เลือกตั้งเดินหน้า ปลอดเงื่อนไขยื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553643

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 10:55 น.

เลือกตั้งเดินหน้า ปลอดเงื่อนไขยื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ยิ่งเป็นการตอกย้ำการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นภายในปี 2562 อย่างแน่นอนเกือบ 100%

สำหรับสาระสำคัญของมติศาลรัฐธรรมนูญที่ทำการวินิจฉัยมีด้วยกัน2 ประเด็น

1.มติเสียงข้างมากที่เห็นว่าการแก้ไข มาตรา 140 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่เป็นการกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกภาพต่อหัวหน้าพรรคการเมืองภายใน 30 วันนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

2.มติเอกฉันท์ที่เห็นว่าการแก้ไข มาตรา 140 (5) ของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้การตั้งสาขาพรรคการเมืองต้องมีหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 4 สาขา ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ส่งผลให้การเลือกตั้งกำลังใส่เกียร์ห้าเดินหน้าเต็มที่ เนื่องจากประเด็นที่เคยคาดว่าจะเป็นปัญหาและอุปสรรคก่อนหน้านี้ได้หมดสิ้นลงไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนเลือกตั้งที่อาจทำให้ไม่เป็นการลงคะแนนลับตามหลักการ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ได้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยการเอาระบบการเลือก สว.ไปไว้ในบทเฉพาะกาลนั้นไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ เดิมมีการคาดหมายว่าหากร่างกฎหมาย สส.หรือ สว.เกิดมีปัญหาขึ้นมา จะมีผลให้ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องมาเขียนกฎหมายเลือกตั้งกันอีกรอบเพื่อให้ถูกใจ สนช.และ คสช. เรียกได้ว่าการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่เมื่อผลของคำวินิจฉัยออกมาอย่างนี้ เหลือเพียงแต่การนับเวลารอเข้าสู่การเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้การเลือกตั้งคาดว่าจะมีขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 แต่ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากต้องทอดเวลาไปอีกพอสมควร โดยมีสาเหตุจากกระบวนการประกาศให้กฎหมายมีผลใช้บังคับ

เริ่มตั้งแต่นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน 20 วัน นับแต่ได้รับร่างกฎหมายมาจากประธาน สนช. จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ให้เป็นกฎหมายอีก 90 วัน ขณะที่การกำหนดวันเลือกตั้ง เป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนมากที่สุด กล่าวคือ แม้กฎหมาย เลือกตั้งจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่กฎหมายเลือกตั้ง สส.ได้กำหนดว่าให้กฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นถึงจะนับไปอีก 150 วัน เพื่อเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้ง

ด้วยเหตุนี้ วันเลือกตั้งแท้จริงของไทยทั้งประเทศอาจจะไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 เป็นอย่างน้อย

แต่กระนั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่มาจากท่าทีของ คสช.ในระยะหลังที่ส่งสัญญาณและแสดงออกในเชิงพฤตินัยว่าต้องการให้มีการเลือกตั้ง

1.การประกาศตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย แม้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส.จะประกาศตัวว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลัง แต่ในทางการเมืองแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่า สุเทพ คือ คีย์แมนสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นบุคคลที่ประกาศมาตลอดว่า สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

กลายเป็นว่า คสช.สามารถหาพรรคการเมืองที่จะเข้ามาสวมเครื่องแบบทหารได้อย่างเป็นทางการแล้ว จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีท่าทีเป็นบวกกับการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองนี้พอสมควร

2.การลงพื้นที่ต่างจังหวัด ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะเห็นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและตรวจราชการตามแต่ละจังหวัดหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งมักจะถูกเชื่อมโยงถึงนัยทางการเมืองพอสมควรว่า เป็นการประกาศศักดาเพื่อดึงอดีต สส.ที่มีฐานเสียงเข้ามาร่วมงานในอนาคต

พล.อ.ประยุทธ์ ระยะหลังไม่ได้แสดงอาการเหนียมอายเมื่อถูกเพ่งเล็งว่ากำลังเดินตามเส้นทางของการเป็นนักการเมือง หนำซ้ำยังแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อนักการเมืองอย่างเต็มใจ จากเดิมที่จะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าใดนัก

ดังนั้น หากจะบอกว่าเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังอยู่ในช่วงของการแต่งตัว ถอดเครื่องแบบทหารและเตรียมสวมสูทเดินเข้าสภาอย่างเต็มที่ ซึ่งมาจากความมั่นใจว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะลงสนามเลือกตั้งแล้ว ภายใต้กติกาที่ตัวเองได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

ทั้งนี้ ถนนทุกสายมุ่งสู่การเลือกตั้ง เพราะแม้แต่ คสช.เองก็อยากจะลงเลือกตั้งเพื่อกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง

ปมหุ้น ‘ดอน’ ชนวนเสี่ยงฉุด คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553523

    • วันที่ 06 มิ.ย. 2561 เวลา 10:42 น.

ปมหุ้น ‘ดอน’  ชนวนเสี่ยงฉุด คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกดดันเริ่มก่อตัวเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากคู่สมรสถือหุ้นเกิน 5% อยู่ระหว่างทำคำวินิจฉัยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดต่อไป หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง

ปัญหาอยู่ตรงที่ในช่วงรอยต่อระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ กลับเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรีดอนลาออกจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อความสง่างามและสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้เป็นตัวอย่างของการปฏิรูปสืบต่อไป

ล่าสุด เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ออกคำสั่งให้ดอนหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน กกต.ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการถือหุ้นเกิน 5% นั้นทำไม่ได้ มีการออกหนังสือเวียนโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา เรื่องการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งมีการลงมติ ครม.รับทราบเรื่องนี้ในวันที่ 4 เม.ย. 2560 จึงนำเรื่องนี้มาถาม พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.ว่าจะยืนอยู่อย่างไร

พร้อมกันนี้ ยังยกตัวอย่างเทียบเคียงกับรัฐมนตรี 3 คน ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่าถือหุ้นเกิน 5% ได้แก่ อารีย์ วงศ์อารยะ อดีต รมว.มหาดไทย สิทธิชัย โภไคยอุดม อดีต รมว.ไอซีที (ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) และอรนุช โอสถานนท์ อดีต รมช.พาณิชย์ ที่แสดงสปิริตลาออกทั้ง 3 คน

ประเด็นอยู่ตรงที่คำชี้แจงของดอน ที่ระบุว่า ผ่านมา 37 ปี ไม่เคยแตะต้องเรื่องหุ้น และล่าสุดทราบว่ามีการโอนหุ้นให้เหลือแค่ 4% นั้นไม่ใช่ประเด็น มองอย่างไรก็ไม่ทันการณ์ จึงเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำเนินการให้ถูกต้องเพื่อความสง่างาม และขอให้ยึดถือการกระทำสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นหลัก

สถานการณ์เวลานี้ ทั้งดอน และนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีท่าทีต่อเรื่องนี้ พร้อมปล่อยให้รอขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดสุดท้าย

จากแรงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งที่ก่อตัวขึ้น ทว่า ดอน ชี้แจงว่า ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวกับนายกรัฐมนตรี แม้เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมาจะได้คุยกันในหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น

“แรงกดดันที่ใครต่อใครพูดถึง จะตีความว่าเป็นการกดดันหรือไม่ก็อยู่ที่เรา จะถือว่าเป็นการกดดันหรือทักทาย หรือการแสดงความห่วงใย สนใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ อยู่ที่ว่าเราจะคิดเห็นอย่างไร ขณะนี้ผมก็อย่างที่ว่า คำตอบอยู่บนใบหน้าแล้ว ยืนยันว่า ไม่กดดัน เราก็ทำงานของเราไป”

แน่นอนว่า คำชี้แจงที่ว่าหุ้นนั้นภรรยาได้เคลียร์เรียบร้อยแล้ว โดยหุ้นนี้เป็นมรดกของครอบครัวภรรยาแม้ตอนนี้จะถือน้อยกว่า 5% และไม่เคยรู้เลยว่าภารยามีหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อะไรบ้าง เพราะเขารับมรดกมาเป็นเวลากว่า 37 ปีแล้ว ย่อมไม่มีผลทางข้อกฎหมาย

ตามขั้นตอนศาลรัฐธรรมนูญ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า มีแนวทางจะพิจารณาว่า 2 ขั้นตอน คือ 1.เริ่มแรกศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหรือไม่ 2.ถึงขั้นศาลพิจารณาสืบพยานแล้วเห็นว่าผิดหรือไม่ผิดก็ไปชี้กันในตอนนั้น

อีกด้านหนึ่งมองกันว่า การออกจากตำแหน่งอย่างทันทีทันใดอาจกระทบไปถึงงานในหน้าที่ อันอาจจะส่งผลเสียในภาพรวม โดยเฉพาะประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 8

แต่ในทางสังคมแล้ว ประเด็นแง่มุมทางกฎหมายอาจไม่สำคัญเท่ากับเรื่องสปิริตหรือความสง่างามทางด้านมาตรฐานที่คนคาดหวังว่ารัฐบาล คสช.จะมีมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อย่าลืมว่ากรณีนาฬิกาของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แผลเก่าของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.นั้น เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นกดดันรัฐบาล จนเป็นชนวนสั่นคลอนความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงมาแล้ว

แม้ทางรัฐมนตรีดอนจะมีผลงานเป็นที่ยอมรับของประชาชน และถือเป็นอีกหนึ่งในกำลังสำคัญของรัฐบาล แต่การนิ่งเฉยอ้างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวอาจเป็นแรงกดดันซ้ำเติมความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงได้

ยิ่งหากรัฐบาล คสช.ต้องการสร้างบรรทัดฐานให้กับการเมืองใหม่ จำเป็นต้องดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่างเสียก่อน เพื่อไม่ให้เป็นข้ออ้างในเวลาต่อไป ยิ่งกรณีนี้มีตัวอย่างเทียบเคียงกับ 3 รัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ด้วยแล้ว อาจจะทำให้สถานการณ์สำหรับ คสช.ดูย่ำแย่กว่าเดิม

โดยเฉพาะในสถานการณ์อันไม่สู้ดีของ คสช.เวลานี้ ซึ่งกำลังสะบักสะบอมจากปัญหาที่รุมเร้าต่อเนื่อง การเพิ่มชนวนให้ถูกหยิบยกไปโจมตีย่อมไม่เป็นผลดีรับรัฐบาล คสช.ทั้งตอนนี้และระยะยาว อันจะทำให้คะแนนความเชื่อมั่นที่ลดลงอยู่แล้วทรุดหนักลงเรื่อยๆ

ซ้ำเติมข้อครหาเก่าๆ ทั้งเรื่องความไม่ชัดเจนกับกำหนดวันเลือกตั้งที่ห่วงว่าจะเกิดการยื้ออยู่ในอำนาจออกไปจากกรอบเวลาเดิม หรือการชิงความได้เปรียบต่อคู่แข่งในสนามการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ทั้งหมดล้วนแต่ไม่เป็นผลดีและยังสุ่มเสี่ยงที่จะกระทบต่อเส้นทางที่หลายฝ่ายพยายามปลุกปั้นให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ก็เป็นได้

ลุ้นศาลล้มมาตรา 44 คืนชีพพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553388

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 10:28 น.

ลุ้นศาลล้มมาตรา 44  คืนชีพพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องสำคัญไปถึง 2 เรื่อง คือ การให้ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ทั้งสองเรื่องศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าการเลือกตั้งก็กำลังเดินหน้าแบบเต็มตัว ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าน่าจะเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาประมาณ 11 เดือนนับจากนี้ไป

ช่วงระยะเวลา 11 เดือนจะประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ มากมาย ไล่ตั้งแต่การส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับให้กับนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อเข้าสู่การประกาศใช้ให้เป็นกฎหมาย จากนั้นจะต้องนั่งรอเวลาให้ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ผ่านพ้นเวลา 90 วันนับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อครบกำหนดเวลา 90 วันดังกล่าวแล้ว จะเริ่มนับหนึ่งไปอีก150 วันเพื่อเป็นวันที่ประชาชนถือบัตรประชาชนเดินเข้าคูหาลงคะแนน

แม้ว่ากรอบเวลา 11 เดือนดูเหมือนจะนานเกินไป แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถลัดขั้นตอนบางประการได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเต็มจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรอบเวลา 150 วัน ซึ่งสามารถลดจำนวนวันให้เหลือลงมา 90 วันได้ เนื่องจากที่ผ่านมาของการเลือกตั้งส่วนใหญ่เมื่อมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร มักจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนเพื่อจัดการเลือกตั้ง

เรียกได้ว่าเวลานี้แทบจะไม่เหลืออุปสรรคอะไรที่จะมาขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้งได้อีกต่อไป เว้นแต่ คสช.จะต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไปอีก

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญยังมีเรื่องร้อนอีกเรื่อง คือ การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในวันที่ 5 มิ.ย.

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้มาจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นคำร้องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งประเด็นว่ามาตรการให้สมาชิกพรรคการเมืองมาแสดงตนเพื่อยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

จนกระทั่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้เห็นด้วยกับพรรคการเมืองและส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในที่สุด

ด้านหนึ่งหลายคนอาจมองว่าการใช้มาตรา 44 ของ คสช.ไม่น่าจะมีปัญหาในทางกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องเอาไว้ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นในระดับหนึ่งว่าการใช้มาตรา 44 ของ คสช. ในกรณีนี้อาจมีปัญหาก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ เมื่อมองความเป็นไปได้ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้น่าจะสามารถออกได้ในหน้าใดหน้าหนึ่งใน 3 หน้า ดังนี้

1.วินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ ในรูปแบบนี้จะเป็นการย้ำว่าการใช้มาตรา 44 ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของ คสช.นั้นถูกต้องแล้ว และเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ คสช.สามารถใช้มาตรา 44 ได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามาถึง

2.วินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทั้งนี้ จะมีผลให้คำสั่งหัวหน้า คสช.สิ้นผลไปทั้งหมด แต่หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่น่าจะมีผลย้อนหลัง นั่นหมายความว่าการยืนยันสถานะสมาชิกพรรคการเมืองและการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองก่อนหน้านี้ก็จะไม่ได้เสียไป

3.วินิจฉัยให้ขัดกับรัฐธรรมนูญบางส่วน กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญอาจมองว่าการให้สมาชิกพรรคการเมืองยืนยันสถานะสมาชิกนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญจริง แต่ก็ไม่ได้มีผลให้คำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้งฉบับตกไปหมด จึงเห็นควรให้ คสช.ในฐานะผู้ใช้อำนาจดังกล่าวไปแก้ไขปรับปรุงให้เรียบร้อยและสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

หากมองจากความเป็นไปได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะพบว่าแทบไม่มีแนวทางไหนเลยที่จะเป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองในปัจจุบันเท่าใดนัก

แต่ถ้าถามใจพรรคการเมืองแล้ว แน่นอนว่าต้องการให้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตกไปทั้งหมดและให้มีผลย้อนหลังด้วย หมายความว่า ให้ถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าวแต่ประการใด เพื่อให้พรรคการเมืองได้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองเดิมกลับมา เพราะอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะช่วยให้พรรคการเมืองลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น เพื่อลงสนามเลือกตั้งสู้กับ คสช.และพรรคการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี เหนืออื่นใดการล้มมาตรา 44 จะไม่ได้มีผลแค่เรื่องพรรคการเมืองเท่านั้น เนื่องจากหากศาลรัฐธรรมนูญติดเบรก คสช.เกี่ยวกับการใช้อำนาจมาตรา 44 ย่อมสะเทือนถึง คสช.ในฐานะผู้ใช้อำนาจด้วย หมายความว่าไม่อาจนำมาตรา 44 มาใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายได้อีก หรือไม่แล้ว คสช.ก็จะไม่สามารถใช้มาตรา 44 อีกได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการช่วยให้ฟ้าเปิดขึ้นมาอีกครั้ง โดยอาจจะมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 มายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจำนวนมาก ถึงเวลานั้นสถานะของ คสช.คงสั่นคลอนไม่น้อย

ดังนั้น วันที่ 5 มิ.ย.จึงไม่ได้มีเพียงแต่พรรคการเมืองที่ลุ้นเท่านั้น แต่ คสช.เองก็จับตามองศาลรัฐธรรมนูญแบบใกล้ชิดไม่แพ้กัน

“สุเทพ” ตั้งพรรค ปชป.สะท้านสะเทือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553300

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2561 เวลา 09:20 น.

"สุเทพ" ตั้งพรรค ปชป.สะท้านสะเทือน

อนาคตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์เริ่มระส่ำระสาย เมื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยเฉพาะฐานที่มั่นสำคัญในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้กำลังสั่นคลอนจากที่เคยกวาดที่นั่งได้เกือบหมดทุกจังหวัดถึงขนาดเปรียบเปรยกันว่า ปชป.ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะแบบนอนมา

แต่หลังจากวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อนาคตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จะเริ่มระส่ำระสาย เพราะ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ประกาศตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)” เปิดหน้าท้าชนสู้ศึกทางการเมืองกับพรรค ปชป.เต็มรูปแบบ เพื่อสนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

คอการเมืองรู้ดีว่า “สุเทพ” คือ นักการเมืองผู้มากบารมีที่สุดใน ปชป. และในพื้นที่ภาคใต้ เพราะ “สุเทพ” อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มากว่า 30 ปี เป็นขุนพลเบอร์หนึ่งในการสู้ศึกเลือกตั้งมาโดยตลอด ทั้งในภาคใต้ และการเมืองระดับประเทศ ดังนั้น การจากลาของ “สุเทพ” จึงถือเป็นความสูญเสียขุนพล หรือแม่ทัพคนสำคัญที่สุดของประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับครั้งหนึ่งที่ ปชป. เคยเสีย “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” และ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตรองหัวหน้า ที่ตีจากรังประชาธิปัตย์ไปตั้งพรรคมหาชน เหมือนกับที่ “สุเทพ” และ “เอเนก” ที่กำลังทำร่วมกันตั้งพรรคใหม่อยู่ในตอนนี้

“สุเทพ” นับเป็นมันสมองและท่อน้ำเลี้ยงของพรรค แทบทุกเรื่องรวมศูนย์อยู่ที่ “สุเทพ” ตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองทั้งในภาคใต้ หรือศึกเลือกตั้งระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติ “สุเทพ” เป็นผู้กำหนดทิศทางหมด คงจำกันได้ อย่างช่วงสุญญากาศทางการเมือง ปี 2551 เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ถึง 2 คน “สมัคร สุนทรเวช” และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” จากพรรคพลังประชาชนที่ถูกตัดสินยุบพรรค “สุเทพ” คือ คีย์แมน ผู้ประสานงานดึงพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้พรรค ปชป. ตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยกองทัพหนุนหลังเต็มที “สุเทพ” ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง

แม้แต่การเมืองนอกถนน “สุเทพ” ก็เข้ามามีบทบาทสูงสุดเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าพรรค ปชป.เข้มแข็งได้เพราะ “สุเทพ” ที่มีคอนเนกชั่นในทุกระดับ แน่นอนพรรคใหม่ของ กปปส. ในนาม รปช. ย่อมส่งผลให้สมรภูมิเลือกตั้งในภาคใต้ร้อนฉ่า เพราะกลายเป็นศึกใหญ่ระหว่าง ปชป. กับ กปปส. แต่ดูเหมือนว่าการสู้ศึกครั้งนี้ กปปส.จะได้เปรียบกว่า ปชป. เพราะอย่าลืมว่าแนวร่วมหรือฐานเสียงของทั้ง กปปส. และ ปชป. กินพื้นที่เดียวกัน

หากจำกันได้ในช่วงวิกฤตทางการเมือง ม็อบนกหวีดชุมนุมใหญ่ชัตดาวน์กรุงเทพฯ เมื่อปี 2557 มวลมหาประชาชนที่มาร่วมชุมนุมมาราธอน เกือบทั้งหมดล้วนมาจากภาคใต้ โดยมี “สุเทพ” เป็นแม่เหล็กคนสำคัญในการดึงดูดมวลชนมาร่วมชุมชนยืดเยื้อจนสามารถโค่นล้มรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้ง “ชวน หลีกภัย” ที่ปรึกษาพรรค กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค หรือผู้บริหารพรรคคนอื่นๆ ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การตั้งพรรคของ “สุเทพ” หรือ กปปส. ไม่กระทบ ปชป.แม้แต่น้อย แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะเซียนการเมืองภาคใต้ที่สุด ไม่ใช่ “ชวน” หรือ “อภิสิทธิ์” แต่คือ “สุเทพ” ที่รู้ไส้รู้พุงรังเก่าตัวเองดีที่สุด ทั้งยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ หรือยุทธวิธี ในการเจาะพื้นที่หาเสียง ไม่มีใครสู้ “สุเทพ” ได้ ทำให้การแข่งขันชิง สส.ในทุกจังหวัดภาคใต้เดิมพันสูงกว่าครั้งไหนๆ

แน่นอนเมืองหลวงใหญ่ของพรรค กปปส. หรือ รปช. คือ “สุราษฎร์ธานี” จังหวัดที่ “สุเทพ” ยืดครองมายาวนานตั้งแต่ปี 2522 จนปัจจุบัน จนไม่มีผู้สมัครหน้าไหนกล้าต่อกรได้เลย แต่การเลือกตั้ง ปี 2562 ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป จึงกลายเป็นศึกสายเลือดระหว่างคนบ้านเดียวกัน ที่ต่างฝ่ายต่างหวังโค่น ปชป. ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ

แต่เมื่อ ปชป. ขาดขุนพลคนสำคัญอย่าง “สุเทพ” ที่รู้กันอยู่ว่า สส.ส่วนใหญ่ในพรรค ปชป. อยู่ใต้อาญัติ หรือการดูแลของ “สุเทพ” ผู้มากด้วยบารมีและกระสุนดินดำ อดีต สส.สมาชิกพรรค หรือหัวคะแนน จะเลือกไปซบอกใคร ระหว่าง “ชวน” “อภิสิทธิ์” หรือ “สุเทพ” เป็นประเด็นร้อนที่ขย่มเสถียรภาพทางการเมืองของ ปชป. อยู่ ณ เวลานี้

ในอดีตใครจะลงสมัคร สส.พรรค ปชป.ในพื้นที่ภาคใต้ลงยากมากๆ เพราะฐานเสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ยึดติดกับพรรคด้วยค่านิยมแบบท้องถิ่นนิยม เหมือนกับพรรคเพื่อไทย ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่คนอีสานเลือกเพราะตัวบุคคล กล่าวคือ ภาคใต้ ต้องสังกัดพรรค ปชป. ส่วนภาคอีสานต้อง พรรคเพื่อไทย ถึงจะได้เป็น สส. ดังนั้นไม่ว่าพรรคใดเข้ามาเบียดแทรกในพื้นที่ภาคใต้ แพ้กลับไปไม่เป็นท่า ดั่งเช่น เพื่อไทย ประสบมาแล้ว

แต่ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเกิดทางเลือกใหม่เข้ามา ระหว่าง ปชป. ความนิยมในตัวพรรค กับ “สุเทพ” ที่ได้รับความนิยมในตัวบุคคล ในฐานะแกนนำมวลมหาประชาชน ย่อมทำให้นักการเมืองหน้าใหม่โดยเฉพาะบรรดาอดีตแกนนำ กปปส.ต่างวิ่งเข้าหา เพราะการชนะเลือกตั้ง 50-50 พรรค ปชป.ไม่ได้กินขาดอีกต่อไป

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เหตุใดพรรค ปชป. ตั้งแถวออกมาดับเครื่องชน คสช.แบบไม่ยั้งมือ ท่ามกลางศึกสามเส้า ระหว่าง คสช.ผนึก “สุเทพ” กับ ปชป. ใครจะกำชัยชนะ ต้องติดตามกันต่อไป

เดินหน้าสู่เลือกตั้ง กลีบกุหลาบและขวากหนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553040

  • วันที่ 01 มิ.ย. 2561 เวลา 10:41 น.

เดินหน้าสู่เลือกตั้ง กลีบกุหลาบและขวากหนาม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเลือกตั้งที่หลายฝ่ายก่อนหน้านี้ต่างมองว่าไม่มีความแน่นอน กลับมามีความแน่นอนอีกครั้ง

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้งจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ ซึ่งเวลานี้ได้ประกาศใช้และมีผลใช้บังคับไปแล้ว 2 ฉบับ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พรรคการเมือง

ส่วนอีก 2 ฉบับ ได้แก่ การได้มาซึ่ง สว. และการเลือกตั้ง สส. แม้จะยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็จะเข้าสู่กระบวนการเพื่อให้กฎหมายมีผลใช้บังคับต่อไป ดังนี้

1.ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยเต็มภายใน 30 วัน เป็นขั้นตอนทางธุรการที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะต้องส่งทั้งร่างกฎหมายที่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยให้กับนายกรัฐมนตรี

2.นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ มาตรา 145 ของรัฐธรรมนูญวางกรอบเวลาไว้ให้กับนายกฯ และต้องนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน นับแต่ได้รับร่างกฎหมายมาจากประธาน สนช. จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ให้เป็นกฎหมายอีก 90 วัน

3.กำหนดวันเลือกตั้ง นับเป็นขั้นตอนที่มีความยุ่งยากมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะแม้กฎหมายเลือกตั้งจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่บทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ระบุว่าให้กฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นถึงจะนับไปอีก 150 วัน เพื่อเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้ง

เท่ากับว่าการนับวันเลือกตั้งจะต้องเป็นสูตร 90+150 วัน ซึ่งรวมเวลาทั้งหมดตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วกว่าที่คนไทยจะได้เลือกตั้งต้องใช้เวลาอีกประมาณ 380 วัน หรือราว 1 ปีกันเลยทีเดียว เว้นแต่รัฐบาลจะเร่งรัดขั้นตอนบางอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาตามที่กำหนดเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งยังสามารถร่นเข้ามาได้เร็วขึ้น

ดังนั้น จะเห็นว่าในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งค่อนข้างแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคสำคัญที่อาจมีผลให้เกิดอุบัติเหตุให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนอีก ซึ่งมีอย่างน้อย 2 ประการ

1.การแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยต้องรอดูผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ในสัปดาห์หน้า เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้คำสั่งดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าคำสั่งนั้นจะต้องสิ้นผลไป

แน่นอนว่า คสช.ย่อมไม่ให้กฎหมายพรรคการเมืองใช้ไปโดยไม่มีเงื่อนไขที่ คสช.วางเอาไว้ ดังนั้น อาจมีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับเพื่อแก้ไขเข้าสู่ สนช. เพื่อให้กติกาของพรรคการเมืองจะเดินตามแนวทางที่ คสช.ได้ออกแบบ และเมื่อเกิดการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจริง ย่อมส่งผลให้การเลือกตั้งต้องสะดุดลงชั่วคราวด้วย

2.การสรรหา กกต. ปัจจุบันประเทศไทยมี กกต.ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 4 คน ซึ่งมีอำนาจเต็มตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ส่วนกระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่จำนวน 7 คน ก็อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.

กรณีนี้ด้านหนึ่งดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากถึงการสรรหา กกต.จะยังไม่เสร็จสิ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งอย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกติกาที่ออกแบบไว้ใหม่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น คสช.ย่อมต้องการให้ได้ กกต.ชุดใหม่ที่มาจากสภาที่ตัวเองเป็นคนแต่งตั้ง ซึ่งขณะนี้แนวโน้มของการสรรหา กกต.อาจจะล่มอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย ภายหลังผู้ที่ผ่านการสรรหาจำนวนหนึ่งจากทั้งหมด 7 คน มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การสรรหา กกต.อาจไปไม่ถึงฝั่งอีกครั้ง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคที่จะเข้ามาขัดขวางการเลือกตั้งมีอยู่อย่างจำกัดเมื่อเทียบกับตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา อีกทั้งข้อจำกัดต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะสร้างเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นมาหรือไม่เพื่อเลื่อนการเลือกตั้ง

ที่สุดแล้ว การเลือกตั้งที่คนไทยรอคอยมากว่า 4 ปีนั้นอยู่แค่เอื้อม เหลือเพียงแต่ คสช.จะยอมให้คนไทยเอื้อมไปถึงการเลือกตั้งที่ว่านั้นหรือไม่

หมดเงื่อนไข “ยื้อ” เตรียมนับหนึ่งสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552938

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 11:56 น.

หมดเงื่อนไข "ยื้อ" เตรียมนับหนึ่งสู่เลือกตั้ง

สัญญาณ”เลือกตั้ง”ชัดเจนมากขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณ “เลือกตั้ง” เริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งสองประเด็นตามที่สภานิติบัญญัติยื่นเรื่องให้วินิจฉัย

ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ซึ่งศาลเห็นว่า การดำรงตำแหน่งข้าราชการทางการเมืองเป็นสิทธิชนิดหนึ่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ออกกฎหมายจำกัดสิทธิได้

ส่วนประเด็นที่สอง การให้บุคคลอื่นสามารถลงคะแนนแทนผู้พิการได้นั้น ศาลเห็นว่าการอำนวยความสะดวกหรือจัดให้มีความช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ยังอยู่ในขอบเขตของวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์เช่นกันว่า “ไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ” ขั้นตอนต่อจากนี้นายกรัฐมนตรีต้องเตรียมนำกฎหมายดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

ประเด็นสำคัญ คือ การปลดล็อกเงื่อนไขที่เป็นห่วงกันจะทำให้การเลือกตั้งต้องสะดุดแล้ว ต่อจากนี้เส้นทางข้างหน้าจึงถูกบังคับให้เดินหน้าไปตามโรดแมปที่กำหนด คือ จะต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นใน 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ซึ่ง​คำนวณตามปฏิทินแล้วน่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน ก.พ. 2562 ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์

เมื่อไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาล คสช.หยิบยกมาอ้างเพื่อยื้อการเลือกตั้งอีกต่อไป สิ่งที่รัฐบาล คสช.ควรเร่งดำเนินการก็คือการประกาศความชัดเจนถึงวันเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันว่า จะไม่มีการเลื่อนออกไปจากกำหนดนี้อีกแล้ว

จากเดิมที่ความไม่แน่นอนในวันเลือกตั้ง กลายเป็นชนวนบั่นทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง และกระทบต่อเนื่องไปถึงการค้าการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ส่วนหนึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจะประกาศวันเลือกตั้งแล้ว แต่สุดท้ายก็มีเหตุให้รัฐบาลต้องหยิบยกมาอ้างเป็นเงื่อนไขสำหรับการขยับวันเลือกต้องไกลออกไปจากกำหนดเดิม

รวมทั้งล่าสุด การปรับแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดให้ร่าง พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน จนการเลือกตั้งที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2561 ต้องเลื่อนออกไปเป็น ก.พ. 2562

ฉุดให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.ลดลงไปอย่างมาก จนยากจะปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้จริงใน ช่วงต้นปี 2562 โดยไม่มีเหตุผลหรือข้ออ้างอื่นใดที่ คสช.จะหยิบยกมาเป็นเหตุผลอีกในอนาคต

ขณะที่บรรดาแกนนำ คสช.เองยังไม่อาจให้คำมั่นแบบเต็มปากเต็มคำว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเวลาดังกล่าว ระบุเพียงแค่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมป

ถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์ที่พรรค การเมืองตลอดจนกลุ่มต่างๆ ไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ประกาศความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะต้องไม่เลื่อนออกไป

ที่สำคัญนำไปสู่การเดินหน้ารวมตัวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้รัฐบาล คสช.มีความชัดเจนเรื่องเลือกตั้ง ปิดประตูการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป

การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ในโอกาสครบ 4 ปี รัฐประหาร นับเป็นอีกความหวั่นวิตกของรัฐบาลและหน่วยความมั่นคงเพราะจำนวนแนวร่วมที่เพิ่มมากขึ้น และเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งบานปลายเป็นความรุนแรงต่อไป

ยิ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังปรากฏกระแสข่าวกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์เตรียมออกมาป่วนการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

การไม่มีความช้ดเจนเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งจึงยิ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่จะนำไปสู่การโจมตีและหยิบยกมาทำลายความชอบธรรม คสช.อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจที่รุนแรงขึ้นท่ามกลางกระแสดูด สู่ภารกิจผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

แม้ระยะหลังประเมินสถานการณ์แล้วอาจไม่ง่ายกับการกลับมาของ คสช. จนเริ่มเห็นการออกมาโยนหิน​ประเด็น “รัฐบาลแห่งชาติ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นแค่ความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

ทั้งหมดทำให้รัฐบาล คสช.ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งซึ่งจะเป็นประตูไปสู่การเปลี่ยนผ่านพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ

รัฐบาลแห่งชาติ กลเกมยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552812

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 11:07 น.

รัฐบาลแห่งชาติ กลเกมยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจุดกระแสปลุกประเด็น “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามที่มีการออกมาโยนหินวัดกระแสตอบรับจากสังคมอยู่เป็นระยะ ในขณะที่เริ่มมีหลายฝ่ายออกมาขานรับกับทางเลือกนี้

เจ้าพ่อวังน้ำเย็น ​เสนาะ เทียนทอง แกนนำพรรคเพื่อไทย เจ้าของฉายาผู้จัดการรัฐบาลที่เคยจุดประเด็นนี้เป็นคนแรกๆ มองว่าหากประเทศไม่มีทางออกใดที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความราบรื่น ถ้าเป็นไปได้ก็ให้มีรัฐบาลแห่งชาติเสีย ขอให้เอาบ้านเอาเมืองไว้ก่อน ไม่ใช่ทำเพื่อพวกฉันหรือเพื่อพวกพ้องแล้วบ้านเมืองเสียหาย

แม้ที่ผ่านมามุมมองข้อเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่คาดกันนั้นจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยอาศัยสถานการณ์และกลไกตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่หลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)​ ​มองว่าการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มีการพูดกันมาหลายยุคหลายสมัยแต่สิ่งที่จะชี้ขาดว่าจะมีรัฐบาลรูปแบบใดนั้นจะต้องดูผลการเลือกตั้งในอนาคต

“ส่วนที่รัฐธรรมนูญกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี อาจเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่จากสภาวะการเมืองปัจจุบันก็มีโอกาสเกิดรัฐบาลแห่งชาติมากที่สุด แต่จะต้องขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งที่จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบรัฐบาลด้วย”

แม้แต่โหร คมช.-วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ที่ออกมาวิเคราะห์ว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งในรูปแบบดีขึ้น โดย พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์คงได้คะแนนเสียงระดับหนึ่ง แต่คงไม่ได้หวนกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน

“ยังเป็นหน้าที่ของคนในรัฐบาลปัจจุบันแต่ก็อาจเป็นไปได้ที่จะมารวมกันเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อชาติบ้านเมือง โดยไม่คิดถึงประโยชน์ใดๆ คล้ายๆ กับรัฐบาลแห่งชาติ ในที่สุดน่าจะมาเป็นแบบนี้มากกว่า เวลานี้เป็นการเล่นการเมืองตามบท …เท่าที่ดูความเป็นรัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นไปได้สูง”

ทว่าในระยะหลังเริ่มได้ยินเสียงสะท้อนพูดถึงรัฐบาลแห่งชาติในช่วงก่อนเลือกตั้งมากขึ้นด้วยหลายเหตุผล รวมทั้งเป็นหนึ่งในแผนที่ต้องการจะยื้อการเลือกตั้งออกไป

ปัจจัยแรกมาจากมรสุมที่กำลังรุมเร้า จนฉุดความเชื่อมั่นและคะแนนนิยม คสช.ลงเรื่อยๆ หากประเมินสถานการณ์เวลานี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก กับความพยายามปลุกปั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.​ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ทั้งด้วยคะแนนนิยมที่ยังน่าเป็นห่วงกับแผลใหญ่เรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ​ที่กำลังฉุดรั้งไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปถึงเป้าหมาย

การขับเคลื่อนตั้งพรรคพลังประชารัฐที่เคยหวังว่าจะเป็นฐานสำคัญในกระบวนการรวมเสียงจาก “ปฏิบัติการดูด” เริ่มส่อเค้าไม่เข้าเป้ากับการไปรวมกับ 250 เสียง สว. เฉพาะกาลเพื่อเดินหน้าไปสู่เส้นทางนายกฯ คนใน

ไม่ต้องพูดถึงขั้นตอนการเลือก “นายกฯ คนนอก” ที่ต้องใช้ทั้งจำนวนเสียง สส.ในสภามากกว่า และต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากสังคมมากกว่า อันจะทำให้ทางเลือกนี้เกิดขึ้นได้ยาก

อีกทั้งเวลานี้เริ่มมีการขยับตั้งพรรค​ “รวมพลังประชาชาติไทย” อันอาจจะเป็นอีกตัวแปรทางการเมือง ซึ่งทำให้พลังฝั่งสนับสนุน คสช.อ่อนแรงแผ่วลงไปในที่สุด

ประเมินเสียงสุดท้ายโอกาสที่จะ คสช.จะกลับมาหลังการเลือกตั้งจึงดูเลือนราง ในวันที่ฐานการเมืองเก่ายังคงเหนียวแน่น แม้จะถูกแช่แข็งมานานนับ 4 ปี

แม้แต่ผลโหวตเพจเฟซบุ๊กขอล้านไลค์สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ มีผู้ไม่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศต่อถึง 94% และสนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อแค่ 6%

ล่าสุด อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า  พอรัฐบาลเจอวิกฤตหนักๆ จวนตัว มักจะหาแนวทางไปสู่คำว่า รัฐบาลแห่งชาติ เพื่อยื้อการเลือกตั้ง หรืออยู่ในอำนาจให้นานที่สุด อีกทั้งถ้าคำว่ารัฐบาลแห่งชาติคือ การพยายามดูดดึง ทุกกลุ่มก๊วน เข้าร่วมงานทางการเมือง สภาพปัจจุบันก็ไม่แตกต่างจากคำว่ารัฐบาลแห่งชาติอยู่แล้ว

ระยะหลังมีการพูดถึงสูตรรัฐบาลแห่งชาติก่อนเลือกตั้งหลายสูตรทั้ง สูตรที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเก้าอี้นายกฯ ต่อไป และดึงฝักฝ่ายกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้ามาร่วมจับมือกันทำงานเป็นรัฐบาล​ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไป เนื่องจากเกรงว่าหากเลือกตั้งแล้วอาจทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอีกรอบ อันจะทำให้ทุกสิ่งที่ทำมาทั้ง 4 ปี พังทลายลงไป

แน่นอนว่าสูตรนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ความพยายามยื้อการเลือกตั้งและคงอำนาจในมือ คสช.ให้อยู่นานขึ้นกว่าเดิมด้วยรูปแบบวิธีใหม่เท่านั้น จึงไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับจากฝักฝ่ายต่างๆ

อีกสูตรที่ถูกพูดถึงคือการยกเครื่องใหม่หมดเปลี่ยนรัฐบาลทั้งชุด แต่ยังคงให้คนจากกองทัพมานั่งเป็นนายกฯ พร้อมดึงกลุ่มการเมืองต่างๆ  ให้มาร่วมเป็นรัฐบาลแห่งชาติบริหารบ้านเมืองให้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปก่อนถึงจะมีการเลือกตั้ง

สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นสูตรไหนย่อมถูกมองว่าทั้งหมดเพียงเป็นแผนต้องการยื้อเลือกตั้งออกไป อันจะนำไปสู่กระแสต่อต้านคัดค้านและความวุ่นวายมากกว่าการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

ลูบหลังพุทธะอิสระ บิ๊กตู่รักษาพันธมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552689

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 10:39 น.ลูบหลังพุทธะอิสระ บิ๊กตู่รักษาพันธมิตร

ประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศว่ามีการล้างบางวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอย่างไทย

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดยมีการจับกุมพระที่มีสมณระดับสูงและให้ลาสิกขาถึง 5 รูป ตามหมายจับคดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ปี 2557 รวมกว่า 150 ล้านบาท ได้แก่

1.พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

2.พระครูสิริวิหารการสมจิตร จันทร์ศรี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

3.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือ เจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

4.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

5.พระอรรถกิจโสภณ เลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วัดสามพระยา

คดีเงินทอนวัด เป็นคดีที่หน่วยงานรัฐได้ดำเนินการตรวจสอบมาเป็นระยะ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติฟ้องคดีให้เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงไปแล้วหลายราย

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีเพียงกรณีของคดีเงินทอนวัดเท่านั้นที่สะท้านวงการสงฆ์ แต่ในเวลาเดียวกันหน่วยงานรัฐได้ดำเนินคดี กับ “พระพุทธะอิสระ” หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร รวมทั้งในคดีปลอมพระปรมาภิไธย

สำหรับกรณีของพระพุทธะอิสระนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าพุทธะอิสระเป็นหนึ่งในพระที่มักจะเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้าน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การชุมนุมของคณะกรรมการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนมาถึงการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งการชุมนุมของ กปปส. ปรากฏว่าพระพุทธะอิสระมีบทบาทเป็นอย่างมากด้วยการเป็นผู้จัดการเวทีการชุมนุมที่แจ้งวัฒนะ ยิ่งไปกว่านั้นได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปะทะกับ
เจ้าหน้าที่ที่ดูแลความสงบหลายครั้ง

ทว่าภายหลังการรัฐประหารในปี 2557 เปลี่ยนบทบาทมาเป็น “สารวัตรพระ” ผ่านการเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มวัดพระธรรมกายเป็นระยะ ก่อนที่จะต้องยุติบทบาทแบบไม่เต็มใจ หลังจากถูกดำเนินคดีและต้องลาสิกขาด้วยข้อหาฉกรรจ์ทั้งสองข้อหา

การจับพระพุทธะอิสระกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเพราะได้มีการเผยแพร่คลิประหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมถึงในห้องนอนที่วัด ซึ่งเป็นการปฏิบัติประหนึ่งผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรงที่มีโทษถึงประหารชีวิต

เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจกับกลุ่มคนที่ยังคงศรัทธาพระพุทธะอิสระเป็นอย่างมาก จนกระทั่งรัฐบาลต้องออกมาขอโทษถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่ได้ลงมือเกินกว่าเหตุ

“นายกฯ ขอโทษแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเสียความรู้สึก โดยได้ว่ากล่าวตักเตือนและกำชับไปแล้วว่าต้องไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก รวมทั้งยังได้ฝากขอโทษ สุวิทย์ (อดีตพระพุทธะอิสระ) ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย” เป็นคำพูดของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่อ้างถึงคำขอโทษของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกรณีดังกล่าว

น่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีของรัฐบาลในการตบหัวแล้วลูบหลังครั้งนี้ เพราะถ้ามองกันโดยทั่วไปแล้วหน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว ประกอบกับคดีเป็นคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรง จึงยิ่งสมควรทำงานอย่างเคร่งครัด แต่ทำไปทำมากลับมาขอโทษหน้าตาเฉย

ทั้งนี้ ในอดีตกลุ่มทหารบูรพาพยัคฆ์นั้นมีความสัมพันธ์กับอดีตพระพุทธะอิสระอยู่ไม่น้อย โดยมีภาพที่ไปร่วมงานบุญในอดีต ส่งผลให้ที่ผ่านมาทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และนายทหารกลุ่มอีกหลายคนถูกมองว่าเป็นพันธมิตรกับฝ่ายต่อต้านทักษิณ

ขณะเดียวกันฐานสนับสนุนของ พล.อ.ประยุทธ์ ในปัจจุบันต่างมาจากกลุ่มลูกศิษย์ของอดีตพระมีชื่อรายนี้ แม้มวลชนกลุ่มอื่นจะเริ่มตีตัวออกห่างจากการสนับสนุน คสช. แต่ยังมีกลุ่มของอดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยที่อยู่ข้างเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.

ด้วยเหตุนี้เมื่อภาพของการทุบประตูกุฏิเพื่อเข้าไปจับผู้นำมวลชนทั้งผ้าเหลือง จึงนำมาซึ่งความไม่พอใจ คสช.พอสมควร และพานไปถึงอาจไม่สนับสนุน คสช.อีกต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จึงออกมาขอโทษผ่านโฆษกของรัฐบาล ย่อมมองแล้วว่าหากปล่อยให้กระแสบานปลาย จะไม่ต่างอะไรกับการผลักมิตรให้เป็นศัตรู และอาจจะกระทบงานใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะการลงเลือกตั้งเพื่อกลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง

นับว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ยังโชคดีไม่น้อยที่อดีตพระพุทธะอิสระไม่ได้ปลุกมวลชนให้มายืนฝั่งตรงข้ามกับ คสช. มิเช่นนั้น คสช.อาจไม่เหลือพันธมิตรในการทำศึกใหญ่แน่นอน

ดังนั้น การขอโทษผู้ต้องหาในคดีอาญาของผู้นำประเทศ ด้านหนึ่งอาจดูแปลกตาไปบ้าง แต่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงต้องยอมทำใจให้ชินไปเอง

ศาล รธน.เขย่า ม.44 สะเทือนอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552595

  • วันที่ 28 พ.ค. 2561 เวลา 09:42 น.

ศาล รธน.เขย่า ม.44 สะเทือนอำนาจ คสช.

การใช้มาตรา 44 ที่เคยคิดว่าง่าย โดยไม่สนใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจะทำให้ คสช.ยากต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจเหมือนที่ผ่านมา

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าหากจะบอกว่าการเลือกตั้งกำลังเดินตามโรดแมปก็คงไม่แปลกนักภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งลงมติว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้วันที่ 30 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้ามองกันในเบื้องต้นก็มีความเป็นไปได้ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่น่าจะมีปัญหาทางกฎหมาย

สาเหตุที่มีความเป็นไปได้อย่างนั้น เนื่องจากมองถึงแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะพบว่าได้มีคำวินิจฉัยไปในลักษณะว่าเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจโดยเด็ดขาดของ สนช.เท่ากับว่าการตัดต่อร่างกฎหมายของ สนช. ถึงจะมีหน้าตาผิดแปลกไปจากของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบ้าง แต่โดยรวมก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงพอให้คาดเดาได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พ.ค. ก็คงไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก

อย่างไรก็ดี วันที่ 30 พ.ค.ไม่ได้ชี้ขาดเฉพาะเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง สส.เท่านั้น แต่ยังมีการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปมาจากการยื่นคำร้องของพรรคการเมืองไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินที่ต้องการให้วินิจฉัยว่าคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ออกโดยอาศัยมาตรา 44 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นไปในทำนองเดียวกันว่าคำสั่งดังกล่าวอาจขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

สำหรับประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมีด้วยกันดังนี้

1.การให้สมาชิกพรรคที่ประสงค์จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคต่อไป ต้องไปยืนยันตนเองและแสดงหลักฐานว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายต่อหัวหน้าพรรคการเมือง มิเช่นนั้นให้ถือว่าพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิและเพิ่มภาระให้กับสมาชิกพรรคเกินไป

2.การให้จัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับ จัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ภายใน 90 วัน มิเช่นนั้น พรรคการเมืองดังกล่าวจะสิ้นสภาพไป ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควรเช่นกัน

ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พ.ค. สามารถออกได้ด้วยกัน 3 หน้า

หน้าที่ 1 ให้คำสั่ง คสช.มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยมองว่าการใช้มาตรา 44 ที่รองรับด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้นชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและรวมศูนย์เด็ดขาด

หน้าที่ 2 ให้คำสั่ง คสช.สิ้นผลไป เพราะไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและพรรคการเมืองที่ได้รับการประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่จะมีผลย้อนหลังหรือมีผลตั้งแต่ศาลมีคำวินิจฉัยก็สามารถออกมาได้ทุกทาง

หน้าที่ 3 ให้ คสช.แก้ไขคำสั่งบางส่วนที่มีผลกระทบ ซึ่งขั้นตอนการแก้ไขก็ไม่ได้ยาก เพียงแค่ คสช.ประชุมกันและแก้ไขก่อนให้หัวหน้า คสช.ลงนามและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

จากความเป็นไปได้ข้างต้น หากผลลัพธ์แห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นหน้าแรกทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าออกมาเป็นหน้าที่ 2 หรือ หน้าที่ 3 แน่นอนว่าจะกระทบต่อ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกฎหมาย คสช.อาจจะมองว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของ คสช.ก็ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเขย่าอำนาจของ คสช.อย่างน่าสนใจ

ต้องไม่ลืมว่า คสช.พยายามสร้างมาตรา 44 ขึ้นมา เพื่อเป็นอำนาจเด็ดขาดที่รวมทั้งบริหารนิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่บุคคลเพียงคนเดียว ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสวนทางกับ คสช.ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจของ คสช.กำลังเจอกับปัญหาเข้าให้แล้ว

การใช้มาตรา 44 ที่เคยคิดว่าง่าย โดยไม่สนใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้ คสช.ยากต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเป็นการเปิดทางให้ผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 สามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเช็กบิล คสช.ย้อนหลังได้

แม้ผู้สันทัดกรณีทั้งหลายต่างมองว่ากรณีของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 น่าจะจบลงด้วยความสุขของ คสช. เพราะมีมาตรา 44 คุ้มครอง แต่ถ้าไม่มีประเด็นหรือไม่มีปัญหาจริง ศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่รับเข้าสารบบความไว้ตั้งแต่แรก เพราะถ้ามองว่ามาตรา 44 เป็นที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรรับเอาไว้ให้เปลืองทรัพยากรของศาล

ดังนั้น วันที่ 30 พ.ค. เป็นอีกวันที่ คสช.น่าจะหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะหากผลไม่ได้เป็นดั่งใจคิดอาจถึงคราวที่มาตรา 44 จะกลายเป็นหมันก็เป็นได้

เปิดเบื้องหลังดีลรวมพลังประชาชาติไทย ตัดสัมพันธ์ คสช.ดึงทุกสีร่วมปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552273

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

เปิดเบื้องหลังดีลรวมพลังประชาชาติไทย ตัดสัมพันธ์ คสช.ดึงทุกสีร่วมปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสความเคลื่อนไหวเตรียมก่อตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” กลายเป็นอีกปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกับการทาบทาม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มารับหน้าที่หัวหน้าพรรค ด้วยเป้าหมายปรองดองดึงฝักฝ่ายคู่ขัดแย้งต่างๆ มาร่วมเป็นกำลังสำคัญ

หากย้อนดูประวัติที่ผ่านมาจะเห็นว่า ศ.พิเศษ เอนก ถือเป็นอีกบุคคลที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ​จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในป่าประมาณ 4 ปี

หลังจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้กลับมาเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างชนบทและคนในเมืองที่ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับการเมืองที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ​​

ทางการเมือง อาจารย์เอนกได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ จนต่อมาได้ลาออกมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชนตามคำชักชวนของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ​แต่ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคหลังการเลือกตั้ง 2548 สุดท้ายมาร่วมกับ ​​ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ คือ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และออกจากถนนการเมืองในปีต่อมา

ทว่าภายหลังรัฐประหาร อาจารย์เอนกได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตำแหน่งประธานคณะกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ

จากจุดแข็งเรื่องการทำงานด้านการปรองดองมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาจารย์เอนกถูกทาบทามให้มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองหลายๆ พรรคในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่มีภารกิจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ก็ได้ตอบปฏิเสธไป

การปฏิเสธคำชักชวนของแต่ละพรรคที่เข้ามาทาบทามนั้น เพราะไม่ต้องการให้บรรยากาศการเมืองกลับมาขัดแย้งอีกครั้ง โดยเฉพาะภายหลัง คสช.ตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง อันจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาทำลายเส้นทางปรองดองที่พยายามดำเนินการมาตลอดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับฝั่ง กปปส. ที่เคยต่อสายทาบทามอาจารย์เอนกมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นเดียวกัน เพราะเจ้าตัวต้องการเปิดพื้นที่พรรคการเมืองที่ดึงคนจากทุกฝ่าย ทุกสีเสื้อ มาร่วมเป็นกำลังขับเคลื่อน อันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง

สะท้อนผ่านข้อความที่อาจารย์เอนกโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ยังไม่มีใครตั้ง ไม่มีใครทาบทามเป็นหัวหน้าพรรค และตนก็ไม่ได้ตั้งตนเองเป็นหัวหน้าพรรคใหม่

“หากมีนักการเมืองใหญ่ นายทุนพรรค หรือผู้มีบารมีคนเดียว หรือไม่กี่คนมาตั้งตนขอไม่เป็น และสุเทพก็ไม่ได้มาทาบทามตนเป็นหัวหน้า และถ้ามาทาบทามก็ไม่ขอรับ เพราะเบื่อหน่ายการตั้งพรรค และการทำการเมืองแบบเก่าๆ ออกกลิ่นน้ำเน่าแบบนั้น”

ที่สำคัญพรรคนี้จะไม่เริ่มจากประเด็นว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งหรือไม่ รวมถึงพรรคนี้ไม่ใช่ กปปส.อย่างแน่นอน

อาจารย์เอนก อธิบายว่า หลายเดือนที่ผ่านมา มีคณะผู้ก่อตั้งพรรคหลายร้อยคนรวมตัวกันอย่างเงียบๆ ตนก็เข้าร่วมได้ประสานงาน ระดมปัญญากัน ซึ่งเรามีเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่จะร่วมสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่ที่เป็นสถาบันแห่งความดีงาม พรรคนี้จะเป็นหลักชัยให้บ้านเมือง จะไม่ปล่อยให้พรรคต้องถูกผูกขาดหรือตกเป็นของเจ้าของพรรคหรือของผู้นำพรรคเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

สอดรับกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของ กปปส.เดิมที่ตั้งใจจะไปจัดตั้งพรรคและขับเคลื่อนในนาม กปปส. มาเป็นการเดินหน้าในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย อันจะช่วยลดแรงเสียดทาน เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ลดโทนลงมาว่าไม่ได้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่สนับสนุนการปฏิรูป

ล่าสุด สุเทพ ชี้แจงว่า ​พรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่ใช่พรรคของตนเอง เป็นพรรคของประชาชนที่มีเจตจำนงในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งถ้ามีประชาชนที่มีอุดมการณ์รวมตัวกันทำพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองของประเทศ และมีอุดมการณ์ตรงกับตนก็ยินดีที่จะไปช่วย โดยจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีตำแหน่งบริหารในพรรคการเมือง รวมทั้งหากพรรคการเมืองดังกล่าวไปร่วมรัฐบาลก็ไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

ที่สำคัญ อาจารย์เอนกออกมาชี้แจงล่าสุดว่า ตนเองเป็นเพียงผู้ก่อตั้งพรรค ขอให้รออีก 3 เดือน ก็จะให้สมาชิกพรรคทั้งหมดดำเนินการคัดเลือกหัวหน้าพรรค หากที่ประชุมมีมติเลือกตนก็พร้อมรับตำแหน่งนี้

“หลังจากที่ คสช.อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุมได้ ผมจะร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ได้ด้วยพรรคและนักการเมืองแบบใหม่ ประเทศจะกลับไปเป็นการเมืองอย่างเดิมอีกไม่ได้ และจะเดินหน้าผลักดันเรื่องความปรองดองให้สำเร็จด้วย เพราะถือเป็นโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิต ผมจะสร้างพรรคคุณภาพของสมาชิกและประชาชน“ อาจารย์เอนก กล่าว

ด้านความคืบหน้าล่าสุด พรรครวมพลังประชาชาติไทยเตรียมมอบหมายให้ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความของสุเทพ ​เป็นผู้ไปจดแจ้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 25 พ.ค. เวลา 08.00-09.00 น.