วังวนปฏิรูป ฉุดเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 เม.ย. 2561 เวลา 10:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547572

วังวนปฏิรูป   ฉุดเชื่อมั่นคสช. 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้ามาจนถึงจุดหมายปลายทางเป็นที่เรียบร้อย หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ

ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำข้อเสนอปฏิรูป 11 ด้าน ทั้งด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน และด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้

ต้องยอมรับว่า “ปฏิรูป”  ถือเป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญของ คสช. ตามที่ได้ประกาศชัดตั้งแต่หลังรัฐประหารว่าจะดำเนินการปฏิรูปประเทศอันจะเป็นเส้นทางพาสังคมก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งที่เป็นมาในอดีต

ทว่าผลการดำเนินการที่ผ่านมาร่วม 4 ปี นับจากจุดเริ่มต้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรื่อยมาจนถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ดูจะเลื่อนลอยจนยากจะจับต้องได้ถึงความเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นที่รับรู้กันมาตลอดว่าปฏิรูปต้องใช้เวลานาน แต่บางเรื่องก็สามารถทำได้ทันที

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านมาเนิ่นนาน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังเป็นเพียงรายงานข้อเสนอ จากทั้ง สปช. และ สปท.เล่มโตที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีโดยไม่ถูกหยิบยกนำไปใช้งาน

แรงกดดันจากสังคม ทำให้ คสช.ดำเนินการตั้งกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ ที่รับหน้าที่ขมวดปม สรุปเป็นแผนปฏิรูปประเทศตามที่ได้ประกาศออกมาล่าสุด ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจน ทั้งที่มางบประมาณ ระยะเวลาการดำเนินการ ดัชนีชี้วัด เรื่อยมาจนถึงหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบนำไปดำเนินการ

ท่ามกลางความหวังว่ารายละเอียดทั้งหลายเหล่านี้จะล็อกให้การปฏิรูปต้องเดินหน้าไปจนเห็นผลสามารถจับต้องได้ แต่ทำไปทำมาทุกอย่างดูจะไม่เป็นไปตามนั้น เพราะแผนปฏิรูปที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ยังเป็นเพียงแค่ข้อเสนอที่ต้องถูกนำไปศึกษาและปรับเปลี่ยนได้อีก ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนด

ทำให้เส้นทางปฏิรูปส่อเค้าจะวนกลับไปสู่จุดเดิม ไร้ทิศทางเดินหน้าสู่เป้าหมายแท้จริง

ชัดเจนจากกรณีแผนปฏิรูปด้านสังคมที่กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาถึงการยืดการเกษียณอายุราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี ที่จะส่งผลผูกพันถึงข้าราชการทั่วประเทศ

แต่ทุกอย่างดูจะไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ โดยเมื่อประกาศใช้แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปศึกษาถึงความเป็นไปได้

ที่สำคัญตรงนี้ไม่มีกำหนดเวลาว่าจะต้องใช้เวลาศึกษานานเพียงใด และกรอบเวลาที่กำหนดในแผนปฏิรูปนั้นก็สามารถพิจารณาทบทวนได้ ซึ่งการศึกษานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงและยืดหยุ่นได้ โดยในแผนการปฏิรูปมุ่งเน้นให้พิจารณาในตำแหน่งที่มีความสำคัญก่อน

ไม่ต่างจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกมาอธิบายว่า ไม่ใช่ขยายอายุเกษียณ ใช้คำว่าให้คนที่มีสมรรถนะในการทำงานได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น หมอผ่าตัดที่มีประสบการณ์สูงๆ ที่เป็นข้าราชการอยู่ บางทีต้องจ้างต่อเรียกว่าจ้างพิเศษ

“ถ้าไปขยายอายุ วันนี้อธิบดี ปลัดกระทรวงที่อยู่ก็นานพอสมควร พอไป 63 ปี ข้างล่างบอกแก่ตายพอดีไม่ได้ขึ้นกัน รัฐบาลต้องดูอย่างนี้ แยกแยะให้ออก นี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่ข้อแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น”

เช่นเดียวกับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าแผนปฏิรูปเป็นโครงกว้างๆ รัฐบาลไหนเห็นว่าดีกว่าก็เปลี่ยนได้ บางเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ถ้าไม่พอใจก็แก้กฎหมาย

หากเป็นเช่นนั้นแผนปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านที่ประกาศออกมาย่อมไม่ต่างจากข้อเสนอของ สปท. และ สปช. ที่จะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ หากไม่ดำเนินการก็ไม่ถือเป็นความผิดที่มีบทลงโทษแต่อย่างไร

ต่างจากแผนยุทธศาสตร์ชาติที่หากหน่วยงานใดไม่ดำเนินการตามจะถูกส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เอาผิด หรือให้ผู้บังคับบัญชาสั่งพักงาน หรือให้ออกจากราชการได้

ท้ั้งหมดย่อมส่งผลให้เส้นทางปฏิรูปวนกลับมาสู่จุดเดิมที่เชื่อว่ายากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่เช่นนั้นคงจะเกิดขึ้นมานานแล้ว ยิ่งในช่วงที่ คสช.ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและมีกลไกอย่างแม่น้ำ 5 สาย ที่จะคอยช่วยเหลือเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆ

ทั้งหมดมีแต่จะย้อนกลับมาฉุดความเชื่อมั่น คสช.ที่กำลังสะบักสะบอมในเวลานี้

เลือกตั้งยังอีกยาว ไพ่ตายในกำมือบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 เม.ย. 2561 เวลา 10:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547476

เลือกตั้งยังอีกยาว  ไพ่ตายในกำมือบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งยังดูไร้ทิศทาง​ขาดความชัดเจน แถมยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ตามที่โรดแมปที่ถูกขยับด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ปรับแก้ให้มีผลบังคับใช้  90 วันหลังประกาศใช้​

จุดเริ่มต้นให้เดินไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง คือ การปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต่างๆ  พยายามเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งดำเนินการ แต่ทว่ายังไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ

เงื่อนไขสำคัญที่จะเดินหน้าไปสู่การ “ปลดล็อก” อยู่ที่​คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 53/2560 ในข้อ 8 ซึ่งระบุว่า

“เมื่อมีการประกาศ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ ครม. แจ้ง คสช.พิจารณาแก้ไขหรือยกเลิก กฎหมาย ประกาศคำสั่ง คสช.​ หรือคำสั่งหัวหน้า คสช. อันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง และรวมกันจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญโดยให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) ​คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และจะเชิญผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้”

ดังนั้น หากไล่ดูทีละประเด็นจะเห็นว่าเส้นทางสู่การเลือกตั้งยิ่งขาดความชัดเจน เริ่มตั้งแต่ด่านแรก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

จากเดิมที่ขั้นตอนสุดท้ายหลังกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย กรธ. กกต. และ สนช. พิจารณาในรายละเอียดเห็นชอบเสร็จ และทาง สนช.ลงมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย ถึงขั้นส่งไปถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายตามขั้นตอน

ทั้งที่มีข้อทักท้วงจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ว่ามีหลายประเด็นเข้าข่ายขัดกับรัฐธรรมนูญ​ แต่ทาง สนช. ยืนยันจะไม่แก้ไขและไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก่อนกลับลำกลัวจะเป็นปัญหาในอนาคต ยื่นขอร่างคืนจากนายกฯ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ทำให้กระบวนการประกาศใช้ต้องยืดออกไป และหากในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญย่อมต้องนำไปสู่การแก้ไขที่จะต้องใช้เวลานานขึ้น

ส่งผลกระทบถึงด่านที่ 2 ที่กำหนดการแม่น้ำ 5 สาย หารือ ซึ่งอาจรวมถึงตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อวางแผนเตรียมการเลือกตั้งซึ่งเดิมถูกวางไว้ในเดือน มิ.ย. อาจต้องเลื่อนออกไป เพราะต้องรอกระบวนการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

หากจำได้ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ เคยระบุว่าจะสามารถประกาศการเลือกตั้งได้เดือน มิ.ย. 2561 และจะสามารถเลือกตั้งได้ในเดือน พ.ย. 2561 ก่อนที่ สนช.จะแก้กฎหมายทำให้โรดแมปต้องร่นเวลาออกไปอีก 3 เดือน

แต่อีกด้านหนึ่งทางพรรคการเมืองแสดงความพร้อมขอหารือเพื่อเริ่มกระบวนการสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว ทำให้มีสัญญาณทั้งจะเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยก่อนหรือหลังเดือน มิ.ย. ไปจนถึงอาจไม่มีการเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยก็ได้ เพราะกระบวนการที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แล้วให้ กกต.เป็นผู้กำหนดวัน กกต.จะต้องดูความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ ในขณะที่พรรคการเมืองเองก็ส่งสัญญาณพร้อมจะลงสนามยิ่งเร็วยิ่งดี

ล่าสุด ​เพื่อไทยได้ออกตัวประกาศจุดยืนไม่ร่วมหารือครั้งนี้ โดย ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค ระบุว่าให้กำหนดวันเลือกตั้งมาให้ชัดเจนเลยว่าจะเป็นวันไหน ไม่ต้องมาสร้างเงื่อนไขโดยการเชิญพรรคการเมืองประชุมในช่วงเดือน มิ.ย. เพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง

“​ที่ผ่านมาทุกคนเดินตามโรดแมปของท่านมาตลอด ทุกคนพร้อมที่จะเลือกตั้ง มีแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” ภูมิธรรม กล่าว

สะท้อนให้เห็นว่าเพื่อไทยไม่อยากร่วมเป็นเครื่องมือที่จะถูก คสช.หยิบยกไปอ้างสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในการเลื่อนเลือกตั้ง รวมทั้งต้องการยืนหยัดจุดยืนไม่ร่วมสังฆกรรมกับทาง คสช. เพราะข้อเสนอเดียวที่ต้องการก็คือขอให้จัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด คงไม่ได้รับการขานรับจาก คสช.อยู่ดี

ทั้งหมดทำให้การเลือกตั้งที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ยังไม่มีความชัดเจนจนถึงขณะนี้

พรรค คสช. แผน ‘ประยุทธ์’ รีเทิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 เม.ย. 2561 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547365

พรรค คสช. แผน ‘ประยุทธ์’ รีเทิร์น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย กลับมาคึกคักอีกรอบ หลังจากบรรดาพรรคการเมืองต่างทยอยออกมาแสดงตัวประกาศจุดยืน

ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดหน้าสนับสนุนบิ๊กตู่แบบเลิกแทงกั๊ก ทำให้คอการเมืองหันมาจับจ้องไปยัง “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ว่ากันว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง  ท่ามกลางกระแสข่าวการวางตัว อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม  และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ มาร่วมเป็นกำลังขับเคลื่อนพรรค

สอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ของสมคิดที่แบ่งรับแบ่งสู้ว่า “ไม่ได้พูดสักคำเรื่องตั้งพรรค หากตั้งพรรค ลูกน้องผมตั้ง ผมแก่แล้วอย่ากังวล ผมปรารถนาดีต่อประเทศชาติ การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”

จากก่อนหน้านี้ ที่เคยระบุว่า “ผมสนับสนุนท่านนายกฯ ประยุทธ์นั่นแหละ ก็เพราะหลายปีที่ผ่านมาเราเคยเห็นความไม่สงบใช่ไหม คุณอยากให้บ้านเมืองกลับไปอย่างนั้นไหม ถ้าบ้านเมืองสงบ แล้วทุกอย่างที่ตามมาดีขึ้น มีการพัฒนาประเทศดีขึ้น มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น คนมีความสุขมากขึ้นไม่ดีหรือ”

ถอดรหัสคำพูดของสมคิด ยิ่งตอกย้ำ “จุดแข็ง” เรื่องความต่อเนื่องและการสานงานต่อนโยบายที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้ดำเนินการวางรากฐานมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนการรักษาความสงบของประเทศและเชื่อว่าจะถูกนำมาเป็นจุดขายในการหาเสียง

อันจะเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งที่ประเมินแล้วจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มสนับสนุน คสช. และกลุ่มต่อต้าน คสช.

แม้จะไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาล คสช.ทยอยออกนโยบาย ลด แจก แถม มาหลายระลอก จนถูกมองว่าเป็นการเร่งทำคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

่ล่าสุด สนช.มีมติเห็นชอบ 3 วาระรวด ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประเทศจำนวน 24,300 ล้านบาท 2.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายในจำนวน 76,057 ล้านบาท 3.รายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 49,641 ล้านบาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง

ภายในงบประมาณยังได้มีการแบ่งเงินสำหรับมาตั้งเป็นกองทุนอีกจำนวน 3 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติจำนวน 2 หมื่นล้านบาท 2.กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 13,872 ล้านบาท และ 3.เงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืชจำนวน 150 ล้านบาท

สอดรับการปั้นโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่หวังว่าจะให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. อันจะช่วยให้ชาวบ้านติดหูและมีผลต่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในอนาคต

ดังจะเห็นว่าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว มีตั้งแต่ระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ รมว.มหาดไทย เป็นเลขานุการ เรื่อยมาระดับจังหวัด ไปจนถึงทีมขับเคลื่อนการพัฒนาระดับตำบล มีข้าราชการและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ปราชญ์ชาวบ้าน และจิตอาสา

สะท้อนเป้าหมายที่ประกาศต้องการแก้ปัญหาครอบคลุมทุกมิติ เช่น ปัญหาปากท้อง การเกษตร ระบบชลประทาน ถนน ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน

ยังไม่รวมกับอำนาจของ คสช.ที่จะคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนได้รัฐบาลใหม่ อันจะทำให้เกิดสถานะความได้เปรียบพรรคอื่นๆ  รวมไปถึงพรรคที่มีจุดยืนต่อต้าน คสช.

ยิ่งหากประเมินจากกลไกตัวช่วยตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยแล้ว 250 เสียงจาก สว. ที่ คสช.จะเลือกเข้ามานั้นจะมีบทบาทสำคัญกับการเลือกนายกรัฐมนตรี  หากผนึกกำลังกับพรรคที่มาจากคนใน คสช.ด้วยแล้ว ย่อมได้เปรียบบรรดาพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ คสช.

อีกทั้งในเวลานี้มีพรรคการเมืองที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หลายพรรค ไล่มาตั้งแต่พรรคประชาชนปฏิรูป มาจนถึงพรรค กปปส. ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทิ้งปมปริศนาให้รอดู “นวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเมือง”

แต้มต่อที่กลายเป็นความได้เปรียบของฝั่ง คสช.ย่อมดึงดูดให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้งพรรคที่ไม่ได้ประกาศจุดยืนอยู่ตรงข้าม คสช. ร่วมเข้ามาผนึกกำลังกับพรรคทหาร

ที่สำคัญเค้าลางที่เกิดขึ้นย่อมทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่เคยสนับสนุนนโยบายประชารัฐและไทยนิยม ตัดสินใจได้ไม่ยากว่าจะเลือกเทน้ำหนักสนับสนุนฝั่งใด อันจะยิ่งเป็นปัจจัยเสริมแรงให้กับฝั่ง คสช. ได้เปรียบในการลงสนามเลือกตั้งรอบนี้

ยิ่งในวันที่ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยยากจะจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลได้ โอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะกลับมาเป็นนายกฯ ต่ออีกสมัยย่อมไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

1 ปีรัฐธรรมนูญ อนาคตยังคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/547270

1 ปีรัฐธรรมนูญ อนาคตยังคลุมเครือ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีอายุครบ 1 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปดูช่วงชีวิตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ต้องยอมรับว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เพราะต้องมีการทำรัฐธรรมนูญด้วยกันถึงสองครั้ง

ครั้งแรก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน ทำมาแล้วแต่ไม่ผ่านที่ประชุมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนทำให้เหล่าบรรดานักกฎหมายที่ร่วมกันทำรัฐธรรมนูญในเวลานั้นออกอาการน้อยเนื้อต่ำใจพอสมควร

ครั้งที่สอง เป็นทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ได้ตั้งทีมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมา แม้จะได้แรงสนับสนุนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอสมควร แต่ก็มีศึกหนักอยู่เช่นกัน คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างที่ทราบกันดีว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ค่อนข้างรับฟังความคิดความอ่านของประธาน กรธ.พอสมควร จึงออกตัวช่วย กรธ.ให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มาถึงเวลานี้ถึงจะมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังไม่ได้การันตีว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ตามที่รัฐธรรมนูญออกแบบโรดแมปเอาไว้หรือไม่ ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ในมุมหนึ่งการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญมาช่วยกลั่นกรองเนื้อหาของร่างกฎหมายก่อนประกาศใช้

แต่ถ้ามองไปถึงต้นเหตุที่แท้จริงแล้วจะพบว่าไม่จำเป็นต้องส่งร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับให้ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สนช. ไม่ได้ไปแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายที่ กรธ.เสนอมาจากหน้ามือจนกลายเป็นหลังมือ อันนำมาซึ่งกระแสกดดันให้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ไม่ว่าจะเป็น กรณีการแก้ไขให้ สว.มีที่มาสองประเภท ได้แก่ การสมัครโดยอิสระและการสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล ทั้งๆ ที่ กรธ.ยืนยันความประสงค์ว่าต้องการให้ สว.มาจากการสมัครอย่างอิสระเท่านั้น เพื่อเปิดให้คนทุกกลุ่มวิชาชีพมีโอกาสได้เข้ามานั่งในสภา หรือการไปแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วยการให้มีผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจขัดต่อหลักการของการลงคะแนนเสียงที่ต้องเป็นความลับและเป็นการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิออกเสียง

หาก สนช.ไม่ไปลงมือแก้ไขในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ แน่นอนว่าเวลานี้ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจะต้องอยู่ในกระบวนการของการประกาศใช้เป็นกฎหมาย และเตรียมนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งต่อไป

แต่เมื่อเวลานี้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องมารอดูว่าในบั้นปลายศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร

ถ้าศาลเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นโดยเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญและประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมาย จะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปทันที ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ รวมไปถึงการเลือกตั้งก็ต้องถูกเลื่อนออกไปอีกด้วย

นอกเหนือไปจากความไม่ชัดเจนของการเลือกตั้งแล้ว 1 ปีที่ผ่านไปของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังนำมาซึ่งคำถามด้วยว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะอยู่กับประเทศไทยไปได้นานเท่าไหร่”

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกขนานนามจาก กรธ.ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พอวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนีั้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จึงหนักไปในทางการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ

ในที่นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมานักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศมีคนทุจริตจำนวนมาก จึงทำให้รัฐธรรมนูญต้องออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ แต่กระนั้นการที่ กรธ.กำหนดให้วุฒิสภา องค์กรอิสระ หรือแม้แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เข้ามากำกับฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่

รัฐบาลควรต้องได้ความเป็นอิสระในระดับหนึ่งเพื่อบริหารประเทศตามที่ตัวเองได้หาเสียงไว้ แต่กลับต้องมาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มีผลถึง 20 ปี กรณีเช่นนี้จึงทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแทบไม่ต่างอะไรกับคณะบุคคลที่ต้องมาคอยทำตามนโยบายของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

ครั้นในอนาคตรัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอุปสรรคต่างๆ ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ซับซ้อน โดยเฉพาะการให้ สว.ต้องลงมติเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว.เท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่ง สว.ชุดแรกที่จะมีวาระถึง 5 ปีนั้นมาจากการเลือกของ คสช.

อย่างนี้ ถามว่า สว.จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ หรือจะเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกันแน่

วันนี้อาจจะยังไม่เห็นปัญหาที่ชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญเพิ่งประกาศใช้มาได้เพียง 1 ปี แต่ในระยะยาวภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้เห็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการสืบทอดอำนาจหากกลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายไม่ลงมาร่วมมือร่วมใจกัน ประเทศไทยอาจเป็นคนป่วยที่ไม่มีวันรักษาหายก็เป็นได้

‘เจ๊แดง’ วางมือการเมือง ลดแรงเสียดทานเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546872

‘เจ๊แดง’ วางมือการเมือง ลดแรงเสียดทานเพื่อไทย

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ปรากฏการณ์การรวมตัวของอดีตแกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ตบเท้ายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคแบบพร้อมเพรียงเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นการแสดงพลังและเรียกขวัญกำลังใจให้กับลูกพรรคในช่วงเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกที

กลบกระแสข่าวการแตกกระสานซ่านเซ็นของกลุ่มก๊วนต่างๆ จนอาจทำให้พรรคเพื่อไทยที่เคยผูกขาดชัยชนะเลือกตั้งระดับชาติในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาหนักในครั้งนี้

ยิ่งในวันที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องระหกระเหิน หนีคดีไปต่างประเทศ การหาแม่ทัพมาคุมพรรคยังไม่มีความชัดเจน แถมเกิดกระแสตีกัน ขัดแข้งขัดข​า จนสภาพภายในพรรคปั่นป่วน

แต่การขยับที่น่าสนใจภายในพรรคเพื่อไทยเวลานี้อยู่ที่การเฟดตัวออกจากหน้าฉากการเมืองของ เจ้าแม่วังบัวบาน ​คีย์แมนคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีบทบาท​คอยเป็นหลังบ้านควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย​ภายในพรรคเรื่อยมา

การเสียกำลังคนสำคัญไปในช่วงเวลาที่พรรคต้องเผชิญกับศึกหนัก จึงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่อีกด้านก็อาจส่งผลดีต่อการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ถึงขั้นอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการลดบทบาทคนในตระกูลชินวัตรเพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมือง ไม่ให้เป็นเป้าถูกถล่มทั้งจากฝ่าย ประชาธิปัตย์ หรือฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อีกด้านหนึ่งยังเป็นโอกาสดีสำหรับ “เพื่อไทย” ที่จะเดินหน้าสู่เป้าหมาก้าวข้าม “ทักษิณ ชินวัตร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งกับพรรคในระยะยาว และไม่ตกเป็นเป้าถูกถล่มในช่วง​การหาเสียง

การจับจ้องของฝ่าย คสช. ต่อการเคลื่อนไหวภายนอกประเทศของ 2 อดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตร ยังไม่อาจเป็นที่ไว้วางใจได้ เพราะทั้งสองคนยังมีหมายศาลให้ติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

การจะเปิดหน้าลุยช่วยหาเสียงเหมือนที่ผ่านๆ มาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ยิ่งในวันที่ คสช.​ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือด้วยแล้ว การจะทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงย่อมไม่เป็นผลดีกับทั้ง พรรคเพื่อไทย และคนในตระกูลชินวัตรเอง

การวางมือทางการเมืองของ “เจ๊แดง” จึงเป็นเสมือนการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่าต้องการลดบทบาทของคนตระกูลชินวัตร และสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกของพรรคจนสามารถได้เดินหน้าไปด้วยตัวเอง

เมื่อ เจ๊แดง ถือเป็นคีย์แมนจากตระกูลชินวัตรคนสุดท้ายที่ยังมีบทบาทอยู่ในช่วงที่ผ่านมา การถอยออกจากหน้าฉากจึงเสมือนเป็นความพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เพื่อไทยไม่ให้ถูกมองว่ามีการครอบงำหรือชี้ขาดด้วยคนเพียงคนเดียวหรือตระกูลเดียวอีกต่อไป

ยิ่งในวันที่ “เพื่อไทย” กำลังประสบปัญหาสำคัญจากการเปิดตัวตั้งพรรคอนาคตใหม่ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่อาจจะมาแย่งฐานคะแนนของเพื่อไทยในหลายพื้นที่

การปรับภาพลักษณ์สร้างความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อไทยเป็นมากกว่าพรรคของคนตระกูลชินวัตร จึงอาจเป็นทางเลือกที่ต้องเร่งทำ ​เพื่อไม่ให้ต้องเสียฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนมาตั้งแต่ไทยรักไทย

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ล้วนแต่เป็นพรรคที่มีฐานสนับสนุนจาก​กลุ่มชาวบ้านที่ละเลย ไม่เอาใจใส่จากรัฐบาลในอดีตคล้ายๆ กัน

แต่วังวนปัญหาทางการเมืองในอดีตบีบให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกเดินไปในทางที่สร้างปัญหากับพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะกับเร่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย  จนนำมาสู่การชุมนุมคัดค้านและบานปลายกลายเป็นจุดจบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ​

ข้อครหาเรื่องความต้องการเร่งพาตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศ มากกว่าเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน กลายเป็นตราบาปที่ฉุดความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก

ยังไม่รวมกับคดีของคนรอบตัว เจ๊แดง โดยเฉพาะจากโครงการรับจำนำข้าว  ย่อมจะเป็นอีกเป้าใหญ่ให้ถูกขุดขึ้นมาโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงหาเสียงที่จะยิ่งทำให้เพื่อไทยถูกรุมถล่ม ทำลายน้ำหนักนโยบายสำคัญที่เคยใช้เป็นนโยบายหาเสียงในช่วงที่ผ่านมา

ที่สำคัญประเมินแล้วการหาเสียงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝั่ง ไม่เอาทักษิณ กับ ฝั่งไม่เอา คสช. จำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้องปรับภาพลักษณ์เพื่อรักษาฐานคะแนนของตัวเอง ไม่ให้กลุ่มที่ไม่เอา คสช. ไปเลือกพรรคอื่น ขณะเดียวกันก็ใช่ว่าจะทิ้งกลุ่มไม่เอาทักษิณ ​ในวันที่สถานการณ์ต้องบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่ง ​

ถัดมาที่ประเด็นเรื่องการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในนอนาคตหนึ่งในปัญหาที่พรรคการเมืองหลายพรรควิตกก็คือการเข้ามาของ คสช. ที่จะใช้กลไกตัวช่วยอย่าง 250 เสียงของ สว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาล

แต่การจะผนึกกำลังระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง เพื่อยืนหยัดต่อต้านการเข้ามาของ คสช. เองก็คงยากที่จะสนิทใจจับมือกันได้ โดยเฉพาะจากประสบการณ์การกระทบกระทั่งที่ผ่านมา

ดังนั้น การที่เพื่อไทยลดบทบาทคนของตระกูลชินวัตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งสำคัญทางการเมือง จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณปัจจัยขัดแย้ง เปิดทางจับมือกับพรรคอื่นเพื่อต้านการกลับมาของ คสช.

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นทางเลือกที่ดีกับเพื่อไทย ยิ่งในวันที่หลายพรรคการเมืองเปิดตัวประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

กอดคอกันแน่น นักการเมืองจัดทัพรบ ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546791

กอดคอกันแน่น นักการเมืองจัดทัพรบ ‘คสช.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่กิจกรรมทางการเมืองก็ได้เริ่มดำเนินไปตามกระบวนการให้เห็นบ้างแล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง

1.การให้จดแจ้งชื่อพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ปรากฏภาพของกลุ่มบุคคลหน้าใหม่ป้ายแดงและหน้าเก่า แสดงเจตนาขอตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นจำนวนไม่น้อย

บางพรรคออกตัวประกาศสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งชัดเจน บางพรรคประกาศชัดเจนเช่นกันว่าไม่เอานายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกับประกาศจุดยืนว่านายกฯ จะต้องมาจากคนที่พรรคการเมืองเสนอเท่านั้น

2.การให้สมาชิกพรรคการเมืองปัจจุบันแสดงตนเพื่อยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค กระบวนการนี้ได้เริ่มขึ้นมาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา มีกำหนดเวลาดำเนินการ 30 วัน

ตามขั้นตอนหากพ้นกำหนดเวลา 30 วัน สมาชิกคนใดไม่แจ้งยืนยันการเป็นสมาชิก จะต้องพ้นจากความเป็นสมาชิกทันที นอกเหนือไปจากการจัดการเรื่องสมาชิกพรรคแล้ว พรรคการเมืองปัจจุบันต้องปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 อีกบางประการด้วย

(1) จัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

(2) จัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปี พ.ศ. 2561 ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

(3) จัดให้สมาชิกให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 1 เม.ย.และให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน ภายใน 4 ปี นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

กระบวนการที่ คสช.ออกแบบให้พรรคการเมืองได้เดินตามนั้น ด้านหนึ่งถึงจะสร้างปัญหาจุกจิกกวนใจแก่พรรคการเมือง แต่ก็ทำให้พรรคการเมืองสามารถเช็กกำลังภายในพรรคไปในตัวด้วย

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่เร่งดำเนินการจัดการให้สมาชิกพรรคมายืนยันสถานะ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกประมาณ 2 ล้านคน ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เกิดกระแสข่าวมาตลอดว่าบรรดาขุนพลภาคใต้ของพรรคจะสละเรือประชาธิปัตย์เพื่อไปอยู่กับพรรคของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แกนนำ กปปส.

แต่พอมาถึงเวลากลับเป็นสุเทพที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง เพราะอดีต สส.ภาคใต้กลัวว่าถ้าออกจากประชาธิปัตย์แล้วตัวเองจะสอบตก โดยอดีตมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายคนว่าหากไม่ลงสมัคร สส.ภาคใต้ในนามพรรคประชาธิปัตย์ โอกาสสอบตกมีสูง แม้ว่าตัวเองจะทำพื้นที่มานานแค่ไหนก็ตาม

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ได้เห็นอดีต สส.จำนวนมากตบเท้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ก็มีความคึกคักไม่แพ้กัน ภายหลังเพิ่งจัดพิธีรดน้ำดำหัวเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์  พร้อมกับการเปิดให้ยืนยันสมาชิกพรรคเมื่อวันที่ 4 เม.ย.

ตอนแรกหลายฝ่ายอาจจะคิดว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะแตก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบรรดาขุนพลข้างกาย “ทักษิณ ชินวัตร” ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในอนาคต

“ดีใจที่สมาชิกมาพร้อมเพรียง และมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรค สื่อสารถึงความร่วมมือกัน และสืบสานการเมืองพรรคนี้ต่อไป และตนเต็มใจที่จะยืนยันเป็นสาชิกพรรคนี้ต่อไป และเชิญชวนสมาชิกเก่าที่ตั้งใจและยึดแนวทางประชาธิปไตยเพื่อดำเนินการทางการเมืองดูแลประชาชน” ท่าทีและถ้อยคำจาก “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ ที่ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” เป็นพรรคที่เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง เนื่องจากแกนนำที่ผู้ใหญ่ระดับสูงที่เคยนำพรรคสู้สนามการเลือกตั้ง ต่างแพ้สังขารไปตามกาลเวลา จึงเป็นจังหวะที่คนหนุ่มรุ่นใหม่ของพรรคต้องก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของพรรคแทนผู้อาวุโสที่ยอมหลบอยู่เบื้องหลัง

ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ของพรรค เท่ากับว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” ได้กลายเป็นผู้นำพรรคไปโดยปริยาย

โดยการเปิดให้สมาชิกพรรคมาแสดงตนตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เพิ่งเริ่มต้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ บรรดาแกนนำรุ่นใหญ่และทายาทการเมืองยังอยู่ในบ้านชาติไทยพัฒนาด้วยกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอดีต สส.ในกลุ่มพื้นที่ภาคกลาง

“การดำเนินการของพรรคในขณะนี้เป็นการขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ ควบคู่ไปกับบุุคคลที่มีประสบการณ์ในทางการเมือง ซึ่งส่วนตัวได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ในพรรคหลายท่าน”

ภาพรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองในเวลานี้ จะเห็นได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยต่างเล่นเกมตามกติกา พร้อมๆ กับปรับตัวให้กับกฎหมายที่ คสช.ได้ออกแบบเอาไว้ ซึ่งสามารถทำตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะฝ่ายการเมืองเองประสงค์ที่อยากจะกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้ง จึงต้องพยายามไม่สร้างเงื่อนไข และจัดทัพเพื่อให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

มา ณ ตอนนี้ น่าจะเหลือเพียงแต่ คสช.ว่าจะปรับตัวเองให้เข้ากับกติกาและยอมรับให้มีการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือว่าจะใช้กลไกหรือสร้างอภินิหารทางกฎหมายเพื่อเป็นเงื่อนไขในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าตัวเองจะพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง

ส่งสัญญาณแก้ 53/2560 คสช.พลิกเกมสู้กระแสต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546662

ส่งสัญญาณแก้ 53/2560 คสช.พลิกเกมสู้กระแสต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำงานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นจะเป็นการใช้มาตรา 44 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน

อย่างที่ทราบกันดีว่ามาตรา 44 เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ฉบับชั่วคราว เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่สำคัญอำนาจดังกล่าวยังถูกรับรองให้เป็นที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครอง และไม่สามารถมีใครมาทำการโต้แย้งได้

ที่ผ่านมาการใช้มาตรา 44 ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำอำนาจเหนืออำนาจมาบังคับใช้ภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว

ตามหลักนิติรัฐแล้วไม่ควรให้ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ควรให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ ดังนั้น การที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้หัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจมาตรา 44 อยู่ต่อไป ย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการนิติรัฐอย่างเห็นได้ชัด แต่รัฐบาลและ คสช.ที่มีนักกฎหมายมหาชนคอยทำงานสนองนโยบายกลับไม่สนใจกับหลักการดังกล่าวเท่าใดนัก

ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่า คสช.ยังใช้มาตรา 44 เพื่อสร้างเงื่อนไขและภาระให้กับพรรคการเมืองโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบนั้นมีผลใช้บังคับแล้ว ดังจะเห็นได้จากการมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

คำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองพอสมควร เช่น การให้สมาชิกพรรคมาทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อหัวหน้าพรรค หรือการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบถ้วนตามกฎหมายภายใน 90 วัน นับแต่มีการยกเลิกประกาศ คสช. 57/2557 ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุมพรรคการเมือง

ไม่เพียงเท่านี้ การมีคำสั่ง คสช. ดังกล่าว ยังเป็นผลให้ สนช.ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นเวลา 90 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป 90 วัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรา 44 ทำให้พรรคการเมืองออกมาต่อต้านพอสมควร

ทั้งการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นด้วยกับพรรคการเมือง อันนำมาซึ่งการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยมีการชี้ประเด็นให้ชัดเจนลงไปว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ว่ามีการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยด้วยการออกกฎหมายลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมือง ไปจนถึงการเรียกร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่าพรรคการเมืองสามารถดำเนินการที่ไม่ขัดกับกฎหมายได้บ้าง

จากแรงกดดันที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะ ส่งผลให้ คสช.และรัฐบาลยอมรับว่าคำสั่งที่ 53/2560 มีปัญหาอย่างแท้จริงและเตรียมจะแก้ไขในเร็วๆ นี้ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง

“ส่วนที่น่าจะเป็นปัญหาอยู่จริงในการปฏิบัติจากคำสั่งที่ 53/2560 ซึ่งก่อนหน้านี้ เช่น การประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองที่ต้องประกอบด้วยหัวหน้าหรือตัวแทนของสาขา ปัญหาคือพรรคที่มีสาขาก็พอจะเรียกประชุมให้ครบองค์ประกอบได้ แต่พรรคที่ยังไม่มี จะมีสาขาได้ก็ต่อเมื่อมีการประชุมใหญ่ แต่ในการประชุมใหญ่ต้องมีหัวหน้าสาขา

ในที่สุดจึงเป็นปัญหาว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เป็นข้อขัดข้องที่ได้จัดเตรียมว่าจะต้องแก้ไข โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกร่างเตรียมไว้ก่อนแล้ว” วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

การเตรียมใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ออกตามมาตรา 44 นั้นเป็นแนวปฏิบัติที่ คสช.เคยทำมาก่อน แต่การมีท่าทีของ คสช.และรัฐบาลที่แสดงออกผ่านรองนายกฯ ดังกล่าว นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้มีท่าทีแข็งกร้าวต่อพรรคการเมืองพอสมควร

ดังนั้น หากจะบอกว่าการยอมแก้คำสั่งที่ 53/2560 เป็นการแก้เกมการเมืองประการหนึ่งก็คงไม่แปลกนัก

ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่าเวลานี้บรรยากาศและอารมณ์ทางการเมืองของคนไทยส่วนใหญ่ต่างมุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้งกันพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรากฏตัวของพรรคการเมืองใหม่จำนวนไม่น้อย หรือการออกมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของบรรดาขุนพลแต่ละพรรคการเมืองในช่วงนี้

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยพร้อมแล้วกับการเลือกตั้ง ที่สำคัญยังพร้อมจะเล่นตามกติกาที่มีอยู่ในเวลานี้ เรียกได้ว่าเหลือเพียงแต่ คสช.เท่านั้นว่าจะพร้อมลงมาเล่นกับกติกาที่พวกของตนเองออกแบบไว้หรือไม่

เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่การเลือกตั้ง แน่นอนว่าถนนทุกสายย่อมพุ่งตรงมาที่ คสช.เช่นกัน

ยิ่ง คสช.พยายามแสดงออกถึงการยื้อเลือกตั้งด้วยการใช้กฎหมายมากเท่าไร คสช.ย่อมตกที่นั่งลำบากมากขึ้นเท่านััั้น

การทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่เชี่ยวอยู่เวลานี้ จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อ คสช.เท่าใดนัก จึงเป็นที่มาของการยอมอ่อนลงให้ในระดับหนึ่ง เพื่อรักษาและเลี้ยงกระแสเอาไว้เพื่อเป้าหมายในการกลับมาเข้าสู่อำนาจอีกครั้งในอนาคต

เมินบิ๊กตู่-ไม่เอาทักษิณ ปชป.เดดล็อกตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546546

เมินบิ๊กตู่-ไม่เอาทักษิณ ปชป.เดดล็อกตัวเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ส่วนใครที่จะออกนอกแถวไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้ไปทางเลือกอื่น ไม่ต้องมาที่นี่ เพราะมีพรรคอื่นรองรับเยอะ ถ้าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค ไม่ว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นใครก็ตาม” 

สัญญาณชัดเจนครั้งแรกจากปาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับการยืนยันจุดยืนของพรรคแบบดุเดือด ซึ่งต้องการสะท้อนความชัดเจนในแนวทางของประชาธิปัตย์นับจากนี้ต่อไป

การ “หงายไพ่” ใบสำคัญของประชาธิปัตย์ในช่วงเวลานี้ ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่หนึ่งในยุทธศาสตร์หาเสียงที่สร้างความชัดเจนให้ตัวเองไม่ให้ความคลุมเครือที่เป็นอยู่ถูกบิดเบือนไปแย่งคะแนนเสียง

แน่นอนว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ระหองระแหง รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส.ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาธิปัตย์จำเป็นต้องกระชับแนวร่วมสร้างความเป็นเอกภาพ เพื่อเร่งทำคะแนนในการเลือกตั้งที่ถือว่าเป็นอีก “โอกาส” ครั้งสำคัญ

เมื่อเวลานี้คู่แข่งคนสำคัญอย่าง “เพื่อไทย” กำลังระส่ำระสายจากแกนนำที่ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่ต่างแดน  ขณะที่กลุ่มต่างๆ กำลังชั่งใจว่าจะแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทานแรงกดดันจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่

ประชาธิปัตย์จึงต้องเร่งสร้างความชัดเจนในพื้นที่ ทั้งในแง่ผู้สมัคร สส. หัวคะแนน เรื่อยไปจนถึงสมาชิกพรรค ว่าจะยังเหนียวแน่นอยู่กับประชาธิปัตย์ หรือจะหันไปหาตัวเลือกใหม่อย่างพรรค กปปส. ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศไม่เกี่ยวข้อง แต่ทาง ธานี เทือกสุบรรณ น้องชาย เตรียมยื่นจดแจ้งกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดตั้งพรรค

ดังจะเห็นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ หลายพื้นที่ในภาคใต้เกิดการแย่งตัวหัวคะแนนและสมาชิกระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส. ที่หากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมมีแต่จะต้องมาแบ่งคะแนนกันเอง สุ่มเสี่ยงจะเปิดทางให้คู่ต่อสู้เข้ามาเบียดแย่งปักธงในฐานที่มั่นได้ง่าย

การรีบประกาศจุดยืนให้ชัดเจนจึงถือเป็นการบีบให้ สส.ตลอดจนทีมงานต้องตัดสินใจว่าจะเลือกสวมเสื้อประชาธิปัตย์ หรือ กปปส.ลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุด อภิสิทธิ์ประกาศว่านอกจากสุเทพและธานีแล้วไม่มีอดีต สส.คนอื่นมาบอกว่าจะไม่มาร่วมงานกับพรรค สอดรับกับที่แกนนำ กปปส.หลายคนเดินทางมายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคเรียบร้อยแล้ว

อีกด้านหนึ่งการส่งสัญญาณของอภิสิทธิ์ยังเป็นการประกาศจุดยืนให้ง่ายต่อการหาเสียงในพื้นที่ เพื่อไม่ทับซ้อนกับทาง กปปส.  แม้ทั้ังประชาธิปัตย์และ กปปส. ล้วนแต่มีจุดยืนไม่เอา “ระบอบทักษิณ” ด้วยกันทั้งคู่ หากจะหาเสียงแนวทางนี้ย่อมมีแต่จะต้องแบ่งคะแนนกัน

การประกาศไม่เอา คสช. จึงเป็นทางเลือกที่จะสร้างความแตกต่างให้กับตัวเองทั้งในพื้นที่ และสร้างความแตกต่างสลัดภาพลักษณ์ที่อยู่ใต้ร่มเงาของทหารมาอย่างต่อเนื่องให้หมดไปในโอกาสนี้ด้วย

ต้องยอมรับด้วยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝั่งไม่เอาทักษิณและฝั่งไม่เอา คสช. ดังจะเห็นเค้าลางที่แต่ละฝ่ายเริ่มเปิดหน้าประกาศจุดยืนและแนวทางของตัวเอง

ต่างจากในอดีตที่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝั่งไม่ “สนับสนุน” และ “ต่อต้าน” ระบอบทักษิณ

แน่นอนหากประชาธิปัตย์ต้องเลือกจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ด้านหนึ่งย่อมกระทบกับจุดยืนความเป็นพรรคในกลไกตามระบอบประชาธิปไตย ฉุดให้ภาพลักษณ์เสียหาย

อีกด้านหนึ่งย่อมต้องไปแบ่งฐานคะแนนกับพรรคอื่นๆ ที่มีจำนวนไม่น้อย หลายพรรคที่เปิดหน้าเวลานี้ เริ่มประกาศความชัดเจนสนับสนุน คสช.ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การเลือกไม่สนับสนุน คสช. จึงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาธิปัตย์ในสถานการณ์นี้

ยิ่งในวันที่คะแนนนิยมของ คสช.กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ จากมรสุมที่รุมเร้าซ้ำเติมผลงานการบริหารงานที่ไม่เข้าตาประชาชนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

ผลโพลหลายสำนักสะท้อนตรงกันว่าทั้งความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมในตัว คสช.ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องเร่งทำโครงการลดแลกแจกแถมลงพื้นที่เป็นการเร่งด่วน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การประกาศจุดยืนของประชาธิปัตย์ไม่เอา คสช. แม้จะเป็นการสร้างความชัดเจนในพื้นที่ แต่สุดท้ายก็ทำให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวจากฝั่งอื่นๆ ไปในตัว

สถานะของประชาธิปัตย์เวลานี้จึงตกอยู่ตรงกลางระหว่างฝั่ง  “ไม่เอาทักษิณ” และ “ไม่เอา คสช.” จนขยับลำบาก ทั้งในแง่หาเสียงปัจจุบันและการรวมตัวกันตั้งรัฐบาลในอนาคต

ประเมินตามทิศทางลมแล้วคงยากที่ประชาธิปัตย์จะสามารถได้เสียงถล่มทลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ การจะตัดสินใจไปร่วมรัฐบาลด้วยตัวเลือกที่มีอยู่ระหว่าง คสช. และเพื่อไทยนั้นย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ยืนยันอยู่ฝั่งตรงข้ามกับระบอบทักษิณมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย คงยากจะไปจับมือร่วมเป็นรัฐบาลทำงานด้วยกันได้

ถึงจะประกาศไม่สนับสนุน คสช. แต่อภิสิทธิ์ก็เปิดทางโดยระบุว่า “ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนทหารเป็นรัฐบาลนั้น ต้องไปดูว่าทหารเข้ามาได้อย่างไรและมีกี่เสียง”

สถานการณ์ในเวลานี้ประชาธิปัตย์จึงเหมือนตกอยู่ในสภาพ “เดดล็อก” ขยับได้ยากลำบาก

เลือกตั้ง ก.พ. 62 ยังคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546428

เลือกตั้ง ก.พ. 62 ยังคลุมเครือ

สถานการณ์ในเวลานี้ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.​ 2562 อย่างที่คาดการณ์หรือไม่

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่แปลกที่หลายฝ่ายต่างจะพร้อมใจออกมาดักคอแสดงความไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งที่ตั้งตารอนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562 ตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เมื่อที่ผ่านมาโรดแมปที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 2560 มีเหตุปัจจัยใหม่ๆ ให้ต้องขยับถอยร่นออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ไม่เคยออกมายืนยันสร้างความมั่นใจใดๆ ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ได้จริง

หากจำได้ในปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปพบปะกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตามคำเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำมั่นชัดเจนว่าจะเดินหน้าตามหลักประชาธิปไตยสากลของไทยที่จะเป็นไปตามโรดแมป

พร้อมประกาศเป็นสัญญาประชาคมต่อหน้าชาวโลกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2561 สอดรับกับที่หลายฝ่ายคำนวณตามปฏิทินว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นราวเดือน พ.ย.​ 2561

ท่าทีความชัดเจนที่เกิดขึ้นเป็นผลจากแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศที่ต้องการเห็นความชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่กฎกติกาสากลอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยื้ออำนาจ และการเตรียมกระโดดลงสนามการเมืองเต็มตัวของ พล.อ.ประยุทธ์

แต่ยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ ​สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้อภินิหารทางกฎหมายปรับแก้เนื้อหาในร่างของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. กำหนดให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน

ด้วยเหตุผลเนื่องจากให้พรรคการเมืองเก่าใหม่ได้มีเวลาเตรียมความพร้อม ตามกฎกติกาที่ออกมาใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา คสช.​ยังไม่ได้ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถประชุมคัดเลือกกรรมการบริหารพรรค ไปจนถึงการทำไพรมารีโหวตสรรหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในแต่ละเขต

ทั้งหมดส่งผลให้การเลือกตั้งที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. ​2561 ต้องขยับออกไปเป็น ก.พ. 2562อย่างไม่มีทางเลือก

แต่เงื่อนเวลาดังกล่าวยังไม่นับรวมกับปัจจัยใหม่อย่างการที่ สนช.​เข้าชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.​

ดังจะเห็นจากที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เคยออกมาแสดงความเห็นว่า​กรณีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต้องทดเวลาเพิ่มอีก 2 เดือน สำหรับการวินิจฉัยของศาล​ประมาณเดือนครึ่งและการนำกลับมาแก้เล็กหลังศาลวินิจฉัยอีกครึ่งเดือน

พร้อมเคาะเบ็ดเสร็จว่าจะทำให้วันเลือกตั้งเคลื่อนจากโรดแมปไปอีกสองเดือน คือ ​จากเดือน ก.พ.​ เป็น เม.ย. 2562

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าการแบ่งประเภทการสมัครและเลือกเป็น 2 ประเภท คือ อิสระ และโดยองค์กร ขณะที่​รัฐธรรมนูญกำหนดให้ในแต่ละกลุ่มเลือกกันเอง การแยกแบบนี้ จึงไม่ใช่การเลือกกันเองอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะเท่ากับว่าให้องค์กรเลือกก่อนแล้ว จึงจะเลือกกันเอง

ทว่าในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการ 3 ฝ่าย กรธ.​ กกต. สนช. ยังเห็นควรให้แยกเป็น 2 ประเภทจึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เดิม สนช. ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถึงขั้นเดินหน้าเสนอร่างกฎหมายถึงนายกรัฐมนตรี

แม้จะมีเสียงทักท้วงและแสดงความเป็นห่วง ในทำนองที่หากไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตอนนี้ แต่ต่อไปมีคนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความและในกรณีศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญอาจทำให้การเลือกตั้งที่เกิดไปแล้วเป็นโมฆะสร้างความวุ่นวายในอนาคต

แต่สุดท้าย สนช.​ก็กลับลำต้องถอยมายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจนถูกมองว่าอาจเป็นแผนยื้อการเลือกตั้งออกไปเพราะแทนที่จะยื่นไปพร้อมกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย สว.กลับดึงเรื่องไว้ก่อน ค่อยมายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง

ทั้งที่ประเด็นซึ่ง มีชัย ออกมาแสดงความเป็นห่วงในกฎหมายฉบับนี้มี 2 ประเด็น ได้แก่ เรื่องการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อันอาจเป็นการตัดสิทธิเสรีภาพขัดรัฐธรรมนูญได้

อีกประเด็นคือกรณีให้คนอื่นลงคะแนนเสียงแทนผู้พิการได้ ซึ่งเดิม กรธ.กังวลเรื่องนี้ จึงเขียนว่าให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อให้ผู้พิการลงคะแนนด้วยตนเอง แต่ สนช.ปรับแก้ไขใหม่กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ลงคะแนนให้ได้ อันอาจขัดกับรัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงคะแนนโดยตรงและลับ ​​

เงื่อนไขด้านกฎหมายตรงนี้มีความสำคัญเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้กรอบเวลาเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง 150 วัน ต้องเริ่มต้นจากการมีผลบังคับใช้กฎหมายลูก 10 ฉบับ ซึ่งเวลานี้เหลืออยู่ 2 ฉบับ ที่ถือเป็น  2 ฉบับสำคัญดังนั้น หากสองฉบับมีอันต้องค้างคาอยู่ในกระบวนการไม่เสร็จสิ้นย่อมเป็นเงื่อนไขที่เป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ในเวลานี้จึงยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.​ 2562 อย่างที่คาดการณ์หรือไม่

สนช.ยื่นศาลตีความ แอบลุ้นยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546120

สนช.ยื่นศาลตีความ แอบลุ้นยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ทนกระแสกดดันไม่ไหว ภายหลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นฉบับที่สองต่อจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับเอาไว้พิจารณาแล้วเมื่อไม่นานมานี้

การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ของ สนช.นั้น สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้สมาชิก สนช.ต่างขานเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

สาเหตุที่ สนช.ในเวลานั้นมีความมั่นใจว่าถึงอย่างไรเสียก็ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแน่นอน คือ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยยืนยันว่าอำนาจการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจที่สมบูรณ์ของ สนช. ดังนั้นหาก สนช.จะแก้ไขถ้อยคำในร่างกฎหมายให้แตกต่างไปจากหลักการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมาก็ไม่น่าจะผิดแต่อย่างใด อันนำมาซึ่งคะแนนเสียง 211 เสียงที่เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าว

ความแข็งกร้าวของ สนช.ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะแม้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. จะแสดงความคิดเห็นว่าร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ที่ สนช.ให้ความเห็นชอบอาจมีประเด็นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ สนช.ก็เสียงแข็งว่าไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่แยแสเสียงท้วงติงของเดี่ยวมือหนึ่งอย่างประธาน กรธ.

ทว่าทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณออกมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ว่าควรต้องตรวจสอบให้เรียบร้อย ปรากฏว่า สนช.ก็กลับลำทันที

“ขณะนี้รัฐบาลได้รับร่างดังกล่าวแล้วและยังมีเวลาในการพิจารณาก่อน ที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ในวันที่ 12 เม.ย. จึงให้ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบอีกครั้งว่าควรจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ หากมีการยื่นให้ตีความก็ไม่น่าจะใช้เวลาช้าเกินไป จึงขอความกรุณาให้ศาลรับเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณา

สิ่งสำคัญที่ตนระมัดระวังมากที่สุดคือ ไม่ให้มีปัญหาในขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ที่จะมีความขัดแย้งไม่ได้ จึงขอให้เข้าใจรัฐบาลด้วยและไม่ต้องการโยนความรับผิดชอบไปที่อื่น รัฐบาลนี้จะไม่ทำ แบบนั้น แต่ต้องแก้ปัญหาให้ได้” ท่าทีของนายกฯ ต่อเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อนายกฯ โยนลูกออกมา สนช.รับลูกนั้นทันที พร้อมกับรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.ให้ได้ 25 คน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ

จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อร่างกฎหมายอยู่ในมือนายกฯ แล้ว ทำไมนายกฯ ไม่ยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจนายกฯ สามารถส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตัวเอง

คำตอบ คือ นายกฯ ไม่ต้องการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองว่าเป็นต้นเหตุของการพยายามยื้อการเลือกตั้ง

จริงอยู่เพียงแค่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่ได้กระทบต่อโรดแมปเลือกตั้งเท่าใดนัก เพราะโรดแมปจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ขัดกับรัฐธรรมนูญ และมีผลให้ต้องตกไปทั้งฉบับพร้อมกับต้องไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมีหลักการในด้านหนึ่งว่าหากประเด็นที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สาระสำคัญ จะไม่มีผลให้ร่างกฏหมายต้องตกไปทั้งฉบับก็ตาม แต่ประเด็นที่หลายฝ่ายวิจารณ์ในเวลานี้และได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เช่น การช่วยเหลือผู้พิการในการลงคะแนนเลือกตั้ง เป็นต้น เป็นหลักการสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องเป็นไปโดยตรงและโดยลับ ดังนั้น ถ้าศาลเห็นว่าประเด็นนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญก็อาจมีผลให้ร่างกฎหมายต้องตกไปทั้งฉบับ

ลองนึกภาพดูว่า ถ้านายกฯ เป็นผู้เสนอคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองและมีผลออกมาเช่นนี้ หมายความว่าการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เท่ากับว่านายกฯ จะถูกมองว่าเป็นตัวการในการล้มการเลือกตั้ง ทางที่ดีจึงเลือกให้ สนช.เป็นผู้รับเผือกร้อนชิ้นนี้เอาไว้แทน เรียกได้ว่าสลับหน้ากันเล่นเกม

สนช.และรัฐบาลอยู่บนเรือลำเดียวกัน สนช.จึงไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะต่างฝ่ายต่างต้องช่วยกันอุ้มให้สามารถเอาตัวรอดกันได้ในสถานการณ์เช่นนี้ อีกทั้ง สนช.จำนวนไม่น้อยแอบหวังที่จะกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งผ่านการเป็น สว.สรรหาที่ คสช.จะเป็นผู้เลือกคนเข้ามาทำงาน ทำให้ต้องลงมาช่วยนายกฯ ทำภารกิจนี้

อย่างไรก็ตาม ถึงจะถูกมองว่า สนช.และ คสช.กำลังเล่นเกมเพื่อยื้อเลือกตั้ง แต่ด้านหนึ่งก็สามารถยกข้ออ้างว่าไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในอนาคต มาหักล้างข้อครหาของบางฝ่ายที่กล่าวหาว่ารัฐบาลอยากยื้อเลือกตั้งได้

เรียกได้ว่าการร่วมเล่นเกมนี้ของรัฐบาลและ สนช.ต่างวินวินทั้งคู่และมีแต่ได้กับได้

โดยถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ขัดกับรัฐธรรมนูญ สนช.จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก พร้อมกับจะเข้ามามีบทบาทในการจัดทำกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ หรือถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. ย่อมหมายความว่า คสช.จะเป็นผู้คุมเกมการเลือกตั้งโดยสมบูรณ์ เพราะร่างกฎหมายเลือกตั้งที่ สนช.ได้แก้ไขไว้นั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็นกับดักให้กับฝ่ายการเมือง

เวลานี้ สนช.และ คสช.มีหน้าที่เพียงนั่งรอเวลาฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสบายใจเท่านั้น