หม่อมเต่า-สุเทพ ผนึกกำลัง “รปช.” เปิดศึก “เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560075

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 12:06 น.

หม่อมเต่า-สุเทพ ผนึกกำลัง "รปช." เปิดศึก "เพื่อไทย"

เส้นทางของพรรคพลังประชาชาติไทยเพิ่งจะเริ่มต้นภายใต้การนำของ “สุเทพ-หม่อมเต่า” แต่กว่าจะถึงเลือกตั้ง ยังมีขวากหนามและอุปสรรคอีกไม่น้อย

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมผู้ร่วมจัดตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” (รปช.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นับเป็นย่างก้าวที่สำคัญของพรรคการเมืองน้องใหม่พรรคนี้อยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชั่วคราวจำนวน 7 คน

1.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าพรรค

2.ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง อดีตอัยการ เป็นเลขาธิการพรรค

3.จุฑาทัตต เหล่าธรรมทัศน์ เป็นเหรัญญิกพรรค

4.ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ประจำสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต นายทะเบียนพรรค

5.พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

6.วีระชัย คล้ายทอง อดีตอัยการ เป็นกรรมการบริหารพรรค

7.สุเนตตา แซ่โก๊ะ เป็นกรรมการบริหารพรรค

นอกเหนือไปจากการได้รายชื่อกรรมการบริหารพรรคทั้ง 7 คนแล้ว ปรากฏว่าการประชุมครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นครั้งแรกที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ประกาศพร้อมนำพรรคเข้าสู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว

“การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว มีหลายเรื่องที่เราต้องทำ เช่น การตั้งสาขาพรรค การเตรียมตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวมไปถึงการทำไพรมารีโหวต

ผมยังยืนยันว่าภูมิใจที่จะยืนเคียงข้างพรรคการเมืองนี้และจะทำงานอย่างทุ่มเทกับทุกคน และจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองนี้ แต่ผมจะขึ้นเวทีปราศรัยช่วยพรรคทั่วประเทศ”การประกาศกลางที่ประชุมของสุเทพ

เรียกได้ว่าเปิดหน้าท้ารบกับทุกพรรคการเมือง 100% พร้อมกับตั้งความหวังว่าจะได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม โดยอาศัยระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เปิดโอกาสให้มีรัฐบาลเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด เป็นช่องทางในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรีในอนาคตหลังการเลือกตั้ง

แต่กระนั้นประเด็นสำคัญของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ได้อยู่ที่การประกาศของสุเทพเท่านั้น เพราะเมื่อสอดส่ายสายตาไปยังรายชื่อกรรมการบริหารพรรคแล้ว จะพบว่าการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคของ “หม่อมเต่า”ม.ร.ว.จัตุมงคล สร้างความประหลาดใจในทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เดิมทีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคน่าจะเป็นของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” แบบแบเบอร์ เพราะอาจารย์เอนกเป็นหนึ่งในผู้ก่อการที่ร่วมคิดกับสุเทพในการตั้งพรรคการเมืองนี้โดยเอนกถูกวางตัวให้ทำงานในเชิงวิชาการและนโยบายพรรค อันเป็นเหมือนกับโมเดลเมื่อครั้งก่อตั้ง “พรรคมหาชน” ที่มี เสธ.หนั่น-พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นผู้จัดการพรรค ส่วนอาจารย์เอนกเป็นหัวหน้าที่สวมบทเป็นพระเอก

ทว่าคดีกลับพลิกผันเมื่อชื่อหัวหน้าพรรคกลับเป็นชื่อหม่อมเต่า

ต้องยอมรับว่าชื่อชั้นของ“หม่อมเต่า” เมื่อเทียบกับ “เอนก” แล้ว หม่อมเต่าค่อนข้างจะมีลำดับไหล่ที่สูงกว่าพอสมควร เพราะผ่านตำแหน่งและเหตุการณ์สำคัญมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อเหตุการณ์วิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 เวลานั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล เป็นปลัดกระทรวงการคลัง แสดงความไม่พอใจต่อการถูกรัฐบาลขณะนั้นย้ายให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีด้วยการลาออก

หม่อมเต่าถือเป็นคนหนึ่งในระบบราชการที่ผ่านสังเวียนการต่อกรกับนายกรัฐมนตรีมาแล้ว โดยเฉพาะสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2544

โดยหม่อมเต่าที่เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยตอนนั้น ต้องการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน ภายหลังประเทศเพิ่งผ่านเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งแต่รัฐบาลทักษิณไม่เห็นด้วย คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติปลดออกจากตำแหน่ง

เพียงแค่นี้ก็เป็นเครื่องหมายการันตีแล้วว่าหม่อมเต่ามีความกล้าและความสามารถพอที่จะเป็นผู้นำได้ในสายตาของสุเทพ เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้านโยบายที่จะชี้ขาดว่าใครแพ้หรือชนะอยู่ที่ “นโยบายด้านเศรษฐกิจ” ไม่ใช่นโยบายการเมืองที่เน้นการสร้างความปรองดอง

ผลการสำรวจความคิดเห็นแต่ละสำนักออกมาต่างระบุตรงกันว่า ต้องการให้แก้ไขเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน เท่ากับว่าหากพรรคการเมืองใดสามารถนำเสนอนโยบายนี้ได้โดนใจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โอกาสจะได้ สส.เข้าสภาก็มีมากกว่า 50%

จากโจทย์ของประเทศข้อนี้ อาจทำให้สุเทพเล็งเห็นว่าหม่อมเต่าน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะเชี่ยวชาญทั้งด้านการเงินและการคลัง ซึ่งในด้านความรู้ความสามารถของหม่อมเต่านั้น แม้แต่อาจารย์เอนก ยังยอมรับว่ากลางที่ประชุมพรรคเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ม.ร.ว.จัตุมงคล เป็นคนไทยที่เก่งคนหนึ่ง ก่อนที่อาจารย์เอนกจะขอถอนตัวจากการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

เหนืออื่นใดการขึ้นมาเป็นหัวหน้าของ ม.ร.ว.จัตุมงคล น่าจะเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่จะช่วยให้กลุ่มทุนหันมาสนับสนุนพรรครวมพลังประชาชาติไทยมากขึ้น โดยที่สุเทพไม่ต้องออกแรงมากนัก

เส้นทางของพรรคพลังประชาชาติไทยเพิ่งจะเริ่มต้นภายใต้การนำของ “สุเทพ-หม่อมเต่า” แต่กว่าจะไปถึงการเลือกตั้ง ขวากหนามและอุปสรรคน่าจะมีอยู่อีกไม่น้อย และพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นศัตรูเป็นหมายเลขหนึ่งของพรรค เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี

พท.-ปชป.เปิดศึกกันเอง เข้าทาง “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559952

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

พท.-ปชป.เปิดศึกกันเอง เข้าทาง "พลังประชารัฐ"

การเปิดศึกถล่มกันยกใหม่ของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ส่งผลดีกับ คสช.ที่กำลังเดินหน้าหาหนทางเข้าสู่อำนาจหลังเลือกตั้ง

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาจุดไฟเผาอดีตบ้านตัวเองของ นคร มาฉิม อดีตผู้แทนเมืองพิษณุโลก ซึ่งตัดสินใจย้ายจากประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และล่าสุดมีข่าวว่าเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาระยะหนึ่งแล้ว กำลังเป็นเชื้อไฟให้สองพรรคใหญ่กลับมาเปิดศึกกันอีกคำรบ

ชนวนใหญ่เริ่มจากเนื้อหาที่นครออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ขอโทษ ทักษิณ ชินวัตร และ​ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากที่เคยมีส่วนร่วมให้มีการล้มรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ​พร้อมเล่าถึงวิธีและผนึกกำลัง นักการเมือง กองทัพ ข้าราชการ และอื่นๆ

“เหตุใดพวกเราพ่ายแพ้ต่อท่าน อย่างยับเยินทั้งที่พวกเรา และแนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยมมีความพร้อมทั้งทุน เครือข่าย นายทุน กลุ่มขุนศึก กลุ่มศักดินาอำมาตย์ และเครือข่ายข้าราชการ ได้ใช้สรรพกำลังทุกองคาพยพอย่างเต็มที่แล้ว ใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใช้วาทกรรมทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะรวยแล้วโกง โกงทั้งโคตร ทุจริตเชิงนโยบาย ฯลฯ แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งความนิยมในตัวท่านและพรรคของท่านได้

ขณะนั้นพวกเราตื่นตระหนกกันมาก จึงร่วมกับทุกฝ่ายระดมสรรพกำลัง ทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการประจำและที่สำคัญที่สุดและแนบเนียนที่สุดคือ ฝ่ายตุลาการระดับสูงบางคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยมในนามตุลาการภิวัฒน์ ร่วมกันขย้ำท่าน และพรรคของท่านให้ตายคามือ ยึดอำนาจด้วยปืน ยุบพรรคท่านทิ้งด้วยกฎหมาย ตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหาร”

เบื้องต้นประชาธิปัตย์เตรียมฟ้องนครตามความผิดมาตรา 326 และ 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเตรียมเอาผิดเพิ่มตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประเด็นนำข้อมูลเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความตื่นตระหนกแก่ประชาชนนั้นเข้าข่ายผิด

ปลุกให้บรรยากาศการเมืองกลับมาดุเดือด ดังจะเห็นจากท่าทีของสมาชิกสองพรรคใหญ่ออกมาเปิดสงครามน้ำลายถล่มกันอีกรอบ จนทำท่าว่าจะบานปลายต่อไป

แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกกับความระหองระแหงของสองพรรคใหญ่ที่ผ่านมาที่กระทบกระทั่งกันมายาวนานและรุนแรงกว่านี้เมื่อในอดีต

แต่ต้องยอมรับว่าหลังรัฐประหารเรื่อยมา ทั้งประชาธิปัตย์​และเพื่อไทย ซึ่งเสมือนต้องร่วมหัวจมท้ายตกอยู่ในชะตากรรมที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้กำหนดด้วยแล้ว ดูต่างฝ่ายต่างจะลดลาราวศอกไปเยอะ

ความขัดแย้งที่เคยปะทุในอดีตจึงถูกพักยกไว้ชั่วคราว แถมยังมีหลายๆ ครั้งที่สองพรรคใหญ่ ออกมาประสานเสียงแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎ กติกา เลือกตั้ง รวมไปถึงการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว

ดังนั้น การเปิดศึกถล่มกันยกใหม่ของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ จึงมีแต่จะส่งผลดีกับทาง คสช.ที่กำลังเดินหน้าเตรียมหาหนทางเข้าสู่อำนาจรอบต่อไปหลังการเลือกตั้ง

ประการแรก เมื่อสองพรรคใหญ่เปิดศึกกันย่อมเข้าทางยุทธศาสตร์ของทาง คสช.อันจะเป็นการเบี่ยงเป้าไม่ให้ทั้งคู่สามารถประสานกำลังถล่ม คสช.ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างที่หลายฝ่ายเคยเป็นห่วง

ดังจะเห็นจากที่ผ่านมาหลายครั้งพรรคการเมืองต่างออกมารุมถล่ม คสช.ในประเด็นต่างๆ จนสะบักสะบอมสะเทือนไปถึงคะแนนนิยมที่สู้อุตส่าห์ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งเวลานี้สถานการณ์ดูดอันรุนแรงของกลุ่มสามมิตรที่เข้าไปล้วงหาผู้สมัครจากบรรดาอดีต สส.พรรคต่างๆ จนทำให้หลายพรรคออกมาประสานถล่มอย่างรุนแรงดังที่ปรากฏ แต่เมื่อสองพรรคใหญ่เปิดฉากไปเล่นงานกันเองกระแสที่เคยจับจ้องเล่นงานยัง คสช. จึงมีแต่จะลดลงไป

ประการที่สอง เมื่อรอยร้าวระหว่างสองพรรคใหญ่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อสู่กับพรรคของ คสช. ย่อมเป็นไปได้ยากขึ้นตามไปด้วย

หากจำได้ก่อนหน้านี้แม้ทั้งสองพรรคใหญ่จะเคยประกาศไม่สนับสนุนรัฐประหาร และมีจุดยืนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย แต่ขณะเดียวกันการจะให้สองพรรคใหญ่มาจับมือร่วมตั้งรัฐบาลเองก็เป็นสูตรที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหลายคนยังพูดถึงสูตรนี้

แต่หากสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายยังทะเลาะกันเช่นนี้ต่อไป ย่อมทำให้สูตรจัดตั้งรัฐบาลนี้ต้องปิดประตูตาย

​ประการที่สาม การที่บรรยากาศการเมืองกลับมาเต็มไปด้วยสงครามน้ำลายทะเลาะกันไปมาเหมือนในอดีตย่อมทำให้ประชาชนที่เคยอิดหนาระอาใจกับการเมืองแบบเดิมๆ ย่อมต้องรู้สึกหมดหวังกับอนาคตที่เคยคิดว่าจะฝากความหวังกับนักการเมือง และอาจถึงขั้นบีบให้ไปสนับสนุนพรรคที่มาจาก คสช.ก็เป็นได้

ยิ่งที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร นักการเมืองถูกตีตราให้เป็นจำเลยของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจนไม่อาจก้าวพ้นวังวนปัญหา ดังนั้น หากยังเห็นสภาพการเมืองเช่นนี้ย่อมเข้าทาง คสช. ซึ่งมียุทธศาสตร์ต้องการสะกดให้พรรคการเมืองต่างๆ มีขนาดเล็ก เพื่อจะได้ไร้พลังในการรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้โอกาสของ คสช.กับการปูทางรอหวนคืนสู่อำนาจหลังเลือกตั้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

การทูตนำ ‘กกต.’ ตัดท่อคสช.-รักษาภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559645

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

การทูตนำ ‘กกต.’ ตัดท่อคสช.-รักษาภาพ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระที่ยังสามารถอยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่เมื่อครั้งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.ในยุคก่อนการรัฐประหาร 2549 นับเป็นช่วงขาลงของ กกต.ชัดเจน

นับจากนั้นเป็นต้นมา กกต.เดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ที่เห็นเด่นชัดสุด คือ การให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเข้ามามีบทบาทในการสรรหา กกต.

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงนำมาซึ่งบุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นประธาน กกต. จะพบว่า กกต.สองชุดหลังสุดนั้นล้วนแต่มีโปรไฟล์การเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “อภิชาต สุขัคคานนท์” และ “ศุภชัย สมเจริญ”

เมื่อหัวขบวนผ่านการการันตีด้วยการเป็นผู้พิพากษามาก่อน ส่งผลให้ กกต.กลับมาอยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง แม้จะถูกวิจารณ์ถึงการทำงานและความเป็นกลางอยู่บ้าง แต่ไม่เกิดผลเสียหายร้ายแรงมากนัก เมื่อเทียบกับอดีต

มาถึงเวลานี้ กกต.กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง ภายหลังการเลือกประธาน กกต.ครั้งล่าสุด บรรดาผู้ที่ผ่านการให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 5 คนมีมติเลือก “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต.

การขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง กกต.ของอิทธิพร เรียกได้ว่าสร้างความประหลาดใจไม่น้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายต่างฟันธงไปในทิศทางทางเดียวกันว่าเก้าอี้ประธาน กกต.น่าจะเป็นของ “ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี” กกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือ “ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย” กกต.จากคณะกรรมการสรรหา

เดิมทีคาดหมายว่าหากให้ฉัตรไชยขึ้นมาเป็นประธาน กกต.น่าจะช่วยรักษาภาพความเป็นกลางของ กกต. เนื่องจากเป็น กกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อีกทั้งแนวปฏิบัติของ กกต.สองชุดก่อนหน้านี้ก็มอบเก้าอี้ประธาน กกต.ให้กับอดีตผู้พิพากษามาตลอด จึงไม่แปลกที่ชื่อของฉัตรไชยจะอยู่ในฐานะตัวเต็งลำดับต้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของธวัชชัย ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด ซึ่งน่าจะทันเหลี่ยมของพวกนักเลือกตั้งพอสมควร ทำให้เป็นอีกคนที่น่าสนใจกับตำแหน่งสูงสุดใน กกต.

แต่เอาเข้าจริงตำแหน่งประธาน กกต.กลับพลิกโผไปอย่างเหนือความคาดหมายด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ

1.อายุ กกต.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปีตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่หากเกิดกรณีที่ กกต.รายใดมีอายุ 70 ปีระหว่างดำรงตำแหน่ง แม้จะทำหน้าที่ยังไม่ครบ 7 ปีแต่หากมีอายุครบ 70 ปีต้องพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน

ทั้งนี้ พบว่าฉัตรไชย อายุ 65 ปี ธวัชชัย อายุ 66 ปี เท่ากับว่าหากคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ได้เป็นประธาน กกต. จะไม่อยู่ในตำแหน่งได้ครบ 7 ปี เพราะต่างจะมีอายุครบ 70 ปีในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ดังนั้น การเปลี่ยนม้ากลางศึกย่อมมีผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องแน่นอน

2.การลดแรงเสียดทานให้กับศาล ที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันดีกว่ากฎหมายให้บทบาทกับศาลฎีกาเกี่ยวกับองค์กรอิสระพอสมควร แม้จะนำมาซึ่งผลดีในแง่ภาพลักษณ์ของความเป็นกลาง แต่ด้านหนึ่งมีผลกระทบเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระแต่ละครั้ง ศาลมักจะถูกกระทบชิ่งไปด้วย

การให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาลโดยตรงมาทำหน้าที่ประธาน กกต.ที่ต้องคอยปะทะกับแรงกดดันทางการเมือง น่าจะช่วยเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้คลื่นลมการเมืองมากระทบถึงศาลไปในตัว

3.ตัดปัญหาเรื่อง คสช. อย่างที่ทราบกันดีว่า กกต.ชุดนี้มาในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางกระแสข่าวจะมีนอมินี คสช.เข้ามาสู่สนามเลือกตั้ง เพื่อสานต่อภารกิจให้กับ คสช.จนจบด้วยการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ด้วยตรรกะนี้ หากให้คนที่เคยเป็นสมาชิก สปท.ที่มาจากการเลือกของ คสช.เป็นประธาน กกต. มีความเป็นไปได้ที่ กกต.คงต้องคอยรับศึกหนักจากนักเลือกตั้งที่เพ่งเล็งพร้อมกับจับผิดของ กกต.แน่นอน เพราะย่อมไม่ไว้วางใจเรื่องความเป็นกลางของ กกต. ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาอาจลามไปถึงความสง่างามของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย ถ้าเกิดจับพลัดจับผลูได้เป็นนายกฯ ขึ้นมาอีกรอบ

จากเหตุผลทั้งหมด จึงเป็นที่มาว่าควรตัดปัญหาทั้งหมดด้วยการให้คนที่มีโปรไฟล์ไม่เกี่ยวกับศาลและ คสช.มาเป็นประธาน กกต. หวยจึงไปออกที่ “อิทธิพร” พอดี

ในแง่ของอายุนั้นว่าที่ประธาน กกต.รายนี้เพิ่งจะมีอายุ 62 ปีเท่านั้น ไม่มีปัญหาเรื่องต้องพ้นตำแหน่งกลางคันด้วยเพราะเหตุอายุ 70 ปีบริบูรณ์ ส่วนประวัติการทำงานก็มีข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น เป็นอดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศและยังเคยเป็นทีมงานของประเทศไทยต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ต่อศาลโลก เมื่อปี 2553 ด้วย และอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

เหนืออื่นใด การมีภาพลักษณ์เป็นนักการทูต น่าจะเป็นแต้มต่อที่สำคัญของ กกต. เนื่องจาก กกต.จะต้องทำหน้าที่รับมือกับต่างชาติที่จะเข้ามารุมจับตาการเลือกตั้งของไทยที่จะมีขึ้นในปี 2562

นับว่า กกต.เข้าสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริงตั้งแต่การเปลี่ยนที่มาของประธาน กกต. และด้วยอำนาจใหม่ที่รัฐธรรมนูญเพิ่มมาให้ ส่งผลให้ กกต.ยุคนี้เป็นเสือที่น่าเกรงขามไม่น้อย

โค้งสุดท้าย โกยคะแนนรากหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559574

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

โค้งสุดท้าย โกยคะแนนรากหญ้า

สารพัดนโยบายจากคสช.ที่ถูกคลอดออกมาในช่วงนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเป้าหมายเพื่อโกยคะแนนนิยมจากกลุ่มรากหญ้าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งนโยบาย ลด แลก แจก แถม จากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเร่งโกยคะแนนนิยมโดยเฉพาะจากกลุ่มคนรากหญ้าที่ถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญในอนาคต

คู่ขนานไปกับการเร่งก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ ผ่านกลไกสำคัญอย่างกลุ่มสามมิตรที่ตระเวนเดินสายพบปะอดีตนักการเมือง กลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อชักชวนให้มาร่วมสนับสนุนเป้าหมายผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปให้ลุล่วง

ท่ามกลางความคึกคักของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่เริ่มออกมาขยับเตรียมลงสนามด้วยกฎกติกาใหม่ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างต้องดำเนินการให้ถูกต้อง

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ซึ่งบรรดาพรรคการเมือง ตลอดจนกลุ่มการเมืองอื่นๆ ถูกแช่แข็งด้วยคำสั่งให้ คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวกว่า 4 ปี จนไม่อาจประชุมวางตัวผู้สมัครหรือจัดทำนโยบายพรรค แต่ทางรัฐบาล คสช. หรือแม้แต่กลุ่มสามมิตรดูจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจนมีเสียงทักท้วงดังขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าในฐานะรัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องจัดทำนโยบายหรือโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนกลุ่มต่างๆ ให้อยู่ดีกินดีมีความเป็นอยู่ที่ดี

แต่อีกด้านหนึ่งย่อมถูกมองว่าเป็นความตั้งใจที่จะเร่งสร้างคะแนนในช่วงใกล้เลือกตั้ง ซึ่งแทบจะถือเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยความมุ่งหวังว่าดอกผลดังกล่าวจะทำให้ได้รับคะแนนเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลต่ออีกสมัย

แม้บางครั้งจะดูสวนทางกับแนวทางการบริหาร 2-3 ปีก่อนหน้านี้ที่มักจะหยิบยกปัญหาเรื่องงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจนไม่อาจเข้าไปอุ้มหรือดูแลผู้เดือดร้อนที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรรายย่อย ประกอบด้วย 2 โครงการ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและราคาสินค้าเกษตรต่างๆ

1.การขยายเวลาชำระหนี้ให้เกษตรกรรายย่อยที่เป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 3.81 ล้านราย ที่ผ่านมามาตรการพักการชำระหนี้จะให้สำหรับลูกค้าที่มีต้นหนี้เหลือต่ำกว่า 3 แสนบาท แต่ครั้งนี้จะให้แก่เกษตรกรรายย่อยทุกคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2564 ​โดยได้รับสิทธิในการขยายเวลาชำระต้นเงินกู้เป็นเวลา 3 ปี

2.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะเป็นเกษตรกรที่ได้รับสิทธิลดดอกเบี้ยเฉพาะต้นเงินกู้ที่ไม่เกิน 3 แสนบาทเท่านั้น เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2562 โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกร 2.5% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระแทน 0.5% ต่อปี​ โดยใช้งบประมาณ 13,582 ล้านบาท

นับเป็นอีกโครงการที่เกษตรกรทั่วประเทศ 3.81 ล้านรายจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยแม้รัฐบาลจะไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิตให้ลดลง หรือทำให้ราคาขายสินค้าการเกษตรขยับตัวสูงขึ้น แต่อย่างน้อยการพักหนี้เกษตรกรก็พอจะช่วยทุเลาความเดือดร้อนลงไปได้ไม่มากก็น้อย

แต่ด้วยสถานการณ์มรสุมที่รุมเร้ารอบด้านจนคะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.ลดน้อยลง การเร่งสร้างผลงานถือเป็นอีกภารกิจเร่งด่วน ที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น หากยังหวังจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้จึงเห็นการเร่งเครื่องสร้างผลงานลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ทั้งเมืองหลักเมืองรองทั่วประเทศ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ แบบรวดเร็วทันใจและเห็นผลจับต้องได้

สอดประสานไปกับการเดินหน้าโครงการประชารัฐ ที่กำลังขับเคลื่อนกลไกการทำงานในพื้นที่ต่างๆ เจาะเป้าหมายไปยังผู้มีรายได้น้อย

ล่าสุด​ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดโครงการใช้จ่ายเงินซื้อของผ่านแอพถุงเงินประชารัฐ เอื้อคนมีรายได้น้อยใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อของได้ง่ายขึ้น จากจำนวนผู้ใช้ 11.43 ล้านคน แก้ไขปัญหาจุดอ่อนเดิมด้วยการเพิ่มทางเลือกร้านค้าที่ตั้งเป้าไว้อีก 1-2 แสนราย

ในวันที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที การเร่งสร้างผลงานซื้อใจรากหญ้าย่อมจะมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ต่อไป

3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม”บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559292

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม"บิ๊กตู่"

การเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังหลายปัจจัยนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเวลานี้กำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังหลายปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการในการทำให้มีผลบังคับใช้ หรือจะเป็นกรณีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติเลือกได้มาแล้ว 5 คน จากทั้งหมด 7 คน

เช่นเดียวกับท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่จะไม่ค่อยมีการส่งสัญญาณในทำนองว่าขู่จะเลื่อนเลือกตั้งอีก แต่กลับแสดงออกชัดเจนว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งจริงๆ ถึงจะพบว่าการเหน็บแนมฝ่ายการเมืองบ้างก็ตาม

เมื่อสัญญาณของการเลือกตั้งชัดเจนขนาดนี้ จึงมีผลให้การเมืองเกิดความเคลื่อนไหวตามมามากมาย โดยเฉพาะกระบวนการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วมีกลุ่มการเมือง 3 กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังของการยกมือชู พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้

กลุ่มที่ 1 “กลุ่มสามมิตร” เป็นกลุ่มปรากฏตัวและความเคลื่อนไหวให้เป็นระยะ นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน”อดีตแกนนำพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ทั้งสองคนนี้เคยเป็นกำลังสำคัญของพรรคไทยรักไทย ที่ทำให้พรรคและ “ทักษิณ ชินวัตร”สามารถอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ได้เป็นเวลา 4 ปีเต็มจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

การเคยทำงานกับทักษิณมาก่อน ย่อมรู้ไส้รู้พุงพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี และอ่านใจของนักเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะมีข่าวเป็นระยะว่าอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย กำลังทยอยออกจากพรรค มาเข้ากับกลุ่มสามมิตร

โมเดลนี้เหมือนกับเมื่อครั้งสมศักดิ์ได้สร้างวังน้ำยมภายในพรรคไทยรักไทย ด้วยการเข้ามาดูแล สส.ภายในพรรคจำนวนมาก จนวังน้ำยมกลายเป็นก๊วนหนึ่งที่มี สส.มากที่สุด ซึ่งสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับตระกูลชินวัตรที่คุมพรรคไทยรักไทยเวลานั้น

“ก็อย่างน้อยๆ ถ้ามีคนมาทะเลาะกันที่เห็นอยู่อย่างการเลือกตั้งที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ มีคนใส่เสื้อหลากสี พวกเราก็ไม่มีความสุขกันหมด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจบไป” สัญญาณจากสมศักดิ์ ภายหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึง พล.อ.ประยุทธ์

กลุ่มที่ 2 “กลุ่มบ้านริมน้ำ” นำโดย “สุชาติ ตันเจริญ” นับเป็นกลุ่มการเมืองที่เคยอยู่กับพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย คุม สส.อีสานและภาคตะวันออกบางส่วน แต่ก็ได้ลดบทบาทของตัวเองไปแล้วก่อนหน้านี้ ภายหลังเกิด เหตุการณ์ยุบพรรครักไทย จนต้องมาอาศัยอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคภูมิใจไทย

ฐานกำลังของกลุ่มนี้น่าจับตามอง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสุชาติเป็นนักการเมืองมากบารมีคนหนึ่ง ถึงขั้นเคยเป็นรัฐมนตรีและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว แม้กลุ่มบ้านริมน้ำจะไม่ใหญ่เท่ากับกลุ่มของสมศักดิ์ แต่ก็พลังมากพอที่จะดูดอดีต สส.ได้เช่นกัน

กลุ่มบ้านริมน้ำไม่เพียงแต่เดินเกมดูดอดีต สส.เท่านั้น แต่ยังมุ่งไปที่การสร้างฐานทางการเมืองท้องถิ่นด้วย เพื่อเป็นกำลังหลักให้กับกลุ่มต่อไปในระยะยาว เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับกำลังจะเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการเลือกตั้ง สส. การสร้างฐานการเมืองเพื่อคุมอำนาจให้เบ็ดเสร็จ จึงมีความจำเป็น

กลุ่มที่ 3 “กลุ่มเพื่อนสมคิด” คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

การเดินหมากการเมืองกลุ่มนี้อาจจะแตกต่างกับสองกลุ่มข้างต้น ที่สองกลุ่มแรกจะเน้นการทาบทามอดีต สส. แต่กลุ่มเพื่อนสมคิดจะเน้นเชื่อมกับกลุ่มเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสมคิดมีพลังด้านคอนเนกชั่นและสายสัมพันธ์ต่อกลุ่มทุนดีขนาดไหน มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ดึงมาเป็นแม่ทัพด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของทั้ง 3 กลุ่ม ด้านหนึ่งดูเหมือนจะแยกกันเดินหมากทางการเมือง แต่ลึกๆ แล้วต่างมีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง พร้อมกับสร้างขั้วอำนาจการเมืองใหม่เพื่อมาถ่วงดุลพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจการเมืองที่ทรงอิทธิพลมาหลายทศวรรษ

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นสำคัญกว่าครั้งไหนๆ เพราะเป็นการเดิมพันของทุกฝ่าย

หาก คสช.สามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้ง ผ่านการสนับสนุนของนักเลือกตั้งขาใหญ่ได้สำเร็จ การเมืองจะเกิดการเปลี่ยนขั้วอย่างแน่นอน ผลกระทบด้านลบย่อมจะมาถึงสองพรรคการเมืองใหญ่

แต่ในทางกลับกันถ้าพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง คสช.หรือแม้แต่กองทัพก็คงไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองไปอีกนานเช่นกัน เพราะการกลับมาของทั้งสองพรรคดังกล่าว ย่อมเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ทหารออกไปจากการเมือง

เมื่อการเดิมพันครั้งนี้มีราคาสูง การงัดกลยุทธ์และลีลาทางการเมืองนั้นจำเป็นต้องใช้อย่างเต็มที่ และนั่นอาจทำให้การเลือกตั้งในอนาคตจะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกครั้งว่าเป็นการสู้กันระหว่างทหารและนักการเมือง

จับตาเปิดระบบพิเศษ ดึงทหารร่วมวง กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559176

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 08:11 น.

จับตาเปิดระบบพิเศษ ดึงทหารร่วมวง กกต.

อย่าได้แปลกใจหากการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนกลายเป็นเรื่องยาก เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจะเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ ภายหลังวันที่ 31 ก.ค. จะมีการเลือกประธาน กกต.คนใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มี กกต.จำนวน 7 คน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง โดยการสรรหาและการเลือก กกต.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ผ่านมาต้องออกแรงถึง 2 ครั้ง กว่าจะได้เห็นโฉมหน้า กกต.ชุดใหม่

แต่ถึงกระนั้น การเลือก กกต.ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้เพียง 5 คนเท่านั้น ได้แก่ 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 3.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

สำหรับตัวเต็งประธาน กกต.ขณะนี้มีด้วยกัน 2 คน “ธวัชชัย-ฉัตรไชย”

เดิมทีแนวปฏิบัติที่ผ่านมา กกต.จะมอบให้ผู้ที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นประธาน กกต. เพื่อให้ กกต.มีภาพของความเป็นกลาง แต่มาเที่ยวนี้กลับมีผู้ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหามาลงชิงตำแหน่งด้วย จึงต้องยอมรับว่าธวัชชัยนั้นมีประวัติไม่ธรรมดา เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการเข้ามาเป็นสมาชิก สปท.ได้ จะต้องมีแบ็กอัพและจุดเชื่อมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดีขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม การเลือกประธาน กกต.กลับมามีประเด็นข้อกฎหมายว่าควรรอให้ได้ กกต.ครบ 7 คนก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นความเห็นที่ออกมาจาก “เจษฎ์ โทณะวณิก” ที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

“การจะเลือกประธานในครั้งแรกต้องได้ กกต.ครบทั้ง 7 คนก่อน เพราะประธานจะทำหน้าที่จนครบวาระ หากเลือกไปก่อน กกต.ที่เข้ามาใหม่จะไม่มีโอกาสได้เลือก ทั้งที่การทำงานของประธาน กกต.จะผูกพัน กกต.ทั้งหมดด้วย

ดังนั้น ผู้ที่จะนำรายชื่อ กกต. รวมถึงประธานขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบ หากดำเนินการผิดกฎหมายจะส่งผลกระทบที่แก้ไขยาก” ความคิดเห็นของ เจษฎ์

ทว่า ฝั่ง สนช.กลับมองว่าการเดินหน้าเลือกประธาน กกต.ยังสามารถทำได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 ระบุให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เพียง 5 คน ก็สามารถประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.ได้

ในประเด็นนี้คงต้องรอดูว่าที่สุดแล้ว “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.จะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างให้เดินหน้าเลือกประธาน กกต.ไปเลย หรือชะลอการเลือกเอาไว้ก่อน

ทั้งนี้ ไม่ว่าประธาน สนช.จะเลื่อนการเลือกประธานออกไปหรือไม่ แต่ในอนาคตจำเป็นต้องมีการสรรหากรรมการ กกต.เพิ่มเติมอีก 2 คน เพื่อให้ครบ 7 คนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เวลานี้กำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต.ที่เหลือ 2 คนนั้นจะมาตามกระบวนการด้วยวิธีการแบบไหน ระหว่าง “สมัครตามระบบปกติ” กับ “การทาบทาม”

ในประเด็นของการทาบทาม เริ่มพูดกันออกมาเป็นระยะแล้ว ภายหลัง สนช.ไม่สามารถเลือก กกต.ได้ครบ 7 คน แม้จะมีการสรรหามาแล้วถึง 2 ครั้ง

โดยที่ผ่านมา พรเพชรพยายามสงวนท่าทีด้วยการยังไม่บอกว่าคณะกรรมการสรรหาที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน จะใช้วิธีการสรรหาแบบพิเศษหรือไม่ ถ้ามองกันตามเนื้อผ้าแล้วโอกาสที่คณะกรรมการสรรหาจะใช้ระบบพิเศษก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1.ไม่ต้องการให้การเลือก กกต.ล่มเป็นครั้งที่ 3 แม้การลงมติเลือก กกต.ครั้งล่าสุดจะไม่ล้มลงเหมือนกับการเลือก กกต.ครั้งแรก แต่การเลือกครั้งล่าสุดของ สนช.ก็มีผู้ผ่านการสรรหาเพียง 5 คนเท่านัน ทั้งๆ ที่ควรจะต้องได้ครบทั้ง 7 คน

สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า สนช.กำลังสื่อมายังคณะกรรมการสรรหาว่าไม่ควรใช้วิธีการสรรหาตามระบบปกติเท่านั้น แต่ควรใช้วิธีพิเศษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.เปิดโอกาส เพื่อให้ได้คนที่มีความหลากหลายนอกเหนือไปจากการสมัครตามระบบปกติ

2.การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน เป็นร่างกฎหมายที่สมาชิก สนช.เป็นผู้เสนอและอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาศึกษาก่อนเสนอร่างกฎหมาย

โดยมีหลักการและเหตุผล คือ การให้นายทหารที่รับราชการหรือเคยรับราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ชั้นยศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี เทียบเท่าข้าราชการพลเรือนที่รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งอธิบดี

การกำหนดหลักการไว้เช่นนี้ จะมีผลให้อดีตนายทหารระดับนายพลจำนวนไม่น้อยมีโอกาสเข้ามาเป็นองค์กรอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะ กกต.ที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ดังนั้น หากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ในช่วงเวลา 90 วันระหว่างการรับสมัคร กกต. ก็อาจจะได้เห็นนายทหารจำนวนไม่น้อยตบเท้าเข้ามายื่นใบสมัครเป็น กกต.แน่นสภาแน่นอน

ที่สุดแล้ว อย่าได้แปลกใจว่าทำไมการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนถึงยากเย็น เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง

โหมครม.สัญจร เติมพลังดูดถี่ยิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558924

  • วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

โหมครม.สัญจร เติมพลังดูดถี่ยิบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่ทั้งการหาเสียง และไม่มีนัยทางการเมืองใดๆ แต่การที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตระเวนบุกหัวเมืองใหญ่จัดประชุม ครม.สัญจร ถี่ยิบเฉลี่ยเดือนละภาค ลงพื้นที่อย่างน้อย 1 วัน สองจังหวัดแบบไม่เหน็ดเหนื่อย ยิ่งระยะหลังบรรดานักการเมือง หรือ อดีต สส.ที่เข้าข่ายย้ายพรรคซบ คสช.ตามกระแสดูดไปอยู่พรรคที่สนับสนุน “บิ๊กตู่” แบบออกนอกหน้า

แต่หากย้อน ครม.สัญจร ที่ “บิ๊กตู่” ตระเวนไปแล้วอย่างน้อย 9 ครั้ง แต่ละครั้งกวาดคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลผ่านโครงการและงบประมาณจำนวนมหาศาล และบรรดานักการเมืองพาเหรดมาเข้าพบนับไม่ถ้วน

ย้อนไปส่องผลการประชุม ครม.สัญจรนัดแรก ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 ที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลอนุมัติ 2,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อยกระดับช่วงผ่านตัวเมืองนครราชสีมา และเห็นชอบโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายปางปะอิน-นครราชสีมา 3.3 หมื่นล้านบาท แถมยังเทงบแก้น้ำท่วมและภัยแล้งให้ชาวอีสานอีก 2,000 ล้านบาท

พอมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18 -19 ก.ย. 2560 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี มุ่งเอาใจกระดูกสันหลังของชาติ อนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรวงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท เพราะทราบดีว่า ชาวนาเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 3 คราวนี้ล่องใต้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 ที่ จ.ปัตตานี และ สงขลา แม้ภาคธุรกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยของบเพื่อพัฒนากว่า 5 แสนล้านบาท แต่ที่ประชุม ครม.อนุมัติเพียงมาตรการด้านการเงินสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2,800 ล้านบาท กับพักชําระหนี้ผู้ประสบภัยจากภัยก่อการร้าย 90 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบโครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อมุสลิม 200 ล้านบาท ให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

หลังจากนั้นเป็นต้นมาพออดีต สส.ทั้งพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ในพื้นที่รู้ข่าวว่า “บิ๊กตู่” จะมาตั้งวงประชุม ครม.สัญจร ต่างเริ่มทำแผนของบประมาณออกสื่อกันครึกโครม อย่างประชุม ครม.ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และ สุโขทัย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นักการเมืองใหญ่ ประกาศขอพบและของบจาก “บิ๊กตู่” เพื่อให้รัฐบาลก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ทราบดีว่าเผือกร้อนเสี่ยงถูกภาคประชาชนต่อต้าน ในที่สุด ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” จัดให้โครงการแก้น้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำยม ตามแผนเร่งด่วน 1,900 ล้านบาท จากที่มีการขอทั้งหมด 6,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ครม.สัญจร ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 5-6  ก.พ. 2561 ที่ จ.จันทบุรี และตราด นับว่า ครม.สัญจร ครั้งนี้ รัฐบาลจัดหนัก ไฟเขียวโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาคตะวันออก 7.73 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 2.36 แสนล้านบาท

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 5-6  มี.ค. 2561 ที่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ครม.เห็นชอบโครงการการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 573 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7,400 ล้านบาท จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป

แต่ ครม.สัญจร นัดที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุด คือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เป็นที่ทราบดีว่าเป็นถิ่นของเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่กล้าเอาใจ “บิ๊กตู่” เต็มที่ด้วยการจัดเต็มขนคนมาต้อนรับเต็มสนามช้าง อารีน่า กว่า 3 หมื่นคน พร้อมกับของบไป 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาอีสานให้เป็นสปอร์ตซิตี้ แต่ “บิ๊กตู่” เทงบให้เพียงโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,400 ล้านบาท

นัดที่ 8 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้  “บิ๊กตู่” นัดประชุม ครม.สัญจร เลือกกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ดังนี้ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ โดยเลือกลงพื้นที่ จ.พิจิตร เพื่อพบปะประชาชน ไม่พลาดอนุมัติงบสนับสนุนโครงการเขตเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) หรือไบโอฮับ มูลค่า 1.33 แสนล้านบาท ที่ถือเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

มาล่าสุดนัดที่ 9 ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค. “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ครอบคลุม 4 จังหวัด อาทิ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ  รัฐบาลเทงบประมาณไป 19 โครงการ วงเงินลงทุน 5.9 หมื่นล้านบาท ระหว่างปี 2562-2567 พร้อมกับอุดหนุนงบประมาณโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาอีสาน 1.2 หมื่นล้านบาท “บิ๊กตู่” มาอีสานคราวนี้ได้โชว์พลังดูด บรรดาอดีต สส.เดินพาเหรดมาคารวะถึงที่ อาทิ สุพล ฟองงาม สุทธิชัย จรูญเนตร และอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย  ซึ่่งประกาศเข้าพรรคพลังประชารัฐ

ดังนั้น จากนี้ไปโค้งสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่ ในปี 2562 การเดินหน้าจัดประชุม ครม.สัญจร ของ “บิ๊กตู่” รัฐบาลเร่งโหมทุ่มสรรพกำลังทุกอย่าง ทั้งโครงการและงบประมาณเทกระจาด หวังเจาะใจพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมๆ กับจะได้เห็นปรากฏการณ์ย้ายข้าง หรือย้ายพรรคของบรรดาแกนนำม็อบ เสื้อแดง เสื้อเหลือง อดีต สส. หรือนักการเมืองที่เคยอยู่ตรงข้าม คสช. จะมาสยบยอม “บิ๊กตู่” อย่างไม่น่าเชื่อ!!!

คดีกรุงไทยลามถึง ‘โอ๊ค’ ‘ทักษิณ’ เหนื่อยแต่ยังสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558922

  • วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

คดีกรุงไทยลามถึง ‘โอ๊ค’ ‘ทักษิณ’ เหนื่อยแต่ยังสู้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมามีชื่ออยู่ในสนามการเมืองเวลานี้อีกครั้ง หลังจากมีเรื่องมาบรรจบที่ตัวทักษิณถึง 2 เรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน

เรื่องที่ 1 หมายจับคดีโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2-3 ตัว เดิมคดีดังกล่าวถูกให้ออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากจำเลยไม่อยู่ภายในประเทศ แต่ด้วยผลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง 2560 ทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรื้อคดีกลับมาพิจารณาใหม่ได้

โดยเมื่อศาลฎีกาฯ นัดให้อดีตนายกฯ ทักษิณมาที่ศาล แต่พอไม่มาตามนัด จึงต้องถูกหมายจับไปโดยปริยายเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ซึ่งเป็นหมายจับใบที่ 5 แล้ว โดยก่อนหน้านี้มีหมายจับไปแล้ว 4 คดี ได้แก่ 1.คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย 2.คดีทุจริตการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ 3.คดีออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต และ 4.คดีฟื้นฟูกิจการทีพีไอ

เรื่องที่ 2 การจัดงานวันเกิดอายุ 69 ปี ที่อังกฤษในวันที่ 26 ก.ค. งานวันเกิดของทักษิณครั้งนี้ นับเป็นปีที่ 11 แล้วที่ไม่ได้ฉลองที่ประเทศไทย นับตั้งแต่ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการซื้อขายที่ดินรัชดาฯ

วันเกิดของทักษิณในแต่ละปีล้วนจะมีบรรดาคนแวดล้อมบินจากประเทศไทยไปร่วมแสดงความยินดีกันมากมาย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าทักษิณยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

สำหรับวันเกิดของทักษิณในปีนี้นั้นต้องยอมรับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองมากที่สุดในรอบ 4-5 ปี เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นหรือกลางปี 2562

ยิ่งใกล้การเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไร ก็ดูเหมือนว่า “ทักษิณ-พรรคเพื่อไทย” ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับมากขึ้นเท่านั้น

อดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานกำลังสำคัญของพรรค กำลังค่อยๆ ถูกดูดออกมาจากพรรค เพื่อตัดแขนตัดขาทักษิณไปทีละน้อย ด้วยการนำสารพัดเงื่อนไขมากดดันบรรดาสมาชิกพรรคให้เอาใจออกห่างพรรคเพื่อไทย เช่น การจัดงบประมาณลงในพื้นที่ของอดีต สส. รวมไปถึงคดีของอดีต สส.ที่กำลังอยู่ในกระบวนการ เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านี้ ระยะหลังคนใกล้ตัวทักษิณเริ่มเข้ามาเป็นคดีความด้วย ดังจะเห็นได้จากกรณีของ “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายคนเดียวของทักษิณ

พานทองแท้กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินจากกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร ซึ่งพานทองแท้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการปล่อยกู้ดังกล่าว จึงไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาฯ

แต่เมื่อศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ลงโทษจำคุกผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้ามาขยายผลตรวจสอบเรื่องการฟอกเงิน

จากการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่า มีเงินจำนวนหนึ่งเข้าบัญชีพานทองแท้ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาพยายามชี้แจงว่าเป็นการโอนเงินเพื่อลงทุนซื้อหุ้นและประกอบธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรู แต่ดีเอสไอเห็นว่าพยานหลักฐานที่ใช้ชี้แจงนั้นขาดความชัดเจน โดยเฉพาะการอ้างถึงการลงทุนประกอบธุรกิจรถยนต์หรู เพราะไม่มีแผนธุรกิจและไม่มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินกิจการ

จึงเป็นที่มาที่ทำให้ดีเอสไอรวบรวมพยานหลักฐานและตัดสินใจยื่นให้อัยการสั่งฟ้องต่อศาล

อย่างไรก็ตาม ถ้าว่ากันตามระบบของกระบวนการพิจารณาคดี แน่นอนว่าต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เพราะอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบสำนวนให้ครบถ้วน แต่หากว่ากันตามแนวทางทางการเมืองแล้ว คดีของพานทองแท้ก็สร้างผลกระทบอยู่ไม่น้อย

สมาชิกพรรคเพื่อไทยในกลุ่มของอดีต สส. ซึ่งจัดว่าเป็นนักเลือกตั้ง ต่างขวัญเสียไม่น้อยในระยะหลัง เนื่องจากไม่มั่นใจในตัวทักษิณว่านายใหญ่นอกประเทศจะยังลงทุนกับการเลือกตั้งหรือไม่ ภายหลังมีหลายปัจจัยแวดล้อมกดดันครอบครัวชินวัตรพอสมควร

นักเลือกตั้งที่ต้องเว้นวรรคจากการเลือกตั้งมาถึง 4 ปี ย่อมต้องการกลับเข้าสู่อำนาจ แต่การจะกลับเข้ามาในสนามการเมืองนั้นก็ต้องมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าตัวเองจะไม่ถูกมือที่ไม่เห็นเข้ามาล้วงอีก ซึ่งการจะทำให้ตัวเองปลอดภัยได้ก็คงต้องหนีออกมาจากพรรคเพื่อไทย

ในมุมของทักษิณเอง มองเห็นได้ว่ายังไม่เปิดหน้าสู้เต็มตัวมากนัก ด้านหนึ่งเป็นเพราะการเลือกตั้งยังไม่มีความชัดเจน การออกตัวแรงย่อมไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยและครอบครัวชินวัตรในระยะยาว สู้รอเวลาเพื่อให้เกิดความชัดเจนน่าจะดีกว่า

เพียงแต่การรอเวลาอย่างเดียว อาจจะไม่เป็นประโยชน์กับทักษิณอย่างที่คิดเอาไว้ เพราะด้านหนึ่งย่อมต้องการรักษาฐานของตัวเองเอาไว้ด้วย ซึ่งทักษิณจะใช้งานวันเกิดของตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพรรคเพื่อไทย แม้ว่าเวลานี้จะตกเป็นฝ่ายตั้งรับก็ตาม

พรรคเพื่อไทยขาดทักษิณไม่ได้ เช่นเดียวกับทักษิณที่ก็ขาดพรรคเพื่อไทยไม่ได้เช่นกัน โดยสมาชิกพรรคยังเชื่อลึกๆ ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยยังมีทักษิณเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ชัยชนะของการเลือกตั้งครั้งหน้าต้องอยู่ในมือของพรรค ถึงจะไม่ชนะแบบถล่มทลาย  แต่ก็ยังเป็นเบอร์หนึ่งในทางการเมืองที่เพียงพอต่อการเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล

ดังนั้น การเมืองในเวลานี้การยอมตกเป็นฝ่ายรับของทักษิณไม่ได้หมายความว่าเป็นการยอมจำนน แต่อาจเป็นการอดทนเพื่อรอให้อีกฝ่ายหกล้มแล้วค่อยโต้กลับแทน

เพิ่มอำนาจ ปปช. หอกข้างแคร่อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558831

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

เพิ่มอำนาจ ปปช. หอกข้างแคร่อนาคต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประกาศใช้บังคับออกมาเป็นทางการแล้วสำหรับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

เดิมที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ คือ การไม่เซตซีโร่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในทางกลับกัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังได้ไปให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีลักษณะต้องห้ามบางราย สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ จนเป็นที่วิจารณ์อย่างหนัก

อย่างไรก็ดี ประเด็นพิพาทนี้ได้จบลงไปแล้ว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีปัญหาดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จนนำมาสู่การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในปัจจุบัน

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่นั้นนับว่ามีหลักการใหม่ที่น่าสนใจพอสมควร ทั้งในแง่ของการป้องกันและการปราบปราม

ด้านการปราบปราม ในภาพรวมแล้วไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างในกรณีของการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.และส่งต่อให้กับอัยการสูงสุดก่อนขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แต่มีอยู่มุมหนึ่งพบว่า เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ กฎหมาย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบเวลาในการทำงานของ ป.ป.ช.ไว้ชัดเจน

ดังจะเห็นได้จากมาตรา 48 ที่ระบุว่า “เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทําความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จําเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กําหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดําเนินการไต่สวน”

การวางกรอบไว้ 2 ปีตามมาตรา 48 เป็นโจทย์สำคัญของ ป.ป.ช. เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ไม่เคยทำงานโดยถูกกดดันในเรื่องของเวลา ทำให้มีบางคดีที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวนนานกว่า 10 ปี นำมาซึ่งคดีความที่ค้างอยู่ในสารบบของ ป.ป.ช.เป็นจำนวนมาก

ส่วนมุมของการป้องกัน ปรากฏว่า มาตรา 130 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่ จากเดิมกฎหมายจะบัญญัติไว้เฉพาะตำแหน่งที่สำคัญเท่านั้น อาทิ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

ไม่เพียงเท่านี้ การป้องกันภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ยังมีลักษณะในเชิงรุกด้วย โดยเฉพาะการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาล ต่างจากเดิมที่จะเป็นลักษณะเชิงรับที่รอให้เกิดการทุจริตก่อน จากนั้น ป.ป.ช.จะเข้าไปตรวจสอบ

“ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการดําเนินการอย่างใดในหน่วยงานของรัฐอันอาจนําไปสู่การทุจริตหรือส่อว่าอาจมีการทุจริต ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดําเนินการตรวจสอบโดยเร็ว ถ้าผลการตรวจสอบปรากฏว่ากรณีมีเหตุอันควรระมัดระวัง คณะกรรมการ ป.ป.ช.อาจมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวและคณะรัฐมนตรีทราบ พร้อมด้วยข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข

หน่วยงานของรัฐและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องดําเนินการตามควรแก่กรณีเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทุจริตหรือเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของรัฐหรือประชาชนโดยเร็ว และถ้าไม่เกี่ยวกับความลับของทางราชการให้เปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป” อำนาจเชิงรุกของ ป.ป.ช.ตามมาตรา 35

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ป.ป.ช.ได้ถูกออกแบบให้มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น เพื่อปราบปรามการทุจริต แต่อำนาจที่เพิ่มขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เห็นการใช้แบบเต็มรูปแบบ ภายหลังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีการตีกรอบการทำงานของรัฐบาลเอาไว้ค่อนข้างมาก พร้อมๆ กับการถูกตรวจสอบรอบด้านจากทั้งวุฒิสภาและองค์กรอิสระ เช่น ในกรณีของการปฏิรูปประเทศและการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มิเช่นนั้น อาจนำมาซึ่งการถูกดำเนินคดีอาญา

ไม่ว่ารัฐบาลจะก้าวเดินอย่างไร จะถูกจับตาตลอดเวลา ท่ามกลางความหวาดระแวงว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะครองตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกสอยลงจากตำแหน่งกลางอากาศเหมือนกับนายกรัฐมนตรีในอดีต เรียกได้ว่าความมั่นคงในตำแหน่งมีค่อนข้างน้อย

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นเพียงหนึ่งในกลไกของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง

ทุกอย่างถูกวางไว้เพื่อเปิดทางให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทั้งรูปแบบการเลือกตั้ง กติกาของการเลือกตั้ง และการสรรหาองค์กรอิสระในระยะนี้ หรือถ้า คสช.ไม่ได้เป็นรัฐบาล รัฐบาลของนักการเมืองในอนาคตจะต้องเจอกับเครื่องกีดขวางหลายด่านระหว่างการบริหารประเทศผ่านกติกาที่ถูกสร้างในยุคของ คสช.

ที่สุดแล้ว หากจะบอกว่ากฎหมาย ป.ป.ช.อาจเป็นหอกข้างแคร่ในอนาคตสำหรับรัฐบาลของนักการเมือง คงไม่ผิดมากนัก

‘เป่าคดี’เกมบีบย้ายพรรค ไม้ตายเสริมพลังดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558710

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 07:56 น.

‘เป่าคดี’เกมบีบย้ายพรรค ไม้ตายเสริมพลังดูด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดหน้าแสดงตัวชัดเจนกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกลุ่มอดีต สส.อุบลราชธานี ออกมาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึง “พลังดูด” ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ไล่มาตั้งแต่ สุพล ฟองงาม อดีต สส.พรรคเพื่อไทย สุชาติ ตันติวณิชชานนท์ อดีต สส.พลังประชาชน โกวิทย์ ธรรมานุชิต อดีตผู้สมัคร สส.ไทยรักไทย วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ประจักษ์ แสงคำ อดีตผู้สมัคร สส.ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

ถัดมาที่ ​​จ.ศรีสะเกษ ​​อมรเทพ สมหมาย อดีต สส.ชาติพัฒนา, ศิริพงษ์ อังคะสกุลเกียรติ อดีต สส.ชาติไทย ​ ด้าน จ.ยโสธร มี รณฤทธิชัย คานเขต อดีต สส.ไทยรักไทย ​ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่มีรายชื่อ​เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งหมดนี้มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ​ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ​เป็นผู้ทักทายกลุ่มนักการเมืองที่มารอให้การต้อนรับ

ตอกย้ำให้เห็นว่าสถานการณ์ “ดูด” เวลานี้ส่อเค้าจะบานปลายมากขึ้น​และไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่ายๆ

ล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิเคราะห์พลังดูดที่เข้มข้นขึ้นนั้นมาจาก 3 ปัจจัย คือ เงิน ตำแหน่ง และคดีความ

“ผมรับทราบมาว่ามีการเจรจาเรื่องเหล่านี้จริง คนในพรรคประชาธิปัตย์ตกเป็นเป้าในเรื่องเหล่านี้อยู่ แต่ผมเชื่อว่าเขาตกผลึกแล้ว ถ้ามั่นคงในอุดมการณ์ก็อยู่ แต่ถ้ามีเรื่องเหล่านี้ก็ไป เราคงห้ามอะไรไม่ได้ ผมไม่สบายใจที่มีคนพูดเรื่องการย้ายพรรคเพราะมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติทางการเมือง”

สัญญาณสำคัญอยู่ตรงที่ อภิสิทธิ์ มองว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการนำคดีความมาต่อรองให้ย้ายไปอยู่กับพรรคใหม่ แล้วคดีจะจบ ซึ่งต้องจับตาเพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันใช้มาตรา 44 ตีตราไว้หลายคนแล้วตอนนี้จะเคลียร์ให้

สอดรับไปกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่มีให้เห็นเรื่อยๆ ถึงความพยายามใช้ประเด็นเรื่องคดีความที่ติดตัวของนักการเมืองแต่ละคนมาเป็นแรงกดดันหวังดึงให้มาร่วมสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ

ที่ผ่านมา สมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า มีคนติดต่อทาบทามให้ย้ายไปอยู่พรรคใหญ่ 2 พรรค เพื่อแลกกับคดีความ ถ้าหากย้ายไปก็จะไม่มีคดีติดตัว ซึ่งก็ได้ปฏิเสธและกล่าวขอบคุณที่หวังดี เพราะส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย

แม้แต่คดีของ วัน อยู่บำรุง ลูกชายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ถูกออกหมายจับลงวันที่ 19 ก.ค. 2561 ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้การกระทำการใด หรือไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย โดยมีอาวุธ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งถูกคุมตัวที่กองปราบโดยไม่ให้ประกันตัวในวันแรก ทำให้ต้องนอนห้องขัง 1 คืน ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันตัวไปโดยตีราคาประกัน 3 แสนบาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขแต่อย่างใด

กรณีนี้นับเป็นอีกหนึ่งในคดีที่ถูกมองว่า ตั้งใจใช้คดีความมาเป็นแรงบีบเพื่อกดดันหวังผลให้ย้ายพรรค โดยต้องการแสดงให้อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และอดีต สส.เกรดเอทั้งหลาย ได้เห็นว่าขนาดลูกชาย ร.ต.อ.เฉลิม ยังโดนขนาดนี้ คดีความคนอื่นๆ จะหนักขนาดไหนหากไม่ย้ายพรรคไปเข้าด้วยกับพรรคพลังประชารัฐ

วิธีการแบบนี้ไม่ต่างจากกรณีของบรรดาผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอดีตที่เคยถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ ตามคำสั่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวการทุจริตหรือเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายพื้นที่

จนต่อมาได้รับการปลดล็อกให้กลับมาทำหน้าที่ต่อ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะดีลลับให้พลิกขั้วหันมาสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเริ่มเปิดหน้าปฏิบัติการดูดเต็มสูบ

โดยเฉพาะกับ บุญเลิศ บูรณปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ที่มีฐานเสียงและขุมกำลังในพื้นที่อันเข้มแข็ง ไม่ต่างจากอีกหลายคนที่ถูกปลดล็อกให้กลับมาทำงานพร้อมกัน เช่น สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร ​ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร

แม้แต่กรณีของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ถูกทางการเพ่งเล็งอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มสะสมทรัพย์ จ.นครปฐม เวลานี้กลับถูกบีบให้พลิกขั้วกลับมาสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้จุดอ่อนเรื่องคดีเข้ามาเป็นแรงกดดัน

อีกด้านหนึ่งบรรดานักการเมืองที่หลายคนล้วนแต่มีคดีความในอดีต โดยเฉพาะกับคดีที่ค้างอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรงนี้กลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกนำมาต่อรอง

ตามกระแสข่าวที่ได้ยินทั้ง วิรัช รัตนเศรษฐ อดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีทุจริตก่อสนามฟุตซอล สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งยังมีคดีค้างคากรณี ครม.มีมติจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองปี 2548-2553 และยังไม่นับรวมอดีต สส.ผู้มากบารมี อีกหลายคน อาทิ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา กลุ่มตระกูล “สะสมทรัพย์” แห่ง จ.นครปฐม ที่ต้องจำใจย้ายพรรค

ยิ่งในวันที่สังคมกำลังจับตาการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.​ชุดปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่าใกล้ชิดกับทางฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยแล้ว แรงบีบเรื่องคดีจึงดูจะมีน้ำหนักในการกดดันให้ย้ายพรรค มากกว่าเรื่องตำแหน่งหรือผลประโยชน์อื่น

โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่ขั้วอำนาจเก่ายังมีฐานเสียงที่เข้มแข็ง การแทรกตัวเข้าไปชิงเก้าอี้ในพื้นที่ของพรรคพลังประชารัฐจนมีเสียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจไม่ง่ายอย่างที่คาดไว้ แม้จะมีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษในมือ

จุดอ่อนเรื่องคดีความจึงเป็นอีกไม้ตายที่จะเพิ่มแรงดูดให้เพิ่มมากขึ้นในช่วงสุดท้ายก่อนตลาดปิด