Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ส่งออกแผ่ว..ท่องเที่ยวพุ่ง’ 9เดือนแรกเศรษฐกิจไทยปี’65

Posted on September 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682037

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘ส่งออกแผ่ว..ท่องเที่ยวพุ่ง’  9เดือนแรกเศรษฐกิจไทยปี’65

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ส่งออกแผ่ว..ท่องเที่ยวพุ่ง’ 9เดือนแรกเศรษฐกิจไทยปี’65

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2565 ของคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. (EconTU Symposium) ครั้งที่ 44 ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของการยกระดับ S-Curve ในยุค Next Normal” ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเสวนาเรื่อง “9 เดือนผ่านไป เศรษฐกิจไทยไหวหรือเปล่า?” โดยมีวิทยากร 3 ท่านร่วมให้มุมมอง

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทยยุคก่อนโควิดอยู่ที่ 16.9 ล้านล้านบาทแต่ในปี 2565 อยู่ที่ 16.7 ล้านล้านบาท ยังน้อยกว่าถึง2 แสนล้านบาท ขณะที่เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนาม เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี และ GDP ก็กลับไปอยู่ในจุดที่มากกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นยุคก่อนโควิดแล้ว

ขณะที่เมื่อดูเป็นรายภาคส่วน พบว่า 1.การส่งออก นับตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 การส่งออกคือ “พระเอก” ดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในภาพรวม ถึงกระนั้น การส่งออกก็เป็นเรื่องของตัวเลข ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจฐานกว้าง อีกทั้งผู้ส่งออกระดับนำในไทยก็ไม่ได้มีจำนวนมากนัก อนึ่ง ในปี 2564การส่งออกของไทยสูงเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวถึงร้อยละ 17แต่ในปี 2565 นี้ ต้องดู 2 ปัจจัย ด้านหนึ่งปีก่อนส่งออกสูงเป็นพิเศษ หากปีนี้จะเอาชนะก็คงโตได้แต่ไม่มาก

กับอีกด้านหนึ่งที่เศรษฐกิจโลกผันผวน บวกกับการทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอเศรษฐกิจ หรือเพื่อกดเงินเฟ้อ ก็จะทำให้ Demand (อุปสงค์-ความต้องการ) ในเศรษฐกิจโลกลดลง ส่วนฝั่ง Supply (อุปทาน-การจัดหา) ก็มีปัญหา เช่น Supply Chain Disruption (ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก) การขาดแคลน Semiconductor (ชิพ) Sentiment (ความอ่อนไหว)และราคาในตลาด ซึ่งกระทบการส่งออกทั้งสิ้น โดยรวมทั้งปี 2565การส่งออกน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6-7

2.การท่องเที่ยว เริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน เห็นได้จาก 8 เดือนแรกของปี 2565 มีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในไทยแล้ว 4 ล้านคน และช่วง 4 เดือนสุดท้ายซึ่งจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ก็น่าจะเข้ามาเฉลี่ยเดือนละมากกว่า1 ล้านคน 3.การบริโภค ฟื้นตัวเช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวแต่ก็มีข้อจำกัดในการเติบโต เช่น หนี้ครัวเรือน ปัญหาเงินเฟ้อ และ 4.การลงทุน ในภาคเอกชนพบยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องส่วนภาครัฐชะลอตัวลง ซึ่งก็สอดคล้องกับปัจจุบันที่หนี้สาธารณะค่อนข้างสูง รวมถึงงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโควิดถูกใช้ไปจนใกล้จะหมดแล้ว

“ในปี 2565 ที่เหลือ ผ่านมา 9 เดือนแล้ว อีก 3 เดือนหลังก็เป็นแรงฮึด ซึ่งหวังว่าท่องเที่ยวจะเข้ามาหนุน การบริโภคในประเทศถ้ายังยืนได้ แล้วก็ส่งออกกลับมา อาจจะปิดปีนี้ GDPโตได้ 3% แต่เราเหลือโจทย์ที่ต้องปิดช่องว่าง GDP ที่หายไปตอนช่วงโควิด” รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กล่าว

คงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2565 มูลค่าการส่งออกไปในตลาดโลกยังถือว่าค่อนข้างดีแต่การเติบโตที่เห็นเป็นการมองในแง่มูลค่า ส่วนในแง่ปริมาณยังมีคำถาม เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่การนำเข้าในช่วงเดียวกัน หลายสินค้าเพิ่มขึ้น แต่จำนวนตู้คอนเทนเนอร์กลับลดลงร้อยละ 4.2 โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนล่าสุด จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการ พบการลดลงของ Order (การสั่งสินค้า) ดังนั้นแม้การส่งออกจะโต แต่ก็น่าจะโตในอัตราถดถอยมากกว่าอัตราเร่ง

เมื่อดูเป็นรายประเภทสินค้า พบว่า 1.เกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร 7 เดือนแรกที่ผ่านมาเติบโตร้อยละ 16.7 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสินค้าเกษตรไทยส่งออกไปประเทศจีนมากถึงร้อยละ 23.8 จึงต้องจับตาเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนค่อนข้างสุ่มเสี่ยง แม้ไม่ถึงขั้นถดถอยแต่การเติบโตอาจน้อยกว่าที่คิด ส่วนการส่งออกไปประเทศอื่นๆ ค่อนข้างทรงตัว และราคาสินค้าเกษตรไทยยังอยู่ในเกณฑ์แข่งขันได้ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง ปรากฏการณ์ลานีญาที่ทำให้ฝนตกหนักและตกชุก

2.สินค้าอุตสาหกรรม 7 เดือนแรกที่ผ่านมาก็เติบโตได้ดีก่อนเห็นสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะรถยนต์ ซึ่งมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังพอไปได้เรื่อยๆ ขณะที่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายประเทศหรือภูมิภาค พบว่า “สหรัฐอเมริกา” จะอยู่ที่เรื่องเงินเฟ้อ แต่ชาวอเมริกันก็ค่อนข้างแปลก เพราะแม้ประเทศจะมีปัญหาเงินเฟ้อมานานแต่ก็ยังมีพฤติกรรมบริโภคสินค้าต่างๆ อยู่มากเช่นเดิม ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐฯ แซงจีนไปแล้วในด้านการเป็นประเทศที่ซื้อสินค้าจากไทย

ขณะที่ “สหภาพยุโรป (EU)” ผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน กระทบกับ EU อย่างชัดเจน เห็นได้จากปริมาณสินค้าทั้งจากไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออก (Far East-ตะวันออกไกล) ที่ส่งไปยุโรปนั้นลดลง ส่วน “จีน” นอกจากเศรษฐกิจชะลอตัวแล้วยังเจอปัญหาภัยแล้ง ซึ่งก็ยังทำให้จำเป็นต้องซื้อสินค้าเกษตรจากต่างประเทศอยู่ ส่วนข้อกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน จะส่งผลกระทบต่อการผลิตชิพนั้น ไต้หวันได้ปรับตัวหันไปสั่งทรายที่เป็นวัตถุดิบจากแหล่งอื่น
แทนจีนมาพักใหญ่แล้ว ผลกระทบที่คาดการณ์กันไว้จึงไม่น่าจะมีมากนัก

“ในมุมของผู้ประกอบการ เรากังวลเรื่องของพลังงาน เราอยากให้ภาครัฐช่วยในเรื่องของการควบคุมเรื่องต้นทุน เรื่องต้นทุนเป็นตัวหลักเลย มันเป็นสิ่งที่ค้ำคอเรามาก ถ้าเกิด Global Demand (ความต้องการทั่วโลก) มันเลวร้ายไปกว่านี้ต้นทุนที่สูงมันอาจจะทำให้เราอยู่ไม่รอดในการประกอบธุรกิจในระยะหลังจากนี้ ส่วนการขึ้นราคา คิดว่าเป็นเรื่องที่ยาก เราก็เข้าใจว่าภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจของประชาชนไทย มันก็เป็นเรื่องยากที่จะขึ้นราคา ดังนั้นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ คือทำให้เรามีต้นทุนในการผลิตที่อยู่ได้ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก” คงฤทธิ์ กล่าว

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ กลุ่มคลัสเตอร์ความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อัตราของผู้ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ (Catching Up Rate) เมื่อเทียบกับโลกยุคก่อนโควิด-19 ปัจจุบันไทยอยู่ที่ 0.37 ต่ำกว่าเพียงมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 0.42 แต่หากตัดปัจจัยเรื่องนักท่องเที่ยวจีนออกไป ไทยจะอยู่ที่ 0.5 และยังสามารถดันต่อได้ ภาคการท่องเที่ยวจึงมีบทบาทเป็นพระเอกในช่วงนี้

ส่วนการส่งออกนั้น ช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่ กระทั่งแผ่วลงในเดือนกรกฎาคม อีกทั้งลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับกลุ่มยานยนต์ที่ลดลงเร็วเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย ขณะที่การลงทุนโดยตรง ปัจจุบันเริ่มเห็นการเข้ามาลงทุนในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นด้านอาหารและคอมพิวเตอร์ แต่เม็ดเงินที่เข้ามาก็ยังน้อยกว่าสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

สำหรับ “ปัจจัยที่ต้องจับตามองว่าอาจส่งผลกระทบไปถึงปี 2566” เช่น อัตราเงินเฟ้อที่ไทยสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนามและมาเลเซีย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังสูงหนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เหล่านี้อาจทำให้การบริโภคและการลงทุนลดลง ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนก็ยังไม่ฟื้นอย่างชัดเจน โดยไตรมาสแรกนั้นติดลบไปถึงร้อยละ 7ส่วนไตรมาสที่ 2 ติดลบร้อยละ 1.33

“อัตราเงินเฟ้อที่สูงจะแก้อย่างไรได้บ้าง อาจจะต้องเข้ามาดูอัตราแลกเปลี่ยนให้ใกล้ชิด อาจจะกังวลว่าถ้าเข้ามาดูแล้วทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมันแข็งแล้วจะส่งผลต่อการส่งออกไหม? คิดว่ามันจะไม่ส่งผลมากด้วย 2 เหตุผล 1.อัตราแลกเปลี่ยนมันจะมีผลต่อการส่งออกมากถ้าเกิดว่าใช้ Domestic Content (ของในประเทศ) เยอะๆ ฉะนั้นเกษตรก็อาจเป็นไปได้ แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่มันมี Import Content (ของนำเข้า)เยอะๆ แล้วเราอยู่ใน Global Value Chain (ห่วงโซ่อุปทานของโลก) ตรงนี้อาจจะไม่มีผลมาก

2.ถ้าเกิดอัตราเงินเฟ้อของเรามันเพิ่มขึ้นไปสูงมากๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ต้นทุนของผู้ผลิตจะสูง และทำให้ผลประโยชน์ที่เราจะได้จากอัตราแลกเปลี่ยนที่มันอ่อน หรือเรียกว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงมันจะลดลง แล้วในที่สุดก็จะทำให้การส่งออกเราลดลงกว่าที่เราตั้งใจที่จะได้จากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า อีกอันหนึ่งที่จะทำได้คือเราคงจะต้องเข้าไปช่วยผู้เปราะบาง ซึ่งรัฐบาลก็พยายามทำอยู่ ฉะนั้นก็ต้องมีการประเมินต่อเนื่องว่ามันดีขึ้นไหม?ผู้เปราะบางดีขึ้นไหม? มาตรการเหล่านี้ควรต้องยืดเวลาไหม?” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้น รัฐบาลควรเข้าไปดูโครงสร้างของราคา ว่าโครงสร้างบางอย่างมีการบิดเบือนหรือไม่ เช่น โควตา ซึ่งยังดีที่รัฐบาลยอมลงโควตา 3 ต่อ 1หรือการเลื่อน (Postpone) การเก็บการตอบโต้ภาษีของสินค้าบางอย่างออกไปเพื่อไม่เพิ่มต้นทุนกับผู้ประกอบการ โดยรัฐบาลต้องประเมินว่าจะต้องต่อนโยบายออกไปหรือไม่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับตัว เช่น ทำให้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพมากขึ้น หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน และทำให้พลังงานที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองโลกแล้วเหลียวดูไทย ‘EV’นโยบายอย่างไรเหมาะ?

Posted on September 22, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/681550

สกู๊ปแนวหน้า : มองโลกแล้วเหลียวดูไทย  ‘EV’นโยบายอย่างไรเหมาะ?

สกู๊ปแนวหน้า : มองโลกแล้วเหลียวดูไทย ‘EV’นโยบายอย่างไรเหมาะ?

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.29 น.

“วันนี้ทุกคนคงเข้าใจว่ายานยนต์ไฟฟ้ามาแน่ๆ แต่สิ่งที่ยังเถียงกันไม่จบก็คือมาเร็วแค่ไหน มาเร็ว-มาช้าแค่ไหนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การเดินไปข้างหน้าของเรา ถ้ามันจะมาเร็วจนกระทั่งว่าโครงสร้างเดิมมันจะต้องถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว วันนี้เราคงต้องตัดสินใจว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ทันกระแส เพราะโครงสร้างเดิมที่เราเป็นอยู่อย่างไรมันก็โดนกระทบหนักอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ได้มาเร็วอย่างที่คิด คำถามต่อมาก็คือถ้าไม่ได้มาเร็วอย่างที่คิดเราจะทำอย่างไรให้เราประคองในช่วงที่ S-Curve ตัวใหม่มันยังไม่ได้โผล่ขึ้นมา

เพราะตอนนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคหลังโควิด การสร้างงานการฟื้นฟูเศรษฐกิจมันเป็นโจทย์อันดับ 1 ที่เราต้องเร่งทำ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะอยู่กันไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับประเทศรายได้ปานกลางอย่างเรา ที่เรามีโครงสร้างเดิมอยู่ เราเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมา 30-40 ปี เรามีโครงสร้างเดิมอยู่ ถ้าเราไม่สร้างความสมดุลระหว่างการประคองปัจจุบันกับการเล็งไปสู่อนาคต มันอาจจะเกิดปัญหาในระยะสั้นอย่างรุนแรงได้โดยไม่จำเป็น”

รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวนำในการบรรยายเรื่อง “อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2565 ของคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. (EconTU Symposium) ครั้งที่ 44 ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของการยกระดับ S-Curve ในยุค Next Normal” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา

การบรรยายครั้งนี้ของ รศ.ดร.อาชนัน มีที่มาจากการศึกษากระแสความนิยมการใช้ “ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV)” จาก 65 ประเทศทั่วโลก เพื่อนำมาพยากรณ์ทิศทางของประเทศไทยว่าน่าจะเป็นอย่างไร โดยพบข้อมูล 7 เรื่องที่น่าสนใจ 1.จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อกระแสการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (China Effect) การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้ที่เลือกใช้ EV ทั่วโลกนั้น ที่ผ่านมาครึ่งหนึ่งเกิดจากในประเทศจีน

2.จีนเป็นประเทศเดียวที่เน้นยานยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ล้วน (BEV) อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ชาติอื่นๆ ทั่วโลกยังอยู่กึ่งกลางโดยใช้ยานยนต์ลูกผสมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน (PHEV) ซึ่งการใช้ยานยนต์ลูกผสมนั้นยังหมายถึงโครงสร้างเดิมยังอยู่แต่เพิ่มเติมโครงสร้างใหม่เข้าไป จึงถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่ดี 3.การกระตุ้นการใช้ EV มักทำกับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถใหม่มากกว่าเพื่อเปลี่ยนรถเก่า ซึ่งก็มีคำถามว่า การกระตุ้นแบบนี้ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมเพียงใด ในเมื่อรถรุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยอะไร มาตรฐานสิ่งแวดล้อมก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว

“วันนี้รถ EV ที่ออกมาวิ่งใหม่ๆ มันไม่ได้ไปแทนรถเก่าที่อยู่บนท้องถนน แต่มันไปแทนการตัดสินใจรถใหม่เสียมากกว่า ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญและวันนี้ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงว่าเราน่าจะทำอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะรถที่สร้างมลพิษจริงๆ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นรถที่มีอายุการใช้งานนาน ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อรถยนต์คันนั้นก็ค่อนข้างจะเก่าแล้ว” รศ.ดร.อาชนัน ระบุ

4.สถานีชาร์จไฟแบบรวดเร็ว (Fast Charger) ต้นทุนการก่อสร้างแพงกว่าสถานีชาร์จแบบธรรมดาถึง
10 เท่า
 ในขณะที่กระแสการก่อสร้างมุ่งเน้นไปที่ Fast Charger เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงจำเป็นต้องทำขนาดนั้นหรือไม่ เช่น คนคนหนึ่งขับรถไปจอดที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อกินข้าว-ดูหนังซึ่งที่ห้างฯ ก็มีจุดชาร์จไฟด้วย ก็คงไม่จำเป็นต้องรีบชาร์จแล้วขับรถออกไป แต่หากขับรถไปที่สถานีชาร์จที่มีลักษณะ
แบบเดียวกับปั๊มน้ำมัน ก็คงต้องการชาร์จให้แบตแตอรี่เต็มอย่างรวดเร็ว เรื่องที่ต้องคิดคือจะวางแผนการก่อสร้างจุด
ชาร์จไฟทั้ง 2 ประเภทนี้อย่างไร

5.การผลิตและการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันกระจุกตัว โดยมี 10 ประเทศซึ่งครองสัดส่วนรวมกันถึงเกือบร้อยละ 90 ของการผลิตและส่งออกทั้งหมด 6.เมื่อดูรถเป็นรายรุ่น ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันยังไม่มากพอให้
ผู้ผลิตอยากขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อบวกกับเทคโนโลยีที่ยังไม่นิ่ง 7.ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น โดยพบการเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2563-2564 จากเดิมที่ลดต่ำลงตลอดหลายปีก่อนหน้านั้น สาเหตุมาจากแร่ที่หายาก (Rare Earth) แต่จำเป็นต้องใช้ผลิต เป็นที่ต้องการมากขึ้นตามกระแสของตลาด

รศ.ดร.อาชนัน กล่าวต่อไปว่า เมื่อดูมาตรการกระตุ้นการใช้ EV สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1.ให้แรงจูงใจทางการเงิน 2.ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 3.ให้สิทธิพิเศษในการใช้ถนน ซึ่งพบว่า มาตรการด้านสิทธิพิเศษในการใช้ถนน และให้แรงจูงใจทางการเงินถูกใช้ โดยในปี 2564 พบการใช้ถึง 30 และ 35 ประเทศ ตามลำดับ จากทั้งหมด 65 ประเทศที่ทำการศึกษา ส่วนมาตรการด้านภาษี ในปีเดียวกันพบการใช้เพียง 12 ประเทศ

“สรุปยานยนต์ไฟฟ้ามาแน่ๆ แต่จะค่อยๆ มา เพราะคนจะค่อยๆ ลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่แน่นอนอย่างยุคโควิด ความไม่แน่นอนไม่ได้หมายความว่าเป็นความไม่แน่นอนโดยตรงจากโควิด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสงครามยูเครน-รัสเซีย หรือความตึงเครียดโดยตรงพวกนี้ ทั้งหมดพวกนี้มันทำให้เกิดความไม่แน่นอนและมันชะลอ มันมาช้าลง ผมก็คิดว่ามันจะมาช้าลง วันนี้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านมามันเป็น China Effect เสียเยอะ แล้วเราก็ได้อานิสงส์ เพราะว่าเราเปิดเสรีผ่านอาเซียน-จีน แล้วรถไฟฟ้าสามารถทะลุเข้ามาในราคาที่ถูกลง เพราะรถยนต์บ้านเราภาษียังสูงอยู่ พอเราเปิดประตูหนึ่งมันก็ทะลักเข้ามา” รศ.ดร.อาชนัน กล่าว

ในช่วงท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.อาชนัน ยังกล่าวด้วยว่า “พื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นอีกตัวแปรที่สำคัญในการตัดสินใจว่าจะใช้ EV หรือไม่” ซึ่งรวมทั้งรายได้และการมีสถานีชาร์จที่มากพอ ขณะเดียวกัน “มาตรการอุดหนุนต้องมาควบคู่กับการเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งต้องมีกลยุทธ์ในการลงทุน โดยท้ายที่สุดแล้ว ผลการศึกษาครั้งนี้นำมาซึ่งบทเรียนทางนโยบาย 5 ประการ ประกอบด้วย

1.การเร่งชิงกระแส “First Move Advantage (ออกตัวก่อนได้เปรียบ)” เอาเข้าจริงอาจไม่ได้ผลมากอย่างที่คาดหวัง ด้วยข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply) ที่จะย้ายมา จึงยังต้องประคองสิ่งเดิมที่มีอยู่ด้วยในระหว่างที่รอให้สิ่งใหม่ค่อยๆ เติบโต 2.เอาสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้งมากกว่าเทคโนโลยี ในเมื่อปัจจุบันเทคโนโลยียังไม่นิ่ง (เช่น นอกจากไฟฟ้ากับน้ำมัน ยังมีความพยายามพัฒนายานยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน) ดังนั้นสิ่งที่ควรส่งเสริมคือทำให้ยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยอะไรก็ตามต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3.ส่งเสริมในส่วนที่คนไทยได้ประโยชน์ (Sensible Segment) ในบางส่วนที่ไทยกำลังพยายามอยู่ขณะนี้เป็นพื้นที่ของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ส่วนเล็กๆ ในโลก แต่ไม่เล็กสำหรับประเทศไทย เชื่อว่ายังพอมีพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยอยู่ อาทิ รถบรรทุก จักรยานยนต์ 4.มาตรการอุดหนุนควรมุ่งไปที่การนำรถเก่าออกจากถนน เพราะเกิดประโยชน์สุทธิ (Net) ต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า และ 5.สถานีชาร์จต้องก่อสร้างให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องทุ่มไปที่เฉพาะ Fast Charger เพียงอย่างเดียว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดทำคนเริ่มเข้าใจ ‘ไร้บ้าน’ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดทำคนเริ่มเข้าใจ  ‘ไร้บ้าน’ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดทำคนเริ่มเข้าใจ ‘ไร้บ้าน’ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“คนอาจจะคุ้นชินกับคำว่าคนไร้บ้าน แต่คนที่อยู่ในถนนมันมีมากกว่าคนไร้บ้าน การแก้ปัญหาแตกต่างกัน ทำไมอิสรชนถึงแยกประเภท? ผู้ป่วยทางจิตมีทั้งแสดงอาการ-ไม่แสดงอาการ เพราะกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคนละกลุ่มกับคนไร้บ้าน อย่างผู้ป่วยทางจิตต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คือ พ.ร.บ.สุขภาพจิต เรื่องกระทรวงสาธารณสุขในการรักษา กรมสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นคนไร้บ้าน ก็จะเป็น พ.ร.บ. อาจจะไม่กี่ตัว ก็ต้องดูว่าเขาอยู่ในภาวะไร้บ้านลักษณะไหน

หลักๆ ก็จะเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่เราแยกประเภทก็เพื่อให้ช่องทางหรือสายพานที่เราจะส่งต่อไปช่วยเหลือเขาได้ แต่ถ้าหลักๆ เลยก็จะมีผู้ป่วยทางจิตที่อยู่ในถนน คนเร่ร่อนไร้บ้านคนเร่ร่อน ก็จะแตกต่างกันอีก คนไร้บ้าน ผู้พ้นโทษที่ถูกอภัยโทษมาแต่กลับเข้าสู่ชุมชนไม่ได้ แล้วก็มีพนักงานบริการอิสระ ชาวต่างชาติเร่ร่อน ก็แตกต่างกับเพื่อนบ้านที่ออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนเหมือนกัน การช่วยเหลือแตกต่างกัน การส่งต่อ MOU (บันทึกความตกลงร่วม) หน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือแตกต่างกัน”

อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน กล่าวในการบรรยาย (ออนไลน์) เรื่อง “คนไร้บ้าน ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ” ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สมัชชาคนจน Assembly of the Poor” ของ สมัชชาคน เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยมูลนิธิอิสรชน เป็นองค์กรที่ทำงานกับคนไร้บ้านมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่ค่อยมีหน่วยงานหรือองค์กรใดทำงานประเด็นนี้โดยเฉพาะ ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการในปี 2554

คนไร้บ้านไม่ใช่ปัญหาที่มีเฉพาะในประเทศไทย เช่น ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก็มีมากถึง 2 แสนคน “คนไร้บ้านเป็นสิ่งที่พบเห็นในทุกประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพราะในการพัฒนามักมีคนตกหล่น” ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่คนไร้บ้านต้องเผชิญคือ “การเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล” (โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบัตรประชาชน) ในประเทศไทย มูลนิธิอิสรชน จึงก่อตั้งโครงการ “หมออาสา”ชวนแพทย์ลงพื้นที่ ซึ่งนอกจากตรวจรักษาโรคแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้าใจกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ว่าคนไร้บ้านมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างไรบ้าง

การทำงานของมูลนิธิอิสรชนอยู่บนหลักคิด “มองคนไร้บ้านเหมือนเพื่อน” เพราะก่อนจะได้ข้อมูลจนนำไปสู่การหาทางช่วยเหลืออย่างเหมาะสม คนทำงานก็ต้องทำให้คนไร้บ้านไว้วางใจเพื่อให้ทราบข้อมูลที่เป็นจริง “เอาใจเขาใส่ใจเรา..ลองคนอื่นที่ไม่รู้จักกันมาสอบถามเราก็คงไม่ให้ข้อมูลจริงโดยง่าย” กระทั่งมีความสนิทสนมกันระดับหนึ่งแล้วจึงค่อยยอมเล่า

ขณะเดียวกัน “ด้วยความที่มองว่าเป็นเพื่อน การช่วยเหลือจึงไม่ใช่การทำให้ทุกอย่าง แต่เป็นการชี้แนะแนวทาง” เหมือนกับคนทั่วๆ ไปที่มีเพื่อนฝูง คนเป็นเพื่อนกันก็มักจะไม่ได้ช่วยทั้งหมด แต่แนะนำว่าควรทำอะไรอย่างไร โดยเชื่อมั่นว่า “ความเป็นเพื่อนจะทำให้คนไร้บ้านลุกขึ้นมาพัฒนาตนเอง” เช่น หากคนไร้บ้านอยากทำบัตรประชาชน มูลนิธิฯ ก็จะแนะนำให้ไปคัดสำเนาบัตรในท้องที่ที่เกี่ยวข้องมา ซึ่งคนไร้บ้านก็ต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตนเอง ส่วนมูลนิธิฯ จะทำหน้าที่ประสานส่งต่อ เพื่อเปิดช่องทางให้ได้รับสิทธิ์หรือกลับสู่สังคมได้มากขึ้น

“เวลาช่วงล็อกดาวน์ห้ามออกจากบ้าน เราก็ต้องทำงานกับระบบมากกว่า ระบบราชการ แบบเออ!..ไม่กวาดจับได้ไหม? เพราะเขาไม่มีบ้าน เขาอยู่ตรงนี้นะ แล้วเราต้องออกทำงานในเวลาที่เคอร์ฟิว เราก็ต้องขอหนังสือ มันเป็นเรื่องระบบระเบียบในการทำงาน เราก็ต้องไปนั่งสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ ที่เขาอาจจะมี Mindset (วิธีคิด) บางอย่างที่ในเชิงไม่เข้าใจ ก็ต้องไปทำในด้านนั้น แต่กับตัว Case (หมายถึงคนไร้บ้าน) ไม่ได้ยาก เพราะเราไปสื่อสารกับเขา หนึ่งเขาอยู่ในที่สาธารณะแล้ว

แล้วการตรวจโควิดมา เหล่านี้มาเพื่อให้เข้าถึง ก็ค่อนข้างเป็นคำตอบว่าเขาติดเปอร์เซ็นต์น้อย อาจเป็นเพราะเขาอยู่เดี่ยว อยู่ในที่สาธารณะ อยู่ในที่โล่งโปร่ง แต่การเข้าถึงวัคซีนหรือการเยียวยาก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องต่อสู้ ก็เหมือนกับการรักษาพยาบาล ถ้าของคนระดับข้างบนเองยังเข้าไม่ถึงสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเยียวยาหรือวัคซีนเลย ในช่วงหนึ่งที่ต้องแย่งวัคซีนกัน ต่อคิวกันอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามถึงคนเร่ร่อนว่าจะได้เข้าไหม?” อัจฉรา เล่าเรื่องการทำงานกับคนไร้บ้าน ในช่วงที่รัฐใช้มาตรการควบคุม
โควิด-19 อย่างเข้มงวด

และแม้ในเวลาต่อมา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิอิสรชน ช่วยจัดหาวัคซีนโควิด-19 สำหรับกลุ่มเปราะบางซึ่งรวมถึงคนไร้บ้าน แต่เวลานั้นก็ยังมี “ดราม่า” เกิดขึ้นอีก เมื่อเกิดคำถาม “ทำไมคนเร่ร่อนได้วัคซีนก่อนคนอื่นๆ” แต่สำหรับมูลนิธิฯมองว่า ทุกคนควรมีสิทธิ์ได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน เพียงแต่คนเร่ร่อนอาจไม่สามารถส่งเสียงได้เหมือนกลุ่มอื่นๆ มูลนิธิจึงเข้ามาช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ ซึ่งการฉีดวัคซีนให้คนเร่ร่อน ไม่ใช่เพียงความปลอดภัยของคนเร่ร่อน แต่รวมถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคนเร่ร่อนด้วย

อนึ่ง “สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในมุมหนึ่งทำให้ผู้คนในสังคมเริ่มมองว่าคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว” เพราะได้เห็นภาพว่าเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นแล้วมีคนต้องตกงาน สิ่งที่ตามมาคือคนคนนั้นอาจต้องออกจากที่ที่เคยพักอาศัย (เช่น ห้องเช่า) แล้วกลายเป็นคนไร้บ้าน จากเดิมในการทำงานก่อนหน้านี้ของมูลนิธิอิสรชน จะพบว่าสังคมมองคนไร้บ้านแบบตีตราบ้าง หรือหลายคนก็เชื่อว่าตนเองมีงานประจำทำแล้วจะไม่มีวันกลายเป็นคนไร้บ้านบ้าง

ดังนั้น “การทำงานในประเด็นคนไร้บ้านจึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อคนไร้บ้าน แต่ทำเพื่อสังคมโดยรวม” เป็นการทำให้สังคมได้ฉุกคิดว่า “ระบบสวัสดิการ”ในประเทศนี้เป็นอย่างไร ไล่ตั้งแต่ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ “การศึกษาฟรี” ที่ยังมีข้อถกเถียงว่าฟรีจริงหรือไม่? มีมาตรฐานเท่ากันหรือเปล่า? โดยยังมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและสุ่มเสี่ยงต้องมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการเด็กแรกเกิดและอื่นๆ

ซึ่งการไม่มีสวัสดิการที่เพียงพอ ก็ทำให้คนบางส่วนหลุดออกมาเป็นคนเร่ร่อนได้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สูงวัย’ไม่หวั่น‘ดิจิทัล’ เปิดใจเรียนรู้-ใช้เป็น‘มีโอกาส’

Posted on September 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/679194

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘สูงวัย’ไม่หวั่น‘ดิจิทัล’  เปิดใจเรียนรู้-ใช้เป็น‘มีโอกาส’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สูงวัย’ไม่หวั่น‘ดิจิทัล’ เปิดใจเรียนรู้-ใช้เป็น‘มีโอกาส’

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“12,116,199 คน” เป็นจำนวนของ “ผู้สูงอายุ” ในประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 18.3 ของประชากรทั้งหมด 66,165,261 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2565 โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย) ดังนั้นไทยจึงเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะ “สังคมสูงวัย” และมุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ และสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ในอนาคตอันใกล้

เมื่อกล่าวถึงผู้สูงอายุ “เทคโนโลยีดิจิทัล” ดูเหมือนจะเป็น “ยาขม” อยู่ไม่น้อย เห็นได้จากในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา หนึ่งใน “ดราม่า” สำคัญคือมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐที่มุ่งเน้นให้ดำเนินการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล แม้เข้าใจได้ว่าเพื่อลดการสัมผัสวัตถุหรือรวมกลุ่มคน แต่ก็มักจะมีเสียงสะท้อนเสมอว่าทำให้ผู้สูงอายุเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เนื่องด้วยไม่ถนัดในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งหลายคนอย่าว่าแต่ใช้แพ็กเกจอินเตอร์เนต แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือก็ยังคงเลือกใช้แบบปุ่มกดแทนที่จะเป็นสมาร์ทโฟน

รศ.ดร.พนม คลี่ฉายา อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เทคโนโลยีกับผู้สูงวัย” จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ (มส.ผส.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การเตรียมความพร้อมให้กับผู้สูงอายุในเรื่องของเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัจจุบันสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค New Normal และสังคมดิจิทัล ซึ่งแต่เดิมผู้สูงอายุกับคอมพิวเตอร์ไม่ค่อยถูกกัน จึงอยากเปิดมุมมองใหม่ว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ในการดูแลตนเองได้

ทั้งนี้ มุมมองที่สำคัญ “คือผู้สูงอายุทุกคนจะต้องมีความกระปรี้กระเปร่า” ซึ่งอยากจะลบภาพเดิมที่มองว่าวัยเกษียณต้องไปเลี้ยงหลาน และยังพบอีกว่าปัจจุบันมุมมองดังกล่าวที่มีต่อผู้สูงอายุไม่ได้มีทุกคน นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีกับผู้สูงอายุ จะต้องเคารพภูมิปัญญา ความสามารถ หรือต้นทุนทางความคิดของผู้สูงอายุ ซึ่งเทคโนโลยีสามารถดึงเอาภูมิปัญญาและความสามารถของผู้สูงอายุมาใช้สร้างความกระปรี้กระเปร่าได้

รศ.ดร.พนม กล่าวต่อไปว่า “ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง” โดยการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และมีการสร้างเนื้อหา
(Content) ที่มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถมีรายได้จากส่วนแบ่งเข้าชมในแพลตฟอร์มออนไลน์ และอาจจะมีพัฒนาเพื่อสร้างรายได้จากสินค้าของตัวเอง อีกทั้งมีผู้สูงอายุปรับตัวโดยใช้เทคเทคโนโลยีเพื่อดูแลสุขภาพ เช่น “สมาร์ทวอทช์” หรือนาฬิกาที่บอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับร่างกายผู้ใช้งาน ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

“แต่ผู้สูงอายุในระดับกลางและผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางจะถูกบังคับในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐฯที่จะต้องผ่านเรื่องของเทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งในช่วงยุคโควิด-19 จะต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งการไปสถานพยาบาลจะต้องผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือเวลามองผู้สูงอายุในเรื่องของเทคโนโลยีจะต้องแยกกลุ่มให้ชัดเจน เนื่องจากผู้สูงอายุทั้งหมดไม่ได้คล่องแคล่วกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งผู้สูงอายุแต่ละช่วงวัยจะมีความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยี และการปรับตัวที่แตกต่างกัน” รศ.ดร.พนม กล่าว

รศ.ดร.พนม ให้ความเห็นว่า “การพัฒนาเทคโนโลยีในกับผู้สูงอายุจะต้องมองเป็นกลุ่มๆ” โดยแบ่งเป็น 1.กลุ่มอายุ 60–70 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุตอนต้น
มีความคล่องตัวในการใช้เทคโนโลยีในระดับปานกลางและดี กับ 2.กลุ่มอายุ 70–80 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุตอนกลางและตอนปลาย จะมีทักษะเรื่องเทคโนโลยีน้อย ขณะเดียวกัน ยังมี “กลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต” ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 40-49 ปี และกลุ่มอายุ 50-59 ปี ซึ่งมีความคล่องตัวและแรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีสูงกว่าผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

สุดท้ายที่ละทิ้งไม่ได้คือ “กลุ่มผู้สูงอายุเปราะบาง” อาทิ ฐานะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี อยู่คนเดียวไม่มีลูกหลานดูแล และป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่ค่อยเข้าถึง แต่คนกลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีเช่นกัน เช่น ใช้ไลน์และเฟซบุ๊ค และบางคนใช้แค่โทรศัพท์แบบปุ่มกด โดยสิ่งที่จะต้องมองคือ “การพัฒนาเทคโนโลยีในกลุ่มเปราะบาง จะนำความคิดในงานวิจัยไปบอกกลุ่มนี้ไม่ได้” โดยบางคนคิดว่าเทคโนโลยียังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และยังพบอีกว่า “แม้จะมีความคล่องตัวในการใช้เทคโนโลยี แต่ยังขาดสัญญาณอินเตอร์เนต” มองว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน

ขณะที่ สุธีรา จำลองศุภลักษณ์ กรรมการบริษัท OPPY : ชมรมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตเพื่อผู้สูงอายุ กล่าวว่า การออกแบบหลักสูตรของ OPPY จะมีหลักการ ไม่ใช่เล่นคอมพิวเตอร์เป็นก็สามารถออกแบบหลักสูตรได้ โดยจะใช้หลักการ ADDY Model ในการออกแบบหลักสูตรโดยเฉพาะ ซึ่งมีสิ่งที่สำคัญคือ “การวิเคราะห์” จะต้องวิเคราะห์ให้ขาดว่าผู้เรียนของเราคือใคร เนื่องจาก “กลุ่มผู้เรียนแต่ละช่วงอายุและการศึกษาจะมีบริบทของการออกแบบหลักสูตรที่ไม่เหมือนกัน” จึงต้องวิเคราะห์ลึกมากเพื่อที่จะทำการสอนได้อย่างตรงกลุ่มและถูกต้อง

โดยแบ่งเป็น 1.เขาคือใคร จะต้องรู้ว่าสภาพร่างกายของผู้เรียนเป็นอย่างไร โดยคลาสเรียนจะไม่เกิน 10 คน เพราะว่าครูจะได้ดูแลใกล้ชิดและทั่วถึง เพื่อที่จะให้ผู้เรียนทำได้และทำเป็นตามที่ผู้เรียนต้องมี และ 2.วิเคราะห์ผู้เรียน โดยวิเคราะห์ว่าคนแต่ละกลุ่มมีลักษณะและความจำเป็นอย่างไร โดยเนื้อหาที่มีทั้งหมดผู้เรียนควรจะได้รับขนาดไหน และควรจะมีพื้นฐานจากที่ใดก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ ฉะนั้นผู้สอนจะยัดเยียดเนื้อหาให้ผู้เรียนไม่ได้ แต่เวลาสอนจะให้ผู้เรียนทำซ้ำหลายๆ รอบ และให้ข้อมูลที่จำเป็น

ด้าน มะลิ สีดี เจ้าของเพจ “ผ้าไหมป้ามะลิ บุรีรัมย์” ผู้สูงอายุที่เปิดใจเรียนรู้เพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เปิดเผยว่า สาเหตุที่อยากเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านขายผ้าไหม จึงคิดว่าการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็ยอมรับว่า “ตอนแรกเรียนไม่รู้เรื่องเพราะสูงอายุแล้วความจำไม่ค่อยดี” แต่พอเรียนรู้ได้เบื้องต้นก็ได้นำความรู้ที่ได้มานำไปขายผ้าไหม ด้วยการให้หมายเลขโทรศัพท์กับลูกค้าที่จะซื้อผ้า

ต่อมาได้ลองใช้หมายเลขโทรศัพท์ผูกกับบัญชีธนาคาร เมื่อเวลาลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารจะแจ้งเตือนเป็น SMS ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีอีกรูปแบบหนึ่ง ตามด้วยเรียนรู้การใช้สมาร์ทโฟนเพื่อที่จะขายผ้าไหมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยการเรียนรู้ในการตั้งเฟซบุ๊คเพจ และได้เรียนรู้การถ่ายรูปสินค้า เมื่อเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้มีผลกระทบขายสินค้าหน้าร้านไม่ค่อยได้ แต่ยังขายได้ต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์

จึงทำให้เห็นว่า “แม้จะสูงอายุ แต่ไม่มีข้อจำกัดถ้าอยากเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี” ซึ่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจะต้องปรับเข้าหา!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กสม.’บทบาท2ทศวรรษ เหลียวหลังแลหน้าสู่อนาคต

Posted on September 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/679035

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กสม.’บทบาท2ทศวรรษ  เหลียวหลังแลหน้าสู่อนาคต

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กสม.’บทบาท2ทศวรรษ เหลียวหลังแลหน้าสู่อนาคต

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “สมัชชาสิทธิมนุษยชน : เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม.” ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อช่วงต้นเดือนก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมของงานคือการเปิดตัวหนังสือ และอภิปรายเรื่อง “เหลียวหลังแลหน้า2 ทศวรรษ กสม. : ความก้าวหน้าของพันธกิจด้านสิทธิมนุษยชน” โดยตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งแต่ชุดแรกจนถึงชุดปัจจุบันซึ่งเป็นชุดที่ 4

สุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ชุดที่ 1) กล่าวว่า กสม. เกิดขึ้น ดำรงอยู่และทำงานได้ก็ด้วยพลังจากประชาชน โดย กสม. เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 แต่กว่าจะได้เกิดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เรียกว่ามีข้อถกเถียงอย่างมากว่าสมควรให้เกิดขึ้นหรือไม่เมื่อเทียบกับองค์กรอิสระอื่นๆ แต่ด้วยอาศัยแรงสนับสนุนจากประชาชนจึงทำให้ กสม. ได้รับการรับรองเป็นองค์กรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ต่อมาในสมัยรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในช่วงแรกของการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความพยายามจะให้ยุบเลิก กสม. หรือนำ กสม. ไปควบรวมกับผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ก็ได้ประชาชนช่วยกันส่งเสียงเรียกร้อง ทำให้ กสม. ยังคงดำรงอยู่ล่าสุดกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน ในช่วงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีความพยายามยุบหรือควบรวม กสม. ไม่ต่างจากสมัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

“จุดท้าทายจุดแรกคือ อีกไม่นานจะมีการแก้รัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 เองก็มีปัญหาหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องของกรรมการสิทธิด้วย เตรียม 2 อย่าง 1.ก็คือแก้ให้ดีขึ้น วันนี้รัฐธรรมนูญ 2560 ก่อให้เกิดปัญหาหลายเรื่องกับกรรมการสิทธิ 2.แก้ให้แย่ลงไปอีก เพราะฉะนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปนี้ มันมีทั้งบวกและลบ สู้ให้ดีขึ้นและไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมที่แย่อยู่ในปัจจุบัน”สุนี กล่าว

ศ.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ชุดที่ 2) กล่าวว่า กสม. ชุดที่ 2เข้าปฏิบัติหน้าที่ในปี 2552 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ซึ่งมีการแก้ไขรายละเอียดที่เกี่ยวกับ กสม. แตกต่างไปจากเดิม ทำให้เมื่อไปประชุมในระดับสากลก็ถูกตั้งข้อสังเกตตั้งแต่กระบวนการสรรหากรรมการฯ ที่ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 จึงเป็นคำถามว่าแล้วจะทำงานกับภาคประชาสังคม (NGO) ได้อย่างไร รวมถึงถูกจับตามองเพื่อนำไปสู่การลดระดับชั้นของ กสม. ไทยลง โดยมีข้อทักท้วงหลายเรื่อง อาทิ

“ความเป็นอิสระ” เช่น สถานะของเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ในยุคแรกนั้นอยู่ในประเภทข้าราชการรัฐสภา แต่ต่อมา กสม. ก็สามารถคัดเลือกเจ้าหน้าที่ได้เอง รวมถึง
งบประมาณและสถานที่ก็มีความเป็นอิสระ “ความหลากหลาย”คณะกรรมการควรประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน เช่น ภูมิภาค อาชีพ ดังนั้น ในเวลาต่อมา จึงมีการเขียนไว้ในกฎหมายว่าคณะกรรมการมาจากบุคคลที่หลากหลายใน 5 ด้าน

“กระบวนการสรรหา” สมัยรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ใช้กรรมการสรรหา กสม. ชุดเดียวกับที่สรรหาคณะกรรมการองค์กรอิสระอื่นๆ เพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากยุครัฐธรรมนูญ2540 มีการตั้งกรรมการสรรหา กสม. และกว่าจะได้คณะกรรมการ กสม. จนครบชุดใช้เวลายาวนานเป็นปี แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้วิธีแบบรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เกิดผลกระทบคือสัดส่วนกรรมการ กสม. มีอดีตข้าราชการเข้ามามาก

“การจัดทำรายงานล่าช้า” ซึ่ง กสม. จะจัดทำรายงาน2 ฉบับ คือรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และรายงานผลการปฏิบัติการ “มีแต่หน่วยงานส่วนกลาง” กสม.ชุดที่ 2 ได้เริ่มตั้งสาขาของ กสม. ในพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ต่อใน กสม.ชุดที่ 3 จึงได้ตั้งสาขาเพิ่มเติม ปัจจุบันมีรวมทั้งสิ้น 12 สาขาทั่วประเทศ “กลไกคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน” เช่น การถูกฟ้องร้อง ซึ่งมีข้อเรียกร้องให้เขียนไว้ในกฎหมาย

“ตอนเป็นกรรมการสิทธิแล้วต้องไปรายงาน สว. สส. เราซึ่งรวมถึงสำนักงานด้วย ส่งคำร้องไปขอแก้กฎหมาย เพราะกฎหมายเรามันปี 2542 เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญ 2550 เราก็จะต้องแก้กฎหมายเราให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 คิวของเราขอทุกงวดที่เขาประชุม คิวของเราเข้าไปเป็นคิวที่ 3 แต่ถูกกดไว้แซงมาตลอด อยู่ตรงนั้น 6 ปีกว่า ที่ขอไปแต่ละครั้งถูกแซงหมด เราขอไปทุกครั้งแล้วก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือเรื่องของการถูกลดเกรด สรุปที่ค้างคือเรื่องกระบวนการสรรหาและการแก้กฎหมายของเราให้สอดคล้อง” ศ.อมรา กล่าว

ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ชุดที่ 3) กล่าวว่า กสม. ชุดที่ 3 อยู่ในยุคที่สถานการณ์หลากหลายมาก ทั้งการที่มีกรรมการถึง 11 คน แบ่งเป็นกรรมการจริง 7 คน และผู้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการชั่วคราวอีก 4 คน อีกทั้งยังอยู่ในช่วงที่ กสม. ไทย ถูกประชาคมนานาชาติลดชั้นลงจาก A เป็น B ต่อมายังมีการเปลี่ยนไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ทำให้ต้องร่างกฎหมายของ กสม. ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ฉบับใหม่ ในช่วงดังกล่าวมีความพยายามผลักดันให้แก้ปัญหาที่ทำให้ กสม. ไทยถูกลดสถานะ

เช่น ต้องเขียนในกฎหมายให้ชัดเจนเรื่องนิยามของคำว่าภาคประชาสังคม ที่เข้ามาร่วมเป็นกรรมการสรรหา กสม. รวมถึงกลไกคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน อันเป็นสิ่งที่ กสม. ทั่วโลกมี ซึ่งหากดำเนินการทั้ง 2 เรื่องนี้ได้ เชื่อว่า กสม. ไทย จะกลับขึ้นไปอยู่ระดับ A อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม กสม. ชุดที่ 3 ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไปหลังประกาศใช้ พ.ร.ป.กสม. ฉบับ 2560 จึงต้องให้ กสม. ชุดที่ 4 ดำเนินการต่อ

“รัฐธรรมนูญ 2560 มีทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีคือเขายกสถานะ กสม. เป็นองค์กรอิสระ สิ่งหนึ่งที่เรามีศักดิ์ศรีเท่ากับอีก 4 องค์กร แล้วเราสามารถเสนอกฎหมายเองได้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ กสม. มีข้อดีคือมาตรา 5 ถึงแม้สำนักงานเรายังเป็นราชการอยู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องบริหารตามราชการ มาตรา 5 เขียนช่องให้เราสามารถออกระเบียบเองได้ เพราะกรรมการสิทธิเราไม่ได้ทำงานเหมือนองค์กรอิสระอื่นๆ อันนี้คือจุดดี และจุดดีสำคัญคือทำให้เราได้เงื่อนไขเลื่อนสถานะ A คืนกลับมา

แต่จุดด้อย สิ่งหนึ่งที่เขาบอกว่าอยากให้ A กสม. แต่ให้ไม่ได้ เพราะไปเขียนกฎหมาย มาตรา 247 (4) มาตรา 26 (4) ไปเขียนหน้าที่ที่ไม่มี กสม.ทั่วโลกเขามีกัน คือทำหน้าที่ชี้แจงในกรณีที่มีรายงานที่ไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม เราพยายามบอกแล้วอย่าเขียนลงไป เราทำอยู่แล้ว ปีหนึ่งเราไปรายงานสถานการณ์สิทธิ ถ้าสถานการณ์สิทธิอะไรที่มันไม่ถูกต้องแล้วมีใครมาว่าประเทศเรา คนที่ต้องทำหน้าที่ชี้แจงทันทีคือรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็ชี้แจงได้ แต่ กสม. ท่านก็มาดูรายงานประจำปี ทำหนังสือสอบถามมาที่ กสม. ก็จะยืนยัน แต่อย่าให้ กสม. ไปชนเลย” ประกายรัตน์ กล่าว

พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ชุดที่ 4-ชุดปัจจุบัน) กล่าวว่า สำหรับชุดที่ 4 อยู่ในช่วงที่สังคมเริ่มรับรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น แต่ก็โชคดีที่ กสม. ชุดนี้มีกรรมการมาจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน จึงมั่นใจว่าจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานใน 2 ส่วนควบคู่กันไปคือ 1.แก้ไขปัญหาตามที่มีเรื่องร้องเรียนเป็นรายกรณี กับ 2.จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบในภาพรวม ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งนี้ปัจจุบันภาคประชาสังคมเข้มแข็งขึ้นมาก ขณะเดียวกันภาครัฐก็ลดความระแวงลงและเข้าใจ กสม. มากขึ้น

“ถ้าถามว่ามีความท้าทายมากไหม? มากมายมหาศาลตัวช่วยที่จะเอามาช่วยก็คือการมีไอที มีการเสริมสร้างสมรรถนะเจ้าหน้าที่ของเราด้วย เพราะอันนี้เป็นด่านหน้าที่เราจะไปช่วยรับรู้เรื่องราวความเดือดร้อนของพี่น้องเพื่อนคนไทยในกลุ่มต่างๆ ต้องมีการสร้างเครือข่าย กสม. แต่ละท่านก็จะมีเครือข่ายของตัวเองที่จะช่วยในการขับเคลื่อนได้ผลตามที่ต้องการ แต่มันก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นเพราะเราเพิ่งมาได้ปีเดียว” พรประไพ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : สังคมไทยยังต้องเคลื่อนต่อ ตระหนัก-ใส่ใจสิทธิมนุษยชน

Posted on September 8, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/678564

สกู๊ปแนวหน้า : สังคมไทยยังต้องเคลื่อนต่อ  ตระหนัก-ใส่ใจสิทธิมนุษยชน

สกู๊ปแนวหน้า : สังคมไทยยังต้องเคลื่อนต่อ ตระหนัก-ใส่ใจสิทธิมนุษยชน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.24 น.

“สิทธิมนุษยชน (Human Rights)” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นแนวคิดที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มานานอย่างน้อยที่สุดก็นับตั้งแต่การก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดอย่างสหประชาชาติ (UN) ถึงกระนั้น การถกเถียงและต่อสู้ในประเด็นสิทธิมนุษยชนก็ยังคงดำเนินต่อไปแล้วแต่ว่าสังคมของประเทศนั้นๆ จะให้น้ำหนักกับเรื่องใด ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย หมุดหมายสำคัญครั้งหนึ่งของสิทธิมนุษยชน คือการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกขนานนามว่าเป็นฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบมากที่สุด

โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) องค์กรซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ก็ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกในไทยตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันแม้จะเปลี่ยนมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 แล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือนก.ย. 2565 เพิ่งมีการจัดงาน “สมัชชาสิทธิมนุษยชน : เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม.” โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือการปาฐกถา หัวข้อ “เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม. : ความร่วมมือ ความสำเร็จและข้อท้าทาย” มีวิทยากร 3 ท่าน ร่วมให้มุมมอง

มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เล่าว่า ในปี 2544 ซึ่งขณะนั้นยังทำงานในฐานะภาคประชาสังคม (NGO) มีโอกาสได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยไปร่วมยกร่าง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) หนึ่งในอนุสัญญาสำคัญขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งต้องบอกว่า ณ ช่วงเวลาดังกล่าวสังคมโดยทั่วไปยังมองประเด็นผู้พิการว่าเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ (Social Welfare) หรือความเมตตากรุณาอาทร แม้กระทั่งในหมู่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนก็เช่นกัน ทำให้อนุสัญญาฉบับนี้กว่าจะเกิดขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ต่อมาในปี 2551 มีโอกาสได้เข้าสู่สภาครั้งแรกในฐานะ สว. แบบสรรหา ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ซึ่งแม้จะรู้ดีว่าที่มานั้นถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องทำงานได้ดีที่สุด และอยู่ประจำคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชนตลอดมาจนกระทั่งในการเป็นสว. ชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ “เมื่อพูดถึงคำว่าสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย มักถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องของฝรั่งต่างชาติ..
ไม่ได้อยู่ในจิตวิญญาณของความเป็นไทย”
 ซึ่งอาจเป็นเพราะหลายคนยังยึดติดกับประวัติศาสตร์ยุคที่ชาติตะวันตกออกล่าอาณานิคม

“จริงๆ แล้วหลักการสิทธิมนุษยชน เป็นหลักการที่เกิดจากการที่มนุษยชาติเราประสบกับเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวงอันเกิดจากการกระทำของพวกเราทั้งโลก จนเกิดมหาสงครามครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง มันไม่ใช่เป็นเรื่องของจักรวรรดินิยมเมื่อ 2-3 ร้อยปีที่แล้ว แม้กระทั่งประเทศที่พัฒนาแล้วในตะวันตกก็มีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้แตกต่างจากบ้านเรา เพียงแต่ปัญหาอาจจะแตกต่างกันบ้างในประเด็น” สว.มณเฑียร ระบุ

สว.มณเฑียร กล่าวต่อไปว่า การทำงานของ กสม. ได้ช่วยให้มุมมองต่อสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยค่อยๆ เปลี่ยนไป จากกลืนไม่เข้า-คายไม่ออก สู่การแบ่งรับ-แบ่งสู้ ถึงกระนั้นต้องยอมรับว่า “ผู้มีอำนาจในสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นขั้วใดก็ตาม มักไม่ค่อยให้การสนับสนุนสิทธิมนุษยชน” ซึ่งภาพที่พบเห็นเสมอมาทุกยุคสมัยคือ “ยามมีอำนาจไม่เชียร์สิทธิมนุษยชน..แต่หมดอำนาจเมื่อไหร่กลับรักใคร่สิทธิมนุษยชนขึ้นมาทันที” อันมีสาเหตุมาจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น มองว่าสิทธิมนุษยชนเป็นของนอก (Import) หรือมองว่าไกลตัวเมื่อเทียบกับเรื่องปากท้อง

“ฉะนั้นจะทำให้สังคมไทยโดยรวม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในฐานะได้เปรียบ หันมารักใคร่สมัครสมานกับคำว่าสิทธิมนุษยชน ยอมรับบทบาทของ กสม. อย่างหน้าชื่นตาบาน ไม่คิดว่าการที่ กสม. ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการชังชาติหรือไม่หวังดีต่อประเทศชาติ มันจะเป็นไปได้หรือไม่ ผมก็ยังมีคำถามอยู่ ผมคิดว่า กสม. ต้องยืนหยัด จะด้วยวิธีการที่ชาญฉลาดและมีศิลปะในการทำความเข้าใจ เป็นเรื่องที่สำคัญ” สว.มณเฑียร กล่าว

ขณะที่ เสรี นนทสูติ กรรมการสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงานและทรัพยากรมนุษย์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีข้อน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ มาตรา 77 ว่าด้วยการประเมินผลกฎหมาย ทั้งที่จะออกใหม่และที่ใช้กันอยู่ ขณะเดียวกัน ยังมี พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562

แต่ในความเป็นจริงพบว่า การประเมินผลกฎหมายกลับกลายเป็นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐจำกัดสิทธิของประชาชนได้สะดวกยิ่งขึ้นมากกว่าการทำให้สิทธิของประชาชนดีขึ้นในภาพรวม อีกทั้งแม้ รธน.มาตรา 77 จะมีเจตนารมณ์ให้รัฐมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น รวมถึงกำหนดโทษทางอาญาในกฎหมายเฉพาะความผิดร้ายแรง แต่ก็ยังพบปัญหา เช่น มีความพยายามออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิในการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรของภาคเอกชน ขณะที่กฎหมายบางเรื่องที่มีโทษทางอาญามาแต่เดิมก็ยังไม่ถูกยกเลิก อาทิ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม กสม. ก็มีอำนาจหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะปรับปรุงกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดย พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 มาตรา 26 (3) กำหนดให้ กสม. เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคําสั่งใดๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตนจึงคาดหวังให้ กสม. มีบทบาทในส่วนนี้

“ขณะนี้การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายกำลังจะกลายเป็นกระบวนการในเชิงพิธีกรรม คือส่วนราชการก็จะประเมินผลสัมฤทธิ์ไปเหมือนกับเช็คช่อง (Tick Box) แต่ไม่มีนัยของการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่มีกรอบความคิดของการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชน ฉะนั้น กสม. คือส่วนที่จะเติมเต็ม อยากจะเสนอประเด็นเดียวเลย กสม. ควรจัดตั้งหน่วยงานภายใน เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นในร่างกฎหมายที่เขาจะประเมิน ทั้งที่กำลังจะออกเป็นร่าง ทั้งที่เป็นกฎหมายอยู่แล้ว เพื่อให้มันสอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ” เสรี กล่าว

ด้าน พฤ โอโดเชา ตัวแทนประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ สะท้อนปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐครั้งแล้วครั้งเล่า อาทิ การย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ป่า เช่น ชุมชนผาช่อ ในปี 2535 หรือชุมชนบางกลอยบนในปี 2554 ซึ่งในปี 2564 มีชาวบ้านถูกดำเนินคดีเพราะพยายามจะย้ายกลับเข้าไปอยู่ ณ พื้นที่ตั้งชุมชนบางกลอยบนเดิม ทั้งที่กลุ่มชาติพันธุ์อยู่อาศัยและดำรงวิถีขนบประเพณี ณ ที่นั้นมารุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้กระทั่งการตั้งชุมชนก็ต้องทำพิธีบอกกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขา

สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาพสะท้อนว่า..ยังมีประชาชนอีกมากที่ขาดความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและกำลังตกอยู่ในสภาพถูกละเมิด กสม. จึงมีความสำคัญในฐานะผู้ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิสู่นโยบายที่เป็นจริง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : นาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีอนุภาค กักเก็บ‘สารสกัดเห็ดหลินจือ’ ส่งต่อเอกชนสู่นวัตกรรมความงามถึงมือผู้ใช้

Posted on September 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/677685

สกู๊ปแนวหน้า : นาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีอนุภาค  กักเก็บ‘สารสกัดเห็ดหลินจือ’  ส่งต่อเอกชนสู่นวัตกรรมความงามถึงมือผู้ใช้

สกู๊ปแนวหน้า : นาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีอนุภาค กักเก็บ‘สารสกัดเห็ดหลินจือ’ ส่งต่อเอกชนสู่นวัตกรรมความงามถึงมือผู้ใช้

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดหลินจือเพื่อให้ได้สารออกฤทธิ์ทางเครื่องสำอางสูง สร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และพัฒนาระบบห่อหุ้มที่เพิ่มความคงตัวและความปลอดภัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท ฟาร์มคิดดี จำกัด สู่ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าผสมอนุภาคกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ หวังยกระดับพืชสมุนไพรให้ใช้งานได้หลากหลายมิติ เพิ่มมูลค่า รวมถึงสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ตอบเทรนด์แนวคิดเศรษฐกิจ BCG

ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า พันธกิจหลักของนาโนเทคในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีสู่ความเป็นเลิศนั้น เราได้ให้ความสำคัญในการสร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีศักยภาพไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยดำเนินการสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่อย่าง BCG (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อขยับต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศสู่ความยั่งยืน ใน 3 ด้านที่นาโนเทคเกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ วัสดุและพลังงาน

“สำหรับการวิจัยเรื่องการพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง นั้น จะเป็นการเสริมจุดแข็งของประเทศในด้านของพืชสมุนไพร และสารสกัดธรรมชาติที่หลากหลายให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยอาศัยกลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) แบบ ‘ทำน้อยแต่ได้มาก’ ที่มีภาคเอกชนรับถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมความงามที่กำลังเติบโตตามกระแสการรักสุขภาพและดูแลตัวเอง” ดร.วรรณีกล่าว

ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด ทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน นาโนเทค สวทช.กล่าวว่า งานวิจัยเรื่อง การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอางนั้นเริ่มมาจากการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ทำให้ตนเองได้รู้จักกับบริษัทฟาร์มคิดดี จำกัด ก่อนได้พูดคุยและตกผลึกความคิดในการร่วมกันของฝั่งวิจัยที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านสารสกัดธรรมชาติ และการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เวชสำอางด้วยระบบกักเก็บระดับนาโน ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ด้านเครื่องสำอาง และภาคเอกชนอย่างบริษัทที่ให้ความสำคัญด้านวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิกหลายชนิด รวมถึงเห็ดหลินจือออร์แกนิกอีกด้วย

“โจทย์จากผู้ประกอบการคือ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าของสารธรรมชาติออร์แกนิก ผสมผสานกับแนวคิดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางนวัตกรรม โดยใช้กระบวนการสกัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้วัตถุดิบและสารสกัดเห็ดหลินจือที่มีคุณภาพ และปลอดภัย และนำมาพัฒนาเป็นระบบกักเก็บที่สามารถนำส่งสารสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ธงชัยกล่าว

พร้อมชี้ว่า นักวิจัยและผู้ประกอบการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยร่วมกันและขอทุนวิจัยจากโปรแกรม INNOVATIVE HOUSE* ซึ่งในตอนนั้น (พ.ศ.2560) อยู่ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง”

*โปรแกรม INNOVATIVE HOUSE ปัจจุบัน อยู่ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

เมื่อได้รับทุนทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการสกัดดอกเห็ดหลินจือ โดยสารสกัดเห็ดหลินจือที่ได้นั้น พบสารสำคัญหลักคือ Ganoderic acid A และ Ganoderic acid C2 จึงได้ต่อยอดพัฒนาระบบกักเก็บสารสำคัญ พร้อมกับพัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซมเพื่อกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ ซึ่งมีขนาดอนุภาคช่วง 144.6 ถึง 308.3 นาโนเมตร และประสิทธิภาพการห่อหุ้ม 96.67% ทำให้อนุภาคนี้กระจายตัวได้ดี มีความคงตัว มีความปลอดภัยในการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และมีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวหนังในมนุษย์ ที่สำคัญคือ อนุภาคสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 4.640 ถึง 97.44 ในเวลา 24 ชั่วโมง

อนุภาคกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือที่ได้ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของอนุภาคในชื่อ ริชโอโซม(REISHOSOME)และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของริชโอโซมที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และมีการทดสอบในอาสาสมัครทั้งการระคายเคืองผิวหนัง (Irritation test) และประสิทธิศักย์ (Efficacy test) โดยผลการทดสอบประสิทธิศักย์พบว่าผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส และมีความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ในอาสาสมัคร และจดแจ้ง อย. ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ริเชอรอล(REISHURAL)

นางวาสนา เชิดเกียรติกำจาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มคิดดี จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากคุณวรกร เลาหเสรีกุล กรรมการผู้จัดการอีกท่านของฟาร์มคิดดีฯ ที่ทำฟาร์มเห็ดหลินจือไว้กินเอง หากมีเยอะก็แปรรูปเป็นชาเห็ดหลินจือขายที่ตลาดสุขใจ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จนเมื่อได้คุยกับ ดร.ธงชัย ก็มีแนวคิดที่จะขยายประโยชน์ของเห็ดหลินจือให้มากกว่าแค่ในอุตสาหกรรมอาหาร สู่อุตสาหกรรมกลุ่มสุขภาพและความงามที่มีมูลค่าสูงกว่า ตลาดกว้างกว่า และความท้าทายมากกว่าด้วยเทคโนโลยีนาโน

“เรามองเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่โหยหาวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงามที่เป็นออร์แกนิกทำให้การวิจัยและพัฒนาที่ได้ผู้เชี่ยวชาญทั้งนักวิจัยจากนาโนเทคอาจารย์ทางด้านวิชาการและการตลาดในโปรแกรม INNOVATIVE HOUSE เข้ามาเสริมในมิติต่างๆ อย่างครบครัน ทำให้เราสามารถต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวในชื่อ ริเชอรอล(REISHURAL) ในที่สุด” กรรมการผู้จัดการฟาร์มคิดดี กล่าว

ปัจจุบัน ริเชอรอลอยู่ระหว่างการผลิต ณ โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง (Nanoparticles and Cosmetics Production Plant) ภายใต้การดำเนินงานของนาโนเทค ซึ่งคาดว่า จะพร้อมออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกันยายนนี้

นางวาสนา เปิดเผยว่า กลุ่มเป้าหมายสำหรับริเชอรอลคือคนวัย 45-60 ปี ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวพรรณให้อ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง และการใส่ใจรูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีนวัตกรรมรองรับ

แม้ปัจจุบัน ในตลาดโลกจะมีผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางและบำรุงผิวจากสารสกัดเห็ดหลินจืออยู่บ้าง ราว 20 แบรนด์ทั่วโลก โดยมีทั้ง เซรั่ม โลชั่น สบู่ รวมถึง ครีมกันแดด นางวาสนาชี้ว่า ด้วยจุดเด่นเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชั่น (Nano Encapsulation) จะเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลิตภัณฑ์ริเชอรอลโดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่งอื่นๆ

“เราตั้งเป้ายอดขาย 30 ล้านบาท ใน 3 ปีแรก ซึ่งปัจจุบัน ก็เริ่มมีคนสั่งจองเข้ามาตั้งแต่ของยังอยู่ระหว่างการผลิตแล้ว และในก้าวต่อไป จะเป็นการต่อยอดใช้อนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือในผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดด ที่อยู่ระหว่างการขอทุนวิจัยเพิ่มเติม รวมถึงมีแผนที่จะขายอนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือให้กับบริษัทผู้รับจ้างผลิตเครื่องสำอางในอนาคต”ผู้บริหารฟาร์มคิดดี กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : จับสัญญาณ‘เครียดสะสม’ ภัยเงียบกระทบชีวิตประจำวัน

Posted on August 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/675944

สกู๊ปแนวหน้า : จับสัญญาณ‘เครียดสะสม’  ภัยเงียบกระทบชีวิตประจำวัน

สกู๊ปแนวหน้า : จับสัญญาณ‘เครียดสะสม’ ภัยเงียบกระทบชีวิตประจำวัน

วันเสาร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.21 น.

“ความเครียด” เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันนี้พบว่า คนส่วนใหญ่มักมีอาการเครียดสะสม อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตที่ตึงเครียด บางรายมีความกดดันมาก และมีความคาดหวังในชีวิตสูงซึ่งพอไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ทำให้มีอาการเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน ในบางรายอาจจะเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลได้ในอนาคต

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนา (ออนไลน์)หัวข้อ “เรื่องใจเรื่องใหญ่ ชวนเสริมภูมิคุ้มใจในภาวะเศรษฐกิจถดถอย” ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ“ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.)” อธิบายว่า ความเครียดนั้นมี 4 ระดับความรุนแรงจากเบาไปหาหนัก ไล่ตั้งแต่ 1.เครียดแต่เอาอยู่ ถึงแม้จะมีความเครียดแต่ยังพอรับมือได้ด้วยตัวเอง โดยต้องแก้ปัญหาเชิงบวก เช่น ออกกำลังกาย ใช้เวลากับคนที่รัก เป็นต้น

2.เครียดจัดพอประคองได้ ซึ่งอยู่ในระหว่างป่วยกับปกติโดยมีความเครียดสูง แต่ยังพอประคองตัวได้และเป็นฟางเส้นสุดท้าย จำเป็นต้องหาคนรอบข้างที่รับฟังอย่างเข้าใจ 3.ซึมเศร้ากระทบกับงานและการใช้ชีวิต ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และมีปัญหาปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จำเป็นต้องพบแพทย์และหาคนรอบข้างที่รับฟังอย่างเข้าใจ และ 4.ซึมเศร้าทำร้ายตัวเองและมีความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองผู้อื่น สิ่งของ และฆ่าตัวตาย จึงไม่ควรให้ผู้ป่วยอยู่คนเดียวและคนรอบข้างต้องเปิดใจรับฟัง

“การที่จะรู้ว่าเรากำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอยู่หรือไม่ สามารถตรวจสอบด้วย 3 จุดสังเกต ได้แก่ 1.ความคิด เกิดความคิดในเชิงลบในชีวิตประจำวัน จากปกติที่ไม่เคยมีความคิดแง่นี้มาก่อน 2.พฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิต พฤติกรรมการทำงาน และพฤติกรรมการนอน ดูว่ามีพฤติกรรมบางอย่างที่เปลี่ยนแปลง และเกิดปัญหาอะไรขึ้นจากพฤติกรรมปกติ

เช่น นอนไม่หลับไม่ทราบสาเหตุ หรือจากที่เคยมีนิสัยคิดถี่ถ้วนก่อนใช้เงิน กลายเป็นคนฟุ่มเฟือยกะทันหันและไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่แปลกไปของตัวเองได้และ 4.อารมณ์และความรู้สึก อารมณ์แปรปรวนง่ายๆ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีความแตกต่างไปจากเดิม โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถควบคุมความเศร้าที่มากเกินไป หรือความโกรธที่มากเกินไปของตัวเองได้”ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าว

คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังกล่าวด้วยว่า ความเครียดมีอยู่ทุกคน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม แต่ถ้าความเครียดนั้นอยู่กับตัวเรานานๆ จะทำให้มีความเครียดสะสม โดยความเครียดที่สามารถจัดการได้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าความเครียดเริ่มมีจำนวนมากขึ้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลต่ออารมณ์เป็นระยะๆ จำเป็นต้องจัดการความเครียดออกไป โดยวิธีสังเกตว่ามีความเครียดสะสมหรือไม่นั้น สังเกตจากตนเอง หากความเครียดนั้นสามารถหายไปแสดงว่ายังปกติ

แต่หากผ่านพ้นความเครียดนั้นมากแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าเครียดอยู่ แปลว่าไม่ได้เครียดแค่ชั่วคราวแต่เป็นความเครียดสะสม ซึ่งสังเกตความเครียดจากอาการทางกายได้ด้วย เช่น หายใจเร็ว นอนไม่หลับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสังเกตผ่านอารมณ์และพฤติกรรมได้ด้วย สังเกตโดยสิ่งที่เคยชื่นชอบกลายเป็นสิ่งไม่ชอบ สิ่งที่เคยเป็นความสุขกลายเป็นความทุกข์ และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง โดยขั้นที่รุนแรงกว่านี้คือ “อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว” ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าภาวะจิตใจไม่ปกติ

นอกจากจะเป็นอาจารย์แล้ว ผศ.ดร.ณัฐสุดายังเป็นผู้ก่อตั้ง “Here to heal” โครงการที่เป็นความร่วมมือระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้ผู้มีอาการด้านสุขภาพจิตสามารถปรึกษาผ่านนวัตกรรมออนไลน์ เฟซบุ๊คแฟนเพจ Here to Heal ที่รับบริการได้สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย 24 ชม.

“กลุ่มเป้าหมายแรกของ Here to Heal คือเด็กวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน แต่ปัจจุบันพบว่ามีกลุ่มผู้ใหญ่อยากปรึกษามากขึ้น เนื่องจากหลายคนไม่อยากพูดแต่อยากพิมพ์ และผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ในโรงพยาบาลอยากปรึกษาและอยากเข้ารับบริการ ดังนั้น ช่องทางความช่วยเหลือหากมีหลากหลาย กลุ่มคนที่ขอความช่วยเหลือก็หลากหลายขึ้น และยังสร้างภูมิคุ้มกันใจด้วย Resilience พลังใจในการฟื้นคืน ซึ่งเป็นความสามารถในการฟื้นพลัง ช่วยให้ไม่พลั้งพลาดหมดแรง

โดยมีดังนี้ 1.I have ฉันมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยมีคนที่คอยสนับสนุน เป็นกำลังใจให้ฉันในวันที่ยากลำบาก2.I can ฉันมีความสามารถที่จะผ่านเรื่องนี้ไปได้ มองเห็คุณค่าและความหมายตัวเรา และ 3.I am ฉันมีคุณค่า เชื่อมั่นในตัวเอง และเคารพตนเอง ต้องเพิ่มทักษะอะไร เพื่อผ่านเรื่องต่างๆ” ผศ.ดร.ณัฐสุดา ระบุ

ด้าน วิภาดา แหวนเพชร ครูสอนวิชาทักษะแห่งความสุข (Happiness skills) หนึ่งในกลุ่มวิชา General Education จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าสิ่งรอบข้างกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความเครียดได้ แต่ “ความสุข” คืออาวุธสำคัญในการต่อสู้กับความเครียด โดยทุกคนสามารถสร้างภูมิคุ้มใจได้ด้วยการมีความสุข ทั้งการเปลี่ยน Mindset การคิดแบบเปิดกว้างมองโลกในแง่บวก และทบทวนตารางชีวิต เพื่อหาความสุขประจำวันผ่านกิจกรรมที่ชอบอย่างน้อย 10-30 นาที

เช่น ออกกำลังกายแบบง่ายๆ คิดถึงสิ่งที่มีความสุข และทำสมาธิ โดยความสุขเป็นอยู่ที่แต่ละคนจะนิยาม แต่ก็จะมีนิยามกลาง คือ “สบายกาย สบายใจ พึงพอใจในชีวิตตนเอง” หากประเมินตนเองแล้วยังชอบและพึงพอใจ แปลว่ายังมีความสุขสูงอยู่ “สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือความสุขต้องไม่ทุกข์” แต่ความจริงแล้ว “นิยามความสุข ส่วนหนึ่ง คือ การเยียวยา ก้าวข้ามความทุกข์ได้ในเวลาที่สมควร” เป็นส่วนหนึ่งของความสุขและการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย

“จากงานวิจัยเมื่อปี 2545 มีการเลือกคนที่มีความสุขเป็นพิเศษในสังคม พบว่าคนกลุ่มนี้เป็นทุกข์เหมือนคนทั่วไป และพบเจอปัญหาตกงานและอกหักเช่นกัน จึงทำให้การมองปัญหาในแง่บวก หรือแง่ลบเลย อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีเท่ากับการมองปัญหาให้ครบทุกมุมที่เกิดขึ้น แต่วิธีการมองโลกเป็นส่วนสำคัญของความสุข” วิภาดา กล่าว

ยังมีอีกผู้ร่วมเสวนา ปกฉัตร เทียมชัย นักแสดงและ Content Creator กล่าวว่า การหาตัวช่วยเพื่อลดความเครียดไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งโดยส่วนตัวมีตัวช่วยเพื่อลดความเครียดดังนี้ 1.เล่าให้เพื่อนฟัง ซึ่งเพื่อนจะรู้ถึงความรู้สึกของตนเองดี เพื่อนจึงสามารถให้กำลังใจและให้คำปรึกษาได้ 2.ใช้เวลากับตัวเองหาเวลาออกไปท่องเที่ยวเพื่อบำบัดจิตใจตัวเอง และ3.การพบจิตแพทย์ โดยจิตแพทย์จะรับฟังโดยที่ไม่ตัดสินแทนตัวเราเอง

“สังคมไทยมองว่าการไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องรุนแรง เมื่อลองไปกลับพบว่าคุณหมอเหมือนเป็นเพื่อนของเรา ซึ่งทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นที่ไปพบแพทย์ โดยไม่ได้
มีแต่การรับฟังเท่านั้น แต่ยังมีคู่มือในการคิดใหม่ เพราะบางปัญหายังต้องพบเจอซ้ำๆ เช่น ปัญหาความรัก เป็นต้น” ปกฉัตร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘น้ำประปา’หล่อเลี้ยงเมือง ต้องการใช้เพิ่ม..ถึงเวลาคุม?

Posted on August 21, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/674633

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘น้ำประปา’หล่อเลี้ยงเมือง  ต้องการใช้เพิ่ม..ถึงเวลาคุม?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘น้ำประปา’หล่อเลี้ยงเมือง ต้องการใช้เพิ่ม..ถึงเวลาคุม?

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

“ในอดีตวิกฤตการณ์น้ำที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตามวัฏจักรของวงจรธรรมชาติ แต่ปัจจุบันถ้าเราเริ่มสังเกต เราจะพบว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเริ่มเกิดขึ้นนอกฤดูกาลมากขึ้น จริงๆ ก็มีสาเหตุด้วยกันหลายปัจจัย ปัจจัยที่เรามักจะชี้กันไปที่เขาเลยคือเรื่องของ Climate Change (ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ) แต่บางทีเราก็อาจจะลืมไปว่า การเกิดขึ้นของ Climate Change มันเกิดขึ้นจากตัวเราเอง เราเป็นผู้สร้างให้มันเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น”

ตอนหนึ่งของการบรรยายหัวข้อ “แนวโน้มความต้องการใช้น้ำในเขตกรุงเทพมหานคร”โดย รศ.ดร.ธีรนงค์ สกุลศรี นักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในรายการตามตะวัน ช่วงมหิดล นัมเบอร์ 1 สถานีวิทยุศึกษา FM 92.0 MHz ซึ่งเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คเพจ “Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thailand” ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ไม่ได้เป็นภัยตามฤดูกาลอีกต่อไป

นอกจาก Climate Change หรือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ อาทิ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ ความต้องการใช้น้ำจากภาคส่วนต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบของมลพิษต่อแหล่งน้ำสะอาด ไปจนถึงกฎกติกาที่เคยใช้อยู่เดิมอาจไม่เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดย “เมืองหรือชุมชนมีการขยายตัวมากขึ้น ไม่เพียงกรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงจังหวัดอื่นๆ และแม้กระทั่งจุดที่เป็นป่าต้นน้ำ” ทำให้แหล่งน้ำที่เคยมีอาจหายไป

รศ.ดร.ธีรนงค์ เล่าต่อไปว่า การใช้น้ำในประเทศไทยแบ่งเป็น 5 วัตถุประสงค์ คือ 1.ชลประทานเพื่อการเกษตรและปศุสัตว์ 2.อุปโภค-บริโภค 3.อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว 4.ผลิตกระแสไฟฟ้า และ 5.ผลักดันน้ำทะเลไม่ให้หนุนเข้ามาเพื่อรักษาสมดุลของแหล่งน้ำ เมื่อแบ่งเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลางมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดรองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและภาคใต้ ตามลำดับ ทั้งนี้ ระยะหลังๆ เริ่มพบสถานการณ์ “การแย่งชิงน้ำ” ระหว่างลุ่มน้ำหรือระหว่างภาคส่วนต่างๆ กันแล้ว

“ปกติแล้วการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเราจะใช้วิธีการผันน้ำ ถ้าเกิดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งคล้ายๆ กับเป็นเส้นเลือดในการส่งน้ำมาสู่ตอนกลางของประเทศ ฉะนั้นในบางครั้งที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขาดแคลน ก็เลยมีความจำเป็นต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำอื่น ซึ่งเราก็พบว่าบางทีจะมีข่าวเรื่องของการผันน้ำจากลุ่มน้ำท่าจีนหรือแม่กลองเข้ามาเติมลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อให้มันเพียงพอกับการใช้ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง

ทีนี้ในอดีตที่เราคิดเรื่องการผันน้ำ เราอาจจะลืมมองว่าจริงๆ แล้วตัวลุ่มน้ำแม่กลองเองเขาก็เริ่มมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากขึ้น และมีการขยายตัวของเมืองมากขึ้น ฉะนั้นในอนาคตถ้าเรามีการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาใช้เจ้าพระยา ก็อาจทำให้ส่วนลุ่มน้ำแม่กลองเองประสบปัญหาขาดแคลนน้ำได้” รศ.ดร.ธีรนงค์ ระบุ

ในประเด็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองการตรวจสอบและเปรียบเทียบช่วงเวลาโดยภาพถ่ายทางอากาศ พบว่า “ตัดถนนผ่านไปถึงไหนการใช้ประโยชน์ที่ดินตรงนั้นก็เปลี่ยน..จากพื้นที่ทางการเกษตรก็กลายเป็นอาคารสูง” ซึ่งหลายคนคงเคยเห็นประเภทจากเป็นนาอยู่ดีๆ ก็มีคอนโดมิเนียมมาตั้ง หรือจากที่มีเพียงตึกแถว จู่ๆ ก็มีร้านสะดวกซื้อมาตั้งเป็นต้น ซึ่ง “การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินก็ทำให้พฤติกรรมการใช้น้ำเปลี่ยนไปด้วย” โดยการคำนวณความต้องการใช้น้ำเพื่อผลิตน้ำประปาในประเทศไทย เท่าที่ค้นหาได้จะใช้ 3 อย่าง

ประกอบด้วย 1.การพยากรณ์ทางเศรษฐศาสตร์ 2.การพยากรณ์อนุกรมเวลา และ 3.การพยากรณ์การใช้น้ำของผู้ใช้น้ำ โดยนำข้อมูลย้อนหลังมาคำนวณ ดังนั้น จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่ดี ซึ่งหากไปดูในต่างประเทศ จะมีการนำปัจจัยด้านประชากร เศรษฐกิจ สภาพอากาศ ความต้องการใช้น้ำและราคาของน้ำ
มาเป็นตัวแปรในการคำนวณ ส่วนในประเทศไทย บางครั้งพบการคำนวณโดยใช้ปริมาณความต้องการน้ำเฉลี่ยในแต่ละวัน โดยคิดจากความต้องการต่อคน-ต่อวัน ไปคูณกับจำนวนประชากรแล้วสรุปว่าเป็นความต้องการใช้น้ำในพื้นที่นั้น

แต่การคำนวณแบบนี้ก็อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน เพราะปริมาณและพฤติกรรมการใช้น้ำผันแปรไปตามเหตุปัจจัย เช่น ในฤดูร้อนใช้น้ำมากกว่าฤดูหนาว เพราะคนอาจจะอาบน้ำบ่อยกว่าหรือในบางประเทศน้ำดื่มบรรจุขวดมีราคาแพงคนก็จะดื่มน้ำจากก๊อกมากกว่า เป็นต้น ทั้งนี้เรื่องการใช้น้ำมีหลายตัวแปรที่เกี่ยวข้อง อาทิจำนวนประชากร ขนาดครัวเรือน รายได้ ราคาน้ำ ปริมาณน้ำฝน เช่น ครัวเรือนที่มีรายได้มาก อาจมีปริมาณการใช้น้ำมากกว่าครัวเรือนรายได้น้อย หรือหากน้ำมีราคาสูงปริมาณการใช้ก็อาจลดลง เป็นต้น

สำหรับการบรรยายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวโน้มความต้องการน้ำประปาในเขตกรุงเทพมหานคร”ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ Optimum Populationได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำข้อมูลจาก 3 แหล่ง คือ การประปานครหลวง สำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมอุตุนิยมวิทยา มาพัฒนาเป็นสูตรคำนวณหาปริมาณความต้องการใช้น้ำ แล้วนำไปเทียบกับยอดจำหน่ายน้ำประปาของการประปานครหลวง ซึ่งพบว่าตัวเลขที่ได้ใกล้เคียงกัน

เมื่อมีสูตรคำนวณที่ใช้การได้ จึงนำไปใช้วิเคราะห์ปริมาณความต้องการน้ำ ระหว่างปี 2561-2581 แบ่งความต้องการเป็น 3 ระดับ คือสูงกลางและต่ำ ซึ่งหากใช้ตัวเลขระดับกลาง พบว่าในปี 2561 ความต้องการน้ำในเขตเมืองอยู่ที่ประมาณ 670 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในปี 2581 พบความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 700 ลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9- ร้อยละ 12 แต่หากใช้ตัวเลขระดับสูง ก็จำเป็นต้องหาน้ำเพิ่มขึ้นอีกถึงร้อยละ 15 เพื่อให้เพียงพอ

“ถ้าน้ำต้นทุนที่เราได้จากเขื่อนมันไม่เพียงพอหรือขาดแคลน โอกาสที่จะขาดน้ำมันย่อมต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะขาดที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มันยังเกิดภาวะแล้งในบางฤดูกาลในเขตพื้นที่อื่น แต่ถ้าเกิดปริมาณความต้องการน้ำมากขึ้น มันก็มีโอกาสที่ภาวะของน้ำแล้งอาจจะเพิ่มขึ้นมากไปอีก จริงๆ ตัวเลขของงานวิจัยนี้มันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อยู่ที่มาตรการที่เราจะทำ” รศ.ดร.ธีรนงค์ กล่าว

รศ.ดร.ธีรนงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อดู “นโยบายการพัฒนาเมือง” ยังพบว่า “กรุงเทพฯ ยังถูกวางให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนทั้งจากในและนอกประเทศเข้ามาทำงาน” จึงคาดการณ์ได้ว่า “จำนวนประชากรย่อมมีแนวโน้มสูงขึ้น” ดังนั้นแล้วบทสรุปที่ผู้วิจัยได้จากการหารือกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย คือข้อเสนอ “กระจายสาธารณูปโภคออกไป” เพื่อลดการที่คนเข้ามากระจุกตัวแต่ในกรุงเทพฯ ที่นับวันจะมีพื้นที่น้อยลงเรื่อยๆ รวมถึง “ใช้กลไกราคาควบคุมพฤติกรรมการใช้น้ำ” เพื่อลดการใช้น้ำที่เกินกว่าความจำเป็น ไม่ให้ปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้นในอนาคต!!!

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เพลิงไหม้สถานบันเทิง’ เข้ม‘กฎปลอดภัย’ลดสูญเสีย

Posted on August 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672585

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เพลิงไหม้สถานบันเทิง’  เข้ม‘กฎปลอดภัย’ลดสูญเสีย

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เพลิงไหม้สถานบันเทิง’ เข้ม‘กฎปลอดภัย’ลดสูญเสีย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

เป็นเหตุสลดที่ไม่มีใครอยากให้เกิด กับกรณีเพลิงไหม้สถานบันเทิง “เมาน์เท่น บี” อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่5 ส.ค. 2565 เบื้องต้นรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบกับ “ซานติก้าผับ” เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากเช่นเดียวกัน ในคืนส่งท้ายปีเก่า 2551-ต้อนรับปีใหม่ 2552 จนดูเหมือนว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ความสูญเสียในอดีตไม่ได้ถูกถอดบทเรียนเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

บทความ “ถอดรหัสร้อน…ไฟไหม้ผับชลบุรี และ 10 เสนอแนะแก้ปัญหา-ป้องกันเกิดซ้ำรอย” ซึ่งเขียนโดย สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุความเสี่ยงของสถานบันเทิง เมาน์เท่น บี ไว้ดังนี้ 1.ด้านหน้ามีทางออกทางเดียว ซึ่งตามกฎหมายสำหรับสถานบริการที่จุคนได้สูงสุด 400 คนจะต้องมีทางหนีไฟ (Fire Exit) ไม่น้อยกว่า 3 แห่ง

ซึ่งหากมีเวทีแสดงก็จะต้องมีประตูหนีไฟเพิ่มอีก 1 จุด ด้านหลังเวทีโดยผลักออกได้ทางเดียว แต่ในที่เกิดเหตุมีประตูหลักด้านหน้าเป็นบานกระจกคู่ ด้านข้างมีอีก 1 ประตู แต่ตกแต่งสีกลมกลืนกับผนังในอาคาร มีเพียงพนักงานที่ทราบ ส่วนด้านหลังเป็นประตูธรรมดาบานเดียว 2.มีถังดับเพลิงเพียง 2 ชุดเท่านั้น สถานบริการประเภท ค ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 500 ตารางเมตร จะต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอและเหมาะสม

3.การบุผนังและเพดานด้วยแผ่นซับเสียงซึ่งทำมาจากโพลีสไตรีน หรือโพลียูรีเทน หรือ โพลีโพรพิลีน ทนไฟได้เพียง 200 กว่าองศาเซลเซียส สามารถลุกติดไฟได้ ซึ่งขัดกับกฎกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการก่อสร้างโรงมหรสพ ที่ระบุให้ต้องใช้แผ่นซับเสียงหรืออุปกรณ์ที่ทนไฟได้เกิน 750 องศาเซลเซียส แม้ราคาจะสูงกว่าแต่มีความปลอดภัย และ 4.การขาดระบบไฟฉุกเฉินหรือจ่ายไฟฟ้าสำรอง เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าดับ ภายในสถานบริการต้องมีเครื่องหมายแสดงเส้นทางฉุกเฉิน ระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้และไฟส่องสว่าง

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในครั้งต่อๆ ไปอีก อาจารย์สุพรรณ เสนอแนะข้อควรปฏิบัติไว้ 10 ประการ 1.การออกแบบอาคารและก่อสร้างต้องคำนึงถึงมาตรฐานทางวิศวกรรมความปลอดภัย รวมทั้งการระบายควันจากอัคคีภัย และปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร “ราชกิจจานุเบกษา กฎกระทรวง กำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ. 2555” เช่น มีจำนวนทางหนีไฟ (Fire Exit) ตามที่กำหนด มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนพื้นที่และผู้มาใช้บริการ

การเดินสายไฟฟ้า ระบบเสียงและระบบสัญญาณต่างๆ ให้เดินในรางหรือร้อยท่อสายไฟซึ่งทำด้วยโลหะ ต้องฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน เป็นต้น 2.ต้องมีระบบสายไฟฟ้าที่มีมาตรฐานที่ออกแบบวางแผนตามหลักวิศวกรรม พร้อมอุปกรณ์ตัดไฟและติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ 3.ควรติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคาร ซึ่งแสดงตำแหน่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ทางหนีไฟ ทางออก และประตูทางออก ไว้ในตำแหน่งที่ผู้มาใช้บริการเห็นได้ชัดเจน 4.จัดให้มีระบบไฟฟ้าสำรอง สำหรับระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ไฟฉุกเฉิน ป้ายบอกทางหนีไฟชนิดเรืองแสง

5.ควบคุมความจุคนของผู้ใช้บริการหรือผู้ที่เข้าร่วมงานที่มีความเหมาะสม เพื่อความปลอดภัย ในการใช้อาคาร 6.ควรฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินแก่พนักงาน เพื่อเป็นผู้นำแก่ลูกค้าในยามเกิดเหตุ โดยกำหนดบุคคลและบทบาทหน้าที่ชัดเจนในระบบดูแลความปลอดภัยและการป้องกันอันตรายจากอัคคีภัยตลอดเวลาที่เปิดบริการ และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ใครต้องทำอะไร 7.ก่อนเปิดบริการหรือจัดงานอีเว้นท์ ควรจัดให้มีการตรวจสอบเครื่องดับเพลิง หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการดับเพลิงให้มีความพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาที่มีการเปิดบริการ

8.ระหว่างจัดงานหรือเปิดบริการ ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการและผู้เข้าร่วมงานทราบ ถึงทางเข้าออกและทางหนีไฟรวมทั้งข้อควรปฏิบัติกรณีเหตุฉุกเฉิน 9.วัสดุโฟมซับเสียงหลีกเลี่ยงการตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยวัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่ายหรือลามไฟเร็ว และงดการใช้อุปกรณ์เอฟเฟกท์ ของเล่น ที่ทำให้เกิดประกายไฟในสถานที่จัดงานหรือสถานบริการโดยเด็ดขาด และ 10.ควรพิจารณาทำประกันภัย เพื่อคุ้มครองเหตุที่อาจเกิดโดยไม่คาดคิด

อาจารย์สุพรรณ ยังให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมใน 3 เรื่อง 1.ประตูหนีไฟที่ไม่ควรถูกล็อกหรือปิดกั้น โดยกรณีของ เมาน์เท่น บี ที่พนักงานอ้างว่าต้องล็อกไว้เพราะเคยมีนักดนตรีแอบพาเพื่อน แฟน หรือเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้ามาจริงๆ แล้วสามารถติดตั้งระบบสัญญาณเตือนกับประตูหนีไฟได้ โดยหากมีผู้ไปเปิดประตูก็จะมีเสียงเตือน ไม่จำเป็นต้องปิดล็อกหรือหาอะไรไปกั้นไว้ และหากจะใช้ประตูเพื่อขนย้ายสิ่งของก็สามารถปิดสัญญาณเตือนเฉพาะเวลานั้นก็ได้ อีกทั้งยังสามารถติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบได้ด้วยหากมีผู้แอบเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต

2.เรื่องของสายไฟและปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร จากกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า วันก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมาน์เท่น บี
พบปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ จึงมีการเรียกช่างไปซ่อมแซม ประเด็นนี้ตนมองว่าอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นจริงๆ ก็ได้ หากการคำนวณการติดตั้งสายไฟกับเบรกเกอร์ไม่สอดคล้องกัน เช่น สมมุติสายไฟทนกระแสไฟฟ้าได้ 20 แอมป์ แต่เบรกเกอร์จะตัดกระแสไฟฟ้าที่ 50 แอมป์ เมื่อมีการใช้กระแสไฟฟ้าระดับ 30 แอมป์
ซึ่งเกินความทนทานของสายไฟ แม้สายไฟจะเริ่มค่อยๆ หลอมละลาย แต่เบรกเกอร์ก็จะยังไม่ตัดไฟ ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร

โดยเมื่อพบปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ช่างบางรายอาจแก้ปัญหาแบบเอาง่ายเข้าว่า ด้วยการไปเปลี่ยนเบรกเกอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นโดยไม่ได้ตรวจสอบว่าสายไฟที่ใช้รองรับการใช้กระแสไฟฟ้าในสถานที่นั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ โคมไฟโดยเฉพาะสปอตไลท์นั้นใช้กระแสไฟฟ้ามาก เมื่อกระแสไฟฟ้ามีมากกว่าที่สายไฟทนได้
กระแสไฟฟ้ายังไหลอยู่ แต่ก็จะเกิดอาการร้อนจนสังเกตเห็นการปะทุซึ่งอาจลุกลามไปยังวัสดุอื่นๆ ที่เป็นเชื้อเพลิงได้

สุดท้ายคือ 3.แผ่นกันเสียง แม้ตามข่าวจะเห็นเจ้าของบริษัทที่รับฉีดพ่นน้ำยาโฟมซับเสียง ได้ทดลองจุดไฟให้สื่อมวลชนดูซึ่งพบว่าไฟไม่ลุกลาม เรื่องนี้เป็นด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งภายในร้านก็พบการใช้ฟองน้ำรังไข่สำหรับป้องกันเสียงซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่ทนความร้อน ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้จึงลุกลามอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในเมื่อกฎหมายกำหนดให้สถานที่ใดต้องใช้วัสดุทนความร้อนสูง ก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจะดีกว่า

“ถ้าผู้ประกอบการนึกสักหน่อยว่าคนที่มาเที่ยว ถ้าเป็นคนที่เขารักเขาจะทำอย่างนี้หรือเปล่า ลูกหลานเขามาเที่ยวมาเล่นต้องมาเสี่ยง แล้วประวัติศาสตร์มันไม่ใช่ไม่เคยมีนะซานติก้าที่ไหม้เมื่อปี 2551 ก่อนหน้านี้ที่อเมริกามันมีที่โรดไอส์แลนด์ มีนักดนตรี เอาไฟไปเล่นที่เวที มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วก็ตายกันมาตั้งเยอะแล้ว เมืองไทยทำไมไม่เอาบทเรียนตรงนี้มาเรียนรู้” อาจารย์สุพรรณ ฝากทิ้งท้าย


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,682 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด
เป๊ก เศรณี ตอบชัดความสัมพันธ์กับ แอนโทเนีย หลังลือหนักซุ่มคบกัน
ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’
พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d