Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา(1) 2มุมถกเถียง‘บุกรุกvsบุกเบิก’

Posted on October 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/688875

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา(1)  2มุมถกเถียง‘บุกรุกvsบุกเบิก’

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา(1) 2มุมถกเถียง‘บุกรุกvsบุกเบิก’

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับอีกหลายองค์กร จัดงานสัมมนา “เสียงผู้คนในพื้นที่ ภายใต้วิกฤตภูมิอากาศ-โลกรวน” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยหนึ่งในกิจกรรมคือวงเสวนา “สิทธิในชีวิตเมือง-คนจนเมือง ชุมชนชายขอบกับความเป็นธรรมในการพัฒนา” ยกตัวอย่างในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดย ลัดดา สุทธิสำราญ ตัวแทนกลุ่มสหกรณ์เคหสถาน 4 ชุมชนเมืองไผ่ จ.ขอนแก่น เล่าว่า ชุมชนอยู่บนที่ดินรถไฟ และพยายามเรียกร้องต่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้ประชาชนได้เช่าที่ดินในระยะยาว

ซึ่งที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้เข้ามาแนะนำเรื่องการตั้งชุมชนและการระดมทุนเพื่อเช่าที่ดิน แต่สุดท้ายการรถไฟฯ ก็ไม่ยอมให้เช่าโดยอ้างว่าที่ดินจุดนั้นเป็นพื้นที่สีเขียว ประกอบกับการพัฒนาของ อ.บ้านไผ่ ที่มุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านมีแนวคิดตั้งสหกรณ์และระดมเงินออมเพื่อจัดซื้อที่ดินตั้งชุมชนใหม่ แต่ด้วยความที่ยังไม่ชัดเจนว่าการรถไฟฯ จะไล่รื้อชุมชนเดิมหรือไม่

ชาวบ้านจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มที่ต้องการย้ายไปอยู่ในที่ใหม่เนื่องจากเห็นว่าที่เดิมเป็นที่รถไฟแถมยังเกิดน้ำท่วมได้ง่าย กับกลุ่มที่ไม่อยากย้ายออกจาก
ที่เดิม ท่ามกลางกระแสข่าวว่าที่ดินจุดนั้นอย่างไรเสียก็ต้องถูกใช้เพื่อการพัฒนาเมือง ตลอดจนโครงการรถไฟความเร็วสูงจึงต้องการให้การรถไฟฯ ประกาศให้ชัดเจนว่าจะใช้ที่ดินจุดดังกล่าวหรือไม่ และหากใช้จะใช้เนื้อที่ประมาณเท่าใด

“สหกรณ์ก็มีความเป็นห่วงว่า ถ้าสมมุติการรถไฟยังนิ่งเฉยอยู่แบบนี้ชาวบ้านเดือดร้อน สมมุติการรถไฟมีการขยับจริงชาวบ้านจะไปอยู่ที่ตรงไหน ซึ่งตอนนี้พวกเราทางสหกรณ์ถ้าเราไม่มีสมาชิกเต็ม เราก็ต้องเป็นหนี้ของ พอช. กู้เงิน พอช. มา ถ้าเราไม่รีบทำตรงนี้ชาวบ้านก็จะเดือดร้อนก็เลยพยายามที่มาเวทีต่างๆ เพื่อสะท้อนให้รู้ว่าอยากจะให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามารับรู้ ไปคุยการรถไฟให้หน่อย เคยพูดกับการรถไฟก็เคยพูดแล้วว่าอย่างน้อยๆ ให้คุณไปสำรวจมาให้หน่อย เช็คดูให้หน่อยว่าจะไล่ออกจริงไหม

ซึ่งที่ตรงนี้พวกเรารองรับสมาชิกในชุมชน มันยังเหลืออยู่อีก 100 ครัวเรือนที่จะอยู่ ซึ่งถ้าสมมุติเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ อีกส่วนหนึ่งก็จะอยู่ที่เดิมได้ เพราะว่าที่ทั้งหมดเหลืออยู่ 113 ไร่ แต่เขาบอกอยู่ได้ 16 ไร่กว่าๆ ก็คือถ้าส่วนหนึ่งที่มีศักยภาพก็อยากให้เขาออกไปอยู่ตรงนี้ ซึ่งก็ใช้เงิน เราก็เป็นหนี้ จ่ายไปแล้วแต่จ่ายเป็นรายเดือน ซื้อบ้านพร้อมที่ดินจ่ายรายเดือน มันก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าสมาชิกคนไหนที่เขาไม่สามารถจะออกไปได้ ก็อยากจะให้เขาอยู่ที่เดิม ซึ่ง 16 ไร่กว่าๆ ก็คงจะรองรับได้อยู่” ลัดดา กล่าว

ลัดดา ยังกล่าวอีกว่า ท่าทีที่ชัดเจนของการรถไฟฯ จะทำให้ชาวบ้านตื่นตัวและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ โดยสหกรณ์เองก็พยายามคุยกับชาวบ้าน เช่น บ้านหลังหนึ่งมี 3 ครัวเรือน ก็น่าจะให้ลูกย้ายไปเตรียมตัวในพื้นที่ใหม่สัก 1 ครัวเรือน ไปออมเงินเพื่อซื้อที่ดินไว้ก่อน เฉลี่ยจ่ายอยู่ที่ 750 บาท/เดือน หากสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าชุมชนต้องย้ายออกจริงๆ อย่างน้อยก็ยังมีบ้านในพื้นที่ใหม่รองรับ อีกทั้งพื้นที่ใหม่อย่างไรเสียก็มั่นคงกว่าพื้นที่เดิม อนึ่ง ตนเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุก เพราะอยู่มาตั้งแต่พื้นที่ยังเป็นป่ารกร้าง และชุมชนเป็นผู้สร้างความเจริญเสียด้วยซ้ำ

“ถ้าฉันมีฉันจะมาอยู่ตรงนี้ไหม พอดีว่าพ่อแม่เราไม่ใช่คนมีเงิน เขาหาเช้ากินค่ำ พ่อแม่พามาอยู่เราก็ต้องมาอยู่แล้วมาว่าเราบุกรุก จะว่าบุกรุกมันก็ไม่เชิง แต่ว่าคำพูดคำนี้มันเจ็บ เพราะถ้าคุณว่าฉันบุกรุกที่ อย่างบางทีหน่วยงานราชการก็พูดเหมือนกัน รู้ว่าน้ำท่วมและเป็นที่รถไฟแล้วมาอยู่ทำไม แล้วคุณทำไมไม่หาพื้นที่ให้เราอยู่ เคยพูดกับเขาอย่างนี้ด้วย คุณบอกว่าพวกเราบุกรุก เรารู้ว่ามันเป็นที่รถไฟและเป็นที่น้ำท่วม แต่คุณจะให้เราไปอยู่ที่ไหน คนที่มีเยอะก็มีเยอะมากแต่คนที่ไม่มีทำไมคุณไม่จัดสรรมาให้ ให้ตรงไหนก็ได้ถ้าคุณจะให้ไปอยู่ ก็พร้อมที่จะไปเหมือนกัน” ตัวแทนกลุ่มสหกรณ์เคหสถาน 4 ชุมชนเมืองไผ่ จ.ขอนแก่น ระบายความอัดอั้นในใจ

เช่นเดียวกับ สมถวิล พิมพิทักษ์ ตัวแทนเครือข่ายชุมชนรถไฟเมืองขอนแก่น เล่าว่า การอยู่ในที่ดินรถไฟ เป็นข้อจำกัดที่ทำให้หน่วยงานอื่นๆ ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านได้เต็มที่ เช่น เมื่อเกิดน้ำท่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำได้เพียงแจกถุงยังชีพเท่านั้น และเมื่อมีโครงการพัฒนา เช่น รถไฟความเร็วสูง ชุมชนที่ตนอยู่ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120 ครัวเรือน ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ก็จะต้องย้ายออก แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าแล้วชุมชนจะไปอยู่ที่ใดและคิดว่าคนในชุมชนผู้บุกเบิกไม่ใช่ผู้บุกรุก เพราะอยู่มาตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีความเจริญเข้ามาในเมือง

ด้านผู้ดำเนินการเสวนา ณัฐวุฒิ กรมภักดี ตัวแทนศูนย์ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น กล่าวเสริมว่า เรื่องการมองชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐแบบนี้ว่าเป็นผู้บุกรุกในสายตาของคนภายนอก แต่ในมุมของชาวบ้านงานวิจัยหลายชิ้นชี้ถึงวัฒนธรรมการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานไปสู่พื้นที่เมืองใหญ่โดยหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ กรณีของ จ.ขอนแก่น ยุคแรกๆ ของการอพยพย้ายถิ่น เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นจากแรงงานที่มาก่อสร้างทางรถไฟ

ต่อมาก็เกิดชุมชนลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่ง ซึ่งเป็นแรงงานที่อพยพมาจากชนบทเพราะรายได้จากภาคเกษตรไม่ตอบโจทย์ จากนั้นในวันหนึ่งเมื่อการรถไฟฯ ต้องการใช้ที่ดินก็จะมีกระบวนการรื้อย้ายชุมชนออกไป ทั้งนี้ “ที่อยู่อาศัยถือเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน” ไม่ใช่เรื่องการบุกรุกหรือผิดกฎหมาย หากคนในประเทศยังไม่สามารถมีที่หลับที่นอนที่ดีได้ ในขณะที่ที่ดินมากมายกลับไปกองอยู่แค่คนไม่กี่เปอร์เซ็นต์

มุมมองจากนักวิชาการ รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า เรื่องทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่และไม่เคยถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ มีเพียงการแก้ไขเป็นรายประเด็นหรือสถานการณ์ ไม่สามารถไปสู่ทางออกได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน กลายเป็นยิ่งแก้ยิ่งยุ่งไม่ต่างกับวนอยู่ในอ่าง หรือบางครั้งแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งแต่ไปสร้างปัญหาในอีกเรื่องหนึ่ง

ดังนั้นปัญหานี้จึงเรียกได้ว่าเป็น “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ซึ่งต้องว่ากันถึงวิธีคิด เช่น จะมองว่าเป็นการบุกเบิกหรือบุกรุก ขณะที่เมื่อปัญหาเดิมยังไม่ถูกแก้แต่มีปัญหาใหม่เข้ามาเพิ่มเติมซ้อนทับมากขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นการตกผลึกที่ไม่ดีในภาพรวม ส่วนสิทธิต่างๆ นั้นก็เป็นเพียงตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย แต่ไม่ได้ออกไปปรากฏในโลกแห่งความเป็นจริง แม้กระทั่ง “สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร” ซึ่งต้องเป็นไปมากกว่าข้อมูลที่รัฐมองว่าให้รู้เท่านี้พอแล้ว แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ชาวบ้านอยากรู้เพื่อให้สามารถวางแผนชีวิตของตนเองได้

“เหล่านี้มันนำไปสู่ความไม่แน่นอน ซึ่งความไม่แน่นอนอันนี้ถ้ามันเกิดจากดินฟ้าอากาศ เกิดจากธรรมชาติก็ยังพอว่าได้ แต่นี่มันไม่ใช่ ไม่แน่นอนทั้งปวงในเชิงระบบและกระทบปัญหาเชิงโครงสร้างที่มาจากความไม่แน่นอนทั้งปวง มันเป็นผลกระทบจากทุนบวกรัฐ ซึ่งก็เป็นรัฐเอื้อทุน ทุนผนวกกำลังกับรัฐ มันทำให้ระบบบริหารจัดการที่ควรจะเป็นเชิงซ้อน ควรจะตอบโจทย์ทุกหมู่เหล่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

มันออกมาในแนวกฎหมายเชิงเดี่ยว มองที่กลุ่มบางกลุ่มมันก็เลยเป็นพีระมิดไปเรื่อยๆ ไม่มีวันที่จะผสานระหว่างคนที่เป็นฐานพีระมิด ที่จะเกลี่ยและเฉลี่ยความร่ำรวยหรือการเข้าถึงที่ดิน ไม่ว่าจะในรูปของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองหรือสิทธิกินอยู่หรืออะไรก็แล้วแต่ มันไม่ถูกบริหารจัดการ ระบบมีให้เลือกตั้งเยอะ แต่ว่าไปเลือกเอาแค่ไม่กี่ระบบ” รศ.ดร.คนึงนิจ กล่าว

รศ.ดร.คนึงนิจ กล่าวต่อไปว่า เมื่อรัฐซึ่งมีอำนาจทางปกครองผนึกกำลังกับทุนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ย่อมชนะอำนาจของประชาชน แม้ในทางทฤษฎีจะบอกว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก็ตาม ดังนั้นเรื่องนี้ต้องแก้ไขกันให้ลงไปถึงรากหรือส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ เพราะลำพังอำนาจทุนอย่างเดียวไม่มีทางชนะหากไม่บวกกับอำนาจรัฐ ซึ่งอำนาจรัฐเปลี่ยนแปลงได้หากผู้มีอำนาจให้ความสำคัญกับประชาชน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะระบบการศึกษาในประเทศไทยไม่สามารถทำให้รากฐานความคิดเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนั้น

“เวลาบอกว่าทิศทางพัฒนาประเทศ ดูเผินๆ เหมือนกับเป็นอำนาจรัฐเพียวๆ แต่จริงๆ ไม่ใช่ ดูถนนตัดไปหาไหน โครงสร้างมันจะกำหนดทิศทางการพัฒนาโดยใครกันแน่ มันจะไปอยู่ในพื้นที่ของใครกันแน่ ฉะนั้นการจะทำให้ภาคสังคมเข้มแข็งกว่านี้ แล้วก็สามารถเข้าไปเป็นผู้แสดงหลักของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อตรวจสอบว่าภาครัฐทำงานไหม ต้องรับผิดชอบต่อมิอะไร เป็นเรื่องที่เหนื่อยแล้วก็ลำบากกว่าอีกหลายประเทศที่เขาได้ทำๆ กันมาแล้ว” รศ.ดร.คนึงนิจ กล่าวทิ้งท้าย

(อ่านต่อฉบับวันที่ 30 ต.ค. 2565)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ข้อมูลดี-ประกันสังคมถ้วนหน้า ยกระดับชีวิตแรงงานนอกระบบ

Posted on October 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/688138

สกู๊ปแนวหน้า : ข้อมูลดี-ประกันสังคมถ้วนหน้า  ยกระดับชีวิตแรงงานนอกระบบ

สกู๊ปแนวหน้า : ข้อมูลดี-ประกันสังคมถ้วนหน้า ยกระดับชีวิตแรงงานนอกระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.55 น.

ยังคงอยู่กับงานเสวนา “วิกฤตข้าวของแพง ค่าแรงต่ำ : แรงงานนอกระบบอยู่กันอย่างไร” จัดโดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ประเทศไทย และ Friedrich-Ebert-Stiftung Thailand ซึ่งเมื่อฉบับที่แล้ว (เสาร์ที่ 22 ต.ค. 2565) เป็นการสะท้อนปัญหาและข้อเรียกร้องของแรงงานนอกระบบหลายกลุ่ม ส่วนฉบับนี้เป็นมุมมองจากภาครัฐทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายการเมือง ว่ามีแนวทางใดที่จะช่วยเหลือแรงงานเหล่านี้ได้บ้าง

นภสร ทุ่งสุกใส ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงรายงานการสำรวจแรงงานนอกระบบ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติดำเนินการสำรวจทุกปี (สำหรับรายงานปี 2565 น่าจะเผยแพร่ได้ในช่วงต้นปี 2566) ซึ่งรายงานของปี 2564 พบว่า ประเทศไทยมีคนที่ยังมีงานทำ 37.7 ล้านคน ลดลงจากก่อนหน้าที่มีอยู่ประมาณ 39.5 ล้านคน และในบรรดาคนที่มีงานทำ 37.7 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 19.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 52 ของจำนวนคนมีงานทำทั้งหมด สะท้อนภาพสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้คนออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น

“ประมาณ 75% ของแรงงานนอกระบบทั้งหมด อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ส่วนในกรุงเทพฯ-ภาคกลาง จะมีน้อยที่สุด ในเรื่องของระดับการศึกษา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับประถมศึกษา ประมาณ 56.5% ในเรื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แรงงานนอกระบบกว่าครึ่งทำงานอยู่ในภาคเกษตร แม้แต่บุคคลซึ่งเป็นแรงงานในระบบเดิมเมื่อเจอวิกฤตทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโควิด

แล้วมาต่อเนื่องด้วยวิกฤตทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงคราม (รัสเซีย-ยูเครน) แล้วส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน ทำให้แรงงานในระบบเหล่านี้จำเป็นต้องผันตัวเองออกไปสู่นอกระบบดังนั้นระบบเดียวที่ประเทศไทยรองรังบุคคลเหล่านี้ได้ก็คือภาคเกษตร เพิ่มมากขึ้นถึง 11.4 ล้านคน หรือ 58% ของคนที่อยู่เป็นแรงงานนอกระบบ แล้วก็ไปทำงานภาคบริการ-ภาคการค้า 32%” นภสร ระบุ

นภสร กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่การสำรวจในปี 2548 เป็นต้นมา “ค่าตอบแทน” เป็นปัญหาอันดับ 1 ของแรงงานนอกระบบ โดยได้ต่ำกว่าแรงงานในระบบราว 2-3 เท่า รองลงมาคือ “งานขาดความต่อเนื่อง” หมายถึงมีงานเข้ามาไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นรายได้จึงไม่สม่ำเสมอตามไปด้วย ในขณะที่ “งานหนัก” ตามมาเป็นปัญหาอันดับ 3 อีกด้านหนึ่ง งานของแรงงานนอกระบบไม่สามารถควบคุมด้านความปลอดภัยและการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมได้เมื่อเทียบกับการเป็นแรงงานในระบบ (เช่น แรงงานในโรงงาน) ซึ่งมีข้อกฎหมายกำหนดไว้

โดยปัจจุบัน กระทรวงแรงงาน อยู่ระหว่างการปรับปรุงฐานข้อมูลแรงงานนอกระบบที่มีอยู่หลายฐานและซ้ำซ้อนให้สมบูรณ์และเป็นฐานเดียวกัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. 2566 ซึ่งหากแล้วเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการเชิญชวนให้แรงงานนอกระบบมาขึ้นทะเบียน ซึ่งจะทำให้รู้ปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของแรงงาน นอกจากนั้นยังมีความพยายามเร่งรัดการออกกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานนอกระบบ โดยหวังว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปี 2566 สุดท้ายคือการทำแผนขับเคลื่อนการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ ในลักษณะแผน 5 ปี

นครินทร์ อมเรศ รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.-แบงก์ชาติ) ย้ำถึงความสำคัญของ “ข้อมูล” ที่เก็บกันมาตั้งแต่ยุคกระดาษจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ แต่คน 1 คนอยู่ในฐานข้อมูลหลายชุดมาก ตั้งแต่ทะเบียนราษฎร ประกันสังคม-บัตรทอง การใช้สิทธิคนละครึ่ง บัญชีเงินฝาก การขึ้นทะเบียนอาชีพต่างๆ ฯลฯ คำถามที่น่าสนใจคือ “ทุกคนมีเลขประจำตัว 13 หลักใช้กันตลอดชีวิต แต่ทำไมต้องจัดเก็บข้อมูลใหม่ซ้ำซ้อนหลายชุด” และจะให้หน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลข้อมูลเหล่านี้นำมาเชื่อมต่อกันได้อย่างไร

และที่มากไปกว่านั้น “ทำไมจึงมีแต่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ภาคเอกชนที่มีทุนมาก และผู้กำหนดนโยบาย ที่สามารถใช้ข้อมูลได้ ทั้งที่จริงๆ ประชาชนก็ควรมีสิทธิที่จะได้ใช้ด้วย” เช่น คนคนหนึ่งอยากเปิดกิจการที่พักแรม เบื้องต้นคือต้องไปยื่นขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน และเมื่อได้ใบอนุญาตประกอบกิจการมาแล้วก็ไม่ได้การันตีว่ากิจการจะไปรอด แต่ในความเป็นจริง มีข้อมูลที่สามารถทำให้วางแผนได้ว่าสมควรจะเปิดกิจการหรือไม่ เช่น จำนวนที่พักแรมในละแวกนั้น

หรือใครจะเปิดร้านขายของก็ควรได้ทราบว่าบริเวณรอบๆ นั้นมีร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายของชำเปิดอยู่แล้วกี่แห่ง เป็นต้น “ครั้นจะให้คนธรรมดาๆ ทั่วไปที่ไม่ได้เรียนเรื่องการวิเคราะห์ตัวเลขไปทำเองก็คงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้บริการประชาชนหรือไม่?” ทั้งนี้ ในประเทศอังกฤษมีกฎหมายกำหนดให้ธนาคารต้องแบ่งปันข้อมูลของลูกค้าซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ กับธุรกิจสตาร์ทอัพที่มาขอข้อมูลเพื่อไปทำธุรกิจให้บริการ ซึ่งก่อนจะมีกฎหมายนี้ มีสตาร์ทอัพเพียงรายเดียว แต่หลังมีกฎหมาย จำนวนสตาร์ทอัพก็เพิ่มขึ้นเป็น 200 ราย

แม้กระทั่งในไทยก็มีตัวอย่างอ้างอิงได้ นครินทร์ เล่าถึงช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ยังรุนแรงถึงขั้นรัฐต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ได้ยินเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งบอกว่าไม่สามารถขอกู้เงินได้ แต่เมื่อมองออกไปก็เห็นภาพของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสั่งและส่งอาหาร จึงเกิดความคิดว่าในเมื่อผู้เข้าร่วมกับแพลตฟอร์มทั้งร้านอาหารและผู้รับงานขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหารต่างก็มีข้อมูลรายได้ ก็น่าจะใช้ข้อมูลนี้ยื่นขอกู้เงินกับธนาคารได้ นำไปสู่การที่ ธปท. ชวนแพลตฟอร์มอย่างไลน์แมนมาจับมือกับธนาคารออมสิน สามารถปล่อยสินเชื่อไปได้ 1,400 ราย เป็นเงิน 80 ล้านบาท

“กิจกรรมที่เราทำ ทำอย่างไรให้มันเป็นส่วนหนึ่งของภาพที่ผู้ให้บริการทางการเงินจะรู้จักเราได้ผมว่ามันถึงจุดที่ถ้าราชการยอมรับความจริงข้อหนึ่งซึ่งแบงก์ชาติยอมรับ คือเราทำเองไมได้ เราต้องทำด้วยกัน มันก็เท่านั้น แต่ทีนี้ข้อยากคือมันแค่ 80 ล้านบาท คนเดือดร้อนมันไม่ใช่ 1,400 คน มันคือ 14 ล้านคน จะเพิ่มจาก 80 ล้านให้เป็น 8 หมื่นล้าน หรือ 8 แสนล้านอย่างไร แบบที่ไม่ใช่ให้คนละเดือน ให้แล้วก็เจ๊งไป ผมว่ามันเป็นโจทย์ที่ด้วยความเคารพนะ มันไม่มีใครช่วยเรา แต่เราคงต้องใช้มือถือเพิ่มเติมไปมากกว่าการเช็คหวย”นครินทร์ กล่าว

สุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้ กมธ.แรงงาน กำลังผลักดันให้ระบบประกันสังคมครอบคลุมและเท่าเทียมทั้งแรงงานในและนอกระบบ ซึ่งสำหรับคนเป็นแรงงานในระบบจะทราบดีว่า การได้เป็น
ผู้ประกันตนมาตรา 33 เมื่อถึงวันที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีมีโอกาสได้บำนาญ 3,000 บาท/เดือน ซึ่งอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ในขณะที่แรงงานนอกระบบ ในวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไป ได้เพียงเบี้ยยังชีพเดือนละ 600 บาท ซึ่งไม่พอกับการดำรงชีวิต

“ท้ายสุดจะไปมองเป้าหมายเลยคือระบบรัฐสวัสดิการ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ” ประธาน กมธ. แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดซาแต่ยังเจอสินค้าแพง แรงงานนอกระบบเจ็บซ้ำซ้อน

Posted on October 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/688003

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดซาแต่ยังเจอสินค้าแพง  แรงงานนอกระบบเจ็บซ้ำซ้อน

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดซาแต่ยังเจอสินค้าแพง แรงงานนอกระบบเจ็บซ้ำซ้อน

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับวงเสวนา “วิกฤตข้าวของแพง ค่าแรงต่ำ : แรงงานนอกระบบอยู่กันอย่างไร” จัดโดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ประเทศไทย และ Friedrich-Ebert-Stiftung Thailand เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่ง กชพร กลักทองคำ อุปนายกสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 เชื่อว่ายังคงต้องฟื้นฟู เช่น ผู้ที่เคยติดเชื้อก็พบว่าหลายคนสุขภาพไม่เหมือนเดิม ขณะที่อีกหลายคนก็ยังไม่มีงานหรือมีงานแล้วแต่เพิ่งเริ่มทำงานยังไม่คุ้นเคย แต่ก็ต้องมาเจอปัจจัยใหม่ คือราคาสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงในบางพื้นที่ก็ยังเจอปัญหาน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน บรรดาบริษัทต่างๆ ก็เริ่มหันไปจ้างแรงงานอื่นที่ต้นทุนถูกกว่า เช่น กลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำ หรือไปจ้างงานตามแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกด้านหนึ่ง ตนเองซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน แม้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะกลับมามีงานมากขึ้น แต่คนทำงานกลับมีรายได้ลดลงเพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ต้นทุนอยู่ที่ร้อยละ 60 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 75-80 เพราะต้องไม่ลืมว่ารายได้ส่วนหนึ่งต้องกันไว้เป็นเงินทุนสำหรับซื้อวัสดุอุปกรณ์มาใช้ในการทำงาน

“ตัวเราเองและพี่น้องที่เราอยู่ด้วยก็เป็นกลุ่มผู้รับงานมาทำที่บ้าน ตอนนี้ต้นทุนในการผลิตสินค้าที่เรารับงานมา เป็นผ้า เป็นด้าย อุปกรณ์ การเดินทาง การขนส่ง ค่าน้ำ-ค่าไฟ รวมทั้งค่าแรงด้วย เพราะว่ากลุ่มของเราหลายกลุ่ม กลุ่มใหญ่ๆ เขาจะจ้างแรงงานรายวันด้วย แล้วก็เหมาช่วงด้วย นี่คือต้นทุนที่เราต้องแบกรับภาระ ในขณะที่ลูกค้าเราเองขอลดราคาค่าจ้างลง เพราะอ้างเหตุว่าของขึ้นขอลดราคาเรา แต่เราไม่สามารถที่จะอ้างเหตุของขึ้นแล้วขอขึ้นราคาจากผู้จ้างเราได้ ถ้าเราอ้างเราจะไม่มีงานทำ” กชพร กล่าว

กชพร ยังกล่าวอีกว่า ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2565 แรงงานนอกระบบกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน ไม่สามารถปฏิเสธการต่อรองจากนายทุนได้เพราะยังต้องการมีงานทำ จึงไม่สามารถขอขึ้นราคาตามทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้รวมถึงไม่สามารถลดคุณภาพงานลงได้ด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะใน 1 ครอบครัว อาจมีคนคนหนึ่งได้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่ทั้งครอบครัวล้วนต้องใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อของที่มีราคาแพงขึ้น จึงไม่แน่ใจว่าแรงงานนอกระบบได้อะไร อีกทั้งกังวลว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนขึ้นราคาสินค้าให้แพงขึ้นไปอีก

มาลี สอบเหล็ก รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ลูกจ้างทำงานบ้านไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน ดังนั้นชีวิตของแรงงานกลุ่มนี้จึงแล้วแต่โชค หากเจอนายจ้างที่ดี ให้ค่าจ้างและสวัสดิการที่ดีก็ดีไป ทั้งนี้ ลูกจ้างทำงานบ้านได้รับผลกระทบในช่วงสถานการณ์โควิด-19 บางคนถูกเลิกจ้าง หรือแม้ไม่ถูกเลิกจ้างแต่ก็ต้องรับค่าจ้างแบบรายวันแทนจากเดิมที่เคยได้รับเป็นเงินเดือน ดังนั้นวันใดที่นายจ้างไม่ได้ให้มาทำงานก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง ทำให้หลายคนตัดสินใจย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม ในสภาพที่เงินออมก็ไม่ได้มีมากนัก

“ช่วงนี้โควิดเริ่มดีขึ้น แต่ในระหว่างนั้นเราไม่ได้มีเงินเยอะแยะที่จะมา Support (อุดหนุน) ตรงนี้ เราก็อยากจะฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่บอกว่าเราให้คุณเยอะแล้วลูกจ้างทำงานบ้าน คุณให้เยอะตรงไหน? คุณให้อะไรเรา? เราอยากจะถามแค่นี้ ที่เราผ่านมาได้ทุกวันนี้เพราะว่าเรามีภาคี มีกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของเรา เขาก็ช่วยเหลือตามอัตภาพ แต่จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ให้อะไรเราเลย” รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าว

เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เล่าว่า เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างนานกว่า 40 ปี ผ่านมาตั้งแต่ยุคที่ชาววินถูกรีดไถจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล จนถึงยุคที่รัฐบาลเปิดระบบรับขึ้นทะเบียนวินและผู้ขับขี่ โดยปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 1.3 แสนคัน แต่หากรวมผู้ขับขี่ที่ไม่ขึ้นทะเบียนด้วยก็น่าจะอยู่ราวๆ 2 แสนคัน

รายได้ของผู้ขับขี่เฉลี่ยอยู่ที่ 500-2,000 บาท/วันแตกต่างกันไปในแต่ละทำเลที่ตั้งของวินบวกกับความขยันของผู้ขับขี่ เช่น หากเป็นวินที่ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าจะมีรายได้ค่อนข้างสูง ชาววินนั้นได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์โควิด-19 อาทิ วินที่ตนอยู่จากเดิมเคยมีรายได้เฉลี่ยวันละ 700 บาทก็เหลือเพียงร้อยกว่าบาท เนื่องจากคนที่เคยออกมาทำงานก็หยุดงานกันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรายได้เริ่มกลับมาอยู่ที่ 500-600 บาท/วัน ถึงกระนั้น “ความที่ชาววินส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดจึงต้องส่งเงินกลับบ้าน” ดังนั้นแม้มีรายได้ดีแต่ก็ยังลำบาก

“คนทำงานวินตื่นแต่เช้าบางทีต้องกินเครื่องดื่มชูกำลัง กินกาแฟ กลับบ้านดึกมันก็ต้องใช้ยากระตุ้นพวกนี้เข้าไป มันก็ค่าใช้จ่ายในการกินอาหารต่อวันประมาณ 200 บาท เติมน้ำมันก็ประมาณ 150 บาท รวมค่าใช้จ่ายหลักๆ ต่อวันก็ 350 บาท ซึ่งมันมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ถ้าวันหนึ่งเราวิ่งได้ไม่ถึง 500 บาท เราจะไม่มีเงินเก็บ เพราะเดือนหนึ่งถ้าเรารวมค่าใช้จ่ายไม่ต้องอะไรมากมาย เราจะจ่ายอยู่ที่ 7 พันกว่าบาท ถ้าหาเงินได้แค่ 7 พันเราอยู่ไม่ได้ เราตายแน่ๆ” นายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย ระบุ

เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันชาววินต้องเผชิญความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือ “การมาของแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งทำให้คนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายสามารถมาขี่มอเตอร์ไซค์รับ-ส่งผู้โดยสารได้” อีกทั้ง “ในขณะที่ชาววินรูปแบบเดิมถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายห้ามรับผู้โดยสารข้ามเขต แต่แพลตฟอร์มกลับสามารถรับผู้โดยสารได้ทุกที่” จึงกลายเป็นภาพของการทะเลาะวิวาทระหว่างชาววินแบบเดิมกับผู้ที่ไปรับงานจากแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ “ชาววินตกเป็นจำเลยสังคมเสมอ” ถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่ยอมปรับตัวเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์ม แต่ชาววินไม่สามารถเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างไปรับงานข้ามเขต ซึ่งที่มาที่ไปของกฎหมายนี้เกิดจากป้องกันการทะเลาะกันระหว่างวิน“รัฐบาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ต้องเข้ามาดูเรื่องกฎหมายด้วย” ควรแบ่งกันไประหว่างแพลตฟอร์มที่วิ่งได้เฉพาะรับ-ส่งสิ่งของ ส่วนรับ-ส่งคนต้องเป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่

“ถ้าเป็นไปได้จริงๆ อาชีพวินเราอยากให้เขาสนับสนุนให้เราหันมาใช้รถ EV หรือรถไฟฟ้า อันนี้คือต้นทุนในการประกอบอาชีพ แต่ถ้าเราได้รถไฟฟ้ามาใช้มันจะเกิดประโยชน์หลายอย่าง1.ลดต้นทุนในเรื่องน้ำมัน 2.ลดมลพิษทางเสียงทางอะไรพวกนี้ที่อยู่ในเมือง เพียงแต่ว่าต้นทุนพวกนี้มันแสนกว่าบาท มันแพงกว่ารถน้ำมันเท่าตัวทำให้เราเข้าไม่ถึง หากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวคิดที่อยากให้วินมอเตอร์ไซค์ลองมาช่วยกรุงเทพฯลดมลพิษ แล้วก็หาวิธีเอาเขาเข้าไปอยู่ในกองทุนที่มันไม่สามารถให้เขาผ่อนเยอะยาวๆ ก็ตาม ทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น

ผมว่ากองทุนเหล่านี้มันจะช่วยเขาได้อย่างผมใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาปีกว่า จะ2 ปีแล้ว ผมไม่ต้องเสียค่าน้ำมันเลย ผมเสียบแบตฯ ที่บ้าน เช้ามาก็วิ่ง หมดก็เข้าไปเปลี่ยน มันก็ทำให้เราเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่จากรถน้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า เพียงแต่หลายคนไม่มีโอกาสเหมือนผม ผมเป็นนายกสมาคม ก็มีบริษัทรถเอามาให้ผมใช้ฟรีเพื่อให้คนเขาเห็น ผมก็เลยมีโอกาสมากกว่าคนอื่น” เฉลิม กล่าว

ปิดท้ายด้วย ปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่ยังไม่ได้กลับเข้าไปทำการค้า ขณะเดียวกันราคาสินค้ายังแพงขึ้นอีก ทั้งนี้ มองว่าภาครัฐยังไม่ได้เข้ามาดูแลอย่างจริงจังทำให้ปัญหาของแรงงานนอกระบบไม่ถูกแก้ไข ส่วนการขึ้นทะเบียนเพื่อขอเข้ารับความช่วยเหลือในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยนั้นไม่จำเป็น เพียงรัฐคืนพื้นที่ทำการค้าให้ก็พอ

“เราไม่อยากโจมตีว่าร้านสะดวกซื้อเปิดกันยุ่บยั่บเลย แต่ร้านอย่างพวกเราพยายามไล่พวกเราเข้าไปอยู่ในซอกในซอยหากินแต่ในรู แล้วเราจะหากินอย่างไร ตัวผมเองขายพื้นที่ชานเมืองแล้วพื้นที่ชานเมืองมันเป็นพื้นที่ของไม่ว่าจะเป็นแรงงานอย่างผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรืออย่างพี่ๆ วินมอเตอร์ไซค์หลายคนมาซื้อกับข้าว แม้กระทั่งกรรมกรมาซื้อของเรา ผมขายขาหมูนะที่อื่นเขาขายกัน 80 90 100 เราขาย 60 70 แล้วบางคนขอซื้อขาหมู 60 บาท ขอน้ำเยอะๆ บางคนบอกขอซื้อน้ำ 10 บาทได้ไหม? เพื่อไปคลุกข้าวให้ลูกกิน มันเป็นภาพที่เราเจ็บปวดมาก”ปรีชา กล่าว

ปรีชา ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังเจอปัญหาทั้งน้ำท่วม ปัญหาข้าวของแพง จึงอยากให้ผู้มีอำนาจลงมาดูการดำรงชีวิตของประชาชนด้วยตนเอง อย่ามัวแต่ฟังเฉพาะคนรอบข้างที่ไม่รู้ว่าได้ข้อมูลมาแบบใด จริง-เท็จมาก-น้อยเพียงใด “หลายคนบอกว่าตนเองเป็นลูกพ่อค้า-แม่ค้า แต่พอเติบโตกลับมากดข่มไม่ให้ลืมตาอ้าปาก” และหลายคนอยู่กับอาชีพนี้อาชีพเดียว อย่างตนเองก็ขายมาตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ดังนั้นสิ่งที่อยากเรียกร้องคือ ทำอย่างไรจะทำให้การใช้พื้นที่สาธารณะอยู่คู่กับประเทศไทย หาบเร่แผงลอยอยู่คู่เมืองไทย และให้หาบเร่แผงลอยได้มีส่วนร่วมพัฒนาสังคม!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองอนาคตการเมืองไทย นับถอยหลังเลือกตั้ง-แก้รธน.

Posted on October 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/686580

สกู๊ปแนวหน้า : มองอนาคตการเมืองไทย  นับถอยหลังเลือกตั้ง-แก้รธน.

สกู๊ปแนวหน้า : มองอนาคตการเมืองไทย นับถอยหลังเลือกตั้ง-แก้รธน.

วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดงานเสวนา “บทเรียน แนวโน้ม และทิศทางการเมืองไทย” เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า หากมองพัฒนาการของการเมืองไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จะเห็น “การต่อสู้ของคน 2 กลุ่ม” ระหว่างฝ่ายหนึ่งคือ “อนุรักษ์นิยม” มักเป็นกลุ่มที่มีอำนาจและไม่ค่อยปรารถนาให้เกิดความเปลี่ยนแปลง กับอีกฝ่ายคือ “เสรีนิยม” เป็นกลุ่มที่ไม่พอใจสภาพที่เป็นอยู่ เช่น สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ อำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่กลุ่ม

ความเปลี่ยนแปลงที่ดูจะเป็นเรื่องเป็นราวครั้งสำคัญเกิดขึ้นในยุคที่มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นการออกแบบการเมืองใหม่ เกิดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ เปิดโอกาสให้คนที่อาจจะไม่ถนัดเรื่องการสร้างความนิยมส่วนบุคคลในพื้นที่ได้เข้าสู่สภา พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระ (เช่น กกต.) ยุคนี้ทำให้ฝ่ายเสรีนิยมสามารถสร้างกระแสในหมู่ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

แต่กระแสดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้ไปสั่นคลอนฝ่ายอนุรักษ์นิยม จึงเกิดความพยายามรักษาอำนาจผ่านการรัฐประหารในปี 2549 เกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ขึ้น ซึ่งโดยรวมก็ไม่ค่อยแตกต่างจากฉบับ 2540 มากนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อประชาชนตระหนักว่าถูกเอารัดเอาเปรียบมานาน แนวทางใดที่เพิ่มโอกาสของประชาชนในสังคมมากขึ้นก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงปรากฏเป็นภาพว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งขั้วการเมืองฝ่ายเสรีนิยมจะมีความได้เปรียบ

“แล้วก็เป็นธรรมชาติของโลก อนุรักษ์นิยมก็แก่ขึ้น อายุมากขึ้น ล้มหายตายจากไป เสรีนิยมคือคนรุ่นใหม่ คือคนชั้นกลาง คนที่ประเภทจบการศึกษาแล้วยังไม่มีงานทำแล้วต้องสู้ด้วยตัวเอง ก็ต้องการเศรษฐกิจเสรี ต้องการอะไรที่จะสามารถทำให้เกิดการพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นในแง่ของการที่ขึ้นมาเป็นคนที่มีโอกาสในสังคมมากขึ้น นี่คือเรื่องของธรรมชาติว่าเสรีนิยมก็จะเป็นกระแสที่ต้องเติบใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ” สมชัย กล่าว

สมชัย กล่าวต่อไปว่า ส่วนรัฐประหาร 2557 คือการตัดกระแสเสรีนิยมและให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมาครองอำนาจ เพราะไม่มีทางที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะชนะฝ่ายเสรีนิยมในการเลือกตั้ง จึงต้องล้มกติกาเดิมและเปลี่ยนกติกาใหม่ หรือก็คือการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมีความสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบในการเลือกตั้ง ผ่านการออกแบบกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น การเลือกตั้งในปี 2562 พรรคเพื่อไทยไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ตามด้วยการคำนวณแบบสัดส่วนผสม

อีกทั้งมีการตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คน ซึ่งแม้ สว.จะพยายามชี้แจงอย่างไรก็ยากจะเชื่อได้ เนื่องจากหากดูที่มาของ สว. จะแบ่งเป็น 6 คนมาจากตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ อีก 194 คน มาจากคณะกรรมการสรรหา ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน และอีก 50 คน แม้จะมาจากการสรรหา แต่ก็ต้องให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกในขั้นสุดท้าย ซึ่ง สว. 250 คน มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มีเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำได้ยาก จึงเป็นปัญหาในการพัฒนาต่อเนื่องต่อไป ดังนั้น รธน.2560 ต้องยกเลิกทั้งฉบับ

ขณะที่ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ความเห็นว่า “รัฐบาลปัจจุบันซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมทางการเมืองค่อนข้างต่ำ” เห็นได้จาก 1.คะแนนนิยมลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น นิด้าโพลที่สำรวจคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งขณะนั้นมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 30

แต่ล่าสุดประมาณเดือนก.ย. 2565 เหลือเพียงร้อยละ 10ชี้ชัดว่าผู้คนให้ความเชื่อถือศรัทธาน้อยลง กับ 2.ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น การผูกขาดทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตลอด 8 ปีล่าสุด มีกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น สวนทางกับกิจการขนาดเล็กที่ล้มละลายเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

“เหตุที่นำมาสู่ความตกต่ำในคะแนนนิยม เพราะไม่รักษาสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน” โดยตอนทำรัฐประหารในปี 2557 กล่าวว่า “จะคืนความสุขภายในเวลาไม่นาน” แต่สุดท้ายไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่แต่งตั้งคนเป็นร้อยคนเข้าไปร่วมระดมสมองเขียนแผนปฏิรูปประเทศ แต่ได้แผนออกมาเป็นเล่มก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ ทั้งนี้ ปัจจุบันบารมีอะไรต่างๆ ที่อยู่ในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำลงมาก ไม่สามารถที่จะมีบารมีเหมือนเดิมในอดีตอีกต่อไป

ในขณะเดียวกันก็เกิดคู่แข่งที่สำคัญขึ้นมาที่อยู่ในพรรคเดียวกันคือพรรคพลังประชารัฐ ก็คือ พล.อ.ประวิตร มาเป็นคู่แข่งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ช่วง 1 เดือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่ง พล.อ.ประวิตรมีการสร้างภาพลักษณ์ มีการบริหารงานรัฐบาลในเชิงรุกเข้าหาประชาชน จึงเกิดภาพที่ ดูแตกต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ดูห่างเหินจากประชาชนขึ้นมา คนก็เลยเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ หยุด 1 เดือนประเทศก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร และ พล.อ.ประวิตร บริหารประเทศ 1 เดือนประเทศก็ไปได้

“เพราะฉะนั้นอาการที่บอกว่าประเทศขาดฉันไม่ได้ คราวนี้ก็ถึงคราวตระหนักแล้วว่าที่จริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ประเทศ นักการเมือง นายกฯ ปัจเจกบุคคลไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นบทเรียนว่า คนที่คิดว่าประเทศขาดตัวเองไม่ได้ หรือความคิดว่าเมื่อประยุทธ์ไปไม่รู้ใครมาเป็นผู้นำ ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่คับแคบ ประชาชนไทยมีตั้ง 60 กว่าล้านคน แล้วใครก็ได้ขึ้นมาตามกระบวนการ ตามวิถีที่ชอบธรรม ก็สามารถเป็นผู้นำประเทศได้ ถ้าทำไม่ดีก็ถูกเขี่ยออกไปในที่สุด ฉะนั้นอย่าไปกังวลว่าใครจะมา-ไม่มา” รศ.ดร.พิชาย กล่าว

ด้าน วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า เท่าที่สังเกต พล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะเป็น “มนุษย์เหนือดวง” อยู่ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมามีเหตุปัจจัยที่อาจทำให้หลุดจากเก้าอี้นายกฯ หลายครั้งแต่สุดท้ายก็ยังได้ไปต่อทุกครั้ง และเมื่อวิเคราะห์จากบุคลิกภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เชื่อว่าคงจะพยายามอยู่ให้ได้ยาวที่สุด ถึงกระนั้น การยุบสภาก็จะต้องเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามในเดือน พ.ย. 2565 ซึ่งสภาจะกลับมาเปิดประชุม พรรคการเมืองและนักการเมืองจะต้องแสดงบทบาทและจุดยืนให้สังคมได้เห็นเพื่อให้ได้คะแนน ดังนั้นสถานการณ์ในสภาอะไรก็เกิดขึ้นได้

“อย่างไรก็แล้วแต่ หลังการประชุมเอเปกก็อาจเกิดการยุบสภาก็ได้ ถ้าเรารับฟังเสียงอันนี้ยังรับฟังได้แล้วก็อาจจะจางไปก็ได้ เช่น คุณอาจจะเคยได้ยิน พล.อ.ประวิตร แต่ท่านพูดนานแล้ว นั่นน่ะเป็นเวลายุบสภาที่เหมาะ ฉะนั้นช่วงนั้นสภามันอาจจะเกิด พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะแสดงจุดยืนถอนตัวด้วยเห็นว่าอย่างนี้ พรรคนี้ซึ่งก็มีข่าวอยู่แล้วคนนั้นกำลังจะไปตรงโน้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าเดือนตุลา-พฤศจิกา-ธันวา แค่ไตรมาสเดียว อำนาจในระยะปลายๆ ของคน สังเกตสิ! รัฐบาลปลายทุกยุคทุกรัฐบาล มักจะพร้อมเกิดเหตุได้ตลอดเวลา

และยิ่งหลายท่านวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ อำนาจของคนที่กำลังบอบบางแล้วก็เป็นมาตั้งนานแล้วกำลังบางลงๆ มันไม่ได้แข็งทื่อ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ทั้งปัญหาภายในและปัญหาภายนอก พร้อมที่จะกระทอกให้เป็นกระแสของการเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นการยุบสภาก็เป็นไปได้ ถามว่าจะปฏิวัติไหม? ผมว่าไม่มีทาง ก็ไม่ต่างอะไรกับพม่า สังคมโลกจะมองอย่างไร เราเองจะยืนยังไง และทหารยุคนี้ผมเชื่อว่าไม่น่าจะคิดทำการปฏิวัติรัฐประหารในสถานการณ์ที่มันไม่เห็นมีอะไร” สว.วันชัย กล่าว

ในช่วงท้าย สว.วันชัย ยังกล่าวอีกว่า โดยส่วนตัว การเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่กลับมาอีก ทั้งจากเงื่อนไขตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. บวกกับพลังความสดใหม่ที่บางลงไปเมื่อเทียบกับตอนเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล คสช. มาเป็นรัฐบาลปัจจุบัน แต่สิ่งที่จะเป็นความท้าทายต่อไปคือ “การตั้งรัฐบาลต้องได้รับเสียงสนับสนุน 376 เสียงตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ” ต่อให้บางพรรคได้ สส. มากแบบแลนด์สไลด์ เช่น 350 เสียง ก็ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่ในทางตรงข้าม พรรคเสียงข้างน้อยที่ สว. โหวตให้เป็นรัฐบาล ก็จะอยู่บริหารประเทศได้ไม่นานเช่นกัน

“การประนอมอำนาจ” ไม่ว่าฝ่ายอำนาจเก่า-อำนาจใหม่หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม-ฝ่ายก้าวหน้า เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปคงจะเป็นทางออก และสุดท้ายก็จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘มโนราห์’มากกว่าร่ายรำ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ฟื้นใจเยาวชน

Posted on October 8, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/685105

สกู๊ปแนวหน้า : ‘มโนราห์’มากกว่าร่ายรำ  ‘พื้นที่ปลอดภัย’ฟื้นใจเยาวชน

สกู๊ปแนวหน้า : ‘มโนราห์’มากกว่าร่ายรำ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ฟื้นใจเยาวชน

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.54 น.

“มีความคิดที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ คือมันเป็นการขยายโอกาสทางสังคมแล้วก็ทางการศึกษา จากที่เราอยู่ที่บ้าน เราก็เห็นอยู่เท่านั้น แต่ออกมาโลกภายนอก แล้วเราผ่านจุดตรงนั้นมาแล้ว แล้วก็มีน้องมากมายที่ไม่ได้รับการศึกษา แล้วก็พอได้มาอยู่กับน้องก็มีความคิดที่จะสนับสนุน”

วิชญะ เดชอรุณ “น้องเค” หนุ่มวัยรุ่นผู้เปลี่ยนชีวิตตนเองและครอบครัว จากที่เติบโตมาในครัวเรือนซึ่งพัวพันกับการพนัน กลายมาเป็นแกนนำเยาวชน “เครือข่ายเพื่อนเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี” โดยจุดพลิกผันสำคัญคือการได้รู้จัก “มโนราห์” ศิลปะการร่ายรำพื้นบ้านอันเป็นจิตวิญญาณของชาวใต้ หลังการฝึกซ้อมจนชำนาญ นอกจากจะสร้างรายได้เลี้ยงตนเองจากงานประเพณีต่างๆ ที่มีเจ้าภาพว่าจ้างให้ไปรำแล้วยังช่วยต่อโอกาสให้กับเด็กคนอื่นๆ ด้วย

น้องเค บอกเล่ากับคณะทำงานของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสื่อมวลชน ที่เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงปลายเดือนก.ย.-ต้นเดือนต.ค. 2565 ที่ผ่านมา ว่า มีครั้งหนึ่งสมาชิกในชมรมมโนราห์ป่วยหนัก แม้จะสามารถหาช่องทางไปรักษาตัวในกรุงเทพฯ ได้ แต่อุปสรรคใหญ่คือค่าเดินทางระหว่างสุราษฎร์ธานี-กรุงเทพฯ ซึ่งต้องไป-กลับหลายครั้งเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่การที่สมาชิกคนอื่นๆ ที่เหลือตกลงกันว่างานรำในช่วงเวลานั้น ค่าจ้างทั้งหมดจะถูกระดมเข้ากองกลางเป็นทุนค่าเดินทางดังกล่าว

ที่ตั้งของชมรมมโนราห์ซึ่งน้องเค-วิชญะ ได้รับโอกาส คือ “ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้ ศูนย์ฝึกที่ 1 บ้านปากลัด”ตั้งอยู่เลขที่ 102 ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานีจุดเริ่มต้นมาจาก “แม่พรจิตร” พรจิตร อุดมศิลป์ ซึ่งนอกจากมีชื่อเสียงในฐานะ “ครูมโนราห์” แล้ว ยังทำงานด้านเด็กและเยาวชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดย แม่พรจิตร เล่าว่า เติบโตมาจากตระกูลครูมโนราห์ จึงได้รับสืบทอดศิลปะแขนงนี้มาแบบรุ่นสู่รุ่น แต่ในรุ่นของตนเองนั้น มีโอกาสได้พบกับ “งานวิจัยท้องถิ่น” ซึ่งทำให้ได้รู้ว่า ท่วงท่าที่ร่ายรำอยู่มีรากเหง้าพิธีกรรมความเชื่อเป็นมาอย่างไร

ความพิเศษของศูนย์แห่งนี้ แม่พรจิตร กล่าวว่า ที่นี่ไม่ได้สอนแต่มโนราห์เท่านั้น ยังรวมถึง “ทักษะชีวิต” ด้วย เช่น การปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำสบู่ ทำขนมพื้นบ้าน โดยนำหลักคิดแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และต่อมาได้ขยายออกไปสู่เด็กคนอื่นๆ ที่แม้จะไม่ได้สนใจการรำมโนราห์ แต่ก็พยายามดึงให้ออกมาจากปัจจัยเสี่ยงอันหมายถึงอบายมุขต่างๆ โดยหากิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้ทำ อาทิ มีเด็กคนหนึ่งสนใจการเลี้ยงวัวแต่ไม่มีเงินซื้อวัว จึงแนะนำให้ปลูกหญ้าขายเป็นอาหารวัวแทน เป็นต้น

นอกจากจะเป็นทั้งครูและแม่ของเด็กๆ ที่เข้ามาใช้พื้นที่ชมรมมโนราห์แล้ว การได้รู้จักกับงานวิจัยท้องถิ่น ยังทำให้แม่พรจิตรกลับมาเรียนต่อให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งแม่พรจิตรเองก็เคยเป็น “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา” เช่นกัน โดยเรียนถึงชั้น ป.4 ก็ไม่ได้เรียนต่อด้วยข้อจำกัดด้านฐานะครอบครัวกระทั่งเมื่อได้เป็นวิทยากรไปบรรยายตามสถานศึกษาในระบบ เห็นนักเรียน-นักศึกษา ทักทายตนเองโดยเรียกว่า “ครู” ทั้งที่เรียนมาเพียงชั้น ป.4 จึงเกิดแรงกระตุ้นให้ตัดสินใจเข้าเรียนหลักสูตร “การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)” จนจบระดับ ม.ปลาย

“เด็กๆ ตอนนี้ร้อยชุดมโนราห์ได้แล้ว จริงๆ แล้วชุดมโนราห์ชุดหนึ่งก็ประมาณ 1-2 หมื่นบาท เด็กๆ ได้ชุดมโนราห์สักชุดหนึ่ง มีการขายออนไลน์ ก็ดีใจมากเลยที่มีรายได้ได้เยอะอยู่ มีน้องที่ขายได้หลายชุดเลย ก็อยู่นอกระบบอยู่หลายรอบอยู่ พอออกนอกระบบจาก ม.3 บอกแม่จิตรๆ ไม่เรียนแล้วๆ แม่จิตรว่า ไม่ได้! แม่จิตรยังเรียนเลย แล้วก็ดันเข้าไป กศน. จบ กศน. บอกแม่จิตร! ผมหยุดแค่นี้ได้ไหม? ไม่ได้! ลูกต้องไปต่อราชภัฏ เข้าสาขาการจัดการวัฒนธรรม ผลักดันเด็กๆ คือเราคิดเหมือนลูกตัวเอง” แม่พรจิตร กล่าว

ในขณะที่การศึกษากระแสหลักที่ภาคส่วนต่างๆในสังคมมักให้ความสนใจคือการศึกษาในระบบ อันหมายถึงการเรียนในโรงเรียนตามปกติตั้งแต่ประถมต้น (ป.1) ไปจนถึงมัธยมปลาย (ม.6) แต่ก็มีเด็กและเยาวชนอีกไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบด้วยสาเหตุต่างๆ นานา ซึ่งก็จะเป็นบทบาทของ กศน. ในการทำให้เด็กเหล่านี้ยังมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับสูงขึ้นซึ่งหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเองและครอบครัว

ชลิดา ศรพิชัย ครู กศน. ในพื้นที่ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เล่าว่า การทำงานในฐานะครู กศน. คือพยายามดึงเด็กกลุ่มเสี่ยงเข้ามาสู่ระบบการศึกษาของ กศน. ให้ได้มากที่สุด อาทิ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กเร่ร่อนที่ต้องย้ายตามครอบครัวไปทำงานเรื่อยๆ แบบไม่อยู่ที่ใดที่หนึ่งนานนักเด็กในครัวเรือนยากจน เด็กที่เป็นแม่วัยใสท้องก่อนวัยอันควร เด็กพิการ เป็นต้น แต่เด็กบางคนหรือครัวเรือนบางบ้านก็ต้องอาศัยการทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งด้านหนึ่งก็เพื่อความปลอดภัยของครูเวลาไปเยี่ยมบ้านเด็กด้วย

การเรียนการสอนของ กศน. จะแตกต่างจากการเรียนในระบบ โดยจะเสริมทักษะอาชีพและทักษะชีวิตเข้าไป เช่น เคยมีเด็กที่ติดน้ำกระท่อมบ้าง ยาบ้าบ้างมาเรียน ตอนแรกๆ ครูสังเกตว่าเวลาเรียนท่าทางเหม่อลอย แต่เมื่อได้แนะนำให้รู้จักการเลี้ยงปลาซึ่งสามารถนำไปขายได้ พบว่าเด็กกลุ่มนี้ให้ความสนใจและอยากให้มีทุนสนับสนุนโครงการเลี้ยงปลาอย่างต่อเนื่อง หรือมีเด็กพิการเป็นโปลิโอ มินิสัยขี้อายไม่กล้าเข้าสังคม แต่เด็กคนนี้มีแม่เป็นช่างเสริมสวย จึงสนใจฝึกวิชาชีพช่างตัดผม ปัจจุบันสามารถยึดเป็นอาชีพได้แล้วโดยมีเพื่อนๆ เป็นลูกค้าประจำ

“เด็กที่ว่ามาเรียนก็ยังเรียนอยู่ ที่ได้ทุนมา 2 ปี เรียน กศน. จบไปบ้างแล้ว เด็กที่ว่าไปตามมา กินน้ำกระท่อม ติดยาบ้าอะไรอย่างนี้ ใกล้จบแล้ว ที่เขาว่าอย่าไปเลย เด็กบิดแต่รถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ไม่ได้สนใจจริงๆ พอเราเอามา ไปพูดคุยกับเขาเป็นเพื่อนกันแล้วก็พามา แล้วก็เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ เด็กผู้หญิงส่วนมากที่เป็นแม่วัยใส อายุ 15 ปีท้องก่อนวัยอันควร ครูก็บอกว่า คุมนะลูกนะ..อย่าเกิดแล้ว..พอก่อน! (คุมกำเนิด) ไปสอนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพูดทุกเรื่อง

กินยาคุมอย่าให้ท้อง ต้องเป็นทุกเรื่อง ต้องรู้ทุกเรื่องของความที่ว่าเราเป็นครู ครู กศน. ต้องรู้ทุกอย่างเลย อันนี้บางทีคนอื่นเขาไม่พูดนะ เขาถือไม่ใช่เรื่องอะไรของเขา แต่พี่ส่วนมากจะพูด วันนี้ 15 ปี เกิดไป 2 คน นักศึกษาที่มาเรียนเราไปบังคับไม่ได้ไม่ให้เขามีครอบครัว แต่มีแล้วเราต้องให้ความรู้เขา”ครูชลิดา กล่าว

ด้าน ชานนท์ ปรีชาหาญ คณะทำงานโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบโดยเครือข่ายเชิงพื้นที่(พื้นที่ภาคใต้ตอนบน) เล่าว่า ตนเองพื้นเพเป็นชาว อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานีในช่วงแรกๆ ที่ผ่านมายัง ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ ได้พบเห็นเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งพยายามฝึกรำมโนราห์โดยดูจากคลิปวีดีโอในยูทูบ เพราะไม่มีทุนจะไปหาสถานที่และหาครูมาสอน ซึ่งแม้กระทั่ง แม่พรจิตร ถึงจะอยู่ใน อ.เวียงสระ แต่ก็อยู่ที่ ต.เวียงสระ หากจะเรียนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

จากสิ่งที่ได้พบเห็นข้างต้น จึงนำไปหารือกับ รัตนา ชูแสง ผู้รับผิดชอบโครงการ จึงเกิดเป็น ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้ ศูนย์ฝึกที่ 1 บ้านปากลัด ภายใต้หลักคิด“เอาชุมชนเป็นฐาน” ซึ่งหลังจากเปิดศูนย์ฯ นอกจากเยาวชนในพื้นที่บ้านปากลัด หรือ อ.เวียงสระ แล้วยังมีเยาวชนจาก อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงจาก จ.นครศรีธรรมราช มาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย พื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของเยาวชนไปโดยปริยาย

“มีการพูดคุยกันในเวทีของเพื่อนเยาวชนระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าเราจะหนุนเสริมและเปิดเป็นพื้นที่การเรียนรู้ให้กับน้องๆ เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ตอนนั้นเจตนาผมคิดแค่ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางกายและใจของเขา ผมมีโจทย์แค่นี้ เขาต้องได้รับความปลอดภัยในการออกแบบพื้นที่เรียนรู้ของเขาเอง เมื่อเขาอยากสร้างศูนย์ตรงนี้ อยากสร้างโรงฝึกซ้อมแบบนี้ สร้างหอมโนราห์แบบนี้ของเขา ล้วนแต่เป็นงานฝีมือของเด็กนอกระบบการศึกษาทั้งนั้นเลย ที่เขามาทำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางกายของเขา

นอกจากนั้น โจทย์มันยังยากไปอีก แล้วความปลอดภัยทางใจของเด็กคืออะไร? เด็กสามารถที่จะบอกเล่าความเป็นเขาได้เขาสามารถใช้พื้นที่อย่างปลอดภัยโดยที่เขาไม่ต้องรู้สึกว่าเขามาใช้พื้นที่ของคนอื่นหรืออะไรแบบนี้ นี่คือความปลอดภัยทางใจของเขา เขาสามารถใช้พื้นที่ที่นี่ได้ตลอดเวลา” ชานนท์ กล่าว

กลับไปที่เรื่องราวของน้องเค-วิชญะ ในตอนต้น แต่เป็นมุมของคนเป็นแม่ เพ็ญสุข สุคนธมาน ซึ่งแม้จะภูมิใจกับลูกชายที่สามารถมีอาชีพหาเลี้ยงตนเอง อีกทั้งยังเป็นเด็กเรียนดี แต่เมื่อมองไปยังอนาคต “ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย” นั้นรออยู่ทั้งของตัวน้องเคเองและพี่น้องฝาแฝด ซึ่งแม้จะมีการแนะนำให้ไปขอทุนจากที่นั่นที่นี่ แต่การเข้าถึงนั้นแสนยากเย็นราวกับทุนแห่งโอกาสนั้นไม่มีอยู่จริง

“ผู้ปกครองเห็นความฝันของลูกเยอะ คุณครูแนะแนว คุณครูที่โรงเรียนมี ทุนตรงนั้นมีตรงนี้มี แต่ความจริงคือไม่เคยเจอ อะไรคะ..ประเทศไทยแบบนี้หรือ?” คุณแม่ของน้องเค สะท้อนความรู้สึก

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่า‘ศูนย์ฯคนพิการ’ ‘แปรรูปอาหาร’จุดความหวัง

Posted on October 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684647

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่า‘ศูนย์ฯคนพิการ’  ‘แปรรูปอาหาร’จุดความหวัง

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่า‘ศูนย์ฯคนพิการ’ ‘แปรรูปอาหาร’จุดความหวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

“..ที่บ้านอยู่กำแพงเพชร จะไปขายไตปลาเตาถ่าน..” คำตอบสั้นๆ แต่ด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความหวัง ของ “น้องแหวว” ฐิตา สำเภารอด หนึ่งในเยาวชนของ ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการจังหวัดนครศรีธรรมราช อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวในวงเสวนาเมื่อครั้งคณะทำงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสื่อมวลชน ร่วมศึกษาดูงาน ณ ศูนย์แห่งนี้ ช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต้นเดือน ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา

น้องแหวว อาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่าสิบปี ได้รับการฟื้นฟูพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงฝึกทักษะอาชีพจนสามารถดูแลและหาเลี้ยงตนเองได้ จึงฝันว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตยังบ้านเกิดที่จากมาในอนาคตอันใกล้ เช่นเดียวกับ
“น้องเมย์” วาสนา พุมมา อีกหนึ่งเยาวชนในศูนย์ฯ ที่บอกเล่าถึงความประทับใจจาก “โครงการพัฒนาทักษะการแปรรูปอาหารของผู้พิการ” ว่า “..ส่วนมากก็จะชอบออกกำลังกาย เกี่ยวกับโยคะ เพราะทำให้เราแข็งแรงขึ้น จะทำให้ได้ไม่เจ็บไม่ไข้ ชอบทำอาหาร เช่น ไส้กรอกอีสาน แฮมเบอร์เกอร์ แล้วก็ส่วนมากจะเป็นน้ำเต้าหู้สด อะไรแบบนี้..”

ทั้งน้องแหววและน้องเมย์ รวมถึงเพื่อนๆ เยาวชนอีกหลายคนในศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะการแปรรูปอาหารของผู้พิการ ซึ่งมีแม่งานคนสำคัญคือ “อาจารย์แอน” ผศ.ดร.วิสาขะ อนันธวัช อาจารย์หลักสูตรวิทยาศาสตร์อาหารและนวัตกรรม สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช) โดยเริ่มตั้งแต่การเขียนแผนโครงการเสนอขอรับทุนสนับสนุนจาก กสศ. จนถึงการเข้ามาทำงานร่วมกับครูพี่เลี้ยงในศูนย์ฯ

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ ผศ.ดร.วิสาขะ เล่าว่า มีวันหนึ่งได้รับการติดต่อจากผู้อำนวยการศูนย์ฯ แห่งนี้ อยากให้ช่วยเหลือเรื่องทำอย่างไรการแปรรูปแกงไตปลาจึงจะเก็บรักษาได้นานขึ้น โดยหลังจากผ่านขั้นตอนประสานกับทางมหาวิทยาลัย และการอนุมัติเงินทุนจาก กสศ. แล้ว จึงได้ชวนทีมงานทั้งที่เป็นบัณฑิตเพิ่งจบใหม่ และนักศึกษาปี 2-3 มาร่วมด้วยเพื่อเรียนรู้จากการทำงานจริง พร้อมกับการดึงผู้เชี่ยวชาญหลายด้านมาร่วมสนับสนุนอย่างครบวงจร เช่น ธนาคารออมสิน (สำนักงานภาค 17) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นต้น

“คิดว่าจะได้คุยกับท่าน ผอ. แค่คนเดียว แต่จำได้วันนั้นท่านก็ตั้งโต๊ะ แล้วก็มีอยู่ประมาณ 7 คน อาจารย์ก็บอกว่าความชำนาญของอาจารย์มันคือการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้อาจารย์ไปทำอย่างที่ท่านทำ มัดย้อมกระเป๋า อาจารย์เขียนเข้าไป ไม่ได้ใจแน่เลย เพราะเหมือนไม่ใช่ Field (สายงาน) ของอาจารย์ ก็เลยบอกว่าขอเป็นอาหารนะ แล้วอาจารย์ก็คิดและคุยกับท่าน ผอ. ก็ตกผลึกการทำงานภาคสนามที่ กสศ. กสศ. ก็น่ารัก นัดสัมภาษณ์ ก็บอกเหมือนที่อาจารย์เล่าให้ฟัง พอได้มาปุ๊บก็มีกิจกรรม จะทำอะไรบ้าง

ก็จะมีสุขภาวะ ก็เชิญท่าน ผอ.รพ.สต. ก็ทำเรื่องสุขภาวะให้เด็ก แล้วก็มีเรื่องการเงิน ก็เชิญคนชำนาญคือออมสินภาค 17 ต้องบอกว่าออมสินภาค 17 น่ารักมาก มาทั้งทีมทุกครั้งที่มา ส่งผู้เชี่ยวชาญมา แล้วก็ขนมมา น้ำมา ก่อนมาเขาก็จะบอกมาศูนย์คนพิการ ทุกคนจะรวบรวมขนมนมเนย แล้วกิจกรรมถ้าถามน้อง น้องจะมีความสุข เราจะเห็นสีหน้ายิ้มแย้มและยกมือตอบ แล้วก็จะมีเรื่องแปรรูปผลผลิตของอาจารย์ ทำเสร็จแล้วมันต้องขาย ก็เชิญอาจารย์ที่เขาชำนาญด้านการขายมาขาย แต่หลักๆ เลยมาทำให้น้องสนุก” ผศ.ดร.วิสาขะ กล่าว

แม้จะเป็นอาจารย์มานาน แต่ลูกศิษย์ที่ผ่านๆ มาคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี ดังนั้นเมื่อต้องมาให้ความรู้-ฝึกทักษะกับเยาวชนที่เป็นผู้พิการก็ต้องปรับวิธีการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียน โดยเป็นการผสมผสานระหว่างกิจกรรมสันทนาการ “ร้อง-เต้น-เล่นเกม-พูดคุย” กับการฝึกทักษะการทำอาหารหลากหลายชนิด ซึ่ง “อาหารที่ฝึกแปรรูปกันนั้นมาจากความต้องการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเสนอขึ้นมา” เช่น กล้วยทอด แฮมเบอร์เกอร์ ซูชิ ฯลฯ

เมื่อถึงขั้นตอนฝึกอบรม อาจารย์แอน กำชับทีมงานว่า “ต้องให้น้องๆ ได้ทำเองทุกขั้นตอน” ซึ่งอาหารบางชนิดก็ไปชวนผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอน เช่น เบเกอรี่ มาจากร้านดังในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จนกลายเป็นทักษะซึมซับเข้าไปในตัวของผู้เรียนโดยไม่รู้ตัว “แม้เด็กแต่ละคนจะมีความถนัดแตกต่างกันหรือความชำนาญไม่เท่ากัน..แต่ก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลองทำ” เช่น ในการทำไก่ฝอย มีเด็กคนหนึ่งเพื่อนๆ บอกว่าคนนี้ทอดไก่ไม่ได้ แต่อาจารย์เชื่อว่าทำได้ โดยให้ลองลงมือทอดและยืนอยู่ข้างๆ กระทั่งทอดได้ ซึ่งเมื่อทอดได้ครั้งหนึ่งก็เกิดความภูมิใจและมั่นใจในตนเองขึ้นมา

ผศ.ดร.วิสาขะ ยังกล่าวอีกว่า “โครงการนี้ไม่เพียงสอนเยาวชนผู้พิการ แต่ยังสอนอาจารย์และนักศึกษาที่เป็น
ทีมงานด้วย ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้เมื่อนักศึกษาได้ออกไปทำงานจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น” 
ขณะที่โครงการพัฒนาทักษะการแปรรูปอาหารของผู้พิการ ระยะที่ 2 ในปีถัดไป จะเน้นไปที่การฝึกอบรมครูพี่เลี้ยงในศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการจังหวัดนครศรีธรรมราชมากขึ้น เพื่อให้การเรียนการสอนแบบนี้ที่ศูนย์ฯ ยังคงอยู่ต่อไป แม้ในวันข้างหน้า ทีมงาน ม.วลัยลักษณ์ จะถอยออกไปแล้วก็ตาม

จากจุดเริ่มต้นที่ความต้องการแก้ปัญหาแกงไตปลาแปรรูปแล้วเก็บได้ไม่นาน กลายเป็นโครงการที่ทำให้เยาวชนผู้พิการมองเห็นความหวังในชีวิต ซึ่ง อรอนงค์ คำแหง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ม.วลัยลักษณ์ มีทั้งอาจารย์คุณภาพและนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง การที่ได้ทีมงานจาก ม.วลัยลักษณ์ เข้ามาสนับสนุน จึงทำให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ได้เติมเต็มส่วนที่ขาด ซึ่งเจ้าหน้าที่แม้จะชำนาญงานด้านปฏิบัติ แต่ก็ต้องเรียนรู้ด้านทฤษฎี เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนได้อย่างสมบูรณ์

“ก็พยายามย้ำทุกครั้งที่อาจารย์เข้ามาให้กับกลุ่มพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ว่าเราต้องมีส่วนร่วมเรียนรู้และร่วมลงมือทำกับอาจารย์ อย่าปล่อยให้อาจารย์ทำกลุ่มของอาจารย์อย่างเดียว ไม่เช่นนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ แล้วอาจารย์ก็จะไม่เห็นน้ำใจของเรา อยากให้อาจารย์เห็นว่าเรามีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับอาจารย์ อยากให้มีใจแลกใจต่อกัน และหวังว่าในอนาคตอาจารย์จะมาทำกับเราอีก” ผอ.อรอนงค์ กล่าว

ด้าน “ครูติ๊ก” วิลาวัลย์ วรรณประดิษฐ์ ครูพี่เลี้ยงประจำศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเสริมว่า โครงการที่ศูนย์ฯ ทำงานร่วมกับทีมของ ม.วลัยลักษณ์ ยังสร้างนิสัยให้เยาวชนในศูนย์ฯมีกิริยามารยาทดีขึ้น มีความรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมากขึ้น ซึ่งที่ศูนย์แห่งนี้มีแปลงเกษตรสำหรับเรียนรู้ด้านการปลูกผักด้วย โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจนคือ การทะเลาะเบาะแว้งกันลดลง จากเดิมที่มีเรื่องมีราวให้ครูต้องช่วยแก้ปัญหาแทบทุกวัน

“เขารู้สึกว่าพอได้ปลูกผัก เขาชอบ เราต้มถั่วเราขายด้วย เราให้เขากินด้วย แล้วพอขายได้ เรามีเงิน เราก็ทำโครงการให้เขา อยากกินอะไร? เขาบอกอยากกินส้มตำ เดี๋ยวจัดส้มตำให้เราก็ทำส้มตำ มีแกนนำทำส้มตำให้น้องๆ ทุกคนกิน คือไม่ใช่พี่เลี้ยงทำ เด็กเขาจะทำของเขาเอง ทุกคนก็จะมีส่วนร่วมทำ” ครูติ๊ก กล่าว

​SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คิดให้ไกลกว่าหนี้‘กยศ.’ มอง‘สิทธิพื้นฐาน’ยังทันยุค?

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

สกู๊ปแนวหน้า : คิดให้ไกลกว่าหนี้‘กยศ.’  มอง‘สิทธิพื้นฐาน’ยังทันยุค?

สกู๊ปแนวหน้า : คิดให้ไกลกว่าหนี้‘กยศ.’ มอง‘สิทธิพื้นฐาน’ยังทันยุค?

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.31 น.

“218 ต่อ 109” เป็นคะแนนเสียงที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ลงมติผ่านกฎหมาย “กองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.)” ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2565 ซึ่งสาระสำคัญคือ “เลิกคิดดอกเบี้ยและค่าปรับ” ท่ามกลางความกังวลว่า “จะส่งผลกระทบกับกองทุนหรือไม่?” ดังที่ ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุน กยศ. เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 ว่า ในแต่ละปีกองทุนจะมีสภาพคล่องที่ได้รับจากการชำระหนี้เงินกู้ ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ประมาณ 6 พันล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนประมาณ 2 พันล้านบาทต่อ ปีเมื่อไม่มีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ รายรับส่วนนี้ก็จะหายไป

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “แบกหนี้ กยศ. มารับค่าแรงขั้นต่ำ เราจะแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างไร” โดย Equity Lab แล็บฯเสมอภาค ร่วมกับ WAY Magazine ซึ่ง ปวรินทร์ พันธุ์ติเวชนักวิชาการติดตามประเมินผล ฝ่ายโครงการวิจัยระบบ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ปัญหาของตัวกองทุน กยศ. ได้แก่ 1.การให้ผ่อนชำระแบบรายปี แต่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อย ความสามารถในการออมและใช้หนี้มีจำกัด และ 2.อัตราดอกเบี้ย หากผิดนัดชำระหนี้สินอัตราดอกเบี้ยจะสูงประมาณร้อยละ 18 ต่อปี

“ปัจจุบันลดเหลือร้อยละ 7.5 ต่อปี และช่วงโควิดที่ผ่านมาอัตราชั่วคราวลดเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี และยังลดดอกเบี้ยอัตราปกติเหลือร้อยละ 0.1 ต่อปี ถึงแม้จะลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแต่เวลาชำระหนี้ กยศ. ไม่ได้ตัดเงินต้นก่อน แต่หักค่าธรรมเนียมก่อนแล้วค่อยหักหักเงินต้น จึงทำให้เงินต้นยังไม่ลดลงแต่ดอกเบี้ยยังยังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทำให้ปัญหาหนี้สินทางการศึกษายังวนอยู่ที่เดิม” ปวรินทร์ ระบุ

กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงปัญหา “ค่าครองชีพ”โดยสิ่งที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้มีเรื่องอาหาร ที่พักอาศัยการรักษาพยาบาล การศึกษา เสื้อผ้า การเดินทาง และการออม แต่ปัญหาคือ “ในเรื่องการบริโภค เพียงการจ่ายค่าเช่าที่พักในปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอ จึงทำให้เงินออมไม่มีเช่นกัน” อีกทั้ง “คนคนหนึ่งไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อหาเงินเลี้ยงตนเอง แต่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวด้วย” ซึ่งจากการสำรวจพบว่าแทบทุกครัวเรือนจะมีสมาชิกที่พึ่งพิง เช่น คู่สมรส บุพการี เป็นต้น

“การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่หนี้สินที่แบกรับในวัยเรียน ซึ่งการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่มีเพียงแค่ภาครัฐส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับ ที่จัดให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเสมอภาค แต่รัฐต้องให้ความสำคัญต่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ซึ่งการรณรงค์ให้ยกเลิกหนี้ กยศ. เหมือนการเป็นการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทางสังคมกันใหม่ เนื่องจาก กยศ. ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษา แต่เป็นการสร้างหนี้สินตั้งแต่วัยเรียนและย้อนแย้งกับภาครัฐที่ส่งเสริมพฤติกรรมการออม” อาจารย์กฤษฎา ให้ความเห็น

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า จากงานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาทั้งของไทยและ
ต่างประเทศ พบว่า รายได้ของบัณฑิตที่จบปริญญาตรีไม่ประสบความสำเร็จในตลาดแรงงาน ซึ่งหมายความว่า แม้คนกลุ่มนี้มีงานทำจริงแต่รายได้ใกล้เคียงค่าแรงขั้นต่ำหรือสูงกว่าเล็กน้อย จะเห็นได้ว่าช่วงแรกของชีวิตอายุระหว่าง 23-30 ปีช่วงระหว่าง 7-8 ปีแรกในการทำงาน จ่ายหนี้ กยศ. ไปประมาณ 4-5 ปี ทำให้เหลือค่าแรงไม่ต่างกับค่าแรงขั้นต่ำ โดย กยศ. ถูกออกแบบให้กับคนที่รายได้เฉลี่ยที่สูงกว่านี้

และเมื่อมองด้านมิติความเหลื่อมล้ำ“กลุ่มที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องกู้ กยศ. ฐานความรู้เดิมไม่เท่ากับกลุ่มคนที่อยู่ในเมืองและมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ฉะนั้นโอกาสที่เรียนจบแล้วประสบความสำเร็จเท่ากับคนที่มีฐานะดีต่ำมาก” อีกทั้งยังพบว่า คนจบ ม.6 ไม่ได้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากนัก แต่หลังจากมี กยศ. คนที่จบมหาวิทยาลัยมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่าคนจบ ม.6 ซึ่งหมายความว่าคนจบ ม.6 หันไปเรียนมหาวิทยาลัยมากขึ้น ทั้งนี้ แม้ กยศ. มีเจตนาที่ดีหากแต่มีข้อที่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นกองทุนเงินอุดหนุนแฝง (Implicit Subsidy)

“นาย A ยืมเงินนาย B 100 บาท โดยนาย B ให้นาย A ใช้คืน 100 บาท ในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่ง 100 บาท ในอีก 15 ปี จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้ 100 บาท ที่นาย A จะต้องจ่ายในอนาคต แท้จริงแล้วมีมูลค่าเพียง 28-30 บาทของปัจจุบัน ส่วนอีก 70 กว่าบาทคือเงินอุดหนุนแฝง ซึ่งตามหลักของโครงสร้างตลาดแรงงานไทย รัฐควรให้เงินอุดหนุนแฝงไม่เกินร้อยละ 65 แต่ในความเป็นจริงรัฐกลับปล่อยให้มีเงินอุดหนุนแฝงถึงร้อยละ 72” อาจารย์เกียรติอนันต์ กล่าว

อาจารย์เกียรติอนันต์ อธิบายต่อไปว่า ในทางเศรษฐศาสตร์มุมมองที่มีต่อบัณฑิตจบใหม่ คือ “การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์” หากจบการศึกษาและได้ทำงานก็จะเพิ่มรายได้ของครอบครัวและตนเองเรียกว่า “ประโยชน์ส่วนบุคคล” แต่เมื่อมองในมุมของสังคมการจบการศึกษาก็จะช่วยลดอาชญากรรม การเป็นพลเมืองที่ดีก็จะช่วยขับเคลื่อนสังคมในทางใดทางหนึ่ง สิ่งนี้เรียกว่าประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น หากเรียนจบแล้วมีรายได้ในระดับสูงผลตอบแทนก็อาจมากพอที่จะชำระหนี้กู้ยืมทางการศึกษา

แต่หากมีรายได้ต่ำผลตอบแทนทั้งหมดก็แทบจะเป็นศูนย์ ตามแนวคิด Consumption Premium บัณฑิตจะต้องออมให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 8 ของรายได้ เพื่อให้มีความสามารถชำระหนี้สิน ซึ่งหลักการของการออกแบบกองทุนคือ “คนเป็นหนี้ได้แต่การชำระหนี้ต้องอ่อนโยนกับคนเป็นหนี้” ทั้งนี้“ในเบื้องต้นควรให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แต่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาแบบที่คุ้นเคยก็ได้” ซึ่งไม่ว่าจะทำด้วยวิธีไหนก็ตาม อยากจะให้มองว่าเด็กแต่ละคนขาดอะไร แล้วพยายามเติมเต็มโอกาสตรงนั้นให้เขาได้เข้าถึงศักยภาพนั้นด้วยตนเอง

“สำหรับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนอกเหนือประเด็นการศึกษาคือค่าแรงไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อเงินออมและส่งผลต่อศักยภาพการชำระหนี้ ซึ่งแนวทางแก้ปัญหามีอยู่ 2 กลไก ได้แก่ 1.ยอมรับว่าการออกแบบระบบพลาดและความเสียหายที่เกิดขึ้นรัฐต้องรับผิดชอบ เพราะปล่อยให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรมากมาย และ 2.สังคมต้องยอมรับว่าโลกหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย บางคนเหมาะสมก็เรียนต่อไป แต่คนที่ไม่ได้เรียน ชีวิตก็ยังก้าวหน้าได้ เพราะหลังจากนี้ปริญญาอาจไร้ความหมาย

อาชีพอาจต้องเปลี่ยนทุก 5 ปี นอกจากนี้เรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานต้องปรับตามยุค เมื่อก่อนสิทธิขั้นพื้นฐานคือเรียนจบ ม.3 ม.6 แต่ถามว่าแค่นั้นมันพอให้ชีวิตเขาดีไหมในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวันสิทธิขั้นพื้นฐานต้องไปไกลกว่านั้น คืออาจต้องมีสิทธิUpskill และ Reskill ด้วยการ Take Courses สั้นๆให้ตัวเองไปตลาดแรงงานด้วยหรือเปล่า มันอาจต้องมองไปถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่สะท้อนโลกปัจจุบันด้วย” อาจารย์เกียรติอนันต์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : หวังพึ่ง‘สื่อเชื่อถือได้’ไม่พอ สู้ภัย‘ข่าวลวง’เรื่องของทุกคน

Posted on October 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683606

สกู๊ปแนวหน้า : หวังพึ่ง‘สื่อเชื่อถือได้’ไม่พอ  สู้ภัย‘ข่าวลวง’เรื่องของทุกคน

สกู๊ปแนวหน้า : หวังพึ่ง‘สื่อเชื่อถือได้’ไม่พอ สู้ภัย‘ข่าวลวง’เรื่องของทุกคน

วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ โคแฟค (ประเทศไทย) และ Google News Initiative (GNI) จัดเวทีประชุมสุดยอด APAC Trusted Media Summit ประจำปีครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นงานรวมตัวกันของทุกภาคส่วนที่สนใจประเด็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ ตลอดจนการรับมือและจัดการกับข่าวลวง-ข้อมูลเท็จ โดยในช่วงท้ายของงาน เป็นเวทีแสดงความคิดเห็น “Voice of the Voiceless เสียงสะท้อนจากภาคสังคมในการแสวงหาความจริงร่วม” ชวนภาคประชาสังคมมาร่วมให้มุมมองว่าด้วย “สื่อที่เชื่อถือได้ (Trusted Media)”และความสำคัญของข้อมูลที่เป็นจริง

กมล หอมกลิ่น เครือข่ายอีสานโคแฟค กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นจนไม่รู้ว่าอะไรเชื่อได้-ไม่ได้ สิ่งที่เครือข่ายทำคือการสร้างคนให้รู้เท่าทันสื่อ และสร้างทุกคนให้เป็นนักสื่อสารที่มีจรรยาบรรณสื่อ “ตรวจสอบข่าวลวง-ทวงความจริง” ทั้งนี้ จุดที่เจ็บปวดคือ “เมื่อทำงานในพื้นที่แล้วรู้สึกสงสารผู้สูงอายุ” เนื่องจากผู้สูงอายุซึ่งใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ (เช่น Line, Facebook) ผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน อันเป็นเครื่องมือใหม่ที่เข้ามาในชีวิต

“เขารู้สึกว่าเมื่อก่อนเขาเคยเชื่อรัฐบาล ณ ปัจจุบันเขามาเชื่อโทรศัพท์มือถือ แต่ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือทำให้เขาโดนหลอก สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดเจ็บปวดที่เราต้องทำงาน ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาร่วมกันทำงาน ทุกคนต้องร่วมมือกัน มันเป็นสิ่งจำเป็นไม่น้อยไปกว่าเรื่องของการเมือง เรื่องของทรัพยากร เรื่องของสื่อที่มันปนไปด้วยเรื่องความลวงความมายา Disinformation (ข้อมูลบิดเบือน) Misinformation (ข้อมูลคลาดเคลื่อน) เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างมาก” กมล กล่าว

เชลศ ธำรงฐิติกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า นอกจากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วยังทำงานวิทยุชุมชนด้วย ซึ่งวิทยุชุมชนที่ทำอยู่มุ่งให้ข้อมูลข่าวสารกับชาวบ้านอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งต้องอาศัยเวลาทำงานกันนานถึง 19 ปี กว่าที่วิทยุชุมชนจะได้รับความเชื่อมั่น เป็นที่พึ่งและสร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านเพื่อให้เกิดความรู้เท่าทัน ให้ชาวบ้านออกมาช่วยกันตรวจสอบข่าวเพื่อที่จะปกป้องตนเองและครอบครัว

“อีกเครื่องมือหนึ่งของเรา เราใช้จารีตประเพณี เพราะกลุ่มของเราเป็นวิทยุที่ยังทำงานให้กับกลุ่มคนที่ยังไม่ไปถึงสื่อใหม่ เรายังมีคนกลุ่มนี้อยู่กับเราเยอะเลย พ่อแม่ของเรา กลุ่มพ่อเฒ่า-แม่เฒ่า กลุ่มนี้ถือว่าใช้จารีตประเพณีในการสร้างความเชื่อมั่น ยิ่งพวกเราทำงานสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน ทำหน้าที่ของสื่อชุมชน เรายิ่งได้รับความร่วมมือ” ผู้ใหญ่เชลศ กล่าว

มะรูฟ เจะบือราเฮง Digital4Peace และเครือข่าย Deep South Cofact ยกตัวอย่างนก 3 ตัว ตัวแรกถูกขังอยู่ในกรง ทำให้ไม่สามารถบินไปหาอาหารหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ ตัวที่ 2 ไม่ได้อยู่ในกรง แต่ป่าไม้หรือสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่นกอยู่อาศัยถูกทำลาย ทำให้แม้ไม่ได้ถูกขังไว้แต่ก็ไม่สามารถหาอาหารได้ และตัวที่ 3 ไม่ได้อยู่ในกรง และมีปีกเหมือนนกตัวอื่นๆ แต่ถูกทำให้เชื่อว่าไม่สามารถบินได้ โดยบทสรุปคือนกทั้ง 3 ตัวล้วนตายเหมือนกัน

ซึ่งเรื่องราวชะตากรรมของนกทั้ง 3 ตัว เป็นการเปรียบเปรยกับประเด็น “ความรุนแรง” ที่มีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ 1.ความรุนแรงทางกายภาพ หมายถึงนกตัวแรกที่ถูกนำไปขังไว้ 2.ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หมายถึงนกตัวที่ 2 ที่แม้จะไม่ได้ถูกกักขัง แต่ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่เอื้อ และ 3.ความรุนแรงเชิงความเชื่อ หมายถึงนกตัวที่ 3 ที่แม้จะมีปีกแต่ถูกทำให้เชื่อว่าไม่สามารถบินได้

“ดังนั้นเราในฐานะคนทำสื่อ ทำอย่างไรให้เราต้อง Empower (เสริมแรง) คนหลายๆ คน ให้เขาเชื่อว่าเขาเป็นนกที่สามารถบินได้ เขาเป็นนกที่สามารถออกไปหาอาหารได้ทุกคนมีมือถือ ทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ สามารถที่จะทำสื่อได้ ผมเคยเห็นชาวบ้านคนหนึ่ง คนธรรมดา เขาสามารถที่จะเอามือถือถ่าย TikTok ของตัวเองแล้วก็อธิบายกฎหมาย PDPA (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562) ด้วยภาษามลายูอย่างเข้าใจง่าย

อันนี้เป็น Empowerment (การเสริมแรง) ที่เขารู้ว่าเขามีปีก เขาสามารถที่จะทำสื่อ เขาสามารถที่จะสร้างหรือแบ่งปันข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น หน้าที่ของเราในฐานะคนทำสื่อนั้น นอกจากจะเป็นคนที่ฉายแสง หรือว่าให้ไมค์ทำให้เสียงของเขาดังขึ้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำก็คือเราต้อง Empower ทำให้เขาคิดว่าเขาสามารถบินได้ เขาสามารถที่จะไปไหนมาไหนได้อยู่รอด แล้วก็สร้างสังคมให้ดีขึ้นได้ด้วยมือของเขาเอง” มะรูฟกล่าว

กฤษณะเดช โสสุทธิ สมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย(จังหวัดเลย) และตัวแทนเครือข่ายสูงวัยรู้ทันสื่อ 20 จังหวัด กล่าวว่า คณะทำงานได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการจัดทำหลักสูตรสูงวัยรู้ทันสื่อ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้และวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารเป็น โดยสรุปเป็นคาถา 3 ข้อ “จำเป็นไหม-หาข้อมูล-เดือดร้อนใคร” หมายถึงเมื่อพบข้อมูลข่าวสาร ให้ถามตนเองก่อนว่าจำเป็นกับตนเองหรือไม่ หาข้อเท็จจริงของข้อมูลนั้น และข้อมูลนั้นเดือดร้อนตนเองหรือคนในครอบครัวหรือไม่

“ตอนนี้เราขยายผลไป 20 จังหวัดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสุด เราทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับกรมกิจการผู้สูงอายุ กับ สสส. กับสาขาของสมาคมผู้สูงอายุ กับเครือข่าย 20 จังหวัด เราพบว่าหลักสูตรของเราน่าจะไปใช้ได้กับโรงเรียนผู้สูงอายุที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 2,000 แห่ง ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะเกิดอาสาสมัครเฝ้าระวังสื่ออย่างน้อย 20 จังหวัด ก็ประมาณจังหวัดละ 20 คน” กฤษณะเดช ระบุ

อิงฟ้า ชัยยุทธศุภกุล ตัวแทนทีมชนะเลิศ กิจกรรม Girls in Tech Detecthron กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อและการค้นหาข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าสมัยก่อน แต่ในความง่าย
ก็ต้องระมัดระวังเพราะยุคนี้คนทั่วไปก็สามารถสร้างสื่อได้ เช่น ผู้ที่สนใจเรื่องใดก็อาจจะสร้างบล็อก (blog) ขึ้นมาเพื่อนำเสนอสิ่งที่สนใจได้ ซึ่งเมื่อค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เนตก็จะพบแหล่งข้อมูลทั้งที่เป็นสำนักข่าวอย่างเป็นทางการและบล็อกดังกล่าว ดังนั้นสุดท้ายตัวเราเองที่เป็นผู้เสพสื่อก็ต้องเป็นผู้ไตร่ตรอง แต่อีกด้านหนึ่ง การทำงานของสื่อก็มีคำถามเช่นกัน

“มีตัวอย่างข่าวที่เห็นได้ชัดว่าเป็นข่าวที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของสื่อ นั่นคือข่าวของลุงพล ซึ่งตอนแรกคดีของน้องชมพู่ ลุงพลจะถูกพูดว่าเป็นผู้ต้องหาในคดีน้องชมพู่ แต่สักพักหนึ่งก็จะมีข่าวการแชร์ภาพลุงพลที่มีหน้าตาดีคนก็เลยแชร์เยอะแล้วก็มีความสนใจในด้านนี้เยอะ หลังจากนั้นพอลุงพลเริ่มติดลม เริ่มติดกระแส ก็เริ่มมีข่าวมาเรื่อยๆ ว่าลุงพลสามารถร้องเพลงได้ หรือนำเสนอด้านดีๆ ของลุงพลออกมาเช่นกัน ซึ่งทำให้คนหลุดโฟกัสกับสิ่งแรก ก็คือลุงพลอยู่ในผู้ต้องหาของคดีน้องชมพู่

ทุกคนก็หลุดกันหมดเลย กลายเป็นไปโฟกัสตรงนี้แทนทำให้ได้เห็นว่าจริงๆ แล้วสื่อก็ไม่ได้มีความซื่อตรงอะไรขนาดนั้นพอเขารู้ว่าเขานี้สามารถพอที่จะเล่นได้ เขาก็เล่นต่อไปเพื่อเลี้ยงกระแส ซึ่งคิดว่าการทำสื่อแบบนี้ทำให้เรียกยอดผู้เข้าชมได้อย่างต่อเนื่อง จนตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วจริยธรรมของสื่อมันสำคัญมากแค่ไหน ในวันที่เรตติ้งมีความสำคัญ” อิงฟ้ากล่าว

ปิดท้ายโดย พระมหานภันต์ สนติภทโท มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ.) กล่าวว่าในวันสันติภาพโลก (International Peace Day) ประจำปี 2565 นี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้คำขวัญว่า “ยุติการเหยียดเชื้อชาติแล้วสร้างสันติสุข (End Racism Build Peace)” แต่การจะทำแบบนี้ได้ต้องหาเครื่องขยายเสียง(Amplifier) ให้การส่งเสียงเพื่อสันติภาพ (Voice for Peace) ทั้งนี้ ต้องบอกว่า “สื่อที่เชื่อถือได้ (Trusted Media) ไม่มีอยู่จริง” และการคิดว่าสื่อน่าเชื่อถือก็สร้างปัญหาด้วย

“ที่จะมีคือ Trusted Mindset (วิธีคิดที่เชื่อถือได้) กระบวนทัศน์ที่ไว้ใจได้คือ Never Trust (ไม่เชื่อไว้ก่อน)กาลามสูตร พระพุทธเจ้าบอกว่า 1.ฟังกันมาอย่าเพิ่งเชื่อ 2.ทำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อไม่ได้ 3.ตื่นเขาเล่ามาอย่าเชื่อไป 4.อย่าไว้ใจแม้แต่ตำรา 5.อย่าเชื่อเพราะเดาเอาเองเล่น 6.เพราะกะเกณฑ์คาดคะเนไว้ล่วงหน้า 7.เพราะนึกตรึกตรองและตรวจตรา 8.เพราะว่าต้องตามธรรมเนียมตน 9.อย่าเชื่อเพราะว่าเพียงคนเชื่อเขา 10.ครูเราแท้ๆ มาแต่ต้น ก็ใช่จักเชื่อได้น้ำใจคน จงเชื่อผล เชื่อเหตุ สังเกตเทอญ พระพุทธเจ้าสอน อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประพันธ์” พระมหานภันต์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เชื่อมั่น’หลายปัจจัยสร้าง ‘เทคโนโลยี’เพียงส่วนหนึ่ง

Posted on September 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683139

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เชื่อมั่น’หลายปัจจัยสร้าง  ‘เทคโนโลยี’เพียงส่วนหนึ่ง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เชื่อมั่น’หลายปัจจัยสร้าง ‘เทคโนโลยี’เพียงส่วนหนึ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“Trust (ความเชื่อมั่น, ความไว้วางใจ) คือหัวใจของทุกอย่าง สมมุติว่าท่านกำลังจะแต่งงานแล้วต้องซื้อแหวนเพชรไปหมั้นเจ้าสาว รู้ได้อย่างไรว่าเพชรนั้นเป็นเพชรจริง รู้ได้อย่างไรว่าเพชรนั้นต่อให้เป็นเพชรจริง ไม่ใช่เพชรที่เป็น Blood Diamond(เพชรเปื้อนเลือด) ก็คือเพชรที่มาจากเหมืองที่เกิดขึ้นจากสงครามในบางประเทศทางแอฟริกา

หรือถ้าเกิดท่านอยากจะรับประทานผัก-ผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผัก-ผลไม้ที่อยู่บนโต๊ะที่ท่านจะรับประทาน เป็นผัก-ผลไม้ Organic (เกษตรอินทรีย์) และร้ายกว่านั้น ถ้าเกิดท่านต้องรับประทานยาไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อะไร ท่านรู้ได้อย่างไรว่ายานั้นเป็นยาจริง เพราะถ้าเกิดว่าทานผิดเสียชีวิตได้เลย เพราะฉะนั้น Trust คือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) กล่าวในการปาฐกถา หัวข้อ “ทำไมต้องมีสื่อที่สังคมเชื่อใจได้ในโลกที่ไม่น่าไว้ใจ (Why trusted-media matters in a zero-trust world?)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวทีประชุมสุดยอด APAC Trusted Media Summit ประจำปีครั้งที่ 5 จัดโดย โคแฟค (ประเทศไทย) และ Google News Initiative (GNI)เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าด้วยเรื่องของ Trust หรือความรู้สึกเชื่อมั่นไว้ใจกัน มีความสำคัญอย่างมากกับวิถีชีวิตในสังคมมนุษย์

ดังที่ 2 นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง โรนัลด์ คอส (Ronald Coase) และ โอลิเวอร์ วิลเลียมสัน (Oliver Williamson) ได้ทำการศึกษาไว้ โดย คอส ซึ่งได้รางวัลในปี 2534 ค้นพบว่า “การเกิดขึ้นของบริษัทคือการลดต้นทุนในการทำธุรกรรม และธุรกรรมส่วนใหญ่ก็เกิดในบริษัท” ซึ่งหนึ่งในต้นทุนที่ว่าก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เนื่องจากการทำงานในรูปแบบบริษัทหรือองค์กร เป็นการทำให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดความไว้ใจกันได้มากกว่าไปจ้างคนทำงานแบบวันนี้จ้างคนหนึ่ง วันต่อไป
จ้างอีกคนหนึ่ง

ส่วน วิลเลียมสัน ซึ่งได้รางวัลในปี 2552 ชี้ว่า “การที่บริษัทกลุ่มหนึ่งเลือกทำธุรกิจร่วมกันบ่อยๆ ก็มาจากความไว้วางใจกัน” และนำไปสู่การทำงานแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่เพราะเห็นว่าเป็นคนละบริษัท เช่น บริษัทรถยนต์กับซัพพลายเออร์ เนื่องจากซัพพลายเออร์คือบริษัทที่รับผลิตชิ้นส่วนป้อนเข้าโรงงานผลิตรถยนต์ ดังนั้นบริษัทผลิตรถยนต์ก็ต้องไว้ใจซัพพลายเออร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม “เมื่อโลกพัฒนามาถึงยุคดิจิทัล..ดูเหมือนผู้คนจะเริ่มมองว่าโลกนี้ไม่มีอะไรน่าไว้ใจได้เลย (Zero Trust World หรือ Trustless World)” โดยเฉพาะเมื่อบนอินเตอร์เนตเต็มไปด้วยข่าวปลอม (Fake News) แถมระยะหลังๆ ยังมาในรูปแบบคลิปวีดีโอปลอมจากเทคโนโลยี Deep Fake ที่แนบเนียนจนแยกแยะได้ยาก ข่าวปลอมเหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

จากวิกฤตแห่งความไว้ใจที่เกิดขึ้น จึงนำมาซึ่งแนวคิด “ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเชื่อมั่น” เช่น เทคโนโลยี “บล็อกเชน (Blockchain)” ซึ่งใส่ข้อมูลอะไรลงไปแล้วลบหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขทำได้ยากมาก ถูกนำมาใช้สร้างความเชื่อมั่นกับสกุลเงินดิจิทัลยอดฮิตอย่าง “บิตคอยน์ (Bitcoin)” ด้วยสมมุติฐานว่าโลกอินเตอร์เนตไว้ใจใครไม่ได้ จึงต้องมีเทคโนโลยีมารับประกันว่า เงินบิตคอยน์ที่ใช้กันนั้นจะเป็นเงินจริงเพื่อป้องกันการถูกโกงเวลาซื้อ-ขายสินค้า

“มีความคิดว่า ถ้า Bitcoin คือเทคโนโลยีที่สามารถสร้าง Trust ได้ในโลกที่มั่นเป็น Trustless World ก็สามารถเอา Blockchain มาใช้กับสารพัดเรื่องได้ ยกตัวอย่างเอามารับประกันเพชรที่ขุดขึ้นมาไม่ใช่ Blood Diamond และเป็นเพชรจริง ความเชื่อแบบนี้ก็อยู่ในวงการเทคโนโลยีพอสมควร แต่ผมจะชี้ว่าวิธีคิดแบบนี้มีปัญหาอย่างยิ่งและมีจุดอ่อน นั่นก็คือสิ่งที่ Blockchaim รับประกันได้ว่าเพชรนั้นเป็นเพชรจริงมันจะต้องอาศัยระบบการออกใบรับรอง (Certification) ของเพชร นับตั้งแต่เพชรที่ขุดขึ้นมา

ต้องมีใครสักคนไปดูว่าเพชรเม็ดนี้ไม่ได้เป็น Blood Diamond แต่เป็นเพชรที่ขุดขึ้นมาอย่างถูกต้องจริง แล้วก็เอาใบรับรองนั้นใส่เข้าไปใน Blockchain แล้ว Blockchain ก็เป็นฐานข้อมูลที่ไม่สามารถลบได้ ฉะนั้นคนก็เชื่อว่าจะโกงไม่ได้ แต่ทุกท่านก็จะทราบว่าท่านจะไปรับประกันเพชรจริงๆ ได้อย่างไร ในเมื่อเพชรเม็ดจริงกับเพชรที่อยู่ใน Blockchain ซึ่งมันเป็นเพียงข้อมูลดิจิทัล เป็นคนละส่วนกัน ในข้อมูลอาจเป็นใบรับรองที่ไม่ถูกปลอมแปลง แต่ระหว่างขนส่งเพชรเราจะรู้ได้อย่างไร นี่คือจุดอ่อนสำคัญของแนวคิด Trustless World” สมเกียรติ ระบุ

สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า เพชรอาจมีข้อได้เปรียบเพราะแต่ละเม็ดมีลวดลายไม่เหมือนกัน จึงสามารถนำลวดลายนี้ใส่เข้าไปเป็นฐานข้อมูลใน Blockchain ได้ แต่หากเป็นสินค้าอย่างผัก-ผลไม้ ยารักษาโรค จะทำอย่างไร อีกทั้งในความเป็นจริง “ความไว้วางใจไม่ได้อยู่เฉพาะขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องมีในทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ฯลฯ ตั้งแต่ต้นจนจบ” จึงแทบไม่มีวิธีใดที่ป้องกันได้ 100%

ขณะเดียวกัน “การมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอย่างมากเกินไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นก็มีต้นทุนสูงมาก” เช่น เหมือง Bitcoin ใช้ไฟฟ้า 96 TWh ต่อปี มากกว่าชาวฟิลิปปินส์ใช้ไฟฟ้ารวมกันทั้งประเทศ และการใช้พลังงานอย่างมหาศาลแบบนี้ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าจะไม่มีการปลอมแปลง เพราะเทคโนโลยีนั้นป้องกันได้ก็เพียงการปลอมแปลงข้อมูล แต่ไม่ใช่กับการปลอมสิ่งของในโลกจริง

และเอาเข้าจริงๆ แล้วคงต้องย้อนกลับไปถามว่า “โลกเราไม่มีอะไรไว้ใจได้ (หรือเชื่อใจใครไม่ได้) เลยจริงหรือ?” หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือผลสำรวจในปี 2564 จากสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยความเชื่อมั่นของสังคมไทยต่อองค์กรต่างๆ ซึ่งแม้บางองค์กรจะถูกมองว่ามีปัญหาในเชิงภาพลักษณ์ เช่น ตำรวจ พรรคการเมือง หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชน แต่ในภาพรวมความน่าเชื่อถือก็ยังค่อนข้างสูงโดยอยู่ที่ร้อยละ 70-80

หรือแม้นักการเมืองจะถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลับได้คะแนนความน่าเชื่อถือสูงมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ความรู้สึกใกล้ชิดจากการได้พบปะพูดคุยกันต่อหน้า (Face-to-Face Interaction)” ซึ่งแตกต่างในโลกอินเตอร์เนตที่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้างหรือเผยแพร่ และแม้กระทั่งในโลกอินเตอร์เนตที่ถูกมองว่าเชื่อถือไม่ได้เลย ก็ยังมีความพยายามทำให้เกิดความน่าเชื่อถือขึ้นมา เช่น สำนักข่าวออนไลน์ต่างๆ จนถึงเครือข่ายอย่างโคแฟคที่ร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

“เทคโนโลยี อัลกอริทึม มันช่วยได้เพียงบางส่วน เช่น ตัวข้อมูลข่าวสารระหว่างส่งว่ามันไม่ถูกปลอม แต่ถ้าข่าวมันเป็นข่าวปลอมตั้งแต่ต้น อัลกอริทึมไม่สามารถช่วยได้ อย่างมากก็เป็นเครื่องมือเล็กๆ ในองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งยังต้องใช้มนุษย์ ยังต้องใช้ความเชื่อใจ” ปธ. TDRI ฝากข้อคิด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ทำแท้ง’กฎหมายเปิดช่อง ไฉน‘ภาคปฏิบัติ’ยังติดขัด?

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682217

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ทำแท้ง’กฎหมายเปิดช่อง  ไฉน‘ภาคปฏิบัติ’ยังติดขัด?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ทำแท้ง’กฎหมายเปิดช่อง ไฉน‘ภาคปฏิบัติ’ยังติดขัด?

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเป็นมติเสียงข้างมาก ระบุว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ว่าด้วยความผิดฐานทำให้แท้งลูก สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ จากนั้นในวันที่6 ก.พ. 2564 ก็มีการประกาศ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2564 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสาระสำคัญคือ อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12สัปดาห์ สามารถยุติการตั้งครรภ์หรือ “ทำแท้ง” ได้ ส่วนอายุครรภ์เกินกว่า 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ให้อยู่ที่การวินิจฉัยของแพทย์

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ แต่ในทางปฏิบัติยังพบปัญหา ซึ่งเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2565 เครือข่าย RSA Thai ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขตลอดจนสหวิชาชีพอื่นๆ ได้จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “แก้กฎหมายแล้วทำไมหมอหลายคนยังไม่ทำแท้ง” เนื่องในโอกาสวันยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยสากล (Safe Abortion Day) 28 กันยายน ของทุกปี

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช (เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์) โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรกล่าวว่า มีปัจจัยที่ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยอยากพูดถึงการทำแท้ง อาทิ 1.ความเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “สังคมไทยถูกหล่อหลอมด้วยเรื่องบาปบุญคุณโทษมาตลอด” เช่น เชื่อว่าการทำแท้งเป็นบาป อย่างไรก็ตาม นอกจากคนที่มีความเชื่อดังกล่าวแล้ว ในสังคมยังมีคนอีก 2 ประเภท ประเภทแรกคือคนที่มองว่าการทำแท้งก็เป็นสิทธิหรือทางเลือกอย่างหนึ่ง และอีกประเภทคือคนที่กลางๆ ยังไม่ไปทางใดทางหนึ่ง

“กลุ่มตรงกลางนี่แหละ เอ๊ะ!..เราจะไปทางไหนดี? เราใช้เหตุผล เราใช้ความจำเป็น เรามาดูทำไมกฎหมายถึงเปิดกว้างทั้งๆ ที่ดูแล้วมันขัดกับศีลธรรมสิ่งที่เราเชื่อ ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่พอสมควรในปัจจุบัน ฉะนั้นสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำคือให้ข้อมูลว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร กฎหมายออกมาเพื่ออะไร เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายในแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วไม่พร้อม เพื่อป้องกันการไปทำแท้งเถื่อน” นพ.โอฬาริก กล่าว

นพ.โอฬาริก กล่าวต่อไปว่า สาเหตุประการต่อมาที่ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยอยากพูดถึงการทำแท้ง 2.ความไม่รู้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ายังมีคนที่ไม่รู้ว่ากฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ หรือไม่รู้ว่าจุดบริการอยู่ที่ไหน ดังนั้นต้องสร้างความตระหนักรู้ใน 4 กลุ่มคือ หญิงตั้งครรภ์ บุคลากรสาธารณสุข บุคคลทั่วไปในสังคม และผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย หรือก็คือทุกฝ่ายต้องมีความเข้าใจตรงกัน เพื่อให้การเข้าถึงบริการทำได้ง่ายขึ้น

3.สิทธิเด็ก ซึ่งมีข้อถกเถียงกัน เช่น ที่กำหนดว่าอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ (หรือ 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์) เพราะถือว่าช่วงดังกล่าวตัวอ่อนยังไม่นับว่าเป็นมนุษย์เต็มที่ แต่ก็มีบางฝ่ายมองว่าความเป็นมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิแล้ว แต่ประเด็นนี้หากมองในอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ใช่ตามหลักวิชาการ (เพราะยังมีข้อถกเถียง) การให้เด็กเกิดมาแล้วเจอสภาพถูกทอดทิ้งบ้าง ถูกทารุณกรรมบ้าง จากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์หรือจากพ่อแม่ที่ไม่ต้องการ พบว่าโอกาสที่เด็กซึ่งเกิดมาเจอสภาพนี้จะสามารถหลุดพ้นจากขุมนรกไปอยู่ในพื้นที่สดใสดุจสรวงสวรรค์นั้นยากมาก

“เนื่องจากเราเจอเคสแบบนี้เรื่อยๆ มันทำให้ความเป็นเด็กที่เกิดมาจากครอบครัวที่ไม่ต้องการแล้วได้ไปวิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ ผมไม่เคยเห็น คือเราเห็นวิ่งในขวากหนาม วิ่งในชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่า คือผมรู้สึกว่าอย่างนี้ คนไข้ที่มาตามกระบวนการการเข้าถึง การ Counseling (ให้คำปรึกษา) ต้องบอกอย่างนี้ก่อน เวลาคนไข้มาถึงว่าอยากยุติการตั้งครรภ์ มันจะมี 4 แบบให้เลือก 1.ท้องต่อและเลี้ยงเอง คือมาฟัง คุยกับหมอแล้วเรียบร้อย บางทีเขายังไม่ตัดสินใจแต่เขาอยากมาฟังข้อมูล

2.ท้องต่อญาติเลี้ยง แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อะไรก็ตามแต่ 3.ท้องต่อส่งสถานสงเคราะห์ และ 4.ยุติการตั้งครรภ์ คนไข้มีตั้งอีก 3 Option (ทางเลือก) ที่ตั้งครรภ์ต่อ คือเราไม่ได้มาถึงปุ๊บ! ยุติการครรภ์เลย มันต้องผ่านกระบวนการการ Counseling แต่อย่างที่บอก โดยส่วนตัวผมไม่เจอเด็กที่ถูกทอดทิ้งแล้วประสบความสำเร็จ คือเจอแต่เคสหนักๆ แย่กว่าเดิม จนเด็กบางคนที่ดูกับคุณพยาบาล พูดไปว่าเด็กเขาพ้นทุกข์แล้ว เพราะเขาผ่านประสบการณ์ที่แย่ๆ มามาก แต่เราก็เห็นตามข่าว ถูกทำร้ายร่างกายถูกอะไร” นพ.โอฬาริก ระบุ

นพ.โอฬาริก ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่แพทย์เองก็มี 3 ประเภทเมื่อมีหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมไปขอคำปรึกษา 1.ให้คำแนะนำและลงมือยุติการตั้งครรภ์ให้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะด้วยยาหรือเครื่องมือใดๆ ก็ตาม 2.ให้คำแนะนำแต่ส่งต่อโดยไม่ลงมือยุติการตั้งครรภ์ให้ด้วยตนเอง ด้วยหลากหลายเหตุผล และ 3.ไม่ให้คำแนะนำใดๆ เพราะไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำแท้ง ดังนั้นหากหญิงรายใดไปเจอแพทย์ในประเภทที่ 3 ก็จะมีความเสี่ยง เพราะหญิงนั้นจะอยู่ในสภาพเคว้งคว้าง อีกทั้งเมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาลอายุครรภ์ก็เพิ่มขึ้นแล้ว

แต่ในทางกลับกัน ก็เข้าใจความเชื่อของแพทย์กลุ่มนี้ และไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีข้อกำหนดบังคับให้ต้องทำ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นตราบาป (Stigma) ในชีวิต ดังนั้นจึงอยู่ที่ว่าจะวางระบบอย่างไรที่ให้แพทย์กลุ่มที่ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ไม่ต้องลำบากใจ ควบคู่ไปกับการไม่ลิดรอนสิทธิของหญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมที่จะมารับบริการ ซึ่งการวางระบบนี้ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่หน้างาน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เพราะยังมีบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกับแพทย์และอาจไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการทำแท้ง

ด้าน ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ อาจารย์ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวเสริมว่า ในประเด็นสิทธิเด็ก ในทางวิชาการหรือทางกฎหมาย ให้นิยามความเป็นมนุษย์ไว้ว่า เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาแล้วมีสัญญาณชีพ ซึ่งมุมหนึ่งการมองแบบนี้ดูจะแห้งแล้งเกินไป แต่อีกมุมหนึ่ง ในความเห็นส่วนตัวมองเรื่องสิทธิของผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาจนถึงวันที่ชีวิตผิดพลาดตั้งครรภ์ขึ้น ดังนั้นหากจำเป็นต้องเลือกก็ขอเลือกสิทธิของผู้หญิงคนนี้ก่อน

ส่วนประเด็นความลำบากใจของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาล ทางออกอาจจะอยู่ที่ “คลินิกเฉพาะด้าน” ดังที่ปัจจุบันมีคลินิกเสริมความงามเกิดขึ้นทั่วไป ซึ่งเชื่อว่าหากมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องการยุติการตั้งครรภ์รวมถึงการเข้าถึงบริการที่เป็นมิตร ประกอบกับค่อยๆ ทยอยสร้างคลินิกที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ขึ้นในแต่ละจังหวัด ในอนาคตอันใกล้การเข้าถึงบริการที่ดีก็จะง่ายขึ้น

“อันนี้ต้องใช้เวลา ตรงนี้ภาคสังคมต้องช่วยเพราะหมอทำเรื่องนี้ไม่เก่ง ผมก็เชื่อว่าแพทยสภาก็ทำเรื่องนี้ไม่เก่ง เพราะแพทยสภาเป็นตัว Balance (รักษาสมดุล) ระหว่างหมอกับคนไข้ เขาก็ต้องดูแลหมอของเขาให้อยู่ได้ คือเรื่องความเชื่อเราไม่ว่าอะไร ทุกวันนี้ผมก็ยังกลัวผีอยู่ คือบอกไม่มีผีอย่างไรก็ไม่ได้ผมก็ยังกลัวอยู่ ผมว่าในอนาคตน่าจะมีคลินิกแบบนี้ให้มันเกิดขึ้นได้” ผศ.นพ.ธนพันธ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,667 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด
เป๊ก เศรณี ตอบชัดความสัมพันธ์กับ แอนโทเนีย หลังลือหนักซุ่มคบกัน
ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร
สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’
ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d