ไพรมารี ชิงหัวหน้าปชป. มาร์คเหนื่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566330

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 07:30 น.

ไพรมารี ชิงหัวหน้าปชป. มาร์คเหนื่อย

ศึก 3 เส้า ภายในพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเปิดฉากอย่างเป็นทางการ

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยซึ่งจะเปิดให้มีการหยั่งเสียงจากสมาชิกทั่วประเทศเพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

เบื้องต้นมีบุคคลที่เปิดตัวแสดงความประสงค์เป็นที่เรียบร้อย ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แชมป์เก่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และ อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค

แม้ในทางปฏิบัติ สุดท้ายน่าจะเป็นการชิงดำกันระหว่าง ​ฝั่ง อภิสิทธิ์ และ หมอวรงค์  ว่าใครจะก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนต่อไป

โดยตามขั้นตอนทั้งหมดจะต้องลงสมัครอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ต.ค. จากนั้นในวันที่ 9 ต.ค. ผู้ลงสมัครต้องส่งตัวแทนร่วมเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของพรรค ซึ่งกำหนดให้มีทั้งหมด 5 คน

รูปแบบการลงคะแนนหยั่งเสียงจะใช้วิธีลงคะแนนผ่านทางแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะเปิดตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ย.นี้ ​นอกจากนี้จะเปิดหน่วยเลือกตั้งจังหวัดละอย่างน้อย 1 เขต เพื่อให้สมาชิกที่อาจไม่สะดวกเลือกผ่านแอพพลิเคชั่น สามารถร่วมหยั่งเสียงได้ในวันที่ 5 พ.ย.

กระบวนการทั้งหมดจะยุติลงในวันที่ 11 พ.ย.ซึ่งพรรคจะจัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ภายนอก “อภิสิทธิ์” ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคมาต่อเนื่อง 13 ปี และมีฐานสนับสนุนทั้งอดีต สส. และสมาชิกพรรคที่ชัดเจน น่าจะเป็นต่อในการเลือกตั้งภายในรอบนี้

แต่ในทางปฏิบัติ การเลือกตั้งหัวหน้าพรรครอบนี้อาจไม่ง่ายเหมือนรอบที่ผ่านๆ มาของ “อภิสิทธิ์”เริ่มตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะต้องจบด้วยขั้นตอนการเลือกของที่ประชุมใหญ่ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เปิดให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการออกเสียงเบื้องต้นหรือไพรมารีโหวต ซึ่งที่ประชุมใหญ่จะต้องนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

แม้ข้อเสนอที่เคยระบุว่า ผู้สมัครคนใดแพ้โหวต ต้องสละสิทธิในที่ประชุมใหญ่วันที่ 11 พ.ย.นั้นจะยังไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติเพราะไม่ได้กำหนดอยู่ในระเบียบ ต้องสุดแล้วแต่ผู้สมัครแต่ละคน

​แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แคนดิเดตที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจากไพรมารีโหวต ก็เกือบจะถือได้ว่าเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อย เพราะสมาชิกส่วนใหญ่เทคะแนนให้ ​ส่วนที่ประชุมใหญ่จะโหวตให้เป็นอื่นคงลำบาก

แน่นอนว่าคะแนนนิยมของ “อภิสิทธิ์” จากบรรดาสมาชิกพรรคนั้นมีจำนวนอยู่ไม่น้อย ยิ่งด้วยสถานะการศึกษา ประสบการณ์การเมือง ที่ถึงขั้นผ่านตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ก็ทำให้ยากจะมีคู่แข่งที่พอสมน้ำสมเนื้อมาท้าชิงได้ง่าย

แต่ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่ามีเสียงสะท้อนจากสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะภายหลังความพ่ายแพ้ต่อเนื่องในสนามเลือกตั้ง ​และ “อภิสิทธิ์” เองบอบช้ำจากมรสุมการเมืองมาไม่ใช่น้อย

ยิ่งหากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว ระบบวันแมนวันโหวต ซึ่งสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียง คือ ทั้งในส่วน 8 หมื่นคนที่มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคแล้ว และอีก 2.5 ล้านคนที่เคยเป็นสมาชิกและประสงค์จะลงคะแนนก็สามารถมาลงทะเบียนล่วงหน้าได้นั้น ย่อมทำให้ผู้สมัครที่มีฐานสนับสนุนชัดเจนได้ย่อมได้เปรียบ

หากจำได้ก่อนหน้านี้เคยมีการออกมาตั้งข้อสังเกตถึงยอดสมาชิก 8 หมื่นคน ซึ่งมายืนยันความเป็นสมาชิก ซึ่งพบว่าจำนวนไม่น้อยมาจากการยืนยันความเป็นสมาชิกในพื้นที่ของอดีต สส.ฝั่งแกนนำ กปปส. จนว่ากันว่าทำให้การหยั่งเสียงต้องปรับให้อดีตสมาชิก 2.5 ล้านคนมีสิทธิลงคะแนนด้วย

ในแง่ความเข้มข้นของกระบวนการหาเสียง จะเห็นว่าฝั่งหมอวรงค์ซึ่งหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทางทีมงานเริ่มต้นออกตัวเดินสายลงพื้นที่พบปะอดีต สส.และสมาชิก​

“เนื่องจากเราเป็นมวยรองจึงต้องขยัน ผมจำได้ว่า ท่านชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เคยสอนว่า พวกเราเป็นมวยรอง เป็นผู้สมัครใหม่ ต้องขยันกว่าแชมป์อย่างน้อย 3 เท่า ดังนั้น ผมต้องขยันไม่น้อยกว่า 3-5 เท่า ถึงจะสู้แชมป์ได้”​ หมอวรงค์ กล่าว

ความเป็นมวยรอง ทำให้หลังการลงพื้นที่ภาคกลาง พิษณุโลก และสุโขทัย กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์ ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ลงพื้นที่ต่อไปยัง สงขลา และนครศรีธรรมราช ต่อจากนั้นทางทีมงานวางแผนเตรียมที่จะเดินทางไปพื้นที่อีสานในลำดับถัดไป

เมื่อไล่เรียงพิจารณารายละเอียดการลงพื้นที่ จะพบว่า​ทั้งหมดเป็นการเจาะจงลงไปยังพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของฝั่งแกนนำ กปปส. ซึ่งน่าจะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนที่เทมาให้กับทางกลุ่มหมอวรงค์ได้ไม่มากก็น้อย

ยิ่งทางกลุ่มหมอวรงค์ชูจุดขาย ด้วยสโลแกน “กล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน” อันจะมุ่งเข้ามาแก้ไขภาพลักษณ์ ปรับจุดอ่อนในอดีต ยิ่งจะปลุกให้แนวร่วมเข้ามาสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ทางฝั่ง อภิสิทธิ์ เองเวลานี้ยังไม่ได้มีทีมทำงานที่เป็นมือจัดตั้ง คอยทำพื้นที่อย่างเป็นระบบ ขณะที่ทีมงาน กลุ่ม 35/1 เป็นการจับกลุ่มกันแบบหลวมๆ ไร้การเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น หากปล่อยไว้เช่นนี้เรื่อยๆ ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่จะไปเร่งทำคะแนนในช่วงท้าย ​

ศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคสำหรับ อภิสิทธิ์ ในครั้งนี้จึงไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านๆ มา

เปิดตัวยกแรก พลังประชารัฐอ่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566219

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 09:06 น.

เปิดตัวยกแรก พลังประชารัฐอ่วม

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ “พรรคพลังประชารัฐ” เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ซึ่งเป็นไปตามคาดเมื่อมีรัฐมนตรีในรัฐบาล และกลุ่มสามมิตร รวมถึงอดีตกลุ่ม กปปส.เข้าไปร่วมงาน

รัฐมนตรีในรัฐบาลที่ประกาศตัวไปร่วมงานพรรคพลังประชารัฐมีทั้งสิ้น 4 คน ประกอบด้วย 1.อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค 2.สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค 3.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองหัวหน้าพรรค และ 4.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีคนดังในแวดวงการเมืองเข้าไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐอีก เช่น พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สกลธี ภัททิยะกุล รองผู้ว่าราชการ กทม.​ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งทั้ง 3 คนเคยเคลื่อนไหวในนามแกนนำประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

ทั้งนี้ เปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ไปไม่เท่าไร ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐก็โดนรับน้องอย่างเป็นกันเองจากพรรคการเมืองรุ่นพี่ ภายหลังเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐมนตรี 4 คนที่เตรียมลงสนามการเมืองแสดงสปิริตด้วยการลาออก เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นในสนามเลือกตั้ง ในประเด็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 169 บัญญัติให้รัฐบาลที่รักษาการภายหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรืออายุสภาสิ้นสุดลง จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ แต่มีอยู่ 4 เรื่องที่ห้ามดำเนินการ ได้แก่

1.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติโครงการมีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

2.การแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

3.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

4.การใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

แต่ในทางกฎหมายแล้วบทบัญญัติมาตรา 169 ไม่สามารถไปบังคับรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ เนื่องจากบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจโดยสมบูรณ์ทุกประการ จึงเท่ากับว่าในอนาคตแม้จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว แต่รัฐบาลและ คสช.ยังใช้อำนาจได้ตามปกติ

เมื่อรัฐบาลและ คสช.มีความชอบธรรมที่ใช้อำนาจได้สะดวกมือตามปกติ ส่งผลให้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ต้องออกมากดดันด้วยการยกเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นมาแทน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังแสดงท่าทีว่ารัฐมนตรีทั้ง 4 คนไม่ต้องลาออก

“การลาออกเป็นเรื่องที่ง่าย แต่ต้องถามว่าประโยชน์ของมันคืออะไร หากว่าประโยชน์ไม่มีมากขนาดนั้น กับช่วงเวลาก็เป็นสิ่งที่นักบริหารต้องคิดผมคิดว่าเราอย่าเล่นแต่การเมืองกัน ผมพร้อมยืนยันช่วงดำรงตำแหน่งอยู่จะรอบคอบ และระมัดระวังไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมือง และจะทำให้ดีกว่าที่สังคมคาดหวัง” สนธิรัตน์ ระบุ

แน่นอนว่า ในทางกฎหมายรัฐมนตรีทั้ง 4 คนไม่จำเป็นต้องลาออกก็ได้ แต่ในทางการเมืองแล้ว ระยะยาวจะนำมาซึ่งปัญหาแบบที่ว่าที่นักการเมืองป้ายแดงคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลและ คสช.เข้ามาดำรงตำแหน่งด้วยวิธีการพิเศษและมีอำนาจพิเศษ ไม่เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปกติที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่สามารถเอามาตรฐานแบบรัฐบาลปกติที่ทำหน้าที่รักษาการณ์มาเทียบเคียงเพื่อไม่ต้องออกจากตำแหน่งได้ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้รัฐบาลเกิดจุดอ่อนเต็มตัวไปหมด เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังต้องทำหน้าที่บริหารประเทศอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งจะต้องเผชิญกับแรงกดดันและสายตาจ้องจับผิดจากทุกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลเสียที่สุดจะตกมาอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าอย่างจัง

ตัวอย่างได้ปรากฏให้เห็นแล้วจากกรณีการใช้อำนาจมาตรา 44 แต่งตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” มาดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าสู่เทศกาลการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว แต่ก็ทำให้รัฐบาลเป็นหมู่บ้านกระสุนตกโดยปริยาย เพราะเป็นการแต่งตั้งในช่วงที่กำลังมีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐกำลังรุกคืบเพื่อยึดครองฐานทางการเมืองในภาคตะวันออก

นับจากนี้ไปยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์การเมืองข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่เห็นแน่ๆ คือ สนามเลือกตั้งครั้งนี้ที่คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีทั้งอำนาจและบารมี อาจจะไม่ได้อย่างที่คิดเอาไว้ เนื่องจากอำนาจที่มีอยู่ย่อมไม่สามารถใช้อย่างสะดวกมือเหมือนอดีตอีกแล้ว

เรียกได้ว่าอำนาจพิเศษกำลังเป็นของร้อนย้อนเข้าตัวก็คงไม่ผิดนัก และนี้เป็นเพียงแค่ยกแรกของการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ ที่โดนกระหน่ำหนักขนาดนี้ ยังไม่รวมถึงเรื่องการดูดกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าพรรคพลังประชารัฐซึ่งอาจจะโดนอีกหลายระลอก

ทั้งหมดนี้จะทำให้บิ๊กตู่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่ เลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะได้รู้กัน

โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566134

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” จนกล่าวได้ว่าไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลันที่เข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นจุดเริ่มของปีงบประมาณใหม่ตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ที่มีวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่ปีงบประมาณใหม่ครั้งนี้มีความสำคัญและความหมายกว่าทุกครั้ง เนื่องจากจะเป็นปีงบประมาณสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2562

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้พุ่งไปที่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ภายหลังหลายปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ลดลงเป็นระยะ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้ใช้ระบบคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส. ในการเลือกบุคคลมาเป็นผู้สมัคร สส. แทนการทำไพรมารีตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม

ไม่เพียงเท่านี้ แม้แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็ยังเป็นบวกต่อการเลือกตั้งด้วย ดังจะเห็นได้จากการออกมายอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง เพื่อเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศของตัวเองให้ลุล่วงเสมือนแนวทาง 4 ปีซ่อม 4 ปี สร้างในสมัยรัฐบาลทักษิณ

การประกาศท่าทีการเมืองของนายกฯ ค่อนข้าง ทำให้บรรยากาศการเมืองที่ซบเซามานานเกิดการตื่นตัวขึ้นมาทันที มีทั้งเสียงสนับสนุนที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงในสนามเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นนายกฯ ตามระบบจากการเลือกตั้ง และเสียงคัดค้านให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง หากถึงที่สุดแล้วตัวเองจะสวมสูทการเมืองหาเสียงเลือกตั้งจริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง

ทว่า สำหรับข้อเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เพราะคนในรัฐบาลต่างออกมาประสานเสียงเป็นแนวทางเดียวกันว่าไม่จำเป็นต้องลาออกในทางกลับกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงมีอำนาจเต็ม 100% ด้วยซ้ำ แม้ในอนาคตจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้วก็ตาม

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.และคณะรัฐมนตรี มีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ต่างจากรัฐบาลปกติที่จะตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อ คสช.ไม่ได้มีข้อจำกัดการใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐเหมือนกับรัฐบาลปกติ แน่นอนว่าทันทีที่เข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ด้วยเงิน 3 ล้านล้านบาท อันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการใช้งบประมาณและการผลักดันโครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนไม่น้อย เพื่อมัดใจประชาชนให้เทคะแนนให้กับรัฐบาล

“กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังเดินหมากการเมืองอย่างแยบยล

กองทุนประชารัฐฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม โดยเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเข้ามาบริหารอย่างเป็นระบบ

เพียงแค่นี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งความหวังกับโครงการประชารัฐไว้ค่อนข้างสูง เพื่อมาสู้กับประชานิยม

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าคำว่า “ประชารัฐ” เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลได้ผลิตซ้ำมาตลอดในช่วง 1-2 ปีมานี้ เพื่อเอามาต่อสู้กับ “ประชานิยม” ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน

ประชานิยมอยู่กับคนไทยมาเป็นเวลาร่วม 10 ปี ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองอื่นๆ ก็พยายามลอกเลียนแนวทางของการใช้นโยบายประชานิยมเช่นกัน

จึงเป็นสถานการณ์ที่บีบให้รัฐบาลและ คสช.ต้องงัดทุกกลเม็ด หากจะหวังเป็นผู้ชนะในสนามนี้

ไม่เพียงแต่โครงการประชารัฐจะเป็นแกนหลักของการหาเสียงเท่านั้น แต่อภิมหาโครงการอย่าง “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรืออีอีซี ก็จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะใช้สำหรับการเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองเช่นกัน

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีผลใช้บังคับ ปรากฏว่ารัฐบาลก็พยายามขับเคลื่อนโครงการนี้เป็นระยะ เช่น การเร่งผลักดันผังเมืองในภาคตะวันออกเพื่อแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหม่ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่เกิดได้ยากภายใต้รัฐบาลปกติ

เมื่อโครงการใหญ่ได้เกิดขึ้น หลังจากมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองมานาน ตรงนี้เองอาจเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มทุนเศรษฐกิจใหญ่ให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยหวังว่าหาก คสช.ชนะเลือกตั้งแล้ว จะช่วยให้โครงการใหญ่มีความต่อเนื่องพร้อมกับมีโครงการใหม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก

ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน คราวนี้ก็เหลือแต่เพียงประชาชนแล้วว่าจะเทใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่เท่านั้น

เช็กชื่อ’บิ๊กเนม’ดูด-ย้าย-ซบพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565892

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 07:59 น.

เช็กชื่อ'บิ๊กเนม'ดูด-ย้าย-ซบพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองเริ่มบรรเลง นักการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวรายวัน โดยเฉพาะบรรดาอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี ต่างทยอยขยับแข้งขยับขาตบเท้าหาสังกัดพรรคเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาถึงอีกไม่นานนี้

หากย้อนกลับไปไล่เรียงตั้งแต่ “กลุ่มสามมิตร” ที่ถูกจับจ้องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยกลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นจากการรวมตัวบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์กลุ่มวังน้ำยม

ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างดีทั้ง 3 นั้นมีที่มาจากพรรคไทยรักไทยในช่วงยุคเรืองอำนาจสมัย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กุมบังเหียน ก่อนถูกยุบพรรคไป แน่นอนว่ากลุ่มนี้ถูกเพ่งเล็งไปยังการตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. หวนคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บรรดาอดีตนักการเมืองหลายรายที่ย้ายเข้าร่วมกลุ่มสามมิตร อาทิ กลุ่มอดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย นำโดย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข  อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ภรรยา และวันชัย บุษบา

ยรรยง ร่วมพัฒนา อดีต สส.สุรินทร์ ปัญญา ศรีปัญญา อดีต สส.ขอนแก่นวิเชียร อุดมศักดิ์ อดีต สส.อำนาจเจริญ ชัยศรี กีฬา อดีต สส.อำนาจเจริญ ว่าที่ พ.ต.สรชาติ สุวรรณพรหม อดีต สส.หนองบัวลำภู สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม สมคิด บาลไธสงอดีต สส.หนองคาย อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพย์สิทธิ์ อดีต สส.นครพนม วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง อดีต สส.กาฬสินธุ์ นอกจากนี้ วิรัช ทัศนียา อธิรัฐ รัตนเศรษฐ อัสนี-ลินดา เชิดชัย บุตรชายและสะใภ้ “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา

ต่อมา พรรคภูมิใจไทย อาทิ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และอดีต รมช.มหาดไทย ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร

ทว่า ก็นับว่าไม่ใช่ข่าวร้ายเท่าไหร่สำหรับพรรคนี้ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาสมัครสมาชิกพรรค รวมถึง สมควร โอบอ้อม อดีต สส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมี ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต สส.พิจิตร พรรคชาติไทย และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ช่วงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นบุตรชาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกทีมผู้สมัครจาก จ.พิจิตร เดินทางมาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ที่เป็นประเด็นให้จับตายิ่งเฉพาะความชัดเจนของตระกูลสะสมทรัพย์ซึ่งเคยทำงานกับพรรคเพื่อไทย ที่จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดย ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรค ระบุว่า ขอให้รอดูวันประชุมใหญ่พรรคในวันที่ 2 ต.ค.นี้ จึงต้องมาดูว่าบทสรุปจะลงเอยอย่างไร

ถัดมา พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกลุ่ม สส.ภาคตะวันออก ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร ประกอบด้วยสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติบุญเลิศ ไพรินทร์ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา และ วิชัย ล้ำสุทธิ์ อดีต สส.ระยอง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเลือดไหลไม่หยุด เพราะล่าสุด นคร มาฉิม อดีต สส. พิษณุโลก ก็เตรียมย้ายไปร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน และ ธวัชชัย อนามพงษ์อดีต สส.จันทบุรี ซึ่งจะไปร่วมงานกับรวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เพราะด้วยความนับถือ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ  กปปส. เป็นการส่วนตัว

ทั้งหมดจึงต้องมาติดตามกันดูว่ายิ่งใกล้ช่วงวันเลือกตั้ง จะมี สส.ย้ายสังกัดให้ได้เห็นอีกมากน้อยขนาดไหน

พท. ปั้นพรรคสำรอง กลยุทธ์หมากสองชั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565792

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 07:43 น.

พท. ปั้นพรรคสำรอง กลยุทธ์หมากสองชั้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ความสุ่มเสี่ยงของพรรคเพื่อไทย ทำให้หลายคนออกอาการ “เสียวสันหลัง” กับเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การ “ยุบพรรค” จนเริ่มเห็นการ ตระเตรียมแผนสำรองไว้รับมือกับเหตุการณ์ล่วงหน้า

ต้นตอของเรื่องมาจากการขยับของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมแสดงความคิดความเห็นอันคาบเกี่ยว และอาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายครอบงำ ชี้นำ กิจกรรมในพรรคการเมือง

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ในมาตรา 28 กำหนดว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใด อันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” การฝ่าฝืนย่อมมีโทษถึงขั้นยุบพรรค

เสียงสะท้อนที่ออกมาจากหลายฝ่ายเห็นว่าเป็นไปได้ยากที่จะเอาผิดพรรคเพื่อไทย เพราะลำพังแค่คำพูดของอดีตนายกฯ และบริบทของเหตุการณ์แวดล้อม ยากจะสรุปได้ว่าเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคการเมือง

แต่ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ บางเสียงกลับมองว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องวางแผนสำรองไว้ล่วงหน้า

นำมาสู่การขยับอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นของ “พรรคเพื่อธรรม” และ “พรรคเพื่อชาติ” อันนับเป็นยุทธศาสตร์เดินสองขาที่จะเดินเกมคู่ขนานในสถานการณ์ปกติ และจะเป็นพรรคสำรองหากมีอะไรเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยในอนาคต

ประการแรก ในสถานการณ์ปกติทั้งพรรคเพื่อธรรมและพรรคเพื่อชาติ จะเป็นกำลังเสริมที่คอยอุดช่องว่างและเติมเต็มคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคเพื่อไทย ที่ประเมินว่าจะสามารถกวาด สส.ระบบเขตจากการเลือกตั้งได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้เมื่อนำมาคำนวณตามสูตรที่กำหนดเป็นกติกาไว้แล้ว โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จำนวนมากควบคู่ไปกับ สส.เขตนั้นเป็นไปได้ยาก

การกระจายน้ำหนักเกลี่ยคนมายังพรรคเพื่อธรรมและพรรคเพื่อชาติ ที่จะรับหน้าที่เป็นกองหนุนให้พรรคเพื่อไทย ย่อมจะทำให้พรรคดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ชนะเลือกตั้งระบบ สส.เขต แต่เมื่อคำนวณคะแนนที่ได้ก็พอจะได้ สส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ไม่มากก็น้อย

ยิ่งหากพิจารณาลงไปในพรรคเพื่อไทยเวลานี้ จะพบว่าเกิดสภาพว่าที่ผู้สมัครล้นพรรค จากระบบเดิมที่เคยมีทั้งบัญชีหนึ่ง บัญชีสอง บัญชีรัฐมนตรี บัญชีผู้ช่วย เมื่อต้องมารวมกันเหลือบัญชีเดียวเพื่อลงสนามเลือกตั้ง ทำให้ไม่มีที่นั่งเพียงพอกับบุคลากรที่มีอยู่

ขณะที่บางส่วนก็ไม่อยากไปเสี่ยงลงปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งมีโอกาสได้น้อยกว่าระบบเขต การเกลี่ยคนไปพรรคสำรองย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด ดีกว่าจะปล่อยให้เกิดสภาพแออัดจนเป็นช่องโหว่ให้เกิดการ “ดูด” จากพรรคอื่น

ชัดเจนแล้วในส่วนของ “พรรคเพื่อธรรม” ซึ่งวางตัว สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ มานั่งเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมมีกำลังเสริมเป็น  เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่อาจส่งลูกชายลงมาประเดิมสนามการเมืองเรียกคะแนนจากคนรุ่นใหม่อีกด้วย โดยทางพรรคจะจัดประชุมครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยจะมีอดีต สส.บางส่วนจากภาคเหนือและอีสานไปเสริมทัพ และเริ่มต้นทำพื้นที่จริงจังต่อไป

ประการที่สอง ยุทธวิธีนี้ยังช่วยลดแรงเสียดทานที่จะเกิดขึ้นกับการหาเสียงในอนาคต เพราะเป้าใหญ่ที่จะถูกจับจ้องเป็นพิเศษย่อมอยู่ที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะคู่แข่งคนสำคัญที่จะต้องขับเคี่ยวกับ คสช. เพื่อช่วงชิงเสียงในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ดังนั้น การแตกพรรคออกไปหาคะแนนแบบคู่ขนานย่อมทำให้พรรคใหม่ไม่ถูกเพ่งเล็งหรือเผชิญแรงเสียดทานมากเท่ากับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานอันเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และทำให้โอกาสที่พอจะขอแบ่งคะแนน จนสามารถแทรกตัวได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ประการที่สาม ในกรณีหากเกิดพรรคเพื่อไทยถูกยุบขึ้นมาจริงๆ กระบวนการต่อสู้ก็ยังสามารถดำเนินได้ต่อไปแบบไม่สะดุด เพราะมีทั้งพรรคเพื่อธรรม รวมทั้งพรรคเพื่อชาติ ที่มีขุมกำลังจากคนเสื้อแดงเป็นกลไกขับเคลื่อน ซึ่งซุ่มทำพื้นที่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว

แต่ทว่าโอกาสที่จะเดินหน้าไปถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทยจริงๆ นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะหลักฐานที่จะไปพิสูจน์ยืนยันกรณีคนนอกไปครอบงำ ชี้นำ พรรคการเมืองนั้นยังอาจไม่ชัดเจนเพียงพอ รวมทั้งอาจกลายเป็นชนวนให้ถูกโต้กลับถึงการเข้าไปชี้นำหรือครอบงำพรรคพลังประชารัฐจากบุคคลภายนอก

ดังนั้น แม้การยุบพรรคจะเป็นการเตะสกัดขาคู่แข่งคนสำคัญของ คสช. แต่อีกด้านหนึ่งอาจนำไปสู่กระแสตีกลับ กลายเป็นการสร้างคะแนนสงสารที่จะเทไปให้กับบรรดาพรรคสำรองที่เตรียมไว้รองรับ

หากย้อนดูในอดีต เมื่อครั้ง ยุบพรรคไทยรักไทย พรรค พลังประชาชนก็ยังกลับมาชนะเลือกตั้ง เช่นเดียวกับเมื่อครั้งยุบพรรค พลังประชาชน ต่อมาพรรคเพื่อไทย ก็ยังกลับมาชนะการเลือกตั้ง

การตั้งพรรคสำรองของเพื่อไทย จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“ประชารัฐ” โชว์พลังดูด เบ่งกล้ามบอนไซศัตรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565774

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 20:16 น.

"ประชารัฐ" โชว์พลังดูด เบ่งกล้ามบอนไซศัตรู

กรณีใช้ม.44ตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” เป็นนายกเมืองพัทยา อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งของ คสช.

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เห็นได้ว่าเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองคึกคัก โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ล่าสุดเพิ่งได้ประกาศท่าทีทางการเมืองต่อสื่อมวลชนในทำนองว่ามีความสนใจงานการเมือง เพื่อมาสานต่อนโยบายที่ตนเองได้ทำไว้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะร่วมกับพรรคการเมืองใด

แม้นายกฯ จะไม่ระบุชื่อพรรคการเมือง แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่ย่อมทราบดีว่าพรรคการเมืองที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ” อย่างแน่นอน เพราะองคาพยพต่างๆ ของพรรคพลังประชารัฐ ล้วนแล้วแต่เป็นคนแวดล้อมรัฐบาลแทบทั้งสิ้น

นอกเหนือไปจากความชัดเจนเกี่ยวกับท่าทีของนายกฯ จะพบว่าอีกด้านหนึ่งรัฐบาลค่อนข้างขยับตัวเพื่อเตรียมรับกับการเลือกตั้งเช่นกัน ซึ่งแทบเป็นรูปแบบที่ไม่ต่างอะไรกับปลายอายุของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น จ.ตรัง นราธิวาส น่าน บุรีรัมย์ พิจิตร สุโขทัย อ่างทอง เป็นต้น ซึ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมีเป้าประสงค์ทางการเมืองโดยตรงและโดยอ้อม เนื่องจากถ้าดูให้ดีๆ จังหวัดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองปัจจุบันแทบทั้งสิ้น

แต่สำหรับกรณีของการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นคงไม่มีตำแหน่งไหนจะมีนัยทางการเมืองมากไปกว่าการใช้มาตรา 44 แต่งตั้งให้ “สนธยา คุณปลื้ม” เป็นนายกเมืองพัทยา แทน พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี ทั้งๆ ที่อดีตตำรวจใหญ่นายนี้เพิ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 44 เพื่อเป็นพ่อเมืองพัทยาเมื่อต้นปี 2560

“บิ๊กแป๊ะ” แม้ที่ผ่านมาจะเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารจนพรรคการเมืองหลายพรรคต่างอยู่ในภาวะขาลงอย่างหนัก ก็ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของรัฐบาล อันเป็นที่มาของการเริ่มต้นดูดนักการเมืองเข้ามาร่วมงานกับ คสช.

การให้สนธยาเข้ามาคุมเมืองพัทยานั้นย่อมเป็นสัญลักษณ์ของการรุกคืบในการคุมอำนาจทางการเมืองภาคตะวันออกของพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากก่อนหน้านี้เพิ่งมีรายงานว่ากำลังจะมีอดีต สส.ภาคตะวันออกของพรรคประชาธิปัตย์หลายคน จะเข้าไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตรและพรรคพลังประชารัฐต่อไปในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ อาจมีคำถามว่า ทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงได้ให้ความสำคัญพื้นที่การเมืองในภาคตะวันออกมากนัก ถึงขั้นที่ต้องใช้มาตรา 44 แต่งตั้งผู้มีอิทธิพลทางการเมืองหมายเลขหนึ่งเข้าไปคุมเมืองพัทยา

เหตุผลหลัก คือ การพยายามแผ่อิทธิพลทางการเมืองให้เห็นว่าเมื่อใครเลือกข้างมาอยู่กับ คสช.จะได้รับผลตอบแทนอย่างไร ประกอบกับการที่รัฐบาลสามารถสร้างโครงการอีอีซีได้สำเร็จย่อมหมายความว่า ในอนาคตระยะยาวทรัพยากรต่างๆ จะไหลเข้ามาที่ภาคตะวันออกเป็นจำนวนมาก

ทรัพยากรดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเข้าพื้นที่ภาคตะวันออกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบรรดาแรงสนับสนุนที่เทมายัง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย เพราะต้องการให้นำโมเดลอีอีซีไปเป็นต้นแบบเพื่อการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจอื่นๆ บ้าง จึงไม่แปลกที่โพลหลายสำนักจะต่างออกมาระบุในทำนองคล้ายกันว่า สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป

แน่นอนว่าเมื่อบรรดานักเลือกตั้งต่างเห็นการแต่งตั้งนายกเมืองพัทยารอบนี้และอีอีซีที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ย่อมรู้ดีว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าควรจะเลือกอยู่ข้างใครเพื่อให้ตัวเองได้เดินสวมสูทเข้าสภา ไม่ใช่ฐานะผู้สอบตกและนั่งอดยากปากแห้งต่อไปอีกหลายปี

จึงไม่แปลกที่อดีตนักเลือกตั้งภูมิภาคอื่นๆ จะเริ่มเข้ามาอยู่ใต้ชายคา คสช. เพราะต่างรู้แจ้งว่าในช่วงปลายของรัฐบาลจะมีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก

นั่นย่อมหมายถึงการใช้โครงการเหล่านั้นเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ และการที่มีนโยบายและโครงการขนาดใหญ่ออกมาย่อมทำให้การหาเสียงเพื่อโน้มน้าวให้คนในพื้นที่ลงคะแนนเสียงให้กับตัวเองได้ง่ายขึ้น ต่างจากพรรคการเมืองในปัจจุบันที่มีเพียงวิมานในอากาศเท่านั้น

ต้องยอมรับว่า เมื่อพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคที่เคยเรืองอำนาจก็กำลังวุ่นอยู่กับการจัดการปัญหาภายในพรรค อย่างพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีความชัดเจนว่านายใหญ่ที่จะเป็นผู้นำพรรคจะเป็นใคร อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าถ้าชนะเลือกตั้งแล้วจะได้จัดรัฐบาลหรือไม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ก็ตีกันเองในยามสงบ ภายหลังมีความไม่ลงตัวในเรื่องหัวหน้าพรรค ทั้งหมดนี้ต่างเป็นปัจจัยที่มีผลให้อดีต สส.ของพรรคเอาใจออกห่างก่อนจะเข้ามาร่วมกับ คสช.

ที่สุดแล้ว กรณีของสนธยาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหนึ่งของการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งของ คสช. เพราะนับจากนี้ไปยังมีอีกหลายที่รัฐบาลต้องทำอีกมาก ซึ่งลำพังการใช้อำนาจปกติคงไม่อาจพา คสช.ไปสู่ชัยชนะในสนามเลือกตั้งไปได้

ลงสนามพร้อมอาวุธพิเศษ ของแสลงย้อนเข้าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565604

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 13:26 น.

ลงสนามพร้อมอาวุธพิเศษ ของแสลงย้อนเข้าตัว

อำนาจการเมืองและกฎหมายอาจไม่ได้เป็นของวิเศษสำหรับรัฐบาลคสช.ระหว่างเลือกตั้ง

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมใช้คำแรกได้ว่า ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ ที่ทุกคนก็รักประเทศไทยของเรา แต่ก็สุดแล้วแต่ประชาชนจะว่าอย่างไรในอนาคต”

เป็นประโยควรรคทองของประเทศไทยในปี 2561 ก็ได้ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่ามีความสนใจจะลงสนามการเมือง

ก่อนหน้านี้มีแต่เพียงการคาดการณ์กันไปมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะลงเลือกตั้งหรือไม่ แต่ยังไม่เคยมีความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ เลยสักครั้ง ดังนั้น เมื่อนายกฯ ประกาศความชัดเจนออกมาอย่างเป็นทางการ จึงทำให้คลายความสงสัยลงไปในทันที ซึ่งแน่นอนว่าพรรคการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าไปร่วมงานนั้น คงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ” ซึ่งเป็นพรรคที่กลุ่มสามมิตรได้ปูทางเอาไว้แล้ว

ความชัดเจนที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีแต่เพียงตัวนายกฯ เท่านั้น เพราะบรรดาคนแวดล้อมนายกฯ ก็ประกาศเป็นนัยถึงการเตรียมตัวลงสนามการเมือง เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ และ “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ได้ประกาศว่าจะลงเลือกตั้ง แต่หัวหน้า คสช. ยังระบุด้วยว่าจะไม่มีการลาออกจากตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น เท่ากับว่าในระหว่างการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะสวมหมวก 2 ใบ ได้แก่ หมวกในฐานะนายกฯ และผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วการที่นายกฯ ลงพื้นที่หาเสียงในระหว่างการดำรงตำแหน่งนั้นก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร เพราะทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและหาเสียงเลือกตั้ง ต่างก็สวมหมวกสองใบทั้งสิ้น แต่สำหรับกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความแตกต่างกันไป

กล่าวคือ บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจหน้าที่โดยสมบูรณ์ทุกประการ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้รัฐบาลดำเนินการบางประการในระหว่างการเลือกตั้งตามมาตรา 169 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการมีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้อำนาจของรัฐบาลกับการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญมาตรา 169 บัญญัติให้รัฐบาลที่รักษาการภายหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรืออายุสภาสิ้นสุดลง จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ แต่มีอยู่ 4 เรื่องที่ห้ามดำเนินการ ได้แก่

1.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติโครงการมีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

2.การแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

3.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

4.การไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

ความได้เปรียบทุกประตูที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอยู่ ทั้งในแง่ข้อกฎหมายและการเมือง ทำให้ไม่เป็นเรื่องยากเลยสำหรับพรรคการเมืองที่เป็นบ้านให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

แต่กระนั้นอำนาจพิเศษที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเอาออกมาใช้ได้ปกติ เหมือนกับไม่มีการเลือกตั้ง

ตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ กลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่าพรรคการเมืองปกติด้วยซ้ำ เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้กลไกทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถูกส่องไฟจับผิดมาตลอด

ทุกวันนี้รัฐบาลพยายามโหมประโคมโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงปลายสมัยของรัฐบาลจำนวนมาก โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเป็นโครงการหลักที่รัฐบาลพยายามแสดงเป็นผลงานมาตลอด

ขณะเดียวกัน กฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ที่กำลังจะมีใช้บังคับในเดือน ต.ค.ก็มีตัวเลขที่ลงไปในโครงการประชารัฐมากพอสมควร

ดังนั้น อำนาจการเมืองและกฎหมายที่มีอยู่อาจไม่ได้เป็นของวิเศษสำหรับรัฐบาลระหว่างการเลือกตั้ง เพราะอาจถูกจับผิดและขยายผลจนเสียคะแนนและพ่ายแพ้ จึงเรียกได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นของแสลงสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นได้

“ประยุทธ์” ลงการเมือง แรงเสียดทานจ่อรุมเร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565486

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 13:53 น.

"ประยุทธ์" ลงการเมือง แรงเสียดทานจ่อรุมเร้า

แรงกดดันกำลังจะตามมา หลัง “พล.อ.ประยุทธ์” ประกาศลงการเมือง แต่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือหัวหน้า คสช.

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

เปิดหน้าเตรียมก้าวสู่ถนนการเมืองเต็มตัว สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า “ผมสนใจงานการเมือง แต่จะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร ขออีกระยะหนึ่ง จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง”

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจะเห็นการขยับของทั้ง คสช.​และกลไกต่างๆ ที่ชวนให้เชื่อได้ว่านั่นจะเป็นการปูทางรอ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งในสถานะและบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป

ยิ่งช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่สุกงอมจนยากบิดพลิ้ว ในฐานะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจสงวนท่าทีเหมือนที่ผ่านมาได้อีกต่อไป ​จำเป็นต้องเปิดตัวสู่สนามการเมืองเพื่อทำให้กลไกต่างๆ ที่เตรียมพร้อมไว้รออยู่แล้วสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.​และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อย อันจะเป็นเงื่อนไขสำคัญให้การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นภายใน 150 วัน รวมกับช่วงทดเวลา 90 วัน ซึ่งเป็นผลพวงจากการแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส.

กระบวนการทุกอย่างจึงต้องเดินหน้าคู่ขนานไปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการคลายล็อกให้พรรคการเมือง ออกมาขยับเตรียมประชุม และดำเนินกิจกรรมที่จะทำให้แต่ละพรรคมีความพร้อมก้าวสู่สนามเลือกตั้ง รวมไปถึงการหาเสียงในระยะถัดไป

หลายพรรคการเมืองเริ่มต้นกระบวนการคัดสรรหัวหน้าพรรค ทีมงาน และผู้สมัคร ที่พอจะเห็นเค้าลางว่าคู่แข่งในสนามเลือกตั้งเป็นใครและพอจะมีกลยุทธ์การแข่งขัน ตลอดจนประเมินคะแนนเสียงในแต่ละพื้นที่

เหลือก็แต่เพียงพรรคพลังประชารัฐที่ยังดูคลุมเครือกว่าทุกพรรค แม้จะชัดเจนว่าเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน คสช. ​แต่ก็ยังไม่มีการประกาศความชัดเจนว่าบุคคลที่จะก้าวมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ตลอดจนตำแหน่งอื่นๆ เป็นใคร

​การเปิดหน้าเตรียมก้าวสู่สนามการเมือง ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงถูกมองว่าเชื่อมโยงกับการประชุมใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 29 ก.ย.นี้

สอดรับกับที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า ทั้ง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.​พาณิชย์ และ อุตตม สาวนายน รมว. อุตสาหกรรม จะเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรค

ที่สำคัญการสร้างความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะสนับสนุนพรรคไหนอย่างไร ย่อมเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งและเรียกแนวร่วมให้กับพรรคนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น กว่าปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความอึมครึม

รวมไปถึง “กลุ่มสามมิตร” ซึ่งเดินหน้าต่อสายถึงอดีต สส.กลุ่มต่างๆ มาพักใหญ่ แต่หลายคนยังติดใจ ขอรอดูความชัดเจน จนยังไม่อาจรีบตัดสินใจ การแสดงความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมอาจทำให้การเดินสายชักชวนหาแนวร่วมของกลุ่มสามมิตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยังไม่รวมกับบรรดาแนวร่วมต่างพรรค ทั้งพรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่มีจุดร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นรัฐบาลเพื่อสานต่อสิ่งที่ได้เริ่มไว้ให้ไปถึงฝั่งฝัน

ไปทางเดียวกันกับถ้อยคำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่า “วันนี้ผมสนใจการเมือง เพราะผมสนใจในสิ่งที่ผมทำลงไปว่าไปถึงไหนอะไรยังไง และวันหน้าจะได้รับการสานต่อหรือไม่ ผมจะติดตามรับฟังจากบรรดานักการเมือง กลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองต่างๆ”

แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลงการเมือง โดยไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือหัวหน้า คสช. ย่อมทำให้เกิดแรงกดดันที่ตามมาหา พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.หนักขึ้น พร้อมจะเป็นเป้าให้ถูกถล่มเรื่องการใช้อำนาจในการชิงความได้เปรียบการหาเสียงผ่านกฎกติกาที่ คสช.​เป็นคนควบคุม

ที่สำคัญเมื่อก้าวสู่สนามการเมือง สถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมต้องอยู่ในระนาบเดียวกับนักการเมืองคนอื่นๆ ที่สามารถถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับและเผชิญหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เปิดตัว”พลังประชารัฐ” บิ๊กตู่หมู่บ้านกระสุนตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565332

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 09:06 น.

เปิดตัว"พลังประชารัฐ" บิ๊กตู่หมู่บ้านกระสุนตก

หลังจากนี้ไปการเมืองจะกลับสู่การมีคู่ชกเหมือนระบบปกติ ไม่ได้ชกฝ่ายเดียวเหมือนกับ 5 ปีที่ผ่านมา งานนี้ต้องถามว่า “พล.อ.ประยุทธ์” พร้อมจะรับแรงปะทะขนาดไหน

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากเก็บตัวเงียบอยู่ตั้งนาน ในที่สุด “พรรคพลังประชารัฐ” เตรียมจะเปิดเผยตัวตนสู่สาธารณะอย่างเป็นทางการ โดยในวันที่ 29 ก.ย.จะมีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค สำหรับการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐมีตัวละครที่เห็นชัดเจนเพียงแค่ “ชวน ชูจันทร์” และ“พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล” อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เท่านั้น ในฐานะเป็นผู้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจดแจ้งชื่อพรรค

พรรคพลังประชารัฐถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตลอด เนื่องจาก พ.อ.สุชาติ เป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่แปลกที่จะถูกโยงถึงกัน

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในระยะนี้ได้แสดงเป็นนัยทางการเมืองค่อนข้างชัดเจนว่าจะลงสนามเลือกตั้ง แม้โดยสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สามารถลงสมัคร สส.ได้ ด้วยเหตุที่ติดเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนด แต่หากมองไปถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งแล้ว เงื่อนไขทางกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่ประการใด เหลือเพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามาเป็นนายกฯ ตามช่องทางไหนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การเดินหมากของพรรคพลังประชารัฐ ดูเหมือนว่าจะละม้ายคล้ายกับช่วงการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยพอสมควร

เวลานั้นพรรคไทยรักไทยใช้ระบบการดูด สส.จากพรรคการเมืองขนาดกลางควบคู่ไปกับการควบรวมพรรคการเมืองทั้งพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคความหวังใหม่ หรือพรรคเสรีธรรม พรรคชาติพัฒนา เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของการสร้างพลังดูดทางการเมืองของประเทศไทย

ส่วนพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ดำเนินการด้วยตัวเองโดยตรง แต่อาศัยกลไกกลุ่มการเมืองทำหน้าที่แทน ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” นำโดย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีตแกนนำกลุ่มวังน้ำยม ท่อต่อของกลุ่มสามมิตรที่เชื่อมโยงไปถึงรัฐบาลปัจจุบันนั้นจะอาศัยการผ่านไปทาง“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ

กลุ่มสามมิตร ซึ่งล้วนเป็นคนที่เคยทำงานใกล้ชิดกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตเจ้านายใหญ่ของตัวเอง แน่นอนว่าย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้เองที่ส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐและกลุ่มสามมิตรกลายเป็นคนเนื้อหอมมากที่สุดในเวลานี้ เมื่อเทียบกับสภาพของพรรคการเมืองในปัจจุบันที่ถูก คสช.ล็อกคอมาตลอด 5 ปี

ดังนั้น การประชุมพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการวันที่ 29 ก.ย. จึงเป็นเรื่องวาระทางการเมืองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจจะมีบุคคลในรัฐบาลเข้าไปร่วมงานกับพรรคอย่างเป็นทางการล่วงหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

หนึ่งในบุคคลที่ถูกคาดหมายว่าจะมาสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ คือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม โดยถึงขั้นจะเข้ามามีตำแหน่งในพรรคด้วยในตำแหน่งเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคตามลำดับ

เมื่อพรรคพลังประชารัฐเริ่มออกตัวในทางการเมืองมากขึ้น ก็ไปบังเอิญกับความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่กำลังพยายามอนุมัติงบประมาณและโครงการต่างๆ ในนาม “ประชารัฐ” ลงไปในแต่ละพื้นที่มากขึ้นในระยะนี้ ยิ่งมาบวกกับเสียงเชียร์ของรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้งเพื่อสานงานการปฏิรูปประเทศต่อให้จบ จึงทำให้ตอกย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายหาเสียง

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ ในแง่หนึ่งอาจมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่ส่งผลกระทบมายังรัฐบาลปะปนกันไป

มองในด้านดี จะช่วยให้กลุ่มสามมิตรและบรรดาอดีต สส.สามารถทำพื้นที่ทางการเมืองได้ง่ายมากขึ้น เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเทงบประมาณเกี่ยวกับการพัฒนาลงไปมาก ก็เพื่อหวังดึงฐานมวลชนให้เอาใจออกห่างจากพรรคเพื่อไทย

เช่นนี้ บรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายจะได้เอามาเป็นจุดขายในการหาเสียงในทำนองว่าถ้าเลือกพรรคพลังประชารัฐมาเป็นรัฐบาล จะช่วยให้โครงการและงบประมาณมีความต่อเนื่องมากกว่าที่จะให้พรรคการเมืองมาเป็นรัฐบาลแทน ซึ่งเป็นลูกไม้เดียวกับการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในอดีต

เพียงแต่การแกรนด์โอเพนนิ่งของพรรคพลังประชารัฐในเร็วๆ นี้ อาจนำมาซึ่งความลำบากให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกจับผิดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะกลายเป็นเป้าโจมตีจากพรรคการเมืองอื่นในระหว่างการหาเสียง เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังมีอำนาจสมบูรณ์ 100% ในการบริหารประเทศ ต่างกับรัฐบาลรักษาการระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงที่ต้องห้ามกระทำการบางอย่างตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

จากนี้ไปการเมืองจะกลับสู่การมีคู่ชกเหมือนระบบปกติ ไม่ได้ชกฝ่ายเดียวเหมือนกับ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมจะรับแรงปะทะขนาดไหน

ศึกในปชป.ระอุ สั่นคลอนเก้าอี้มาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564915

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 09:49 น.

ศึกในปชป.ระอุ สั่นคลอนเก้าอี้มาร์ค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ส่อเค้าดุเดือดตั้งแต่กระบวนการ หยั่งเสียงเบื้องต้นของสมาชิก

เมื่อรอบนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 7 ซึ่งครองตำแหน่งมายาวนานต่อเนื่อง  13 ปี กำลังจะก้าวสู่ความท้าทายครั้งใหม่ กับรูปแบบการเลือกตั้งที่เจ้าตัวมีแนวคิดจะเปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนลงคะแนนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคได้โดยตรง

แม้การชี้ขาดสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับ ที่ประชุมใหญ่ของพรรคซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค แต่อย่างน้อยผลการหยั่งเสียงจากสมาชิกที่สะท้อนว่าต้องการให้ใครมาเป็นหัวหน้าพรรค ยากจะทำให้ที่ประชุมใหญ่เห็นเป็นอย่างอื่นหรือโหวตสวนเลือกคนอื่นที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยได้

การหยั่งเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคของสมาชิกถือเป็นด่านแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และปลุกให้บรรยากาศการแข่งขันเริ่มร้อนแรงในทันที

ในแง่ “แคนดิเดต” หากมองเฉพาะตัวบุคคลอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังที่ประชุมใหญ่แก้ไขข้อบังคับพรรคฉบับใหม่ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ย่อมไม่ใช่ “คู่แข่ง” ที่สมน้ำสมเนื้อสักเท่าไหร่

แม้ หมอวรงค์จะไม่ใช่ อดีต สส.โนเนม แถมยังเป็นหนึ่งในขุนพลฝีปากกล้าฝากซึ่งผลงานไว้มากมาย โดยเฉพาะกับการนำทัพเกาะติดขุดคุ้ยโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การดำเนินคดีที่สามารถเอาผิดทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ได้หลายราย

แต่หากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ทั้ง “ชื่อชั้น” และ “บารมี” ตลอดจนเสียงสนับสนุนในพรรค คงยาก ที่หมอวรงค์จะไปเทียบกับ อภิสิทธิ์ ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ชื่อชั้น หมอวรงค์ กลับมามีน้ำหนักถึงขั้นจะท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคได้นั้น อยู่ตรงฐานการสนับสนุนจากฝั่งอดีตแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะได้ ถาวร เสนเนียม อดีตรองเลขาธิการพรรค มารับหน้าที่ช่วยเดินเกมประสาน สส.ภายในอีกทางหนึ่ง

สอดรับกับความพยายามก่อนหน้านี้ที่เคยมีกระแสข่าวว่า ทางอดีต สส.ฝั่ง กปปส. เดินเกมส่งคนชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังจุดยืนที่แตกต่างกันในประเด็นการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จนอภิสิทธิ์ต้องออกมาประกาศความชัดเจนว่าถ้าใครสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปอยู่พรรคอื่น จนกระแสเงียบไป

เช่นเดียวกับรอบนี้ การผลักดันหมอวรงค์มาแข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ถูกมองว่าเป็นเพราะ อภิสิทธิ์ ประกาศจะไม่ร่วมสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หากไม่ได้เสียงข้างมากในสภา

แต่ทั้งหมดนี้ความเป็นไปได้ของ หมอวรงค์ อยู่ตรงที่ขั้นตอนหยั่งเสียงของสมาชิกพรรคนั้น เดิมเข้าใจว่าจะ ตีกรอบเพียงแค่ 8 หมื่นคนที่มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคก่อน 30 เม.ย.เท่านั้น ซึ่งจากสัดส่วนจำนวนสมาชิกดังกล่าวจำนวนมากเป็นฐานเสียงที่ทาง กปปส.ชักชวนให้รีบมายืนยันความเป็นสมาชิก

ก่อนจะมีการเปิดเผยว่าข้อบังคับพรรคยังเปิดให้อดีตสมาชิก 2 ล้านคน ที่สนใจจะเลือกหัวหน้าพรรคสามารถลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิได้ จนถูกมองว่าเป็นการแก้เกมเพื่อรักษาเก้าอี้หัวหน้าพรรค

ทำให้คาดการณ์กันว่าในที่ประชุมใหญ่วันที่ 26 ก.ย.นี้ น่าจะเป็นยกแรกที่กองเชียร์ของทั้งสองฝั่งเปิดศึกย่อมๆ เพื่อสะท้อนปัญหาผ่านข้อบังคับพรรคในมุมของตัวเองอันอาจทำให้การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคถูกมองว่าไม่เป็นธรรมได้

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก สมาชิกที่จะมีสิทธิโหวตหัวหน้าพรรค เพราะในจำนวน 2 ล้านกว่าคนนั้นปัจจุบันไม่รู้ว่าใครเป็นใครและยังเหนียวแน่นกับประชาธิปัตย์หรือไม่ การเปิดกว้างให้อดีตสมาชิกมาร่วมเลือกหัวหน้าพรรค จึงอาจนำไปสู่การจัดตั้งสมาชิกฝั่งของตัวเองต่อไป

ประเด็นที่สอง รูปแบบการลงคะแนนที่จะใช้วิธีหยั่งเสียงผ่าน แอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถรองรับการลงคะแนนของสมาชิกจำนวนมากมายได้อย่างง่าย และสะดวกที่จะนำผลมาคำนวณและประเมินผลต่อไป

แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าจะเป็นปัญหา เพราะไม่มีหลักประกันว่าสมาชิกพรรคทุกคนจะมีโทรศัพท์มือถือที่มีคุณสมบัติรองรับระบบการหยั่งเสียงผ่านแอพพลิเคชั่นได้ จนอาจเป็น ช่องว่างให้สมาชิกส่วนหนึ่งที่มีสิทธิแต่ไม่สามารถลงคะแนนได้

ประเด็นที่สาม ขั้นตอนการลงคะแนน ซึ่งคนที่ชี้ขาดสุดท้ายก็ยังเป็น ที่ประชุมใหญ่ซึ่งประกอบด้วย อดีต สส. และสมาชิกพรรคที่ทางกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งอาจนำไปสู่ความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคได้

ประเมินสถานการณ์นับจากนี้ต่อไป กระบวนการแข่งขันและช่วงชิงคะแนนจึงมีแต่จะทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อันจะปลุกให้ศึกในประชาธิปัตย์ที่เคยสงบกลับมาเป็นปัญหาต่อไป

ที่สำคัญสุดท้ายแล้วไม่ว่า อภิสิทธิ์ จะสามารถรักษาเก้าอี้หัวหน้าพรรคได้อีกสมัยหรือไม่ รอยร้าวที่เกิดขึ้นย่อมทำให้การรับหน้าที่กุมบังเหียนบริหารงานภายในพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความเปราะบางในอนาคต