Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695426

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ)  ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

(ต่อจากฉบับวันที่ 27 พ.ย. 2565) ยังคงอยู่กับงานเปิดตัวหนังสือ “ความขัดแย้งการเจรจาและการแบ่งสรรปันอำนาจ: กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และบทเรียนของบางประเทศ” ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้ว รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ณ ถลาง อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงข้อกังวลจากภาครัฐของไทยว่าเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ อาจนำไปสู่การเข้ามาแทรกแซงของต่างชาติว่าเป็นไปได้มาก-น้อยเพียงใด

ส่วนในฉบับนี้ รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ประการแรกเข้าใจความกังวลในฝ่ายภาครัฐของไทยเรื่องการถูกแทรกแซง เพราะรัฐชาติสมัยใหม่ไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนดำรงอยู่บนการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ซึ่งรัฐชาติอื่นหรือองค์กรภายนอกประเทศจะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากรัฐชาติที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในดินแดนนั้น ดังนั้น จึงเป็นความรู้สึกลำบากใจหรือไม่สบายใจหากจะให้มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ยหรือสร้างบรรยากาศลดความรุนแรง

ประการต่อมา หนังสือเล่มนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์ในอาเจะห์ของอินโดนีเซีย มินดาเนา ของฟิลิปปินส์ และชายแดนใต้ของไทย ในประเด็นใครควรจะเป็นเจ้าของเรื่องหรือแกนเรื่อง (Ownership) ระหว่างฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ หรือฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามา ซึ่งการชี้ว่าฝ่ายที่เหนือกว่าย่อมมีอำนาจควบคุมการเข้ามาของฝ่ายที่ 3 ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตัวอย่างจากอาเจะห์และมินดาเนา

ประการที่ 3 การถอดบทเรียนจากอาเจะห์และมินดาเนามาใช้กับชายแดนใต้ของไทย เจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) ในการแก้ไขปัญหา ต้องมีความจริงจังและจริงใจก่อนว่าจะไปกันให้ถึงระดับใด ซึ่งการหยุดชะงักก็มาจากความไม่ชัดเจนในเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา รวมถึงปัจจัยด้านเสถียรภาพของรัฐบาลกลางเองด้วย โดยการเมืองระดับประเทศมีผลต่อโต๊ะเจรจาหรือการคลี่คลายปัญหาไม่มากก็น้อย

รศ.ดร.สามารถกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามากรณีชายแดนใต้ก็มีอยู่ เพียงแต่ไม่ชัดเจนเหมือนกรณีมินดาเนาหรืออาเจะห์ และไม่ได้เข้ามาแทรกแซงจนเกิดความกังวลในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการเข้ามาติดตามประเมินสถานการณ์ หรือมาสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัย หรือการพัฒนาในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างมัสยิด การให้ทุนนักศึกษามุสลิมในพื้นที่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวถือว่ามาแบบนี้เป็นการมาดีและควรให้การรับรอง

ส่วนข้อสรุปจากหนังสือเล่มนี้ เห็นว่า ความสำเร็จของมินดาเนาและอาเจะห์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำเองโดยลำพังภายในรัฐนั้น แต่มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น อนึ่ง ไม่ว่าจะใช้คำอย่างไร เช่น จะเรียกผู้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าผู้เห็นต่าง ผู้ก่อความไม่สงบ ผู้ก่อความรุนแรง โจรใต้ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือความจริง ส่วนการเจรจาที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนั้นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเห็นต่างจากรัฐ

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า เคยมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) อันเป็นองค์กรระหว่างประเทศของบรรดาชาติในโลกมุสลิม ถึง 6 ครั้ง ซึ่งกรณีชายแดนใต้ของไทยบางครั้งฝ่ายภาครัฐเองก็เป็นคนเชิญองค์กรภายนอกเข้ามาเสียด้วยซ้ำไป เช่น หลังเกิดเหตุการณ์ตากใบรัฐไทยได้เชิญ OIC มาติดตามสถานการณ์และขอข้อเสนอแนะ

โดยในเวลานั้น ทาง OIC ได้ให้ความเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่ชาวมุสลิมสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นอย่างดี และเสนอแนะว่าควรสนับสนุนให้ชาวมุสลิมมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาประเทศ ในด้านการศึกษา ลดจำนวนด่านตรวจบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ จ.ปัตตานี กับ จ.สงขลา ซึ่งเหตุที่ไทยเชิญ OIC เข้ามา เนื่องจากไทยก็ต้องการมีความสัมพันธ์กับชาติในโลกมุสลิมทั้ง 57 ประเทศ

ขณะที่เมื่อมองกลับมาดูเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย เป็นเรื่องน่าสนใจที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยตลอดมา เห็นได้จากไม่มีความขัดแย้งรุนแรงตามแนวชายแดนในระดับที่ถึงขั้นใช้กำลังทางทหาร เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในชายแดนด้านอื่นๆ แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนิยมไปอยู่อาศัยในมาเลเซีย รวมถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ (เช่น ตากใบ-กรือเซะ) ชาวมาเลเซียจะเดินขบวนประท้วงก็ตาม

ในช่วงท้าย รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ได้กล่าวเสริมว่า “การเมืองระดับชาติมีผลต่อการเจรจาในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งไม่เฉพาะแต่การเมืองไทยเท่านั้นแต่รวมถึงการเมืองมาเลเซียด้วย” อย่างล่าสุดที่มาเลเซียเพิ่งมีการเลือกตั้งการเจรจาก็จะถูกหยุดไว้ก่อน เช่นเดียวกับเร็วๆ นี้ที่ไทยจะมีการเลือกตั้งการเจรจาก็คงหยุดไว้เช่นกัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและเป็นคำถามว่า “เหตุใดชายแดนใต้ถึงเป็นเพียงเรื่องรองทั้งที่เป็นปัญหาอยู่มานาน” และเรื่องนี้ควรเป็นปัญหาระดับชาติ

เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย นับตั้งแต่ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองแบบประชาธิปไตยในปี 2541 มีการตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อาเจะห์โดยเฉพาะ และมีความต่อเนื่องไม่หยุดชะงักแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่ชุดก็ตาม ส่วนประเด็นการกระจายอำนาจที่อาเจะห์ของอินโดนีเซียและมินดาเนาของฟิลิปปินส์ เป็นประเด็นที่ตั้งไว้แต่ต้นแล้วค่อยมาเจรจาลงลึกในรายละเอียด

แต่สำหรับประเทศไทย ในขณะที่ภาครัฐยังไม่สบายใจ ในมุมอื่นๆ ยังมีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง เช่น นโยบายพหุวัฒนธรรม การใช้ 2 ภาษา (Bilingual) ในพื้นที่ อาทิ สหราชอาณาจักร ในพื้นที่ของเวลส์จะมีป้ายข้อความที่ใช้ 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาเวลส์ หรือในไทยเองหากไปที่ จ.เชียงใหม่ ก็จะพบป้ายที่ใช้ข้อความ 3 ภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาคำเมือง (ภาษาท้องถิ่นในภาคเหนือ) และภาษาอังกฤษ

ส่วนที่มาของชื่อหนังสือ เดิมทีเรื่องนี้เป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และใช้ชื่อเรื่องอีกชื่อหนึ่งที่ไม่แรง (Aggressive) มากนัก อีกทั้งได้รับการกำชับเรื่องการใช้ถ้อยคำ จึงใช้คำว่าผู้เห็นต่างจากรัฐในการเรียกผู้ก่อเหตุ แต่เป้าหมายหลักของงานวิจัยนี้คือต้องการสื่อสารกับภาครัฐว่าสามารถเดินหน้ากระบวนการเจรจาได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ จึงใช้คำที่ฟังแล้วสบายใจขึ้น กระทั่งมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ จึงใช้คำว่าความขัดแย้ง เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ก็เป็นเช่นนั้นจริง!!!

หมายเหตุ : หนังสือ “ความขัดแย้ง การเจรจา และการแบ่งสรรปันอำนาจ : กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยและบทเรียนของบางประเทศ” ผู้ร่วมเขียนอีกท่านหนึ่งคือ ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ อดีตอาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(1) ข้อกังวล‘คนกลาง’แทรกแซง

Posted on November 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/694599

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(1)  ข้อกังวล‘คนกลาง’แทรกแซง

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(1) ข้อกังวล‘คนกลาง’แทรกแซง

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 07.00 น.

ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวหนังสือ “ความขัดแย้งการเจรจาและการแบ่งสรรปันอำนาจ : กรณีศึกษาจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ของประเทศไทยและบทเรียนของบางประเทศ” เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในผู้เขียนคือ รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ณ ถลาง อาจารย์สาขาการ
ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีมานานนับสิบปี ซึ่งหนึ่งในข้อกังวลของหลายฝ่ายคือ “กฎหมายระหว่างประเทศ” ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในประเทศ

โดยที่ผ่านมา จะเห็นความพยายามจากภาครัฐของไทยที่ต้องการให้มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นปัญหาหรือสถานการณ์ไม่ใช่ความขัดแย้ง และใช้คำเรียกผู้ก่อเหตุว่าเป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ แทนที่จะเรียกชื่อขบวนการหรือองค์กรของผู้ก่อเหตุ (เช่น BRN) โดยตรง ด้วยความกังวล 1.ปัญหาจะถูกยกขึ้นสู่ระดับสากลหรือไม่ เช่น เข้าเงื่อนไข “ความขัดแย้งทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ” ตามคำนิยามของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

2.ถ้ามีฝ่ายที่ 3 เข้ามาแล้วจะเกิดการแทรกแซงอธิปไตยของไทยหรือไม่ซึ่งฝ่ายที่ 3 นี้อาจเป็นรัฐหรือไม่ใช่รัฐก็ได้ 3.โครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศบังคับให้รัฐต้องกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่ ซึ่งคิดต่อไปได้อีกว่าจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือเปล่า โดยสำหรับ “คำถามแรก (เรื่องเงื่อนไขนิยามความขัดแย้งทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ)” มีข้อถกเถียงระหว่าง “/ฝ่ายภาครัฐ” เช่น กระทรวงการต่างประเทศ มองว่า “ไม่เข้าข่าย” เพราะเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นไม่มีองค์กรใดออกมาอ้างว่าเป็นฝีมือของตน

กลุ่มผู้ก่อเหตุก็ไม่มีการจัดโครงสร้างองค์กรและสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน อีกทั้งแม้มีการก่อเหตุแต่ก็ไม่ปรากฏความสามารถในการควบคุมพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ในประเทศเมียนมา ที่กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีพื้นที่ควบคุมของตนเองชัดเจน แต่อีกมุมหนึ่ง “ฝ่ายองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) และนักกฎหมายระหว่างประเทศ” มองว่า “เข้าข่าย” โดยให้เหตุผล

อาทิ เป็นสถานการณ์ตึงเครียดเกินกว่าความขัดแย้งภายในประเทศและมีการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจริงๆ แล้วมีการจัดโครงสร้างเป็นองค์กรเพียงแต่ในองค์กรมีรูปแบบกระจายอำนาจสูง และมีการทำงานประสานกันโดยสังเกตได้จากการก่อเหตุที่หลายครั้งเกิดพร้อมกันหลายจุด อีกทั้งมีขีดความสามารถในการขนส่งและลำเลียงอาวุธ

อย่างไรก็ตาม “ในทางปฏิบัติพบว่า ภายนอกไม่ได้สนใจเหตุการณ์ในไทยเพราะเข้าข่ายนิยามตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แต่สนใจว่าเหตุที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพียงใดต่างหาก” เช่น เหตุการณ์ตากใบ-กรือเซะ ได้รับความสนใจจากต่างประเทศทั้งที่รัฐบาลยุคนั้นเรียกกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าโจร อันหมายถึงมีนัยลดระดับให้เป็นเพียงการก่ออาชญากรรมเท่านั้น นอกจากนี้ “การแทรกแซงจากต่างประเทศเอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ง่ายๆ” จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ 1.กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศยังคงยึดหลักอำนาจอธิปไตยของรัฐเป็นหลัก

2.การแทรกแซงไม่ใช่ทำได้ในทุกกรณี โดยระบุไว้เพียง4 กรณีเท่านั้น คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) อาชญากรรมสงคราม (War Crimes) การกำจัดชาติพันธุ์ (Ethnic Cleansing)และอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity)เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองประชาชนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่เข้าข่ายทั้ง 4 กรณีข้างต้น

นอกจากนั้นในทางปฏิบัติ “ตัวแสดงภายนอกเองก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์และคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับไทยด้วย” เช่น หากไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็คงไม่มีใครแทรกได้แซงเพราะทุกคนก็ต้องการรักษาหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ส่วนชาติมหาอำนาจทั้งตะวันตกและตะวันออกก็มีเรื่องอื่นๆ ให้ไปสนใจมากกว่า

ขณะที่ “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง” ก็ไม่ได้มุ่งหวังให้ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มขอรับการสนับสนุนเพื่อตั้งรัฐใหม่ เพราะไม่เช่นนั้นโลกก็คงแตกแยกไม่รู้จบ โดยสงวนไว้สำหรับชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อน โดยสรุปแล้ว “การเลี่ยงใช้คำว่าความขัดแย้งไปใช้คำว่าสถานการณ์ รวมถึงเรียกผู้ก่อเหตุว่าผู้เห็นต่างจากรัฐไม่น่ามีผลใดๆ กับการป้องกันการแทรกแซงอำนาจอธิปไตย” แต่มีผลในด้านอื่นๆ เช่น ดึงดูดความสนใจเชิงลบจากตัวแสดงอื่นๆ (นักวิชาการหรือ NGO) อีกทั้งภาคส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้ใช้คำตามภาครัฐของไทย

“คำถามที่ 2 (การให้ฝ่ายที่ 3 เข้ามามีบทบาทในกระบวนการสันติภาพ กับความเสี่ยงต่อการที่ปัญหาถูกยกขึ้นสู่ระดับสากลซึ่งกระทบต่ออธิปไตยของประเทศ)” เมื่อดูตัวอย่างจากประเทศใกล้เคียง เช่น อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ มีการให้ฝ่ายที่ 3 เข้ามามีบทบาท อาทิ เป็นคนกลางในการเจรจา สังเกตการณ์ ปลดอาวุธตามข้อตกลง ซึ่ง “ไม่พบว่าปัญหาถูกยกระดับเพราะการให้มีฝ่ายที่ 3” แต่มาจากปัจจัยอื่นๆ

เช่น กรณีอาเจาะห์ในอินโดนีเซีย ได้รับความสนใจจากเหตุการณ์สึนามิ จึงมีต่างชาติเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม(น้ำสะอาด อาหาร ที่อยู่อาศัย) หรือกรณีมินดาเนาในฟิลิปปินส์ สถานการณ์ถูกยกระดับเพราะมีกลุ่มติดอาวุธที่หากินกับการจับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเรียกค่าไถ่ ทั้งนี้ ภาครัฐของทั้ง 2 ประเทศ กำหนดขอบเขตบทบาทให้ฝ่ายที่ 3 อย่างชัดเจนในกระบวนการสันติภาพ จึงเป็นไปได้น้อยมากที่ฝ่ายที่ 3 จะล้ำเส้นไปจากที่ตกลงกันไว้ อนึ่ง ฝ่ายรัฐกับกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กันมานาน การเจรจาโดยตรงอาจสำเร็จได้ยากกว่าการมีฝ่ายที่ 3 เป็นคนกลาง

“คำถามที่ 3 (โครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศบังคับให้รัฐต้องกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาจนอาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน)” จากการศึกษา “ไม่พบว่ามีการบังคับเช่นนั้น เนื่องจากหากมีสภาพบังคับจะเท่ากับรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของรัฐมากจนเกินไป” อย่างในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย การกระจายอำนาจนั้นเกิดขึ้นจากเจตจำนงของรัฐเองโดยไม่มีกฎหมายหรือสถาบันระหว่างประเทศไปบีบบังคับ

อย่างไรก็ตาม “อาจมีองค์กรระหว่างประเทศที่พยายามส่งเสริมการกระจายอำนาจ ในลักษณะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางอัตลักษณ์และความขัดแย้ระหว่างชนกลุ่มใหญ่กับชนกลุ่มน้อย” ถึงกระนั้น “การกระจายอำนาจจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งได้ก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยด้วย” เพราะแม้กระจายอำนาจแต่ยังมีนโยบายจำกัดสิทธิชนกลุ่มน้อย ในระยะยาวก็ยังมีโอกาสนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน เช่น กรณีประเทศยูโกสลาเวีย ที่ต่อมาแตกออกเป็นหลายประเทศ

(อ่านต่อฉบับวันที่ 1 ธ.ค. 2565)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดสวิตช์สว.-แก้รัฐธรรมนูญ’ ประเด็นผลักดัน‘เลือกตั้ง2566’

Posted on November 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/693925

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดสวิตช์สว.-แก้รัฐธรรมนูญ’  ประเด็นผลักดัน‘เลือกตั้ง2566’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดสวิตช์สว.-แก้รัฐธรรมนูญ’ ประเด็นผลักดัน‘เลือกตั้ง2566’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

เข้าสู่ช่วง “โค้งสุดท้าย” ของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันที่เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะหมดวาระซึ่งนั่นหมายถึง “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2566 “บรรยากาศการเมืองไทย ณ ปัจจุบันจึงค่อนข้างคึกคัก” ในการเปิดตัว (ว่าที่) ผู้สมัครรวมถึงนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวของแนวร่วมทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างใช้พื้นที่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์แสดงออกจุดยืนทางการเมืองของตนอย่างแข็งขันและเข้มข้น

เมื่อช่วงกลางเดือน พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ The Active จัดเสวนาหัวข้อ “เลือกตั้งครั้งต่อไป อนาคตประเทศไทยเอาไงต่อ?” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) โดยมีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองเข้าร่วม และ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของวงเสวนาครั้งนี้ อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2560) คือการที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 250 คน มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกนายกฯ

“การเลือกตั้งครั้งนี้มันกำลังจะเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ฝ่าย พรรคการเมืองที่ชนะแน่ๆ แต่อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล กับพรรคการเมืองที่แพ้แน่ๆ แต่อาจจะเป็นรัฐบาล ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ประเทศมีการเลือกตั้งแล้วมีการแข่งขันกันของ 2 ฝ่ายนี้ประเทศนั้นกำลังมีปัญหาอย่างสำคัญในทางการเมือง และผมไม่มีทางเชื่อว่าประเทศที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งแบบนี้จะเจริญเดินหน้าสถาพรต่อไปได้” ณัฐวุฒิ กล่าว

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นการตัดโอกาสที่ สว. จะเข้ามามีบทบาท ซึ่งปัญหาคือ ก่อนเลือกตั้งบอกว่า สว. เลือกนายกฯ เป็นปัญหา แต่หลังเลือกตั้งกลับไปยกมือให้ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งเป็นรัฐบาล เรื่องนี้เป็นความท้าทายสำหรับผู้ที่เสนอตัวมาเป็นตัวแทนประชาชน

พริษฐ์ วัชรสินธุ Policy Campaign Manager พรรคก้าวไกล กล่าวว่า จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีมากกว่ามาตรา 272 ว่าด้วยการให้ สว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะ สว. ชุดปัจจุบันจำนวน 250 คน มาจากการเลือกโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บวกกับ สว. โดยตำแหน่งของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ยังมีอำนาจออกเสียงกฎหมายปฏิรูปประเทศร่วมกับ สส. รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังที่เห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 272 ถูกปัดตกเพราะไมได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 แม้จะได้เสียงจาก สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนมากถึงร้อยละ 88 ก็ตาม อำนาจของ สว. ยังเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ทำให้องค์กรเหล่านั้นถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางในการทำหน้าที่ ดังนั้นอำนาจของ สว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งต้องถูกแก้ไขเพราะขัดกับหลักประชาธิปไตยสากล สว. ที่มาจากการแต่งตั้งควรมีอำนาจน้อย แต่หากจะให้มีอำนาจมากก็ควรมาจากการเลือกตั้ง

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ถกเถียงกันได้ว่าเป็นประโยชน์หรือไม่กับการคาดการณ์อนาคต 20 ปี แต่ผมคิดว่าใจความสำคัญไม่ใช่ว่ามันเป็นประโยชน์หรือไม่ ใจความสำคัญคือปัจจุบันมันไปบรรจุอยู่ในกฎหมาย ว่าถ้ารัฐบาลไหนที่มาจากการเลือกตั้ง สมมุติปี 2566 มีรัฐบาลพรรคหนึ่งได้เสียงท่วมท้น มีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนจำนวนมาก แต่ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาจจะสามารถถูกขับออกจากตำแหน่งได้โดยใช้กลไกการร้องเรียนและวินิจฉัยโดย สว.-ป.ป.ช.-ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกัน” พริษฐ์ กล่าว

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นอกจากมาตรา 272 เรื่อง สว. มีอำนาจร่วมเลือกนายกฯ แล้ว ยังมีมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.อย่างน้อย 1 ใน 3 ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ควรถูกแก้ได้ง่าย แต่ก็ไม่ควรนำเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 มาเบรกการแก้ไข ขณะที่แนวคิดการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องกำหนดประเด็นให้ชัดว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ ไม่เช่นนั้นก็จะวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ เช่น มุ่งเน้นแต่ไปแก้ไขระบบเลือกตั้ง

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยแก้ไขตามความเปลี่ยนแปลง คือ “โทษกับการมีผลทางกฎหมายย้อนหลัง” เช่น มาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุว่า“บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้” ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ

โดยแม้โทษทางอาญาซึ่งมี 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุกกักขัง ริบทรัพย์และปรับ จะไม่มีผลย้อนหลังตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีโทษทางวินัย โทษทางแพ่ง รวมไปถึงตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมาที่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นหลายองค์กร นำมาสู่การมีระบบโทษใหม่ๆ นอกเหนือจากโทษทางอาญา การที่มาตรานี้ยังไม่ถูกแก้ไขตามไปด้วย ทำให้โทษอื่นๆ ที่ไม่ใช่โทษทางอาญายังมีผลย้อนหลังอยู่

“เรื่อง ส.ส.ร. คิดให้ดี ตั้งประเด็นก่อนว่าเป้าไหนต้องแทงไปที่หัวใจ ให้การบ้านก่อน โหวตกันตามนี้ก่อน จะทำประชามติโหวตไปก่อนก็ได้ แต่ต้องโหวตก่อนว่าคุณจะเอาอะไร ไม่ใช่ว่าไปโปรยไว้ก่อน ถ้าโปรยอย่างนี้ เกมการเมืองที่เขาถึงบอกว่าแสบที่สุด ดังเวลาทอดเวลานี่อันตรายที่สุด” อรรถวิชช์ กล่าว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในข้อแรกเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญต้องถูกแก้ไข แต่ความพยายามแก้ไขไปติดอยู่ที่ต้องได้รับการสนับสนุนจาก สว. ด้วย 1 ใน 3 เป็นเงื่อนไขที่ล็อกไว้ ดังนั้นทางออกคืออยากให้มี ส.ส.ร. ขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ขณะเดียวกัน “คนทำงานการเมืองก็ต้องไม่หยอดสิ่งที่จะเป็นเงื่อนไขเพิ่มความขัดแย้งในสังคมเข้าไป” โดยต้องมีความยืดหยุ่น สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่มเติม

“2 โครงสร้างนี้ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นความหวัง มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นในอนาคตได้แน่นอน” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(จบ) ถึงคราปรับใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน

Posted on November 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/693153

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(จบ)  ถึงคราปรับใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(จบ) ถึงคราปรับใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

(ต่อจากฉบับวันเสาร์ที่ 19 พ.ย. 2565) ยังคงอยู่กับงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ทรัพยากร (มนุษย์) กับการเมือง : การเมืองว่าด้วยการจ้างงาน การจัดการกำลังคน และเจเนอเรชั่น” จัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้ว รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพวิวัฒนาการระบบการจ้างงานของไทย (หรือสยาม) จากอดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงหลากหลายปัจจัยที่ท้าทายคนทำงานด้านบริหารจักการทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนฉบับนี้ ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์ นักวิจัยอิสระในประเด็นนโยบายสาธารณะและกำลังคนภาครัฐ กล่าวถึงดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index)ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งพบว่า ในปี 2563 ไทยอยู่ในอันดับ 63 ของโลก ได้ 0.61 คะแนน หมายถึงเด็ก 1 คน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะสามารถสร้างผลิตภาพได้อยู่ที่ร้อยละ 60-61 ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนที่ผ่านมา นอกจากนั้น ไทยยังลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์เฉลี่ยประมาณ 2 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อหัวต่อปี น้อยกว่าประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ถึง 3 เท่า

เมื่อดูต่อไปถึงโครงการกำลังพลในภาครัฐ ในปี 2563 เช่นกัน พบว่า5 อันดับแรกของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีจำนวนมากที่สุด ประกอบด้วย อันดับ 1 ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร้อยละ 25.35รองลงมา ข้าราชการพลเรือนสามัญ (ประจำกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ) ร้อยละ 24.97และอันดับที่ 3 ทหารประจำการ (ทหารอาชีพ) ร้อยละ 19.27 อันดับ 4 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 14.86 และอันดับ 5 ตำรวจ ร้อยละ 12.64

ทั้งนี้ “มีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตอันใกล้ หรืออีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องจ่ายเงินของภาครัฐให้กับคนที่ไม่ได้ทำงานแล้วมากกว่าคนที่ทำงานอยู่ปัจจุบัน” เห็นได้จากการโตขึ้นของงบประมาณด้านบำเหน็จ-บำนาญเฉลี่ยร้อยละ 11 ต่อปี ในขณะที่งบค่าตอบแทนคนที่กำลังทำงานอยู่โตเฉลี่ยร้อยละ 1.7 ต่อปี และนี่คือหนึ่งในประเด็นท้าทายรัฐบาลชุดต่อไปหลังการเลือกตั้งในปี 2566

“แนวทางที่เขาจะใช้แก้ไขปัญหา เรื่องของการลดอัตรากำลังแน่นอนว่ายังคงอยู่ นอกจากนั้นส่วนราชการทั้งหมดจะต้องบรรจุอัตราว่างให้เสร็จภายใน 1 ปี เพื่อที่ให้การวิเคราะห์มันเสถียรที่สุด นอกจากนั้น ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ)สำนักงบประมาณ จะต้องใช้ดิจิทัลในการทำงานมากขึ้น แล้วก็ใช้Outsource (จ้างเหมาภายนอก) ในบางตำแหน่ง

คือจะให้ส่วนราชการไปสำรวจเลยว่าอะไรทำ Outsource ได้อะไรที่ทำ Outsource ไม่ได้ ให้รีบมาบอกเลย เพราะว่าจะต้องปรับครั้งใหญ่ มันเริ่มมีปัญหาแรงกดดันในตัวงบประมาณแล้วจริงๆ นอกนั้นก็จะมีเรื่องของการกระจายอำนาจซึ่งก็เป็นไปได้ยากมาก แต่ก็เป็นแนวทางที่ถูกเสนอขึ้นไป แล้วก็มีรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่ ก็คือพนักงานราชการเฉพาะกิจมาช่วยในการแก้ปัญหาตรงนี้” ชัชวินธ์ กล่าวถึงแนวคิดการแก้ปัญหากำลังคนของภาครัฐ

ชัชวินธ์ อธิบายเพิ่มเติมในคำว่า “พนักงานราชการเฉพาะกิจ” หมายถึงการพบกันครึ่งทางของลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีเงินเดือนที่น้อยและใช้ระยะการจ้างที่สั้น กับพนักงานราชการที่เงินเดือนมากกว่า แต่การจ้างจะลดลงมาเหลือเพียง 1 ปี แนวคิดนี้แม้จะท้าทายในประเด็นคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เลือกเข้าไปทำงาน แต่ภาครัฐเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก แต่หลังจากนั้นส่วนราชการก็จะต้องบรรจุคนเข้าทำงานให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด
และยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหากำลังคนเป็นรายภาคส่วน แบ่งเป็น 1.กองทัพ การเปลี่ยนแปลงที่จะมาอย่างแน่นอนคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนภารกิจ ซึ่งการจะทำได้สัดส่วนของข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงกลาโหมก็ต้องมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าข้าราชการทหาร แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังคือการขยายอัตรากำลังของกองทัพเพื่อตอบสนองภารกิจซ้ำซ้อนกับพลเรือน เช่น การจัดการน้ำ การดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

2.ข้าราชการพลเรือน ต้องผลักดันหลักการ Open Government หมายถึงการเปิดเผยข้อมูลการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้, หลักการ Co-Production หมายถึงการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ (เอกชน-ประชาสังคม) ในการจัดบริการสาธารณะ เพื่อแบ่งเบาภาระของภาครัฐ และ 3.ภาคเอกชน การปรับตัวเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น แนวคิดเรื่อง Decentralized Autonomous Organization (DAO) หมายถึงการกระจายอำนาจในระดับทีม และใช้แอปพลิเคชั่นในการติดตามผลการทำงาน (Performance) เป็นระยะๆ,

การผลิตที่จะเป็นแบบ On-Demand มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนทำงานเพราะมีแนวโน้มที่การจ้างงานจะเป็นแบบสัญญาระยะสั้น หรือการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกำลังคนตามลูกค้าที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน องค์กรในภาคเอกชนต้องเผชิญความท้าทายจากความคาดหวังต่างๆ เช่น เป็นองค์กรที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นองค์กรที่พนักงานทำงานได้อย่างมีความสุข เป็นองค์กรที่มีผู้นำดี ฯลฯ

“ที่จะเจอทั้ง 3 ส่วนไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการพลเรือนหรือว่าธุรกิจ ก็คือเรื่องของการ Downsize (ลดขนาดองค์กร) เรื่องของ Network (การทำงานแบบเครือข่าย) Digital Transformation (เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีในการทำงาน) อันนี้เจอแน่ๆ ถ้าช้าจะมีปัญหามากเพราะพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนไปค่อนข้างมากแล้ว AI (ปัญญาประดิษฐ์) อันนี้ผมคิดว่าเราเริ่มเรียนรู้จากจีนมากขึ้นแล้ว

ในวงการกฎหมายก็มีการศึกษาเรื่องนี้ เพราะอย่างที่จีนก็ใช้ในเรื่องของการคัดกรองคดีได้ค่อนข้างดีถึง 97% แล้วก็เรื่องของการเปิดพื้นที่ Co-Creation (มีส่วนร่วม) เรื่องของ Innovative Based (ฐานนวัตกรรม) และต้องคำนึงถึง Global Citizenship (ความเป็นพลเมืองโลก) ของคนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่องค์กรจะต้อง Concern (ให้ความสำคัญ) มากๆ ขึ้นในภาพรวม” ชัชวินธ์ ระบุ

ในตอนท้าย ชัชวินธ์ กล่าวถึงข้อค้นพบเกี่ยวกับ “ปัจจัยที่ทำให้คนไทยลาออกจากที่ทำงาน (เดิม)” โดยอ้างอิงจากผลการศึกษาองค์กรขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนอย่างละ 1 แห่งพบว่า งานและสภาพการทำงานเป็นปัจจัยที่ทำให้คนลาออกมากที่สุดในฝั่งภาครัฐ (เช่น กฎระเบียบที่อึดอัด การเติบโตช้า พฤติกรรมการสั่งงานของหัวหน้างาน) ขณะที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนลาออกมากที่สุดในฝั่งภาคเอกชน (หมายถึงเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในระนาบเดียวกันไม่ใช่หัวหน้างาน)

“อันนี้อาจจะต้องทุกเจน (Generation-รุ่นหรือช่วงวัย) เรื่องของการปฐมนิเทศ เรื่องของค่าตอบแทน เรื่องของการดูแลจิตใจ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำมีปัญหาแน่นอนถ้าเกิดเราอยากรักษาคนไว้” ชัชวินธ์ กล่าว

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(1) มองการเปลี่ยนผ่านแต่ละยุค

Posted on November 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/692943

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(1)  มองการเปลี่ยนผ่านแต่ละยุค

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(1) มองการเปลี่ยนผ่านแต่ละยุค

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ทรัพยากร (มนุษย์) กับการเมือง : การเมืองว่าด้วยการจ้างงาน การจัดการกำลังคน และเจเนอเรชั่น” เมื่อเร็วๆ นี้ โดย รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากพูดถึงมุมมองในการบริหารคน จะมีคำศัพท์ที่พบได้บ่อยๆ คือ

1.การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) คำนี้มีรากศัพท์มาจากด้านวิศวกรรม ให้น้ำหนักเน้นไปที่การควบคุมกำกับ กำหนดลำดับชั้นการบังคับบัญชา และทำให้เกิดมาตรฐาน หรือมีลักษณะเป็นทางการ 2.การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) คำนี้มีรากศัพท์มาจากด้านจิตวิทยา มองคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เหมือนทรัพย์สิน (Asset) ที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี จึงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระยะยาว เช่น ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานจนถึงเกษียณ หรือแม้แต่เกษียณแล้วก็ยังมีสวัสดิการ

และ 3.การบริหารทุนมนุษย์ (Human Capital Management) คำนี้มีรากศัพท์มาจากด้านเศรษฐศาสตร์ มองว่าการลงทุนในมนุษย์ทำให้ได้รับประโยชน์ตามมา ไม่ใช่ของคนคนนั้นอย่างเดียวแต่รวมถึงหน่วยงานด้วย แต่การใช้คำว่า “ทุน” จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับการสนับสนุน แต่หน่วยงานจะมองหาคนที่ดูแล้วว่าหากลงทุนกับคนคนนั้นจะเกิดความคุ้มค่า ซึ่งทั้ง 3 คำนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารแต่ละองค์กรจะเลือกให้น้ำหนักคำใด อันจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายในองค์กรด้วย

เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การจ้างงานของไทย สามารถแบ่งได้ 1.ยุคปี 2418-2434 ซึ่งปี 2418 เป็นปีที่เริ่มมีระบบ “เงินเดือน” ใช้เป็นครั้งแรก จากเดิมบุคลากรที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (ข้าราชการ-ขุนนาง) เคยมีรายได้จากระบบ “กินเมือง” หมายถึงส่วยหรือภาษีจากพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องนำส่งส่วนกลาง ผู้มีอำนาจในพื้นที่นั้นสามารถแบ่งส่วนหนึ่งออกมาเป็นรายได้ของตนได้ ซึ่งการเปลี่ยนจากระบบกินเมืองเป็นระบบเงินเดือน ทำให้รัฐส่วนกลางมีอำนาจมากขึ้นผ่านกลไกที่ภาษีทั้งหมดถูกรวมเข้าส่วนกลางก่อนจัดสรรเป็นเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ

2.ยุคปี 2435-2474 หลังเปลี่ยนผ่านจากระบบกินเมืองมาเป็นระบบเงินเดือนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐได้ระยะหนึ่ง “การค้าขาย” พลอยได้รับอานิสงส์จากความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย โดยประชาชนสามารถซื้อ-ขายสินค้าได้เองไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐอีกต่อไป ซึ่งหากนับจากปี 2435 ไปจนถึงปี 2474 สยามหรือไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายด้าน ไล่ตั้งแต่การเลิกระบบไพร่-ทาส (แต่สังคมไทยก็ยังคงนับถือคนมียศถาบรรดาศักดิ์อยู่) การก่อตั้งกระทรวงขึ้นเพื่อรับผิดชอบงานด้านต่างๆ ในภาครัฐ

เริ่มมีการสรรหาคนทำงานตามความชำนาญเฉพาะด้าน โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นกระทรวงแรกที่มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ เนื่องจากยุคนั้นมีการส่งคนไปศึกษาวิทยาการหลายด้านในทวีปยุโรป อีกทั้งมีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับฝึกอบรมบุคคลเพื่อรับราชการโดยเฉพาะ (ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รวมถึงในปี 2471 มีการออก พ.ร.บ.ระเบียบราชการพลเรือน มาบังคับใช้

3.ยุคปี 2475-2529 ด้านการเมืองหันมาใช้ระบบเลือกตั้งผู้ปกครอง ขณะที่ด้านเศรษฐกิจและการศึกษามีการขยายตัวอย่างกว้างขวาง ประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น ยุคนี้มีลักษณะของ “สามเหลี่ยมแห่งอำนาจ” หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจ ขณะเดียวกัน ปัญหาในภาครัฐเริ่มซับซ้อนขึ้น จนเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ อีกทั้งมีการขยายตัวของโครงสร้างระบบราชการ เช่น ตั้งหน่วยงานใหม่ๆ ระดับกรมขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้การสอบเข้ารับราชการใช้ระบบเดียวกันทั้งหมด (ภาค ก, ข และ ค) รวมถึงเรื่องเงินเดือนเจ้าหน้าที่ก็เช่นกัน 4.ยุคปี 2530-2539 ยุคนี้ประเทศไทยเศรษฐกิจเติบโตสูงมาก นำมาซึ่งการขยายตัวของภาคเอกชน เกิดภาวะ “สมองไหล” หมายถึงคนเก่งๆ เริ่มหันไปหางานทำในบริษัทเอกชนมากขึ้น เพราะมีแรงจูงใจจากการจ่ายเงินเดือนมากกว่าเมื่อเทียบกับการรับราชการ แต่ภาครัฐก็ยังขยายระบบราชการต่อไปผ่านการตั้งกระทรวง กรม กองใหม่ๆ โดยหวังให้ตอบโจทย์สภาพปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น

และ 5.ยุคตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา โครงสร้างระบบราชการมีการปรับเปลี่ยน เช่น มีการเกิดขึ้นขององค์การมหาชน หน่วยงานภาครัฐต้องหารายได้มากขึ้น มีการปะทะกันระหว่าง 2 แนวคิด คือผู้บริหารหน่วยงานของรัฐควรมาจากระบบอาวุโส (ไต่เต้าจากการเริ่มทำงานในหน่วยงานนั้นตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนก้าวหน้าขึ้นมาเป็นระดับบริหาร) หรือเปิดทางให้คนนอกเข้ามาได้ (ไม่ว่าจากการเลือกตั้งหรือสรรหา) ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็มีอิทธิพลมากขึ้นในการแต่งตั้งโยกย้าย มีการเกิดขึ้นของระบบการจ้างงานภาครัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการ อาทิ พนักงานราชการ

“ยุคที่ 5 เป็นเหมือน GMO ตัดแต่งพันธุกรรม ต้องบอกว่ายุคที่ 5 เริ่มมีการจ้างงานประเภทที่เป็นตามสัญญามากขึ้น เป็นระบบพนักงานราชการ แต่ในขณะเดียวกันกลิ่นอายของกฎระเบียบไม่ได้หายไป ความสัมพันธ์ระยะยาวก็ไม่ได้หายไป ขณะเดียวกันก็เจอสัญญาที่บีบรัดมากขึ้นด้วยในยุคที่ 5” อาจารย์สุนิสา ระบุ

อาจารย์สุนิสา กล่าวต่อไปถึงหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในงานด้านทรัพยากรมนุษย์ เช่น 1.สังคมสูงวัย (Aged Society) ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือไม่ว่าหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เพราะคนที่เกษียณอายุออกไปแล้วความรู้ความชำนาญก็จะออกไปด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายคนแม้อายุ 60-70 ปี ก็ยังดูไม่แก่ ดังนั้น นโยบายการจ้างงานจึงควรมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น

2.ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ปัจจุบันคนที่ยังทำงานอยู่อาจแบ่งได้ 3 รุ่น คือ เจนเอ็กซ์ (อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป) เจนวาย (อายุประมาณ 20 ปลายๆ-40 ต้นๆ) และเจนแซด (อายุ 20 ต้นๆ) ส่วนเบบี้บูมเมอร์เกษียณไปแล้ว (เว้นแต่บางคนที่ยังทำงานแบบตามสัญญาจ้าง-Contract Base) โดยคน 3 รุ่นข้างต้นมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ เจนเอ็กซ์มีนิสัยอดทนสูงและหากจะทำอะไรต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ส่วนเจนวายจะชอบความท้าทายและการได้ลองนำเสนอสิ่งใหม่ๆ แต่ถึงกระนั้นเจนวายก็ทำเรื่องดังกล่าวได้ไม่รวดเร็วว่องไวเท่าเจนแซด

3.คนโตไม่ทันตำแหน่งงาน (Manpower) เมื่อมีคนเกษียณอายุจำนวนมาก คนรุ่นถัดไปก็ต้องเลื่อนขึ้นสู่
ตำแหน่งบริหาร เช่น เจนเอ็กซ์อาจต้องนั่งตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน เจนวายก็ต้องขึ้นเป็นผู้บริหารระดับกลาง หรือแม้กระทั่งบางหน่วยงานเจนแซดเพิ่งทำงานได้ไม่นานก็ต้องขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายแล้ว ซึ่งงานบางอย่างไม่ได้รับผิดชอบแต่คน แต่ยังรวมถึงรับผิดชอบงานและผลกระทบต่อประชาชนด้วย

4.ภาวะ “หมดไฟในการทำงาน (Burnout)”, “เบื่องาน (Bore Out)”, “ทำงานแบบอยู่ไปวันๆ หนึ่ง (Quiet quitting)” ในองค์กรจะพบคนที่เจอภาระงานหนักมากจนรู้สึกทนไม่ไหวและหมดไฟในการทำงาน หรือคนที่ทำงานซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนรู้สึกเบื่อหน่าย หรือคนที่ทำงานเฉพาะในขอบเขตหน้าที่ จะไม่ทุ่มเททำอะไรไปมากกว่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนการลาออกแบบเงียบๆ

นอกจากนั้นยังมีคำอื่นๆ เช่น Great Resignation (การลาออกครั้งใหญ่), Boomerang Employee (ลาออกไปแล้วยังขอกลับมาทำงานที่เดิม) ซึ่งพบแม้กระทั่งในหน่วยงานภาครัฐเนื่องจากกำลังคนไม่พอ จึงเปิดช่องให้คนที่ออกไปแล้วกลับเข้าทำงานได้, Talent War (การแย่งชิงคนเก่ง) ซึ่งในภาคเอกชนจะมีสภาวะนี้รุนแรงมาก มีการเฝ้ามองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แม้กระทั่งบางคนที่กำลังเรียนอยู่ยังไม่จบแต่มีประวัติโดดเด่นก็จะมีบริษัทต่างๆ ส่งเทียบเชิญให้ไปทำงานด้วย

“Human Capital (ทุนมนุษย์) อย่าเพิ่งมองแต่ในส่วนความสามารถ แต่มันจะมีอีก 2 ส่วนที่สำคัญคือ Social Capital (ทุนทางสังคม) กับ Psychological Capital (ทุนทางจิตใจ) ตอนนี้ถ้าเราไปดูทั้ง 2 ตัวมันน่าห่วงมากกว่าเรื่องของทุนทางปัญญาเสียอีก โดยเฉพาะของเจเนอเรชั่นใหม่นี่คือเปราะบางมาก ดังนั้นเรื่อง Mental health at Work (สุขภาพจิตในการทำงาน) ควรต้องกลายเป็นเรื่องที่เป็นวาระแห่งชาติ ไม่อยากให้เป็นแค่วาระขององค์กรด้วยซ้ำ

หลายที่เริ่มมี อย่างที่ไปดูงานหน่วยงานที่ได้รางวัลนายจ้างเมื่อหลายปีก่อนของคนเจนวาย เขาก็ต้องมีเหมือน Mental Health Service (บริการด้านสุขภาพจิต) เชิญผู้บำบัดด้านสุขภาพจิตมาที่หน่วยงานทุกสัปดาห์ แล้วมันก็ช่วยให้คนสภาพจิตใจดีขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น ความสัมพันธ์ในที่ทำงานดีขึ้น” อาจารย์สุนิสา กล่าว

(อ่านต่อฉบับวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. 2565)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(จบ) มี‘ประวัติ’ตัดโอกาสกลับตัวใหม่

Posted on November 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/691765

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(จบ)  มี‘ประวัติ’ตัดโอกาสกลับตัวใหม่

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(จบ) มี‘ประวัติ’ตัดโอกาสกลับตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

(ต่อจากฉบับวันที่ 12 พ.ย. 2565)

ยังคงอยู่กับงานสัมมนาวิชาการ “ปัญหาการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย”จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตอนที่แล้วกล่าวถึงผลกระทบจากแนวคิดเรื่องการประกันตัวที่เน้นการขังเป็นหลัก-ปล่อยเป็นรายกรณีไป ส่วนในตอนนี้จะว่าด้วยอีกปัญหาหนึ่งคือ “ประวัติอาชญากรรม” ที่ทำให้คนจำนวนมากไม่มีที่ยืนในสังคม โดยไม่แยกว่าจะเป็นความผิดแบบใด หรือแม้แต่ไม่แยกว่าคดีนั้นศาลตัดสินถึงที่สุดว่าผิดจริงแล้วหรือไม่

พล.ต.ต.เจนเชิง ประทุมสุวรรณ ผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร (ผบก.ทว.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ฐานข้อมูลประวัติอาชญากรที่รวบรวมไว้ มีจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 16 ล้านรายการ ในเบื้องต้นทางกองทะเบียนฯ ได้พิจารณาไปแล้วประมาณ 3 ล้านรายการ ในจำนวนนี้แบ่งเป็นกลุ่มที่เข้าหลักเกณฑ์ 1.3 ล้านรายการ กับไม่เข้าหลักเกณฑ์อีก 1.7 ล้านรายการ

กระทั่งในช่วง 1 ปีล่าสุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้ในชื่อโครงการ “ลบประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตให้ประชาชน” โดยจากฐานข้อมูลที่ค้างอยู่ 12 ล้านรายการ ตรวจสอบพบ 7.5 ล้านรายการ ทางสถานีตำรวจได้รายงานมาแล้วว่ามีผลคดีถึงที่สุด ส่วนที่เหลืออยู่อีก 4.5 ล้านรายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการ กับคดีที่ขาดอายุความ

สำหรับในกลุ่ม 7.5 ล้านรายการ มีอยู่ราว 8 แสนรายการ หรือ 8 แสนคน เข้าเกณฑ์ได้รับการคัดแยกหรือลบประวัติ โดยเกณฑ์ดังกล่าวมี 19 ข้อ เช่น เสียชีวิต อัยการสั่งไม่ฟ้อง ศาลยกฟ้อง กฎหมายแก้ไขให้เรื่องนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ถูกลงโทษปรับเพียงสถานเดียว ถอนคำร้องทุกข์ มีการรื้อคดีมาสอบใหม่แล้วพบว่าคนคนนั้นไม่ใช่ผู้กระทำผิด เป็นความผิดที่ผู้กระทำเป็นเยาวชนหรือเป็นคดีความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีกราว 6.8 ล้านรายการไม่เข้าข่ายเกณฑ์นี้ เพราะเป็นกลุ่มที่ศาลตัดสินลงโทษจำคุกแล้ว

“เดิมเราก็มองว่าเราจะรอจากสถานีตำรวจหรือหน่วยสอบสวนอื่น เช่น บช.ก. บช.ปส. ตำรวจท่องเที่ยว หรือ สอท. จะแจ้งกลับมา ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผู้บังคับบัญชาให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรดำเนินการในเชิงรุก เป็น Big Data เชื่อมโยงอะไรได้ อย่างนี้เราทำแล้ว อย่างเช่นเราจะพิสูจน์การตายเราก็ไปที่กรมการปกครอง ไปดูจากทะเบียนราษฎร์ อย่างนี้เราทำไปแล้ว และในส่วนของทางศาล ถ้าเราจะนำเรียนท่านขอข้อมูล บางทีทางเทคนิคพอมีจำนวนเยอะหลายๆ รายการ พอเอามารวมกัน มาจับคู่กันมันอาจจะเจอกันลำบาก

เพราะระบบการเขียน AI มันจะไม่ตรงกันมากนัก แต่ในทางปฏิบัติที่ทำอยู่ในปัจจุบันมันก็ไม่ต้องไปทางนั้นทางเดียว เราอาจจะใช้วิธีรับฟังจากประชาชน คือทางศาลท่านรู้อยู่แล้ว อาจจะมีคำพิพากษาติดไว้ในที่ของตัวเอง หรืออัยการมีหนังสือไปถึงผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าสถานะของเขาเป็นอย่างไร อันนี้ถ้าเป็นฝ่ายพวกนี้นำมาเสนอเรา เรานำมาพิจารณาได้ ในส่วนของคดีที่พิจารณาแล้ว เราสามารถขอกับทางราชทัณฑ์ได้ ราชทัณฑ์ก็จะมีว่าคนไหนพ้นโทษแล้ว คนไหนติดคุกมาแล้ว เราก็เอาตรงนี้มาใช้ได้” พล.ต.ต.เจนเชิง ระบุ

ชัยวัฒน์ ร่างเล็ก รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงร่างกฎหมายทะเบียนประวัติอาชญากร ว่า เหตุที่มีร่างแก้ไขกฎหมายนี้ขึ้นเพราะต้องการแก้ไขปัญหาเดิมๆ ที่ผ่านมา เช่น 1.กำหนดนิยามอาชญากรให้หมายถึงผู้ที่ศาลมีคำตัดสินว่าผิดจริงแล้วเท่านั้น แก้ปัญหาที่องค์กรต่างๆ มาขอตรวจประวัติคนสมัครงานแล้วพบข้อมูลส่วนนี้ด้วยแล้วตัดโอกาสการได้งานทำ แม้เป็นกรณีเพิ่งถูกจับและอัยการยังไม่สั่งฟ้องด้วยซ้ำ

2.การจัดเก็บประวัติอาชญากรรมจะแบ่งเป็น 2 ชั้น คือชั้นที่เปิดเผยได้และไม่ได้ โดยในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ไม่มีการลบประวัติอาชญากรรม แต่จะแบ่งว่าความผิดระดับใดมีระยะเวลาเท่าใดหลังพ้นโทษ โดยหากพ้นโทษแล้วไม่ได้ทำผิดอีกในระยะเวลาที่กำหนดประวัตินั้นจะไม่ถูกเปิดเผยเป็นการทั่วไปอีก เหตุที่มีกฎหมายแบบนี้ก็เพื่อให้คนที่เคยพลาดพลั้งได้มีที่ยืนในสังคม

ซึ่งร่างกฎหมายใหม่ของไทยก็นำหลักนี้มาใช้ อาทิ คดีที่กระทำผิดขณะยังเป็นเยาวชน คดีที่ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ล้างมลทิน คดีที่ผู้กระทำผิดได้รับโทษจำคุกและพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตภายนอกแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ความผิดโดยประมาท ความผิดลหุโทษ ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท กลุ่มนี้จะไม่มีการเปิดเผยประวัติเป็นการทั่วไปอีก ปัจจุบันร่างกฎหมายนี้ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

“อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถเปิดเผยได้ กรณีที่เปิดเผยได้เจตนาคือเพื่อคุ้มครองสังคม เพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพราะถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านี้ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถต่อยอดเพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอีกกลุ่มได้ ฉะนั้นในเรื่องการเปิดเผยได้จะเป็นประวัติอาชญากรรมหรือข้อมูลเกี่ยวกับการต้องหาคดีตามหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ คือเปิดเผยตามหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมหรือหน่วยงานความมั่นคง หรืออาชีพสำคัญๆ” รอง ผอ.สำนักงานกิจการยุติธรรม กล่าว

รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวเสริมในส่วนของร่างแก้ไขกฎหมายประวัติอาชญากรรม ว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาของคนจำนวนมาก ตั้งแต่คนที่ถูกจับกุมดำเนินคดีแต่ภายหลังศาลตัดสินยกฟ้อง หรือแม้แต่คนที่เคยทำผิดถึงชดใช้โทษในเรือนจำครบแล้วออกมาก็ไม่สามารถดำรงชีพอย่างมนุษย์ปุถุชนเพราะหางานทำไม่ได้ แน่นอนว่าคดีบางประเภทที่ร้ายแรง เช่น คดีทางเพศ คดีก่อการร้าย อาจกำหนดเงื่อนไขให้เปิดประวัติได้ แต่คดีอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเวลาผ่านไปอาจไม่ต้องเปิดเผยอีก เพื่อให้ใช้ชีวิตปกติในสังคมได้

ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อผู้กระทำผิดได้รับโทษแล้ว ออกจากเรือนจำแต่ยังมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไปตลอดชีวิต เท่ากับไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แม้จะได้รับการฝึกทักษะอาชีพขณะถูกจองจำอยู่ก็ตาม แต่อีกประเด็นที่เป็นปัญหากระบวนการยุติธรรมคือ “ระบบกล่าวหา” ในฐานะที่ทำงานในกระทรวงยุติธรรมมาตลอดจนเกษียณ โดยเริ่มต้นจากงานนักสังคมสงเคราะห์ในกรมราชทัณฑ์ ทำให้มีโอกาสได้พบเห็นชีวิตของผู้ต้องขัง หลายคนไม่มีทนายความ หลายคนเข้าไม่ถึงการประกันตัวเพราะความเหลื่อมล้ำด้านฐานะ

และแม้ต่อมาจะมีระบบการเข้าถึงทนายความ แต่ในความเป็นจริงคือทนายความในชั้นสอบสวนกับชั้นศาลเป็นคนละคนกัน “การสู้คดีในระบบกล่าวหาจึงเป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียม” เพราะในทางกลับกัน คนร่ำรวยมีฐานะดี สามารถหาทนายความมาทำงานได้ต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาล อีกทั้งเข้าถึงการยื่นขอประกันตัว จึงมีโอกาสต่อสู้คดีได้มากกว่า..เรื่องนี้จะแก้ไขกันอย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(1) คิดใหม่‘ประกัน-ปล่อยชั่วคราว’

Posted on November 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/691566

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(1) คิดใหม่‘ประกัน-ปล่อยชั่วคราว’

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(1) คิดใหม่‘ประกัน-ปล่อยชั่วคราว’

วันเสาร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“เรื่องสันติภาพและความยุติธรรมมันเป็น 1 ในเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แล้วเรามีปัญหาในเรื่องนี้มาก 12 ล้านคน เป็นอาชญากร มีชื่อในทะเบียนประวัติอาชญากรรม มี 5 หมื่นกว่าคนที่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์แต่ติดคุกอยู่ เรื่องเหล่านี้จะแก้ไขอย่างไร กระบวนการยุติธรรมไทยถ้าจนก็ลำบากติดคุกไป เหลื่อมล้ำสูง คุกเต็มไปด้วยคนจนและมีสิ่งที่เรียกว่าแพะอยู่จำนวนหนึ่ง แล้วก็สู้คดีลำบากเพราะติดคุกไปแล้วจะหาโอกาสสู้คดีมันสู้ยาก”

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “ปัญหาการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย” เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ย. 2565 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ที่ต้นตอของปัญหาคือ “การไม่ได้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” แม้จะมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม

ซึ่งที่มาของแนวคิดนี้คือหลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยผู้ที่จะบอกได้ว่าใครผิด-ไม่ผิด มีเพียงศาลเท่านั้น ส่วนการตั้งข้อกล่าวหาของตำรวจเป็นการบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นอำนาจบริหาร หากเป็นชั้นพนักงานสอบสวนก็เป็นผู้ต้องหา หากส่งฟ้องศาลแล้วก็เป็นจำเลย แต่ยังไม่ผิดจนกว่าศาลจะตัดสิน โดยรัฐธรรมนูญที่ใช้กันในปัจจุบันคือฉบับ 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ระบุว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้

และวรรคสามที่ระบุว่า การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจําเลยให้กระทําได้เพียงเท่าที่จําเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี ซึ่งหลักนี้วางไว้มาตั้งแต่ปี 2492 แต่ในทางปฏิบัติ การเป็นอาชญากรเริ่มต้นตั้งแต่ถูกตำรวจตั้งข้อหา อาทิ ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 12 การพิมพ์ลายนิ้วมือ กำหนดให้นำรายชื่อและประวัติของผู้ต้องหาทุกคนบันทึกลงในทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งไม่ได้ระบุรายละเอียดของแต่ละคนว่ามีคดีอะไรและคดีนั้นกระบวนการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว และไม่สามารถลบออกได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทราบว่ามีการแก้ไขในส่วนของคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลตัดสินยกฟ้อง ทะเบียนประวัติก็จะถูกคัดแยกเพื่อลบออกต่อไป แต่สิ่งที่ต้องพยายามผลักดันให้แก้ไขกันต่อไปคือ กรณีที่ศาลตัดสินโทษเพียงรอลงอาญา หรือลงโทษปรับเป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยควรให้ลบประวัติออกด้วย ซึ่งปัจจุบันยังลบประวัติในส่วนนี้ไม่ได้ ทั้งที่คนกลุ่มดังกล่าวไม่ควรถูกนับรวมเป็นอาชญากร และไม่มีประเทศใดที่ใช้เกณฑ์แบบนี้

“แม้กระทั่งติดคุก ในประเทศจำนวนมากเขาต้องถือว่าติดคุกต้องหลายเดือนขึ้นไป 6 เดือนขึ้นไปบ้างถึงเป็นอาชญากร ถ้าน้อยกว่านั้น เช่น ลหุโทษเราแค่ 1 เดือน เป็นอาชญากรหรือ? ติดคุกแค่ 1 เดือน แต่เรานี่หนักกว่า รอลงอาญาหรือว่าแค่โทษปรับก็เป็นอาชญากรแล้วลบไม่ได้เลย อันนี้ก็เป็นขั้นต่อไปที่กำลังดำเนินการว่าจะขอให้นอกจากอัยการสั่งไม่ฟ้อง ศาลยกฟ้อง พลเมืองของเราแค่ศาลรอลงอาญาหรือแค่โทษปรับก็ควรลบให้เขาด้วย เพราะพวกเขาไม่ใช่อาชญากร

ผมเห็นว่าถ้าท่านไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมพูดในภาพรวม ส่วนใหญ่จะถือว่าอาชญากรคือผู้ทำผิดกฎหมายอาญา เขาถืออย่างนั้น ฉะนั้นแม้ว่าศาลจะรอลงอาญาหรือแค่โทษปรับคุณก็เป็นอาชญากรแล้ว แต่ไม่ได้! เราทำให้คนของเราประมาณ 10 ล้านคนไม่มีงานทำ สมัครงานดีๆไม่ได้ แล้วนี่เป็นสาเหตุสำคัญและเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่เราต้องไปนำเข้าแรงงานจากเพื่อนบ้านมาช่วยงานเรา เพราะคนไทยด้วยกันทำงานไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาแค่โทษปรับหรือว่ารอลงอาญา ต้องแก้ไข” อาจารย์ปริญญา กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังมีคำว่า “ปล่อยชั่วคราว” ซึ่งสะท้อนภาพกระบวนการยุติธรรมของไทย เมื่อจับกุมผู้ต้องหาได้จะเน้นขังไว้ก่อนเป็นหลักจนกว่าศาลจะตัดสินยกฟ้อง เว้นแต่มีเหตุจึงให้ปล่อยตัวไปชั่วคราวได้ ซึ่งก็คือการประกันตัวแต่ด้วยความที่ศาลมักจะไม่อนุญาตให้ประกันหากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ทำให้เมื่อตำรวจตั้งข้อหาก็จะมักจะตั้งข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดไว้ก่อนเพื่อหวังว่าผู้ต้องหาจะไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว อีกทั้งเมื่ออยู่ในเรือนจำก็ต้องถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องขังที่ศาลตัดสินแล้วว่ากระทำผิด

ซึ่งที่มาของปัญหานี้คือ ในขณะที่รัฐธรรมนูญไทยรับรองหลักการเรื่องบุคคลย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสินว่าผิด ครั้งแรกในปี 2492 แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิฯ อาญา) มีมาตั้งแต่ปี 2477 ซึ่งสาเหตุที่ไม่มีการแก้ไข เพราะประเทศไทยมีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญกันหลายครั้ง จนนานวันเข้าเรื่องนี้ก็ถูกลืมเลือนไป อย่างไรก็ตาม ป.วิฯ อาญา มีการแก้อยู่บ้าง เช่น ในปี 2547 มีการแก้ไขให้ระบุถ้อยคำในมาตรา 107 ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว

รวมถึงแก้ไขในมาตรา 108/1 เพื่อไม่ให้ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงมีการระบุเหตุแห่งการที่จะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวไว้ ได้แก่ 1.ปล่อยแล้วอาจหลบหนี 2.ปล่อยแล้วอาจไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน 3.ปล่อยแล้วอาจไปก่ออันตรายประการอื่น 4.ผู้ยื่นขอประกันหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่น่าเชื่อถือ และ 5.ปล่อยแล้วอาจทำให้เกิดอุปสรรคหรือความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือดำเนินคดีของศาล แต่ก็ยังไม่แก้ถ้อยคำว่าปล่อยชั่วคราว

“ปัจจุบันประมาณ 20% ของคนที่อยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ ประมาณ 20% ตัวเลขที่ 5 หมื่นกว่า กลมๆ ก็ 6 หมื่นคน ที่เป็นผู้ต้องขังในระหว่างการสอบสวนของตำรวจ การพิจารณาสั่งฟ้องของอัยการ หรือการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งถ้ายึดตามมาตรา 29 ว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่เรามีถึง 6 หมื่นคน 20% แล้วคุกจะไม่ล้นได้อย่างไร ทั้งๆ ที่หลักแล้วถ้ายังบริสุทธิ์อยู่ก็ต้องได้สู้คดีนอกคุก” อาจารย์ปริญญาระบุ

ด้าน รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในการดำเนินคดีอาญารัฐมีหน้าที่ค้นหาความจริง หากผู้ใดกระทำผิดก็ต้องถูกลงโทษอย่างเหมาะสม แต่หากผู้ใดเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ต้องคืนความยุติธรรมให้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าจะขังหรือปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด โดยหลักคิดว่าจะปล่อยหรือขัง เช่น ปล่อยแล้วจะหนีหรือไม่ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไม่ หรือไปก่อเหตุอันตรายหรือไม่ เป็นต้น

ดังนั้นในการดำเนินคดีอาญาสักคดีหนึ่ง ตั้งแต่กระบวนการสอบสวนจนถึงก่อนวันที่ศาลตัดสิน ระหว่างทางอาจไม่จำเป็นต้องขังผู้ต้องหาหรือจำเลยแม้แต่วันเดียวเลยก็ได้ โดยเมื่อเทียบกับ ป.วิฯ อาญา ของฝรั่งเศส มาตรา 144 ระบุว่า “การขังระหว่างพิจารณาคดีจะใช้เป็นมาตรการสุดท้ายหากวิธีอื่นใช้ไม่ได้แล้ว” โดยก่อนศาลจะสั่งขัง ยังมีมาตรการอื่นๆ ให้เลือกใช้ก่อน

ตั้งแต่มาตรการควบคุมโดยศาลกำหนดเงื่อนไข (อาทิ กำหนดวันรายงานตัวทุกสัปดาห์ ห้ามไปพบผู้เสียหายห้ามไปพบพยาน ฯลฯ) หากไม่ทำผิดเงื่อนไขก็ยังใช้ชีวิตปกติระหว่างการพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องถูกสั่งขัง หรือแรงขึ้นมาอีกคือมาตรการควบคุมที่บ้านโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์
(ติดกำไล EM) ในขณะที่ประเทศไทยนั้น ป.วิฯ อาญา ไม่ได้ระบุลำดับขั้นตอนแบบนี้ไว้ จึงกลายเป็นการทำกลับด้านกัน คือขังก่อนแล้วให้ไปยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และนี่เป็นจุดสำคัญที่ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิด

“สิ่งที่ดีขึ้นคือข้อบังคับประธานศาลฎีกา ซึ่งประกาศออกมาปีนี้เอง ปี’65 ผมว่าเป็นเรื่องที่ศาลเขาได้พัฒนาแล้วเขาได้ปรับไปก่อนกฎหมายวิฯ อาญา ท่านได้อธิบายเรื่องพวกนี้ไว้ในข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าแม้มีเหตุออกหมายขังได้แต่ศาลมีวิธีการป้องกันไม่ให้หลบหนีใช้วิธีอื่นได้ศาลจะงดออกหมายขังก็ได้ แต่มันเป็นแค่ข้อบังคับ เมื่อเป็นข้อบังคับประธานศาลฎีกาแต่ตัวพระราชบัญญัติก็คือประมวลกฎหมายวิฯอาญา ยังอยู่บนพื้นฐานของการขังเป็นหลักแล้วก็ไปขอปล่อยชั่วคราวอยู่ มันอาจจะไม่ได้แก้ทั้งระบบ

อันที่สองเมื่อเป็นข้อบังคับยากมากที่นักกฎหมายจะรู้และจะไปเรียน โดยเฉพาะนักศึกษาก็ยังไม่ได้เรียนเรื่องพวกนี้ ฉะนั้นผมเห็นว่าเมื่อมันมีจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วในข้อบังคับประธานศาลฎีกา ข้อ 44/1 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้ด้วย ผมว่าสิ่งเหล่านี้ควรไปอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้เกิดการบังคับใช้อย่างเป็นมรรคเป็นผลจริงๆ ไม่ใช่มาขังเป็นหลักแล้วมาปล่อยชั่วคราวทีละคดีไป” อาจารย์ปกป้อง กล่าว

(อ่านต่อฉบับวันที่ 13 พ.ย. 2565)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปลดล็อก‘น้ำเมารายย่อย’ เปิดช่อง‘ขาย-โฆษณา’น่าคิด

Posted on November 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/691161

สกู๊ปแนวหน้า : ปลดล็อก‘น้ำเมารายย่อย’  เปิดช่อง‘ขาย-โฆษณา’น่าคิด

สกู๊ปแนวหน้า : ปลดล็อก‘น้ำเมารายย่อย’ เปิดช่อง‘ขาย-โฆษณา’น่าคิด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปสำหรับความพยายามของเครือข่ายผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายย่อยหรือธุรกิจระดับชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนผู้มีรสนิยมชมชอบเครื่องดื่มดังกล่าว ในการปลดล็อกข้อจำกัดที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2565 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตีตกร่างกฎหมาย
“สุราก้าวหน้า” หรือ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับแก้ไข)ด้วยคะแนน 196 ต่อ 194 เสียง ขณะที่ กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ.2565 ซึ่งออกมาในวันที่ 1 พ.ย. 2565ก็ถูกมองว่าไปไม่สุดทาง

โดยค่ำวันที่ 2 พ.ย. 2565 ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในฐานะแอดมินเพจ “Surathai” เครือข่ายผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายย่อยระดับท้องถิ่นจัดรายการสดผ่านเพจของตน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกฎกระทรวงฉบับใหม่ไว้อย่างน่าคิด เช่น “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อบริโภคในครัวเรือน (ไม่ใช่เพื่อการค้า)” แม้จะเปิดช่องให้ทำได้เมื่อเทียบกับในอดีตที่ห้ามเด็ดขาด แต่ก็ยังต้องไปขออนุญาตและต้องถูกควบคุมภาพ

หรือเรื่องของ “การกำหนดกำลังผลิตขั้นต่ำ” ที่แม้เครื่องดื่มกลุ่มเบียร์จะไม่กำหนดแล้ว แต่ในส่วนของเหล้ายังคงกำหนดไว้เช่นเดิม กล่าวคือ โรงงานผลิตสุราขาว กำลังผลิตขั้นต่ำ 28 ดีกรี 90,000 ลิตรต่อวัน ส่วนโรงงานผลิตวิสกี้ บรั่นดี ยิน กำลังผลิตขั้นต่ำ 28 ดีกรี 30,000 ลิตรต่อวัน รวมถึงการอนุญาตให้สุราชุมชนเพิ่มกำลังการผลิตจากไม่เกิน 5 แรงม้า เป็นไม่เกิน 50 แรงม้า แต่ยังอนุญาตเฉพาะการผลิตเหล้าขาวเท่านั้น เป็นต้น

สำหรับร่างกฎหมายสุราก้าวหน้าที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันหลังถูกโหวตคว่ำในวาระ 3 นั้น เป็นความพยายามผลักดันโดยเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพฯพรรคก้าวไกล ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พรรคชาติพัฒนากล้า ก็เป็นอีกพรรคการเมืองที่พยายามผลักดันเช่นกัน ซึ่งทางพรรคได้เปิดแถลงเข่าวเดินหน้าปลดล็อกเงื่อนไขจำกัดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา

ในเวทีนี้ ผศ.ดร.เจริญ ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย โดยระบุว่า ยังมีกฎกมายอีกฉบับหนึ่งที่เป็นปัญหา คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง “หลายคนวิตกกังวลว่าวันดีคืนดีอาจถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณหรือชักชวนให้ดื่ม” ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยที่แม้จะนำผลิตภัณฑ์ไปประกวดได้รางวัลอะไรมาก็ไม่สามารถแสดงบนฉลากได้ ไปจนถึงนักเขียนแนววิจารณ์คุณภาพสินค้า (รีวิว-Review) และการสนทนากันของบุคคลทั่วไปผ่านช่องทางออนไลน์ที่ต้องระมัดระวัง

“ล่าสุดก็จะมีสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊คที่เขาพูดคุยกันถึงเรื่องความชื่นชมในตัวสินค้า ในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่เขาเอามาแสดงในกลุ่มซึ่งมันเป็นปิดที่เขาพูดคุยกัน แต่ก็ยังมีเรียกว่าเป็นหนอน ก็เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มด้วยแล้วก็ไปแคปหน้าจอว่าเขาพูดถึงเครื่องดื่มตัวหนึ่งแล้วเขาก็บอกว่าตัวนี้มันก็อร่อยดีนะ ซึ่งคำนี้จริงๆ แล้วมันคือการแสดงความรู้สึกส่วนตัว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไปตีความว่ามันเป็นการชักจูงให้ดื่ม” ผศ.ดร.เจริญ กล่าว

นอกจากการห้ามโฆษณาแล้ว “การออกข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับการห้ามขาย” ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่อยู่ใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เช่น นักท่องเที่ยวเดินทางมาจากต่างประเทศ เพิ่งลงจากเครื่องบิน จะหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับซื้อไม่ได้เพราะอยู่ในช่วงเวลาห้ามขายหรือการห้ามขายใน 5 วันสำคัญทางศาสนาพุทธ นักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็ไม่สามารถหาซื้อมาดื่มได้ ทั้งนี้ มีการรวบรวมรายชื่อจนครบ 1 หมื่นชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมาย
ดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา

ขณะที่ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ทางพรรคมีจุดยืนสนับสนุน “เกษตรแปรรูป” หรือเกษตรอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น องุ่นจะมีค่ามากที่สุดเมื่อถูกแปรรูปเป็นไวน์ สับปะรดจะมีค่ามากที่สุดเมื่อถูกแปรรูปเป็นบรั่นดี ซึ่งการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากวิถีการเกษตรแบบเดิมๆ ที่ขายแต่วัตถุดิบ มีแต่ต้องปรับเปลี่ยนไปสู่แนวทางนี้

“มันไม่ได้ส่งเสริมให้คนไทยกินเหล้ามากขึ้น อังกฤษ สกอตแลนด์ เขาขายสุราชั้นดี เขาติดเหล้ากันทั้งบ้านทั้งเมืองไหม? ญี่ปุ่นเขามีสาเกชั้นเลิศ เขาติดเหล้ากันทั้งบ้านทั้งเมืองไหม? ไม่ใช่!เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปสู่เกษตรมูลค่าสูง มาแนวทางนี้คือแนวทางที่ถูกต้อง แต่แน่นอน พ.ร.บ.สรรพสามิต พูดถึงซีกเดียวคือซีกการผลิต ผมว่ามันไม่จบ แม้กระทั่งกฎหมาย พ.ร.บ.สรรพสามิต หรือสุราก้าวหน้า อนุมัติผ่านก็ไม่จบ เพราะมันไม่ได้พูดเรื่องการขาย เรากำลังพูดให้เขาผลิต แต่เราไม่เคยพูดเรื่องการขาย ผลิตได้ขายไม่ได้ แบบนี้มีปืนไม่มีกระสุน”
อรรถวิชช์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ทางพรรคเสนอ 3 ข้อ ซึ่งทำได้ทันทีไม่ต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสมัยหน้า และไม่ต้องรอให้แก้ไขกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เรียบร้อยเสียก่อน โดยสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ดำเนินการได้ทันที ประกอบด้วย 1.ยกเลิกข้อกำหนดห้ามขายระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากกลัวเจ้าหน้าที่รัฐดื่มกันยาวตั้งแต่ช่วงพักกลางวัน แต่ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยว เคยมีผู้มาเยือนมากถึง 40 ล้านคน

2.ยกเลิกข้อกำหนดห้ามขายทางออนไลน์ การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ เพราะผลิตภัณฑ์ของรายใหญ่มีวางจำหน่ายตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ 3.ยกเลิกข้อกำหนดห้ามระบุสรรพคุณหรือส่วนผสมบนฉลาก เช่น ผลิตภัณฑ์เหล้าขาวแบรนด์หนึ่งขายในไทยบอกได้แต่เป็นสุราขาว แต่ส่งไปขายต่างประเทศบอกได้ว่าเป็นจิน (Gin) หรือวอดก้า (Vodka)

ด้าน ธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวเสริมในส่วนของข้อกำหนดเรื่องฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะแก้ไขให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ ที่จะสามารถแสดงตัวตนของผลิตภัณฑ์ได้อย่างไรโดยยังมีกรอบควบคุมอยู่ นอกจากนั้นยังไปเชื่อมโยงกับการอธิบายผลิตภัณฑ์บนฉลาก ซึ่งก็ก้ำกึ่งว่าจะเข้าข่ายจูงใจหรือโฆษณาหรือไม่ แต่การแก้ไขข้อกำหนดกลุ่มนี้สามารถทำได้ผ่านกฎหมายลำดับรองที่รัฐบาลแก้ไขได้เอง เช่น จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วนายกรัฐมนตรีก็ลงนามเป็นประกาศออกมา

“เมื่อประกาศแล้ว แก้ไขแล้ว ยกเลิกเพิกถอนในสิ่งที่มันเป็นอุปสรรค 3 เรื่องที่บอก ก็มีการที่จะต้องเฝ้าติดตามดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคุ้มค่ากับเรื่องของสังคม เศรษฐกิจและประโยชน์สาธารณะหรือไม่ ถ้าดูแล้วไม่คุ้มค่า ไม่เป็นประโยชน์ ก็กลับมาบังคับใช้ใหม่ได้ นี่คือ Quick Win (แผนระยะสั้น) ถ้ามันไม่ดีก็กลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นอำนาจของรัฐบาล ของแค่ระดับ ครม. ประชุมโดยนายกฯ ได้อยู่แล้ว ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมมองว่าไม่ได้กระทบต่องบประมาณแผ่นดินเลย ไม่ได้ของบ 200 300 400 ล้าน มาช่วยเศรษฐกิจ มาช่วยเกษตร” ธนากร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘งานใหญ่-คนแน่น’ต้องพร้อม แผนลดเสี่ยง-เคล็ดช่วยชีวิตรอด

Posted on November 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/690199

สกู๊ปแนวหน้า : ‘งานใหญ่-คนแน่น’ต้องพร้อม  แผนลดเสี่ยง-เคล็ดช่วยชีวิตรอด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘งานใหญ่-คนแน่น’ต้องพร้อม แผนลดเสี่ยง-เคล็ดช่วยชีวิตรอด

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“29 ตุลาคม 2565” วันแห่ง “ฝันร้าย” สำหรับชาวเกาหลีใต้รวมถึงชาวโลก กับเหตุการณ์ที่ “อิแทวอน” ย่านสถานบันเทิงที่มีชื่อเสียงในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ เมื่อคลื่นมหาชนเดินทางเข้าไปร่วมฉลอง “เทศกาลฮาโลวีน”ซึ่งถือเป็น “อีเว้นท์ใหญ่ครั้งแรกของประเทศในยุคหลังโควิด-19” ที่นานาชาติรวมถึงเกาหลีใต้ ทยอยเลิกแนวทางล็อกดาวน์ ยุติการจำกัดสิทธิการชุมนุมรวมกลุ่มต่างๆซึ่งเคยใช้ควบคุมโรคระบาดมานานกว่า 2 ปี โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นเหตุสลดที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า150 ศพ ทั้งชาวเกาหลีใต้และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

โดยเบื้องต้นมีการวิเคราะห์สาเหตุไว้ 1.ไม่มีเจ้าภาพหลักในการจัดงาน ทำให้ไม่มีผู้ประสานกับหน่วยงานของรัฐทั้งตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่และรักษาความปลอดภัย กับ 2.สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ค่อนข้างแคบ โดยเฉพาะตรอกเล็กๆ ที่เป็นจุดเกิดเหตุ มีลักษณะเป็นเนินลาดชัน ดังนั้นเมื่อมีใครคนหนึ่งล้มลง หรือเกิดเหตุตกใจแล้วมีการผลักดันกัน การล้มทับกันเป็นทอดๆ เหมือนโดมิโนจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้คนเข้าไปรวมตัวกันอย่างแออัดโอกาสเกิดความสูญเสียก็ยิ่งมากขึ้นไปด้วย

ผศ.ดร.วรากร เจริญสุข รักษาการหัวหน้าภาควิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า บริเวณพื้นที่เกิดเหตุมีความกว้างเพียงประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร พื้นที่ขนาดนี้มีคนเดิน4-5 คน ก็แทบจะแน่นแล้ว ดังนั้นเมื่อมีปัจจัยใดๆ ที่ทำให้ฝูงชนตกใจและเกิดการเคลื่อนที่ก็สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายจาก Crowd Crush หรือการเบียดอัดกันได้ รวมถึงจากภาวะ Compression Asphyxia ที่พื้นที่จุดนั้นอัดแน่นจนทรวงอกขยับไม่ได้ ซึ่งหมายถึงไม่สามารถหายใจเข้า-ออกได้ไปโดยปริยาย

“เวลาเราหายใจทรวงอกเราต้องขยาย หายใจเข้า-หายใจออก มันไม่ใช่เฉพาะปิดจมูกแล้วขาดอากาศหายใจ ถ้าทรวงอกขยายไม่ได้มันก็มีปัญหาถูกกดทับแล้วก็ทำให้ขาดอากาศหายใจได้ ซึ่งถ้าหน้าอกขยายไม่ได้ก็หายใจเข้าไม่ได้ ก็หมดสติได้ ถ้าขาดอากาศหายใจสัก 3-5 นาที หัวใจก็หยุดเต้น ที่มีข่าวคนหัวใจหยุดเต้นกันน่าจะเป็นเคสลักษณะนี้” ผศ.ดร.วรากร อธิบาย

ผศ.ดร.วรากรกล่าวต่อไปว่า ที่ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีการศึกษาเรื่องการล้มและการทรงตัวของมนุษย์ ซึ่งพบว่า หากเป็นทางเรียบการทรงตัวจะอยู่บนหลัก Base of Support และ Center of Gravity หมายถึงฐานรองรับและจุดศูนย์ถ่วง โดยหากจุดศูนย์ถ่วงออกนอกฐานรองรับก็จะทำให้เกิดการล้มลง ซึ่งแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน หากเป็นคนที่ฝึกฝนให้ร่างกายเตรียมพร้อมก็ยังพอจะทรงตัวได้เมื่อถูกแรงเข้ามากระแทกกะทันหัน แต่ผู้ที่ไม่ทันระวังเมื่อถูกกระแทกก็ล้มลงได้ และยิ่งไปอยู่ในบริเวณพื้นที่ลาดชันก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

ดังนั้น จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องเข้าไปในสถานที่ที่มีคนมารวมตัวกันอย่างหนาแน่น 1.สังเกตและจดจำทางเข้า-ออกให้ได้ เตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้าด้วยการหาข้อมูลว่าสถานที่นั้นมีทางออกกี่ทาง รวมถึงจุดอื่นๆ ที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสรอด เช่น พื้นที่สูงที่สามารถปีนขึ้นไปหลบได้เพื่อที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะได้ลดความเสี่ยงจากการถูกฝูงชนดันให้ไปเจอกับมุมอับหรือทางตัน อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นว่าจุดที่อยู่นั้นเริ่มแออัดมากแล้วก็ควรรีบออกมาก่อนจะดีกว่ารอให้เกิดเหตุร้ายขึ้น

2.ในช่วงวิกฤตรักษาชีวิตสำคัญกว่าสิ่งของ เมื่อสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ต้องพยายามทรงตัวยืนอยู่อย่างมั่นคงให้ได้เพื่อพาร่างกายหนีรอดออกมาจากจุดนั้น แม้จะทำสิ่งของหล่นหายก็ต้องยอมตัดใจเพราะหากก้มลงไปหาอาจเกิดอันตรายจากการถูกเบียดจนล้ม 3.อย่าเข้าไปสวนแรงหรือพุ่งไปด้านหน้าตรงๆ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะต้านแรงจากฝูงชนที่ถาโถมเข้ามา แต่การมุ่งไปด้านหน้าตรงๆ ก็อาจถูกแรงกระทำให้ล้มได้ วิธีที่ถูกต้องคือการเคลื่อนที่เป็นแนวทแยงเฉียงออกจากศูนย์กลางของแรงไปทางด้านข้าง แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ไปติดอยู่ในมุมอับด้วย

4.เคลื่อนไหวและล้มให้ถูกวิธี เมื่อต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่คนแออัดเบียดเสียดกันมาก ขณะเดินต้องพยายามยกแขนขึ้นมาในระดับอก หรืออยู่ในท่าคล้ายตั้งการ์ดเตรียมต่อสู้ เช่นเดียวกับเมื่อล้มลงก็ต้องพยายามให้อยู่ในท่านอนตะแคงงอเข่าในสภาพคุดคู้ เอามือป้องกันศีรษะและให้ศอกกับเข่าติดกัน ซึ่งท่าเหล่านี้จะทำให้พอมีช่องว่างสำหรับให้ร่างกายพอขยับเขยื้อนและทรวงอกขยับเพื่อที่ยังพอหายใจได้ และ 5.มีสติ ข้อแนะนำทั้งหมดจะไม่ได้ใช้เลยในสถานการณ์จริง หากอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก (Panic) ไม่สามารถตั้งสติได้

ด้าน สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุสลดที่เกิดขึ้นในย่านอิแทวอนของ
เกาหลีใต้ มาจากความผิดพลาดของหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ไล่ตั้งแต่ไม่มีการเตรียมแผนบริหารจัดการ เพราะงานเทศกาลฮาโลวีนแม้จะไม่มีเจ้าภาพหลักแต่ก็จัดมาแล้วหลายปีไม่ใช่ครั้งแรก จึงน่าจะอยู่ในวิสัยที่สามารถคาดเดาจำนวนคนที่มารวมตัวกันได้เพื่อเตรียมกำลังพลและอุปกรณ์ในการรับมือ อีกทั้งยังพบการพยายามโทรศัพท์แจ้งเตือนความเสี่ยงหลายครั้งก่อนเกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังนิ่งเฉย

ทั้งนี้ หากเป็นการจัดงานที่มีการเตรียมการล่วงหน้าหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานนั้น จะต้องมีการวางแผนบริหารจัดการ ตั้งแต่ 1.ก่อนจัดงาน สำรวจและป้องกันจุดเสี่ยงติดป้ายบอกทางเข้า-ออก จัดการจราจร และเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น การเข้าถึงจุดเกิดเหตุของรถพยาบาล 2.ขณะจัดงาน ควบคุมจำนวนผู้เข้าร่วมงานไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยประเมินได้ เช่น อากาศยานไร้คนขับสำหรับถ่ายภาพในมุมสูง หรือกล้องวงจรปิดที่มองเห็นภาพมุมต่างๆ ในพื้นที่นั้น แล้วรายงานผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น เพื่อแจ้งเตือนพร้อมให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าเวลานี้คนแน่นแล้วไม่ควรเข้ามาอีก

“จุดเสี่ยงต่างๆ อย่างถนนที่มันแคบๆ แล้วคนมาเยอะๆ แล้วเป็นเนินด้วย อย่างน้อย Flow (การไหล) ของการเข้า-ออก มันก็ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมไม่ให้แน่นขนาดนี้ ของเราลอยกระทงก็เช่นกัน ส่วนไหนที่เป็นท่าน้ำที่มีอันตราย ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยกั้น ไม่เช่นนั้นคนก็แห่กันไป น้ำหนัก (โป๊ะ) ก็เยอะเกินไปแล้วรับไม่ได้ก็ล่ม คนไปเที่ยวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คนนำ-คนสั่ง ที่รู้เรื่อง เป็น Organize (ผู้จัดงาน) มีศูนย์รวม-ศูนย์กลางที่คอยสั่งว่าห้ามไปทางนั้นทางนี้ คนเขาจะเชื่อ” อาจารย์สุพรรณ ระบุ

นอกจากการเตรียมพร้อมของผู้จัดงานหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่แล้ว อาจารย์สุพรรณ ยังกล่าวอีกว่า“การเอาชีวิตตนเองให้รอดและช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นทักษะที่ทุกคนควรรู้” ตั้งแต่การประเมินเพื่อตัดสินใจหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงหรือหนีออกจากจุดเสี่ยงได้ทันก่อนที่เหตุจะเกิดขึ้น การตั้งหลักยืนหรือเดินอย่างไรไม่ให้ล้มและยังสามารถหายใจเข้า-ออกได้ ไปจนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ที่ จ.อุดรธานี เคยมีกรณีนักเรียน-นักศึกษาที่ผ่านการอบรม CPR สามารถใช้ทักษะดังกล่าวปั๊มหัวใจช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุถูกไฟดูดไว้ได้

“ต้องมี 3 ขั้นตอนอย่างน้อย ก่อนเกิดต้องมี Risk Management (การบริหารจัดการความเสี่ยง) ขณะอีเว้นท์เกิดก็ต้อง Monitor (เฝ้าระวัง) แล้วก็ต้องมี Emergency Plan (แผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน) ว่าอย่างนี้รถพยาบาลเข้าไม่ได้คนจะปั๊มหัวใจก็ปั๊มกันไม่เป็นอีก ช่วยกันปั๊มก็ปั๊มผิดปั๊มถูก ก็ตายกันหมดเหมือนกัน เรื่อง CPR เป็นสิ่งที่เบื้องต้นจะต้องรู้” อาจารย์สุพรรณ กล่าวย้ำ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา (จบ) ‘ยั่งยืน’ต้องมี‘สิทธิที่อยู่อาศัย’

Posted on October 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689013

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา (จบ)  ‘ยั่งยืน’ต้องมี‘สิทธิที่อยู่อาศัย’

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา (จบ) ‘ยั่งยืน’ต้องมี‘สิทธิที่อยู่อาศัย’

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยังคงอยู่กับวงเสวนา “สิทธิในชีวิตเมือง-คนจนเมือง ชุมชนชายขอบ กับความเป็นธรรมในการพัฒนา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “เสียงผู้คนในพื้นที่ ภายใต้วิกฤตภูมิอากาศ-โลกรวน” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับอีกหลายองค์กร โดยในตอนที่แล้ว (เสาร์ที่ 29 ต.ค. 2565) เป็นตัวอย่างเสียงสะท้อนของชุมชนบนที่ดินรถไฟ จ.ขอนแก่น ส่วนในฉบับนี้จะเป็นมุมมองของนักวิชาการ ว่าด้วยสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินของคนฐานรากในเมือง

ผศ.ดร.สักรินทร์ แซ่ภู่ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า แต่เดิมนั้นสังคมไม่ได้มีมุมมองเรื่อง “การครอบครองพื้นที่ (Sense of Belonging)” ดังนั้นที่ดินหรือทรัพยากรต่างๆ จะถูกใช้แบบแบ่งปันร่วมกัน ซึ่ง “ระบบสิทธิในที่ดินนั้นเกิดในประเทศไทยไม่น่าจะเกิน 100 ปี” โดยแบ่งเป็นที่ดินส่วนบุคคล ที่ดินของรัฐ ที่ดินสาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่เปิดที่ใครจะเข้าไปใช้ประโยชน์อะไรก็ได้

ในขณะที่ประเด็นมุมมองเรื่องการครอบครองพื้นที่ยังไม่ทำให้ตกผลึกชัดเจน ก็เกิดการใช้กฎหมายไปกดทับอีกชั้นหนึ่ง เช่น บอกชาวบ้านว่าอยู่อาศัยบนที่ดินของรัฐ (ซึ่งแต่ก่อนไม่มีเส้นแบ่งแบบนี้อยู่) ประการต่อมา “การตั้งถิ่นฐาน-การตั้งถิ่นฐานซ้อน (Settlement-Resettlement)” ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ดิน จึงจำเป็นต้องการเกิดการแทรกสอด เช่น ในเขตพระโขนงองกรุงเทพฯ ชุมชนของคนจนเมือง แต่เดิมอยู่ตามตะเข็บ ระยะหลังๆ ดีขึ้นมาบ้างคืออยู่บริเวณสันทางเดิน หรืออยู่ตามพื้นที่เล็กๆ ที่พอจะอนุญาตให้ประชากรกลุ่มนี้อยู่อาศัยได้

“แต่ก่อนถ้าเราคุยเรื่องการปรับปรุงชุมชน สัก 20 ปีก่อนไม่มีใครพูดเรื่องย้ายออก เราโรแมนติกกันมากถึงขนาดบอกว่าเราต้องอยู่ในที่ดินเดิม แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะว่าทุกคนเข้าใจสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงดี แม้กระทั่งในเมืองขอนแก่นเองเราก็เข้าใจว่าย้ายก็ได้ ขยับก็ได้ ไม่อยู่ในที่เดิมก็ได้ แต่ว่าที่ไหนล่ะ? อันนี้ก็เป็นโจทย์ออกมา มันสะท้อนไปถึงเรื่องกลไกการกระจายการถือครองซึ่งมันมหาศาลมาก อย่างที่เรารู้ว่าคน 10% ครอบครองพื้นที่ 90% ของประเทศ

อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่โครงสร้างและกลไกการถือครองที่ดินไม่ได้กระจาย ไม่สร้างกลไกแห่งการกระจาย ไม่มีลักษณะของการใช้อัตราภาษีเชิงก้าวหน้า เหมือนเราไม่ใช้ที่ ที่นี้รกร้างคนก็ไปปลูกกล้วยหนี แต่จริงๆ มันมีกฎหมายอีกชุดหนึ่งที่ควรจะเข้าใจ คือถ้ามันถือครองมากเกินกว่าปกติ มันก็เป็นการถือครองเพื่อเก็บสะสมความมั่งคั่งของตัวเอง ซึ่งอันนี้เป็นกฎหมายชุดหนึ่งที่เมืองไทยยังไปไม่ถึง อย่างเช่น สักรินทร์มีสิทธิจะครอบครองเท่าไรก็ได้ ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าผมจะมีสิทธิถือครองเท่าไร” ผศ.ดร.สักรินทร์ กล่าว

ผศ.ดร.ปิยพร ท่าจีน รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า เรื่องราวของการใช้ที่ดินนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นภาพของการแย่งชิงกันระหว่าง 3 กลุ่ม คือรัฐเอกชนและประชาชน เนื่องจากที่ดินนั้นมีจำกัด แต่ความยากของโจทย์คือ “ความเป็นธรรม” เช่น ชาวบ้านอาจคิดว่าตนเองมีสิทธิอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินเพราะตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย กระทั่งวันหนึ่งชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของนายทุน เป็นต้น

อาทิ มีชุมชนหนึ่งอาศัยอยู่ในซอย ต่อมามีนายทุนต้องการสร้างคอนโดมิเนียมสูง แต่ชาวบ้านก็ต่อสู้คัดค้านเพราะมองว่าคอนโดมิเนียมจะส่งผลกระทบต่อ
ผู้อยู่อาศัยอื่นๆ โดยรอบ อนึ่ง ภาครัฐอาจจะไม่ฟังเสียงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้สามารถสื่อสารกับสังคมภายนอกเพื่อให้เสียงของชุมชนมีพลังมากขึ้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยพลังชุมชนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะประชาชนไม่สามารถคาดหวังกับรัฐหรือนายทุนได้ ซึ่งการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ ภาควิชาการจะทำหน้าที่ประสาน สร้างเครือข่ายเพื่อให้แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

“ในส่วนของ มรภ.จันทรเกษม เราทำงานในพื้นที่มาโดยตลอด เรามีพื้นที่อยู่ที่ จ.ชัยนาท เราก็ทำเรื่องนี้ เรื่องปัญหาเกษตรกร ส่วนใหญ่เวลาเราทำงาน เราทำงานในส่วนหนุนเสริม โดยเป้าหมายหลักเราไม่ค่อยเชื่อใจรัฐแม้เราเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแต่เรารู้ว่าเราต่อสู้กับรัฐหรือต่อสู้กับนายทุน เราจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เราเสนอแนวทางได้ เราดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาให้เรา เช่น เรารู้ว่าตรงนี้จะเจอปัญหากับในส่วนของภาครัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่นอะไรต่างๆ เราก็ดึงเขาเข้ามาให้มีส่วนร่วม” ผศ.ดร.ปิยพร กล่าว

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นได้รับรู้มาตั้งแต่อายุ 20 ปี ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย จนปัจจุบันอายุ 70 ปีแล้วก็ยังได้ยินอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ “การพัฒนาที่ยั่งยืน หนึ่งในตัวชี้วัดคือหลักประกันด้านที่อยู่อาศัย” และในเมื่อรัฐไปลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ รัฐจึงมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้วย ไม่ว่าที่อยู่อาศัย การทำมาหากินและอื่นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพสะท้อนของความล้มเหลวด้านการเมืองการปกครองของประเทศไทย

ซึ่งทิศทางการบริหารประเทศจะให้ความสำคัญอย่างเน้นหนักกับด้านเศรษฐกิจ เช่น รถไฟ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง หรือก็คือการทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองการพัฒนาต่างๆ “คนเล็กคนน้อยเป็นมิติที่ถูกลืม” จึงเป็นวาระของทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ ในการทำให้บรรดาคนที่ถูกมองไม่เห็น กลายเป็นวาระสำคัญเชิงประจักษ์และอยู่ในตัวชี้วัดเป้าหมายของการพัฒนา

“รัฐบาลประเทศไทยก็สร้างข้อผูกพันให้ตัวเองนะ ประเด็นหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คือในเรื่องที่อยู่อาศัย แต่อะไรคือตัวชี้วัด อะไรคือมาตรการ ตรงนี้มันจะสะท้อนว่ามิติของการเพิ่มขึ้นของประชากรและการเชื่อมโยงกับประเด็นการวางผังเมือง ที่ประสบปัญหาและที่เจอมากับตัว เวลาไปจังหวัดไหน เขามีสำนักงานการจัดการผังเมืองนะ ประเทศไทยมีนะ แต่เขาจะเป็นร่างเสมอ ร่างผังเมือง ยังไม่ประกาศใช้ สร้างมานานแต่ยังเป็นร่างเสมอ

แล้วร่างนี้เปลี่ยนแปลงได้ตามเส้นทางทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ถ้าเป็นชายฝั่งก็เป็นทิศทางการขยายอุตสาหกรรมริมชายฝั่ง ถ้าเป็นเมืองก็รถไฟ ประเด็นที่จะเชื่อมโยงเป็นวาระที่เราจะต้องหาทางออกด้วยกันก็คือว่า แล้วทิศทางการพัฒนาประเทศของเรามันได้พูดถึงเรื่อง Inclusion (รวม) หรือว่าในแง่ของการที่จะใส่ใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมหรือเปล่า มันไม่ใช่แค่ปัญหาทางโครงสร้างการบริหารจัดการ แต่มันเป็นเรื่องของความคิดในการพัฒนา” ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าว

หมายเหตุ : เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งมีทั้งหมด 17 ข้อ เป็นแนวทางที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดหวังให้ประเทศต่างๆ บรรลุภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) โดยไทยนั้นร่วมลงนามรับแนวทางดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2558

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,637 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด
เป๊ก เศรณี ตอบชัดความสัมพันธ์กับ แอนโทเนีย หลังลือหนักซุ่มคบกัน
ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร
สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d