“เราคิดผิดว่า ทหารต้องดีกว่า กล้ากว่า ซื่อสัตย์กว่า” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539188

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 17:16 น.

"เราคิดผิดว่า ทหารต้องดีกว่า กล้ากว่า ซื่อสัตย์กว่า" เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.” กลายเป็นของแสลงกวนใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงขั้นต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม แจ้งข้อหาบรรดาแกนนำหวังตีกรอบควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ให้บานปลาย หลังมีมวลชนหลั่งไหลเข้าร่วมกิจกรรม

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ที่ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และยุยงปลุกปั่นตาม ป.อาญา มาตรา 116 นั้น ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงแนวคิดการออกมาแสดงพลังและทิศทางการเคลื่อนไหวนับจากนี้

“ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติของประชาชนคนทั่วไปที่มีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งสามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ ครั้งนี้ผมไปในฐานะผู้สังเกตการณ์เหมือนหลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้ ที่อาจจะคนไม่เยอะเท่านี้ แต่ครั้งนี้คนเยอะ” ​

เนติวิทย์ อธิบายว่า ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่ใกล้ที่สกายวอล์ก นิสิตจุฬาฯ ก็มาร่วมกันเป็น 10 คน รวมแล้วมากันร่วม 200 คน ส่วนหนึ่งเพราะครั้งก่อนรวมตัวด้วยเรื่องที่เป็นนามธรรมจับต้องยาก สู้เพื่อเสรีภาพ ไม่เอาเผด็จการ แต่ครั้งนี้ชัดเจน คือเราต้องการเลือกตั้ง รัฐบาลสุจริต

สำหรับเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นเรื่องทุจริตหรือไม่นั้น ไม่ฟันธง แต่การที่คนไม่สามารถตรวจสอบได้ถือว่าผิด หรือการพูดจาบ่ายเบี่ยงประเด็นอย่างยืมเพื่อนมาถือว่าผิด มนุษย์ต้องมีศักดิ์ศรี ต้องเปิดเผย โปร่งใส ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ทำหน้าที่น่าเสียดายเหลือเกิน

“มันเป็นสิ่งที่น่าเยาะเย้ย สิ่งที่พวกเขาทำในวันนี้ เมื่อลูกหลานกลับมาอ่านในบทเรียน ตำราเรียน ลูกหลานเราจะเสียดายที่เรามีผู้นำที่กลายเป็นแบบนี้ และมีองค์กรที่พร้อมจะช่วยเหลือปกปิดต่างๆ จะไม่ทุจริตก็ไม่เป็นไร แต่การปิดปากคน มองว่าตัวเองถูกอย่างเดียว มันไม่ใช่ ต้องตรวจสอบได้ ประชาชนถามต้องคุยกับเขาดีๆ แต่นี่ไม่มี”

คนระดับรองนายกฯ บอกถ้าประชาชนไม่ต้องการจะลาออก เป็นการเล่นคำทั้งนั้น จะไปฟังประชาชนที่ไหนหรือมาตรฐานตัวไหน ถ้าตัวเองรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับความไว้วางใจ มีมลทิน ทำผิดพลาดตรงนี้ เราเป็นทหารด้วย คนก็คิดว่าทหารต้องดีกว่านักการเมือง ต้องกล้ากว่า ซื่อสัตย์​กว่า แต่นี่เราคิดผิด เมื่อคนผิดหวังก็ต้องออกมาไล่ ส่วน พล.อ.ประวิตร จะลงหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

ส่วนการเลื่อนเลือกตั้งก็เป็นวาทกรรมที่หลอกลวงไปเรื่อยๆ แต่ที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วได้นักการเมืองแบบเดิมๆ รอให้ปฏิรูปแก้ไขระบบแล้วค่อยเลือกดีกว่าหรือไม่นั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่เห็นว่าเลื่อนแล้วจะดีขึ้น ไม่มีการรับฟังมากขึ้น หรืออ่อนน้อมถ่อมตัวมากขึ้น ปิดปากคนมากขึ้น แล้วจะปฏิรูปได้อย่างไร

“ผมคิดว่าคนไทยจำนวนหนึ่งกำลังเข้าใจผิด ไปฝากความหวังการเปลี่ยนแปลงประเทศไว้กับระบบทหารหรือคนดี มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เราต้องยอมรับกติกาตามประชาธิปไตย อย่าไปคิดว่าเทวดาจะช่วยแก้ปัญหาได้ทันที ต้องค่อยๆ แก้ มีภาคประชาชนเข้มแข็ง เคารพประชาธิปไตย เคารพสิทธิคนอื่น อย่าคิดว่าเลือก สส.คนดีไปคุยในสภาแล้วจะพอ เพราะคนดีไม่ใช่จะดีตลอด ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบ”

มาตรการแจ้งข้อหากับผู้ชุมนุม เนติวิทย์กล่าวว่า เป็นมุขตื้นๆ ใช้วิธีปรามคนที่มารวมตัว ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด ถ้ารัฐบาลฉลาดนิดหนึ่ง ปล่อยให้คนอยากทำอะไร ก็เปิดไปตามสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลก็ยังจะมีหน้ามีตาขึ้นมานิดหน่อย แต่นี่ไปจับคน ส่งฟ้อง คสช.ยิ่งเสีย ยิ่งไปโยงกับเรื่องนาฬิกาด้วย“การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ผิดอะไรเลย ที่ผ่านมาก็มีการรวมตัวแบบนี้ไม่เห็นแจ้งข้อหาอะไรเลย เขาก็ไปชุมนุมหลายครั้งแล้ว พื้นที่ตรงนี้กลุ่มเดิมก็ใช้มาหลายครั้ง ​แต่ครั้งนี้คงกลัวเป็นพิเศษ เพราะเห็นคนมาเยอะกว่าเดิม 2-3 เท่า นักข่าวก็เยอะ เลยแจ้งข้อหา ส่วนจะทำให้ต่อไปคนออกมาเคลื่อนไหวน้อยลงหรือจะปลุกให้คนออกมามากขึ้น ตรงนี้ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับผมคาดหวังว่าคนไม่ควรจะยอม ถ้าจะจับก็จับให้เป็นร้อยเป็นพัน หรือจะไม่ออกมาก็ไม่รู้เหมือนกัน”

เนติวิทย์ กล่าวว่า การชุมนุมต่อไปจะต้องมีหลายรูปแบบมากขึ้น หากต้องการเอาชนะ คสช. จะต้องครีเอทีฟให้มากขึ้น ต้องมีหลายเทคนิคจูงใจคน รวมทั้งต้องสลายสีเสื้อให้หมด ที่ผ่านมายอมรับว่าเพื่อนเราบางกลุ่มก็ไปสนับสนุน คสช. แต่จะเดินหน้าไม่ได้ถ้ายังมีอคติ

“รัฐบาลทหารเป็นยังไง เราเห็นโทษภัยแล้ว ต่อไปต้องจับมือคุยกัน หาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมารวมตัวกัน รู้สึกเป็นพื้นที่ปลอดภัย ของทุกสีทุกฝ่ายในการขับไล่เผด็จการ”

ถามว่าการรวมพลังของประชาชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ เนติวิทย์ มองว่า ไม่แน่ใจ บางทีสิ่งที่อยู่เหนือตัวแปรกว่าที่เราคิด อย่างเรื่องความไม่โปร่งใส ไม่รู้ตัวไหนจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อระบบการเมืองมากกว่ากัน

“แต่ระบบทหารเป็นพวกเดียวกัน สนช.ส่วนใหญ่ก็เป็นทหาร เขาไม่มีฝ่ายค้าน ถ้ามีก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนก็จะเห็น​นี่คือประเด็นปัญหา โทษโกรธแค้นกันไม่ได้ คนไทยก็ต้องยอมรับกรรม”

ในแง่พลังของคนรุ่นใหม่นั้นยังมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า แต่ปัญหาของเราคือไม่มีการนำที่ดี ต้องมีกิจกรรมเข้าถึงคนแต่ถ้าจะไปเทียบกับ 14 ต.ค. 2516 ก็คงเทียบกันไม่ได้ เพราะเงื่อนไขบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไป เราต้องคิดกันว่าจะทำยังไงกันดี

“โทษเด็กอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน คนที่อยากเปลี่ยนแปลงก็ต้องคิดว่าทำยังไง ให้ตอบโจทย์ ให้เกิดพลัง ไม่จำเป็นต้องรวมตัวเป็นแสนๆ ล้านๆ ​จะตอบโต้ทหารในอินเทอร์เน็ตยังไง บางเรื่องที่กระทบกับเขาก็จะทำให้มีคนออกมาอย่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ก็มีคนออกมาค้านกันมาก”

เนติวิทย์ กล่าวว่า ช่วงใกล้จุดจบของ คสช. การต้องมาติดคุกติดตะรางเพราะความไม่อยุติธรรมนั้นเป็นเกียรติมากกว่าเป็นโทษ ถามว่าดีใจไหมหากต้องมาติดคุกก็คงไม่ดีใจ แต่หากต้องติดประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ทั้งนี้ ข้อหาการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.นั้น คำสั่งพวกนี้มีที่มาถูกต้องที่ไหน เราไปอย่างสงบสันติ เป็นเรื่องปกติของพลเมืองที่จะใช้สิทธิตัวเองตามรัฐธรรมนูญ​ คสช.​บอกตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์จะเป็นได้อย่างไร เพราะไม่ได้รับการยินยอมจากประชาชน คำสั่ง คสช.มาจากคนกลุ่มเดียว ไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกและไม่ยิ่งใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

“ผมเติบโตได้เพราะทำงานให้ประชาชน” ตัวตน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539042

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 17:48 น.

"ผมเติบโตได้เพราะทำงานให้ประชาชน" ตัวตน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากเอ่ยชื่อถึงนายตำรวจที่กำลังโด่งดังในชั่วยามนี้ นอกเหนือจากนายใหญ่รั้วปทุมวันอย่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องกำกับดูแลตำรวจทั่วประเทศกว่า 2 แสนนายแล้ว ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก็น่าจะติดอันดับความโด่งดัง

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าไปยังโสตประสาทของประชาชนคนไทยแทบทุกวัน โดยเฉพาะช่วงระยะหลังที่เจ้าตัวเข้ามารับหน้าเสื่อ ไล่ปราบ จับ ป้องกัน ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างหนักหน่วง พร้อมทั้งทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกเอาเงินไปแล้วนับร้อยล้านบาท

หรือก่อนหน้าที่จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว “บิ๊กโจ๊ก” พยายามสร้างผลงานผ่านการทำงานหนัก หลังได้คุมกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือตำรวจ 191 ที่พลิกโฉมการปฏิบัติหน้าที่ไม่เพียงแค่รับแจ้งเหตุแล้วค่อยลุยอำนวยความปลอดภัยให้ประชาชน แต่รุกคืบลากตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ วางกำลังดูแลความปลอดภัยในกรุงเทพฯ

ผลที่ตามมาคือเอาคนร้ายเข้าคุกไปไม่น้อย…

แต่เรื่องที่น่าจะถูกเอ่ยถึงมากที่สุดสำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หรือเจ้าของฉายาในแวดวงสีกากีเรียกขานว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” น่าจะเป็นข้อที่ว่าเจ้าตัว ถือได้ว่าเป็น “น้องรัก” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้ยิ่งใหญ่ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สังคมตั้งข้อสงสัยว่าการที่พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาติดยศ พล.ต.ต.ในปี 2557 ซึ่งนับว่าเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 47 และถูกจารึกชื่อเอาไว้ว่าเป็นนายพลตำรวจคนแรกที่อายุน้อยที่สุด เพราะขณะติดยศนายพล “บิ๊กโจ๊ก” มีอายุเพียง 42 ปีเท่านั้น

เพราะความสนิทสนมกับพี่ใหญ่ คสช.อย่างบิ๊กป้อมหรือไม่ ที่ทำให้ความก้าวหน้าของอาชีพการงานกระโดดพุ่งพรวดเช่นนี้?

โพสต์ทูเดย์ นัดพูดคุยกับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กลางห้องประชุมของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายในห้องที่คลาคล่ำไปด้วยนายตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ โกลาหลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ รวมถึงแผนผังต่างๆ ที่บ่งบอกถึงขบวนการหลอกลวงเอาเงินคนไทย

ก่อนจะพูดคุยถึงตัวตนและการทำงาน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ไม่ปฏิเสธคำถามว่ามีความสนิทกับ พล.อ.ประวิตร จริงอย่างที่สังคมอยากจะรู้ หากแต่ความสนิทที่เกิดขึ้นก็เป็นไปในรูปแบบของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น

“ผมก็เหมือนนายตำรวจทั่วไปที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นผู้บังคับบัญชา รวมถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่เป็นนายของผมเช่นกัน เมื่อมีคำสั่งก็ต้องปฏิบัติเหมือนๆ กับตำรวจทุกคน และผมยังมีประชาชนที่ผมต้องปกป้อง อำนวยความยุติธรรมตามหน้าที่ของตำรวจ และแน่นอนว่าประชาชนก็คือนายของผมเช่นกัน” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  เปิดฉากอธิบาย

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวนายนี้ ยังขยายความถึงคำว่าประชาชนคือนายของตำรวจอีกว่า เป็นเพราะประชาชนคือผู้ที่จะตัดสินผลงานการทำหน้าที่ของตำรวจ และก็เป็นประชาชนอีกเช่นกันที่จะรู้ว่าตำรวจทำงานหรือไม่ หากตำรวจมีพื้นฐานการทำงานที่เป็นคนทุ่มเท มุ่งมั่น และเสียสละ ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้องเพื่อประชาชน ตำรวจก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว“ผลงานจากการตัดสินของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนจะรู้ว่าตำรวจทำงานหรือไม่ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา และที่ได้เติบโตในสายงานก็เพราะมาจากผลงานที่ทำให้กับประชาชน”พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยืนยัน

แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สปอตไลต์แทบจะทุกดวงต่างพุ่งเข้าหา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เพราะอย่างที่กล่าวเอาไว้ว่าเป็นนายตำรวจที่โด่งดัง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้กดดันเจ้าตัวมากนัก เนื่องจากการยึดถือการทำงานเป็นหลักและ “กล้าที่จะลุย” แม้ว่าหลายอย่างที่กระทำตามอำนาจหน้าที่อาจจะไปกระทบกับใครก็ตาม

 

“ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ทำงาน ตำรวจทุกคนทั้งภูธร นครบาล หรือหน่วยอื่นๆ ก็ทำงานทั้งหมด ผมยึดถือว่าเมื่อใดที่ยศมากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น มีอำนาจมากขึ้น ความรับผิดชอบก็ต้องมากตาม งานก็ต้องมีมากเป็นเงาตามมาด้วยเช่นกัน”

“ผมทำงานตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย แต่แน่นอนว่าด้วยสไตล์ของผมอาจจะต้องไปกระทบกับใครบ้าง แต่หากเป็นความถูกต้องแล้วผมก็ไม่สนใจ ผมก็ลุยหมด เพราะต้องยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักและต้องใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม”พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยตัวตน

 

 

บิ๊กโจ๊ก ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้มีความหนักใจที่ชื่อของตัวเองจะต้องไปเฉิดฉายในแวดวงตำรวจและสังคมมากนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นคนทำงาน แต่ละวันตื่นตั้งแต่เช้าก็หันหน้าเข้าหางานทันที และอยู่กับงานจนดึกดื่นแทบทุกวัน และงานของตำรวจจะพลาดไม่ได้เพราะมีประชาชนคอยตัดสินและกำกับดูแลตำรวจอยู่

และมาถึงวันนี้ที่เจ้าตัวเข้ามารับงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่คนร้ายจากต่างประเทศมาหลอกลวงเงินของคนไทย คนที่เชี่ยวงานปราบปรามอย่าง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ จึงอาจเหมาะสมที่จะเข้ามาจัดการ และเจ้าตัวก็ให้คำตอบว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในชั่วโมงนี้ถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เล่าว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้ามาหลอกลวงคนไทยมานานนับสิบปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าตำรวจไม่ได้จริงจังกับการแก้ไขปัญหา หากแต่เป็นไปในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำงานปราบปรามกันมากกว่า การรวมกันแก้ไขจึงยังไม่เกิดขึ้น เช่น คดีเกิดที่ภาคเหนือ ตำรวจภาคเหนือก็ทำ คดีเกิดภาคใต้ ภาคใต้ก็ทำ รูปแบบเลยอาจจะกระจัดกระจาย ดังนั้น เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีคำสั่งให้ตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามขึ้นมา ก็จะเป็นการทำงานแบบบูรณาการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึง กสทช. เราก็ขอความร่วมมือมาช่วยกันทั้งหมด

ผลที่ได้คือการออกหมายจับผู้ต้องหาไปกว่า 200 คน และตามรวบมารับโทษได้แล้ว 170 คน พร้อมกับมาตรการเชิงรุกที่เป็นไม้เด็ด คือ ขอให้ 5 เกตเวย์การสื่อสาร คือ เอไอเอส ดีแทค ทรู แคทเทเลคอม ทีโอที เข้าร่วมมือกันในการช่วยบล็อกสัญญาณ VOIP ทำให้คนร้ายไม่สามารถโชว์หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานราชการเพื่อมาใช้หลอกลวงประชาชนได้อีก ซึ่งตำรวจสามารถบล็อกเบอร์ทั้งหมดได้แล้ว

“การหลอกลวงจะใช้วิธีการโทรศัพท์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหลอกลวงประชาชน และเบอร์ที่จะแสดงต่อเหยื่อจะเป็นหมายเลขของโรงพักบ้าง กรมสอบสวนคดีพิเศษบ้าง ศาลบ้าง เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ ซึ่งเบอร์พวกนี้ที่คนร้ายจะใช้หลอกเราบล็อกเอาไว้ได้หมดแล้ว หากคนร้ายจะเข้าระบบนี้ก็จะขึ้นหน้าจอว่าเป็นหมายเลขโทรเข้าที่ไม่ระบุเบอร์ ก็ทำลายความน่าเชื่อถือที่คนร้ายจะใช้หลอกเหยื่อได้” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เผยผลการทำงาน

แต่หากให้มองถึงสาเหตุว่าทำไมคนไทยถึงต้องตกเป็นเหยื่อ คำตอบจาก พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ฉายภาพว่า ความกลัวเป็นปัจจัยหลักที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้เรื่องราวมาหลอกลวง อ้างว่าบัญชีธนาคารเกี่ยวพันกับยาเสพติด การฟอกเงิน หากไม่โอนมาให้ตรวจสอบก็จะถูกอายัด เมื่อมาถึงตรงนี้คนก็กลัวกัน และส่วนใหญ่คนที่ถูกหลอกลวงจะอยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป ที่จะมีเงินเก็บก้อนสุดท้ายของชีวิตที่จะไว้ใช้ยามบั้นปลาย เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์รู้ข้อมูลจากตรงนี้ก็จะใช้ความกลัวเข้าหลอกลวง 

“ข้อมูลของเหยื่อก็มาจากคนไทยด้วยกันที่มาหลอกกันเอง คนร้ายต่างชาติแค่เซตรูปแบบการหลอกลวงขึ้นมา ผมบอกได้เลยว่า หากคนไทยไม่ร่วมมือด้วย การหลอกลวงมันก็เกิดได้ยาก แต่ผมยืนยันกับคนไทยได้เลยว่า ไม่ต้องกังวลใจและใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่ต้องตั้งสติทุกครั้งเมื่อต้องทำรายการทางการเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม และที่สำคัญคือ ไม่ว่าคนร้ายจะสร้างเรื่องราวมาหลอกลวงเราอย่างไร สุดท้ายจะไปจบที่การโอนเงิน หากเราไม่เชื่อและไม่โอนเงินเสียอย่าง ก็ไม่มีปัญหาตามมา” บิ๊กโจ๊ก ให้ความมั่นใจผ่านดวงตาที่แดงก่ำ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเพราะทำงานมาอย่างหนัก แต่ละวันก็แทบจะไม่ได้นอน

จากวันที่ก้าวเท้าออกจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เติบโตในอาชีพราชการตำรวจผ่านหลายยุคสมัย และพกความ “อารี” รักพวกพ้องติดตัวมาโดยตลอด จนได้ฉายาว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ฉายานี้น่าจะยืนยันได้จากระหว่างการพูดคุย เพราะโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครื่องของเจ้าตัวจะดังขึ้นแทบจะทุกๆ 10 นาที และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ไม่ปฏิเสธที่จะรับสาย พร้อมยืนยันไปยังปลายทางในทำนองว่า “ผมจัดการให้ครับพี่ ได้ครับ เรียบร้อยแน่นอนครับ” หรือแม้แต่การสั่งการไปยังปลายสายด้วยพระเดชที่เจ้าตัวมีซึ่งแสดงออกถึงอำนาจที่มีอยู่ในมือ เพื่อจัดระเบียบตำรวจในสังกัดของตัวเองอย่างดุดัน

คำถามในข้อเคลือบแคลงว่านายตำรวจผู้นี้คือผู้มากบารมีตัวจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในการแต่งตั้งโยกย้ายแทบจะทุกครั้ง จะต้องมีชื่อของเจ้าตัวปรากฏทั้งจากการซุบซิบในวงการสีกากี หรือในสังคมทั่วไปที่สนใจงานราชการตำรวจ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายการพูดคุยด้วยคำตอบของคำถามนี้ว่า“การโยกย้ายแต่งตั้งอะไรก็ตาม ทุกครั้งจะมีชื่อผมไปปรากฏในข่าวว่าเป็นผู้มากบารมี จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่ที่ ผบ.ตร. ผมก็จะรับผิดชอบในส่วนของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะเป็นหน่วยงานที่ผมกำลังทำงานอยู่ในขณะนี้ เป็นงานที่ผมรับผิดชอบ ต้องประชุมคัดกรองลูกน้องตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ แต่เรื่องอื่นๆ ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยว ผมยืนยันได้ ผมไม่ใช่ผู้มากบารมีอะไรหรอก ผมเป็นตำรวจที่ต้องทำงาน”

“ไม่รับคนจบราชภัฏ-ราชมงคล-เอกชน” ศักยภาพ”บัณฑิต”ไม่ถึง หรือ “บริษัท”คิดไปเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/538332

  • วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 18:35 น.

"ไม่รับคนจบราชภัฏ-ราชมงคล-เอกชน" ศักยภาพ"บัณฑิต"ไม่ถึง หรือ "บริษัท"คิดไปเอง?

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

“ขอบคุณค่ะที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ เเต่บริษัทฯ ไม่สะดวกรับพนักงานวุฒิ ป.ตรี ที่จบจาก ม.ราชมงคล/ราชภัฏ/เอกชน ค่ะ”

ประโยคแสนเจ็บปวดที่ชายหนุ่มได้รับจากฝ่ายบุคคลของบริษัทแห่งหนึ่งกลายเป็นเรื่องฮือฮาในโลกออนไลน์เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลาย บ้างบอกว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะเลือกบุคคลเข้าทำงาน  บ้างบอกว่าบริษัทไม่ควรให้คำอธิบายแบบนั้น และอีกมากตั้งคำถามว่าบริษัทยังยึดติดกับชื่อเสียงของสถาบันมากกว่าการพิจารณาจากความสามารถของตัวบุคคลอีกเหรอ ?

โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ

มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ที่ตั้งอยู่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของประเทศ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยครู หลังจากนั้น ได้รับพระราชทานนาม “ราชภัฏ” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้เป็นชื่อประจำสถาบัน พร้อมทั้ง พระราชทาน พระราชลัญจกรเป็นตราประจำมหาวิทยาลัย โดยในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏ มีอยู่ทั้งสิ้น 38 แห่ง ทั่วประเทศ

ขณะที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  ปัจจุบันมีอยู่ 9 แห่งทั่วประเทศ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2518 ในชื่อ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และได้ยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548

ด้วยความที่รูปแบบสถาบันทั้งสองแห่งพัฒนามาจากวิทยาลัย ทำให้หลายคนอาจยังไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาบัณฑิตย์ ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กหลายคนมักเลือกสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำเป็นอันดับแรกๆ ก่อน เมื่อพลาดเป้าจึงเริ่มหาโอกาสทางการศึกษาจากกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ราชภัฏ และราชมงคล

ผศ.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยอมรับว่า ความเชื่อเรื่องการเลือกรับนักศึกษาจากชื่อมหาวิทยาลัยอดีตอาจมีบ้าง แต่ตลาดงานยุคปัจจบันไม่มีแล้ว หลายองค์กรไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องความเก่งความฉลาดทางปัญญาของบัณฑิตเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากคุณลักษณะอื่นประกอบ อาทิ เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ มีวินัย เสียสละ เป็นจิตอาสา ตลอดจนการภาวะการเข้าสังคมและทำงานร่วมกับผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการทำงานแทบทั้งสิ้น

ขณะที่หลักสูตรและบุคลากรทางวิชาการของมหาลัยราชภัฏ ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จึงมั่นใจได้ว่า มีมาตรฐานเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งของประเทศ  จึงมองว่าควรให้โอกาสบัณฑิตทุกสถาบันอย่างเท่าเทียม เพื่อจะได้มีโอกาสแสดงความสามารถการทำงาน หากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ก็สามารถยกเลิกการจ้างงานได้

“ควรให้โอกาสทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย”  อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์บอก

เขากล่าวต่อว่า จุดแข็งของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎจากต่างจังหวัด คือความมีวินัย มีจิตอาสา มนุษยสัมพันธ์ดี และพร้อมสู้งานหนัก ซึ่งที่ผ่านมาเด็กจากสถาบันกลุ่มนี้ก็ประสบความสำเร็จในการทำงานและมีบทบาทในองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย

ในมุมมองของ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี การปฏิเสธของสถานประกอบการนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหากการให้คำอธิบายไม่ใช่ความผิดพลาดของสถานประกอบการ มหาวิทยาลัยต้องขอบคุณที่ทำให้ได้หันกลับมามองและพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อตอบโจทย์ทุกมิติของภาคอุตสาหกรรม

“มันก็ทำให้เราหันกลับมามองตนเองและพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ แต่ผมเชื่อว่าวันนี้สถานประกอบการส่วนใหญ่รู้จักและยอมรับราชมงคล นักศึกษาของผมมากกว่า 87 เปอร์เซนต์จบไปมีงานทำ 60 เปอร์เซนต์เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ตลาดแรงงานรู้ว่าราชมงคลแต่ละแห่งมีความสามารถด้านไหนเป็นพิเศษ”

รศ.ดร.ประเสริฐ เชื่อว่าการปฏิเสธด้วยการอ้างว่าไม่รับบุคคลที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชมงมล น่าจะเป็นเพราะบุคคลผู้สมัครมีคุณสมบัติแหละความสามารถไม่ตรงกับความต้องการมากกว่าติดใจเรื่องสถานศึกษา

“ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธเด็กทุกคนจากราชมงคล” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีกล่าว

โทษภาคเอกชนอย่างเดียวไม่ได้

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า การปฏิเสธบุคคลจากชื่อสถาบันจะโทษภาคเอกชนอย่างเดียวคงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการจัดอันดับหรือให้ข้อมูลความเข้มแข็งทางวิชาการอย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ ภาคเอกชนจึงประเมินจากข้อมูลและประสบการณ์ที่มีเท่านั้น

“เขาเลือกกันแบบคร่าวๆ ว่าจะรับคนจากไหน ซึ่งพอเข้าใจการตัดสินใจดังกล่าวได้ เนื่องจากการพัฒนาในมหาวิทยาลัยเมืองไทยยังทำได้ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามในแง่หนึ่งการกระทำแบบนั้นก็เท่ากับปิดโอกาสคนที่มีความรู้ความสามารถที่จบจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งไป”

อย่างไรก็ตามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า จะรับบุคลากรจากสถาบันไหน ภาคเอกชนก็ต้องเจอกับปัญหาอื่นๆ อยู่ดี

“สถาบันที่มีคุณภาพ มีคนที่เข้าไปเรียนแล้วไม่ได้ผลก็มี ในภาพรวมการเลือกรับบุคคลจากสถาบันก็สะท้อนสภาพความเป็นจริงระดับหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเลือกใครก็ต้องเจอปัญหาอื่นๆ ต่อไป หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคนที่เขาใช้มันช่วยได้บ้าง แต่ยังต้องเหนื่อยกับการคัดคนและเทรนด์คนอีกทีจากสถาบันที่คุณคิดว่าดีแล้ว”

อดีตรองนายกรัฐมนตรี บอกต่อว่า ปัญหาของการคัดเลือกคนจากสถาบัน เป็นเหมือนยอดภูเขา ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากในระบบการศึกษาของประเทศ จนทำให้สุดท้ายแล้วเอกชนไม่มีเกณฑ์ในการคัดเลือกที่เป็นวิทยาศาสตร์มากนัก

“เขาไม่อยากใช้เวลามากเกินไป เลยจำกัดโอกาสและความผิดพลาดให้เหลือแคบลง แต่ผมเชื่อว่ายังจะเจอปัญหาอื่นๆ อีก”

จาตุรนต์ ชี้ว่าเวลานี้ประเทศไทยมีปัญหาในการสร้างคน หลักสูตรการศึกษายังไม่ได้ถูกปรับปรุงให้ทันกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกำหนดคุณสมบัติหลากหลายด้านสำหรับผู้ที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ เช่น ความสามารถในการคิด การวิเคราะห์ การแสดงออก การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำ ตลอดจนความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองในยุคสมัยใหม่ เป็นต้น

 

6 เกณฑ์ที่นายจ้างเลือก

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะองค์กรผู้ให้บริการการจ้างงานระดับโลก เปิดเผยว่าเกณฑ์การรับนักศึกษาของนายจ้างในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันบ้าง เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามมีหลักเกณฑ์สำคัญที่หลายบริษัทไม่เปลี่ยนแปลง

1.ทัศนคติ เป็นเรื่องหลักที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ โดยพิจารณาจากมุมมองต่อตนเอง มุมมองต่อองค์กร รวมถึงสิ่งแวดล้อมว่า มีทัศนคติว่าเชิงบวกอย่างไร

2.ประสบการณ์ เด็กจบใหม่พิจารณาจากประสบการณ์การฝึกงาน การผ่านงานพาร์ทไทม์ งานฟรีแลนซ์ ฯลฯ ว่ามีประสบการณ์สอดคล้องกับลักษณะงานที่รับหรือไม่

3.ทักษะวิชาชีพ พิจารณาจากเกรดเฉลี่ย โดยเฉพาะวิชาที่ตรงกับตำแหน่ง เพื่อดูว่าสามารถแก้ปัญหา วางแผนและรับผิดชอบงานได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงพิจารณาจากทักษะการใช้ชีวิตระหว่างเรียนช่วงทำกิจกรรมชมรมหรือกีฬา

4.บุคลิกภาพ ภายในดูจากการวางตัวและมนุษยสัมพันธ์ ภายนอกดูการแต่งกาย การพูดและการใช้ภาษากาย

5.การเตรียมตัวก่อนการสัมภาษณ์ ทั้งการเตรียมเอกสารข้อมูลประวัติส่วนตัว การศึกษาข้อมูลตำแหน่งหน้าที่และองค์กร เพื่อประกอบการพิจารณาว่า มีคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งงานอย่างไร

6.การนำเสนอ จุดนี้ต้องขายความเป็นตัวเองทุกอย่าง

“ต่อให้คุณเก่งหรือเป็นคนดียังไง หากขาดการนำเสนอที่ดี ก็ไม่อาจส่งผ่านไปถึงนายจ้างที่พิจารณาได้”

สุธิดา บอกว่า นักศึกษาควรเริ่มวางแผนเส้นการทำงานตั้งแต่ก่อนจบ โดยสังเกตจากความชอบ ความถนัด ความสนใจเพี่อที่จะมุ่งมั่นไปยังเส้นทางนั้นเต็มที่ จากประสบการณ์มักเห็นว่า นักศึกษาหลายคนแม้ช่วงใกล้เรียนจบก็ยังไม่ทราบว่าอยากทำงานอะไร ดังนั้นควรตั้งเป้าหมายอนาคตก่อนถึงเวลาออกไปสู่ตลาดแรงงานจริง

“การเดินแบบไม่มีจุดหมาย หมายถึงโอกาสต่อยอดในสายอาชีพยากกว่าคนที่วางแผนในชีวิตไว้แล้ว”

สุธิดา แนะนำเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญนักศึกษาจบใหม่ไม่ควรเลือกงาน เพราะบางคนพยายามหางานที่ได้ค่าตอบแทนสูงๆ ซึ่งความเป็นจริง เป็นเรื่องยากสำหรับคนไม่มีประสบการณ์ แนะนำว่าควรพยายามเรียนรู้และพัฒนาประสบการณ์การทำงานให้มากที่สุด เมื่อทำได้โอกาสและรายได้ที่ดีจะตามมา

ผจก.การตลาดแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ทิ้งท้ายว่า ประสบการณ์ต้องอาศัยเวลาในการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับโอกาสที่เข้ามาในชีวิต อยากให้บัณฑิตใหม่ทุกคนเตรียมตัว สำหรับทุกโอกาสที่เข้ามา และทำให้ดีที่สุด เพราะตลาดแรงงานยุคนี้ ชื่อสถาบันไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเสมอไปว่า นักศึกษาคนนั้นมีความสามารถ หรือจะประสบความสำเร็จ

เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้ เคยบอกว่า “การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก”  อย่างไรก็ตามหากมีความรู้เเต่ไร้ซึ่งโอกาส  ความสำเร็จในชีวิตของบุคคลก็ดูจะเป็นเรื่องยาก

ถึงเวลาหรือยังที่ “เซ็กส์ทอย” ควรถูกกฎหมายในไทย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537932

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 19:21 น.

ถึงเวลาหรือยังที่ "เซ็กส์ทอย" ควรถูกกฎหมายในไทย?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ดิลโด , ไวเบรเตอร์ , ไข่สั่น , ตุ๊กตายาง , ห่วงองคชาต อุปกรณ์ชื่อสยิวเหล่านี้นับเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย และทุกครั้งที่เกิดการจับกุมผู้ต้องหา ด้วยข้อหามีวัตถุหรือสิ่งของอันลามกไว้ในความครอบครองและจำหน่าย มักจะเกิดประเด็นถกเถียงและความกังขาในสังคมเสมอ

คำถามก็คือโลกปี 2018 เซ็กส์ทอยควรเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยได้หรือยัง ?

ดาบสองคม

เซ็กซ์ทอย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระตุ้นบริเวณรอบๆ และภายในอวัยวะเพศ เพื่อให้มีความรู้สึกคล้ายกับขณะร่วมเพศ มักใช้ประโยชน์ในผู้ที่เป็นโรคติดต่อหรือผู้ที่ไม่สามารถร่วมเพศกับผู้อื่นได้ รวมถึงใช้เพื่อกระตุ้นหรือตอบสนองความใคร่ส่วนตัวหรือระหว่างคู่รัก นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาครอบครัว กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดสมรรถภาพ

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและการเจริญพันธ์ บอกว่า ผู้ที่ใช้เซ็กส์ทอยอย่างถูกต้องจะสามารถตื่นเต้นและสนุกสนานกับกิจกรรมส่วนตัวและเป็นวิธีการตอบสนองทางเพศที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องโรคติดต่อเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามหากใช้ผิดที่ผิดทางหรือหมกมุ่นก็จะกลายเป็นปัญหาโดยเฉพาะทางจิตใจ

“เหมือนคุณมีดาบ คุณจะเอาไว้ป้องกันตัวหรือว่าทำร้ายคน แล้วแต่คุณจะใช้มัน ขึ้นอยู่กับมุมมอง วิจารณญาณ เซ็กส์ทอยก็เหมือนกันเราจะใช้เพิ่มความสุข เติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป หรือเราจะหมกมุ่นมันจนกลายเป็นปัญหา”

เซ็กส์ทอยที่ได้รับการพูดถึงและได้รับความนิยมนั้นมีหลากหลาย ตัวอย่างเช่น

ไวเบรเตอร์ (vibrator) อุปกรณ์ใช้ในการนวดและการช่วยตัวเองสำหรับผู้หญิง มีหลายลักษณะรวมถึงลักษณะแท่งพลาสติก หรือเป็นรูปไข่ใช้สำหรับสำเร็จความใคร่โดยการสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด โดยจะมีการติดตั้งมอเตอร์สั่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการถึงจุดสุดยอดในผู้หญิงมากขึ้น

ไข่สั่น เม็ดสั่น หรือ ไข่รัก (egg vibrators) เป็นอุปกรณ์มีลักษณะอย่างไข่สัตว์ปีกหรือกระสุนปืนสำหรับสร้างความสั่นสะเทือนเพื่อเร้าอารมณ์โดยสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด

ตุ๊กตายาง (sex doll) ใช้สำหรับการร่วมเพศ โดยทำมาจากวัสดุยางและซิลิโคน ตุ๊กตายางอาจประกอบด้วยของร่างกายทั้งหมดที่มีใบหน้าหรือเพียงแค่หัวกระดูกเชิงกรานหรือร่างกายส่วนอื่นๆ ที่มีอุปกรณ์เสริมอย่าง ช่องคลอด , ทวารหนัก , ปาก , อวัยวะเพศชาย

ดิลโด (dildo) หรือ องคชาตเทียม เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายปลอม

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ภาพจากรายการ KalamareTV

 

กฎหมายไทยไม่อนุญาต

ประเทศไทยเห็นเซ็กส์ทอยเป็นของผิดกฎหมายลามกอนาจาร เป็นอันตรายต่อสังคม ผิดศีลธรรม และการจับกุมหลายครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมักแถลงว่า อุปกรณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอาชญากรรมทางเพศ  ซึ่งผู้ครอบครองหรือค้าขาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 ที่ระบุว่า

(1) เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก

(2) ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น

(3) เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตามแม้จะผิดกฎหมาย แต่ก็มีผู้ต้องการ โดยปรากฎข่าวการจับกุมผู้ค้าอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น

12 ก.ค.59

ตำรวจจับกุม นายประวีร์ บริเวณถนนสายบ้านโคกสะแบง-อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีของกลางเป็นอวัยวะเพศเทียมไฟฟ้า ทั้งหญิงและชาย หรือที่เรียกว่า จิ๋มกระป๋อง และจู๋สวรรค์  โดยอวัยวะเพศหญิงเทียมไฟฟ้า 10 ชุด อวัยวะเพศชายเทียมไฟฟ้า 25 อัน ปลอกอวัยวะเพศชายเทียม 250 ชิ้น พร้อมทั้งแบตเตอรี่และเจลหล่อลื่นจำนวนมาก

20 พฤษภาคม 2560

ตำรวจภูธรภาค 5 ได้จับกุมตัว นายภูมิพัฒน์ อายุ 25 ปี เจ้าของเพจและทวิตเตอร์ขายสินค้าที่เป็นสื่อลามกอนาจาร โดยมีผู้ติดตามกว่า 8 แสนคน โดยยึดของกลางอวัยวะเพศชายเทียม 21 ชิ้น อวัยวะเพศหญิงเทียม 16 ชิ้น

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เห็นสินค้าเซ็กส์ทอย เป็นที่ต้องการของตลาด จึงสั่งซื้อมาจำหน่ายกว่า 3 เดือนแล้ว โดยสั่งสินค้ามาจากทางอินเตอร์เน็ต แล้วมาประกาศขายทางออนไลน์ ราคาตั้งแต่ 700-1,500 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และกลุ่มสาวประเภทสอง

16 พ.ย. 2560

ตำรวจจับกุม นายณัฏ์ฐวิสิษฐิ์ ที่ จ.ลำปาง พร้อมของกลาง อวัยวะเพศเทียม ทั้งแบบของชายและหญิง และอุปกรณ์เซ็กส์ทอยแบบต่างๆ จำนวนกว่า 50 อัน

เขารับสารภาพว่าได้ซื้อเซ็กส์ทอยมาจากโปรแกรมทวิตเตอร์ ก่อนนำไปจำหน่ายโดยวิธีการลงประกาศพร้อมโฆษณาขายสินค้าทางบัญชีทวิตเตอร์

นพ.พันธ์ศักดิ์ บอกว่า เซ็กส์ทอยมีข้อดีก็จริง แต่การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งของลามกเป็นของถูกกฎหมาย ในประเทศไทยนั้นยังละเอียดอ่อนเกินไปที่จะพูดถึงตอนนี้

สินค้าเหล่านี้ถูกจำหน่ายอย่างเปิดเผยในโลกออนไลน์

 

ความต้องการเป็นเรื่องธรรมชาติ

ในวันที่โลกแคบลงและสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายดายขึ้น หลายคนบอกว่าควรหาประโยชน์จากอุปกรณ์ประเภทนี้มากกว่ากำจัดการเข้าถึงและเอาผิดกับรสนิยมด้านเซ็กส์ของแต่ละคน

“ผิดกฎหมายหนิ แต่ขายกันเกลื่อนถนนเลย” จันทวิภา อภิสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ องค์กรที่เทำงานด้านส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานบริการทางเพศได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไปบอกและว่า “พอดีมันเป็นเมืองไทยไง เซ็กส์ทอยเลยผิด”

เขาบอกว่า หากต้องการเราสามารถซื้อมาเล่นได้เลย ถ้าหลบไปซื้อที่ต่างประเทศแล้วลำบากนัก ความจริงเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติแล้วทุกคนต้องการมีเซ็กส์ เพราะฉะนั้นไม่เห็นต้องมีกฎหมายควบคุม กลับกันเซ็กส์ทอยยังเป็นตัวเลือกที่ดีในการตอบสนองทางเพศสำหรับคนที่ไม่มีคู่หรือต้องการเติมเต็มความสุขกับคู่รักด้วย

“เรื่องที่ควรจะควบคุมก็ไม่ควบคุม เรื่องที่ควรจะปล่อยก็ไม่ปล่อย จริงๆ มีช้อนส้อมกินข้าวได้ ก็มีเซ็กส์ทอยได้”

จันทวิภา แนะนำว่า ควรทำเหมือนในหลายประเทศที่เปิดโอกาสให้มีการซื้อขายเซ็กส์ทอยได้อย่างถูกกฎหมายกับบุคคลที่อายุเกิน 18 ปี

“เขาควบคุมอายุ ไม่ได้ควบคุมสินค้าหรือวัตถุ ก็เหมือนกันการบอกว่าอายุ 18 ปีถึงจะสามารถสอบใบขับขี่และขับรถไปบนท้องถนนได้”

 

หญิงแย้ นนทพร และ บุ๋ม ปนัดดา

 

หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนสุข เซเลปสาวเซ็กซี่ บอกว่า เซ็กส์ทอยไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำให้สังคมเสื่อมทราม กลับกันอาจเป็นตัวช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและแก้ปัญหาให้กับคู่รักได้อีกต่างหาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องควบคุมอายุของผู้ซื้อ

“แต่ละคนมีความสุขและความคิดที่แตกต่างกัน มันเป็นเรื่องรสนิยม ส่วนใหญ่คนไทยก็ไปซื้อหามาจากเมืองนอกอย่างญี่ปุ่นกันจำนวนมากอยู่แล้ว หากทำให้ถูกกฎหมายรัฐบาลยังจะได้ประโยชน์ทางด้านภาษีด้วย”

บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดงสาว เห็นว่า มีสินค้าหลายอย่างที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมของประเทศไทย แต่ถูกวางขายอย่างโจ๋งครึ่ม เช่นกันกับเซ็กส์ทอยที่เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปว่าจะหาสินค้าแบบนี้ได้ที่ไหน ในอนาคตควรเปิดกว้างและจัดพื้นที่ค้าขายเป็นลักษณะโซนนิ่ง

“เรารู้กันดีว่ามี แต่ไม่เปิดกว้างพอที่จะยอมรับให้มันถูกกฎหมายได้เหมือนต่างประเทศ คิดว่าทำเป็นโซนนิ่งเลยดีกว่าเพื่อการควบคุม เช่น ซอยคาวบอย แยกอโศก ถนนพัฒน์พงษ์ หรือตามพื้นที่ท่องเที่ยวกลางคืนต่างๆ หากมีร้านเซ็กส์ช้อปในพื้นที่แบบนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกและน่าจะยอมรับกันได้”

บุ๋ม ปนัดดา บอกว่า นอกเหนือจากการทำโซนนิ่งแล้ว ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงและจริงจังประกอบกันไปด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับของสังคม

“เซ็กส์ทอยเป็นรสนิยมและความตื่นเต้นของแต่ละชีวิตคู่ แค่ไม่ทำผิดกฎหมายหรือริดรอนเบียดเบียนสิทธิคนอื่นก็พอแล้ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย —————

ภาพจาก boompanadda , yae_uunws

เปิด “5 โพลนิด้า” ความจริงเสียดแทงรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537926

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 18:08 น.

เปิด "5 โพลนิด้า" ความจริงเสียดแทงรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในเวลานี้ ภายหลังอ.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ลาออกจากตำแหน่ง เพราะมองว่าตัวเองถูกแทรกแซงทางวิชาการจากการทำผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องการยืมนาฬิกาของผู้มีอำนาจในทางการเมือง

“การเซ็นเซอร์ตัวเอง ร้ายแรงกว่ารัฐบาลสั่ง ซึ่งเรื่องนี้ เป็นการสั่งยุตินำเสนอผลโพลจากอธิการบดี โดยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ซึ่งไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ จึงตัดสินใจลาออก” อ.อานนท์ ระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลาออก

ขณะที่ ทางผู้บริหารของนิด้าโดย ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า ยืนยันว่าไม่ได้มีการแทรกแซงทางวิชาการ

“การสั่งระงับผลสำรวจดังกล่าวไม่ได้รับใบสั่งจากรัฐบาลและ คสช. แต่เป็นเพราะกรณีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากเผยแพร่ผลสำรวจออกมา ก็จะเป็นการชี้นำสังคม ทั้งที่ยังไม่ได้มีการชี้มูลจาก ป.ป.ช.ว่ากรณีดังกล่าวมีความผิดหรือไม่” อธิการบดีนิด้า อธิบาย

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเหตุที่ผู้บริหารนิด้าโพลลาออก ส่วนหนึ่งมีเหตุผลมาจากผลโพลของนิด้าระยะหลัง โดยเฉพาะ5โพลหลังสุดเป็นความจริงที่รัฐบาลไม่อยากรับฟังเท่าไหรนัก

30 ต.ค.2560 เรื่อง “ประชาชนอยากเลือกตั้งแล้วหรือยัง”

ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าตอนนี้ประชาชนอยากเลือกตั้งแล้วหรือยัง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่  68.19% ระบุว่า อยากเลือกตั้ง เพราะ อยากให้ประเทศชาติพัฒนา เศรษฐกิจจะได้ดีขึ้น อยากเห็นแนวทางการบริหารประเทศในรูปแบบใหม่ อยากให้ประชาคมโลกยอมรับประเทศไทย ต่างชาติจะได้เชื่อมั่นและกล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และอยากให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ยึดอำนาจมานานแล้ว ควรคืนอำนาจให้กับประชาชน บ้านเมืองจะได้สงบ มีระเบียบมากขึ้น ขณะที่บางส่วน ไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลอยากให้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้

12 พ.ย.2560 เรื่อง “การปรับครม.ประยุทธ์5”

ประชาชนส่วนใหญ่ 68.11% เห็นด้วยกับการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะครม.ชุดปัจจุบันยังทำงานแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ประชาชนอยากเห็นคนใหม่ๆที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงาน มีวิสัยทัศน์หรือนโยบายใหม่ ๆ มาใช้ในการบริหารประเทศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

9 ธ.ค.2560 เรื่อง “ปลดล็อคพรรคการเมืองกับการเลื่อนการเลือกตั้ง”ประชาชนส่วนใหญ่  77.60% ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ แต่ละพรรคการเมืองจะได้มีการเตรียมตัว เตรียมนโยบายของพรรค เพื่อใช้ในการหาเสียง เป็นแรงกระตุ้นในการระดมความคิดของนักการเมือง เกิดความเป็นธรรม และความเป็นอิสระต่อพรรคการเมือง ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้มีการเลือกตั้ง เพื่อที่จะทำให้บ้านเมือง เศรษฐกิจดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศว่ารัฐบาลไทยมาจากการเลือกตั้ง

รองลงมา  17.60% ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ ยังไม่สงบเรียบร้อยดี อาจทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่มั่นใจพรรคการเมือง มีแต่นักการเมืองหน้าเดิม ๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า รอให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ บ้านเมืองสงบดีอยู่แล้ว และ 4.80% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

17ธ.ค.2560 เรื่อง “ผลงานที่ประทับใจและไม่ประทับใจ ในรอบปีที่ผ่านมาของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ความประทับใจในการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่า ประชาชน  23.68% ระบุว่า ประทับใจมาก 34.56% ระบุว่า ค่อนข้างประทับใจ  21.60% ระบุว่า ยังไม่ค่อยประทับใจ 19.68 % ระบุว่า ไม่ประทับใจเลย และ 0.48% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

สำหรับผลงานที่ไม่ประทับใจ3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1  58.16% ระบุว่า การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ   ปัญหาปากท้องของประชาชน อันดับ 2  47.76% ระบุว่าเป็น การปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้ง และอันดับ 3 47.28% ระบุว่าเป็น การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

26 ม.ค.2561 เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อการทำงานตรวจสอบรัฐบาล คสช. ของ ป.ป.ช.”เมื่อถามถึงความคิดเห็นว่ามีความไม่ปกติ/ไม่โปร่งใสในรัฐบาล/คสช. หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่  76.32% ระบุว่า มีความไม่ปกติ/ไม่โปร่งใส รองลงมา  16.64% ระบุว่า มีความปกติ/โปร่งใส และ 7.04 % ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ประชาชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับว่าการแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. จากรัฐบาล/คสช. พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่  61.04 % ระบุว่า มีการแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. จากรัฐบาล/คสช. รองลงมา  28.72 % ระบุว่า ไม่มีการแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. จากรัฐบาล/คสช. และ 10.24 % ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

“กฎหมายร้อน”ที่ต้องปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537882

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 12:31 น.

"กฎหมายร้อน"ที่ต้องปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยนับถอยหลังสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทุกคณะปฏิรูปยกร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปเสร็จแล้วมีความชัดเจนประเด็นขับเคลื่อนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”เป็นประธาน ชิงออกตัวแรงโชว์ผลงานกฎหมายที่ได้ทำมาล้วนเป็นกฎหมายสำคัญเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเร่งประกาศใช้โดยด่วน

เริ่มที่ร่างกฎหมายว่าด้วยการทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัยหรือสร้างภาระแก่ประชาชน พ.ศ. … จากนี้ไปทางคณะทำงานจะโละทิ้ง หรือกิโยตินกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นและล้าสมัย โดยเริ่มนับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา เพราะปัจจุบันมีกฎหมายนับแสนฉบับที่สร้างภาระประชาชนและภาครัฐในการบังคับใช้แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์ เช่น กฎอัยการศึกบางฉบับ กฎหมายห้ามขายของเก่า หรือกฎหมายห้ามใช้ภาษาอังกฤษกับเครื่องขยายเสียง ฯลฯ

วิชญะ เครืองาม ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า จะเสนอให้มีหน่วยงานกลางใหม่ขึ้นมาเพื่อทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย เพราะมีกฎหมายนับแสนฉบับกินขอบเขตกว้างขวางมากที่อยู่ตามกระทรวงต่างๆ แต่อาจนำประสบการณ์ต่างประเทศมาใช้ เช่น รัฐบาลเกาหลีใต้ เน้นยกเลิกเฉพาะกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทางการค้าการลงทุน ตั้งแต่ระเบียบหรือประกาศกระทรวงไปจนถึง พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. ฯลฯ  หรืออาจจะให้นิติกรของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม นำเสนอกฎหมายของหน่วยงานตัวเองที่ล้าสมัยขึ้นมา เป็นต้น

“เรามีกฎหมายเป็นแสนๆ ฉบับไม่ดีต่อประชาชนเลย เพราะสะท้อนถึงการควบคุมประชาชนเกินไป และประชาชนไม่มีทางรู้กฎหมายทุกฉบับ ดังนั้นต่อไปจะจัดลำดับและหมวดหมู่ความสำคัญของกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงง่ายๆ ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งกฎหมายล้าสมัยบางฉบับอาจใช้มาตรา 44 หรือบางฉบับต้องเข้าสภาขึ้นอยู่กับการพิจารณาถึงความสำคัญ” วิชญะ กล่าว

อีกร่างกฎหมายสำคัญที่กำลังเร่งผลักดันคือ ร่างกฎหมายให้นำเงินหรือทรัพย์สินที่ไม่มีผู้เรียกร้องไปใช้ทำสาธารณประโยชน์หรือเงินตกค้าง พ.ศ. …ขณะนี้กำลังคิดวิธีการ เนื่องจากกระทรวงการคลังเสนอให้นำเงินดังกล่าวที่มูลค่านับหมื่นล้านบาทไปเป็นทุนสำรอง ขณะที่คณะปฏิรูปกฎหมายเสนอว่าควรนำไปเป็นกองทุนลดความเหลื่อมล้ำ เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า ตัวอย่างเช่น เงินที่ค้างท่อที่อยู่ในบัญชีธนาคารรัฐหรือเอกชน เงินค่าเติมซิมการ์ด เงินกรมธรรม์ หรือเงินในบัตรเติมเงินแบบพรีเพด หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น นาฬิกา สร้อยคอ รถยนต์ ที่ไม่มีบุคคลใดมารับหรืออ้างสิทธิ ฯลฯ ประสบการณ์ในต่างประเทศจะมีกฎหมายออกมาให้สามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์สาธารณะได้ แต่ต้องเป็นเงินที่ไม่มีเจ้าของจริงๆ เช่น เจ้าของสิทธิเสียชีวิตไปแล้ว หรือต้องเกิน 15 ปีขึ้นไป หากไม่มีบุคคลใดมาอ้างสิทธิจึงจะนำเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวจึงจะเข้าเกณฑ์กฎหมายนี้ และต้องมีหน่วยงานกลางขึ้นมาประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนแต่ละคนให้ทราบว่าตัวเองมีกรรมสิทธิ์ใดบ้าง

วิชญะ เครืองาม ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์

พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า จะเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.การจัดทำประมวลกฎหมายแบบต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโดยสะดวก พ.ศ. …โดยจะเป็นการเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวก อย่างกรณีทำบัตรเหล่านี้หาย เช่น บัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือกรมธรรม์ ต่อไปไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่สามารถไปแจ้งความต่อหน่วยงานตรงที่เป็นผู้ออกบัตรได้ทันที ฯลฯโดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยง่ายต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตต่างๆต้องรวดเร็วและน้อยขั้นตอนที่สุด เพราะหากระเบียบต่างๆ เหล่านี้สะดวกรวดเร็วจะช่วยสนับสนุนทางการค้าการลงทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก เพราะการขออนุมัติหรือขออนุญาตต่างๆ มากเกินไป จะเป็นการควบคุมที่ไม่จำเป็นและเป็นช่องทางการเรียกเงินใต้โต๊ะได้ง่ายอีกกฎหมายที่สังคมคาดหวังคือ กฎหมายว่าด้วยการบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ โดยก่อนทุกหน่วยงานรัฐนำเสนอโครงการและงบประมาณต้องบูรณาการและประสานงานกันก่อนขออนุมัติงบประมาณ และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารราชการดิจิทัล พ.ศ. … โดยจะเสนอให้ยกระดับสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ เดิมอยู่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะแยกออกมาให้ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี มาทำระบบดิจิทัลของราชการทั้งหมดตั้งแต่ระบบลางาน ประเมินผลงาน การอนุญาตลงทะเบียน ข้อมูลกลางภาครัฐหรือสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะให้ใช้ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร เช่นต่อไปการรื้อค้นคดีจากศาลต้องใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ดังนั้นต่อไประบบเอกสารจะต้องหมดไป

นอกจากนี้ จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. … โดยในอนาคตจะมีการจัดตั้งกองทุนและมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษี และเตรียมเสนอร่างกฎหมายให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม”

ทั้งหมดล้วนเป็นกฎหมายร้อนที่ต้องเร่งผลักดันออกมาโดยเร็วที่สุด

เสรีภาพบนเสื้อผ้า! ยกเลิกแต่งเครื่องแบบนิสิตจุฬาเพื่อสร้างความเท่าเทียม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537766

  • วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 17:56 น.

เสรีภาพบนเสื้อผ้า! ยกเลิกแต่งเครื่องแบบนิสิตจุฬาเพื่อสร้างความเท่าเทียม?

โดย…พัชรีวรรณ มงคล

ชุดนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ภายหลังมีตัวเเทนนิสิตออกมารณรงค์ให้ยกเลิกการแต่งกายชุดเครื่องแบบนิสิต ที่กำหนดเป็นกฎหมายตราไว้เป็นพระราชกฤษฎีกา เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกา กำหนดเครื่องแบบนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2499”

วันนี้พวกเขามองว่า การแต่งกายเป็นสิทธิพื้นฐานและไม่ควรที่จะต้องมาบังคับกัน

การแต่งกายเป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมาได้เกิดโครงการ “รณรงค์ยกเลิก การบังคับ แต่งชุดนิสิต” ผ่านเว็บไซต์ Change.org โดยล่าสุดมีผู้สนับสนุนไม่ต่ำกว่า 1,612 คน เจ้าของโครงการที่ไม่ระบุนามให้เหตุผลการรณรงค์ว่า เนื่องจากมหาวิทยาลัยเริ่มกวดขันการแต่งชุดนิสิตมากขึ้นเรื่อยๆ และมีบทลงโทษที่ประกาศไว้ค่อนข้างรุนแรง เช่น หากทำผิด 6 ครั้งจะต้องพ้นสภาพการเป็นนิสิต

เขาได้ตั้งคำถามไปถึงมหาวิทยาลัยด้วยว่า

– การแต่งชุดไปรเวทมาเรียนสร้างความวุ่นวายอย่างไร

– การสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยการลบความหลากหลายและอัตลักษณ์ในการแต่งกายเกิดประโยชน์ต่อนิสิตอย่างไร

– การตักเตือน หักคะแนนความประพฤติจากการแต่งกายชุดไปรเวทเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างไร

– เหตุใดการพยายามลดความแตกต่างด้วยการปิดกั้นการแสดงออก (ทางการแต่งกาย) เป็นการแก้ปัญหาที่จุฬาฯ เลือก

เจ้าของโครงการ เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า การแต่งกายเป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่หากการแต่งกายของบุคคลหนึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น น่าจะเกิดจากอคติส่วนตัวที่เกิดจากค่านิยมทางสังคมบางอย่าง ซึ่งไม่ควรใช้เป็นบรรทัดฐานชี้ความถูกผิดหรือนำมาสร้างเป็นกฎที่ขัดกับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การแต่งกายของนิสิตไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพและความสามารถทางวิชาการของนิสิตแต่อย่างใด สิ่งที่จุฬาฯ ควรใส่ใจคือคุณภาพทางวิชาการ

“ชีวิตการศึกษามันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เราควรจะได้เรียนรู้และฝึกฝนเรื่องสิทธิเสรีภาพ ใช้เหตุผลกล้าตั้งคำถาม คิดอย่างมีวิจารณญาณบนฐานการเคารพผู้อื่น ชุดนิสิตเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่เราจะอยู่ร่วมกันกับทั้งคนที่อยากใส่และไม่อยากใส่ ซึ่งเป็นสิ่งแสดงว่าเราจะเคารพความคิดอีกฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน เราใส่ชุดนิสิตแล้วต้องบังคับให้คนอื่นใส่ด้วยเหรอ”

“การแต่งกายตามกฎระเบียบ นัยหนึ่งคือการยอมรับและปฏิบัติตามกฎและจารีตประเพณี การบังคับแต่งชุดนิสิตจึงเสมือนเป็นการบังคับให้นิสิตปฏิบัติตามกฎและจารีตประเพณี อีกทั้งยังมีบทลงโทษหากไม่ทำตาม แสดงถึงบทลงโทษของการไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณี ซึ่งขัดแย้งกับจุดประสงค์ของการศึกษาอย่างสิ้นเชิง การศึกษามีขึ้นเพื่อให้สร้างเสริมองค์ความรู้ของมนุษย์ สอนให้มนุษย์รู้จักการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สอนให้มนุษย์ใช้เหตุผลและกล้าตั้งคำถาม มิใช่การพยายามผลิตซ้ำค่านิยมและจารีตประเพณี และต่อต้านการตั้งคำถามและการใช้เหตุผล ดังที่จุฬาฯ กำลังกระทำอยู่

ทั้งนี้การบังคับให้แต่งชุดนิสิตโดยการอ้างว่ากฎเป็นกฎ มีแล้วต้องทำตามย่อมเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การใส่ชุดนิสิตเป็นกฎเพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นการข้อโต้แย้งที่ถือว่าเป็นการทิ้งเหตุผล”

 

เมื่อเร็วๆ นี้คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้อนุญาตให้นิสิตใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้และไม่ใช้บทลงโทษตามระเบียบ อย่างไรก็ตามไม่ได้ยกเลิกกฎดังกล่าว

“สักวันจุฬาฯ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคร่วมสมัยที่ผู้คนต่างตระหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น วิธีคิดแบบโลกร่วมสมัยให้ความสำคัญกับจารีตประเพณีน้อยลง ให้ความสำคัญกับการใช้เหตุผลและสถานการณ์ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอนาคต” เจ้าของโครงการรณรงค์กล่าว

ทั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 ฐาปกร แก้วลังกา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยออกมารณรงค์เรื่องนี้แล้วรอบหนึ่ง แม้จะกลายเป็นที่พูดถึงทั่วสังคมแต่สุดท้ายก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวัง

ฐาปกร เล่าว่า ได้ล่ารายชื่อ “ยกเลิกบังคับการแต่งกายนิสิตนอกห้องเรียนเท่านั้น” มีสาเหตุมาจากไม่เห็นด้วยกับฝ่ายกิจการนิสิตที่ออกตรวจเครื่องแบบบริเวณลานเกียร์ซึ่งหลายคนมองว่ามากเกินไป ท้ายที่สุดคณะฯ เลิกการเดินตรวจ แต่ไม่ได้ประกาศยกเลิกอย่างเป็นทางการ โดยได้ตกลงกับสภานิสิตฯ ไว้ว่าจะมีการพูดคุยเพื่อหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ (กลุ่มเรียกร้องและฝ่ายกิจการนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์) โดยสภานิสิตฯ เป็นตัวกลาง แต่สุดท้ายผู้ใหญ่สั่งยุติการพูดคุย

 

 

มหาวิทยาลัยไม่ได้ใจแคบ

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ จุฬาฯ กล่าวว่า ยินดีกับความคิดต่าง  นิสิตไม่อยากแต่งชุดนิสิตก็ยินดีรับฟัง แต่ ณ เวลานี้ด้วยกฎระเบียบที่มีทำให้ต้องปฏิบัติตามไปก่อน ส่วนการจะเปลี่ยนแปลงสามารถดำเนินการผ่านทางช่องทางตามระเบียบของทางมหาวิทยาลัยได้

“ผมว่าคล้ายๆ กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศที่ว่าถ้าเราไม่ชอบใจหรือไม่พอใจ กฎหมายไหนที่คิดว่าล้าสมัยหรือไม่ดี เราก็สามารถจะเรียกร้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะการเรียกร้องเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ หากเรื่องเรียกร้องมีเหตุมีผล คุยผ่านระบบที่ถูกต้อง ผมคิดว่ามันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ที่ผ่านมาระเบียบที่เรามีก็เปลี่ยนแปลงอยู่ระยะตามยุคสมัย”

ขณะที่ นิติ ชัยชิตาทร หรือ “ป๋อมแป๋ม” พิธีกรชื่อดัง นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ รุ่น 66 มองว่า สิ่งที่รุ่นน้องเรียกร้องเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิทธิ์ของพวกเขา

“สมัยยังเรียนเราใส่ชุดนิสิตเฉพาะช่วงสอบหรือพิธีการสำคัญ ช่วงอื่นหากเข้าห้องเรียน ก็พยายามแต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น เสื้อเชิ้ต กางเกงสแลค รองเท้าหนัง”

ป๋อมแป๋ม บอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะต้องหันหน้ามาคุยกัน ชั่งน้ำหนักเหตุผลของกันและกัน ถึงความสุภาพและเหมาะสมในความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย

 

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

 

เลิกแต่ง เลิกแบ่งชนชั้น

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2560 มองว่า กฎแต่งชุดนิสิตอาจเป็นต้นตอของการแบ่งชนชั้นระหว่างนักศึกษาต่างคณะได้

“ในห้องเรียนไม่มีการแบ่งชนชั้นอยู่แล้ว เว้นแต่เราจะคิดให้แบ่ง เช่น ขณะนี้เกิดการแบ่งชนชั้นระหว่างคณะ ที่ไม่เคร่งครัดการแต่งกายมองคณะที่บังคับให้แต่งเครื่องแบบเป็นความน่าสงสารและเป็นความโชคดีของคณะตนเองที่ไม่ต้องแต่ง ส่วนนิสิตที่ใส่เครื่องแบบตลอดวันหนึ่งอาจคิดว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้วและเหนือกว่าคนอื่น”

เนติวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความคิดที่เกิดจากกฎระเบียบ การบังคับเช่นนี้ทำให้เกิดสภาวะการเหยียดที่ตึงเครียดตลอดเวลา ดังนั้นต้องยกเลิกกฎนี้เพื่อลดการแบ่งชนชั้น หากใครอยากแต่งก็แต่งไป หากใครไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่ง เคารพกฎซึ่งกันและกัน แต่อย่าบังคับเพราะจะทำให้เกิดสภาวะการเหยียดที่ตึงเครียด

การแต่งชุดนิสิตนักศึกษา น่าจะยังกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันต่อไป เมื่อฝ่ายหนึ่งมองว่าวัฒนธรรมประเพณีและความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นสำคัญ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลนั้นสำคัญกว่า

“พรรคพลังพลเมือง” ขอเป็นหนูตัวเล็กช่วยราชสีห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537679

  • วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 10:01 น.

"พรรคพลังพลเมือง" ขอเป็นหนูตัวเล็กช่วยราชสีห์

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปี่กลองการเมืองเริ่มส่งเสียงปลุกให้คนการเมืองออกมาเตรียมพร้อมหวนคืนสนามหลังถูกแช่แข็งร่วม 4 ปี

ล่าสุด เอกพร รักความสุข อดีต รมช.แรงงานและสวัสดิการสังคม ที่เฟดตัวไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย หลังถูกตัดสิทธิในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ประกาศหวนคืนสนามการเมืองอีกครั้งด้วยการเตรียมตั้งพรรค “พลังพลเมือง” ที่จะเป็นพรรคทางเลือก ด้วยระบบ วิธีคิด และเป้าหมายใหม่ ไม่พาประเทศไปสู่ทางตัน เหมือนที่ผ่านมา

เอกพร เปิดใจให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงจุดเริ่มต้นว่า เมื่อปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งเวลานั้นประเมินแล้วคงหนีไม่พ้นการยุบสภา จึงคิดจะตั้งพรรคโดยใช้ประสบการณ์จากที่เคยไปช่วยทำการเมืองจนนายก อบจ.สกลนคร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นสมัยที่สอง ทั้งที่ถูกกดดันจากทั้งพรรคไทยรักไทยและเสื้อแดงในพื้นที่

แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารแนวคิดนี้จึงค้างคา ครึ่งๆ กลางๆ จนช่วงปลายปี 2560 ทุกอย่างเริ่มสุกงอม โดยเราเห็นว่าหากยังทำการเมืองแบบเดิมๆ ในที่สุดเราก็จะถูกแบ่งข้างให้ไปเล่นกีฬาสีอย่างเดิมอีก จึงต้องมาคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้สถานการณ์การเมืองเดินไปสู่ทางตัน นี่คือความคิดแบบอุดมคติ จึงได้ปรึกษากับพี่ๆ น้องๆ คนที่รู้จัก ว่าอยากจะทำพรรคการเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์

“ทำไมคิดแบบนั้น เพราะสวิตเซอร์แลนด์ผ่านสงครามโลกมาสองครั้งปลอดภัยทุกครั้ง เพราะเข้าใจธรรมชาติ โดยภูมิศาสตร์วางตำแหน่งประเทศถูก ทำให้ประเทศมีระบบมั่นคง ประเทศมั่นคง การเมืองมั่นคง การเงินมั่นคง มีการดูแลผู้สูงอายุ ทุกคนมีงานทำ ไม่ใช่แค่รอรับเงินช่วยเหลืออย่างเดียว การทำพรรคการเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์คือทำพรรคให้มั่นคง ดูอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่วงเล็บมหาชน ไม่ใช่วงเล็บจำกัด คือประชาชนผู้ถือหุ้นจะได้รับทราบรายงานผลประกอบการ มีกติกาชัดเจน หากโกงเมื่อไหร่ ก.ล.ต.ก็เล่นงาน หรือมีปัญหาก็ไม่ให้เทรดในตลาด”​

ทั้งหลายเหล่านี้คือ “ราก” ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ระดับ รมต.ก็เห็นด้วยและให้ตนเองไปจัดการรายละเอียดงานธุรการ ซึ่งใช้ชื่อ “พลังพลเมือง” รอจดทะเบียน 1 มี.ค. ซึ่งอยู่บนหลักการ “ความมุ่งมั่นสู่คุณภาพที่ดี” และมีสโลแกน คือ “พลังคนไทยก้าวใหม่ที่มั่นคง” โดยเบื้องต้นมีอดีตรัฐมนตรี 16 ท่าน และอดีต สส.กว่า 30 คน สนใจที่จะมาร่วมทำพรรคพลังพลเมือง และมีติดต่อมาเรื่อยๆ บางส่วนรอความชัดเจนหลังจากตั้งพรรคแล้ว

จุดเด่นของพรรคจะอยู่ตรงทิศทางที่จะก้าวพ้นกับดักที่ยึดติดกับตัวบุคคล ​การเมืองใน 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ยึดติดที่ตัวบุคคล หลังยึดอำนาจปี 2549 พอเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง ผู้นำที่ยึดอำนาจก็มาตั้งพรรคการเมืองและได้รับเลือกตั้งไม่มาก พรรคไทยรักไทยที่ถูกยึดอำนาจก็มาเป็นพรรคพลังประชาชน ทำอย่างเดิม นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ยังกล้ายืนยันว่าเป็นนอมินี

เลือกตั้งใหม่ปี 2554 ก็ยังใช้แนวคิด นายกฯ ทักษิณ คิด นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ทำ รูปแบบที่ติดกับดักตัวบุคคลทำให้การเมืองเดินหน้ายาก ฝ่ายผู้ยึดอำนาจก็ติดกับดักตัวบุคคล รุ่นน้อง รุ่นพี่ มาจากบูรพาพยัคฆ์ จนวันนี้ นายกฯ คนต่อไป สื่อทุกสำนักก็เขียนชื่อไว้เลยว่ามาจากนายกฯ คนปัจจุบัน

“​เราคุยกันแล้วเห็นว่าไม่อยากให้การเมืองไปสู่ทางตัน ต้องมีพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ให้เกิดแสงสว่างกับประเทศให้ได้ เหมือนหนูตัวเล็กๆ ช่วยราชสีห์ เรามีราชสีห์หลายตัวในประทศไทย”

เอกพร อธิบายว่า ระบบเลือกตั้ง สส. ปัจจุบัน ตามรัฐธรรมนูญตั้งใจคัดเลือกคนเก่ง​ ใครดีที่สุดชนะไป ส่วนคนแพ้จะเอาคะแนนทั่วประเทศมาคำนวณเฉลี่ยเป็น สส.บัญชีรายชื่อตามอัตราส่วนที่แต่ละพรรคจะได้ ระบบจะย้อนกลับไปเหมือนในอดีตที่เน้นเรื่องตัวบุคคลเพื่อไปเป็นปากเป็นเสียงให้ชาวบ้าน ไม่ใช่เลือกเพราะมหาเศรษฐีนายทุนมาสมัครเหมือนระยะหลัง 

ถามถึงบุคคลระดับอดีตรัฐมนตรีที่สนใจร่วมก่อตั้งพรรคพลังพลเมืองมีใครบ้าง เอกพร ออกตัวว่าขอให้ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคมีความชัดเจนก่อน แต่ที่เปิดเผยได้ เช่น ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ​ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสายตาแต่มีคุณภาพเรื่องความคิด หยุดเล่นการเมืองไปช่วยว่าความให้ชาวบ้านจนถึงทุกวันนี้ และท่านบอกว่ายินดีช่วยแบบไม่มีเงื่อนไข

“หลายท่านอายุมาก ​ไม่สนใจเรื่องแก่งแย่ง สส. ขอกลับมามีตำแหน่งเหมือนในอดีตหรือเป็นรัฐมนตรี แค่อยากให้สังคมรู้สึกว่ามีนักการเมืองที่ไว้ใจได้ บางคนอยู่มาแทบทุกพรรค ผ่านเลือกตั้งมาทุกแบบ ท่านกล้าบอกว่าถ้าชนะก็ได้เป็น สส.​ แต่ถ้าแพ้ก็ยินดีให้เป็นคะแนนพรรคให้ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรค ​ที่พูดขนาดนี้ เข้าใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่เจ็บช้ำน้ำใจในกับดักที่ผ่านมา 3 ปีที่ผ่านมานักการเมืองถูกครหาไม่เป็นธรรมเหมารวมเข่ง ถ้าใช้พรรคการเมืองเดิมๆ ที่มีอยู่ในเวลานี้ก็ไม่สามารถหลุดพ้นกับดักเหล่านี้ได้”

อีกท่านคือ อดีตรัฐมนตรี สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่โลดโผนทางการเมืองมีประสบการณ์กับทั้งพรรคประชาธิปัตย์ สามัคคีธรรม พลังประชาชน คนในสังคมอาจไม่รู้ แต่คนในแวดวงการเมืองต้องรู้จักว่าเป็นคนทำงานการเมือง ซึ่งหากคิดแบบแฟชั่นเหมือนปัจจุบัน จะประเมินคุณค่าคนแค่ความเป็นที่รู้จัก คนถูกพูดถึง คนในกระแสออกทีวี วิทยุบ่อย โดยไม่ได้พิจารณาไปถึงคุณภาพ

ระหว่างนี้ยังเร็วไปที่จะเปิดเผยชื่อทั้งหมด ส่วนท่านอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภานั้น ท่านเลิกเล่นการเมือง แต่หากท่านทราบความคิดเรื่องการตั้งพรรค ผมจะต้องขอร้องท่านให้มาเป็นที่ปรึกษาพรรค ไม่เกี่ยวกับลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะสังคมต้องการคนกลุ่มนี้ ในฐานะผู้อาวุโส อย่างจีนผู้อาวุโสพรรคจะดูแลทิศทางประเทศ คนหนุ่มสาวบริหารประเทศ ซึ่งพลังพลเมืองจะติดต่ออดีตนายกฯ รัฐมนตรี ประธานรัฐสภาให้มาช่วยเป็นที่ปรึกษาพรรค

เอกพร อธิบายว่า ส่วนใครจะเป็นหัวหน้าพรรคเวลานี้ยังไม่ได้คุยกัน เพราะมีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ จนเดิมคิดว่าจะมีกรรมการบริหารพรรค 19 คน แต่ตอนนี้คิดว่าจะขยายเป็น 25 คน ซึ่งยังไม่มีการคุยในรายละเอียดว่าใครจะเป็นตำแหน่งอะไร และเมื่อเทียบกับหัวหน้าพรรคอื่นๆ ปัจจุบัน แล้วเชื่อว่าด้วยความสามารถของ 16 อดีต รมต.ของพรรค ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้​

“ส่วนที่มีคนบอกว่าผมจะเป็นรองหัวหน้าพรรคนั้น ก็เป็นการให้เกียรติกันมากกว่า คนที่สนใจติดต่อมาไม่มีใครสนใจเรื่องจะเป็นหัวหน้า เลขาฯ กรรมการ สิ่งที่สนใจคือเรื่อง ​3 ชื่อ ของพรรคที่จะเสนอไปเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะนำไปใช้รณรงค์หาเสียง ซึ่งจะต้องไปทาบทามว่าจะมาร่วมมือกับเราหรือไม่ แต่ตอนนี้พรรคยังไม่เกิด เลยยังบอกไม่ได้ว่า 3 ชื่อมีใครบ้าง ซึ่งคนทุกวงการมีความสามารถ เพียงแต่ต้องดูสถานการณ์ว่าเหมาะสมกับเรื่องไหน”​

ถามตรงๆ ว่าพรรคพลังพลเมือง พรรคนอมินีของทหารต่อไปหรือไม่ เอกพร ชี้แจงว่า พรรคนี้ไม่มีนายทุน “รากแก้ว” ของพรรคเกิดจากการคุยกันมานาน 3 ปี หลังยึดอำนาจ นักการเมืองถูกมองว่าตกต่ำ ประชาชนเดือดร้อนไม่รู้จะพึ่งใคร สกลนครน้ำท่วมใหญ่วอนรัฐให้ช่วยก็ไปไม่ถึง กว่าจะขยับต้องรอนายกฯ พรรคพลังพลเมืองจึงมีที่มาจากการเติบโตทางพลังความคิด ​

การเลือกตั้งครั้งหน้าอะไรก็เกิดได้ โดยเฉพาะมี สว. 250 คน ซึ่งหากการเมืองวิถีเก่าก็พร้อมจะร่วมรัฐบาล แต่พรรคลำดับที่หนึ่งและสองจะจับมือกันภายใต้เงื่อนไขพิเศษก็เกิดได้ อดีตพรรคที่ไม่เผาผีกัน พรรคธรรมกับพรรคอธรรมก็จับมือกันได้ หรือกรณีงูเห่าก็เคยเกิดขึ้น เป็นไปได้หมด แต่พรรคพลังพลเมืองจะไม่มองในมิติเชิงอำนาจ มองแบบอุดมคติ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน

“ที่สำคัญไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วหลังเลือกตั้งพรรคพลังพลเมืองจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน โดยถ้าพรรคเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ต้องได้ยินเสียงของประชาชน ไม่ใช่ได้ยินแต่เสียงของข้าราชการ หรือถ้าเป็นฝ่ายค้านก็จะเป็นฝ่ายค้านที่เป็นกระจกเงาสะท้อนสภาพปัญหา แต่ตอนนี้ตอบไม่ได้ว่าจะได้เสียงมากน้อยแค่ไหน และจะไปทางไหน แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่ทำให้การเมืองไปถึงทางตัน ทุกอย่างมุ่งมั่นไปสู่คุณภาพที่ดี”

ส่วนภาพที่ถูกมองว่าสมาชิกแกนนำหลายคนเป็นอดีตนักการเมืองที่ร้างเวทีไปนานนั้น เอกพร อธิบายว่า ยกตัวอย่างส่วนตัวแม้จะไม่มีตำแหน่งแต่ก็อยู่กับการเมืองมาตลอด แค่ไม่ได้ลงสมัคร สส. อย่างกรณีไปทำงานอยู่เบื้องหลัง ก็ร่วมกันผลักดันจนนายกฯ​ อบจ.สกลนครกลับมาชนะเลือกตั้งอีกสมัยทั้งที่ถูกรุมขนาบจากทั้งเพื่อไทยและเสื้อแดง และปัจจุบันการเมืองเป็นเรื่องของบุคคลต่างจากในอดีต 

ถามถึงข้อได้เปรียบของพรรคใหญ่ มีกองเชียร์เหนียวแน่นฐานเสียงในพื้นที่ชัดเจน เอกพร กล่าวว่า ผู้สมัครของพรรคจะแข่งกับตัวเอง ไม่ได้แข่งกับพรรคใด ​โดยยืนยันความชัดเจน ไม่พูดถึงกีฬาสี ไม่แบ่งฝ่าย ไม่เลือกข้าง หากชนะที่หนึ่งในเขตไม่ได้ก็ยังได้คะแนนมาคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนตัวที่ผ่านมาเลือกตั้งเคยได้คะแนนเสียง 1.24 แสนคะแนน หากลงพื้นที่ก็เชื่อว่ายังได้คะแนน ส่วนจะมากน้อยก็ได้

หากคำนวณ 7 หมื่นคะแนนได้ สส. 1 คน หากพรรคใหญ่ชนะเขตเลือกตั้ง 3 หมื่นคะแนน ก็ต้องไปหักจากคะแนนระบบบัญชีรายชื่อ 4 หมื่นคะแนน การชนะระบบเขตมากยิ่งทำให้พรรคใหญ่ไม่ได้ระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคที่ได้ที่สองหรือที่สามที่สี่ จะได้คะแนนเมื่อรวมแล้วก็สามารถนำไปเฉลี่ยไปคำนวณเป็นอัตราที่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อจากทั้งหมด 150 คน จะได้มากได้น้อยไม่รู้ รู้แต่ได้แน่

ถามว่าหลังเปิดตัวมีคนติดต่อเข้าพรรคมากน้อยแค่ไหน เอกพร กล่าวว่า เฉพาะตัวเองมี รมต.จากพรรคใหญ่ๆ ติดต่อมาหลายคน ซึ่งส่วนตัวไม่เคยโทรไปหาใคร ไม่เคยชวนใครมาสมัคร เคารพความคิดแต่ละคน​ เผื่อว่าแต่ละท่านมีพันธสัญญาทางใจ ผูกพันกับพรรคที่สังกัดแน่นอน ทำได้มากที่สุดคือส่งข้อมูลเรื่องการจัดตั้งพรรคทางไลน์ เฟซบุ๊กส่วนตัว ​ซึ่งใครติดต่อมาก็พร้อมคุยหมด

เปิดสาระ “กฎหมายเลือกตั้ง สส.” ฉบับเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537676

  • วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

เปิดสาระ "กฎหมายเลือกตั้ง สส." ฉบับเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 213 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี รวมใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เนื่องจากได้มีการกำหนดให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวประกอบด้วย 1.มาตรา 2 ที่กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ เสียงส่วนใหญ่ มีมติแก้ไขให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน โดย วิทยา ผิวผ่อง ประธาน กมธ. ชี้แจงความจำเป็นต้องเลื่อนเวลา เพื่อให้ประชาชนและพรรคการเมืองได้ศึกษาทำความเข้าใจกฎหมายจะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา อีกทั้งยังต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจำนวน 1.5 ล้านคน ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ผิดพลาด จึงจำเป็นต้องขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป

ทว่า ประเด็นนี้ได้มี กมธ.เสียงข้างน้อยซึ่งสงวนคำแปรญัตติ อาทิ ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มองว่า หากขยายเวลาจะเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการที่ กรธ.กำหนดไว้ ดังนั้น การที่ กรธ.เสนอว่าต้องดำเนินการเลือกตั้งใน 150 วัน นับแต่ร่างกฎหมายประกาศใช้ถือว่ามีความยืดหยุ่นเหมาะสม จึงไม่จำเป็นต้องขยายเวลาอีก 90 วัน และ คสช.ไม่เคยขอให้ สนช.มาทำอะไรเกี่ยวกับมาตรา 2 เลย

แต่ที่เรียกสายตาในการอภิปรายคือ พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต สมาชิก สนช. ซึ่งขอเสนอให้บังคับใช้กฎหมายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 60 เดือน หรือ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

2.มาตรา 13 กำหนดให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครโดยให้แจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองนั้น มีมติว่าจะเสนอให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อต่อคณะกรรมการเลือกตั้งก่อนการรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลใดแล้ว ห้ามบุคคลนั้นหรือพรรคการเมืองนั้นถอดถอนรายชื่อ เว้นแต่บุคคลนั้นตาย หรือขาดคุณสมบัติ

3.มาตรา 35 ว่าด้วยเรื่องการจำกัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันควร จะถูกจำกัดสิทธิ อาทิ ห้ามยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ห้ามลงรับสมัครเลือกตั้งทุกระดับ ห้ามรับราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ของรัฐสภา ห้ามรับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง และห้ามได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นเป็นเวลา 2 ปี

4.มาตรา 42 คุณสมบัติต้องห้ามไม่ให้ลงรับสมัครเลือกตั้งที่สำคัญ คืออยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิเลือกตั้งชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องคำพิพากษาให้จำคุก เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนใดๆ เคยรับโทษจำคุกและได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปี เว้นแต่คดีลหุโทษ ต้องคำพิพากษาในคดียาเสพติด ค้ามนุษย์ และฟอกเงิน รวมถึงการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือ เคยพ้นตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ ที่มีผลให้ สส.และ สว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย

5.มาตรา 45 ผู้สมัครเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาติดต่อกัน 3 ปี และมีเงินค่าธรรมเนียมการสมัครเลือกตั้ง สส. คนละ 1 หมื่นบาท

6.มาตรา 75 เกี่ยวกับข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น ซึ่ง กมธ.เสียงข้างมาก มีมติให้สามารถจัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ จากเดิมที่ห้ามดำเนินการ รวมถึงห้ามรณรงค์โหวตโน

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 136 ต่อ 78 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง พร้อมทั้งเพิ่มเติมเนื้อหามาตรา 73 ในการกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายการจัดงานมหรสพไม่เกิน 20% ของวงเงินหาเสียงพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนดในมาตรา 64

ปิดท้ายประเด็นที่ 7.มาตรา 87 เรื่องการขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งจากเดิมเวลา 08.00-16.00 น. เป็นเวลา 07.00-17.00 น. ตามที่ กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขนั้น ที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 156 ต่อ 59 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง

ทั้งหมดนี้จะทำให้การเมืองไทยพลิกโฉมไปมากแค่ไหน อีกไม่นานรู้กัน

เรื่องต้องรู้! “3รูปแบบ-2ลักษณะการทำงาน”ด่านตำรวจไทย ผิดจากนี้ไม่ใช่ชัวร์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537312

  • วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 19:23 น.

เรื่องต้องรู้! "3รูปแบบ-2ลักษณะการทำงาน"ด่านตำรวจไทย ผิดจากนี้ไม่ใช่ชัวร์!

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ประชาชนทุกคนเป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนของผม พบที่ไหน เห็นที่ไหนถ่ายส่งมาถ้าเห็น “ด่านลอย” การไปซุ่มตัวตามพุ่มไม้มันไม่ใช่” คำพูดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ช่วงเข้ารับตำแหน่งใหม่ ต.ค.2558

“การจราจรเป็นปัญหาหนักของประชาชนในกรุงเทพมหานคร ก็เล็งเห็นว่าการตั้งด่านจราจร ยังไม่บรรลุเป็นผลที่ดี ผมคิดว่าการตั้งด่านจราจรควรหยุด เพื่อไปควบคุมการจอดรถกีดขวาง เมาแล้วขับ แต่ด่านจราจรคงไม่ให้ตั้ง” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. กล่าวไว้เมื่อช่วงรับตำแหน่งใหม่ ต.ค.2560

2 วาทะของผู้นำองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายนี้ หวังสร้างความสัมพันธ์น่าเชื่อถือจากประชาชน แต่ทว่าที่ผ่านมาการตั้งด่านหรือจุดตรวจยังถูกวิจารณ์ และตำรวจจะอธิบายว่าการปฏิงานดังกล่าวคือ ด่านความมั่นคง ด่านตรวจสิ่งผิดกฎหมาย หรือด่านตรวจแอลกอฮอล์ นี่จึงเป็นข้อสงสัยจากประชาชนว่า “แล้วด่านแบบไหนถูกหรือผิดกันแน่?”

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมาไขข้อสงสัยให้ประชาชนรับทราบว่า การตั้งด่านของตำรวจมีกี่ประเภท และลักษณะการทำงานแต่ละแบบเป็นอย่างไร

3 แบบ 2 ลักษณะการทำงาน ของด่านตำรวจไทย

รองโฆษกตำรวจ กล่าวว่า การตั้งด่านเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) สามารถตรวจค้น ยึดสิ่งของผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด ทรัพย์สินจากการลักทรัพย์ อาวุธปืน ฯลฯ. ได้เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นทุกมิติ

ด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจมี 3 ประเภทหลัก คือ ด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด

หลักการปฏิบัติงานทุกด่านต้อง มีเจ้าหน้าที่สัญบัตรยศร้อยตำรวจตรี ขึ้นไปเป็นหัวหน้าชุด แต่งเครื่องแบบปฏิบัติหน้าที่แสดงตนชัดเจน ใช้กิริยาวาจาสุภาพอธิบายว่าตั้งด่านเพื่ออะไร มีเครื่องหมายจราจรเช่น ป้ายหยุด ป้ายแสดงรายละเอียดผู้ควบคุม ป้ายชื่อและเบอร์โทรผู้บังคับบัญชา หากปฏิบัติงานช่วงกลางคืนต้องมีแสงสว่างมองเห็นได้ไม่น้อยกว่า 150 เมตร

สำหรับรูปแบบของ “ด่านตรวจ” มีจุดการตั้งถาวร ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เช่น ด่านตรวจถาวรตามเส้นทางหลักระหว่างจังหวัดที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ร่วมปฏิบัติงาน

“จุดตรวจ” เป็นจุดปฏิบัติงานชั่วคราวขนาดเล็กกว่าด่านตรวจ สามารถเคลื่อนย้ายง่าย ข้อบังคับห้ามปฏิบัติงานเกิน 24 ชั่วโมง ด่านลักษณะนี้ประชาชนมักเห็นเป็นประจำ เช่น ด่านตรวจทั่วไป ด่านความมั่นคง ด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ ด่านตรวจควันดํา เป็นต้น

“จุดสกัด” มีขนาดเล็กใช้ปฏิบัติงานกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนหลังได้รับแจ้งเหตุ เช่น สกัดจับการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย หรือสกัดจับบุคคล การทำงานจบหลังเสร็จสิ้นภารกิจ จุดสกัดถือว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มาก

ลักษณะการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ยังแยกออกได้อีก 2 แบบ คือ เพื่อกวดขันวินัยจราจร และตรวจค้นปราบปราม

“การกวดขันวินัยจราจร” เจ้าหน้าที่จะเรียกตรวจหากพบผู้ขับขี่มีความผิดซึ่งหน้า เช่น ไม่สวมหมวกกันน็อก ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร หรือคุยโทรศัพท์ขณะขับรถ ก่อนแจ้งรายละเอียดเหตุการกระทำความผิด และเขียนใบสั่งเพื่อให้นำไปชำระพร้อมกับออกใบเสร็จ

ตรวจค้นเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เมื่อขับรถเข้าด่านเจ้าหน้าที่จะประเมิณ หากสงสัยจะเรียกจอดข้างทาง ก่อนสั่งให้เปิดประตูและกระโปรงรถ พร้อมเชิญผู้ขับขี่ลงก่อนตรวจค้น หากพบสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะเชิญเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองสิ่งผิดกฎหมาย ไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ ก่อนเขียนบันทึกจับกุมโดยระบุว่ารับหรือไม่รับสารภาพ จากนั้นส่งตัวดำเนินคดีต่อศาล ทั้งนี้การทำผิดประเภทนี้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจปรับ แต่ศาลจะเป็นผู้พิจารณาลงโทษ

ตำรวจตั้งด่านได้ทุกแบบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

รองโฆษกตำรวจ กล่าวว่า ด่านหรือจุดตรวจทั้ง 3 แบบสามารถตั้งได้ตลอด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจผู้บังคับบัญชาส่วนสาเหตุในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีคำสั่งยกเลิกด่านจราจร เนื่องจาก ผบช.น.เกรงอาจกระทบกับการจราจรจึงสั่งยกเลิกด่านจราจร

หากประชาชนพบปัญหาหรือส่งสัยว่า เจ้าหน้าที่มีเจตนารมณ์ผิดวัตถุประสงค์การตั้งด่าน เช่น รีดไถ สามารถร้องทุกข์ผ่านสายด่วน 191 และ 1599 หรือโพสต์ลงโซเชียล เพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้ ผบ.ตร.เน้นย้ำว่า ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายและนโยบายการจราจรและตั้งด่าน

แต่ขออย่านำอารมณ์ส่วนตัว พยายามจับผิดและนำคลิปมาเผยแพร่ในโซเชียล ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการพยายามจงใจทำให้องค์กรตำรวจเสื่อมเสีย หากพิสูจน์ทราบว่าเจ้าหน้าที่ทำถูก อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

“มองได้ 2 ส่วน ทั้งลิดรอนสิทธิประชาชน และการป้องกันความปลอดภัย ประชาชนมักมองว่า การตั้งด่านจุดสกัดทำให้เสียเวลา แต่อยากให้มองว่า เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากไปทำให้เสียเวลาการเดินทาง แต่ต้องทำเพื่อคัดกรองสิ่งผิดกฎหมาย และที่ผ่านมาสามารถสกัดยาเสพติดได้หลายครั้ง ซึ่งตำรวจพยายามทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด”

 

ตำรวจไทย 4.0 ต้องทำงานคู่เทคโนโลยี

การทำงานกวดวินัยจราจรปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เช่น กล้องจับความเร็ว กล้องเลนเชนจ์หรือระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนช่องเดินรถในเขตห้าม เพื่อลดความไม่เข้าใจและขัดแย้งระหว่างประชาชนกับตำรวจ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นความหวังการแก้ปัญหาด้านการจราจรในอนาคต

“การนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดความขัดแย้ง และเป็นการยืนยันว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมซึ่งอนาคตจะมีการใช้กล้องดูแลเรื่องจราจรมากขึ้น”

แต่ถึงอย่างไร จะไม่ยกเลิกการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่อาจทำคู่กันเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนดีมากขึ้นด้วย

เมื่อถามว่า คิดอย่างไรกับการที่ประชาชนบางกลุ่มมองว่า ตำรวจตั้งด่านเพื่อหาค่าปรับมากกว่า หวังแก้ปัญหาการจราจร พ.ต.อ.กฤษณะ ระบุว่า หากไม่มีผู้กระทำผิดตำรวจก็ไม่ออกใบสั่ง ทางกลับกันทำไมประชาชนไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร 100% ตำรวจจะได้ไม่ต้องออกใบสั่ง และอีกอย่างตำรวจปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนหน่วยงานอื่น เช่น กรมศุลกากร ปปง. ป.ป.ส. แต่ถูกวิจารณ์ และเงินส่วนแบ่งค่าปรับก็ไม่ได้มาก

รองโฆษกตำรวจ ทิ้งท้ายว่า หากไม่มีผู้กระทำความผิด ตำรวจก็ไม่สามารถแจกใบสั่งได้ ซึ่งตำรวจก็ไม่อยากเห็นคนทำผิดเช่นกัน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.