เปิดถกพรรคการเมือง คสช.ลดอุณหภูมิเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555620

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 09:13 น.

เปิดถกพรรคการเมือง คสช.ลดอุณหภูมิเดือด

การออกเปิดเวทีให้กับพรรคการเมืองก่อนกำหนดในครั้งนี้ของคสช. จึงเป็นเหมือนการทอดไมตรีไปยังพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมาจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาล

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 4 ปี มีน้อยครั้งที่จะตั้งโต๊ะคุยกับพรรคการเมือง ส่วนใหญ่หนักไปทางเชิญนักการเมืองมาปรับทัศนคติมากกว่า เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของ คสช.

มีบางครั้งที่ คสช.เชิญพรรคการเมืองไปอย่างเป็นมิตร เมื่อครั้งเชิญไปหารือกันเรื่องการสร้างความปรองดอง แต่กระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่ไม่ได้ดำเนินการให้เกิดรูปธรรมเท่าใดนัก

คราวนี้ วันที่ 25 มิ.ย. เป็นอีกครั้งที่ คสช.และพรรคการเมืองเปิดห้องนั่งคุยกันเรื่องการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สโมสรกองทัพบก ซึ่งเป็นสถานที่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ได้ปิดประตูตีแมวนักการเมืองและทำการรัฐประหาร ทั้งๆ ที่เวลานั้นเชิญนักการเมืองเพื่อมาหาทางออกให้กับประเทศ

การประชุมร่วมกันระหว่าง คสช.และพรรคการเมือง วันที่ 25 มิ.ย. นับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองไม่น้อย เพราะจะเป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศจะได้เห็นความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น แม้จะยังไม่ได้ความชัดเจนถึงการประกาศวันเลือกตั้ง แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเลือกตั้งจะไม่ถูกบิดพลิ้วอีกครั้ง

สำหรับปัญหาที่พรรคการเมืองต่างต้องการได้ความชัดเจนมากที่สุดในเวลานี้ คือ จะปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะการปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อกจะมีผลโยงไปถึงการทำไพรมารีโหวตของพรรคการเมือง

การทำไพรมารีโหวตเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 กล่าวคือ เป็นเงื่อนไขที่พรรคการเมืองต้องทำ เพราะหากพรรคการเมืองไม่ทำตาม จะมีผลให้พรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้นการจะทำไพรมารีโหวตได้ จะต้องเริ่มจากการมีสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยจะได้มาซึ่งสาขาและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จำเป็นต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อทำการเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ดังกล่าว แต่ทั้งหมดก็ติดหล่มใหญ่ ตรงที่ไม่สามารถประชุมพรรคการเมือง เพราะ คสช.ยังไม่ยอมให้ทำกิจกรรมการเมือง

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ที่ผ่านมาพรรคการเมืองพยายามเรียกร้องและกดดันให้ คสช.ปลดล็อก แต่ดูไม่มีท่าทีที่ คสช.จะยอมถอยให้กับพรรคการเมืองเท่าใดนัก โดยอ้างว่าจะปลดล็อกให้ก็ต่อเมื่อร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

เมื่อการทำกิจกรรมทางการเมืองยังมีความคลุมเครืออยู่ ส่งผลให้ตัวแทนของพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์-พรรคเพื่อไทย” ไม่ค่อยให้ความร่วมมือมากนัก

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคเดินทางมาเอง กลับส่ง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรค และ “น.ต.สุธรรม ระหงษ์”

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ยืนยันชัดเจนไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับ คสช.ทุกประการ เช่นเดียวกับ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ไม่เข้าร่วมเหมือนกัน เพราะมองเห็นว่า คสช.ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองมากพอที่จะมากำหนดแนวทางการเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กต่างให้ความร่วมมือพอสมควร โดยส่งผู้มีอำนาจเข้ามาร่วมหารือ เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย “วราวุธ ศิลปอาชา” พรรคชาติพัฒนา จะเป็น “นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล” หัวหน้าพรรค นำมาเอง ไม่ต่างกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่จะมาด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าการหารือในครั้งนี้คงเป็นไปได้ยากที่จะได้ข้อสรุป หรือได้สิ่งที่พรรคการเมืองต้องการทั้งหมด เพราะ คสช.ก็ยังคงหวงอำนาจทางการเมืองพอสมควร

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าวัตถุประสงค์หลักของ คสช.ที่ดำเนินการเปิดโต๊ะคุยกับพรรคการเมืองก่อน ทั้งที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 53/2560 กำหนดให้หารือกันภายหลังกฎหมายเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบ 4 ฉบับ คือ ต้องการลดอุณหภูมิการเมืองให้เย็นลง

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคการเมืองกดดัน คสช.มาเป็นระยะเกี่ยวกับความชัดเจนต่างๆ ในการเลือกตั้ง แต่ คสช.กลับมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรมากนัก แถมออกอาการขู่ว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง เพราะมองว่าประเทศยังไม่มีความสงบ มีผลให้บรรยากาศการเมืองไม่ค่อยดีมากนัก

ไม่เพียงเท่านี้ ยังทำให้ คสช.ตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองด้วย อันมีผลไปถึงการเก็บแต้มการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ ที่กำลังเดินสายทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น การออกเปิดเวทีให้กับพรรคการเมืองก่อนกำหนด จึงเป็นเหมือนการทอดไมตรีไปยังพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมาจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง

เพราะถึงอย่างไรเสีย การเมืองย่อมไม่มีมิตรและศัตรูถาวร

ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555273

  • วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ การเลือกตั้งจะยังไม่กำหนดวันเวลาออกมาชัดเจน แต่อีกด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุเป็นนัยว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญ

“สิ่งสำคัญที่สุด คสช.กำลังพิจารณาอยู่คือ การเตรียมการไปสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก นั่นคือเรื่องสำคัญอีกเรื่อง ฉะนั้นอย่าหาว่าเอาเรื่องนี้มาอ้าง เป็นคนละเรื่อง ผมต้องการให้ประเทศสงบ มีเสถียรภาพและมีผลต่อการลงทุนในช่วงเวลานี้ เรื่องการเลือกตั้งเราก็เดินของเราไป ให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ผมไม่เห็นจะมีความขัดแย้งอะไรกัน อย่าลืม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นระหว่างปฏิบัติราชการที่ประเทศอังกฤษและได้พบกับ เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายกฯ ไทยยังยืนยันอีกว่าไทยจะมีการเลือกตั้งแน่นอนในปีหน้า เพราะร่างกฎหมายสำคัญได้ผ่านการพิจารณาแล้ว

เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความชัดเจนว่าจะไม่มีการบิดพลิ้วเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องขอรอเวลาให้ทุกอย่างลงตัวเพื่อเคาะวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เงื่อนไขที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องการหารือร่วมกันระหว่าง คสช.และพรรคการเมืองในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับกติกาการเลือกตั้ง รวมไปถึงว่าจะเอาอย่างไรกับการทำไพรมารีโหวตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาให้กับทุกพรรคการเมือง

แต่กระนั้นท่ามกลางกระบวนการกำหนดวันเลือกตั้ง ทว่าอีกมุมหนึ่งกำลังเกิดปรากฏว่าตลาดช็อปปิ้ง สส.กำลังเป็นไปอย่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาสู่ถนนการเมืองของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ในนามแกนนำพรรคพลังประชารัฐ และมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ คอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

เป้าหมายหลักอยู่ที่การตัดแขนตัดขาพรรคเพื่อไทยด้วยการดูดดึงอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือให้มากที่สุด เพราะฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอยู่กับสองภาคนี้ ซึ่งการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาต่างยืนอยู่ได้เพราะอาศัยความมั่นคงของภาคอีสานและภาคเหนือ

ตอนแรกใครๆ คิดว่า บรรดาอดีต สส.พรรคเพื่อไทยคงไม่กล้าทิ้งพรรค เพราะติดกับบารมีของ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่มาจุดนี้เงื่อนไขต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ภายหลัง คสช.ครองอำนาจการเมืองได้นานถึง 4 ปี

“สุริยะ” มีเงิน “สมศักดิ์” มีบารมี “สมคิด” มีอำนาจ จึงไม่แปลกที่เมื่อเดินสายพบอดี ตสส.จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากพวกนักเลือกตั้งต่างมีความสามารถพิเศษในการเป็น “นกรู้” ว่าทิศทางลมในขณะนี้ควรอยู่ข้างไหนถึงจะเป็นฝ่ายชนะ

ประกอบกับสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเองค่อนข้างง่อนแง่น ไล่ตั้งแต่สภาพของการยังหาหัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผู้นำพรรค ไม่เพียงเท่านั้นบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนก็มีคดีอยู่ในระหว่างการดำเนินการเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าชายคาพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นคงเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าจะจมลงไปพร้อมกับพรรค

อย่างไรก็ดี หากจะหาปัจจัยที่ทำให้ตลาด สส.ระอุอย่างไม่น่าเชื่อ คือ ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม

ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวกำหนดให้มี สส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 350 และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสส.แบ่งเขตเพียงใบเดียวในการคำนวณหาจำนวน สส.แบ่งเขตและ สส.บัญชีรายชื่อ

ที่สำคัญขั้นตอนของการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อนั้นยังเอาคะแนนของคนที่แพ้ในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคิดเพื่อกำหนดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย

วิธีการดังกล่าวเป็นประโยชน์ในเชิงทฤษฎีทางวิชาการ และเป็นคุณในทางปฏิบัติแก่นักเลือกตั้งด้วย

นักเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต สส.ระบบแบ่งเขตที่มีฐานของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ย่อมอาศัยความได้เปรียบตรงนี้ต่อรองเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง

อย่างน้อยถ้าเป็นคนที่มีคะแนนแต่ไม่ชนะในเขตนั้น สามารถเอาคะแนนส่วนนี้ไปช่วยเกื้อหนุนให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อแทน หรืออาจจะได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็นผู้ช่วยหรือเลขารัฐมนตรีก็ได้ เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับคะแนนที่ช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ

บรรดานักเลือกตั้งแถวสองหรือแถวสามที่ไม่ใช่เกรดเอ แต่พอมีคะแนนอยู่บ้าง จึงเป็นที่โปรดปรานของบรรดาพรรคการเมืองใหม่ที่มีทุนหนาอย่างพรรคพลังประชารัฐในขณะนี้

ถึงกระนั้นความคึกคักของตลาด สส.ไม่ได้สร้างประโยชน์แก่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้น เพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.เป็นหนึ่งในหัวเรือใหญ่ ได้รับอานิสงส์ไม่แพ้กัน

โดยจะเป็นโอกาสให้พวกที่ไม่เคยได้ลงสมัคร สส.ภาคใต้ในนามพรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสลืมตาอ้าปากขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกขาประจำที่ผูกขาดการเป็นผู้สมัครค่ายสะตอมาหลาย 10 ปี

ดังนั้น จึงกลายเป็นสถานการณ์ฟ้าเปิดสำหรับบรรดาอดีต สส.ในการย้ายพรรค แต่เป็นภาวะที่ปวดหัวของพรรคใหญ่ที่เจออภินิหารของระบบเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงสนามเลือกตั้งด้วยซ้ำ

ถกพรรคการเมือง เปิดรูคลายแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555192

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 14:50 น.

ถกพรรคการเมือง เปิดรูคลายแรงกดดัน

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการเชิญนักการเมืองมาร่วมพูดคุยช่วงปลายเดือน มิ.ย. นับเป็นอีกหนึ่งในความพยายามสลายแรงกดดันที่ถาโถมมายังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ตามโรดแมปที่เคยประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

ยิ่งหากจับ “ท่าที” ช่วงที่ผ่านมาของคนใน คสช. ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพบสัญญาณการแบ่งรับแบ่งสู้ที่พร้อมจะขยับการเลือกตั้งออกไปได้เรื่อยๆ หากมีเงื่อนไขหรือ ปัจจัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันจะถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างได้

สอดรับไปกับท่าทีการเลื่อนเลือกตั้งที่ร่นเวลามาเรื่อยๆ จนมีแนวโน้มว่าจะเกินเดือน ก.พ. 2562 ตามเดดไลน์สุดท้ายที่เคยประกาศเอาไว้

โดยเฉพาะกับหลายปัญหาที่ยังไม่คลี่คลายง่ายๆ จนหลายฝ่ายเริ่มห่วงว่าอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะที่พรรคการเมืองเองก็ถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี และยังไม่เห็นสัญญาณจาก คสช.ว่าจะปลดล็อกให้ดำเนินกิจกรรมได้เมื่อไหร่ อย่างไร

ล่าสุดมีแนวโน้มที่ คสช.จะปลดล็อกทีละขั้น เริ่มจากให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี เลือกกรรมการบริหารพรรค แก้ไขหรือยกร่างข้อบังคับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นไฟต์บังคับที่ทุกพรรคการเมืองต้องทำเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมืองใหม่และรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

จากนั้นจึงมาพิจารณากระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำไพรมารีโหวต ที่มีข้อเสนอให้ทั้งงดเว้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ หรือหากจะต้องดำเนินการทำไพรมารีโหวตจริงก็อาจต้องให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เข้ามาตัดตอนรีบแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จเรียบร้อยเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำทันตามกรอบเวลา

ในช่วงที่เส้นทางการเมืองยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายฝ่ายจึงจับจ้องไปยังการประชุมหารือระหว่างพรรคการเมืองและรัฐบาล คสช. หลังจากรอบที่แล้วเป็นการหารือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ข้อสรุปชัดเจนมากขึ้น

แต่รอบนี้การหารือร่วมกับพรรคการเมืองกลับถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การลดแรงกดดันจากฝั่งการเมือง ที่ไม่ได้หวังผลจริงจังหรือต้องการรับฟังเสียงสะท้อนจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง จนทำให้หลายพรรคประกาศไม่ร่วมการหารือในรอบนี้

จน​ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาดักคอว่าการรีบปฏิเสธไม่ร่วมหารือจะทำให้เสียบรรยากาศเปล่าๆ เมื่อถึงเวลาตอนนั้นจะเห็นเองว่าตัวเองจำเป็นต้องมา ไม่เช่นนั้นจะตกขบวน ขอให้รอดูตอนนั้นดีกว่า แล้วจะรู้ว่ามีประโยชน์

ขณะที่บางฝ่ายกลับเห็นว่าการหารือของพรรคการเมืองรอบนี้จะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามขั้นตอนสู่การเลือกตั้ง

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ​พรรคชาติพัฒนาคิดว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีและถือเป็นการเคาต์ดาวน์สู่การเลือกตั้งที่จะเป็นสัญญาณบวกของประเทศ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศ

แต่หากมองลึกๆ แล้วการหารือครั้งนี้ไม่ง่ายที่ข้อเสนอจากพรรคการเมืองจะถูกตอบสนองจากฝั่ง คสช. เพราะข้อเสนอหลักที่พรรคการเมืองต้องการ หนีไม่พ้นเรื่องการเร่งปลดล็อกให้ทำกิจกรรม และหาเสียงได้อิสระ ซึ่ง คสช.ส่งสัญญาณเตรียมปลดล็อกท้ายสุด

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุว่า การพูดคุยจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากการเยือนสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศส

“ผมอยากฟังว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ซึ่งลักษณะการพูดคุยจะมีผม กกต. และวิษณุ จะไปนั่งรับฟังให้เขาถาม อะไรที่เราตอบได้ ก็จะตอบ อันไหนที่เรายังทำไม่ได้ ก็จะเตรียมข้อมูลต่างๆ ไป ชี้แจงในการประชุม แล้วนำมาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เราเพิ่งเชิญไป แล้วแต่ใครอยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา”

ตอกย้ำว่า สถานะของ พล.อ.ประวิตร เป็นเพียงแค่ผู้รับสารที่จะนำข้อมูลข้อเสนอจากพรรคการเมืองไปเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ อีกทอดหนึ่ง ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือให้หลักประกันใดๆ กับพรรคการเมืองได้

รูปแบบการหารือจึงน่าจะออกมาในทำนอง​เป็นเพียงแค่การให้ข้อมูลจากฟัง คสช.เสียมากกว่า ส่วนข้อเสนอจากพรรคการเมืองนั้น หาก คสช.จะทำตามที่ขอคงทำให้ตั้งแต่แรกไม่ต้องรอมาจนถึงเวลานี้

ยิ่งหากฟังเสียงสะท้อนก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยมองว่าการยื้อเวลาปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ เป็นไปเพราะต้องการชิงความได้เปรียบทางการเมือง ในวันที่พรรคพลังประชารัฐเดินหน้า ติดเครื่องเตรียมลงขับเคี่ยวในสนามเลือกตั้งรอบใหม่

สอดรับไปกับปรากฏการณ์ดูด ที่หนักข้อขึ้นจนพรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอว่าทำให้การเมืองเดินย้อนหลัง และสวนทางการปฏิรูป จนมาถึงกระแสข่าวเรื่องการออกแรงบีบให้นายก อบจ.ในบางพื้นที่เข้ามาร่วมเป็นกลไกสนับสนุนการทำพื้นที่ให้กับ คสช.

ทั้งหมดล้วนแต่ยิ่งก่อตัวเป็นแรงกดดันที่ย้อนกลับมายัง คสช. การหารือร่วมกับพรรคการเมืองจึงเสมือนเป็นรูระบายคลายความกดดันที่มีต่อ คสช.ให้ลดน้อยลงไป

‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก สองพรรคใหญ่ระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554898

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 10:42 น.

‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก  สองพรรคใหญ่ระส่ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีกของรัฐบาล ปรากฏว่าไม่ค่อยแสดงอาการบ่งบอกถึงการหาเงื่อนไขเพื่อมาทำให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไป ดังจะเห็นได้จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560

นอกจากนี้ แม้แต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยืนยันต่อสาธารณะหลายครั้งว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นตามโรดแมปอย่างแน่นอน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจยินดีกับท่าทีของผู้นำรัฐบาลที่ช่วยให้การเมืองเกิดความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีเพียงแต่ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่น่าสนใจเท่านั้น เนื่องจากภายหลังกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับอย่างพร้อมเพรียง จะพบได้ว่ามีความเคลื่อนไหวและตัวละครการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องแรกที่น่าสนใจหนีไม่พ้นการประกาศตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” และการขอกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้งของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส.

แน่นอนว่าพรรคการเมืองนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอยู่กับ คสช.อยู่ไม่มากก็น้อย กล่าวคือ อาจารย์เอนก เคยทำงานร่วมกับ คสช.มาก่อนทั้งในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง

โดยในตำแหน่งหลังนี้ทำให้บทบาทของอาจารย์เอนก โดดเด่นเห็นชัดเป็นอย่างมาก เพราะการที่ต้องเข้าไปประสานงานเพื่อเสริมสร้างความปรองดองกับทุกฝ่าย ช่วยให้อาจารย์เอนกไม่ติดภาพว่าตัวเองอยู่ข้างใดข้างหนึ่งชัดเจนมากนัก ตรงนี้เองได้กลายเป็นจุดขายของพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่จะเน้นการสร้างความปรองดองเป็นหลัก

ส่วนอีกความเคลื่อนไหว คือ การเดินเกมของ “พรรคพลังประชารัฐ” ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนี้ไม่ได้ปรากฏในรูปของพรรคการเมืองเท่าใดนัก แต่ปรากฏให้เห็นจากบรรดาว่าที่แกนนำพรรคต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”

ล่าสุด “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย ทั้งสมศักดิ์และสุริยะต่างประสานงานเพื่อดึงอดีต สส.เข้ามาร่วมงาน

การขยับตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบไปถึงสองพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” ไม่มากก็น้อย

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์รับผลกระทบเต็มๆ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย อย่างที่ทราบกันดีว่าสุเทพนั้นเป็นผู้มากบารมีในการเมืองภาคใต้ แม้จะยังไม่เท่ากับนายหัว “ชวน หลีกภัย” แต่สุเทพมีแม่เหล็กดึงดูดมากพอที่จะโน้มน้าวให้บรรดาคนแถวหนึ่งหรือแถวสองของประชาธิปัตย์เข้ามาอยู่กับกำนันสุเทพได้

ยิ่งเวลานี้ “สุเทพ” เป็นหนึ่งในสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. เท่ากับว่าหากใครมาอยู่กับสุเทพย่อมได้อะไรติดไม้ติดมืออย่างแน่นอน

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ถึงแม้ภาพของ “ทักษิณ ชินวัตร” จะยังคงเป็นขวัญใจของคนอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานกำลังหลักของพรรคเพื่อไทย แต่อีกด้านหนึ่งต้องไม่ลืมว่า คสช.เองเดินเกมรุกทางการเมืองค่อนข้างหนักพอสมควร ทั้งการอัดงบประมาณและโครงการเข้าไปในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในนาม “ประชารัฐ” หรือ “ไทยนิยม”

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าพรรคเพื่อไทยถูกแช่แข็งห้ามเล่นการเมืองมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ผิดกับ คสช.ที่มีทั้งงบประมาณและอำนาจทางการเมือง จึงทำให้ คสช.สามารถเดินเก็บแต้มการเมืองได้แต่เพียงฝ่ายเดียว แซงหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ ไปพอสมควร

พื้นที่การเมืองที่เว้นว่าง สส.มาร่วม 4 ปี กลายเป็นโอกาสของ คสช.ในการช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสำหรับการปูทางกลับเข้ามาสืบทอดอำนาจในอนาคต หลังการเลือกตั้ง ดังนั้น พรรคเพื่อไทยที่เคยคิดว่าจะกินบุญเก่าและหากินกับความเป็นทักษิณไปอีกเรื่อยๆ อาจจะต้องผิดหวังได้

ไม่เพียงเท่านี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้อดีต สส.ของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เอาใจออกห่างและจะมาเข้ากับสองพรรคการเมืองใหม่ คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคกันเอง

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์นั้นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นชัดว่าพรรคการเมืองนี้ไม่ชนะการเลือกตั้งมาร่วมสองทศวรรษแล้ว ทำให้สมาชิกหลายคนไม่มั่นใจว่าในสภาพแบบนี้พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถลืมตาอ้าปากได้หรือไม่

ด้าน พรรคเพื่อไทย ก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ความขัดแย้งภายในที่เกี่ยวกับการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งเกิดกระแสต่อต้าน “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นระยะ นอกจากนี้การมีทักษิณเป็นผู้นำพรรคต่อไป อาจมีผลให้เป็นเป้าทางการเมืองไม่จบไม่สิ้น

ดังนั้น เมื่อทั้งสองพรรคเกิดความอ่อนแอ จึงกลายเป็นจังหวะดีที่พรรคการเมืองใหม่ที่อุดมไปด้วยเงินและบารมีในการตีท้ายครัวในแบบที่พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเกิดอาการระส่ำทันที

เลือกตั้ง”อบจ.” เกมเช็กกำลัง”คสช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554799

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

เลือกตั้ง"อบจ." เกมเช็กกำลัง"คสช."

ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นดัชนีที่ชี้วัดทั้งความนิยม และความเข้มแข็งในกลไกพื้นที่ว่ามีมากน้อยเพียงไร

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติ ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ภายในปีนี้หรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมในแต่ละด้าน ตลอดจน​นโยบายจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อไหร่

เบื้องต้น วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แบ่งรับแบ่งสู้ว่ายังไม่รู้การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือไม่ ขณะนี้การจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% กำลังไล่ทบทวนอยู่ แต่มีการแก้ไขในเนื้อหาสาระจำนวนมาก ทั้งเรื่องจำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และวิธีในการเลือก เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สส.

ทั้งนี้ เมื่อผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้ และส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. ต่อจากนั้นเป็นขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

“ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น จะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก่อนหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพียงแต่อะไรที่ง่ายจะเปิดให้ทำก่อน แต่อะไรที่ง่ายบ้างนั้นก็ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่แน่ใจเหมือนกัน”​ วิษณุ ระบุ

สอดรับไปกับเงื่อนไข “การปลดล็อกทางการเมือง” ภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่าง รัฐบาล กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและเตรียมนำข้อสรุป 4 ข้อ เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อคลายล็อกทางการเมืองต่อไปตามลำดับ

ที่สำคัญการสมัครเป็นสมาชิกท้องถิ่นไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ทำเป็นพรรค ไม่ต้องมีการประชุมพรรค ต่อให้ยังไม่มีการปลดล็อกก็ไม่กระทบต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยตรง

ยิ่งหากจับสัญญาณจากพรรคการเมืองที่บางพรรคประกาศจะไม่เข้าร่วมหารือกับทางรัฐบาลในปลายเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ​และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการหารือ

นั่นอาจทำให้การหารือนี้ต้องเลื่อนออกไปได้ เพราะไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าจะต้องจัดเมื่อใด จนอาจเป็นเงื่อนไขที่จะหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในภายหลังหากต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไป

ต่างจากเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งรอเพียงความพร้อมในด้านกฎหมายและไฟเขียวจาก คสช.​ก็สามารถเริ่มต้นได้ในทันที ซึ่งหลายพื้นที่ในเวลานี้มีความพร้อม โดยเฉพาะสถานการณ์เวลานี้ผู้บริหารระดับท้องถิ่นทยอยพ้นจากตำแหน่งจนครบทุกจังหวัด เหลืออยู่รักษาการปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะคำสั่ง คสช.

อีกด้านการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งใหญ่ ยังจะสามารถช่วยลดแรงกดดันอันจะย้อนกลับมายัง คสช.​ในภายหลัง หากการเลือกตั้งใหญ่​อาจมีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปจากกรอบสักเดือนหรือสองเดือน เนื่องจากข้อจำกัดด้านต่างๆ เพราะอย่างน้อยก็พอจะเห็นทิศทางว่ารัฐบาล คสช.มีความตั้งใจที่จะจัดการเลือกตั้งแม้จะเป็นเลือกตั้งท้องถิ่น ก็ยังดีกว่าไม่มีการขยับใดๆ

แต่นัยสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น​ในมุมของ คสช.นั้น หนีไม่พ้นการวัดกระแส พร้อมตรวจสอบสรรพกำลังในพื้นที่ผ่านกลไกท้องถิ่นแต่ละแห่งว่ามีความเข้มแข็งและตอบสนองความต้องการของ คสช.ได้มาน้อยแค่ไหน

สอดรับไปกับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2561 ปลดล็อกให้นายก อบจ. 4 คน ที่เคยถูกพักงานระหว่างการถูกตรวจสอบ ได้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการบีบให้กลับมาช่วยเป็นฐานสนับสนุนในพื้นที่ให้กับพรรค คสช. ที่กำลังเดินหน้าทำงานในพื้นที่ ​

พิจารณาจาก 4 รายชื่อ นายก อบจ. ที่ถูกปลดล็อกให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง ส​ถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ และ​ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร จะพบว่าทั้ง 4 คนล้วนอยู่ในพื้นที่สำคัญทางการเมือง

งานนี้แว่วว่าได้มือประสานอย่าง สุชาติ ตันเจริญ แกนนำบ้านริมน้ำ ที่รับหน้าที่สำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ดูด สส.เข้าเป็นขุมกำลังสนับสนุนพลังประชารัฐจนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว เป็นคนเดินเกมชักชวน อบจ.พื้นที่ต่างๆ มาเสริมทีม

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งใหญ่ จึงเสมือนเป็นการตรวจความพร้อมในแต่ละพื้นที่ว่าสุ่มเสี่ยงจะเกิดความวุ่นวายหรือรุนแรงในอนาคตหรือไม่ รวมทั้งผลการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น ยังจะเป็นดัชนีที่ชี้วัดทั้งความนิยม และความเข้มแข็งในกลไกพื้นที่ว่ามีมากน้อยเพียงไร

อันจะนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ของ คสช. ​สำหรับการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งใหญ่ หลังได้เห็นว่าพื้นที่ไหนที่ยังเป็นจุดอ่อน ต้องปรับเปลี่ยนบุคคลหรือ​กลไกในพื้นที่กันใหม่

​ในเมื่อฐานเสียงของพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคใหญ่ในแต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งและเหนียวแน่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน บางพื้นที่ที่ไม่สามารถดูดได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาพึ่งพาฐานเสียงจากท้องถิ่นเป็นการทดแทน

​ระหว่างที่รัฐบาล คสช.​เร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ คู่ขนานไปกับการเดินสายลงพื้นที่ และจัด ครม.สัญจรจังหวัดต่างๆ ​ที่จะไปเติมเต็มและเสริมสร้างคะแนนนิยมในแต่ละพื้นที่

ยุทธศาสตร์ชาติ เตะตัดขาทุกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554425

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 12:21 น.

ยุทธศาสตร์ชาติ เตะตัดขาทุกพรรค

“ยุทธศาสตร์ชาติ”ที่กำลังจะมีขึ้น ถูกมองได้ว่า เป็นการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรค คสช.สำหรับการเลือกตั้งในอนาคต พร้อมกับเตะตัดขาพรรคการเมืองอื่น

****************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 15 มิ.ย. เป็นจังหวะก้าวสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง เพราะจะมีการพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ

ตามขั้นตอน เมื่อ สนช.ลงมติรับหลักการเอาไว้ จะดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา แต่ไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาได้ เพียงแค่เสนอความคิดเห็นแนบท้ายไปได้เท่านั้น

อย่างที่ทราบกันดี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นหนึ่งในความหวังของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการฝากไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาในวันที่ลงจากตำแหน่งว่าการรัฐประหารล้มรัฐบาลเลือกตั้งเป็นการกระทำที่เสียของ

สำหรับร่างยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญที่แบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 2.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

ทั้งนี้ หากจะบอกว่าหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาตินั้น ไม่ได้อยู่ตรงตัวร่างยุทธศาสตร์ชาติที่คณะรัฐมนตรีเสนอ สนช. แต่กลับเป็นกระบวนการบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายสำคัญของ 2 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560

มาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ

ส่วนกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ก็ได้ปรากฏเนื้อหาหลายส่วนที่เป็นการชี้ให้เห็นว่าทุกภาคส่วนห้ามออกนอกแถวที่ยุทธศาสตร์ชาติบัญญัติเอาไว้

มาตรา 25 และมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดเป็นหลักการว่าในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาพิจารณาว่าเป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งจะมีผลให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นพ้นจากตำแหน่งด้วย

จากที่ปรากฏออกมาเห็นได้ว่ามีการคุมเข้มเอาไว้หลายชั้นทั้งในกฎหมายสูงสุดและกฎหมายระดับนิติบัญญัติ แน่นอนว่าการกำหนดไว้แบบนี้มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับนั้น คือการทำให้เกิดทิศทางและการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน เดิมต้องยอมรับว่าแผนการพัฒนาประเทศมักจะไปผูกโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเพียงแผนแม่บทที่ไม่ได้สภาพของการใช้บังคับอย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่มีบทลงโทษในกรณีที่ไม่ได้ดำเนินการตามแผนดังกล่าว

เมื่อไม่มีมาตรการในการลงโทษ ย่อมส่งผลให้เกิดการเดินตามแผนพัฒนาประเทศแบบกระท่อนกระแท่น ขาดความเป็นเอกภาพและไร้ทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน ประกอบกับการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลในแต่ละยุคส่วนใหญ่จะมาจากพรรคการเมืองแตกต่างกัน ทำให้พรรคการเมืองที่ได้อำนาจใหม่มักจะคำนึงถึงศักดิ์ศรี จึงไม่ยอมเดินตามนโยบายของรัฐบาลพรรคเก่า

ดังนั้น การมียุทธศาสตร์ชาติที่มีบทลงโทษอาจจะช่วยให้การขับเคลื่อนมีความต่อเนื่องมากขึ้น ไม่ต้องชะงักไปตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ประโยชน์ในเรื่องความต่อเนื่องนั้นก็มีหลายฝ่ายท้วงติงถึงความไม่เหมาะสมในบางประการ โดยเฉพาะการให้มีผลบังคับใช้ถึง 20 ปี และการมีบทลงโทษทางอาญาตามที่ปรากฏในกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

แม้ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จะเปิดช่องให้สามารถทบทวนยุทธศาสตร์ชาติได้ทุก 5 ปี โดยเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในการแก้ไข แต่มีคำถามว่าในทางปฏิบัติจะสามารถแก้ไขได้สมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าการแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติย่อมมาซึ่งแรงต่อต้านจากวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงที่มาจากการเลือกของ คสช.ใน 5 ปีแรก

เมื่อเทียบผลเสียและผลดีที่จะได้รับแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลเสียย่อมมีมากกว่า แต่จากผลเสียที่เกิดขึ้น ทว่ากลับเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อ คสช.ในระยะยาว

คสช.กำลังตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงเลือกตั้งในอนาคต การทำนโยบายหาเสียงจึงสามารถออกนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติได้ไม่ยากมากนัก เนื่องจากถึงอย่างไรเสียยุทธศาสตร์ชาติก็เป็นนโยบายที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

ผิดกับพรรคการเมืองที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่ต้องมาปั้นนโยบายพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าฝ่าฝืนจะมีผลกระทบทางกฎหมายตามมา

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังจะมีขึ้นอย่างเป็นทางการ จึงไม่ต่างอะไรกับการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรค คสช.สำหรับการเลือกตั้งในอนาคต พร้อมกับเตะตัดขาพรรคการเมืองอื่นไปในตัว

ปลดแอกไพรมารี เปิดทางอุ้มทุกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554309

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2561 เวลา 12:22 น.

ปลดแอกไพรมารี เปิดทางอุ้มทุกพรรค

มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ คสช.อาจชำเลืองเห็นถึงปัญหานี้และยอมกลืนเลือด เพื่อชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้ตามลำดับ แต่เอาเข้าจริงเวลานี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังแสดงอาการเขี้ยวลากดินทางการเมืองอยู่พอสมควร

ความเขี้ยวลากดินที่ว่านั้นคือ การยังไม่ยอมปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ

แน่นอนว่าเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ยังไม่ยอมผ่อนเงื่อนไขดังกล่าวลง เป็นเพราะปัจจัยทางการเมืองที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองมีความเคลื่อนไหว และกลัวว่า คสช.จะถูกช่วงชิงความได้เปรียบไปจากตัวเอง

แต่ทำไปทำมาจากความต้องการรักษาความได้เปรียบทางการเมืองของ คสช.กำลังสร้างปัญหาครั้งใหญ่กับการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการทำไพรมารีโหวต ปัญหากำลังลุกลามบานปลายถึงขั้นที่พรรคการเมืองเริ่มเรียกร้องให้ คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 ชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อนสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับขั้นตอนของการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จะเห็นได้ว่ามีความซับซ้อนพอสมควร ดังนี้

1.พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตใด ต้องมีสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในเขตนั้น

2.การส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครที่ได้รับเลือกจากไพรมารีโหวต

3.การสรรหาผู้สมัคร สส.พรรคต้องจัดให้มีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหา และหัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

4.การประชุมสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน หรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน โดยการลงคะแนนให้สมาชิกมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการทำไพรมารีโหวตจะผูกโยงกับสามส่วนที่สำคัญได้แก่สาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคการเมือง

แต่ปรากฏว่าด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ทำให้สถานะของสมาชิกพรรคการเมืองหายไปหมด เว้นแต่จะมีใครแสดงตนกลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอีกครั้ง ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าแต่ละพรรคการเมืองได้จำนวนยอดสมาชิกพรรคการเมืองกลับคืนมาเป็นจำนวนที่น้อยพอสมควร

การมีสมาชิกพรรคในจำนวนที่น้อยจะมีปัญหาตามมาอีกมาก โดยเฉพาะความชอบธรรมของผู้ที่ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองดังกล่าว อีกทั้งจะไม่สามารถทำการสรรหาได้ครบทุกจังหวัด นั่นเท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นต้องเสียสิทธิในการส่งผู้สมัคร สส.ในเขตดังกล่าวไป

ไม่เพียงเท่านี้ ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้สมัคร สส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง หมายความว่า ผู้สมัคร สส.ที่แพ้ในการทำไพรมารีโหวตกับพรรคการเมืองนี้ จะต้องรีบหาพรรคการเมืองใหม่เพื่อให้ทันเวลา 90 วัน ซึ่งมีคำถามว่าเมื่อ คสช.ยืนยันทุกอย่างกำลังเดินตามโรดแมป แต่กลับไม่ยอมปลดล็อก ด้วยเวลาที่บีบขนาดนั้น ผู้ที่แพ้ไพรมารีโหวตจะสามารถหาพรรคใหม่สังกัดทันกับเวลา 90 วันได้อย่างไร

จากเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลเฉพาะพรรคการเมืองปัจจุบันเท่านั้น แต่ปัญหายังลามไปถึงพรรคการเมืองใหม่เช่นกัน ซึ่งรวมไปถึง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่จะเป็นแลนดิ้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในอนาคตด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึง เพื่อเป็นการปลดล็อกให้กับทุกพรรครวมทั้งพรรคทหาร

ปล่อยผี”อบจ.” แลกหนุนพรรค คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554168

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2561 เวลา 09:43 น.

ปล่อยผี"อบจ." แลกหนุนพรรค คสช.

การคืนตำแหน่งให้ 4 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปล่อยผีคืนตำแหน่งให้ 4 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ​ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2561 เรื่องการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2558 ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 43/2559 เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบ กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ยิ่งหากพิจารณารายชื่อของทั้ง 4 คน​ ได้แก่ ​1.สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร 2.มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร 3.บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ 4.​ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร ยิ่งจะพบถึงความเชื่อมโยงและเป้าหมายที่คาดว่าจะนำไปสู่การเร่งทำพื้นที่โกยคะแนนให้กับพรรค คสช.ในช่วงที่ปี่กลองการเมืองกำลังเริ่มต้นโหมโรง

สอดรับไปกับกระแสดูดก่อนหน้านี้ที่มีความพยายามดึงตัวอดีต สส.จากพรรคต่างๆ ไปเสริมทีมพรรค คสช. จนพรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอสกัดพฤติกรรม “ตกปลาในบ่อเพื่อน” ที่นอกจากจะทำให้การเมืองย้อนกลับสู่วังวนเหมือนเช่นในอดีตแล้ว อีกด้านหนึ่งยังสวนทางกับแนวทางปฏิรูปที่รัฐบาล คสช.กำลังเดินหน้า

ทว่าปัญหาอยู่ที่หลายพรรคการเมืองเวลานั้นเริ่มไล่เช็กยอดหาทางสกัดปัญหาถูกดูดจนทำให้ปฏิบัติการดูดเงียบหายไป ท่ามกลางความเป็นห่วงในสถานการณ์ที่อาจทำให้เป้าหมายสู่การผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยต้องสะดุดหยุดลงไป

ยังไม่รวมกับการเปิดตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่อาจจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคพลังประชารัฐแว่วว่าจะลดน้อยถอยลงไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

แผนสำรองจึงต้องเบี่ยงเป้ามายังสนามการเมืองท้องถิ่น ​อันจะเป็นฐานที่มั่นในพื้นที่สำหรับทำการเมืองของพรรค คสช.ในอนาคต และสามารถต่อกรกับพรรคใหญ่ที่มีระบบหัวคะแนนในพื้นที่เหนียวแน่น

หากไล่ดูจากทั้ง 4 คน เป้าใหญ่ที่สังคมจับตาคือ บุญเลิศ ซึ่งถูกพักงานตั้งแต่ ก.ค. 2559 เพราะคาดว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญช่วงการทำประชามติ ผ่านมาเกือบ 2 ปี ถึงได้กลับมาทำหน้าที่ โดยเจ้าตัวยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด การกลับมาครั้งนี้มาแบบไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง โดยตนเองยังไม่เคยไปพบกับนายกรัฐมนตรีแม้แต่ครั้งเดียว

ทว่า หลังทิศทางลมเปลี่ยน แว่วว่า​ตระกูล “บูรณุปกรณ์” เริ่มจะไม่แนบแน่นกับทางฝั่ง “ชินวัตร” เหมือนที่เคยเป็นมา ท่ามกลางข่าวคราวการทาบทามคนในตระกูลบูรณุปกรณ์ไปลงสมัครในนามพรรค คสช.เป็นที่เรียบร้อย รอแค่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เช่นเดียวกับ “มุกดาหาร” ที่มีข่าวว่า วีระพงษ์ ทองผา พี่ชายสามี ของ มลัยรัก ทองผา ได้รั้งตำแหน่งผู้สมัคร มุกดาหาร ในนามพรรค คสช.เป็นที่เรียบร้อย รวมทั้ง “ยโสธร” ที่ว่ากันจะได้แรงสนับสนุนสำคัญจาก สถิรพร ผ่านการประสานจาก สุชาติ ตันเจริญ แห่งบ้านริมน้ำ

แม้ทาง ​พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ​ออกมาชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้มีนัยทางการเมือง เรื่องนี้สืบเนื่องจากการตรวจสอบของกระทรวงยุติธรรม และส่งผลตรวจสอบมาให้ ศอตช.และ คสช.จึงมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นได้สืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมีทั้งผู้ที่ให้ถูกออกและให้พ้นจากหน้าที่ ส่วนใครที่ไม่พ้นจากตำแหน่งก็ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่คืน

“ดูจากข้อเท็จจริงและเนื้อผ้าเป็นหลัก ผิดก็คือผิด โดยมี ป.ป.ช.-สตง. เป็นต้นเรื่องในการตรวจสอบ และกระทรวงมหาดไทยมาสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง ซึ่งเราสืบสวนสอบสวนไปตามหน้าที่ ใครผิดก็ดำเนินการตามกฎหมาย ใครไม่ผิดก็ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากและในจำนวนนี้ก็มีหลายคนที่มีความผิด” พล.อ.อนุพงษ์ ระบุ

ที่สำคัญคือการพิจารณาคืนตำแหน่งในล็อต 2 ต่อจากนี้ ซึ่งทาง พล.อ.อนุพงษ์ ระบุว่า ไม่ทราบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร บอกเพียงแค่เป็นไปตามกระบวนการนั้น ถูกมองว่าเหมือนเป็นแรงบีบให้ นายก อบจ.ที่ถูกพักงาน ต้องยอมหันมาสนับสนุนพรรค คสช.ในอนาคตเพื่อแลกกับการคืนตำแหน่งให้กลับมาทำหน้าที่ต่อไป

หากพิจารณาจากคำชี้แจง ​วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ตัวเลขเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกพักงานทั้งหมดมีประมาณ 300 คน โดยคืนตำแหน่งไปแล้วหลายสิบคน ย่อมเหลืออีกกว่า 200 ตำแหน่งที่ยังถูกพักงานอยู่ในหลายพื้นที่ กำลังส่วนนี้ยิ่งต้องถูกจับตาเป็นพิเศษ

ที่สำคัญเวลานี้เริ่มมีสัญญาณเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะสูตรที่จะเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งหมด หรือเลือกบางพื้นที่ที่คาดว่าจะไม่มีปัญหา ก่อนเลือกตั้งใหญ่ จะเป็นแรงบีบ และดัชนีชี้วัดถึงทิศทางทางการเมืองและผลการเลือกตั้งในสนามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

ยิ่งอำนาจชี้ขาดทั้งหมดอยู่ในมือ คสช.ที่จะเป็นผู้ชี้ขาด ทั้งเรื่องกรอบเวลาเลือกตั้ง รวมทั้งพื้นที่เลือกตั้ง นั่นย่อมเป็นข้อได้เปรียบของ คสช. ที่จะไปชักจูงหรือต่อรองกับท้องถิ่นให้เข้ามาสนับสนุนพรรค คสช.ได้ง่ายขึ้น​

อัดงบประมาณปี’62 กระสุนดินดำสู้เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554073

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 08:50 น.

อัดงบประมาณปี’62 กระสุนดินดำสู้เลือกตั้ง

การทำงบประมาณปี62 ของ คสช.ครั้งนี้เป็นมากกว่าการเสนอกฎหมายงบประมาณต่อสภาในทุกครั้ง เพราะครั้งนี้มีการเลือกตั้งเป็นเดิมพัน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ภายหลังปรากฏภาพสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ในอาการหลับ 2 คน เล่นเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โมโหไม่น้อย

“ฉะนั้นใครที่หลับ คราวหน้าก็เป็นอะไรไม่ได้อีกต่อไปอยู่แล้ว ผมดูไว้หมด หลับก็ไม่ต้องเป็นอะไร ไปนอนที่บ้าน แต่วันนี้อยู่ให้มันจบไปก่อน เพราะงานอย่างอื่นเขาก็ทำ อย่ามาจับผิดจับถูกเรื่องแบบนี้ จนเรื่องใหญ่สาระไม่มี ภาพไม่สวยก็อย่าไปออก ก็เห็นจ้องถ่ายกันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ สื่อก็รู้อยู่ อย่ามาซักให้ฉันโมโห ไม่เอา” อารมณ์ฉุนของนายกฯ

มองอีกด้านหนึ่งก็ไม่แปลกที่นายกฯ จะแสดงความไม่พอใจออกมา เนื่องจากการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี เป็นเรื่องสำคัญ โดยความสำคัญนั้นถึงขนาดที่นายกฯ ต้องนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะมาแถลงชี้แจงต่อสภา ยิ่งในสมัยรัฐบาลพลเรือนถึงขั้นมีการคาดโทษกันเลยสำหรับ สส.คนไหนที่ไม่มาประชุมสภาในวันพิจารณากฎหมายงบประมาณ

พล.อ.ประยุทธ์ ก็เช่นเดียวกัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ สนช.จะไม่ใช่ระบบพรรคการเมือง แต่เมื่อ สนช.มีรอยตำหนิอะไรออกมา ย่อมส่งผลมาถึงนายกฯ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุมาเกิดในระหว่างการเสนอกฎหมายงบประมาณประจำปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงมองว่าไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

อย่างไรก็ตาม พักจากเรื่องสมาชิก สนช.หลับกลางสภา มาโฟกัสกันที่นัยทางการเมืองที่สะท้อนผ่านร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2562

ในแง่ของเวลานั้น จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นการเสนอตามกรอบปฏิทินงบประมาณปกติ แต่ต้องไม่ลืมว่าเมื่อกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ประกาศใช้ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีผลบังคับใช้ข้ามปีไปถึงครึ่งปีหลัง 2562 ประจวบเหมาะกับจังหวะของการหาเสียงเลือกตั้งพอดี

ด้วยเหตุนี้ การจัดทำงบประมาณครั้งล่าสุด จึงถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะ คสช.เองก็เป็นหนึ่งในแคนดิเดตชิงตำแหน่งนายกฯ ในอนาคต

นอกเหนือไปจากนัยทางเวลาแล้ว ในแง่ของเนื้อหาจะพบว่ามีประเด็นให้ครุ่นคิดเช่นกัน

กล่าวคือ คสช.และรัฐบาลได้ทำการจัดสรรเงินเพื่อการตั้ง “กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” จำนวน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้กำหนดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในการใช้จ่ายงบประมาณเอาไว้อย่างน่าสนใจ

“กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นเครื่องมือช่วยสร้างความมั่นคง เพิ่มศักยภาพ และพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างครบวงจร สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร อันจะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ระดับฐานราก และทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน

ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการเพื่อสังคมและช่วยเหลือคนในชุมชนท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงทำให้จำนวนผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี ลดลงปีละ 6 แสนคน”

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า มุ่งเป้าไปที่ประชาชนจำนวนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลักโดยตรง หวังซื้อใจประชาชนฐานรากซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของประเทศ เพราะการเจาะแต่ฐานเสียงของคนในเมืองนั้นไม่ได้เป็นกุญแจไปสู่ชัยชนะของการเลือกตั้งแต่อย่างใด

ดังนั้น การเดินเกมนี้ของ คสช.แทบไม่ต่างอะไรกับช่วงปลายของรัฐบาลนักการเมืองที่มักจะอัดงบประมาณลงไปเพื่อหวังเป็นการหาเสียงล่วงหน้า ชิงความได้เปรียบเหนือฝ่ายตรงข้าม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โครงการประชารัฐ” เป็นโครงการที่รัฐบาลพยายามขายมาตลอดเพื่อสร้างการรับรู้ของประชาชนแข่งกับประชานิยมของพรรคเพื่อไทย จึงหวังใช้โครงการประชารัฐเป็นธงนำในการสู้ศึกเลือกตั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลานี้ คสช.เป็นฝ่ายที่กุมความได้เปรียบเหนือทุกพรรคการเมือง

ไล่มาตั้งแต่กติกาของการเลือกตั้งที่มาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) การกุมอำนาจการตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่ง สว.ชุดแรก เพื่อเป็นฐานเสียงในสภา ไปจนถึงการยังถือกุญแจไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ได้

ขณะที่พรรคการเมืองปัจจุบันได้แต่นั่งเฉยๆ และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแบบรายวัน โดยไม่สามารถประชุมเพื่อนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้ ประชาชนเลยได้รับแต่นโยบายของ คสช.เพียงฝ่ายเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีของนายกฯ ต่อการเสนองบประมาณกลางสภาคราวนี้เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ก็ดูจะเน้นไปที่การเลือกตั้งเป็นพิเศษ

“วันหน้าต้องเป็นแบบนี้ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นแบบนี้ ต้องซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ต้องดูให้ทั่วถึง ทุกโครงการ ต้องทำให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ทั้งการแก้ไขปัญหาในอดีต ปัจจุบัน และลงทุนเพื่ออนาคต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกลางสภา

ดังนั้น การทำงบประมาณประจำปี 2562 ของ คสช.ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการเสนอกฎหมายงบประมาณต่อสภาในทุกครั้ง เพราะครั้งนี้มีการเลือกตั้งเป็นเดิมพัน ทำให้ คสช.ต้องทุ่มสุดตัวอย่างที่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้

ดึงเกมปลดล็อก เตะตัดขาฝ่ายค้าน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553761

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2561 เวลา 11:04 น.

ดึงเกมปลดล็อก เตะตัดขาฝ่ายค้าน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยกำลังจะมีขึ้นในปี 2562 เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีขึ้นในช่วงไหนของปีเท่านั้น ภายหลังร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. รวมไปถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2553 ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญไปเป็นที่เรียบร้อย

เรียกได้ว่าเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายเคยกุมขมับว่าอาจจะเป็นปัญหาในอนาคตนั้น ได้รับการคลี่คลายลงเป็นที่เรียบร้อย

ตัดภาพมาที่ คสช.ซึ่งแสดงท่าทีตอบรับกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมยืนยันหลายครั้งว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นตามโรดแมปแน่นอน โดยไม่แสดงอาการยื้อแม้แต่น้อย

แต่กระนั้นจะพบว่า คสช.ยังออกอาการยื้อเล็กน้อยในเรื่องเกี่ยวกับการปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ เพื่อแต่งตัวให้สอดรับกับสนามเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต

ปัญหาสำคัญของพรรคการเมืองในปัจจุบันคือ การทำไพรมารีโหวต เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส. ระบุไว้เป็นหลักการในภาพรวมว่าพรรคการเมืองต้องจัดให้มีการทำไพรมารีโหวต มิเช่นนั้นพรรคการเมืองจะไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้งในเขตนั้น

ยิ่งไปกว่านั้นการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดใด จังหวัดนั้นจะต้องมีสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองด้วย ซึ่งตอนนี้พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างได้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองกลับคืนมาเป็นจำนวนน้อยมาก ซึ่งอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เมื่อต้องทำไพรมารีโหวตได้อย่างมีนัยสำคัญ

จึงเป็นเหตุผลที่พรรคการเมืองต่างเริ่มออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะอย่างน้อยจะได้มีการกำหนดทิศทางในการทำงานของพรรคการเมืองต่อไป

แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นของพรรคการเมือง ดูเหมือนว่า คสช.จะยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อข้อเรียกร้องนี้อยู่

“เป็นเรื่องของตนเองในการพิจารณา ซึ่งจะมีการปลดล็อกเป็นกิจกรรมๆ ไป และบางอย่างจะต้องขออนุญาต เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่เละก่อนถึงประชาธิปไตย หากปลดล็อกทั้งหมดจะรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหาแบบเดิมอีก ที่มีการด่าตามถนนหนทางและเดินทั่วไปกันหมด

ใครจะออกมารับประกันได้ว่าการหาเสียงหรือประกาศนโยบายตรงตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ใช่กฎหมายออกมาแล้วบอกว่าไปบังคับ ตัดสิทธิ หรือเพิ่มภาระ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ส่งสัญญาณออกมาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.

เหตุผลหนึ่งที่ คสช.ยังไม่ยอมผ่อนปรนเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่จะรักษาความได้เปรียบในทางการเมืองเอาไว้ให้อยู่ในมือ คสช.นานที่สุด

เวลานี้หากจะบอกว่า คสช.ตกอยู่ในที่ลำบากคงไม่แปลกนัก เพราะกระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อ คสช.ไม่ค่อยสู้ดีนัก ประกอบกับความต้องการที่จะสืบทอดอำนาจผ่านการลงเลือกตั้ง ทำให้เกรงว่าถ้าเปิดช่องให้กับพรรคการเมือง คสช.จะถูกรุมกินโต๊ะจากทุกพรรคการเมือง

ดูอย่างขณะนี้ที่ยังไม่มีการปลดล็อก ปรากฏว่าพรรคการเมืองยังสามารถออกมาแสดงท่าทีถล่มการทำงานของ คสช.ได้แทบทุกวัน หากเขี่ยลูกให้กับพรรคการเมืองด้วยการคลายกฎเหล็ก คสช.คงอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสสนใจของสังคมจะเทมาที่พรรคการเมืองอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับ คสช.ที่ในยามนี้กำลังพยายามสร้างคะแนนนิยมผ่านการใช้งบประมาณและโครงการของรัฐเพื่อซื้อใจประชาชนในแต่ละพื้นที่ และต้องการที่จะสื่อสารออกไปเพียงฝ่ายเดียว เพราะการให้พรรคการเมืองประชุมและปล่อยนโยบายออกมาได้ เท่ากับว่าเป็นการฆ่านโยบายของ คสช.เอง นอกจากนี้อาจเป็นการตัดพลังดูดอดีต สส. ของ คสช.ไปในตัวด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กำลังแต่งตัวเพื่อสวมสูทนักการเมืองลงสนามเลือกตั้ง แต่การลงสนามเพื่อสู้กับฝั่งตรงข้ามนั้นต้องยอมรับว่าเป็นศึกที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีความเจนจัดมากนักเมื่อเทียบกับการบังคับบัญชากองทัพ การเลือกตั้งจะชนะได้ต้องอาศัยหลายกลยุทธ์ ต่างกับการบังคับบัญชาทหารที่ไม่ให้แตกแถว

เมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ช่ำชองสนามเลือกตั้ง รู้กลิ่นและรู้อารมณ์ของสังคมเป็นอย่างดี คสช.จึงต้องพยายามใช้ยุทธวิธีที่ให้ตัวเองอยู่เหนือพรรคการเมืองมากที่สุด

เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจว่าถ้าการประชุมร่วมกับพรรคการเมืองและ คสช.ในช่วงเดือน มิ.ย. จะยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องการปลดล็อกให้กับพรรคการเมือง

ที่สุดแล้วการปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองนั้นย่อมมีขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเวลานั้น คสช.พร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง