“ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปตัวเอง” จิรชัย มูลทองโร่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/535267

  • วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 11:57 น.

"ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปตัวเอง" จิรชัย มูลทองโร่ย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการปฏิรูปสื่อได้จัดให้การรับฟังความคิดเห็นทั้งจากภาครัฐ องค์กรเอกชน องค์กรสื่อ และประชาชน ผ่านมาจนถึงขณะนี้ พิมพ์เขียวการปฏิรูปสื่อได้เสนอไปถึง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมนำเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อไป

กระนั้น จิรชัย มูลทองโร่ย ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ฉายภาพการทำงาน เสียงสะท้อนต่อการก่อร่างปฏิรูปสื่อต่อทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

“การปฏิรูปสื่อต้องเริ่มต้นที่ปฏิรูปตนเองก่อนครับ” จิรชัย เปิดหัวข้อสำคัญระหว่างการสนทนา เขาบอกว่า คณะกรรมการฯ มีความเห็นร่วมกันว่าสื่อต้องเป็นโรงเรียนของประชาชนในการดำเนินการ 3 เรื่องด้วยกัน

กล่าวคือ 1.สื่อต้องให้ความรู้ ให้ความถูกต้องและความชัดเจนในเรื่องข่าวสารและข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ 2.สื่อต้องเป็นส่วนช่วยสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติหรือเอกลักษณ์ของชาติ เพื่อเผยแพร่ไปสู่สังคมภายในและภายนอกประเทศอย่างเหมาะสมและถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาสื่อขาดความตระหนักรู้ในการที่จะเร่งรัดการส่งเสริมวัฒนธรรมผ่านทางสื่อ แต่กลับส่งเสริมวัฒนธรรมที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นต่อไปควรลดการนำเสนอสิ่งที่ไม่ส่งเสริมวัฒนธรรมให้น้อยถอยลงไป เช่น วัฒนธรรม แย่งชิง วัฒนธรรมแนวละครน้ำเน่า ผัวแย่งเมียหรือเมียแย่งผัว ควรจะลดน้อยลง แต่ควรส่งเสริม วัฒนธรรมที่ดีให้มากขึ้น หรือควรกลับมาทบทวนตัวเองให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

ในส่วนที่ 3.สื่อต้องส่งเสริมทัศนคติที่ดีของทั้งบุคคลหรือองค์กรต่างๆ เช่น ใครทำดีก็ต้องเอามาส่งเสริม สนับสนุนให้เห็นภาพความต่อเนื่องของการดำเนินการตาม ดังนั้นสื่อควรจะทำให้ตัวเองเป็นโรงเรียนของประชาชนใน 3 ด้านที่ว่ามา โดยเฉพาะสื่อรัฐ ทั้งไทยพีบีเอสและเอ็นบีที ส่วนสื่อไหนจะทำแบบไหนก็ควรเป็นการดำเนินการของแต่ละสื่อ

ประธานปฏิรูปสื่อ บอกว่า การปฏิรูปสื่อได้ทำมาระยะหนึ่งแล้ว ยังเห็นความไม่สมบูรณ์ในมิติต่างๆ มากมาย “ความไม่สมบูรณ์ที่ว่านั้นเกิดจากมุมมองที่ต่างกันกับข้อเสนอและเป้าหมายของคณะกรรมการฯ ที่อยากให้หน่วยงานต่างๆ รับไปดำเนินการ บางหน่วยงานขับเคลื่อนไปบ้างแล้ว แต่บางหน่วยงานก็ยังไม่ได้ขับเคลื่อนเลย ดังนั้นคณะกรรมการปฏิรูปสื่อจะติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรอบการทำงานในการเดินหน้าปฏิรูปต้องอยู่ภายใต้ 6 กรอบ”

อาทิ การปฏิรูประบบการกำกับดูแลสื่อสารมวลชน ด้วยการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การกำกับจริยธรรมสื่อมวลชนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน พ.ศ….ในเรื่องนี้ ได้ร่างไว้แล้วให้มีคู่มือจริยธรรมกลางมีข้อเสนอไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการขับเคลื่อน โดยร่างจริยธรรมดังกล่าวยังมีเพียงเฉพาะโทรทัศน์กับวิทยุ เพราะฉะนั้นจริยธรรมกลางจะเป็นเหมือนร่มใบใหญ่ แต่ภายในจะมีร่มใบย่อยๆ เช่น วิทยุ หนังสือพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ ฯลฯ จะต้องมีจริยธรรมอย่างไร

สำหรับการปฏิรูปแนวทางการกำกับดูแลสื่อออนไลน์และการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมวิทยุโทรทัศน์ ทีวีดิจิทัล ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เอ็นบีที และไทยพีบีเอส ต้องปฏิรูปตัวเอง ส่วนที่ชัดเจนแล้ว คือ เอ็นบีที มีข้อเสนอที่ว่าจะให้ปรับผังรายการใหม่ทั้งหมด ใช้งานของตัวเอง 60% ที่เหลือ 40% ให้ภาครัฐและประชาชนได้เข้ามาใช้ด้วย หรือต้องเป็นแหล่งให้ข้อมูลข่าวสารภาคราชการมากขึ้น ทั้งหมดอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนปฏิรูปตัวเองอยู่

ส่วนไทยพีบีเอสยังไม่ใช่เป้าหมายที่คณะกรรมการฯ กำหนดให้ทำอะไร แต่ส่วนตัวเห็นว่าไทยพีบีเอส ต้องคิดและพิจารณาตัวเองด้วยว่าจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร เป็นการเปิดกว้าง แม้ที่ผ่านมาได้มานำเสนอแผนว่าจะเปิดกว้าง ให้ประชาชนมาใช้สื่อสาธารณะมากขึ้น เป็น กระบอกเสียงประชาชนสะท้อนสังคม เป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯ จะติดตามความคืบหน้าต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปปฏิรูปไทยพีบีเอส แต่ไทยพีบีเอสต้องปฏิรูปตนเอง สิ่งสำคัญต้องตกผนึกให้เรียบร้อยแล้วเสนอเข้ามา เพราะไทย พีบีเอสรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนสำคัญที่จะตอบสนองอะไรบ้างต่อสังคมและประชาชนด้วย โดยการที่ตัวเองจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร

จิรชัย ยอมรับว่า ปัญหาการปฏิรูปสื่อที่เห็นภาพชัดเจน คือ การประสานงานยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในการประสานความร่วมมือกันระหว่างรัฐกับรัฐ หรือสื่อกับรัฐ หรือภาครัฐกับประชาชน ยังไม่มีความชัดเจนในรูปแบบบูรณาการแบบประชารัฐ

เช่น ภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อก็ยังต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด และต่างคนต่างใช้เงิน แต่ในความเป็นจริงควรจะมี การบูรณาการร่วมกันในแผนงานการรู้เท่าทันสื่อในมิติต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะกองทุนสื่อที่มีหลากหลายกองทุน อย่างทาง กสทช.มีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็มีกองทุนของตัวเองที่ให้เงิน แต่ก็ใช้เงินในมิติต่างๆ เช่น วิจัยหรือพัฒนา หรือการสร้างความรู้ผ่านทางกองทุนสื่อต่างๆ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เงิน แต่ยังมีส่วนอื่นของภาครัฐที่ใช้เงินเพื่อตอบสนองการให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อด้วย แต่ก็ยังมุ่งแต่การใช้เงินแบบต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างใช้เงิน

“ทุกหน่วยงานที่ได้รับเงินอุดหนุนต้องมีการ บูรณาการแผนงานการใช้เงินเข้าด้วยกัน เพราะเป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ไว้ชัดเจนว่าในปี 2561 ต้องมีการบูรณาการการใช้เงินของภาครัฐต้องรวมเข้าด้วยกัน ส่วนสื่อสาธารณะ ทั้งไทยพีบีเอส หรือเอ็นบีทีต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าตัวเองจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร ที่จะส่งผลให้สังคมและประชาชนได้รับการคุ้มครองด้านข้อมูลข่าวสาร จะมาบอกว่าอย่ามาแตะต้องกันเลย คงไม่ใช่ แล้วมาพูดว่าขอให้ตัวเองดูแลตัวเองกันไปก่อนคงไม่ได้ แต่ต้องมาคิดว่าตัวเองจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร” จิรชัย กล่าว

“คณะกรรมการปฏิรูปสื่อจึงมีความเห็นว่าทุกสื่อจะต้องมีการดำเนินการปฏิรูปตัวเอง ส่วนกรอบเวลาการปฏิรูปคงไม่ไปกำหนด แต่ภาคราชการได้เตรียมการไว้ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2565 โดยในแต่ละปีมีการขับเคลื่อนอย่างไร ในปีไหน ในแนวทางของคณะกรรมการฯ ไม่ได้มุ่งไปในการใช้ข้อบังคับที่จะร่างกฎหมายเท่านั้น เพราะเราต้องการให้มี 2 มิติ คือ กฎหมาย และจริยธรรม เพราะเป็นเรื่องสำคัญควรที่จะทำโดยเคร่งครัด เพราะจริยธรรมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมกันได้ง่ายไม่เหมือนกฎหมาย ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขและขั้นตอนเยอะแยะมากมาย”

แม้ขณะนี้ทางภาคสื่อจะบอกว่าจะมุ่งแก้กฎหมายที่จะให้มีกฎหมายที่มุ่งกำกับกันเองหรือดูแลกันเองก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งจะให้ดูแลกันเองและกำกับกันเองในเชิงจริยธรรมด้วย โดยภาครัฐจะเป็นส่วนสำคัญที่จะต้อง ส่งเสริมสนับสนุนเป็นสำคัญ กล่าวคือ การประสานความร่วมมือกับสื่อด้วยกัน ภาครัฐกับสื่อ หรือภาครัฐกับประชาชน เพราะภาครัฐเป็นตัวกลาง การที่จะมาปฏิเสธภาครัฐ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นภาครัฐจะมีหน้าที่ ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่การกำกับแต่อย่างใด เพราะการกำกับ คือ หากพบว่าละเมิดหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมทางภาครัฐก็ต้องติดตามได้อยู่แล้ว

ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียหรือสื่อออนไลน์นับเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ แต่การกำกับติดตามยากมากเพราะมีผู้ใช้จำนวนมากและมีสื่อจำนวนมากด้วยเช่นกัน ปัญหาก็ตามมามากมาย ในประเด็นตรงนี้มีข้อเสนอมา คือ ต้องให้หน่วยงานที่กำกับต้องติดตามตั้งแต่ต้นทาง คือ กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ

โดยมีข้อเสนอว่าควรจะกำกับติดตามหรือทำกันตั้งแต่ต้นทาง ว่าการกำกับติดตามต้อง บูรณาการกันในทุกกระทรวงหรือหน่วยงาน ขณะที่บรรดากองทุนสื่อต่างๆ เป็นเรื่องของปลายทางไปแล้ว แต่ก็จะต้องให้ความรู้กับชาวบ้านว่าจะทำอย่างไรให้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ได้อย่างไร ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนที่ต้องทำร่วมกันอย่างบูรณาการแบบประชารัฐ

สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ หรือทีวีดิจิทัล จิรชัยให้แง่มุมไว้ว่า แม้ที่ผ่านมามีปัญหาในการบริหารจัดการ ที่จะเอาเครือข่ายมาดำเนินการให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นการปรับปรุงโครงสร้างทีวีดิจิทัลเป็นปัญหาเร่งด่วน เพราะกำลังประสบปัญหาอยู่ ทาง กสทช.เองก็กำลังเร่งทำอยู่ เช่น ลดใบอนุญาต ลดค่าสัมปทานต่างๆ ส่วนเครือข่ายไหนที่ยังไม่ได้ใช้ เป็นเรื่องที่ทาง กสทช.จะต้องไปดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละหน่วยงานยังมี ข้อจำกัดของตัวเองอยู่ อาทิ กสทช. จะดูเฉพาะสื่อที่ผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุ เพราะกฎหมายกำหนดไว้แค่นั้น แต่ควรบูรณาการกัน ตัวอย่างเช่น สื่อที่เป็นภาพยนตร์ มี 3 หน่วยดูแล ทับซ้อนกันอยู่ คือ กระทรวงวัฒนธรรม ดูเรื่องการฉายในโรงภาพยนตร์ ส่วนภาพยนตร์ที่ฉายผ่านมือถือเป็นหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลฯ ส่วน กสทช.ดูแลภาพยนตร์ที่ฉายในโทรทัศน์

“ปัญหาทั้งหมดที่ว่ามานั้นคือปัญหาระบบราชการไทยที่ต่างคนต่างทำมานานแล้ว ควรที่จะต้องมาบูรณาการกันเสียที ด้วยการสร้างการรับรู้และการตรวจสอบให้มากขึ้น” จิรชัย กล่าวทิ้งท้าย

“ขยัน มุ่งมั่น หัวการค้า” เมื่อนักศึกษาจีนมาเรียนเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534883

  • วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 20:00 น.

"ขยัน มุ่งมั่น หัวการค้า" เมื่อนักศึกษาจีนมาเรียนเมืองไทย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพผลการเรียนคุณภาพเกรดเฉลี่ย 4.00 ของนักศึกษาชาวจีนกว่า 20 รายจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทยถูกส่งต่อผ่านโลกโซเชียลมีเดียและเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ส่วนใหญ่ชื่นชมนักศึกษาเพื่อนบ้านที่ขยันขันแข็งมุ่งมั่นจนสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่บางส่วนตั้งคำถามถึงเหตุผลที่พวกเขาเข้ามาเรียน และถามต่อในระดับชาติว่า วันที่จีนแผ่ขยายอิทธิพลและความสามารถไปทั่วโลก เด็กไทยต้องปรับตัวอย่างไร ?

ที่ตั้ง-วัฒนธรรม-ธุรกิจ เหตุผลจีนเลือกไทย

จินดา สุขะนินทร์ รองประธานฝ่ายบริหาร สถาบันไอเก็ท ซึ่งเป็นเครือข่ายการศึกษานานาชาติไทย-จีน ยกข้อมูลจากสถานทูตจีนพบว่าปัจจุบันมีนักศึกษาจีนในประเทศไทยประมาณ 30,000 หมื่นราย โดยทยอยเดินทางเข้ามาเรียนปีละ 8,000-9,000 คน ตามมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่เปิดรับ

สาเหตุหลักที่เลือกมาเรียนต่างประเทศ เนื่องจาก 1.มหาวิทยาลัยรัฐในประเทศจีน ไม่เพียงพอรองรับนักศึกษาในประเทศ 2. ผู้ปกครองไม่อยากให้บุตรหลานต้องเผชิญความกดดันในการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศ 3. มองถึงคอนเนคชั่นทางธุรกิจในอนาคต หลังเรียนจบในต่างประเทศ

เป้าหมายหลักของเด็กส่วนใหญ่ยังเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ ขณะที่ประเทศไทยนั้นมีทิศทางและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

“กลุ่มที่เลือกมาเมืองไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีนอย่าง หนานหนิง คุณหมิง  อาจเป็นเพราะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์กับไทยในเรื่องธุรกิจการค้าระหว่างกันค่อนข้างมาก เช่น ผู้ปกครองของเด็กอาจมีธุรกิจที่ทำร่วมกับไทย นอกจากนั้นคนจีนยังมองว่า การศึกษาไทยมีคุณภาพในระดับที่น่าพอใจและยอมรับได้”

เมื่อราว 8 ปีก่อนนักศึกษาที่เข้ามามักเลือกเรียนในภาคอินเตอร์ ขณะที่ในช่วง 3-4 ปีหลังเริ่มเลือกเรียนในภาคภาษาไทย ตามคณะต่างๆ ที่รองรับและเปิดโอกาสให้เด็กจีนได้เรียนร่วมกับเด็กไทย

“พวกเขาอาจมองว่าหลังเรียนจบน่าจะสามารถหางานได้หลากหลายและมีคอนเนคชั่นกับเพื่อนคนไทยมากกว่า ทำให้ตอนนี้สัดส่วนระหว่างผู้เรียนภาคอินเตอร์กับภาคปกตินั้นใกล้เคียงกันแล้ว”

รองประธานฯ สถาบันไอเก็ท บอกถึง 3 คณะที่นักศึกษาจีนเลือกมากที่สุด ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะนิเทศศาสตร์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยสัดส่วนในกลุ่มแรกนั้นสูงสุดโดยมีมากกว่า 50 เปอร์เซนต์ เนื่องจากมองเห็นถึงโอกาสในอนาคตที่ค่อนข้างชัดเจนและสดใส เมื่อมองจากนโยบายระหว่างสองประเทศและทิศทางที่เปิดกว้างในโลกสมัยใหม่

ส่วนคณะนิเทศศาสตร์เนื่องจากคนไทยโดยเฉพาะในวงการโฆษณานั้นทำผลงานได้ดีและมีชื่อเสียงในระดับโลก ทำให้ภาพการรับรู้ของคนจีนที่มีต่อวงการนิเทศฯ ของไทยค่อนข้างดีและได้รับการยอมรับ ขณะที่กลุ่มการท่องเที่ยวและการโรงแรม ไทยขึ้นชื่อเรื่องงานด้านบริการอยู่แล้ว

นอกเหนือจาก 3 กลุ่มดังกล่าว เนื่องจากหลายโรงเรียนในแถบคุณหมิง มีหลักสูตรศิลป์-ภาษาไทย  ทำให้เด็กในระดับ ม.ปลายที่เรียนเอกไทย เดินทางมาเรียนต่อมากพอสมควร

“เมื่อก่อนเขาเลือกเรียนภาษาไทยโดยตรง แต่ช่วงหลังด้วยความที่การเรียนภาษาศาสตร์นั้นค่อนข้างเข้มข้น ทำให้เด็กหลายคนรู้สึกว่ายาก และหันไปเลือกวิชาที่มีภาคปฏิบัติค่อนข้างมากอย่างนิเทศฯ และการโรงแรม” เธอบอกว่าค่าครองชีพและค่าเทอมในเมืองไทยนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับนักศึกษาเนื่องจากอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันจากบ้านเกิด และส่วนใหญ่ผู้เรียนมักมีฐานะค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาเรื่องเงินและความเป็นอยู่

“ค่าเทอมมหาวิทยาลัยรัฐบาลของจีนตกปีละประมาณ 1 แสนบาท เท่ากับเทอมละ 5-6 หมื่น เมื่อเทียบกับเอกชนไทยแล้วไม่แตกต่างกัน”

จินดา บอกว่าข้อกฎหมายที่ซับซ้อนยังเป็นอุปสรรคสำหรับนักศึกษาที่เรียนจบและอยากทำงานต่อที่เมืองไทย แม้องค์กรจีนที่เปิดในไทยหลายแห่งต้องการรับเข้าทำงาน ขณะที่บางส่วนเลือกที่จะกลับบ้านเกิดทันทีหลังเรียนจบเนื่องจากเหตุผลด้านครอบครัวและธุรกิจ

ทั้งนี้จากนโยบายระหว่างประเทศของจีนและสิ่งที่ชาวจีนได้รับจากเมืองไทยทั้งในแง่ธุรกิจ วัฒนธรรม ตลอดจนคุณภาพชีวิต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษาต่อเชื่อว่า ตัวเลขนักศึกษาชาวจีนนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล

อึด ขยัน หัวการค้า คุณสมบัติเด่นเด็กจีน

ผลการเรียนระดับสูงที่เราเห็นในโลกออนไลน์แม้ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของนักศึกษาจีนทั้งหมดในไทย อย่างไรก็ตามมันก็พอบอกได้ว่า ในอนาคตนั้นพวกเขาเหล่านี้มีโอกาสสดใสที่จะพัฒนาตนเองและประเทศชาติ

เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายไทย) บอกว่า คุณสมบัติของนักศึกษาจีน คือความกระตือรื้อร้น มุ่งมั่นและรับผิดชอบ หากเลือกชัดเจนกับเป้าหมายแล้ว พวกเขาจะมุมานะไปให้ถึงจนประสบความสำเร็จ ขณะที่ความฉลาดนั้นไม่แตกต่างกันกับเด็กไทย

“อาจเป็นคุณสมบัติที่อยู่ในดีเอ็นเอ ความมุ่งมั่น การพาตัวเองไปสู่เป้าหมายเขาจะชัดเจน มีลูกอึด กระตือรือร้นสูง เท่าที่สัมผัสเด็กจีนเป็นคนทำอะไรจริงจังแม้กระทั่งเรียน ถ้าไม่สนใจก็จะไม่ทำ ถ้าสมัครลงเรียนแล้วเขาต้องทำให้ได้ แต่แน่นอนว่าพวกเกเรนั้นต้องมีบ้างเพียงแต่น้อยมาก”

อีกคุณสมบัติเด่นของเด็กแดนมังกร คือ ความเป็นพ่อค้าอยู่ในสายเลือด เมื่อนักศึกษาไทยอาจต้องรอให้ตัวเองมั่นใจและเติบโตสักระยะก่อนจะลงมือทำการค้าจริง ขณะที่เด็กจีนนั้นเข้ามาจากต่างแดนได้สักระยะก็เริ่มค้าขายแล้ว

“เด็กไทยอาจจะต้องเรียนสักปี 3-4 ถึงจะหาธุรกิจทำ แต่เด็กจีนปี 1 ก็เริ่มขายของออนไลน์กันแล้ว เขาสามารถเขียนภาษาจีนได้ ไปสั่งของจากเถาเป่า อาลีบาบา มาขายฝั่งไทย หรือบางคนรับของจากไทยและเขียนเป็นภาษาจีนไปขาย

“เด็กบางหอพักเขาทำอาหารขายกันเลย มีเมนูร่อนตามห้องที่มีคนจีนอยู่ โทรสั่งได้ ไม่มีหน้าร้านแต่ทำกันในห้องและส่ง อันนี้คือสัญชาตญาณความเป็นพ่อค้าของเขา อาจเป็นเพราะมาจากต่างถิ่นด้วยเลยทำให้ต้องเอาตัวรอดมากกว่า”เอกรัตน์บอกว่า ข้อดีอีกอย่างของชาวจีนคือการปรับตัวง่าย หากรับรู้กฎระเบียบต่างๆ ของสถานที่แล้วก็พร้อมปฏิบัติตาม

 

เจียง จั๋ว ฉวิน และ กาน เชี่ยว หลิง

 

โอกาสทางธุรกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี

สถานที่ วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และเหตุผลด้านการศึกษาซึ่งมองจากนโยบายเส้นทางสายเศรษฐกิจวันเบลต์ วัน โรด (โอบีโออาร์) ของจีนกลายเป็นปัจจัยหลักให้ เจียง จั๋ว ฉวิน เดินทางจากเมืองต้าถง ในมณฑลซานซี มาเรียนในที่วิทยาลัยนานาชาติจีนอาเซียน สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

“คนจีนเห็นไทยเป็นบ้านพี่เมืองน้อง มีหลายอย่างคล้ายกัน ไทยยังเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เหมือนปลั๊กที่เชื่อมไปสู่หลายๆ ประเทศ การเข้ามาเรียนและหาประสบการณ์ชีวิตน่าจะทำให้อนาคตผมสดใสและเปิดโอกาสในด้านการทำงานมากขึ้น”

เจียงไม่เคยเดินทางมาประเทศไทยก่อนเลยจนกระทั่งเข้ามาเรียน เขาบอกว่า ทุกอย่างที่ได้สัมผัสส่วนใหญ่ตรงกับข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้า โดยเฉพาะความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่และน้ำใจ ส่วนคุณภาพการศึกษานั้นดีกว่าที่คาดหวังไว้เสียอีก โดยปัจจุบันเขาทำเกรดเฉลี่ยได้ 2.9

“ทุกอย่างเหมือนที่คิด ทั้งความสวยงาม ความมีน้ำใจของคนไทย ข้อมูลด้านลบอย่างยาเสพติด พอมาอยู่จริงๆ ก็ไม่เห็นว่าแย่อย่างที่คิด”

ชายหนุ่มวัย 21 ปีหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ดูหลักสูตร สถานที่ บรรยากาศ สิ่งอำนวยความสะดวก โดยสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยมากที่สุดคือคำบอกเล่าจากรุ่นพี่และอาจารย์ที่เคยมีประสบการณ์ในเมืองไทย

ประธานชมรมวิทยายุทธจีนของ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ บอกต่อว่า เริ่มมีเพื่อนคนไทยหลายคน แรกๆ คนไทยดูจริงจัง แต่พอสนิทสนมแล้วเป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่นและมีน้ำใจมาก ให้การช่วยเหลือและต้อนรับอย่างอบอุ่น

กาน เชี่ยว หลิง นักศึกษาสาวจากวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เดินทางมาเรียนเมืองไทยเพราะอยากสัมผัสประสบการณ์และคุณภาพชีวิตที่แตกต่างจากบ้านเกิดในมณฑลกวางตุง โดยได้รับการบอกเล่าจากอาจารย์ที่เคยมาเรียนที่เมืองไทย

“ชีวิตเมืองจีนค่อนข้างเร่งรีบ ทำอะไรก็เร็วๆ เมืองไทยสบาย อาจารย์สอนภาษาไทยของหนูบอกว่า ชีวิตเมืองไทยนั้นสนุกสนานและดีกว่า” นักศึกษาที่ได้เกรดเฉลี่ย 2.6 บอก โดยเป้าหมายของเธอหลังเรียนจบคือการกลับไปเป็นครูสอนภาษาไทยที่บ้านเกิด

ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญของนักศึกษาชาวจีนในเมืองไทย หลายคนบอกตรงกันว่าเป็นเรื่องของภาษา โดยสถาบันต่างๆ เริ่มมีการส่งเสริมกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาทั้งสองชาติมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างด้านความสัมพันธ์

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

 

มองจีนเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู

ใครหลายคนกังวลว่าการเข้ามาของนักศึกษาจีน ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรในประเทศไทยและยังเบียดเบียนโอกาสการทำงานของคนไทย อย่างไรก็ตาม ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ  Wellington College International Bangkok ไม่คิดแบบนั้น

“ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นเรื่องที่ดีมากด้วยซ้ำ คนพวกนี้ซับพอร์ตเศรษฐกิจของประเทศเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม  ไม่ควรจะปิดกั้น กีดกัน ยิ่งมาอยู่กับเรามากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ หากมีคอนเนคชั่นที่แน่นแฟ้น ก็ส่งผลต่อการพัฒนาขับเคลื่อนของทั้งสองประเทศ คือวินๆ ทั้งคู่”

ในด้านคุณภาพการศึกษา อธิการบดีม.ธุรกิจบัณฑิตย์บอกว่า แต่ละสถาบันถูกควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาหรือ สกอ. อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าการเข้ามาของชาวจีนจะมีผลลบต่อคุณภาพ หลักสูตรหรือการเรียนการสอน

ด้าน เอกรัตน์ ผอ.สถาบันขงจื่อฯ บอกว่า จีนจะเป็นภัยหรือเป็นมิตร ขึ้นอยู่กับการมอง หากมองในด้านดีและรู้จักปรับตัวพัฒนาตนเอง จีนคือเพื่อนและโอกาสที่สดใส

“จะปิดกั้นนั้นไม่ถูก แทนที่จะมองว่าทำไมเขามาแย่งงานเรา อยากให้มองว่าเราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร ต่อให้เขาจะมาแย่งก็แย่งไม่ได้ มีหลายอย่างที่จีนทำไม่ได้ แต่เราทำได้ สู้เราสร้างความเป็นเพื่อน เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ส่งเสริมเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน จากอิทธิพลของมหาอำนาจโลกทุกวันนี้ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วที่จะมีอนาคตร่วมกัน” ผอ.สถาบันขงจื่อฯ บอกทิ้งท้าย

—–

ภาพบางส่วนจาก สถาบันไอเก็ท , มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

แฉกลเม็ดโจรไซเบอร์! ต้มเหยื่อไทยหลอกให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534689

  • วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 18:58 น.

แฉกลเม็ดโจรไซเบอร์! ต้มเหยื่อไทยหลอกให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ด้วยยุคเทคโนโลยีที่เข้าถึงทุกคนได้ง่าย จึงเป็นช่องทางที่ผู้ไม่หวังดีสามารถแฝงตัวเข้ามาได้ง่าย หนึ่งในนั้นคือ “หลอกลวงให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน” ซึ่งกำลังเป็นภัยสังคมที่แพร่หลายขณะนี้

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานทางด้านนี้ จะมาเปิดโปงขบวนการรวมถึงแนะนำวิธีการระมัดระวังตัวไม่ให้เสียรู้

แฉกลลวงหลอกให้เซ็นรับ-สุดท้ายเสียเงิน

ภัยรูปแบบดังกล่าวหากไม่ระวังตัวหรือรู้เท่าทันคุณอาจตกเป็น “เหยื่อ”

สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งเล่าประสบการณ์ที่พบเจอกับพฤติกรรมของมิจฉาชีพว่า ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีกล่องพัสดุระบุชื่อของตัวเองส่งมาจากประเทศจีน โดยพนักงานจัดส่งได้มีการเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 1,680 บาท แต่ด้วยความโชคดีที่ไม่เคยซื้อของออนไลน์แบบเก็บเงินปลายทางมาก่อน จึงสงสัยและปฏิเสธการเซ็นรับพัสดุชิ้นนั้นพร้อมกับจ่ายเงินไป เมื่อสอบถามไปยังบริษัทส่งของก็ทราบว่ามีเรื่องร้องเรียนประเภทนี้ทุกวัน โดยมิจฉาชีพจะสุ่มส่งของหาเหยื่อ เมื่อเซ็นรับก็ต้องจ่ายเงินซึ่งจะตกหลุมพรางทันที ทั้งที่มูลค่าของในกล่องราคาไม่มาก

ขณะที่สมาชิกเฟซบุ๊กอีกรายเล่าว่า สั่งโมเดลไอรอนแมนมาจากเพจเฟซบุ๊กหนึ่ง โฆษณาว่าเป็นของแท้ที่โรงงานผลิตเกินจำนวนจึงนำออกมาขายในราคา 2,000 บาท จากราคาปกติประมาณ 30,000 บาท เมื่อของส่งมาถึงก็ได้เปิดพัสดุดูก่อน (ได้รับการยินยอมจากผู้ส่ง) แต่เมื่อเปิดของออกมาดูก็พบว่าของไม่ตรงตามรายละเอียดที่ลงโฆษณาไว้จึงปฏิเสธการรับ

พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ให้ข้อมูลว่า ขบวนการนี้ส่วนใหญ่อยู่ในไทย นอกนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จีนและประเทศแถบแอฟริกา รูปแบบการหลอกจะส่งของมาที่บ้าน หรือเปิดเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์พร้อมกับนำข้อมูลอันเป็นเท็จลงไว้ หากมีผู้สนใจติดต่อซื้อขายก็จะตกเป็นเหยื่อทันที

ผกก. 3 ปอท. มองว่า การฉ้อโกงรูปแบบนี้ไม่ต่างจากอดีต เพียงแต่ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้น และผู้ตกเป็นเหยื่อก็มักโพสต์เตือนภัยลงในโซเชียลมีเดีย จึงทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าปัญหานี้มีมาก

ล่าโจรไซเบอร์ไทยง่าย-ต่างประเทศยาก

ผกก. 3 ปอท. เปิดเผยว่า การติดตามมิจฉาชีพขบวนการนี้หากอยู่ในประเทศโอกาสติดตามตัวอาจทำได้ง่าย โดยสืบจากแหล่งส่งของ บัญชี พฤติกรรม รวมถึงหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ ไอพี แต่หากมาจากต่างประเทศ ยอมรับว่าการติดตามตัวค่อยข้างยาก เพราะอยู่นอกราชอาณาจักรเกินอำนาจตำรวจไทย แต่ถึงอย่างไรก็สามารถส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ประสานหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อได้

พ.ต.อ.โอฬาร แนะนำว่า หากตกเป็นผู้เสียหายควรรีบแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศทันที ไม่จำเป็นต้องเดินทางมา ปอท.เพียงแห่งเดียว พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตรวจสอบรวบพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด หากตำรวจรายใดไม่รับแจ้งความและอ้างว่าเป็นความผิดทางอินเทอร์เน็ตอาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 157 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

แต่ถึงอย่างไรการระวังควรเริ่มที่ตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อ หรือควรตรวจเช็คข้อมูลสถานะแหล่งที่ส่งให้ดีก่อนเซ็นรับและจ่ายเงิน นอกจากนี้คิดว่าบริษัทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการขนส่ง การดูแลระบบควรมาหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังถาวร

ผู้บริโภคมีสิทธิดูของและปฏิเสธ

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ชี้ว่า เมื่อมีของมาส่งตามหลักปฏิบัติควรดูก่อนว่าของภายในพัสดุมีสภาพครบถ้วนสมบูรณ์ตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซื้อมีสิทธิปฏิเสธการรับของได้ หากไม่มั่นใจควรปฏิเสธการเซ็นรับและจ่ายเงิน เพราะเมื่อเซ็นรับเท่ากับยินยอมรับผิดชอบ การจะไปฟ้องร้องภายหลังก็ยุ่งยาก

“เรามีสิทธิขอตรวจสอบของ ตามกฎหมายสามารถขอดูของก่อนได้ ถ้าพนักงานไม่ให้ดูก่อน ก็ไม่ต้องรับ”

พิฆเนศ กล่าวว่า หากผู้ประกอบการขนส่งยังพยายามให้เซ็นรับของโดยไม่ยินยอมให้ตรวจ อาจเป็นการโอนภาระให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นการกระทำแบบที่ไม่มีจรรยาบรรณ

เลขาธิการ สคบ. แนะนำว่า เมื่อตกเป็นเหยื่อถ้าเป็นร้านค้าในระบบที่ขึ้นทะเบียบเสียภาษีถูกต้อง ผู้บริโภคมีสิทธิคืนของได้ภายใน 7 วัน และมีสิทธิฟ้องร้องในระยะเวลา 1 ปี แต่ทางปฎิบัติจริงผู้บริโภคมักไม่ฟ้องเพราะมองว่ายุ่งยากและจำนวนเงินความเสียหายไม่มาก ตรงนี้เป็นข้อเสียเปรียบของผู้บริโภค

พิฆเนศ ทิ้งท้ายว่า ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่ต้นหากไม่มั่นใจไม่ควรเซ็นรับและจ่ายเงินก่อน หรือหากผู้รับเป็นบุคคลในบ้านที่ไม่ใช่เจ้าของชื่อ ควรสอบถามรายละเอียดกับผู้ที่มีชื่อระบุบนพัสดุเพื่อความมั่นใจ แต่ยืนยันว่าควรตรวจสอบให้ดีก่อน หากไม่มั่นใจไม่ควรเซ็นรับและจ่ายเงิน

นับถอยหลังสอบเข้าป.1 กวดวิชาหนัก ระวังลูกเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534621

  • วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

นับถอยหลังสอบเข้าป.1 กวดวิชาหนัก ระวังลูกเครียด

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กระแสข่าวกรณีสถาบันกวดวิชาระดับอนุบาล 3 เข้า ป.1 โรงเรียนดังคิดค่าเรียนจากผู้ปกครองเป็นตัวเลข 6 หลัก จนถูกตั้งคำถามถึงสิ่งที่ได้จากการเรียนการสอน เรื่องนี้ถูกขยายความให้เห็นปัญหาที่เรื้อรังมาหลายรัฐบาล หมกอยู่ใต้พรมของสังคมไทยปล่อยให้ผู้ปกครองต้องเผชิญกับเรื่องนี้มายาวนาน

ปัญหานี้ทำให้ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กๆ ที่ยังไม่เข้าเรียนชั้นประถมต่างทราบดีว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ลามลึกจนถึงเด็กเล็ก ซึ่งฤดูการสอบของเด็กอนุบาลเข้า ป.1 นับถอยหลังเข้ามาเพราะกำลังจะเริ่มในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.นี้

คุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนกวดวิชาเด็กเล็กกลายเป็นกระแสที่ทำให้ผู้ปกครองยอมควักกระเป๋าจ่าย คือภาพสะท้อนความคาดหวังว่าเด็กๆ จะมีพื้นฐานการเรียนที่ดีจนมีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้าชั้นประถมปีที่ 1 หรือในระดับที่สูงขึ้น ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง อันเป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจคุณภาพการเรียนการสอนที่จะได้รับจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่จะมีการประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนได้นโยบายและแนวทางแก้ไขมาแล้ว เช่น แนวคิดเรื่องการยกเลิกการสอบเข้าเรียนชั้น ป.1 เพราะไม่อยากให้มีการแข่งขันจนเด็กเกิดความเครียด หรือพบว่าหลักสูตรที่มีสัดส่วนทางวิชาการที่มากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งถูกวัดความรู้ด้วยความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ทั้งๆ ที่วัย 5-6 ขวบ ควรเรียนผ่านการเล่น เรียนทักษะเชิงพัฒนา ทักษะเชิง พฤติกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในวัยนี้ ไม่ใช่ต้องเรียนทักษะเชิงวิชาการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน

“แม้จะมีการประชุมถกเถียงมาแล้วหลายครั้งจนได้นโยบายจัดการปัญหามา แต่ที่สุดก็มักเป็นนโยบายที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติกับโรงเรียนที่มีปัญหาในเรื่องนี้ หากจะปฏิบัติจริงจะมีการชี้ชัดได้แค่ไหนว่าโรงเรียนหรือผู้ปกครองกลุ่มไหนที่อยู่กับปัญหานี้มากที่สุด และที่ผ่านมานโยบายที่จะใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้มีทางออกที่เป็นรูปธรรม ที่สุดจึงไม่มีการขานรับจากโรงเรียนและผู้ปกครอง กลายเป็นไฟไหม้ฟางที่ได้ยินกันทุกปี แต่ก็หายไปทุกครั้งโดยไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า ปัญหาผู้ปกครองและเด็กที่เริ่มเข้าสู่วงจรการแข่งขันเพื่อโอกาสทางการศึกษาในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเท่านั้นหลายประเทศอย่างสหรัฐก็กำลังเผชิญปัญหานี้

นักวิชาการ สสค. กล่าวว่า ขณะที่แบบแผนการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ที่ไม่ผลักภาระการฝึกทางด้านของวิชาการที่เป็นแบบแผนในเด็กจนกระทั่งอายุ 7 ขวบ เพราะมองว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะเรียนรู้ผ่านการเล่น การร้องเพลง การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กวัยเดียวกัน  และแทบจะไม่มีการบ้านเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในสหรัฐหรือไทย โดยให้เหตุผลว่าการบ้าน คือการผลักภาระอื่นๆ จากการเรียนให้เด็กและผู้ปกครองมาก และผลักดันให้เด็กๆ เรียนรู้หรือบังคับให้เด็กอ่านออกเขียนได้ก่อนวัยอันสมควร

“ปรัชญาการศึกษาของฟินแลนด์ ระบุว่า การศึกษาของเด็กจะต้องช่วยรักษาความเป็นเด็กไว้ให้ได้มากที่สุด การเล่นจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พอๆ กับการเรียน แม้แต่ระดับประถมก็ให้ความสำคัญกับการเล่นมากกว่าการเรียนที่เป็นวิชาการ และมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการที่เด็กได้เล่นในช่วงพักการเรียนระหว่างแต่ละวิชาจะทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น มากกว่าที่จะเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน  และ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กฟินแลนด์ ก็สูงว่าเด็กที่อื่นๆ ติดอันดับต้นๆ ของทุกการจัดอันดับระดับโลก”

นอกจากนี้ งานวิจัยด้านการศึกษายุคใหม่ในปัจจุบันยังระบุด้วยว่า การเรียนการสอนที่เน้นการแข่งขัน เน้นการสอบ เริ่มไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ ที่ไม่ได้รับคนเข้าทำงานโดยดูจากคะแนนสอบ แต่ประเมินจากความสามารถในการทำงานเป็นหลัก บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มหันมาพิจารณาเรื่องนี้มากขึ้น

สุเทพ เกิดกรรณ์ ประธานเครือข่ายผู้ปกครอง กล่าวว่า ได้รับรายงานเช่นกันว่ามีผู้ปกครองส่งเด็กเล็กเข้าไปสถาบันกวดวิชาเพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อ โดยบางคนยอมเสียเงินถึงปีละ 6 แสนบาท เพราะมั่นใจว่าการกวดวิชาตั้งแต่ยังเล็กจะเป็นหลักประกันว่าจะได้เรียนโรงเรียนดัง แต่เรื่องดังกล่าวกำลังเป็นค่านิยมที่ผิด เพราะโรงเรียนอนุบาลหรือประถมส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ มีคุณภาพที่ไม่ต่างกันนัก

“เรื่องนี้กำลังเป็นค่านิยมของผู้ปกครองบางกลุ่มที่อาจจะกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะจะยิ่งทำให้ลูกเครียดที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ได้เลือก” ประธานเครือข่ายผู้ปกครอง กล่าว

จากเด็กสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายสู่จิตอาสาแต่งหน้าศพ “สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534507

  • วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 19:21 น.

จากเด็กสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายสู่จิตอาสาแต่งหน้าศพ "สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สังคมออนไลน์ในปัจจุบันเราเห็นจิตอาสาหลายคนโดดเด่นเเละได้รับเสียงชื่นชมกว้างขวาง หนึ่งในนั้นคือสาวสวย “สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ” เจ้าของฉายาสะพานบุญ

จากเด็กคิดสั้นน้อยใจพ่อแม่ วางแผนฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจด้วยการกินยาล้างห้องน้ำ สุดท้ายทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านการผ่าตัดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด กว่าจะกลายเป็นจิตอาสา สะพานบุญเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตของเธอเกือบไปถึงนรกมาแล้ว

กินยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตาย

สนุ๊ก เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นลูกสาวคนโตจาก 3 ใบเถาของคุณพ่อพ.ต.อ.เดชเดชา เเละคุณแม่แพรอังคณา เดชารชตะ ด้วยความที่คุณพ่อรับราชการตำรวจ ทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง โดยเธอเองถูกส่งไปอยู่กับคุณย่าที่ราชบุรี บ้านเกิดของคุณพ่อตั้งแต่ยังเล็กจนเกิดเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ

“ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเราไปอยู่กับย่าด้วย ทำไมเลี้ยงน้องได้แต่เลี้ยงเราไม่ได้ รู้สึกพ่อแม่ไม่รัก ขาดความอบอุ่น เสียใจและเก็บกดตั้งแต่เด็ก ไม่เคยกอดแม่ คิดมาตลอดว่าไม่มีพ่อแม่ฉันก็อยู่ได้”

กว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาก็เมื่อเธออายุได้ 9 ขวบ ทุกคนย้ายมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายไปอยู่ราชบุรีกันทั้งครอบครัวเมื่อตอนเธออายุ 13 ปี โดยจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ในวัย 17 ปี เธอทำรายงานอยู่ที่บ้านเพื่อนและกลับถึงบ้านเวลา 20.00 น. ซึ่งมันเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมในสายตาของคุณพ่อ นายตำรวจที่หวงลูกสาวมาก

“โทรบอกคุณแม่แล้วแต่พ่อไม่ทราบ เช้าวันถัดมา กำลังจะออกไปเรียน พ่อเข้ามาดุและตี ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเถียงและอยากเอาชนะ ทำให้พ่อยิ่งโมโห เอาเข็มขัดฟาดบีบกรามและเหวี่ยงลงโซฟา ผิดหวังมากเพราะที่ผ่านมาพ่อไม่เคยตีและพูดด้วยเหตุผลเสมอ”

ความที่ไม่คิดว่าเป็นตัวเองเป็นคนผิดและเถียงไม่หยุด ทำให้คุณแม่ต้องมาห้ามปราบและจบลงด้วยการตบหน้าลูกสาว

“เราตะโกนเถียง แม่เลยตบ พ่อถามว่าทำไมไม่บอก เราเลยสวนว่า บอกแม่แล้วไง ทีนี้เขานิ่งไปเลย เข้ามากอดเราและบอกว่าขอโทษ จับมือเรากอดที่เอวเขาด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ไหวแล้ว มันเกินไป”

สนุ๊กวิ่งร้องไห้เข้าห้องนอนด้วยความเจ็บปวดทั้งกายและใจ กดโทรศัพท์โทรเรียกเพื่อนให้มารับ หวังให้พ่อตามมาง้อและรู้สึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำกับลูก อย่างไรก็ตามเวลาผ่านไปเกือบสองวัน ยังไม่มีท่าทีจากพ่อ จนนำไปสู่การเรียกร้องความสนใจครั้งใหญ่ด้วยการวางแผนกับเพื่อนบอกลาโลกใบนี้

“คืนวันที่ 5 พ่อยังไม่มา เรามีเงินเหลืออยู่ 60 บาท ด้วยความนึกสนุก วางแผนฆ่าตัวตาย ไปซื้อยาล้างห้องน้ำกับเพื่อน เลือกยี่ห้อถูกที่สุด จำได้แม่น 24 บาท”

หญิงสาวเขียนจดหมายลาตายอย่างเจ็บแสบถึงพ่อแม่ นัดแนะกับเพื่อนว่าหลังจากกินยาล้างห้องน้ำ ให้ช่วยชีวิตเธอด้วยนม วิธีล้างพิษตามที่อ่านเจอมาและนำไปส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อล้างท้อง

“หัวเราะกันสนุกสนาน แกเอาฉันไปส่งโรงพยาบาลเอกชนนะ รัฐบาลไม่เอา ล้างท้องเดี๋ยวก็หายเหมือนในละคร”

เช้าวันที่ 6 ธ.ค. สนุ๊กหยิบน้ำยาล้างห้องน้ำ เปิดขวด ก่อนกระดกเข้าปากผ่านลำคอไป 3 อึก ร่างกายปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว

“มันไม่เหมือนในละครที่น้ำลายฟูมปาก เราแสบตั้งแต่คอถึงท้อง นอนขดทุรนทุรายอยู่กับพื้นและตะโกนเรียกเพื่อน เพื่อนลงมาเจอก็ตกใจไม่คิดว่าจะเป็นขนาดนี้ รีบพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดห่างออกไปประมาณ 300 เมตร”

ระหว่างอยู่บนมอเตอร์ไซค์สนุ๊กอาเจียนเป็นน้ำสีดำ มีเนื้อเยื่อของร่างกายออกมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงโรงพยาบาล โชคยังดีว่าเพื่อนตกใจไม่ได้นำนมให้เธอกิน เนื่องจากเป็นวิธีที่ผิดและมีผลทำให้อาการแย่ลง

“เบลอไปหมด ถึงโรงพยาบาล แขนขายกไม่ขึ้น หมอสั่งงดน้ำทุกอย่างรอส่องกล้องอีก 6 ชั่วโมง หมอบอกทำอะไรไม่ได้ เราก็นอนทุรนทุรายอยู่บนเตียง”

สิ่งที่เธอต้องการมาตลอดตั้งแต่ยังเด็กเกิดขึ้นในช่วงที่ทรมานและเฉียดตายมากที่สุดในชีวิต “ภาพที่เห็นคือแม่วิ่งมาแต่ไกลและเข้ามากอด นั่นเป็นกอดของแม่ครั้งแรกที่เราจำได้”

หลังส่องกล้อง แพทย์แจ้งว่า ฤทธิ์ของน้ำยาล้างห้องน้ำได้กัดกร่อนอวัยวะภายในเเต่กระเพาะยังไม่ทะลุ อย่างไรก็ตามต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเครื่องมือไม่พร้อม เมื่อถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภาพของหญิงสาวคือ ปากเปื่อยลอก พูดได้แต่ไม่มีเสียงออกมา และได้รับแจ้งว่า เสียงอาจจะไม่กลับมาเป็นปกติ

“เริ่มอาเจียนเป็นเลือด หมอทำการล้างท้อง ใส่สายทางจมูกอัดน้ำเข้าไป และสุดท้ายต้องตัดหลอดอาหารทิ้ง เนื่องจากหลอดอาหารตีบ อีกประมาณ 3 สัปดาห์ถัดมา เริ่มกลืนไม่ได้ ต้องเจาะหน้าท้องใส่สายอาหาร สุดท้ายก็ต้องผ่าตัดเอาหลอดอาหารเเละกระเพาะที่ถูกเผาไหม้ทิ้ง” สนุ๊กบอกว่า ช่วงระยะเวลา 5 เดือนนั้น ความสุขของเธอคือการเคี้ยวอาหารและคายทิ้ง น้ำหนักลดลงจาก 51 กิโลกรัมเหลือเพียง 38 กิโลกรัม

ตัวผอม-เหมือนเปรต

หลังผ่านไป 5 เดือนเธอ ผลกระทบจากการกินยาล้างห้องน้ำยังไม่จบ เธอเข้ารับการถ่างขยายหลอดลมที่คอทุก 3 สัปดาห์ เพื่อให้มีขนาดเพียงพอต่อการรับประทานอาหาร

“ทรมานมาก การถ่างคอคือเอาสายยาวๆ อุปกรณ์เข้าไปถ่าง เริ่มตั้งแต่ 3 มิลลิเมตร เพิ่มเป็น 5 มิลลิเมตร 7 มิลลิเมตร จนกระทั่ง 15 มิลลิเมตร และเอาเข็มลงไปฉีดเพื่อล็อกไม่ให้หดตัวลงมา”

ความเจ็บป่วยในช่วงนั้น โดยเฉพาะช่วงที่กินอะไรไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเปรต ที่เชื่อกันว่ากินข้าวได้เพียงทีละเม็ด ตัวผอมบางแทบไม่มีแรงทำอะไร และนึกเสียใจที่เคยทำไม่ดีต่อพ่อแม่

“เปรตกินข้าวได้ทีละเม็ด แต่เรากินไม่ได้เลย คิดเลยว่าเพราะเราเถียงพ่อเถียงแม่ทำให้เราเป็นแบบนี้เหรอ นึกถึงตอน ป.4 โดนแม่ตี เคยเขียนใส่กระดาษเล่าเหตุการณ์และบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเรียกว่าแม่ แต่ไม่ใช่ตีฉัน ตั้งใจวางให้เขาเห็น พอแม่เห็นแม่ร้องไห้และบอกว่า “ผู้หญิงคนนี้จะพาไปหาแม่เอง”

ความทรมานครั้งนั้นกินเวลายาวนานเกือบ 2 ปี โดยมีช่วงที่เข้าออกนอนโรงพยาบาลถึง 6 เดือน คุณแม่ดูแลเธอทุกวัน และทำให้คิดได้ว่า ใครคือคนที่รักเธอมากที่สุด ขณะที่คุณพ่อช่วงเวลานั้นด้วยหน้าที่การงานและความห่างไกล ทำให้ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมเยียน

“คิดฆ่าตัวตายและร้องไห้ทุกวัน ไม่รู้จะหายหรือเปล่า เข้าใจคนป่วยกินไม่ได้ พลิกซ้ายขวาไม่ได้ มองเพดาน กระพริบตาอย่างเดียวมันเป็นอย่างไร รู้เลยว่ากำลังใจนั้นสำคัญ ขอบคุณแม่มากๆ”

ทุกวันนี้หญิงสาวมีบาดแผลย้ำเตือนความผิดพลาดในอดีตหลายจุด ไล่ตั้งแต่ที่บริเวณคอขนาดความยาว 20 ซม. กลางหน้าอกถึงใต้สะดือ 25 ซม. ข้างลำตัวตั้งแต่ด้านหลังไล่ไปถึงราวนมด้านขวาอีกประมาณ 20 ซม.

“ร่างกายไม่ได้ปกติ กินได้ทีละน้อย ต้องเคี้ยวนานๆ การทำงานของลำไส้เปลี่ยนแปลงไป บางทีก็ปวดท้องเกร็ง ขาดวิตามินสารอาหารหลายตัวเนื่องจากลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้เหมือนปกติ”

สะพานบุญ-แต่งหน้าศพ

การอกหักเเละผิดหวังเรื่องความรักหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2553 กลายเป็นจุดกำเนิดให้เธอเดินหน้าเข้าหาทางสงบ บวชและถือศีลอยู่วัดตรีญาติ จ.ราชบุรี เธอเล่าว่าหากเป็นเมื่อก่อนคงคิดฆ่าตัวตายแต่พอผ่านความเจ็บปวดในอดีตมาแล้ว ทำให้ไม่กล้าทำร้ายตัวเอง โดยอยู่วัดนานถึง 3 เดือน มากกว่าความตั้งใจแรกที่คิดเพียงแค่ 5 วัน

“อยู่ไปแล้วสบายใจ เริ่มบริจาคสิ่งของและช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของวัด เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร พอมีคนมาร่วมอนุโมทนา รู้สึกมีความสุขอิ่มเอมกับการให้มาก”

หลังบวชเสร็จอดีตพริตตี้สาว ทำบุญอย่างต่อเนื่องเริ่มออกโรงทาน เยี่ยมเยียนศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย โดยตั้งเป้าปีละ 2 ครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2554 เริ่มติดตามกิจกรรม “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” จิตอาสาคนดังทางเฟซบุ๊กและโอนเงินเล็กๆ น้อยๆ บริจาคให้ผู้ด้อยโอกาสตามที่บิณฑ์แจ้งไว้

หลังจากบริจาคตามอดีตพระเอกชื่อดังเรื่อยมา จุดเปลี่ยนอีกครั้งของเธอก็เกิดขึ้นเมื่อโพสต์เฟซบุ๊กแชร์เรื่องเด็กดักแด้ โดยระบุว่า โอนเงินช่วยเหลือไป 300 บาท ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เพื่อนๆ ในกลุ่มได้ร่วมกันทำตาม

“มีคนบอกเราโอนตามไปนะถึง 5 คน เฮ้ยเรารู้สึกมีความสุขจังเลย โพสต์แค่นี้ได้ผลขนาดนี้เลยเหรอ จากนั้นโพสต์บอกตลอด ให้ข้าวขอทานก็โพสต์ ไม่ได้อยากคำชมแต่อยากให้คนทำตาม บางคนไม่เข้าใจว่าทำความดีทำไมต้องโพสต์ เก็บไว้ก็ได้ แต่รู้ไหมการโพสต์มันสามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้คนทำตามต่อๆ กันไป จากเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”

สนุ๊กเดินทางเข้าสู่สายบุญมากขึ้น เริ่มเปิดรับบริจาคและนำสิ่งของไปมอบตามศูนย์รับดูแลผู้ป่วย เข้าร่วมกิจกรรมล้างป่าช้าในหลายจังหวัด ตลอดจนเยี่ยมบ้านผู้ป่วยตามสถานที่ต่างๆ จนได้รับฉายา “สนุ๊ก สะพานบุญ” ต่อมา คิดอยากแต่งหน้าศพ โดยได้รับคำแนะนำจาก กอล์ฟฟี่ นางฟ้าซาลอน และ ปฏิภาณ บุญยี่ กู้ภัยแต่งหน้าศพชื่อดัง

แต่งหน้าศพสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เนื่องจากมีประสบการณ์กับป่าช้าและความเฉียดตายมาแล้วในอดีต

“ไม่ได้กลัวศพนะ น้ำหนอง เลือด รอยแผลเราชินอยู่แล้ว แต่กลัวทำออกมาแล้วไม่ดี กลัวญาติเขาไม่ชอบ”

 

 

หลายคนสงสัยว่าแต่งหน้าศพไปเพื่ออะไรเมื่อมนุษย์หมดลมหายใจไปแล้ว เธอให้คำตอบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาหัวใจญาติและสร้างความทรงจำอันดีครั้งสุดท้าย เพื่อให้ภาพตราตรึงไปตลอดชีวิต โดยความยากง่ายของแต่ละเคสนั้นแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพศพ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้วายชนม์ที่จากไปอย่างสงบนั้นง่ายกว่าผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งมีบาดแผลรอยค่อนข้างมาก ต้องใช้เทคนิคการแต่งหน้าปรับผิวให้สว่างและใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น หากกระโหลกยุบต้องใส่หมวก ดวงตาไม่สมบูรณ์อาจต้องใช้แว่นปิดบัง

เธอบอกว่า แต่ละเคสพยายามให้ญาติมีส่วนร่วมกับคนที่ตนเองรักมากที่สุดและแต่งออกมาเป็นตัวเองมากที่สุดเช่นกัน

“สำรวจก่อนผู้หญิงคนนี้แต่งหน้า แต่งตัวแบบไหน มีรอยสักหรือเปล่า ดูจากรูปหน้าศพและคำบอกเล่าของญาติ เขาทำผมทรงอะไร เราไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามจัดเต็มอย่างเดียว เราทำเพื่อให้ญาติรู้สึกว่า คนที่นอนอยู่คือคนที่เขารักและแค่หลับไปเท่านั้น”

หลายคนอาจเลือกใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าร่างไร้วิญญาณ แต่ไม่ใช่กับสนุ๊กที่เห็นว่า จำเป็นต้องใช้ของที่มีคุณภาพเพื่อให้ผลงานออกมาดีและติดทน

“เราเชื่อว่า เรากับเขามีกรรมติดกันมา  เราทำเต็มที่ให้กับเขา เครื่องสำอางก็ลงทุนเองทั้งหมด เลือกของดี 3-5 วันเปิดใบหน้าขึ้นมายังติดทน ไม่ใช่เอาแบบเครื่องสำอางหมดอายุมาใช้

 

 

อย่าหวงบุญ

เห็นเธอมีความสุขกับการทำบุญมากขนาดนี้ ใครจะรู้ว่าแรกเริ่มนั้นเป็นคนที่ยึดติดและหวงบุญมาก

“สร้างป้ายคาถาบูชา ป้ายละ 6,500 หกป้ายชื่อเราหมดเลยนะ ตอนนั้นเข้าไม่ถึงบุญ ใครมาขอร่วมเราไม่ให้นะ กลัวได้ไม่เต็ม อย่ามาแย่งบุญฉัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย” สนุ๊กบอกต่อว่า ทุกวันนี้ทำบุญโดยไม่ได้คิดหวังสิ่งใดตอบแทน ไม่คาดหวังว่ากุศลจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

“บางคนบอกสร้างป้ายวัดแล้วจะดัง เราไม่คิดแบบนั้นเลย แค่เห็นวัดนี้ไม่มีป้าย ป้ายพังก็สร้างให้แค่นั้น ขัดกระดูกศพ ล้างป่าช้าทำแล้วไม่ปวดเข่า ไม่มีความเชื่อเรื่องพวกนี้ ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป ไม่หวังใครกลับมาช่วยเหลือเราด้วย ถ้าหวังให้ใครกลับมาช่วยเหลือ เราไปช่วยคนรูปแบบอื่นดีกว่า”

ชีวิตด้านอื่นของจิตอาสาคนดัง ปัจจุบันทำธุรกิจค้าขายสินค้าออนไลน์และอุปกรณ์สิ่งทอร่วมกับเพื่อน โดยยืนยันว่าไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน และมีความสุขที่ได้ทำบุญกุศลอย่างสุจริต สามารถชี้แจงและทุกคนตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคได้ทุกอย่าง

“ไม่ใช่ว่าเป็นสะพานบุญแล้วต้องใส่ชุดขาว ถือศีลเคร่งครัด ตื่นมาปฏิบัติธรรม จริงๆ เราเหมือนคนทั่วไปเลย  เที่ยวผับดื่มแอลกอฮอล์ปกติ”

จากเด็กอายุ 17 ปีกินยาล้างห้องน้ำ วันนี้สนุ๊กอายุ 32 ปีแล้ว ผ่านบทเรียนและประสบการณ์มากมาย เธอยืนยันว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือการทำให้แม่มีความสุข

“พยายามทำให้แม่มีความสุขมากที่สุด ไม่เคยเลยรู้ว่าเขารักเรา จนเราแย่และเกือบตายนั่นแหละ ความเจ็บป่วยวันนั้นทำให้มีสนุ๊ก สะพานบุญวันนี้” หญิงสาวทิ้งท้าย

 

ใส่ไอเดียให้ “มะพร้าว” เปลี่ยนสินค้าเกษตรราคาหลักสิบสู่ธุรกิจรายได้หลักล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534319

  • วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 20:07 น.

ใส่ไอเดียให้ "มะพร้าว" เปลี่ยนสินค้าเกษตรราคาหลักสิบสู่ธุรกิจรายได้หลักล้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“มะพร้าว” ลูกสีเขียวที่ดูภายนอกแสนจะธรรมด๊าธรรมดา! รู้หรือไม่ผลไม้ชนิดนี้สามารถสร้างรายได้ให้เด็กหนุ่มคนรุ่นใหม่มากถึงเดือนละ 2 ล้านบาท เพียงแค่ใส่ไอเดียจากเรื่องใกล้ตัว

นัฐพงษ์ ท้วมเกร็ด หรือ ต้อง วัย 31 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวแบรนด์ โคโค่ แคร็ก (CoCo Crack) จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นและเคล็ดลับการพัฒนาผลไม้พืชเศรษฐกิจของไทยอย่างไร ให้เพิ่มมูลค่าจากราคาหลักหน่วยต่อลูก กลายเป็นหลักสิบ จนนำมาสู่รายได้หลักล้านต่อเดือน

“โคโค่ แคร็ก” ใช้ไอเดียเพิ่มมูลค่าให้มะพร้าวธรรมดา

นัฐพงษ์ เล่าว่า ตลอดชีวิตผูกพันและชื่นชอบการกินมะพร้าวมาก เพราะละแวกบ้านในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีแต่สวนมะพร้าวน้ำหอม แม้ตอนที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มักขนมะพร้าวจากสวนมากินประจำ รวมถึงตระเวนลองชิมน้ำมะพร้าวบรรจุขวดเกือบทุกยี่ห้อ

แต่รู้สึกว่าการหามะพร้าวน้ำหอมดีๆ สักลูกกินในกรุงเทพเป็นเรื่องยาก การจะขนจากสวนมาก็ลำบากและน้ำมะพร้าวบรรจุขวดหรือที่ใส่ถุงขาย รสชาติก็ไม่หอมหวานเหมือนมะพร้าวน้ำหอมสดจากธรรมชาติ เพราะการจะทำให้รสชาติน้ำมะพร้าวหลังการเจาะคงรสชาติตามเดิมเป็นเรื่องยาก

จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจนี้เกิดจากเมื่อ 2 ปีก่อน อยากลองทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตรช่วงแรกพยายามคิดว่าจะทำอะไร จนนึกได้ว่าเมื่อคุ้นเคยและชอบกินมะพร้าว จึงอยากกลองทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตรชนิดนี้ เพราะนอกจากเป็นอาชีพเสริมจากงานประจำ ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรที่ราคาต้นทุนออกจากสวนเพียง 3-4 บาท ให้มีมูลค่าสูงขึ้น

ช่วงแรกเขาไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงจนวันหนึ่งด้วยความบังเอิญระหว่างเก็บของในบ้านทำขวดไวน์ของคุณพ่อแตก หลังทำความสะอาดเสร็จเหลือเพียงจุกคอร์กที่มีสีเหมือนกะลามะพร้าว จึงเกิดไอเดียหากนำไปพัฒนาต่อยอดอาจเข้ากันได้ จากนั้นเขาใช้เวลาเกือบ 2 ปี โดยใช้ความรู้เรื่องการประดิษฐ์มาทดลองต่อยอดตั้งแต่ขั้นตอนการทำที่เปิดมะพร้าวด้วยจุกคอร์ก การหาแหล่งมะพร้าวดีๆ การควบคุมคุณภาพ ซึ่งใช้มะพร้าวไปกว่าหมื่นลูก

นัฐพงษ์ เผยว่าหลังทดลองสำเร็จได้จดสิทธิบัตรการออกแบบ พร้อมกับเปิดตัวแบรด์โคโค่ แคร็ก เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยคำว่า “แคร็ก” นั้นมาจากจุดเริ่มต้นของขวดไวน์ที่แตกจนเหลือเพียงจุกคอร์กซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นไอเดีย

 

 

ธุรกิจจากมะพร้าวราคาถูกสู่ธุรกิจหลักล้าน

นัฐพงษ์ เผยว่าปัจจุบันกำลังการผลิตโคโค่ แคร็ก ทำตามออเดอร์วันละประมาณ 2 พันลูก แต่การผลิตรองรับได้ถึงวันละ 1 หมื่นลูก ส่วนการจำหน่ายราคาส่ง 35 บาทต่อลูก ปลีก 59 บาทต่อลูก สั่งมากกว่า 100 ลูกส่งฟรีในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดและต่างประเทศคิดค่าขนส่งตามอัตราทั่วไป ส่วนอายุน้ำมะพร้าวโคโค่ แคร็ก อยู่ได้ประมาณ 15 วันหลังการผลิต

เจ้าของแบรนด์โคโค่ แคร็ก เผยว่าการตลาดระยะเริ่มต้นขณะนี้ยังไม่มีหน้าร้าน มีเพียงออกบูธแนะนำผลิตภัณฑ์และขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ตลอดระยะเวลาที่เริ่มธุรกิจมาเกือบ 3 เดือนได้รับผลตอบรับดีมากจากลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเก๊า ส่วนในประเทศกำลังเริ่มเป็นที่รู้จัก

สำหรับการพัฒนาอนาคตขณะนี้กำลังทำเตรียมทำสินค้าเกษตรชนิดอื่น เช่น เห็ดหรือผักคอนโด ซึ่งสามารถปลูกได้บนอาคารสูงและใช้พื้นที่น้อย นอกจากนี้ยังเตรียมพัฒนาขยายไปสินค้าเกษตรกลุ่มสมุนไพร เนื่องจากมองว่าหากใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ทำให้สินค้าเกษตรน่าสนใจ การจะทำให้ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าการปลูกผลผลิตการเกษตรก็ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัวอีกต่อไป และเป็นโอกาสดีในการทำธุรกิจกลุ่มนี้

“เราอยากเป็นฮับเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรที่ใช้ดีไซน์ด้วยนวัตกรรม เพราะทุกวันนี้พื้นที่เมืองขยายตัว ทำให้การปลูกต้นไม้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราทำให้การปลูกต้นไม้เป็นเรื่องง่าย ดูสวยงามแม้อยู่ในห้องก็สามารถทำได้ ก็คงจะได้รับผลตอบรับดี”

3 ขั้นตอนการเปิด “โคโค่ แคร็ก” กดจุกคอร์ก / เจาะหลอดและดูดน้ำ / กดเปิดฝาโดยรอบเพื่อกินเนื้อมะพร้าว

 

เคล็ดลับพัฒนาโอทอปไทย ไปไกลถึงตลาดโลก

การพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ สินค้าโอทอปของไทย นัฐพงษ์ มองว่า ผลิตภัณฑ์ของดีประจำท้องถิ่นทุกแห่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีน่าสนใจ เช่น ไข่เค็มไชยา ข้าวหลามหนองมน แต่รูปลักษณ์อาจยังไม่มีความทันสมัยหรือง่ายต่อการนำไปใช้ จึงคิดว่าเมื่อท้องถิ่นมีของดีควรพัฒนาสินค้าให้น่าสนใจเพื่อจะได้ส่งออกต่างประเทศ ซึ่งดีกว่าการจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเดียว

“การพัฒนาของพวกนี้ ไม่ต้องรอหน่วยงานรัฐสนับสนุน เราเริ่มได้หากรู้ว่าท้องถิ่นมีของดีอะไร จากนั้นพัฒนาสร้างสรรค์สินค้าออกมาให้น่าสนใจ เพื่อให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น”

เจ้าของแบรนด์โคโค่ แคร็ก แนะนำทิ้งท้ายว่า เทคนิคการพัฒนาของ 5 บาทให้กลายเป็น 500 ไม่ยาก แต่ต้องใส่ความคิดเพื่อทำให้ของดีที่ดูธรรมดา สามารถเพิ่มมูลค่าออกมาให้ได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแค่มองสิ่งรอบตัวอย่ามองแค่หนทางเดียว

บทเรียน 14 ปีไฟใต้ เปิดพื้นที่การเมือง ถ่วงดุลความรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534104

  • วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 09:04 น.

บทเรียน 14 ปีไฟใต้ เปิดพื้นที่การเมือง ถ่วงดุลความรุนแรง

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

จากเหตุการณ์คนร้ายบุกค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กองพันพัฒนาที่ 4 ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ปล้นอาวุธปืนไปกว่า 400 กระบอก เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง 14 ปีเต็ม ข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ระบุว่า ช่วงเวลา 14 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์รุนแรงรวมแล้ว 19,579 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 6,687 ราย และบาดเจ็บ 13,229 ราย

แต่ในอีกมุมหนึ่ง 14 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาอันสำคัญที่ให้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้และทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐไทย นโยบายการแก้ปัญหาของกลไกอำนาจรัฐ รวมทั้งภาคประชาสังคมที่ได้เรียนรู้การกำหนดบทบาทและการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักวิชาการที่คลุกคลีกับปัญหาชายแดนภาคใต้มาร่วม 30 ปี มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีผลต่อสถานการณ์ความรุนแรง

“การแก้ปัญหาที่ผ่านมามีการลองผิดลองถูกกันมามาก แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้น อย่างน้อยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2556 จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงลดน้อยลง และจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงชายแดนภาคใต้ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน”

แม้ภาครัฐจะทุ่มเททั้งกำลังพลและงบประมาณมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่เขามองว่าจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่ลดลงนั้น มิใช่ผลจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลมาจากทุกฝ่ายในสนามความขัดแย้ง

ศรีสมภพ มองว่า ฝ่ายรัฐมีการปรับเปลี่ยนด้านนโยบายการแก้ปัญหาที่เน้นแนวทางสันติภาพมากขึ้น ไม่ได้ใช้แนวทางรุนแรง ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่หันกลับมาพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างและขบวนการก่อความไม่สงบ รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะการแก้ปัญหามากขึ้น ส่วนภาคประชาสังคมก็ได้เรียนรู้ ได้เข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาในแนวทางสันติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการไม่ให้ใช้ความรุนแรง

“จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นและมีผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธ์ ทั้งขบวนการและทั้งฝ่ายรัฐก็จะถูกภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้น ถือได้ว่าภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการถ่วงดุลภายในต่อผู้ที่อาจก่อความรุนแรงทั้งสองฝ่ายและช่วยเป็นแรงผลักดันให้ทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการได้หันมาพูดคุยกันมากขึ้น เพราะภาคประชาชนคือผู้ที่ได้รับผลกระทบมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จึงต้องใช้แนวทางสันติแก้ปัญหาเท่านั้น”

แม้ทุกฝ่ายจะมีการปรับตัว ปรับแนวทาง นโยบายการแก้ปัญหา แต่เมื่อถามถึงสถานการณ์ในอนาคตว่าแนวโน้มความรุนแรงน่าจะหมดไป ศรีสมภพ กลับไม่มั่นใจ เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งยังไม่ได้แก้ทั้งหมด

เขามองว่า ปัญหาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เป็นตัวขับเคลื่อนการต่อสู้ เป็นเรื่องใหญ่ในอดีตรัฐปิดกั้นไม่ยอมรับ ปัจจุบันรัฐก็ประนีประนอมเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งภาษาและการแต่งกาย แต่สำหรับโครงสร้างด้านการปกครอง การจัดการตนเอง ยังคงจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสถานการณ์ต่อไปในอนาคต รัฐจำเป็นที่จะต้องเตรียมแนวทางไว้เตรียมรับ หากว่าในอนาคตนั้นคนตื่นตัวในเรื่องนี้มากขึ้น

“จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงจะกลับมาอีกหรือไม่นั้นยังคาดไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาก็มีความแปรปรวนเป็นช่วงๆ ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาต่างๆ ยังแก้ไม่ตกทั้งหมด ขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเนตก็ยังไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ยอมรับในการที่จะเข้าร่วม หากทุกฝ่ายได้เข้าร่วมและยอมรับกระบวนการพูดคุยก็จะช่วยได้มาก หากฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงยังไม่ได้เข้ามาสู่กระบวนการพูดคุยครบทั้งหมด ความรุนแรงก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก”

ในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ซึ่งสัมผัสกับปัญหาชายแดนภาคใต้มาร่วม 30 ปี และครั้งหนึ่งรัฐบาลเคยแต่งตั้งให้เขาร่วมในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ศรีสมภพ เชื่อมั่นว่ากระบวนการการพูดคุยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด

มุมมองของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ซึ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจากหลายๆ พื้นที่ทั่วทุกมุมโลก ศรีสมภพ สะท้อนว่า สันติภาพไม่ใช่แค่การยุติความรุนแรง โดยที่ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย รัฐซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ อาจคิดว่าหากกดไว้ได้ ยุติความรุนแรงได้ก็คือ สันติภาพ แต่เพียงเท่านี้ถือเป็นสันติภาพในเชิงลบ ยังมีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้อีก แต่สันติภาพเชิงบวกคือ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การแก้ปัญหาอัตลักษณ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยกระบวนการพูดคุยกัน

การพูดคุยซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของความขัดแย้งชายแดนภาคใต้นั้น ศรีสมภพ อธิบายให้เห็นโดยยกตัวอย่างเรื่องข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งคณะพูดคุยฝ่ายไทยที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ ได้ตกลงกับกลุ่มผู้เห็นต่าง หรือ “มาราปัตตานี” ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบและตกลงกันได้แล้ว แต่เรื่องนี้กลุ่มบีอาร์เอ็น โคออดิเนต ในฐานะกองกำลังที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อสถานการณ์ชายแดนภาคใต้มีท่าทีแบบวางเฉย

“บีอาร์เอ็นฝ่ายทหารที่ไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการพูดคุย มีท่าทีแบบวางเฉยคือแค่บอกว่า อยากทำก็ทำไป แต่ผมทราบมาว่ามีการตกลงกันอย่างลับๆ แล้ว ซึ่งเรื่องพื้นที่ปลอดภัยน่าจะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตัวแทนฝ่ายไทยเคยบอกกับผมว่า จะเริ่มจริงจังภายในเดือน ม.ค.นี้ ซึ่งคงต้องดูว่าจะมีการประกาศออกมาเป็นทางการหรือไม่ แต่การให้บีอาร์เอ็นเข้ามาสู่กระบวนการพูดคุยโดยตรงน่าจะดีที่สุด”

ที่ผ่านมาขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเนต เรียกร้องที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจาเช่นกัน แต่ข้อเรียกร้องหลายข้อที่รัฐไทยมองว่ามากเกินไปจนไม่อาจยอมรับได้ กลายเป็นข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม แม้การพูดคุยกับบีอาร์เอ็นจะยังไม่เป็นทางการ แต่ ศรีสมภพ บอกว่า ข้อมูลที่เขาได้รับนั้น ทั้งฝ่ายรัฐไทยและบีอาร์เอ็นได้มีการพูดคุยกันแล้ว โดยมีฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้ประสาน

“มีข้อมูลว่า ผู้นำฝ่ายทหารของบีอาร์เอ็น เช่น อับดุลเลาะห์ แวมานอ ก็ยอมพูดคุยกับฝ่ายทหาร โดยฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ให้ แม้ว่าบีอาร์เอ็นจะมีเงื่อนไขซึ่งฝ่ายรัฐยังไม่สามารถยอมรับได้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นสัญญาณดีที่ทุกฝ่ายพร้อมจะพูดคุย อย่างน้อยข้อเสนอ ความต้องการอะไรต่างๆ ก็จะถูกหยิบยก นำมาพูดคุยกัน”

ศรีสมภพ ยกตัวอย่างกรณีเผารถทัวร์ กทม.-เบตง ช่วงปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการระมัดระวังผลกระทบทางการเมืองของบีอาร์เอ็น เพราะปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบีอาร์เอ็นยังสามารถทำอะไรได้ นำกำลังปิดกั้นถนน สั่งให้รถหยุด เผารถทิ้ง

“ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนว่าเขายังสามารถทำได้ ก่อเหตุได้ แต่การไล่คนลงจากรถโดยไม่มีการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ก็สะท้อนว่าเขากังวลต่อผลกระทบทางการเมืองเช่นกัน”

ในระยะยาวการแก้ปัญหาต่อจากนี้นั้น ศรีสมภพ ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่จะเกื้อหนุนต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อให้เกิดสันติภาพเชิงบวกอย่างยั่งยืนนั้น คือท่าทีของฝ่ายรัฐในการเปิดพื้นที่ทางการเมือง

“องค์ประกอบการพูดคุยคือรัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมโดยอิสระ แม้การพูดคุยจะยังได้ผลไม่เป็นที่ชัดเจน แต่หากเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้แสดงบทบาทก็จะเป็นตัวถ่วงดุลความรุนแรงได้ แต่ต้องให้ภาคประชาชนมีเสรีในการดำเนินการเองโดยรัฐไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวจัดการ เพราะพื้นที่การเมืองในการแก้ปัญหา จะต้องให้ทุกฝ่ายมีอิสระ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามายุ่งเกี่ยวมากไปก็จะไม่เป็นกลางและมีปัญหาได้”

เขายังมองว่า หากบรรยากาศประชาธิปไตยภายในประเทศเปิดกว้างมากขึ้น หรือมีการเลือกตั้งโดยเร็ว ก็จะช่วยให้มีกระบวนการต่างๆ เข้ามาช่วยผลักดันกระบวนการสันติภาพต่อไป

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดคลังนักปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534096

  • วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 07:19 น.

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดคลังนักปฏิรูป

โดย… เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

“ปลัดอู้” สมชัย สัจจพงษ์ เป็นข้าราชการลูกหม้อของกระทรวงการคลัง และก้าวขึ้นในตำแหน่ง สูงสุดคือ ปลัดกระทรวงการคลัง เมื่ออายุ 53 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปลัดในกระทรวงการคลังหรือกระทรวงอื่นๆ ที่ผ่านมา โดยปีนี้นั่งเป็นปลัดคลังปีที่ 3

การก้าวขึ้นเป็นปลัดคลังในยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เพราะบังเอิญเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ.รุ่น 50 ซึ่งปลัดคลังยอมรับว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นจริง แต่ไม่ได้สนิทไม่ค่อยได้คุยกันและอยู่คนละหมู่

อย่างไรก็ตาม ปลัดอู้ มีแววเป็นปลัดมาตั้งแต่เป็นข้าราชการผู้น้อย เนื่องจากมีความขยันหมั่นเพียรทำงานหนัก ตามแบบฉบับคุณพ่อที่รับข้าราชการตำรวจ แต่พยายามทำงานเลี้ยงครอบครัวและ ส่งเสียลูกให้มีความรู้ได้ร่ำเรียนและมีการงานที่มั่นคง

เมื่อถามปลัดอู้ว่า ตอนเป็นข้าราชการเคยคิดไหมว่า ถ้าได้เป็นปลัดคลัง ตั้งใจจะทำงานเรื่องอะไรเป็นพิเศษให้กระทรวงและประเทศ ปลัดอู้ตอบทันทีว่า “เราไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นปลัด แต่คนอื่นรอบๆ ข้างบอกว่าเราจะได้เป็น แม้แต่พระก็บอก เราก็เฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นได้อย่างไร เพราะคนเก่งๆ ที่เป็นรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ก็มีที่เป็นปลัดได้หลายคน”

สิ่งที่อยากทำให้กระทรวงและประเทศก็ได้ทำมาตั้งแต่เริ่มเป็นข้าราชการประจำกรมกองต่างๆ ตั้งแต่อยู่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ผลักดันเรื่องการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) หรือตอนอยู่กรมศุลกากร ก็ผลักดันเรื่องการปฏิรูปกฎหมายศุลกากร ซึ่งเรื่องต่างๆ ก็ทยอยเกิดสมัยได้มานั่งเป็นปลัดคลัง เหมือนกับมาตามทำงานเดิมให้สำเร็จ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับประเทศอย่างมาก

สำหรับงานที่จะเดินหน้าต่อไปของปลัดอู้ คือ การทำงานบูรณาการกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบที่ตั้งเป้าให้หมดไปจากประเทศไทย ซึ่งไปเสนอท่านนายกรัฐมนตรีและท่านเห็นด้วย คลังก็ทำต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ การแก้ปัญหาความยากจน เรื่องการศึกษาก็ต้องผลักดันให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีบทบาทมากขึ้นสร้างเด็กรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลสนับสนุน

“ผมอยากให้คนมองว่ากระทรวงการคลังทำให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี เพราะกระทรวงการคลังเป็นกระทรวงที่ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมพัฒนาได้หมด ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา สาธารณสุข อุตสาหกรรม เกษตร กระทรวงการคลังเป็นเครื่องมือที่ช่วยหน่วยงานอื่นๆ ได้หมด คลังก็อยากเป็น กระทรวงที่สนับสนุนกระทรวงอื่นในการผลักดันการพัฒนาประเทศ เป็นประโยชน์กับประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน” สมชัย กล่าว

นอกจากนี้ คลังยังต้องปฏิรูปเรื่องภาษี ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวง ที่ผ่านมาปฏิรูปภาษี กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรไปแล้ว อยู่ระหว่างการปฏิรูปภาษีกรมสรรพากรให้สำเร็จภายในรัฐบาล ชุดนี้

สมชัย กล่าวว่า การปฏิรูปกระทรวงการคลังที่สำคัญที่สุด คือทำให้คนกระทรวงการคลังมีคุณธรรม เดินไปที่ไหนไม่มีใครบอกว่ากระทรวงการคลังเป็น กระทรวงทุจริต ต้องเป็นกระทรวงที่โปร่งใส โดยเฉพาะกรมภาษี 3 กรม จะต้องไร้ทุจริตเพื่อให้ทั้งกระทรวงเป็นกระทรวงคุณธรรมตามที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ตั้งเป้าหมายไว้ ถือเป็นเรื่องจะเชิดหน้าชูตาคนกระทรวงการคลัง รวมถึงคนกระทรวงการคลังจะต้องไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง เป็นคนคลังที่ติดดินเพราะเราเป็นข้าราชการไม่ใช่ เจ้านายคน ต้องทำงานรับใช้ประชาชนและประเทศชาติให้ได้มากที่สุด

จากฝันเป็นตำรวจก่อนมาเป็นปลัดคลัง

จะว่าไปแล้วการก้าวขึ้นเป็นปลัดคลังของสมชัย สัจจพงษ์ ส่วนหนึ่งต้องถือเป็นเรื่องโชคชะตาชีวิตกำหนดไว้ เพราะตอนเป็นลูกหม้อนักเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เพื่อนส่วนใหญ่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหมอและวิศวกร แต่ตัวเองอยากเป็นตำรวจเหมือนคุณพ่อ ไปสอบข้อเขียนโรงเรียนนักเรียนเตรียมตำรวจก็ผ่าน แต่ไปตกตรวจสุขสภาพเพราะไม่รู้มาก่อนว่า ตัวเองสายตาสั้น

หลังจากนั้นก็ต้องเบนเข็มเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ก็รู้แต่เพียงว่าอยากจะเข้าจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยให้ได้เท่านั้น ซึ่งก็สมหวังเมื่อสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะและมหาวิทยาลัย ที่เลือกไว้อันดับหนึ่ง

เมื่อเรียนจบจุฬาฯ ก็อยากจะไปเรียนต่อ ต่างประเทศ แต่ครอบครัวระดับกลางพ่อกับแม่รับราชการไม่มีเงินส่งเรียน ก็ไปสอบชิงทุนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้ทุนของกระทรวงการคลังไปเรียนปริญญาโทที่ Ohio State University เป็นเวลา 2 ปี

หลังจากจบปริญญาโทก็อยากจะเรียนปริญญาเอก แต่ทาง ก.พ.ไม่ให้ทุน สมชัยจึงสอบชิงทุนปริญญาเอกของ Ohio ด้วยตัวเอง และได้สมหวัง ทาง ก.พ.จึงยอมให้เรียนต่อโดยจ่ายแต่ค่าใช้จ่ายรายเดือนให้เท่านั้น ใช้เวลาเรียนอีก 3 ปี ก็จบเป็นดอกเตอร์กลับมาทำงานที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตำแหน่งเศรษฐกร 4 ตอนอายุ 28 ปี

สมชัย เล่าว่า หลักการทำงานก็อาศัยการอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ใช้งานก็ทำเต็มที่ ก็ได้รับความกรุณาจากผู้ใหญ่สอนงาน ซึ่งรู้สึก ภูมิใจได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการ สศค.เก่งๆ หลายคน เช่น อรัญ ธรรมโน สมชัย ฤชุพันธุ์ และนิพัทธ พุกกะณะสุต ทำให้การพัฒนาขึ้นได้เร็ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนมาเป็นปลัดคลัง ชีวิตข้าราชการก็ผ่านร้อนหนาวการเมืองทั้ง ในและนอกกระทรวงมาใช่น้อย ขึ้นเป็น ผู้อำนวยการ สศค. ตอนอายุ 40 ปีต้นๆ เป็นเวลา 1 ปี ไปนั่งเป็นอธิบดีศุลกากร และผู้อำนวย การสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐ วิสาหกิจอีกอย่างละ 1 ปี กลับมาเป็นผู้อำนวย การ สศค. อีก 3 ปี ได้ไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากรอีก 1 ปีครึ่ง ก่อนจะได้มานั่งเป็นปลัดคลัง ในที่สุด

“นกพิราบ” จากของเล่นวัยเด็กสู่เจ้าเวหาเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/533868

  • วันที่ 05 ม.ค. 2561 เวลา 18:07 น.

"นกพิราบ" จากของเล่นวัยเด็กสู่เจ้าเวหาเงินล้าน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

นกพิราบกว่า 1,200 ชีวิตขยับปีกโผทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จ.นครราชสีมา ในช่วงเช้าเวลา 7.45 น. เพื่อบินกลับกรงแข่งขัน Club House PIPR อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในรายการแข่งขันนกพิราบนานาชาติ พัทยา (Pattaya International Pigeon Race : PIPR) ครั้งที่ 2

ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรพวกมันต้องฝ่าฝันอุปสรรคทั้งจากธรรมชาติและหัวใจของตัวเองเพื่อไปถึงจุดหมาย โดยเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะนั้นสูงถึง 5 ล้านบาท

จากของเล่นในวัยเด็ก ผ่านการเฟ้นหาผสมสายพันธุ์และเทรนด์อย่างเข้มข้น บ้างเติบโตมาจากมือชาวบ้านเกษตรกร บ้างมาจากพนักงานออฟฟิศ และอีกมากมายมาจากกรงทองของมหาเศรษฐีใหญ่ระดับโลก กว่าจะก้าวเป็นแชมป์และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เจ้าของนั้นไม่ง่ายเลย

จากเพื่อนในวัยเด็กสู่เจ้าเวหามืออาชีพ

มนุษย์คุ้นเคยกับพิราบเป็นอย่างดี ในสมัยโบราณจะใช้ในการสื่อสาร โดยเฉพาะช่วงสงครามโลก เนื่องจากเป็นนกที่มีประสาทสัมผัสยอดเยี่ยมในการหาทางกลับมาสู่ถิ่นฐานที่จากมา แม้ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม สำหรับในเมืองไทยนกพิราบเป็นสัตว์เลี้ยงและเพื่อนในวัยเด็กของคนยุคก่อน

ดร. ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ที่ปรึกษาสมาคมนกพิราบแข่งนานาชาติ และแชมป์การแข่งขันนกพิราบหลายสมัย เล่าว่า เมื่อราว 50 ปีก่อน งานอดิเรกของเด็กหลายคนในสมัยนั้น คือการเลี้ยงนกพิราบเพื่อแข่งขันกับเพื่อนฝูงบ้านใกล้เรือนเคียง จนต่อมาเริ่มมีผู้นำนกพิราบสายพันธุ์ต่างๆ เข้ามาจากต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เบลเยี่ยม ทำให้การแข่งขันและพัฒนาศักยภาพจริงจังมากขึ้น กระทั่งมีการก่อตั้งสมาคมนกพิราบขึ้นในประเทศไทย

“เมื่อก่อนไม่มีเกม ไม่มีโทรศัพท์ เด็กรุ่นเก่าจะเลี้ยงนกและรักมันมาก แข่งกันง่ายๆ นกใครกลับถึงบ้านก่อนชนะเจ้าของก็จะวิ่งไปบอกที่นัดหมายว่านกผมมาแล้ว เป็นความสนุกสนานของเด็กๆ ต่อมามีการต่อระยะทางทางช่องอากาศ เพื่อให้ยุติธรรม จนเริ่มมีการนำเข้านาฬิกาใช้บันทึกเวลาและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เป็นสากลมากขึ้น  แต่ด้วยความที่มีราคาแพงทำให้คนเลี้ยงรุ่นเด็กๆ อาจไม่มีเงินซื้อและใช้วิธีการเช่าแทน”

ปัจจุบันการพัฒนาและการแข่งขันนกพิราบมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด เช่น นาฬิกาบาร์โค๊ดอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแข่งขันเพื่อบันทึกเวลา , ห่วงขาชิปริงค์ อุปกรณ์ที่ใส่ในขานก เพื่อเก็บข้อมูลของตัวนกพิราบแข่ง โดยเป็นรหัส (TAGS) ใช้ในการตัดสินต้องใช้ร่วมกับนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์บาร์โค๊ด , ห่วงขาบังคับ อุปกรณ์เสริมสำหรับใส่ในขานก เพื่อป้องกันการทุจริต อาจจะใช้ร่วมกับห่วงขาชิปริงค์ตามประกาศของผู้จัดการแข่งขัน

การแข่งขันในเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แข่งตามสาย ได้แก่ สายเหนือระยะทางราว 700 กิโลเมตร สายใต้ ระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร และสายอีสาน 700 กิโลเมตร อีกประเภทคือแบบ One Loft Race ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยเลี้ยงนกพิราบไว้อยู่ในกรงเดียวกันและดูแลอย่างเท่าเทียมกัน การแข่งขันอย่างหลังถือว่าลดปัญหาความได้เปรียบเสียเปรียบให้เหลือน้อยลงที่สุด

“ปัจจุบันการเลี้ยงมีความมืออาชีพมากขึ้น ดูแลเรื่องโรคภัยในระดับสากล มีการลงทุนเรื่องยา อาหารเสริมโดยเฉพาะพวกโปรตีน เพื่อให้นกสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด” ดร. ธีระชนบอก

เป็นแชมป์ไม่ง่าย

มงคล พโนดม พนักงานบริษัทเอกชน ผู้หลงใหลการแข่งขันนกพิราบจนสามารถคว้าแชมป์ได้หลายรายการ บอกว่า การก้าวไปสู่ตำแหน่งแชมป์เปี้ยนขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย ไล่ตั้งแต่ สายพันธุ์ การเลี้ยงดู การให้อาหาร การฝึกฝน ที่สำคัญยังเกี่ยวข้องกับอิทธิพลของลมและสภาพอากาศในวันแข่งขันด้วย

“สายพันธุ์ดีก็มีโอกาสสูงที่ลูกหลานของมันจะเก่ง แต่ไม่การันตี เพราะมีอีกหลายปัจจัย รวมถึงโชคด้วย”

ผู้เลี้ยงนกพิราบมักจะเสาะแสวงหาสายพันธุ์ที่ดีนำมาผสมและพัฒนาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามลักษณะพิเศษของนกแต่ละตัวนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้เลี้ยงว่าจะมองเห็นความสามารถหรือโอกาสในการพัฒนาของตัวมันหรือไม่

“แล้วแต่ประสบการณ์ ความรู้สึกและเทคนิค บางคนมองความยาวของปีก ดวงตา รูปร่าง ซึ่งต่างประเทศได้พัฒนาโครงสร้างของนกขึ้นมาอย่างจริงจัง แต่ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ทฤษฎีและมีข้อแย้งว่าไม่มีอะไรแน่นอน การเป็นแชมป์รายละเอียดนั้นเยอะมาก ระหว่างทางที่บินเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางตัวหิวน้ำ บินลงไปจนกระทั่งโดนสัตว์อื่นทำร้ายก็เป็นไปได้”

การฝึกนกพิราบนั้นมีหลากหลายรูปแบบ โดยทั่วไประยะแรก 30 วันหลังคลอดนั้นคล้ายกัน คนในวงการเรียกว่าช่วงโฮมมิ่ง เป็นช่วงที่นกยังปีกไม่แข็งและไม่กล้าบิน ผู้เลี้ยงจะให้อาหารและน้ำดื่ม บังคับให้เรียนรู้ จดจำพื้นที่ทางเข้าบ้านตามที่กำหนด เมื่อปีกเริ่มแข็งแรง นกจะเริ่มกระพือปีกและลอยตัว จนกระทั่งบินไปรอบบ้าน จากนั้นจึงเริ่มฝึกซ้อม โดยขยับระยะบินตั้งแต่ 10 กิโลเมตร 20 กิโลเมตร ไต่ระดับเพิ่มขึ้นจนอายุได้ประมาณ 6 เดือนจึงเริ่มส่งเข้าแข่งขัน

“เขาจะเรียนรู้ ทดลองบินหลากหลายเส้นทางจนจำเส้นทางที่ใกล้ที่สุดได้ ระหว่างนั้นเราจะคอยกระตุ้นให้เขากลับบ้านเร็วที่สุดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ให้เขามีคู่หรือมีนางอิจฉา พวกนี้เป็นเทคนิคของแต่ละคน” มงคลบอกและว่าอายุของนกนั้นไม่แน่นอนว่าจะเก่งหรือสมบูรณ์แบบตอนไหน คล้ายกับมนุษย์ที่มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมแตกต่างกัน

ถึงแม้ต้นทุนในการเลี้ยงจะค่อนข้างสูงทั้งในแง่เม็ดเงินและเวลาที่ต้องคอยดูแล แต่เป้าหมายหลักของผู้เลี้ยงหลายคนไม่ใช่เงิน แต่เป็นถ้วยรางวัลและความภาคภูมิใจที่นกพิราบที่เขาประคมประหงมนั้นบินกลับมาก่อนใคร

“เขย่ากระป๋องข้าว เขาตบปีกรับ ทิ้งตัวลงมา มันเป็นภาพที่สวยงามมาก ถ้าใครเคยสัมผัสแล้วจะไม่ลืมเลย ผมเครียดๆ จากงาน จากการใช้ชีวิตก็มาจับนก และนำทฤษฎีต่างๆ ที่เขาบอกกันมาพัฒนา แล้วเอาไปแข่ง ผมว่ามันคือความสุข ได้ถ้วยพระราชทานมาแล้ว 8 ใบและอยากได้มันอีก ส่วนเงินรางวัลมันเป็นสิ่งจุนเจือค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้บ้างเท่านั้น” หนุ่มใหญ่บอกถึงความรู้สึก

พัทยา One Loft Race

ปัจจุบันการแข่งขันในประเทศไทยนั้นยกระดับ ได้รับความสนใจและการยอมรับจากทั่วโลกมากขึ้น

ล่าสุดในการแข่งขันนกพิราบนานาชาติ พัทยา ครั้งที่ 2 รูปแบบการแข่งขันประเภท One Loft Race โดยเลี้ยงไว้ในกรงเดียวกันที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี  เปิดให้ผู้เลี้ยงส่งนกเข้ามาอยู่ตั้งแต่อายุได้ราว 30 วัน และเริ่มมีการฝึกบินใจระยะต่างๆ ตั้งแต่เดือนตุลาคม โดยปีนี้มีนกเข้าร่วมมากถึง 1,400 ตัวจากผู้เลี้ยงนก 18 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรปและออสเตรเลีย

สิริเดช โรจนารุณ อุปนายกสมาคมนกพิราบแข่งนานาชาติ บอกว่า นกพิราบไม่ได้จดจำสถานที่ๆ มันเกิดแต่จะจำสถานที่ที่มันอยู่อาศัยและเติบโต จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงบินกลับมาที่นี่เมื่อถึงเวลาแข่งขัน  ราคาของแต่ละตัวนั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และผลงาน ในโลกนี้มีหลากหลายตัวที่มูลค่ามหาศาล  ตัวอย่างเช่น Bolt 13 ล้านบาท  , Safierkoppel 11 ล้านบาท , Dolce Vita 10 ล้านบาท  เป็นต้น

“การเลี้ยงอย่างมืออาชีพ ทำให้พวกมันสามารถบินได้เร็วถึง 1,250-1,300 เมตรต่อนาที เมื่อรวมกับแรงลมก็จะทำให้บินได้ไวถึง 1,450 เมตรนาที หมายถึง 87 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ยิ่งลมแรงมากเท่าไหร่ก็ทำให้ความเร็วเพิ่มมากขึ้น ซึ่งพัทยาได้เปรียบตรงสภาพอากาศเป็นใจในช่วงเวลาการแข่ง”

 

การแข่งขัน PIPR ครั้งที่ 2 มี 3 ระยะทาง ระยะทางแรก 330 กิโลเมตร จุดปล่อยนกอยู่ที่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่อบินกลับมายังกรงนก PIPR อ.บางละมุง โดยนกชนะเลิศได้แก่ KARL-HEINZ WICHERT จากประเทศเยอรมนี ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินบำรุงพันธุ์ 1 ล้านบาท

การแข่งขันของรอบที่ 2 ระยะทาง 430 กิโลเมตร จุดปล่อยนกอยู่ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นกชนะเลิศได้แก่ ZHONG GUO ZHI YE SAI GE WANG (Team A) จากประเทศจีน ได้รับถ้วยรางวัลจาก FCI Racing Pigeons Grand Prix ซึ่งเป็นองค์กรนกพิราบระดับโลก พร้อมเงินบำรุงพันธุ์ 1 ล้านบาท

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระยะทาง 530 กิโลเมตร กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 13 มกราคม 2561 จุดปล่อยนกอยู่ที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี  นกผู้ชนะจะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมเงินบำรุงพันธุ์ 5 ล้านบาท

วงการนกพิราบกำลังเติบโตและน่าสนใจว่าท้ายที่สุดแล้วใครจะคว้าแชมป์อันทรงค่านี้ไปครอง..

ภาพจาก pattayaoneloftrace

บทลงโทษต้องหนัก หากหวังแก้อุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/533784

  • วันที่ 05 ม.ค. 2561 เวลา 06:43 น.

บทลงโทษต้องหนัก หากหวังแก้อุบัติเหตุ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ในห้วงเทศกาลวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ประชาชนทุกคนได้กลับภูมิลำเนาไปหาครอบครัว เข้าวัดทำบุญรับขวัญเป็นสิริมงคล เพื่อกลับมาดำเนินวิถีชีวิตเริ่มต้นศักราชใหม่

ทว่าระยะเวลาก่อนและหลังก้าวข้ามผ่านพ้นปี ได้ถูกกำหนดให้เป็น 7 วันอันตราย เนื่องจากช่วงเวลานี้ของแต่ละปีเป็นช่วงเวลาของการเดินทาง ยอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตยังคงมีอยู่ตลอด แม้ว่ารัฐบาลและภาคเอกชนจะร่วมกันรณรงค์ป้องกัน แต่ยังไม่สามารถทำให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์ได้

ผลการสรุปสถิติอุบัติเหตุ ช่วง 7 วันของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 2560-3 ม.ค. 2561 โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ดังนี้ อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น 3,841 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 423 ราย ผู้บาดเจ็บ 4,005 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 7 จังหวัด คือ จ.ชัยนาท นครนายก นราธิวาส น่าน ยะลา ระนอง และหนองบัวลำภู

จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ จ.อุดรธานี จำนวน 139 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ จ.นครราชสีมา จำนวน 17 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ จ.อุดรธานี จำนวน 145 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา 43.66% ขับรถเร็วเกินกำหนด 25.23% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ 78.91%

ขณะที่จุดตรวจหลักได้ตั้งขึ้นจำนวน 2,001 จุด กำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 64,993 คน ทำการเรียกตรวจยานพาหนะ 730,769 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 124,034 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 36,487 ราย ไม่มีใบขับขี่ 31,721 ราย

เมื่อเทียบกับสถิติ 7 วันอันตรายปี 2559 สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า ยอดผู้เสียชีวิตลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.-4 ม.ค. 2560 พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,919 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 478 ราย บาดเจ็บ 4,128 คน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากเมาสุรา 36.59% ขับรถเร็วเกินกำหนด 31.31%

สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า สถิติอุบัติเหตุทางถนน มีจำนวนอุบัติเหตุจำนวนผู้เสียชีวิตและจำนวนผู้บาดเจ็บลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาคิดเป็น 2% ส่วนการเสียชีวิตลดลงประมาณ 11.5% ยืนยันว่ามาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนที่ภาครัฐกำหนดมีประสิทธิภาพ ทั้งการจัดตั้งจุดตรวจ การเพิ่มความเข้มข้นของด่านชุมชน และการกวดขันวินัยจราจร

“รู้สึกพอใจที่ประชาชนร่วมกันสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในการเดินทาง ได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับจราจร ส่งผลให้จำนวนสถิติอุบัติเหตุทางถนนลดลง ต่อจากนี้จะกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมุ่งเน้นลดการสูญเสียให้ได้มากที่สุด ทั้งในช่วงเทศกาลวันสำคัญ อย่างวันสงกรานต์ หรือวันปกติก็จะดำเนินการอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน” สุธี กล่าว

ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แม้จะสิ้นสุดช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว แต่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จะนำข้อมูลสถิติไปถอดเป็นบทเรียน วิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุปัจจัยเสี่ยงนำไปสู่การแก้ปัญหา โดยให้ความสำคัญในประเด็นอุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะ รถกระบะบรรทุกผู้โดยสารท้ายกระบะ และพฤติกรรมเสี่ยงไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน กล่าวว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมฝังรากลึก เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ปาดหน้ากระชั้นชิด รวมถึงเมาแล้วขับ การแก้ปัญหาควรเริ่มจากระยะสั้น คือ 1.มาตรการถูกตรวจพบแน่นอน เช่น มีด่านตรวจหลายแห่งทำให้การตรวจพบบุคคลอันตรายทำได้ง่าย และ 2.บทลงโทษต้องหนัก เพื่อหยุดพฤติกรรมร้ายแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำสอง แต่ทุกวันนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้น จึงทำให้ผู้กระทำผิดไม่ยอมเลิก เช่น โทษปรับ 5,000 บาท สำหรับบางคนเงินจำนวนนี้จ่ายให้เรื่องจบได้สบาย เพราะบางครั้งค่าสุรายังแพงมากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่คนไทยกลัวที่สุด คือ โทษคุมขังให้ขาดอิสรภาพสัก 7 วัน จะกลายเรื่องใหญ่ของใครหลายคนที่คิดทำผิด ส่วนมาตรการยึดรถชั่วคราว ยังเป็นมาตรการบังคับใช้ชั่วคราว ซึ่งไม่ได้พบบ่อยนักและยังไม่ใช่มาตรการปกติ ทำให้ไม่มีประสิทธิผลในการป้องปรามอย่างแท้จริง

“รายงานป้องกันภัยของประเทศออสเตรเลีย มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน แต่มีการตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ประมาณ 3 ล้านครั้ง/ปี หมายความว่าโอกาสรอดถูกตรวจจับยากมาก และหากพบทำผิดครั้งที่ 2 จะถูกติดอุปกรณ์เป่าแอลกอฮอล์ก่อนสตาร์ทรถได้ ซึ่งค่าอุปกรณ์ทั้งหมดผู้กระทำผิดต้องจ่ายเอง รวมถึงเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีวิต สะท้อนว่าบทลงโทษหนักมาก และไม่คุ้มค่าที่จะละเมิดกฎหมาย” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

สำหรับมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว นพ.ธนะพงศ์ เสนอว่า ควรปลูกฝังเรื่องกฎหมายในระดับเยาวชนให้มากกว่านี้ ก่อนถึงระดับที่สามารถสอบใบขับขี่ได้ และทำควบคู่กับรณรงค์ผ่านสังคมโซเชียล ถ่ายภาพพฤติกรรมไม่ถูกไม่ควรโพสต์ในโลกออนไลน์ ถือเป็นแรงกดดันทางสังคมที่เริ่มไม่ยอมรับมากขึ้น ต่อจากนี้ต้องดึงให้สังคมร่วมกันยกระดับเรื่องความปลอดภัย จึงจะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายลดได้อย่างยั่งยืน