จะไปถึงเป้าหมายยาวไกลนี้มีหลายวิธีด้วยกัน

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงวิทย์ฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ “วิทย์สร้างคน” ซึ่งเน้นทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้มีกระบวนการความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ มีความตระหนักในหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างให้เกิดวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง โจทย์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีฝากไว้คือ ทำให้คนไทยมีความคิดความอ่าน แบบมีเหตุผล เป็นพลเมืองดีที่ตื่นรู้

กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542093

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 07:55 น.

กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เสนอเพื่อเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย ดังนั้นควรทำความรู้จักกับกองทุนในแง่มุมต่างๆ ที่ยังไม่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายนัก

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธาน กอปศ. เคยระบุกับโพสต์ทูเดย์ว่า “คล้ายๆ กับ สสส. ด้านการศึกษา”

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ กรรมการกอปศ. และสมาชิก สนช. ขยายความเรื่องกองทุนนี้กับโพสต์ทูเดย์ว่า ก่อนอื่นต้องระบุถึงภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษาก่อนว่า มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในระบบของการศึกษาเท่านั้น แต่จะขยายวงไปถึงแรงงานในระบบที่มีถึง 38 ล้านคน และรวมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนับ 18 ล้านคน โดยพุ่งเป้าไปที่การดูแลผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นตามมาตรา 54 แห่งรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพครู โดยรัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้กลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

นพ.เฉลิมชัย ขยายซ้ำว่า จุดประสงค์หลักมุ่งไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ตั้งแต่แรกเกิดจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 3.เยาวชนที่ต้องการศึกษาต่อหรือพัฒนาทักษะอาชีพแต่ขาดแคลนทรัพย์ 4.การเสริมสร้างประสิทธิภาพครูและอาจารย์

ทั้งนี้ กองทุนตั้งเป้าช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้ได้ 4.3 ล้านคน/ปี และคาดว่าจะขจัดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาไทยได้ภายใน 10 ปี พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีเม็ดเงินที่เพียงพอ จากเดิมที่รัฐจัดสรรเงินเพื่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพียง 3,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็น 0.5% จากงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศให้เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5% ต่อปี หรือเพิ่มเป็น 10 เท่าตัว

นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า กองทุนนี้ไม่ได้สนับสนุนเฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมกลุ่มอาชีพต่างๆ ระยะสั้นให้มีความเชี่ยวชาญในอาชีพต่างๆ มากขึ้น เพราะเป้าหมายของกองทุนนี้มองว่าการพัฒนาเด็กเยาวชนและคนไทยทุกคนให้เป็นพลเมืองคุณภาพ เป็นการลดภาระในอนาคตของรัฐที่จะต้องมาทำสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือคนเหล่านี้ ซึ่งกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือไปจนตลอดชีพ

กลุ่มแรกๆ ที่กองทุนจะเน้นเข้าไปช่วยเหลือก็คือ กลุ่มที่ขาดโอกาสหรือยากจนที่สุด มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท เน้นแม่ที่ยากจน ซึ่งกลุ่มนี้คลอดลูกออกมาอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อม มีความยากไร้ และขาดความรู้ ที่จะดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพ เด็กอนุบาล ที่มีจำนวนกว่า 2 แสนคนที่ไม่ได้เรียน การศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) มีเด็กต้องออกกลางคัน 2 แสนคน บกพร่องและพิการ 3 แสนคน ยากจน 1.8 ล้านคน จบมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วไม่ได้เรียนต่ออีก 2 แสนคน เรียนด้วยความยากลำบากอีก 3 แสนคน ไม่ได้เรียนต่อทั้งสายอาชีวะ และสายสามัญที่จะเข้ามหาวิทยาลัยอีก 2 แสนคน

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำแบบส่งต่อมาเป็นทอดๆ หากกองทุนไม่เกิด คนเหล่านี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และอาจตกงาน หรือทำอาชีพที่มีรายได้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว

“เราพบว่ารัฐบาลมีหนี้เงินกู้ที่ต้องชำระในปี 2561 ถึง 8.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3% ของงบประมาณทั้งปี 2.9 ล้านล้านบาท แต่ถ้าเราใช้เงินกองทุนเพียง 0.86% ของงบประมาณแผ่นดิน หรือ 5% ของงบทางการศึกษา 2.5 หมื่นล้านบาท จะสามารถสร้างศักยภาพของคนทำให้มีรายได้ดูแลตัวเองได้ และทำให้การจัดเก็บภาษีของประเทศเพิ่มขึ้น และรัฐบาลจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศมาอีก เราต้องทำแบบนี้ทุกปี ใช้งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ”

เป้าหมายของกองทุนนี้มองว่า วิธีช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เดิมที่ใช้อยู่นั้นไม่ยั่งยืนและใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก กองทุนจึงเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสร้างความเข้มแข็งให้กับพลเมืองตั้งแต่เกิด และต่อเนื่องไปทุกช่วงวัย เพื่อทำให้รายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น

“กองทุนคิดกันว่าจะไม่เอาเงินไปแจก แต่จะไปทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ เช่น ไปร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ตอนที่มีแม่ยากจนมาฝากท้อง ก็ให้อาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกาย ไปร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่ให้งานซ้ำซ้อนกัน ไม่แย่งงานกันทำ กองทุนจะทำงานเชิงรุก และเดินไปหาว่าผู้ด้อยโอกาสตามกลุ่มเป้าหมายปีละ 4.3 ล้านคนนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มตามเงื่อนไขกองทุนจริง” นพ.เฉลิมชัย กล่าว

ขณะเดียวกัน มีการกำหนดเป็นกฎหมายชัดเจนว่า ผู้จัดการกองทุนจะต้องถูกประเมินการทำงานและตรวจสอบทรัพย์สินทุกปี ขณะที่กรรมการเองก็จะถูกหน่วยงานภายนอกประเมินการทำงาน ตรวจสอบการใช้งบประมาณ ประเมินผลจากการใช้งบประมาณตามกลุ่มทุนที่กองทุนเข้าไปช่วยเหลือ และรายงานการทำงานต่อสาธารณะทุกปีเช่นกัน

“พิชัย”โชว์วิชั่นชิงผู้ว่าฯ ดันกทม.สู่เมืองหลวงอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541782

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 09:51 น.

"พิชัย"โชว์วิชั่นชิงผู้ว่าฯ ดันกทม.สู่เมืองหลวงอาเซียน

“ทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่ทำกิน ค้าขาย หรือยกระดับรายได้ให้กับคนกรุงเทพฯ และประการสำคัญคือทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงอาเซียน ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว”

****************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มพอเห็นภาพชัดเจนขึ้นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและปรับปรุง ก่อนนำส่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาประกาศเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป

สอดรับกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีกระแสข่าวได้เตรียม 2 แคนดิเดต เพื่อส่งเข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม และพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แม้จะยังไม่แน่นอนว่าใครจะได้ถูกเสนอชื่อเพื่อมากรำศึกสนามพ่อเมืองกรุงเทพฯ

พิชัย หนึ่งในแคนดิเดตและผู้ถูกจ้องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กับการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นด้านเศรษฐกิจ จนล่าสุดถูกหมายเรียกฐานขัดคำสั่ง คสช. นับเป็นครั้งที่ 10 ได้เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว แต่การมีชื่อมาก็ถือว่าต้องขอบคุณ เพราะเป็นโอกาสที่จะสามารถเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร ซึ่งตนเองก็เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด และเชื่อว่าทุกคนอยากเห็นกรุงเทพฯ พัฒนาก้าวหน้าต่อ

พิชัย กล่าวออกตัวว่า แม้ยังไม่ได้คิดว่าจะลงเป็นผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ แต่เห็นว่าอะไรที่กรุงเทพฯ ต้องการ โดยเฉพาะทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่ทำกิน ค้าขาย หรือยกระดับรายได้ให้กับคนกรุงเทพฯ และประการสำคัญคือทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงอาเซียน ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“ผมยกตัวอย่าง เช่น การเปิดเสรีให้คนฉลาดๆ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยและให้สัญชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทำกัน อาทิ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยประเทศหัวคิดก้าวหน้าจะมองว่าทำอย่างไรให้ประเทศเขาเจริญ จึงยินดีรับคนฉลาดให้เข้ามาเป็นประชากร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเปิดรับ

แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาล และผมมีแพลนไว้หมดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครจะได้ลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ ถ้าเป็นคนอื่นผมก็พร้อมส่งแผนงานให้เขาดำเนินการต่อ ซึ่งเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งแผนแก้ไขปัญหากรุงเทพฯ รวมถึงแผนของประเทศด้วย”

พิชัย อธิบายอีกว่า การทำกรุงเทพฯ ให้เป็นที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนและดึงคนฉลาดๆ เข้ามานั้น จะทำให้ประเทศพัฒนาและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และยิ่งเฉพาะปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่มีความเจริญพัฒนามากขึ้น หากได้คนฉลาดมาหนึ่งคน อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เช่น มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก ที่ทำให้มีเฟซบุ๊กทุกวันนี้ คนฉลาดคลิกเดียว และยิ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็สามารถสร้างเม็ดเงินได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านทันที หรือแนวคิด Co working space โดยเอาเด็กๆ เข้ามาช่วยกันคิด ช่วยกันทำเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วมาแชร์ความรู้กัน จึงเป็นสิ่งที่อยากฝากรัฐบาลช่วยคิด โดยเฉพาะการพัฒนาให้คนฉลาดเป็นสิ่งจำเป็น

“เหมือน 7-8 ปี ก่อน Tablet per child ผมเป็นคนคิด แล้วคิดว่านี่เป็นการพัฒนาให้เด็กก้าวทันอนาคต และรัฐบาลนี้ก็มายกเลิกไป ซึ่งจริงๆ แล้วมันได้ประโยชน์เยอะ การฝึกให้เด็กฉลาดใช้ให้เป็น เพื่อให้เด็กพัฒนาต่อไป ทำให้เด็กฉลาดก้าวกับอนาคตได้ทัน ผมเองไม่ได้พูดแบบนี้ว่าจะลงเองแน่นอน ใครเอาไปใช้ก็ได้ เพียงแต่อยากให้ข้อคิดว่ากรุงเทพฯ มันควรมีพัฒนาการในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ฝุ่นละออง

เพราะอย่างสหรัฐ มี Emission control กับรถทุกคัน อย่างเรามีกำหนดหรือไม่ว่า กี่ปีจะเอารถไฟฟ้ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะจะได้ลดค่าฝุ่นละอองด้วย รวมถึงการขุด การก่อสร้างถนน ก่อสร้างทางยกระดับ ทางรถไฟใต้ดิน หรือรถไฟบนดิน มันสร้างผลกระทบเยอะหรือไม่ ต้องแก้ไขอย่างไร ทว่า ไม่มีใครเดือดร้อนมาพูด แต่เป็นเรื่องสำคัญที่มันควรต้องพูด เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง”

อย่างไรก็ตาม ตนเองมองทุกอย่างมันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรถติด น้ำท่วม เพราะเป็นปัญหาพื้นฐาน หากเดินทางลำบากหรือช้า เศรษฐกิจเสียหายเท่าไร หรือน้ำท่วมขึ้นมาเศรษฐกิจก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน เรื่องพวกนี้จึงอยู่ในขั้นตอนแก้ไขเพื่อทำให้เศรษฐกิจกรุงเทพฯ ขยับขึ้น และคนกรุงเทพฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่อยากเห็น

สำหรับหลักการและแนวทางการดำเนินการทั้งหมดนั้นคงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ได้คิดไว้ทุกกรอบ ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีโมเดลของแต่ละประเทศ ซึ่งไปศึกษา อาทิ แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และ นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ เพราะถือเป็นเมืองศูนย์กลางใหญ่ของภูมิภาคนั้นๆ เพื่อนำเอามาปรับปรุงให้สอดคล้องกับประเทศและนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ จริงๆ โมเดลของต่างประเทศมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จำเป็นต้องเอาประสบการณ์ของเมืองใหญ่ๆ จากประเทศที่มีปัญหาและแก้ไขอย่างไร มาวางแผนเพื่อสอดคล้องกับประเทศไทย และจากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจและต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ จะเห็นเมืองใหญ่ๆ ทั้งในสหรัฐ ยุโรป มีพัฒนาการและเปลี่ยนแปลง ก็อยากเห็นประเทศไทยเป็นไปในลักษณะดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขให้กับคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเรื่องหมอกควันฝุ่นละออง แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่มีการพูดอะไร หรือแม้กระทั่งนโยบายการแก้ไข และหากจำกันได้เมื่อ 20-30 ปีก่อน ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็พบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย ทำให้มีการแก้ปัญหากันแบบยกใหญ่ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาแพงมาก

ในส่วนเรื่องปัญหาน้ำท่วม พิชัย บอกด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ ต้องรื้อแผนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐบาลเพื่อจัดการกับปัญหา ดังกล่าวว่ามีวิธีการอย่างไรไม่ให้น้ำท่วม เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าโลก กระแสการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสภาพอากาศเร็วมาก ดังนั้น การเปลี่ยน แปลงเป็นได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการเตรียมพร้อมหรือทำโครงสร้างใหญ่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก

นอกจากนี้ ประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาและต้องรีบแก้ไข คือ การจัดระเบียบตลาดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยโดยรอบ โดยการจัดการแก้ปัญหาในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ต้องทำ ความเข้าใจว่าตลาดเป็นพื้นที่สร้างรายได้สำคัญสำหรับคนชนชั้นรากหญ้า แต่ด้วยความเจริญที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“จึงมีความจำเป็นที่รัฐต้องจัดพื้นที่ให้เป็นระบบ ตั้งแต่การใช้สอยพื้นที่ของรัฐที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ จัดโซนนิ่ง ตลอดจนระบบการจัดการด้านมลภาวะ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ขัดแย้งกัน ขณะที่ปัญหาด้านผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ระหว่างระบบราชการและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เป็นบ่อเกิดปัญหาเรื้อรังอย่างปัจจุบัน”

อย่างไรก็ดี พิชัย ยอมรับว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งสนามนี้คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากฐานเสียงเดิมส่วนใหญ่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส เพราะท้ายสุดแล้วจะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ และเลือกตั้งอะไรก่อนระหว่างเลือกตั้งใหญ่และเลือกตั้งท้องถิ่น

“ต้องถามก่อนว่าคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่มีผู้ว่าฯ มาพอใจหรือไม่ อยากให้เลิกคิดถึงเรื่องการเมือง และมาคิดถึงเรื่องประโยชน์จริงๆ สิ่งที่พัฒนากรุงเทพฯ จริงๆ เป็นที่พอใจของคนกรุงเทพฯ หรือไม่ ถ้าพอใจก็เลือกอย่างที่เลือก แต่ถ้าไม่พอใจอยากจะลองเปลี่ยนหาคนที่มีแนวคิดใหม่ ก็ลองมาเลือกพรรคเพื่อไทยหรืออาจจะผม หรือเป็นคนอื่นก็ได้

เพราะมีแนวคิดของพรรคในการมาช่วยพัฒนาในทางที่ถูกต้องจริงๆ อยากให้คนเปิดใจ อย่าไปยึดติด และอยากให้มองในเชิงนโยบาย เพราะพรรคการเมืองไม่มีทางทำไม่ดี เพราะมันจะส่งผลกระทบ ถ้าสมมติพรรคเพื่อไทยได้รับเลือก และทำให้กรุงเทพฯ ไม่ดีจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่ทุกวันนี้บ้านเรามีแต่วาทกรรม เช่น คนซื้อเสียง ก็พิสูจน์แล้วว่าทุกวันนี้ไม่มี หรือมีก็น้อยมาก ซึ่งมาจากผลสำรวจ”

คดีล่าสัตว์ ต้องจัดการให้ถึงที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541610

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 10:10 น.

คดีล่าสัตว์ ต้องจัดการให้ถึงที่สุด

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จากกรณีของ เปรมชัย กรรณสูต ซีอีโอบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้างของประเทศ พร้อมพวกตกเป็นผู้ต้องหาคดีล่าสัตว์ป่า ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญ

เพราะสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ “เกมการล่าสัตว์” ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย ทั้งจากคนในพื้นที่ที่อาจล่าเพื่อยังชีพ หรือผู้มากบารมีเศรษฐีที่อาจล่าเพื่อความมันและอยากลิ้มรสสัตว์ป่า

ขณะที่เส้นขนานควบคู่ไปกับความเป็นมนุษยธรรม ที่บางส่วนอ้างถึงความชอบธรรมของการล่าว่า มันคือเกมกีฬา หรือบางประเทศอาจกระทำให้ถูกกฎหมายตามแต่ละเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่เอาชีวิตสัตว์มาดึงดูด หรือแม้แต่การฆ่าเพื่อจำกัดจำนวนประชากรสัตว์ป่า

เฉกเช่นการเล่าผ่านประสบการณ์ของ เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ที่เดินทางมาทำงานเพื่อสัตว์ป่าในประเทศไทยกว่า 20 ปี ให้ภาพเปรียบเทียบกับคำว่ากีฬา และการล่าสัตว์กับกรณีของเปรมชัย แน่นอนคำตอบคือ เมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายประเทศนั้นๆ กรณีของเปรมชัยที่ตกเป็นผู้ต้องหา ก็มีความผิดอย่างชัดเจน เพราะการล่าในประเทศไทยไม่ใช่เกมกีฬา แต่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

เอ็ดวิน ให้ภาพว่า บางประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่า แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลบางประเทศก็ให้สิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในป่า และแน่นอนว่าเจ้าของที่ดินที่อยู่ในผืนป่าก็เป็นคนระดับมหาเศรษฐี และสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบคือการเลี้ยงสัตว์ป่านานาชนิด เลี้ยงไว้เพื่อให้ตัวเองได้ออกล่า ได้ฆ่าอย่างสนุกมือ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศนั้นๆ

“บางประเทศในแถบบ้านเรา เมื่อราว 3 ปีก่อน ที่กัมพูชามีแผนจะเปิดพื้นที่ป่าในประเทศตนเอง และปล่อยสัตว์ป่าเข้าไปเต็มพื้นที่เพื่อจัดเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ จะเรียกนักท่องเที่ยวที่นิยมการล่าสัตว์ป่าเข้าไปล่าได้อย่างสะดวกสบาย เรียกว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศเขา ขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างสวรรค์ของการล่าสัตว์ในพื้นที่ ซึ่งหากเขาทำเป็นกฎหมายนักอนุรักษ์สัตว์ป่าก็แทบจะเข้าไปเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย การล่าคือผิด และบาป แต่เขากำลังทำให้ถูกกฎหมาย” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ยกตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม การฆ่าสัตว์ป่าก็ยังมีอีกหลายเหตุผลที่สมควรกระทำ แต่ต้องเป็นสาเหตุที่จำเป็นจริงๆ ซึ่ง สมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สะท้อนว่า ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “การจัดการสัตว์ป่า” กันก่อน การจัดการที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงว่า “การเก็บสัตว์ป่า” แต่การจัดการที่ระบุในตำราคือการควบคุมประชากรสัตว์ให้สมดุลกับระบบนิเวศ นั่นก็คือการฆ่าเพื่อรักษาความสมดุล

“ในตำราจะเขียนไว้เลยว่ามันคือ เกม เกมในที่นี้หมายถึงการเอาออก การจัดการสัตว์ป่า เพราะหากมีสัตว์ป่าที่มากเกินกว่าพื้นที่จะรองรับได้ ประชากรสัตว์ก็จะรุกล้ำและเข้าไปทำลายพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่อาศัย ซึ่งบางประเทศที่เกิดปัญหาสัตว์ล้นระบบนิเวศก็ต้องจัดการ แน่นอนคือการฆ่า” สมโภชน์ ให้ภาพ

กระนั้นการเอาออกหรือการจัดการสัตว์ป่าตามนิยามที่สมโภชน์ให้ความกระจ่าง ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายของแต่ละประเทศนั้นๆ ซึ่งจะระบุชัดเจนว่าผู้ที่จะเข้าไปล่าด้วยเหตุผลดังกล่าว จะต้องเสียค่าธรรมเนียม และมีการระบุเวลาล่าที่ชัดเจนว่าอยู่ในห้วงเวลาใดได้บ้าง แต่ละคนล่าได้กี่ตัว และต้องล่าเพศใดบ้าง

โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติฯ สะท้อนว่า ในประเทศไทยสัตว์ป่าไม่ได้มากถึงขนาดที่ต้องจัดการ ตรงกันข้ามยังมีจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันการเพิ่มประชากรสัตว์ป่าก็ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ยิ่งหากแอบลักลอบเข้าไปล่ากันอีก ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้น

“บ้านเรายังทำไม่ได้ เพราะ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นนั้น ประชากรสัตว์ป่าน้อย ระบบนิเวศประเทศไทยขาดความอุดมสมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหารมันเจ๊งกันไปหมด หลายครั้งเข้าป่าเจอแต่ต้นไม้ไม่เจอสัตว์ป่า หรือเจอแต่สัตว์กินพืชขนาดเล็ก สัตว์ผู้ล่าอย่างเสือแทบจะไม่เห็น เราเสียระบบไปแล้ว เพราะไม่มีตัวควบคุมประชากรกันเอง ซึ่งก็คือสัตว์ ผู้ล่า” สมโภชน์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สมโภชน์ทิ้งท้ายเอาไว้ซึ่งเป็นทางออก และเป็นหัวใจหลักของการเพิ่มประชากรสัตว์ป่า คือการหยุดล่า และขณะเดียวกันก็ต้องรักษาผืนป่าเอาไว้ให้ได้ เพราะหากปล่อยป่าให้เสียหาย การเพิ่มประชากรสัตว์ป่าก็ยิ่งยาก

ไม่ตรงสเปกคสช. เบื้องหลังคว่ำกกต.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541496

  • วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 07:35 น.

ไม่ตรงสเปกคสช. เบื้องหลังคว่ำกกต.ใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกจับตาเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่เห็นชอบ 7 ว่าที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกชุด ส่งผลให้กระบวนการสรรหา กกต. ทั้ง 7 คนต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งภายในกรอบเวลา 90 วัน โดยให้ กกต.ชุดปัจจุบันยังคงสามารถทำหน้าที่ต่อไป

จากผลการลงคะแนน 1.ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 156 คะแนน เห็นชอบ 27 คะแนน งดออกเสียง 18 คะแนน 2. เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 175 คะแนน เห็นชอบ 10 คะแนน งดออกเสียง 15 คะแนน 3.ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่ได้รับความ เห็นชอบ 168 คะแนนเห็นชอบ 16 คะแนน งดออกเสียง 17 คะแนน

4.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 149 คะแนน เห็นชอบ 30 คะแนน งดออกเสียง 22 คะแนน 5.ประชา เตรัตน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 125 คะแนน เห็นชอบ 57 คะแนน งด ออกเสียง 19 คะแนน 6.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่ได้รับความเห็นชอบ 128 คะแนน เห็นชอบ 46 คะแนน งดออกเสียง 27 คะแนน 7.ปกรณ์ มหรรณพ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 130 คะแนน เห็นชอบ 41 คะแนน งดออกเสียง 30 คะแนน

สาเหตุสำคัญที่ สนช.มีมติเช่นนี้เนื่องจาก “ตัวเลือก” ที่มีจำนวนค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่มีความหลากหลายเพียงพอจะสามารถคัดเลือกบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ตามที่ต้องการเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหา ซึ่งภายหลังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.-10 พ.ย. 2560 มีผู้มาสมัครเพียงแค่ 41 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก

อีกทั้งขั้นตอนการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.ที่มี  ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ซึ่งจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาทั้ง 41 คน มีผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์เพียงแค่ 15 คน โดยหลายคนที่เคยมองว่าเป็นตัวเก็งได้หลุดไปในชั้นนี้ ก่อนจะถึงขั้นตอนเลือกให้เหลือ 5 คน

ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กกต.ได้ยึดตามหลักการคุณสมบัติที่เขียนไว้เข้มข้น คือส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการติดต่อกันไม่ถึง 5 ปี ตามที่บัญญัติไว้ อีกทั้งการพิจารณายังยึดไปตามคำอภิปรายของสมาชิก สนช.เมื่อครั้งพิจารณากฎหมายลูกว่าด้วย กกต.ว่า ทหารกับตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการหมายถึงตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. เท่านั้น

ในครั้งนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองนี้มาแล้วหนหนึ่ง จนถึงขั้นมีแนวคิดที่จะ เสนอให้คณะกรรมการสรรหาใช้ช่องทางพิเศษตาม มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 คือใช้วิธีเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาสมัครเป็น กกต.ได้ นอกเหนือไปจากการยื่นใบสมัครตามปกติ

อีกประเด็นซึ่งที่ประชุม สนช.เป็นห่วงคือ ว่าที่ กกต. 2 คน ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้แก่ ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และปกรณ์ มหรรณพ ซึ่งถูกทักท้วงว่ากระบวนการสรรหา 2 คน จาก 7 คนนั้น เป็นการสรรหาโดยวิธีการลงคะแนนลับ ทั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. กำหนดให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย แม้ทางที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะชี้แจงว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว แต่ก็ยังมีกระแสความเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาต่อไปในอนาคตได้

ส่วนสัญญาณที่น่าสนใจคือ จาก สนช. ทั้งหมด 248 เสียง มีผู้มาแสดงตนในที่ประชุม 230 เสียง แต่ถึงขั้นตอนการลงคะแนนกลับมี สนช. ลงคะแนนเพียงแค่ 201 เสียง คือ มี ผู้ไม่ลงคะแนนถึง 29 คน อันจะยิ่งทำให้ ผู้ที่สมควรได้รับเลือกเป็น กกต.ที่จะต้องได้คะแนนมากกว่า 124 คน เป็นไปได้ยากมากขึ้น

นักวิชาการวิพากษ์มาตรา7 ประเพณีการปกครอง กับการผ่าตันของการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541002

  • วันที่ 20 ก.พ. 2561 เวลา 18:53 น.

นักวิชาการวิพากษ์มาตรา7 ประเพณีการปกครอง กับการผ่าตันของการเมืองไทย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ความงุนงงเกี่ยวกับกฎหมายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 คืออะไร แล้วจะใช้ได้เมื่อได้ และขอบเขตการใช้อยู่ที่สถานการณ์ หรือบริบทแบบไหน จึงสามารถใช้ได้ แล้วจะเป็นบรรทัดฐานของการใช้หรือไม่ใช้ มาตรา 7  หรือไม่ ล้วนเป็นคำถามที่ยังไม่ชัดเจนในการคำตอบ ซึ่งในเวทีเสวนาวิชาการเปิดตัวหนังสือ ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทวิเคราะห์มาตรา 7 จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 ถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จากมุมมองทางรัฐศาสตร์ โดยเวทีอภิปรายถกเถียงในประเด็นมาตรา 7 อย่างน่าสนใจตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์  ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เผยบางช่วง บางตอนว่า  สาเหตุที่ทำให้สนใจเกี่ยวกับเรื่องประเพณีการปกครองฯ จากเหตุความขัดแย้งทางการเมืองช่วงการเมืองถึง 2 ครั้ง คือในปี 2549 และปลายปี 2556-2557 ซึ่งมีการถกเถียงถึงกลไกการใช้รัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านถึงการใช้อำนาจมาตรา 7 นั้นสามารถทำได้หรือไม่ เพื่อยุติความขัดแย้งหวังให้การเมืองไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และไม่แน่ชัดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดรัฐประหาร เมื่อปี 2549 หรือไม่

นอกจากนี้ เพื่อยุติการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ และหากไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการจะทำได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องพระราชอำนาจที่มีการข้อถกเถียงอย่างเข้มข้นว่ามีการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตกลงแล้วคำตอบผิดและถูกจริงๆคืออะไร

“อย่างของประเทศอังกฤษ พบว่าการใช้พระราชอำนาจนั้นสามารถใช้ได้ แม้จะไม่มีผู้ใดรับสนองพระบรมราชโองการ โดยหลักการสำคัญของการใช้พระราชอำนาจนั้น เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไปโดยไม่เกิดทางตัน ส่วนของประเทศไทยหากฝ่ายบริหารไม่เหลืออยู่แม้สักคน พระราชอำนาจหรือมาตรา 7 นั้นก็ยังสามารถใช้ได้เช่นกัน ทำให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อเกิดวิกฤตแล้วยังมีที่แหล่งรวมศูนย์รวมใจในยามเกิดวิกฤต”

ขณะเดียวกัน นักวิชาการคนเดิม ยังกล่าวถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า ถ้าหากมีเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วอำนาจจะอยู่ที่ประชาชน แต่สมาชิกวุฒิสภา หรือสว. มาจากการแต่งตั้งไม่มาจากการเลือกตั้ง จึงแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยระบบศูนย์ให้อำนาจอยู่ที่คณะบุคคลที่ไม่ยึดโยงโดยตรงกับการเลือกตั้ง เพราะอาจมีประสบการณ์ที่ให้ สว.ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ได้วุฒิสภาผัว-เมียสภา ทำให้การทุ่มน้ำหนักเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.ต้องปรับตัวให้มีส่วนผสมที่ถ่วงดุลกันได้ และควรเลิกพูดเรื่องประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีที่ไหนในโลกใบนี้ที่มีประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ แต่เป็นประชาธิปไตยแบบผสม

ทั้งนี้ ไชยยันต์ ยังแสดงความเห็นว่า หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วมีปัญหาไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ว่าจะนายกคนนอกหรือนายกคนใน ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่กำหนดระยะเวลาให้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นเมื่อปล่อยเวลาผ่านไปนานเกินไป อาจกลับไปใช้ประเพณีการปกครองคือการยุบสภาก็ได้

จึงเกิดคำถามว่า ใครจะยุบสภา หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะประกาศยุบสภาที่มาโดยการเลือกตั้งจะทำได้หรือไม่ หรืออาจใช้กรณีที่ว่า ใช้คนที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ไม่ถึง 376 เสียง หรือเกินครึ่งของเสียงในรัฐสภา ทูลเกล้าฯ ทำให้เราจะได้นายกรัฐมนตรี เสียงข้างน้อย

“ถ้าหากเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจะต้องอ้างการวินิจฉัยตามประเพณีการปกครอง ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ หรือเราจะยอมรับให้ นายกรัฐมนตรีที่ไม่มาจากการเลือกตั้งมีสิทธิ์ยุบสภาได้ ส่วนตัวผมมองว่า ถ้านายกฯจะยุบสภาได้ต่อไปหรืออนาคตควรแก้ไขกฎหมายเขียนระบุเลยว่า การยุบสภาได้ต้องมีเงื่อนไขอะไรที่ยุบได้ไม่ได้ดีหรือไม่ ที่สำคัญถ้าไม่จำเป็นอย่าไปอ้างประเพณีการปกครองเลย ควรอยู่ในกฎหมายกติกามากกว่า”

ทั้งนี้ อาจารย์ไชยันต์ วาดหวังไว้ว่า อยากให้มีการเข้าไปพูดคุยเรื่องประเพณีการปกครองฯไปสู่ประชาชน เพื่อไม่เกิดการกระจุกตัวอยู่แค่นักวิชาการ นักกฎหมายเท่านั้น เพราะถ้าคนหมู่มากไม่ยอมรับประเพณีนั้นก็ถือไม่มีความหมายอะไร

เช่นเดียวกับ นรนิติ เศรษฐบุตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  ตีความมาตรา 7 ว่า ความขัดแย้งถกเถียงเรื่องการใช้อำนาจมาตรา 7 นั้น ส่วนตัวมองว่า ถ้าเรื่องความขัดแย้งใดเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญควรให้ศาลธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา คดีต้องสิ้นสุดยุติที่ศาลธรรมนูญ แม้ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ตาม แต่เรื่องควรจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ“ทุกอย่างถ้าถึงทางตัน ตีความแล้วตัน ตีทำไม เพราะต้องการให้เดินหน้าต่อไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์ตีความหมด แต่ยังไงก็ควรไปสิ้นสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญ ราชประเพณีถ้ามันไม่ยุติธรรมก็ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญ” นรนิติ ให้แง่คิด

นอกจากนี้ นรนิติ ยังมองมาตรา7 เป็นยารักษาทั่วไป ถ้าไม่มีทางออกก็ต้องใช้ วันหนึ่งไม่มีนายกรัฐมนตรียังไงก็ต้องใช้มาตรา 7 แต่สิ่งที่คนเราไปเน้นคือการขอนายกฯพระราชทาน ซึ่งเชื่อว่ามาตราดังกล่าวนี้จะช่วยเปิดทางตันแก้วิกฤติทางการเมืองได้ และรวมถึงวิกฤตปัญหาต่างๆอีกมากมาย ซึ่งไม่ใช่คำตอบประเด็นการยุบสภาเท่านั้น

“มาตราดังกล่าวสามารถอธิบายการเมืองไทยในภาวะคับขันได้ มีทางออกแน่นอน และต้องยอมรับทางออกที่เกิดขึ้น ถามว่าจะตันเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดกลียุคหรือไม่”นักวิชาการทิ้งคำถาม

ขณะที่ วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระบุที่ผ่านมาว่า เชื่อว่าข้อมูลข้อเสนอทั้งหมดอาจใช้กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น การมีหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจะไม่ใช่เอกสารทางวาทกรรม แต่เป็นมุมมองทางรัฐศาสตร์ที่ใช้ในตอนที่เกิดปัญหาขึ้นทางการเมือง นี่คือเจตนาในการทำหนังสือเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดมากยิ่ง

สอดรับกับ สมบูรณ์  สุขสำราญ อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า ต้นทุนการเมืองการปกครองมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆพระมหากษัตริย์สามารถตัดสินใจใช้มาตรา 7 ได้ สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญเพื่อใช้ในการศึกษาทางการเมืองการปกครองต่อไป

“หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญต่อการเมืองประเพณีการปกครองฯซึ่งมีความสำคัญมาก การปกครองที่ลอยจากพื้นที่ต้นทุนทางการเมืองและสังคมจะมีปัญหา สิ่งที่เข้าใจประเพณีการปกครองสำหรับประเทศไทยคิดว่ามีลักษณะ “กษัตราประชาธิปไตย” ถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ เราจะดำรงอยู่ได้อย่างไร” สมบูรณ์ระบุ

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระมหากษัตริย์ จะยังคงอยู่คู่ไปอีกนาน เพราะเราได้ผ่านพ้นวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง โดยไม่ต้องใช้มาตรา7 อันด้วยพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ และต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่เรายึดถือกันมานาน และส่วนตัวเห็นว่าความจงภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ของประชาชนมีสูงมาก

คสช.เอาอยู่ทุกม็อบรุมรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540792

  • วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 15:35 น.

คสช.เอาอยู่ทุกม็อบรุมรัฐบาล

เปิดใจ “พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์” โฆษกคสช. ในห้วงเวลาที่ รัฐบาลทหารกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสารพัดม็อบ

พลันที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าสู่ปีที่ 4 เป็นปีที่ขยับใกล้โรดแมปเลือกตั้งทุกขณะ สถานการณ์ทางการเมืองก็ดูเข้มข้นขึ้นมาเช่นกัน ทั้งฝ่ายที่ “เคยเป็นมิตร” เริ่มหันกลับมาถล่มวิจารณ์รัฐบาล ยิ่งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแล้วต่างประสานพร้อมใจโผล่ออกมาชุมนุมกดดัน หรือกลุ่มอื่นๆ ก็ออกมา “ผสมโรง” รุมสกรัมรัฐบาลสารพัดม็อบที่ต่างเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ออกกันมาชุมนุมประท้วงกดดันรัฐบาลรอบทิศทาง

ผู้ทำหน้าที่กระบอกเสียงในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงต้องทำงานหนักทั้งประเมินสถานการณ์และทำความเข้าใจ

พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ในฐานะโฆษก คสช. ใช้โอกาสนี้แจกแจงผ่านโพสต์ทูเดย์

เขาบอกว่า สถานการณ์ในตอนนี้จะเห็นได้ว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวจำนวนหลากหลายกลุ่มและหลากหลายประเด็น ทั้งที่เป็นเรื่องการเมือง และไม่ใช่การเมือง เช่นกลุ่มอยากเลือกตั้งให้เร็ว ประเด็นการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือกลุ่มเกษตรกรที่เรียกร้องพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ประเด็นปัญหาหนี้นอกระบบ หรือปัญหาหนี้สินชาวนา โดยหลักปฏิบัติและหลักการ ทาง คสช.ต้องดูแลการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศอยู่แล้วด้วยการให้การสนับสนุนรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

ที่สำคัญรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้มอบหมายตั้งแต่ระดับเจ้ากระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้รีบไปดูแลรับเรื่องราวร้องเรียนตามช่องทางที่กำหนด เช่น ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานประจำกระทรวง ทบวง กรม ที่ต้องรีบลงพื้นที่ไปพบปะและรับเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ ของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเวลา และตรงจุดตามที่ประชาชนต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นและที่ผ่านมาเป็นแบบนี้มาโดยตลอด แต่บางปัญหาอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เช่น ข้อกฎหมาย สัญญาเดิมที่ค้างมา หรือติดปัญหาการปฏิบัติจึงไม่ได้เป็นการแก้ไขตรงตามความต้องการ

“การเรียกร้องของผู้ชุมนุมแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายทางภาครัฐพยายามที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามยังถือว่าในภาพรวมการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ในเกณฑ์สงบเรียบร้อยและเป็นปกติ แม้จะมีภาพการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่เราก็เป็นประชาชนคนไทยด้วยกัน จึงเน้นการสร้างความรับรู้ให้ประชาชนทั้งประเทศที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้รับทราบข้อเท็จจริง และ สิ่งสำคัญเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปฏิบัติตรงหน้างานปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และกฎหมายไม่ให้มีภาพกระทบกระทั่งกัน ทั้งการยื้ดยุดฉุดดึงหรือผลักลาก หรือทำอะไรที่เกินกรอบอำนาจหน้าที่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ระมัดระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยต้องไม่มีภาพแบบนี้ออกมา ที่สำคัญทาง คสช.ได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาของประชาชนให้เร็วที่สุด”พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าว

สำหรับการติดตามความเคลื่อนไหวทั้งบรรดาแกนนำทางการเมือง กลุ่มองค์กรภาคประชาชน โฆษก คสช. บอกว่า คสช.ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของคนทุกกลุ่ม เช่น กลุ่มการเมืองที่มีการเคลื่อนไหว เพราะจริงๆ แล้ว คสช.ได้ดูแลความสงบเรียบร้อยมาโดยตลอดและติดตามทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะกลุ่มการเมือง รวมไปถึงกลุ่มทั่วๆ ไปด้วย เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจ หรือทุกกลุ่มที่อาจจะกระทบด้านความมั่นคงของประเทศ

แม้แต่การตรวจพบอาวุธสงครามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานี พร้อมอาวุธสงครามและของกลางระเบิดปิงปอง ไปป์บอมบ์ ประทัดยักษ์ และระเบิดเอ็ม 26 ที่ย่านเมืองทองธานี เป็นสิ่งที่ คสช.ติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารที่ติดตามมาโดยใช้เวลามานานพอสมควร ถือเป็นงานของ คสช.ที่จะต้องติดตามข่าวสารด้านความมั่นคง จนนำมาสู่การจับกุมที่เห็นเป็นภาพข่าวออกไป เป็นการดูแลด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล

การดำเนินการกับแกนนำนั้น คือ เราสามารถติดตามได้อยู่แล้วว่ากลุ่มแกนนำแต่ละบุคคลแต่ละท่านก็เป็นคนเดิมๆ ไม่ใช่คนใหม่ๆ ทั้งนักการเมืองที่ออกมาพูดหรือออกมาทำการเคลื่อนไหวก็เป็นคนเดิมๆ ทั้งสิ้น หรือแกนนำที่ออกมาชุมนุมในตอนนี้ ยังอยู่ในการติดตามความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด และเฝ้าดูพฤติกรรม ซึ่งที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามอธิบายทำความเข้าใจผ่านสื่อบ้าง ทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงตามกรอบ

กฎหมายบ้าง หรือบางครั้งต้องพูดทำความเข้าใจตรงหน้างานบ้าง ว่าอยากขอความร่วมมือในการช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย จึงอยากให้ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันนำพาให้บ้านเมืองและประชาชนคนส่วนใหญ่ให้เกิดความผาสุกร่มเย็นและก้าวข้ามปัญหาและวิกฤตต่างๆ ไปได้”

อย่างไรก็ดี คสช.ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อดึงทุกฝ่ายหันมาร่วมมือในการสร้างความสงบ และการตระหนักถือกรอบกฎหมายแม้ว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

“สิ่งสำคัญที่อยากขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ว่าอะไรที่ยังไม่ถูกใจแต่ว่าเป็นไปตามกฎหมาย ทาง คสช.ใช้การอธิบายว่ากฎหมายบังคับใช้แบบนี้ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย และสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน เพราะว่าการที่ออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องก็ต้องระมัดระวังจะไปละเมิดกฎหมาย และคำสั่ง คสช.ก็ตระหนักถึงสิทธิหรือไม่ควรละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน ดังนั้นที่ผ่านมาทาง คสช.มีการสื่อสารให้รับทราบรับรู้และทำความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องมาโดยตลอด จึงไม่กังวลการก่อตัวของการชุมนุมจะบานปลาย เพราะทางเจ้าหน้าที่ยึดหลักที่เกี่ยวข้องโดยมีการปฏิบัติอย่างถูกวิธีถูกต้องและเหมาะสม ตั้งแต่มาตรการเบาไปหาหนัก มีการจัดวางพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งการใช้คนให้เหมาะสมกับเพศและวัย เช่น ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ที่สำคัญไม่มีการใช้อาวุธหรือสิ่งใดจะทำให้เกิดความรุนแรงเป็นภาพออกไป โดยยึดหลักการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม เพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด”

พล.ต.ปิยพงศ์ ประเมินสถานการณ์จนถึงขณะนี้มั่นใจว่าแนวโน้มสถานการณ์การชุมนุมไปจนถึงเลือกตั้ง แม้ไม่อาจตอบได้ว่าม็อบจะลดลงหรือมากขึ้นหรือไม่มีเลย แต่ คสช.มีหน้าที่ คือ รักษาบรรยากาศดูแลและอำนวยความสะดวกในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองให้ได้ ต้องดำเนินการเพื่อนำไปสู่การเตรียมการจัดการเลือกตั้ง เกิดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และเกิดการส่งผ่านอำนาจในการบริหารประเทศให้เกิดความผาสุกร่มเย็น เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเรากลับไปวิกฤตความขัดแย้งเหมือนเมื่อก่อนเกิดกลุ่มฝ่ายต่างๆ ดังนั้น คสช.ต้องประคับประคองการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างมา เช่น การแก้กฎหมาย การเดินหน้าการปฏิรูป หน่วยงานราชการต่างๆ ตามที่มีการเรียกร้องและสนับสนุนให้เกิดสิ่งเหล่านี้ให้จงได้

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ต่างๆ ยังคงปกติ ไม่อาจมีจุดเปลี่ยนที่จะนำไปสู่การยกระดับการใช้กฎหมายพิเศษ อาทิ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะในเวลานี้ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษไปกว่านี้ ทางเจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายปกติ โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายเข้ามาดำเนินการควบคุมการบังคับใช้กฎหมาย โดยยึดความถูกต้องและเป็นธรรมเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน โดยเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อทำให้สถานการณ์เป็นปกติและเรียบร้อย

แต่ประเด็นที่น่าสนใจ เหตุใดถึงมีกลุ่มต่างๆ ออกมาชุมนุมในช่วงเดือน ก.พ. พล.ต.ปิยพงศ์ มองว่า เหตุผลที่ช่วงนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมใจกันออกมาชุมนุมเยอะๆ เนื่องจากช่วงนี้อาจเป็นห้วงเวลาหนึ่ง ปัญหาต่างๆ ทยอยเกิดขึ้นมา และบางกลุ่มเห็นและดูแล้วว่าบ้านเมืองกำลังต้องการคำตอบจากกลุ่มหรือฝ่ายที่พยายามเรียกร้องกันมานาน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบหรือการแก้ไข

เช่น ปัญหาพลังงาน หรือเรื่องเลือกตั้ง เพราะเคยเรียกร้องกันมาแล้ว จึงพยายามออกมาขอคำตอบและความคืบหน้า แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าปัญหาบ้านเมืองมีมาก ทาง คสช.และรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาตามขั้นตอนให้ถูกต้องและเป็นไปตามกรอบกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำได้สำเร็จลุล่วงไปได้ทุกปัญหาและตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการ

“ทางรัฐบาลทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ประเทศชาติต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของหัวหน้า คสช. ซึ่งต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหามีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งปัญหาที่แก้ไปแล้ว และปัญหาที่ยังรอให้ต้องแก้ไขยังมีอยู่ ดังนั้นกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน จึงอาศัยช่วงเวลานี้มาติดตามความคืบหน้า จึงกลายเป็นเวลาที่สอดคล้องกัน ดังนั้นหน้าที่ของ คสช. คือ แก้ปัญหาไปด้วย และรักษาความสงบไปด้วย”โฆษก คสช. กล่าวทิ้งท้าย

**********************

เรื่องโดย….ปริญญา ชูเลขา