พัฒนากัญชง…ไม่ใช่กัญชา แปรความหวังสร้างรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537223

  • วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 06:28 น.

พัฒนากัญชง...ไม่ใช่กัญชา แปรความหวังสร้างรายได้เกษตรกร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

การพัฒนาพืชยาเสพติดอย่าง เฮมพ์ (Hemp) หรือกัญชง เริ่มเกิดเค้าโครงความสำเร็จขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีการวิจัยและพัฒนาพืชยาเสพติดชนิดนี้อย่างจริงจัง ภายใต้กฎหมายการปลูกและพัฒนาสายพันธุ์ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย แม้ว่าพืชเสพติดชนิด ดังกล่าวจะยังอยู่ในกลุ่มของยาเสพติดผิดกฎหมายก็ตาม แต่ด้วยคุณภาพที่มีมากกว่าการผลิตสารเสพติด จึงถูกนำมาผลักดันสู่พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ในอนาคต

ดร.สริตา ปิ่นมณี นักวิจัยสถาบัน วิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) คลุกคลีทำงานวิจัยเรื่องกัญชงมานานกว่า 7 ปี ขยายความเข้าใจเรื่องนี้ว่า ตามกฎหมายไทยแล้วกัญชง จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เนื่องจาก กัญชา มีต้นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกัน กัญชงเป็นพืชเส้นใยคุณภาพสูง มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทานสูง กัญชง เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตชาวเขา ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชนเผ่า มีการเพาะปลูกบนพื้นที่สูงของประเทศโดยเฉพาะชาวเขาเผ่าม้งมายาวนาน

สำหรับกัญชาและกัญชงมีสารออกฤทธิ์ คือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ซึ่งเป็นสารเสพติดที่อยู่ในส่วนของช่อดอกกัญชา มีค่า THC 3.10 ของปริมาณสารเสพติด ซึ่งสูงกว่ากัญชง ที่มีค่า THC 0.40 น้อยกว่า จึงมีการวิจัยและพัฒนากันหลายหน่วยงาน เช่น มูลนิธิโครงการหลวง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ที่พยายามพัฒนากัญชงบนพื้นที่สูงให้มีค่าสารเสพติด THC ต่ำกว่าร้อยละ 0.3

“ผลการวิจัยและพัฒนาได้ปรับปรุงพันธุ์กัญชงที่มีสารเสพติดได้ต่ำกว่า 0.3% และมีเปอร์เซ็นต์เส้นใยสูงกว่า 15% ในการปลูกกัญชงนั้นจะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ต้องเริ่มจากขออนุญาตปลูกจาก อย. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีสารเสพติด THC ต่ำ มีแผนการปลูกเก็บเกี่ยวชัดเจน รายงานผลดำเนินงานตลอดปีแก่ อย. รวมทั้งประสานหน่วยงาน ป.ป.ส. ในการติดตามปลูกและควบคุมการเพาะปลูกให้เป็นไปตามระบบที่กำหนด”

ดร.สริตา ให้ภาพเสริมอีกว่า ประโยชน์จากกัญชง ถือว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างดีสามารถแปรรูปนำไปทำผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง ทำเครื่องนุ่งห่ม เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า ผ้าพันคอ ทำปุ๋ย อาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังทำเป็นอาหารเสริม เครื่องดื่ม น้ำมันพืช (เมล็ดกัญชงให้น้ำมัน 20-25%) แป้ง เนยเทียม เบียร์ เฟอร์นิเจอร์ ก็ทำได้ เช่น พรม เก้าอี้ รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ทำฉนวนกันความร้อน ไบโอพลาสติก วัสดุหีบห่อ ชิ้นส่วนรถยนต์และเสื้อกันกระสุนก็สามารถผลิตได้จากต้นกัญชงทั้งหมด

หลายภาคส่วนวาดหวังว่าจะสามารถนำผลวิจัยเสนอแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้สามารถเพาะปลูกกัญชงเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างจริงและกว้างขวางขึ้นในอนาคต

เช่นเดียวกับ ปรัชญา ทวีกุล ผู้อำนวยการส่วนสำรวจพืชเสพติด สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. กล่าวว่า สำหรับสถานะทางกฎหมายของกัญชง ล่าสุดมีประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 6 ม.ค. 2560 กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะกัญชง พ.ศ. 2559 โดยสาระสำคัญคือกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การควบคุม และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวกับกัญชง โดยมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 360 วัน ซึ่งครบกำหนดแล้วเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2561

ปรัชญา กล่าวอีกว่า ทางสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติดอย่างกัญชงนั้น ป.ป.ส.ได้ดำเนินการสำรวจและติดตามการปลูกเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2553 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการประสานงานและกำกับการพัฒนาและส่งเสริมกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง ซึ่งได้ดำเนินการติดการปลูกจนปัจจุบัน

สำหรับกัญชงมีที่พบในประเทศไทย ปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ ชาวบ้านปลูกเองโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมของตัวเอง พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ที่สำรวจพบจะอยู่ในหมู่บ้านของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งเป็นหลัก โดยเฉพาะในเขต อ.พบพระ จ.ตาก ซึ่งปลูกเพื่อทอผ้าใช้ในชีวิตประจำวัน และการปลูกในพื้นที่โครงการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ในพื้นที่นำร่องภายใต้ระบบควบคุมใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ตาก น่าน และเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ ยังมีการติดตามตรวจสอบลงพื้นที่ภาคพื้นดินและภาคอากาศ โดยสำนักงาน ป.ป.ส.จะนำข้อมูลที่ได้ จากการตรวจสอบในพื้นที่ไปวิเคราะห์และรายงานการปลูกเฮมพ์เพื่อให้การติดตามพื้นที่ปลูกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การควบคุมของกฎหมายอย่าง ถูกต้อง

“โยชิ 300” จากเด็กติดเกมหนักสู่ “ยูทูปเบอร์” สายฮาสุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537128

  • วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 20:20 น.

"โยชิ 300" จากเด็กติดเกมหนักสู่ "ยูทูปเบอร์" สายฮาสุดครีเอท

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ท่ามกลางกระเเสฟีเวอร์ของยูทูปเบอร์หน้าใหม่ๆ ที่ออกมาสร้างสรรค์ไอเดีย

ชายหนุ่มผิวคล้ำ หน้าตาธรรมดา ออกเเนวโหดๆ ผมยาวหยิก หนวดเคราเฟิ้ม เสียงร้องก็ไม่ได้เรื่อง กำลังได้รับความนิยมอย่างเหนือความคาดหมาย

จากเด็กติดเกมอย่างหนัก ไม่กินไม่นอนเคยขโมยเงินกว่าหนึ่งหมื่นบาทของพ่อแม่ไปเล่นเกม ไม่ชอบเรียนหนังสือเเละผ่านอาชีพมาสารพัด ชีวิตของ โยชิ – ธนมงคล จำปาเฟื่อง วันนี้กำลังปังไม่หยุดกับพลังเเห่งความสร้างสรรค์ผ่านเนื้อร้องเเละเสียงเพลง

“สวัสดีครับ ขึ้นมาเลย”  โยชิยิ้มอย่างเป็นมิตร ในชุดเสื้อยืดแขนยาว กางเกงขาสั้นขับมอเตอร์ไซค์สีแดงออกมารับหน้าปากซอยทางเข้าบ้านพักที่ย่าน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

ติดเกมหนัก แม่เรียกไอ้สารเลว

ชายหนุ่มเกิดที่ จ.กำแพงเพชร ก่อนย้ายไปเติบโตที่ จ.นครราชสีมา เมื่ออายุได้ 12 ปี เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ม.6 และเคยซ้ำชั้นตอนเรียนม.3 เนื่องจากไม่ชอบเรียนหนังสือ ขณะเดียวกันก็ติดเกมอย่างหนักถึงขนาดขโมยเงินแม่ไปเล่น พูดง่ายๆ ว่าหายใจเข้าออกเป็นมีแต่เกม

“ผมไม่ได้โง่นะแต่ไม่ชอบเรียนจริงๆ  รู้สึกว่าโรงเรียนมันน่าเบื่อ ไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอกแต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คิดว่าครูไม่ได้เหนือไปกว่าเราในการใช้ชีวิต เขาก็ไปเรียนรู้จากที่อื่นมาเพื่อมาสอนเราอีกทีซึ่งเราน่าจะเรียนรู้จากข้างนอกเองได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ”

“ส่วนเกมนั้นติดหนักมาก มอมแมมเหมือนติดยาเสพติด พ่อแม่ตีจนเหนื่อย ด่าผมไอ้สารเลวก็ไม่หยุด อยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีเกม ทุกวันนี้มานั่งคิดทำไมผมถึงเป็นไปได้ขนาดนั้น”  น้ำเสียงของเขาสุภาพ แตกต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ทุกคนเห็น

สิ่งที่ทำให้เขาเลิกเล่นเกมได้คือ การเต้นบีบอยและสตรีทแดนซ์ ซึ่งพบเข้าระหว่างเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า

“โคตรเท่ มันเท่มาก เห็นแล้วอยากเต้นเป็น สาวต้องกรี๊ดแน่ ผมเดินเด๋อๆ ด๋าๆ เข้าไปขอทำความรู้สึกและบอกว่าอยากเต้นด้วย เขาก็ยินดีนัดมาเจอกันและเริ่มซ้อมตั้งแต่ตอนนั้น”

เห็นท่าทางแบบนี้ เขาพัฒนาฝีมือการเต้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มเข้าแข่งขันตามรายการประกวดต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและประเทศ โดยความสำเร็จสูงสุดคือการคว้ารองแชมป์ประเทศไทย รายการแบทเทิลออฟเดอะเยียร์ ประเภททีม ปี 2011

นอกเหนือจากเต้นแล้วชีวิตด้านอาชีพของเขาไม่ประสบความสำเร็จ ไล่ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ พนักงานรักษาความปลอดภัย ทหาร เด็กวิ่งพร๊อพในกองถ่ายละคร เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลป์ ทั้งหมดผ่านมาแล้วผ่านไป

“ผมไม่ชอบทำงานแบบเข้ากะ อยู่ในกฎเกณฑ์มีความแน่นอน แต่ทุกอาชีพก็มีอะไรให้เรียนรู้และศึกษาทั้งนั้น”

ตำแหน่งงานสุดท้ายของโยชิคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลป์ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ก่อนจะลาออกมาทำคลิปเป็นยูทูปเบอร์อย่างเต็มตัวเหมือนวันนี้

แจ้งเกิดจากไอเดียและความบังเอิญ

ห้องพระขนาดเล็กบนชั้นสองของบ้านพักย่านบางบัวทอง กลายเป็นสตูดิโอที่โยชิใช้ถ่ายทำ โดยมีเพียงไอเดียและโทรศัพท์ 2 เครื่องเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน คลิปแรกที่สร้างชื่อให้กับเขาคือการลิปซิงค์เพลงกวนตีน ของศิลปิน Mad Pack It

“ว่างครับเลยอยากทำคลิปเล่น อยากทำคลิปร้องเพลงแต่ไม่กล้า ช่วงนั้นใช้เสียงเรียกเข้าเป็นเพลงกวนตีนพอดี เลยเอามาลิปซิงค์ซะเลย” หนุ่มหน้าหนวดบอกและแม้การลิปซิงค์จะสร้างชื่อและเรียกเสียงฮาได้ไม่เบา แต่เขากลับรู้สึกว่าอยากแต่งเนื้อเพลงเป็นของตัวเอง โดยยังคงใช้ทำนองของศิลปินท่านอื่น

“จริงๆ ไม่ชอบร้องเพลง ไม่มั่นใจในเสียงตัวเอง เสียงไม่ดี กล้าทำทุกอย่างยกเว้นร้องเพลง แต่นั่นแหละ สุดท้ายด้วยความที่ผมชอบเอนเตอร์เทรนคนอื่น ชอบทำอะไรประหลาดๆ เลยออกมาแบบที่เห็น”

เดือนเมษายน 2560 โยชิเดินทางไปร่วมงานบวชของน้องชายที่ จ.กำแพงเพชร ระหว่างนอนฟังเพลง In The End ของ Linkin Park สภาพแวดล้อมและเสียงรอบข้างได้นำพาจินตนาการของเขาพุ่งกระฉูดก่อนกลั่นออกมาเป็นบทเพลง “ตังยายเจน” ดังสนั่นไปทั่วโลกโซเชียล

“ผมฟังภาษาอังกฤษแล้วได้ยินคำว่าโซฟา ก็เลยใส่คำว่าโซฟา มางานบวชน้องก็นึกถึงพระ ระหว่างนั้นมีเสียงตะกุกตะกักข้างล่าง คิดว่าใครมาทำอะไรแถวนี้วะ ผีหรือขโมย มันเลยปิ๊งพอดีว่า ขโมยยันพระกะทะโซฟา จดใส่โทรศัพท์และแต่งเป็นเรื่องเป็นราวเลย มียายชื่อเจน มีตาชื่อมี มีขโมย กลายเป็นเพลงตังยาเจน”

หลังอัปโหลดคลิปดังกล่าวช่วงเดือนมิถุนายน มีคนเข้ามาคอมเม้นท์ชื่นชมต่างๆ นานา และเรียกร้องให้สร้างสรรค์ผลงานออกมาอีก จนตามมาด้วยเพลงมนต์รัก ROV ที่เกิดขึ้นเพราะอารมณ์เสียจากการเล่นเกม โดยใช้ทำนองของเพลงของ ยิ่งยง ยอดบัวงาม กลายเป็นกระแสอีกรอบจนนำไปสู่การตั้งแฟนเพจโยชิ 300

“300 มาจากคลิปลิปซิงค์เพลงไอ้ขี้งก (คืนได้ไหมแค่ 300) ของศิลปิน Win Collins คนก็เรียกเราพี่ 300 ก็เลยเอานี่แหละ โยชิ 300” ชายหนุ่มบอกซึ่งจริงๆ แล้วเขาชื่อเล่นว่าหยก เพียงแต่ตอนไปอยู่โคราช ด้วยน้ำเสียงของคนที่นั่นทำให้ถูกเรียกเพี๊ยนไปเป็น โย๊ก เพื่อนเลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่าโย กระทั่งเข้าวงการเต้นบีบอย จึงใช้นามแฝงจากตัวละครในเกมที่ชื่นชอบนามว่า โยชิมิสึ

 

งานดีจะคุ้มครองเรา

เมื่อเร็วๆ นี้เขาโด่งดังเป็นพลุแตกจากการหยิบเพลงดัง “คุกกี้เสี่ยงทาย” Koisuru Fortune Cookie ของเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอต BNK48 และ AKB48 มาแปลงเนื้อเพลง กลายเป็นเพลงคุกกี้เสี่ยงคุก เนื้อหาพาดพิงไปถึง ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี

“จริงๆ ผมทำตั้งแต่ก่อน BNK จะออกเอ็มวี แต่ชื่นชอบ AKB จากญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพลง Koisuru Fortune Cookie เพราะดี และช่วงนั้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นายกลุงตู่ด้วย ผมเลยเลือกแกเป็นพระเอกหลัก กลายเป็นเพลงคุกกี้เสี่ยงคุก”

หลักคิดในการแต่งเพลงของโยชิคือการไอเดียส่วนตัว ประเด็นสังคม รวมไปถึงความคิดเห็นต่อเรื่องนั้นๆ ของผู้คน ก่อนประมวลออกมาเป็นเนื้อเพลง ขณะที่ทำนองเพลงเกิดจากอารมณ์ส่วนตัวล้วนๆ

“ปกติผมชอบฟังเพลงเมทัล แต่เวลาแต่งจริง ค่อนข้างอิสระอยากใส่อะไรก็ใส่ไปตามจินตนาการ ส่วนใหญ่ที่วิ่งเข้ามาในหัวน่าจะเป็นเรื่องฟลุคมากกว่า แต่ผมเป็นคนสมาธิสั้น นึกอยากทำอะไรแล้วต้องทำเลย ไม่งั้นลืมต้องจดไว้”

อีกเพลงที่เกาะกระแสจนโด่งดัง คือ “เพื่อนโคตรสนิท” ที่เนื้อหาพูดถึงประเด็นนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

“ผมเคยคิดจะล้อตั้งนานแล้ว ตั้งแต่มีข่าวออกมาใหม่ๆ ใช้เวลาเขียนวันเดียว ตัดต่อเสร็จ อีกวันลงคลิปเลย”

เขาบอกว่าทุกผลงานที่ทำไม่ได้วางแผนอย่างจริงจังเป็นระบบ ทุกอย่างเกิดจากความชอบ ต้องการสร้างเสียงหัวเราะ ความสุขให้กับผู้ชมเท่านั้น  “ผมเน้นเอาฮา เอามันส์ ผลพวงจะตามมาเองทีหลัง ตอนทำงานมีพี่ผู้กำกับท่านหนึ่งบอกว่าถ้าทำงานอย่างตั้งใจและผลงานออกมาดี งานจะคุ้มครองเราเอง นี่คือคติประจำใจของผม”

เมื่อให้วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จของตัวเอง เขาบอกว่าน่าจะเกิดจากความเป็นธรรมชาติ จริงใจ ผลงานที่สะกิดใจผู้ชม รวมไปถึงเหตุผลสำคัญอย่างหน้าตา

“ความหล่อของผม ผมมั่นใจมาก คนติดตามเพราะผมชอบทำอะไรปั่นประสาท เลอะเทอะไร้สาระ คนชอบดูอะไรที่มันบันเทิงอยู่แล้ว พอผลงานมันสะกิดใจอยู่ในกระแสสังคม บวกกับหน้าตาทรงผมเข้าไปอีก ลองให้ผมโกนหนวดโหนเครา ตัดผม ไม่น่าจะดัง”

 

เนื้อเพลงคุกกี้เสี่ยงคุกที่เขาเขียน

การวิจารณ์เป็นเรื่องปกติในสังคม

การนำประเด็นสังคมมาวิพากษ์วิจารณ์และสอดแทรกในเนื้อหาเพลง โยชิบอกว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย และถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคม โดยเฉพาะการล้อเลียนรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทั่วโลกมายาวนาน

“คนเราถ้าไม่มีสิทธิวิจารณ์ก็อย่ามีเลยประชาธิปไตย ผมไม่กลัวช่องบิน แต่ไม่อยากไปปรับทัศนคติแน่ๆ  เรื่องบางเรื่องเด็กมัธยมยังรู้เลยว่าถูกหรือผิด บางคนบอกว่า ลาก่อนเพจโยชิ ผมอยากจะตอบว่า ถ้าเกิดไม่คิดที่จะเป็นประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ ก็อย่าคิดจะเป็นคนไทยเลย แต่ไม่ได้มีเจตนาโจมตี ผมรู้จุดที่ตัวเองอยู่ มีลิมิตในการทำงาน เต็มที่ก็ได้แค่สะกิดหรือกระตุ้นสังคม”

เขาบอกต่อว่าการวิจารณ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่มีใครปิดบังความจริงหรือความผิดไปได้ตลอด มีเพียงคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น

“เราปิดหูปิดตาตัวเองและคนอื่นไม่ได้ตลอดหรอก เมื่อหลับตาสักวันก็ต้องลืม ถ้าไม่ลืมเลยก็แสดงว่าเราได้ตายไปแล้ว”

เป้าหมายของผู้ชายมาดกวน คือพัฒนาคลิปต่างๆ เพื่อให้มีคนติดตามมากขึ้น โดยปัจจุบันยอดผู้ติดตาม (subscribe) ในยูทูปมีประมาณ 3.8 หมื่นคน ขณะที้ในเฟซบุ๊กแฟนเพจนั้นมีไม่ต่ำกว่า 1.38 แสนราย โดยสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จคือหัวใจและไอเดีย

“คนที่อยากแจ้งเกิดต้องมีใจก่อน เต็มที่และคิดออกไอเดีย อุปกรณ์นั้นค่อยๆ พัฒนาได้ ที่สำคัญอย่าดีใจกับชัยชนะหรือความสำเร็จนาน มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เขาทิ้งท้าย

 

—-

ลิปซิงค์เพลงแรก กวนตีน

หาต้นตอเด็กไทยสมาธิสั้น ‘สมาร์ทโฟน’ คือ ผู้ร้าย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536844

  • วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 06:39 น.

หาต้นตอเด็กไทยสมาธิสั้น ‘สมาร์ทโฟน’ คือ ผู้ร้าย?

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ภายหลังที่กรมสุขภาพจิตออกมาเผยตัวเลขที่ชัดเจนว่า กว่า 1 ล้านคนสำหรับเด็กไทยในวัย 6-12 ปี ทุกวันนี้กำลังเผชิญกับ “โรคสมาธิสั้น”

ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาว่า สาเหตุหลักที่เด็กไทยป่วยเป็นโรคดังกล่าวนั้นมาจากสาเหตุอะไร และเด็กไทยกำลังเผชิญอะไรในสังคมปัจจุบัน ที่ก่อให้เกิดโรคสมาธิสั้นสูงเช่นนี้

อีกทั้งข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เผยข้อสังเกตของเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นไว้ อาทิ ไม่สามารถทำงานที่ผู้ปกครองสั่ง หรือครูสั่งได้สำเร็จ ไม่มีสมาธิขณะที่ทำงานหรือเล่น วอกแวกง่าย ซุกซนเกินปกติ ขี้ลืมบ่อย หรือทำของส่วนตัวหายบ่อยๆ เป็นต้น

บวกกับผลพวงที่กรมสุขภาพจิตแถลง หากเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นจะส่งผลต่อพวกเขาในระยะยาว โดยเฉพาะการพกพาอาการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ อันส่งผลให้เกิดแง่ลบตามมาต่างๆ ทั้งสุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมก้าวร้าวใช้ความรุนแรง มีโอกาสติดยาเสพติด และร้ายแรงที่สุดคือฆ่าตัวตาย

เป็นอันว่า ผลจากโรคดังกล่าวที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาในระยะยาวอย่างน่ากังวล

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนปัญหานี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งหากมองถึงสาเหตุโรคพบว่ามีทั้งปัจจัยทางกายภาพ และปัจจัยทางการเลี้ยงดูจากผู้ปกครองที่ทำให้เด็กป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น

โดยในทางกายภาพนั้น นพ.สุริยเดว ให้ภาพอย่างง่ายว่า ในสมองของเด็กปฐมวัยจะมีสารชนิดหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กสามารถจดจำและสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดสมาธิตามธรรมชาติ แต่สารที่ว่านี้เด็กแต่ละคนจะมีในระดับไม่เท่ากัน หรือแม้แต่เด็กบางคนอาจจะมีสารนี้ที่พร่องไปจากระดับปกติ ซึ่งเป็นผลให้เกิดโรคสมาธิสั้นตามมา

แต่กระนั้น ยังถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กปฐมวัยทุกคนจะมี “อาการสมาธิสั้น” ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว และถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติ หากแต่อาการจะรุนแรงขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้น ปัจจัยการเลี้ยงดูของพ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นสิ่งเกื้อหนุนให้เกิดอาการที่รุนแรง หรือลดน้อยลงได้

“เด็กปฐมวัยจะสมาธิสั้นเกือบทั้งหมด ฟังอะไรไม่ได้นาน แต่การเลี้ยงดูจะเป็นการกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น หรืออีกด้านก็เป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กได้มากขึ้นเช่นกัน” นพ.สุริยเดว ย้ำ

นพ.สุริยเดว อธิบายเสริมว่า สมมติว่าผู้ปกครองเลี้ยงดูบกพร่อง ผิดวิถีธรรมชาติ เช่น ให้ดูทีวี หรือสื่อมีเดียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ที่มากจนเกินไป ก็จะส่งผลให้สารเคมีในสมองของเด็กที่พร่องอยู่แล้วแย่ลงไปอีก เพราะสื่อมีเดียเหล่านี้มีคลื่นความถี่ผ่านจอภาพ ทำให้สายตาของเด็กต้องโฟกัสความเคลื่อนไหวของภาพตลอดเวลา และปัจจัยนี้ก็เป็นองค์ประกอบที่กระตุ้นให้เด็กมีอาการสมาธิสั้นหนักเข้าไปอีก

“ก็เหมือนกับว่าเราไปซ้ำอาการของเขาโดยไม่รู้ตัว และในทางการแพทย์สำหรับเด็กปฐมวัยจะยังไม่มีการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น แต่จะเริ่มวินิจฉัยเมื่อเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา เพราะทางการแพทย์ยังเชื่อว่าเด็กต้องได้รับการเลี้ยงดูตามธรรมชาติ ได้เล่นอย่างที่ถูกที่ควร แต่หากถูกกระบวนการเลี้ยงดูที่ผิดก็จะมีผลตามมาทันที เพราะเด็กเมื่อเข้าห้องเรียนก็จะอยู่นิ่งไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง และเปลี่ยนความสนใจอย่างรวดเร็ว” ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนปัญหา

นอกเหนือจากความเห็นของ นพ.สุริยเดวแล้ว สิ่งที่รองรับว่าพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กเปลี่ยนไป คือ ผลสำรวจของ Amarin Baby & Kids Poll ในปี 2559 ที่พบว่าทุกวันนี้พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้าน และมีเวลาให้ลูกเพียงแค่วันละ 4 ชั่วโมง ขณะที่จำนวนชั่วโมงของการใช้สื่อมีเดียต่างๆ สำหรับเด็กก็มากขึ้น เพราะพ่อแม่ถือว่าเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงดูลูกนอกเหนือจากบุคคลในครอบครัวที่มาช่วยเลี้ยง

และที่น่าตกใจคือ พ่อแม่ถึง 60% ให้ลูกเล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 3 ขวบ และมีอีกถึง 20% ที่ซื้อแท็บเล็ตให้ลูกตั้งแต่อายุ 8 ขวบ รวมถึงอีกกว่า 50% ให้ลูกเล่นแท็บเล็ตตามลำพัง

อย่างไรก็ตาม นพ.สุริยเดว แนะทางออกว่า พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้เด็กได้เล่นตามธรรมชาติอย่างเรียนรู้และสร้างสรรค์ อีกทั้งแน่นอนว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องมีเวลาให้และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างใส่ใจ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กอย่างเหมาะสม และจะช่วยเสริมสร้างสมาธิให้กับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น

“เด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นสามารถแก้ไขโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเสริมสร้างสมาธิให้กับเขาได้ แม้อาการจะไม่หายไปทั้งหมด แต่ก็จะช่วยให้เด็กกินได้ นอนหลับได้ หรือมีสมาธิกับห้องเรียนได้ แม้จะต่างจากเด็กที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการสมาธิสั้นไม่มาก แต่หากปล่อยไปเลยโดยไม่ใส่ใจ และคิดว่าเมื่อโตขึ้นอาการจะดีขึ้นเอง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เพราะต้องได้รับการรักษา อีกทั้งอาการเหล่านี้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือก็จะคงอยู่ และจะส่งผลต่อพวกเขาในระยะยาวอย่างน่ากังวล” นพ.สุริยเดว ทิ้งท้าย

เจาะเลือดวัดแอลกอฮอล์ เป้าหมายหยุดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536673

  • วันที่ 22 ม.ค. 2561 เวลา 09:03 น.

เจาะเลือดวัดแอลกอฮอล์ เป้าหมายหยุดอุบัติเหตุ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ประเด็นเรื่องของการเจาะเลือดเพื่อหาปริมาณแอลกอฮอล์กรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนของผู้ขับขี่ยานพาหนะในเวลาปกติ เพื่อระบุเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบสำนวนคดีว่า “เมาแล้วขับทำให้เกิดอุบัติเหตุ” หรือไม่ ยังคงเป็นข้อหารือเพื่อหาถึงแนวทางความเป็นไปได้

แม้ที่ผ่านมาในช่วงรณรงค์ 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ 2561 มีผู้ขับขี่ราว 2,000 คน ถูกเจาะเลือดและถือเป็นมาตรการหลักที่รัฐบาลใช้กรณีที่เกิดอุบัติเหตุเพื่อเพิ่มโทษกับการทำผิดกฎหมายของผู้ขับขี่ และส่งผลต่อด้วยความคาดหวังว่าจะให้เกิดการบังคับใช้ในช่วงเวลาปกติตลอดทั้งปีด้วย

การหารือเพื่อหาข้อสรุปที่มีสัญญาณมาจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวในช่วงเวลาปกติ ไม่ใช่เฉพาะแต่ช่วงเทศกาลเท่านั้น เพราะหากบังคับใช้จะมีทั้งส่วนได้ส่วนเสียกับมาตรการนี้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเจาะเลือดที่มีราคาคนละ 500-1,000 บาท ซึ่งหากดำเนินการทั้งปีจะมีค่าใช้จ่าย 30-40 ล้านบาท ซึ่งจะต้องหาผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันแง่บวกของมาตรการดังกล่าวก็น่าจะสร้างความหลาบจำให้กับผู้ขับขี่ที่ดื่มสุรา

แม้หลายเสียงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเห็นด้วย แต่คำถามที่ตามมาคือจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

ปนัดดา ชำนาญสุข นักวิชาการจากศูนย์วิจัยป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ให้ภาพว่าที่ผ่านมามีข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่แล้วซึ่งทำให้เห็นว่าอุบัติเหตุทางท้องถนนส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ขับขี่ที่ดื่มสุรา แต่ขณะเดียวกันการตรวจหาแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดผ่านการเจาะเลือดของตำรวจก็พบว่ามีปัญหา และเกิดเป็นช่องว่างของผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องไปยังโรงพยาบาลและผู้ขับขี่เองด้วย

“การเจาะเลือดที่ผ่านมาเกิดขึ้นได้ยากหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้ตำรวจอยากจะตรวจเลือดก็ตามเพื่อประกอบสำนวนคดีให้สมบูรณ์ และยินดีจะจ่ายค่าเจาะเลือดเองด้วย แต่บ่อยครั้งที่แพทย์ก็ไม่อนุญาต เพราะผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุไม่ยินยอม ซึ่งหากให้ตรวจแพทย์ก็เสี่ยงจะถูกฟ้องร้อง เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคคล”

กระนั้น ปนัดดา ยืนยันว่า หากมาตรการดังกล่าวถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะเป็นการบังคับให้ต้องเจาะเลือดในทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ที่เข้ารักษาตัวหลังเกิดเหตุหรือเป็นคู่กรณีก็ไม่สามารถจะเลี่ยงได้ และต้องคิดยับยั้งใจก่อนจะดื่มสุราและต้องขับรถ ขณะที่แพทย์พยาบาลก็จะสบายใจกับการปฏิบัติงาน

“แต่มันก็เป็นไปได้ยากในเชิงปฏิบัติ เพราะแน่นอนว่าหากตำรวจที่ซื่อตรงทำหน้าที่อย่างถูกต้องก็ยินดีจะพาไปตรวจเลือดหาแอลกอฮอล์ แต่ก็เป็นช่องให้เกิดทุจริตได้เช่นกันระหว่างผู้รักษากฎหมายและผู้ขับขี่ที่เมาสุรา” ปนัดดา ตั้งข้อสังเกต

อีกเสียงที่ยกมือสนับสนุนมาตรการดังกล่าวหากสามารถเกิดขึ้นได้จริง คือ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับบอกว่า หากรัฐบาลจะจริงจังที่จะผลักดันให้เป็นกฎหมายก็สามารถทำได้แน่นอน แต่ที่ผ่านมาคือไม่มีความจริงจัง และไม่ได้ใส่ใจความปลอดภัยทางท้องถนนของคนไทยเท่าที่ควร จึงทำให้ยอดตายจากเมาสุราแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุยังสูงมากในปัจจุบัน

อีกทั้งยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดอุบัติเหตุแล้วจะต้องเจาะเลือดหาแอลกอฮอล์ในทุกกรณีด้วยซ้ำ แต่สำหรับประเทศไทยกลับกลายเป็นว่ามีจุดอ่อนเรื่องงบประมาณ เพราะตำรวจก็ไม่อยากจะจ่าย สธ.เองก็ไม่ต้องการจ่ายงบประมาณส่วนนี้ด้วยเช่นกัน

“ข้ออ้างว่าไม่มีเงินสำหรับค่าเจาะเลือดถือว่าฟังไม่ขึ้น เพราะชีวิตมีค่าและมาตรการนี้จะช่วยให้คนดื่มสุราต้องระวังมากขึ้น และหากเกิดอุบัติเหตุต้องถูกเจาะเลือดความผิดก็จะมากขึ้นด้วย” นพ.แท้จริง ให้ความเห็น

เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ย้ำอีกว่า รัฐบาลจะต้องจริงจังกับเรื่องนี้และต้องกล้าที่จะลงทุน เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตายของประชาชน ลองนึกภาพว่าคนเมาขับรถไปชนเด็กที่เป็นอนาคตของชาติตาย แต่ไม่ได้ถูกตรวจหาแอลกอฮอล์ เด็กก็อาจจะตายเปล่าแบบที่สังคมไม่ได้เรียนรู้ อย่างนี้มันคุ้มค่าหรือไม่

นพ.แท้จริง ทิ้งท้ายด้วยตัวอย่างของตัวเลขที่น่าสนใจ โดยเฉพาะมาตรการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของรัฐที่มุ่งเน้นไปที่ช่วงเทศกาลเท่านั้น หากเทียบตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์สูงสุดไม่เกิน 1,000 คน แต่ในช่วงเวลาปกติกลับตายนับหมื่นคนในทุกปี

ดังนั้นแล้ว รัฐบาลควรจะเห็นภาพความสำคัญว่าควรเป็นช่วงเวลาใด เพื่อจะผลักดันมาตรการป้องกันบนท้องถนนเพื่อลดการตายของคนไทยให้เป็นรูปธรรม

ป.ป.ช.ยุคเปลี่ยนผ่าน ต้องใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536519

  • วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:39 น.

ป.ป.ช.ยุคเปลี่ยนผ่าน ต้องใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

โดย…กนกพรรณ บุญคง / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ปัจจุบันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเผชิญสถานการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

เริ่มตั้งแต่การเป็น ป.ป.ช.ในยุคเปลี่ยนผ่านภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงการทำงานของ ป.ป.ช.แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

มาจนถึงสถานการณ์ทางการเมืองเกี่ยวกับการตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาล ภายหลัง ป.ป.ช.เริ่มถูกตั้งคำถามว่าตรวจสอบการทุจริตไม่เข้มข้นเมื่อเทียบกับการตรวจสอบนักการเมือง

ในโอกาสนี้ “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้มุมมองต่อเรื่องดังกล่าวผ่านโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

อาจารย์วิชา มองภาพรวมของแนวทางการปราบปรามการทุจริตภายใต้กฎหมายว่าจะมีมาตรการใหม่เกิดขึ้น 3 ประการ ได้แก่ 1.การวางหลักการเกี่ยวกับการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการองค์กรอิสระ ให้อยู่ระดับเดียวกัน 2.กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3.มาตรการการไต่สวนเชิงป้องกัน

เรื่องการวางหลักการเกี่ยวกับการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ อาจารย์วิชา อธิบายว่า “มีการกำหนดการเร่งรัดจัดการคดีให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมาตรา 234 และมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้ ป.ป.ช.มีหน้าที่และอำนาจสำคัญ คือ ไต่สวนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

“เป็นหลักการสำคัญที่ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้ถูกตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก โดยไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะเรื่องทุจริตเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากนั้นถึงจะเป็นการไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐในลำดับถัดลงมา เรียกได้ว่าไล่กันตามลำดับไหล่”

ถัดมาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจารย์วิชา ชี้ให้เห็นว่า ป.ป.ช.ต้องกำหนดมาตรการและกลไกที่จำเป็น ส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครอง โดยช่องทางดังกล่าวต้องมีวิธีการที่ง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยาก ไม่ก่อให้เกิดผลร้ายกับผู้แจ้ง รวมทั้งดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต ตลอดจนเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า ป.ป.ช.เป็นของเขา

“ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตจะต้องมาที่ ป.ป.ช.หมดเป็นหลัก ไม่ใช่แยกออกไปตามแต่ละหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา โดยเมื่อมาที่ ป.ป.ช.หมดแล้ว ป.ป.ช.จะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอํานาจเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตดําเนินการแทนในเรื่องที่มิใช่เป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งต่อไป ป.ป.ช.จะเหลือแต่คดีใหญ่ๆ จะทำให้การทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น”

ขณะที่ มาตรการการไต่สวนเชิงป้องกัน เป็นประเด็นสำคัญที่อาจารย์วิชาอธิบายย้ำเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ไม่ได้เป็นหลักการใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา แต่เป็นครั้งแรกที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.เคยใช้มาตรการที่ว่านี้กับกรณีของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่คณะวิจัยของ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่าจะมีการทุจริต ทำให้ ป.ป.ช.ต้องส่งเรื่องไปให้รัฐบาลในขณะนั้นพิจารณา ปรากฏว่ารัฐบาลก็ตัดสินใจระงับโครงการเอาไว้ก่อน”

“หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นหมื่นล้านแสนล้านเหมือนอดีตที่ผ่านมา ป.ป.ช.ทั่วโลกต่างมีอำนาจดำเนินการในลักษณะนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ของฮ่องกง เพราะการไปใช้มาตรการปราบปรามอย่างเดียวนั้นต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะชี้มูลความผิดได้ในขั้นตอนสุดท้ายเรื่องมันก็ไปไกลแล้ว แต่ถ้ามีมาตรการไต่สวนเชิงป้องกันก็สามารถยับยั้งความเสียหายได้แล้วโดยใช้เวลาไม่นาน”

“จะเห็นได้ว่างานของ ป.ป.ช.ในเชิงป้องกันจะเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะช่วยสกัดการทุจริตได้มีประสิทธิภาพ ทำให้เหลือคดีที่ ป.ป.ช.ต้องพิจารณาจริงๆ จำนวนไม่มาก เพราะกฎหมายได้กำหนดมาตรการเชิงป้องกันไว้ก่อนแล้ว ดังนั้น คิดว่าการมีมาตรการใหม่ขึ้นมาน่าจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”

การพยายามป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้นไม่ได้ดำเนินการเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น แต่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ลงมาดำเนินการด้วยตัวเองด้วย ซึ่งอาจารย์วิชามีมุมมองต่อประเด็นนี้ว่า “สิ่งที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่ คือ การมีคณะกรรมการกลางขึ้นมาเพิ่มเติมจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เช่น คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ คตช. ที่นายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานเอง หรือการใช้มาตรา 44 ดำเนินการโยกย้ายข้าราชการที่ถูกตรวจสอบการทุจริต ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะรอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบให้เสร็จก่อน เป็นต้น”

“นโยบายอย่างนี้จะดีในช่วงระยะเวลาอันสั้น ไม่ควรจะใช้ในเวลาอันยาว เพราะเมื่อเข้าระบบปกติก็ควรมีอะไรรองรับว่า ถ้าจะให้บุคคลพ้นจากตำแหน่งไปเพราะเหตุใดก็ควรต้องมีความชัดเจน”

ที่ผ่านมา คสช.ถูกครหาว่าใช้มาตรา 44 เฉพาะกับกลุ่มข้าราชการเท่านั้น แต่ไม่ได้ใช้กับคนในรัฐบาลที่ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยในเรื่องความโปร่งใส? อาจารย์วิชา คิดว่า “เราต้องดูก่อนว่ามาตรการอย่างนี้ดีหรือไม่ ใช้ได้หรือไม่ ถ้ามันใช้ได้จริง ก็ต้องใช้เสมอหน้ากัน จะไปใช้บ้างหรือไม่ใช้บ้างก็คงไม่ได้ ดูอย่างประเทศจีนเป็นตัวอย่าง มีการเอาเจ้าหน้าที่รัฐออกไปเป็นล้านคน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมีหลักการว่า ถ้าเป็นเสือต้องฆ่า เป็นเสือหมายความว่าเป็นการทุจริตขนาดใหญ่ ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าเป็นยุงก็ต้องตบ ตบก็ตายเหมือนกัน” 

เท่ากับว่าวันนี้ คสช.ตบแต่ยุงหรือไม่? อาจารย์วิชาอมยิ้มก่อนตอบว่า “ไม่แน่ใจ (หัวเราะ) ถ้าไปเทียบอย่างนั้นผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ต้องเอาเรื่องทั้งหมดทำออกมาให้ชัดเจนว่ากรณีไหนเป็นเสือแล้วไม่ได้จัดการมีใครบ้าง อย่างไรก็ตาม ที่เขาจัดการกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงก็มี เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด เอาเถอะกระบวนการเหล่านี้ต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนและสื่อออกไปให้เห็นว่าต้องทำอย่างจริงจัง”

“ทีนี้เราจะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอยู่ในตำแหน่งระยะยาว แต่ระบบของการรัฐประหารเป็นการอยู่ในช่วงสั้นๆ เพราะต้องมีโรดแมปเพื่อการเลือกตั้ง คนที่อยู่ช่วงสั้นๆ ที่จะจัดการกับปัญหาก็มักจะมองว่าถ้าพ้นจากตำแหน่งไปแล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นหรือเปล่า มันมีความไม่แน่นอน”

“กรณีของจีนเป็นนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต้องจัดการกับการทุจริต มีใครทุจริตจะจัดการทันทีอย่างเช่นกรณีของโจวหย่งคัง (อดีต รมว.กระทรวงความมั่นคงของรัฐ และอดีตสมาชิกคณะกรรมการโปลิตบูโรถาวร)”

ไม่เพียงแต่มองถึงการทำงานของรัฐบาลและ คสช.เท่านั้น แต่อาจารย์วิชายังมองไปถึงการทำงาน ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันด้วย

ในฐานะเป็นอดีตกรรมการ ป.ป.ช. วันนี้กลับไปมอง ป.ป.ช.ปัจจุบันแล้วเห็นตอนนี้ ป.ป.ช.เป็นอย่างไรบ้าง? อาจารย์วิชาแสดงความคิดเห็นว่า ที่จริง ป.ป.ช.มีแนวทางในการทำงานอยู่แล้ว ส่วนตัวก็เคยร่วมกับ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางท่าน เช่น ท่านสุภา ปิยะจิตติ เป็นต้น

“การทำงานของ ป.ป.ช.นั้น ประธาน ป.ป.ช.มีความสำคัญมาก อย่างประธาน ป.ป.ช.ชุดที่แล้วเข้ามาตำแหน่งพร้อมกับกรรมการ ป.ป.ช. พอเข้ามาพร้อมกันทั้ง 9 คน ก็มีความรู้สึกว่าต้องลงเรือลำเดียวกันและไปด้วยกัน รอดก็รอดด้วยกัน ไม่รอดก็ไปด้วยกันทั้งหมด แบบมาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณ”

“แต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะมีบางส่วนเป็นคนเก่า เป็นคนใหม่ สิ่งแรกคือ ความกลมกลืนที่จะร่วมจมท้ายมันอาจจะไม่เหมือนชุดเก่า เราก็เข้าใจและต้องเห็นใจคนที่เป็นประธานเหมือนกัน ท่านเข้ามาก็บอกแล้วว่าท่านต้นทุนต่ำ ท่านพูดเองเลย ใครๆ ก็รู้ว่าท่านถูกมองในเรื่องภูมิหลัง”

“เรื่องอย่างนี้อยู่ที่การกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์ จะเอาแต่พูดตรงๆ ไม่ได้  ต้องแสดงออกให้ชัดเจน แต่ท่านต้องทำงานหนักกว่าเดิมมันถึงจะเกิดความเชื่อถือ มันจะพิสูจน์ในเรื่องคดีต่างๆ ที่คนบอกว่าน่าสงสัย ท่านต้องพิสูจน์ตัวท่านเองเหมือนกัน”

อาจารย์วิชา สรุปว่า “เพราะฉะนั้น เมื่อท่านยอมตนที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ที่ก็รู้อยู่แล้วว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับหรือไม่ได้รับความเชื่อถือจากคน ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการทำงาน ผู้นำในการเปลี่ยนแปลงถ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีมันก็ดีขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีมันก็ล้มทันทีและเป็นปัญหา”

“ไม่ใช่แต่ ป.ป.ช.เมืองไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหาอย่างนี้ อย่างกรณี ป.ป.ช.ของอินโดนีเซียที่ขึ้นกับฝ่ายบริหารที่เต็มไปด้วยทหารตั้งแต่สมัยซูฮาร์โต ตอนนั้นคนมองเหมือนกันว่าเป็นคนของทหารหรือเปล่า แต่ ป.ป.ช.ของเขาก็ใช้การทำงานเป็นเครื่องพิสูจน์”

อ่านเกม “เลื่อนเลือกตั้ง” บอนไซพรรคเก่า ดึงเวลาตั้งพรรคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536513

  • วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 07:35 น.

อ่านเกม "เลื่อนเลือกตั้ง" บอนไซพรรคเก่า ดึงเวลาตั้งพรรคใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา ภายหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีมติเสียงข้างมากให้แก้ไขมาตรา 2 โดยกำหนดให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ 90 วัน นับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

ประเด็นดังกล่าว หาก สนช.เห็นชอบตามร่างกฎหมายฉบับนี้ จะส่งผลให้วันเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2561 ต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน หรือจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากซีกการเมือง พร้อมกับตั้งคำถามว่านี่เป็นแผนปูทางสืบทอดอำนาจหรือไม่

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้มุมมองว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะผู้มีอำนาจยังเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่เสร็จเรียบร้อยใช่หรือไม่ พูดง่ายๆ ว่ายังแต่งตัวพรรคใหม่ไม่เสร็จ จึงต้องหาช่องทางทอดระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป

ทั้งนี้ การขยายเวลาของการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสืบทอดอำนาจที่ดำเนินการมาเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะเมื่อมีความชัดเจนว่าต้องจัดตั้งพรรคใหม่ และดูดนักการเมืองจากพรรคเก่า การเคลื่อนไหวเพื่อบอนไซพรรคเก่า สร้างพรรคใหม่ จึงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากไม่ยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ถึงแม้จะมีกฎหมายพรรคการเมืองออกมาใช้หลายเดือนแล้ว จากนั้นก็ใช้มาตรา 44 รีเซตสมาชิกพรรคการเมืองเก่า ออกเงื่อนไขให้ปฏิบัติได้ยากและขัดรัฐธรรมนูญ จนในที่สุดก็ขยายเวลาการเลือกตั้ง สส.ออกไปอีก 90 วัน

“น่าเป็นห่วงว่าเมื่อผู้มีอำนาจเคยแสดงตัวว่าเป็นกรรมการ แล้วเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้เล่นในสนามเสียเอง แถมยังใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา ไปตามอำเภอใจ ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าการเข้าสู่อำนาจโดยการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ดังนั้นขอฝากผู้มีอำนาจช่วยไตร่ตรองให้ดีว่าการสืบทอดอำนาจโดยใช้อำนาจไม่ชอบธรรม อาจนำพาประเทศไปสู่ปัญหาใหม่ได้ในที่สุด” องอาจ กล่าว

นิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย เพราะผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 และ268 ที่ต้องการจัดให้มีการเลือกตั้ง หากมีการขยายกรอบระยะเวลาหลายครั้งก็ย่อมเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาได้ให้เวลาเตรียมการเลือกตั้งไว้แล้วถึง 150 วัน และยังผิดต่อความต้องการของประชาชนที่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 เพราะคาดหวังว่าหากเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว

ขณะเดียวกันยังผิดในเชิงผลประโยชน์ขัดกันของ สนช.เองโดยตรง เพราะขยายเวลาออกไปเท่าใด ก็จะส่งผลให้การดำรงตำแหน่งของ สนช.ยืดยาวออกไปเท่านั้น และอาจถูกกล่าวหาว่าหวังสร้างผลงานเพื่อให้ได้กลับมามีอำนาจในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาผ่านการคัดเลือกของ คสช.ต่อไป

นอกจากนี้ ยังผิดต่อคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ข้อ 8 เนื่องจากเจตนารมณ์ของคำสั่งต้องการให้ร่างดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นการอ้างว่าขยายกรอบระยะเวลาเลือกตั้งเป็นเหตุอันควรจากคำสั่งดังกล่าวนั้นจะยกมาไม่ได้ หากขยายเวลาออกไปก็จะกระทบทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาชาติที่มีต่อนายกรัฐมนตรี และจะเกิดผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน จะเป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสีย จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทบทวนให้ดี

ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้กฎหมายในลักษณะนี้สามารถทำได้หากมีเหตุจำเป็น แต่อาจขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วในช่วงเปลี่ยนผ่าน หาก สนช.เห็นชอบจริง ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะหารือเพื่อโต้แย้งต่อไป

“แม้ กมธ.จะชี้แจงว่าไม่ได้รับใบสั่งจากรัฐบาล แต่เมื่อพิจารณาตั้งแต่เหตุการณ์ล้มรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และเป็นเหตุให้เลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งออกไปอีก 1 ปี จนถึงตอนนี้จะเห็นว่ารัฐบาล คสช.พยายามจะอยู่ในอำนาจต่อให้นานที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเพื่อการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ และทำให้พรรคการเมืองเก่าย่ำแย่ด้วยการเลื่อนเวลาปลดล็อกทางการเมือง

ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร รักษาการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเป็นผลดี เพราะจะส่งผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งที่รัฐบาลได้ประกาศให้สังคมโลกรับรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 หากมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาจากเดิม จะสะท้อนถึงการคิดไม่รอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น  ปราศจากการประเมินสถานการณ์อย่างเหมาะสม

กัญชาสร้างเศรษฐกิจ สกัดทำยา ทำรายได้แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536368

  • วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 07:25 น.

กัญชาสร้างเศรษฐกิจ สกัดทำยา ทำรายได้แสนล้าน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังจากมีข่าวฮือฮาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เข้าพบเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และมีข้อสรุปให้เลือกพื้นที่ทหารใน จ.สกลนคร 5,000 ไร่ เป็นแหล่งนำร่องปลูกกัญชาแห่งแรกของประเทศไทย ก่อนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่ายังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องขออนุญาตตามกฎกระทรวงก่อน ขณะที่ วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ กลับเห็นด้วยเพราะเป็นพืชสมุนไพรสามารถสกัดมาใช้ทำยาได้ แต่ต้องศึกษาให้ดี ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรื่องนี้ต้องศึกษาให้รอบคอบเพราะคนไทยยังรับไม่ได้

ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เล่าถึงที่มานี้ว่า ปัจจุบันได้เตรียมนำร่องพื้นที่ 5,000 ไร่ ใน จ.สกลนคร ซึ่งตั้งอยู่ในเขตราชพัสดุ เขตควบคุมของทหาร เพื่อปลูกพืชอย่างกัญชา หลังคณะทำงานมีความเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นต้นน้ำแม่น้ำสงคราม เทือกเขาภูพานเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์พืชกัญชาที่ดีที่สุด โดยในอดีตได้พูดถึงหลายครั้ง จึงจะใช้พื้นที่ จ.สกลนคร นำร่องส่งเสริมการปลูกพืชกัญชา จะทำให้ได้กัญชาที่มีคุณภาพสูงได้ปริมาณตัวยาเข้มข้น

“การปลูกกัญชาในเขตทหารจะทำให้ควบคุมได้ง่าย มีพื้นที่กว้างขวางจำนวนมาก และไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แต่สามารถนำมาเพาะปลูกกัญชาเป็นการนำร่องได้ แต่ต้องตั้งคณะกรรมการควบคุมอย่างใกล้ชิด ป้องกันการหลุดรอดของกัญชาหรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์”

ประธานสภาเกษตรกรฯ บอกอีกว่า ในพื้นที่ จ.สกลนคร ถือว่ามีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่าที่อื่น แต่ทั้งหมดจะต้องมีการพูดคุยให้ชัดเจนก่อนว่าจะมีการปฏิบัติอย่างไร ในเดือน ก.พ. จะเดินทางไปสกลนครเพื่อพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่อีกครั้ง

ขณะเดียวกันข้อกังวลการนำร่องปลูกกัญชาในพื้นที่จะเกิดปัญหาตามมาหรือไม่ ประพัฒน์ ยืนยันว่า ชาวบ้านในพื้นที่อยากปลูกกันมาก เพราะชาวบ้านเบื่อการปลูกมัน ปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย สร้างแต่หนี้สินจึงต้องการหาพืชใหม่ๆ มาปลูกทดแทน ที่สำคัญเศรษฐกิจจะไหลกลับไปสู่ชนบทได้เพิ่มมากขึ้น ประเทศชาติจะได้มีพืชทางเศรษฐกิจใหม่ๆ

“ภาคอีสานมีพืชปลูกอยู่ไม่กี่ชนิดเอง เราควรจะหาพืชใหม่ที่มีศักยภาพสูงมาเล่น และมีเศรษฐกิจดี พืชกัญชาถือว่าเหมาะแก่การนำมาปลูกสร้างประโยชน์ให้มหาศาล เชื่อว่ากัญชาจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้นับแสนล้านบาทเข้าสู่ประเทศ ที่มาจากการผลิตเพื่อขายออกสู่ต่างประเทศ เพราะมันคือยารักษาโรค เช่น สารสกัดจากกัญชาต่างประเทศก็สามารถนำส่งขายได้กำไรนับแสนล้านบาทแล้ว เพราะพืชกัญชาถือว่ามีสรรพคุณหลากหลายกว่าเคมีบำบัด”

ประพัฒน์ เล่าต่อไปว่า การใช้พืชกัญชาในประเทศไทยนั้นจะช่วยทำให้ลดการนำเข้ายาเคมีได้หลายอย่าง คาดว่าจะช่วยประหยัดเงินต่อปีได้นับหมื่นล้านบาท หรืออาจอยู่ในหลักพันล้านบาทในช่วงระยะเริ่มต้นที่นำกัญชามาสกัด

“ถือเป็นโอกาสขนาดใหญ่ที่ประเทศไทยจะมีพืชกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจแบบใหม่ ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อนาคตอาจนำร่องปลูกพื้นที่ต่างๆ ด้วย แต่ยังกังวลว่าประชาชนอาจยังไม่เข้าใจ หรือมองว่าเราบิดเบือนสิ่งดีๆ เสียไป ที่สำคัญเกรงว่าการตรวจสอบควบคุมพืชกัญชายังไม่ดีพอ จึงต้องการนำร่องปลูกเพียงพื้นที่เดียวก่อนดีกว่า”

นอกจากนี้ การปลูกกัญชาจะมีการประเมินผลเพาะปลูกทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน ในรูปแบบคณะกรรมการ หากผลผลิตดี เกษตรกรมีรายได้ เกิดประโยชน์ และไม่เล็ดลอดออกมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ฝ่ายความมั่นคงเกิดความสบายใจ จึงจะสามารถขยายการเพาะปลูกกัญชาได้ทั่วประเทศ

ประธานสภาเกษตรกรฯ ยังกล่าวถึงคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้ามาปลูกกัญชาในพื้นที่นำร่องว่า อย่างแรกยืนยันก่อนว่าการปลูกกัญชาครั้งนี้ไม่ใช่การอนุญาตให้ปลูกกัญชาอย่างเสรีเหมือนในต่างประเทศ แต่เป็นการปลูกกัญชาภายใต้การควบคุมเพื่อให้องค์การเภสัชกรรมนำหรือรับซื้อกัญชาเหล่านี้ไปสกัดเป็นยาเพื่อใช้ในทางการแพทย์เชิงพาณิชย์เท่านั้น

“ไม่ต้องกังวลเรื่องว่าจะให้พืชกัญชาเป็นค้าแบบเสรี ไม่เห็นด้วยแน่นอน แต่เห็นด้วยที่จะปลูกในพื้นที่ควบคุมเพื่อทางการแพทย์ ส่วนตามร้านขายยาผู้ซื้อจะซื้อได้ก็ต่อเมื่อมีใบสั่งแพทย์อย่างถูกต้องชัดเจน ทางแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายให้ใช้เท่านั้น” ประพัฒน์ ทิ้งท้าย

ในอนาคตอันใกล้เราอาจเห็นผืนดินในประเทศไทยบางส่วนปลูกกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ขีดเส้นใต้ย้ำ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างรัดกุม ไม่ใช่ให้มีการค้าการปลูกกัญชาอย่างเสรีเหมือนในต่างประเทศ

“ติวหนักเพื่อเข้าเรียนป.1” ยัดเยียดมากไปมีแต่ผลร้ายกับอนาคตลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536103

  • วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 19:37 น.

"ติวหนักเพื่อเข้าเรียนป.1" ยัดเยียดมากไปมีแต่ผลร้ายกับอนาคตลูก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คุณพ่อคุณแม่ยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นลูกน้อยฟันน้ำนม ผ่านสนามสอบเอ็นทรานซ์อันดุเดือดสามารถเข้าเรียนป.1 โรงเรียนสาธิตชื่อดังได้สำเร็จ ตามความต้องการของพ่อแม่

อย่างไรก็ตามเบื้องหลังความสำเร็จอันงดงามและความปลื้มปิติ ใครจะรู้ว่าการยัดเยียดให้เด็กเก่งเกินวัยนั้นส่งผลกระทบทางลบต่อพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคตอย่างไม่น่าเชื่อ

ยัดเยียดมากไปทำเด็กอยากฆ่าตัวตาย

“เพื่อนเครียดมาก เธอมีลูกอายุไม่ถึง 1 ปี แต่คอร์สติวสอบเข้าป.1 โรงเรียนสาธิตในปี 2564 นั้นเต็มแล้ว” พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเล่าที่มาของความกังวลต่อทัศนคติของพ่อแม่ยุคใหม่ที่ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นหลักแสนหวังให้ลูกได้เข้าคอร์สติวสอบ ป.1

เธอบอกว่า เด็กที่ถูกเร่งรัดหรือทำเกินกว่าวัยในหลายๆ เรื่องเรียกว่า Hurried Child Syndrome ในช่วงแรกเด็กอาจตั้งใจเรียนดีและไม่มีปัญหา เพราะอยากทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ แต่หากต้องใช้ชีวิตลักษณะนี้ไปนานๆ อาจทำให้เด็กมีความรู้สึกเฉื่อยชา ไม่มีความสุข ไม่รู้สึกอยากเรียนเหมือนเคย ผลการเรียนตกลง และรู้สึกผิดว่าไม่สามารถทำให้พ่อแม่ภูมิใจได้แบบเดิม

“ช่วงหนึ่งจะเริ่มท้อ เหนื่อย ถ้าเกิดขึ้นเร็วในระดับ ป.1 ก็อาจจะไม่อยากไปโรงเรียน และถ้าต้องอยู่ในสภาวะแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ ป.5 ป. 6 หรือ ม.1 เด็กอาจเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน เนื่องจากขาดทักษะในการปรับตัวและอยู่กับความคาดหวังด้านผลการเรียนมาตลอด

“เขาอาจไม่ใช่เด็กที่ว่านอนสอนง่ายและตั้งใจเรียนเหมือนเดิม กลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรงและความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไม่ดี บางคนซึมเศร้าหรือคิดอยากฆ่าตัวตายเลยก็มี”

พญ.กุลนิดา เล่าว่าได้พูดคุยกับเด็กหลายคน อายุประมาณ 5-7 ขวบ ที่ต้องเข้าคอร์สติวตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล 2 พอขึ้นอนุบาล 3 ต้องติวที่รร.ตอนเช้าตั้งแต่ 7 โมงก่อนเคารพธงชาติ เรียนพิเศษตอนเย็น และมีติวพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย โดยอาการนั้นแตกต่างกันไป เช่น มีความคิดอยากตาย ในเด็กวัยเพียง 6 ขวบ ไม่อยากไปโรงเรียน มีอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น น้ำลายไหลตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย และมีพฤติกรรมถดถอยกว่าที่เคยเป็น

“ทุกเคส เด็กๆ บอกตรงกันว่าอยากมีเวลาเป็นอิสระ ได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน ได้ไปเที่ยวกับพ่อแม่และได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่”

 

 

ไตร่ตรองให้ดีถึงความสุขและความสำเร็จของลูก

ผลคะแนนสอบของเด็กๆ ที่เกิดจากความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาหรือไอคิว (Intelligence Quotient) นั้นอาจไม่สำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตเท่ากับความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว (Emotional Quotient)

พญ.กุลนิดา บอกว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยเปิดเผยงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า “อีคิวมีผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าไอคิวถึง 4 เท่า” เนื่องจากสามารถรับรู้และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเองและผู้อื่น ตลอดจนสามารถปรับหรือควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ รวมถึงมีทักษะในการสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ หมายความว่า ความเก่งและคะแนนสอบที่พ่อแม่คนไทยให้น้ำหนักอาจไม่สำคัญในชีวิตของเด็กเหมือนที่ทุกคนพยายามยัดเยียด

“หลายคนส่งลูกเข้าเรียนตั้งแต่ 2 ขวบ ทั้งๆ ที่พัฒนาการหลายอย่างของเขาก็ไม่พร้อม เมื่อเข้าไปอยู่ในภาวะเร่งรัด ทำไม่ได้อย่างที่หวังพ่อแม่ก็เครียด”

ภาวะเร่งรัดที่พ่อแม่ยัดเยียดให้กับลูก มักมีสาเหตุมาจากพ่อแม่ต้องการเติมเต็มในสิ่งที่ตัวเองเคยขาดหายไปตอนเด็กและเป็นหน้าเป็นตาของพ่อแม่

“ถ้าพ่อแม่อยู่ในความคิดแบบนี้อยู่ก็ควรไปไตร่ตรองดีๆ เรากำลังเอาลูกมาทดแทนในสิ่งที่ตัวเองขาดอยู่หรือเปล่า เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของเราคืออะไร สิ่งที่ทำนั้นเป็นความสุขที่แท้จริงของเขาหรือไม่ ทำเพื่อลูกหรือเพื่อตัวเอง ต้องการให้ลูกมีชีวิตแบบนี้จริงๆ เหรอ”

 

เลี้ยงลูกรักให้มีความสุขสมวัย

พ่อแม่ควรพัฒนาลูกด้วยความเข้าใจ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเลี้ยงลูกรักให้มีความสุขสมวัย โดยพัฒนาการเด็กเล็กนั้นมีอยู่ 4 ด้านสำคัญคือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว , ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อต่างๆ , ด้านภาษา ซึ่งเป็นความเข้าใจภาษาและการใช้ภาษา ด้านสุดท้ายคือ การช่วยเหลือตนเองและสังคม

พญ.กุลนิดาบอกว่าเด็กแรกเกิดถึง 1 ขวบ เป็นวัยที่ต้องการความใกล้ชิดและสร้างสายสัมพันธ์กับพ่อแม่ ซึ่งเป็นรากฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและมีความสัมพันธภาพอย่างราบรื่นกับผู้อื่นในอนาคต

“พ่อแม่ควรตอบสนองการกระทำของเขา เช่น หากร้องไห้เพราะปัสสาวะ ก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม ถ้าร้องเพราะหิวก็ต้องให้นม ลักษณะนี้คือการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับลูกตั้งแต่วัยเยาว์”

ขณะที่ช่วง 2-3 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง เอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ หากถูกขัดใจจะเริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจ เช่น อาละวาด ร้องไห้งอแง เป็นต้น พ่อแม่ควรเข้าใจพัฒนาทางจิตใจและมีวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

“อย่าดุด่า ต่อล้อต่อเถียง ควรรับมือด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ให้ทางเลือกแทนการออกคำสั่ง เนื่องจากเด็กวัยนี้จะต่อต้านคำสั่ง พ่อแม่ไม่ควรสั่งว่าให้ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ แต่ให้ทางเลือก หนูจะไปอาบน้ำกับแม่หรือเดินไปเอง เขาฟังแล้วจะรู้สึกว่าได้กำหนดสิ่งที่ตนเองต้องการ นั่นจะทำให้ความสันพันธ์ในครอบครับเป็นไปในทิศทางที่ดีกว่า” คุณหมอบอกและว่าสำหรับช่วงวัย 3-5 ขวบ ถือเป็นวัยที่เต็มไปด้วยจินตนาการและควรมีอิสระในการเรียนรู้

“ถ้ามัวแต่ดุด่า สั่งห้ามนั่นนี่ จับเขามานั่งเฉยๆ จินตนาการและศักยภาพทางความคิดเขาจะถูกขัดขวาง” แพทย์หญิงระบุ

โดยสรุปคือ การยัดเยียดความรู้และการพัฒนาก่อนวัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรส่งเสริม เพราะนอกจากไม่ดีต่อลูกรักแล้วยังกลับมาสร้างความเครียดให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วย

นวัตกรรมหุ่นยนต์สู่งานรพ. เพิ่มประสิทธิภาพ-ไม่เกิดภาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/535811

  • วันที่ 17 ม.ค. 2561 เวลา 07:12 น.

นวัตกรรมหุ่นยนต์สู่งานรพ. เพิ่มประสิทธิภาพ-ไม่เกิดภาระ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ภาพหุ่นยนต์ในชุดสีเหลือง 3 ตัว เดินผ่านไปมาภายในโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ สร้างความแปลกตาให้กับผู้ป่วยที่เดินทางมาใช้บริการ หลายคนต่างหยุดยืนมองด้วยความสนใจ เกิดความสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหุ่นยนต์ทั้ง 3 ตัวนี้ทำไมถึงมาเดินในโรงพยาบาลได้

ไขความจริงจาก พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของหุ่นยนต์ 3 ตัวนี้ว่า โรงพยาบาลถือเป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทั่วโลกได้พัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ยุค 4.0 เป็นระบบดิจิทัลหมดแล้ว เพราะอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับหุ่นยนต์เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของระบบอัตโนมัติหรือระบบหุ่นยนต์ที่นำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในกระบวนการ เช่น กระบวนการผลิตในโรงพยาบาล หรือการให้บริการ ฯลฯ

ดังนั้น ระบบอัตโนมัติสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในโรงพยาบาลได้ เช่น การจัดยาอัตโนมัติ การขนส่งลำเลียง ระบบท่อลมส่งของในคลังสินค้าอุตสาหกรรม เพราะทุกวันนี้คลังของโรงพยาบาลใหญ่โตกินพื้นที่ และยังเกิดความผิดพลาด ของหมดอายุ เสื่อมสภาพ เพราะฉะนั้นการจัดการบริการระบบอัตโนมัติ หรือ WarehouseManagement  จะเข้ามาช่วยได้  ซึ่งระบบอัตโนมัติและระบบหุ่นยนต์จะทำให้ต้นทุนการบริหารลดต่ำลงในจุดที่มีประสิทธิผลคุ้มที่สุด

“หุ่นยนต์ไม่สามารถไปแทนคนได้หมด แต่หุ่นยนต์จะทำตามโปรแกรมที่มนุษย์สั่งการ ทำกิจกรรมซ้ำซากไม่ได้ใช้สมอง แต่สมองของหุ่นยนต์มาจากโปรแกรมที่มนุษย์ลงให้ เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์จะมาแบ่งเบาภาระ” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ย้ำมนุษย์ยังจำเป็น

ขณะนี้เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้ได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยมีหุ่นยนต์ทั้งหมด 3 ตัว มีชื่อว่า R1 R2 และ 3 โดยอักษรภาษาอังกฤษตัว “R” ย่อมาจากคำว่า “Robot” ปัจจุบันหุ่นยนต์ทั้ง 3 ตัว มีหน้าที่เดินส่งของเอกสารต่างๆ และของเบาเท่านั้น แต่ในอนาคตจะนำหุ่นยนต์มาขนส่งของหนัก เช่น ในห้องผ่าตัดจะให้ส่งถาดเครื่องมือที่ใช้ผ่าตัดที่มีน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม

ส่วนการทำงานของหุ่นยนต์ 3 ตัวนี้ สามารถวิ่งเร็วได้เหมือนคนปกติ แต่ทางโรงพยาบาลตั้งค่าให้เดินช้าเพื่อป้องกันอันตราย โดยหุ่นยนต์ทั้งหมดมีระบบเซ็นเซอร์หากเดินเข้าใกล้หรือพบสิ่งกีดขวางจะหยุดเดินทันที นอกจากนี้ยังสามารถพูดได้ เช่น ขอโทษค่ะ ประทานโทษค่ะ และยังสามารถตั้งค่าให้หุ่นยนต์พูดข้อความอื่นๆ ได้ด้วย

“ผลพลอยได้อีกอย่างคือเมื่อคนไข้รอคิวนานอาจจะเบื่อ ก็สามารถดูหุ่นยนต์อย่างเพลินๆ เป็นการฆ่าเวลา ช่วยให้ผู้ป่วยไม่เกิดความเครียด”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ บอกอีกว่า หุ่นยนต์จะเป็นการนำร่องให้บุคลากรในโรงพยาบาลเข้าใจการพัฒนาระบบอัตโนมัติจากง่ายไปยาก เนื่องจากภายในปีนี้โรงพยาบาลมีแผนจะพัฒนาไปสู่ Hospital Automation หรืออุตสาหกรรม 4.0 ที่นำมาผสมผสานการทำงานในโรงพยาบาลเพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงและควบคุมต้นทุนการผลิตได้ และที่สำคัญค่ารักษาพยาบาลก็สามารถควบคุมได้

พล.ต.นพ.เหรียญทอง กางแผนพัฒนาโรงพยาบาลว่า กลางปี 2561 โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจะมีการใช้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์เข้ามาช่วยงานในระบบคลัง ศูนย์เภสัชกรรมกลาง ลำเลียงอาหาร ลำเลียงขยะ ทำความสะอาด ระบบขนส่งในโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะทำทั้งหมดแบบทีละขั้นตอนในรูปแบบ Automated Guided Vehicle (AGV)

ขณะเดียวกัน มีเป้าหมายคือลดความผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็ว ลดความสิ้นเปลืองบุคลากรที่ไม่จำเป็น และให้บุคลากรเหล่านั้นไปทำอย่างอื่นที่เกิดประโยชน์

“ยืนยันไม่มีนโยบายลดจำนวนบุคลากรอย่างแน่นอน โดยจะให้บุคลากรไปคุมหุ่นยนต์ทำงานแทน เช่น แม่บ้าน 1 คน คุมหุ่นยนต์ 10 ตัวเพื่อทำงานแทน เราจะเน้นเพิ่มทักษะให้บุคลากรมากขึ้น”

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ทิ้งท้ายว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศในอนาคตจะมีระบบอัตโนมัติเกี่ยวข้องในโรงพยาบาลมากขึ้น เพราะความจำเป็นที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องมีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เกิดความจำเป็นเพราะในเรื่องประสิทธิภาพบริหารและกระบวนการผลิตมากกว่า      

เด็กไทยหวังครูเป็นที่พึ่ง เหตุพ่อแม่ยุคใหม่ไม่มีเวลาให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/535650

  • วันที่ 16 ม.ค. 2561 เวลา 11:54 น.

เด็กไทยหวังครูเป็นที่พึ่ง เหตุพ่อแม่ยุคใหม่ไม่มีเวลาให้

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ สกว. สพฐ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ มหาวิทยาลัยนเรศวร แถลงข่าวผลสำรวจช่องว่าง (Gap) ในห้องเรียนไทย

อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าคณะวิจัยโครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากผลสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และตัวแทนชุมชน กลุ่มตัวอย่างประมาณ 2.4 หมื่นคน โดยแบ่งเป็น นักเรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 จำนวน 1 หมื่นคน กลุ่มครู 4,000 คน กลุ่มผู้บริหาร 200 คน ผู้ปกครอง 9,000 คน จากโรงเรียนขนาดกลางจำนวน 110 แห่ง พบว่า 4 เรื่องใหญ่ในมุมมองเด็กไทยที่มีผลต่อการเรียน คือ 1.เด็กๆ อยากได้ความใส่ใจเป็นรายบุคคลจากคุณครูอย่างจริงจังมากกว่านี้ และครูต้องไม่ลำเอียง 2.นิสัยและพฤติกรรมการเรียนของเด็กยังต้องพัฒนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การอ่านการค้นคว้า การทำการบ้าน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน 3.ครอบครัวให้เวลาใส่ใจกับการเรียนของเด็กน้อยไป 4.ความสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น ความรู้สึกเป็นที่ยอมรับ การมีเพื่อนพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ไปจนถึงการที่เด็กๆ สามารถช่วยติวกันเองได้

สำหรับ 4 เรื่องใหญ่ในมุมมองของครูที่มีผลต่อการสอน 1.ครูไม่มั่นใจในความรู้ความสามารถของตนบางเรื่อง เช่น การสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การวัดผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน การปรับเทคนิคการสอนตามความต้องการผู้เรียน 2.ปัญหาช่องว่างระหว่างผู้บริหารที่ยังมีอยู่บ้าง เช่น การยอมรับในความสามารถ การเข้าถึง การรับฟัง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 3.ปัญหาความสัมพันธ์กับผู้ปกครองที่ครูไม่มั่นใจนัก ขาดความคุ้นเคยสนิทสนม 4.ความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน เช่น การช่วยเหลือระหว่างเพื่อนครูในแง่แลกเปลี่ยนวิธีการสอน การพูดคุยปัญหาในห้องเรียน เพื่อพัฒนาร่วมกัน

4 เรื่องใหญ่ในมุมของพ่อแม่ คือ 1.ไม่มีเวลาใส่ใจการเรียนลูก 2.รู้สึกห่างเหินจากโรงเรียน ไม่มีส่วนร่วมกิจกรรมต่างๆ 3.ความมั่นใจต่อโรงเรียนในบางเรื่องก็ได้รับผลกระทบ 4.ความมั่นใจในการสอนของครูลดน้อยลง

อมรวิชช์ กล่าวว่า การสำรวจยังพบช่องว่างระหว่างครูและนักเรียนที่เป็นปัญหาใหญ่อันดับต้นๆ ได้แก่ 1.ครูปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม 2.การรู้จุดเด่นหรือความสามารถของนักเรียนรายคน 3.การให้เวลาพูดคุยหรือปรึกษาปัญหากับนักเรียน

ส่วนช่องว่างระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ได้แก่ 1.การถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน 2.การพูดคุยเล่าปัญหาระหว่างผู้ปกครองและบุตร 3.การให้เวลาช่วยบุตรหลานทำการบ้าน

ช่องว่างระหว่างครูกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหา ได้แก่ 1.การให้เวลาพูดคุยและปรึกษาปัญหา 2.การรู้จุดเด่นและความสามารถของผู้เรียนรายคน สุดท้ายช่องว่างระหว่างครูกับผู้บริหาร ได้แก่ 1.การยอมรับในความสามารถของครู 2.การให้โอกาสครูในการมีส่วนร่วมต่อการบริหาร

“ทั้งนี้ การสำรวจยังสะท้อนถึงระดับความผูกพันต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งในมุมมองของเด็กนั้น การที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาช่วยทำการบ้านเสมอ เป็นข้อที่เด็กรู้สึกผูกพันน้อยที่สุด ซึ่งตรงอย่างยิ่งกับมุมมองของผู้ปกครองที่มีระดับความผูกพันต่อเรื่องการมีเวลาช่วยลูกทำการบ้านต่ำสุดเช่นกัน ยิ่งชี้ชัดว่า ในยุคนี้เด็กๆ ต่างหวังพึ่งครูค่อนข้างมาก อยากที่จะสนิทสนม มีครูเป็นที่ปรึกษา ทั้งเรื่องการเรียนและจิตใจ เพราะครอบครัวไม่มีเวลาให้ จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไม่อยากให้มองว่าเป็นปัญหา แต่เป็นช่องว่างที่สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ เป็นโอกาสให้โรงเรียนยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทั้งนักเรียน ครู ผู้บริหาร พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงชุมชนด้วย”อมรวิชช์ กล่าว