ล้มไพรมารีโหวต ปูทาง คสช.รีเทิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562981

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 09:50 น.

ล้มไพรมารีโหวต ปูทาง คสช.รีเทิร์น

การยอมล้มไพรมารีโหวตจึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ อันจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางปฏิรูปการเมืองส่อเค้าย่ำอยู่กับที่ เพราะแม้แต่กระบวนการมีส่วนร่วมที่สำคัญของประชาชนที่จะเข้าไปคัดเลือกผู้สมัครของแต่ละพรรค หรือไพรมารีโหวตนั้น สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงแค่การตั้งกรรมการขึ้นมาสรรหาผู้สมัครแทนจะให้ประชาชนได้คัดเลือกด้วยตัวเอง

หากจำได้ แม่น้ำ 5 สายประกาศเดินหน้าเอาจริงกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำคือทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจริงๆ ​ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของผู้มีอำนาจไม่กี่คน หรือถูกนายทุนครอบงำอยู่เบื้องหลังเหมือนที่ผ่านมา

ไพรมารีโหวตจึงถือเป็นอีกดัชนีชี้วัดที่สำคัญสำหรับการสร้างหลักประกันให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคในการคัดเลือกผู้สมัครที่จะไปเป็นปากเป็นเสียงของพวกเขาในอนาคต ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจในพรรค หรือนายทุนส่งคนของตัวเองมาลงสนามแบบไม่สนใจความคิดความเห็นของสมาชิก

ที่สำคัญแม้จะมีเสียงทักท้วงถึงความยุ่งยากต่างๆ นานา ที่อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายในอนาคต แต่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำสายอื่นๆ ยังยืนยันว่าจำเป็นจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อวางบรรทัดฐานให้เป็นตัวอย่างต่อไปในอนาคต

จนระยะหลังทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อ คสช.กลับเลือกกลืนน้ำลาย ประกาศเตรียมลดทอนรูปแบบความเข้มข้นของไพรมารีโหวตไปเรื่อยๆ มีการหยั่งเสียงด้วยข้อเสนอจากจากรูปแบบไพรมารีเขตเป็นไพรมารีจังหวัด จนถึงไพรมารีภาค ที่สุดท้ายถูกตีตกไป

ปัญหาอยู่ตรงที่เบื้องหลังของการปรับมาใช้กรรมการสรรหาแทนไพรมารีโหวตแบบที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น ถูกมองว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรคที่มีจุดยืนสนับสนุน คสช.เข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัวผ่านกลไกการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะกับกระบวนการดูดอดีต สส.ของบางพรรค ​ที่กำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจออุปสรรค เพราะแม้จะดูดอดีต สส.ได้ แต่หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากบรรดาสมาชิกพรรค อนุมัติให้คนเหล่านั้นลงสนามเลือกตั้ง การดูดที่สู้อุตส่าห์ทำมาก็ต้องมาถึงทางตันในขั้นตอนสุดท้าย

ยิ่งหากพิจารณาจากเสียงสะท้อนจากกระแสดูดที่หลายคนออกมาตั้งป้อมถล่มว่าสวนทางกับการปฏิรูป แถมฉุดให้การเมืองกลับสู่บรรยากาศเดิมๆ อันจะนำไปสู่วังวนของปัญหาเหมือนในอดีตด้วยแล้ว หากต้องทำไพรมารีโหวตกันจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเหล่านี้จะได้รับฉันทามติจากสมาชิกให้เป็นตัวแทนไปลงสนาม

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ​เหตุผลที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ คงเป็นเพราะหลายเรื่องที่เกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจที่มาทำการเมือง เพราะจะเปลี่ยนสภาพตัวเองจากกรรมการเป็นผู้เล่น ทำให้มีความคิดเปลี่ยนแปลงกติกา เนื่องจากไพรมารีจะเป็นอุปสรรคต่อการดูดๆไม่สะดวก เพราะไปตกปากรับคำใครจะต้องมาผ่านกระบวนการไพรมารี

จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การทำไพรมารีโหวตถือเป็นความตั้งใจดี แต่ไปวางระบบให้ซับซ้อนและไม่ต้องกับเจตนารมณ์จริงๆ ซึ่ง คสช.ไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหา แต่ตั้งใจให้เป็นปัญหากับพรรคการเมืองเดิม โดยเฉพาะพรรคใหญ่ ไม่ได้แก้ให้มีผลดีกับพรรคการเมืองโดยรวม แต่เป็นการแก้เพื่อเอื้อพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช.

สอดรับไปกับท่าทีของแต่ละพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนพร้อมทำไพรมารีโหวตแบบเต็มรูปแบบ ขอเพียงแค่ให้ คสช.รีบเร่งปลดล็อกเพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองมีเวลาเพียงพอในการดำเนินการได้ทันเท่านั้น

การที่แต่ละพรรคการเมืองสะท้อนออกมาตรงกันว่าการล้มระบบไพรมารีโหวตทั้งที่เป็นความตั้งใจแต่เดิมของ คสช. เป็นเพราะต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับบางพรรค จึงยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องการช่วงชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับ คสช.มากยิ่งขึ้น

เริ่มตั้งแต่การเร่งทำคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งในรูปแบบของโครงการต่างๆ ของรัฐบาลคสช. กับการอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย อันถือเป็นฐานเสียงใหญ่ที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก ​

รวมถึงการเดินสายจัดประชุม ครม.สัญจร ทั้งเมืองหลักเมืองรอง ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง อันถือเป็นไม้ตายเรียกคะแนนที่สำคัญของแทบทุกรัฐบาลในช่วงก่อนหมดวาระเดินหน้าสู่เลือกตั้ง

ที่สำคัญ การดึงเกมไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ หรือหาเสียงได้เต็มที่เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาตัดสินใจ ก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการชิงความได้เปรียบ รีบโกยคะแนนในช่วงที่พรรคอื่นๆ ไม่อาจออกมาเคลื่อนไหวใดๆ

การผ่อนคลายเพียงแค่ให้พรรคการเมืองสามารถประชุมใหญ่เลือกกรรมการบริหาร หรือทำกิจกรรมเพื่อให้เดินหน้าไปตามกลไกการเลือกตั้ง จึงเป็นเพียงแค่การยื้อเวลาหาเสียงออกไปให้ได้นานที่สุด

รวมทั้งล่าสุด รัฐบาล คสช.เตรียมเข้าไปควบคุมตรวจสอบช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้เป็นกลไกหาเสียงของพรรคการเมือง ก่อนจะถึงเวลาเป่านกหวีด โดยหยิบยก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เข้ามาควบคุมเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ ใส่ร้ายป้ายสี ที่จะยิ่งตีกรอบให้พรรคการเมืองไม่มีพื้นที่แสดงความคิดความเห็น

การยอมกลืนน้ำลายล้มไพรมารีโหวตจึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ อันจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

คลายไพรมารีโหวต เข้าทาง ‘พลังประชารัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562639

  • วันที่ 31 ส.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

คลายไพรมารีโหวต เข้าทาง 'พลังประชารัฐ'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนเป็นลำดับแล้วสำหรับการคลายล็อกการเมืองโดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เตรียมใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ในประเด็นนี้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมจะนำการทำไพรมารีโหวตของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เคยเสนอไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับแรกมาเป็นต้นแบบ

“คงไม่มีการทำไพรมารีโหวตตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงเห็นว่าวิธีการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมาแต่แรก คือ ให้มีกรรมการสรรหาขึ้นมาในพรรค

ประกอบด้วย 11 คน มาจากตัวแทนกรรมการบริหาร 4 คน จากสมาชิกพรรค 7คน ลงไปคุยกับสมาชิกแต่ละเขต แล้วรวบรวมรายชื่อผู้สมัครมาเสนอให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง ซึ่ง คสช.ได้ระบุว่าแนวทางนี้มีความเป็นไปได้สูง” รองนายกฯ วิษณุ ระบุ

ท่าทีของวิษณุที่ออกมานั้นนับว่ามีนัยทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากสูตรการทำไพรมารีโหวตที่ปรากฏให้เห็นในกฎหมายพรรคการเมืองนั้นมาจากการตัดต่อของคณะกรรมาธิการวิสามัญใน สนช. ซึ่งเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่ กรธ.เคยเสนอเข้า สนช.ตอนแรก แต่เมื่อรัฐบาลและ คสช.กำลังจะกลับไปใช้โมเดลของ กรธ. เท่ากับว่าเป็นการหักหน้า สนช.เข้าอย่างจัง

เดิมทีการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น กรธ.ไม่ได้มีความเข้มงวดเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นของ สนช.

กล่าวคือ กรธ.กำหนดให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง

ประกอบด้วยบุคคลและจำนวนตามที่กำหนดในข้อบังคับ แต่อย่างน้อยต้องมีกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง และหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งเลือกกันเองจนครบจำนวน

แต่ของ สนช.กำหนดให้ต้องมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือสาขาพรรคการเมือง ซึ่งต้องมาจากการเลือกของสมาชิก โดยการได้มาซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและสาขาพรรคการเมืองก็มีความยุ่งยากพอสมควร เช่น การตั้งสาขาพรรคการเมืองในจังหวัดใด จะต้องมีสมาชิกพรรคในเขตพื้นที่นั้น 500 คนขึ้นไป เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายยังได้ล็อกคออีกว่าหากในพื้นที่ใดพรรคการเมืองไม่ได้ทำไพรมารีโหวต จะมีผลให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ซึ่งส่งผลเสียหายเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าระบบการ เลือกตั้งของไทย ใช้วิธีการนับคะแนนเพื่อเลือก สส.ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อด้วยบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียว เท่ากับว่าหากพรรคการเมืองพลาดการส่งผู้สมัคร สส.ในเขตใดเขตหนึ่ง แน่นอนว่าคะแนนจะหายไปฟรีๆ จำนวนหนึ่งเลยทีเดียว

แต่เมื่อพลิกไปดูกติกาที่ สนช.ได้ออกแบบ ปรากฏว่าสร้างความรุงรังให้กับพรรคการเมืองไม่น้อย ซึ่งเมื่อครั้งที่ สนช.ได้พิจารณาร่างกฎหมายพรรคการเมือง ยังไม่ปรากฏข่าวว่าจะมีการตั้งพรรค พลังประชารัฐเพื่อเป็นฐานที่มั่นให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชากลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง จึงทำให้ สนช.เดินหน้าวางกติกาเพื่อสกัดพรรคการเมืองอย่างเต็มที่

ทว่า ภายหลังมีข่าวและความเคลื่อนไหวถึงการจะลงสนามเลือกตั้งของ คสช. กติกาที่ สนช.ได้กำหนดเอาไว้และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่สร้างผลเสียต่อพรรคการเมืองปัจจุบันเท่านั้น แต่พรรคการเมืองใหม่ก็ต้องมาโดนหางเลขไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่ต้องเดินหน้าทำไพรมารีโหวต

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช. ที่เป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณากฎหมายพรรคการเมืองของ สนช. ถึงอารมณ์บ่จอยเมื่อเห็น คสช.กำลังใช้มาตรา 44 เพื่อรื้อโมเดลไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น สนช.

อย่างไรก็ตาม มาถึงจุดนี้ถ้ามองในมุมของ คสช.และรัฐบาลย่อมเห็นได้ว่าการกลับไปใช้โมเดลของ กรธ.น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นเพราะอย่างน้อยโมเดลของ กรธ.การันตีแน่นอนว่าจะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติเรื่องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างแน่นอน

อีกทั้งยังไม่ได้เป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่ากับพรรคการเมืองปัจจุบันมากเกินไป เนื่องจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองของ กรธ.ส่วนใหญ่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองมาพอสมควรแล้ว ประกอบกับกติกาของ กรธ.ก็ไม่ได้ตึงเกินไปถึงขนาดที่พรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้เวลาที่จำกัด

เหนืออื่นใด พรรคการเมืองใหม่ทุกพรรครวมทั้งพรรคพลังประชารัฐจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะพรรคการเมืองน้องใหม่คงไม่มีความสุขแน่ หากจะต้องมาเสียต้นทุนในการหาสมาชิกพรรคทั่วประเทศเพื่อทำ ไพรมารีโหวต

เรียกได้ว่างานนี้เข้าทางพรรคพลังประชารัฐเข้าอย่างจัง

คุมโซเชียลมีเดีย เกมใหม่ปิดปากการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562525

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 07:40 น.

คุมโซเชียลมีเดีย เกมใหม่ปิดปากการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดกับผลสรุปของที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการเห็นชอบคลายล็อกการเมือง และการแบ่งเขตเลือกตั้งรวม  9 ประเด็น ที่จะออกมาในรูปแบบคำสั่งตามมาตรา 44 หลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

เบื้องต้นที่ประชุม คสช.เตรียมคลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2561  โดย 9 ประเด็นที่จะมีการแก้ไข อาทิ เรื่องทุนประเดิม 1 ล้านบาทใน 180 วัน การหาสมาชิก 500 คนใน 6 เดือน โดยจะแก้เป็นนับจากคำสั่งนี้ออกไป ส่วนการมีสมาชิก 5,000 คนใน 1 ปี และ 1 หมื่นคนใน 4 ปี แก้เป็น 180 วัน และ 4 ปีนับจากคำสั่งนี้ออกในราชกิจจานุเบกษา

ส่วน กิจกรรมที่กำหนดให้พรรคการเมืองสามารถทำได้ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. อาทิ ประชุมใหญ่แก้ข้อบังคับได้ เลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการพรรค ประชุมพรรคเพื่อเปิดสาขาพรรคหรือจัดตั้งตัวแทนพรรคได้ แต่ห้ามประชุมก่อม็อบ และห้ามพรรคหาเสียงโดยเด็ดขาด

นอกจากประเด็นเรื่อง “ไพรมารีโหวต” ที่ คาดว่าจะปรับมาใช้วิธีให้พรรคตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 11 คน แล้วรับฟังความเห็นของสมาชิกพรรคก่อนเสนอชื่อผู้ที่จะได้รับคัดเลือกเป็น ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ก่อนให้กรรมการบริหารพรรคนั้นๆ พิจารณา  ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองอยู่พอสมควรแล้ว

อีกประเด็นที่ หลายฝ่ายเริ่มออกอาการเป็นห่วง คือ การหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียที่ทางรัฐบาล คสช.ตั้งท่าเตรียมเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด จนอาจถึงขั้นเป็นกลวิธีปิดปากและเตะสกัดการหาเสียงของพรรคการเมืองต่อไปในอนาคต

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะมีการแก้ไขคำสั่งให้พรรคการเมืองสามารถติดต่อกับสมาชิกพรรคทางโซเชียลมีเดีย เช่น แอพพลิเคชั่นไลน์ได้แต่ต้องมีสมาชิกอยู่ในกลุ่มเท่านั้น รวมถึงไม่สามารถเปิดให้แสดงความคิดความเห็นทาง เฟซบุ๊กสู่สาธารณะอีกต่อไป

นั่นเท่ากับว่าหากการแก้ไขคำสั่ง คสช.ครั้งนี้สำเร็จเรียบร้อย ช่องทางสื่อสารเดียวที่เหลืออยู่ของคนการเมืองในเวลานี้ย่อมตีบตันลงไปไม่เปิดกว้างเหมือนที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่า ในยุคที่ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ  ช่องทางการสื่อสารหลักถูกควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนการเมืองและคนเห็นต่างทั่วไปยากจะเล็ดลอดเผยแพร่สู่สาธรณะได้

เหลือก็แต่เพียงแค่ “โซเชียลมีเดีย” ที่พอจะเป็นช่องทางที่แม้จะไม่แพร่หลายหรือเข้าถึงประชาชนได้ใน วงกว้างเหมือนสื่อกระแสหลักทั่วไป แต่ก็พอจะสามารถสื่อสารไปถึงประชาชนบางส่วน และยังอาจถูกสื่อกระแสหลักหยิบยกไปขยายผลต่อไป

จนทำให้หลายๆ คนยึดโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางแสดงความคิดความเห็น ทั้งตอบโต้ทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์ คสช. เรื่อยไปจนถึงการหาเสียงให้กับพรรคของตัวเองในวันที่ทุกอย่างถูกควบคุม

ที่ผ่านมา แม้ คสช.จะพยายามกดดันเข้าไปควบคุมดูแลการแสดงออกทางช่องทางออนไลน์ ผ่านกฎหมายที่มีอยู่ แต่ก็ยังไม่อาจควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านช่องทางที่เปิดกว้างเช่นนี้ได้   การที่ คสช.รุกคืบเตรียมขยับเข้ามาควบคุมการแสดงความคิดความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย จึงยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามชิงความได้เปรียบจากบรรดาพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ยังไม่อาจออกมาขยับทำกิจกรรมหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ต่างจากรัฐบาล คสช.ซึ่งมีช่องทางการสื่อสารของ ตัวเอง สามารถแสดงความคิดความเห็นเผยแพร่ผลงานรัฐบาลเรียกคะแนนสร้างความเชื่อมั่นได้เรื่อยๆ

สอดรับไปกับการติดเครื่องเร่งทำประชาสัมพันธ์ผลงานอย่างเข้มข้น  ดังจะเห็นว่ามีการปรับรูปแบบดึงดารา นักแสดง ที่มีชื่อเสียงมาเป็นอีกกลไกเรียกความสนใจ หลังจากที่ผ่านมา รูปแบบการสื่อสารของทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คสช.อาจไม่เข้าตาหรือทำ ไม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งที่มี เครื่องมือเครื่องไม้ครบครัน

แม้จะพยายามเปิดเกมรุกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการเปิดไลน์ สายด่วน เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารไปถึงประชาชน แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมหรือมีกระแสตอบรับที่ดี

ยังไม่รวมกับในแง่ “เนื้อหา” ที่ยังไม่อาจสร้างความได้เปรียบทางการเมืองแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมได้อย่างที่คาดหวัง ต่างจากคนการเมืองที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงแฟนคลับและถูกหยิบยกมาพูดถึงเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

จุดอ่อนตรงนี้จึงอาจเป็นประเด็นที่นำมาสู่การออกคำสั่งเพื่อเข้ามาควบคุมช่องทางโซเชียลมีเดียในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความร้อนแรงจนต้องหาทางตีกรอบไม่ให้บานปลาย

เมื่อรู้อยู่แล้วว่าแต่ละพรรคการเมืองต้องพยายามชิงจังหวะใช้ช่องว่างที่เหลืออยู่ออกมาแสดงความคิดความเห็นพ่วงการหาเสียงที่จะทวีความรุนแรงในช่วงใกล้เลือกตั้ง การเข้าไปควบคุมย่อมจึงเหมือนเตะสกัดคู่แข่ง

คล้ายที่ผ่านมาซึ่งไม่ให้รวมตัวทำกิจกรรมแต่กลุ่มสามมิตรที่ชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคของ คสช.ก็ดูจะไม่อยู่ในเงื่อนไขถูกควบคุมจนถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้ข้อครหาเรื่องการชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองรุนแรงมากขึ้น

คลายล็อกการเมือง ระบายแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562391

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 08:10 น.

คลายล็อกการเมือง ระบายแรงกดดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเผชิญมรสุมกับคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากโรดแมปที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดของ คสช.

การเลือกตั้งของประเทศไทยที่ถูกเลื่อนออกไปทุกครั้ง นำมาซึ่งความถดถอยในคะแนนนิยมของ คสช. เนื่องจากตกเป็นจำเลยว่า คสช.ไม่ได้รักษาคำพูด

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เดินหน้าไปได้เสียทีมี 3 สาเหตุสำคัญด้วยกัน

1.การลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ส่งผลให้ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ รวมไปถึงการทำประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ใช้เวลากว่า 1 ปีกันเลยทีเดียว

2.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีหลายฉบับที่ สนช.ได้แก้ไข ตัดต่อจนกฎหมายเปลี่ยนไปจากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอมาพอสมควร ทำให้การพิจารณาต้องไปถึงขั้นตอนของการตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่ายเพื่อชี้ขาด

3.การแก้ไขระยะเวลาการให้มีผลบังคับใช้ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ออกไป 90 วันของ สนช. ซึ่งแทนที่เมื่อกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อเดินหน้านับระยะเวลา 150 วันไปสู่วันเลือกตั้ง กลายเป็นว่าต้องทอดเวลาออกไป 90 วันก่อนจะนับถอยสู่การเลือกตั้ง 150 วัน

เมื่อการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งด้วยสาเหตุต่างๆ ประกอบกับมีกฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้งจำนวน 2 ฉบับประกาศใช้ไปแล้ว แต่ คสช.กลับไม่ยอมเปิดทางให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมเพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง ส่งผลให้แรงกดดันจึงมาอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เพียงผู้เดียว

สถานการณ์ยิ่งทอดไปนานเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลร้ายกับรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะทุกครั้งเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอารมณ์ไม่พอใจกับการที่ต้องมาตอบคำถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แทบจะไม่ต่างกับการเติมน้ำมันลงไปในกองไฟ นำมาซึ่งการถูกตั้งคำถามว่าแท้ที่จริงแล้วที่ยังไม่ประกาศกรอบเวลาการเลือกตั้งให้ชัดเจน เป็นเพราะความไม่พร้อมในทางการเมืองของ คสช.ใช่หรือไม่

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ คสช.ต้องแก้สถานการณ์ด้วยการ “คลายล็อกการเมือง”

การใช้คำว่าคลายล็อกการเมืองนั้น เนื่องจาก คสช.ยังไม่ได้ “ปลดล็อก”ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้ 100% ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลมาจากการยังคงไว้ซึ่งประกาศ คสช.ที่ 57/2557 ว่าด้วยห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป

ตราบใดที่ประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวยังไม่ได้รับการยกเลิก เท่ากับว่าพรรคการเมืองยังไม่ได้หลุดจากการกักขังแต่อย่างใด

สำหรับประเด็นที่ คสช.คลายล็อกให้กับพรรคการเมืองมี 6 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติมได้ 2.ให้ความเห็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ 3.สามารถดำเนินการเกี่ยวกับไพรมารีโหวตได้

4.ตั้งกรรมการเพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 5.ติดต่อประสานงานกับสมาชิกได้ และ 6.การแก้ไขข้อบังคับพรรคการเมือง ให้สามารถเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้สามารถจัดประชุมใหญ่ได้

“ทั้งหมดเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม โดยการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือน ก.พ. 2562 ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เสนอให้จัดการเลือกตั้งใน วันอาทิตย์ เพื่อความสะดวกในการ เตรียมการลงคะแนนเสียง ดังนั้นอาทิตย์แรกที่กำหนดไว้คือวันที่ 24 ก.พ. เร็วสุดตามนี้

ต้องรอกฎหมายเลือกตั้งที่จะโปรดเกล้าฯ ลงมาในเดือน ก.ย.นี้ และจะมีเวลา 90 วัน เพื่อปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินการต่างๆ ระหว่างเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ โดยจะเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งหมดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกพรรคการเมือง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าหมากเกมนี้ของรัฐบาลยังคงเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม คือ การยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับตัวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อกำหนดนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมือง

การปล่อยให้พรรคการเมืองเดินหน้าทำนโยบายพรรค ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยเสือเข้าป่า เพราะแน่นอนว่านโยบายของพรรคการเมืองจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับของ คสช.

ไม่เพียงเท่านี้ การปลดล็อกแบบ 100% จะเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดสภาพของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาเพื่อโจมตีของ คสช.อีกด้วย เพราะย่อมมีพรรคการเมืองหลายพรรคที่พร้อมจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อสกัดไม่ให้ คสช.กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง

เรียกได้ว่าการคลายล็อกครั้งนี้ คสช.ได้รับประโยชน์เข้าอย่างจัง ทั้งการไม่ถูกมองว่ายื้อเลือกตั้งหรือสร้างเงื่อนไขกระทบโรดแมป พร้อมๆ ไปกับการเดินหน้าเก็บแต้มทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียวผ่านวิธีการที่กำลังดำเนินการกันอยู่

ดังนั้น ความได้เปรียบอยู่ในมือ คสช.เป็นหลัก เหลือแต่เพียงว่า คสช.จะเปลี่ยนความได้เปรียบเป็นคะแนนเลือกตั้งได้หรือไม่ในอนาคตเท่านั้น

คสช.ชิงความได้เปรียบ ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562305

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 12:26 น.

คสช.ชิงความได้เปรียบ ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง

การปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้แบบขยักขย่อนเช่นนี้ หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นการสกัดไม่ให้คู่แข่งในอนาคตสามารถทำคะแนนแซงหน้า

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันนี้ วาระสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือการพิจารณาคลายล็อกให้พรรคการเมืองสามารถขยับ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามกฎกติกาใหม่ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยให้แต่ละพรรคการเมืองดำเนินการ

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากบรรดาพรรคการเมืองให้รีบปลดล็อกคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองขยับมากว่า 4 ปี อันจะเป็นการเปิดประตูสู่การหาเสียงนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคให้ประชาชนได้พิจารณาตลอดจนการออกมาแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

แต่ทว่าหากจับสัญญาณจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ข้อสรุปที่ได้น่าจะเป็นเพียงแค่การ “คลายล็อก” ให้ดำเนินกิจกรรมบางอย่างได้เท่านั้น ไม่ใช่การ “ปลดล็อก” ให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

ทั้งที่หากคำนวณตามปฏิทินการเมืองคาดการณ์กันว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. น่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ราวกลางเดือน ก.ย. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้นอีก 90 วัน

การ “ปลดล็อก” จึงน่าจะพอดิบพอดีกับห้วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองได้เตรียมตัวและลงสนามได้อย่างเต็มที่ ไม่มีพรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างไร

แต่จากการหารือกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วิษณุ ระบุว่า เบื้องต้นน่าจะเป็นแค่การคลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ 6 อย่างโดยที่ไม่ต้องขออนุญาต คสช. อาทิ การจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมาชิกใหม่ และการทำในสิ่งที่คล้ายการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง เพราะหากทำตามกฎหมายพรรคการเมืองจะมีความยุ่ง จึงจะดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแทน

โดยมีความเป็นไปได้ว่า ​“การปลดล็อก” ทั้งหมดจะถูกเลื่อนไปอยู่ในช่วง​หลัง 90 วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ คือในช่วง 150 วันที่ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามรัฐธรรมนูญกำหนด

แน่นอนว่าการกำหนดทางเดินเช่นนี้ของ คสช. ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร แถมยังสอดรับกับท่าทีการเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาอันตอกย้ำถึงเป้าหมายที่แท้จริงของ คสช.ได้เป็นอย่างดี

เริ่มตั้งแต่จิ๊กซอว์ตัวแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช​. ที่ประกาศว่าแสดงความชัดเจนในเส้นทางการเมืองในอนาคตราวเดือน ก.ย.นี้

หลังจากปล่อยให้บรรดาบิ๊ก คสช.เคลื่อนไหวปูทางเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เรื่อยมา โดยเฉพาะการก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้อดีตนักการเมืองในนามกลุ่มสามมิตรมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเดินเกมทั้งบนดินใต้ดินท่ามกลางเสียงโอดครวญของบรรดาพรรคการเมืองที่ถูกดูดอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาอยู่ตรงที่การเดินสายของกลุ่มสามมิตรไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่พบปะประชาชน หรือเดินสายชักชวนนักการเมืองและแนวร่วมเข้าเสริมทีมในเวลานี้ดูจะสามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ แตกต่างจากพรรคการเมืองที่ถูกจับตาและคุมเข้มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

การคลายล็อกครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อการขยับให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมไม่กี่อย่างเพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมลงเลือกตั้ง ทั้งที่สามารถปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้อย่างอิสระก็ย่อมสามารถทำได้

ด้วยทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ตลอดจนกลไกต่างๆ ที่ควบคุมความสงบเรียบร้อยก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ควบคุมดูแลให้ทุกอย่างอยู่ในกฎระเบียบ หากพรรคการเมืองหรือกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหวอันขัดต่อความสงบ ก่อกวนสร้างความปั่นป่วน ยุยง ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้เป็นรายกรณี

ไม่จำเป็นต้องคงคำสั่งเพื่อแช่แข็งพรรคการเมืองให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ทั้งที่สุดท้ายย่อมต้องปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาดำเนินกิจกรรมหาเสียงได้อย่างอิสระในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งอยู่ดี

เป้าหมายที่แท้จริงจึงหนีไม่พ้นที่จะตีกรอบพรรคการเมือง ของ คสช. จึงหนีไม่พ้นที่จะชิงความได้เปรียบทางการเมือง ไม่ให้พรรคการเมืองสามารถเร่งหาเสียงโกยคะแนนหลังไม่อาจทำได้มา 4 ปี แถมยังเป็นการสกัดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวอันจะเป็นหอกข้างแคร่ย้อนกลับมาทำลาย คสช.ในอนาคต

จนถึงทุกวันนี้ คสช. ตลอดจนกลุ่มสามมิตร ก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าหลังการเลือกตั้งจะสามารถเอาชนะพรรคการเมืองต่างๆ โกยคะแนนกลับมาเป็นรัฐบาลในอนาคต

การปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้แบบขยักขย่อนเช่นนี้ จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นการสกัดไม่ให้คู่แข่งในอนาคตสามารถทำคะแนนแซงหน้า

สอดรับไปกับการติดเครื่องเร่งทำผลงานของรัฐบาล ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ เอาใจรากหญ้า และการเดินสายประชุม ครม.สัญจรทั่วประเทศ ในวันที่เศรษฐกิจภาพใหญ่เริ่มกลับมาขยับเดินหน้า

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้ คสช.ไม่อาจนิ่งนอนใจรีบปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และจำเป็นต้องตีกรอบพรรคการเมืองเพื่อความได้เปรียบที่จะมีผลต่อทิศทางการเมืองอันเป็นเดิมพันสำคัญของคสช. กับสิ่งที่สู้อุตส่าห์ทำมาทั้งหมดตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

จับตาสมรภูมิท้องถิ่น ยื้อเลือกตั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562174

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

จับตาสมรภูมิท้องถิ่น ยื้อเลือกตั้งใหญ่

การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับรัฐบาลและ คสช.อย่างเต็มที่ เพราะเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีนัยทางการเมืองไม่น้อย ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับโรดแมปการเลือกตั้ง

ตามแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้นั้นคาดว่าประมาณเดือน ก.ย. จะสามารถดำเนินการคลายล็อกการเมืองโดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต ซึ่งที่สุดแล้วจะทำให้การเลือกตั้งอย่างเร็วที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562

การนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งจะเริ่มนับตั้งแต่การประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาช่วงเดือน ก.ย. ของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จากนั้นจะนับไปอีก 90 วัน เพื่อให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับ และเมื่อครบ 90 วันดังกล่าวแล้วต้องบวกไปอีก 150 วันเพื่อไปสู่วันเลือกตั้งต่อไป

จากกรอบเวลาดังกล่าว หากใช้เวลาในการเตรียมการจัดการเลือกตั้งกันเต็มที่ วันเลือกตั้งน่าจะไปอยู่ในช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือเดือน พ.ค. 2562 แต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประเมินว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ราวเดือน ก.พ. 2562 นั้นน่าจะเป็นเพราะคิดว่ากระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งไม่น่าจะใช้เวลาเต็ม 100% ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด

ดูจากท่าทีของนายกฯ ในฐานะผู้นำสูงสุดและเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว การเลือกตั้งไม่น่าจะหนีไปไหนพ้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในอีกแง่มุมจะพบว่ายังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่อาจทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปได้ คือ การเลือกตั้งท้องถิ่น

ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ให้ความชัดเจนที่แน่นอนว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกันแน่

“การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับชาติอะไรจะเกิดขึ้นก่อนนั้น เป็นเรื่องของนโยบายซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขอไว้ว่า การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ควรกระชั้นชิดกับการเลือกตั้งใหญ่เกิน 3 เดือน เพราะจะไม่สามารถดำเนินการต่างๆ ได้ทัน” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าว

ขณะที่ กกต.ในฐานะผู้ควบคุมการเลือกตั้งก็ยังให้คำตอบไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับการจัดทำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่ที่อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น เพื่อส่งให้กับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมีขึ้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นการเลือกตั้งสนามเล็กเต็มรูปแบบทั้ง 7,852 แห่งในรอบหลายปี เนื่องจากผู้บริหารท้องถิ่นกำลังทยอยพ้นจากตำแหน่งต่อเนื่อง

ดังนั้น การจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง สส. จึงมีความหมายทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับรัฐบาลและ คสช.อย่างเต็มที่ เพราะจะเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต รัฐบาลจะได้เช็กกระแสดูว่าคะแนนของพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามมีความอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน รวมไปถึงฐานการเมืองของกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน คสช.อยู่นั้นจะมีดีพอที่จะลงสนามใหญ่หรือไม่ด้วย

นอกจากนี้ ด้วยการที่ คสช.ยังเป็นฝ่ายคุมอำนาจน่าจะทำให้คนของพรรคการเมืองจะไม่ได้เข้าสู่สภาท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวต่อ คสช.และรัฐบาลอีกด้วย

เพียงแต่หาก คสช.ตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่จริง ก็จะมีปัญหาตามมาว่า สนช.จะพิจารณากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นทันกับกรอบเวลาประมาณ 90 วันหรือไม่

ต้องยอมรับว่าการพิจารณากฎหมายการเมืองที่ผ่านมา สนช.มีความเขี้ยวลากดินอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการยื้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ถึงขั้นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่ายมาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นหากกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นเข้า สนช. สนช.คงไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอนและนั่นจะทำให้ต้องใช้เวลาการพิจารณาพอสมควร

ขณะที่หากให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ มองในภาพกว้างแล้วผลดีย่อมไม่ตกกับรัฐบาลและ คสช.เท่าใดนัก เนื่องจากจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีขึ้น ภายหลังจากที่ คสช.ได้พ้นอำนาจไปแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเวลานั้นการเมืองขั้วไหนจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล

แต่จะมีข้อดีตรงที่การบริหารจัดการการเลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่เป็นไฟลนก้นมากนัก เมื่อเทียบกับการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง สส.

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากหลายปัจจัยทั้งหมดและนำมาชั่งน้ำหนักดูแล้ว การเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่น่าจะเป็นคุณในทางการเมืองกับ คสช.มากกว่า แต่ว่า คสช.และหน่วยงานในกำกับจะจัดการได้ทันและจะทำให้การเลือกตั้งทั้งสองสนามเข้าเป้าทางการเมืองตามที่ คสช.หวังหรือไม่ เพราะกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดนั้นค่อนข้างกระชั้นชิดพอสมควร

ถึงที่สุดแล้วถ้า คสช.เห็นว่าตัวเองได้น้อยกว่าเสีย ก็อาจต้องออกแรงใช้มาตรา 44 หรือเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส. เพื่อขยายเวลาการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ออกไปเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนด 90 วัน

ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่า คสช.แค่การสร้างอภินิหารทางกฎหมายเล็กๆ ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงนัก

ม.44 ยาวิเศษ คุมเกมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561951

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 07:38 น.

ม.44 ยาวิเศษ คุมเกมเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดคำถามต่อการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่า เข้าข่ายแทรกแซงองค์กรอิสระและการจัดการเลือกตั้งโดยเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว แต่ยังแก้ปัญหาหรือเปิดเสรีให้พรรคการเมืองได้ดำเนินการกิจกรรมเตรียมตัวเลือกตั้งได้ไม่เต็มที่

ในการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งเกิดปัญหาตลอดและทุกเรื่อง “บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 จบปัญหาทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่ก็ยังไม่ปลดล็อกพรรคเก่า แต่เปิดทางให้พรรคใหม่เตรียมทำเรื่องธุรการได้ก่อน พร้อมขยับเงื่อนเวลาในการเคลียร์ฐานสมาชิกและจ่ายค่าสมาชิกของพรรคเก่า จากเดิมครบกำหนดวันที่ 5 ม.ค. 2561 เป็นให้เริ่มนับ 1 วันที่ 1 เม.ย. 2561 ท่ามกลางการจับจ้องจากฝ่ายการเมือง เพราะหวาดระแวงว่าอาจเป็นการแอบใช้มาตรา 44 เพื่อยืดเวลาเลือกตั้งออกไปอีก แม้ผู้นำรัฐบาลต่างออกมายืนยันว่า ทุกอย่างยังคงเดินตามโรดแมป

ดังนั้น คำสั่งมาตรา 44 ฉบับนี้เลยกลายเป็นเผือกร้อนถล่มรัฐบาลขึ้นมาทันที เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคเพื่อไทย เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติหรือไม่ เพราะคำสั่งดังกล่าวสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบโดยเฉพาะพรรคการเมืองเดิมกับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรทหารได้ประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน

ยิ่งในขณะนั้นเกิดกระแสต้าน “บิ๊กตู่” อย่างหนัก ฐานยื้อเลือกตั้งเพราะมีเค้าลางจากข่าวลือที่ออกมาเป็นระยะๆ ว่า คสช.อาจจะคว่ำร่างพระราชบัญญัติประกอบ (พ.ร.ป.) รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ษ และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ษ เพื่อเลื่อนเลือกตั้งออกไป ยิ่งกระแสต้านโหมกระพือเป็นทวีคูณ เมื่อ “บิ๊กตู่” งัดมาตรา 44 เข้ามาแทรกแซงการจัดการเลือกตั้งผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทางการเมือง แต่ถูกมาตรา 44 ปลดกลางอากาศ สมชัย ศรีสุทธิยากร ออกจาก กกต. ฐานให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง

การใช้อำนาจมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” ถูกมองว่าแอบแฝงไปด้วยกลยื้อเลือกตั้ง ประกอบกับสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองอึมครึมเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิดในสังคมที่แบ่งออกเป็นสองซีก ระหว่างฝ่ายหนึ่งอยากเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศประชาธิปไตย เพื่อปลดแอกจากการใช้อำนาจนิยมของ “บิ๊กตู่” ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ “บิ๊กตู่” อยู่ยาวโดยไม่ต้องเลือกตั้งเพราะหวาดระแวงว่าการเมืองจะย้อนกลับสู่สภาวะเดิมๆ จากความขัดแย้งสีเสื้อเกิดชุมนุมทางการเมืองสร้างผล กระทบทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญไม่ไว้ใจนักการเมืองจะเข้ามาโกงกิน ดังนั้นจึงกลายเป็นที่มาของกระแสสังคมไทยและประชาคมโลกต่างกดดันให้ “บิ๊กตู่” ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเสียที

จึงกลายเป็นที่มาของการเปิดรูระบายผ่านเวทีการประชุมร่วมระหว่าง คสช. รัฐบาล คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2561 ได้ข้อสรุปเบื้องต้นในการกำหนดวันเลือกตั้งคร่าวๆ ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 และช้าสุดไม่เกินเดือน พ.ค. 2562 โดยสาระสำคัญในเวทีดังกล่าว คือ ถ้อยคำของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่า คสช.พร้อมใช้มาตรา 44 เพื่อ “คลายล็อก” ให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมใหญ่ เลือกหัวหน้า หรือกรรมการบริหารพรรค และเตรียมจัดทำ “ไพรมารีโหวต” ได้ แต่ห้าม “หาเสียง” อย่างเด็ดขาด

ขณะนี้ถือว่าวันเลือกตั้งชัดเจนแล้ว เมื่อ “บิ๊กตู่” ลั่นวาจาไว้เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.ชุมพร โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.ปีหน้า เมื่อวันเลือกตั้งชัดเจน แน่นอนบรรดาพรรคการเมืองต่างกดดันให้รัฐบาลเร่งคลายล็อกพรรคการเมืองเสียที

จนในที่สุด “บิ๊กตู่” เตรียมใช้มาตรา 44 ล็อตใหญ่คลายกฎเหล็กถึง 6 ข้อ เพื่อเปิดทางให้จัดกิจกรรมทางการเมืองได้ อาทิ พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ เพื่อรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติม การแบ่งเขตเลือกตั้ง การจัดทำไพรมารีโหวต การเลือกหัวหน้าหรือกรรมการพรรค รวมถึงการตั้งกรรมการเพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง การติดต่อประสานงานกันระหว่างสมาชิก และรูปแบบการหาเสียง เป็นต้น

การใช้มาตรา 44 ในครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางกฎหมาย ว่าสุดท้ายจะปูทางไปสู่การจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือต้องกลับมาพึ่งอำนาจมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” เข้ามาแทรกแซงเพื่อจบปัญหาอีก นับจากวันนี้ไปกว่าจะถึง วันที่ 24 ก.พ. 2562 “บิ๊กตู่” ยังคงต้องงัดยาวิเศษมาตรา 44 อีกกี่ฉบับถึงจะทำให้การจัดการเลือกตั้งได้ราบรื่น เพราะการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรมที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการใช้อำนาจมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” ว่าจะจัดการเลือกตั้งได้สำเร็จ หรือล้มเหลว

รื้อไพรมารีโหวต ‘วิน-วิน’ทุกฝ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561864

  • วันที่ 24 ส.ค. 2561 เวลา 08:01 น.

รื้อไพรมารีโหวต 'วิน-วิน'ทุกฝ่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ชัดเจนเสียทีสำหรับการ ทำไพรมารีโหวต ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยินดีจะใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

“เรื่องไพรมารีโหวตนั้นจะต้องดำเนินการให้ได้ เพราะได้เขียนไว้ในกฎหมาย ในปีแรกจะมีปัญหา แต่จะแก้ไขให้สามารถทำได้ในระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับกฎหมายส่วนจะใช้มาตรา 44 หรือไม่นั้น ยืนยันว่าอะไรมีปัญหาส่วนตัวจะแก้ไขทั้งหมด เพราะเป็นอำนาจตนเองที่ต้องแก้ไขให้สามารถทำงานได้ แม้อาจจะแก้ไขไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ทำให้เกิดการเลือกตั้งตามที่ทุกคนต้องการและเพื่อให้เกิดความสงบสุข” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เดิมทีในร่างกฎหมายพรรคการเมืองเวอร์ชั่นที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เฉพาะในส่วนของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นไม่มีหน้าตาเหมือนกับกฎหมายพรรคการเมืองที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

กล่าวคือ กรธ.กำหนดขั้นตอนของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็จริง แต่ไม่ได้สร้างขั้นตอนที่จุกจิกมากนัก

กรธ.กำหนดเป็นหลักการกว้างๆ ว่า พรรคการเมืองที่ประสงค์ส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือบัญชีรายชื่อ ให้รับฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมือง และในกรณีของ สส.บัญชีรายชื่อยังต้องคำนึงถึงภูมิภาคและความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงด้วย

แต่เมื่อกฎหมายเข้ามายัง สนช. ปรากฏว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยการกำหนดขั้นตอนและรายละเอียดลงไปพอสมควร เสมือนหนึ่งเป็นการเลือกตั้งจริง เช่น การกำหนดวันเวลาในการลงคะแนน องค์ประชุมของสาขาพรรคการเมือง เป็นต้น

การตัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองของ สนช.ในเวลานั้นอยู่บนสมมติฐานที่ว่า คสช.ยังไม่ได้มีความคิดจะลงสนามเลือกตั้ง และยังไม่มีกลุ่มการเมืองใหญ่ที่อุดมไปด้วยกระแสและกระสุนออกมาประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง

วัตถุประสงค์ของกฎหมายพรรคการเมือง จึงอยู่บนพื้นฐานของการคุมเข้มพรรคการเมืองทุกตารางนิ้ว ไม่แปลกที่พรรคการเมืองจะออกมาแสดงความไม่พอใจกับการกำหนดเงื่อนไขของการทำไพรมารีโหวต

ทว่า มาถึงเวลานี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เนื่องจาก คสช.ต้องการเข้ามาสานงานต่อ และมีกลุ่มการเมืองประกาศพร้อมให้การสนับสนุน แต่เมื่อมองไปถึงกติกาตามกฎหมายพรรคการเมืองที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วบวกกับคำสั่งหัวหน้า คสช. 53/2560 ที่แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง แทบจะไม่ต่างอะไรกับบูเมอแรง เพราะเป็นกติกาที่ปัญหาให้กับทุกพรรคการเมือง ไม่เว้นแม้แต่พรรคที่ประกาศเชียร์บิ๊กตู่

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขไพรมารีโหวตจึงมาเป็นวาระเร่งด่วนของ คสช. ที่ต้องใช้มาตรา 44 แบบไม่ต้องเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเข้า สนช.ให้เสียเวลา ซึ่งการเกมการเมืองของ คสช.ในครั้งนี้เรียกได้ว่าทำให้ทุกฝ่าย “วิน-วิน” กันเลยทีเดียว

1.พรรคการเมืองหลุดกับดัก ต้องยอมรับว่ากฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบันสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้ คสช.ยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ตามมาอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดนโยบายพรรคการเมือง การหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติมสำหรับการทำไพรมารีโหวต

เมื่อ คสช.ยอมคลายล็อกพร้อมกับแก้ไขไพรมารีโหวต แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าหน้าตาของการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น คสช.จะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่าย่อมเป็นคุณแก่ทุกพรรคการเมือง รวมไปถึงพรรคที่สนับสนุน คสช.ด้วย

2.ลดกระแสกล่าวหายื้อเลือกตั้ง ที่ผ่านมาการที่ คสช.ไม่ยอมปลดหรือคลายล็อกให้กับพรรคการเมือง ทำให้คสช.ถูกมองว่าต้องการคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนหรือไม่ ยิ่งนานวันเข้า กระแสที่เคยเป็นเสียงสนับสนุนเปลี่ยนเป็นอื่น แทนที่ คสช.และรัฐบาลจะมีเวลาและสมาธิในการสร้างผลงาน กลับต้องมาคอยตอบคำถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ดังนั้น ทันทีที่ คสช.ยอมแก้ปัญหาไพรมารีโหวตและยอมให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้บางส่วน ย่อมส่งผลดีต่อ คสช.เอง เพราะจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องคอยตอบคำถามเรื่องโรดแมปมากเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

3.พรรคการเมืองลดราวาศอกกับ คสช. อาจเป็นประโยชน์ที่ คสช.เห็นว่าน่าจะได้รับอยู่แล้ว ภายหลัง คสช.ยอมแก้ไขไพรมารีโหวตและคลายล็อกการเมือง

แน่นอนว่า ถ้าพรรคการเมืองได้รับโอกาสในการกลับมาทำกิจกรรมทางการเมืองเมื่อไหร่ แม้จะยังขยับตัวไม่ได้ 100% แต่ย่อมทำให้พรรคการเมืองกลับมาทุ่มเทกับการบริหารจัดการตนเองเพื่อให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งนั่นหมายถึงการลดราวาศอกในการทะเลาะกับ คสช.ไปอีกนาน

ที่สุดแล้ว หมากเกมนี้ของ คสช. จึงมีแต่ได้กับได้กับทุกฝ่าย ถึงจะได้ไม่เท่ากันก็ตาม

อภินิหาร “ยุบพรรค” ไม้ตายพิฆาต เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561776

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 13:33 น.

อภินิหาร "ยุบพรรค" ไม้ตายพิฆาต เพื่อไทย"

ทันทีที่เสียงระฆังเลือกตั้งดังขึ้น แน่นอนว่าประเด็นการยุบพรรคการเมืองจะถูกหยิบขึ้นมาท้าทายพรรคเพื่อไทยแน่นอน

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ 5 คนอย่างเป็นทางการ จะพบว่าการเมืองเริ่มมีความชัดเจนเป็นระยะ

โดยเฉพาะการกำหนดวันเลือกตั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ซึ่งสอดรับกับผลการประชุมร่วมกันระหว่าง กกต.และรัฐบาลก่อนหน้านี้

“ยืนยันว่าจะพยายามให้มีการเลือกตั้ง สส.ภายในเดือน ก.พ. 2562 แต่ถ้ามันทำไม่ได้ตามนั้น จึงจะมาพิจารณากันอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าไม่มีการเลื่อนการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ส่วนการผ่อนปรนหรือผ่อนคลายล็อกทางการเมืองนั้น ในเดือน ก.ย.จะมีมาตรการปลดล็อกบางเรื่องให้พรรคการเมืองและ กกต.สามารถดำเนินการได้”คำยืนยันจากนายกฯ

ต้องยอมรับว่าเหตุหนึ่งที่รัฐบาลต้องออกมายืนยันความชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้ง เป็นเพราะต้องการลดกระแสต่อต้านที่เข้ามากดดันรัฐบาลและ คสช.เป็นระยะ

การทำงานตลอด 4 ปีของ คสช.กำลังกลายเป็นปัญหาที่จะมาพันตัวเอง ภายหลังผลงานของรัฐบาลหลายเรื่องยังไม่เข้าเป้าและเข้าตาประชาชนมากนัก ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน

ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า ประกอบกับจังหวะที่กำลังมีการดูดอดีต สส.เพื่อมาเป็นฐานสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพยายามหาเครื่องมือทางการเมืองอะไรก็ได้ในการเข้ามาช่วยลดแรงเสียดทาน เพื่อไม่ให้กระทบคะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ในระยะยาว

การประกาศเรื่องกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้ง จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ว่านั้น

เส้นทางการเมืองจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง แน่นอนว่าย่อมมีสถานการณ์และเหตุการณ์ที่จะเป็นปัจจัยทางการเมือง เช่น ความชัดเจนเกี่ยวกับการทำไพรมารีโหวต ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างพยายามส่งสัญญาณกดดันให้ คสช.เข้ามาแก้ไขในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทำไพรมารีโหวตเป็นรายภาคหรือชะลอการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวออกไปก่อน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและอาจมีผลอย่างมหาศาลในทางการเมือง คือ การยุบพรรคการเมือง ในประเด็นนี้เริ่มมีคนของพรรคเพื่อไทยจุดประเด็นเพื่อดักทางให้เห็นกันบ้างแล้ว

“บทบาทของพรรคการเมืองต่อการแก้ปัญหาเรื่องถูกจำกัดสิทธิหรือโอกาสทางการเมืองนั้น คิดว่าทุกพรรคต้องมีหลักการร่วมกัน คือ ผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม ไม่ใช้วิธีสกปรก เช่น ยุบพรรค แจกใบแดง หรือใช้กฎหมายกลั่นแกล้งคู่แข่งทางการเมือง รวมถึงทุกพรรคต้องร่วมกันแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ขัตติยา สวัสดิผล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุ

ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้นเริ่มมีการพูดถึงกันมาบ้าง นับตั้งแต่ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกครั้ง พร้อมกับมีความเคลื่อนไหวของอดีต สส.พรรคเพื่อไทยหลายคนเดินทางไปพบที่ต่างประเทศ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดที่มีโทษถึงยุบพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

โดยมาตรา 28 ของกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

การทำผิดตามมาตรา 28 จะมีโทษถึงยุบพรรคการเมือง ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบตามมาตรา 28 ซึ่งเดิมทีในอดีตพรรคเพื่อไทยเคยถูกตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีการมีตัวแทนเชิดมาแล้ว แต่ กกต.ในขณะนั้นมีความเห็นให้ยกข้อหาดังกล่าวไป เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บัญญัติครอบคลุมในเรื่องดังกล่าว

แต่ในปัจจุบันกฎหมายพรรคการเมืองครอบคลุมไปถึงเรื่องนอมินีเป็นการเฉพาะ ดังนั้นการขยับตัวของทักษิณอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้การใช้ทักษิณเป็นธงนำในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย อย่าง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” คงดำเนินการได้ลำบาก

ไม่เพียงเท่านี้ ผลของการยุบพรรคนั้นมีผลสาหัสพอสมควร เพราะการตั้งพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ได้ทำได้ง่ายเหมือนในอดีต ทั้งในเรื่องการหาสมาชิกพรรค การชำระค่าสมาชิก หรือเงินทุนประเดิมของพรรค

ยิ่งไปกว่านั้น หากกฎหมายพรรคการเมืองยังคงมาตรการทำไพรมารีโหวตเอาไว้ และเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคกลางสนาม ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เท่ากับว่าโอกาสที่ผู้สมัคร สส.จะหาพรรคสังกัดใหม่ก็อาจจะไม่ทัน เนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้พรรคการเมืองต้องทำไพรมารีโหวตก่อนส่งผู้สมัคร สส.

แม้ชนวนเหตุของการยุบพรรคการเมืองจะยังไม่เป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ แต่ทันทีที่เสียงระฆังเลือกตั้งดังเมื่อไหร่ แน่นอนว่าประเด็นการยุบพรรคการเมืองจะถูกหยิบขึ้นมาท้าทายพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน

คลายล็อกการเมือง ตัดขาไม่ให้หาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561646

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

คลายล็อกการเมือง ตัดขาไม่ให้หาเสียง

การที่คสช.ให้แค่คลายล็อกการเมืองนั้น หนีไม่พ้นเหตุผลเบื้องหลังทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับหาเสียง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คนอย่างเป็นทางการ จะเห็นได้ว่าไม่ค่อยมีประเด็นเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งมาเป็นวิวาทะทางการเมืองเท่าใดนัก ในทางกลับกันดูเหมือนว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยินดีให้ประเทศเปลี่ยนผ่านตามโรดแมปด้วยความยินดี

ดังเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ในระยะหลังยืนยันว่ามีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน รวมถึงการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ กกต.เพื่อจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ภายหลัง กกต.เพิ่งรับตำแหน่งมาสดๆ ร้อนๆ

ในส่วนของการประชุมร่วมระหว่าง กกต.และรัฐบาลนั้นมีประเด็นน่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการส่งสัญญาณถึงกระบวนการคลายล็อกให้กับพรรคการเมืองให้เห็นออกมาแล้ว โดยจากการเปิดเผยของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ส.ค. สามารถสรุปออกได้เป็นประเด็น ดังนี้

1.คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษากลางเดือน ก.ย.

2.ให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ 6 กิจกรรม โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก คสช. หรือเรียกว่า “คลายล็อก” เช่น การจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมาชิกใหม่ และการทำในสิ่งที่คล้ายการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นต้น

3.เตรียมแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อคลายล็อกให้ทำกิจกรรรมการเมือง

4.ปัญหาเกี่ยวกับการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะเป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหม่ในการเข้าพิจารณาความถูกต้องและเหมาะสม

5.การกำหนดวันเลือกตั้ง คสช.และ กกต.จะหารือให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณที่ส่งออกมาจะพบว่ามีการกั๊กจากฝ่ายรัฐบาลและ คสช.อยู่พอสมควร เนื่องจากยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองประชุมเพื่อกำหนดนโยบายพรรคการเมืองที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำหรับการเลือกตั้ง

เหตุผลที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองแบบ 100% เพราะมองว่ากรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเพียงพอต่อการหาเสียงของพรรคการเมืองอยู่แล้ว

“กรอบเวลา 150 วัน จะไม่รวมการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และเป็นระยะเวลาที่เพียงพอต่อการหาเสียงของพรรคการเมือง หากจัดการเลือกตั้งเร็วสุดในวันที่ 24 ก.พ. 2562 พรรคการเมืองก็มีเวลาหาเสียงไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งในอดีต แต่ถ้าจัดเลือกตั้งช้าสุดในเดือน พ.ค.ก็จะมีเวลาหาเสียงมากกว่าการเลือกตั้งในอดีตทุกครั้งที่ผ่านมาที่จะมีเวลาหาเสียงจริงประมาณ 30 วันเท่านั้น”การเปิดเผยของรองนายกฯ วิษณุ

แต่แน่นอนว่าการออกลูกกั๊กของ คสช.ที่ให้แค่การคลายล็อกนั้น หนีไม่พ้นการมีเหตุผลเบื้องหลังทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับตัวในการหาเสียง

เวลานี้ต้องยอมรับว่าเป็นจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะตัวเต็งนายกฯ คนต่อไปกำลังเก็บคะแนนทางการเมืองให้กับตัวเองอยู่ โดยเฉพาะการเดินสายประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ค่อนข้างถี่ในทุกภูมิภาค

โดยแต่ละพื้นที่ที่ ครม.ลงไปประชุมนั้น จะมีอดีต สส.คอยให้การต้อนรับ พร้อมกับอนุมัติงบประมาณหรือโครงการพัฒนาระยะยาวให้กับพื้นที่ ซึ่งเป็นเหมือนช่วงปลายรัฐบาลของนักการเมืองทุกรัฐบาลที่ต้องเน้นหาเสียงกันอย่างหนักในช่วงใกล้หมดวาระ

ประจวบเหมาะกับจังหวะที่พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองกำลังอ่อนแรงพอสมควร โดยเฉพาะกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ สองพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นตัวเต็งในการเลือกตั้ง ทำให้เป็นโอกาสดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้โอกาสนี้เดินหน้าเก็บแต้มให้เต็มที่

โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ในทางการเมือง เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลไม่มีฝ่ายค้านเป็นหอกข้างแคร่ เวลาเดินทางไปไหน เจอแต่ดอกไม้คอยรอรับอยู่ เรียกได้ว่าชกอยู่ข้างเดียว จึงไม่แปลกที่รัฐบาลยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองหาเสียง

การปล่อยให้พรรคการเมืองเริ่มทำนโยบายหาเสียงได้ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการปล่อยเสือเข้าป่า ต้องไม่ลืมว่าแม้เวลานี้จะมีบางฝ่ายคอยสนับสนุน คสช.ในทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ปฏิเสธ คสช.เช่นกัน

ยิ่งในภาวะที่ คสช.เองยังไม่มั่นใจว่าผลงานที่ตัวเองทำมานั้นจะเพียงพอต่อการซื้อใจประชาชนหรือไม่ด้วยแล้ว ย่อมไม่มีทางให้พรรคการเมืองมีเสรีภาพในการหาเสียงได้เต็มที่ เพราะเมื่อพรรคการเมืองสามารถออกนโยบายทางการเมืองได้เมื่อไหร่ สายตาของสังคมที่เคยมุ่งอยู่กับผลงานของ คสช.จะหันมาที่พรรคการเมืองทันที

พื้นที่ทางสังคมที่ คสช.กำลังคุมอยู่ จะต้องถูกแบ่งมาให้กับพรรคการเมือง มิหนำซ้ำนโยบายของพรรคการเมืองที่ออกมานั้นย่อมจะถูกนำไปเปรียบกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่

ด้วยสภาพแบบนี้จะส่งผลให้ คสช.และรัฐบาลต้องเจอกับสถานการณ์เสมือนมีพรรคฝ่ายค้านในสภาไปโดยปริยาย ย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช.อย่างแน่นอน

ดังนั้น การตีกรอบพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้