คนรุ่นใหม่กับเลือกตั้งครั้งแรก ขอนายกฯ คนดี ไม่โกง เป็นผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575121

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 07:37 น.

คนรุ่นใหม่กับเลือกตั้งครั้งแรก ขอนายกฯ คนดี ไม่โกง เป็นผู้นำ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึงนี้นับว่าเป็นครั้งแรกสำหรับคนรุ่นใหม่กว่า 5 ล้านเสียง จะได้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองในอุดมคติมาทำหน้าที่บริหารประเทศ และกลุ่มคนเหล่านี้ยังถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทุกพรรค เพราะหากได้เสียงจากวัยรุ่น โอกาสเข้าไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎรย่อมมีสูง โดยเฉพาะการได้มาของนายกรัฐมนตรี

ภูมิบดี แพรัตน์ หรือ น้องแบงค์ อายุ 18 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จะได้ไปใช้สิทธิและรู้สึกตื่นเต้น แต่จะเลือกพรรคไหนส่วนตัวยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรอฟังการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคก่อนว่าเป็นอย่างไร ตรงกับความคิดหรือไม่

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่านโยบายของแต่ละพรรคที่กำลังนำเสนออยู่นั้นยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญมากต่อการตัดสินใจ ดังนั้น คงจะรอฟังการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคไปจนถึง วันสุดท้ายของการหาเสียง แล้วค่อย ตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคไหน

สำหรับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ในมุมมองคิดว่าจะไม่โกงก็ไม่ได้ เพราะว่าทุกรัฐบาลก็มีการโกงอยู่แล้ว เพียงแต่จะโกงเล็ก โกงน้อย โกงชัดเจน หรือโกงไม่ชัดเจน แต่ลึกๆ แล้วส่วนตัวอยากได้คนที่มาเป็นนายกฯ ต้องตามโรดแมปของตัวเองซึ่งได้ตั้งไว้ตั้งแต่แรก

“นักการเมืองพูดว่าจะทำอะไรในแต่ละเซต ผมก็อยากให้เขาทำอย่างนั้นที่ได้หาเสียงไว้ตั้งแต่แรก หากไม่แล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็คงไม่มีความหมายอะไร”

ถัดมา นววันท์ อารีพสุรัตน์ หรือ น้องวาว่า อายุ 18 ปี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม กล่าวว่า เป็นครั้งแรกและรู้สึกตื่นเต้นมากกับการที่จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบเรื่องการเมืองมากเท่าไร แต่ถ้าถึงวันเลือกตั้ง ยังไงก็จะออกไปใช้สิทธิ

นววันท์ อารีพสุรัตน์

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข่าวสารเรื่องการเมืองบ้าง ยังไม่ค่อยเห็นนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองโดนใจมากเท่าไร และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารู้สึกว่าบ้านเมืองไม่ค่อยสงบ แตกแยกกัน จึงอยากให้ประเทศดีขึ้น พัฒนาให้ดีกว่าปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากเห็นมา

“ส่วนนายกฯ จะเป็นใครหรือมาจากพรรคการเมืองไหน หนูมองว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่การบริหารและความสามารถ แต่หนูอยากได้นายกฯ ที่มีความเป็นผู้นำสูง รับฟังเสียงของประชาชน รวมถึงลงไปดูในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้เอาปัญหานั้นกลับมาแก้ไข ไม่อยากให้เป็นแค่คิดจะแก้ปัญหาแบบนี้แล้วก็ทำ”

ณัฐชยา บุญทิวากร หรือ เอ อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่จัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ บริษัท นำเชา บอกว่า ครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก ถ้าไม่นับรวมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการเลือกตั้งมาหลายปี ประกอบกับกติกาการเลือกตั้งก็เปลี่ยนไปจากเดิม จึงทำให้ต้องคอยติดตามข่าวบ้าง เพื่อให้รู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2562

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดหวังและอยากได้จากรัฐบาลในอนาคต คือ นโยบายสำหรับประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงการแก้ไขระบบการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคต ของชาติ ได้นำการศึกษาไปสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป

“สุดท้ายก็หวังว่านายกฯ ที่จะมาจากการเลือกตั้งในปี 2562 จะมีความรู้และความสามารถในการเข้ามาแก้ปัญหาในประเทศ เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองเป็นเหมือนที่ผ่านๆ มา”

ขณะที่ สิขรินทร์ ปรีชาธรรมศักดิ์ หรือ น้องผิง อายุ 18 ปี ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย มองว่า การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึงนั้นถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะเยาวชนจะ ได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนน เลือกรัฐบาลใหม่เข้ามาพัฒนาประเทศ และจากการติดตามข่าวสารยังไม่เจอนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์เท่าไร

“การนำเสนอข่าวสารรวมถึงการหาเสียง ผิงยังไม่ค่อยเห็นมากสักเท่าไร เลยยังไม่รู้ข้อมูลที่แน่ชัดว่านโยบาย จริงๆ ของแต่ละพรรคนั้นเป็นแบบไหน ก็พยายามค้นหา ไปดูนโยบายจาก พรรคที่ตัวเองชื่นชอบบ้าง แต่ก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี”   ส่วนคนที่จะมาเป็นนายกฯ ในความคิดนั้น มองว่าจะเป็นแบบไหนก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี มุ่งหน้าพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เข้ามาแล้วทำให้ประเทศเสียหายหรือแย่ลง และโดยเฉพาะเรื่องการ ทุจริตคอร์รัปชั่นไม่อยากให้เป็นเหมือนอย่างเก่าก่อนที่ผ่านมา เพราะมันส่งผลให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย

ธนภูมิ กิตตินราภรณ์ หรือ น้องภูมิ อายุ 18 ปี จากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศนครปฐม บอกว่า รู้สึกดีเพราะถือเป็นครั้งในการที่จะได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวการเมืองมากเท่าไร แต่ส่วนใหญ่มักจะปรากฏเรื่องคอร์รัปชั่นค่อนข้างมาก จึงไม่อยากให้มีอีก

ส่วนเรื่องนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ก็พอทราบบ้างจากข่าวและพ่อ แต่ที่อยากได้จริงๆ คงเป็นนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามการคอร์รัปชั่น การพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการศึกษา เพราะที่ผ่านมามีการเปลี่ยนระบบบ่อยมาก

“สำหรับนายกฯ ที่อยากได้ ต้องเป็นคนที่จะมาพัฒนาประเทศ และที่สำคัญต้องไม่คอร์รัปชั่น เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว เพราะถ้ามาแล้วคอร์รัปชั่น แค่เพียงเรื่องเดียวอย่างอื่นมันก็พาแย่ไปหมด”

ธนภูมิ กิตตินราภรณ์

กกต.ต้องเป็นกลาง สกัดเชื้อวิกฤตหลังเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575041

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 08:49 น.

กกต.ต้องเป็นกลาง สกัดเชื้อวิกฤตหลังเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินกันว่าการเลือกตั้งที่กำลัง จะเกิดขึ้นราว 24 ก.พ. 2562 จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดกว่าครั้งก่อนๆ ในอดีตด้วยกฎกติกาใหม่บัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำไปคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ทุกคะแนนล้วนแต่มีความหมายที่แต่ละพรรคต่างต้องการช่วงชิงชัยชนะในแต่ละเขตให้ได้มากที่สุด

สอดรับกับสัญญาณวุ่นวายที่ปรากฏตั้งแต่ยังไม่ทันมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เริ่มทยอยมายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ซึ่งจนถึงปัจจุบันมี 3 พรรคการเมืองที่ถูกร้องเรียนว่ามีการกระทำเข้าข่ายความผิดซึ่งมีโทษถึงยุบพรรคการเมืองเป็นที่เรียบร้อย

เริ่มตั้งแต่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีตแกนนำคนเสื้อแดงเข้าร้องเรียน กกต.จังหวัดนครราชสีมา ว่า พรชัย อำนวยทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือกับเสี่ยเจ้าของโรงงานแป้งมันในพื้นที่ มีพฤติกรรม เข้าข่ายเตรียมซื้อเสียงล่วงหน้า

ถัดมาที่ พรรคเพื่อไทย กรณี คลิปเสียง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของพรรค อันอาจ ขัดมาตรา 28 มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่กำหนดห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือมิให้ผู้ที่ ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการ ควบคุมครอบงำชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง

รวมทั้ง พรรคพลังประชารัฐ กรณีคลิปแฉเรื่องการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแลกกับการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ไปจนถึงเรื่องการจัดงานระดมทุน 650 ล้านบาท ซึ่งปรากฏรายชื่อว่ามีทั้งหน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเข้ามาร่วมซื้อโต๊ะ พร้อมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของบรรดารัฐมนตรีไปจูงใจให้คนมาร่วมบริจาคให้กับพรรคการเมืองหรือไม่

ยิ่งเวลานี้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปลดล็อกให้บรรดาพรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้อย่างอิสระด้วยแล้ว บรรยากาศการหาเสียงจึงมีแนวโน้ม ที่จะดุเดือดมากขึ้นกว่าเดิม

ทว่า ด้วยกฎกติกาใหม่ที่เข้ามาควบคุมการหาเสียงให้อยู่ในกรอบของความสงบเรียบร้อย พร้อมบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้กระทำการฝ่าฝืน ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดการร้องเรียนไปยัง กกต.มากขึ้นกว่าเดิม

โดยเฉพาะกับพื้นที่โซเชียลมีเดีย ที่ประเมินกันว่าจะเป็นสมรภูมิใหม่ในการแข่งขันหาเสียง ที่แต่ละพรรคจะต้องงัดกลยุทธ์มาเรียกคะแนนเสียงจากกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ได้มากที่สุด

ในยุคที่ช่องทางการสื่อสาร สมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตเป็นอย่างมาก บรรดากฎระเบียบที่จะเข้ามาควบคุมช่องทางการหาเสียงรูปแบบใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ กกต.ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งโดยตรง

ภารกิจที่ดูแลตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งในช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายขึ้น และควบคุมดูแลบรรยากาศการเลือกตั้ง ไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวาย หรือ เกิดการปลุกปั่นกระแสต่างๆ ใน โซเชียลมีเดียจึงถือเป็นความท้าทาย กกต.เป็นอย่างมาก

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ ประเด็นความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ควบคุมดูแลกฎกติกา ที่จะต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติหรือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อสกัดไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในอนาคต

ยิ่งกลไกอำนาจของ กกต.ที่สามารถชี้ขาดตัดสินในหลายกรณี ด้วยแล้ว การใช้อำนาจต้องยืนอยู่บนหลักการความเที่ยงตรงเสมอภาคเป็นธรรม และระมัดระวังไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีที่มาในช่วงรัฐบาล คสช. ย่อมต้องถูกมองว่าอาจมีความเอนเอียงเข้าข้างฝั่ง คสช. ซึ่งเป็นเรื่องที่ กกต.ชุดนี้จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีเสียงสะท้อนต่อการทำหน้าที่ของ กกต.หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค เรื่อยมาจนถึงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่เดิมมีเพียงแค่เบอร์อย่างเดียว แต่เมื่อเกิดการทักท้วงจากหลายฝ่ายสุดท้าย กกต.ก็ยอมปรับเปลี่ยนใส่ชื่อพรรคและโลโก้พรรคลงมาในบัตรเลือกตั้ง

นอกจากบรรดากฎระเบียบที่ กกต.จะต้องเป็นผู้ชี้ขาดวางระบบให้การเลือกตั้งออกมาเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายแล้ว ในอนาคตอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของ กกต. คือ การพิจารณาตัดสินเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่คาดว่า จะมีเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ตามสภาพการแข่งขันที่ดุเดือด

โดยเฉพาะกับอำนาจการให้ใบส้มหลังการเลือกตั้งที่ว่ากันว่าอาจมี ผลเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้ สส. ที่แต่ละพรรคจะได้รับ อันจะกระทบ ต่อไปถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น การพิจารณาตัดสินของ กกต.จึงต้องยืนอยู่บนหลักการตามกฎหมายและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะบานปลายกระทบไปถึงความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่และทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ

สุดท้ายอาจบานปลายกลายเป็นชนวนวิกฤตของการเมืองรอบใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้น

ผนึกตั้งรัฐบาลในสภา แผนสกัด 250 สว.ชิงชูบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/574862

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

ผนึกตั้งรัฐบาลในสภา แผนสกัด 250 สว.ชิงชูบิ๊กตู่

การผนึกกำลังของพรรคการเมืองที่ปราศจากพรรคพลังประชารัฐ จึงยิ่งตอกย้ำขั้วการแข่งขันที่ชัดเจน และทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่มีแนวคิดจะสืบทอดอำนาจ เป็นไปได้ยากขึ้น

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็น “สัญญาณ” การรวมพลังครั้งสำคัญของบรรดาพรรคการเมืองที่ออกมาร่วมกันลงนามสัญญาครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ อันมีนัยสำคัญต่อการจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

จากเนื้อหาในสัญญา 10 ข้อ มีทั้งประเด็นซึ่งคาบเกี่ยวก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ทั้ง​ให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง จะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการซื้อเสียงจะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ รวมทั้งจะไม่ใช้ถ้อยคำและภาษาที่ร้อนแรง​อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเป็นไปโดยเสรี สุจริต และเที่ยงธรรม

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การวางกรอบการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปโดยเคารพเสียงและความต้องการของประชาชน นั่นหมายความว่าพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ความสำคัญของสัญญาตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มการเมืองที่ต้องการแก้ลำกฎกติกาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดให้ สว.เฉพาะกาล 250 คน เข้ามามีส่วนร่วม ในการเลือกนายกรัฐมนตรี อันอาจจะนำไปสู่การบิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง

ยิ่งหากพิจารณาถึงที่มาของ สว. 250 คน ซึ่งมาจากการชี้ขาดสุดท้ายโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการสืบทอดอำนาจที่หมกเม็ดไว้ในกฎกติกาใหม่

เมื่อคำนวณจากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 750 คน ซึ่งมาจาก สส. 500 คน และ สว. 250 คน การจะได้รับเสียงข้างมาก 376 คน ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก หากได้รับเสียงสนับสนุนจาก 250 สว.

แต่สำหรับพรรคการเมืองซึ่งไม่มีฐานสนับสนุนจาก สว. 250 เสียง แล้วการจะรวมเสียงให้ได้ถึง 376 เสียง นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะพรรคที่มีโอกาสจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จำเป็นจะต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง จาก 500 เสียง หากไม่รวมกับเสียงของ สว.

ดังนั้น ในทางปฏิบัติย่อมเป็นไปได้ยากที่พรรคการเมืองปกติจะสามารถรวมเสียงให้ได้เกิน 376 เสียง ในระบบการเลือกตั้งใหม่แบบจัดสรรปันส่วนผสมที่บัตรเดียวชี้ขาดทั้งคะแนน สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

สุดท้ายโอกาสที่เสียง สว. 250 เสียง จะเป็นปัจจัยชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรีจึงเป็นไปได้สูง

ปัญหาจะอยู่ตรงที่หาก สว. ซึ่งมีที่มาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เทน้ำหนักเลือกนายกรัฐมนตรีไปคนละทางกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมทำให้ฉันทามติของประชาชนถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอันจะนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว

อันอาจเป็นชนวนถูกปลุกขึ้นมาสร้างความวุ่นวายในอนาคต หากนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกไม่เป็นที่เห็นพ้องของประชาชนส่วนใหญ่ แม้จะมาถูกต้องตามกรอบกติกาที่วางไว้ก็ตาม

ยิ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการขยับจากพรรคการเมืองบางพรรคที่ถูกมองว่ามีเป้าหมายรองรับการสืบทอดอำนาจ ผ่านกลไกต่างๆ คู่ขนานไปกับความพยายามชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมสุ่มเสี่ยงจะเพิ่มดีกรีความวุ่นวายให้มากยิ่งขึ้น

การขยับของพรรคการเมืองด้วยการจับมือกันก่อนเลือกตั้งจึงเป็นสัญญาณสู้กับความพยายามสืบทอดอำนาจรัฐ และสกัดไม่ให้คะแนนเสียงจากประชาชนที่สะท้อนผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องถูกมองข้ามในทางปฏิบัติ

ดังจะเห็นจากจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่มาร่วมเซ็นสัญญาในครั้งนี้กว่า 20 พรรค อาทิ พรรคอนาคตใหม่​ พรรคภูมิใจไทย พรรคมหาชน พรรคเสรีรวมไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคสามัญชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย

พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพลังสังคม พรรคไทยรักษาชาติ พรรคกลาง พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคไทยรุ่งเรือง พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชาธรรมไทย พรรคแผ่นดินธรรม พรรคพลังไทยรักไทย พรรคพลังคนกีฬา โดยไม่มีพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมเซ็นสัญญา

การผนึกกำลังของพรรคการเมืองที่ปราศจากพรรคพลังประชารัฐ จึงยิ่งตอกย้ำขั้วการแข่งขันที่ชัดเจน เมื่อทุกพรรคต่างประกาศจุดยืนต้องให้พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนเพื่อยึดโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

แม้ในทางปฏิบัติจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคการเมืองต่างๆ จะสามารถผนึกกำลังรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแท้จริง เพราะทั้งจุดยืน อุดมการณ์แนวนโยบาย ที่แตกต่างกันไปจนถึงเรื่องความบาดหมางในอดีตที่ยังไม่สลายหายไป

แต่การผนึกกำลังร่วมเซ็นสัญญาครั้งนี้ย่อมทำให้โอกาสการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่มีแนวคิดจะสืบทอดอำนาจ เดินไปตามความต้องการได้ยากขึ้นและจุดประเด็นให้ สว.ไม่อาจฝืนกระแสสังคมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ก่อนที่จะไปชี้ขาดกันสุดท้ายที่ผลการเลือกตั้งหลังวันที่ 24 ก.พ.นี้

อัดงบซื้อใจรากหญ้า เสี่ยงปลุกกระแสตีกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/574467

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 07:40 น.

อัดงบซื้อใจรากหญ้า เสี่ยงปลุกกระแสตีกลับ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มหกรรมลดแลกแจกแถมผ่านนโยบายรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งยังมีมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในการเร่งสร้างคะแนนนิยมจากกลุ่มรากหญ้าซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

เริ่มตั้งแต่ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อัดแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ผ่านงบประมาณ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ทั้งเพิ่มเติม 4 มาตรการช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อย รวมงบประมาณ 38,730 ล้านบาท ทั้งลดค่าไฟฟ้า น้ำประปา เงิน 500 บาท แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 1,000 บาท ค่าเช่าบ้าน 400 บาท  ถึงเดือน ก.ย. 2562

เรื่อยมาจนถึงโครงการช็อป ช่วยชาติ ด้วยมาตรการทางภาษีเพื่อ ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ให้ผู้มีรายได้บุคคลธรรมดาสามารถ นำค่าซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2561-16 ม.ค. 2562 ไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ตามจำนวน ที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

สอดรับไปกับบรรดาโครงการ ยิบย่อยรายกระทรวง อาทิ โครงการ ช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ เพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็น 1,000 บาท และอนุมัติวงเงิน 763 ล้านบาท ซื้ออุปกรณ์ให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลประมาณ  1,000 แห่ง ไปจนถึงในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  มอบบ้าน สร้างชุมชนไทยทุกคนมั่นคง เข้มแข็ง 2,562 หลัง

คู่ขนานไปกับการจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่ม ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือ ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 โดยจะเริ่มแจกบัตรผ่านทีมไทยนิยม ยั่งยืน ทั่วประเทศประมาณ 3 ล้านราย ได้รับบัตรปลายเดือนนี้

โดยจะสามารถใช้สิทธิได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.สิทธิในกระเป๋าวงเงิน ทั้งค่า ใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายใน ครัวเรือน 300 และ 200 บาท/คน/เดือน วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กำหนด 45 บาท/คน/ 3 เดือน และสิทธิในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ จะได้การสนับสนุน ค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี คนละ 500 บาท ไปจนถึงมาตรการช่วยเหลืออื่น

ส่งผลให้คะแนนนิยมของรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.  เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง ท่ามกลางสัญญาณของพรรค พลังประชารัฐที่ประกาศเตรียมเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค

แม้การจะอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่  ในช่วงใกล้เลือกตั้งจะเป็นยุทธวิธีปกติ  ที่พรรครัฐบาลนิยมใช้เพื่อเร่งสร้างคะแนนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคไหน แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเสมอไป

โดยเฉพาะในครั้งนี้ซึ่งรัฐบาล คสช.ได้ประกาศเดินหน้าปฏิรูปการเมืองมุ่งหวังจะพาประเทศก้าวพ้นวังวนปัญหาที่ประสบมาในอดีต ด้วยการกำหนดกรอบกติกาเพื่อควบคุม การบริหารงานและทำให้มีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะกับบรรดาโครงการประชานิยมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การ ใช้ภาษีประชาชนไปเพื่อคะแนนนิยม แต่ไม่ใช่นโยบายที่มุ่งหวังพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

สุดท้ายเมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้นโยบายที่เข้าข่ายประชานิยมเสียเอง ทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันจึงยิ่งทวีความรุนแรงกลับมายังรัฐบาล และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้คะแนนนิยมที่มีอยู่เวลานี้ต้องลดน้อยถอยลงไป เรื่อยๆ ในช่วงใกล้เลือกตั้ง

แม้รัฐบาลจะพยายามออกตัวว่า นโยบายลดแลกแจกแถมที่ออกมาในช่วงนี้เป็นไปเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือต้องการคะแนนนิยมรองรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เป็นไปเพื่อต้องการช่วยเหลือและดูแล ผู้มีรายได้น้อยในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

แต่ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่ปรากฏออกมา พรรคการเมือง ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่านี่เป็นเพียงแค่ นโยบายที่หวังผลเลือกตั้ง และมองว่าแต่ละมาตรการไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลซึ่งมาจากการ เลือกตั้งเคยทำมาในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ดีอย่างที่รัฐบาลพยายามป่าวประกาศ ว่าดีขึ้นหรือแม้แต่สิ่งที่เคยประกาศว่าภายในปีนี้จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศ ก็ดูจะไม่เป็นความจริง แต่อย่างไร

เมื่อสุดท้ายรัฐบาลก็ยังต้องให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 500 บาทในช่วงปีใหม่ ด้วยเหตุผลว่าไม่ให้ไม่ได้เพราะคนกำลังจะอดตาย ซึ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมากว่า 4 ปีไม่อาจแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างที่เคยตั้งเป้าไว้แต่อย่างไร

แถมยังสวนทางกับคำพูดของคนในรัฐบาลก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอจะช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือความเดือดร้อนด้วยการจ่ายเงินชดเชย แต่ครั้นใกล้เลือกตั้งเหตุใดถึงกลับมีงบประมาณได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประเด็นที่พรรคการเมืองจับจ้องจะหยิบยกมาถล่มรัฐบาลในช่วงหาเสียงที่จะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อันจะเป็นความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้คะแนนนิยมที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นในเวลานี้ มีอันต้องลดลงไป และส่งผลให้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวังก็เป็นได้

ปิดทางต่างชาติสังเกตการณ์ ยิ่งฉุดเชื่อมั่นเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/574362

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2561 เวลา 07:53 น.

ปิดทางต่างชาติสังเกตการณ์ ยิ่งฉุดเชื่อมั่นเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงเสียดทานก่อตัวขึ้นทันทีหลัง  ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ออกมาส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับการเปิดให้องค์กรต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้งในประเทศไทย จนนำไปสู่ความกังขาถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นไปเพราะอะไรมีเบื้องหน้า เบื้องหลังอะไรที่ไม่อยากให้ต่างชาติ เข้ามาเห็นหรือไม่

ล่าสุด รมว.ต่างประเทศ ออกมาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้งว่าในฐานะที่มีประสบการณ์กับต่างประเทศ ซึ่งมองว่าหากประเทศใดขอติดต่อเข้ามาสังเกตการณ์ แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นมีปัญหา ซึ่งการเลือกตั้งครั้งแรกนี้ ต้องการให้เป็นไปอย่างราบรื่น เป็นมงคลฤกษ์ที่เราดูแลกันเองได้เพราะ    มีประสบการณ์

ทั้งนี้ เชื่อว่าดูแลบ้านเมืองของเราเองได้ โดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม  ไม่ต้องมีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง  เราควรใช้โอกาสที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ด้วยการให้คนไทยเข้ามาร่วมในการสังเกต การณ์ แต่ถ้าไม่พอใจหรือไม่เชื่อใจ คนไทย ก็ให้สถานทูตต่างประเทศในประเทศไทยเข้ามาร่วม เท่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์แล้ว

“ขอย้ำว่าเรามีประสบการณ์และกระบวนการก็โปร่งใสอยู่แล้ว มีความพร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง และการที่ผมพูดไปทั้งหมดเป็นไปตามหลักการ  ดังนั้นอย่ามาถามว่ามีใครติดต่อเข้ามาสังเกตการณ์กี่ราย และผมไม่ได้ห้าม ไม่ให้มีการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง” ดอน กล่าว

ทว่า คำชี้แจงดังกล่าวดูจะยังไม่อาจสลายความกังวลในประเด็นเงื่อนงำความไม่โปร่งใส ให้หมดไปแต่อย่างไร โดยเฉพาะปรากฏการณ์ที่ผ่านมาหลายเรื่องชวนให้สงสัยได้ถึงความพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคการเมืองบางพรรค

ต่อเนื่องไปถึงเงื่อนงำเรื่องแนวคิดในตอนแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะใช้บัตรเลือกตั้ง แบบที่มีเพียงตัวเลข ไม่ระบุชื่อ และ โลโก้พรรคการเมือง ด้วยเหตุผลเรื่องการจัดพิมพ์และการส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างประเทศที่จะมีปัญหาไม่ทันเวลา

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความพยายามชิงความได้เปรียบของพรรคการเมืองใหม่บางพรรคซึ่งยังไม่ทันเป็นที่รู้จักของประชาชน จนพรรคขนาดใหญ่และขนาดกลาง เรียงหน้าออกมาดักคอและเรียกร้องให้แก้ไขให้มีชื่อพรรคและโลโก้พรรค

อันจะเป็นไปตามหลักการสากล และช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการตัดสินใจเลือก ผู้สมัคร สส. ประกอบกันทั้งตัวผู้สมัคร และพรรคที่สังกัด รวมทั้งยังป้องกันความสับสนในการเข้าคูหาลงคะแนนได้อีกทางหนึ่งด้วย

จนล่าสุด กกต.ต้องตัดสินใจกลับมามีมติเห็นชอบปรับเปลี่ยนให้บัตรเลือกตั้งมีชื่อและโลโก้ของพรรคการเมืองตามเสียงเรียกร้อง  อันช่วยแก้ปัญหาเรื่องแรงเสียดทาน     ที่ก่อตัวมากขึ้นในระยะหลัง จนถึงขั้นกระทบไปถึงความเชื่อมั่นต่อการ เลือกตั้งและอาจเป็นชนวนนำไปสู่การไม่ยอมรับผลของการเลือกตั้งที่กำลัง จะเกิดขึ้นต่อไปได้

ไม่ต่างจากรอบนี้การที่ไม่อยากให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์ การเลือกตั้ง ย่อมหนีไม่พ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความพยายามปกปิดหรือซ่อนงำสิ่งใดไว้หรือไม่

ดังจะเห็นจากที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามปิดบังอะไรหรือไม่ พร้อมเรียกร้องถ้าหากบริสุทธิ์ใจก็ควรเปิดให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ เพื่อจะทำให้การเลือกตั้งในครั้งนี้บริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นการยอมรับในเวทีโลก

อีกทั้งการหยิบยกเหตุผล เทียบเคียงไปถึงการที่ประเทศอื่นให้ต่างชาติเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพราะต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศ จึงอาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอหากมองต่อไปถึงผลกระทบที่จะได้รับในทางปฏิบัติก็เป็นได้

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กำลังเป็นที่จับจ้องของคนทั่วโลกไม่ใช่เพียงแค่คนไทยเท่านั้น โดยเฉพาะกับบริบททางการเมือง ซึ่งไทยอยู่ในสถานะที่ปกครองโดยรัฐบาลซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนานกว่า 4 ปี และมีการขยับปรับเปลี่ยนโรดแม็ปเลื่อนเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งในวันที่กรอบกติกาเลือกตั้ง ถูกออกแบบโดยแม่น้ำ 5 สายซึ่งมีที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมไปถึงองค์กรอิสระที่จัดการเลือกตั้งอย่าง กกต.ก็มาจากกลไกการสรรหาในช่วงที่ คสช.มีอำนาจ และ   ที่ผ่านมายังถูกตั้งข้อสังเกตถึงการเป็นอิสระในการทำหน้าที่

การจะปล่อยให้ความเคลือบแคลงนี้เกิดขึ้นและคงอยู่ย่อมไม่เป็นผลดีกับพรรคที่จะชนะการเลือกตั้งในอนาคต และอาจบานปลายไปถึงการออกมาฃต่อต้านไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่มีแต่จะยิ่งสร้างปัญหาในระยะยาว อันจะมีแต่เสียมากกว่าได้

เงื่อนไขสำคัญเวลานี้คือต้องการทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่ยอมรับทั้งจากในประเทศและต่างชาติ ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม ซึ่งจะเป็นประตูสำคัญในการก้าวผ่านไปสู่ระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอีกครั้ง

หากขาดซึ่งความเชื่อมั่นและยอมรับย่อมไม่เป็นผลดีอันจะฉุดให้ เส้นทางสู่สถานการณ์ปกติของประเทศต้องมืดมนลงไปอย่างน่าเสียดาย

“อนาคตใหม่” บทพิสูจน์บนความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/574256

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2561 เวลา 08:30 น.

"อนาคตใหม่" บทพิสูจน์บนความขัดแย้ง

ความขัดแย้งใน “พรรคอนาคตใหม่” เป็นบทพิสูจน์ผู้นำพรรคอย่าง “ธนาธร” และ “ปิยบุตร” ว่าจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้หรือไม่

****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าพรรคการเมืองไหนมีสัญลักษณ์ของความเป็นคนรุ่นใหม่โดยแท้ คงต้องมีชื่อของ “พรรคอนาคตใหม่” อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

พรรคอนาคตใหม่ภายใต้การนำของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ได้เดินสายและเกมการเมืองชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะนโยบายต่อต้านความไม่เป็นประชาธิปไตยทุกรูปแบบ ถึงขั้นประกาศว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรค การเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

เรียกได้ว่าประกาศตัวกันแบบไม่อ้อมค้อมว่าจะไม่มีวันที่จะร่วมงานกับกองทัพที่เข้ามาแทรกแซงการเมืองอย่างเด็ดขาด

จังหวะการก้าวของพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ที่ได้มีการเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการไปนั้นต้องยอมรับว่าสร้างกระแสและเสียงตอบรับได้อย่างมีนัยสำคัญ

กระแสของพรรคอนาคตใหม่ส่งผลให้ชื่อของธนาธรไปติดอยู่ใน 5 บุคคลที่ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ร่วมกับบิ๊กเนมการเมืองหลายคนตามผลการสำรวจความคิดเห็นของสำนักโพลต่างๆ

ปัจจัยหนึ่งที่เอื้อให้กระแสของพรรคอนาคตใหม่แรงขึ้นมาต่อเนื่องอยู่ที่การเน้นเจาะฐานเสียงของกลุ่มคนรุ่นใหม่สองกลุ่มเป็นหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ 1 คนที่กำลังจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกเพราะเหตุที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 24 ก.พ. 2562 และ กลุ่มที่ 2คนมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นกลุ่มคนอีกกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งเช่นกัน

ทั้งนี้ มีการประเมินผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสองกลุ่มนี้จะมีมากกว่า 2-3 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศราว 50 ล้านคน จึงไม่แปลกหากพรรคอนาคตใหม่จะเข็นนโยบายต่อต้าน คสช.เพื่อเอาใจวัยรุ่นที่เบื่อกับการเมืองและการรัฐประหารแบบเดิมๆ

ล่าสุดธนาธรและพรรคเพิ่งได้ประกาศนโยบายปฏิรูปประเทศพร้อมกับการปฏิรูปกองทัพไปพร้อมกัน 12 นโยบาย อาทิ ยุติระบบราชการรวมศูนย์ ทลายเศรษฐกิจผูกขาด ล้างระบบเส้นสาย ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล ละอาวุธ เลิกเกณฑ์ทหาร หรือปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เป็นต้น

“วันนี้เราทำให้สังคมเห็นแล้วว่า พวกเราคิดเยอะ คิดรอบด้าน และคิดไกลกว่าคนอื่น ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเราพร้อมชนกับปัญหาที่ต้นตอของปัญหาจริงๆ” ธนาธร ระบุ

แต่มาเวลานี้พรรคอนาคตใหม่กำลังเจอกับปัญหาการเมืองภายในพรรคที่เขย่าสถานะพรรคให้สั่นคลอนได้พอสมควร ภายหลังเกิดสถานการณ์สมาชิกพรรคเริ่มท้าทายผู้บริหารพรรคถึงสองครั้ง

ครั้งแรก เป็นกรณีของกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่ของพรรคถูกผู้บริหารพรรคสั่งให้ยุติการดำเนินกิจกรรม หลังจากพบความไม่โปร่งใสของการดำเนินกิจกรรม ก่อนที่ตัวแทนของกลุ่มเครือข่ายดังกล่าวจะออกมาโวยผู้บริหารพรรคพร้อมกับขอตัดขาดกับพรรคอนาคตใหม่เป็นการถาวร

ครั้งที่สอง เป็นกรณีของกลุ่มตัวแทนผู้สมัคร สส.ของพรรคฝั่งธนบุรีแสดงความไม่พอใจกับกระบวนการสรรหาผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ที่มีการนำกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดกับผู้บริหารพรรคมาลงสมัคร ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้สมัครเดิมได้ทำพื้นที่มาตลอด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถ้าเกิดกับพรรคการเมืองเก่าในปัจจุบันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่เมื่อเกิดขึ้นกับพรรคใหม่ป้ายแดงอย่างพรรคอนาคตใหม่ จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาไปโดยปริยาย

ในความเป็นพรรคใหม่ซึ่งใหม่ทั้งผู้บริหารและสมาชิกพรรค ทุกฝ่ายต่างเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กันหมด ประกอบกับผู้บริหารของพรรคเองก็ยังไม่มีประสบการณ์หรือความอาวุโสทางการเมืองมากนัก

ตรงนี้เองจึงเป็นสาเหตุให้ลูกพรรคไม่ค่อยมีความเกรงใจผู้บริหารพรรคมากนัก เนื่องจากลูกพรรคเองก็ทราบดีว่าภายใต้กติกาการเลือกตั้งแบบใหม่ ผู้บริหารพรรคจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องง้อสมาชิกพรรค ไม่ใช่สมาชิกพรรคง้อผู้บริหารพรรคเหมือนในอดีต

ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาความไม่ลงรอยกันในพรรค แทนที่จะสาวไส้และปะฉะดะกันภายในพรรค ปรากฏว่ากลายมาเป็นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ที่ตัวเองมีมาฆ่าพวกเดียวกันเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดการความขัดแย้งภายในพรรคที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก

ความขัดแย้งของพรรคอนาคตใหม่ แม้ด้านหนึ่งธนาธรและกลุ่ม ผู้บริหารของพรรคจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในทางการเมือง แต่ผลเสียหายย่อมมีตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพรรคเองก็ยังอยู่ในช่วงของการตั้งไข่เท่านั้น

ในระยะยาวผลกระทบจะตกมายังตัวธนาธรอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอาจถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในพรรคที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของธนาธรและปิยบุตรไปในตัวด้วย ถ้าผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ พรรคอนาคตใหม่น่าจะมีความเก๋าการเมืองทั้งในและนอกพรรคมากขึ้น

ถึงเวลานั้นพรรคอนาคตใหม่อาจกลายเป็นคลื่นลูกที่สามที่เดินเข้าสภาด้วยพลังของคนรุ่นใหม่อย่างที่พรรค การเมืองใหญ่คาดไม่ถึงก็เป็นได้

นโยบายเดือด ชิงดำเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/574165

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2561 เวลา 09:23 น.

นโยบายเดือด ชิงดำเลือกตั้ง

เมื่อการเมืองไทยเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว หลังจากนี้ก็คือการประชันนโยบายของพรรคการเมืองเพื่อช่วยชิงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี62

-*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยวินาทีนี้เดินเข้าสู่โหมดเต็มตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งปลดล็อกการเมืองตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน

ถึงจะปลดล็อกล่าช้ากว่าที่คาดหมายกันเอาไว้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ปลดล็อกเลย

ทันทีที่การเมืองได้รับอิสรภาพดูเหมือนว่า หมากเกมนี้เข้าทาง คสช.เป็นอย่างยิ่ง กระแสต้านที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ก็ได้หายไปในทันที เพราะต่างมุ่งหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัว หากมัวมาเสียเวลารบกับ คสช.ไม่เลิกในตอนนี้ จะกลายเป็นการเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องไปแทน

การปลดล็อกที่เกิดขึ้น เป็นจังหวะการเดินที่ คสช. และทีมงานได้คิดกันมาก่อนแล้วว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและได้เปรียบพรรคการเมืองคู่แข่งมากที่สุด

กล่าวคือ เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลใช้บังคับอย่างเต็มรูปแบบไปเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็แทบไม่เหลือเหตุผลที่ คสช.จะยื้อไว้อีก เพราะก่อนหน้านี้ คสช.ก็ได้แก้เกมและกับดักที่ซ่อนอยู่ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จนหมดสิ้นแล้ว

โดยเฉพาะการคลายปัญหาการทำไพรมารีโหวต ซึ่งถ้ายังเป็นไพรมารีโหวตเวอร์ชั่นที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกแบบ รับรองว่า เวลานี้แต่ละพรรคการเมือง ไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ ก็คงต้องปวดหัวไม่เลิกแน่นอน ด้วยเหตุที่ต้องมาวุ่นวายกับการจัดวางตัวผู้สมัคร และยิ่งพรรคพลังประชารัฐมีอดีต สส.เข้าร่วมสมทบกันหนาตาด้วยแล้ว หากบรรดาพวกเกรดเอแพ้ไพรมารีโหวตขึ้นมา มีหวังพรรคแตกอย่างแน่นอน

ไม่เพียงแต่การแก้ปมปัญหาไพรมารีโหวตเท่านั้น แต่การเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในขณะนี้ก็เป็นอีกปัจจัยที่ คสช.มั่นใจว่า ได้เปรียบเหนือคู่แข่งกัน ภายหลังการแจกเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรียกได้ว่าเป็นการหาเสียงล่วงหน้าก็คงไม่แปลกนัก

ดังนั้น ในภาพรวมจะเห็นได้ว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐได้เดินนำหน้าพรรคการเมืองอื่นไปหลายช่วงตัวแล้ว พูดง่ายๆ คือ เหมือนกับนิทานกระต่ายกับเต่าที่กระต่ายวิ่งนำทิ้งห่างเต่าไปไกล ถ้าไม่ประมาทคู่แข่งแบบกระต่ายในนิทาน โอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะเข้าสภาในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวมากนัก

แต่ก่อนที่จะถึงเส้นชัยอย่างที่ว่านั้นได้ จะต้องผ่านด่านสมรภูมิเลือกตั้งให้ได้เสียก่อน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จะดุเดือดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะกติกาคุมการเลือกตั้งถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด การหาเสียงในรูปแบบเดิมๆ อย่างการตั้งเวทีปราศรัยหรือติดป้ายหาเสียงตามเสาไฟฟ้าจะไม่ได้มีบทบาทเหมือนในอดีตมากนัก โดยทุกอย่างจะมุ่งสู่ระบบออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งกฎหมายเลือกตั้งก็ได้ถูกออกแบบให้เข้าไปคุมถึงส่วนนั้นด้วย

อย่างไรก็ดี ปัจจัยชี้ขาดนั้นไม่ได้อยู่ที่ใครมีทรัพยากรมากกว่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคการเมืองไหนจะตรงใจประชาชนมากกว่ากัน

ทุกวันนี้นโยบายของพรรคพลังประชารัฐเดินหน้าไปไกลกว่าพรรคการเมืองอื่นพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคเน้นการนำนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันมาต่อยอดในการเลือกตั้ง ด้วยการเน้นวาทกรรมทำนองว่า “สานงานต่อให้จบ”

เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลปัจจุบันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หว่านเมล็ดพันธุ์เอาไว้มากมาย ยิ่งช่วงปลายปีนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนฐานรากผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ยังไม่นับการปูพรมจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรค่อนข้างถี่ในแต่ละภูมิภาค หากจะบอกว่าเป็นการเดินสายโชว์ตัวก็คงไม่ผิดนัก

พรรคพลังประชารัฐจึงเข้าจังหวะที่เรียกกันติดปากว่า “ใส่ก่อนได้เปรียบ”

ดูพรรคพลังประชารัฐแล้วก็หันมาดูพรรคการเมืองอื่นๆ พบว่า นโยบายพรรคยังไม่เป็นรูปเป็นร่างมากนัก

พรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งต่างเป็นพรรคการเมืองสาขาของกันและกัน ปรากฏว่าจะสาละวนอยู่กับการสร้างวาทกรรม “ฝ่ายประชาธิปไตย-ฝ่ายเผด็จการ” ประมาณว่ายังท้าตีท้าต่อยกับ คสช.ไม่เลิก โดยยังไม่พูดเรื่องนโยบายเป็นจริงเป็นจังเท่าใดนัก

ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะยังต้องการเก็บทีเด็ดไว้ช่วงโค้งสุดท้าย แต่อย่าลืมกติกาการเลือกตั้งครั้งนี้คุมไปถึงนโยบายพรรคการเมืองที่ต้องระบุแหล่งที่มาของรายได้ด้วย ไม่ใช่แค่การพูดลอยๆ เหมือนในอดีต บางทีหากไปปล่อยของช่วงสุดท้ายอาจเจอกับการถูกเตะตัดขาได้เหมือนกัน

พรรคอนาคตใหม่ เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ออกตัวแรงมาตลอด แม้จะมีบางช่วงที่แรงจะตกไปบ้าง แต่ยังกำหมัดชกกับ คสช.บนเวทีได้ต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมออกนโยบายล้างมรดกของ คสช. เดินหน้าเอาใจฝ่ายที่ไม่ชอบกองทัพอย่างเต็มตัว

ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย เริ่มระดมสมองปั้นนโยบายพรรคการเมืองกันให้เห็นบ้างแล้วผ่านกลไกของการประชุมพรรคและทีมยุทธศาสตร์

ที่สุดแล้วดูเหมือนว่า พรรคพลังประชารัฐจะแซงพรรคการเมืองอื่นไปไกลพอสมควร คงต้องมาดูว่าเมื่อการเลือกตั้งเข้าสู่โหมดการหาเสียงเต็มตัวภายหลังการมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเป็นทางการ อาจได้เห็นยุทธการพรรคการเมืองรุมกินโต๊ะพรรคพลังประชารัฐก็เป็นไปได้

รู้ทันโลกออนไลน์ หาเสียงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573982

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 09:55 น.

รู้ทันโลกออนไลน์ หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เทคโนโลยีบนโลกยุคปัจจุบันนับว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์ไปโดยปริยาย และแน่นอนว่าการเมืองก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้น แม้ทิศทางจะยังไม่ลงตัว ซึ่งต้องรอความชัดเจนในวันที่ 19 ธ.ค. 2561 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะหารือกับพรรคการเมืองถึงกรอบแนวทางการดำเนินการหาเสียงบนโซเชียลมีเดีย

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายมุมมองว่า เนื่องจากปัจจุบันแคมเปญการเมืองนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์เยอะมาก ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ต้องคำนึงคือเรื่องค่าใช้จ่ายกับเนื้อหาที่ถูกนำเสนอ เพราะทุกคนคิดว่าโซเชียลมีเดียฟรี แต่จริงๆ แล้วไม่ฟรี แม้กระทั่งไลน์กรุ๊ป ก็มีค่าใช้จ่ายในการตั้งกลุ่ม ขณะเดียวกันนั้น ในส่วนของเฟซบุ๊ก การมีเพจก็ไม่ได้หมาย ความว่าทุกคนจะเข้าถึง ต้องมีการซื้อกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมันเป็นศาสตร์และศิลป์ว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเจาะนั้นเป็นใคร

“ฉะนั้น กกต.ต้องคิดว่าค่าใช้จ่ายในการทำเพจที่เขาจะใช้ทำในการออกข้อมูล ควรจะใช้เนื้อหาข้อความที่ นำเสนออะไร แม้อาจจะไม่ใช่ Fake News หรือ Half True ความจริงครึ่งเดียว ถ้ามองเรื่องค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่การรายงานว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรควรจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับโซเชียลออกไปด้วย”

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการติดป้าย หาเสียง กกต.จำกัดว่าติดได้ในพื้นที่ใดบ้าง ดังนั้น ข้อมูลจะไหลไปทางโซเชียล มีเดียซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงมาก และคงไม่มีทางเข้าไปไลน์ซึ่งเป็นกลุ่มปิด ประเด็นสำคัญ คือ เนื้อหาซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ แม้หลายคนจะรู้จัก Fake News แต่ยังไม่รู้จักการป้องกัน และคนมักชอบเข้าไปดูในเรื่องที่ตัวเองอยากดู มีการตัดสินใจหรือให้เหตุผลเชิงอคติ

“มันมีสองอย่างที่เราไม่แน่ใจว่าเมื่อก่อนตัวเฟซบุ๊กเองเป็นคนควบคุมข่าวสาร หรือ Gatekeeper แต่เมื่อ เฟซบุ๊กใช้เอไอเข้ามาจัดการแทนใช้คน อย่างในอเมริกามันกลายเป็นเข้าไปจัดการข่าว Conservative มาก จึงเป็นปัญหาว่า กกต.จะใช้วิธีการอย่างไรจัดการกับข้อมูลที่ไหลอยู่”

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งจะทำอย่างไรกับตรงนี้ แม้เฟซบุ๊กจะมีมาตรการป้องกันแต่ยังมีช่องว่าง และที่ต้องกังวลในเรื่องการให้ข้อมูลเจาะกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น กกต.ต้องรู้เท่าทันเกี่ยวกับการหาเสียงออนไลน์และการใช้จ่ายบนเฟซบุ๊ก

ด้าน สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า การใช้โซเชียลมีเดียกับการ หาเสียงในโลกปัจจุบันนับเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตประจำวันของคนทั่วไป แต่ในด้านการเมือง แน่นอนการควบคุมทำได้ยากลำบาก ทั้งไลน์และเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม ถ้า กกต.จะคุมเรื่องนี้จะต้องโยนหินถามทาง คือ บอกมาก่อนว่าทำอย่างไรบ้าง หากออกระเบียบมาเลย ฝืนความรู้สึกของประชาชนหรือสื่อมวลชน เหมือนกับการบังคับใช้อำนาจจนเกินไป ดังนั้น ควรเชิญทุกฝ่ายมาคุยกันก่อนที่จะออกระเบียบเรื่องนี้

“กกต.เป็นผู้ถือกฎหมาย แต่ผู้ปฏิบัติเป็นเรื่องของประชาชน นักการเมือง และสื่อที่จะใช้ หลักเกณฑ์ไม่มีอะไรมาก นอกจากอยู่ในหลักเกณฑ์ขอบเขตกฎหมาย ไม่ทำให้เขาเสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทกัน เพราะการเมืองวันนี้ คือ เอาหรือไม่เอาทหาร ต่างจากเมื่อก่อน”

นอกจากนี้ เนื่องด้วยระยะเวลาหาเสียงน้อยมาก การใช้โซเชียลของพรรคการเมืองต่างๆ กกต.ต้องวางระเบียบชัดเจน จะโฆษณาหาเสียงผ่าน กกต.ทุกอย่าง บางเรื่องนั้นเป็นไปได้และไม่ได้ ดังนั้น กกต.ต้องวางหลักเกณฑ์ในทางสายกลางไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป

ขณะเดียวกัน กกต.อย่าทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบกว่ากัน เช่น พรรคหนึ่งทำได้อีกพรรคทำไม่ได้ เมื่อ กกต.ถือดาบในมือต้องคมทั้งสองด้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญและ กกต.ต้องทำงานหนักอย่างยิ่ง เพื่อวางหลักเกณฑ์และระเบียบให้ชัดเจน

ขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขา ธิการ กกต. เคยให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นดังกล่าวไว้เบื้องต้นเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ประกาศใช้ สรุปใจความได้ว่า ขอบเขตการหาเสียงของพรรคการเมือง ผู้สมัคร หรือผู้ใดทางอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินการในลักษณะใด จะต้องแจ้งต่อ กกต.ล่วงหน้า และต้องรับผิดชอบเนื้อหาไม่ให้เป็นการใส่ร้าย เพราะจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายซึ่งมีโทษค่อนข้างรุนแรง

พร้อมทั้งยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมการให้ข้อมูลผ่านโซเชียล มีเดียโดยนำข้อเท็จจริงมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียนมายัง กกต.ได้ จากนั้น กกต.จะแจ้งเจ้าของข้อความให้ลบภายใน 1 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม กกต.ก็จะลบข้อความเอง

“แม้จะมีการลบข้อความไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าความผิดจะหายไปด้วย เพราะถือว่าความผิดสำเร็จ ต้องรับผิดทางอาญา และหากมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต จนการเลือกตั้งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้องเสียไปก็ต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย และในช่วงเลือกตั้งจะมีการตั้งวอร์รูมพิเศษ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งตัวแทนมาคอยมอนิเตอร์ เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านโซเชียล มีเดีย”

แก้รธน.ไม่ง่าย แค่ปม ดิสเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573894

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 08:55 น.

แก้รธน.ไม่ง่าย แค่ปม ดิสเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมและหาเสียงได้อย่างอิสระตอบกรอบที่กฎหมายกำหนด ดังจะเริ่มเห็นการขยับของนักการเมืองกันอย่างคึกคักในช่วงเวลานี้

ยังไม่รวมกับบรรดาแคมเปญหาเสียงที่หลายพรรคเตรียมเข็นนโยบายออกมาซื้อใจประชาชน แข่งกับนโยบายลดแลกแจกแถมจากฝั่งรัฐบาลที่กำลังอัดแพ็กเกจเจาะจงไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

จากสัญญาณเบื้องต้นก่อนหน้านี้หลายพรรคเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันมีจุดอ่อนหลายจุด ที่สำคัญยังซ่อนเงื่อนงำการสืบทอดอำนาจของ คสช.ไว้ในหลายส่วน ถึงขั้นประกาศว่าหลังเลือกตั้งจะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วน

นำมาสู่แนวร่วมที่เปิดหน้าสนับสนุนจุดยืนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสำคัญในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะถึง อยู่ที่ว่าจะได้เสียงมากน้อยเพียงพอแค่ไหน

นอกจากการทิ้งปมสืบทอดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว อีกปมปัญหาที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นจุดอ่อนต้องรีบแก้ไข คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ล็อกให้รัฐบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าไปตามนั้น หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดและถูกลงโทษ

การตีกรอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาตินั้น อีกด้านหนึ่งย่อมทำให้รัฐบาลซึ่งอาจไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ต้องเดินหน้าทำสิ่งที่ไม่เห็นด้วย และอาจตัดโอกาสที่จะทำนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนในช่วงก่อนเลือกตั้งด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด

เป้าหมายเรื่อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงมีให้ได้ยินมาอย่างต่อเนื่องจากบรรดาพรรคการเมืองที่กึ่งจะใช้เป็นแนวทางหาเสียงของพรรค ตัวเองก่อนหน้านี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกวางแนวทางให้ยากขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่า

เริ่มตั้งแต่ ประเด็นแรก ในการพิจารณาวาระแรกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนอกจากรัฐสภาต้องเห็นชอบด้วยเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว  “ในจำนวนนี้ต้องมี สว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา”

ดังนั้น หากพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้วช่วงที่มี สว.เฉพาะกาล 250 คน ซึ่งมีที่มาจากการคัดเลือกสุดท้ายโดย คสช.แล้วโอกาสที่ สว.อย่างน้อย 84 เสียงจะโหวตให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของบรรดาพรรคการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นต่อมา การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 3 นอกจาก สว.จะต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เห็นวาระแรกแล้ว ในวาระที่ 3 นี้ ยังต้องมีสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้าน เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% ของทุกพรรคการเมือง

รวมทั้งหากจะแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยหรือไม่ก่อน

อีกทั้งยังเปิดช่องให้ สส.หรือ สว. หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือประธานรัฐสภา

เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดต่อมาตรา 255 คือเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ รวมทั้งมีลักษณะที่ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่

แม้จะเห็นว่าเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญข้างหน้าแทบเป็นไปได้ยาก แต่บรรดาพรรคการเมืองก็ยังพยายามยืนยันเจตนารมณ์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการเปิดหน้าชนและหวังผลดิสเครดิต คสช. ตลอดจนการตัดคะแนนนิยมในพรรคที่มีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยได้อีกทางหนึ่งด้วย

ไล่มาตั้งแต่ปม “ยุทธศาสตร์” ที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่ถูกล็อกไว้ 20 ปี และยังเป็นการกำหนดโดยคนเพียงแค่กลุ่มหนึ่งไม่มีการเปิดรับฟังความคิดความเห็นอย่างจริงจังและรอบด้านอย่างที่ควรจะเป็น

มาจนถึงปมใหญ่อย่างมาตรา 279 ซึ่งรับรองบรรดาคำสั่งและการกระทำของ คสช. ก่อนหน้านี้ ที่ว่ากันเป็นมรดกของ คสช. ซึ่งหลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก

การเสนอแก้ไขมาตรานี้ย่อมจะเป็นโอกาสให้ฝั่งตรงข้าม คสช. หยิบยกเหตุผลขึ้นมาถล่มความน่าเชื่อถือ คสช. โดยเฉพาะกับบรรดาคำสั่งที่ออกมาท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังเชื่อมโยมไปถึงแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งมีอยู่หลายประเด็นโดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายในระยะหลัง

การพุ่งเป้าขยายแผลจากรัฐธรรมนูญจึงเป็น ช่องทางที่สามารถดึงแนวร่วมให้มาสนับสนุนฝั่งตัวเอง และยังสามารถดิสเครดิต คสช. ได้อย่างมีน้ำหนักในเวลาเดียวกัน

ปมบัตรเลือกตั้ง เติมพลังฝ่ายตรงข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573532

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 09:05 น.

ปมบัตรเลือกตั้ง เติมพลังฝ่ายตรงข้าม

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดการเลือกตั้งก็มีความชัดเจนเสียที ภายหลังการประชุมแม่น้ำ 5 สายร่วมกับตัวแทนพรรคการเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562

ส่งผลให้เกิดกระแสขานรับพอสมควร เพราะการประกาศยืนยันชัดเจนขนาดนี้แล้ว น่าจะเชื่อมั่นได้ว่ารอบนี้ไม่มีทางบิดพลิ้วอย่างแน่นอน เหลือแต่เพียงรอเวลาการปลดล็อกการเมืองเพื่อนำไปสู่การหาเสียงเท่านั้น

ทุกอย่างกำลังเดินมาได้ด้วยดี และบรรยากาศการเมืองน่าจะชื่นมื่น ปรากฏว่าดินฟ้าอากาศจะกลับมาแปรปรวนอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอให้มีบัตรเลือกตั้งแบบที่ไม่มีโลโก้พรรคการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ออกมาจากการเปิดเผยของ “สรอรรถ กลิ่นประทุม” แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น

ถ้าจะว่ากันตามข้อเท็จจริง จะพบว่าบัตรเลือกตังในแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ เสนอนั้นไม่ได้เป็นนวัตกรรมใหม่ของการเลือกตั้งแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 จะพบว่าบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งก็มีแต่หมายเลขเท่านั้น แต่บัตรเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อจะมีทั้งหมายเลขและพร้อมกับโลโก้ของพรรคการเมืองปรากฏอยู่ในบัตรเลือกตั้ง

ดังนั้น หากจะบอกว่าไอเดียของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เป็นสิ่งที่เกินเลยกว่าความเป็นจริงเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของการเลือกตั้งในปี 2557 กับการเลือกตั้ง 2562 ที่กำลังจะมาถึง เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง

เป็นที่ทราบกันดีว่าระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวที่เลือกทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อไปในคราวเดียวกัน ต่างจากเดิมที่ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบในการเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อ

ยิ่งไปกว่านั้นใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ยังกำหนดยกเลิกระบบพรรคเดียวเบอร์เดียวหาเสียงทั่วประเทศอีก ซึ่งจากเดิมที่พรรคการเมืองใดได้หมายเลขผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อเบอร์ใดแล้ว ก็สามารถนำหมายเลขนั้นไปหาเสียงทั่วประเทศได้ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

มองในมุมนี้ จึงไม่แปลกที่ไอเดียของ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกันในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีประโยชน์ขัดกันอีก เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อเข้าชิงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จากตรงนี้เอง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามไปโดยปริยาย

“ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะออกแบบบัตรเลือกตั้งให้ผู้มาใช้สิทธิเข้าใจง่าย คนอ่านหนังสือไม่ได้ก็จะมีโลโก้ที่เป็นภาพชัดๆ ให้สังเกตแทน เพื่อที่จะได้เลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ต้องการเข้าไปบริหารประเทศ แต่ประเทศไทยกลับจะทำให้คนสับสน”ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ

กระแสท้วงติงไม่ได้มีเพียงแค่พรรคการเมืองเท่านั้น เพราะแม้แต่นักวิชาการหลายคนก็ยังต้องข้อสังเกตถึงบัตรเลือกตั้งเช่นกัน

ดังจะเห็นได้จากคำอธิบายของ อาจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเลือกตั้งครั้งนี้ บัตรใบเดียว เลือกทั้ง สส. พรรคการเมือง และผู้ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หากกาผิด บัตรเลือกตั้งนั้นจะไม่ถูกนับเป็นบัตรเสีย แต่จะกลายเป็นบัตรที่เลือกผู้สมัครคนอื่น พรรคอื่น และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนอื่น ที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เลือก…มาตรการให้พรรคในแต่ละเขตมีคนละเบอร์ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นต้องมีโลโก้และชื่อพรรคบนบัตรเลือกตั้ง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้สถานะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะกำลังเปลี่ยนจากผู้ควบคุมความสงบตามชื่อ คสช.มาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ แน่นอนว่าทุกย่างก้าวของอดีตนายทหารใหญ่รายนี้ย่อมถูกจับจ้องจากทั้งมิตรและศัตรู

ที่สำคัญ เวลานี้ฝ่ายตรงข้ามกำลังพยายามขยายแผล พล.อ.ประยุทธ์ ให้ใหญ่มากขึ้นไปทุกที ดังจะสังเกตได้จากนับตั้งแต่มีการประกาศเขตเลือกตั้งออกมาที่บางเขตเลือกตั้งในบางจังหวัดมีลักษณะแปลกๆ ไปพอสมควร

ปัจจัยชี้ขาดว่าพรรคการเมืองใดจะแพ้หรือชนะในการเลือกตั้ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคการเมืองหรือตัวบุคคลที่เป็นผู้นำของพรรคเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับกระแสและอารมณ์ของสังคมในเวลานั้นด้วย

พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสองพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างโชกโชน รู้ถึงสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี ถึงได้ออกมาขย่ม พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อสร้างกระแสและทิ้งเชื้อไฟเอาไ้ว

สนามจริงอาจจะยังไม่เริ่ม แต่ดูเหมือนว่าแค่เกมอุ่นเครื่องพรรคพลังประชารัฐก็กำลังจะเพลี่ยงพล้ำเสียแล้ว