ช่วงประมูลราคา ‘สามมิตร’เขย่าตลาด สส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558600

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 10:32 น.

ช่วงประมูลราคา 'สามมิตร'เขย่าตลาด สส.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“สามมิตร” กลายเป็นกลุ่มการเมืองที่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด สวนทางกับพรรคการเมืองที่เวลานี้ยังติดล็อกการเมือง ไม่สามารถทำกิจกรรมการเมืองใดๆ ได้ทั้งสิ้น

อย่างที่ทราบกันดีว่าสามมิตรประกอบด้วยบิ๊กการเมืองชื่อดังทั้งสิ้น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีตแกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย โดยมีข้อต่อสำคัญที่ถูกมองว่าเชื่อมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี

แบ็กกราวด์ทางการเมืองของทั้ง 3 คน ล้วนมาจากพรรคไทยรักไทย เมื่อครั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นหัวหน้าพรรคในฐานะผู้ทรงอิทธิพลการเมืองสูงสุดเวลานั้น จึงไม่แปลกที่จะรู้ว่าหากต้องการจะมีชัยในสนามเลือกตั้งและสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งแล้วจะต้องทำอย่างไร ซึ่งเวลานี้สามมิตรก็พยายามนำแนวทางของทักษิณมาต่อยอดอย่างมีนัยสำคัญ

ในอดีต “ทักษิณ” สร้างฐานทางการเมืองด้วยการควบรวมพรรค เพราะพื้นฐานของทักษิณมาจากพรรคพลังธรรม ซึ่งไม่มีฐานคะแนนเสียง สส.ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือเท่าใดนัก จึงเป็นที่มาของการนำพรรคเสรีธรรม พรรคความหวังใหม่ และพรรคชาติพัฒนา มาอยู่ใต้ร่มเงาของพรรคไทยรักไทย

ความใหญ่ของพรรคไทยรักไทย ทำให้มีกรรมการบริหารมากกว่า 100 คน แม้ภายในจะแบ่งเป็น “วัง” และมีหัวหน้าวังคอยดูแล สส. แต่ทุกวังดังกล่าวต่างล้วนขึ้นตรงกับ “ทักษิณ”

สามมิตรก็เดินตามรอยเท้าแทบจะเหมือนทุกก้าว ดังจะเห็นได้ว่าเวลานี้กำลังทาบทามอดีต สส. กลุ่มการเมือง เข้ามาร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่กลุ่มอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย

ถึงการเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มว่าเขตเลือกตั้งจะลดลง ซึ่งหมายถึงจำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งย่อมจะน้อยลงไปด้วย แต่ถึงอย่างไรเสียจำนวน สส.ภาคเหนือและอีสานยังเป็นฐานสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลอยู่วันยังค่ำ เรียกได้ว่าพรรคใดมีส่วนแบ่ง สส.อีสานและเหนือมากที่สุด พรรคนั้นย่อมมีโอกาสเป็นรัฐบาลมากกว่าพรรคการเมืองอื่น

หากจะบอกว่าทักษิณดูดยกพรรค กลุ่มสามมิตรก็ดูดยกกลุ่ม

ส่วนนโยบายทางการเมือง กลุ่มสามมิตรแทบจะลอก “ประชานิยม” ของทักษิณมาเกือบหมด เช่น นโยบายโค 1 ล้านตัว และผลักดันราคาข้าวนาปรังที่ราคาไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท เน้นซื้อใจประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก เพื่อให้ตัวเองเป็นรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีคำถามว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรเวลานี้เป็นของจริงหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มสามมิตรเดินเกมการเมืองได้สะดวกกว่าพรรคการเมืองใดนั้น เป็นเพราะ คสช.ไม่ได้ออกมาห้ามอย่างชัดเจนมากนัก มีแต่เพียงการพูดในทำนองว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกาเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เอง เวลากลุ่มสามมิตรไปที่ไหน บรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายก็ไม่ค่อยกล้าปฏิเสธเท่าใดนัก เพราะการปฏิเสธกลุ่มสามมิตร ด้านหนึ่งอาจหมายถึงการปิดประตูใส่หน้า คสช.เช่นกัน

ในมุมของนักเลือกตั้งเวลานี้ ย่อมรู้ดีว่าการออกตัวแรงเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจนย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดากลุ่มอดีต สส.พรรคเพื่อไทย

ผลโพลหรือผลสำรวจคะแนนความนิยมทางการเมืองที่ออกมา แม้กระแสจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในมุมหนึ่ง “พรรคเพื่อไทย” ก็อยู่ในลำดับบนๆ ของพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

แสดงให้เห็นว่าท่ามกลางการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของ คสช. ปรากฏว่าไม่สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณลดอิทธิพลที่มีต่อการเมืองไทยได้เท่าใด

เมื่อกระแสของพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่ ส่งผลให้นักเลือกตั้งเกรดเอของพรรคเพื่อไทยเกิดอาการลังเลไม่น้อย เพราะการทิ้งทักษิณย่อมไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเองไปถูกประหารในสนามเลือกตั้ง แต่ครั้นจะไม่ทอดไมตรีกับสามมิตรเอาไว้บ้าง ก็ดูเหมือนจะเปิดหน้าท้ารบกับ คสช.เกินไป ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเหยียบเรือสองแคมของนักเลือกตั้ง

ตรงนี้เองอาจเป็นจุดเสียเปรียบของกลุ่มสามมิตรก็ว่าได้ เพราะนักเลือกตั้งเองก็ไม่ต้องการจะแพ้ในการเลือกตั้ง ทำให้ยังไม่อาจเทใจมาให้กับกลุ่มสามมิตรอย่างเต็มร้อย

ยิ่งไปกว่านั้น จังหวะและเวลาของการย้ายพรรคในเวลานี้ยังไม่ลงล็อกมากนัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้สมัคร สส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองติดต่อกัน 90 วันจนถึงวันเลือกตั้ง แต่ขณะนี้การเลือกตั้งยังไม่มีการกำหนดวันชัดเจน เท่ากับว่าการแสดงพลังดูดช่วงนี้อาจจะยังไม่ใช่ของจริง ต้องรอให้เกิดวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เวลานั้นตลาดการโยกย้าย สส.น่าจะคึกคักมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงพรรคเพื่อไทยจะมีอิทธิพลอยู่ในระดับหนึ่ง แต่กลุ่มสามมิตรได้ก้าวเข้าสู่การเป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองที่กำลังมีราคาทางการเมือง เพราะมีผู้ให้การสนับสนุนในหลายๆ ด้าน ซึ่งสร้างแรงดึงดูดให้กับนักเลือกตั้งที่มีความกล้าพอจะทิ้งพรรคเพื่อไทย

เมื่อกลุ่มสามมิตรชิงเดินหมากการเมืองก่อนทุกพรรคการเมือง ย่อมทำให้ตัวเองมีความได้เปรียบ แม้เวลานี้จะถูกกังขาว่าเป็นของจริงหรือไม่ แต่ถ้าเดินหน้าเก็บแต้มและดูดนักเลือกตั้งได้ต่อเนื่องอย่างที่ทำอยู่ พรรคการเมืองใหญ่ในปัจจุบันก็คงจะหนาวๆ ร้อนๆ เช่นกัน

“บิ๊กแดง”ผงาด ผบ.ทบ. เคลียร์ทาง”บิ๊กตู่”นั่งนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558473

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 08:46 น.

"บิ๊กแดง"ผงาด ผบ.ทบ. เคลียร์ทาง"บิ๊กตู่"นั่งนายกฯ

กองทัพจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี รองรับเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง พล.อ.อภิรัชต์ เป็นหนึ่งในนายทหารที่ครบเครื่องทั้งเรื่องการเมืองและการทหาร

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือน ก.ค.ของแต่ละปี มักจะพบความเคลื่อนไหวของกองทัพเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี ตามกำหนดการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม  เพื่อพิจารณาบัญชีโยกย้ายทหารใน วันที่ 25 ก.ค.

ในปีนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากกว่าทุกครั้งในรอบ 4 ปี ภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ความสำคัญประการแรกเห็นจะเป็นการที่ปีนี้จะมีนายทหารระดับผู้นำเหล่าทัพเกษียณอายุราชการพร้อมกันยกแผง ประกอบด้วย “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.  “บิ๊กนุ้ย” พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร. และ “บิ๊กจอม” พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.

โฟกัสไปที่กองทัพบก ซึ่งเป็นจุดศูนย์อำนาจในยุคนี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญหลายเก้าอี้ โดยเฉพาะในไลน์ “5 เสือ ทบ.”

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ “บิ๊กแดง” ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ตท.20) ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ตามคาด และขยับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก (ตท.20) ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา หรือแม่ทัพตู่ แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) และ พล.ท. วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.18) ขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ด้วยกันทั้งคู่ ส่วน พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.19) ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก

ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ที่มีการวางตัวกันไว้แล้ว เช่น พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัดกระทรวงกลาโหม (ตท.20) ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญศรี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รอง ผบ.ทร. (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทร. พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทอ.

ความสำคัญประการต่อมาของการโยกย้ายนายทหารประจำนี้คือ การรองรับเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

อย่างที่ทราบกันดีว่าเวลานี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป เหลือเพียงแต่การรอให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มีผลใช้บังคับ ทุกอย่างก็เดินหน้าอย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะจะเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช. ที่ต้องการกลับเข้ามาสู่อำนาจอีกครั้ง เพื่อสานต่อภารกิจการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง ผ่านการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย

ด้วยเหตุนี้การจัดกำลังกองทัพในระยะนี้ต้องได้คนที่ไว้วางใจเป็นพิเศษขึ้นมาทำหน้าที่คุมกองทัพ จึงไม่แปลกที่ชื่อของ “บิ๊กแดง” จะอยู่ในใจของ คสช.มาตั้งแต่แรก

พล.อ.อภิรัชต์ เป็นหนึ่งในนายทหารที่ครบเครื่องทั้งเรื่องการเมืองและการทหาร

เรื่องการทหารก็มีบทบาทในฐานะผู้คุมกำลังมาโดยตลอด ทั้งตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 แม่ทัพน้อยที่ 1 แม่ทัพภาคที่ 1 เรียกได้ว่าเติบโตมาตามเส้นทางของนายทหารที่จะขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของกองทัพบก

ส่วนการเมืองนั้นได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมาแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 เมื่อครั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ในช่วงปี 2557 ภายหลังการรัฐประหารของ คสช. พล.อ.อภิรัชต์ ถูก คสช.วางตัวให้ทำหน้าที่ดูแลความสงบมาจนถึงช่วงหลังรัฐประหาร 2557 พล.อ.อภิรัชต์ ได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ให้เข้าไปรับงานสำคัญต่อเนื่อง ตั้งแต่เรื่องดูแลความสงบเรียบร้อย ไปจนถึงเรื่องแก้ปัญหาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

แม้โดยพื้นฐานแล้ว พล.อ.อภิรัชต์ จะเป็นนายทหารในกลุ่มวงศ์เทวัญ ไม่ใช่บูรพาพยัคฆ์เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร แต่สถานการณ์ในยามนี้ผู้นำเหล่าทัพและรัฐบาลต่างเห็นตรงกันว่าหากยังแบ่งเหล่าและก๊กกันในกองทัพ โอกาสที่จะพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้ามมีความเป็นไปได้สูง

ดังนั้น การแต่งตั้งกองทัพบกในระยะหลังจึงไม่ได้มาจากสายบูรพาพยัคฆ์เป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากการขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.ของ พล.อ.เฉลิมชัย ที่อยู่ในกลุ่มทหารสงครามพิเศษ ทุกกลุ่มในกองทัพยอมถอยให้กันเพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพของกองทัพ

ภารกิจหนักของ “บิ๊กแดง” ในวันข้างหน้าอยู่ที่การเลือกตั้งเป็นหลัก

กองทัพจะต้องเป็นกำลังหลักในการควบคุมความสงบในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากเมื่อการเมืองไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว เกมการเมืองทั้งบนดินและใต้ดินจะปรากฏให้เห็นเป็นระยะ และแน่นอนว่า คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมถูกเป็นเป้าโจมตีในครั้งนี้

ที่สุดแล้วการขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.ของ พล.อ.อภิรัชต์ จึงมีงานหนักและใหญ่กว่า ผบ.ทบ.ในยุค คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะศึกนี้มีการเดิมพันสูงกว่าทุกครั้ง

โอกาส‘ประยุทธ์’ เหนือกว่าคนอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558153

  • วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 10:02 น.

โอกาส‘ประยุทธ์’ เหนือกว่าคนอื่น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินทิศทางลมแล้วเวลานี้โอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งจากพรรคอื่นๆ ด้วยหลายปัจจัยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประการแรก ด้วยอำนาจรัฐกับการบริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่องกว่า 4 ปี ผลงานอันปรากฏในช่วงเวลาที่ผ่านมาย่อมสามารถเรียกคะแนนนิยมได้ในหลายพื้นที่ ไม่มากก็น้อย สะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักที่ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์

ยิ่งในวันที่คู่แข่งทางการเมืองไม่อาจออกมาดำเนินกิจกรรม ด้วยคำสั่ง คสช. หรือแม้แต่การจะแสดงความคิดความเห็นทางการเมืองที่ยังถูกปิดกั้นด้วยแล้ว ย่อมทำให้บทบาทของนักการเมืองจากแต่ละพรรคที่เคยมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นของตัวเองเริ่มอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญในระยะหลังรัฐบาล คสช.เริ่มเปิดเกมรุกทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ กระจายลงไปในแต่ละภูมิภาค ยังไม่รวมกับการเดินสายลงพื้นที่หอบคณะรัฐมนตรีลงไปจัดประชุม ครม.สัญจร ทั้งหัวเมืองหลัก หัวเมืองรอง ที่ว่ากันว่าเป็นยุทธศาสตร์การเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยม

ประการที่สอง กฎกติกาที่สร้างความได้เปรียบให้กับฝั่ง คสช. จนถึงขั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในความพยายามเพื่อปูทางสู่การสืบอำนาจของ คสช. ไล่มาตั้งแต่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่แม้จะแพ้เลือกตั้ง แต่คะแนนที่ได้รับก็ยังสามารถนำไปคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ

ระบบนี้ว่ากันว่าจะเอื้อให้พรรคขนาดกลางขนาดเล็กได้ที่นั่งเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้ามกับพรรคขนาดใหญ่ที่เมื่อได้ สส.ระบบเขตจำนวนมากแล้ว ย่อมไปตัดโอกาสที่จะได้คะแนนบัญชีรายชื่อ ต่างจากระบบแยกบัตรลงคะแนนระหว่าง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

อีกทั้งเงื่อนไขตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ 250 สว.​ซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช. มีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส. 500 เสียง อันมีที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ทำให้ คสช.ได้เปรียบในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

โดยเฉพาะในสภาพที่ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โอกาสรวบรวมเสียง สส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้นั้นย่อมไม่ง่าย

ประการที่สาม ความอ่อนแอของพรรคการเมืองทั้งในแง่ถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี และจนถึงเวลานี้ยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใดๆ ได้ แม้แต่การประชุมวางแผนกำหนดนโยบายหรือวางตัวผู้สมัคร ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองเดิมเสียเปรียบพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนรัฐบาล คสช.

ยิ่งกว่านั้นด้วยระบบกติกาใหม่ ทั้งเรื่องการจัดหาสมาชิก จัดตั้งสาขาพรรค เรื่อยไปจนถึงเรื่องไพรมารีโหวตหรือการคัดเลือกผู้สมัครเบื้องต้นที่จะต้องผ่านการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค อันจะทำให้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการกับระบบใหม่ที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อนยิ่งจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย

อีกทั้งปรากฏการณ์ “ดูด” ที่กำลังรุกคืบขยายวงไปยังพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อมาเสริมทีมสร้างความเข้มแข็งให้กับ “พรรคพลังประชารัฐ” ผ่านการขับเคลื่อนของ “กลุ่มสามมิตร” สอดรับกับการเปิดหน้าประกาศตัวย้ายพรรคของอดีต สส.หลายคนในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ขณะที่พรรคขนาดใหญ่หลายพรรคยังมีปัญหาภายใน ทั้งพรรคเพื่อไทยเองที่นอกจากจะมีปัญหาแรงกดดันรุมเร้าจากภายนอกแล้ว อีกด้านหนึ่งยังมีปัญหาเรื่องเอกภาพภายในพรรคที่หนักกหน่วงไม่แพ้กัน

เมื่อจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่อาจหาตัวคนที่จะมาคุมทัพนำเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้งอันจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ เมื่อ คุณหญิงสุดารัตน์​ เกยุราพันธุ์ ที่เคยได้รับไฟเขียวจากต่างแดนก็ดูจะไม่สามารถกู้ความเป็นเอกภาพกลับคืนมาได้ จนกระตุ้นให้อดีต สส.หลายคนเริ่มไหลออก

อีกฝั่งการผลักดันของกลุ่มเจ๊แดงที่ต้องการชูให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ กลับมารับหน้าที่สมานรอยร้าวในพรรคก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับ จนทำให้สภาพภายในยังยักแย่ยักยันจนขับเคลื่อนลำบาก

​ประการที่สี่ ทั้งในแง่องค์กรอิสระควบคุมการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งถูกคัดเลือกในช่วงนี้ก็ยังถูกตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ว่าจะสามารถคุมการเลือกตั้งในอนาคตว่าจะดำรงความเป็นกลางได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ยังไม่รวมกับมือไม้แขนขาของกองทัพที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่มายาวนานนับตั้งแต่หลังรัฐประหารเพื่อควบคุมดูแลความเคลื่อนไหวของแต่ละพื้นที่ สอดรับไปกับกระแสข่าวเรื่องความพยายามต่อสายดึงสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็นมือไม้ช่วยทำพื้นที่อีกแรง

ประการสุดท้าย การเติบโตของพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กที่จะแบ่งคะแนนกันเอง ทำให้โอกาสที่จะเกิดพรรคขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก เมื่อพรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องแบ่งคะแนนกับเพื่อไทย ขณะที่ประชาธิปัตย์ต้องแบ่งคะแนนกับรวมพลังประชาชาติไทย ในขณะที่ภูมิใจไทยไปจนถึงอนาคตใหม่ ก็ล้วนแต่ต้องการจะพุ่งเป้าแบ่งคะแนนชิงเก้าอี้ระบบบัญชีรายชื่อซึ่งไม่ต้องชนะระบบเลือกตั้ง

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้อได้เปรียบของ คสช. และทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปรียบกว่าหลายๆ ฝ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้

‘พลังดูด’แค่อุ่นเครื่อง ของจริงรอปลดล็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558034

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 10:22 น.

‘พลังดูด’แค่อุ่นเครื่อง ของจริงรอปลดล็อก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองขณะนี้คงไม่มีประเด็นไหนน่าสนใจเท่ากับว่าความคึกคักของการดูดอดีต สส. นับตั้งแต่กลุ่ม “สามมิตร” เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ

แกนนำกลุ่มสามมิตรที่เปิดตัวออกมาให้เห็นบ้างนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนหน้าเดิมที่คอการเมืองรู้จักกันอยู่แล้ว หนำซ้ำยังเป็นกลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกับ “ทักษิณ ชินวัตร” มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจเมื่อกว่าทศวรรษก่อนหน้านี้มาแล้วทั้งนั้น เรียกได้ว่า “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี

การเดินเกมของกลุ่มสามมิตรเวลานี้ พุ่งเป้าไปที่พรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ครองอิทธิพลในภาคอีสานและภาคเหนือ ภายใต้หลักการที่กลุ่มสามมิตรเชื่อว่าถ้าแชร์ส่วนแบ่ง สส.อีสานและภาคเหนือมาจากพรรคเพื่อไทยได้เกิน 50-60% ก็เพียงพอที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยไม่มีจำนวน สส.มากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับโมเดลเมื่อครั้งที่ สส.พรรคพลังประชาชนโดนดูดออกมามากกว่า 30 คน เพื่อมาสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ จนพรรคพลังประชาชนกลายเป็นฝ่ายค้านมือสมัครเล่นในเวลานั้น

ส่วนภาคอื่นๆ ยกเว้นภาคใต้น่าจะพอมีโอกาสเจาะได้บ้าง หากบรรยากาศทางการเมืองในช่วงก่อนลงคะแนนเป็นใจให้กับกลุ่มสามมิตร

ด้วยเหตุนี้ จึงได้ปรากฏข่าวว่ากลุ่มสามมิตรเปิดหน้าทาบทามอดีต สส.พรรคเพื่อไทย แบบเต็มที่ ซึ่งล่าสุดไม่เว้นแม้แต่การเจาะฐานมวลชนเสื้อแดงให้เอาใจออกห่างพรรคเพื่อไทย

“กลุ่มสามมิตรได้พยายามเดินสายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฝ่ายต่างๆ หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกับกลุ่ม นปช. ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในภาคอีสาน หากได้หลอมรวมความคิดเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาได้ ก็จะเป็นแนวทางการปรองดองเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ” การเปิดเผยจาก “ภิรมย์ พลวิเศษ” เลขากลุ่มสามมิตร

เพียงแค่ขยับตัวทำลายฐานเสื้อแดงของกลุ่มสามมิตร ดูเหมือนว่าจะเริ่มเห็นผลระดับหนึ่ง หลังจากบรรดาแกนนำเสื้อแดงในภาคอีสานมีท่าทีตอบรับกลุ่มสามมิตร พร้อมกับดิสเครดิตแกนนำเสื้อแดงส่วนกลาง

“การเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมที่จะสนับสนุนใครก็ได้ที่พูดจริง ทำจริง ใกล้ชิดกับประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้ามาอย่างถูกต้องจากการเลือกตั้ง

สิ่งที่พวกผมเสียใจที่สุดก็คือการสูญเสียชีวิตของพี่น้องคนเสื้อแดงที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับปากว่าจะเร่งดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว แต่ผ่านไปกว่า 3 ปี ก็ยังไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้เลย” เทพพนม นามลี แกนนำเสื้อแดงสุรินทร์ ระบุ

เรียกได้ว่ากลุ่มสามมิตรกำลังบุกใส่พรรคเพื่อไทยทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านกันเลยทีเดียว

แต่กระนั้น ถ้าจะมองกันจริงๆ แล้ว ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดูดอดีต สส.และกลุ่มการเมืองตอนนี้ ยังคงเป็นเพียงการอุ่นเครื่องเบื้องต้นเท่านั้น

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 กำหนดว่าบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง

ประกอบกับการจะลงรับสมัครเลือกตั้ง สส.ได้นั้นยังต้องผ่านกระบวนการทำไพรมารีโหวตของพรรคการเมืองอีก มิเช่นนั้นจะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ได้

เท่ากับว่าความชัดเจนและการจะลงหลักปักฐานของพวกนักเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ต่อเมื่อมีวันเลือกตั้งที่ชัดเจนก่อน จากนั้นค่อยมาหาทางลงพรรคการเมืองเพื่อให้ครอบคลุมเวลา 90 วันตามรัฐธรรมนูญ และการทำไพรมารีโหวตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

เมื่อความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น หากจะบอกว่าการพยายามดูดอดีต สส.และกลุ่มการเมืองขณะนี้ เป็นการกำหนดราคาทางการเมืองคงไม่แปลกนัก

ระบบการเลือกตั้งที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นจะแตกต่างไปจากเดิมอย่างที่หลายฝ่ายทราบกันดีที่มีชื่อ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”

วิธีการเลือกตั้งดังกล่าวส่งผลให้คะแนนของผู้แพ้ในอันดับสองหรือสามมีความหมายขึ้นมาทันที เพราะจะถูกนำไปคำนวณเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ

นักเลือกตั้งเกรดเอ เกรดบี หรือแม้แต่เกรดซี จึงเป็นคนที่มีราคาทางการเมืองขึ้นมาทันที จะมีราคามากหรือน้อยก็แตกต่างกันไปตามราคาค่างวดและผลงานที่ผ่านมา

กลุ่มสามมิตรก็รู้ถึงตรรกะนี้ ถึงได้พยายามทาบทามล่วงหน้าอดีต สส.ที่พอจะมีราคาอยู่บ้างเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ถูกโก่งราคาจนเกินไป โดยกลุ่มสามมิตรมีแรงดึงดูดน่าสนใจตรงที่มีท่อต่อไป คสช. ทำให้นักเลือกตั้งที่เข้ามาอยู่กับกลุ่มสามมิตรน่าจะพอวางใจได้ว่าจะไม่ถูกปรับทัศนคติเหมือนกับเมื่อครั้งอยู่กับพรรคเพื่อไทย

แต่กระนั้น การเมืองไทยมีพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงื่อนไขหลายประการ ตอนนี้นักเลือกตั้งอาจมีใจให้กับ คสช.ในฐานะเป็นผู้ทรงอิทธิพล แต่เมื่อวันใดที่ฟ้าเปิดแล้ว พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ มีความเป็นไปได้ที่สายน้ำย่อมไหลย้อนกลับได้เหมือนกัน

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงนิ่งกับพลังดูดในเวลานี้ เพราะเข้าใจถึงสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี

รุกหนักพื้นที่อีสาน ‘บิ๊กตู่’ เก็บแต้มเพื่อกำชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557928

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

รุกหนักพื้นที่อีสาน ‘บิ๊กตู่’ เก็บแต้มเพื่อกำชัย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุกย่างก้าวของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลายเป็นที่น่าจับตามองของทุกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรแต่ละครั้ง

สาเหตุที่การประชุม ครม.สัญจรถูกมองว่ามีนัยทางการเมือง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามดึงอดีต สส.พรรคเพื่อไทย และพรรคการเมืองอื่นๆ ของกลุ่มสามมิตร เพื่อเป็นฐานกำลังสนับสนุนในการเลือกตั้งและผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

อีกทั้งเมื่อมีการประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่จังหวัดใด จังหวัดนั้นจะได้รับการอนุมัติโครงการอย่างมีนัยสำคัญเหมือนกันทุกครั้งตลอดการประชุม ครม.สัญจร 4 ครั้งที่มีขึ้นในปี 2561

ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. ที่ จ.จันทบุรี และตราด

สั่งการกระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองรับไปพิจารณาศึกษาการออกแบบก่อสร้างถนนเส้นทางเลียบชายทะเล จ.ชลบุรี และให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาสนับสนุนการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เส้นทางโดยการเพิ่มช่องทางจราจร โดยให้คำนึงถึงการเชื่อมโยงพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) และพื้นที่ระหว่างจังหวัดในภาค

ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค. ที่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมไปถึงเดินหน้ายุทธศาสตร์การพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง (จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางคมนาคมและระบบโลจิสติกส์

ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. ที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์

พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง เช่น โครงการพัฒนาแก้มลิงลุ่มน้ำชีเพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ และจังหวัดใกล้เคียง โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่แล้งซ้ำซาก จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อเร่งการระบายน้ำในฤดูน้ำหลากและเก็บน้ำไว้ในลำน้ำช่วงปลายฤดูฝน

ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย. ที่ จ.พิจิตร และนครสวรรค์

กำหนดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศในระยะ 20 ปี ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง ซึ่งกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 เป็นศูนย์กลางโครงข่ายคมนาคมที่สำคัญของประเทศ เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาคกลางไปสู่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน

ดังนั้น การประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ 5 ในวันที่ 23-24 ก.ค. ที่ จ.อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ จึงไม่แปลกที่ ครม.จะเตรียมอนุมัติหลักการโครงการต่างๆ เกี่ยวกับจังหวัด ซึ่งจะเป็นที่ดึงดูดให้อดีต สส.ในพื้นที่หันมาเทใจให้กับรัฐบาล

พื้นที่ทางการเมืองของ จ.อุบลราชธานี และอำนาจเจริญนั้น เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยครองความเป็นใหญ่มานานพอสมควร แต่ถ้ามองลงในรายละเอียดแล้ว จะพบว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ครองพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ 100%

การเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 จ.อุบลราชธานี มี สส.ทั้งหมด 11 คน แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย 7 คน พรรคประชาธิปัตย์ 3 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน ส่วน จ.อำนาจเจริญ มี สส. 2 คน พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปพรรคละ 1 คน

ไม่เพียงเท่านี้ บางพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยชนะพรรคคู่แข่งนั้นก็มีคะแนนห่างกันเพียงหลักพันหรือหลักร้อยคะแนนเท่านั้น เช่น จ.อำนาจเจริญ เขต 1 พรรคเพื่อไทยได้ 37,093 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 35,216 คะแนน จ.อุบลราชธานี เขต 10 พรรคเพื่อไทยได้ 33,903 คะแนน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินได้ 33,559 คะแนน

จากตัวเลขเลือกตั้งปรากฏออกมาจะเห็นได้ว่าโอกาสพรรคการเมืองอื่นก็ยังพอมีอยู่ นอกจากนี้ ด้วยระบบการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เอื้อให้คะแนนของผู้แพ้ในระบบแบ่งเขต ช่วยเพิ่มจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย เรียกได้ว่างานนี้ไม่มีทางแพ้อย่างราบคาบให้กับพรรคเพื่อไทย

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยขณะนี้ ต้องยอมรับว่าไม่สู้ดีนัก โดยมีปัจจัยหลายประการ ไม่ว่จะเป็น แรงกดดันรอบด้านที่นายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ กำลังเผชิญอยู่ผ่านการถูกออกหมายจับหลายคดี หรือคดีอาญาของอดีต สส.หลายคนจากกรณีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ปัจจัยต่างๆ ที่ว่ามานี้ นักเลือกตั้งอาชีพย่อมมีสัญชาตญาณพิเศษรู้ว่าทิศทางลมที่กำลังพัดอยู่ในเวลานี้ ตัวเองควรยืนอยู่ฝ่ายไหนเพื่อให้ลอยไปตามลม เพราะการยืนต้านลมโดยที่ตัวเองยังไม่แข็งแรง โอกาสถูกพัดล้มทั้งยืนแบบไม่มีโอกาสกลับมาลืมตาอ้าปากได้นั้นมีค่อนข้างสูง

เมื่อทุกอย่างถูกเขี่ยลูกเข้าเท้า พล.อ.ประยุทธ์ มีหรือที่จะไม่ใช้โอกาสนี้ซัดให้เต็มข้อ ทั้งการเดินหน้าใช้ความได้เปรียบนี้สร้างผลงานซื้อใจประชาชนไปทีละจังหวัด รวมไปถึงการสร้างแรงดึงดูดให้กับอดีต สส. เพื่อสะสมเป็นเสบียงสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้

เพื่อไทยระส่ำ ศึกในหนักกว่าศึกนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557807

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

เพื่อไทยระส่ำ ศึกในหนักกว่าศึกนอก  

ปรากฏการณ์สองขั้วที่กำลังจะขยายรอยร้าวภายในเพื่อไทยให้บานปลายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่มีผลต่อการสู้ศึกเลือกตั้ง

************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

สถานการณ์การเมืองสำหรับพรรคเพื่อไทยเวลานี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก

ไหนจะ​ “ศึกนอก” ที่รุมเร้าอย่างหนักเวลานี้ ​ทั้งการเดินเครื่องต่อสายดูดอดีต สส. ให้ย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ผ่านการขับเคลื่อนของ “กลุ่มสามมิตร” จนทำให้หลายพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของเพื่อไทยต้องสั่นคลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่อีกหลายพื้นที่อยู่ระหว่างการประสานต่อรองในรายละเอียด ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนกันในช่วงโค้งสุดท้าย

ปรากฏการณ์ดูดที่กำลังลุกลามขยายวงไปในหลายพื้นที่ ส่งผลทางจิตวิทยาให้คนที่เหลืออยู่ต้องเริ่มไขว้เขว และยังมีผลโน้มน้าวไปยังกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป

ท่ามกลางกฎกติกาใหม่และปัจจัยแวดล้อมที่ดูจะเกื้อหนุนพรรคการเมือง ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

​ยังไม่รวมกับการปูพรมอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ในฐานะรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังเริ่มนับถอยหลังรอการก้าวลงจากอำนาจไปสู่การเลือกตั้งที่ยากจะบิดพลิ้วได้อีกต่อไป

สอดรับไปกับการเร่งลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ขึ้นเหนือกล่องใต้ บุกอีสาน เหนือ กลาง จัดเดินสายประชุม ครม.สัญจรไปตามหัวเมืองหลัก หัวเมืองรองพร้อมอนุมัติโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ด้วยเม็ดเงินมหาศาล

จนถูกมองว่าเป็นการเร่งทำคะแนนกู้ความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับคืนมา เพื่อลุ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนใน หากทุกอย่างสอดรับกับที่มีความพยายามปูทางกันไว้ในหลายมิติ

​แรงกดดันที่หนักหน่วงทำให้พรรคเพื่อไทยต้องออกมารีบตัดตอนป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลาย ด้วยการยื่นเรื่องร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาตรวจสอบเรื่องการดูดแบบเปิดเผย​ด้วยเกรงว่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

​ควบคู่ไปกับแรงกดดันที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ทยอยออกมาเรียกร้องให้ กกต. ใช้ความเด็ดขาดและมีมาตรฐานเท่าเทียมกันกับพรรคอื่นเข้าไปดูแลปัญหาเรื่องนี้

ทั้งอำนาจเงิน อำนาจรัฐ และทรัพยากรในมือ ยังไม่รวมกับอำนาจพิเศษ ซึ่งล้วนแต่ทำให้สถานการณ์การเลือกตั้งรอบนี้ของเพื่อไทยดูจะหนักหน่วงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาอยู่ไม่น้อย

แต่ “ศึกนอก” ที่รุมเร้าอยู่ในเวลานี้ดูจะรุนแรงไม่เท่ากับ “ศึกใน” ที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนบั่นทอนเอกภาพภายในรุนแรง

เริ่มตั้งแต่​หัวขบวนใหญ่ที่ยังไม่อาจสามารถสรุป​ความชัดเจนว่าจะมอบไม้ต่อให้ใครขึ้นมารับหน้าที่กุมบังเหียนขับเคลื่อนพรรคขนาดใหญ่ที่เคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาแล้วสองรอบได้

หลังอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหลบหนีคดีออกนอกประเทศ ภายในพรรคก็เริ่มระหองระแหงด้วยสภาพที่ไม่อาจหาใครซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกกลุ่มก๊วนได้โดยดี

ด้านหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เคยได้รับไฟเขียวจากแดนไกล​วางตัวให้มารับหน้าที่สำคัญนี้ไปแล้ว ด้วยหวังเอาจุดเด่นเรื่องความเป็นคนกลางพอจะประนีประนอมกับหลายๆ ฝ่ายรวมทั้ง คสช.เพื่อลดแรงกดดันในอนาคต

แต่ทุกอย่างเริ่มไม่ง่ายเมื่อหลายเสียงภายในพรรคก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับสไตล์การทำงานและบุคลิกของ คุณหญิงสุดารัตน์เสียทั้งหมด ถึงขั้นเกิดการออกมางัดข้อไปจนถึงขัดแข้งขัดขากันวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมา

ตรงนี้กลายเป็นจุดอ่อนที่เป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้เกิดการไหลออกหนักขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นว่าหลายพื้นที่ที่ถูกดูดออกไปนั้น ล้วนแต่ยืนนอยู่คนละฝั่งกับคุณหญิงสุดารัตน์ และเป็นช่องว่างที่ฝั่งตรงข้ามพิจารณาและเริ่มเจาะพรรคเพื่อไทยจากจุดดังกล่าวดึงเอาคนส่วนนี้ไปร่วมงาน

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีอีกหลายคนที่อยู่ระหว่างการทาบทาม ทั้ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รวมถึง สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอีกหลายแกนนำพรรคเพื่อไทย​ที่ถูกทาบทามขณะนี้

ความเห็นต่างนำไปสู่แรงผลักดันจากฝั่งเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องการให้ดึงเอาจุดแข็งความเป็นตระกูลชินวัตรกลับมา โดยเดินเกมหนุน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ  สามีกลับมารับหน้าที่สำคัญ และหากดันไม่ไหว จะหนุนลูกชายเสียบแทน โดยอ้างคนในพรรคเพื่อไทยไม่หนุนคุณหญิงสุดารัตน์

ปรากฏการณ์สองขั้วที่กำลังจะขยายรอยร้าวภายในเพื่อไทยให้บานปลายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่มีผลต่อความเข้มแข็งอันจะถูกคู่ต่อสู้เล่นงานและมีปัญหาต่อไปในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ศึกในเวลานี้จึงส่อเค้ากว่าศึกนอกที่รุมเร้าอยู่เป็นอย่างมาก

ภารกิจหิน “กกต.” บทพิสูจน์ความอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557722

  • วันที่ 16 ก.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

ภารกิจหิน "กกต." บทพิสูจน์ความอิสระ

กกต.ชุดใหม่ที่ถูกตั้งขึ้นในยุคคสช. มีขวากหนามรออยู่ในการทำงานไม่น้อย โดยเฉพาะการพิสูจน์ตัวเองเรื่องความเป็นอิสระ

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งใกล้ความจริงเข้าไปอีกหนึ่งขยัก ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ิ จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คน

สำหรับบุคคล 5 คน ที่ สนช.ให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 3.ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

ส่วน 2 คนที่ไม่ผ่านความเห็นชอบ คือ “สมชาย ชาญณรงค์กุล” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ “พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด

แม้จะไม่ได้ครบ กกต. 7 คนตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังถือว่าการได้ กกต.มา 5 คนเป็นประเดิมก่อนนั้นช่วยให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้อย่างเต็มตัว

กล่าวคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 กำหนดให้ กกต.ชุดใหม่ ถึงจะยังได้ไม่ครบ 7 คน แต่หากได้เพียง 5 คน ก็สามารถทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมได้ เท่ากับว่าเมื่อว่าที่ กกต.ทั้ง 5 คน ได้ทำการลาออกจากตำแหน่งในงานประจำหมด จากนั้นจะดำเนินการประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ถึงเวลานั้นก็เป็นอันสิ้นสุดการทำหน้าที่ของ กกต.ชุดปัจจุบัน

การอุบัติขึ้นของ กกต.ชุดใหม่ 5 คน นับว่ามีนัยทางการเมืองไม่น้อย เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ส่งผลให้ กกต.ป้ายแดงมีงานหินรออยู่มากและหนักยิ่งกว่า กกต.ในอดีตมากพอสมควร

1.พิสูจน์ความเป็นอิสระของ กกต. ขณะนี้กำลังเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านขององค์กรอิสระจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กรรมการองค์กรอิสระที่เข้ามาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำลังจะสิ้นสุดลง ภายใต้เงื่อนไขของการเซตซีโร่ ซึ่ง กกต.ก็เป็นหนึ่งในนั้น

กกต.ชุดปัจจุบันที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ถูกเซตซีโร่ด้วยผลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และเข้าสู่กระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่

การสรรหา กกต.ก่อนหน้านี้ต้องล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับผู้ที่ผ่านการสรรหาทั้ง 7 คน ไม่เว้นแม้แต่บุคคลที่มาจากการสรรหาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ กกต.ชุดใหม่จะต้องเป็นคนที่ถูกใจ คสช.เท่านั้น

ดังนั้น ภายใต้ความกดดันที่เกิดขึ้น กกต.ทั้ง 5 คน ที่ สนช.เพิ่งให้การอนุมัตินั้นต้องเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะย่อมต้องถูกกังขาเรื่องความเป็นอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

2.การเลือกตั้ง สส. เป็นงานใหญ่และงานสำคัญที่รอ กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ เพราะอำนาจใหม่ของ กกต.ต่อการเลือกตั้งนั้นมีมากขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะการให้ กกต.เพียงคนเดียวมีอำนาจยุติการเลือกตั้งบางเขตได้ตามมาตรา 26 (3) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.

มาตรา 26 (3) มีสาระสำคัญว่า “เมื่อพบการกระทําหรือการงดเว้นการกระทําใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย…หรือในกรณีจําเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดําเนินการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทําหรือการงดเว้นการกระทํานั้นก็ได้”

การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นนั้นมีความสำคัญมากกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการเลือกตั้งของประเทศไทยในรอบ 5 ปี อีกทั้ง คสช.เองก็มีความประสงค์ในการเข้ามาสืบทอดงานของตัวเองต่อผ่านการลงสมัครเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ กกต.ถูกเพ่งเล็งมากขึ้นไปอีก โทษฐานที่ กกต.ชุดนี้เกิดขึ้นมาในยุคของ คสช.

3.การสรรหา สว. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังมีอำนาจมากพอสมควร เช่น การติดตามการปฏิรูปประเทศ และการควบคุมรัฐบาลให้เดินตามยุทธศาสตร์ รวมไปถึงการร่วมลงมติให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระแรกเริ่ม

กระบวนการการได้มาซึ่ง สว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในบทเฉพาะกาลกำหนดให้มีจำนวน 250 คน มาจาก 2 ทางคือ 1.คสช.สรรหาเองให้ได้ 200 คน และ 2.กกต.จัดให้มีการเลือกกันเองของผู้สมัคร โดยให้ผู้สมัครเลือกกันให้ได้ 200 คน และส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน

หน้าที่ของ กกต.ในการสรรหา สว.นั้นคล้ายกับการควบคุมการเลือกตั้ง สส. แต่มีความสำคัญตรงที่ต้องช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับ คสช.ก่อนจะให้ คสช.มาเลือก สว.ในขั้นตอนสุดท้าย จึงไม่แปลกที่ กกต.ชุดนี้จะต้องได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ระดับหนึ่ง เพราะมิเช่นนั้น คสช.อาจถูกมัดมือชกให้เลือก สว.ที่มีกลุ่มการเมืองหนุนหลังแบบเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ภารกิจสำคัญเบื้องต้นของ กกต.ชุดใหม่ ยังไม่นับขวากหนามที่รออยู่ระหว่างอีกไม่น้อย ถ้า กกต.สามารถพิสูจน์ความเป็นอิสระได้ ก็น่าจะช่วยให้ผ่านสถานการณ์ลำบากได้ไม่ยากนัก แต่หากทำไม่ได้ การเมืองไทยก็คงหนีไม่พ้นความขัดแย้งอีกครั้ง

พลิกปูม 5 กกต. ลับมีดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557501

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:06 น.

พลิกปูม 5 กกต. ลับมีดเลือกตั้ง

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งมี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลงคะแนนลับในการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาถึง

แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีเพียง 5 คนผ่านเข้ารอบ โดยอีกสองรายต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่ อย่างไรก็ตามสำหรับ 5 คน ที่ผ่านด่านออกมาได้ ถือว่าประวัติการทำงานไม่ธรรมดา

เริ่มจาก สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ถือว่าเป็นนักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อีกทั้ง มีดีกรีผลงานวิจัยทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ การฟอกสีน้ำทิ้งโรงงานสุรา (บริษัท ยูนิแซนโพล) การเก็บรักษาต้นอ้อยโดยกระบวนการทางชีววิทยา (บริษัท เยื่อกระดาษสยาม) และการบำบัดน้ำเสียที่มีไขมัน/น้ำมัน โดยใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายแทนการตักทิ้ง (สกอ. 48-49)

อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เคยฝากผลงานสำคัญในฐานะรองตัวแทนรัฐบาลไทย กรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปมตีความคำพิพากษาศาลโลก เรื่องปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2553

ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเคยดำรงตำแหน่ง ผวจ.ระยอง เพชรบูรณ์ ลำปาง และกรรมการองค์กรการตลาดกระทรวงมหาดไทย

ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มีดีกรีจบการศึกษาจากนิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2519 จบการศึกษาเนติบัณฑิตไทย รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปี 2519

นอกจากนี้ มีประสบการณ์การทำงานเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551- ก.ย. 2554 เป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554-ก.ย. 2556 เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556-ก.ย. 2558 และเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558-ก.ย. 2560

ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จบการศึกษาในระดับปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า มีประสบการณ์การทำงานเป็นรองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2555-มี.ค. 2556 รองประธานศาลอุทธรณ์ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2556-ก.ย. 2556

ส่วนอีก 2 คน ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต. เนื่องจากได้คะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สนช. ประกอบด้วย สมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด

สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ทั้ง 5 คน จะต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ สนช.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ก.ค.

อย่างไรก็ตาม ภายหลังพ้นวันที่ 26 ก.ค.ไปแล้ว หากบุคคลทั้ง 5 คน ได้ลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ตามกฎหมาย กกต. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะดำเนินการให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ดังกล่าวประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.จำนวน 1 คน

ก่อนจะนำรายชื่อทั้ง 5 คนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ส่วนการสรรหา กกต.อีก 2 คนนั้น จะมีการทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในฐานประธานกรรมการสรรหา เพื่อประชุมคณะกรรมการสรรหาอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการสรรหาใหม่จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วัน

“ในที่นี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการสรรหา กกต.ใหม่อีก 2 คน จะใช้กระบวนการเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเข้ามารับการสรรหาตามมาตรา 12 ของกฎหมาย กกต.หรือไม่ เพราะต้องรอให้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาก่อน” ประธาน สนช.ระบุ

ส่วน กกต.ชุดรักษาการ ซึ่งประกอบไปด้วย ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. บุญส่ง น้อยโสภณ กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และประวิช รัตนเพียร กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังคงทำหน้าที่ไปจนกว่ารายชื่อทั้ง 5 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมาเป็นที่เรียบร้อย ถึงจะสิ้นสุดการ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการ กกต.

ทั้งนี้ แม้จะไม่ครบ 7 คน แต่กฎหมาย กกต.กำหนดให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบเป็น กกต.จำนวน 5 คนสามารถทำหน้าที่และเป็นองค์ประชุมได้

เลือกตั้งท้องถิ่น เปิดตลาดซื้อ สส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557414

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 10:13 น.

เลือกตั้งท้องถิ่น เปิดตลาดซื้อ สส.

หากการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งใหญ่ คนที่แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ใดย่อมจะเป็นบุคคลที่ถูกหมายตาให้มาลงสมัคร สส.ด้วย

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

อย่างแรกเป็น “การเลือกตั้งทั่วไป” หลายฝ่ายรวมไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คาดว่าจะมีขึ้นได้ในช่วงกลางปี 2562 ตอนนี้เหลือรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง อย่างเป็นทางการก่อน

แม้ความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาของการเลือกตั้งทั่วไปเริ่มจะมีความชัดเจนขึ้นแล้ว แต่รายละเอียดปลีกย่อยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะเลือกตั้ง กลับยังไม่ได้รับความชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะกระบวนการการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ หรือไพรมารีโหวต

พรรคการเมืองแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการจะใช้ระบบไพรมารีโหวตเต็มรูปแบบในการเลือกตั้งครั้งแรกที่จะมีขึ้น โดยให้เหตุผลว่าติดปัญหาติดล็อกการเมืองของ คสช. ทำให้การทำไพรมารีโหวตอาจจะดำเนินการไม่ได้สมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

แต่อย่างไรก็ดี คสช.ยังคงสงวนท่าทีต่อข้อเรียกร้องตรงนี้อยู่พอสมควร เนื่องจากตัวเองก็กำลังจะลงสนามเลือกตั้ง ดังนั้น การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ของ คสช. ย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นที่น่าสนใจของหลายฝ่ายแล้วนั้น “การเลือกตั้งท้องถิ่น” เป็นอีกสนามหนึ่งที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน

แรกเริ่มเดิมที คสช.เคยมีแนวทางว่าต้องการให้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง โดยเล็งไว้เป็นกลางหรือปลายปี 2561 เพื่อต้องการทดสอบหลายอย่าง เช่น ความเคลื่อนไหว และกติกาที่ออกมาใหม่นั้นสามารถควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความโปร่งใสตามที่ต้องการได้หรือไม่ เป็นต้น

แต่มาถึงเวลานี้ คสช.ก็ยังไม่เคยให้ความชัดเจนแต่อย่างใด มีเพียงแต่การส่งสัญญาณเป็นนัยว่ากฎหมายจะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงปลายปีนี้

สำหรับภาพรวมของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น จะมีลักษณะสอดคล้องกับกฎหมายเลือกตั้ง สส.พอสมควร เช่น การไม่ให้บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตลงสมัครเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับกรณีห้ามผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติโครงการที่เข้าข่ายจูงใจผู้ใช้สิทธิ ภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติหรือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่อเนื่อง หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของเนื้อหากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ยังไม่น่าสนใจเท่ากับการกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยบอกตรงกันว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นกับการเลือกตั้ง สส.จะต้องมีเวลาห่างกัน 3 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ยังไม่กำหนดว่าการเลือกตั้งใดจะเกิดขึ้นก่อนกัน

ทั้งนี้ ถ้ามองถึงความเป็นไปได้และท่าทีของ คสช.อาจพอจะคาดการณ์ได้ว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง สส. โดยมีช่องว่างห่างกัน 3 เดือนเป็นอย่างน้อยด้วยเหตุผล 2 ประการสำคัญ

1.วัดกำลังของพรรคการเมือง แน่นอนว่าการเมืองท้องถิ่นจะเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่พรรคการเมืองจะเข้ามาร่วมด้วย เพราะในมิติของพรรคการเมืองนั้น การเลือกตั้งสนามเล็กจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสู่ความสำเร็จของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสนามใหญ่

เมื่อพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งสนามเล็ก คสช.ในฐานะผู้ที่เตรียมลงเลือกตั้งสนามใหญ่ ก็จะได้มีโอกาสเช็กกระแสของพรรคการเมือง เพื่อปรับกลยุทธ์ต่อสู้กับพรรคการเมืองในระยะยาว เรียกได้ว่า คสช.จะได้เห็นไพ่ในมือของพรรคการเมืองก่อน ขณะที่พรรคการเมืองจะยังไม่เห็นพลังของ คสช.ที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้ง

2.เปิดโอกาสเลือกผู้สมัคร สส.ให้เข้าเป้า การเลือกตั้ง สส.ใหม่ “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้ทุกคะแนนแม้แต่คะแนนของคนแพ้เลือกตั้ง สส.ยังมีความหมาย เพราะจะเอาไปใช้สำหรับการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย

ด้วยเหตุนี้ หากการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ คนที่แพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ใดย่อมจะเป็นบุคคลที่ถูกหมายตาให้มาลงสมัคร สส.ด้วย เนื่องจากจะเป็นคนที่มีฐานเสียงของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง ไม่ได้ถูกหลอกว่าเสียงดี แต่ไม่มีคะแนน

ดังนั้น ถ้าในมุมนี้ คสช.ย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบพรรคการเมืองพอสมควรในหลายด้าน ในทางกลับกัน หากปล่อยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ อาจมีผลให้ คสช.ไม่ได้คุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจาก คสช.เองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่

ทางที่ดีที่สุด คือ การเร่งจัดเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งเป็นจังหวะที่ คสช.ได้เปรียบเหนือคู่แข่งทุกประตู ดีกว่าจะไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าที่ไม่มีความแน่นอน

“พรรคSME”ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557305

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

"พรรคSME"ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

เมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการในเวลานั้น

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่ภารกิจพาหมูป่าทั้ง 13 คน กลับบ้านได้สำเร็จ ทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงตกเป็นเป้าเหมือนทุกครั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ภายหลังถูกโจมตีจากกรณีให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต ถึงขั้นที่ พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาขออภัยเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรในการดูดอดีต สส.เข้ามาอยู่ในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกครั้ง ก็ทำให้ คสช.ถูกโจมตีเช่นกัน ภายหลังมีการวิจารณ์กันว่า คสช.เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

สถานการณ์ของการดูดอดีต สส. แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยตกเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายตรงข้าม แต่อีกด้านหนึ่งบรรดาที่เคยมี สส.อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักสิบก็ตกที่นั่งลำบาก จนต้องหาทางแก้เกมพลังดูดไม่ต่างกัน

“พรรคภูมิใจไทย” แม้ใครๆ จะมองว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำ คสช. แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้ คสช.มีกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรรายใหม่แล้ว ประกอบกับยังคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ที่อนุทินมีต่อ“ทักษิณ ชินวัตร” อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ คสช.จึงไม่ค่อยทอดไมตรีมายังพรรคการเมืองนี้มากนัก

มองไปยังพรรคภูมิใจไทย มีฐาน สส.หลักอยู่ที่พื้นที่ภาคอีสานใต้ ถึงจะไม่ใช่เป็นเบอร์หนึ่งแบบพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเบอร์สองที่พอจะสามารถแย่งชิงคะแนนเพื่อให้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อได้ภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ จึงไม่แปลกที่พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกพรรคที่จะถูกดูดเช่นกัน

พอสัญญาณชักจะไม่ดี พรรคภูมิใจไทยจึงต้องงัดกลยุทธ์แก้เกมออกมา ดังจะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 10 ก.ค. อนุทิน ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาพบกับอดีต สส.ทั้งของพรรคตัวเองและพรรคชาติพัฒนา หรือแม้แต่สมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมาที่มีแววจะเป็นผู้สมัคร สส.ในอนาคต

เกมนี้ พรรคภูมิใจไทยต้องการสร้างพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้หลงไปกับแรงดูดที่กำลังแผ่อิทธิพลในขณะนี้

“พรรคชาติไทยพัฒนา” เป็นอีกพรรคที่ถูก คสช.แซะเช่นกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าหัวใจของพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ที่ “สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี” แต่เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะเจาะ จ.สุพรรณบุรี เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการสร้างฐานการเมืองเข้มแข็งกันมาเป็นชั่วอายุคน ทำให้พุ่งเป้าไปที่จังหวัดแวดล้อมสุพรรณบุรีแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.อุทัยธานี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นอีกแกนนำในพื้นที่คนหนึ่งที่มีฝ่ายความมั่นคงเข้าไปเยี่ยนเยียนหลายครั้ง เหมือนกับกลุ่มสะสมทรัพย์ ซึ่งครองอิทธิพลใน จ.นครปฐม ส่งผลให้เกิดกระแสมาตลอดว่าขาใหญ่ของอุทัยธานีรายนี้จะเอาใจออกห่างพรรคชาติไทยพัฒนา

มาถึงจุดนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูปพรรคครั้งใหญ่นับตั้งแต่สิ้นยุคของ “บรรหาร ศิลปอาชา” โดยพยายามใช้กลยุทธ์ความเป็นรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นจุดขาย พยายามละทิ้งภาพ “ปลาไหลใส่สเกต” ออกไปให้มากที่สุด เพื่อหวังดึงคะแนนของคนรุ่นใหม่ให้มาสนับสนุนพรรคมากขึ้น

ที่สำคัญ ไม่เน้นทำพรรคการเมืองหลักร้อยเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่จะพยายามรักษาฐานเดิม คือ ภาคกลาง ให้เข้มแข็งมากที่สุดเป็นหลัก และหวังตัวเลข สส.อยู่ที่ประมาณ 20-25 ที่นั่งเท่านั้น เพราะถ้ามากไปกว่านี้จะเป็นเรื่องไกลเกินตัว

“พรรคชาติพัฒนา” นับเป็นพรรคการเมืองที่มีความเคลื่อนไหวน้อยพอสมควร และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำพรรคการเมืองไปในทิศทางใด แต่ประเด็นที่พอจะเห็นได้คงจะเป็นการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับ คสช.มาโดยตลอด

กำลังหลักสำคัญของพรรคอยู่ที่ จ.นครราชสีมา แต่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้จำนวน สส.เขตลดลง นั่นหมายถึงจำนวนเขตเลือกตั้งที่เคยมีอยู่เดิมในนครราชสีมาต้องหดหายลงตามไปด้วย

จำนวนเขตที่ลดลงแต่ผู้สมัคร สส.เท่าเดิม เท่ากับว่าการแข่งขันภายในพรรคย่อมมีมากขึ้น บรรดาผู้สมัครจำนวนไม่น้อยจึงพยายามหาลู่ทางให้ตัวเองมีที่ลงในทางการเมือง ประกอบกับผู้นำพรรคยังไม่อาจให้ความชัดเจนแก่ลูกพรรคได้ จึงไม่แปลกที่จะอ่อนไหวไปกับพลังดูดทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้สุดท้ายพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่มีอดึต สส.เหลือคาไว้ที่พรรค

“พรรคพลังชล” ได้ประกาศตัวชัดเจนแล้วว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยจะยังคงสภาพความเป็นพรรคการเมืองเดิมต่อไป ไม่ไปรวมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การเดินหน้าของพรรคพลังชลนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ จ.ชลบุรีอย่างเดียว เพราะต้องการขยายฐานให้ครอบคลุมภาคตะวันออกให้มากที่สุด โดยอาศัยโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นจุดขาย เพื่อให้อดีต สส.ภาคตะวันออกของพรรคอื่นมาเป็นพันธมิตรกับพรรคพลังชล

ทั้งหมดเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการเมืองในเวลานั้น