คสช.ถอยอุ้มมือถือ ลดแรงเสียดทานโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 มี.ค. 2561 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546008

คสช.ถอยอุ้มมือถือ  ลดแรงเสียดทานโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายกับการที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.​) ยอมถอยไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งการชำระค่าใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ต้องชำระเงินจำนวนสูง งวดสุดท้ายในปี 2562

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ระบุว่าที่ประชุม คสช.ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น เพราะเห็นว่าต้องหามาตรการที่เหมาะสม สร้างความเป็นธรรม และต้องพิจารณาด้วยว่าจะดูแลกันอย่างไรในเรื่องของเศรษฐกิจด้านนี้

“รวมถึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้วยในการลงทุน ซึ่งต้องดูตรงนี้ว่าจะแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกเพราะมันต้องมีการประมูลต่อไปอีกตั้งหลายคลื่นความถี่”

สัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนให้เห็นความเป็นห่วงว่าหากการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการย่อมสุ่มเสี่ยงจะกระทบกับการประมูลในอนาคต แม้จะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่สำคัญ แต่ พล.อ.ประยุทธ์​ ก็ยังออกอาการลังเล ชี้แจงเพียงแค่ ​“ควรหรือไม่ที่รัฐบาลต้องมารับผิดชอบตรงนั้น มันใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ แต่เขากำลังพิจารณาอยู่ยังมีเวลา”

สำหรับในส่วนของทีวีดิจิทัลนั้น อาจมีเหตุผลพอรับฟังได้เพราะล่าสุดจากคำพิพากษาของศาลปกครองที่ให้ กสทช. คืนเงินกว่า 1,500 ล้านบาทระบุว่า ​​ในการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่เป็นไปตามแผนงาน ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิบอกเลิกการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลทั้งสองช่องรายการดังกล่าว และผู้ฟ้องคดีต้องคืนคลื่นความถี่ที่เคยได้รับอนุญาตให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยไม่มีสิทธิเผยแพร่ออกอากาศรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลได้อีกต่อไป

ทั้งหมดทำให้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเรื่องไหนคือเรื่องที่เป็นเชิงธุรกิจ ที่ต้องเป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจเอง และเรื่องไหนเป็นการเยียวยา​

ส่วนกรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น สืบเนื่องมาจากเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งเข้าหารือกับ ​ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ​และ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

โดยขอให้กำหนดระยะการจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่ 900 ให้ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น แบ่งจ่ายเป็นระยะเวลา 5 ปี ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเศษ โดยให้จ่ายอัตราดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ภายหลังมีข้อเสนอดังกล่าวเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เพราะมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวถูกมองว่าอาจเป็นการเลือกปฏิบัติเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการบางรายหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบธุรกิจจำนวนมากก็ได้รับความเดือดร้อนแต่ทำไมถึงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลบ้าง

ที่สำคัญยังถูกจับจ้องว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ถึงตัดสินใจช่วยเหลือ อันจะยิ่งกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.​ที่กำลังง่อนแง่นจากการเข้าไปพัวพันกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายเรื่องที่ผ่านมา

ดังนั้น การตัดสินใจเบรกมาตรการช่วยเหลือค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกไปจึงเป็นเหมือนการถอดสลักไม่ให้ประเด็นนี้วนกลับมาซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่ถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ อยู่ระหว่างที่พรรคการเมืองเก่ากำลังจะเริ่มต้นให้สมาชิกพรรคมายืนยันความเป็นสมาชิก ก่อนนับหนึ่งกระบวนการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดในช่วงเดือน ก.พ.​ 2562

ทั้งช่วงเวลาที่ คสช.ต้องเตรียมลงจากอำนาจ ส่งไม้ต่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือการเตรียมตัวกระโดดลงสนามการเมืองของ คสช.แบบเต็มตัว การต้องมาเผชิญกับข้อครหาในทำนองเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจย่อมไม่เป็นผลดี

ยังไม่รวมกับการถูกฟ้องร้องจากฝ่ายที่เสียหาย อันได้แก่ ฝ่ายที่แพ้การประมูลในรอบที่แล้ว ด้วยไม่คาดคิดว่าจะมี “เงื่อนไข” การเข้าช่วยเหลือจากฝ่ายรัฐ ทำให้การคำนวณราคาประมูลไม่ได้สะท้อนตัวเลขที่แท้จริงในมุมของผู้ประกอบการ

จับสัญญาณจาก ​พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเห็นว่า รัฐบาล คสช.ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ กับเรื่องที่ยังมีปัญหาคือ พักเรื่องไว้ก่อน โดยโยนให้ กสทช. กลับไประดมความคิดเห็นจากทีมงาน กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประมวลข้อมูล

เมื่อรู้ดีว่าการเดินหน้าตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดออกไปย่อมเสี่ยงเกิดผลเสีย​ที่จะเป็นชนวนให้หยิบมาโจมตี คสช.ในอนาคต อันจะทำให้สิ่งที่พยายามทำมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเสียหายลงไปหมด

การพักเรื่องนี้ด้วยเหตุผลเรื่องการพิจารณาอย่างรอ​บคอบ รอบด้านทั้งเรื่องการประกอบธุรกิจ ที่จะต้องเกี่ยวพันผูกมัดไปถึงมีเรื่องการประมูลในอนาคต​จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

ในเมื่ออีกไม่กี่เดือน คสช.ย่อมจะต้องพ้นจากอำนาจอยู่แล้ว การปล่อยให้ “เผือกร้อน” ตกไปอยู่ในมือรัฐบาลชุดใหม่ย่อมจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยสำหรับตัวเอง ดีกว่าจะมาเสี่ยงรับผลความเสียหายที่อาจเกิดในอนาคต

พรรคการเมืองสะเทือน คสช.เล่นแง่บีบทุกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 มี.ค. 2561 เวลา 11:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545888

พรรคการเมืองสะเทือน คสช.เล่นแง่บีบทุกทาง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าไม่เคยมีช่วงไหนที่พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้มาก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งการรัฐประหาร 2549 แม้จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมด้วยร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่เช่นเดียวกัน แต่พรรคการเมืองก็ไม่เคยถูกแรงกดดันเหมือนกับที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังดำเนินการเหมือนอยู่ในปัจจุบัน

ในปี 2549 เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นและลงประชามติเมื่อทุกอย่างผ่านฉันทามติของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในเวลานั้นก็เริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จนสิ้นสุดกระบวนการโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่เคยใช้อำนาจพิเศษหรือกำลังภายในเข้ามาแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งที่ผ่านสภาไปแล้ว

ทว่า เวลานี้พุทธศักราช 2560 คสช.กลับใช้อำนาจในการล้วงลูกกฎหมายเลือกตั้งอย่างน่ากังขาโดยเฉพาะการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวที่เป็นอุปสรรคของพรรคการเมืองคือ การกำหนดให้พรรคการเมืองปัจจุบันต้องทำการให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามายืนยันสถานะความเป็นสมาชิกต่อหัวหน้าพรรคการเมือง

การกำหนดเช่นนี้ หมายความว่าในทางปฏิบัติหัวหน้าพรรคต้องทำหน้าที่รับการยืนยันของสมาชิกพรรคการเมืองทุกคน ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่มาแสดงตนจะมีผลให้สมาชิกพรรคคนนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็นพรรคการเมืองทันที ภาระตกอยู่ที่พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ที่มีสมาชิกพรรครวมกันมากกว่าล้านคน

ตัวเลขสมาชิกพรรคการเมืองที่หดหายไปนั้น อีกด้านหนึ่งย่อมหมายถึงสิทธิในการขอเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ มองลงไปที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่เพิ่งประกาศใช้มาได้สักระยะ กลับพบว่ามีเนื้อหาหลายส่วนที่กำลังสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมือง

ดังจะเห็นได้จากกรณีของการกำหนดให้ทำไพรมารีโหวต หากพรรคการเมืองใดไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งไหน พรรคการเมืองจะถูกตัดสิทธิในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในเขตดังกล่าว แม้ในเชิงหลักการจะเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายสนับสนุน แต่ภายใต้เวลาที่เหลือไม่มาก ย่อมเป็นเรื่องยากที่พรรคการเมืองจะทำไพรมารีโหวตได้ทัน

จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้จัดเวทีเพื่อเชิญพรรคการเมืองมาหารือในวันนี้ เพื่อให้มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกติกาใหม่ที่เกิดขึ้น

“กกต.จะได้ชี้แจงถึงแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมายในหลายเรื่อง ทั้งการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรค คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเป็นสมาชิก การจ่ายเงินบำรุงพรรค การทำไพรมารีโหวต รวมถึงแนวทางการยื่นหนังสือขออนุญาต คสช.ในการจัดประชุมพรรค

ส่วนกรรมการบริหารพรรคหากพรรคยังจะใช้ชุดเดิมก็สามารถยืนยันได้ แต่กรรมการบริหารที่จะดำรงตำแหน่งต่อต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายใหม่กำหนด เชื่อว่าการดำเนินการของพรรคการเมืองเก่าจะไม่ยุ่งยากซับซ้อน หรือทำให้เกิดปัญหา” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการ กกต. ชี้แจง

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาตามมาว่าเวทีที่ กกต.จัดในวันนี้จะเป็นทางออกให้กับพรรคการเมืองได้หรือไม่

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าหัวใจสำคัญของการที่จะทำให้กิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองเดินหน้าไปได้คือ การปลดล็อกให้พรรคการเมืองประชุมพรรค แต่ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร คสช.ก็ยังไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของพรรคการเมือง ภายใต้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่นัก

การแสดงออกของ คสช.นั้น ราวกับว่าไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น ถ้าจะเรียกว่าเป็นจระเข้ขวางคลองก็คงไม่แปลกแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่บรรยากาศในตอนนี้เอื้ออำนวยไปสู่การเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายหลังเปิดโอกาสให้มีการจดแจ้งเพื่อตั้งพรรคการเมืองใหม่

ท่าทีของ คสช.ที่แสดงออกมายิ่งเป็นเชื้อไฟการเมืองเริ่มระอุอีกครั้ง เนื่องจากเริ่มมีกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันได้เป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น อย่างการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สามารถเดินขบวนไปถึงหน้ากองบัญชาการกองทัพบกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ คสช.ต้องกลับมาให้ความสนใจมากขึ้น

แต่กระนั้น คสช.กลับต้องการดึงอำนาจไว้กับตัวเองให้นานที่สุด พร้อมกับใช้กติกาและกฎหมายที่ตัวเองออกแบบเพื่อบีบและสร้างแรงกดดันให้กับพรรคการเมืองให้มากที่สุด

การสร้างแรงกดดันของ คสช.ก็เริ่มเห็นผลบ้างแล้ว เช่น การโดดเรือหนีของกลุ่มก๊วนในพรรคเพื่อไทยบางกลุ่มที่ออกมาตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง เพราะมองว่าถ้าอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะทำให้ถูกเหมารวมด้วย การเอาตัวรอดตอนนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เป็นต้น

ที่สุดแล้ว หากจะบอกว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแมปหรือไม่  ต้องบอกว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อ คสช.รู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบทุกฝ่าย และพรรคการเมืองโดนบีบจนไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาสู้ได้อีก

อ้างม็อบป่วน ขู่ยื้อปลดล็อกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545744

อ้างม็อบป่วน ขู่ยื้อปลดล็อกการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

การนัดรวมตัวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเริ่มต้นเปิดเกมรุกอีกด้วยการยกระดับการชุมนุมเพิ่มเป้าหมายข้อเรียกร้องนอกเหนือไปจากเรื่องการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

ล่าสุด การชุมนุมเมื่อวันที่ 24 มี.ค. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จัดการชุมนุมที่บริเวณสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

​พร้อมกันนี้ ได้อ่านแถลงการณ์เรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่  1.จัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย.นี้ 2.ให้ยุบ คสช. และเปลี่ยนบทบาทเป็นรัฐบาลรักษาการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งเท่านั้น และ 3.กองทัพยุติบทบาทในการสนับสนุน คสช.

จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปยังกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อปักหลักชุมนุมเรียกร้องให้เหล่ากองทัพหยุดสนับสนุน คสช. กลับเข้ากรมกอง แล้วยืนเคียงข้างประชาชนพร้อมประกาศว่าหากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อไม่ได้รับการตอบสนอง ในวันที่ 5 พ.ค.นี้ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะยกระดับเป็นการขับไล่ คสช.อย่างเป็นทางการ

พิจารณาจากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ พบว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ทั้งการบีบให้เลือกตั้งในเดือน พ.ย.นี้ หรือการให้ คสช.เปลี่ยนบทบาทมาเป็นรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากไม่มีช่องทางตามกฎหมายให้ คสช. เปลี่ยนสถานะตัวเองก่อนมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว การจะให้ คสช.ทิ้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุ่มเสี่ยง เกิดพลาดพลั้งอาจส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาต้องสูญเปล่าได้นั้น​คงไม่ใช่ทางเลือกที่ คสช.​จะยอมทำตามได้

แต่ประเด็นสำคัญคือการเรียกร้องให้ “กองทัพ” แยกตัวออกมาจาก คสช. ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว  ทั้งกองทัพและ คสช.​หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวมาตั้งแต่แรก พร้อมทั้งสับเปลี่ยนถ่ายเลือดดึงคนในตำแหน่งคุมกำลังสำคัญเข้ามาอยู่ใน คสช.ให้สอดรับไปกับการแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละปี

ข้อเรียกร้องนี้แม้จะสะท้อนให้เห็นมุมมองแนวคิดหลายๆ อย่างแต่ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง แถมยังปลุกให้ คสช. ต้องหันมาให้ความสนใจควบคุมดูแลการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

สอดรับกับที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ห่วงใยสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ แต่ยังคงมีบุคคลบางกลุ่มพยายามเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย และจะยิ่งเข้มข้นขึ้นอีกหากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง

“เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป โดยขั้นตอนและวันเลือกตั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมาย และอยากย้ำให้ชัดเจนว่าภารกิจสำคัญที่คสช.ต้องเข้ามา และมีรัฐบาลบริหารประเทศในช่วงนี้ คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ดังนั้นหากยังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ แล้วอะไรคือหลักประกันว่าบรรยากาศของการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

คำชี้แจงที่เสมือนจะเป็นคำปฏิเสธกลายๆ นี้ พยากรณ์ล่วงหน้าได้เลยว่าแม้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะเดินหน้าชุมนุมต่อไป แต่ก็อยู่ท่ามกลางการกวดขันของเจ้าหน้าที่ที่เข้มข้นขึ้น

ที่สำคัญ “นัย” ของคำอธิบายเรื่องบางกลุ่มพยายามเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย เหมือนจะเป็นมุขเก่าที่หยิบยกมาใช้อยู่บ่อยครั้งสำหรับการป้องปรามการชุมนุม โดยใช้​ “การเลือกตั้ง”เป็นตัวประกัน

ทว่าในทางปฏิบัติการที่ คสช.จะหยิบยกเหตุผลเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายจากการรวมตัวของประชาชนกลุ่มนี้ดูจะไร้เหตุผลอย่างมาก

​​ประการต่อมาเรื่องการชุมนุมอย่างสงบ แม้จะขัดกับคำสั่ง คสช. แต่ก็ยังเป็นการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ คสช. ยังมีทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุม หรือกฎหมายอื่นๆ  รวมทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่จะป้องปรามการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้อยู่แล้ว

​การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเป็นข้ออ้างสำหรับการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่อีกด้านก็อาจถูกหยิบยกเป็นข้ออ้างไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว

สอดรับกับนัดหมาย ซึ่ง ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเชิญพรรคการเมืองเก่ามาหารือในวันที่ 28 มี.ค.นี้ เพื่อระบุถึงสิ่งที่ทำได้หรือทำไม่ได้ ตามคำสั่ง คสช. 53/2560 เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

แม้ทุกอย่างจะชัดเจนตามขั้นตอนว่าเดือน เม.ย​. คสช.จะเชิญตัวแทนแต่ละพรรคมาพูดคุยเพื่อนำไปสู่การปลดล็อกให้พรรคการเมืองเดินหน้าทำกิจกรรมอันจะเป็นการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง ทั้งการจัดประชุมเลือกกรรมการบริหาร กำหนดนโยบาย วางตัวผู้สมัคร

แต่อำนาจการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่จะปลดล็อกพรรคการเมืองให้ออกมาเคลื่อนไหวได้เป็นของ คสช.แต่เพียงผู้เดียว การหยิบยกเรื่องความวุ่นวายปั่นป่วนมาในช่วงนี้ถึงจะไม่สามารถยื้อเลือกตั้งเพราะจะเกิดผลเสียตามมามากมาย

แต่อย่างน้อยก็อาจเป็นการเปิดช่องสำหรับยื้อการปลดล็อกพรรคการเมืองแทน ที่สำคัญยังเป็นการบีบ​ไม่ให้คนจากพรรคการเมืองไปร่วมสนับสนุนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง​ได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย

อัดงบประชารัฐแสนล้าน ชิงจังหวะหาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 09:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545605

อัดงบประชารัฐแสนล้าน ชิงจังหวะหาเสียง

ประชานิยมอาจเป็นสิ่งที่่รัฐบาลชุดนี้รังเกียจ แต่เมื่อเป็นหนทางเดียวที่ช่วยให้ชนะเลือกตั้งได้ ก็ต้องกินไข่ของมัน แม้จะเกลียดตัวของมันแค่ไหนก็ตาม

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ผู้สันทัดกรณีบางสำนักออกมาแสดงความคิดเห็นว่าการเลือกตั้งน่าจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเดือน ก.พ. 2562 เพราะมองว่าอาจมีเหตุให้กติกาการเลือกตั้งต้องเป็นหมันและกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ แต่หากมองไปที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นได้ว่าสัญญาณของการเลือกตั้งเริ่มขึ้นแล้ว

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่านั้น คือ การลงพื้นที่พบประชาชนหลายภูมิภาคในระยะหลัง ทั้งในรูปแบบการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร หรือติดตามการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งในบางครั้งจะมีการสื่อสารกับประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเข้าไปด้วย ดังจะเห็นได้จากการกล่าวระหว่างลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

“สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องหลักคิดที่ถูกต้องและดูแลทุกคน สส.ที่มาจากทุกพื้นที่ทุกจังหวัดมาจากหลายพรรคการเมือง ฝ่ายไหนเป็นรัฐบาลก็ลงพื้นที่ของเขา ต้องนึกถึงคนอื่นด้วย ต้องมีรัฐบาลที่ลงมาทุกพื้นที่ทุกจังหวัด ประชาธิปไตยต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ต้องไม่ทิ้งเสียงส่วนน้อย

ใครเป็นรัฐบาลต้องไม่ทิ้งฝ่ายค้านเพราะเขามีประชาชนที่จะต้องดูแลเหมือนกัน รัฐบาลนี้คิดแบบนี้จะได้มั่นคงเสียที ไม่ต้องไปกลัวใครฝ่ายไหนจะได้ไม่เป็นบุญคุณกันตลอดไป ไม่ได้อะไรขึ้นมาใหม่ ก็ได้เหมือนเดิม วันหน้าจะดีขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อากัปกิริยาของ “บิ๊กตู่” แบบนี้ย่อมเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นในระดับหนึ่งแล้วว่าประชาชนกำลังจะได้เลือกตั้งตามโรดแมป ถึงในใจลึกๆ เหล่าผู้มีอำนาจใน คสช.ยังไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะมองว่ายังคุมเกมแบบเบ็ดเสร็จไม่ได้ แต่มาถึงจุดนี้สถานการณ์เดินมาถึงสุดทางแล้ว และคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยให้ประชาชนเลือกตั้ง

ต้องยอมรับว่ามาถึงเวลานี้ คสช.อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลา 4 ปี เทียบได้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหนึ่งสมัย หากอยู่ไปนานมากกว่านี้โดยไม่มีความชอบธรรมมากพอ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโทษมากกว่าจะเป็นคุณกับรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อ คสช.หวังกลับมาเป็นรัฐบาลภายใต้กติกาที่ตัวเองได้ออกแบบไว้

พอการเลือกตั้งเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ ทำให้ในเวลานี้ คสช.ต้องอาศัยความได้เปรียบเก็บแต้มคะแนนความนิยมจากประชาชนให้มากที่สุด

โดยหมากล่าสุดที่รัฐบาลเดินออกมา คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท

กฎหมายงบกลางปีฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

งบประมาณก้อนนี้แบ่งออกเป็น 3 ก้อนภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประเทศจำนวน 24,300,694,500 บาท 2.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายในจำนวน 76,057,382,500 บาท 3.รายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 49,641,923,000 บาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง

นอกจากนี้ ภายในงบประมาณยังได้มีการแบ่งเงินสำหรับมาตั้งเป็นกองทุนอีกจำนวน 3 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำนวน 20,000,000,000 บาท 2.กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 13,872,513,200 บาท และ 3.เงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช จำนวน 150,000,000 บาท

งบประมาณจำนวน 3 ก้อนนี้จะเห็นได้ว่าเป็นงบประมาณที่เน้นการทำพื้นที่เป็นหลัก อันเป็นแนวทางคล้ายกับกองทุนหมู่บ้านที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งมาแล้วหลายสมัย

ดังนั้น หากจะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้จะเดินตามรอยสู่ชัยชนะในสนามเลือกตั้งแบบพรรคเพื่อไทยคงไม่ผิดนัก เพียงแต่เปลี่ยนชื่อจาก “ประชานิยม” มาเป็น “ไทยนิยม” และ “ประชารัฐ”

การเน้นอัดงบประมาณลงให้ตามพื้นที่โดยตรง จากเดิมที่ต้องผ่านกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ นั้น เป็นมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงทรัพยากรของรัฐได้เต็มที่ ไม่ต้องผ่านขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากเหมือนในอดีต หนำซ้ำสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนอีกว่ารัฐบาลที่ใช้นโยบายนี้ได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่าประชาชนในกลุ่มมีรายได้ปานกลางหรือรายได้น้อย เป็นฐานเสียงสำคัญของการเลือกตั้งของไทยมาหลายสมัย ดังเห็นได้จากแนวทางของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาที่ทำให้ตัวเองชนะเลือกตั้งได้หลายสมัยก็ล้วนมาจากการอัดนโยบายช่วยคนจนเป็นหลัก เพราะมองว่าถ้าซื้อใจคนกลุ่มนี้ได้ โอกาสที่จะชนะเลือกตั้งก็มีมากขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.มองเห็นกลยุทธ์นี้เช่นกัน แม้ที่ผ่านมาปากจะบอกว่าไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่มาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ต่อให้ไม่ได้ชื่อว่าประชานิยม ทว่าแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลก็แนบสนิทใกล้เคียงกับประชานิยมเป็นอย่างยิ่ง

แต่ละก้าวของรัฐบาลในเวลานี้ล้วนมีความสำคัญ เนื่องจากการเลือกตั้งเริ่มใกล้เข้ามาทุกที จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อลบภาพของความเป็นรัฐบาลทหารให้ออกมาให้มากที่สุด เพื่อปูทางให้ตัวเองสลัดเสื้อลายพรางทหารออกไปและใส่เสื้อสูทแทน

พรรคเก่าระส่ำ ก่อนเส้นตายย้ายพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545324

พรรคเก่าระส่ำ ก่อนเส้นตายย้ายพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่สภาวะ “ฝุ่นตลบ” ที่อดีตสส.จะต้องรีบสร้างความชัดเจนว่าจะสวมเสื้อพรรคไหนลงสมัครรับเลือกตั้งกับระบบใหม่ ในสถานการณ์การเมืองที่ยังไร้ทิศทาง

เมื่อคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 53/2560 ขีดเส้นให้ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2561 แต่ละพรรคการเมืองต้องยืนยันสถานะสมาชิกพรรค ​โดยให้สมาชิกพรรคทำหนังสือยืนยันสถานะต่อหัวหน้าพรรค พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน หากไม่ทันกรอบเวลาให้ถือว่า “สิ้นสภาพสมาชิกพรรคการเมือง”

เส้นตายวันที่ 30 เม.ย. จึง​เป็นโอกาสสุดท้ายที่ สส.แต่ละคนจะสามารถย้ายพรรคได้ ก่อนที่จะเริ่มต้นเดินหน้าตามกระบวนการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ไล่มาตั้งแต่ เรื่องทุนประเดิม พรรคละ 1 ล้านบาท การหาสมาชิกพร้อมค่าบำรุงพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน ภายใน 180 วัน และนับจาก 1 เม.ย. 2561 ภายใน 1 ปี ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คนพร้อมค่าบำรุง ภายใน 4 ปี ต้องมีสมาชิกและค่าบำรุงไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน

อีกทั้งภายใน 90 วัน จะต้องจัดการประชุมใหญ่ ปรับโครงสร้างบุคคลและข้อบังคับ จัดตั้งสาขาและตัวแทน ประจำจังหวัด ภาคละ 1 สาขา โดยสามารถขอขยายเวลาได้ 1 เท่า หากไม่ทันตามกำหนด

รวมทั้งจัดข้อกำหนดให้การเลือกตั้งครั้งแรก​ ต้องให้พรรคการเมืองจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรค 4 คน และหัวหน้าสาขาเลือกกันเอง 7 คน หากพรรคใดหัวหน้าสาขาไม่พอ ก็ให้พรรคการเมืองหาสมาชิกให้ได้จนครบ 7 คน​

กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ทำให้พรรคการเมืองเก่าต้องรีบเร่งเช็กยอดอดีต สส.ของตัวเองก่อนที่จะเริ่มต้นกระบวนการเตรียมความพร้อม ควบคู่ไปกับการจัดทำยุทธศาสตร์และการหาเสียงต่อไป

เริ่มตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเวลานี้กำลังระส่ำระสายเมื่อฝั่ง กปปส.ประกาศตัวเตรียมตั้งพรรคการเมืองลงสนามแข่งกันเอง ด้วยจุดยืนที่แตกต่างกัน เมื่อฝั่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ​ทำให้ ประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ​ไม่อาจร่วมทางเดินเดียวกันได้

ปัญหาอยู่ที่อดีต สส.​ ซึ่งเป็นทั้งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. ต้องตัดสินใจว่าจะลงสมัครในนามฝั่งใด โดยทั้งหมดจะต้องมีความชัดเจนเร็วๆ นี้

เพื่อความชัดเจน นิพิฏฐ์​ อินทรสมบั​ติ รองหัวหน้าดูแลพื้นที่ภาคใต้ได้สั่งเช็กแถวให้อดีต สส.แต่ละคนมาแสดงความชัดเจนว่าใครจะอยู่ใครจะไปเพื่อจะได้เตรียมความ​พร้อมแต่เนิ่นๆ

เบื้องต้นนอกจาก ธานี เทือกสุบรรณ และเชน เทือกสุบรรณ ที่จะย้ายไปสังกัดพรรค กปปส.แล้ว แกนนำคนอื่นๆ ยังยืนยันที่จะอยู่กับประชาธิปัตย์ซึ่งมีฐานเสียงเหนียวแน่นในพื้นที่ภาคใต้

ซึ่งไม่เพียงแค่อดีต สส.​เท่านั้นที่จะต้องเร่งสร้างความชัดเจน ​เพราะส่วนอื่นๆ ทั้ง สมาชิกพรรค คนที่จะมาทำหน้าที่ในสาขาพรรค ตลอดจนกลไกอื่นๆ แต่ละพรรคล้วนแต่ต้องสรรหาคนที่ดีที่สุด ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาแย่งกันเอง ไม่รวมถึงคะแนนเสียงในอนาคต

อันเป็นโจทย์ที่ทั้ง กปปส.และประชาธิปัตย์ ต้องคิดหนัก เพื่อไม่ให้รอยร้าวบานปลายจนยากจะกลับ

มาสมานฉันท์ ยิ่งเวลานี้ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เริ่มมีการเคลื่อนไหวที่ปลุกให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทยซึ่งเวลานี้ หัวขบวนอย่าง ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่ต่างประเทศ​ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายภายในพรรค ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะถือธงนำลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ กระทั่งเริ่มเห็นปรากฏการณ์ออกมาเตะตัดขากันเอง

อีกด้านหนึ่งยังเห็นอดีต สส.ที่เคยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยประกาศตัวตั้งพรรคใหม่ ทั้ง พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ซึ่งมี อดีต สส. และรัฐมนตรี เข้าร่วมกับทางพรรคครั้งนี้หลายสิบคน

ยังไม่รวมกับกลุ่มก๊วนหรือมุ้งต่างๆ ​ที่เคยหลอมรวมเป็นเพื่อไทยในอดีต เวลานี้หลายกลุ่มก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยังเหนียวแน่น ยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่

เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการแข่งขันที่มี คสช.กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย จึงเป็นไปได้ที่​เลือกตั้งครั้งนี้​จะเป็นการแข่งกันระหว่างฝั่งที่เอา คสช. กับฝั่งที่ไม่เอา คสช. ดังนั้นการจะสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนามจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในอดีต

โดยเฉพาะตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา ฝั่งพรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับมรสุมรุมเร้าอย่างหนัก แกนนำหลายคนต้องสะบักสะบอมจาก​คดีความที่พันตัวจนยากจะขยับเขยื้อน ทำให้การเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งดูจะไร้พลังต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา​

ยิ่งระบบเลือกตั้งรอบนี้ถูกมองว่าเอื้อให้พรรคเล็กๆ สามารถแจ้งเกิดได้หากได้ผู้สมัครที่มีความเข้มแข็งในพื้นที่ และยังสามารถนำคะแนนที่ได้จากทั้ง 350 เขต มาคำนวณเป็นคะแนน สส.บัญชีรายชื่อด้วย​

การ​แตกออกไปสวมเสื้อพรรคอื่นอาจเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าในสถานการณ์แบบนี้ แถมยังเปิดช่องให้กลับมารวมตัวจัดตั้งรัฐบาลได้ในอนาคต พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความชัดเจนในช่วงฝุ่นตลบนี้ ส่วนจะสามารถสร้างเอกภาพหรือผนึกกำลังได้มากน้อยแค่ไหน ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

ทั้งหลายทั้งปวงถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับพรรคการเมืองเก่าที่กำลังจะลงสนามเลือกตั้งในระบบใหม่

ปิดปาก ‘สมชัย’ ได้ไม่คุ้มเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 10:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545214

ปิดปาก ‘สมชัย’ ได้ไม่คุ้มเสีย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้ สมชัย​ ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยุติการปฏิบัติหน้าที่ มาจากท่าทีและการแสดงความคิดความเห็นที่ไม่เข้าหูเข้าตาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เห็นได้จากคำอธิบาย​ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2561 เรื่องให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยุติการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ระบุว่า ​สมชัย มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของตนเกี่ยวกับกระบวนการและกำหนดการการเลือกตั้งด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควร ก่อให้เกิดความสับสน เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของ กกต. และการจัดการการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

เงื่อนปมที่สำคัญถึงขั้นทำให้ คสช.ต้องออกมาใช้ไม้แข็งจัดการปิดปากสมชัย หนีไม่พ้นเรื่องประเด็นเงื่อนเวลาเลือกตั้งตามโรดแมปที่ไม่น่าจะเป็นไปตามที่ คสช.ประกาศว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562 ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ล้วนแต่ทำให้การเลือกตั้งต้องร่นถอยไปเรื่อยๆ

ยิ่งในฐานะผู้ปฏิบัติงานจัดการเลือกตั้งโดยตรง “คำพูด” ของ สมชัย จึงฟังดูมีน้ำหนัก แถมยังถูกหยิบยกไปขยายผลต่อเนื่อง บั่นทอนความน่าเชื่อถือจากสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตลอดจนแกนนำใน คสช.ออกมาย้ำว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแมป

หากจำได้ก่อนหน้านี้ สมชัย ออกมาดักคอล่วงหน้า ​ในกรณี สภานิติบัญญัติคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หรือการได้มาซึ่ง สว.จะทำให้โรดแมปเลือกตั้งขยายออกไปอีก 6 เดือน สำหรับกระบวนการจัดทำร่างฉบับใหม่

ล่าสุด สมชัย ออกมาแสดงความคิดความเห็นต่อการเข้าชื่อของ สนช.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ที่จะทำให้โรดแมปเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปต่างจากความคิดความเห็นของฝ่ายอื่นๆ ที่ยืนยันว่าไม่กระทบโรดแมป

ครั้งนั้น สมชัย อธิบายว่า​กรณีไม่มีการยื่นศาลฯ ตีความ ต้องใช้เวลาเต็มที่ 330 วันหลังจากนายกฯ นำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ คือ รอโปรดเกล้าฯ 90 วัน ชะลอการใช้ 90 วัน เวลาเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ 150 วัน (90+90+150= 330) ดังนั้น หากนายกฯ สามารถทูลเกล้าฯ ถวาย ได้ในเดือน มี.ค. 2561 นับไป 11 เดือนก็คือ ก.พ. 2562

แต่กรณียื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความต้องทดเวลาเพิ่มอีก 2 เดือน เผื่อการวินิจฉัยของศาลฯ ไว้ประมาณเดือนครึ่ง และการนำกลับมาแก้ไขหลังศาลฯ วินิจฉัยอีกครึ่งเดือน แปลว่าวันเลือกตั้งจะเคลื่อนจากโรดแมปไปอีก 2 เดือน จาก ก.พ.​ 2562 เป็น เม.ย. 2562

ยังไม่รวมกับท่าทีการฟาดงวงฟาดงาใส่ คสช.​ ตลอดจนแม่น้ำ 5 สาย ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายหลังจากที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช.ผ่านกฎหมาย เซตซีโร่ กกต. ชุดปัจจุบัน

อีกมุมหนึ่งคำสั่ง คสช.​ครั้งนี้จึงเสมือนเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูส่งไปถึงฝักฝ่ายต่างๆ ที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กลไกหรือแนวทางการบริหารงานของ คสช. ทว่า หากช่างน้ำหนักแล้ว อาจจะเป็นการออกคำสั่งที่ได้ไม่คุ้มเสียด้วยหลายเหตุผล

ประเด็นแรก จะถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุโดยไม่จำเป็น เพราะต้องไม่ลืมว่า กกต. ชุดปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ ก็มีอันต้องจากตำแหน่งในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.​กำหนดให้เซตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบัน

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหา กกต.​ชุดใหม่ ภายหลังจากที่ สนช.ลงมติคว่ำ 7 ว่าที่ กกต. ซึ่งผ่านการสรรหามาแล้วรอบหนึ่ง ดังนั้นอีกไม่นานก็จะได้ว่าที่ กกต.ชุดใหม่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนชุดเก่าอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบไปปลด สมชัย ในเวลานี้

เมื่อผลกระทบจากการออกคำสั่งปลด สมชัย ยิ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของ คสช.ดูย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมจากที่เคยถูกมองว่าไม่รับฟังความคิด ความเห็นของผู้ที่เห็นแตกต่าง ดังจะเห็นว่าคำพูดของ สมชัย ในช่วงที่ผ่านมาเรื่องการเลื่อนเลือกตั้งก็มีเหตุผลความเป็นไปได้ ไม่ใช่พูดลอยๆ ปราศจากเหตุผลรองรับ

ประเด็นที่สอง ต่อให้ออกคำสั่งปลด สมชัย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ สมชัย หยุดแสดงความคิดความเห็นได้ เพราะถึงจะไม่มีสถานะ กกต. ก็ยังออกมาแสดงความคิดความเห็นได้ตลอดเวลา ที่สำคัญ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจปลุกให้การวิพากษ์วิจารณ์หลังจากนี้ดุเดือดขึ้นเพราะไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไป

ล่าสุด ​สมชัย ระบุว่า ไม่รู้สึกเสียใจต่อคำสั่งที่ออกมา รู้ว่าตัวเองสุ่มเสี่ยงมาโดยตลอดกับการที่จะถูก คสช.ปลดเพราะให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ไม่ถูกใจใคร แต่ถือว่าทำตามหน้าที่ ซึ่งอาจมีคนเห็นว่าไปขัดผลประโยชน์จนทนไม่ได้ แต่การเป็น กกต.ก็มีหน้าที่ชี้ว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด

ประเด็นที่สาม เป็นการสะท้อนถึงการใช้อำนาจ ที่พร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น อันอาจจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นโจมตีในอนาคต ​เพราะกรณีการให้สัมภาษณ์ของ สมชัย แม้จะทำให้เกิดความสับสน แต่ในฐานะรัฐบาล คสช.​ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ย่อมสามารถชี้แจงสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น

​​อีกทั้งฝ่ายที่สร้างความคลุมเครือเรื่องโรดแมปการเลือกตั้งมาโดยตลอดนั้น ดูจะเป็นฝ่าย คสช.​มากกว่าที่ไม่กล้าออกมายืนยันความชัดเจนและยังมีเหตุปัจจัย ตลอดจนเงื่อนไขใหม่ๆ ให้ต้องเลื่อนเลือกตั้งมาโดยตลอด

ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ยิ่งทำให้คำสั่ง คสช.ที่ออกมารอบนี้​ดูจะเสียมากกว่าได้

กฎหมายเลือกตั้ง สส. ระเบิดเวลาล้มโรดแมป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 มี.ค. 2561 เวลา 10:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545094

กฎหมายเลือกตั้ง สส. ระเบิดเวลาล้มโรดแมป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่มีใครคาดคิดว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. กำลังจะกลายมาเป็นปัญหาในวันนี้ หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แสดงท่าทีไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายดังกล่าว

เดิมทีเมื่อครั้งมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ สนช. ต่างเห็นตรงกันว่าปัญหาในถ้อยคำของร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.เป็นเรื่องทางเทคนิคที่สามารถยอมกันได้ โดยไม่ได้เป็นวิวาทะเหมือนกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

แต่มาถึงเวลานี้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.กำลังจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ หาก สนช.หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. มาตรา 92 ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ ในการออกเสียงลงคะแนน

“จะให้มีการช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ในการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น

เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพทำให้ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำโดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” สาระสำคัญของมาตรา 92

มาตรา 92 ที่ออกมาทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันระหว่าง กรธ.และ สนช.อย่างสิ้นเชิง

กรธ.มองว่าการบัญญัติมาตรา 92 ในลักษณะดังกล่าวจะมีผลให้การเลือกตั้งขัดกับหลักการ “ลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ” อันเป็นหลักการสำคัญของการเลือกตั้ง เพราะการออกเสียงของประชาชนควรต้องมาจากการกระทำโดยตรงและลับของผู้มีสิทธิออกเสียง

สนช.เห็นแย้งออกไปว่าเป็นเจตนาที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพราะหากไม่ทำเป็นเช่นนั้นอาจไปกระทบต่อสิทธิเลือกตั้งของประชาชนที่มีอยู่แล้วได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการคงไว้ซึ่งสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนผู้มีสิทธิทุกคน จึงควรมีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้มีสิทธิออกเสียงทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด

ความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง สนช.และ กรธ.นั้นนับว่าสนใจไม่น้อยว่าความคิดของใครถูกต้องกันแน่ เนื่องจากที่ผ่านมากฎหมายกำหนดเรื่องหลักการการลงคะแนนโดยลับและโดยตรงของคนพิการ ฯลฯ แตกต่างกันพอสมควร

อย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 กกต.ได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ ณ ที่ออกเสียง สำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุ พ.ศ. 2559

โดยข้อ 20 (1) ระบุว่า ให้ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนเสียงเพื่อให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงด้วยตนเอง เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพทำให้ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรออกเสียงได้ ให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำที่ออกเสียงเป็นผู้กระทำการแทน ทั้งนี้ให้ถือเป็นการลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับ

ขณะที่ปี 2550 กกต.ได้ออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2550 ซึ่งในข้อ 131 ระบุว่า จะให้มีการช่วยเหลือในการลงคะแนน โดยการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวต้องให้คนพิการหรือผู้สูงอายุได้ลงคะแนนด้วยตัวเองโดยตรงและลับ

จะเห็นได้ว่าแนวปฏิบัติของ กกต.ค่อนข้างจะแตกต่างกันปี 2559 ได้ยกเว้นให้การลงคะแนนแทนถือเป็นการลงคะแนนลับและโดยตรง แต่ปี 2550 ยืนยันหลักการว่าการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามหลักการนั้นต้องเป็นการลงคะแนนด้วยตัวเองเท่านั้น โดยไม่มีการให้คนอื่นมาทำแทนและอนุโลมให้การลงคะแนนลักษณะดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย

จากความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นนี้เองจึงได้เกิดกระแสกดดันให้นายกฯหรือ สนช.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต

ปัญหาที่กังวลที่สุด คือ ความเป็นโมฆะของการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ที่ถูกยกเลิกไป สาเหตุหนึ่งก็มาจากการลงคะแนนที่ไม่เป็นความลับ ดังนั้น มาตรา 92 ของร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ในปัจจุบันที่เปิดโอกาสให้คนอื่นลงคะแนนผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตัวเองอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการและนำไปสู่การเป็นโมฆะในบั้นปลายเหมือนกับปี 2549

แม้ในร่างมาตรา 92 จะบัญญัติให้การลงคะแนนถือเป็นการลงคะแนนโดยตรงและโดยลับก็จริง แต่การที่กฎหมายบัญญัติคำว่า “ให้ถือว่า”ย่อมเป็นการชี้ให้เห็นในทางกฎหมายว่าเป็นการใช้อำนาจของกฎหมายเปลี่ยนดำให้เป็นขาว ทั้งๆ ที่ในหลักการแล้วการให้คนอื่นลงคะแนนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ถึงที่สุดแล้ว หากทั้งนายกฯ และ สนช.เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องและไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ปล่อยให้ทุกคนที่ไปเลือกตั้งไปตายเอาดาบหน้า การเลือกตั้งในปี 2562 แทนที่จะเป็นการสร้างประชาธิปไตย อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอีกครั้ง

โยนหิน ‘สัตยาบัน’ หยั่งกระแสยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 10:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/544981

โยนหิน ‘สัตยาบัน’ หยั่งกระแสยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็เป็นไปตามคาดเมื่อ“พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นหลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม 2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครแต่ละประเภทเลือกกันเอง และ 3.การยกเลิกการเลือกไขว้

ทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าว นอกจาก สนช.จะได้แก้ไปให้ผิดจากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดแล้ว ยังเป็นการเอาไปซุกไว้ในบทเฉพาะ กาลของร่างกฎหมาย สว.ด้วย โดยมีอายุการใช้งานเพียง 5 ปี สอดคล้องกับระยะเปลี่ยนผ่านตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนบทหลักเกี่ยวกับกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง สว.ได้คงไว้ตามเดิมที่ กรธ.ได้ออกแบบเอาไว้

เรียกได้ว่า สนช.เล่นแร่แปรธาตุกับตัวอักษรอย่างพิสดาร โดย สนช.เชื่อว่าหากสิ่งที่ตัวเองออกแบบไว้ขัดกับรัฐธรรมนูญก็จะมีผลเฉพาะบทบัญญัติส่วนดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ทั้งฉบับต้องตกไปแต่อย่างใด

แม้จะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมาย สว. แต่ปรากฏว่า สนช.กลับไม่ดำเนินการยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ เพราะประธาน สนช.ระบุว่าไม่ได้มีสมาชิก สนช.ติดใจในกรณีนี้

“เมื่อสมาชิก สนช.มีความเชื่อมั่นว่าข้อความในร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สส.ทั้งสองประเด็นดังกล่าวไม่มีปัญหาเรื่องความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีการเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นประธาน สนช.จึงส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปยังนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มี.ค. เพื่อดำเนินการต่อไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ” ประธาน สนช. กล่าว

การไม่ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ของ สนช. ได้นำมาซึ่งประเด็นทางการเมืองพอสมควร เพราะหลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองต้องการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดในประเด็นที่เป็นปัญหา เช่น การอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนให้กับคนพิการ หรือการตัดสิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองของบุคคลที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง แต่กลับได้รับการปฏิเสธจาก สนช.

อย่างไรก็ดี การปฏิเสธของ สนช.ได้แฝงเงื่อนไขบางประการ กล่าวคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองมาร่วมลงสัตยาบันยอมรับการเลื่อนเลือกตั้ง หาก สนช.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเลือกตั้ง สส.

“หากหลายฝ่ายยังคงเป็นห่วงต่อการไม่ยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สส.อยู่นั้น ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคทำเป็นสัตยาบันร่วมกันมาเลยว่า ยินยอมให้เลื่อนโรดแมปเลือกตั้งออกไป 3 เดือน สนช.จะดำเนินการส่งร่างกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันที” ข้อเรียกร้องของ “สมชาย แสวงการ”เลขานุการวิป สนช.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ แล้ว สนช. หรือแม้แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเท่าใดนัก เนื่องจากสถานการณ์ในเวลานี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม ดังจะเห็นได้จากคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากปล่อยการเลือกตั้งให้เกิดขึ้น แน่นอนว่าโอกาสที่จะกลับเข้ามาสืบทอดอำนาจภายใต้กติกาที่ชงเองกินเองก็เป็นไปได้ยากขึ้น

แต่ครั้นจะหาเงื่อนไขเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปนั้นปัจจุบันก็มีไม่มากนัก ภายหลังกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้รับการประกาศใช้ไปแล้ว 2 ฉบับส่วนอีก 2 ฉบับได้ผ่านมติ สนช.อย่างล้นหลาม แม้ปัจจุบัน สนช.จะยื่นให้ศาลตีความกฎหมาย สว. แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งถูกยื้อออกไปได้มากนัก เว้นเสียแต่ร่างกฎหมาย สว.จะตกไปทั้งฉบับ

ดังนั้น เงื่อนไขเดียวที่ สนช.และ คสช.จะพอสร้างในเวลานี้ คือ การสร้างแรงกดดันให้พรรคการเมืองยอมเลื่อนการเลือกตั้งเอง โดยอาศัยกติกาเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบันมาเป็นแรงบีบให้พรรคการเมืองเดินตามแผนที่ คสช.วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการทำไพรมารีโหวต การตั้งสาขาพรรค รวมไปถึงการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมือง

ที่สำคัญ คสช.เองได้นัดพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือร่วมกันในช่วงเดือน มิ.ย. เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การประชุมนัดนี้หากพรรคการเมืองจำนวนมากอย่างพรรคการเมืองใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากกติกาการเลือกตั้งมากจนทนไม่ไหว ก็อาจรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ โดยอาศัยมาตรา 44 แช่แข็งทุกอย่างชั่วคราว

ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองไปถึงจุดที่พรรคการเมืองใหม่รวมตัวกันขอเลื่อนการเลือกตั้งขึ้นมาจริง ถามว่าพรรคการเมืองในปัจจุบัน ทั้ง ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ชาติไทย หรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทย จะเอาอะไรไปทัดทานข้อเรียกร้องเหล่านั้นเพราะตนเองตกอยู่ในฐานะของฝ่ายเสียงข้างน้อย

ไม่เพียงเท่านี้ หากเป็นเช่นนั้นจริง ทุกอย่างก็เข้าทางของ คสช.พอดี ได้เลื่อนการเลือกตั้งและใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อแก้ไขกติกาของการเลือกตั้งที่ กรธ.ทำไม่ถูกใจให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยอย่างที่ คสช.ต้องการให้เป็น ไม่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองกลับมาเข้มแข็งเหมือนในอดีต

มาถึงจุดนี้ ความหวังในการเลื่อนการเลือกตั้งของ คสช.กำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเข้าไปทุกที เหลือเพียงรอเวลาอีกหน่อยเท่านั้น

พลิกเกมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สนช.มีแต่ได้และคุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/544881

พลิกเกมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สนช.มีแต่ได้และคุ้ม

สรุปว่าหมากเกมนี้ สนช.ได้ทั้งขึ้นและล่อง ลงทุนไม่เท่าไรแต่ได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดนี้มักจะสร้างความประหลาดในทางการเมืองเสมอ โดยเฉพาะช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะจะทำในสิ่งที่สภาชุดก่อนๆ ไม่ทำมาก่อน

เริ่มตั้งแต่เซตซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อครั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. โดยเมื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ปรากฏว่า กกต.ชุดก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกเซตซีโร่ผิดกับ กกต.ชุดปัจจุบันที่โดนสึนามิเข้าอย่างจัง สร้างคำถามให้เกิดตามมาว่าบรรทัดฐานทางกฎหมายอยู่ตรงไหนกันแน่

เช่นเดียวกับกรณีของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สนช.ได้แก้ไขบทเฉพาะกาลด้วยการยกเว้นการบังคับใช้ลักษณะต้องห้ามบางประการที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่เคยทำหน้าที่เป็นข้าราชการเมือง และกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ ยังดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในภายหลังว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พอช่วยให้ สนช.รอดตัวไปได้บ้าง

ความพิสดารในการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ได้ลามมาถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างกรณีของร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. สนช.ลงมือผ่าตัดหัวใจสำคัญคือ ระยะเวลาของการเริ่มต้นใช้บังคับกฎหมาย ซึ่งจากเดิมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป แต่ สนช.แก้ไขให้กฎหมายใช้บังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

การแก้ไขดังกล่าว สนช.ได้พยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 สาย ว่าต้องการให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 53/2560 ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น แต่ความหวังดีของ สนช.ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไป 90 วัน นำมาซึ่งเสียงท้วงติงในทำนองว่า สนช.พยายามจะยื้อการเลือกตั้งออกไป

แต่ที่ดูกลับหัวกลับหางมากที่สุดคงหนีไม่พ้นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

สนช.ได้ออกแบบการได้มาซึ่ง สว.ในเวอร์ชั่นของตัวเองและเอาไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลและใช้บังคับในวาระแรกเริ่มเป็นเวลา 5 ปี ทั้งเรื่องการให้สมัคร สว. โดยอิสระและการสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล ไปจนถึงการกำหนดให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม

ส่วนวุฒิสภาในเวอร์ชั่นของ กรธ.นั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มการสมัคร สว.โดยอิสระเพียงอย่างเดียว และการกำหนดกลุ่มวิชาชีพจำนวน 20 กลุ่ม ยังคงในบทหลักของร่างกฎหมาย สว.ตามเดิม เพียงแต่จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 5 ปีไปแล้ว

หากจะบอกว่าเป็นกฎหมาย สว.ในแบบ “วัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง” ก็ดูจะไม่ผิดไปจากความหมายเท่าใดนัก

ทว่า ความพิลึกของ สนช.ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุดเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

สาเหตุที่ต้องบอกว่ามีความพิลึก เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่ สนช.ลงมติให้เห็นชอบด้วยคะแนน 202 ต่อ 1 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ห่างกันแบบไม่เห็นฝุ่น และยังยืนยันความเป็นฉันทานุมัติของสภาด้วยว่าได้เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง

อีกทั้งทันทีที่ สนช.ลงมติเห็นชอบบรรดาสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยต่างออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้เสียเวลาอีก

แต่ทำไปทำมา สนช.เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 มี.ค. เรียกได้ว่ากลืนน้ำลายตัวเองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยอันเป็นการวางหลักการเอาไว้แล้วว่า สนช.มีอำนาจพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ สนช.เปลี่ยนใจน่าจะมาจากการออกท้วงติงด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวของ “มีชัย ฤชุพันธุ์”ประธาน กรธ.

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลให้ สนช.เปลี่ยนใจ คือ ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ สนช.จะได้รับทั้งขึ้นและล่อง

ที่ผ่านมา สนช.ถูกโจมตีมาตลอดว่าแก้ไขกฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญและทำผิดบรรทัดฐานที่สภาเคยทำไว้ในหลายเรื่อง ดังนั้น การให้ศาลเข้ามาชี้ขาดและหากผลในบั้นปลายออกมาเป็นคุณกับ สนช. แน่นอนว่า สนช.ย่อมได้หน้าแบบเต็มๆ

ในทางกลับกัน ถ้าเกิดเหตุวิสัยในลักษณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มีเนื้อหาขัดกับรัฐธรรมนูญและมีผลให้กฎหมายต้องมีอันเป็นไปทั้งฉบับ สนช.ก็ไม่เดือดร้อนเช่นกัน

กล่าวคือ สนช.ย่อมอ้างได้ว่าร่างกฎหมายที่ตกไปและต้องไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่นั้นไม่ได้มาจาก สนช. แต่เป็นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในฐานะฝ่ายตุลาการ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว โดยมีเนื้อหาคุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น แน่นอนว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของศาลอาจไม่ดังเหมือนในอดีต

ไม่เพียงเท่านี้ สนช.ยังได้นั่งอยู่ในเก้าอี้ของตัวเองนานขึ้นไปอีก เพราะการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ถ้ามี จะไม่มีกรอบเวลาบีบเหมือนกับการยกร่างในตอนแรก

ระบบใหม่-แยกเบอร์ พรรคเล็กเกิดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 มี.ค. 2561 เวลา 10:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/544555

ระบบใหม่-แยกเบอร์ พรรคเล็กเกิดยาก

นับจากวันที่ 2 มี.ค. ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มที่สนใจเข้ามาจดแจ้งเตรียมตั้งพรรคการเมือง จนถึงขณะนี้ผู้ให้ความสนใจมาแจ้งกับ กกต. แล้ว 58 กลุ่ม สะท้อนให้เห็นบรรยากาศการตื่นตัวทางการเมืองที่มีผู้สนใจเตรียมพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้งจำนวนมาก

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ ขั้นตอนจากนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหลักฐานคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมถึงชื่อ ชื่อย่อ และภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การจดแจ้งไม่ถูกต้องนายทะเบียนพรรคการเมืองจะให้เวลาผู้ยื่นขอแก้ไข ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากแก้ไขได้ถูกต้องนายทะเบียนพรรคการเมืองจะออกหนังสือรับแจ้ง และหากไม่แก้ไขตามเวลาที่กำหนดคำขอนั้นถือว่าสิ้นผลทว่า ปรากฏการณ์การตื่นตัวของกลุ่มที่สนใจจะตั้งพรรคการเมืองนั้น อาจไม่สามารถสะท้อนภาพการเมืองในอนาคตที่มุ่งหวังว่าจะดึงดูดให้กลุ่มคนหน้าใหม่ชักก้าวเข้าสู่ถนนการเมือง อันจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบการเมืองในอดีตอย่างที่มุ่งหวังได้ ​เนื่องจากกฎกติกาใหม่ที่ออกมานั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม รวมไปถึงกลไกการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่มีขั้นตอนรายละเอียดที่ไม่เอื้อกับพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นใหม่ หรือพรรคการเมืองขนาดเล็ก เริ่มตั้งแต่ด่านแรก ขั้นตอนการจัดตั้งพรรค ซึ่งภายหลังผู้ที่เตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองจะแจ้งต่อทาง กกต.แล้ว จากนั้นจะต้อง​หาผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 500 คน พร้อมประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 250 คน และดำเนินการรวบรวมเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ภายใต้กรอบเวลา 180 วันกระบวนการเริ่มต้นที่ผู้ออกแบบกติกา ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องการแก้ปัญหาหมักหมมจากในอดีต ด้วยการปลดแอก “พรรคการเมือง” ให้มีความอิสระ ปราศจากการครอบงำจากกลุ่มทุน หรือผูกขาดโดยผู้มีบารมีในพรรค ด้วยการกำหนดกรอบการมีส่วนร่วมของประชาชนรวมถึงเงินทุนด้วยนั้นแต่ในทางปฏิบัติย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับกลุ่มที่ต้องการจะตั้งพรรคการเมืองที่จะต้องระดมสมาชิก 500 คน กับหาเงินประเดิม 1 ล้านบาท ​จนต้องรอดูว่าจาก 58 กลุ่ม ที่จดแจ้งกับ กตต.​ สุดท้ายจะสามารถทำตามขั้นตอนได้ครบถ้วนถูกต้องกี่พรรค ยังไม่รวมไปถึงขั้นตอนกำหนดวางนโยบาย การคัดเลือกตัวผู้สมัคร (ไพรมารีโหวต) ที่จะมีรายละเอียดปลีกย่อย และสร้างความยุ่งยากสำหรับคนหน้าใหม่ที่ไม่เคยทำงานการเมืองมาก่อน ​ด่านที่สอง ระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวนับคะแนนสองระบบคือ ชี้ขาด​ที่นั่ง สส.เขต และนำคะแนนทั่วทั้งประเทศมาคำนวณเฉลี่ยหาเก้าอี้ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ​ซึ่งในหลักการมีจุดดีตรงที่ทุกคะแนนมีความหมายไม่ถูกทิ้งขว้าง แม้ สส.​จะแพ้ในระบบเขตก็ตาม เบื้องต้นจึงคล้ายเป็นโอกาสของพรรคการเมืองเกิดใหม่ต้องไปแข่งกับพรรคการเมืองเก่าที่ทำพื้นที่มายาวนานต่อเนื่องมีฐานเสียงชัดเจน ​ดังนั้น แม้พรรคเล็กจะแพ้เลือกตั้ง แต่ก็ยังมีคะแนนนำไปคำนวณเป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ​คล้ายกับสูตรเลือกตั้งในอดีตของบางพรรคการเมืองที่ไม่เน้น สส.ระบบเขต แต่หวังอาศัยความนิยมในตัวหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ​ที่เมื่อนำคะแนนมารวมกันก็จะได้ สส.ตามสัดส่วนประมาณ 7-8 หมื่นเสียงต่อ สส. 1 คนปัญหาอยู่ตรงที่ความแตกต่างระบบเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ใช้ระบบ 2 บัตรเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งระบบเดิมจะทำให้สามารถเลือกพรรคที่ชอบได้สะดวก เพราะใช้เบอร์เดียวกันทุกเขตเลือกตั้งทั่วทั้งประเทศ ง่ายต่อการหาเสียงในภาพกว้างที่ไม่ต้องเจาะแยกหาเสียงเป็นรายพื้นที่แต่ระบบใหม่ที่​ผู้สมัคร สส.ระบบเขตของแต่ละพรรคใช้เบอร์แตกต่างในแต่ละพื้นที่ ย่อมเป็นอุปสรรคในการหาเสียงภาพรวม ซึ่งจะทำให้พรรคเล็กที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อนได้รับผลกระทบมากกว่าพรรคเก่ารวมทั้งการที่ตัดบัตรเลือกตั้งแบบระบบบัญชีรายชื่อออกไปเหลือแค่ระบบเขตอย่างเดียวนั่นย่อมหมายความว่า พรรคที่หวังจะได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อมากๆ ย่อมต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตให้มากที่สุด หรือครบ 350 เขต เพื่อจะได้กวาดคะแนนบัญชีรายชื่อจากทุกพื้นที่ ซึ่งหมายถึงการต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการทำพื้นที่ต่างจากเดิมที่สามารถเลือกส่ง สส.เขตเฉพาะพื้นที่ที่คาดหวัง โดยไม่ต้องสนคะแนนบัญชีรายชื่อ ​​สุดท้ายจึงกลายเป็นข้อเสียเปรียบที่วนกลับมายังกระบวนการหาผู้สมัคร​ของพรรคใหม่ หากส่งผู้สมัครหน้าใหม่ไปลงระบบเขตย่อมเสียเปรียบพรรคที่มีอดีต สส.หัวคะแนน คุ้นเคยกับชาวบ้านในพื้นที่มาต่อเนื่อง แม้แกนนำหรือหัวหน้าพรรคเกิดใหม่จะเป็นที่ยอมรับมีเสียงสนับสนุนที่เหนียวแน่น แต่ไม่อาจหวังใช้ต้นทุนดังกล่าวไปดึงคะแนนจากทั่วประเทศ หากผู้สมัครในพื้นที่ไม่เป็นที่ยอมรับหรือเป็นที่รู้จักเพียงพอ สุดท้ายโอกาสที่พรรคใหม่จะได้รับคะแนนเสียงก็ยากตามไปด้วย โอกาสของพรรคเล็กที่จะแจ้งเกิดในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นไปได้ยากกว่าที่เคยคาดหวังกันว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะเปิดให้คนหน้าใหม่เข้าสู่ระบบการเมือง