ถลก ‘แผนประทุษกรรม’ เกมล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540577

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 07:50 น.

ถลก 'แผนประทุษกรรม' เกมล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

การจับกุมแก๊งล่าสัตว์ป่าสงวนใน พื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี เป็นภาพที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในผืนป่าสงวนประเทศไทย แต่ สิ่งสำคัญในการล่าสัตว์ครั้งนี้คือแผน และรูปแบบการก่อเหตุที่มีลักษณะเป็นขั้นตอนวางแผนมาอย่างดี และเชื่อว่าอาจจงใจเข้ามาล่าสัตว์ป่า

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามการดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดทรัพยากร ธรรมชาติ ในพื้นที่รับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการทำคดี ล่าสัตว์ป่า ได้ให้คำแนะนำว่า คดีที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่เห็นตอนผู้ก่อเหตุทำความผิดตั้งแต่เริ่มต้น จะเห็นตอนเมื่อทำความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญในการหาพยานหลักฐานคือสถานที่เกิดเหตุ CRIME SCENE INVESTIGATION หรือ CSI

สำหรับกระบวนการตรวจยึดของกลางกลุ่มขบวนการล่าสัตว์ป่าของ เปรมชัยนั้น พล.ต.อ.จรัมพร เผยว่า มีการทำอย่างเป็นระบบขั้นตอน ในขณะตรวจที่เกิดเหตุผู้ต้องหาอยู่ในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืน ของกลางอื่นๆ ประกอบ นอกจากนี้ยังพบอาหารที่แปรรูปสำเร็จแล้วคือ “ซุปหางเสือดำ” ที่มีการชำแหละจากซากเสือดำ มีการหั่นเนื้อไก่เป็นชิ้น มีเครื่องแกง มีเกลือ ใช้ปรุงและหมักอาหาร ลักษณะเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ได้ว่า “เข้ามาล่าสัตว์แน่นอน” โดยลักษณะดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่มาทบทวนดูแผนประทุษกรรมว่าก่อเหตุลักษณะใด

พล.ต.อ.จรัมพร ถอดบทเรียนคดีนี้ โดยยกคดีอาชญากรรมอย่างการปล้นทรัพย์ในธนาคารมาเปรียบเทียบแผนประทุษกรรมให้ชัดเจนขึ้นว่า หากเปรียบเทียบกับการก่อเหตุคดีปล้นทรัพย์ในธนาคาร ผู้ต้องหาทุกคนจะเข้ามานั่งประชุมเพื่อแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น คนเตรียมอาวุธปืน คนดูต้นทาง คนจี้แคชเชียร์ คนทำหน้าที่นำเงินใส่ถุง เสร็จแล้วผลผลิตที่ได้คือนำเงินที่ปล้นได้มาแบ่งกัน ส่วนนี้ลักษณะการทำงานคือทุกคนร่วมกันกระทำความผิด ทุกคนถือว่าเป็นตัวการร่วมแบ่งหน้าที่กันทำให้การปล้นทรัพย์สำเร็จ

“เมื่อเทียบเคียงกับคดีป่าทุ่งใหญ่ฯเจ้าหน้าที่จะดูว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำจริงหรือไม่ ใครเตรียมรถ เตรียมปืน นัดแม่ครัว เตรียมเครื่องแกง เกลือ ซึ่งทุกอย่างเล่าเรื่องได้ว่าทุกขั้นตอนมีการตระเตรียมและผู้ก่อเหตุเดินทางไปพร้อมกันทั้งหมด แต่การกระทำอาจมีความผิดแตกต่างกัน บางคนอาจโดนแจ้ง 10 ข้อหา หรือ 9 ข้อหา แล้วแต่พฤติการณ์ของผู้ก่อเหตุ ดังนั้นคดีล่าสัตว์ป่าเมื่อเทียบเคียงกับคีอาชญากรรมชัดเจนว่า มีการแบ่งหน้าที่ทำงาน โดยผลผลิตของการล่าสัตว์คือนำอาหารมาแบ่งกินกัน”

ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม ยังสะท้อน ด้วยว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เพราะเมื่อตรวจที่เกิดเหตุจะเห็นแผนประทุษกรรมทั้งหมด ตั้งแต่อาวุธปืน การเดินทาง การล่าสัตว์ จึงชัดเจนว่ามีการล่าสัตว์ป่า จากนั้นเจ้าหน้าที่จะดูเหตุจูงใจ (Motivation) ในการก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นเหตุจูงใจการก่อเหตุไว้ 3 ประเด็น 1.กลุ่มผู้ต้องหาอาจเข้ามาพักผ่อนเพราะ ชื่นชอบธรรมชาติ 2.กลุ่มผู้ต้องหา เข้ามาเพื่อล่าสัตว์ป่า และ 3.กลุ่มผู้ต้องหา เข้ามาเพื่อจับสัตว์ป่าไปขาย จากนั้น ตัดประเด็นที่คาดว่าไม่เกี่ยวข้องออก จึงตัดประเด็นที่ 3 ทิ้ง เนื่องจากสัตว์ที่จับมาถูกยิงตายหมด และตัดประเด็นที่ 1 เพราะการเข้ามาพักผ่อนต้องมีกล้องถ่ายภาพมาถ่ายรูปสวยๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีกล้องมาถ่ายภาพ มีเพียงกล้อง ติดปืนเท่านั้น

“มูลเหตุจูงใจจึงเหลือแค่ประเด็นที่ 2 เข้ามาล่าสัตว์เนื่องจากมีเครื่องแกงวัตถุดิบ ทั้งหมดคืองานนิติวิทยาศาสตร์ในการไขข้อเท็จจริง โดยสามารถเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดจากพยานหลักฐานในจุดเกิดเหตุ”

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ให้มุมคิดความเห็นว่า อยากให้มีการคิดค่าเสียหายสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นตัวเงินหรือใช้กฎหมายทางแพ่งดำเนินคดีด้วย เช่น สัตว์ป่า 1 ตัวนำไปขายตัวละ 2,000 บาท แต่ทราบหรือไม่ว่ากว่าจะฟื้นฟูให้สัตว์เหล่านั้นกลับสู่ป่าต้องทำวิจัยสารพัด ขั้นตอนเสียงบประมาณจำนวนมาก อย่างเสือดำอายุ 5 ปีตัวนี้ มีราคาอยู่ประมาณ 8 แสนบาท ดังนั้นเมื่อมีการจับกุมดำเนินคดีควรมีการปรับเพื่อนำเงินส่วนนี้คืนให้กับธรรมชาติด้วย

ขณะเดียวกัน ค่าเสียหายต่อธรรมชาติที่ได้ควรนำไปใช้พัฒนาดูแลปกป้องผืนป่าต่อไปได้ ตามสโลแกน “สัตว์มีค่าป่ามีคุณ” ถ้าเรามีการคิดค่าเสียหายในประเด็น ดังกล่าวจะทำให้คนกลัวมากขึ้น แต่ต้องมีการศึกษาให้รอบคอบ เพราะว่าสัตว์ป่าชนิดเดียวกัน แต่อาจคิดราคาค่าปรับ แตกต่างกัน เพราะผู้ก่อเหตุบางกลุ่มอาจล่าเพื่อยังชีพในป่าอาจไม่ต้องเสียเงิน ส่วนพวกนักล่าสัตว์ป่าเพื่อความบันเทิงกีฬาก็ต้องคิดค่าเสียหาย แต่ถ้าฆ่าสัตว์ป่าทิ้งคิดราคาค่าปรับให้เต็มที่ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือความฉกรรจ์ของปัญหาต่างกัน ดังนั้นการลงโทษหรือปรับจึงแตกต่างกันไป

เข้มวินัยสนช.ไม่คุกคามทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540575

  • วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 07:25 น.

เข้มวินัยสนช.ไม่คุกคามทางเพศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมาธิการ พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการจริยธรรมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้เสนอจำนวน 45 ข้อ โดยใช้ กมธ.แบบเต็มสภาเพื่อปรับปรุงข้อบังคับให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ก่อนที่ประชุม สนช. เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว 3 วาระรวดอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 160 ต่อ 0 เสียง ไม่เห็นด้วย 6 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง เพื่อประกาศใช้เป็นระเบียบข้อบังคับต่อไป

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ ซึ่งตามบทเฉพาะกาลได้กำหนดระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้ สนช.ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และให้ สนช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

โดยทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ดังนั้นเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์และกลไกในการควบคุมความประพฤติจริยธรรมและวางมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของ สนช.และกรรมาธิการ จึงจำเป็นต้องตราข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 128 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบมาตรา 263 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

หากส่องเนื้อหาสำคัญที่สมาชิก สนช.ให้ความสนใจในการอภิปราย โดยเฉพาะข้อ 21 ว่าด้วยข้อห้ามล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ จนทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรือกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะจำยอม รวมถึงห้ามนำความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเหตุครอบงำการใช้ดุลพินิจหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่

พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ สมาชิก สนช. ให้เหตุผลต่อข้อดังกล่าวว่าเป็นประโยคที่คลุมเครือมากและสมควรตัดทิ้ง เพราะหากเปิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 219 ระบุว่าไม่ห้ามสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรี ที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน

“เพราะฉะนั้นคิดว่าข้อดังกล่าวผมคิดว่ามันไม่เหมาะสมมันเป็นประโยคคลุมเครือ ทำให้ผมตีความว่าถ้าสมมติผมไปล่วงละเมิดทางเพศ แล้วผู้ถูกกระทำยินยอม ลักษณะเช่นนี้ผมไม่ผิดจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา และวรรคสองนั่นหมายถึงว่าสมยอมว่าให้มีความสัมพันธ์ทางเพศได้ แต่อย่าโวย ผมจึงเห็นว่าน่าตัดทิ้งทั้งข้อ”

ขณะที่ กล้าณรงค์ จันทิก สมาชิก สนช. ในฐานะ กมธ.ประมวลจริยธรรม ชี้แจงว่า หากอ่านตามที่พล.อ.อ.อาคม ระบุ ก็จะมีความคลุมเครือ แต่ว่าข้อดังกล่าวนั้นลอกมาจากข้อ 20 หากดูในรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสอง ก็ต้องแปลความว่ามาตรฐานทางจริยธรรม ก่อนประกาศได้มีการรับฟังความคิดเห็นทุกส่วนที่ทำงานในฐานะสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ไม่ห้ามที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ฉะนั้นรู้สึกคลุมเครืออย่างไร คงไปแก้ไขอะไรไม่ได้เนื่องจากได้ประกาศลงในราชกิจจาฯ และใช้บังคับแล้ว

“ถ้าท่านดูมาตรา 219 วรรคสอง จะเห็นส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ ส่วนที่ 4 เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกและกมธ. ตั้งแต่ข้อ 28-36 ในหมวด 2 ส่งเสริมและควบคุมให้เป็นไปตามจริยธรรม ตั้งแต่ข้อ 37 ไล่มาจนกระทั่งถึงข้อ 45 ซึ่งเราก็เพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่กำหนดแล้วและประกาศในราชกิจจาฯ มีผลบังคับใช้ เราจะไปแก้ไขไม่ได้ ในความเห็นผม”

ด้าน ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า อยากยกตัวอย่างกรณีกระทรวงสาธารณสุขที่มีผู้อำนวยการไปล่วงละเมิดทางเพศเจ้าหน้าที่ โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะจำยอม แต่ปรากฏว่าวันนี้ศาลมีคำพิพากษาจำคุกและผู้กระทำก็ถูกลงโทษทางวินัย ซึ่งเป็นเรื่องของข้าราชการกับบุคคลทั่วไป

“ตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาอย่างพวกเราจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่าประชาชนทั่วไป จะต้องมีความละเอียดอ่อนมากกว่าตำแหน่งที่เราอยู่ สังคมให้ความเคารพ ให้ความศรัทธา และความเชื่อมั่น มันจึงเป็นสิ่งต้องเขียนอย่างน้อยต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 จึงไม่เห็นความสลับซับซ้อนอะไร”

ถัดมาส่วนที่ 3 จริยธรรมทั่วไปข้อ 23 ต้องอุทิศเวลาให้ราชการ โดยไม่นำเวลาราชการไปประกอบธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น โดย ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิก สนช. กล่าวว่า เนื่องจากสมาชิกภาคเอกชนมีความกังวลในประเด็นดังกล่าว ถ้าแก้ไขไม่ได้เพราะเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจัดทำ

“หากมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้นกับสมาชิกภาคเอกชนและมีการประชุมสภาหากมีเหตุจำเป็นภารกิจ ซึ่งเป็นธุรกิจของท่านและขาดไม่ได้ และไปปรากฏตัวอยู่ ณ ที่นั้น ตรงนี้จะดำเนินการอย่างไรหรือทำไม่ได้เลย เพื่อความเข้าใจ หากปรับแก้ไม่ได้หรือตัดออกไม่ได้”

กล้าณรงค์ ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวในทางปฏิบัติสามารถลาได้ หากลาไปราชการของสภามันก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ต้องพิจารณา แต่ถ้าลาไปราชการส่วนตัว ซึ่งมีจำนวนมาก ก็ไม่ได้ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็น สนช.ไป แม้ว่าจะมาประชุมไม่ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่โอกาส สิทธิ พึงมี พึงได้ บางประการก็ถูกตัดไป เป็นไปตามที่ปฏิบัติกันมา 3 ปี

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ตัดสาระสำคัญหลายประการตามข้อบังคับประมวลจริยธรรมของ สนช.และ กมธ. พ.ศ. 2558 ออก อาทิ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม มีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ส่วนรวมและประเทศชาติ รวมถึงต้องประพฤติตนเพื่อให้เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา และแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน อีกทั้งยังตัดเรื่องการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนด้วย

ถอดบทเรียนป่าทุ่งใหญ่ งานอนุรักษ์ธรรมชาติชนะการไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540229

  • วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 06:33 น.

ถอดบทเรียนป่าทุ่งใหญ่ งานอนุรักษ์ธรรมชาติชนะการไล่ล่า

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

วงเสวนา เรื่อง “จาก 16 ถึง 61 คลี่ม่าน เกมล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ เกมชีวิตอภิสิทธิ์ชน”ที่จัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เป็นอีกเวทีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ก.พ. เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับเกมการล่าสัตว์ในป่าผืนใหญ่ของเมืองไทย และสะท้อนให้เห็นภาพความสนุกสนานที่เกิดจากการล่า อันต้องแลกมาด้วยชีวิตของสัตว์ป่า

ไฮไลต์สำคัญพุ่งไปที่ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่เปิดฉากว่า กรณีของเปรมชัยที่เข้าป่าเพียงวันเดียวแล้วยิงเสือดำได้ ถือเป็นข้อบ่งบอกชัดเจนว่าผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรียกว่าป่าทุ่งใหญ่เป็นป่าที่เจ๋งก็คงไม่ผิด

“ผมจึงไม่เชื่อว่าเป็นเสือดำตัวสุดท้ายอย่างที่เขาว่ากัน เขาอาจจะคาดเดา เพราะเปรมชัยเข้าไปวันเดียวแล้วยิงได้ก็บอกได้ว่ามีเสือพอสมควร” ศศิน เล่าถึงกรณีจำนวนเสือดำ

กระนั้น สิ่งที่น่าสนใจในความเห็นของศศิน คือความกล้าที่จะกระทำผิดของเปรมชัย ไม่อายที่จะขออนุญาตเข้าไปกระทำความผิดในผืนป่า ขณะเดียวกันคนประสานที่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็กล้าที่จะขออธิบดีกรมอุทยานฯ เพื่อให้เปรมชัยเข้าป่า และบ่งบอกได้ถึงพฤติกรรมของเปรมชัยที่ไม่มีความเกรงใจ กล้าที่จะเข้าไปทำลายระบบนิเวศที่เป็นสมบัติของชาติ

“ทุกวันนี้ป่าไม้ สัตว์ป่ามันมีความเข้มแข็งด้วยตัวของมันเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะคนทำงานอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่ที่แข็งขันและทำงานอย่างเต็มที่ ป่ามันจึงสมบูรณ์ คนที่เข้าไปยิงสัตว์เล่นบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีคนจำนวนมากหวงแหน คนแบบนี้ก็คือคนไม่ปกติ เป็นคนไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ผมขอด่าหน่อยละกัน”ศศิน ย้ำ

อย่างไรก็ตาม จากการกระทำของเปรมชัยที่วันนี้ตกเป็นผู้ต้องหา ศศินมองว่า คงเป็นการล่าจริงๆ และถึงแม้จะสูญเสียเสือดำไป แต่งานอนุรักษ์ก็ได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน เพราะตลอดระยะเวลาต่อสู้กว่า 45 ปี ทุกวันนี้คนทั้งประเทศไม่มีใครปฏิเสธงานอนุรักษ์ป่าไม้สัตว์ป่า เพราะกระแสสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบเปรมชัยอีกต่อไป

“อีกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องมาพูดถึงการเพิ่มโทษ เพราะทุกวันนี้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมดีอยู่แล้ว และทำหน้าที่อย่างดีตลอดกระบวนการ แต่คนรวยที่เข้าไปล่าสัตว์เมื่อถูกจับเขาไม่ได้มาสนใจว่าโทษจะสูงแค่ไหน เขาสนแค่ว่าเคลียร์ได้หรือเปล่า”

กระนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือทำอย่างไรให้มีการจัดการเชิงคุณภาพของบุคลากรเพื่อร่วมพัฒนาผืนป่า รวมถึงสร้างคนอย่าง วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก ที่เป็นคนนำเข้าจับเปรมชัยให้มากขึ้นไปอีก แม้มันจะยากในการสร้างคนขึ้นมาพิทักษ์ผืนป่า แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ

ด้าน เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ฉายภาพจำนวนเสือดำจากสถิติและการประมาณการว่า ปัจจุบันเสือดาวที่เป็นพันธุ์เดียวกับเสือดำนั้นมีอยู่ในประเทศไทยและมาเลเซียราว 900 ตัว และจำนวนนี้พบว่า มีอยู่ 11% ที่เป็นเสือดำ สรุปได้ว่าในประเทศไทยอาจจะมีเสือดำอยู่ราว 200 ตัว

เสือดาวและเสือดำถูกหมายหัวจากนักล่าเพราะราคาค่าตัวที่นำไป ขายกันในตลาดมืด โดยเฉพาะที่ประเทศจีนจะมีราคาถึงตัวละ 1-2 แสนบาท เพราะหายาก และกว่าจะขยายพันธุ์ได้ก็ยากเช่นกัน ดังนั้นราคาก็เลย สูงตาม

เอ็ดวิน บอกอีกว่า สำหรับกฎหมายการกระทำความผิดเกี่ยวกับการล่าสัตว์ ครอบครอง หรือลักลอบซื้อขายนั้น กฎหมายใหม่ที่อยู่ระหว่างพิจารณาถือว่าดีอย่างมาก โดยเฉพาะการเพิ่มโทษให้จำคุกอย่างน้อย 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา และปรับสูงสุดที่หลักล้านบาท ไม่ใช่แต่เดิมที่จำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท

อีกหนึ่งความเห็นจาก สมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติฯ บอกเล่าว่า ต้องนำเหตุการณ์ของ เปรมชัยมาถอดบทเรียน โดยเฉพาะการขออนุญาตเข้าพื้นที่ป่า ซึ่งจากนี้จะต้องนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าพื้นที่ใดควรเข้าไปได้ หรือควรจำกัดพื้นที่ให้เข้า แต่ข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์นี้ กรมอุทยานฯ ก็ต้องยอมรับผิดด้วยเช่นกัน

“ตั้งแต่มีคดีวันที่ 5 ก.พ. คำถามที่ตามมาคือใครอนุญาต เจ้าหน้าที่บกพร่องหรือไม่ คนจับกลับกลายเป็นประเด็นมากกว่าผู้ต้องหา ผมว่าเรื่องเหล่านี้มีกลไกการทำงานอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมายต่างหาก การขออนุญาตเข้าก็เป็นปกติ แต่อย่างที่บอกเอาไว้ว่าต้องได้รับบทเรียนจากตรงนี้ เราต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนหากจะอนุญาต” สมโภชน์ สะท้อนความเห็น

ท้ายสุดจาก รตยา จันทรเทียรตัวแทนนักอนุรักษ์อาวุโส รำลึกเหตุการณ์สำคัญในห้วงเวลา 45 ปี ว่า จากเหตุการณ์ล่าสัตว์ในปี 2516 ที่นำไปสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา แต่จวบจนถึงวันนี้ สถานการณ์ของผืนป่าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะจากจุดที่เปรมชัยเข้าไปฆ่าเสือดำก็อยู่ไม่ห่างจากจุดที่อดีตเคยล่ากัน ซึ่งมีระยะห่างกันแค่เพียง 30 กิโลเมตรเท่านั้น

“สิ่งที่อยากฝากเอาไว้คือประเด็นการเปิดพื้นที่เช่าพื้นที่ป่าให้กับเอกชน ที่มีมาตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากรัฐบาลจะเห็นใจและรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ควรจะบังคับและอย่าให้มีใครเข้ามาขออนุญาตเช่าพื้นที่ป่าอีกเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นป่าจะหมด สัตว์ป่าก็ไม่เหลือ เพราะเป็นทรัพยากรของชาติ หากเปิดให้เช่าก็เป็นจุดอ่อนต่อสิ่งแวดล้อมทันที ปัญหานี้มีมาตลอด 45 ปี และก็ยังไม่เคยจากไปไหน” รตยา ให้ความเห็น

รู้จัก “นพ.ธีระเกียรติ” รมว.ศธ.เจ้าของนโยบายปลูกฝังให้เด็ก “เกลียดการโกง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540180

  • วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 15:15 น.

รู้จัก "นพ.ธีระเกียรติ" รมว.ศธ.เจ้าของนโยบายปลูกฝังให้เด็ก "เกลียดการโกง"

ส่องประวัติ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รมว.ศึกษาธิการ เจ้าของนโยบายสร้างเด็กไทยให้โตขึ้นมา “เกลียดการโกง”

นาทีนี้ชื่อของ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์”รมว.ศึกษาธิการ กำลังดังกระหึ่มสังคม หลังสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษได้เผยคลิปเสียงการให้สัมภาษณ์ของ นพ.ธีระเกียรติ ที่กล่าวพาดพิงถึงกรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระหว่างพบปะกับนักเรียนไทยในอังกฤษ

“เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว อันนี้ถามผมนะ ส่วนใครจะว่าอะไร ให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร”

“มันเป็น conscience (ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) ลึก ๆ อยู่ในสายเลือด การรู้ว่าอะไรควร อะไรถูก มาสายไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิด ethic (จริยธรรม)… เมื่อไม่ได้ฝึกมาแต่เด็ก ให้หน้าบาง ยาก เมืองไทย ไม่มีทาง เมืองไทยเป็นอย่างหนาตราช้าง” บางตอนของคำสัมภาษณ์ระบุ

นพ.ธีระเกียรติ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน แผนกจิตเวชศาสตร์และจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น

เคยเป็นรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นอาจารย์กิตติมศักดิ์อาวุโส มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเป็นคนไทยที่เป็นสมาชิกของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร

ต่อมาได้ร่วมกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา จัดตั้งโรงเรียนสัตยาไสขึ้น เป็นโรงเรียนต้นแบบด้านการพัฒนาจริยธรรมในวัยเรียน นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์จิตวิทยาการศึกษา ซึ่งจัดตั้งโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ในเส้นทางงานการเมือง เขาเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม) เมื่อปี พ.ศ. 2535 ต่อมาหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย)และต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่ง

หลังจากนั้นได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หากย้อนกลับไปดูนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ นโยบายที่น่าสนใจข้อหนึ่งก็คือการประกาศให้กระทรวงศึกษาธิการในยุคนี้จะต้องเป็นยุคที่โปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์และต่อต้านการคอร์รัปชัน รวมทั้งเน้นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม รณรงค์ให้เด็กเกลียดการโกง

นพ.ธีระเกียรติกล่าวตอนหนึ่งเมื่อครั้งแถลงนโยบายว่า

“กระทรวงศึกษาธิการในยุคนี้จะเน้นเรื่องความโปร่งใส และ Anti-Corruption ซึ่งจะเป็นยุคที่กระทรวงศึกษาธิการมีความโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ จะไม่มีใต้โต๊ะ หลังโต๊ะ หลังบ้าน ตามน้ำใด ๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่าไม่มีการนำชื่อหรือทีมงานทั้งสามท่านไปแอบอ้างเพื่อขอรับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

“สิ่งที่สำคัญอีกประการ คือ กระทรวงศึกษาธิการต้องการสร้างเด็กให้โตขึ้นมา เกลียดการโกง หรือเติบโตขึ้นมากับความไม่โกง ด้วยการปลูกฝังการไม่โกงไว้ในบรรยากาศ ระบบ และการสนทนา เพราะการไม่โกงมีวิธีการเดียว ก็คือ ให้เกลียดการโกง และจะได้ไม่ทำ”

“คสช.ขาลง” ปมแก้เศรษฐกิจชี้อนาคตบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/540067

  • วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 17:29 น.

"คสช.ขาลง" ปมแก้เศรษฐกิจชี้อนาคตบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลท่ามกลางสารพันปัญหารายล้อมรอบตัว แต่ประเด็นทุกฝ่ายกำลังจับจ้อง คือจะสามารถเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามทำนองสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยปรารภไว้กับประชาชนได้จริงหรือไม่

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนมุมมองว่าเป้าหมายระยะยาวของรัฐบาล คือทำอย่างไรให้อยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามีการเลือกตั้งก็อยู่ในสภาวะมีความได้เปรียบในทางการเมือง

ทั้งนี้ แต่ด้วยวิธีการที่รัฐบาลพยายามจะทำโดยเฉพาะกรณีกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา จะกลายเป็นชนวน

“มันเริ่มตั้งแต่การไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองและมีการออกมาตรา 44 เพื่อนำไปสู่การขยายเวลาออกไปในส่วนของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ ก็ดูมีโอกาสสูงมากที่สภานิติบัญญัติฯ หรือ สนช.จะคว่ำร่างกฎหมายดังกล่าว มันจะทำให้ระยะเวลาต่างๆ ทอดยาวขึ้นไปอีก และอย่างที่เห็นหลายคนพยายามมองว่าสิ่งที่ได้สัญญาไว้เกือบตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง หรือเรื่องของความปรองดอง รวมถึงการพัฒนาต่างๆ กลับไม่เห็นผลความชัดเจนมากเท่าไรนัก”

วิโรจน์ อธิบายว่า รัฐบาลมีความพยายามจะขยายเวลาอำนาจของตัวเองออกไปอีก ซึ่งคิดว่ามันเป็นประเด็นนำไปสู่การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ให้เริ่มขยับและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลมากขึ้น อีกทั้งยังมีเรื่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กรณีนาฬิกาหรูซึ่งถือเป็นจุดอ่อน

อย่างไรก็ดี และจากกระแสซึ่งมันเป็นขาลง ทำให้ประเด็นต่างๆ เริ่มประเดประดังมากขึ้น แต่หัวใจสำคัญคนที่อาจเคยสนับสนุนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมีความรู้สึกว่าไม่เป็นไปตามคาดหวังเอาไว้ และคิดว่าย้อนกลับเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีขึ้น

“เราจะเห็นว่ามีโพลออกมาที่ประชาชนพยายามเสนอสูตรต่างๆ ให้พรรคการเมืองจับมือร่วมมือกัน เช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ คสช. หรือเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ซึ่งผมคิดว่าเขาส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่าการที่จะอยู่ภายใต้ระบอบ คสช.แบบนี้ ก็เป็นปัญหาในแบบเดียวกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจซึ่งมันมีผลกระทบต่อคนรากหญ้าพอสมควร”

ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่านโยบายต่างๆ ทั้งในเรื่องบัตรคนจน ไทยนิยมยั่งยืน อะไรต่างๆ ใช้เงินแสนกว่าล้านบาท ตรงนี้ทำให้ประชาชนมองว่านโยบายมันไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นการขยับของภาคเอกชนส่วนหนึ่งและเห็นปัญหาการลงทุนข้ามชาติยังไม่มา

วิโรจน์ ขยายความต่อว่า สมมติถ้ามีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. หากล้ม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง มันก็จะทอดออกไปอีก อาจจะเกิน 6 เดือน มันทำให้ทุกอย่างเขยื้อนออกไปให้เวลารัฐบาลทำงานและแสดงผลงานมากขึ้นไหมก็คงมี

ทั้งนี้ แต่ในทางกลับกันมันเป็นแรงกดดันสำหรับคนไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายของรัฐบาลต่างๆ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นและนำไปสู่จุดเดิมที่ว่าเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.จะน้อยลง ทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาล คสช. แต่สิ่งที่ คสช.ต้องการคือให้อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯ นั้นถือว่ามีสูงมาก เพราะสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำมีความชัดเจนขึ้น จะเห็นได้จากสไตล์คำพูด การออกเดินสายพบปะประชาชน และโอกาสเป็นไปได้สูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเป็นคนถูกเสนอชื่อในฐานะนายกฯ คนนอก

“ตรงนี้ฉากด้านหลังก็พออนุมานได้ว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวในการไปดึงเอาพรรคเล็ก พรรคน้อย โมเดลพรรคทหาร ผมคิดว่าเขาไม่มีโมเดลพรรคเดียวแน่นอน เพราะระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นระบบหลายพรรค ดังนั้น อาจจะเป็นการตั้งพรรคใหม่ๆ ซึ่งเริ่มมีการเคลื่อนไหว โดยชี้ให้เห็นว่ามีการฟอร์มตรงนี้ขึ้นมาให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้

เพื่อไม่ให้สองพรรคการเมืองใหญ่มีเสียงมากพอคือรวมตัวกันเป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก สำหรับพรรคใหญ่สองพรรค และถ้ามีพรรคเล็กๆ ที่เขาสามารถต่อรองได้มากขึ้น จนวันหนึ่งในมิติของ คสช. ก็จะมีโอกาสสูงมากที่จะทำให้สองพรรคไม่สามารถเสนอชื่อตัวแทนของตัวเองและไม่ได้รับการรองรับในรัฐสภา”

ทั้งนี้ ก็จะนำไปสู่ก๊อกสอง คือ สว.ต้องเข้ามา ซึ่งมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ คนนอกได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าเขาจะรอก๊อกนี้ เพราะก๊อกแรกเสนอตัวออกมา เสียแน่นอน แต่ตัวผมคิดว่าดีถ้าแกจะเล่น มีพรรคการเมือง มีนโยบายอะไรต่างๆ มันชัดเจน แต่ประเด็นคือไม่ยอมทำ พยายามจะใช้งบประมาณของรัฐมาสร้างฐานความนิยมให้กับตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้ง ถ้าสามารถปรับเศรษฐกิจระดับรากฐานขึ้นมาดี หรือทำอย่างไรให้คะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น นายกฯ ก็เชื่อว่าจะกลับมาเป็นนายกฯ ได้อีก แต่ก็จะไม่มีเสถียรภาพมากนักเพราะอำนาจไม่เหมือนเดิม

โจทย์ใหญ่ “คสช.” ต้องแก้ปัญหาความไม่แน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539977

  • วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 15:37 น.

โจทย์ใหญ่ "คสช." ต้องแก้ปัญหาความไม่แน่นอน

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางสู่การเลือกตั้งยังดูทอดยาวและเลือนรางเกินกว่าคาดเดาความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้ ในวันที่  “สัญญาณ” จากผู้มีอำนาจสูงสุดไม่อาจให้ความมั่นใจ แถมยังออกกฎกติกาที่พร้อมเปิดช่องให้เกิดการขยับโรดแมปออกไปได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาสำหรับคนที่ต้องการการเลือกตั้ง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษมองทิศทางการเมืองนับจากนี้ว่า เต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน จากวันที่ 6 เม.ย. 2560 ได้รัฐธรรมนูญฉบับแรก กระบวนการทางการเมืองควรจะเดินไปตามนั้น ทั้งการออกกฎหมายลูก 240 วัน เสร็จแล้วจัดการเลือกตั้งใน 150 วัน มีคนคำนวณคร่าวๆ น่าเลือกตั้งได้ครึ่งปีนี้ แต่หลังได้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองในเดือน ต.ค. 2560 พรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินกิจกรรมได้ ทำให้ไม่สามารถเดินตามกฎหมายพรรคการเมืองใหม่

ปลายปี 2560 คสช.เปลี่ยนกติกา ออกคำสั่งฉบับที่ 53 จากเดิมพรรคการเมืองมองเห็นว่าต้องทำอะไรบ้าง กลายเหมือนต้องมาเริ่มต้นใหม่หมด ให้พรรคการเมืองเดิมเริ่มขยับได้ เม.ย.พรรคใหม่เริ่ม  มี.ค. ต่อมามีการบอกให้บังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส. เลื่อนออกไป 90 วัน ทำให้อารมณ์ของคนทั่วไปรู้สึกว่าไม่มีอะไรแน่นอน และยังรู้สึกว่าเปลี่ยนได้อีก โดยผู้มีอำนาจไม่กล้ายืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนอีก

ปัญหาที่สอง คือคนมองว่าให้เวลา คสช.เดินตามโรดแมป เพื่อทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยทั้งปฏิรูป ปรองดอง หรืออะไรก็ตาม เพื่อให้การเลือกตั้งไม่นำไปสู่ที่เดิม แต่ถึงวันนี้คนก็ห่วงว่าเลือกตั้งแล้วจะกลับไปขัดแย้งเหมือนเดิม เพราะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และเริ่มเป็นปมความขัดแย้งที่จะมีคนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมให้เลื่อนเลือกตั้งไปเรื่อยๆ

“ตอนนี้อยู่ในภาวะความไม่แน่นอน เลือกตั้งก็ขัดแย้ง ไม่เลือกตั้งก็ขัดแย้ง โจทย์เร่งด่วนที่สุดทางการเมืองของประเทศ คือ ต้องทำให้เราหลุดพ้นจากตรงนี้เสียก่อน ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศจะเดินไปอย่างไร โดยเฉพาะหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตามมาตรา 44 อยู่ในฐานะที่จะยืนยันหรือไม่ยืนยันอะไร”

อภิสิทธิ์ ระบุว่า การไปบอกประชาชนว่าไม่ก้าวล่วงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่องเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งออกไป 90 วัน นั้นเป็นคำพูดขัดแย้งกับสิ่งที่เคยทำ เพราะถ้าไม่ก้าวล่วงแล้วแก้ ออกคำสั่ง คสช.ไปแก้ไขเนื้อหา พ.ร.ป. พรรคการเมืองทำไม หัวหน้า คสช.เป็นคนเดียวที่จะให้ความชัดเจน และจะทำให้เกิดความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณบอกว่าจะเลือกตั้ง ก.พ. 2562 ถ้ามีเหตุผลที่ดีเป็นประโยชน์กับส่วนรวม น่าเชื่อถือ สังคมก็รับได้ เพราะสังคมรอมานานขนาดนี้ แต่ถ้าเกิดมีแต่ความไม่แน่นอนไปเรื่อยๆ

เมื่อรวมกับสภาพความอึดที่มาจาก 1.สภาพเศรษฐกิจ 2.ไม่รู้ว่าจะจบที่ไหน 3.สงสัยเหตุผลที่แท้จริงว่าไม่ใช่เหตุผลที่เกี่ยวกับส่วนรวม แต่เป็นประโยชน์ผู้มีอำนาจ เราจะเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดไปถึงระบบใหม่ที่ออกแบบมา แต่ต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ก่อน

อีกทั้งตัวระบบก็ไปใส่ให้ สว. 250 คน มาหลังเลือกตั้งที่จะทำให้มีโอกาสเกิดความขัดแย้งรูปแบบหนึ่งได้อีก ดังนั้น หัวหน้า คสช.ต้องโปร่งใส ชัดเจนว่าต้องการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปอย่างไร เพราะความแน่นอน น่าเชื่อถือ ตรงนี้สำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจ และสำคัญสำหรับการไว้เนื้อเชื่อใจในระบบหลังการเลือกตั้งด้วย วันนี้มันกำลังเข้าไปสู่จุดวิกฤตความเชื่อมั่น ถ้าไม่กอบกู้ภาวะตรงนี้ขึ้นมาก็จะไปซ้ำเติมเรื่องอื่นได้

อภิสิทธิ์ มองว่า เมื่อภาวะเศรษฐกิจเวลานี้โดยรวมยังดี คนเลยยังไม่รู้สึกเท่าไร หากมองเวลานี้กับการเตรียมคิกออฟโครงการไทยนิยมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีการเปลี่ยนวิธีคิด แถมยังมีภาวะการเมืองที่ไม่ปกติเป็นตัวฉุด ความหมายคือ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่น่าจะน้อยกว่ารัฐบาลอื่นๆ แต่วิธีการที่ทำลงไปแต่ละครั้งได้ผลค่อนข้างน้อยเริ่มตั้งแต่ทำโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท มาถึงบัตรสวัสดิการสังคม ซึ่งส่วนตัววิจารณ์มาตลอดว่าไม่เข้าใจวิธีคิดเวลาที่เราเอาเงินไปช่วยคนมีรายได้น้อยต้องไม่หวังแค่เงิน 200-300 บาท ที่ยื่นให้เขา แต่ต้องคาดหวังว่าเงินดังกล่าวจะไปหมุนเวียนในการค้าขาย แต่รัฐบาลนี้ไปบังคับให้ใช้เงินกับร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งตำบลหนึ่งมี 1-2 ร้าน เท่ากับเงินที่ลงไปไม่หมุนออกมา ขณะที่ร้านค้าเล็กๆ ตลาดสด ในพื้นที่ได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งไม่แก้ไขในเฟส 2 ก็ยังคิดในกรอบเดิม

“การกระตุ้นรอบใหม่จะใช้ชื่ออะไรก็ตาม การจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้หรือไม่อยู่ที่ปัจจัยทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ สอง นักลงทุน ถ้ามีความไม่แน่นอนแม้อยากลงทุนก็ยังไม่เข้ามาเต็มที่ สาม ระบบแบบนี้เสียงสะท้อนจากผลกระทบการปฏิบัติการมาตรการต่างๆ จะกลับมาช้ากว่า เพราะไม่มีระบบผู้แทน แถมผู้แทนเก่าพูดก็ถูกยัดเยียดว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าสะท้อนข้อเท็จจริง ผมเป็นห่วงว่ามันไม่ง่ายที่จะพลิกตัวเศรษฐกิจขึ้นมา”

ถามว่าการยื้อเลือกตั้งออกไปหวังผลอะไร และจะส่งผลอะไรบ้าง อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาคงคิดว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจมหภาคดีขึ้น และตัวเลขน่าจะดีขึ้น แต่ขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลกว่าตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคไม่สะท้อนความเป็นอยู่จริงของคนทั่วไป เพราะความเหลื่อมล้ำสูงมาก ขณะที่คนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ทำไมผลประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มันดีมาก  เฉลี่ยตัวเลขภาพรวมดีขึ้น แต่อยู่ที่ใครเท่านั้น ประเด็นแบบนี้ไม่ได้รับการดูแลแก้ไขจริงจัง

สำหรับเรื่องการปฏิรูปเท่าที่ทราบตอนนี้ เรื่องตำรวจหรือการศึกษาหรือสื่อมวลชนมีความพยายามผลักดันให้แก้ไขบางสิ่งบางอย่าง เห็นความเปลี่ยนแปลง หลายเรื่องเป็นการแก้ไขได้ดีขึ้น แต่ถามว่าปฏิรูปไหมคงจะพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะปัญหาการปฏิรูป 3-4 ปีที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจที่แท้จริง คสช. ครม. รวมถึง สนช. ไม่เคยกำหนดหลักการให้ชัด เช่น จะกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนมากขึ้น  ปฏิรูปแต่ละด้านจึงหลากหลายและไม่สอดคล้อง ไม่มีหลักประกัน ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพราะไม่มีการดึงประชาชนมาร่วมแท้จริง

“สิ่งหนึ่งที่ประชาชนคาดหวังคือเรื่องการปฏิรูปการเมือง ถ้ากำลังจะไม่เอาการเมืองแบบเดิม อย่างน้อยคนที่อยู่ในอำนาจขณะนี้ก็ต้องฉายภาพการเมืองแบบใหม่ให้คุณเห็น ไม่มีความทุจริต มีความโปร่งใส  ตรวจสอบได้ มีการถ่วงดุล ขจัดผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการเสียสละ คำถามคือวันนี้การเมืองสะท้อนสิ่งเหล่านี้ไหม ถ้าคุณบอกว่ามาเป็นกรรมการวางระบบไม่ขอปฏิบัติเอง วันนี้ไม่แน่ว่าคุณจะอยู่ชั่วคราวหรือเปล่า ยกตัวอย่างหัวใจของรัฐธรรมนูญ 2560 การปราบปรามทุจริต หัวใจที่เป็นองค์กรหลักเกือบทุกเรื่องคือ ป.ป.ช. แต่การเมืองปัจจุบันสถานะ ป.ป.ช.ดีขึ้นหรือเสื่อมลง จะอธิบายยังไง”

สถานการณ์เวลานี้อยากให้ คสช.ต้องมองที่ระบบก่อน ต้องผดุงระบบให้ได้ อย่างการไปฝากความหวังไว้กับ สว. 250 คน ที่ไม่รู้ว่าจะถูกมองว่ามีความเป็นกลาง มีคุณธรรม จริยธรรม ดีกว่านักการเมืองไหม ซึ่งไม่มีหลักประกันอะไรเลย ขณะที่สภาพองค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช. เผชิญอยู่ก็ยิ่งทำให้อ่อนแอลงไป เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนตั้งใจดี เจตนาดี แต่อาจมองในเชิงระบบน้อยไป

“เรื่องการตรวจสอบการทุจริต ไม่ต้องวัดกับเวลาไปตรวจสอบฝ่ายอื่น เพราะถ้าสอบฝ่ายอื่นเข้มกันทุกยุค ต้องวัดตอนเกิดเรื่องกับฝ่ายเดียวกัน คุณมีวิธีการยังไง เรื่องนาฬิกาพูดไปเยอะแล้ว ไม่ขอพูดซ้ำ  แต่จะบอกว่าถ้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มั่นใจในสิ่งที่ทำก็ให้ออกมาอธิบายให้เป็นระบบ ตอนนี้ข้อมูลที่ออกมามีแต่มาจากแหล่งข่าว เรื่องนี้ไม่สลับซ้บซ้อน มีนาฬิกากี่เรือน ยืมจากใคร เมื่อไหร่ เปิดเผยออกมา สังคมจะพิจารณา แต่ไม่เคยมีคำชี้แจงแบบนี้”

ถามถึงเรื่อง พ.ร.ป.พรรคการเมืองจะส่งผลต่ออนาคตของพรรคการเมืองอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยากที่จะทำให้พรรคการเมืองแข็งแรง ยกตัวอย่างขณะนี้พรรคการเมืองเก่าที่เคยมีสมาชิกหลักแสน หลักล้าน และไปบอกให้สมาชิกทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรค แสดงหลักฐานมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม พร้อมชำระเงิน ย่อมทำให้สมาชิกจำนวนมากไม่ได้เป็นสมาชิกทั้งที่เขายังสมัครใจเป็นสมาชิกนอกจากนี้ หลักการปฏิรูปที่อยากให้สมาชิกมีส่วนในกระบวนการของพรรค ทั้งกำหนดนโยบาย คัดเลือกผู้สมัครระบบไพรมารี ถามว่าให้คน 2 ล้านคน มาทำไพรมารี กับ 1 หมื่นคน มาทำไพรมารีอะไรคือการปฏิรูป ยิ่งคนเหลือน้อยเท่าไร ยิ่งทำให้ กก.บห.คุมได้ อย่างพรรคใหม่ที่ควรจะมีเวลาไปสร้างบ้านสมาชิก แต่สุดท้ายเมื่อเวลาจำกัดอาจจะเอาแค่ 4 สาขา จังหวัดละ 100 คน ตามที่กฎหมายกำหนด หลับตานึกภาพ ทำไพรมารีคนชนะได้คะแนนหลักสิบแล้วจะเป็นการปฏิรูปไหม แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นต่อไป อาจทำให้คนไม่ศรัทธาในระบบแบบนี้

ประเมินว่าระบบใหม่จะทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายหรือไม่ อภิสิทธิ์มองว่า การเลือกตั้งยังไงต้องเกิดขึ้น แต่คนที่หนักหน่อยคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะพิจารณาเรื่องร้องเรียน แต่ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นอาจเกิดหลังเลือกตั้งในกรณีที่ 250 สว. ไปทำอะไรที่ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งวุ่นวาย

“เบื้องต้นถ้าอำนาจประชาชนใช้ดุลพินิจสนับสนุนใครถ้าเลือกตั้งเสร็จได้ตามนั้นเดินต่อได้ แต่ถ้าคนได้อำนาจมาจากประชาชนย้อนกลับไปทำสิ่งเลวร้ายก็กลับไปเหมือนเดิม หรือ 250 สว. ไปทำอะไรที่ฝืนเจตนารมณ์ประชาชนจะกลายเป็นความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นทางเดียวที่เดินได้คือทำตามสิ่งที่ประชาชนแสดงออก เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงกลับมาขัดแย้งอีก”

ถามว่า คสช.จะตั้งพรรคนอมินี พรรคทหาร ลงเลือกตั้งครั้งนี้ไหม อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไงก็มีพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นโดยวัตถุประสงค์ทางแจ้งและทางลับ ว่าตั้งขึ้นและลงสมัครรับเลือกตั้งโดยจะสนับสนุน คสช. ยังไงก็มี แต่ใครจะเป็นรัฐบาล ขึ้นกับใครรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้  ต้องได้เป็นรัฐบาล หากมีธรรมาภิบาลก็เดินได้

สัตว์ป่าลดฮวบ-สูญพันธุ์ มนุษย์ล่าเพื่อการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539865

  • วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 07:48 น.

สัตว์ป่าลดฮวบ-สูญพันธุ์ มนุษย์ล่าเพื่อการค้า

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“ในสมัยก่อนมนุษย์ล่าสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารแต่ในปัจจุบันมนุษย์ล่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา และเพื่อการค้าทำให้จำนวนสัตว์ป่าลดลงอย่างมากและใกล้สูญพันธุ์  สำหรับกีฬาล่าสัตว์ป่าที่นิยมกันในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีฐานะร่ำรวยและมักจะชอบสะสมอาวุธปืนซึ่งไม่ได้ใช้ซ้อมยิงในสนามยิงปืนอย่างเดียว แต่จะออกไปทดลองใช้ในป่าหรือพื้นที่ห่างไกล”

ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้คลุกคลีอยู่กับสัตว์ป่าและแวดวงป่าไม้ของไทยมานาน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ให้ทัศนะข้างต้นพลางว่า สมัยก่อนสถานการณ์ล่าสัตว์ถือว่ารุนแรงมากกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยนี้ถ้าเป็นการล่าสัตว์ขนาดเล็กตามหัวไร่ปลายนาชายป่าใกล้หมู่บ้านเพื่อการยังชีพอาจมีอยู่บ้าง

“ปัจจุบันการล่าสัตว์ป่าเป็นกีฬาไม่มีเหมือนอดีตแล้ว อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และบางพื้นที่ก็ยังน่าเป็นห่วงว่า ทำไมยังมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก มีการรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่ามาต่อเนื่อง แทนที่คนจะใช้ปืนไปยิงซ้อมกันในสนามยิงปืน แต่กลับมาซ้อมยิงกับสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ป่า ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วงมากในความคิดของคนกลุ่มนี้”

เขากล่าวว่า ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีสัตว์ป่าจำนวนมากถูกล่า แต่ด้วยจำนวนสัตว์ป่าที่มากและกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่ายังไม่มี ต่อมาภายหลังจากปี 2503 เป็นต้นมามี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 และมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2505 ทำให้มีการควบคุมดูแลพื้นที่และควบคุมการล่าสัตว์ป่าทำให้การล่าแบบอิสรเสรีลดลง

“ในอดีตประเทศไทยมีกฎหมายที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้ ซึ่งแบ่งสัตว์ป่าเป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งยังแยกประเภทสัตว์ป่าคุ้มครองออกเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และ 2 อีก โดยยังอนุญาตให้ล่าสัตว์ป่าบางชนิดอยู่ แต่ก็ไม่มีใครมาขออนุญาตล่า ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายนี้ได้ปรับเปลี่ยนห้ามมีการล่าและไม่มีการแยกประเภทสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว ตั้งแต่ปี 2535 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า” ธีรภัทร ย้อนการแก้ไขกฎหมาย

ในประเด็นเรื่องความเชื่อการล่าสัตว์ป่า ธีรภัทร อธิบายว่า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนมีเงินที่มีค่านิยมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ชอบสะสมอาวุธแล้วต้องการทดลองปืน ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยิงอยู่ในสนามยิงปืน แต่มีบางคนบางกลุ่มที่ต้องการใช้โอกาสบางโอกาสมาทดลอง ยิงปืนโดยลักลอบยิงและล่าสัตว์ป่าจำนวนมากในป่าธรรมชาติ

สำหรับสถานการณ์การล่าสัตว์ป่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถือว่าลดลงมาก แต่ก็ยังมีการล่าอยู่และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังดำเนินการจับกุมอยู่เรื่อยๆ สิ่งสำคัญยังมีกลุ่มคนที่ต้องการทดลองปืนยังมีอยู่ ถ้าหากกฎหมายบังคับใช้เข้มงวดมีประสิทธิภาพ ปัญหาเหล่านี้ก็จะลดลง

“การล่าสัตว์ป่าในประเทศไทย คนมีฐานะไม่ควรไปล่าแล้ว แต่ก็ยังไปทำกันอยู่ เพราะยังอยากใช้ชีวิตกลางแจ้งต้องการทดลองปืนทดลองความกล้าของตัวเอง ล่าเพื่อความสนุก คึกคะนอง จุดประสงค์ต่างจากกลุ่มคนยากจนที่ไม่มีฐานะอย่างชาวบ้านทั่วไปที่มีการล่าสัตว์ป่าเพื่อประทังชีวิต”

ธีรภัทร สะท้อนมุมคิดว่า เรื่องความสัมพันธ์ของคน ป่ากับสัตว์ป่านั้นมีความสำคัญ  เพราะว่าธรรมชาติมันต้องมีป่าไม้ คน และสัตว์ป่าอยู่ร่วมกัน การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของวงจรธรรมชาติทำให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ทุกคน

ดังนั้น ในฐานะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้นำเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าบรรจุไว้ในแผนปฏิรูปประเทศ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมการหยุดยั้งทำลายป่า ลดการล่าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และการลดความขัดแย้งการใช้พื้นที่ระหว่างคนกับสัตว์ป่า เพราะเราต้องอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกนี้ตลอดชีวิต ที่สำคัญการอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ใช่ภารกิจของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นภารกิจของพวกเราทุกคน เพราะทุกชีวิตคือผู้ร่วมชะตากรรมบนโลกใบนี้

ด้าน บันทม สมสุวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ (อช.) ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า กรณีการทำงานของนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการพิทักษ์รักษาสัตว์ป่า ทางด้านของเจ้าหน้าที่เพื่อนร่วมงานในหลายหน่วยงานต่างได้ส่งกำลังใจให้ต่อสู้เพื่อความเป็น ธรรมอย่างกล้าหาญเพราะกว่าที่เจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ กับกลุ่ม นักวิชาการ หรืออีกหลายภาคส่วนที่ ร่วมกันดูแลเพื่อให้สัตว์ป่าหวงห้าม เหล่านี้มีการขยายพันธุ์ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก ตรงกันข้ามกับผู้ล่าที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยที่ทำให้สัตว์ป่าต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย นำมาซึ่งความสูญเสียทางทรัพยากรสัตว์ป่า ความรู้ทางวิชาการที่จะนำไปเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาอีกมากมาย

บันทม กล่าวว่า วิถีชีวิตของนักพิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิตสัตว์ป่า ต้องผจญกับความเสี่ยงภัยอันตรายทั้งจากสภาพภูมิประเทศ การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง คำร้องขอทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ถือเป็นเรื่องปกติของผู้ปฏิบัติหน้าที่ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกให้หวงแหน รักษาป่าไม้ สัตว์ป่า อยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ซึ่งนับวันยิ่งมีน้อยลง หากไม่ดูแลรักษาไว้ สัตว์ป่าจะสูญพันธุ์ ดังนั้นเมื่อทุกภาคส่วนของสังคมช่วยกันตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ สัตว์ป่า เจ้าหน้าที่ก็มีความภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่อย่างภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกันปกป้องและพิทักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างเต็มกำลัง

เสียงจากฮีโร่ ‘ทุ่งใหญ่’ ยังมีอีก 200 ชีวิตที่ควรเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539773

  • วันที่ 09 ก.พ. 2561 เวลา 06:41 น.

เสียงจากฮีโร่ 'ทุ่งใหญ่' ยังมีอีก 200 ชีวิตที่ควรเป็นห่วง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำชื่นชมต่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกระหึ่มไปทั่ว หลังจับกุมผู้บริหารบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่และพวกรวม 4 คน ที่ลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่า ในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

เป็นคำชื่นชมในฐานะที่ทำหน้าที่ข้าราชการอย่างตรงไปตรงมา

การเดินทางเข้ามายังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จึงได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่และข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรฯ อย่างอบอุ่น ทั้งการโอบกอดให้กำลังใจและการขอถ่ายรูปคู่

วิเชียร บอกว่า “ผมดีใจและภูมิใจที่ประชาชนเป็นห่วงผม แต่อย่าเป็นห่วงผมคนเดียว เพราะมีคนทำงานที่ทุ่งใหญ่นเรศวรกว่า 200 ชีวิตที่ยังทำงานอยู่ อย่าลืมพวกเขาด้วย”

และการที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โพสต์ให้กำลังใจและชื่นชมการทำงานของทีมงานแห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น วิเชียร บอกว่า “รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก เหมือนน้ำทิพย์ตกลงมาบนยอดหญ้า ให้ชุ่มชื่นใจ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก สร้างกำลังใจให้เจ้าหน้าที่มีแรงจะทำงานต่อไปได้”

วิเชียร บอกว่า ในเรื่องการต่อสู้ทางกฎหมายไม่ได้กังวลอะไร เพราะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้คำแนะนำอยู่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่าเสียใจ ไม่คาดฝันว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้

“ผมทำงานที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ มา 1 ปี เพิ่งเจอกรณีเป็นครั้งแรกที่ผู้กระทำผิดขออนุญาตเข้าพื้นที่แล้วมายิงสัตว์ป่าแบบนี้ ส่วนใหญ่ที่เจอเป็นลักษณะที่แอบเข้ามา แอบทำผิด มีการพรางตัว แต่ครั้งนี้มาแบบเปิดเผย และพกอาวุธมาครบมือ เป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย”

วิเชียร บอกว่า เข้าพื้นที่ป่าทุกวันยังมีโอกาสยากที่จะเจอเสือดำ แต่นักท่องเที่ยวบางคนเข้ามาวันเดียวก็อาจจะเจอได้ แต่การก่อเหตุครั้งนี้น่าจะส่งผล กระทบต่อสัตว์ เพราะไปรบกวนสัตว์ ทำให้สัตว์อาจจะละทิ้งถิ่นอาศัยเดิมไปอยู่ในป่าที่ลึกขึ้น ต้องทำการศึกษาวิจัยเรื่องถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าเพิ่มเติม และต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลป้องกันมากกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูง

ขณะเดียวกัน ที่บ้านเดิมของวิเชียร ใน ต.ลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ เพื่อนบ้านต่างมาให้กำลังใจกับบิดามารดาของวิเชียรกันอย่างคับคั่ง ขณะที่ตำรวจสภ.ยางชุมน้อย ก็มีการจัดกำลังมาดูแลความปลอดภัย

กรณ์ ชิณวงษ์ บิดาของวิเชียร กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่บุตรชายคนโตปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ตามอุดมการณ์ที่เคยได้พูดเอาไว้เสมอว่าจะรักษาป่าไม้และสัตว์ป่าเอาไว้ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่ก็รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก พยายามโทรศัพท์แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากชีวิตส่วนใหญ่ของวิเชียรจะอยู่ในป่าลึก ขอฝากให้วิเชียรทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ เพื่อเป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปฏิบัติตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้มีการปลูกป่าและรักษาป่าอย่างเต็มที่เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยให้มีป่าและสัตว์ป่าเอาไว้ในป่าของประเทศไทย

ด้าน วงเดือน ชิณวงษ์ มารดาของวิเชียร ก็กล่าวว่า ล่าสุดวิเชียรโทรศัพท์มาหาแล้ว ก็คลายความกังวลลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังห่วงความปลอดภัยของลูก

เรื่องของวิเชียรสะท้อนให้เห็นถึงการที่หลายฝ่ายเอาจริงเอาจังกับการรักษาป่าและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผืนป่าเมืองไทยกลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ตัวชี้วัดหนึ่งคือจำนวนประชากรเสือในป่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการลักลอบล่าสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือ จึงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าต้องออกโรงบอกกล่าวถึงผลกระทบที่จะตามมา

ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ความเห็นว่า หากเป็นสัตว์อื่นก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก แต่สัตว์ชนิดหนึ่งที่ถูกล่าคือเสือดำซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว จึงน่าเป็นห่วงว่าอาจสูญพันธุ์ไปได้

“เสือดำมันมีน้อยอยู่แล้ว ผมเองตอนทำงานก็ยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ แม้แต่ครั้งเดียว จะเห็นได้จากการติดกล้องเอาไว้เท่านั้น และจากนี้เจ้าหน้าที่ลองตั้งกล้องบันทึกหาเสือดำดูสัก 1 ปีสิ ถ้าไม่เห็น ก็แสดงว่าตัวที่ตายล่าสุดคือตัวสุดท้ายของประเทศไทยหรือเปล่า” อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว

เช่นเดียวกับภาคประชาสังคมอย่าง ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก็เห็นว่า ผลพวงของความอุดมสมบูรณ์และการเพิ่มประชากรของสัตว์ป่า ไม่อาจหมายความได้ว่าใครคนใดจะมีสิทธิเข้าไปล่าเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อกิจกรรมใดตามความต้องการได้

ภาณุเดช บอกว่า ปัจจุบันประชากรสัตว์ป่าตระกูลเสือในผืนป่าภาคตะวันตกหรือในพื้นที่ห้วยขาแข้ง พื้นที่แม่ของเสือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระจายไปตามพื้นที่ป่าอื่นๆ ต่อไป ทั้งทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าแม่วงก์ แต่สำหรับเสือดำหรือเสือดาว ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกัน ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่หลักร้อยตัวขึ้นไป เพราะทุกวันนี้ผืนป่าตะวันออกมีความอุดมสมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหารของเสือก็เพิ่มมากขึ้น

“ทุ่งใหญ่นเรศวรมีเสือไปอาศัยอยู่มากพอสมควร สูงกว่าพื้นที่ป่าห้วยขาแข้งด้วย เพราะผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า” ภาณุเดชให้ภาพ

การบุกรุกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซ้ำยังมีการนำอาวุธปืนเข้าไปด้วย ในฐานะอดีตอธิบดีกรม อุทยานฯ ดำรงค์ มองว่า มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือล่าสัตว์ใหญ่ และการนำปืนเข้าไปได้ก็มีจุดโหว่ 2 ประการ คือ จ้างชาวบ้านเป็นลูกหาบและแอบเดินถือปืนเข้าป่าหนีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ หรือหากเป็นบุคคลระดับวีไอพี ก็อาจเอาปืนใส่รถขับเข้าไปเลย เพราะเจ้าหน้าที่เองก็คงคาดไม่ถึงว่าคนระดับนี้จะเข้าไปล่าสัตว์

ขณะที่ ภาณุเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนในเขตพื้นที่ป่าสงวนจะร่วมกันทำงานกับเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังสัตว์ป่าอยู่แล้ว และคงไม่มีใครเข้าไปล่าสัตว์ป่าแน่นอน ซึ่งอาจมีบ้างที่จะล่าสัตว์เล็กเพื่อบริโภค หากแต่สัตว์ใหญ่ที่ต้องใช้อาวุธหนักก็จะมีเพียงแต่กลุ่ม “พราน” ที่มีฐานะ มีค่านิยมที่ผิดๆ เดินเข้าป่าเพื่อหาความสำราญให้กับตัวเอง

“ทุกวันนี้เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าค่อนข้างเข้มแข็งอย่างมาก มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และประเทศชาติก็มีเกียรติที่มีผืนป่าเป็นมรดกโลก แต่ผมยังแปลกใจมากหลังเกิดเหตุเศรษฐีเข้าไปล่าสัตว์ป่า ยังมีคนคิดแบบนี้อยู่หรือ ทั้งๆ ที่บ้านเราคนส่วนใหญ่ของประเทศให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างมาก” ภาณุเดช ตั้งคำถาม

สิ่งที่ตามมาคือความท้าทายของรัฐบาล ภาณุเดช ทิ้งท้ายและยืนยันว่า อย่างไรเสียงานอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่า ก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะถึงแม้ว่าสังคมจะตระหนักรู้ แต่เมื่อยังมีคนประเภท ที่เข้าไปล่าไปทำลาย งานอนุรักษ์จึงต้องเข้มข้นตามไปด้วย

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร “ล่าสัตว์”สะกิดแผลประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539350

  • วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 13:34 น.

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร "ล่าสัตว์"สะกิดแผลประวัติศาสตร์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกเหนือจากประเด็นใหญ่ที่ เปรมชัย กรรณสูตร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ถูกจับกุมกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี และพวกอีก 3 คน พร้อมของกลางคือซากเสือดำ ที่ล่าจากป่าไพรรวมถึงซากสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากที่พบอาวุธปืนไรเฟิลล่าสัตว์ กระสุน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา

เพราะต้องไม่ลืมว่า เปรมชัย และอิตาเลียนไทยฯ ถือเป็นบุคคลและเป็นบริษัทที่ใหญ่โตที่ได้สัมปทานรับงานพัฒนาต่างๆ ขนาดใหญ่ของภาครัฐมาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ ชื่ออิตาเลียนไทยจะปรากฎชัดเจนไปแทบจะทุกงานก่อสร้างขนาดใหญ่

เมื่อรับงานขนาดใหญ่จากภาครัฐ ก็ต้องมีความสนิทชิดเชื้อไม่น้อยกับรัฐบาล ข้อกังวลเกิดขึ้นทันทีเพราะเดาทางไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับนักธุรกิจใหญ่ผู้นี้กับพฤติกรรมล่าสัตว์ป่าที่สะกิดความความไม่พอใจของประชาชน

และเพราะหวั่นเกรงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่างไปคล้ายกับเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ในเดือนตุลาวิปโยค เมื่อปี 2516 เพราะก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดนักศึกษาที่ออกเดินขบวนประท้วงรัฐบาล หรือเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ย้อนเวลาไป 45 ปีก่อนในวันที่ 26-29 เม.ย. 2516 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก เกิดอุบัติเหตุตกบริเวณอ.บางเลน จ.นครปฐม เมื่อเข้าตรววจสอบก็พบผู้เสียชีวิต 6 คน และที่น่าสนใจคือมีซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิงจำนวนมาก ไล่เรียงย้อนไปก็พบว่า เฮลิคอปเตอร์พาคณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปตั้งแคมป์ค่ายพักแรมที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และพากันออกล่าสัตว์ป่าด้วยอาวุธสงคราม ด้วยเหตุผลด้นความบันเทิงและเพื่อฉลองวันเกิดให้กับหนึ่งในคณะ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีความพยายามขัดขวางและยับยั้งโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สื่อมวลชน และนักศึกษา

ชนวนเหตุเกิดขึ้นทันที เพราะของกลางหลังเฮลิคอปเตอร์ตกกลับพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก สวนทางกับข้อมูลของจอมพลถนอม ที่ออกมาแถลงหลังเกิดอุบัติเหตุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวได้รับภารกิจไปปฏิบัติหน้าที่ด้านความั่นคง และรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเน วิน นายกรัฐมนตรีพม่าในขณะนั้น ซึ่งมาเยือนประเทศไทย

หลักฐานที่เกิดซากสัตว์ให้เห็นอย่างทนโท่ เสียงจากรัฐที่ออกมาปกป้องคณะล่าสัตว์ป่า จึงสร้างรอยปวดร้าวในหมู่นักศึกษา อันส่งผลให้ต่อมา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท. ทนต่อไปอีกไม่ไหวด้วยการออกหนังสือเพื่อเปิดโปงกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยหนังสือที่ชื่อว่า “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่”

หนังสือบันทึกลับจากทุ่งใหญ่ในราคาเล่มละ 5 บาท รวม 5,000 เล่มถูกขายหมดอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนถูกขยายต่อจากนักศึกษามหาวิทยาลัรามคำแหง 9 คน ที่ออกหนังสือมาในชื่อว่า “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” เนื้อหาเสียดสีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอย่างจอมพลถนอม จนทำให้ ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนั้น สั่งคัดชื่อนักศึกษาทั้ง 9 ออกจากสถานะนักศึกษา

แต่ถัดมาไม่กี่เดือน ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานะให้กับนักศึกษาทั้ง 9 คน เพราะเกิดการประท้วงอย่างหนักในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และท้ายสุดอดีตอธิการบดีผู้นี้ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ 

แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะชนวนเหตุแห่งการใช้อำนาจของรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม บวกกับเรื่อง “ล่าสัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าสงวน ที่หลักฐานคือซากกระทิงที่ไร้ลมหายใจเพียงเพื่อสนองความสนุกของคณะทหารในรัฐบาล ก็ทำให้ประชาชนและนึกศึกษากว่า 5 แสนชีวิตออกมาประท้วงกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์กลับคืนมาสู่ประชาชน

ผลที่ตามมาคือการที่รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายระหว่างวันที่ 14 – 15 ต.ค.2516 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน และสูญหายอีกไม่น้อย

ผลพวงจากากรล่าสัตว์ป่าที่ “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองกระทำเมื่อ 45 ปีก่อนจนนำไปสู่การสูญเสียและการลุกฮือของประชาน อาจเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สะกิดแผลเดิมที่ส่งผลต่อเนื่องมาในปัจจุบัน หลังจากที่เปรมชัย นักธุรกิจและเศรษฐีใหญ่ ผู้รับงานพัฒนาต่างๆ จากรัฐบาลมาหลายยุคสมัย และแน่นอนว่าส่ิงที่ประชาชนกำลังกังวล คือท่าทีของรัฐบาลจากเรื่องนี้

เพราะหากรัฐบาลยืนอยู่ผิดจุดกับเรื่องล่าสัตว์ป่าในเขตป่าสงวนครั้งนี้ บวกกับเรื่องต่างๆ ที่กำลังสุมรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งเรื่องนาฬิกา การปกป้องพวกพ้องอย่างออกหน้าและชัดเจน ก็กำลังสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางส่วนของประเทศ และดูเหมือนไฟจะลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ

ก็ไม่น่าแปลกที่ประชาชนกังวลว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย

ชำแหละ 7 กลลวงเหยื่อ ‘คอลเซ็นเตอร์’ ดูดร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539264

  • วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 09:05 น.

ชำแหละ 7 กลลวงเหยื่อ ‘คอลเซ็นเตอร์’ ดูดร้อยล้าน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของตำรวจและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเริ่มเข้มข้นขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการรุกคืบสืบสวนเพื่อนำไปสู่การจับกุมสมาชิกแก๊งระดับสั่งการที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงการเข้าจับกุมเครือข่ายขบวนการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2560 มาถึงต้นปี 2561

เพราะตลอดกว่า 10 ปีที่เกิดขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้คนไทยต้องตกเป็นเหยื่อรู้ไม่ทันถูกหลอกลวงไปแล้วหลายพันคน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่หลักกว่า 200 ล้านบาท

ภายใต้การบูรณาการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่เปิดสายด่วนสำหรับผู้ถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1710 ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2560 ที่เริ่มมีการจัดทำสถิติการหลอกลวงและจำนวน ผู้เสียหายพร้อมคณะทำงานอย่างเป็นระบบ พบว่ามีผู้หลงเชื่อโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากถึง 157 คน มูลค่าความเสียหายที่สูญเสียไปแล้วกว่า 67 ล้านบาท ขณะที่มีการยับยั้งการหลอกลวงเอาไว้ได้กว่า 4 ล้านบาท

สถิติดังกล่าวยังสะท้อนได้ว่าเพียงแค่ระยะเวลากว่า 2 เดือนเศษนับตั้งแต่เปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วม ก็ยังมีคนไทยถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ ทว่า รูปแบบของขบวนการก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไรก็ตาม เมื่อชำแหละรูปแบบการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบว่ามีอยู่แค่ 6 รูปแบบที่คนร้ายมักจะนำมาใช้ และทุกรูปแบบคือการ “สุ่มเบอร์โทรศัพท์” กล่าวคือ

1.บัญชีเงินฝากถูกอายัดหรือมีหนี้บัตรเครดิต วิธีการคือคนร้ายจะโทรศัพท์เข้ามาหาเหยื่อ เพื่อให้ชำระหนี้ที่ไม่เกิดขึ้นจริง และจะหลอกสอบถามข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ หากมีมากพอก็จะหลอกเหยื่อให้ไปโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม

2.หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน วิธีการคือหลอกเหยื่อว่าข้อมูลของเหยื่อสูญหายต้องจัดทำข้อมูลใหม่ คนร้ายจะหลอกขอข้อมูลทั้งเลขบัตรประชาชน รวมถึงเลขหลังบัตรเครดิต บัตรเดบิต และนำข้อมูลไปปลอมแปลงหรือใช้บริการต่างๆ จากข้อมูลของเหยื่อที่หลงเชื่อมอบให้

3.หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร วิธีการคือหลอกเหยื่อว่าได้รับเงินคืนภาษี และต้องทำการยืนยันผ่านตู้เอทีเอ็ม และเหยื่อถูกหลอกด้วยวิธีการนี้บ่อยมากและมักจะพบในช่วงที่มีการยื่นภาษีเงินได้ประจำปี

4.หลอกว่ามาจากศาลยุติธรรม โดยส่งหมายศาลปลอมไปให้ผู้เสียหาย และอ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือการฟอกเงิน เมื่อผู้เสียหายตกใจและหลงเชื่อ ก็จะส่งโฉนดที่ดิน บ้าน สมุดบัญชีธนาคาร ไปให้แก่มิจฉาชีพ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปตรวจสอบและนำไปสู่การหลอกลวงให้โอนเงิน

5.บัญชีเงินฝากพัวพันยาเสพติด จะใช้ความกลัวหลอกเหยื่อว่าพัวพันกับยาเสพติด หรือการฟอกเงิน และถูกหลอกให้โอนเงินเข้ามายังแก๊งคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อนำเงินไปตรวจสอบ ด้วยความกลัวต่อการพัวพันกับยาเสพติดจึงทำให้เหยื่อถูกหลอกไม่น้อยเช่นกัน

6.ได้โชคจากรางวัลใหญ่ คนร้ายอ้างตัวเป็นตัวแทนองค์กรต่างๆ ที่มีรางวัลใหญ่จะมอบให้กับประชาชน แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือโอนเงินจำนวนหลักพันบาทมายืนยันก่อน ล่าสุดที่คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างถูกหลอกว่าได้รับรางวัลจากเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง จนต้องไปซื้อบัตรเติมเงิน 3,000 บาท ให้กับคนร้ายเพื่อยืนยันสิทธิ และสุดท้ายก็ถูกหลอก

7.โอนเงินผิดต้องโอนคืน วิธีการคือคนร้ายจะมีข้อมูลด้านการเงินของเหยื่อ และแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินโทรศัพท์ไปหาเหยื่อว่ามีการโอนเงินผิดพลาด จึงขอให้เหยื่อโอนเงินกลับมา ซึ่งกลายเป็นว่าเหยื่อโอนเงินในบัญชีตัวเองให้กับคนร้าย

ถึงกระนั้น ในระยะหลังประชาชนเริ่มรู้ทันและไม่ตกเป็นเหยื่อ แก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบความกลัวที่ต้องทำให้เหยื่อเกิดความกังวล การอ้างเป็นตำรวจ อัยการ และเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองต่างๆ พร้อมนำข้อมูลเท็จมาหลอกลวง ทั้งเรื่องของการพัวพันกับยาเสพติด หรือมีพัสดุที่ส่งมาถึงแต่ต้นทางเป็นของขบวนการยาเสพติด ทำให้เหยื่อเกิดความกังวล เมื่อเป็นเช่นนั้นคนร้ายก็นำไปสู่การเสนอการให้ความช่วยเหลือด้วยการโอนเงิน

การแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของแก๊งคนร้ายก็น่ากลัวไม่น้อย ทั้งการอ้างไปถึงนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ อัยการ ผู้พิพากษา ต่างถูกแอบอ้างชื่อทั้งหมด และหากเหยื่อไม่เชื่อก็จะให้เบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์จริง แต่ไม่คาดหวังให้เหยื่อโทรไปเพียงแต่นำมาอ้างเพื่อให้สมกับความจริงเท่านั้น

ในปัจจุบันตำรวจมีข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีสมาชิกร่วมขบวนการทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวันที่ตั้งทีมหลอกลวงอยู่ทั้งหมด 8 แก๊งที่ยังเคลื่อนไหว และแต่ละกลุ่มจะมีแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากตำรวจชุดสืบสวนบอกเล่าว่า เริ่มจากระดับสั่งการจากต่างประเทศจะสั่งการให้คนไทยที่ร่วมขบวนการหาทีมขึ้นมาให้ได้อย่างน้อย 8-10 คน

จากนั้นเมื่อได้ทีมครบแล้วจะให้มีการกระจายเปิดบัญชี หรือจ้างให้คนไทยร่วมเปิดบัญชีเพื่อรองรับเงินที่จะถูกหลอกโอนเข้ามา โดยจะมีคนไทยอีกบางส่วนจะโทรศัพท์หลอกเหยื่อจากต่างประเทศโดยเฉพาะในแถบเพื่อนบ้าน เมื่อได้เงินแล้วจะให้ผู้ร่วมขบวนการไปกดเงินออกจากบัญชีที่เหยื่อเพิ่งโอนให้ทันที