Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : 7เดือน‘กทม.’ยุคผู้ว่าฯ‘ชัชชาติ’ ‘แผงลอย’ทวงถามนโยบายไม่คืบ

Posted on January 8, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/702737

สกู๊ปแนวหน้า : 7เดือน‘กทม.’ยุคผู้ว่าฯ‘ชัชชาติ’  ‘แผงลอย’ทวงถามนโยบายไม่คืบ

สกู๊ปแนวหน้า : 7เดือน‘กทม.’ยุคผู้ว่าฯ‘ชัชชาติ’ ‘แผงลอย’ทวงถามนโยบายไม่คืบ

วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2566, 02.00 น.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2565 ซึ่งมี “การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)” ในครั้งนั้นต้องบอกว่า “แลนด์สไลด์”กับชัยชนะของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้คะแนนสนับสนุนจากประชาชนคนกรุงไปถึง 1.3 ล้านเสียง ถล่มทลายชนิดที่นำคะแนนของผู้ที่ได้อันดับ 2-5 รวมกันก็ยังน้อยกว่า สะท้อน “ความหวัง” ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านของ กทม. ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “เศรษฐกิจ-ปากท้อง” เรื่องใกล้ตัวที่ประชาชนมักเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเข้ามาแก้ไขบรรเทาผลกระทบ

“หาบเร่แผงลอย” เป็นอีกกลุ่มอาชีพที่ต้องการความชัดเจนด้านนโยบาย เพราะก่อนหน้านั้นด้านหนึ่ง กทม. มีนโยบายยกเลิกจุดผ่อนผันเกือบทั้งหมดเพื่อคืนพื้นที่ทางเท้าให้ผู้สัญจร ท่ามกลางเสียงสะท้อนของผู้ค้าจำนวนมากว่าต้องสูญเสียอาชีพ เพราะจะไปพื้นที่เอกชนที่ทำเลดีก็สู้ราคาค่าเช่าไม่ไหว แต่จะไปพื้นที่ทำเลไม่ดีอยู่ในซอกหลืบก็ขายไม่ได้อีก แต่อีกด้านหนึ่ง หาบเร่แผงลอยโดยเฉพาะกลุ่ม “สตรีทฟู้ด (Street Food)” หรืออาหารริมทาง ได้รับคำยกย่องจากสื่อต่างประเทศว่าดีที่สุดในโลก เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติให้มาลิ้มลอง

ข้อมูลจาก http://www.chadchart.com เว็บไซต์ทางการของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ณ วันที่ 23 พ.ค. 2565) กล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหาบเร่แผงลอยจำนวน 11 นโยบาย ได้แก่ 1.ดึงอัตลักษณ์ สร้างเศรษฐกิจ 50 ย่านทั่วกรุงเทพฯ 2.ส่งเสริมให้ผู้ค้าแผงลอยมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ 3.สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ค้าแผงลอย ภาคประชาชน และเอกชนในพื้นที่ ช่วยดูแลพื้นที่การค้า 4.ขึ้นทะเบียนผู้ค้าแผงลอย พร้อมติดตามการดำเนินการ

5.เตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมรองรับพื้นที่การค้าหาบเร่แผงลอย 6.หาพื้นที่ของเอกชนหรือหน่วยงานราชการที่สามารถจัดเป็นพื้นที่ขายของสำหรับหาบเร่หรือศูนย์อาหาร (Hawker Center) 7.ทางเท้าเดิมโล่ง สะอาด เป็นระเบียบ 8.ตลาดนัดชุมชน ตลาดนัดเขต 9.ใบอนุญาตตามประเภทกิจกรรม Function-based License 10.ผู้ว่าฯ เที่ยงคืน สนับสนุนการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจกลางคืน และ 11.พัฒนาโอกาสและศักยภาพในตลาด กทม. คำถามคือ “ณ วันนี้ นโยบายที่กล่าวมาคืบหน้าไปเพียงใด?” หลังผ่านไปแล้วกว่า 7 เดือนหลัง กทม. ได้พ่อเมืองคนใหม่

เรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้วที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แต่นโยบายที่เคยหาเสียงไว้เกี่ยวกับการดูแลผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ยังไม่มีความคืบหน้า เช่น กรณีจุดผ่อนผันที่ถูกยกเลิกไปกว่า 500 จุดช่วงรัฐบาลทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนเหลือเพียง 176 จุด ในยุคที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม.จนถึงปัจจุบันที่ ชัชชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งต่อจาก พล.ต.อ.อัศวิน ก็ยังไม่มีการอนุมัติพื้นที่เพิ่ม

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่ยังได้รับอนุญาตให้ทำการค้า ปัจจุบันเท่าที่ทราบคือผู้ค้าหลายรายยังไม่ได้รับบัตรประจำตัวของผู้ค้าทั้งที่ กทม. เปิดให้ลงทะเบียนไปแล้ว จึงอยากเรียกร้องไปยังผู้ว่าฯ ชัชชาติ และคณะผู้บริหาร กทม. ว่า ควรเร่งรัดพิจารณาเปิดจุดผ่อนผันเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีความพร้อมสามารถตั้งแผงค้าได้แบบจัดระเบียบไม่ให้กีดขวางคนเดินเท้า นอกจากนั้น ในจุดที่อนุญาตอยู่แล้วควรจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย

เช่น จุดผ่อนผันย่านอ่อนนุช 70 ผู้ค้าลงทุนติดตั้งระบบถังดักไขมัน แต่ยังต้องซื้อน้ำประปาและไฟฟ้าจากภายนอก เรื่องนี้เคยสอบถามไปยังการประปาและการไฟฟ้าฯ ได้รับคำตอบว่าหากทางสำนักงานเขตประสานมาก็สามารถไปติดตั้งระบบน้ำประปา-ไฟฟ้า ได้ทันที จึงอยากให้ทาง กทม. เร่งรัดไปยังทางเขตด้วย โดยจุดดังกล่าวผู้ค้ามีการรวมกลุ่มและพร้อมจ่ายค่าน้ำประปา-ไฟฟ้า ขอเพียงมีการมาติดตั้งเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องของระเบียบ 16 ข้อ ที่ออกโดย กทม. มาตั้งแต่สมัยผู้ว่าฯอัศวิน ซึ่งเครือข่ายผู้ค้าเรียกร้องให้แก้ไขเพราะไม่สามารถใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

แต่จนถึงปัจจุบันในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็ยังไม่มีการขยับในเรื่องนี้ ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ค้าและเจ้าหน้าที่ เช่น เคยมีกรณีผู้ค้าย่านเจริญกรุง ตั้งแผงค้ามานานหลายสิบปี วันหนึ่งที่ดินบริเวณนั้นมีการก่อสร้างคอนโดมิเนียม และทางคอนโดฯ ได้ร้องเรียนว่าทำให้ทัศนียภาพไม่สวยงาม ซึ่งแม้เทศกิจที่ดูแลพื้นที่จะเห็นว่าผู้ค้าตั้งแผงเป็นระเบียบไม่กีดขวางทางเดิน แต่ก็ต้องรื้อย้ายแม้จะเห็นใจก็ตาม เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ต้องทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หากไม่ทำก็จะมีความผิด ทั้งนี้มีหลายจุดใน กทม. ที่มีความพร้อมในการเปิดให้ค้าขายได้ แต่ยังติดข้อจำกัดที่กฎระเบียบดังกล่าว

เรวัตร กล่าวต่อไปว่า อีกทั้งพื้นที่ค้าขายใน กทม. และในแต่ละเขตมีบริบทไม่เหมือนกัน จึงอยากให้ผู้บริหาร กทม. ลงมาดูพื้นที่จริง อย่าดูแต่เรื่องร้องเรียนบนแอปพลิเคชั่นทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) เพราะคนร้องเรียนก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบหาบเร่แผงลอย ส่วนประเด็นการจัดหาพื้นที่อื่นทดแทนทางเท้า ที่มีแนวคิดมาจากฮอว์คเกอร์ เซ็นเตอร์ (Hawker Center) ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งย้ายผู้ค้าเข้าไปในอาคาร ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถนำมาใช้กับบริบทของประเทศไทยได้ เรื่องนี้พูดกันมาตั้งแต่รัฐบาล คสช. แต่จนปัจจุบันก็ยังทำไม่สำเร็จ

“อย่างพื้นที่สุขุมวิท คุณจะเอาพื้นที่ตรงไหนเข้าไป เขาก็หาไม่ได้เหมือนกันเพราะค่าเช่ามันแพง พื้นที่มันแพงเพราะเป็นของเอกชนที่ไม่สามารถคุมได้เลย เอกชนเขาขึ้นค่าเช่าตามที่เขาต้องการได้ แล้วผลกระทบจากโควิดมันทำให้คนต้องหนีตายกันหมดเลย คนอยู่ไม่ได้ไง ค่าเช่ามันแพง อย่างหลายๆ พื้นที่ ถ้าเราออกไปในบางพื้นที่มันอาจจะมีอยู่แล้วที่เหมือนคล้ายๆ กับฮอว์คเกอร์ คือเขาทำตลาดอยู่แล้ว มันก็จะมีบางพื้นที่อยู่ แต่ถ้าที่เขาขายอยู่ด้านนอกที่มันล้นอยู่แต่เดิมจะให้เขาไปอยู่ตรงไหนพื้นที่มันไม่พอ” นายเรวัตร กล่าว

ด้านนักวิชาการที่ศึกษาความเป็นไปของหาบเร่แผงลอยมาอย่างยาวนาน ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝาก 3 ข้อถึง3 ระดับ ประกอบด้วย 1.กรุงเทพมหานคร ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้จะทำอะไรก่อน-หลัง และภายในระยะเวลาเท่าใด เพื่อที่จะทำให้เห็นภาพว่าพื้นที่ใดสามารถอนุญาตให้ค้าขายได้-ไม่ได้ และพื้นที่ที่ไม่สามารถอนุญาตให้ขายได้ กทม. จะทำอย่างไรกับผู้ที่ยังทำการค้าอยู่ อย่างน้อยต้องมีตารางการทำงานที่มองเห็นภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

“ในแต่ละเขตมันไม่เหมือนกัน ในบางเขตอาจจะทำการสำรวจผู้ค้าได้ ในบางเขตอาจจะพูดถึงการหาพื้นที่ให้เขาขายได้ แต่บางเขตยังทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็หมายความว่าไทม์ไลน์เหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นไปทุกเขต แต่หมายความว่าคุณชัชชาติจะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะต้องทำแบบนี้ๆ ในภาพใหญ่โดยหลักการจะต้องเอาอย่างนี้มาให้ได้ แล้วแต่ละเขตจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ภายในเวลาทุกๆ 6 เดือนจะต้องมารายงานผลว่า
ทำไปถึงขนาดไหน ทำได้-ไม่ได้เพราะอะไร” อาจารย์นฤมล กล่าว

2.สำนักงานเขต เมื่อรับนโยบายจาก กทม. แล้ว แต่ละเขตก็ต้องวางแนวทางดำเนินการที่กำหนดเงื่อนเวลาไว้ชัดเจน เช่น ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะตอบโจทย์อะไรประชาชนบ้าง ซึ่งแนวทางของแต่ละเขตจะแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ เช่น มีชุมชนแออัดหรือการจัดหาพื้นที่ค้าขาย บางจุดอาจเป็นพื้นที่สำนักงาน พื้นที่ตลาดนัด ฯลฯ และ 3.ผู้ค้า จะทำอย่างไร เช่น ในบางเขตที่มีการฟื้นฟูจุดผ่อนผันที่เคยถูกยกเลิกไป ก็มีข้อพิพาทระหว่างผู้ค้ารายเดิมที่มองว่าต้องได้สิทธิ์ก่อนเพราะต่อสู้เรียกร้องมาตั้งแต่ต้น กับรายใหม่ที่มองว่าหากกำหนดเช่นนั้นก็เท่ากับลิดรอนสิทธิ์

ส่วนประเด็นแนวคิดการทำฮอว์คเกอร์ เซ็นเตอร์ ก็ต้องดูบริบทของแต่ละพื้นที่ซึ่งแตกต่างกัน เช่น ในย่านบางรัก หรือย่านเอกมัย-สุขุมวิท มีบางพื้นที่ของเอกชนที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ฮอว์คเกอร์ เซ็นเตอร์ ซึ่งก็คือ “ศูนย์อาหาร” นั้นสามารถตีความได้หลายแบบ โดยในแบบสิงคโปร์ที่สร้างเป็นอาคารก็เป็นรูปแบบหนึ่ง แต่พื้นที่สาธารณะที่ขายอาหารก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น ถนนในย่านบางลำพู เพียงแต่เป็นการขายแบบซื้อไปรับประทานที่อื่น ไม่ใช่นั่งรับประทานที่ร้าน

ทั้งนี้ ประเทศสิงคโปร์มีพื้นที่เล็กและประชากรน้อยกว่าเมืองอย่าง กทม. การบริหารจัดการจึงง่ายกว่า แต่การวางรูปแบบพื้นที่นั้น กทม. มีทางเลือกมากกว่าสิงคโปร์ แต่ต้องพูดคุยกันให้ได้ข้อสรุปว่าจุดใดตั้งแผงลอยได้-ไม่ได้ หรือหากจุดไหนตั้งได้จะจำกัดจำนวนกี่แผง โดยไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียวทุกพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความสะอาด ไม่ทำให้ชาวบ้านทั่วไปเดือดร้อน มีโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับการค้าขาย เช่น ระบบน้ำประปา-ไฟฟ้า

“เขาต้องเลิกคิดว่าร่มต้องสีเดียวกัน รถเข็นต้องแบบเดียวกัน คนนั้นขายก๋วยเตี๋ยว คนนี้ขายขนมต้ม จะเป็นรถเข็นแบบเดียวกันได้อย่างไร” อาจารย์นฤมล ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สินเชื่อ-รายได้-ราคา’ อุปสรรค‘คนฐานราก’มีบ้าน

Posted on January 5, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/702231

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สินเชื่อ-รายได้-ราคา’  อุปสรรค‘คนฐานราก’มีบ้าน

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สินเชื่อ-รายได้-ราคา’ อุปสรรค‘คนฐานราก’มีบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 15” งานใหญ่ส่งท้ายปลายปี 2565 เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานมีวงเสวนาน่าสนใจหลายหัวข้อ หนึ่งในนั้นคือ “กลไกการเงินเพื่อการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เพียงพอและมีสุขภาวะ” โดยมีวิทยากร อาทิ ผศ.ดร.บุษราโพวาทอง หัวหน้าภาควิชาคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในการสำรวจของการเคหะแห่งชาติ พบ 5.87 ล้านครัวเรือนไทย (หรือคิดเป็นร้อยละ 27.5 ของครัวเรือนไทยทั้งหมด 21.32 ล้านครัวเรือน) ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย

ในจำนวนนี้แบ่งเป็นกลุ่มรายได้สูง ร้อยละ 14 รายได้ปานกลาง ร้อยละ 24 รายได้น้อย ร้อยละ 60 และไร้ที่พึ่ง ร้อยละ 2 ในขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย 20 ปีวางเป้าหมายว่า คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579 โดยมีเรื่องของ “การเสริมสร้างระบบการเงินและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย” เป็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ในทั้งหมด 5 ยุทธศาสตร์ย่อยของแผน 20 ปีนี้

“ยุทธศาสตร์ที่ 2 มีอะไรบ้างในเรื่องการเงิน? สรุปคร่าวๆ ได้ก็จะเป็นเรื่องเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัย สนับสนุนระดับชุมชน-ระดับเมืองในเชิงของกองทุน ปรับปรุงกฎระเบียบในการใช้เงินกองทุน พัฒนากลไกต่างๆ ให้เข้าถึงเรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และพัฒนากลไกต่างๆ เช่น สินเชื่อที่ครอบคลุมทุกความต้องการ การออมแล้วก็ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสินเชื่อ อันนี้เป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ใน 20 ปี” ผศ.ดร.บุษรา ระบุ

ผศ.ดร.บุษรา กล่าวต่อไปว่า หากดูตั้งแต่ปี 2553-2563 ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 4-6 ต่อปี ขณะที่ปัญหาสำคัญของครัวเรือนไทยคือ “รายได้น้อยกว่ารายจ่าย” โดยรายได้เพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 6.63 ต่อปี แต่รายจ่ายเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 7.31 ต่อปี ทำให้เก็บออมเงินได้น้อยลงแต่ต้องแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย หากเป็นระดับชาติคือธนาคารต่างๆ ที่พิจารณาสินเชื่อกับผู้ขอกู้เป็นรายบุคคลกรณีเป็นคนรายได้ปานกลาง แต่หากเป็นคนรายได้น้อยก็อาจต้องพึ่งพาธนาคารของรัฐเป็นหลัก และต้องรอให้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนออกมา

แต่ยังมีระดับกลุ่ม หรือสถาบันการเงินที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์บ้านมั่นคง ไปจนถึงบริษัทเอกชนบางแห่ง การขอสินเชื่อสถาบันการเงินประเภทนี้นอกจากจะเป็นบุคคลแล้วยังต้องเป็นสมาชิกของกลุ่มด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันการเคหะแห่งชาติมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยระดับโครงการเท่านั้นไม่ใช่กองทุน ขณะที่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ซึ่งมีกองทุนสนับสนุน คำถามคือตอบโจทย์ชุมชนหรือเมืองแล้วหรือยัง? รวมถึงไปกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีมาตั้งแต่ปี 2541 ยังคงใช้การได้หรือไม่? เป็นต้น

กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า แหล่งทุนสำหรับจัดหาที่อยู่อาศัยมี 3 แหล่งคือ 1.เงินออม ทั้งของบุคคลแต่ละคนและครอบครัว 2.เงิน
งบประมาณ หรือก็คือรายได้รัฐที่มาจากการเก็บภาษี ซึ่งอย่างไรก็ไม่มีวันพอ และ 3.เงินจากตลาดการเงิน ซึ่งในส่วนนี้มีมากที่สุด แต่การจะไปสั่งตลาดการเงินก็ไม่สามารถทำได้ มีแต่ต้องปรับตัวเข้ากับตลาดเท่านั้น

สำหรับประเทศไทยนั้นสินเชื่อที่อยู่อาศัยใช้ระบบเงินฝาก ซึ่งปัจจุบัน (ปลายปี 2565) เงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยในธนาคารอยู่ที่ 4.7 ล้านล้านบาท และคาดว่าต้นปี 2566 จะเพิ่มเป็น 5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วโลกมีอยู่ 3 ระบบใหญ่ๆ คือระบบอังกฤษ ระบบสหรัฐอเมริกา และระบบยุโรป “ปัญหาของการเขียนแผนยุทธศาสตร์คือมักนำระบบของต่างประเทศที่เคยได้ยินมานำเสนอกับประเทศไทย” เช่น มีความพยายามนำระบบ Securitization ของสหรัฐฯ มาใช้กับไทย
โดยหวังว่าจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผลคือประสบความล้มเหลว

ขณะที่การเคหะแห่งชาติก็มีข้อจำกัดเพราะมีแหล่งรายได้หลักจากงบประมาณแผ่นดิน จึงสร้างที่อยู่อาศัยได้เพียงขนาดเล็กและอยู่ไกล ส่วนกองทุน พอช. เป็นระบบที่ดีกับชุมชนแออัด แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องกฎระเบียบ รวมถึงการออมซึ่งบางครั้งก็ออมไม่จริง หนึ่ง การขอกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในไทยยังทำได้ง่ายกว่าหลายประเทศในโลก แต่อีกด้านก็เป็นคนไทยเองที่ทำให้ระบบการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยมีปัญหา ผ่านการผ่อนปรนต่างๆ เช่น 1.ลดเงินดาวน์จนเหลือศูนย์ ซึ่งคนไม่เคยออมเงินดาวน์และปล่อยไปเป็นหนี้ ผลคือรายได้หายไป เสี่ยงมากต่อการเป็นหนี้เสีย

หรือ 2.กู้แล้วยังมีเงินทอน ซึ่งสืบเนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินของธนาคารที่ผ่านมามีความพยายามให้มีกฎหมายดังกล่าวมานานกว่า20 ปี แต่ไม่มีใครสนใจเพราะทุกคนอยากตีราคาทรัพย์สินเอง ขณะเดียวกัน “อัตราเงินงวดของการผ่อนที่อยู่อาศัยอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงมากกับการเกิดหนี้เสีย” ตามหลักสากลแล้ว ค่าผ่อนที่อยู่อาศัยไม่ควรเกินร้อยละ 25 ของรายได้ แต่ของไทยสูงกว่านั้น จึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีหนี้เสียสูงมาก

“วิธีที่จะช่วยให้คนกู้ได้คือส่งเสริมให้คนออมก่อนกู้ ซึ่งในประเทศเยอรมนีเคยทำสำเร็จ เพราะเยอรมนีตอนแพ้สงครามบ้านถูกระเบิดพังไปเกือบทั้งประเทศ เขาใช้วิธีให้โบนัสการออม ถ้าใครออมเพื่อที่อยู่อาศัยเขาเคยให้โบนัสสูงถึง 22% ของเงินที่ออมได้ เขาก็เลยสามารถแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำเร็จทั้งประเทศ ผมเลยมีความเห็นว่า การออมก่อนกู้เท่านั้นที่จะช่วยได้สำหรับทั่วไปทั้งประเทศ อย่างอื่นมันมีข้อจำกัด ทำได้จำกัดเสมอ” กิตติ กล่าว

นิภาภัสร์ มลิทอง คณะทำงาน Urban Smile.net กล่าวถึงกลุ่ม “คนจนเมือง” ว่ามักเป็นแรงงานนอกระบบ (Informal Sector) ที่มีรายได้ไม่แน่นอน และเข้าถึงสินเชื่อในระบบไม่ได้ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะสถาบันการเงินในระบบเองก็ต้องมีต้นทุน ดังนั้นคนจนหากปล่อยให้อยู่แบบปัจเจกก็ยากที่จะไปรอด จึงเป็นที่มาของ พอช. ที่ส่งเสริมการรวมกลุ่ม โดยเริ่มจากสหกรณ์ออมทรัพย์สู่สหกรณ์เคหสถาน มีการปล่อยเงินให้กับกลุ่ม วงเงิน 3.3-3.6 แสนบาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปีและเป็นอัตราคงที่ อีกทั้งให้เวลาผ่อนชำระนานถึง 20 ปี

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมความพร้อมให้คนจนมีวินัยในการออม โดยจะเข้าโครงการได้ต้องมีเงินออมอย่างน้อยร้อยละ 5 ของโครงการที่จะขอสินเชื่อ อีกทั้งมีคณะกรรมการและมีสมาชิกค้ำประกันซึ่งกันและกัน โดยสรุปแล้วกลไกนี้ พอช. ปล่อยเงินให้กับสหกรณ์ซึ่งมีชาวบ้านเป็นสมาชิกกลุ่มย่อย เช่น กลุ่มออมทรัพย์ โดยกลุ่มย่อยจะเก็บสินเชื่อส่งสหกรณ์ และสหกรณ์ส่งกลับมาที่ พอช. ทำให้คนคนหนึ่งที่มีรายได้ไม่แน่นอนได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่ม ทั้งนี้ ปัจจุบัน พอช. มีหนี้เสียจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพียงร้อยละ 1 สะท้อนภาพความมีวินัยของคนจน

“แนวคิดของ พอช. เราไม่ได้เน้นเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างเดียว เราคิดว่า Physical Change (การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ) ต้องมาให้ทันกับ Social Change (การเปลี่ยนแปลงทางสังคม) อันนี้สำคัญเพราะจะสร้างพลังให้เขา” นิภาภัสร์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กสศ.-สอศ.’พร้อมขยายผล ‘ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’

Posted on December 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/700269

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กสศ.-สอศ.’พร้อมขยายผล  ‘ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กสศ.-สอศ.’พร้อมขยายผล ‘ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประชุมวิชาการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2565 “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างงานด้วยการศึกษาสายอาชีพ” จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อวันที่ 16-17 ธ.ค. 2565 โดยมี
การมอบรางวัล “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างงาน (TVET DNA)” และรวมพลังภาคีเครือข่ายให้กับครูและผู้บริหารทางการศึกษา

เพื่อเชิดชูครูผู้ให้โอกาส สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษา มีครูได้รับรางวัลจำนวน 492 ท่านทั่วประเทศ โดยรางวัล “ครูและผู้บริหารในดวงใจ” มาจากผลโหวต ของนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงทั่วประเทศ อาทิ นายนิตย์นิรันดร์ พิลาไชย ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ ซึ่งกล่าวว่า อำนาจเจริญ เป็นจังหวัดที่ติด 1 ใน 6 ที่มีค่าเฉลี่ยประชากรยากจนที่สุดของประเทศ โอกาสการเข้าถึงการศึกษาของเด็กด้อยโอกาสก็ยิ่งลดน้อยลงไปมาก

“จากการลงพื้นที่ไปแนะแนว เราพบว่า นักเรียนและผู้ปกครองมีความต้องการเรียนอาชีวะสูงมากแต่ไม่มีเงิน และอีกส่วนหนึ่งครอบครัวอยากให้ไปทำงาน ทำให้เขาหมดโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่รอบแรก แต่ก็มีผู้ปกครองอีกส่วนที่เก็บเงินเพื่อส่งลูกเรียนอาชีวะในเมือง ที่มีระยะทางห่างจากบ้าน 80 กิโลเมตร และต้องนำเงินไปจ่ายค่าหอพัก ค่าชุดนักเรียน และค่ากินอยู่ เมื่อเข้ามาในเมืองสักระยะเงินก็หมด” นายนิตย์นิรันดร์ ระบุ

นายนิตย์นิรันดร์ เล่าต่อไปว่า ครูต้องไปหาทุน กยศ. หรือทุนให้เปล่าอื่นๆ เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสศึกษาต่อ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงทุนกยศ. เพราะบ้านมีหนี้สินจำนวนมาก และไม่มีคนรับรอง เด็กเหลานี้ก็จะทยอยออกไปจากการศึกษาทีละคนสองคน ซึ่งเป็นรอยแผลที่เจ็บปวดของครู ที่มองเห็นต้องเดินออกไปจากโรงเรียนจนกระทั่ง ปี 2562 ที่กสศ.มีทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับเด็กยากจนแต่ขาดโอกาส วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมโครงการ และเข้ามาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งเด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่เปราะบางมาจากครอบครัวที่บางคนถูกทิ้งให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย หรือบางคนถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ดังนั้น เมื่อเขาได้ทุน ในระยะเริ่มต้น เราดูแลให้ความอบอุ่น เป็นพ่อ เป็นแม่ ระยะที่สอง สร้างให้เขาเป็นคนที่มีคุณค่าในสังคม ระยะสาม สอนให้ก้าวข้ามปัญหาในชีวิต ถอดบทเรียนระหว่างเพื่อนต่อเพื่อน ได้เห็นคนที่มีความยากลำบากมากกว่า นอกจากนี้ ยังมีการสร้างกิจกรรมเรื่องจิตอาสา ให้เด็กสร้างจิตสาธารณะ ให้เขาก้าวข้ามบาดแผลที่เขามีอยู่ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่วิชาการ

น.ส.อณุภา คงปราโมทย์ วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กล่าวว่า วิทยาลัยรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยคัดกรองครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ กสศ. ได้นักเรียนร่วมโครงการรุ่นแรก 25 คน โดยเด็กที่ได้รับทุนจะมาเป็นนักเรียนประจำ เราสอนตั้งแต่การใช้ชีวิต ใส่ใจทุกขั้นตอน สอนการเดินทาง การเรียนรู้ที่หลากหลายในการใช้ชีวิตจัดอบรมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

มีคณะกรรมการดูแลสวัสดิภาพ การเยี่ยมบ้าน ติดตามความคืบหน้าในแต่ละเดือนมีปัญหาอะไรบ้าง ในระหว่างเรียนยังหางานพาร์ทไทม์ให้ทำ เพื่อนำเงินทุนไปใช้จ่ายในครอบครัว และสอนให้รู้จักออมก่อนใช้ เพื่อเป็นทุนสำรองในการต่อยอดทำงาน เมื่อเรียนจบหลักสูตร วิทยาลัยหางานให้ทำและเด็กได้ทำงานทุกคน ซึ่งหลังจากร่วมทำงานกับ กสศ. พบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้เรียน

“หลายคนทำงานต่อใน กทม. ทุกคนมีเงินออม 50,000-100,000 บาท ส่วนสถานศึกษาเกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเป็นระบบมากขึ้น เกิดแบรนด์สินค้าที่ออกแบบเองโดยนักศึกษา ออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกาย กระเป๋า เป็นโมเดลที่มีประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเด็กพิเศษ ผลัดเปลี่ยนให้เด็กทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้ด้วย” น.ส.อณุภา กล่าว

รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า กสศ.ทำให้เราปรับเปลี่ยนความคิด จากเดิมที่เราเป็นคณะพยาบาลศาสตร์ที่ตั้งรับใครๆ ก็อยากมาเรียน เมื่อเราเข้าร่วมทุนผู้ช่วยพยาบาลกับ กสศ. เราต้องออกไปค้นหาเด็ก ทำให้เราได้สัมผัสกับเด็กที่ครอบครัวเปราะบาง เด็กที่มีปัญหาสารพัด ทำให้คณาจารย์ได้เรียนรู้ที่จะดูเด็กเหล่านี้และทำงานเชิงรุกมากขึ้น

“กสศ.ทำให้เรามีเพื่อนเยอะขึ้น มีเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายผู้ประกอบการจากเดิม มี 12 แห่ง ตอนนี้มี24 แห่ง เพื่อประสานงานให้เด็กของเรามีงานทำ 100% เช่น รพ.บำรุงราษฎร์ฯ ที่ให้ทุนเด็กและรับเด็กของเราไปทำงาน เรามีเพื่อนต่างประเทศ โดยผ่านกรมการจัดหางานส่งเด็กของเราไปงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น”รศ.ดร.ศิริพันธุ์ กล่าว

เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า ก้าวต่อไปของการสร้างโอกาสทางการศึกษาผ่านการจัดการศึกษาสายอาชีพ สอศ.ไม่ใช่ทำงานเพียงลำพังอีกต่อไปเพราะ กสศ. และภาคผู้ประกอบการ พร้อมที่จะจับมือไปพัฒนาคนอาชีวะที่สอดคล้องกำลังคนของประเทศ การดูแลผู้ด้อยโอกาสและเด็กในถิ่นทุรกันดาร ให้มุ่งสู่อาชีวศึกษา และมีงานทำ

“ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ได้ส่งเสริมความช่วยเหลือผู้ต้องการศึกษาต่อ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อประกอบอาชีพมีศักยภาพที่จะดำเนินชีวิตยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตนเอง พร้อมดูแลช่วยเหลือครอบครัว รวมถึงสนับสนุนสถานศึกษา มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในภาพรวมซึ่งเป็นไปตามจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกันผลิตกำลังสมรรถภาพสูง เพื่อพัฒนาประเทศ สามารถทำได้จริง” รองเลขาธิการ สอศ. กล่าว

เรืออากาศโทสมพร กล่าวต่อไปว่า ทาง กสศ. ตอกย้ำความสำเร็จ 5 ด้านที่สำคัญคือ 1.การยกระดับคุณภาพของอาชีวศึกษา 2.ความร่วมมือยกระดับการทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ภาคประกอบการ 3.การขยายโอกาสการศึกษาตอบโจทย์การพัฒนาของแต่ละพื้นที่ 4.เปิดทวิภาคีระดับจังหวัด ที่มีคณะกรรมการระดับจังหวัดเสริมสร้างอาชีวะปลอดภัย สังคมออนไลน์ การประพฤติปฏิบัติตน ความรุนแรง การมีจิตอาสา

และ 5.เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ในหลายมิติ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การสื่อสารจูงใจ ยกระดับทวิภาคีคุณภาพสูงให้สอดคล้องเพียงพอ ทั้งนี้ เด็กอาชีวะ เป็นเด็กที่เก่งปฏิบัติ มีความสามารถ มีประสิทธิภาพทำงานได้ทันที เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ พลังของประเทศ โดย กสศ. จะมีการจัดการทวิภาคีการศึกษาแนวใหม่เพื่อดูแลนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อผลิตกำลังคนในเชิงพื้นที่ทุกรูปแบบเพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า บทเรียนการทำงานตลอด 4 ปี ของ กสศ. และก้าวสู่ปีที่ 5ของทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของกสศ. ที่สามารถสนับสนุนตัวแบบได้เพียง 1% ต่อรุ่น หรือจำนวน 2,500 ทุนต่อปี และครอบคลุมสถานศึกษา 116 แห่ง ทำอย่างไรให้ตัวแบบที่ กสศ. มีเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ได้รับการต่อยอด จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเชื่อมโยงสถานศึกษาอาชีวะอีก 600 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ

“เพราะการทำงานจะประสบความสำเร็จได้ ครูเป็นแรงผลักดันสำคัญเพื่อให้เด็กประสบความสำเร็จยืนได้ด้วยตนเองและดูแลครอบครัว สังคม และประเทศได้ ซึ่งสำหรับบทเรียนที่สำคัญในเวทีประชุมวิชาการฯครั้งนี้ คือ การปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้วยการพัฒนาคนให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในสถานศึกษา ผ่านบทเรียนจากต่างประเทศ

เพื่อมีสุขภาพกาย และใจที่ดี ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา และเสียงสะท้อนจากเยาวชนนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ผ่านระบบการศึกษาอย่างยืดหยุ่น โดยจะรวบรวมความเห็นทั้งหมดในครั้งนี้สรุปเป็นข้อเสนอทางนโยบายเพื่อมอบให้ สอศ.ทำงานเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไป” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าว

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

SCOOP@NAEWNA.CO

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ธนากร คุปตจิตต์’ คุม‘น้ำเมา’ต้องได้สมดุล

Posted on December 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/698833

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ธนากร คุปตจิตต์’  คุม‘น้ำเมา’ต้องได้สมดุล

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ธนากร คุปตจิตต์’ คุม‘น้ำเมา’ต้องได้สมดุล

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

“ปิดสถานบันเทิง (เฉพาะในย่านท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ) ตี 4”, “ยกเลิกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 14.00-17.00 น.”, “แก้ไขกฎหมายห้ามโฆษณาที่เขียนไว้สุดโต่งจนทำอะไรไม่ได้เลย” เหล่านี้เป็นข้อเสนอของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ“น้ำเมา” เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ผู้ผลิตผู้ค้า ผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านค้าร้านอาหารและสถานบันเทิง ตลอดจนภาควิชาการที่มองว่าการดื่มก็เป็นวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่งบวกกับปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับรายได้มหาศาลจากเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว

แต่อีกด้านหนึ่ง “แรงต้าน” ทุกครั้งที่มีการนำเสนอเรื่องเหล่านี้ก็หนักหน่วงไม่แพ้กัน โดยมาจากผู้ที่เห็นผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนท้องถนน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความรุนแรงในครอบครัวและสังคม ฯลฯ ซึ่งคนเหล่านี้จะตั้งคำถามว่า “เม็ดเงินจากความสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนนั้นคุ้มค่ากันแล้วหรือ?” จนกลายเป็นข้อถกเถียงของทั้ง 2 ฝ่ายเสมอมา

“มันต้องเอาเรื่องของการให้ความรู้การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน พอเราบอกให้ความรู้ เฮ้ย! สอนให้คนกินเหล้า สมัยก่อนจำกันได้ไหม? สอนเพศศึกษาคนเขาก็ด่า โอ๊ย! ไปพูดได้อย่างไร ชี้โพรงให้กระรอก สุดท้ายเป็นอย่างไร? มันแก้ปัญหาได้เยอะในเรื่องของอันตราย เรื่องท้องก่อนวัยอันควร มีมิสเตอร์คอนดอมอย่างอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ วันนี้มันต้องมาทบทวนว่าคุณต้องให้ความรู้อย่างนี้”

ธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) กล่าวถึงวิธีคิดเรื่องการลดผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อสังคม ที่การเน้นห้ามเป็นหลักอาจไม่ใช่วิธีที่ได้ผล โดยยกตัวอย่างเรื่องการสอนเพศศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนวัยเรียน ซึ่งกว่าที่จะสังคมไทยจะยอมรับได้ก็เผชิญแรงต้านไม่น้อย ท่ามกลางสถิติ “ท้องวัยเรียน-แม่วัยรุ่น” ที่เพิ่มสูงขึ้น จนท้ายที่สุดทั้งรัฐและสังคมก็ต้องปรับวิธีคิดไปสู่การให้สอนได้ ซึ่งเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เช่นกัน เพราะที่ผ่านมากฎหมายที่มีอยู่ถูกมองว่ามีปัญหาและต้องทบทวน

โดยการทบทวนนั้นอาศัยช่องทางบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง ที่ระบุว่า รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จําเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจําเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดํารงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดําเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่างๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งต่อมาได้มีการออก พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 มาเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ

“ผมไม่เคยบอกว่าต้องขายให้เด็ก หรือกินเหล้าเมาขับรถได้ไม่ใช่! กฎหมายป้องกันเรื่องห้ามเด็กต้องเข้มข้น ต้องมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง เรื่องของเมาแล้วขับต้องจับจริง แต่ไม่ใช่คุณจะมาออกกฎหมายกันหมดในเรื่องการขาย เรื่องวัน-เวลา อะไรต่างๆ เหล่านี้ มันไม่ได้ป้องกันแล้ว คุณต้องการกำจัด หรือแม้แต่การโฆษณาที่บอกเห็นชื่ออะไรก็ผิดหมด” ธนากร ระบุ

ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นการแก้ไขกฎหมาย ว่า บางเรื่องเป็นกฎหมายระดับรองซึ่งสามารถปรับแก้ได้เลยในระดับบริหาร (เช่นกฎกระทรวงต่างๆ หรือมติ ครม.) อาทิ วัน-เวลาห้ามขายไม่จำเป็นต้องรอเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภา จึงน่าจะมีการทดลองปรับแก้เพื่อให้เห็นผลที่เกิดขึ้น หากเป็น “เชิงบวก”ได้ผลดีด้านฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าก่อปัญหาก็ใช้ต่อไปแต่หากเป็น “เชิงลบ” ก่อปัญหาเพิ่มขึ้นมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ก็ยังสามารถปรับแก้กลับไปเป็นรูปแบบเข้มงวดแบบเดิมได้

ขณะเดียวกัน “การมีกฎหมายคุมเข้มแบบสุดโต่งเกินไปยังเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม”เช่น เรื่องการห้ามโฆษณาไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 32 นอกจากถ้อยคำในกฎหมายจะมีปัญหาแล้ว ยังเชื่อมโยงกับ “รางวัลสินบนนำจับ” ที่ผู้แจ้งเบาะแสจะได้ส่วนหนึ่งของค่าปรับเมื่อคดีสิ้นสุดลง ซึ่งเมื่อบวกกับกระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นระบบกล่าวหาที่ทำให้เป็นคดีความได้ง่าย หลายคนจึงเลือกจบเรื่องที่การจ่ายค่าปรับ ดีกว่าไปขึ้นศาลที่แม้จะมีคำตัดสินว่าอะไรถูก-ผิดแต่ก็เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า

“คดีไปถึงศาลน้อยมาก เวลาคนที่โดนจับ ถ้าจะสู้คดีคุณต้องมาประกันตัวก่อน ไหนจะเสียค่าทนาย ไหนจะเสียเวลา ไปเสียค่าปรับดีกว่า ยอมๆ ไป เขาก็ไปเก็บคะแนนว่าคดีเสียค่าปรับผิดเยอะๆ ที่จริงพวกนี้ลองดู ไม่ต้องประกันตัวแล้วสู้ในชั้นศาลได้ ผิดทีปรับอย่างเดียว ผมว่าสนุก มีเต็มศาลแน่ ทำกันไม่ไหว ตอนนี้ก็คือยอมเสียค่าปรับดีกว่า เพราะว่าเวลาประกันตัวมันต้องถูกควบคุมตัว เอาแล้ว! พิมพ์ลายนิ้วมือมันก็เสียประวัติ มันทำให้กระบวนการยุติธรรมมันผิดเพี้ยน เพราะมันไม่นำไปสู่การพิจารณาตัดสินอย่างชอบในชั้นศาลไง มันไม่ถึง”ธนากร กล่าว

ส่วนฝ่ายที่ออกมาต่อต้านทุกครั้งที่มีข้อเรียกร้องให้ลดความเข้มสุดของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงมาสู่สมดุลธนากร ระบุว่า เอาจริงๆ แล้วมีเพียงไม่กี่คน และส่วนใหญ่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ก็ต้องถามกลับเช่นกันว่า NGO เหล่านี้มีรายได้จากทางใด ทำไมถึงเจริญเติบโต มีรถเก๋งขับ สามารถไปดูงานต่างประเทศ นอกจากนั้น ตนเองมีโอกาสได้พูดคุยกับ NGO บางราย ถามว่าเหตุใดไม่มาช่วยกันให้ความรู้กลับได้รับคำตอบว่าไม่ใช่ภารกิจ โดยงานที่ทำคือเน้นการป้องกันและปราบปรามมากกว่า

ขณะที่การทำงานร่วมกับพรรคการเมือง ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เผยว่า จริงๆ แล้วประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากหลายพรรคทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อเตรียมรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะนักการเมืองต่างก็เห็นปัญหาของกฎหมาย และการแก้ไขสามารถเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยากเปิดตัวนักเพราะที่ผ่านมา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกตีตราในแง่ลบไว้มากบางครั้งอาจพอๆ กันหรือมากกว่ายาเสพติดบางชนิดที่ผิดกฎหมายด้วยซ้ำไป

“ประเทศเพื่อนบ้านนี่เขาพยายามหาอะไรที่มันลดอุปสรรคช่องว่างทั้งหมด แต่เราก็มาเป็นอย่างนี้ โอเค! เรื่องสาธารณสุขผมเข้าใจ แต่มันต้องมองภาพทุกมิติ ไม่ใช่มองสาธารณสุขอย่างเดียว คุณต้องมองเรื่องเศรษฐกิจ-สังคม คำว่าสังคมมันมีเรื่องคนอยู่อาศัย คนทำมาหากินด้วย อย่างนี้สำคัญ” ธนากร ฝากข้อคิด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขายบริการ’กฎหมายห้ามได้? นำความจริงขึ้นบนดิน..ทางออก!

Posted on December 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/698676

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขายบริการ’กฎหมายห้ามได้?  นำความจริงขึ้นบนดิน..ทางออก!

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขายบริการ’กฎหมายห้ามได้? นำความจริงขึ้นบนดิน..ทางออก!

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ทุกคนก็ทำงานแลกกับเงินทั้งนั้น เป็นครูก็ได้เงินเดือน เป็นอาจารย์ก็ได้เงินเดือน เป็น กสม. ก็ได้เงินเดือน เป็นนักร้องก็ได้เงินเดือน แล้วทำไมเราให้บริการทางเพศมันผิดกฎหมาย?มันดูแปลกมาก เป็นอะไรที่แปลกมาก แล้วเราก็มีกฎหมายออกมาอีกนะว่าการค้าบริการมันผิด มีโทษทางอาญา แต่กลายเป็นว่าตัวกฎหมายมันกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของคนบางกลุ่มไปเสียอีก เราก็ได้ยินเรื่องราวเยอะแยะ

จับปรับ ออกใบสั่ง จ่าย 1,000 ยืนได้ 5 วัน อะไรอย่างนี้ มันก็กลายเป็นช่องทางทำมาหากิน คือมันไม่ได้ดูแลคุ้มครองคนที่เป็น Sex Worker หรือเป็นพนักงานบริการเลย เพราะฉะนั้นมันจะมีกฎหมายนี้ไปทำไม อันนี้คือโจทย์เป็นคำถามว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มันถึงเวลาที่ต้องยกเลิกแล้วมั้ง?”

สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวในวงเสวนา “เพียงแค่เราเห็นคนทุกคนเป็นคนเท่ากันอนาคต Sex Worker ประเทศไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเปิดตัวสารคดี “GIANT SWING” ณ โรงภาพยนตร์ 2 Quartier CineArt ศูนย์การค้า EmQuartier (BTS พร้อมพงษ์) เมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ถึงคำถามหนึ่งที่ติดอยู่ในใจ ในฐานะที่เรียนมาทางด้านกฎหมายและเคยทำงานเป็นทนายความอยู่หลายปี ว่า “เหตุใดการขายเรือนร่างของตนเองถึงถูกกำหนดให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย?” ทำแบบนี้แล้วใครเดือดร้อนอย่างไร?

สารคดี GIANT SWING ฉายภาพของ “พนักงานบริการทางเพศ (Sex Worker)” ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่ง สุภัทรา ยืนยันอีกเสียงถึงความยากลำบากของ Sex Worker ในเวลานั้น จากการลงพื้นที่ช่วงปี 2563-2564 เคยพบหญิงไร้บ้านบริเวณย่านพัฒน์พงษ์ เมื่อสอบถาม
ก็ทราบว่าเคยเป็น Sex Worker แต่เมื่อสถานบริการถูกปิด ไม่มีรายได้ไปจ่ายค่าเช่าที่พักก็ทำให้ต้องมานอนอยู่ข้างถนน

ทั้งนี้ ในเดือน พ.ย. 2565 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หยิบยกกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นจับกุมการลักลอบค้าประเวณีโดยใช้วิธี “ล่อซื้อ” ที่สถานบริการแห่งหนึ่ง จ.ชลบุรี ขึ้นมาพิจารณา และให้ความเห็นไปว่า “การล่อซื้อการค้าประเวณีคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน” ซึ่งในอดีตถึงขั้นเจ้าหน้าที่ที่ล่อซื้อต้องมีเพศสัมพันธ์กับเป้าหมายที่จะจับกุมจึงครบองค์ประกอบให้จับได้ แต่ต่อมาเมื่อทราบว่าการกระทำดังกล่าวหมิ่นเหม่ที่เจ้าหน้าที่จะทำผิดกฎหมายด้วย จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นเพียงให้เป้าหมายถอดเสื้อผ้า แต่ก็ยังนับว่าเป็นการละเมิด

สุภัทรา ยังกล่าวถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินการทุก 5 ปี ว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กำลังอยู่ระหว่างทบทวน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือฉบับปี 2539 ว่าจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร แต่ในความเห็นแล้วสมควรยกเลิกไปเลยเพราะเป็นกฎหมายที่ไม่ได้เป็นคุณกับใคร หลังจากนั้นจึงค่อยร่างกฎหมายใหม่ที่มีเนื้อหาไปในทางคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงานบริการ ไม่ใช่เน้นการจับกุมอย่างที่ผ่านมา

ส่วนข้อกังวลว่าหากยกเลิกความผิดอาชีพขายบริการทางเพศ จะเพิ่มปัญหาการบังคับหรือล่อลวงเด็กหรือผู้หญิงเข้ามาสู่วงจรนี้หรือไม่ ในความเป็นจริง การบังคับหรือล่อลวงผู้ที่ไม่เต็มใจมาขายบริการทางเพศนั้นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งกำหนดอัตราโทษไว้หนักกว่าความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ดังนั้นการไม่มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี จึงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ต่อขบวนการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

“สมัยก่อนทำงานกับเพื่อนหญิง ก็เป็น NGO มาทั้งชีวิต เราไปช่วยน้องที่ถูกหลอกไปขายในซ่อง ถูกล่ามโซ่ไว้ มีหมด อันนั้นเราต้องจัดการให้เด็ดขาดเพราะนี่มันคือการค้ามนุษย์ ซึ่งตอนนี้เราก็มีกฎหมายแล้ว แต่ถ้ามันไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นคนที่ผ่านการทำงานมาทุกอย่างแล้วแต่ชีวิตมันไม่เคยดีขึ้น แล้วก็เลือกมาอยู่ในอาชีพนี้เพราะว่ามันช่วยให้อาชีพเขาดีขึ้น แล้วก็เป็นความสุขของคนที่ไปหาซื้อความสุข ตกลงกันไม่ได้มีใครบังคับใคร มันผิดอย่างไร? มันนึกอย่างไรมันก็นึกไม่ออก” สุภัทรา กล่าว

แต่ความพยายามในการยกเลิกกฎหมายที่มุ่งเอาผิดการขายบริการทางเพศ ความท้าทายประการหนึ่งคือ “ทัศนคติเชิงลบ” เช่น ในกฎหมาย พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 (ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว) มีการระบุว่าการค้าประเวณีเป็นกิจกรรมอันน่ารังเกียจ ซึ่ง ธนษิต จตุรภุช ศิลปินนักร้อง ให้ความเห็นว่า “เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนเกิดมาบนโลกนี้”โดยเปรียบเทียบกับกรณีพ่อแม่ที่ย้ำกับลูกว่าไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถห้ามได้ จึงน่าจะเป็นการแนะนำการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยจะดีกว่า

หรือมุมมองที่ยอมรับเรื่องเพศได้ในบางกรณีเท่านั้น เช่น การแต่งงานมีครอบครัว คำถามคือ “ถ้าคนที่ไม่คิดแต่งงานคือห้ามมีเพศสัมพันธ์เลยหรือ? ทั้งที่เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์” ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่ได้แต่งงานแต่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็ต้องไปหาคนที่ขายบริการซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก อนึ่ง ด้วยความที่พักอยู่แถวย่านสะพานควาย ได้เห็นคลินิกของ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) อยู่แล้ว ในตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นคลินิกตรวจเชื้อ HIV แต่เมื่อเข้ามาศึกษาก็ทราบว่าทำงานช่วยเหลือ Sex Worker ด้วย

“เรามองว่า Sex Worker มันก็คืองานประเภทหนึ่ง อย่างเราก็บริการด้วยเสียงเพลง เราร้องเพลงแล้วเราก็ได้เงินมา เราก็รู้สึกว่า Sex Worker มันก็เป็นงานอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้รับการช่วยเหลือขนาดนี้ เรารู้สึกว่าเขาถูกผลักดันอยู่ในชายขอบ แล้วคน Threat (ปฏิบัติ)ไม่ค่อยดีเท่าไร แล้วได้รับการช่วยเหลือน้อยมาก เราก็เลยรู้สึกว่าช่วยเขาดีกว่า” ธนษิต เล่าถึงที่มาที่ไปของการไปร่วมรายการ “ร้องคู่ Together” โดยเลือกบริจาคเงินรางวัลให้กับ SWING ซึ่งทำงานกับทั้ง Sex Worker รวมถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+)

ในมุมคนทำงานขับเคลื่อนด้านสิทธิของ Sex Worker มานานกว่า 3 ทศวรรษ สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) กล่าวว่า ทุกครั้ง
ที่มีความพยายามผลักดันให้ Sex Worker กลายเป็นอาชีพหนึ่งขึ้นมาอยู่บนดินก็มักจะมีเสียงโต้แย้งเสมอ เช่น จะเป็นการส่งเสริมการขายบริการทางเพศบ้าง จะทำให้ประเทศไทยน่าอับอายในสายตาชาวโลกบ้าง ทั้งที่ในความเป็นจริง สถานบริการ คนขายบริการ และผู้รับประโยชน์จากงานบริการก็มีอยู่ แต่ไม่สามารถพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาได้

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ที่ยกเลิกไปแล้ว มาจนถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ที่ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เป้าหมาย
คือต้องการกำจัดอาชีพขายบริการทางเพศให้หมดไป ทั้งที่คนคนหนึ่งใช้เนื้อตัวร่างกายของตนเองไม่ใช่ของผู้อื่นเพื่อทำงานหารายได้ เพื่อไม่ให้ตนเองเป็นภาระของผู้ใด แต่การกระทำนั้นกลับถูกบอกว่าผิด ซ้ำร้ายกฎหมายยังกลายเป็นช่องทางให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมกับที่คนในสังคมกลับยอมรับให้สภาพแบบนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาได้หลายสิบปี

“ส่วนใหญ่วางแผนจะทำงานอยู่ในอาชีพนี้ 5 ปี แต่วันที่ถูกจับถูกปรับวันละ 300 เท่ากับที่ตั้งใจว่าจะอยู่ในอาชีพนี้ 5 ปีมันอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายคือการยืดให้อยู่ในอาชีพนี้ ยืดให้อยู่ใต้การกดขี่ยาวนานมากยิ่งขึ้น เราเห็นปัญหากันมาถ้านับรวมตั้งแต่มี พ.ร.บ. ฉบับแรกปี 2503 จนถึงปัจจุบัน 60 กว่าปี เรามองเห็นแล้วเราก็นิ่งเฉย ปล่อยให้เป็นแบบนี้ พอถึงจุดหนึ่งจะลุกให้ขึ้นมายกเลิก ก็สารพัดเหตุผลออกมาว่ามันทำไมได้ มันทำแล้วจะเกิดผลเสีย แต่ถามว่าที่มีกฎหมายอยู่นี้มันส่งผลดีอะไร” สุรางค์ ระบุ

ผอ.มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ ทิ้งท้ายว่า แม้จะมีกฎหมายเอาผิดการขายบริการทางเพศ แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีคนที่ทำงานนี้อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ และใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ดังนั้นจึงอยู่ที่ “ความกล้าที่จะยอมรับความจริง” และ “ความกล้าที่จะมองว่าคนทุกคนเท่ากัน” จากที่เรามองตนเองว่าเป็นคนดีแล้วมองคนอีกกลุ่มเป็นคนไม่ดีจึงสมควรแล้วจะให้มีชีวิตอยู่แบบนั้นโดยมีกฎหมายควบคุม มุมมองแบบนี้ของสังคมใจร้ายเกินไปหรือเปล่า?

สำหรับสารคดี “GIANT SWING” จัดทำโดย มูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) มีความยาว 16.30 นาที สามารถรับชมได้ทางช่องยูทูบ “SWING THAILAND” หรือค้นหาคลิปวีดีโอชื่อ “(ENG Sub) สารคดี GIANT SWING”

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดราม่า‘ค่าจ้างขั้นต่ำ600/วัน’ การเมืองหาเสียง-เศรษฐกิจกังวล

Posted on December 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697401

สกู๊ปแนวหน้า : ดราม่า‘ค่าจ้างขั้นต่ำ600/วัน’  การเมืองหาเสียง-เศรษฐกิจกังวล

สกู๊ปแนวหน้า : ดราม่า‘ค่าจ้างขั้นต่ำ600/วัน’ การเมืองหาเสียง-เศรษฐกิจกังวล

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.45 น.

สัปดาห์นี้เชื่อเหลือเกินว่าไม่น่าจะมีเรื่องใดเรียกเสียงฮือฮาไปมากกว่าการประกาศนโยบาย “ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 600 บาท” ในงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2565 ของ “พรรคเพื่อไทย” เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2565 พร้อมกับเปิดตัวอีกหลายนโยบายเพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ และกลายเป็น “ดราม่า” เกิดวิวาทะในสังคมว่าจะทำได้จริงหรือ?

ไล่ตั้งแต่ในขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามอาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่าน่าจะเข้าร่วมกับ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ในช่วงเวลาอีก 2 ปีที่เหลือ ที่ยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกฯได้ตามกรอบรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยในวันเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาท พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคำถามผ่านสื่อที่ทำเนียบรัฐบาล ว่านโยบายดังกล่าวจะทำได้จริงหรือ?

“ก็ต้องไปดูว่าทำได้จริงหรือเปล่าหลายเรื่องก็มีการเปิดเผยมาโดยตลอดซึ่งการจะทำโน่นทำนี่มันไม่ง่ายนักหรอกที่จะทำวันนี้เราก็ทำโครงสร้างต่างๆ มากมายเพื่อไม่ให้มีปัญหาในอนาคต ซึ่งก็ต้องดูว่ามีผลกระทบอะไรบ้างหรือเปล่า การจะเพิ่มค่าแรงก็ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูว่านักลงทุน ผู้ประกอบการรับไหวหรือไม่วันนี้มันก็มีความแตกต่างอยู่แล้ว ในเรื่องของค่าแรง แรงงานที่มีฝีมือค่าแรงก็สูง ซึ่งสูงมากกว่า 600 บาทต่อวันเสียอีก

ขณะนี้เรามีการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อตอบสนองแรงงานยุคใหม่ที่ต้องทำงานกับเครื่องจักร และกิจการที่มีรายได้สูง วันนี้ต้องสนับสนุนไปทำนองนั้นก่อน บางโรงงานราคาโดยเฉลี่ยของแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วมีผู้ที่มีรายได้มากกว่าที่กำหนดไว้มากพอสมควร แต่ทั้งหมดต้องฟังผู้ประกอบการด้วย ประชาชนก็ต้องได้ประโยชน์ เราต้องสนับสนุนให้ได้ค่าแรงตามขีดความสามารถตามความเป็นจริง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2565 ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหาร “พรรคพลังประชารัฐ” พรรคแกนนำฝ่ายรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเป็นอีกคนหนึ่งที่คาดว่าจะเข้าร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เตือนพรรคเพื่อไทยเรื่องหาเสียงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 600 บาทต้องระมัดระวังด้วย

“เพื่อไทยหากจะหาเสียงอะไรก็แล้วแต่ ควรคำนึงถึงหายนะทางเศรษฐกิจด้วย อย่าหาเสียงเพราะนึกสนุกแบบนี้ เพราะสิ่งที่พูดออกมามันเหมือนการโยนระเบิดเวลาให้เจ้าของกิจการ การหาเสียงแบบนี้เป็นการโยนภาระให้ภาคเอกชน แต่ตัวเอง
ได้คะแนนเสียงซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้จะกระทบต่อนักลงทุนต่างประเทศเพราะจะไม่กล้าเข้ามาลงทุน การออกมาพูดแบบนี้ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ หากจะหาเสียงอะไรก็แล้วแต่ ควรคำนึงถึงหายนะทางเศรษฐกิจด้วย” สุชาติ กล่าว

ไม่เว้นแม้แต่ขั้วการเมืองที่เป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยอย่าง “พรรคก้าวไกล” กับกรณีของว่าที่ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 1 ของพรรคอย่าง ทิพา ปวีณาเสถียร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Tipa Paweenasatien – ทิพา ปวีณาเสถียร” ระบุว่า“ค่าแรงในลำปาง ปี 54 จาก 156-กระโดดเป็น 300, 310, 315- SME ตายเป็นเบือ! ถ้าจาก 315-ขยับเป็น 600-ฉันก็คงไม่รอด!!” ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าตัวได้ลบข้อความดังกล่าวออกไป พร้อมกับทางพรรคก้าวไกลได้ออกแถลงการณ์ผ่าน
ทวิตเตอร์ “@MFPThailand” ซึ่งเป็นบัญชีทวิตเตอร์ทางการของพรรค ขอโทษกับกรณีที่เกิดขึ้น

“พรรคก้าวไกลเสียใจอย่างมากที่ว่าที่ผู้สมัครของพรรค ได้ด่วนวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวโดยขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ พรรคขอน้อมรับคำวิจารณ์ทั้งหมด และขออภัยพรรคเพื่อไทย และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศอย่างสูง พรรคก้าวไกลตระหนักดีว่าการขึ้นค่าแรงอย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับค่าครองชีพ จะทำให้พี่น้องชาวไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ซึ่งก็ถือเป็นแนวนโยบายและคุณค่าหลักที่พรรคก้าวไกลยึดถือเช่นกัน”แถลงการณ์ของพรรคก้าวไกล ระบุ

หันไปดูภาคเอกชน ในการประชุม “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)” ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 7 ธ.ค. 2565 แสดงความกังวลเรื่องหาเสียงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 600 บาทเช่นกัน โดย สนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. ให้เหตุผลว่า การพิจารณาปรับค่าแรงต้องมองในทุกมิติ ทั้งในมุมของนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงการคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายค่าจ้างของนายจ้างซึ่งมีผลต่อการจ้างงานโดยรวม

“จากกรณีขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันเมื่อปี 2554 ที่ถึงแม้จะดำเนินการได้สำเร็จ แต่ต้องยอมรับว่าช่วงแรกโดยเฉพาะ SME ปรับตัวค่อนข้างลำบาก ส่วนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่บางรายก็ปรับเป็นการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นแทน ขณะเดียวกัน หากทยอยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวัน จากปัจจุบันที่ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 328-354 บาทต่อวัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นการทยอยขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนภาคธุรกิจปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ทำให้ภาคธุรกิจอาจปรับตัวไม่ทัน” สนั่น กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 7 ธ.ค. 2565 แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ชี้แจงเรื่องนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 600 บาท ว่า เข้าใจดีถึงสาเหตุที่มีข้อถกเถียง เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไม่ดี จึงคิดภาพว่าหากค่าแรงเพิ่มเป็น 600 บาท ต้นทุนผู้ประกอบการต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหากคิดในวันนี้เดือดร้อนแน่ แต่พรรคนั้นพูดถึงเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศที่จะเติบโตพร้อมๆ กันทั้งระบบ ซึ่งทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

“วันนี้ไม่แปลกเลยที่คนจะคิดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น วันนี้ยังคิดไม่ได้ ค่าแรงขึ้นเป็น 600 บาท ยังคิดไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี เมื่อเศรษฐกิจดีทั้งระบบแล้วจะไปโดยธรรมชาติของเศรษฐกิจ การเติบโตเศรษฐกิจเราต้องการเติบโตทั้งระบบทั้งประเทศ คนทุกชนชั้น คนทุกฐานะได้รับประโยชน์ ได้มีโอกาสได้มีศักดิ์ศรี มีเกียรติที่จะสามารถออกมาใช้ชีวิตจับจ่ายใช้สอย ลดหนี้สิน ดูแลครอบครัวได้” แพทองธาร ระบุ

สำหรับประเด็นข้อเถียงเรื่องการปรับค่าจ้างนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะปรับ ระหว่างฝ่ายสนับสนุนที่มองว่าจะทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยบางส่วนมองไปไกลถึงการเปลี่ยนจากค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum Wage) เป็นค่าจ้างที่เหมาะสมกับการดำรงชีพ (Living Wage) เพื่อให้แรงงานทุกคนอยู่ได้สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลผลกระทบด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และเมื่อผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหวก็อาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ค่าจ้างถูกกว่า หรือใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานคน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อาเซียน’ดึงดูดมหาอำนาจ ‘ฉันทามติ’ภายในยังเกิดยาก

Posted on December 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/697262

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อาเซียน’ดึงดูดมหาอำนาจ ‘ฉันทามติ’ภายในยังเกิดยาก

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อาเซียน’ดึงดูดมหาอำนาจ ‘ฉันทามติ’ภายในยังเกิดยาก

วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“55 ปี” เป็นระยะเวลาการดำรงอยู่ของ “อาเซียน (ASEAN)”หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2510 ที่ประเทศไทย จากเริ่มต้นมีสมาชิกร่วมก่อตั้งจำนวน 5 ประเทศ จนล่าสุดในเดือน พ.ย. 2565 เพิ่งต้อนรับ ติมอร์เลสเต เข้าเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 11 ขณะเดียวกัน อาเซียนยังได้รับความสนใจจากชาติมหาอำนาจต่างๆ ทั่วโลก แต่อีกด้านหนึ่ง อาเซียนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถรวมกันเป็นประชาคมได้อย่างเข้มแข็ง หากเทียบกับประชาคมที่คล้ายกันอย่างสหภาพยุโรป (EU)

เมื่อเร็วๆ นี้ มีวงเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ถนนทุกสายมุ่งสู่อาเซียน : สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือแค่ประชุมประจำปี” จัดโดยศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง ศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ และที่ปรึกษาสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าถึงจะบอกว่าอาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องการเมือง

โดยช่วงแรกของการก่อตั้งเป็นความร่วมมือของชาติในกลุ่มโลกเสรีเพื่อรับมือภัยคุกคามจากชาติในกลุ่มโลกคอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกัน ยังมีการเข้ามาของมหาอำนาจทั้ง 2 ค่าย คือสหรัฐอเมริกาในฝ่ายโลกเสรี และสาธารณรัฐประชาชนจีนในฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งจีนนั้นขัดแย้งกับสหภาพโซเวียตแม้จะเป็นมหาอำนาจร่วมค่ายคอมมิวนิสต์เหมือนกัน และไม่พอใจที่สหภาพโซเวียตพยายามขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้ผ่านเวียดนาม ดังนั้น อาเซียนจึงโดดเด่นขึ้นมาในฐานะเวทีประลองกำลังในระดับโลก

กระทั่งในทศวรรษ 1990 (ปี 2533-2542) สงครามเย็นสิ้นสุดลง กระแสโลกเชื่อว่าคงไม่มีสงครามใหญ่ๆ กันอีก จึงมุ่งไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งอาเซียนก็เริ่มปรับตัวเช่นกัน จากการก่อตั้งของกลุ่มชาติโลกเสรี 5 ประเทศ ในเวลาต่อมาอาเซียนเปิดรับความหลากหลายทางการเมือง หรือแม้แต่ความแตกต่างทางเศรษฐกิจ จนล่าสุดที่เพิ่งรับติมอร์เลสเตเข้าเป็นชาติสมาชิก

“ความเป็นศูนย์กลางอาเซียนเป็นปรากฏการณ์เฉพาะมากของประเทศโลกที่ 3 ซึ่งก็ไม่ได้มีเห็นในที่อื่น แม้จะมีการรวมกลุ่มในภูมิภาคต่างๆ ก็ตาม ก็ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นตรงนี้จริงๆ นักวิชาการญี่ปุ่นท่านหนึ่งก็เคยมาแลกเปลี่ยนกับผมด้วยซ้ำว่าบทบาทของอาเซียนก็มีลักษณะพิเศษนะ เมื่อมีการประชุมระดับผู้นำอาเซียนที่เราเรียกว่าประชุมสุดยอดอาเซียน เราสามารถเชิญประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่เจรจาให้ส่งผู้แทนระดับสูงหรือระดับผู้นำรัฐบาลมาพูดคุยกันได้

คือเป็นประเทศกำลังพัฒนาในโลกที่ 3 ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจก็ไม่ได้ใหญ่ แต่สามารถเป็นที่รวมของผู้นำของประเทศมหาอำนาจต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ญี่ปุ่นเองเขาบอกว่าเขายังทำไมได้เลย อยู่ๆ จะจัดประชุมแล้วก็ไปเชิญผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆให้มาประชุมกันอยู่เรื่อยๆ เป็นประจำ แต่อาซียนทำได้ อันนี้เป็นบทบาทซึ่งน่าจะเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากยุคสงครามเย็นอันนี้เป็นบทบาทซึ่งหลายๆ คนมองข้ามไป” ศ.ดร.นภดล กล่าว

หลังปี 2543 เป็นต้นมา จีนเริ่มพัฒนาประเทศจนสามารถแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาได้ แต่ในทางกลับกันอาเซียนกลับมีบทบาทร่วมกันน้อยลง ศ.ดร.นภดล ตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคนี้ชาติมหาอำนาจเลือกเจรจากับชาติในอาเซียนเป็นรายประเทศมากกว่าจะพูดคุยในนามอาเซียน ขณะที่อาเซียนเองก็ไม่สามารถหาฉันทามติได้แม้จะเป็นเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับอาเซียนเอง เช่น ประเด็นทะเลจีนใต้ ประเด็นแม่น้ำโขง ประเด็นการรัฐประหารในเมียนมา เป็นต้น

ขณะที่ ศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ และที่ปรึกษาศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง 3 ชาติอาเซียนที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ในปี 2565 คือไทย (APEC) อินโดนีเซีย (G20) และกัมพูชา (อาเซียน) ทั้ง 3 ประเทศ แม้จะอยู่ในอาเซียนเหมือนกัน แต่บทบาทที่ออกมาคือต่างคนต่างเล่นโดยมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศตนเอง โดยเฉพาะไทยและอินโดนีเซีย ส่วนกัมพูชาเนื่องจากเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนจึงยังอยู่ในกรอบของอาเซียน

ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะย้ำกันเสมอว่า “อาเซียนเป็นศูนย์กลาง(ASEAN Centrality)” แต่หากขาดการประสานความร่วมมือกันการผลักดันวาระร่วมให้โลกเห็นว่าอาเซียนให้ความสำคัญกับเรื่องใดอย่างแข็งชัดจึงยังไม่เห็นภาพชัด เช่น กรณีของประเทศไทยที่ผลักดันเศรษฐกิจ BCG (Bio Economy – เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular Economy – เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green Economy – เศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) คำถามคือแล้วอาเซียนรับ BCG แบบเดียวกันไทยได้หรือไม่? จึงสร้างฉันทามติและพันธมิตรด้าน BCG ในอาเซียนได้ไม่มากพอ

“แน่นอนว่าหลายชาติยังไม่พร้อม ชาติที่อาจจะยังพัฒนาน้อยก็ยังไม่พร้อม แต่ว่ามันมีหลายชาติที่พร้อม ถ้าเรา Coordinate (ประสานความร่วมมือ) และผลักดันไปด้วยกันในนามของอาเซียน อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ไปคุยหรือ Coordinate กับชาติอาเซียนบ้างเลยนะ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีความแข็งขันมากกว่านี้ เพื่อผลักดัน Agenda (วาระ) ของอาเซียนในเรื่องต่างๆไม่เฉพาะ BCG อันนี้เป็นเพียงตัวอย่าง” ศ.ดร.กิตติ กล่าว

ดร.กิตติ กล่าวต่อไปว่า คำว่า อาเซียนเป็นศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) เกิดขึ้นมาได้ประมาณ 16-17 ปีแล้ว เมื่อมีการจัดประชุม East Asia Summit ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากอาเซียน +3 (จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) อาเซียน +6(เพิ่มอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และ +8 (ดึงสหรัฐฯ กับรัสเซียมาด้วย) แต่ด้วยความที่อาเซียนหวั่นเกรงจะถูกกลบบทบาทโดยชาติมหาอำนาจต่างๆ ที่มีศักยภาพสูงกว่าทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ จึงเริ่มย้ำเรื่องอาเซียนเป็นศูนย์กลางตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หรือก็คือคำคำนี้มาจากความรู้สึกไม่มั่นคง(Insecure) ของอาเซียนเอง

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ชี้ว่าชาติสมาชิกอาเซียนไม่ได้พยายามผลักดันบทบาทอาเซียนให้ชัด คือในปี 2561 ที่มีการพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ในขณะนั้น)กับ คิม จอง อึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งพบว่า สิงคโปร์เน้นย้ำว่าผู้นำของทั้ง 2 ชาติ เลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่เจรจา แต่ไม่มีการกล่าวอ้างใดๆ ถึงอาเซียน โดยสิ่งที่อยากเห็นคือเมื่อชาติในอาเซียนจะแสดงบทบาทขอให้เน้นย้ำถึงการเป็นสมาชิกอาเซียน

ด้าน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในเดือน พ.ย. 2565 มีทั้งการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กัมพูชา ประชุม G20 ที่อินโดนีเซีย และประชุม APEC ที่ประเทศไทย หากพิจารณาเฉพาะชาติในอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่แสดงบทบาทได้โดดเด่น เนื่องจาก 1.ร่วมประชุมครบทั้ง 3 งาน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นชาติเดียวในอาเซียนที่เป็นสมาชิก G20 2.วิสัยทัศน์ของผู้นำ นั่นคือ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

“น่าจะเป็นครั้งที่โดดเด่นมากที่อินโดนีเซียประกาศแผนวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Global Maritime Fulcrum หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า ยุทธศาสตร์แกนสมุทรโลก นั่นก็คือเปรียบให้อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางของทั้งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ก็คือเป็นแกนกลางหลักเหมือนกันในสถาปัตยกรรมของอินโด-แปซิฟิก แล้วก็มีการกำหนด Boundaries (ขอบเขต) โดยคร่าวๆ ด้วยว่าอาณาบริเวณที่อินโดนีเซียน่าจะทำ Power Projection (การฉายภาพแห่งอำนาจ) ว่ามันควรจะแผ่ไปถึงไหนบ้าง

ซึ่งมันก็ทับๆ กับ Concept (แนวคิด) เดิมที่เป็น Concept เรื่องเขตแดน-ดินแดนของอินโดนีเซีย ที่เรียกว่านูสันตารา (Nusantara) มันก็เป็นชื่อ Concept ในเชิงดินแดน มหารัฐที่คุมมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ มันก็ทับกัน แล้วอินโดนีเซียก็ใช้ตรงนี้ที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ วิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ทาง Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) ไปผลกักเรื่อง ASEAN Centrality ซึ่งคำนี้ก็มีมานานพอสมควรแล้ว แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของรัฐบาลอินโดนีเซีย ก็ผลักดันให้ชาติสมาชิกอาเซียนจำนวนไม่ใช่น้อยเลยน้อมรับในเรื่องนี้” รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุ

จากบทบาทที่โดดเด่นข้างต้น ทำให้ในการประชุมอาเซียนประจำปี 2566 ซึ่งอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพตามวาระเวียนของการเป็นประธานอาเซียน น่าจะมีแรงกดดันไม่น้อยไปถึงรัฐบาลทหารในเมียนมา ซึ่งในการประชุมอาเซียนครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผู้นำอินโดนีเซียก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าผิดหวังที่รัฐบาลทหารในเมียนมาไม่สามารถดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนได้ อีกทั้งพยายามกีดกันไม่ให้ผู้แทนรัฐบาลทหารเมียนมาร่วมประชุมด้วย

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากข้อมูลที่ทราบ รัฐบาลชุดปัจจุบันของอินโดนีเซียค่อนข้างเห็นใจฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ดังนั้น จึงต้องจับตามองว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างมิน อ่อง หล่าย ก็ประกาศว่า หากในปี 2566 สถานการณ์ทางการเมืองสงบและสามารถเจรจาสันติภาพกับฝ่ายต่อต้านได้ก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งก็อาจจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันจากอินโดนีเซียได้ แต่ก็ต้องดูว่าเลือกตั้งด้วยระบบใดและจะมีกลุ่มใดร่วมเจรจาสันติภาพบ้าง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยึดระเบียบ-ปรับโครงสร้าง’ ทางออกคลายปัญหา‘หนี้ครู’

Posted on December 8, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/696776

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยึดระเบียบ-ปรับโครงสร้าง’ ทางออกคลายปัญหา‘หนี้ครู’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยึดระเบียบ-ปรับโครงสร้าง’ ทางออกคลายปัญหา‘หนี้ครู’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“หนี้ครัวเรือน” หนึ่งในปัญหาใหญ่ของสังคมไทย อาทิ ข้อมูลจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เปิดเผยเมื่อเดือน ส.ค. 2565 ระบุว่า ภายในสิ้นปี 2565 หนี้ครัวเรือนไทยจะอยู่ที่ร้อยละ 89.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 14.97 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 16 ปี หากดูเป็นรายอาชีพ “ครู” ที่ควรจะเป็นแบบอย่างของเด็กและเยาวชนอันเป็นอนาคตของชาติ กลับเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีปัญหาหนี้สินค่อนข้างรุนแรง และเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายยุคสมัย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2565 เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกร้องให้ครูที่กำลังประสบปัญหาหนี้สิน ขอให้กล้าเปิดเผยเอกสารรับเงินเดือน (สลิป) เพื่อให้สังคมเห็นปัญหา ครูถูกหักเงินเดือนไปชำระหนี้ต่างๆ จนเหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี หรือเหลือน้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือนที่ได้รับ โดยหวังส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

โดยทางเครือข่ายฯ ได้ชี้ปัญหาไว้ 4 ประการ ดังนี้ 1.การยอมให้เจ้าหนี้ตัดเงินเดือนของครูไปได้จนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ 2.การอำนวยความสะดวกตัดเงินเดือนให้เจ้าหนี้โดยไม่ได้พิจารณาว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แพงเกินกว่าเป็นสินเชื่อสวัสดิการหรือไม่ 3.แม้เห็นว่าครูนั้นได้กู้ยืมเงินศักยภาพที่จะใช้คืนด้วยเงินเดือนแล้วแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม และ 4.ปล่อยให้เจ้าหนี้กำหนดลำดับการตัดหนี้ตามอำเภอใจ โดยกำหนดให้ตัดเงินต้นท้ายสุด

ทั้งนี้ เคยมีกรณีที่กลุ่มข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 2,919 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากหากดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551” ในข้อ 7 ระบุว่า ข้าราชการที่ประสงค์จะให้ส่วนราชการหักเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญเพื่อชำระหนี้เงินกู้ มีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้สวัสดิการภายในส่วนราชการหรือสหกรณ์ได้ตามความประสงค์

แต่ทั้งนี้ การจะให้ส่วนราชการหักเงิน ณ ที่จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น จะต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังหักจากหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าอัตราดังต่อไปนี้ (1) ร้อยละ 10 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2551 (2) ร้อยละ 15 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2552 (3) ร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2553 (4) ร้อยละ 25 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2554 (5) ร้อยละ 30 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2555 ในกรณีที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งให้ส่วนราชการผู้เบิกงดหักเงินจนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริงยังพบครูถูกหักเงินจนเหลือน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว นำมาสู่การฟ้องคดีในครั้งนั้น กระทั่งใน
วันที่ 26 ก.ย. 2562 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในเรื่องนี้ ระบุว่า ภายหลังจากที่ได้มีการออกระเบียบแล้ว สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เสนอให้ออกระเบียบ ได้มีหนังสือลงวันที่ 31 ม.ค. 2551 แจ้งเวียนระเบียบให้หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทราบ แต่กลับปรากฏว่าศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ยังคงหักเงินเดือนและเงินบำนาญของผู้ฟ้องคดีแต่ละรายไม่เป็นไปตามระเบียบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีแต่ละรายมีเงินเหลือสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วน้อยกว่าอัตราร้อยละ 30 กับทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ยังรับต่อศาลว่า ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของผู้ฟ้องคดีแต่ละราย ได้มีการออกหนังสือรับรองเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญและรายการหักเงิน ณ ที่จ่าย ย้อนหลังให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ละราย

เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นคำขอกู้เงินสหกรณ์และกู้เงินสวัสดิการภายในของส่วนราชการที่มีการทำความตกลงกับสถาบันการเงินหรือบริษัทต่างๆ ได้ โดยที่ผู้บังคับบัญชารวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการผู้เบิก ไม่ได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามระเบียบฯ ข้อ 6 และข้อ 7 แต่อย่างใด จึงพิพากษาให้ รมว.ศธ.ปลัด ศธ. และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำกับดูแลให้หน่วยงานในสังกัด หักเงินเดือนให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว

ดังนั้นเครือข่ายฯ จึงเรียกร้องให้ ศธ. ในฐานะ “นายจ้าง” ของครู เข้ามาเป็นคนกลางเจรจากับเจ้าหนี้ทุกราย โดย ศธ.มีเครื่องมือสำคัญคือระเบียบปี 2551 ดังกล่าว ซึ่งหากบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เจ้าหนี้ก็จะไม่สามารถหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายได้ตามปกติ ก็จะทำให้เจ้าหนี้ต้องยอมเข้าสู่กระบวนการผ่อนปรนและปรับโครงสร้างหนี้ ระเบียบนี้จะนำไปสู่ภาวะที่พึงปรารถนา ที่ลูกหนี้มีเงินเดือนเหลือร้อยละ 30 เพื่อดำรงชีพ ส่วนอีกร้อยละ 70 เพื่อชำระหนี้

ขณะเดียวกัน บทบาทของสถาบันการเงินและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ ซึ่งจะต้องให้กู้ยืมอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม เป็นอีกด้านที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยมีข้อเสนอดังนี้ 1.สถาบันการเงินควรปรับปรุงวิธีการหักเงิน โดยหักจากสัดส่วนร้อยละ 70 เหมือนกับเจ้าหนี้รายอื่นๆ 2.สหกรณ์สามารถเข้ามาช่วยครูตามเจตนารมณ์การดัด ด้วยการปรับปรุงการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่เดิมจ่ายทุกเดือนให้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ครูจะได้รับเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนผู้กู้

3.เจ้าหนี้ทุกรายต้องปรับอัตราดอกเบี้ยที่เก็บจากครูให้อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงผ่อนปรนให้เหมาะสมกับที่เป็นสินเชื่อสวัสดิการที่มีความเสี่ยงต่ำ 4.ยกเลิกการบังคับซื้อประกันสินเชื่อที่เป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในส่วนเงินกู้ที่ยังไม่เกินศักยภาพในการชำระคืนโดยเงินเดือน และ 5.ปรับปรุงการชำระหนี้ให้เป็นธรรม ให้เงินที่จ่ายไปช่วยให้เงินต้นลดลง และไม่ผลักภาระให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นผู้กู้ร่วม โดยกระบวนการทางคดีต้องดำเนินการกับผู้กู้ให้ถึงที่สุดก่อนแล้วจึงเป็นผู้ค้ำ ไม่ใช่ฟ้องทั้งผู้กู้และผู้ค้ำพร้อมกัน

อนึ่ง สุดท้ายแล้วเมื่อระเบียบฯ ถูกบังคับใช้และทำให้ครูรุ่นปัจจุบันที่ประสบปัญหาหนี้สินได้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นธรรม ก็เชื่อได้ว่าในอีกด้าน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติสินเชื่อก็จะต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมให้สมเหตุสมผลกับรายได้ของครูที่จะมายื่นขอ ไม่ปล่อยให้ “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์ของชาติ” ในอนาคตก่อหนี้เกินศักยภาพในการใช้คืน และกลายเป็นปัญหาซ้ำรอยรุ่นก่อนหน้า!!!

หมายเหตุ : สามารถอ่านรายละเอียดคำพิพากษาของศาลปกครองได้ที่ Link https://admincourt.go.th/admincourt/editorupload/files/111(1).pdf หรือค้นหาบนอินเตอร์เนตในหัวข้อ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับพวก ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ยืด‘เปิดสถานบันเทิง’ถึงตี4 ทางเลือก‘เศรษฐกิจvsสังคม’

Posted on December 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/696044

สกู๊ปแนวหน้า : ยืด‘เปิดสถานบันเทิง’ถึงตี4  ทางเลือก‘เศรษฐกิจvsสังคม’

สกู๊ปแนวหน้า : ยืด‘เปิดสถานบันเทิง’ถึงตี4 ทางเลือก‘เศรษฐกิจvsสังคม’

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.35 น.

เมื่อเอ่ยถึง “ภาคการท่องเที่ยว” ชื่อเสียงของ “ประเทศไทย” นั้นอยู่ใน “จุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลก” ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากกว่าอีกหลายชาติในกลุ่มประเทศระดับเดียวกัน ความเป็นมิตรของผู้คนค่าครองชีพที่ไม่สูงนัก สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย แม้กระทั่ง “การฉลองสังสรรค์ยามค่ำคืน (Nightlife)”ก็เป็นอีกด้านที่ไทยได้รับเสียงกล่าวขานถึงความสนุกสุดเหวี่ยงในสายตาชาวโลก

ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนที่ทั้งโลกจะเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และเป็นปีที่ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40 ล้านคน สำนักข่าวชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง “CNN” เสนอรายงานพิเศษ “Best party cities around the world” จัดให้ “กรุงเทพฯ (Bangkok)” เมืองหลวงของไทย เป็น 1 ใน 11 เมืองที่โดดเด่นด้านการสังสรรค์ยามค่ำคืน

นอกจากนั้น หากค้นหาในอินเตอร์เนตว่า “Top 10 Nightlife Countries in the World” หรือ “Top 10 Party Countries in the World”จะพบ เว็บไซต์ต่างประเทศอีกหลายแห่งที่กล่าวถึงประเทศไทยในด้านนี้ อาทิ บทความ “10 Countries With Best Nightlife” โดย SB NRI บริษัทไอทีชื่อดังในอินเดีย กล่าวถึงกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในเมืองที่เหมาะกับการสังสรรค์ยามค่ำคืน หรือบทความ “Top 10 party cities in the world” โดย Tropical Sky บริษัททัวร์สัญชาติอังกฤษ ซึ่งนอกจากกรุงเทพฯ แล้วยังมี เกาะพะงัน (Koh Phangan) จ.สุราษฎร์ธานี ติดมาอีกแห่ง

นั่นจึงเป็นที่มาของข้อเสนอ “ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4” หรือเวลา 04.00 น. ซึ่งจากเดิม สถานบันเทิงที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปร้านอาหาร ผับ บาร์ คาราโอเกะ ไนท์คลับฯลฯ โดยทั่วไปตามกฎหมายให้เปิดได้ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. แต่หากอยู่ในพื้นที่พิเศษ (Zoning) จะเปิดได้ตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. ซึ่งเรื่องนี้ในปี 2562 เคยถูกชงโดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ทำการศึกษาในหลายพื้นที่ เช่น จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.เชียงใหม่ เมืองพัทยา (จ.ชลบุรี) เป็นต้น

ซึ่งเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าว “วิวาทะ” ก็เกิดขึ้นระหว่าง “ฝ่ายสนับสนุน” ที่มองเห็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจากเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นในภาคการท่องเที่ยว กับ “ฝ่ายคัดค้าน” ที่มองเห็นผลกระทบทางสังคม โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งการทะเลาะวิวาทเนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ขาดสติ ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะค่อยๆ เงียบหายไป ตามด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยซบเซา

กระทั่งเมื่อเดือน พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา แนวคิดการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งเริ่มจากในวันที่ 9 พ.ย. 2565 เครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ร้านค้า ร้านอาหาร สถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ รวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ อาทิ หาดป่าตอง (จ.ภูเก็ต) เขาหลัก (จ.พังงา) หาดเฉวง-เกาะสมุย (จ.สุราษฎร์ธานี) ถนนข้าวสาร ซอยคาวบอย ย่านพัฒน์พงศ์(กรุงเทพฯ) ฯลฯ

เขมิกา รัตนกุล นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) หนึ่งในผู้ร่วมยื่นข้อเรียกร้อง กล่าวว่า ผู้ประกอบการยินดีปฏิบัติตามหากมีการประกาศมาตรการออกมาชัดเจน รวมถึงต้องมีการควบคุมด้านความปลอดภัย จำนวนผู้ใช้บริการ การจำกัดอายุผู้ใช้ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป อีกทั้งต้องส่งเสริมให้มีจุดเชื่อมต่อกับขนส่งสาธารณะ เน้นการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ทั้งเพื่อส่งเสริมรายได้ และป้องกันอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ

“อยากให้ทุกฝ่ายมองภาพอย่างเป็นจริงและเป็นธรรม ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านสาธารณสุขกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราลำบากกันมาหลายปีแล้ว นาทีนี้ต้องร่วมด้วยช่วยกันผลักดันมาตรการให้มีการปลดล็อก อนุญาตให้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ นอกพื้นที่โซนนิ่งสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงตีสอง จากที่ปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึงแค่เที่ยงคืน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในปัจจุบัน ส่วนในพื้นที่พิเศษก็ขอให้ได้ขายถึงตีสี่” เขมิกา กล่าว

อีก 2 วันต่อมา ในวันที่ 11 พ.ย. 2565 เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับ เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับกรุงเทพมหานคร เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุราและภาคีเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่งชุดดำรวมตัวที่ทำเนียบรัฐบาล แสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดดังกล่าว โดย เครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรใช้การกินดื่มหรืออบายมุขมาเป็นจุดขาย

“เราควรดึงนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าเอาใจนักท่องเที่ยวสายกินดื่ม ซึ่งมีไม่น้อยที่จะตามมาด้วยเซ็กซ์และยาเสพติด ปัญหาความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเช่นกรณีที่มีข่าวนักท่องเที่ยวต้องมาตายเพราะโดนคนเมาแล้วขับชนถูกข่มขืน ทำร้ายร่างกาย จี้ปล้น คือสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ควรมุ่งสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวมากกว่าเพิ่มความเสี่ยงให้เขา รวมถึงคนไทยที่จะได้รับผลกระทบด้วย” เครือมาศ กล่าว

ในวันที่ 29 พ.ย. 2565 มีความเคลื่อนไหวจากตัวแทนเครือข่ายคนทำงานด้านเฝ้าระวังอุบัติเหตุบนท้องถนน และเฝ้าระวังผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ ธีระ วัชรปราณีผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และ พรหมมินทร์กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.)คัดค้านแนวคิดเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 แสดงความเป็นห่วงทั้งการเพิ่มขึ้นของความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น

จากนั้นในวันที่ 30 พ.ย. 2565 ตัวแทนฝ่ายธุรกิจกลางคืนและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ วีกฤษ อุ่นอนุโลม รองนายกสมาคมธุรกิจการค้าร้านอาหารกลางคืน และ ธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ชี้แจงโดยย้ำว่า พื้นที่ที่ผู้ประกอบการขอให้เปิดสถานบันเทิงถึงเวลา 04.00 น. นั้นหมายถึงเฉพาะพื้นที่ย่านท่องเที่ยว ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่พักอาศัยในบริเวณนั้น หรือหากเดินทางจะนิยมใช้บริการแท็กซี่ไม่ได้ขับขี่ยานพาหนะเอง โดยไม่ได้เสนอให้ปิดตี 4 ทั่วประเทศ หรือแม้แต่ทั่วทั้งจังหวัดแต่อย่างใด

ทั้งนี้ มีกระแสข่าวว่า จะมีการนำข้อเสนอ “เปิดสถานบันเทิงถึงตี 4” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2565 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีเรื่องนี้เข้า ครม. แต่อย่างใด..จึงต้องติดตามดูกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กทม.’หลากปัญหารุมเร้า ‘ย้ายเมืองหลวงใหม่’ดีไหม?

Posted on December 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695855

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กทม.’หลากปัญหารุมเร้า  ‘ย้ายเมืองหลวงใหม่’ดีไหม?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กทม.’หลากปัญหารุมเร้า ‘ย้ายเมืองหลวงใหม่’ดีไหม?

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากปาฐกถา หัวข้อ “กรุงเทพฯ เมืองหลวง ปรับเปลี่ยนหรือโยกย้าย” โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในงานเสวนา “ย้ายเมืองหรือ อยู่ต่อ หากกรุงเทพฯ ต้องจมน้ำ” จัดโดย นิตยสารสารคดี ร่วมกับ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 19 พ.ย. 2565 ณ ห้องประชุมริมน้ำ ชั้น 1คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ : Keyword (คำสำคัญ) คือ “ปรับเปลี่ยนหรือโยกย้าย” โดยเรื่องน้ำท่วมก็เป็นโจทย์เรื่องหนึ่งในหลายเรื่องเช่น แผ่นดินทรุด การจราจรติดขัด มลพิษ ที่อยู่อาศัยราคาแพงผังเมืองมีปัญหา “แต่การย้ายเมืองในปัจจุบันไม่เหมือนกับในอดีต” สมัยก่อนที่มีการย้ายเมืองหลวงจากสุโขทัยมาอยุธยา หรือจากอยุธยามากรุงเทพฯ เป็นการย้ายโดยภาคราชการเพราะในอดีตผู้ควบคุมเศรษฐกิจและผู้จ้างงานส่วนใหญ่คือรัฐ ส่วนปัจจุบันนั้นคือภาคเอกชน

“แต่ก่อนเศรษฐกิจ Control (ควบคุม) โดยภาครัฐ ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว ปัจจุบันเป็น Market Control (ควบคุมโดยตลาด) จริงๆ แล้วคนที่ตัดสินใจอาจจะไม่ใช่รัฐบาลด้วยซ้ำถ้าจะย้ายเอกชนเขาก็ย้ายแล้วนะ หลายคนเขาก็ย้ายเพราะมีเรื่อง Risk (ความเสี่ยง) เข้ามา เขาก็ย้ายออกจากกรุงเทพฯ ไปเหมือนกับที่ย้ายจากอยุธยาไปอยู่นิคมฯ แถวชลบุรี เขาก็ย้ายเพราะเป็น Business Position (ตำแหน่งแห่งหนทางธุรกิจ) หรือเป็นการลงทุน”

กรุงเทพฯ เป็นเมืองแอ่งกระทะ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 1-1.5 เมตร “หากอยากดูความน่ากลัวของกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วม ให้ไปดูที่ประตูระบายน้ำพระโขนง”ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างคลองแสนแสบ คลองพระโขนง และคลองประเวศบุรีรมย์ “หากประตูน้ำพระโขนงแตกหมายถึงน้ำจะท่วมทั้งกรุงเทพฯ” เพราะไม่ว่าน้ำใน กทม. จะไหลผ่านท่อหรือคลองสายย่อยต่างๆ สุดท้ายก็ต้องระบายออกแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด ซึ่งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาค่อนข้างสูง จึงมีคันกั้นน้ำสูงเฉลี่ย 2-.2.5 เมตร อยู่ตลอดแนว แต่หากคันกั้นน้ำแตกน้ำก็เข้าเมืองแน่นอน

ขณะเดียวกันก็จะมีประตูระบายน้ำตามคลอง ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาน้ำในคลองของ กทม. เน่าเสีย เพราะไม่สามารถเปิดประตูน้ำได้เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่า กลายเป็นน้ำขังซึ่งต้องรอให้น้ำลงจึงจะระบายน้ำจากคลองออกไปได้ “กรุงเทพฯ ยังอยู่ในพื้นที่ชั้นหินใหม่” โดยวิศวกรจะเข้าใจว่าพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นดินเหนียวซึ่งไม่ดีเท่าไร เพราะเมื่อจะลงเสาเข็มในการก่อสร้างอาคารอาจต้องปักลึกลงไปถึง 60 เมตร เมื่อเทียบกับย่านแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ไม่จำเป็นต้องลึกขนาดนั้น อาคารสูงในกรุงเทพฯ จึงมีต้นทุนการก่อสร้างค่อนข้างแพง

“ของเราคล้ายๆ เม็กซิโกซิตี้ (เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก) ซึ่งน่ากลัวเหมือนกัน เม็กซิโกซิตี้ในเวลาแผ่นดินไหวปุ๊บดินเหนียวมันจะสั่นเหมือนเยลลี่ มันทำให้เกิดการไหวแรงกว่าปกติได้ แต่เราก็ยังดีที่อยู่ห่างจากตัว Fault (รอยเลื่อน) พอสมควร ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ถามว่าแล้วเรื่องการทรุดตัว? เพราะการทรุดตัวน้อยลงนะ ปัจจุบันอยู่ที่ 1 เซนติเมตรต่อปี เพราะเราหยุดดูดน้ำใต้ดินแล้ว พอหยุดดูดน้ำใต้ดินมันก็อยู่ใน Balance (สมดุล) ระดับหนึ่ง

แต่ที่เรากังวลก็คือ Sea Water Rising ก็คือน้ำในทะเลสูงขึ้น อาจจะเป็นเรื่อง Global Warming (โลกร้อน) หรืออะไรก็ตาม แต่เชื่อว่าเรื่องกรุงเทพฯ ทรุดอาจจะชะลอลง คือแต่ก่อนเราให้ดูดน้ำบาดาล พวกอาบอบนวดเขาไม่ใช้น้ำประปาหรอก ดูดน้ำบาดาลถูกกว่า ดูดจนดินมันเหมือนกับ Subside (ทรุด) ลง คือไม่มีน้ำช่วยดันไว้ พอเราดูดน้ำออกดินมันก็ทรุดเร็ว แต่ช่วงนี้เรื่องทรุดตัวผมว่าน่าจะ Stable (เสถียร) แล้ว”

ฉะนั้นเรื่องดินทรุดตัวอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่น่ากังวลคือระดับน้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีสตรอมเซิร์จ (Storm Surge) หมายถึงเมื่อเกิดพายุในอ่าวไทยจะดันให้ระดับน้ำสูงขึ้นด้วย เหมือนกับที่เกิดในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ แต่จริงๆ แล้ว “ถ้าจะย้ายเมืองหลวง..รถติดอาจเป็นสาเหตุที่สำคัญกว่าน้ำท่วม” เพราะเป็นปัญหาที่คน กทม. ต้องพบเจอทุกวันซึ่งผังเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ กรุงเทพฯ มีเส้นเลือดใหญ่ (โครงข่ายรถไฟฟ้า) ที่ดี แต่ระบบเชื่อมต่อยังมีปัญหา

ยังมีปัจจัยอื่นๆ อาทิ ระบบสาธารณสุขที่คนจนยังลำบาก ศูนย์เด็กเล็กที่มีงบประมาณอาหารกลางวันน้อยและครูไม่เพียงพอ ทั้งที่ กทม. เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ครูขาดแรงจูงใจที่จะทำงานระยะยาวเพราะไม่มีการปรับเงินเดือนตามประสบการณ์ พื้นที่สีเขียวยังมีไม่เพียงพอ ซึ่งในขณะที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า เมืองที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 9 ตร.ม./คน แต่กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวอยู่ 6.9 ตร.ม./คน และจริงๆ แล้วมีอยู่เพียง 0.92 ตร.ม./คน เพราะตัวเลข 6.9 ตร.ม./คน นั้น นับรวมพื้นที่ทางการเกษตร (เช่น ในเขตหนองจอก-เขตมีนบุรี) เข้ามาด้วย

ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.น้ำเหนือ หมายถึงน้ำจากภาคเหนือไหลลงมา เมื่อใดที่ระดับน้ำเกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที ความกังวลก็เกิดขึ้น 2.น้ำหนุน หมายถึง ช่วงน้ำขึ้นระดับน้ำทะเลจะสูงและอาจไหลย้อนเข้ามาในกรุงเทพฯ ได้หากสูงกว่าแนวคันกั้นน้ำ 3.น้ำฝน หมายถึงปริมาณฝนที่ตกใน กทม. และ 4.น้ำทุ่ง หมายถึงน้ำที่ไหลมาตามทุ่ง (เช่น ทุ่งรังสิต) ที่น้ำไหลออกจากแม่น้ำไปเข้าพื้นที่แก้มลิงแล้วไหลอ้อมเข้ามาใน กทม. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เนื่องจากประตูระบายน้ำแตกทำให้น้ำเข้ามาในจุดที่คาดไม่ถึง

“บางทีเราเหมือนหวังว่าย้ายเมืองแล้วจะดีขึ้น แต่ปัญหาอาจไม่ใช่ Geography (ภูมิศาสตร์) หรอก ปัญหาอาจเป็นเรื่อง Behavior (พฤติกรรม) ด้วยเหมือนกัน คือถ้าย้ายไปแล้วยังทิ้งขยะ ทิ้งฟูกทิ้งโซฟาทิ้งโอ่ง ตู้เย็นก็เยอะ ก็จะลำบากเหมือนกัน เมืองใหม่ออกแบบอย่างไรก็คงมีปัญหา มันก็อาจต้องเริ่มจากพฤติกรรมเรื่องขยะ เรื่องการทิ้งของลงท่อระบายน้ำ การรุกล้ำคูคลอง มันก็เป็นเรื่องที่ปัญหามันต่อเนื่องกัน”

โลกร้อนเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตามอง เห็นได้จากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วง 6 ปีล่าสุด แบ่งเป็นวันที่ปริมาณฝนเกิน 100 มม. มีทั้งสิ้น 16 วัน พบอยู่ในปี 2565 ถึง 8 วัน
และวันที่ปริมาณฝนเกิน 120 มม. มีทั้งสิ้น 9 วัน ทั้ง 9 วันนี้อยู่ในช่วง 3 ปีล่าสุด และมีถึง 6 วันอยู่ในปี 2565 ซึ่งปริมาณฝนระดับนี้ในอดีตจะไม่ค่อยได้พบเห็น และเป็นปริมาณที่เกินความสามารถในการระบายน้ำของระบบท่อใน กทม.

อีกปัญหาที่ต้องให้ความสนใจคือ “การกระจุกตัวของเมืองทำให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นจนคนหาที่อยู่อาศัยไม่ได้ แต่แหล่งงานยังคงอยู่ในพื้นที่เดิม ทำให้คนเดินทางไกลขึ้นและการจราจรติดขัดมากขึ้น” โดยพื้นที่ของ กทม. ที่ยังมีบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท มักจะเป็นพื้นที่ชั้นนอก เช่น กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก-ฝั่งใต้ ในเขตหนองแขม บางแค บางบอน บางขุนเทียนและทุ่งครุ, กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ในเขตลาดพร้าว บางกะปิ สะพานสูง ประเวศ คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบังและหนองจอก, กรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ ในเขตบางเขน หลักสี่ ดอนเมืองและสายไหม

ขณะเดียวกัน “ผังเมืองของกรุงเทพฯ กับจังหวัดปริมณฑลก็อาจไม่สอดคล้องกันจนเกิดปัญหา” เช่น กรณีโรงงานหมิงตี้ เคมีคอล ระเบิดและมีสารเคมีรั่วไหล พื้นที่ตั้งโรงงานอยู่ใน จ.สมุทรปราการ และเป็นจุดที่ผังเมืองระบุว่าเป็นเขตพาณิชยกรรมแบบหนาแน่น (สีแดง) ในขณะที่ผังเมือง กทม. ในเขตที่ติดกัน ระบุว่าเป็นเขตที่มีประชากรอยู่อาศัยเบาบาง (สีเหลือง) เรื่องนี้คนที่จะซื้อบ้านอาจไม่รู้หากดูแต่ผังเมืองของ กทม.

เมื่อดูตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น บราซิล ที่ย้ายเมืองหลวงคือกรุงบราซิเลีย มาแล้วหลายสิบปี แต่ก็ยังเป็นเมืองที่ไร้ชีวิตชีวาเพราะพื้นที่เศรษฐกิจหลักอยู่ยังที่เมืองหลวงเดิมคือ ริโอ เดอ จาเนโร,อินโดนีเซีย ย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปหาพื้นที่ใหม่ด้วยเหตุผลคล้ายๆ ไทย เช่น ความแออัด ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ กระจายความมั่งคั่ง แต่ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่าย้ายแล้วจะยังเกิดปัญหาอีกหรือไม่หากไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ของคนด้วย อีกทั้งพื้นที่เศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในจุดเดิม

ดังนั้นสิ่งที่อาจต้องคิดกันคือ “การกระจายเมืองเหมาะสมกว่าย้ายเมืองหรือไม่?” เช่น ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น หรือกรุงปารีสของฝรั่งเศส มีการกระจายเมืองออกไปในหลายย่าน เพื่อให้แหล่งงานอยู่ใกล้บ้าน นำไปสู่การที่คนสามารถเดินเท้าหรือขี่จักรยานได้มากขึ้น ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลงเพราะไม่ต้องเดินทางไกล รวมถึง “การต้องคิดถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง” เพราะคนเหล่านี้คือผู้ขับเคลื่อนเมือง (เช่น แม่บ้านที่ทำงานตามออฟฟิศต่างๆ) แต่ต้องอยู่อาศัยแบบผิดกฎหมายเพราะบุกรุกที่ดินของผู้อื่นหรือของรัฐ เพื่อให้ใกล้แหล่งงาน

ส่วนการป้องกันน้ำทะเลหนุน ไทยสามารถทำแนวเขื่อนกั้นที่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ เช่นเดียวกับบริเวณปากแม่น้ำเทมส์ในอังกฤษ โดยใช้แนวถนนสุขุมวิทสายเก่าเลียบอ่าวไทยและไม่จำเป็นต้องเวนคืนที่ดิน ซึ่งแม้ด้านหนึ่งจะส่งผลกระทบกับท่าเรือคลองเตย แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นโอกาสในการเร่งรัดแนวคิดการย้ายท่าเรือขนาดใหญ่ออกไปอยู่ที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งก็จะทำให้ กทม. ได้พื้นที่คืนมา2 พันไร่ อนึ่ง “มีแนวโน้มที่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไป”เพราะสามารถ “ทำงานออนไลน์” จากที่ไหนก็ได้ในประเทศหรือในโลก

ดังนั้นย้ายบริการภาครัฐทั้งหมดไปออนไลน์จะดีกว่าหรือเปล่า? (เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใส)!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,591 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด
เป๊ก เศรณี ตอบชัดความสัมพันธ์กับ แอนโทเนีย หลังลือหนักซุ่มคบกัน
ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’
พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร
ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d