เสียงคนรุ่นใหม่ ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557136

  • วันที่ 10 ก.ค. 2561 เวลา 13:40 น.

เสียงคนรุ่นใหม่ ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง ขณะที่ปัจจัยที่จะชี้ขาดผลในครั้งนี้อาจอยู่ที่ 4.5 ล้านเสียงของคนรุ่นใหม่

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง ท่ามกลางบรรยากาศฝุ่นตลบจากการย้ายเข้าย้ายออกของบรรดาอดีต สส. ที่ใกล้จะต้องตัดสินใจแสดงความชัดเจนในช่วงเดดไลน์สุดท้าย

รูปแบบการทำการเมืองแบบเก่าๆ ยังวนเวียนมาให้เห็น ทั้งการดูด การต่อรอง การปั่นราคา และการย้ายพรรค

สวนทางกับการปฏิรูปการเมืองที่หลายฝ่ายตั้งตารอว่า 4 ปีที่ผ่านมา แม่น้ำ 5 สาย น่าจะช่วยวางทิศทางปฏิรูประบบการเมืองให้ก้าวพ้นจากวังวนปัญหาที่ผ่านมาในอดีตและเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่คาดหวัง

สมรภูมิเลือกตั้งส่อเค้าดุเดือดกับเดิมพันที่จะชี้ชะตาอนาคตการเมืองของตัวเอง ระหว่างฝั่งที่ “สนับสนุน” และ “ต่อต้าน” คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ประเมินแล้วจุดชี้ขาดที่สำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะอยู่ที่เสียงของ “คนรุ่นใหม่” ซึ่งไม่เคยเลือกตั้งมาก่อน อันจะเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตั้งอยู่ที่น้ำหนักของเสียงกลุ่มนี้จะเทไปทางฝั่งไหน

เบื้องต้นข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สรุปจำนวนรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศปีการเลือกตั้ง 2562 (คือเกิดก่อนวันที่ 3 ม.ค. 2544) มีทั้งสิ้น 51,564,284 คน เป็นชาย 24,886,213 คน หญิง 26,678,071 คน

ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยการเลือกตั้งครั้งล่าสุดคือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557) คือบุคคลที่เกิดระหว่างวันที่ 3 ม.ค. 2539-2 ม.ค. 2544 มีทั้งสิ้น 4,510,052 คน เป็นชาย 2,301,535 คน เป็นหญิง 2,208,517 คน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 พ.ค. 2561

ความสำคัญของตัวเลขดังกล่าวอยู่ตรง 4.5 ล้านคน ซึ่งไม่เคยลงคะแนนเสียงนี้ ถือเป็นกลุ่มพลเมืองที่มีน้ำหนักพอสมควรอันจะชี้ทิศทางการเมือง และยากจะคาดเดาได้ในเวลานี้ว่าจะเทไปทางฝั่งไหน

หากจับทิศทางการเมืองเวลานี้ การแข่งขันระหว่าง 2 ขั้วใหญ่ คือกลุ่มที่สนับสนุน คสช. และต่อต้าน คสช. เริ่มจะพอเห็นเค้าลางและประเมินคะแนนเสียงที่จะออกมาได้คร่าวๆ ล่วงหน้า

แม้ระบบเลือกตั้งจะแตกต่างจากในอดีต แต่หากเทียบเคียงฐานเสียงและผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ในแต่ละพื้นที่ย่อมจะสามารถคำนวณออกมาได้คร่าวๆ ยังไม่รวมกับเรื่องคะแนนนิยมของแต่ละพรรค ก็พอจะเห็นเค้าลางที่แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็เห็นทิศทางความน่าจะเป็น

นำมาสู่การปรับกลยุทธ์ที่จะช่วงชิงฐานเสียงของแต่ละฝั่ง ดังจะเห็นจากการดูดอดีต สส.ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ

ล่าสุดการรุกคืบของ “พลังประชารัฐ” ที่ได้มือประสานอย่าง “กลุ่มสามมิตร” เป็นกลไกขับเคลื่อน กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของ “เพื่อไทย” หนักขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยจุดเด่นตรงความได้เปรียบเรื่องอำนาจรัฐ อำนาจทุน ที่มีแรงดึงดูดให้ทุกฝ่ายหันมาสนใจ “พลังประชารัฐ” ยังไม่รวมกับตัวช่วย 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล อันจะมีส่วนสำคัญต่อการเลือกนายกฯ

ในส่วนของ “ประชาธิปัตย์” เวลานี้เริ่มเกิดอาการสั่นคลอนจากการรุกหนักของ “รวมพลังประชาชาติไทย” เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเอาจริงส่งผู้สมัครครบทุกเขต ไม่หลบให้พรรคไหน

ฐานเสียงอันเหนียวแน่นของประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้ จึงส่อเค้าจะต้องถูกแบ่งไปให้กับรวมพลังประชาชาติไทยไม่น้อย โดยเฉพาะกับระบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ไม่แปลกที่เวลานี้หลายพรรคจะเริ่มเบนเข็มหันมาให้ความสนใจจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ 4.5 ล้านคน ที่จะแปรเป็นคะแนนเสียงได้หลายสิบเก้าอี้ หากพรรคไหนสามารถดึงกลุ่มนี้ให้มาลงคะแนนให้ตัวเองได้ โอกาสจะชนะเลือกตั้งย่อมเป็นไปได้สูง

จะเห็นว่าหลังสัญญาณเลือกตั้งชัดเจน หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับเปิดหน้าว่าที่ผู้สมัครที่เป็นคนรุ่นใหม่ให้เป็นอีกทางเลือกของประชาชน ไม่ใช่มีเพียงแค่ผู้สมัครหน้าเก่าที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในอดีต

การวางตัวคนรุ่นใหม่ลงสนามเลือกตั้งจึงน่าจะเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญของแต่ละพรรคกับการคาดหวังดึงคะแนนจากกลุ่มโหวตเตอร์หน้าใหม่ให้

ยังไม่รวมกับเนื้อหา รูปแบบ ช่องทางการสื่อสาร ที่แต่ละพรรคจะต้องคิดค้นกันเพื่อดึงคะแนนตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เพิ่มเติมจากระบบสื่อสารเดิมๆ

เมื่อปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้งอาจอยู่ที่ 4.5 ล้านเสียงของคนรุ่นใหม่

พลังประชารัฐ ไม่ง่ายชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557031

  • วันที่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 11:17 น.

พลังประชารัฐ ไม่ง่ายชนะเลือกตั้ง

การเปิดตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อสัญญาณทุกอย่างสอดรับกับภารกิจการสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์”กลับมาเป็นนายกฯต่อ

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อสัญญาณทุกอย่างสอดรับไปกับภารกิจการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปให้สำเร็จลุล่วงหลังจากได้เริ่มต้นวางรากฐานไว้แล้ว

ด้วยจุดเด่นและข้อได้เปรียบต่างๆ ทำให้พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นที่จับตาเป็นพิเศษ จนถึงขั้นมีหลายพรรคการเมืองออกมาดักคอเรียกร้องอย่าให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

​เริ่มตั้งแต่อำนาจรัฐของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ควบคุมกลไกการทำงานระบบราชการมากว่า 4 ปี ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายมาหลายรอบ ยังไม่รวมกับการจัดทำงบประมาณประจำปี กลางปี ที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านหลายโครงการตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

ยังไม่รวมกับการจัดประชุม ครม.สัญจร และการลงพื้นที่ตามหัวเมืองต่างๆ พร้อมการจัดโครงการช่วยเหลือและงบประมาณก้อนใหญ่ในช่วงระยะหลังที่ถูกมองว่าเป็นความตั้งใจจะกู้คะแนนนิยมให้กลับคืนมาหลังค่อยๆ ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.ที่จะมีต่อเนื่องไปจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รัฐบาล คสช.อยู่ในสถานะได้เปรียบทางการเมือง ที่จะกำหนดกฎกติกาต่างๆ เพื่อเอื้อให้เกิดประโยชน์ หรือเสียประโยชน์กับใครก็ได้

ไล่มาตั้งแต่คำสั่ง คสช.เดิมที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุม จัดกิจกรรม หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ จนอาจกระทบไปถึงการเตรียมตัวทั้งเรื่องนโยบาย ผู้สมัคร ที่ครั้งนี้จะต้องมีการทำไพรมารีโหวตเป็นครั้งแรก อันอาจไม่ทันการณ์หลังพรรคการเมืองถูกแช่แข็งมายาวนานกว่า 4 ปี

ความได้เปรียบเหล่านี้ยังนำไปสู่การเลือกข้างสนับสนุนล่วงหน้าของบรรดากลุ่มทุนที่เคยเททรัพยากรลงไปสนับสนุนอดีตพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ในรอบนี้เมื่อเห็นทิศทางลมและความได้เปรียบที่เกิดขึ้นย่อมจะทำให้แรงสนับสนุนไปยังพรรคอื่นๆ ลดน้อยลงไปจากที่ผ่านมา

ที่สำคัญหากจะยืนยันเดินหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย พรรคพลังประชารัฐ จำเป็นจะต้องตั้งเป้าชนะเลือกตั้งหรือได้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยจนอาจจะกลายเป็นปัญหาเรื่องเสถียรภาพในการบริหารงานในอนาคต

รวมทั้งผลในแง่ของความสง่างาม เพราะแม้จะมี 250 เสียง จาก สว.เฉพาะกาล เป็นตัวช่วย แต่หากได้เสียงน้อยกว่าพรรคอื่นๆ ​ย่อมเป็นปัญหาในแง่ความเชื่อมั่นที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ทว่าในทางปฏิบัติโอกาสชนะเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐอาจไม่ได้มีมากอย่างที่ตั้งเป้าไว้

​​​​​ด้วยกลไกการเลือกตั้งระบบใหม่ที่แม้ทุกคะแนนจะมีความหมายไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในระบบเขต แต่จุดนี้ทั้งพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กย่อมได้อานิสงส์ตรงนี้ทั้งหมดไม่ใช่เพียงแค่พรรคพลังประชารัฐที่หวังจะชิงความได้เปรียบตรงนี้

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ฐานเสียงอันเหนียวแน่นของทั้งพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์​ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่​พลังประชารัฐต้องหาทางเจาะให้ได้หากหวังจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

การใช้สูตร “ดูด” ที่เคยได้ผลในอดีต มารอบนี้ก็ใช่ว่าจะเห็นผลชัดเจน เมื่อกระแสข่าวการโยกย้ายพรรคช่วงที่ผ่านมายังเป็นเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ ​ที่บางคนมีปัญหาทับซ้อนในพื้นที่ บางคนมีปัญหาส่วนตัว บางคนมีปัญหาเรื่องคดี

การติดประสานดึงอดีต สส.จากพรรคเพื่อไทย ผ่านกลุ่ม “สามมิตร” ที่กำลังเร่งเครื่องอยากหนักเวลานี้ยังทำได้เพียงแค่การประสานงานที่ยังไม่อาจปิดดีลจนมีความชัดเจนได้

ขณะที่กลุ่มเกรดเอซึ่งอยู่ระหว่างการติดต่อทาบทามก็ยังไม่ได้เปิดหน้าหรือแสดงความชัดเจนว่าจะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐแน่นอนหรือไม่ ยังต้องติดตามกันในช่วงใกล้เดดไลน์สุดท้าย ทำให้หากประเมินตัวว่าที่ผู้สมัคร ณ นาทีนี้​ พลังประชารัฐก็ยังยากจะกวาดที่นั่งได้ถล่มทลาย

อีกทั้งในแง่นโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดในการเลือกตั้งที่ผ่านๆมารอบนี้อาจ​ไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะชี้ขาดคนแพ้คนชนะได้อีกต่อไป ​

ทั้งในแง่ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญที่ควบคุมนโยบายที่เข้าข่ายประชานิยม หลายนโยบายต้องกำหนดความเป็นไปได้ที่มาของรายได้ หลายนโยบายที่ไม่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ และรายละเอียดยิบย่อยทำให้การจัดทำนโยบายครั้งนี้มีข้อจำกัดที่หลายพรรคไม่อาจเสี่ยงสร้างความหวือหวา

ในแง่พลังประชารัฐแม้จะได้มือดีด้านมาร์เก็ตติ้งอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแล้ว แต่หากประเมินทิศทางแล้ว รูปแบบ ทิศทาง นโยบาย ระหว่างพลังประชารัฐ และ เพื่อไทย ซึ่งมีฐานที่มาคล้ายๆ กันย่อมมีนโยบายที่ไม่แตกต่างกันมากจนจะนำไปสู่การชี้ขาดผลเลือกตั้งได้

รวมทั้งปัจจุบันการเลือกตั้งกำลังจะก้าวไปถึงจุดที่จะต้องเลือกว่าเอาการสืบทอดอำนาจหรือไม่สืบทอดอำนาจด้วยแล้ว “แผลใหญ่” ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นประเด็นให้พลังประชารัฐถูกคู่แข่งนำไปโจมตีระหว่างการเปิดให้มีการหาเสียงอย่างอิสระ ซ้ำเติมด้วยผลงานการบริหารราชการ 4 ปีที่ผ่านมาซึ่งยังล้มเหลวเรื่องปัญหาปากท้อง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับฐานราก

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ย่อมสะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพลังประชารัฐที่จะชนะเลือกตั้ง

สลายพลัง2พรรคใหญ่ กลยุทธ์ปูทาง สืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556807

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

สลายพลัง2พรรคใหญ่ กลยุทธ์ปูทาง สืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

การก่อกำเนิดของพรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนชัดเจนกับการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่าเพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปที่เดินหน้าไว้ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกับการปลุกปั้นพรรคการเมืองใหม่ลงสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากต้องไปแข่งขันกับเจ้าถิ่นอดีตพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงที่ชัดเจน รวมทั้งกลไก หัวคะแนน สาขาพรรคในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเกาะติดมาต่อเนื่อง​

ต่อให้มีทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน และทรัพยากรในมือ ก็ใช่ว่าจะหยิบฉวยความได้เปรียบแปรไปเป็นเก้าอี้หรือจำนวน สส.ได้อย่างที่คาดหวัง ตราบเท่าที่พรรคการเมืองเก่ายังคงความแข็งแรง

แม้ที่ผ่านมาการเมืองจะถูกแช่แข็งไม่ให้ขยับเขยื้อนมากว่า 4 ปี แต่นั่นไม่ได้ส่งผลต่อคะแนนนิยมหรือลดความสามารถลดทอนคะแนนเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

เส้นทางสู่ “นายกฯ คนใน”​ ที่หวังจะใช้ความได้เปรียบจาก 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล ที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะมีส่วนร่วมเลือกนายกฯ ร่วมกับ 500 เสียงของ สส.ที่จะมาจากการเลือกตั้งด้วยแล้วก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

ยิ่งหากพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ย่อมทำให้เส้นทางสืบทอดอำนาจของ คสช.เป็นไปได้ยาก

​กลยุทธ์สลายขั้วตีพรรคใหญ่ให้เล็กลง จึงเป็นอีกแนวทางที่จะเอื้อให้พรรคพลังประชารัฐสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะกับกลไกการเลือกตั้งใหม่ที่​ทุกเสียงไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ในระบบเขตก็จะถูกนำมาคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อ อันจะเปิดทางให้เกิดพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม​

ดังนั้น เมื่อพรรคใหญ่มีขนาดเล็กลงมากเท่าไร โอกาสที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในระบบที่มี 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล มาเป็นตัวช่วยสนับสนุนฝั่ง คสช.

​ด้านหนึ่งจึงเห็นการกัดเซาะพรรคเพื่อไทยที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปรากฏการณ์ดูดที่เดินหน้าไปนานแล้วก่อนหน้านี้ จนมาเป็นรูปเป็นร่างมีระบบการจัดตั้งผ่านกลุ่มสามมิตร

การเปิดรายชื่อ ​50 อดีต สส.​-สว.ที่ไหลไปอยู่กับพลังประชารัฐย่อมเป็นแรงดึงดูดให้อดีต สส.เพื่อไทย เริ่มรู้สึกอยากมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐที่มีที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน ​อันจะง่ายต่อการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ท่ามกลางกระแสข่าวมีอดีต สส.อีกหลายพื้นที่กำลังอยู่ระหว่างการทาบทามต่อรอง รอจังหวะเปิดตัวในช่วงโค้งสุดท้ายอีกหลายคน อันจะยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนกำลังลง ในขณะที่พลังประชารัฐมีฐานเสียงที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้น

อีกทั้งการได้คนระดับอดีตแกนนำตั้งแต่สมัยไทยรักไทย ทั้ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเป็นมือทำงานให้กับพลังประชารัฐ ย่อมทำให้การขับเคี่ยวในเชิงนโยบายออกมาใกล้เคียงกันระหว่างเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ​

เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้จุดอ่อนจุดแข็งของกันและกัน การขับเคี่ยวชิงเก้าอี้กันในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานของทั้งสองพรรค ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยต้องถูกแย่งคะแนนเสียงไปไม่มากก็น้อย

ถึงในภาพรวมเพื่อไทยอาจจะชนะในระบบเขต แต่ย่อมต้องถูกแบ่งคะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งระบบเลือกตั้งใหม่มีสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน มากกว่าระบบเดิมที่มีเพียง 100 คน

อีกด้านหนึ่งสำหรับประชาธิปัตย์แม้จะไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในสถานการณ์ปกติ แต่หากในกรณีที่เพื่อไทยถูกกัดเซาะจนไม่อาจเป็นพรรคขนาดใหญ่แล้ว ​ประชาธิปัตย์ย่อมกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญ หากสามารถรักษาฐานเก้าอี้เดิมไว้ได้

แม้ประชาธิปัตย์จะถูกมองว่ามีสัมพันธ์อันดีกับ คสช. แต่ท่าทีล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประกาศความชัดเจนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถึงขั้นไล่อดีต สส.ที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไปอยู่พรรคอื่น​

​การตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ​ที่ประกาศส่งผู้สมัครครบ 350 เขต จึงถือเป็นคู่แข่งที่จะมาแบ่งคะแนนของประชาธิปัตย์โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ถึงขั้นแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ออกมายอมรับถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ด้วยสถานะอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ การต้องมาลงแข่งกับประชาธิปัตย์​ย่อมทำให้มองเห็นพื้นที่จุดอ่อน อันจะช่วยทำให้ง่ายต่อการเจาะพื้นที่เป้าหมายโดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี หรืออย่างน้อยก็ขอแบ่งคะแนนระบบบัญชีรายชื่ออันจะทำให้ประชาธิปัตย์อ่อนกำลังลงไปจากเดิมอย่างมาก

แทนที่รอบนี้ประชาธิปัตย์จะได้ไปรุกขยายฐานในพื้นที่อีสาน​ เหนือ ที่เป็นจุดอ่อน ​อาจจะต้องทุ่มกำลังเพื่อมารักษาฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้เสียมากกว่า

สุดท้ายการตัดกำลังทำให้ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์อ่อนแอลงไป ย่อมตัดตอนป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝั่งมีเสียงเพียงพอจะผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาลได้ รวมทั้งทำให้โอกาสของพลังประชารัฐที่จะเป็นแกนนำรวมเสียงพรรคต่างๆ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลทำได้ง่ายกว่าสถานการณ์ปกติ

เพื่อไทยโต้กลับประชารัฐ เกมนี้หวังผลใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556561

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

เพื่อไทยโต้กลับประชารัฐ เกมนี้หวังผลใหญ่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางกระแสความสนใจและความเคลื่อนไหวต่างเทไปที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้ง 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ปรากฏว่าการเมืองกลับมีความเคลื่อนไหวเป็นระยะ

โดยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นการดูดอดีต สส.เข้าพรรคพลังประชารัฐของกลุ่ม “3 มิตร” ภายใต้การนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่อดีต สส.อีสานและเหนือของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เพื่อหวังให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคขนาดกลางที่มี สส.เหลือต่ำกว่า 100 คน จากเดิมที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ระดับ สส.เกิน 200 คน

ความน่าสนใจของกลุ่มสามมิตรนั้นอยู่ที่การได้รับแรงสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าผู้มีอำนาจใน คสช.ส่วนใหญ่ไม่แสดงท่าทีเป็นลบต่อกลุ่มสามมิตรเท่าใดนัก แม้กลุ่มสามมิตรจะมีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.ในการห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองก็ตาม

ตรงนี้เองอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรดาอดีต สส.ที่ถูกกลุ่มสามมิตรตามจีบต่างอ่อนระทวยกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะรู้ดีว่าเมื่อ คสช.อยู่เบื้องหลัง ย่อมมีผลให้ปลอดจากการถูกรังควานค่อนข้างมาก ถ้าเทียบกับจะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถึงจะตกฝ่ายตั้งรับมาเป็นเวลาพอสมควร แต่พรรคเพื่อไทยเริ่มเปิดเกมโต้กลับให้เห็นบ้างแล้ว

ดังจะเห็นได้จากกรณีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบว่าการกระทำของกลุ่มสามมิตรเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ ซึ่งมาตราสำคัญอยู่ที่มาตรา 30 และ 31

มาตรา 30 ห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะที่เป็นสมาชิก

มาตรา 31 ห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากพรรคการเมือง หรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก

ทั้งนี้ โทษของการกระทำผิดตามมาตราดังกล่าวถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค และต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปี นับว่าโทษตามกฎหมายพรรคการเมืองในกรณีนี้หนักพอสมควร

มองในแง่มุมทางกฎหมายแล้ว พรรคเพื่อไทยคงไม่ได้หวังถึงขั้นให้เอาผิดตามกฎหมาย เพราะในใจก็ทราบดีว่าการจะเอาผิดจริงในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก คงไม่มีใครทิ้งใบเสร็จเพื่อเป็นหลักฐานให้ใครมาเอาผิดได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น หมากเกมนี้พรรคเพื่อไทยหวังผลทางการเมืองมากกว่า

พรรคเพื่อไทยต้องการขยายแผลของ คสช.ให้กว้างมากขึ้น เพื่อตัดขาไม่ให้ คสช.เก็บแต้มทางการเมืองเพิ่มขึ้น ภายหลัง คสช.กำลังถูกโจมตีเรื่องการปฏิบัติสองมาตรฐานระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มสามมิตร เนื่องจาก คสช.จะคอยจับผิดพรรคการเมืองทุกฝีก้าว ต่างจากกลุ่มสามมิตรที่ไม่ค่อยถูกเพ่งเล็งมากนัก

นอกจากนี้ แรงเหวี่ยงของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ยังหวังผลให้ไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย โดยเวลานี้ กกต.อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจาก กกต.ชุดปัจจุบันไปสู่ กกต.ชุดใหม่

กกต.ชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ “ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. อยู่ในตำแหน่งเพื่อรอให้กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ภายหลัง กกต.ถูกเซตซีโร่ไปตามกฎหมาย กกต.ฉบับใหม่

ตามกรอบเวลา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบกับ กกต.ชุดใหม่ทั้ง 7 คนในสัปดาห์หน้า แน่นอนว่าย่อมเป็นความท้าทายของ กกต.ทั้งสองชุดว่าจะสามารถดำรงความเป็นอิสระได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เนื่องจากจะมีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งจะมี คสช.เข้ามาร่วมโรมรันในสนามเลือกตั้งด้วย

ในระยะยาว เกมโต้กลับของพรรคเพื่อไทย คงไม่หยุดอยู่แค่เท่านี้อย่างแน่นอน เพียงแต่รอให้อีกฝ่ายก้าวพลาดเมื่อไหร ก็พร้อมจะเข้าซ้ำทันที โดยที่ คสช.ในฐานะนักเลือกตั้งสมัครเล่นคาดไม่ถึง

‘สามมิตร’ เขย่าเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556432

  • วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 09:28 น.

'สามมิตร' เขย่าเพื่อไทย 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย​์

ร้อนจนเพื่อไทยต้องรีบออกมาร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตรวจสอบปฏิบัติการดูดของกลุ่มสามมิตรที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงขั้น​หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะสั่นคลอนความเป็นเอกภาพภายในพรรค ที่นับวันมีแต่จะถูกกัดเซาะหนักขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่

​ที่สำคัญปฏิบัติการดูดแบบเปิดเผยที่ท้าทายคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่เหมือนคำสั่งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรที่เดินเกมหนักขึ้นเรื่อยๆ

​อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า​ “เขาไม่ได้ไปหาเสียงอะไร ขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่มีการเปิดตัว เขาไม่ได้คุยกันเรื่องต่อต้านอะไร ไม่ได้รวมตัวกันเพื่อปั่นป่วนทำให้เกิดความวุ่นวายในรัฐบาล ซึ่งการพูดคุยดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่เรื่องการทำงานทางการเมือง”

ยิ่งเสมือนเป็นใบเบิกทางให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรรุกหนักได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลต่อกฎกติกาที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรค

ที่ผ่านมา “เพื่อไทย” พยายามแสดงความเป็นปึกแผ่นภายในพรรคโต้กระแสเลือดไหลไม่หยุด โดยยืนยันว่ากลุ่มที่ไหลออกแบบชัดเจนมีเพียงแค่ จ.เลย ส่วนที่เหลือเป็นเพียงแค่กระแสข่าว หลายคนยังยืนยันอยู่กับพรรคในเวลานี้​

อีกทั้งกลุ่มที่ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหลายคนเป็น​แค่อดีต สส.-สว.ที่ห่างพื้นที่ไปนาน รวมไปถึงกลุ่มที่มีปัญหาส่วนตัว มีคดีความ ​บางส่วนเป็นเรื่องของการทับซ้อนในพื้นที่จากระบบเขตเลือกตั้งที่ลดลง 400 เขต เหลือ 350 เขต หลายคนที่อาจไม่ได้ลงระบบเขตจึงย้ายออกไป

พร้อมแสดงความมั่นใจว่าเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรก็ยังจะชนะการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา

แต่จากการขยับที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นว่าเพื่อไทยไม่อาจนิ่งนอนใจการรุกคืบของกลุ่มสามมิตรในฐานะแกนนำ​ที่กำลังขยับดึงอดีต สส.เพื่อไทย ไปเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐที่มีความเข้มแข็ง ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน จนเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าที่ผ่านมาของ​เพื่อไทย

ดังจะเห็นจากการตัดไฟแต่ต้นลม ยื่นเรื่องต่อ กกต.​ ทั้งให้ระงับ ไม่อนุญาตให้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ และตรวจสอบกรณีกลุ่มสามมิตรที่นำโดย ​สมศักดิ์ เทพสุทิน ​สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เนื่องจากมีการดูดอดีต สส.เพื่อไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ

อันอาจเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (4) ที่บัญญัติห้ามมิให้คณะรัฐมนตรีใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 30, 31 ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค และห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด จากพรรคการเมือง หรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก โดยจะมีโทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 1-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

นอกจาก ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข และวันชัย บุษบา อดีต สส.เลย ที่เปิดตัวย้ายซบพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการแล้ว หลายพื้นที่เริ่มเห็นการขยับ​ต่อสายพูดคุยจาก “กลุ่มสามมิตร” และอยู่ระหว่างการตกลงในรายละเอียด

ไม่ว่าจะเป็น สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปจนถึงอดีตสส.ทั้งใน จ.ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อุดรธานี ​แม้แต่นครปฐมของตระกูลสะสมทรัพย์ เวลานี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเหนียวแน่นอยู่กับเพื่อไทยแค่ไหน

นับจากนี้จึงมีโอกาสที่เห็นการทยอยเปิดตัว สส.​ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปอยู่กับพลังประชารัฐ

เมื่อฝั่งพลังประชารัฐเองก็ต้องเร่งสร้างราคาให้เห็นว่าเป็นเป้าหมายที่หลายคนต้องการย้ายเข้า ทั้งดึงดูดคนที่กำลังคิดหนักว่าจะย้ายหรือไม่ย้าย อีกด้านหากตัดสินใจย้ายช้าเกินไปย่อมอาจไม่ทันคนอื่นที่ได้รับการทาบทามจนเกิดการทับซ้อนในเรื่องพื้นที่

​ช่วงโค้งสุดท้ายปรากฏการณ์ไหลออกจึงน่าจะหนักขึ้นในช่วงใกล้เดดไลน์ที่ต้องแสดงความชัดเจนว่าแต่ละคนจะลงสมัครในนามพรรคใด

เวทีนี้ไม่มีมาตรา 44 “บิ๊กตู่” ศึกหนักเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556333

  • วันที่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

เวทีนี้ไม่มีมาตรา 44 "บิ๊กตู่" ศึกหนักเลือกตั้ง

สนามเลือกตั้งที่”พล.อ.ประยุทธ์”ต้องลงมาสู้โดยไม่มีมาตรา 44 ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้อเอาไว้แล้วก็ตาม

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าการเลือกตั้งครั้งแรกของไทยในรอบหลายปีกำลังเกิดขึ้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอนจึงเหลือเพียงการรอให้มีผลใช้บังคับและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อสมทบกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีกสองฉบับที่เพิ่งประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยเมื่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับได้มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะเข้าสู่การนับถอยหลังอีก 150 วัน เพื่อไปสู่วันเดินเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนต่อไป

พอการเลือกตั้งเกิดความชัดเจนขึ้นมา กลายเป็นแต้มบวกของรัฐบาลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดทันที โดยจะเห็นว่ากลุ่มต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีก

เรียกได้ว่าทุกอย่างเข้าทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เหลือแต่เพียงเก็บแต้มการเมืองให้เหนือคู่แข่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า

แต่กระนั้นสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะระหว่างทางจะต้องเจอกับวิบากกรรมอีกจำนวนไม่น้อย

1.ไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แน่นอนว่าเมื่อลงสนามเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างจะกลับเท่ากันหมด เท่ากับว่าพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็จะไม่อาจใช้มาตรา 44 ได้อย่างเต็มที่ โดยอาจจะใช้ได้แต่เพียงเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น

การที่คนคนหนึ่งอยู่อำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์แบบมาเป็นเวลาถึง 4 ปี เมื่อวันหนึ่งไม่อาจสามารถใช้อำนาจนั้นได้ ก็อาจมีผลต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มากก็น้อย

2.ไพรมารีโหวต ประเด็นนี้อาจไม่มีผลต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง แต่จะมีผลต่อตัวพรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ

หากก่อนการเลือกตั้ง คสช.ไม่ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน เท่ากับว่าทุกพรรคการเมืองต้องเข้าสู่ระบบการทำไพรมารีโหวตเหมือนกัน โดยต้องดำเนินการทั้งการสาขาพรรคการเมืองประจำภาค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อยและอาจไม่ทันเวลา

การทำไพรมารีโหวต กฎหมายพรรคการเมืองก็กำหนดไว้ชัดว่าหากไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งใด ก็จะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงในเขตนั้นได้

3.การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเป็นกระดูกชิ้นโตที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญอย่างแน่นอน เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังถูกจองกฐินจากหลายฝ่ายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย

ทั้งสองพรรคต้องต่างขุดผลงานแง่ลบมาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐไม่เว้นวัน และอาจพุ่งเป้าไปที่การสืบทอดอำนาจของ คสช. อันเป็นประเด็นที่อ่อนไหวพอสมควร

พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานั้นที่ไม่อาจใช้มาตรา 44 ได้เต็มที่ จะต้องออกแรงพอสมควรกับสู้กับนักเลือกตั้งที่มีเล่ห์เหลี่ยมรอบตัว ซึ่งจะเป็นขวากหนามที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปไม่ถึงดวงดาว

4.การบริหารความขัดแย้งภายใน ตามข่าวที่ปรากฏ พรรคพลังประชารัฐจะเป็นแลนดิ้งให้กับพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อลงจากอำนาจ แต่โครงสร้างของพรรคนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอดีต สส.ที่ถูกดูดมาจากพรรคการเมืองใหญ่ ตรงนี้เองจะเป็นปัญหาที่เกิดภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บรรดาอดีต สส.ที่สละทิ้งมาจากพรรคใหญ่ ย่อมต้องการต่อรองให้ได้มาซึ่งประโยชน์สูงสุดในทางการเมืองของตัวเอง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ และจองพื้นที่สมัคร สส. แม้จะมีแกนนำที่เป็นนักการเมืองใหญ่คอยสกรีนปัญหาให้ก่อน แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะช่วยให้พรรคไม่เกิดปัญหาได้แต่อย่างใด

5.การบริหารราชการแผ่นดินระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเลือกตั้ง และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองหาเสียงได้นั้น คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ 3 ประการ

(1) ต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นอนุมัติโครงการสร้างความผูกพันให้กับรัฐบาลต่อไป เว้นแต่ที่กําหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจําปี

(2) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้าย หรือให้พ้นจากตําแหน่งข้าราชการ เว้นแต่ กกต.จะเห็นชอบ

(3) ไม่กระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เว้นแต่กกต.จะเห็นชอบ

(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เป็นกรอบที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมา หากเพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวพลาดแค่ก้าวเดียว อาจนำมาซึ่งการฟ้องคดีเลือกตั้งและมีผลต่อการหาเสียงในระยะยาวได้ ดังเช่นที่รัฐบาลในอดีตเคยเจอมาแล้ว

ที่สุดแล้วสนามเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงมาสู้โดยไม่มีมาตรา 44 จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้อเอาไว้แล้วก็ตาม

ตีกรอบการเมือง ล็อกยุทธศาสตร์ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556203

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 11:21 น.

ตีกรอบการเมือง ล็อกยุทธศาสตร์ชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ เป็นกรอบบังคับการบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2560-2579 ภายใต้วิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป้าหมายคือ อีก 20 ปีข้างหน้า ไทยต้องหลุดพ้นจากประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำชัดว่าไม่ใช่แผนการสืบทอดอำนาจของ คสช.

แต่ไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายพรรคการเมืองที่ไม่พอใจ เพราะไม่อาจนำเสนอนโยบายของตัวเองในการหาเสียงเลือกตั้งได้ กลไกสำคัญที่ คสช.วางไว้เพื่อบล็อกไม่ให้ฝ่ายการเมืองนำเสนอนโยบายตามอำเภอใจ หรือนโยบายประชานิยมหวังโกยคะแนนเสียง คือ “ระเบียบว่าด้วยการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. …” ที่ตีกรอบไม่ให้รัฐบาลใหม่ออกนอกลู่นอกทาง เพราะหากไม่เดินตามที่ยุทธศาสตร์ชาติวางไว้ ย่อมมีความผิดโทษหนักต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถึงขั้นยุบพรรคโทษฐานกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการติดตามประเมินผล แบ่งได้เป็นระดับพื้นที่และระดับกระทรวงมุ่งประเมินความสำเร็จของแผนงาน โครงการของจังหวัดและกระทรวง โดยพิจารณาปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบโดยใช้โมเดลเชิงตรรกะ เป็นเครื่องมือ ส่วนการติดตามประเมินผลในระดับยุทธศาสตร์ที่มุ่งประเมินความสำเร็จของการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ จะใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องมือในการศึกษาเปรียบเทียบการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบระหว่างค่าที่เกิดขึ้นจริงกับค่าที่คาดหวังในแต่ละตัวชี้วัด

ทั้งนี้ การติดตามประเมินผลมี 2 มิติ คือ มิติที่ 1 ระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นระดับที่เป็นเป้าหมายที่คาดหวังจะพัฒนาประเทศ เป็นจุดสูงสุดของรูปสามเหลี่ยมที่ต้องการให้เกิดในมุมมองมิติระดับยุทธศาสตร์ จะเป็นการมองผลผลิตที่คาดหวัง ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และผลกระทบที่คาดหวัง ซึ่ง สศช.จัดทำรายงานติดตามประเมินผล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงกับแผนงาน โครงการทั้งในระดับกระทรวงและพื้นที่ และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยการใช้ตัวชี้วัดผลผลิตร่วม ตัวชี้ผลลัพธ์ร่วม ตัวชี้วัดผลกระทบร่วม เป็นเครื่องมือวัดผลการพัฒนาในภาพรวมของประเทศ

มิติที่ 2 นี้เป็นระดับปฏิบัติการที่นำโครงการ แผนงาน กิจกรรมและมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากการนำแนวทางการพัฒนาของยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ เป็นการมองผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ความสำเร็จในระดับยุทธศาสตร์จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยความสำเร็จจากการดำเนินงานของโครงการ แผนงาน กิจกรรมและมาตรการต่างๆ ทั้งในระดับกระทรวง และระดับพื้นที่ ซึ่งกระทรวงร่วมกับพื้นที่จังหวัดต้องทำหน้าที่จัดทำรายงานติดตามประเมินผล แผนงาน โครงการ ทั้งในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลแผนพัฒนาฯ และยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมเทคนิค วิธีการ หลักการ แนวคิดในการประเมินผลแผนงานโครงการให้กับหน่วยงานปฏิบัติให้มีความรู้ความสามารถในการติดตาม ประเมินผลแผนงานโครงการควบคู่ไปกับสร้างระบบตรวจสอบระบบติดตามประเมินผล เพื่อปรับระบบติดตามประเมินผลให้มีมาตรฐานสากล โดยในทุกขั้นตอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนรวม รับฟังความคิดเห็น และตรวจสอบแผนงานโครงการ

นอกจากนี้ มีการวางระบบการติดตามประเมินผล 3 ระยะเวลา คือ 1.ประเมินผลก่อนการปฏิบัติการหรือก่อนเริ่มโครงการ 2.ขั้นตอนการจัดเตรียมนโยบายทั้งรูปกฎหมายและไม่ใช่กฎหมายเพื่อกลั่นกรองโครงการ เช่น ศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ต้นทุนการดำเนินงาน และ 3.การประเมินผลระหว่างดำเนินการ เป็นการติดตามประเมินผลความก้าวหน้าในระยะที่กำลังดำเนินงานเพื่อศึกษาว่ามีปัญหาอุปสรรคใดบ้างในการดำเนินงานทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน สำหรับการประเมินผลหลังการดำเนินงานเป็นการประเมินผลเพื่อสรุปเมื่อสิ้นสุดแผนแล้วได้รับความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุดตามมาตรา 11 ของกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หรือในกรณีที่สถานการณ์ของโลกหรือสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการตามเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ด้านหนึ่งด้านใดได้ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องให้ความเห็นชอบเท่านั้น

การเมืองฝุ่นตลบ ยกแรกการปั่นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556008

  • วันที่ 28 มิ.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

การเมืองฝุ่นตลบ ยกแรกการปั่นราคา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดฝุ่นตลบอีกครั้ง ในวันที่เส้นทางเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ในแง่กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลได้นำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.​ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ กล่าวยืนยันกับเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ว่า ต้นปีหน้าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งต่างๆ หลายฉบับทยอยประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว และการเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตยของไทยจะต้องมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเหมาะกับบริบทของความเป็นไทยด้วย

ขณะที่กระบวนการเตรียมความพร้อมเริ่มขยับ ล่าสุด การหารือ 4 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาล คสช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และพรรคการเมือง เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมการเลือกตั้งที่สโมสรทหารบก ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ทำให้เริ่มเห็นทิศทางความชัดเจนตามลำดับ

กรอบเวลาเลือกตั้งที่มีการพูดถึงในที่ประชุมอยู่ในช่วง​เดือน ก.พ.-พ.ค. โดยยึดเอาทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือนมาเป็นกรอบ​ทั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 วันที่ 31 มี.ค. 2562 และวันที่ 28 เม.ย. 2562 ​ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพิจารณาประกอบ

ความชัดเจนที่ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเริ่มการเคลื่อนไหวของอดีตนักการเมืองที่เริ่มขยับขยายทั้งการตั้งพรรคใหม่ หรือการย้ายไปสังกัดพรรคอื่นจนทำให้อดย้อนนึกถึงบรรยากาศ​การเมืองแบบเดิมๆ ซึ่งวนเวียนย้อนกลับมาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ปรากฏการณ์ดูดที่หนักหน่วงของพรรคพลังประชารัฐ​ ส่งผลให้การเมืองภายในพรรคหลายพรรคสั่นคลอน เกิดการไหลออกของอดีต สส.จนทางแกนนำ ผู้บริหารต้องรีบหามาตรการออกมาสกัดเป็นการด่วน

นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงรูปแบบการเมืองที่มีแต่จะเดินถอยหลัง และสวนทางกับการปฏิรูปที่รัฐบาล คสช.​กำลังเดินหน้าปลุกปั้น หวังว่าจะเดินหน้าวางบรรทัดฐานการเมืองในรูปแบบที่ควรจะเป็น

เดิมพันสำคัญของพรรคประชารัฐในการก้าวสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้คือเป้าหมายเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างพรรคเพื่อไทยที่ผูกขาดชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเวลานี้ ทั้งอำนาจรัฐและงบประมาณที่อัดฉีดลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง​ ทำให้พรรคพลังประชารัฐย่อมถูกมองว่าได้เปรียบ จนทำให้กลุ่มทุนไม่น้อยหันมาเลือกข้างสนับสนุนที่ยิ่งทำเป็นต่อในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่

การทยอยเปิดตัวของอดีต สส.​ที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จึงคล้ายเป็นโดมิโนตัวแรกดึงดูดให้บรรดาอดีต สส.ที่มั่นอกมั่นใจในฐานเสียงของตัวเองย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐที่มีกระสุนดินดำพร้อมเพรียง

​ยิ่งล่าสุดการออกมาขยับของกลุ่ม “สามมิตร” สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ส่งสัญญาณเดินหน้าเอาจริงในการเลือกตั้งรอบนี้ยิ่งปลุกให้การย้ายพรรคช่วงนี้คึกคักมากขึ้น

แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ชัดเจนโดยเฉพาะกระแสข่าวอดีต สส.กว่า 40 คน จากเพื่อไทยที่เตรียมย้ายไปสมทบกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะหากเช็กยอดจริงๆ หลายคนยังไม่ได้ประกาศตัวแสดงความชัดเจน

ไม่ต่างจากบรรยากาศเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าปรากฏการณ์ทำนองนี้เป็นเพียงแค่การปั่นราคาให้กับตัวเอง ก่อนที่จะชี้ขาดกันในช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง

อย่าลืมว่าแม้พลังประชารัฐจะมีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน แต่ด้วยฐานเสียงของเพื่อไทยที่เหนียวแน่นมายาวโดยเฉพาะพื้นที่อีสานและภาคเหนือ การย้ายออกไปลงสนามกับพรรคอื่นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการรักษาพื้นที่ของตัวเอง ในวันที่กระแสนิยม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังไม่ลดเลือนไป

การให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ล่าสุดของทักษิณ ยังระบุว่า เพื่อไทยจะชนะที่หนึ่งแน่นอน เมื่อเข้าคูหาแล้วประชาชนคิดอย่างไร อย่าประเมินประชาชนต่ำไป

“สส.ที่ออกจากเพื่อไทยมีน้อย ส่วนใหญ่ก็มีคดี จะได้หลุดคดีซะทีไปเหอะ ไปเข้าข้างนั้นเหอะ เพราะเขาเอาคดีมาขู่แล้ว กับอีกประเภทคือเป็นหนี้เป็นสิน อยู่ๆ เอาเงินก้อนใหญ่มาให้ก็น่าสนใจอยู่ กับอีกประเภทคืออาจจะมั่นใจตัวเองว่าตัวเองเป็นที่นิยมดีและคิดว่าได้ตังค์เยอะด้วยก็น่าจะไป”

สัญญาณเหล่านี้ย่อมกระตุกให้อดีต สส.ที่คิดจะย้ายพรรคต้องคิดหนักขึ้น โดยเฉพาะกับอนาคตทางการเมืองที่ไม่ได้จบแค่เพียงการเลือกตั้งครั้งนี้ ​การออกมาส่งสัญญาณย้ายพรรคบางครั้ง จึงอาจเป็นเพียงแค่การเช็กกระแสวัดการตอบรับในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไร

อีกด้านหนึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการปั่นราคาตัวเองให้ได้มากที่สุดในสถานการณ์ที่พรรคไหนๆ ก็ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะทำให้ตัวเองไปถึงจุดหมายที่ต้องการ

นี่จึงเป็นเพียงแค่ยกแรก​ที่ไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าใครจะย้ายเข้าย้ายออกไปพรรคไหนอย่างไร การแข่งขันจากนี้น่าจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ และทั้งหมดต้องรอจนถึงเดดไลน์สุดท้ายที่แต่ละคนต้องตัดสินใจ

‘ประยุทธ์’ เตรียมเปิดตัว ชิงจังหวะ ลดแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555870

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 11:39 น.

‘ประยุทธ์’ เตรียมเปิดตัว ชิงจังหวะ ลดแรงกดดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

“ผมสามารถที่จะให้คำตอบได้ในเดือน ก.ย. ผมจะให้ความชัดเจนกว่านี้เมื่อถึงเวลานั้น ผมยังมีเวลา”

สัญญาณชัดเจนจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กต่อการตัดสินใจว่าจะลงเล่นการเมืองหรือไม่

แม้ทาง พล.อ.ประยุทธ์​ จะตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคนไทย”  แต่หากถอดนัยทางการเมืองที่ระบุว่า “เมื่อผมเดินทางมาต่างประเทศ คนไทยบางส่วนที่ผมพบ ต้องการให้นโยบายของผมเดินหน้าต่อไปในประเทศไทย” ก็พอจะคาดเดาเส้นทางอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไม่ยาก

ทว่าเส้นทางที่ให้เลือกเดินสู่สนามการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เหลืออยู่ไม่มากนัก

ทั้งเรื่องการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าสู่สนามการเมืองอย่างเท่าเทียม และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจชี้ขาดในการลงคะแนนเลือกตั้ง

แต่แน่นอนว่าเส้นทางปิดตายไปแล้วด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ต้องลาออกภายใน 90 วัน ภายหลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ​

ทางเลือกจึงเหลืออยู่แค่ “นายกรัฐมนตรีคนใน” และ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

ในจังหวะที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งใกล้ประกาศใช้ จำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจว่าจะก้าวสู่ถนนการเมืองอย่างไร เพราะหากช้าเกินไปก็จะไม่เป็นผลดี

โดยเฉพาะหาก​ พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเปิดตัวในฐานะตัวเลือกนายกรัฐมนตรี 1 ใน 3 รายชื่อของพรรคใดพรรคหนึ่ง ที่จะเสนอให้ประชาชนพิจารณาก่อนการเลือกตั้ง ก็ต้องรีบตัดสินใจประกาศตัวเอง

เส้นทางนี้มีความเป็นไปได้สูงเพราะหากคำนวณจากตัวช่วยจาก 250 เสียง ของ สว.ชุดเฉพาะกาลแล้ว การจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล​ สามารถใช้เสียง สส.เพียงแค่ 126 เสียง

ล่าสุด ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กล่าวกับคนไทยในฝรั่งเศส ว่า “ขอเวลา 5 ปีแรก จะมีการคัดสรร สว. 200 คน และอีก 50 คน ไปคัดสรรมาจากประชาชน 200 คน ผมขอเลือกเองก็แล้วกัน คำว่าผมเลือกเองไม่ใช่ไปเลือกคนเดียว 200 คน ผมไม่รู้จัก ผมก็ต้องตั้งคณะทำงานไปเลือกคนแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายมา ซึ่งมีทุกกลุ่ม เพื่อให้เกิดการสอบทาน ตรวจสอบถ่วงดุลกัน”

อีกด้านหนึ่งจะเห็นการขยับเคลื่อนไหวตั้งพรรคพลังประชารัฐของคนใน คสช. ด้วยรูปแบบการดูด สส.จากพรรคต่างๆ และระยะหลังเริ่มเห็นปรากฏการณ์การขยายฐานเสียง ด้วยการดึงแนวร่วมจากการเมืองท้องถิ่น ด้วยการต่อสายผ่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ยังไม่รวมกับ “กองหนุน” บรรดาพรรคการเมืองที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สานต่อภารกิจการปฏิรูปที่เริ่มต้นไว้แล้วให้เดินไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

รวมทั้งล่าสุดกับการเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.​ ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นอีกกำลังสำคัญที่จะมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การเตรียมประกาศความชัดเจนทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์  ในเดือน ก.ย. จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่สุกงอมเพียงพอจะเห็นความชัดเจน ทั้งในแง่ความพร้อม คะแนนนิยม เรื่อยไปจนถึงบริบทอื่นๆ ​

ที่สำคัญการรีบประกาศความชัดเจนทางการเมืองด้านหนึ่งย่อมเป็นประโยชน์กับ คสช. ทั้งในแง่ความชัดเจนสำหรับการหาเสียงเพื่อให้บรรดากองเชียร์ได้ตัดสินใจถูกว่าจะเลือกสนับสนุนพรคใด ไม่ทำให้เสียงกระจัดกระจายในวันที่หลายพรรคประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

อีกด้านความชัดเจนจะช่วยลดแรงเสียดทานที่ย้อนกลับมายัง คสช. ซึ่งถูกมองว่าพยายามชิงความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ ในแง่มุมต่างๆ ในวันที่มีทั้งอำนาจรัฐและงบประมาณในมือ

แต่อีกด้านการเปิดหน้าสร้างความชัดเจนว่าจะลงสู่สนามการเมือง ย่อมหนีไม่พ้นที่จะเป็นเป้าให้ถูกฝ่ายการเมืองรุมถล่มในช่วงการหาเสียงในปมประเด็นความล้มเหลวในการบริหารงานที่ผ่านมา รวมทั้งเป้าใหญ่เรื่องการสืบทอดอำนาจที่อาจเป็นแรงฉุดย้อนกลับมาในอนาคต

แต่อย่างน้อยการเปิดหน้าเป็น 1 ใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ย่อมสง่างาม เพราะอย่างน้อยก็ผ่านฉันทามติของประชาชนมากกว่าการเป็นนายกฯ คนนอกที่จะลอยมาโดยขาดการยึดโยง

​ทั้งหมด ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมตัวต้องประกาศความชัดเจนกับการก้าวสู่สนามการเมืองเต็มตัว

‘ทักษิณ’ เคลื่อนแรง ‘เพื่อไทย’ เจอศึกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555742

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 11:41 น.

‘ทักษิณ’ เคลื่อนแรง ‘เพื่อไทย’ เจอศึกหนัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งมาตลอดสองทศวรรษ บารมีที่สร้างตลอดเส้นทางการใช้ชีวิตในสนามการเมือง ต่างทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งสืบทอดเจตนารมณ์มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยสามารถยืนอยู่เหนือทุกพรรคได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ยังไม่เคยแพ้เลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว

จึงไม่แปลกที่ทุกย่างก้าวของทักษิณ จะตกเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

ตลอด 4 ปีมานี้ มีจุดที่น่าสนใจเห็นจะเป็นการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตอบโต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติของทักษิณที่ไม่ค่อยมีมากนัก โดยมีเพียงกรณีที่ถูกพาดพิงจาก คสช.ว่าเป็นคนจ้างล็อบบี้ยิสต์ทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. แต่พอเรื่องนั้นซาลงไป ทักษิณก็ค่อนข้างเก็บตัวเป็นเวลาพอสมควร

จนกระทั่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ก็จะพบความเคลื่อนไหวของทักษิณอย่างมีนัยสำคัญผ่านการประกาศผ่านสำนักข่าวบีบีซีว่าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอน

“อย่าอันเดอร์เอสติเมตประชาชน (ประเมินประชาชนต่ำไป) วันนี้ประชาชนคนไทยเป็นคนพุทธเป็นส่วนใหญ่ อาจยอมอดทน อดกลั้น นั่งนิ่งเฉย รอไปก่อน คิดว่าวันหนึ่งเขาจะมีพลังแสดงอำนาจของเขาอย่างสุจริต

แล้ววันนั้นเราจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าลูกผู้ชายก็อย่าไปโกง เป็นลูกผู้ชายโดยเฉพาะชาติทหารนี่อย่าไปคิดโกงเลือกตั้งเป็นอันขาด อายเขา ไม่อายใคร ก็อายตัวเอง” ทักษิณ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

การพูดของทักษิณครั้งนี้มีผลในทางการเมืองที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก ต้องการหยุดภาวะเลือดไหลของพรรคเพื่อไทย เพราะนับตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐได้ขับเคลื่อนผ่าน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ส่งผลให้สมาชิกพรรคในภาคอีสานกำลังถูกโน้มน้าวให้เอาใจออกห่างจากพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกพรรคหลายคนหวั่นไหว เป็นเพราะความไม่ชัดเจนภายในพรรคเพื่อไทย ทั้งเรื่องการตั้งหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ รวมไปถึงตัวนายใหญ่ทักษิณจะยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่

แต่เมื่อทักษิณส่งสัญญาณอย่างที่ปรากฏในบีบีซี เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยยังมีนายใหญ่ให้การสนับสนุนอยู่

ประการสอง มีวัตถุประสงค์เตะตัดขา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายไปทวีปยุโรปเพื่อพบกับผู้นำของอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งหวังชิงพื้นที่จากสื่อมวลชนสร้างคะแนนความนิยม

ทว่า กลับถูกแย่งซีนไปแบบหน้าตาเฉย ภายหลังปรากฏคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณทางบีบีซีในช่วงเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเดินทาง แม้จะเสียหายกับ พล.อ.ประยุทธ์ มากนัก แต่ในทางการเมืองก็ต้องยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ เสียเหลี่ยมเล็กน้อย

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของทักษิณเที่ยวนี้ ส่งผลลบต่อพรรคเพื่อไทยเช่นกัน โดยเฉพาะการประกาศว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเข้ามาตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายลักษณะของการที่บุคคลภายนอกที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีโทษถึงขั้นยุบพรรคตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

“ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” สาระสำคัญของมาตรา 28 ที่อาจมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคการเมือง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแม้จะยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลของการเลือกตั้งเต็มตัว แต่พรรคเพื่อไทยก็ถูกจ้องจับผิดตั้งแต่หัววัน เท่ากับทุกก้าวของพรรคเพื่อไทยจะตกเป็นเป้าทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามในการรอเช็กบิล ทันทีที่พรรคเพื่อไทยตกหลุมที่กฎหมายขุดล่อเอาไว้

ดังนั้น การประกาศตัวเข้าสู่สนามการเมืองผ่านการสนับสนุนพรรคเพื่่อไทยอีกครั้งของทักษิณ จึงเป็นทั้งคุณและโทษแก่พรรคเพื่อไทยไปพร้อมกัน จากนี้ต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยจะงัดกระบวนท่าไหนมารับมือให้เดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง