ปิดฉากย้ายพรรค “พลังประชารัฐ” ได้ลุ้น- “เพื่อไทย” ไม่ทรุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572226

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 14:06 น.

ปิดฉากย้ายพรรค "พลังประชารัฐ" ได้ลุ้น- "เพื่อไทย" ไม่ทรุด

ปิดฉากการย้ายเข้าย้ายออกอย่างเป็นทางการของคนการเมือง หลังฝุ่นตลบก็เป็นที่ชัดเจนว่า “พรรคพลังประชารัฐ” ล้วนดึงดูดอดีตส.ส.จากหลายพรรคไหลเข้าไปรวมกันอย่างมาก

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปิดฉากการย้ายเข้าย้ายออกอย่างเป็นทางการของบรรดาคนการเมือง ที่เห็นหน้าค่าตากันชัดเจนแล้วว่าใครอยู่พรรคไหนกันบ้าง หลังครบกำหนดเส้นตายวันที่ 26 พ.ย. ที่แต่ละคนจะต้องเลือกและสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคนั้น ตามเงื่อนไขบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562

ฝุ่นที่เคยตลบในช่วงคืนมาหอนเริ่มกลับมาเงียบสงบ แรงดูด การต่อรอง ที่ถาโถมในช่วงที่ผ่านมาจึงคลี่คลายอ่อนกำลังลงไป ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงอนาคตการเมืองที่ส่อเค้าจะก้าวไปสู่บรรยากาศและวังวนเดิมๆ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต

เป้าใหญ่ที่ถูกจับจ้องเวลานี้หนีไม่พ้นพรรคพลังประชารัฐที่ได้เปรียบทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน จนดึงดูดให้อดีตสส.จากหลายพรรคไหลเข้ามารวมตัวกันอย่างมาก อันจะมีผลต่อคะแนนเลือกตั้งที่จะได้รับอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

ส่งผลให้ความหวังในการตั้งเป้าจะผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ดูจะเป็นรูปเป็นร่างและมีความเป็นไปได้มากขึ้น ยิ่งหากมองรวมไปถึงเสียงสนับสนุนจาก 250 สว. เฉพาะกาลที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยมีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว

​ในทางกลับกันเมื่ออดีต สส.ไหลเข้าพรรคพลังประชารัฐ ย่อมทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ประสบปัญหาเลือดไหลออกและสร้างความอ่อนแอให้กับฐานเสียงของตัวเอง และต้องหาตัวผู้สมัครใหม่มาลงสนามป้องกันพื้นที่ของตัวเองซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

พรรคที่ดูจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดเวลานี้คือ “ประชาธิปัตย์” เพราะนอกจากจะต้องเสียอดีต สส. 6 คนไปให้กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ​​ทั้ง จ.สุราษฎร์ธานี 3 คน ได้แก่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ธานี เทือกสุบรรณ และเชน เทือกสุบรรณ​ และพื้นที่ จ.นราธิวาส อีก 3 คน ได้แก่ รำรี มามะ เจะอามิง โตะตาหยง และ สุรเชษฐ์ แวอาแซ

ในทางปฏิบัติแล้วการหาตัวผู้สมัครใหม่ของประชาธิปัตย์เพื่อรักษาพื้นที่ภาคใต้ที่ฐานที่มั่นของตัวเองนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาที่น่าหนักใจและจะส่งผลต่อจำนวนที่นั่งของประชาธิปัตย์ คือ บรรดาอดีต สส.ภาคกลาง ตะวันออก รวมถึง กทม. ที่ไหลออกไปจำนวนมาก

ในส่วนของตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส.ของประชาธิปัตย์ย้ายออกมากที่สุด โดยเบื้องต้นมีไหลออกแล้ว ได้แก่ ประมวล เอมเปีย อดีต สส.ชลบุรี ที่ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ ธวัชชัย อนามพงษ์ อดีต สส.จันทบุรี สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ บุญเลิศ ไพรินทร์ ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา ที่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนของภาคกลาง ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อัฏฐพล โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี บุตรชายของกำนันเซี๊ยะ-ประชา โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ายไปสวมเสื้อพลังประชารัฐเตรียมลงสนามเลือกตั้ง

ส่วน กทม. มีอดีต สส.ย้ายออก ได้แก่ ​ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ​พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และสกลธี ภัททิยกุล ขณะที่ นาถยา แดงบุหงา และ นันทพร วีรกุลสุนทร เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายไม่ย้ายออก ส่วน จ.นนทบุรี ได้แก่ ทศพล เพ็งส้ม และ จ.สระบุรี ​ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ได้ย้ายไปอยู่กับพลังประชารัฐ

ส่วนพรรคเพื่อไทยแม้จะมี สส.ไหลออกจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนหนึ่งเป็นการไหลไปยังพรรคพันธมิตรที่จะไม่ส่งผลต่อคะแนนรวมในช่วงหลังเลือกตั้งเท่าไรนัก ส่วนที่เป็นปัญหาก็จะมีบางส่วนที่ย้ายไปพลังประชารัฐซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนเสียงบ้าง รวม 29 คน

ไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ 7 คน ได้ จ.เชียงใหม่ 1 คน คือ เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ ลูกชายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จ.กำแพงเพชร 3 คน ได้แก่ ไผ่ ลิกค์ อนันต์ ผลอำนวย ปริญญา ฤกษ์หร่าย จ.เพชรบูรณ์ 4 คน ได้แก่ จักรัตน์ พั้วช่วย วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เอี่ยม ทองใจสด

ภาคอีสาน 10 คน ไล่มาตั้งแต่ จ.เลย 3 คน ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข วันชัย บุษบา จ.อุบลราชธานี 2 คน สุพล ฟองงาม สุทธิชัย จรูญเนตร จ.นครพนม 1 คน ชูกัน กุลวงษา จ.ชัยภูมิ 1 คน ปาริชาติ ชาลีเครือ จ.นครราชสีมา 2 คน ทัศนียา รัตนเศรษฐ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ จ.หนองคาย 1 คน ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย (ภท.)

ส่วนภาคกลาง 9 คน ได้แก่ จ.นครปฐม 4 คน คือ รัฐกร เจนกิจณรงค์ ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร อนุชา สะสมทรัพย์ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ (ย้ายไป ชทพ.) และ จ.สมุทรสาคร 1 คน บุญชู นิลถนอม (ชทพ.) ส่วนที่ย้ายไป พปชร. ได้แก่ จ.นนทบุรี 1 คน คือ ฉลอง เรี่ยวแรง จ.ลพบุรี 2 คน คือ อำนวย คลังผา พหล วรปัญญา (ภท.) จ.กาญจนบุรี 1 คน คือ พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ส่วนภาคตะวันออก 2 คน คือ จ.สระแก้ว 2 คน ได้แก่ ฐานิสร์ เทียนทอง ตรีนุช เทียนทอง และ กทม. 1 คน คือ สุวัจน์ ม่วงศิริ (ภท.)

การไหลออกของ สส.จำนวนนี้ย่อมสะเทือนถึงจำนวนเก้าอี้ สส.ในภาพรวมไม่มากก็น้อย อยู่ที่การวางหาผู้สมัครใหม่มาลงสนามแทนคนที่ออกไป และการปรับกลยุทธ์วางยุทธศาสตร์ในการลงสนาม

ยังไม่รวมไปถึงตัวแปรสำคัญอย่างพรรคภู​มิใจไทยและชาติไทยพัฒนา ที่มีการขยับปรับเปลี่ยนหมุมเวียนของสส.จำนวนไม่น้อย และมีผลต่อผลคะแนนในแต่ละพื้นที่​

แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ยกแรกที่จะต้องไปแข่งกันในเชิงนโยบายและการหาเสียงในอนาคตที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ชี้ชะตาเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571975

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ชี้ชะตาเลือกตั้ง

จับตาการประชุมร่วมกันระหว่างแม่น้ำ5สายกับตัวแทนพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ที่จะเป็นการชี้ชะตาการเลือกตั้งในปี62

*****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งที่แน่นอนสักที ภายหลัง “อิทธิพร บุญประคอง” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โยนให้แม่น้ำ 5 สายชี้ขาดกำหนดวันเลือกตั้ง

“กกต.จะเอาข้อมูลมาพิจารณาในภาพรวม พรรคการเมืองขนาดเล็กก็มีข้อเรียกร้องให้มีความยืดหยุ่นเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ ที่จะต้องพิจารณาด้วย แต่เบื้องต้นมองว่ายังไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากโรดแมป

ส่วนการตัดสินใจว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปหรือไม่นั้น คงจะมีความชัดเจนหลังจากการประชุมร่วมกันระหว่างแม่น้ำ 5 สายกับตัวแทนพรรคการเมือง” ประธาน กกต.ระบุ

แม้ กกต.จะยืนยันว่ายังไม่เห็นเหตุผลหรือปัจจัยที่จะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป แต่การโยนให้ที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายเป็นผู้เคาะวันเลือกตั้งย่อมมีนัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

ย้อนกลับไปการประชุมร่วมกันของพรรคการเมืองกับ กกต. เมื่อวันที่ 22 พ.ย. พบว่ามีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองขนาดเล็กบางพรรคในการขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่เป็นการเลื่อนภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ คือ ให้เลื่อนจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นเดือน พ.ค. 2562 แทน ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา 150 วันของการจัดเลือกตั้ง

ดังนั้น หาก กกต.ตัดสินใจทันทีว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามกำหนดคือวันที่ 24 ก.พ. 2562 โดยไม่ฟังเสียงของพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาจเป็นเหตุให้พรรคการเมืองเหล่านี้หยิบเป็นประเด็นเพื่อไปฟ้องกับศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยอ้างเรื่องความเสมอภาคและความเป็นธรรมที่รัฐธรรมนูญรับรอง

ส่งผลให้ กกต.ต้องซื้อเวลาด้วยการโยนไปให้ที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายตัดสินใจแทน

การประชุมแม่น้ำ 5 สายที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ธ.ค.นั้นมีความสำคัญกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการประชุมตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560ที่กำหนดให้ประชุมขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับแล้ว

ความชัดเจนของวันเลือกตั้งยังมีข้อกังขาพอสมควร โดยมีสาเหตุหลักมาจากความไม่ชัดเจนของการแบ่งเขตเลือกตั้ง

เดิมที กกต.ต้องแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาแต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่สามารถแบ่งเขตให้เสร็จสิ้นได้ จน คสช.ต้องใช้มาตรา 44 เพื่อเข้ามาอุ้ม กกต.ให้สามารถทำงานต่อไปได้ โดยไม่ถูกฟ้องร้องในเรื่องนี้

เมื่อความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น จึงเป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกแทบทุกวัน

ถ้ามองไปถึงการประชุมร่วมกันของแม่น้ำ 5 สายและพรรคการเมือง จะมีความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการ เลือกตั้งหรือไม่ ต้องยอมรับว่ามีโอกาสเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้งระดับ 50/50 เลยทีเดียว

สถานการณ์ของ คสช.กำลังอยู่ในลักษณะ “ลังเล” พอสมควร

ขณะนี้ คสช.กำลังเดินเกมการเมืองสองหน้า หน้าหนึ่งเล่นบทในฐานะฝ่ายความมั่นคงที่ห้ามไม่ให้การเมืองเกิดการแตกแถว แต่อีกหน้าหนึ่งก็เล่นบทเสมือนนักการเมืองที่ออกนโยบายเอาประชาชนเพื่อหวังจะเก็บแต้มคะแนนความนิยมล่วงหน้า

ใจหนึ่ง คสช.เองก็อยากเลื่อนเลือกตั้ง เพราะไม่มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเอาชนะคู่แข่งหมายเลขหนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติได้หรือไม่

ถึงพรรคพลังประชารัฐจะมีภาพของอดีตบิ๊กเนมการเมืองตบเท้าเข้าพรรคเป็นจำนวนมาก แต่ด้านหนึ่งก็ยังมีแคลงใจอยู่ว่าเมื่อลงสนามแล้วจะเป็นของจริงหรือไม่ เมื่อต้องสู้กับกระแสทักษิณที่แรงยังไม่ตกเท่าใดนัก

ต้องไม่ลืมว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นักเลือกตั้งต่างต้องกบดานเพื่อให้รอดพ้นเงื้อมมือของ คสช. ทำให้การรักษาพื้นที่ยังไม่มีความต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความคิดว่าควรรอให้นโยบายของรัฐบาลที่กำลังหว่านออกไปออกดอกออกผลกว่านี้อีกหน่อย ถึงเวลานั้นแล้วค่อยเลือกตั้งโอกาสชนะก็น่าจะมีอยู่พอสมควร

ขณะที่อีกใจหนึ่ง คสช.ไม่อยากเลื่อนเลือกตั้ง เนื่องจากทุกวันนี้สังคมไทยและสังคมโลกในภาพรวมต่างรับรู้ไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 ทุกองคาพยพถูกขับเคลื่อนภายใต้สมมติฐานว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเวลาดังกล่าวไปแล้ว

หาก คสช.ไปเลื่อนเลือกตั้งด้วยเหตุผลที่ไม่ดีเพียงพอ แน่นอนว่าผลกระทบย่อมจะเกิดเป็นลูกโซ่และลามมาถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐด้วย ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่แล้วในทุกวันนี้ที่รัฐบาลต้องเจอกับกระแสตีกลับทันทีที่การเลือกตั้งไม่เกิดความชัดเจน

เรียกได้ว่าไม่มีทางเลือกไหนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของ คสช. มีแต่เพียงทางเลือกที่จะมีผลกระทบต่อคสช.น้อยที่สุดแทน

ทั้งหมดมาจากความผิดพลาดของ คสช.เองที่ปล่อยให้การเลือกตั้งเนิ่นนานออกไป จนคะแนนความนิยมเริ่มลดลง ดังนั้นมาถึงจุดนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดของ คสช.คงหนีไม่พ้นการยอมให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามปกติ เพราะเป็นทางเลือกที่ทำให้ คสช.รับแรงปะทะน้อยที่สุด แม้ คสช.จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ก็ตาม

ปชป.สะบักสะบอม คนในไหลออกคนนอกไม่ไหลเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571669

  • วันที่ 23 พ.ย. 2561 เวลา 07:33 น.

ปชป.​สะบักสะบอม คนในไหลออกคนนอกไม่ไหลเข้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นพรรคการเมืองที่ตกที่นั่งลำบากอีกพรรคหนึ่งสำหรับ “ประชาธิปัตย์” ในวันนี้ซึ่งต้องเผชิญทั้งมรสุมรุมเร้าจากภายนอกจนสั่นคลอนรุนแรงหลังถูกแรงดูดจากหลายทิศทางจนยากจะต้านทานไหว ขณะที่สภาพภายในเวลานี้ก็เปราะบางเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำและรอยร้าวที่มีแต่จะลุกลามขยายวง

เริ่มตั้งแต่ “แผลเก่า” ความระหองระแหงระหว่างแกนนำฝั่งอดีต กปปส. และคนในประชาธิปัตย์ที่ยังไม่อาจสมานแผลจนเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันได้เหมือนอย่างที่ตั้งใจ ยิ่งนับวันความบาดหมางมีแต่จะปะทุบานปลายกลายเป็นปัญหาที่ย้อนกลับมาสั่นคลอนเอกภาพภายในพรรค

เพราะแม้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเข้าวินชนะการหยั่งเสียง ซึ่งรอบนี้เปิดให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงกลายเป็นหัวหน้าพรรคสมัยที่ 5ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 แต่สัญญาณหลายอย่างปรากฏสะท้อนให้เห็นว่าการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคนับจากนี้ย่อมไม่ง่ายอีกต่อไป

โดยเฉพาะกับแรงกระเพื่อมจากฝั่ง กปปส.ที่เข้ามาคัดง้างการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคของอภิสิทธิ์ที่ไร้คู่แข่งมายาวนาน แต่รอบนี้ กปปส.ปลุกปั้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ขึ้นมาท้าชิง ด้วยแรงสนับสนุนจากฝั่ง กปปส. นำโดย ถาวร เสนเนียม ที่แม้จะแพ้แต่ก็สะท้อนให้เห็นพละกำลังภายใน

เมื่ออภิสิทธิ์ได้รับคะแนนโหวต 67,505 คะแนน ส่วนวรงค์ได้คะแนนไล่มาแบบหายใจรดต้นคอคือ 57,689 คะแนน ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวชิงตำแหน่งลงพื้นที่หาเสียงได้ไม่นาน ​

จบยกแรก แม้อภิสิทธิ์จะชนะคะแนน และคู่แข่งอย่างหมอวรงค์ และ อลงกรณ์ พลบุตร จะประกาศพร้อมสนับสนุนช่วยงานต่อไปไม่ย้ายออกไปไหน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่งานง่ายที่อภิสิทธิ์จะกอบกู้สร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นได้แบบแท้จริงและยั่งยืน

ดังจะเห็นว่าคล้อยหลังไม่กี่สัปดาห์หลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ได้เกิดเรื่องวุ่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อถาวรเปิดบ้านต้อนรับการลงพื้นที่ของลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเคยเป็นแกนนำ กปปส. แต่เวลานี้มีสถานะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)​

ที่สำคัญแม้สุเทพจะเป็นอดีตลูกหม้อคนสำคัญของประชาธิปัตย์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้เขากลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประชาธิปัตย์เช่นกัน โดยเฉพาะกับการต้องขับเคี่ยวกันในสนามเลือกตั้งโดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ต่างฝ่ายต่างคาดหวังกับการช่วงชิงเก้าอี้ให้ได้มากที่สุด

ถึงจะบอกว่าเป็นเพียงแค่มิตรภาพและการแสดงน้ำใจของเพื่อน ​แต่ก็นำไปสู่การเปิดประเด็นทะเลาะกันเองของคนในประชาธิปัตย์ เมื่อ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ออกมาประกาศตัวไม่ไปต้อนรับสุเทพระหว่างการลงพื้นที่ จ.พัทลุง เพราะไม่อยากทำให้ประชาชนสับสน

“ตนนักเลงพอ และไม่ใช่นักเลงประเภทขวาถือดอกไม้ มือซ้ายถือมีด”​

สถานการณ์ทำท่าจะบานปลาย เมื่อประชาธิปัตย์ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบการกระทำของถาวรและวิทยา แก้วภราดัย อดีต  สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งสุดท้ายเรื่องยุติลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เมื่อทั้งคู่ก็ยอมรับเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำและไม่ระมัดระวังตัว ขณะที่กรรมการบริหารก็ไม่ติดใจเอาความ

​แต่ก็มีมติสกัดปัญหาในอนาคต​ด้วยการห้ามไม่ให้กรณีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปกระทำการใดๆ ที่ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่น กระทบกับการแข่งขันของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต พร้อมคาดโทษรุนแรง​ทั้งไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าร้ายแรงก็ขับออกจากสมาชิกพรรค

แต่ชนวนก็ใช่ว่าชนวนเรื่องนี้จะถูกดับได้สนิท เพราะหลายฝ่ายยังเชื่อว่าเชื้อความขัดแย้งยังรอวันที่จะปะทุขึ้นมาใหม่ หากมีปัจจัยเข้ามากระตุ้นในอนาคต

เคลียร์ปมนี้ได้สำเร็จแต่ใช่ว่าการนำทัพของอภิสิทธิ์ลงสนามเลือกตั้งใช่ว่าจะไร้ข้อกังวล เพราะเวลานี้กระแสผลักดัน ชวน หลีกภัย ขึ้นมาเป็นแกนนำเรียกคะแนนสู้ศึกเลือกตั้งก็ยังถูกจุดประเด็นขึ้นมาอยู่ตลอด อีกด้านหนึ่ง จึงยิ่งจะกดให้บทบาทความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์ให้ลดน้อยถอยลงไป ​​

ยิ่งในวันที่หลายฝ่ายมองถึงการสร้างพันธมิตรทางการเมืองและการจับมือกันในอนาคตหลังการเลือกตั้งที่อภิสิทธิ์ถูกมองว่าจะเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจทำให้พรรคอื่นมาร่วมงานการเมืองด้วยกันได้ ​

แต่ปัญหาที่น่าหนักใจเวลานี้ไม่ใช่อยู่เพียงแค่นั้น เพราะฐานเสียงที่เคยเข้มแข็งเวลานี้กำลังถูกกัดเซาะอย่างหนัก ไล่มาตั้งแต่พื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ผูกขาดของประชาธิปัตย์ แต่เวลานี้ รปช.ภายใต้การนำของสุเทพได้ประกาศขอปักธงในพื้นที่สุราษฎร์ธานี และอาจขยับไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นอีกฐานเสียงสำคัญเวลานี้ถูกพรรคพลังประชารัฐดูดอดีตขุมกำลังสำคัญทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไปจนถึง สกลธี ภัททิยกุล

เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกที่ประชาธิปัตย์ประสบปัญหาเลือดไหลออกรุนแรง อันจะทำให้ยากต่อการรักษาจำนวนเก้าอี้เดิมได้ ​

ในขณะที่ตัวผู้สมัครหน้าใหม่ที่จะเข้ามาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเวลานี้ก็ยังเป็นเพียงแค่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีฐานเสียงของตัวเองชัดเจน

สถานการณ์ของประชาธิปัตย์ในเวลานี้ จึงสะบักสะบอมอย่างรุนแรง ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับทั้งคู่แข่งเก่าอย่างเพื่อไทยและคู่แข่งใหม่อย่างพลังประชารัฐ

จัดหนัก-แจกจริง ‘บิ๊กตู่’พร้อมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571551

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 07:12 น.

จัดหนัก-แจกจริง 'บิ๊กตู่'พร้อมเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ขึ้น มาทันที ภายหลังคณะรัฐมนตรีออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้วยเม็ดเงินแสนล้านบาทภายในวันเดียว

1.ช่วยค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน และค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน เริ่มเดือน ธ.ค. 2561-ก.ย. 2562 จำนวน 8.2 ล้าน ครัวเรือน ใช้เงิน 2.7 หมื่นล้านบาท

2.เติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ 14.5 ล้านคน คนละ 500 บาท วงเงิน 7,250 ล้านบาท

3.ช่วยค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้น้อย 3.5 ล้านคน จำนวน 1,000 บาท วงเงิน 3,500 ล้านบาท

4.มาตรการสนับสนุนค่าเช่าบ้าน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 400 บาท/เดือน วงเงิน 920 ล้านบาท

5.มาตรการช่วยเหลือข้าราชการเกษียณที่รับบำนาญ 2 มาตรการ คือ ให้ข้าราชการบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอด 30 เท่าของเงินเดือน มาใช้เป็นบำเหน็จดำรงชีพได้เป็นครั้งที่ 3 รวม 2 หมื่นล้านบาท และเติมเงินข้าราชการบำนาญที่ได้บำเหน็จต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เป็น 1 หมื่นบาท ใช้เงิน 558 ล้านบาท

6.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำโครงการบ้านล้านหลัง วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท

การใช้อำนาจทางบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แทบไม่ต่างอะไรกับรอยเท้ารัฐบาลของนักการเมืองที่กำลังจะลงเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ก็ออกนโยบายเช็คช่วยชาติ และพอใกล้จะหมดสมัยก็สร้างโครงการไทยเข้มแข็ง หว่านโครงการลงไปในพื้นที่ด้วยเม็ดเงินเป็นแสนล้านบาทเช่นกัน

หรือสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ก็ใช้นโยบายประชานิยม  ทั้งรถคันแรก หรือจำนำข้าว เพื่อ หมัดใจประชาชนและสร้างฐาน เสียงทางการเมืองไม่ต่างกัน

ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเรียกนโยบายของตัวเองว่าอะไร แต่สุดท้ายการดำเนินการก็เหมือนกัน คือ นโยบายประชานิยม ซึ่งหวังผลในทางการเมือง

“ไม่อยากให้สื่อเขียนว่ารัฐบาลนี้แจกๆ เพื่อการเมือง เพราะทุกอย่างกว่าจะออกมาได้มันต้องดูกฎหมาย  ดูวิธีการ ดูงบประมาณ ก็พยายามเร่ง สปีดให้เต็มที่ พอดีออกมาในช่วงนี้ อย่าหาว่าเป็นเรื่องการเมืองไปทั้งหมดเลย” พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจง แต่ภายใต้เม็ดเงินกว่าแสนล้านบาทนั้นได้มีสัญญาณหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงออกมาแล้วว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 24 ก.พ. 2562 ค่อนข้างแน่นอน จากเดิมที่หลายฝ่ายกังวลว่าการมีคำสั่ง คสช.ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม ความแน่นอนของการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นไม่ได้มาจากปัจจัยในเรื่องการออกนโยบาย ลด แลก แจก แถมของรัฐบาลเท่านั้น  แต่พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยก็มีความพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ในระดับหนึ่งด้วย

สิ่งที่ยืนยันได้ถึงความพร้อมของพรรคการเมืองประการหนึ่งเห็นได้จากการที่แต่ละพรรคมีนักการเมืองหน้าเก่าหน้าใหม่ทยอยเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคจำนวนมาก ในช่วงที่ใกล้เส้นตายวันที่ 26 พ.ย.

ความพร้อมของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ถึงขนาดที่ว่ามีผู้สมัครครบตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่ กกต.เคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าแต่ละจังหวัดจะมี สส.ได้กี่คน แต่ติดตรงที่ยังไม่สามารถจัดสรรให้ลงตามเขตเลือกตั้งได้ เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้ประกาศเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งออกมา

ถึงจะมีพรรคการเมืองเล็กบางพรรคออกอาการงอแงไปบ้าง ว่าไม่พร้อมกับการเลือกตั้งและขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่ที่สุดแล้ว คสช.และ กกต.คงไม่รับข้อเสนอนี้ไว้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม เหนืออื่นใดแล้วเป็นส่วนหนึ่งของ คสช.และรัฐบาลต่างหากที่มองเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่การเลือกตั้งควรจะเกิดขึ้น

ถ้าให้ไปถาม คสช.เวลานี้ว่ามั่นใจจะชนะพรรคเพื่อไทยหรือไทยรักษาชาติหรือไม่ คำตอบที่ได้อาจจะเป็นในลักษณะที่ว่ามีความมั่นใจประมาณ 50-60% แต่ครั้นจะให้ยื้อการเลือกตั้งออกไปอีก น่าจะทำให้ คสช.รวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐมีแต่เสียกับเสียมากขึ้น

ต้องยอมรับกระแสความนิยม คสช.หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ณ เวลานี้  ไม่ดีและพรั่งพรูเหมือนในอดีต ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเองก็มีการบริหารงานที่ ไม่เข้าเป้ามากนัก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

จึงไม่แปลก เมื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ตรงเป้าจนคนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ชอบผลงานของ คสช. กลายเป็นที่มาที่ทำให้รัฐบาลต้องออกแคมเปญเพื่อเอาใจประชาชนด้วยเม็ดเงินกว่าแสนล้านบาท เพื่อให้ประชาชนหันมาสนใจกับผลงานของ คสช.บ้าง

ความได้เปรียบของ คสช.มีอยู่เหนือพรรคการเมืองทุกประตูก็จริง เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการเหมือนรัฐบาลก่อนๆ ทำให้สามารถใช้อำนาจเพื่อออกมาตรการเอาใจประชาชนได้ เพียงแต่การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากกำลังรอคอย หาก คสช.ปล่อยให้เนิ่นนานออกไป แน่นอนว่าโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งย่อมมีน้อยขึ้นไปอีก

ดังนั้น เมื่อความได้เปรียบของรัฐบาลและ คสช.มีเวลาจำกัด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปล่อยให้การเมืองเดินไปตามวิถีทาง เพื่อให้ตัวเองมีลุ้นกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง

เร่งเครื่องแก้เศรษฐกิจ เก็บแต้มก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571444

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 07:13 น.

เร่งเครื่องแก้เศรษฐกิจ เก็บแต้มก่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้การเลือกตั้งมากเท่าไร แรงกดดันยิ่งมากขึ้นทุกที

แรงกดดันที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลื่อนการเลือกตั้ง ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อคุ้มครองการทำงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง

การแบ่งเขตเลือกตั้งทีแรกดูเหมือนจะไม่มีปัญหา แต่ทำไปทำมากำลังจะกลายเป็นปัญหาใหม่และใหญ่กว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด เพราะการ ขีดเส้นแบ่งของ กกต.ที่ขยับแม้แต่องศาเดียวก็มีผลต่อการตัดสินแพ้ชนะกันได้ ทำให้การแบ่งเขตจึงยืดเยื้อมา ถึงปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ควรจะต้องประกาศตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ความล่าช้าที่เกิดขึ้นกับ กกต.เล่นเอาพรรคการเมืองออกอาการหัวเสียเหมือนกัน เพราะกลัวกันว่าจะมีอภินิหารทางกฎหมายเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งแบบกำปั้นทุบดิน

แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลและ คสช.นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความชัดเจนเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินเข้ามาผสมโรงด้วย เรียกได้ว่า “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” แบบไม่เว้นวันหยุดราชการ

โพลหลายสำนักระบุตรงกันมาตลอดว่าแม้คะแนนความนิยมโดยรวมของรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังดีอยู่ แต่ด้านหนึ่งก็ยังไม่พอใจกับนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากนัก

จากผลการสำรวจที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ คสช.คาดคิด

ปัญหาหลักและหนักที่สุดที่ คสช.และรัฐบาลยังแก้ไขไม่ตก คือ ราคาผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะปาล์มและยางพารา

ตลอด 4 ปีของการบริหารประเทศของ คสช.พบว่าราคาผลผลิตทางการเกษตรทั้งสองชนิดยังไม่กระเตื้องเท่าใดนัก ออกไปในลักษณะทรงกับทรุดเท่านั้น

กลุ่มชาวสวนยางพยายามจะออกมาชุมนุมเพื่อสร้างแรงกดดันมายังรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหา แต่ก็ถูกรัฐบาลสกัดให้อยู่ภายในพื้นที่หลายครั้ง เพราะกลัวจะกระทบต่อความมั่นคง พร้อมกับอ้างเหตุผลถึงปัญหาราคาที่ตกต่ำว่าเป็นเพราะความต้องการยางพาราในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง

แต่มาวันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังออกตัวเร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราเป็นพิเศษ ถึงขั้นมีการถ่ายรูปการประชุมและเผยแพร่ลงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา

“บ่ายนี้ผมเรียกประชุมด่วนเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ปาล์ม : มีมาตรการเร่งด่วนใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ผสมดีเซลทำ B20 ยาง : มีโครงการพัฒนาอาชีพคนละไม่เกิน 10-15 ไร่ ลดปริมาณการผลิตยาง ชะลอการกรีด ส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ขอเอกชนร่วมมือ ฯลฯ ยังไงพรุ่งนี้จะนำเสนอ ครม.ร่วมกันพิจารณาอีกทีครับ”เนื้อหาที่ปรากฏออกมาทางเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกตัวแรงครั้งนี้ด้านหนึ่งก็หวังผลในทางการเมืองเช่นกัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าคะแนนที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะเลือกตั้งจะมาจากกลุ่มประชาชนฐานรากอย่างภาคเกษตรกร นอกเหนือไปจากกลุ่มชนชั้นกลาง

พรรคเพื่อไทยที่สามารถครองความเป็นใหญ่ในการเลือกตั้งมาได้หลายสมัยก็มาจากความสามารถในการผลิตนโยบายเพื่อซื้อใจเกษตรกร ทั้งในภาคอีสานและภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ อาจจะไม่ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ แต่เพียงพอต่อการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

คราวนี้ก็เช่นกัน พรรคพลังประชารัฐ ที่ต่างรู้กันอยู่ว่าเตรียมนำนโยบายของรัฐบาลไปหาเสียงเลือกตั้ง ก็หวังเดินตามโมเดลของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน เพราะบรรดาอดีต สส.ที่เข้ามาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐนั้นก็ต่างรู้ทางพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี

เพียงแต่พรรคพลังประชารัฐคงไม่สามารถใช้แต่องคาพยพของพรรคได้แต่เพียงพรรคเดียว เพราะยังต้องหวังพึ่งพันธมิตรนอกพรรคการเมืองเพื่อสยบพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติด้วย

อย่างการเข้ามาแก้ไขปัญหาราคายางแบบจริงจังช่วงนี้ ย่อมเชื่อมโยงไปถึงการสร้างคะแนนความนิยมในพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน ซึ่งถ้าพรรคพลังประชารัฐลงไปสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ด้ามขวานโดยตรง ย่อมต้องเสียเปรียบเจ้าของพื้นที่เดิมอยู่ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องส่งเสบียงให้กับ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หนึ่งในพรรคพันธมิตรของพรรคพลังประชารัฐ เข้าไปสู้ในสนามนั้นแทน

แม้ในระยะเฉพาะหน้านี้อาจจะ ไม่ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบใหม่และการสนับสนุนของพรรคพลังประชารัฐอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะลดการผูกขาด สส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ได้บ้างในระดับหนึ่ง

ดังนั้น นับจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นรัฐบาลลงมาโชว์ศักยภาพการทำงานมากขึ้น พร้อมกับการโหมประชาสัมพันธ์ผลงานครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อที่พรรคพลังประชารัฐจะได้อาศัยผลงานของรัฐบาลในการขับเคลื่อนพรรคระหว่างลงสนามเลือกตั้ง

เมื่อการเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าทุกครั้ง จึงไม่แปลกที่รัฐบาลเองก็ต้องทุ่มสุดตัวเช่นกัน

เลื่อนเลือกตั้ง สะท้าน ‘พลังประชารัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571339

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 07:49 น.

เลื่อนเลือกตั้ง สะท้าน 'พลังประชารัฐ'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยชักมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอีกแล้ว ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 16/2561 ซึ่งมีนัยถึงการเลื่อน การเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีปัญหาเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง จน คสช.ต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อเข้ามาแก้ปัญหา

“ในการนี้หากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือมติใดๆ ของ กกต.ที่ออกไว้ ก็ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้เป็นไปตามมติ กกต.

การพิจารณาหรือดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด เพื่อให้การดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อยและเกิดความเป็นธรรมแก่พรรคการเมือง และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย” สาระสำคัญของหัวหน้า คสช.

สาเหตุที่ต้องบอกว่าคำสั่ง คสช.ครั้งนี้มีความหมายทางการเมือง เพราะเดิมที กกต.มีความตั้งใจว่าจะประกาศเขตเลือกตั้งออกมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับกำลังภายในบางประการ จึงทำให้ กกต.ไม่สามารถดำเนินการ ได้ทัน จึงเป็นที่มาทำให้ คสช.ต้องใช้มาตรา 44

แต่เหนืออื่นใดนั้นคำสั่งที่ออกมานี้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมไม่น้อยว่า คสช.กำลังคิดจะเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่

การเลื่อนเลือกตั้งในความหมายนี้มีด้วยกัน 2 แนวทาง

1.การเลื่อนเลือกตั้งที่อยู่ภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลบังคับใช้วันที่ 11 ธ.ค. หากนับไปจนถึงวันที่ 150 ที่จะสามารถเลือกตั้งนั้นก็จะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค. 2562

ดังนั้น ถ้าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 ก็อาจเป็น กรอบเวลาที่น่าจะยอมรับกันได้ เนื่องจากยังเป็นไปตามกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

2.การเลื่อนเลือกตั้งที่ไม่อยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญ หมายความว่าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งออกไปมากกว่า 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลบังคับใช้ เท่ากับว่าการเลือกตั้ง จะถูกเลื่อนออกไปนานกว่าเดือน พ.ค. 2562 อันเป็นกรอบเวลาสุดท้ายที่รัฐธรรมนูญกำหนด

วิธีการเลื่อนเลือกตั้งตามแนวทางที่ 2 ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรนัก เพียงแค่ คสช.ใช้มาตรา 44 หรือเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อยืดเวลาการมีผลบังคับใช้ ให้นานออกไป ส่วนจะขยายเวลานานเท่าใดก็สุดแล้วแต่ความปรารถนา ของ คสช.

ถ้ามองปัจจัยสำคัญชวนให้เกิดการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่าการเลื่อนการเลือกตั้งน่าจะมีความเป็นไปได้ คือ ความไม่พร้อมของพรรคการเมือง

ดังจะเห็นได้จากพรรคการเมืองขนาดเล็กเริ่มก่อหวอดให้เห็นออกมาแล้วว่าตัวเองไม่พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอาศัยเรื่องการหาสมาชิกพรรคการเมืองไม่ทันกับการให้คุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคครบ 90 วันมาเป็นข้ออ้าง

ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ย่อมไม่เป็นเรื่องบังเอิญ โดยย่อมมีมือที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลัง

เพราะฉะนั้น การประชุมร่วมกันของ กกต.และพรรคการเมืองในวันที่ 22 พ.ย. พรรคการเมืองขนาดเล็กจะใช้เวทีนี้เพื่อกดดันให้ กกต.พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง

มองในมุมของ คสช. ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ แล้วก็พยายามมองความเป็นไปได้ในการเลื่อนการเลือกตั้ง

ในมุมหนึ่ง คสช.ยังวิตกเหมือนกันว่าถ้าปล่อยการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นใน วันที่ 24 ก.พ. 2562 พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ จะได้รับเสียงข้างมากในการเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล

กลยุทธ์ “แตกพรรค” ของพรรคเพื่อไทยที่ใช้แก้เกมระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม เป็นหมากการเมืองที่ คสช.เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เพราะแม้พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.เขตและไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น แต่จำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่พรรคเพื่อไทยจะเสียไปนั้น ก็จะไปตกอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติแทน

แม้ด้านหนึ่งการแตกพรรคที่เกิดขึ้นจะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันในพรรค แต่ต้อง ไม่ลืมว่าถึงอย่างไรเสียทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติก็ยังเป็นพันธมิตรกันอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้เอง คสช.จึงอาจเริ่มหวั่นว่าภายในเวลาที่มีอยู่จำกัดบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น วันที่ 24 ก.พ. 2562 ชัยชนะจะตก เป็นของพรรคเพื่อไทยและพรรค ไทยรักษาชาติ

อย่างไรก็ตาม ครั้นจะเลื่อนการเลือกตั้งด้วยวิธีการใช้อำนาจแบบ กำปั้นทุบดิน ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ต้องการ เพราะการเมืองชั่วโมงนี้มีความซับซ้อนหลายชั้นอย่างมาก

หากอยู่ดีๆ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งขึ้นมา ผลกระทบแรงที่สุดจะไปตกอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ เพราะพรรคพลังประชารัฐถูก จับจ้องมองด้วยสายตาในทำนองว่าเป็นเงาของ คสช.อยู่แล้วทุกวันนี้

การมีคำสั่ง 13/2561 จึงเป็นเพียงการโยนหินว่าจะมีกระแสในทางลบ หรือไม่ ถ้าแรงต้านมีไม่มาก การเลื่อนการเลือกตั้งภายในกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญที่ไม่เกินเดือน พ.ค. 2562  คสช.ก็อาจกลับมาพิจารณาถึงความเป็นไปได้เช่นกัน

ยื้อแบ่งเขตเลือกตั้ง ปมร้อนฉุด คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571240

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 09:39 น.

ยื้อแบ่งเขตเลือกตั้ง ปมร้อนฉุด คสช.

สัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏในเวลานี้กำลังสร้างความกังวลว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปอาจมีเหตุต้องขยับออกไป

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏในเวลานี้กำลังสร้างความกังวลขึ้นในสังคมว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปวันที่ 24 ก.พ. 2562 อาจมีเหตุให้ต้องขยับออกไป ทั้งที่หลายฝ่ายออกมาขานรับและตั้งตารอการเลือกตั้งอย่างใจจดใจจ่อ

เริ่มตั้งแต่พรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือเรียกได้ว่าน้องใหม่ ออกมารวมตัวเตรียมยื่นเรื่องเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ให้พิจารณาขยับวันเลือกตั้งจากเดิมออกไปเป็นวันที่ 5 พ.ค. 2562

“การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นจะต้องมีความรัดกุม ถ้าไม่มีทิศทางที่ชัดเจนกับอนาคตกับบ้านเมือง หากรีบให้มีการเลือกตั้งโดยที่ทุกฝ่ายยังไม่มีความพร้อม อาจทำให้เกิดปัญหาได้” สาธุ อนุโมทามิ หัวหน้าพรรคพลังไทยดี ระบุ

ก่อนหน้านี้หากส่องภาพรวมของสถานการณ์อันเป็นปัจจัยให้การเลือกตั้งจำต้องเลื่อนออกไปนั้น ถือว่าค่อนข้างรางเลือนลงอย่างเห็นได้เด่นชัดจากหลายประการ

เริ่มด้วยสัญญาณแรกว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ณ กระทรวงกลาโหม ซึ่งยืนยันหนักแน่น “ทุกอย่างยืนยันเป็นไปตามโรดแมป ทาง กกต.ได้ออกมายืนยันแล้วว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นวันเลือกตั้ง”

สอดรับกับสัญญาณจากผู้รับผิดชอบในการเลือกตั้ง อย่าง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ที่ระบุว่า กกต.พร้อมจัดการเลือกตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2562 จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562 ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาที่กฎหมายการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้

แม้แต่ก่อนหน้านี้ หลัง กกต.กำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 แต่อาจกระทบกับนักเรียนกว่า 4.5 แสนคน ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ที่กำลังวางแผนจะสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) หรือ GAT/PAT

โดยตรงกับระหว่างวันที่ 23-26 ก.พ. 2562 ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเตรียมพิจารณาเลื่อนการสอบดังกล่าวให้เร็วขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง เป็นวันที่ 16-17 ก.พ. 2562 เพื่อให้เยาวชนมีสิทธิเลือกตั้งทุกคนได้สอบก่อน เนื่องจากหากเลื่อนการสอบไปหลังวันเลือกตั้ง อาจจะกระทบกับระบบกลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS)

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เองได้เริ่มต้นออกตัวหลัง กกต. ประกาศรับรองสถานะความเป็นพรรคการเมือง เป็นที่เรียบร้อยก็เปิดให้ผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคคลมีชื่อเสียงอย่างคับคั่ง รวมถึงเดินสายพบปะเยาวชนตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

แต่สัญญาณล่าสุด หัวหน้า คสช.มีคำสั่งที่ 16/2561 ให้อำนาจ กกต.เปลี่ยนแปลงพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้ง-ขยายเวลาประกาศเขตเลือกตั้งได้จนกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ให้พรรคการเมืองสรรหาผู้สมัครได้จนถึงวันรับสมัคร

ด้วยเหตุผลที่ว่ามีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่างๆ ร้องเรียนจำนวนมากว่า การร่วมแสดงความคิดเห็นไม่หลากหลายครบถ้วนและการพิจารณาเสนอแนะจากระดับพื้นที่ขึ้นไปยัง กกต.ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ รวมทั้งการทำงานของ กกต.ก็เร่งรัด

ดังนั้นเพื่อให้การแบ่งเขตเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงสมควรผ่อนผัน และขยายเวลาให้ กกต.ดำเนินการต่อไป ตามหน้าที่และให้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในการสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปการเมือง ตลอดจนป้องกันการกระทำอันอาจเป็นการกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ หรือราชการแผ่นดิน

ชนวนดังกล่าวทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงจากทั้งคนในสังคมและบรรดานักการเมือง จนเริ่มออกมาดักคอถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดพรคหนึ่งหรือไม่ หรือมีเจตนาจะหาเหตุผลเปิดทางเปิดทางยื้อการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม

ทั้งที่ทุกอย่างได้ตระเตรียมความพร้อมรองรับไว้ทุกด้านหมดแล้ว การออกคำสั่ง คสช. เช่นนี้จึงไม่เป็นผลดีกับทั้ง คสช. และกับประเทศในระยะยาว

เมื่อก่อนหน้านี้ฝั่ง กกต.เองได้ออกมายืนยันถึงความพร้อมในการตระเตรียมการเลือกตั้ง จึงไม่น่าจะเป็นเหตุถึงขั้นต้องออกคำสั่ง คสช.มายื้อเวลาการเลือกตั้งออกไป

ยิ่งเวลานี้หลายพรรคการเมืองออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ อาจเป็นการชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบให้กับบางพรรคหรือไม่นั้น ย่อมย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. และพรรคพลังประชารัฐที่กำลังจะเปิดตัวในเวลานี้ โดยมีรัฐมนตรีเข้าไปร่วมเป็นแกนนำ

ที่สำคัญการกระทำครั้งนี้ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. พอสมควรและหากไม่เร่งชี้แจงย่อมกระทบไปถึงความเชื่อมั่นต่อการจัดการเลือกตั้ง และการยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

สุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมายัง คสช.ในฐานะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและยังทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือลดลงไปเรื่อยๆ ในวันที่เตรียมตัวก้าวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว

ล้างบางจำนำข้าว สะท้านเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570948

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 08:22 น.

ล้างบางจำนำข้าว สะท้านเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยกำลังเดือดได้ที่พอสมควร ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เริ่มตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวรอบสองแบบลงลึกมากขึ้น ถึงขั้นที่มีการพยายามตรวจสอบว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ในประเด็นนี้เดิมทีถูกเปิดออกมาโดย “นรวิชญ์ หล้าแหล่ง” ทนายความของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ว่ามีกรรมการ ป.ป.ช. พยายามตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหาจุดเชื่อมโยงว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ผ่านบุคคลที่อยู่ระหว่างการรับโทษในคดีดังกล่าว ทั้งๆ ที่อดีตนายกฯ ทักษิณไม่ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐแต่อย่างใด

“ก่อนนี้มีข่าวมาโดยตลอดว่า กรรมการ ป.ป.ช.บางคนได้วิ่งเข้าออกเรือนจำเป็นประจำ และมีจำเลยในคดี จีทูจีหลายรายมีสิทธิพิเศษไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ แต่อยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจแทน และได้มีความพยายามนำคดีจีทูจีนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นวาระจร เพื่อให้ตั้งอนุกรรมการไต่สวน แต่กรรมการ ป.ป.ช.หลายท่านไม่เอาด้วย” ทนายความของยิ่งลักษณ์ ระบุ

เมื่อถูกเปิดประเด็นออกมาเช่นนี้ ส่งผลให้ ป.ป.ช.ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ ถึงขั้นที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ต้องปฏิเสธเป็นพัลวันว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเป็นหลักเท่านั้น

“ถ้าเกี่ยวข้องกับใคร มีพยานหลักฐานอย่างไร เวลา ป.ป.ช.จะดำเนินการผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาเข้ากระบวนการไต่สวน ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องจริงกรรมการ ป.ป.ช.คงไม่สั่งไต่สวนเพิ่มเติม” คำยืนยันจากประธาน ป.ป.ช.

การลงแรงของ ป.ป.ช.ในคดีนี้และเวลานี้นับว่ามีนัยทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่ากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคในเครือข่ายถือเป็นตัวเต็งที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมบรรดาคนในพรรคเพื่อไทยถึงออกอาการไม่พอใจกับการทำงานของ ป.ป.ช.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดเวลาที่ ป.ป.ช.ชุดนี้เข้ามารับตำแหน่งในระหว่างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศก็ถูกจับตามองเป็นพิเศษพอสมควร โดยเฉพาะความเป็นกลางทางการเมือง

ป.ป.ช.ถูกท้าทายมาตลอดว่าจะเข้ามาตรวจสอบรัฐบาลและ คสช.หรือไม่ ภายหลังเกิดกรณีนาฬิกาหรูที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องยื่นให้กับ ป.ป.ช. ซึ่งเวลาที่ผ่านไปก็เป็นคำตอบในระดับหนึ่งแล้วว่าการพิจารณาคดีมีความล่าช้าพอสมควร เมื่อเทียบกับมาตรฐานของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบความไม่โปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกัน การทำงานของ ป.ป.ช.ในกรณีของการตรวจสอบโครงการระบายแบบจีทูจีรอบสอง  มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจ

กล่าวคือ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้ง ป.ป.ช.ในอดีตได้นำเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ทักษิณ จะเป็นไปในลักษณะที่พบว่าในคำพิพากษานั้นได้ระบุถึงความไม่โปร่งใสในกรณีที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ซึ่งในคำพิพากษาระบุถึงความไม่ชอบมาพากลของการแปลงภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม รวมไปถึงการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

ทันทีที่มีคำพิพากษาดังกล่าว ออกมา ป.ป.ช.เร่งดำเนินการจนสามารถนำทั้งสองคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาฯ  ได้ในเวลาต่อมา แต่สำหรับกรณีของโครงการรับจำนำข้าวทั้งในรายของ ยิ่งลักษณ์ และบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ไม่ได้ปรากฏ ร่องรอยที่จะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ไว้ชัดเจนมากนัก

ดังนั้น การที่ ป.ป.ช.พยายามใช้กระบวนการพยานบุคคลเพื่อเข้ามาต่อจิ๊กซอว์นั้น ด้านหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ดำเนินการได้ แต่เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ต้องตอบคำถามสังคมหนักพอสมควรเช่นกัน เพราะแนวทางการตรวจสอบโครงการระบายข้าวรอบสองของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมาอยู่ บนฐานของการเอาผิดเจ้าหน้าที่และภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ในทางการเมืองแล้ว ต้องยอมรับว่าการขยับตัวของ ป.ป.ช.ในประเด็นนี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายต้องส่งสายตามายัง ป.ป.ช.ไม่น้อย

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายอาศัยความนิยมของฐานเสียงตัวเองที่มีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณในการขับเคลื่อนและหาเสียงเลือกตั้งเป็นหลัก ทำให้นโยบายที่กำลังจะส่งออกไปจะมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับ ของรัฐบาลในอดีตระดับหนึ่ง

หาก ป.ป.ช.ลงดาบเชือดคดีจำนำข้าวรอบสองในระหว่างการเลือกตั้ง  ถึงจะไม่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยในแง่ของการนำไปสู่การยุบพรรคก็จริง แต่ในทางการเมืองแล้ว พรรคเพื่อไทยคงเจอกับมรสุมและถูกรุมกินโต๊ะไม่น้อย อันจะมีผลให้การไปถึงเส้นชัย เกิดสะดุดลงได้

นับจากนี้เส้นทางในสนามเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย คงไม่ง่ายอย่างที่ปรากฏออกมาให้เห็นในโพลของพรรคอีกต่อไป

ทักษิณโพล ชิงกระแส-ปลุกเครือข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570848

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 07:55 น.

ทักษิณโพล ชิงกระแส-ปลุกเครือข่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นที่ฮือฮาในทางการเมืองไม่น้อย ภายหลังมีรายงานข่าวออกมาว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้จ้างบริษัททำวิจัยของสหรัฐอเมริกาทำโพลสำรวจคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมือง พบว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่าย ทั้งพรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย จะได้ สส.รวมกัน 290 คน จากทั้งหมด 500 คน หรือคิดเป็น 58%

การทำโพลของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะย้อนกลับไปเมื่อครั้งทำงานในนามพรรคไทยรักไทย ปรากฏว่าทักษิณก็ใช้โพลเพื่อเช็กกระแสเช่นกัน

วัตถุประสงค์ของการทำโพล เพื่อต้องการจะตอบโจทย์ว่าพรรคของตัวเองมีความนิยมอยู่ในระดับใด ไม่เพียงแต่ต้องการทราบในภาพรวมของพรรคเท่านั้น แต่ต้องการลงลึกไปถึงระดับตัวผู้สมัครด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาส่วนใหญ่บรรดานักเลือกตั้งมักจะกล่าวอ้างตัวเองมีความนิยมในพื้นที่ โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่ให้มีแต่การกล่าวอ้างลอยๆ เพื่อหวังประโยชน์จากพรรค ทำให้ทักษิณเลือกใช้โพลเป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบภายในพรรคอีกชั้นหนึ่ง เรียกได้ว่าเสมือนหนึ่งเป็นการทำไพรมารีโหวตเพื่อหาตัวผู้สมัครไปในตัว

มาครั้งนี้ก็เช่นกัน การทำโพลแน่นอนว่าเพื่อต้องการรู้ว่าตัวเองจะยืนเป็นพรรคอันดับหนึ่งในทางการเมืองหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ประกอบกับระบบการเลือกตั้ง สส.ที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้ภูมิศาสตร์การเมืองเกิดการขยับตัวอยู่ไม่น้อยพอสมควร

แม้ผลของโพลจะออกมาโดนใจพรรคเพื่อไทย แต่ด้านหนึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังมี คสช.ภายใต้สีเสื้อของ “พรรคพลังประชารัฐ” อีกด้วย

พรรคพลังประชารัฐ กำลังก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งในลำดับสำคัญเท่าๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีทั้งกระแสผ่านตัว “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และบารมีผ่านการทำงานของรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ซึ่งมีชื่อสอดคล้องกับชื่อของพรรคอย่างเข้มข้น

ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของรัฐบาลในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งจะไม่ได้ถูกจำกัดเหมือนกับรัฐบาลรักษาการในอดีต จึงยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถเร่งผลักดันโครงการประชารัฐให้ออกดอกออกผลได้มากขึ้น

การเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมักจะลงสนามเลือกตั้งในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐบาลรักษาการที่กุมอำนาจรัฐแทบทุกครั้ง มีเพียงการเลือกตั้งในปี 2550 และ 2554 ที่ไม่ได้ลงสนามในนามแชมป์เก่า ถึงสองครั้งที่ว่านั้นจะชนะเลือกตั้งได้ แต่โมเดลการเมืองเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว มีความแตกต่างกับวันนี้อย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอาวุธครบมือเหมือนในอดีต มีเพียงแต่กระแสเก่าๆ ที่สั่งสมมา แม้กระแสทักษิณจะขายได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายของการเลือกตั้งที่จะมาถึง มิเช่นนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยคงไม่เกิดสภาพเลือดไหลไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคเครือข่ายเพื่อไทยอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาภายในพรรคเองก็มีเรื่องปวดหัวอยู่ไม่น้อย ภายหลังการขึ้นมากุมอำนาจของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หน้าฉากอาจจะบอกว่าทั้งสองพรรค “เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ” สามัคคีปรองดองกัน แต่ลึกๆ แล้วความบาดหมางภายในที่มีต่อกันก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำพื้นที่ทางการเมืองในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อคู่แข่งมีความแข็งแกร่งอย่างที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยเจอ บวกกับความขัดแย้งภายในที่เดือดไม่ต่างกับยามสงบเรารบกันเอง กลายเป็นแรงบั่นทอนกำลังใจของนักเลือกตั้งภายในพรรคไม่น้อย เนื่องจากไม่รู้ทิศทางที่ชัดเจนของพรรค

ด้วยเหตุนี้ การทำโพลและผลโพลที่ออกมาเป็นคุณกับพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายใยแมงมุมของทักษิณไม่มากก็น้อย

“เรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต จะไปฟันธงได้เท่าไรอาจเกินการคาดการณ์ แต่เชื่อมั่นการเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดแลนด์สไลด์ฝั่งที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย” ท่าทีต่อทักษิณโพลจาก ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ

นอกจากนี้ ทักษิณโพลไม่เพียงแต่จะเป็นตัวเร้าให้กับพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายให้เร่งทำการบ้านสำรวจตัวเองมากขึ้นแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุกเตือนคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย ห้ามประมาทพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชารัฐ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาศัยฐานความนิยมของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหลัก

พูดง่ายๆ คือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ กระแสดี พรรคพลังประชารัฐก็จะกระแสไปด้วย

ผ่านมา 4 ปี ความได้เปรียบที่ตัวเองเคยมีนั้น ถึงจะมีอยู่แต่ก็ไม่มากเหมือนในอดีต ดังนั้น หากชะล่าใจเป็นกระต่ายนอนหลับรอเต่าอยู่หน้าเส้นชัย อาจได้เห็นปรากฏการณ์น้ำตาเช็ดหัวเข่าได้เช่นกัน

การเมืองชิงจังหวะยกแรกก่อนโหมดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570738

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 10:10 น.

การเมืองชิงจังหวะยกแรกก่อนโหมดเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียง “ดักคอ” จากบรรดาพรรค การเมืองต่างๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกำหนดวันเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562  ส่อเค้าจะกลายเป็นความไม่แน่นอนกับท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมเปิดทางให้สามารถจะเลื่อนออกไปได้จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562 โดยเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะเป็นผู้ชี้ขาด

ท่ามกลางการจับตาว่าอาจมี เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นการชิงจังหวะทางการเมือง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ทว่าในแง่ของพรรคการเมืองไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ก็ยังจำเป็นต้องออกตัวเดินหน้าเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่

ดังจะเห็นจากการขยับของแต่ละพรรคการเมืองที่เริ่มออกตัวเตรียมความพร้อม เท่าที่กฎระเบียบจะเปิดช่องให้สามารถทำได้

เริ่มตั้งแต่พรรคเพื่อไทยในฐานะ ที่เป็นแชมป์เก่า ที่บรรดาแกนนำต้องเผชิญมรสุมจนแตกกระจัดกระจายไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา เวลานี้จึงจำเป็นต้องเร่งกอบกู้ความเป็นเอกภาพสร้างความเข้มแข็งภายในเพื่อลุยศึกนอก  ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ แข็งแรงและมีความพร้อมกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ยิ่งในวันที่กฎกติกาใหม่ระบบ เลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมซึ่งบัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำมาคำนวณเป็นสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ  ที่ว่ากันว่าจะทำให้พรรคขนาดใหญ่ที่ได้ สส.เขตจำนวนมาก อาจไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออย่างที่เคยเป็น

นำมาสู่ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อย ซึ่งไม่เพียงแต่แก้เกมระบบเลือกตั้งใหม่เพื่อทำให้ได้จำนวนเก้าอี้สูงตามสูตรคณิตศาสตร์ที่คำนวณกันมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งยังเป็นแผนสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินเกิดการยุบพรรคขึ้นมาจริงๆ

พรรคเพื่อไทยที่เปรียบเสมือน ฐานใหญ่ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคี่ยวกับฐานอำนาจจากฝั่งที่สนับสนุน คสช. เวลานี้ ลงตัวในแง่แกนนำ ทั้งได้ตัวผู้บริหารพรรคชุดใหม่ พร้อมมอบหมายให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ที่จะเป็นผู้ชูธงนำทัพ เลือกตั้งครั้งนี้

พร้อมประเดิมลงพื้นที่เมืองโคราช ออกสตาร์ทลุยหาเสียงอย่างไม่เป็นทางการในทันที ก่อนตระเวนพบปะ พี่น้องประชาชนในอีกหลายพื้นที่ ล่าสุดควงลูกสาวลงพื้นที่ประตูน้ำ ที่มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

ในแง่สมาชิกและว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย บุคลากรหลักยังคงเป็นทีมงานชุดเดิม จะมีก็เพียงแต่ บางกลุ่มที่ปลีกตัวย้ายออกไปสังกัดพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น เครือข่ายพันธมิตร

โดยเฉพาะพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ออกมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบรรดาคนรุ่นใหม่และทายาทอดีต แกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้ง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค มิตติ  ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค

ในขณะที่เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของหลายคนที่ย้ายไป ทษช. ทั้ง  ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.  พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน  นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ  รวมทั้งล่าสุด สงกรานต์ เตชะณรงค์  ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ส่วนก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อชาติได้เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยเตรียมลงสนามอย่างเป็นทางการ โดยได้กำลังสำคัญอย่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา และจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. มาช่วยงาน

อีกด้านหนึ่งพรรคอนาคตใหม่  ซึ่งเปิดตัวทีมงานมาก่อนพรรคอื่นๆ เวลานี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งถือเป็นหน้าใหม่ทางการเมือง ยังคงเดินสายลงพื้นที่เก็บคะแนนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ในช่วงที่ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

คล้ายกับฝั่งพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อม ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล  หัวหน้าพรรค ยังคงยึดแผนปฏิบัติ การ “เดินคาราวะแผ่นดิน” เป็นหลัก ในช่วงนี้

ขณะที่  “ประชาธิปัตย์” หลังใช้การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่พบปะประชาชนในภูมิภาคต่างๆ  เวลานี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค กำลังเริ่มต้นสร้างเอกภาพและความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อลุยศึกเลือกตั้งที่ไม่ใช่เรื่องง่ายของประชาธิปัตย์

คู่ขนานไปกับความพยายาม ลบภาพจำในอดีตทั้งความเก่า อนุรักษนิยม ด้วยการชูทีมงาน คนรุ่นใหม่ นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ  และสุรบถ หลีกภัย รวมทั้งอีกหลายๆ คนในนาม New Dem

ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ดูเสมือนจะเป็นพรรคตัวแปรที่จะมีส่วนสำคัญในการชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล เวลานี้กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะอดีต สส.จากพรรคอื่นเข้ามาอยู่หลายราย อาทิ  ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตสส.อุทัยธานี ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต สส.พิจิตร และล่าสุด ภราดร ปริศนานันทกุล  และกรวีร์ ปริศนานันทกุล อดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา

สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นที่จับตาด้วยจุดยืนการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ด้วยข้อได้เปรียบทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน เวลานี้ได้เปิดตัวทีมงานว่าที่ผู้สมัคร ซึ่งเป็นส่วนผสมจาก คสช.และกลุ่มสามมิตร

ยังไม่รวมกับ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลที่มานั่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกมองว่าบทบาทการทำงานในเวลานี้ล้วนแต่สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคการเมืองอื่น

ดังนั้น การขยับของแต่ละ พรรคการเมืองใน “ยกแรก” ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจึง เต็มไปด้วยการชิงจังหวะที่ส่อเค้า ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ