โค้งสุดท้ายปฏิรูปตำรวจ เดิมพันสำคัญ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550761

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 10:56 น.
โค้งสุดท้ายปฏิรูปตำรวจ เดิมพันสำคัญ คสช. 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับกระบวนการปฏิรูปตำรวจ ในวันที่หน้าที่สำคัญถูกถ่ายโอนมาอยู่ในมือ คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นประธาน ท่ามกลางความคาดหวังจะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จลุล่วงตามที่ทุกฝ่ายคาดหวัง

หลังจาก 4 ปีที่ผ่านมาความพยายามของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน

ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดลำดับความสำคัญไว้เป็นงานแรกๆ ตามเสียงสะท้อนที่เห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่ายในสังคม ซึ่งต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในแวดวงสีกากี อันเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมและเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของประชาชน

หากจำได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยสั่งการด้วยลายลักษณ์อักษร 13 หน้ากระดาษ ให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจดำเนินการ แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การปฏิรูปองค์กร ที่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงใด 2.กระบวนการยุติธรรม กฎหมาย ต้องไปดูกฎหมายที่ตำรวจใช้ในการทำงาน เรื่องการสอบสวน พิสูจน์หลักฐานที่มีปัญหาอยู่เดิม และ 3.เป็นเรื่องของบุคลากรที่จะดูแลตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างไรให้ขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียม ดูแลในเรื่องของงบประมาณใช้จ่ายต่างๆ ถ้าจัดงบประมาณให้เหมาะสม ตำรวจก็ไม่ได้หาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในทางปฏิบัติเรื่องปฏิรูปตำรวจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะกับการเข้าไปปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ตลอดจนอำนาจหน้าที่ในองค์กรที่มีความแข็งแรง และยังเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจทางการเมือง

การคิดจะเข้าไปปรับเปลี่ยนใดๆ ย่อมเกิดแรงต่อต้านไม่ยอมรับจากบรรดาบิ๊กสีกากี ซึ่งไม่ต้องการให้อำนาจในมือต้องได้รับผลกระทบไปกับการปฏิรูป ที่สำคัญ บรรดากลไกที่แต่งตั้งมารับหน้าที่ปฏิรูป จะเข้าไปปฏิรูปล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับทางบิ๊กตำรวจจนเกิดการเกรงอกเกรงใจไม่กล้าปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย

กลไกสำคัญ รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาดำเนินการรให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (6 เม.ย. 2560) พร้อมระบุว่าเมื่อครบกำหนดเวลา ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโส

ภายหลังการดำเนินการครบ 1 ปี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ แถลงสรุปผลการปฏิรูปตำรวจว่า เรื่องหลักคือการแต่งตั้ง ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญไปสู่การแก้ไขปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง ตลอดจนการเข้ามาแทรกแซงครอบงำจากฝ่ายการเมือง

ข้อสรุปคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยให้ ผบ.ตร.เป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่เหมาะสม 1-3 รายชื่อให้ ก.ตร. พิจารณาโดยองค์ประกอบ ก.ตร.เปลี่ยนแปลงจากเดิมมี ผบ.ตร.เป็นประธาน แล้ว ก.ตร.จะคัดเลือกจากรายชื่อที่ ผบ.ตร.เสนอออกมาเพียงคนเดียว แล้ว ผบ.ตร.จะเสนอคนที่เหมาะเป็น ผบ.ตร.คนต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ

ขณะที่ ก.ต.ช.ยังมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ไม่มีบทบาทในการ แต่งตั้งโยกย้าย องค์ประกอบปรับปรุงใหม่ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายให้กระจายอำนาจการแต่งตั้งไปยังกองบัญชาการต่างๆ อาทิ บช.1-9 บช.น. ตชด. ฯลฯ ที่เหลือเป็นอำนาจ ผบ.ตร.

จนมาถึงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่ดูจะเป็นเนื้อเป็นหนังกว่าทุกชุด เริ่มตั้งแต่การกำหนดภารกิจตำรวจเป็น 4 แท่งภารกิจ คือ 1.งานสอบสวนทำสำนวนคดี 2.งานป้องกันปราบปรามการทุจริต 3.งานเทคนิควิชาการ และ 4.งานบริหารและอำนวยการ

แถมมีแนวคิดรื้อโครงสร้างโดยการเห็นควรให้ยุบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และโอนภารกิจไปให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยให้ ก.ตร.ทำหน้าที่กำกับนโยบาย และวางหลักเกณฑ์กติกาและกำกับการแต่งตั้ง โยกย้ายเลื่อนขั้นเงินเดือนตำรวจที่ชัดเจน ใช้หลักอาวุโส 50% ผลงาน 30% และความพึงพอใจของประชาชน 20% โดย ก.ตร.จะพิจารณาเลือก ผบ.ตร.เองตำแหน่งเดียว

พร้อมเพิ่มคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ (ก.พ.ค. ตร.) ขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์แก่บรรดาข้าราชการตำรวจ หากผู้ร้องไม่พอใจคำวินิจฉัย สามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองสูงสุดได้ต่อไป

ที่สำคัญยังเตรียมโยกหน่วยงานทั้งด้านอำนวยความสะดวกด้านการจราจร งานกวดขันวินัยจราจร งานบังคับใช้กฎหมายจราจร เฉพาะความผิดฐานจอดรถโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ภายใต้กรอบเวลา 2 ปี ส่วนตำรวจรถไฟให้โอนภารกิจไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นเจ้าของรถไฟ

จากนี้จึงต้องจับตารอดูกฎหมายที่จะออกมาว่ามีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร ยังไม่รวมกับการต้องรอดูว่าเนื้อหาเหล่านี้จะถูกปรับแก้ไข ในชั้น ครม.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะแรงกดดันจากบรรดาบิ๊กตำรวจที่สามารถต่อสายตรง ถึงบิ๊ก คสช. และยังอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการพิจารณาของ สนช.

เส้นทางปฏิรูปตำรวจนับจากนี้จึงเปราะบางและไม่รู้ว่านี่จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ คสช.ได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่

ทักษิณออกโรง สกัดดูดเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550633

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 09:18 น.

ทักษิณออกโรง สกัดดูดเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังเก็บตัวเงียบไร้การเคลื่อนไหวมาพักใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นขยับด้วยการออกมา ทวีต ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @ThaksinLive ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ส่งให้ผลการยกเลิกพาสปอร์ต 2 ฉบับ มีผลโดยสมบูรณ์ ว่าไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย

​“การฟ้องไม่ใช่เพราะเดือดร้อนอะไร ที่ไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางของไทย แต่เพียงต้องการอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยได้มีโอกาสปรับตัวจากการถูกปรามาส ว่าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนไม่เป็นที่พึ่งของสังคม เพราะได้ดำเนินการไปโดยขัดหลักนิติธรรมสากล และเลือกปฏิบัติต่อคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะฝ่ายมาโดยตลอด”​

ไม่ต่างจากท่าทีที่ผ่านมาของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งจะใช้ยุทธศาสตร์สะท้อนให้เห็นสภาพถูกกระทำผ่านกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ที่ขัดกับหลักสากลและยังถูกเลือกปฏิบัติ

ถัดจากนั้นไม่กี่วัน คู่พี่น้องอดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จูงมือกันบินไปยังประเทศสิงคโปร์ เปิดห้องอาหารเลี้ยงโต๊ะจีนกับบรรดาอดีตรัฐมนตรีและ สส.จากพรรคเพื่อไทย กว่า 50 คน

ด้านหนึ่งมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการ “เช็กชื่อ” ตรวจแถวบรรดาอดีต สส.ว่าจะยังเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทย พร้อมลุยศึกเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปหรือไม่

ในวันที่แรง “ดูด” ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สอดรับไปกับแนวคิดการตั้ง “พรรคทหาร” ซึ่งมีภารกิจผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ที่มีความชัดเจนจนเริ่มเห็นการออกมาดำเนินการของแต่ละฝ่ายอย่างเป็นระบบ

ทั้งการเดินสายของคนใน คสช. ที่​ไปพบปะกับกลุ่มการเมืองต่างๆ ในอดีต ทั้งตะกูลสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่นครปฐม เรื่อยไปจนถึงการดึงตัวคู่พี่น้อง สนธยาและอิทธิพล คุณปลื้ม จากพรรคพลังชล เจ้าของพื้นที่ชลบุรี มารับตำแแหน่งในรัฐบาล คสช. ไม่ต่างจากการดึง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม.ประชาธิปัตย์ มาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ หอบคณะรัฐมนตรีไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ฐานที่มั่นทางการเมืองของ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งมีการตั้งเรื่องชงโครงการต่างๆ ​รวม 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ ในวันที่เริ่มมีการพูดถึงสูตรจัดตั้งรัฐบาลผ่านกลไก “นายกรัฐมนตรีคนใน” ซึ่งต้องอาศัยเสียงจาก สส. 125 เสียงของเพื่อไทยรวมกับ 250 เสียงจาก สว.ชุดเฉพาะกาลที่ คสช.เป็นคนคัดเลือก

​ไม่แปลกที่จะเห็นพรรคต่างๆ ออกมาประสานเสียงโจมตีมหกรรมการดูดรอบนี้ว่านอกจากจะสวนทางการปฏิรูปที่ คสช.พยายามปลุกปั้นแล้วยังยิ่งทำให้การเมืองเดินถอยหลังย้อนกลับไปสู่วังวนปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดการสืบทอดอำนาจที่กำลังเดินหน้า ​

ขณะที่ ​สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเป็นคีย์แมนคนสำคัญกับการจัดตั้งพรรคทหารนั้น ออกมาชี้แจงเรื่องการดูด สส.ว่า  “ไม่มีใครไปดูดใคร ไม่มีเลย แต่ทำไมคนอยากจะย้ายบ้าน เพราะว่าบ้านอยู่แล้วไม่มีความสุขหรือไม่ มันจึงต้องพัฒนาบ้านให้เป็นบ้านที่คนไทยฝากความหวังไว้ได้”

สำหรับพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าเวลานี้กำลังระส่ำระสายอยู่ไม่น้อย ในวันที่หัวขบวนต้องระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ​ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะวางใครขึ้นมาเป็นแม่ทัพนำลงสนามเลือกตั้ง

ทั้งแรงแซะ แรงดูด แรงกดดันที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเตรียมสละเรือไปตั้งพรรคใหม่ เพื่อลดแรงกดดันในฐานะคู่ขัดแย้งกับ คสช.โดยตรง ซึ่งจะง่ายต่อตัวเองในการลงพื้นที่หาเสียง

ยังไม่รวมกับเรื่องความได้เปรียบทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ คสช.​ ในวันที่พรรคการเมืองต่างๆ ถูกกดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ​เมื่อรวมกับอำนาจรัฐที่มีทั้งกลไก เครือข่าย และงบประมาณในมือย่อมสร้างความได้เปรียบเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นอย่างมาก

ยิ่งระยะหลังรัฐบาล คสช.เร่งอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืน ย่อมทำให้คะแนนนิยมที่เคยลดลงในอดีตกลับมากระเตื้องดีขึ้น

ขณะที่พรรคเพื่อไทยเอง นอกจากจะอ่อนแรงจากแรงกดดันภายนอกแล้ว ภายในก็ยังมีปัญหาไม่อาจหลอมรวมเป็นเอกภาพเหมือนที่ผ่านมา ถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์เตะสกัดขากันเอง ซึ่งมีแต่จะซ้ำเติมความอ่อนแอที่เป็นอยู่ให้หนักหนาสาหัสขึ้นกว่าเดิม

การขยับของอดีตนายกฯ​ ทักษิณ รอบนี้จึงเป็นเสมือนสัญญาณปลุกเพื่อไทยให้กลับมาเป็นเอกภาพเตรียมตัว​เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ในวันที่คู่แข่งอย่างพรรคทหารกำลังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงคนที่กำลังจะตัดสินใจย้ายพรรคตามแรงดูด ให้ต้องคิดหนักขึ้น

สอดรับกับรายงานข่าวที่ระบุว่า ในงานเลี้ยงนั้น ทักษิณวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ​พรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้คะแนนอย่างท่วมท้นแน่นอนและแลนด์สไลด์ที่เคยเป็นของพรรคก็จะยังคงเป็นของพรรค

แต่กระนั้นอดีตนายกฯ ทักษิณ ยากที่จะเคลื่อนไหวได้เต็มที่โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ชี้นำ” หรือ “ครอบงำ” ที่จะนำไปสู่การยื่นร้องยุบพรรคได้

ปัจจัยต่างๆ ย่อมทำให้บรรยากาศการเมืองต่อจากนี้มีแต่จะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

อยากเลือกตั้งปีนี้ “แนวร่วมไม่ปึ้ก ถึงฝั่งยาก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550511

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 09:21 น.

อยากเลือกตั้งปีนี้ "แนวร่วมไม่ปึ้ก ถึงฝั่งยาก"

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คงไม่อาจสามารถบรรลุได้ด้วยตัวเองเหมือนกับม็อบการเมืองที่ผ่านมา แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นช่วย ซึ่งในที่นี้คงหนีไม่พ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่เดือน พ.ค. 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ครบ 4 ปี ของการรัฐประหารล้มรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจหลายประการ อย่างน้อยที่เห็นแน่ๆ มีด้วยกัน 3 เรื่อง

1.การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์

เอาจริงๆ แล้วการประชุม ครม.ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ของรัฐบาลชุดนี้ แต่สำหรับกรณีของบุรีรัมย์และสุรินทร์นั้นกลับแตกต่างไปจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีกระแสข่าวเกิดขึ้นมาตลอดว่าพรรคการเมืองพรรคนี้พร้อมจะร่วมผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย

แม้แต่ละฝ่ายจะต่างปฏิเสธถึงการจับมือเป็นพันธมิตรกันในขณะนี้ เนื่องจากอีกนานกว่าจะถึงช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้ง คสช.และพรรคภูมิใจไทยต่างมีไมตรีจิตกันพอสมควร

2.ความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อไม่นานมานี้ อดีตนายกฯ ทักษิณได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ การเฉียดเข้าใกล้ประเทศไทยของทักษิณในครั้งนี้แตกต่างกว่าทุกครั้ง เนื่องจากมีรายงานว่าได้มีอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าไปพบเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำนวนที่ว่ามากนั้นถึงขนาดที่ทักษิณต้องจัดโต๊ะเลี้ยงกันเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ระหว่างการพบกันของอดีต สส.และทักษิณยังมีรายงานว่าผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองรายนี้ได้กล่าวถึงสถานการณ์บางช่วงบางตอนว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาชนะเลือกตั้งอีกครั้งอย่างแน่นอน

การไปพบทักษิณของอดีต สส.เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่า คสช.เตรียมตั้งพรรคการเมืองและพร้อมที่จะดูดอดีต สส.เกรดเอที่มีฐานเสียงเข้มแข็งเข้ามาร่วมกับ คสช. ซึ่งกลุ่ม สส.ของพรรคเพื่อไทยหลายกลุ่มต่างก็เป็นเป้าหมายในการดูดของ คสช.เช่นกัน

ดังนั้น โต๊ะจีนระหว่างทักษิณและอดีต สส.ในครั้งนี้ น่าจะช่วยลดอาการเลือดไหลของพรรคเพื่อไทยได้ไม่มากก็น้อย

3.การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะแสดงออกตลอดเดือน พ.ค.ไปจนถึงวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งล่าสุดได้ประกาศข้อเรียกร้องมาแล้ว 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.ต้องจัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2561 2.คสช.ต้องลาออกและเปลี่ยนสถานะรัฐบาลไปเป็นรัฐบาลรักษาการ 3.กองทัพต้องยุติการสนับสนุนรัฐบาล คสช. หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจะเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.

การเดินทางของกลุ่มคนเลือกตั้งเดินมาถึงจุดสำคัญ หลังจากพยายามสะสมและเลี้ยงกระแสมาสักระยะ ซึ่งต้องยอมรับว่าภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเองไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกมากนัก

การเลือกตั้งตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นใช่ว่าจะถูกเพิกเฉยจาก คสช. เนื่องจากผู้นำ คสช.ยืนยันมาตลอดว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่ใช่ภายในปีนี้ตามที่กลุ่มมวลชนฝั่งตรงข้าม คสช.ต้องการ

อีกทั้งพฤติกรรมต่างๆ ของ คสช.เองก็สะท้อนให้เห็นว่า คสช.ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่พบประชาชนของบิ๊กตู่ การออกมายอมรับถึงการตั้งพรรคการเมืองและการทาบทามอดีต สส. ซึ่งมาระยะหลังนี้ คสช.เองไม่ได้พยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงจะเน้นบทบาทในลักษณะตั้งรับมากกว่าที่จะเปิดเกมรุกกับกลุ่มมวลชน โดยยอมปล่อยให้การชุมนุมเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว จึงเลือกเดินเกมแบบรอให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเดินเกมพลาดและใช้สิทธิล้ำเส้นเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้น คสช.ค่อยใช้กฎหมายจัดการอีกที

ด้านพรรคการเมืองที่เป็นปรปักษ์กับ คสช. ก็ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับกลุ่มมวลชนนอกสภา เนื่องจากกำลังเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางของการเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เมื่อ คสช.พยายามนิ่ง พรรคการเมืองไม่ร่วมด้วย การต่อสู้ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ถูกทิ้งไว้กลางทาง ดังนั้น หากจะบอกว่าการชุมนุม 22 พ.ค. จะไปถึงจุดแตกหักและสร้างจุดเปลี่ยนได้นั้นคงเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำลังตัดสินร่างกฎหมาย สว. ในวันที่ 23 พ.ค.

ที่สุดแล้วการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คงไม่อาจสามารถบรรลุได้ด้วยตัวเองเหมือนกับม็อบการเมืองที่ผ่านมา แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นช่วย ซึ่งในที่นี้คงหนีไม่พ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

หากสุดท้ายปลายทาง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมาย สว.ตกไปทั้งหมด เท่ากับว่าการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปโดยปริยาย ย่อมมีผลต่อกระแสกดดัน คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กลุ่มคนอยากเลือกตั้งอาจต้องเปลี่ยนแนวทางการเคลื่อนไหวไปเรื่องอื่นแทน

สัญจรอีสานใต้ ยุทธศาสตร์สกัดเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550422

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:57 น.

สัญจรอีสานใต้ ยุทธศาสตร์สกัดเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พื้นที่ทางการเมืองที่เป็นฐานเสียงใหญ่ที่สุดของประเทศสามารถนำไปสู่การก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด อยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ในการครอบครองของ สส.พรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามคนอีสานยังเลือกพรรคอื่นๆ ด้วย เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคชาติพัฒนา

อาจกล่าวได้ว่าคนอีสานเลือกทุกพรรคแต่เลือก สส.พรรคเพื่อไทยมากที่สุดเท่านั้นเอง แต่ยกเว้นอีสานใต้ 8 จังหวัด ดังนี้ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร ที่ 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ยังเจาะไม่เข้า

พื้นที่อีสานใต้ส่วนใหญ่ล้วนเทคะแนนนิยมให้พรรคภูมิใจไทย เมืองหลวงใหญ่ที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานการเมือง คือ จ.บุรีรัมย์ ที่มี เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแกนนำสูงสุด พรรคนี้แม้จะเป็นพรรคขนาดกลาง แต่ก็ไม่ใช่พรรคธรรมดาทั่วไปที่จู่ๆ จะควบรวม หรือกินรวบได้ง่ายๆ จากพรรคใหญ่ แม้จะเอาท่อน้ำเลี้ยงมาหว่านล่อเพื่อดึงหรือดูดเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองได้ง่ายๆ เพราะนายทุนหนุนหลังพรรคนี้รวยระดับโลก

นายทุนคนสำคัญพรรคภูมิใจไทย คือ เจ้าพ่อรับเหมาก่อสร้างแห่ง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งมีทายาทอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล หรือเสี่ยหนู หัวหน้าพรรค คอยสั่งการรองจาก เนวิน อีกทุนใหญ่ระดับโลก คือ วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าพ่อคิงเพาเวอร์ ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงพรรคนี้ไม่ขาดแคลนกระสุนลุยศึกเลือกตั้งอย่างแน่นอน

พื้นที่อีสานใต้นับเป็นพื้นที่ที่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย หมายปองพยายามเจาะ แต่เจาะยังไงก็ไม่เข้า หากจำกันได้เมื่อครั้งพรรคเพื่อไทยเรืองอำนาจยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เคยนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหญ่บุกไปถึงถิ่น เนวิน โปรยยาหอมนโยบายดีๆ เอาใจพี่น้องประชาชนสารพัด อาทิ โครงการ “บัตรสินเชื่อเกษตรกร” โปรโมทสารพัดข้อดีว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากนโยบายรัฐบาลเพื่อไทย อาทิ ซื้อปัจจัยการผลิตราคาถูก เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพร้อมกับสัญญาว่าจะเทงบประมาณนับแสนล้านบาทรวมกว่าร้อยโครงการเพื่อมาพัฒนากลุ่มจังหวัดพื้นที่อีสานใต้ให้มีศักยภาพเทียบเท่ากับภูมิภาคอื่นๆ

แต่อีสานใต้เป็นฐานที่มั่นสำคัญไม่มีใครกล้าลองของ เนวิน ขนาดในยุค “ยิ่งลักษณ์” ตั้งเป้าจะตระเวน ครม.สัญจร หัวเมืองใหญ่ถึง 3 จังหวัดในพื้นที่อีสานใต้ เพื่อหวังปูทางโกยคะแนนเสียงให้ สส.พรรคเพื่อไทยได้เข้าไปหาเสียงและเบียดแทรก ถึงขนาดระบุพิกัด 3 จังหวัดไว้ชัดเจนว่า ยิ่งลักษณ์ จะต้องไปจัด ครม.สัญจร และ สส.เพื่อไทย ต้องเจาะไข่แดงให้ได้ นั้นคือ จ.สุรินทร์ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ แต่ใครจะเป็น สส.ในพื้นที่อีสานใต้ไม่ใช่ของหมูๆ เพราะเป็นพื้นที่ของขาใหญ่ 2 พรรคที่คุมอยู่ คือ พรรคภูมิใจไทย นำโดย เนวิน และพรรคชาติพัฒนา นำโดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

แต่ยุค “บิ๊กตู่” ที่เรืองอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหาร จึงกลายเป็นเรื่องท้าทาย “บิ๊กตู่” ที่จะเข้าไปสานสัมพันธ์ทางการเมืองให้กับพรรคทหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีการจับตามองการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ “บิ๊กตู่” ทุ่มทุนสร้างด้วยการยกคณะ ครม.ชุดใหญ่พร้อมหิ้วสารโครงการแก้จนเอาใจพี่น้องเกษตรกรอีสานใต้ เน้นการช่วยเหลือความเดือดร้อนและพัฒนาศักยภาพเชิงภูมิภาคสารพัด หมากเกมนี้หวังรุกฆาตทางการเมือง หวังชนะใจคนอีสานใต้และกลืนพื้นที่ทางการเมืองให้อยู่ใต้ชายคา คสช.เช่นเดียวกับที่ยุค “ยิ่งลักษณ์” เคยหมายมั่นปั้นมือจะทำ แต่ไม่สำเร็จ

แต่คงไม่ง่ายอย่างที่คิดที่จะดึงเนวิน มาร่วม แต่หาก คสช. ดึงพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลล่วงหน้าได้จริงๆโดยมีจำนวน สส.อีสานใต้เก็บตุนไว้ในมือรอโหวต “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ขณะเดียวกันนับเป็นโอกาสดีที่จะสกัดคู่แข่งทางการเมือง โดยยืมมือ เนวิน บุกทะลวงฐานเสียงเพื่อโอบกินพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ในอาณาเขตของพรรคเพื่อไทยให้สั่นคลอน โดยมีเนวินมาเป็นตัวช่วย ด้วยการดันหลังให้พรรคภูมิใจไทยสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสานแทนพรรคทหาร โดยมี คสช.แบ็กอัพอยู่เบื้องหลังด้านกลไกภาครัฐคอยสนับสนุน

หากจำกันได้การเลือกตั้งปี 2554 อีสานใต้ 8 จังหวัดมี สส. ราวๆ 63 คน พรรคเพื่อไทย คว้าไป 41 ที่นั่ง แต่ไม่มีจังหวัดใดที่พรรคเพื่อไทยชนะแบบกินรวบยกจังหวัด เก้าอี้ที่เหลือกระจัดกระจายให้กับพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติพัฒนา ยิ่งเมืองหลวงใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย คือ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ไม่มีพรรคใดเจาะเข้าได้เลย จึงไม่แปลกเหตุใด “บิ๊กตู่” เลือกลงพื้นที่ไปให้กำลังใจคนสุรินทร์ และนัดพบปะพี่น้องประชาชนนับหมื่นคนที่บุรีรัมย์โดยมี เนวิน ขนมาต้อนรับด้วยตัวเองย่อมไม่ธรรมดา

กลยุทธ์ทางการเมืองของ “บิ๊กตู่” ดูเหมือนจะเหนือชั้นไม่เบา แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่าเกมกินรวบอีสานใต้ และสกัดพรรคเพื่อไทย จะสำเร็จหรือไม่ เพราะเพิ่งเปิดเกมเท่านั้น เส้นทางศึกการเมืองครั้งนี้ยังอีกยาวไกลจนกว่าจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ถึงจะรู้ “บิ๊กตู่” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปโดยมี เนวิน เป็นแม่ทัพ รอติดตามชมอย่ากะพริบตา

‘บิ๊กตู่’ สัญจรปราสาทหิน ทุ่มพีอาร์เต็มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550419

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

‘บิ๊กตู่’ สัญจรปราสาทหิน ทุ่มพีอาร์เต็มพิกัด

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

การเดินทางมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ เพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ดูจะถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะมิใช่แค่การจัดสรรงบให้กับโครงการต่างๆ ในการพัฒนากลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรืออีสานใต้

หากแต่ยังถูกจับจ้องทางการเมืองหลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่านี่คืออีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์หวังผลในการเลือกตั้งที่จะถึง

ที่สำคัญเป็นพื้นที่ที่มีนักการเมืองระดับชาติทั้งในอดีตและปัจจุบันคุมฐานเสียงอยู่ นั่นคือ เนวิน ชิดชอบประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจ ไฮไลต์ของ บิ๊กตู่ในการเหยียบถิ่นเนวินบุรีจึงอยู่ที่การพบปะกับประชาชนในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ที่ สนามช้าง อารีน่า ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งเนวินและอนุทินจะมาร่วมต้อนรับด้วย โดยรูปแบบการพบปะดังกล่าวประชาชนสวมเสื้อทีมสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ในสนาม ซึ่งเต็มความจุ 3 หมื่นคน โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะรัฐมนตรีจะเดินรอบสนามทักทายประชาชน ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดสดออกมาอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะไปตรวจเยี่ยมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในการจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพี สนามที่ 15 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดรถจักรยานยนต์เตรียมเอาไว้เผื่อ พล.อ.ประยุทธ์ หากต้องการจะทดลองขับขี่เพื่อทดสอบสนามดังกล่าวด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. เนวินและคณะถึงกับเดินทางมาตรวจความพร้อมของสนามช้าง อารีน่า ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ความพร้อมของระบบ แสง สี เสียง รวมถึงการจัดการเรื่องประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาต้อนรับเต็มความจุของสนามโดยสั่งการด้วยตนเอง เรียกว่างานนี้ต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นเจ้าถิ่นด้านเกมกีฬาและการเมือง

จ.สุรินทร์ ไม่น้อยหน้าจัดเตรียมการต้อนรับสุดอลังการสมกับเป็นเมืองช้าง โดยพบว่าสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ส่วนราชการ ร้านค้า หรือถนนหนทางสัญจร ได้มีประชาชน จิตอาสา และเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ต่างร่วมมือ ร่วมใจ กันทำความสะอาดปรับภูมิทัศน์เพื่อให้เกิดความสวยงาม โดยการเก็บกวาดถนนหนทางให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการปลูกต้นไม้ และตกแต่งสถานที่บ้านเรือนให้สวยงาม

ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าชาว อ.กาบเชิง และพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาในตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ต่างรวมตัวกันฝึกซ้อมร้องเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยและเพลงสู้เพื่อแผ่นดิน ที่เป็นบทเพลงใหม่ล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีแต่งขึ้น เพื่อต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะรัฐมนตรีให้ดังกระหึ่มทั้งชายแดนไทยและกัมพูชา ซึ่งคณะนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาตรวจสถานที่ก่อสร้างศุลกากรช่องจอมแห่งใหม่

เช่นเดียวกับชาวบ้าน ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณขึ้นชื่อของจังหวัด เตรียมพร้อมต้อนรับคณะรัฐมนตรีอย่างยิ่งใหญ่ โดยจะขึงผ้าไหมที่ทอยาวที่สุดจำนวน 4 ผืน เป็นแนวหลังคาให้ยาวตลอดถนนเส้นทางที่นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมหมู่บ้านท่าสว่าง ตลอดทั้งเตรียมอาหารหวานคาวสไตล์พื้นบ้านขนานแท้ ประกอบด้วยแกงผักหวานใส่ไข่มดแดง ปลาร้าบอง ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ต้มจืด โดยอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ลาบหมู ไก่ย่าง ต.เพี้ยราม ตำไก่ใส่มะม่วง ผักปลอดสารพิษ รับประทานกับข้าวหอมมะลิ จ.สุรินทร์ อีกทั้งยังเตรียมผ้าไหมเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับคณะรัฐมนตรีด้วย

บุญรวม รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าสว่างอ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่างเป็นหนึ่งในพื้นที่ตรวจราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะรัฐมนตรี ในช่วงเช้าวันที่ 7 พ.ค. ซึ่งชาวบ้านท่าสว่างได้จัดเตรียมการต้อนรับนายกรัฐมนตรี โดยจะนำเสนอจุดเด่นของ จ.สุรินทร์ ด้วยการนำช้างพลายทองคำและพลายทองแท่ง ช้างแฝดคู่แรกของโลกมามอบกระเช้าต้อนรับนายกรัฐมนตรีด้วย

ทองเย็น มีพร้อม อายุ 72 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายผ้าไหม ชื่อร้าน “แม่ทองเย็น” เลขที่ 272 ม.1 ต.ท่าสว่าง อ.เมือง กล่าวว่า ได้ซื้อผ้าไหมจากกลุ่มชาวบ้านมาจำหน่ายและจัดในร้านให้ดูเยอะจะได้สวยงาม เพื่อโชว์ให้คณะรัฐมนตรีดู ซึ่งผู้จำหน่ายผ้าไหมก็ได้ให้ความร่วมมือมอบผ้าไหมคนละผืนไปไว้ต้อนรับนายกฯ แล้วด้วย อยากให้นายกฯ เห็นผ้าไหมคุณภาพของสุรินทร์ ตนไม่เคยเห็นตัวจริงของนายกฯ เลย เห็นแต่ในทีวี ดีใจมากที่จะได้เห็นตัวเป็นๆ ถ้าท่านเดินผ่านมาหน้าร้าน ตนจะขอมัดผ้าไหมที่เอวให้ท่านเลยอีก 1 ผืน

ครั้งนี้หน่วยงานส่วนกลางและต่างจังหวัดต่างโหมประโคมข่าวให้ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ โดยกรมประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดก็มีการจัดทำป้ายผ้าภาษาอีสาน ยินดีต้อนรับนายกฯ และคณะ แม้แต่ “เพจไทยคู่ฟ้า” ซึ่งเป็นเพจของรัฐบาล มีการนำเสนอภาพและข้อความในรูปแบบหลากหลายดึงดูดความสนใจ

ม็อบเปิดซักฟอก คสช. แผนสกัดยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 03 พ.ค. 2561 เวลา 13:53 น.

ม็อบเปิดซักฟอก คสช. แผนสกัดยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้เปิดฉากการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งวันที่ 5 พ.ค. ต่อเนื่องด้วยกิจกรรมต่างๆ ลากยาวไปจนถึงวันที่ 22 พ.ค. ในโอกาสครบ 4 ปี การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเป้าหมายสำคัญคือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจน

แต่ประเมินจากเสียงตอบรับของฝ่ายต่างๆ ใน คสช.ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคง ดูจะไม่เป็นห่วงความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนกลุ่มนี้เท่าไร

เริ่มตั้งแต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตัดตอนยุติประเด็นความเคลื่อนไหวด้วยการชี้แจงว่า “เราบอกไปแล้วว่าจะเลือกตั้งต้นปี 2562 ไม่มีที่ไหนทักท้วง ทุกประเทศก็พอใจ รัฐบาลนี้ไม่เคยคิดเลื่อนเลือกตั้ง

“ชุมนุมไปก็ไม่ค่อยได้อะไรขึ้นมา เพราะรัฐบาลนี้เอาทุกประเด็นมาแก้ปัญหาอยู่แล้ว การเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตย แต่ต้องคิดดูว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะทำอย่างไรให้ได้ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล สังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีการเลือกตั้ง หลักการในการเลือกคนเป็น สส.”

พร้อมตอกกลับด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ทราบอยู่แล้วว่าจะเลือกตั้งกันต้นปีหน้าแล้วยังมีการเคลื่อนไหวอีก ต้องไปดูคนที่เคลื่อนไหวเป็นคนกลุ่มเดิมหรือคนกลุ่มใหม่ มีการสนับสนุนจากใคร สอดคล้องกับที่นักการเมือง หรือพรรคการเมืองออกมาพูดหรือไม่

ไม่ต่างจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ​ และ รมว.กลาโหม ที่ระบุว่า ไม่กังวลกับการชุมนุม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเตรียมพร้อม​และเชื่อว่าการชุมนุมคงไม่ยืดเยื้อ

เช่นเดียวกับ พ​ล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ระบุว่า ยังไม่พบกระแสข่าวการขนคนจากต่างจังหวัดเข้ามาร่วมชุมนุม โดยเป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ทาง กอ.รมน.มีหน้าที่ติดตามข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ประชาชนต้องทราบว่ากฎหมายใดที่สามารถทำได้หรือไม่ได้

ชัดเจนว่าสิ่งที่ทำให้ คสช.​ ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงไม่กังวลกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเป็นเพราะกฎระเบียบที่ล็อกให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในข้อจำกัด

ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนคำสั่ง คสช.เรื่องการห้ามการชุมนุมทางการเมือง ที่ล้วนแต่จะตัดกำลังการชุมนุมไม่ให้มีพลังพอที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช. ยิ่งในวันที่ คสช.ยืนยันแต่เพียงว่าจะมีการเลือกตั้งต้นปี 2562 ตามโรดแมป

ปัญหาอยู่ที่สิ่งที่ คสช.​ยืนยันนั้นไม่อาจยึดถือ หรือนำมาเป็นหลักประกันใดๆ ได้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงในเดือน ก.พ.​ 2562  อย่างที่ควรจะเป็น เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์เลื่อนการเลือกตั้งหลายรอบด้วยหลายเหตุปัจจัยจนยากจะเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเดินไปตามโรดแมปอย่างที่เคยประกาศ

ยิ่งในวันที่เส้นทางเลือกตั้งตอนนี้ยังดูคลุมเครือไร้ทิศทางและความชัดเจน โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ​สองฉบับสุดท้าย ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.​และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ดังนั้นในกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ ย่อมนำไปสู่การแก้ไขที่จะต้องทำให้การเลื่อนเลือกตั้งที่เคยเลื่อนมาหลายรอบต้องเลื่อนออกไปอีก อีกทั้งทาง คสช.​ยังสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบโยนให้เป็นเรื่องของกระบวนการไม่เกี่ยวกับ คสช.แต่อย่างไร

นัยสำคัญของการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอยู่ที่ความต้องการหลักประกันว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นชัดเจนไม่มีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไป ด้วยการสร้างแรงกดดันจากสังคม

ไฮไลต์สำคัญของการชุมนุมครั้งนี้อยู่ที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ​คสช. นอกสภาซึ่ง จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ คสช. เพราะที่ผ่านมา 4 ปี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ไม่เคยทำหน้าที่นี้

เมื่อรู้อยู่แล้วว่า คสช.คงไม่อาจสร้างหลักประกันเรื่องวันเลือกตั้งได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่ แถมยังมีกฎระเบียบที่ควบคุมการเคลื่อนไหวการชุมนุมของประชาชน การเปิดเวทีซักฟอกจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เหลืออยู่

ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาคนในรัฐบาล คสช.เข้าไปพัวพันกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายเรื่อง แต่ด้วยไม่มีสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลทำให้หลายเรื่องไม่ถูกพูดถึง

การซักฟอก คสช.นำข้อมูลออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ย่อมสร้างแรงเสียดทานให้ คสช.ระมัดระวังการใช้อำนาจตลอดจนการบริหารในช่วงเวลาที่เหลือมากขึ้น

ตลอดจนทำให้การตัดสินใจคิดจะสืบทอดอำนาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดแต่เรื่องการดูดอดีต สส.โดยไม่สนใจเรื่องการปฏิรูปวางบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดีอีกต่อไป ​​​​

ยิ่งหากข้อมูลในมือกลุ่มคนเลือกตั้งที่จะออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจมีน้ำหนัก หลักฐานชัดเจน ย่อมจะฉุดคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นให้ลดน้อยถอยลงไปมากกว่าเดิม หลังจากถูกมรสุมรุมเร้าอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนสะบักสะบอม

เมื่อถึงวันนั้นหาก คสช.คิดจะยื้อเลือกตั้งออกไปอีกยิ่งจะไม่เป็นผลดีและอาจทำให้การก้าวลงจากอำนาจไม่เป็นอย่างที่คิด

กองทัพเลือกข้าง เกมบีบ สส.ย้ายค่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

 

  • กองทัพเลือกข้าง เกมบีบ สส.ย้ายค่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดือน พ.ค.เป็นอีกเดือนที่การเมืองน่าจะมีความเข้มข้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่ครบรอบ 4 ปี ของการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อต่อต้านและกดดันให้ คสช.เร่งจัดการเลือกตั้งและคืนอำนาจให้กับประชาชน

แต่ท่ามกลางกระแสต่อต้าน คสช.ปรากฏว่า คสช.เองก็เดินเกมการเมืองอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการพยายามทาบทามให้อดีต สส.มาอยู่กับ คสช.หรือไม่ก็ให้ออกจากพรรคที่ตนเองสังกัด ไม่ว่าจะเป็นกรณีของพรรคพลังชลและกลุ่มสะสมทรัพย์ในพรรคเพื่อไทย หรือจะเป็นกรณีของอดีต สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เริ่มตีตัวออกห่าง

การขยับตัวของ คสช.ในเรื่องนี้ สร้างความปวดหัวให้กับพรรคการเมืองพอสมควร ถึงขั้นต้องออกมารบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผ่านสื่อมวลชนไม่เว้นแต่ละวัน เนื่องจากภาวะสมองไหลที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองนั้นจะมีผลต่อการเลือกตั้งในระยะยาว โดยต้องไม่ลืมว่าระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้พรรคการเมืองจำเป็นต้องรั้งอดีต สส.น้ำดีของพรรคเอาไว้ให้มากที่สุด

ทั้งนี้ หากจะหาเหตุผลที่ทำให้นักเลือกตั้งปันใจจากพรรคการเมืองมาร่วมมือกับทหารคงหนีไม่พ้นการแสวงหาความมั่นคงในทางการเมือง เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ ฝ่ายการเมืองมีส่วนสำคัญอันเป็นเงื่อนไขของการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง จึงเป็นโอกาสที่ดีที่บรรดานักเลือกตั้งจะได้ออกมาชุบตัว เพื่อกลับสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

ประกอบกับเวลานี้ทหารกำลังมีอิทธิพลและทรงอำนาจทางการเมือง เนื่องจากทหารกำลังมีความเป็นปึกแผ่นและปราศจากการแทรกแซงของนักการเมืองมาเป็นเวลานาน ยิ่งทำให้ทหารมีสถานะเป็นเอกเทศมากขึ้น จึงไม่แปลกที่ทหารจะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญของการเมือง ด้วยสภาพความเข้มแข็งของทหารที่เกิดขึ้น นักการเมืองเลยเลือกที่จะผูกมิตรกับทหารเป็นการชั่วคราว

การมีอิทธิพลในทางการเมืองของกองทัพนั้นไม่ได้เพียงแต่แสดงออกผ่านสาธารณะเท่านั้น แต่ยังแสดงออกผ่านตัวบทกฎหมายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้ คสช.เข้ามาทำหน้าที่เลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่เป็น สว. จำนวน 250 คน ในช่วง 5 ปีแรก ขณะเดียวกันวุฒิสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเข้ามาเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

โดย สว.ทั้ง 250 คน จะมีส่วนในการร่วมลงมติเลือกว่าจะให้ใครเป็นนายกฯ เรียกได้ว่า สว. จำนวน 250 คน ไม่ต่างอะไรกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่พรรคการเมืองหนึ่ง ถ้าเทเสียงไปให้ข้างไหนข้างนั้นจะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศทันที

ไม่เพียงเท่านี้ วุฒิสภาที่มาจากการเลือกของ คสช.จะเข้ามามีบทบาทตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเข้มข้นด้วยไม่ว่าจะเป็นการติดตามการปฏิรูปประเทศหรือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถ้ารัฐบาลไหนไม่เดินตามแผนนี้จะถูกตรวจสอบในข้อหาการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

ขณะเดียวกัน ล่าสุดกองทัพได้ประกาศเลือกข้างชัดเจนแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่าทีดังกล่าวแสดงออกโดย พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ภายหลังผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงบทบาทของกองทัพต่อกรณีที่นายกฯ มีท่าทีจะเล่นการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ

“แน่นอนทางกองทัพก็ยังเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอยู่แล้ว การสนับสนุนรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการหาเสียงนั้น คิดว่าแล้วแต่คนมอง ซึ่งปกติตั้งแต่ดำเนินการมาก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ส่วนใครจะคิดอย่างไร เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคน”

ท่าทีของผู้บัญชาการกองทัพไทย แม้จะไม่ได้บอกว่าเป็นการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง แต่การส่งสัญญาณลักษณะนี้ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของนักเลือกตั้งไม่มากก็น้อย

ธรรมชาติของนักการเมืองต้องการอยู่ในตำแหน่งให้ครบตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสร้างฐานเสียงและอิทธิพลทางการเมือง แต่กระนั้นจะไม่มีทางไปถึงจุดหมายได้เลย หากยังอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกองทัพ

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกอยู่ข้างเดียวกับกองทัพจึงเป็นโซนปลอดภัยของนักการเมืองในเวลานี้ การดันทุรังรบกับทหารต่อไป เพราะ ณ วินาทีนี้เป็นเรื่องยากที่นักการเมืองจะรบชนะกองทัพ

เมื่อทั้งกติกาและท่าทีของกองทัพต่างเป็นใจให้กับ คสช.ในการกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทีนี้ก็เหลือเพียงแต่ คสช.เองจะสร้างคะแนนนิยมเพื่อมัดใจประชาชนได้อย่างไรเท่านั้น

แผน “ดูด” คสช. เปิดแผลเพิ่มแรงเสียดทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 09:53 น.

แผน "ดูด" คสช. เปิดแผลเพิ่มแรงเสียดทาน

เป้าใหญ่ที่จะถูกถล่มอย่างหนัก ก็คือ จุดยืนกับการยอมกลืนน้ำลาย “ดูด” คนการเมืองที่ก่อนหน้านี้ คสช.ตีตราว่าเป็นจำเลยที่สร้างปัญหาทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิบัติการ “ดูด” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สอดรับกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากที่เคยออกมาตอบโต้ก่อนหน้านี้ว่า “ฉันไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น วิพากษ์วิจารณ์ไปสิ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว ทำงานอย่างเดียวไม่เกี่ยวกัน”

ล่าสุดกลับมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไป โดยออกมาชี้แจงว่า “การดูดกันก็มีทุกพรรคการเมืองมายาวนานแล้ว เป็นครรลองของประชาธิปไตยของไทยตลอดมา หลายคนอาจจะอ้างว่าทำด้วยอุดมการณ์ ด้วยนโยบาย เพื่อชาติและประชาชน คำว่า ดูด สส. คงเป็นภาษาของสื่อฯ เป็นการตลาด”​

เพิ่มเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงขึ้นกับการกระทำที่กำลังนำพาการเมืองย้อนกลับไปสู่สภาพที่เป็นมาในอดีต สวนทางกลับภารกิจการปฏิรูปที่เคยประกาศว่าจะแก้ปัญหาที่หมักหมมมายาวนาน และพาสังคมก้าวพ้นจากวังวนปัญหา เดินหน้าไปข้างหน้าให้ได้

แถมยังทำให้ทุกอย่างที่ คสช.พยายามเดินหน้ามาทั้งหมด ถูกมองว่าเป็นเส้นทางสู่การสืบทอดอำนาจเสียมากกว่าการปฏิรูปที่ควรจะเป็น อันจะนำไปสู่แรงเสียดทานที่ย้อนกลับมายัง คสช.อย่างรุนแรงในอนาคต

ลำพังด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของ คสช.เวลานี้ ย่อมถูกมองว่าสร้างความได้เปรียบอย่างมาก หากคนในรัฐบาล คสช.จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยส่งคนลงสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจทางตรง ทางอ้อม ที่ควบคุม ทั้งกลไกข้าราชการ แถมยังมีเม็ดเงินที่กระจายผ่านโครงการต่างๆ ลงไปยังพื้นที่

ยังไม่รวมกับคำสั่ง คสช.ที่กดไม่ให้พรรคการเมืองและกลุ่มต่างๆ ได้ขยับทำกิจกรรม หรือแสดงความคิดความเห็นตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จนฐานคะแนนในแต่ละพื้นที่เริ่มอ่อนแรง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ คสช.​ปลดล็อกคำสั่งให้กลุ่มการเมืองกลับมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรม รวมทั้งแสดงความคิดเห็นได้เมื่อไหร่ ​นั่นย่อมทำให้แรงกดดันที่อัดอั้นมานานปะทุขึ้น

เริ่มตั้งแต่กลไกพิเศษที่แทรกเข้ามาในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2560 เกี่ยวกับกลไก สว. 250 เสียง ซึ่ง คสช.​เป็นผู้คัดเลือก และจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นน่าจะอยู่ตรงที่การเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในจำนวน 1 ใน 3 รายชื่อ ที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะเสนอ ซึ่งจะอาศัยเพียงแค่เสียง สส.​อีกแค่ 126 เสียง เมื่อรวม กับ 250 เสียงของ สว.​ก็จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของเสียงรัฐสภาทั้งหมด 750 เสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

ยิ่งหากเทียบเคียงกับเส้นทางนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ต้องใช้มติ 2 ใน 3 ของรัฐสภา คือ 500 เสียง จาก 750 เสียง เพื่อปลดล็อก ซึ่งหมายความว่า คสช.จะต้องหาเสียงอีก 250 เสียง เพื่อไปรวมกับเสียง สว.ให้ได้ 500 เสียง ซึ่งยากกว่าวิธีแรก

ปัญหาอยู่ที่การระดมเสียง 126 เสียง จากพรรคการเมืองที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อาจไม่เพียงพอในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องต่อสายสร้างสัมพันธ์กับพรรคการเมืองทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนมุ้งต่างๆ ในพรรคใหญ่

ดังจะเห็นจากการดึงกลุ่มอดีต สส.กทม.ของประชาธิปัตย์ ทั้ง สกลธี ภัททิยกุล ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่เคยเข้าพบ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่สกลธีจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเวลาต่อมา

ตอกย้ำข้อครหาเรื่องการดูดโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้รุนแรงมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ทางกลุ่มของพรรคพลังชล ทั้ง ​สนธยา คุณปลื้ม​ ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สอดรับกับการเดินสายพบปะกลุ่มการเมืองของคนใน คสช.อย่างตระกูลสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่ จ.นครปฐม ตลอดจนยังไม่รวมกับการเตรียมจัด ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ถิ่นของ เนวิน ชิดชอบ ฐานที่มั่นของพรรคภูมิใจไทย

ยังไม่รวมกับการต่อสายไปยังกลุ่มการเมืองอื่นๆ ทั้งกลุ่มมัชฌิมา ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน หรือ กลุ่มสระบุรี ของ ตระกูลอดิเรกสาร ที่ทำให้เป้า 126 เสียง ดูจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ทว่า สิ่งที่ คสช.ต้องยอมแลกมา คือ แรงกดดันที่จะหนักหน่วงขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่เปิดให้พรรคการเมืองหาเสียงได้อย่างอิสระ เพราะนอกจากจะถูกรุมถล่มจาก 2 พรรคใหญ่ ถึงการบริหารงานอันล้มเหลวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนไม่อาจไว้วางใจให้กลับมาบริหารต่ออีก 4 ข้างหน้าแล้ว

ให้มาร่วมเป็นนั่งร้านค้ำยันรัฐบาล คสช.ในวันข้างหน้า

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าการดูด​เพื่อสืบทอดอำนาจไม่ใช่การเมืองแบบใหม่อย่างที่นายกฯ เคยพูดไว้ แต่เป็นการเมืองแบบเก่าย้อนยุคเหมือนในอดีตที่ทหารยึดอำนาจด้วยการปฏิวัติรัฐประหารแล้วต้องการสืบทอดอำนาจด้วยการก่อตั้งพรรคการเมืองดูด สส.มาหนุนตนเองให้เป็นใหญ่ต่อไป

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องการที่ต้องย้อนกลับมาตอบแทนกลุ่มก๊วนการเมืองที่ร่วมสนับสนุนรัฐบาลในอนาคตข้างหน้าที่จะนำการเมืองย้อนกลับไปสู่วังวนที่เลวร้ายเหมือนที่เคยเป็นมา

ทั้งหมดย่อมลบล้างสิ่งที่เคยประกาศว่าจะทำเพื่อชาติเพื่อสังคม ​เมื่อสุดท้ายทุกอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเป็นไปเพื่อการสืบทอดอำนาจเสียมากกว่า

“ดูด” เพื่อชาติ สืบทอดอำนาจคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 เม.ย. 2561 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/549601

"ดูด" เพื่อชาติ สืบทอดอำนาจคสช.

สาเหตุที่ต้องบอกว่าสถานการณ์เข้าตาจน เนื่องจากกติกาของการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเป็นตัวบีบให้ คสช.ต้องทำแบบนั้น

***************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรค การเมืองกำลังปวดหัวกับกติกาการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ประกอบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ทั้งในเรื่องการให้สมาชิกพรรคมาทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิก และเรื่องอื่นๆ ปรากฏว่าบรรดาผู้มีอำนาจของ คสช.ต่างโชว์พลังดูดอดีตนักการเมืองที่ คสช.เคยบอกว่าไม่ดีเข้ามาอยู่ภายใต้สังกัดตัวเองอย่างสะดวกมือ

ปฏิบัติการ คสช.เรียกได้ว่าแตกต่างไปจากวิถีของนักการเมืองพอสมควร เพราะโดยปกติแล้วในทางการเมืองจะช็อปอดีต สส.เป็นรายเขตหรือเป็นรายบุคคล แต่กับกรณีของ คสช.พบว่ากำลังทยอยหยิบนักการเมืองใส่ตะกร้าทีละภูมิภาค

ดังจะเห็นได้จากกรณีของพรรคพลังชลที่บรรดาผู้นำหัวขบวนของพรรคที่เข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาลกันแล้ว ซึ่งเป็นการประกาศชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพลังชลจะยืนอยู่เคียงข้างกับ คสช.แน่นอน การดูพรรคพลังชลเข้าค่ายทหารทำให้การเมืองในภูมิภาคตะวันออกเกิดแรงเขย่าไม่น้อย จนเกิดกระแสข่าวอาจมีอดีต สส.ของบางพรรคเข้ามาร่วมกับ คสช.ในอนาคตด้วย

จากภาคตะวันออก คสช.กำลังจะคืบคลานไปสู่ภาคอีสาน แต่การจะเดินเกมดูด สส.ในภาคอีสานนั้นไม่ได้ทำได้ง่าย เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยผูกขาดเสียเป็นส่วนใหญ่มาเป็นเวลานาน ดังนั้น การหยิบ สส.ใส่ตะกร้าก็ต้องเริ่มจากพื้นที่ที่ไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทยก่อนเป็นประการแรก

ด้วยเหตุนี้เองการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรในเดือนหน้าที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ จึงมีความหมายทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่บุรีรัมย์และสุรินทร์บางส่วนเป็นของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งบุรุษผู้มากบารมีในพรรคทั้งสองคนนี้ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับ คสช.โดยตรง ในทางกลับกันกลับมีความสัมพันธ์ทางการเมืองและเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มทุนที่พร้อมสนับสนุนพอสมควร

ดังนั้น หากทหารและพรรคภูมิใจไทยจะจับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรทางการเมืองก็คงไม่แปลกนัก เพราะพื้นที่ในภาคอีสานใต้เวลานี้ แม้พรรคเพื่อไทยจะกุมเสียงข้างมากอยู่ แต่ถ้าสามารถสร้างฐานบุรีรัมย์และสุรินทร์ให้แข็งแรงได้ผนวกกับการใช้อำนาจทางการเมืองผสมลงไป โอกาสที่จะแผ่ขยายอิทธิพลให้กว้างขวางมากขึ้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน อันเป็นโมเดลที่พรรคเพื่อไทยเคยใช้มาก่อน

เมื่อเริ่มเขย่าภาคอีสานบางส่วนได้แล้ว พื้นที่ต่อไปก็คงหนีไม่พ้นภาคเหนือ ซึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญที่ฝ่าย คสช.จะใช้คงหนีไม่พ้นการอัดงบประมาณลงไปในพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อดึงดูดให้อดีต สส.มาร่วมกับ คสช.ให้มากที่สุด

การเดินเกมดูดของ คสช.ตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับการกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยบอกว่าไม่ชอบวิถีของนักการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์เข้าตาจน ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ก็ต้องใช้วิธีดูดเพื่อชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองเช่นกัน

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ออกแบบการเลือกตั้งให้ใช้ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” แม้จำนวน สส.จะมี 500 คน และแบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อตามเดิม แต่วิธีการเลือกตั้งและการคำนวณคะแนนเพื่อหาจำนวน สส.กลับเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ระบบจัดสรรปันส่วนผสม กำหนดให้การเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งแบบ สส.แบ่งเขตเพียงใบเดียว จากเดิมที่บัตรเลือกตั้งจะมีสองใบ นอกจากนี้ การคำนวณคะแนนเลือกตั้งเพื่อหาจำนวน สส.แบบใหม่นั้นก็ใช้คะแนนจาก สส.เขตเท่านั้น เท่ากับว่าการได้มาซึ่ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อจะมาจากคะแนนเลือกตั้งของ สส.ระบบแบ่งเขตเพียงอย่างเดียว

เมื่อระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปเช่นนี้ การจะได้ สส.เข้าสภา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระแสและความนิยมของผู้สมัคร สส.เขตที่มีอยู่ในพื้นที่พอสมควร เรียกได้ว่าผู้สมัคร สส.เขตจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในทางกลับกัน ถ้าส่งคนที่ไม่มีพื้นเพเป็นทุนเดิม โอกาสที่จะแพ้ทั้ง สส.แบบแบ่งเขตและชวดที่จะได้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อก็มีความเป็นไปได้สูง

บรรดาพรรคการเมืองในปัจจุบันก็ต่างรับรู้ถึงหมากเกมนี้ของ คสช.เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ออกมาฟาดงวงฟาดงาถล่ม คสช.ว่ากำลังตกปลาในบ่อเพื่อน

ในมุม คสช.เอง ต่างไม่มีทางเลือกเช่นกัน ครั้นจะให้ตั้งพรรคเพื่อสืบทอดอำนาจโดยปราศจากนักการเมืองหน้าเดิมๆ คงเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะกลับมามีอำนาจตามระบบ เพราะรู้ตัวดีว่าอาศัยแต่บารมีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.หรือนายทหารมากบารมีเพียงไม่กี่คนอย่างเดียว ย่อมไม่มีทางไปถึงเป้าหมายได้

เป้าหมายของ คสช. คือ การสืบทอดอำนาจเพื่อเดินหน้าสานงานของตัวเองต่อให้จบ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 4-5 ปี โดยตอนนี้ตัวเองได้เปรียบเหนือทุกพรรคทั้งในแง่กติกาและอำนาจทางการเมือง เหลือเพียงแต่การนำมาปะติดปะต่อให้เกิดเป็นรูปธรรมผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น

ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่เห็นและเป็นอยู่ คสช.จึงต้องดูดเพื่อชาติ เพื่อเป้าหมายของการสืบทอดอำนาจและทำภารกิจให้ลุล่วง แม้จะถูกมองว่าเป็นคนเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงก็ตาม

สัญจรปราสาทหิน คสช.ลุยสร้างพันธมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 เม.ย. 2561 เวลา 18:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/549312

สัญจรปราสาทหิน คสช.ลุยสร้างพันธมิตร

การสร้างพันมิตรตั้งแต่เวลานี้จึงมีความสำคัญ ที่แม้คนเกลียดนักการเมืองอย่าง คสช.ยังต้องยอมกลืนน้ำลายเดินตามเกม

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ในแง่การบริหารราชการแผ่นดิน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก แต่สำหรับการเดินเกมการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.กำลังคุมอำนาจไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เริ่มตั้งแต่กติกาของการเลือกตั้งและองค์กรอิสระ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.ได้ลงมือแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่สร้างความได้เปรียบให้กับ คสช.พอสมควร

ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจน คือ การให้กระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ในวาระเริ่มแรก 5 ปี มาจากการเสนอชื่อขององค์กรนิติบุคคลควบคู่ไปกับการสมัคร สว.โดยอิสระ จากเดิมที่กำหนดให้ผู้สมัครสามารถสมัครเป็น สว.ได้อย่างมีอิสระเพียงทางเดียว ซึ่งการให้ สว.มาจากสองทางนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับ คสช.ไม่น้อย เนื่องจาก คสช.จะเป็นผู้เลือก สว.ในขั้นตอนสุดท้าย จึงเป็นผลดีต่อ คสช.อย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับ “องค์กรอิสระ” สนช.แก้ไขปรับแต่งจนทำให้กรรมการองค์กรอิสระบางคนที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าภายใต้รัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นได้มอบอำนาจให้กับองค์กรอิสระมากกว่าทุกครั้ง ดังนั้น กรรมการองค์กรอิสระยังคงเป็นหน้าเดิม ย่อมเป็นคุณกับ คสช.

เมื่อคุมกติกาได้แล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่เพียงการเดินกลยุทธ์ทางการเมือง หากทำได้ดังที่คิด การสืบทอดอำนาจก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแต่อย่างใด

คสช.รู้ถึงตรรกะและเหตุผลของเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ จึงเป็นที่มาของการสร้างพันธมิตรทางการเมืองกับนักการเมืองอย่างที่กำลังมีเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้พรรคพลังชลรวมไปถึงกลุ่มสะสมทรัพย์ของพรรคเพื่อไทยได้เริ่มปันใจให้กับ คสช.ไปพอสมควร โดยเฉพาะในกรณีของพรรคพลังชลที่รัฐบาลให้ตำแหน่งในรัฐบาลเป็นการตอบแทน

คสช.พยายามเดินหน้าสร้างพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมยกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปประชุม ครม.สัญจรที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้นับว่ามีนัยทางการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ “เนวิน ชิดชอบ” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับ คสช. เมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ในทางกลับกันพรรคภูมิใจไทยจะมีความสำคัญอย่างมากกับ คสช. หาก คสช.คิดจะตั้งพรรคการเมืองและปักหมุดในพื้นที่ภาคอีสานให้ได้

การเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 พรรคภูมิใจไทยได้ สส.ในพื้นที่ภาคอีสานไปทั้งสิ้น 13 คน จากทั้งหมด 126 คน แม้ในด้านของผลแพ้ชนะจากจำนวนเก้าอี้ สส.จะห่างกับเบอร์หนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทยพอสมควร แต่ถ้ามองลึกเข้าไปจะพบว่าในหลายพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รับชัยชนะนั้น ก็สามารถเข้าป้ายมาเป็นอันดับสองเช่นกัน

การสามารถเป็นอันดับสองได้มีความสำคัญต่อระบบการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” อยู่ไม่น้อย เพราะสามารถเอาคะแนนลำดับสองไปเป็นฐานในการคำนวณเพื่อเพิ่มจำนวน สส.บัญชีรายชื่อได้

เมื่อความสำคัญของพรรคอันดับสองในภาคอีสานมีความสำคัญเช่นนี้ จะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลจึงเริ่มเทใจให้กับการพัฒนาบุรีรัมย์เป็นพิเศษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาให้เป็นจังหวัดแห่งการกีฬา ภายหลังบุรีรัมย์มีสนามบอลมาตรฐานระดับเอเชีย และ สนามแข่งขันกีฬาความเร็วระดับโลก ซึ่งในกรณีหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะไปดูความพร้อมการจัดแข่งขันโมโตจีพี ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ด้วย

“ในฐานะคนพื้นที่ต้องต้อนรับ ครม.และนายกฯ และต้องให้ความร่วมมือนำปัญหาของประชาชนไปเสนอ อย่ากังวลหรือโยงเป็นประเด็นการเมือง ส่วนที่คนของพรรคอาจถูกทาบทามไปร่วมงานรัฐบาลนั้น ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าดึงคนของพรรคไปแน่” อนุทิน ระบุถึงการมาบุรีรัมย์ของนายกฯ

อย่างไรก็ดี รูปการเดินเกมของ คสช.กับพื้นที่ในภาคอีสานคงไม่อาจใช้โมเดล “ดูด” เหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ได้ เพราะการทำเช่นนั้น โอกาสที่จะไม่สามารถปักธงในพื้นที่มีสูง แต่ต้องใช้รูปแบบการสร้างพันธมิตรแทน

โดยไม่ได้เป็นการดูดมาเข้าค่ายทหารโดยตรง แต่เป็นการจับมือด้วยวิธีแยกกันเดินร่วมกันตีเพื่อสู้กับพรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่ในปัจจุบัน และเมื่อได้ตัวเลข สส.เป็นที่น่าพอใจแล้วค่อยมาจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล เรียกได้ว่าเป็นสงครามตัวแทนในภาคอีสานก็ว่าได้

การสร้างพันธมิตรครั้งนี้ แน่นอนว่าทั้ง คสช.และพรรคภูมิใจไทยยังไม่อาจโค่นพรรคเพื่อไทยลงได้อย่างราบคาบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อีกทั้งภูมิศาสตร์และกติกาทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากที่เคยแพ้ขาดลอยก็อาจแพ้แบบสมศักดิ์ศรี หรือ จากที่เคยแพ้แบบฉิวเฉียดก็ย่อมมีโอกาสกลับมาชนะได้

ดังนั้น