จับตาเลื่อนเลือกตั้ง โอกาสที่เป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570657

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 12:25 น.

จับตาเลื่อนเลือกตั้ง โอกาสที่เป็นไปได้

ถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายคิดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ก็อาจมีความเป็นไปได้จะถูกเลื่อนออกไป

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการว่า 24 ก.พ. 2562 จะเป็นวันที่คนไทยในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินเข้าคูหาไปลงคะแนน แต่ก็ดูเหมือนว่าบางฝ่ายยังวิเคราะห์กันว่าอาจมีการเลื่อนเลือกตั้ง

“กกต.และ คสช.ควรพูดความจริงกับประชาชนว่าการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และต้องเลื่อนเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ไม่มีปัจจัยทางการเมืองก็ตาม เพราะทางเทคนิคแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากยังมีพรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการรับจดจัดตั้งพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง 31 พรรค

ขอให้ กกต.และ คสช.หารือกันเพื่อให้ตกผลึก ให้ได้ข้อสรุปเรื่องวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ได้ตามที่ คสช.และ กกต.สบายใจ แต่ขอว่าต้องเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย และต้องพูดความจริงกับประชาชน”จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงระบุ

ทันทีที่แกนนำคนเสื้อแดงออกมาบอกแบบนี้ ปรากฏว่า กกต.ต้องออกมาชี้แจงแบบทันควันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว

“สำนักงาน กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 อย่างแน่นอน ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กังวลว่า กกต.ยังไม่รับรองจดจัดตั้ง 31 พรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป ทั้งนี้ การรับจดจัดตั้งพรรคเหลือเพียง 12 พรรคการเมืองเท่านั้น”พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ชี้แจง

การคาดการณ์ของจตุพรนับว่าเป็นอะไรที่น่ารับฟังอยู่ไม่น้อย เพราะประเด็นของเรื่องอยู่ที่ความล่าช้าของ กกต.ในการรับรองความเป็นพรรคการเมืองของพรรคการเมือง

ต้องไม่ลืมว่าบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 เท่ากับว่าบรรดานักเลือกตั้งที่จะเข้ามาเป็นผู้สมัคร สส.ต้องมีอายุความเป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 90 วันตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ คือ ต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่เกินวันที่ 26 พ.ย.

ดังนั้น หาก กกต.รับรองพรรคการเมืองไม่ทันในวันดังกล่าว ย่อมกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ของการหาตัวผู้สมัครหรือการเปิดรับสมาชิกพรรคการเมือง

ไม่เพียงเท่านี้ หรือต่อให้ กกต.สามารถรับรองทุกพรรคการเมืองที่เหลือได้ทันเส้นตายวันที่ 26 พ.ย. แต่ก็มีคำถามว่าพรรคการเมืองโดยรวมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ โดยเฉพาะการทำนโยบายพรรคมาเสนอกับประชาชนเพื่อดึงคะแนนเสียง

การทำนโยบายของพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถนำเสนอในลักษณะลอยๆ หรือขายฝันได้แบบในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกบังคับให้พรรคการเมืองต้องแสดงที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้สำหรับการทำนโยบายพรรคการเมืองด้วย หากพรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล

ตรงนี้เองที่พรรคการเมืองกลัวว่าจะทำงานได้ไม่ทันกับเวลาการหาเสียงที่มีอยู่น้อยพอสมควร เพราะแม้แต่พรรคพลังประชารัฐเองก็อาจกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่เช่นกัน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนไปนั้นมีพอสมควร

ทว่า การเลื่อนเลือกตั้งในบริบทนี้ยังเป็นการเลื่อนที่อยู่ภายในกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ภายใน 150 วัน นับแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ ซึ่ง 150 วัน จะไปครบกำหนดช่วงเดือน พ.ค. 2562 โดยไม่ใช่เป็นการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเกินกว่า 150 วัน หรือมากกว่านั้น ถ้าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งอย่างหลัง แน่นอนว่าการเมืองน่าจะเกิดการกระเพื่อมพอสมควร

ดังนั้น การประชุมหารือร่วมกัน กกต.และพรรคการเมืองที่อาจจะมีขึ้นในเดือน ธ.ค. หรือเร็วกว่านั้นจึงมีความหมายต่อการเมืองเป็นอย่างมาก

ตามขั้นตอนของการประชุม กกต.จะต้องชี้แจงและตอบข้อซักถามของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการทำกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมือง

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากอาจเรียกร้องให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วยการอ้างว่าเวลาของการเตรียมตัวเลือกตั้งนั้นสั้นเกิน สวนทางกับพรรคการเมืองปัจจุบันที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนด

ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่หรือพรรคการเมืองเล็กต่างมีศักดิ์ศรีเท่ากัน หากมีข้อขัดแย้งเรื่องความไม่พร้อมของพรรคการเมืองขึ้นมา กกต.ก็จำเป็นต้องให้พรรคการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจว่าพร้อมจะลงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งคงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการให้พรรคการเมืองโหวต

เมื่อการเมืองเดินไปถึงจุดนั้น ถ้าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ คือ ไม่เกินเดือน พ.ค. 2562 ก็อาจเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่น่าจะยอมเทคะแนนให้ แม้ว่าพรรคการเมืองที่เป็นขั้วอำนาจเก่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายคิดว่าจะมีขึ้นใน 24 ก.พ. 2562 ก็อาจมีความเป็นไปได้จะถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน

ยื้ออำนาจสุดซอย คุมเกมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570524

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 10:21 น.

ยื้ออำนาจสุดซอย คุมเกมเลือกตั้ง

หากโซ่ตรวนที่ล็อกพรรคการเมืองได้รับการปลดล็อกเมื่อไหร่ คสช.และรัฐบาลจะกลายเป็นเป้าโจมตีผ่านนโยบายหาเสียง

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนเสียทีสำหรับการเลือกตั้งของประเทศไทยครั้งแรกในรอบ 4 ปี ภายหลังรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะเป็นวันที่คนไทยในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินเข้าคูหาลงคะแนนเพื่อเลือกตัวแทนปวงชนชาวไทยกันสักที

กรอบเวลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่เดือน ธ.ค. และ ม.ค. 2562 เป็นหลัก

11 ธ.ค.วันแรกในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะเป็นวันแรกของการนับหนึ่งในการกำหนดวันเลือกตั้งว่าจะต้องเกิดขึ้นภายใน 150 วัน หมายความว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างช้าสุดในวันที่ 9 พ.ค. 2562

ตามด้วยการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส. และการปลดล็อกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.ที่จะเป็นการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 คน

เบ็ดเสร็จทั้งหมด ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่และนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนในช่วงเดือน มิ.ย. 2562

เรียกได้ว่านับถอยหลังอีก 8 เดือน ในการเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม 8 เดือนนับจากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงเวลาที่การเมืองจะเกิดเหตุการณ์สำคัญอีกไม่น้อย โดยเฉพาะการที่รัฐบาลประกาศตัวออกมาแล้วว่าตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ยังเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์เหมือนกับวันที่เข้ามาบริหารประเทศด้วยการรัฐประหาร

“รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ เว้นแต่จะมีเหตุใดเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องพ้นไป เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.และรัฐบาลนี้อยู่แบบมีอำนาจเต็มต่อไปจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนรับหน้าที่

ส่วนการปฏิบัติตัวของ ครม.ต้องแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.รัฐมนตรี 4 คน ที่ไปเกี่ยวข้องกับการทำงานในฐานะพรรคการเมือง แม้ไม่มีความเสียหายเรื่องของกฎหมาย แต่ต้องดูเรื่องมารยาท 2.นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเหมือนที่ผ่านมา โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปเอื้อประโยชน์” ถ้อยคำจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พ.ย.

จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติต่างทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญยังให้รัฐบาลชุดนี้และ คสช.ยังมีอำนาจต่อไป ซึ่งหมายถึงการมีขีปนาวุธมาตรา 44 อยู่ในมือ ไม่ถูกจำกัดการใช้อำนาจเหมือนกับรัฐบาลที่อยู่ในช่วงรักษาการเหมือนกับรัฐบาลปกติที่ผ่านมา

การประกาศย้ำชัดกันอีกรอบอย่างที่ปรากฏออกมา ย่อมส่งนัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

ท่าทีของรัฐบาลที่แสดงออกมาต่อเรื่องนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงต้องการรักษาความได้เปรียบของตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุด

การมีอำนาจเต็ม 100% ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลรักษาการชุดไหนก็อยากได้เอาไว้ เพราะหมายถึงการสามารถอนุมัติงบประมาณหรือโครงการใหม่ๆ เพื่อดึงคะแนนเสียงประชาชนให้มาสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลอีกสมัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอำนาจลักษณะนี้ ย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าตัวเองไม่ได้สนใจงานการเมือง ก็คงไม่เป็นไรและไม่มีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศต่อสาธารณะว่ามีความสนใจงานการเมือง เพียงแต่ยังไม่ระบุลงให้ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมงานกับพรรคการเมืองใดเท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์จะถือไพ่เหนือกว่าพรรคการเมืองอื่น

ขณะเดียวกัน ไม่เพียงแต่การมีอำนาจสมบูรณ์ 100% เท่านั้น แต่รัฐบาลยังกุมความได้เปรียบอีกประการด้วย ภายหลังระบุว่าจะดำเนินการปลดล็อกการเมืองช่วงปลายเดือน ธ.ค.

เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ คสช.และรัฐบาลยังไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระได้โดยง่าย

การปลดล็อกในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ภายใต้เงื่อนไขการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 มีผลให้เหลือเวลาที่พรรคการเมืองจะเสนอนโยบายและทำกิจกรรมทางการเมืองโดยสมบูรณ์เพียงประมาณ 2 เดือนเท่านั้น

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอ้างว่าระยะเวลาการหาเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 45-60 วัน การออกมาระบุเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการบอกความจริงแค่ครึ่งเดียว

ในอดีตระยะเวลาการหาเสียงจะอยู่ราว 45-60 วันก็จริง แต่ก่อนถึงช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะพบว่าพรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมการเมืองได้ปกติ ไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่ข้อห้ามบางเรื่องที่กฎหมายกำหนดห้ามพรรคการเมืองกระทำเท่านั้น

เมื่อ คสช.และรัฐบาลมีอำนาจเต็ม 100% บวกกับการยื้อการปลดล็อกการเมืองไปจนถึงช่วงปลายเดือน ธ.ค. เป็นการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและ คสช.กำลังกลัวพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งพอสมควร

โซ่ตรวนที่ล็อกพรรคการเมืองได้รับการปลดล็อกเมื่อไหร่ คสช.และรัฐบาลจะกลายเป็นเป้าโจมตีผ่านนโยบายหาเสียงของพรรค การเมืองทันที

ด้วยเหตุนี้ อำนาจที่อยู่ในมืออยู่แล้ว จึงต้องอยู่ในมือให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อมหลุดลอยไป

“ไทยรักษาชาติ”อาวุธใหม่ แก้เกมรธน.สกัดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570004

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 08:39 น.

"ไทยรักษาชาติ"อาวุธใหม่ แก้เกมรธน.สกัดเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในต้นปี 2562 แทบจะไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ เนื่องจากเป็นเกมสำคัญของพรรคการเมืองทุกพรรคและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีเดิมพันสูงกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา

ในศึกนี้ คสช.เป็นสงครามที่แพ้ไม่ได้ ความพ่ายแพ้ถ้าเกิดกับ คสช.ย่อมหมายถึงความล้มเหลวในทางการเมืองตลอด 4 ปีที่ทำมา ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ให้การยอมรับ คสช.เลยแม้แต่น้อย เพราะหากผลงานดีจริง แน่นอนว่าประชาชนย่อมต้องการให้เข้ามาทำงานต่อให้จบ

เช่นเดียวกับพรรคการเมืองก็ต้องการกลับมาเป็นผู้ชนะไม่ต่างกัน หลังจากถูก คสช.กดดันทางการเมืองมาตลอดเวลา 4 ปี ชัยชนะในสนามเลือกตั้งท่ามกลางกระแสความนิยมขาลงของ คสช. เป็นอีกหนึ่งความหวังที่พรรคการเมืองคิดว่าน่าจะพอมีโอกาสกำชัยชนะไม่ยากมากนัก

เมื่อการเดิมพันค่อนข้างสูง ทำให้พรรคการเมืองต้องแก้เกมกันหัวหมุนเลยทีเดียว

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกครั้งนี้จะอยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” กล่าวคือใช้บัตรเลือกตั้งสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวในการเลือก สส.ระบบแบ่งเขตและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจรวมไปถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีทางอ้อม เนื่องจากพรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลอย่างน้อย 3 คนที่จะให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

การเลือกตั้งด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคการเมืองทุกพรรคมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงเขตเลือกตั้งให้มากที่สุดจากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง เพื่อมาช่วยดึงให้พรรคการเมืองได้รับ สส.บัญชีรายชื่อด้วย

แต่อุปสรรคสำคัญ คือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคการเมืองไม่มีโอกาสได้จำนวน สส.เกินกว่าสัดส่วนคะแนนนิยมที่ตัวเองได้ เช่น ถ้าเมื่อนับคะแนนรวมทุกเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองใดสัดส่วนคิดเป็น 50% ของคะแนนเลือกตั้งทั้งหมด หากพรรคการเมืองนั้นได้ สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเกิน 175 ที่นั่งแล้ว จะมีผลให้พรรคการเมืองนั้นไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก

ด้วยเหตุนี้เองพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์แตกพรรคการเมืองออกมา เพื่อเป็นพรรคสำหรับ สส.บัญชีรายชื่อเพียงอย่างเดียว

พรรคการเมืองที่ถูกแตกไลน์ออกมา คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ซึ่งจะมีการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคในวันนี้

แนวทางการทำงานของพรรคไทยรักษาชาติ จะเป็นลักษณะแยกกันเดินแต่ร่วมกันตีกับพรรคเพื่อไทย โดยไม่ให้ทั้งสองพรรคเกิดการตัดคะแนนกันเอง

กล่าวคือถ้าเขตเลือกตั้งไหนที่พรรคเพื่อไทยมีผู้สมัครที่แข่งในพื้นที่อยู่แล้ว พรรคไทยรักษาชาติจะไม่ได้ผู้สมัครเกรดเอลงในพื้นที่นั้นแข่งกับพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้เกิดการขัดขากันเอง แต่จะหลบให้พรรคเพื่อไทยชนะในพื้นที่นั้น โดยให้ผู้สมัครของพรรคไทยรักษาชาติเข้าเส้นชัยเป็นหมายเลขสอง

ในทางกลับกันหากพื้นที่ใดพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวผู้สมัครที่แข็งแรง พรรคไทยรักษาชาติก็จะส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้เช่นกัน แต่ก็จะหวังให้ได้คะแนนเพื่อไปใช้สำหรับ สส.ระบบบัญชีรายชื่อแทน การเดินเกมรูปแบบนี้ ในมุมของพรรคเพื่อไทยมองว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการตัดคะแนนกันเองของผู้สมัครทั้งสองพรรค

อย่างไรก็ตาม การแตกหน่อออกมาเป็นพรรคไทยรักษาชาตินั้น ไม่ได้มีเหตุผลเฉพาะการแก้เกมระบบเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยด้วย

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2554 แล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน จำนวน 109 คน จะกลับมาลงเลือกตั้งพร้อมกันอีกด้วย

เมื่อที่นั่งในพรรคมีจำกัดสวนทางกับจำนวนคนที่มีความต้องการจำนวนมาก ทำให้นักเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็นอดีตสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องออกจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติ อาทิ  จาตุรนต์ ฉายแสง, นพดล ปัทมะ, ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นต้น

นอกจากนี้ อีกเหตุผลสำคัญคือกระแสความไม่พอใจกับการขึ้นมาเป็นผู้นำของคุณหญิงสุดารัตน์

คุณหญิงสุดารัตน์เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ซึ่งตำแหน่งหมายถึงการมีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้ใครลงสมัครในเขตเลือกตั้งใด หรือจะให้อยู่ในบัญชีรายชื่อในลำดับที่เท่าไรก็ได้

แน่นอนว่าย่อมมีหลายคนที่ไม่แน่ใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์จะดูแลสมาชิกพรรคอย่างทั่วถึงเหมือนกับที่ดูแลกลุ่มอดีต สส.กทม.หรือไม่ ทำให้เลือกออกจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติเพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนในสนามเลือกตั้ง

ถึงที่สุดแล้วแม้ด้านหนึ่งพรรคเพื่อไทยจะมีสภาพแตกระแหงไปบ้าง แต่ความเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติยังเข้มข้นอยู่เหมือนเดิม เพราะยังมีนายใหญ่คนเดียวกันนั่นเอง

ในสนามเลือกตั้งอาจเหมือนเป็นคู่แข่งกัน แต่เมื่อเสร็จศึกเลือกตั้งแล้ว ก็พร้อมใจเข้าร่วมกันเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านทันที

ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569894

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 09:21 น.

ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลได้ออกมา ส่งสัญญาณว่าในเดือน ธ.ค.จะมีการ ปลดล็อกการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้แบบ 100% โดยล่าสุดเป็นท่าทีที่ออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา

“ปลดล็อกแน่นอน ไม่เกิน ต้นเดือน ธ.ค.นี้ เวลานี้ คสช.ก็ปลดแล้ว มีการเดินไปหาสมาชิกพรรคกัน ได้แล้ว”

เดิมทีก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เคย ส่งสัญญาณมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อครั้งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับร่าง พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สว. โดยบอกว่าอาจจะมีการปลดล็อกในช่วงเดือน ธ.ค.เช่นกัน

ทั้งนี้ หากจะบอกถึงความเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด ก็ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้พอสมควรที่การปลดล็อกจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.

ปัจจัยสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เตรียมกรอบเวลาการดำเนินการกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ไว้แล้ว ซึ่งจะเริ่มต้นช่วงเดือน ธ.ค.  หาก คสช.ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง ก็อาจจะกระทบต่อกระบวนการเลือก สว.ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ถึงเหตุผล ที่แท้จริง คงจะหนีไม่พ้นเหตุผลในทางการเมือง

ต้องยอมรับว่าการปลดล็อกหรือ ไม่ปลดล็อก แทบไม่มีความหมายสำหรับพรรคการเมือง เนื่องจากแม้วันนี้จะยังไม่มีการปลดล็อกการเมือง ปรากฏว่าพรรคการเมืองหลายพรรคก็ฉวยโอกาสหาเสียงกันทางอ้อมกันอยู่แล้ว

บางพรรคอาศัยกระบวนการสรรหาผู้บริหารพรรค เพื่อลงพื้นที่พบกับสมาชิกพรรคของตัวเองทั่วประเทศ

บางพรรคอาศัยการบอกว่าเดินขอบคุณประชาชน ทั้งที่จริงแล้วด้านหนึ่งเป็นการหาเสียงไม่ต่างกัน

หรือบางพรรคใช้กระบวนการเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครสมาชิกพรรค แต่ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็มีการประกาศนโยบายพรรคของพรรคแทบทุกครั้ง

เรียกได้ว่าทุกพรรคการเมืองตีกินกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบังคับใช้กฎหมายกันจริงๆ ทุกพรรคต่างเข้าข่ายทำผิดกฎหมายทั้งหมด โดยเฉพาะคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

แต่ คสช.ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้พรรคการเมืองแอบแฝงหาเสียงกันต่อไปได้โดยสะดวก เหตุที่ คสช.ยอมให้พรรคการเมืองทำแบบนั้นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ใครมาใช้เงื่อนไขว่า คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง

เพียงแค่เมื่อไม่นานมานี้ คสช.บอกเป็นการทั่วไปว่าฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าไปตรวจสอบกรณีการปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค ปรากฏว่า คสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกทันที ก่อนที่ความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวจะซาลงในเวลาต่อมา

ดังนั้น อาจเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ คสช.ยอมให้มีการปลดล็อกได้ในช่วงเดือน ธ.ค. เพื่อโอนอำนาจการคุมเลือกตั้งไปยัง กกต.ทั้งหมด เพื่อลดแรงเสียดทาน

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วเป็นเวลาที่มีความเหมาะสมไม่น้อย ภายใต้สมมติฐานที่ว่าจะมีการเลือกตั้งช่วงปลายเดือน ก.พ. หรือต้นเดือน มี.ค.

ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาข้างต้น พรรคการเมืองจะมีเวลาหาเสียงประมาณ 60 วัน จำนวนเวลา 2 เดือนเป็นเวลาที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป

“ไม่มากจนเกินไป” หมายความว่า รัฐบาลจะมีอำนาจพิเศษโดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญเหมือนกับรัฐบาลปกตินานจนเกินไป เพราะยิ่งรัฐบาลอยู่ในอำนาจพิเศษที่ว่านั้นนานเท่าไร แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมตกเป็นเป้าให้พรรคการเมืองใช้เป็น ข้ออ้างในการโจมตีมากขึ้นเท่านั้น

สถานการณ์แบบนั้นย่อมไม่เป็น ผลดีแก่พรรคพลังประชารัฐที่กำลังสะสมแต้มเพื่อเป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ การเหลือเวลาให้หาเสียงประมาณ 60 วัน ยังเป็นการตัดกำลังของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไปในตัว เนื่องจากกว่าจะได้มาหาเสียงเต็มก็อาจต้องรอถึงปีใหม่ ซึ่งตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชาชนก็นำพรรคการเมืองไปหลายก้าวแล้ว

“ไม่น้อยจนเกินไป” หมายความว่า รัฐบาลยังมีเวลามากพอสำหรับการผลักดันผลงานให้ออกดอกออกผลมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ทั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็กำลังร่วมประสานงานเพื่อออกกฎหมายเพื่อมา รองรับการทำงานให้กับรัฐบาลมากที่สุด

อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีผลงานในช่วงปลายอายุรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งพอสมควร ก็จะช่วยให้เป็นจุดขายให้กับพรรคพลังประชารัฐในการหาเสียงด้วย ในฐานะที่เคยประกาศแนวทางการทำงานว่าพร้อมจะเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศต่อให้จบ

การปลดล็อกที่ คสช.เคยมอง ในแง่ลบและส่งผลกระทบต่อ คสช. มาวันนี้ คสช.ได้คิดใหม่ทำใหม่ด้วยการมองว่าการปลดล็อกมีแต่จะทำให้ คสช.มีแต่ได้กับได้

กล่าวคือ ได้ลดกระแสต่อต้านว่า คสช.มีเจตนาจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง และยังทำให้ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะตัวเองสามารถมีอำนาจโดยสมบูรณ์เหมือนเดิมทุกประการ

แต่เหนืออื่นใดการยอมปลดล็อกการเมืองอย่างชัดถ้อยชัดคำในครั้งนี้  ของรัฐบาล เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสำหรับการลงสนามครั้งนี้.–จบ–

“อภิสิทธิ์” ผงาดหัวหน้า รับศึกหนักนำพรรคลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569811

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 08:20 น.

"อภิสิทธิ์" ผงาดหัวหน้า รับศึกหนักนำพรรคลุยเลือกตั้ง

แนวโน้มตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะคงอยู่กับ”อภิสิทธิ์”อีกสมัย ที่มาพร้อมศึกหนักในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดเป็นดราม่าเล็กๆ ขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังระบบการหยั่งเสียงเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในส่วนของ กทม.ภาคกลางและภาคเหนือผ่านทางออนไลน์เกิดล่มไม่เป็นท่าเมื่อวันที่1 พ.ย.ส่งผลให้ต้องเลื่อนการหยั่งเสียงไปเป็นวันที่ 9 พ.ย.แทน

ที่ว่าเกิดดราม่าในพรรคนั้นมาจากการที่ทีมงานไม่ได้ปรับเวลาของระบบให้เป็นเวลาตามประเทศไทย ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงคะแนน ปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน จนต้องเลื่อนออกไปในที่สุด แต่เรื่องไม่จบลงแค่นั้นเพราะมีรายงานว่าความผิดพลาดในครั้งนี้มาจากกรรมการเลือกตั้งในสัดส่วนของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ไม่ยอมให้มีการเปิดระบบล่วงหน้า เล่นเอาบรรดาผู้สนับสนุนหมอวรงค์ต้องออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด

ที่มีข่าวออกมาเช่นนี้เพราะมีคนพยายามต้องการดิสเครดิตหมอวรงค์ และครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันแบบพี่แบบน้อง เราเชื่อมั่นในความเป็นประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสตามหลักของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว กรรมการเลือกตั้งหยั่งเสียงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของพรรคในสัดส่วนฝ่าย นพ.วรงค์ ระบุ

แต่ถึงกระนั้น ทุกอย่างกำลังเดินไปตามขั้นตอนเหลือแต่เพียงการนำเรื่องมาแก้ไขก่อนเปิดประชุมใหญ่ในวันที่ 11 พ.ย.ต่อไป

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาถึงจุดนี้และเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันมีภาษีดีว่า “อลงกรณ์ พลบุตร” หรือแม้แต่หมอวรงค์เอง

ตัวชี้วัดหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนคือ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แม้อันดับหนึ่งจะไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่ชื่อนี้ก็ยังติดกลุ่มบนแข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของพรรคเพื่อไทย และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มาโดยตลอด

ผิดกับ “อลงกรณ์-หมอวรงค์” ที่ยังไม่มีชื่อติดมากับโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมากเท่าใดนัก หรืออย่างการเปิดประชุมพรรคเพื่อรับรองผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็จะพบว่าอภิสิทธิ์เป็นผู้ที่ได้รับการรับรองมากที่สุดเหนือกว่าทั้งสองคน

เรียกได้ว่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง ดังนั้น หากจะบอกว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คงอยู่กับอภิสิทธิ์อีกสมัย

แต่โจทย์ใหญ่ของอภิสิทธิ์นั้นไม่ได้จบลงแค่การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะยังต้องแบกรับความกดดันอย่างมหาศาลในการเป็นผู้นำลงสนามเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งต้องอยู่ใต้ร่มเงาชัยชนะของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แม้พรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ในปี 2551 และส่งให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ สมัยแรกได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นการมาเป็นรัฐบาลในลักษณะของการสลับขั้วการเมืองมากกว่า

ทั้งนี้ เพราะเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ที่ได้เสียงข้างมากเนื่องจากเกิดการยุบพรรคพลังประชาชน และมี สส.ของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลเทคะแนนให้กับประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสียงข้างมากที่ได้รับฉันทามติมาจากประชาชน

เกือบสองทศวรรษที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นเบอร์สองรองจากพรรคเพื่อไทย จึงไม่แปลกที่การเลือกตั้งครั้งนี้อภิสิทธิ์ต้องแบกความกดดันมากกว่าทุกครั้ง

คู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทยเหมือนในอดีต แต่ยังมี “พรรคพลังประชารัฐ” อีกด้วย

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต เนื่องจากครอบครัวชินวัตรไม่ได้ส่งคนในบ้านเข้ามาสู่สนามการเมือง ประกอบกับฐานมวลชนของพรรคก็เกิดความไม่ลงรอยกัน จนแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองต่างหาก แต่เมื่อทักษิณยังไม่วางมือ แน่นอนว่าโอกาสของพรรคเพื่อไทยที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลก็ยังมีอยู่

แต่ที่ดูจะเป็นกระดูกชิ้นโตคงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ”

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคพลังประชารัฐมีแรงสนับสนุนมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล เพื่อภารกิจปั้นบิ๊กตู่ให้เป็นนายกฯ อีกสมัย

การที่พรรคพลังประชารัฐมี คสช.และรัฐบาลเป็นกองเชียร์ แน่นอนว่าทำให้ได้เปรียบเหนือกว่าทุกพรรค เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่พิเศษกว่าทุกรัฐบาลในอดีต โดยยังมีอำนาจสมบูรณ์ 100% ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ พรรคการเมืองคู่แข่ง รวมไปถึงพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกประตู

โจทย์ใหญ่ของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ เรียกได้ว่าน่าจะยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งการแบกรับความหวังของพรรคและการหาทางเอาชนะพรรคพลังประชารัฐ

ที่สุดแล้ว ผลการลงคะแนนเลือกตั้งที่สมาชิกพรรคพร้อมจะเทใจกับอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง จึงเป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งจะเป็นสนามพิสูจน์ฝีมือและความนิยมของอภิสิทธิ์อีกครั้ง

ผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า อนาคตทางการเมืองของอดีตนายกฯ รายนี้จะมีบทสรุปอย่างไรด้วย

ใกล้เส้นตาย 90 วัน การเมืองจัดทัพ-เร่งแรงดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569456

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 08:25 น.

ใกล้เส้นตาย 90 วัน การเมืองจัดทัพ-เร่งแรงดูด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินทางเข้าสู่เดือน พ.ย.อย่างเป็นทางการ การเข้าสู่เดือนที่ 11 ของปีในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าทุกครั้ง เพราะนั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีความชัดเจนขึ้น

ความชัดเจนในที่นี้หมายถึงการครบกำหนด 90 วัน ในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจนถึงวันเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

มาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้บุคคลที่จะมีคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป เพราะเหตุยุบสภาระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน

วันสุดท้ายของการเข้าเป็นสมาชิกพรรคที่จะทำให้มีอายุของการเป็นสมาชิกครบ 90 วัน และคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ คือ วันที่ 26 พ.ย. โดยเป็นวันที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเอาไว้

ยิ่งเข้าใกล้วันที่ 26 พ.ย. มากเท่าไร ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองใหญ่น้อยจะมีการขยับตัวมากขึ้นเท่านั้น

พรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองพอสมควร โดยเฉพาะการวางตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่ในที่สุดแล้วที่ประชุมใหญ่ของพรรคก็ยังคงให้ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคคนเดิมเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย ทำหน้าที่เลขาธิการพรรค

แต่ความน่าสนใจของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่การกลับเข้ามามีบทบาทภายในพรรคของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค พร้อมกับถูกคาดหมายว่าจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทยที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคที่จะต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.

การประกาศตัวชัดเจนของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อม เต็มที่แล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

พรรคพลังประชารัฐ เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่บรรดาผู้สันทัดกรณีมองว่าจะเป็นพรรคการเมืองขั้วที่ 3 อย่างแท้จริง ภายหลังมีแรงสนับสนุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจาก คสช.และรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีของรัฐบาลถึง 4 คน ตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบรรดาอดีต สส.สารพัดในนามกลุ่มสามมิตรเข้ามาร่วมงานเต็มตัว ทั้งในการจัดตัวผู้สมัครและการกำหนดยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้ง หรือแม้แต่การจัดเตรียมกระสุนดินดำลงสนามรบเลือกตั้ง

ทว่ากลับเริ่มปรากฏปัญหาความไม่ลงรอยกันในการวางตัวผู้สมัครระหว่างนักเลือกตั้งอาชีพกับนักเลือกตั้งมือใหม่ที่มากบารมี เพราะในบางพื้นที่ต่างฝ่ายต่างต้องการเอาเด็กของตัวเองลงสนาม ทำให้ในช่วงใกล้ครบกำหนด 90 วัน อาจมีการหักเหลี่ยมโหดกัน เว้นเสียแต่จะเคลียร์กันลงตัว

พรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเป็นพรรคการเมืองที่มาเงียบๆ แต่ดูดเรียบเหมือนกัน แม้ช่วง 1-2 เดือนจะมีสมาชิกพรรคระดับบิ๊กเนมย้ายออกไปหลายคน เช่น ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ อดีต สส.สุพรรณบุรี หรือกลุ่มยาวอหะซัน แต่ก็มีกลุ่มการเมืองใหญ่เข้ามาไม่น้อย

ดังจะเห็นได้จากการเข้ามาของกลุ่มสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่นครปฐม และกลุ่มไกรวัตนุสสรณ์ เจ้าของพื้นที่สมุทรสาคร กลุ่มพรรคมาตุภูมิ ที่เคย มีอดีต สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่หากจะบอกว่าความเคลื่อนไหวไหนของพรรคชาติไทยพัฒนาที่มีนัยทางการเมืองมากที่สุด ต้องยกให้กับการกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคของ “ประภัตร โพธสุธน” ซึ่งเป็นนักการเมืองมากบารมีอีกคน อาจทำให้พรรคชาติไทยพัฒนามีเสน่ห์และดึงดูดให้นักเลือกตั้งมาอยู่กับพรรคมากขึ้น

พรรคภูมิใจไทย หากจะบอกว่าเป็นพรรคการเมืองที่ดูดเงียบๆ แต่ดูเรียบเหมือนกัน คงไม่เป็นเรื่องเกินจริงไปนัก ภายหลังมีอดีต สส.แถวหน้าเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เช่น ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตสส.อุทัยธานี สิริพงศ์  อังคสกุลเกียรติ อดีต สส. ศรีสะเกษ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร  อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา

เหนืออื่นใดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีแรงดึงดูดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีคอนเนกชั่นต่อได้กับทั้งทหารและนักการเมือง อีกทั้งที่ผ่านมาไม่ค่อยแสดงท่าทีต่อต้าน คสช.เท่าใดนัก และมีแนวโน้มว่าจะได้ สส.จำนวนในระดับที่สามารถเข้าร่วมเป็นรัฐบาลได้ จึงช่วยให้พรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยมากกว่าพรรคการเมืองอื่น

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังไม่ค่อยปรากฏความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดูดอดีต สส.มากนัก เนื่องจากวุ่นอยู่กับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อการจัดการภายในของพรรคเรียบร้อยเมื่อไหร่ พร้อมจะเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนอดีต สส.อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ทุกพรรคการเมืองพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง เหลือแค่รอระฆังการปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ การเมืองจะเข้าสู่โหมดสงคราม เลือกตั้งทันที

ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569339

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนากลายเป็นอีกพรรคหนึ่งที่มีนักการเมืองระดับบิ๊กเนมมาทำงานด้วย ภายหลังเริ่มเปิดตัวและเปิดหน้าไปเมื่อการประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

กลุ่มการเมืองหลักที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคอย่างเป็นทางการ ได้แก่ 1.กลุ่มตระกูลสะสมทรัพย์ 2.กลุ่มตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ และ 3.กลุ่มพรรคมาตุภูมิ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาเติมเต็มให้กับพรรค หลังจากก่อนหน้านี้พรรคชาติไทยพัฒนาเพิ่งเสียขุนพล ในภาคกลางในพื้นที่สุพรรณบุรีและอุทัยธานีให้กับพรรคเพื่อไทยและ พรรคภูมิใจไทยตามลำดับ

การเข้ามาของกลุ่มสะสมทรัพย์ มีนัยทางการเมืองพอสมควร เนื่องจาก “อนุชา สะสมทรัพย์” ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย อันแสดง ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของพรรค บางประการ

แต่นัยทางการเมืองที่ว่านั้นยัง ไม่เท่ากับการกลับสู่เวทีการเมือง อีกครั้งของ “กัญจนา ศิลปอาชา”หัวหน้าพรรค และ “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรคเดิมทีบรรดาผู้ใหญ่ในพรรคต่างเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่พรรคชาติไทยพัฒนา ควรใช้จังหวะนี้ในการปฏิรูปพรรคตัวเองอย่างจริงจัง โดยให้ “วราวุธ ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค และ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” อดีต สส.ศรีสะเกษ เป็นเลขาธิการพรรค ภายใต้หลักการใช้คนรุ่นใหม่นำพรรคและให้คนรุ่นใหญ่คอยสนับสนุน

เมื่อแนวทางนี้ลงตัว จึงเป็นที่มาของการที่ “วราวุธ-สิริพงศ์” เดินสายตามเวทีเสวนาวิชาการต่างๆ เพื่อนำเสนอไอเดียใหม่ของพรรค ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้พรรคได้รับการมองว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวทางการทำงานการเมืองชัดเจน ไม่ใช่แต่ทำงานการเมืองเพื่อจะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนที่หลายฝ่ายเคยสบประมาทมาหลายสิบปี

ทว่า ทันทีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศตัวเลข สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงออกมา ปรากฏว่าพรรคชาติไทยพัฒนาต้องหันหัวรถกลับมาแบบ 360 องศา เนื่องจากพื้นที่ทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนามีจำนวน สส.ลดลง เช่น สุพรรณบุรี เหลือ สส. 4 คนจาก 5 คน หรือ อ่างทอง เหลือ 1 คน จาก 2 คน

จำนวน สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ลดลงนั้นหมายถึงฐานคะแนนที่จะ นำมาเพื่อหาจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อลดลงไประดับหนึ่งด้วย ทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องประเมินพื้นที่กันใหม่ จนที่เป็นมาของความไม่ลงตัวในเรื่องโควตาการสมัคร สส.และแนวทางการทำงานทางการเมืองระหว่างคน รุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ในพรรค          กลุ่มรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ ทำให้พรรคเสียเปรียบ ประกอบกับพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐต้องการเข้ามารุกในพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีที่ผ่านมาของกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มจะออกมาให้สัมภาษณ์กระทบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายครั้ง โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ คสช.ให้ความชัดเจนกับพรรคการเมืองในการ ทำกิจกรรมการเมือง ซึ่งคนรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่าเป็นการเปิดศึกกับทหารมากเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีกับพรรคระยะยาว

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ประภัตร” คนใหญ่เมืองสุพรรณบุรี ต้องกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคอีกครั้ง

ชื่อของประภัตรในสุพรรณบุรี เป็นรองเพียงแค่ “บรรหาร ศิลปอาชา”อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับเท่านั้น ผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง คอนเนกชั่นและบารมีการเมืองก็ มีไม่น้อย ถึงขั้นที่ครั้งหนึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยังพยายามอยากจะให้มาเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายประภัตรก็ไม่ได้ย้ายพรรคและเลือกอยู่กับบรรหารต่อไป

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบดีว่า “ประภัตร-ทักษิณ” ต่างเป็นมิตรที่ดี ต่อกัน เพราะขนาดในยามที่ทักษิณ ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ประภัตรยัง เปิดบ้านที่สุพรรณบุรีต้อนรับทักษิณ ที่พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบียชมการ ทำนาเมื่อปี 2551

ดังนั้น การเป็นเลขาธิการพรรคของประภัตรอาจเป็นสะพานที่เชื่อม ไปถึงพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยน่าจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยที่ต้องการเจาะฐานสุพรรณบุรีและจังหวัดแวดล้อม ลดความพยายามลงมาบ้าง เนื่องจากต้องยอมรับว่าพื้นที่สุพรรณบุรีค่อนข้างระส่ำระสายพอสมควร

นอกจากนี้ การได้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มเข้ามาเสริมก็ช่วยให้พื้นที่หลักของพรรคเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เช่น นครปฐม ซึ่งเดิมพรรคชาติไทยและกลุ่มสะสมทรัพย์เคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อน คราวนี้มาอยู่พรรคเดียวกัน ทำให้ สส.นครปฐม 5 คนน่าจะเป็นของพรรคทั้งจังหวัด หรือในกรณีของการได้กลุ่มไกรวัตนุสสรณ์ในฐานะเจ้าของพื้นที่สมุทรสาคร ก็น่าไม่พลาด เนื่องจาก “เฮียม้อ” มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ เป็นนายก อบจ.สมุทรสาคร

เมื่อสุพรรณบุรีและนครปฐม เข้มแข็ง แน่นอนว่าย่อมจะมีอานิสงส์ไปถึงจังหวัดรอบๆ ที่เคยเป็นของพรรคชาติไทยพัฒนาด้วย โดยมีประภัตร เข้ามาเป็นมือประสานสิบทิศและคุมยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค

การอยู่รอดของพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด จึงไม่แปลกที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคต้องยุติการขายฝันไปอย่างไม่มีกำหนด

เรียกได้ว่าเมื่อรุ่นใหญ่ลงมาลุยเอง รุ่นใหม่ก็ต้องจำใจหลบให้อย่างไม่มีข้อแม้

เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569151

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ความเป็นกลางของ “กกต.” กำลังโดนท้าทาย จาก 2 มรสุมใหญ่ หลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถึงวันเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่พรรค การเมืองหลายพรรคต่างเดินหน้าไปเต็มตัวกันแล้ว โดยเฉพาะการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อแต่งตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าปี่กลองการเมืองได้ดังขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสที่ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่ามีประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายจับตา คือ การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นับตั้งแต่ กกต. 5 คน จากทั้งหมด 7 คน เข้ามาทำงานเต็มตัว ก็ถูกจับจ้องมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดนี้มาจากความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็เป็นที่ทราบดีว่า สนช.มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แต่ที่หนักไปกว่านั้นคือ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ประกาศสนใจงานการเมือง ประจวบเหมาะกับจังหวะที่มีการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำให้ กกต.ยิ่งโดนจับตาว่าจะดำรงความเป็นกลางได้อย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับหรือไม่อย่างไร

โดยจะว่าไปแล้ว กกต.ทราบถึงข้อท้วงติงนี้ จึงได้พยายามสื่อสารกับสังคมมาตลอดว่าการทำงานของ กกต.จะยังคงดำรงความเป็นกลางให้มากที่สุด

ทว่ามาถึงจุดนี้ ความเป็นกลางของ กกต.กำลังโดนท้าทายเข้าอย่างจัง ภายหลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก โดยมีอย่างน้อยสองมรสุมที่พัดโหมมาที่ กกต.

มรสุมที่ 1 การยุบพรรคเพื่อไทย ประเด็นนี้ถูกจุดขึ้นมาเป็นเวลานานหลายเดือน นับตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือกรณีที่มีข่าวว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับทักษิณ

ฝ่ายตรงข้ามพยายามจะนำประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เกี่ยวกับการปล่อยให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำพรรค ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ กกต.สามารถทำสำนวนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคได้

เดิมที กกต.ก็พยายามสงวนท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยอ้างว่ายังไม่มีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงที่จะเข้าไปตรวจสอบตามกระบวนการ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ส่งสัญญาณให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบกรณีของพรรคเพื่อไทย

“การเมืองเวลานี้เรียบร้อยดีที่พูดจาอะไรกันก็ว่ากันไป เพราะขนาดทักษิณอยู่ต่างประเทศยังพูดถึงพรรคของเขาเลย และถามว่าพูดแบบนั้นผิดหรือไม่ ต้องให้ กกต.พิจารณา แต่เราคงไม่ไปสั่ง กกต.เพราะเราสั่งเขาไม่ได้ ให้เขาทำของเขาเอง” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 22 ต.ค.

พอข้ามคืนมาเป็นวันที่ 23 ต.ค. กกต.ก็ออกตัวรับลูกสัญญาณที่ส่งมาจาก พล.อ.ประวิตร ทันที

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา การจะเข้าข่ายครอบงำพรรคหรือไม่ กกต.จะพิจารณาว่าพรรคการเมืองนั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมหรือไม่หากเข้าข่ายความผิดจะส่งผลให้พรรคการเมืองนั้นอาจถูกยุบพรรค” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ระบุ

เมื่อมีการรับส่งลูกกันเช่นนี้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ กกต.จะถูกรุมถล่มมาเป็นเวลาร่วมสัปดาห์ เพราะถ้าดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรค จะพบว่าการยุบพรรคไม่ได้ยากหรือง่ายจนเกินไป ทำให้พรรคการเมืองออกอาการผวาพอสมควรอย่างเห็นได้ชัด

มรสุมที่ 2 การปฏิบัติกับพรรคการเมืองในลักษณะแตกต่างกัน พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคแรกที่เจอกับอำนาจของ กกต.เข้าเต็มประตู ภายหลังห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้ประชาชนร่วมบริจาคให้พรรค

สวนทางกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ถูกบางฝ่ายมองว่ากิจกรรมของพรรครวมพลังประชาชาติไทยบางกิจกรรมมีลักษณะของการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ฝ่าฝืนกับคำสั่งของ คสช. เช่น การเดินสายพบประชาชน เป็นต้น แต่กลับไม่ถูก กกต.เพ่งเล็งมากนัก

สถานการณ์ที่ กกต.เผชิญอยู่เวลานี้ จะโทษ กกต.อย่างเดียวก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าทีของ คสช.ที่ไม่ยอมปล่อยให้การเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเสรีภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย 100%

ถ้าการเมืองได้รับการปลดล็อก พรรคการเมืองจะไม่มีข้ออ้างเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติ และจะช่วยให้ กกต.สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อการเมืองยังติดล็อกอยู่ จึงทำให้ กกต.ต้องมาอยู่ตรงระหว่างความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขนาดเวลานี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง กกต.ยังโดนถล่มขนาดนี้ แทบไม่อยากนึกเลยว่าเมื่อประกาศเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กกต.จะโดนกระหน่ำขนาดไหน

แต่สิ่งที่น่ากลัวไปกว่ากระแสถล่ม กกต. คือ บรรยากาศการเลือกตั้งที่เสียไปทีละเล็กทีละน้อย น่าเป็นห่วงว่าหากไปกระทบความเปราะบางของผู้มีอำนาจบางคน ก็อาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้

ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถเป็นกรรมการที่รักษาบรรยากาศได้ แทบไม่อยากนึกว่าการเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568863

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 08:23 น.

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม 'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิศทางการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังประกาศต่อสาธารณะ “สนใจงานด้านการเมือง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562

คู่ขนานไปกับการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ด้วยเป้าหมายการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานภารกิจที่ได้เริ่มต้นเดินหน้าไว้ให้สำเร็จถึง เป้าหมายตามที่มุ่งหวัง

งานสำคัญเวลานี้หนีไม่พ้นเรื่องการเร่งประชาสัมพันธ์ นำเสนอผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล คสช. ว่าได้ทำสิ่งใดมาแล้วอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนไปแล้วบ้าง

โดยเฉพาะโครงการประชารัฐอันถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. ที่อัดเม็ดเงินลงพื้นที่ และบรรดาสารพัดโครงการเอาใจผู้มีรายได้น้อยทั้งหลายแหล่ อันจะเป็นการซื้อใจรากหญ้าที่ให้เห็นถึงคุณูปการการเข้ามาบริหาร

ทว่า “จุดอ่อน” สำคัญคือเรื่องปัญหาการสื่อสารไปถึงประชาชนที่ยังยึดติดกรอบข้าราชการไม่ทันเทคโนโลยีจนไม่อาจเข้าถึงประชาชนอย่างที่ต้องการ

รวมถึงต้องเร่งปรับภาพลักษณ์บุคลิกอันดุดันแบบนิสัยชายชาติทหาร ไม่ยอมใคร ซึ่งอาจจะใช้ได้ในฐานะหัวหน้าคสช. หรือผู้นำรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องง้อขอคะแนนเสียงชาวบ้าน

หากย้อนพิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลดโทนความดุดัน และระมัดระวังคำพูดคำจา ในช่วงการให้สัมภาษณ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนลงไปพอสมควร

ต่อเนื่องด้วยการรุกพื้นที่โซเชียล มีเดียเพื่อปรับภาพลักษณ์และนำเสนอความเป็นตัวเองในมุมที่ไม่ดุดัน เหมือนที่ผ่านมา ทั้งการเปิดเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” อินสตาแกรม “Prayut Chan-o-cha” และทวิตเตอร์ “Prayut Chan-o-cha”

“จากการที่พวกเราส่วนใหญ่นิยมสื่อสารกันผ่าน Facebook อยู่เป็นประจำ จึงถือโอกาสเปิด Facebook ส่วนตัวของผม เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น หากท่านมีข้อ เสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ”

ต่อเนื่องด้วยการขยับเปลี่ยนตัว  พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มารับหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ซึ่งจะไปปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เพียงตำแหน่งเดียว

ในฐานะที่พุทธิพงษ์ถูกวางตัวให้มาดูแลรับผิดชอบงานด้านการสื่อสารของรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งวางกรอบการสื่อสารถึงประชาชนในรูปแบบใหม่ โดยจะเป็นกิจกรรมที่นายกฯ อยากสะท้อนถึงประชาชนในวิธีการที่เรียบง่าย สบายๆ ไม่เครียดเกินไป

“นายกฯ อยากสื่อสารกับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ที่ไม่ใช่ รูปแบบการแถลงผลงาน ไม่เป็นหลักการมากเกินไป แต่เป็นในแง่ของความห่วงใย หรือสิ่งที่นายกฯ อยากพูด มุมมองที่ประชาชนอาจยังไม่เข้าถึง รวมถึงกิจกรรมของนายกฯ ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน”

แต่หากมองลึกๆ แล้วการเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล จาก พล.ท.สรรเสริญ ย่อมถือเป็นอีกความพยายามที่ต้องลดโทนปรับภาพทหารและ คสช.ออกจากรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง

อีกทั้งช่วงเวลาต่อจากนี้ทิศทางการเมืองจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้น ทั้งใน รูปแบบที่ต้องคอยชี้แจง ตอบคำถามสื่อมวลชน ในประเด็นที่คาบเกี่ยวกับเงื่อนปมการเมือง ทั้งกระแสดูด การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวพันไปถึงพรรคพลังประชารัฐ หรือเรื่องอื่นๆ ยังไม่รวมถึงบรรดาข่าวปล่อย กระแสโจมตี ที่จะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องได้คนการเมืองที่พอจะคุ้นเคยมาเป็นปากเสียงคอยชี้แจง ทำความเข้าใจอย่างทันท่วงที

ยังไม่รวมกับการเปิดเกมรุก ชิงจังหวะเรียกคะแนนในโอกาสที่ เหมาะสม ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง อันจะมีผลกระทบไปถึงคะแนนเสียงในอนาคต

วุฒิสภาลายพราง กองกำลังพิทักษ์’คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568750

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 07:20 น.

วุฒิสภาลายพราง กองกำลังพิทักษ์'คสช.'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางการห้ำหั่นของพรรคการเมืองในการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งกระบวนการสรรหา สว.กำลังดำเนินไปอย่างน่าสนใจเช่นกัน

ก่อนอื่นต้องย้ำว่าการได้มาซึ่ง สว.ชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีถนนที่สามารถเดินเข้าสภาได้ 3 ทาง

ทางที่ 1  การเป็น สว.โดยตำแหน่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้จำนวน 6 คนเข้ามาเป็น สว.โดยอัตโนมัติ ได้แก่ ผู้บัญชาการกองทัพไทย  ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ  ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม

ทางที่ 2  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญจำนวน 194 คน

ทางที่ 3  ให้ผู้สมัคร สว.ทำการเลือกกันเองทั้งในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศให้ได้จำนวน 200 คน และส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน

กระบวนการสรรหา สว.ทั้งสามทางมีเพียงทางที่สามเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะมีความคืบหน้ามากที่สุด ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดโอกาสให้ องค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล เข้าลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิในการเสนอชื่อบุคคลเป็น สว.และเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา

เดิมทีตามความตั้งใจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อครั้งยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.นั้นไม่ได้ประสงค์จะให้สิทธิแก่นิติบุคคลในการเสนอชื่อ สว.เพราะต้องการให้สิทธิแก่ประชาชนธรรมดาที่จะสามารถเข้ามาสู่สภาสูงได้ โดยไม่ต้องสังกัดองค์กรใด

แต่เมื่อร่างกฎหมายเข้ามายัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรากฏว่าในส่วนนี้ได้ถูกตัดต่อและกลายมาเป็นการให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าสมัครได้ด้วยตัวเองและการสมัครผ่านองค์กรตัวแทน

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วการแก้ไขของ สนช.ในเวลานั้นตั้งอยู่บนเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ เนื่องจาก สนช.หลายคนมองว่าหากปล่อยให้ สว.มาจากการสมัครอย่างเสรีตามที่ กรธ.เสนอเข้ามา อาจเป็นช่องให้พรรคการเมืองส่งคนเข้ามาบล็อกโหวตเพื่อให้เอาคนของตัวเองเข้ามา เป็น สว.ได้

แม้ปลายทางของการเลือกคนมาเป็น สว.เดินเข้าสภาจะอยู่ที่ คสช.แต่ต้องไม่ลืมว่า คสช.ในจำนวน 50 คนนี้ คสช.ต้องเลือกมาจากบัญชีรายชื่อจำนวน 200 คนเท่านั้น เสมือนหนึ่งเป็นการมัดมือ คสช.เลยทีเดียว ดังนั้น สนช.จึงแก้เกมด้วยการให้มีองค์กรนิติบุคคลเข้ามาเสนอชื่อได้ อย่างน้อยจะได้รู้ที่มาที่ไปของคนที่จะเข้ามาเป็น สว.บ้าง

มาถึงจุดนี้ต้องยอมรับว่ากระบวนการสรรหา สว.ไม่ว่าจะมีรูปแบบที่สวยงามและดูเป็นประชาธิปไตยอย่างไร แต่สุดท้ายต้องมาจบที่ คสช.ในฐานะเข้ามาเป็นผู้จูงมือ สว.เข้าสภาอยู่ดี

วุฒิสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามบทเฉพาะกาลกำลังจะเข้ามาทำหน้าที่สองด้านที่ขึ้นอยู่กับบริบทของการเมืองในวันข้างหน้า

หากพรรคพลังประชารัฐรวบรวมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ สว.ชุดนี้ที่ คสช.เลือกเข้ามา คงเทคะแนนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งอย่างไม่มีข้อสงสัย เรียกได้ว่าพรรคพลังประชารัฐมีเสียงในรัฐสภาแน่นอนแล้วจาก สว.ถึง 250 เสียง จาก สส.และ สว.ทั้งหมดจำนวน 750 คน

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีโอกาสเป็นนายกฯ อีกครั้ง ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ สว.ทั้ง 250 คน พร้อมยกมือผ่านกฎหมายให้กับรัฐบาลอย่างเต็มที่โดยไม่ข้อสงสัยเหมือนกับที่ สนช.ชุดปัจจุบันกำลังทำ

แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐแพ้การเลือกตั้งและ พล.อ.ประยุทธ์ มีเสียงไม่พอที่จะขึ้นเป็นนายกฯ การเลือกนายกฯ ในรัฐสภาก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะไม่จบภายในวันเดียว โดยอาจมี สว.250 คน ที่มาจาก คสช.เป็นกระดูกชิ้นโตขวางอยู่

ยิ่งไปกว่านั้นในระยะยาวบรรดา กติกาตามรัฐธรรมนูญที่เข้ามาคุมรัฐบาลไม่ให้กระดิกตัวได้ลำบากก็คง ขับเคลื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะการให้วุฒิสภาเข้ามาติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นๆ ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ ออกตัวกันค่อนข้างชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งนั่นอาจไม่ถึงการไม่ใช้พิมพ์เขียวของ คสช.ในการขับเคลื่อนประเทศ นั่นย่อมจะทำให้ สว.หยิบเอากติกาตามรัฐธรรมนูญขึ้นมากดดันรัฐบาล จนรัฐบาลของพรรคการเมืองไม่อาจทำงานได้อย่างเป็นสุข

เห็นแบบนี้มิพักต้องบอกเลยว่าการผลักดันกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายพรรคการเมืองที่ต้องไม่เพียงแต่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังฝ่าด่านวุฒิสภาด้วย จะทุลักทุเลขนาดไหน

การเมืองไทยที่เดินหน้าสู่การเลือกตั้งกำลังเผชิญกับทางแยกที่สำคัญระหว่างการเลือกพรรคตัวแทนของคสช.จะได้ผลทางการเมืองแบบหนึ่ง และการเลือกพรรคการเมืองโดยแท้จะนำมาซึ่งผลอีกแบบหนึ่ง โดยมี สว.เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น การสรรหา สว.ที่ได้เดินหน้าในตอนนี้อาจเป็นเพียงการคัดตัวบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่บอดี้การ์ดให้กับ คสช.