Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยปรับตัวรับ‘PDPA’ ‘สื่อ’นิยามคำนี้ยังคลุมเครือ

Posted on June 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/659053

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยปรับตัวรับ‘PDPA’  ‘สื่อ’นิยามคำนี้ยังคลุมเครือ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 เป็นต้นมา สังคมไทยต้องปรับตัวกันขนานใหญ่อีกครั้งเมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย “PDPA” มีผลบังคับใช้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าหลังจากนี้ “อะไรที่เคยทำได้อาจจะทำไม่ได้อีก” ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสื่อมวลชนแบบดั้งเดิมที่มีสังกัดสำนักข่าว นักผลิตเนื้อหาประเภทต่างๆ อันเป็นอาชีพใหม่มาแรงยุคแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่ชอบโพสต์-แชร์เรื่องราวในชีวิตประจำวัน

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเสวนา “ทำข่าวอย่างไรภายใต้ PDPA” ถ่ายทอดสดผ่านรายการ “รู้ทันสื่อ”ทางสถานีวิทยุ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5 และทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดย ระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) เป็นกฎหมายที่ต่างประเทศทำกันมานานแล้ว

เช่น ในยุโรปใช้คำว่า GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งมีทั้งการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลทั่วไปและโดยสื่อมวลชน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า การมีกฎหมายนี้เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้สื่อหาข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและไม่ละเมิดผู้อื่น ซึ่งกฎหมาย PDPA จะทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น จะไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวแล้วจะถ่ายภาพก็ต้องขออนุญาตก่อน หรือจะขอเนื้อหาจากเพจเฟซบุ๊คของแหล่งข่าวมาแชร์ต่อพื้นที่ของสำนักข่าวก็ต้องขออนุญาตเจ้าของโพสต์นั้นก่อน โดยทั้งหมดต้องเก็บหลักฐานความยินยอมไว้ด้วย

อนึ่ง ในบทบัญญัติของกฎหมาย “มาตรา 4 (3)” ที่ระบุว่า “พ.ร.บ.นี้ไม่ใช้บังคับแก่บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรม อันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ หรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น” ระวี ยกตัวอย่างในประเด็นนี้ว่า การไปนำโพสต์เฟซบุ๊คมาเผยแพร่โดยไม่ขออนุญาต หากโพสต์นั้นเกี่ยวข้องกับคดีดังและเป็นประโยชน์ในเชิงหลักฐานจะถือเป็นประโยชน์สาธารณะเพราะนำไปใช้ต่อทางคดีได้

แต่หากจู่ๆ ไปถ่ายภาพบ้านเลขที่คนนั้นคนนี้มาโพสต์ก็จะมีความผิดได้หากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังต้องระวังในเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปหารายได้ และหากไม่ใช่เป็นการหารายได้ก็จะต้องดูในเรื่องของจริยธรรม ส่วนประเด็นข้อจำกัดในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ขณะนี้ยังไม่มีสำนักข่าวออนไลน์สำนักใดที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีการเตรียมตัวกันมานานแล้ว

ส่วนกรณีนักผลิตเนื้อหา (Content Creator) เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ ยูทูบเบอร์, แอดมินเพจเฟซบุ๊ค มีข้อแนะนำ 1.หากไปถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วติดบุคคลอื่นมาด้วย หากไม่ได้เน้นหาผลกำไรเชิงรายได้ถือว่าไม่มีความผิด 2.หากเป็นการทำเพื่อหารายได้ ต้องมีหลักฐานความยินยอมจากเจ้าของสถานที่ และต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายติดบุคคลที่ 3 แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเบลอภาพบุคคลที่ติดมาด้วย

สุดท้ายคือบุคคลทั่วไป ต้องระวังเรื่องการไปได้ภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วนำมาโพสต์หรือแชร์ต่อเพื่อหารายได้ หากเป็นภาพหรือคลิปที่ผู้ผลิตต้นทางผิดมาตั้งแต่ต้น เช่น ไม่มีการเบลอภาพบุคคลที่ 3 ก็อาจถูกฟ้องได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ประเด็นธุรกิจเป็นเรื่องอ่อนไหว กฎหมายที่ออกมาค่อนข้างทำให้คนทำงานเหนื่อยไม่น้อย อาทิ ยูทูบเบอร์ไปรีวิวร้านอาหาร ทำคลิปวีดีโอโพสต์อาทิตย์ละ 1 คลิป แล้วต้องมาเก็บหลักฐานว่าได้ขออนุญาตเจ้าของร้าน ลองคิดว่าในรอบ 1 ปี จะต้องเก็บหลักฐานไว้มากเพียงใด ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ

“ต้องอ่านข้อกฎหมายดีๆ เช่น จะไปรีวิวร้านอาหารจะไปรีวิวมั่วซั่วไม่ได้แล้วนะ ต้องขออนุญาตด้วยนะ จะไปถ่ายติดคนอื่นมาหรือถ่ายแกล้งคนอื่นโดยที่เขาไม่ยินยอมไม่ได้นะ ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเยอะเลย แต่ถ้าถ่ายแล้วใช้ในพื้นที่ส่วนตัว คำว่าส่วนตัวคือเฟซบุ๊คตัวเอง ไม่ได้มีการหารายได้ ยูทูบไม่ได้หารายได้ อันนี้ไม่ได้ผิด ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าจะทำเป็น Content Creator เป็นยูทูบเบอร์ แล้วมีการหารายได้ หวังประโยชน์จากรายได้ตรงนั้นมา อันนี้ต้องอ่านกฎหมายดีๆ” นายกสมาคม
ผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าว

ขณะที่ อุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ PDPA Thailand ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล บิสิเนสคอนซัลท์ กล่าวเตือนในส่วนการทำงานของสื่อมวลชนว่าสื่อได้รับการยกเว้นในส่วนของการรายงานข่าวเท่านั้น แต่การเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระมัดระวังและต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย นอกจากนี้ ปัจจุบันองค์กรสื่อไม่ได้หารายได้แต่เพียงการโฆษณา แต่ยังมีกิจกรรมการจัดงานต่างๆ รวมถึงระบบสมาชิก เรื่องนี้น่ากังวลเพราะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผู้รับสารจำนวนมาก

“ผมจดข้อมูลแหล่งข่าวทั้งหมดไว้ในกระดาษ บอกทั้งชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ มีความสัมพันธ์กับใคร ผมลืมทิ้งไว้แล้วมีคนอื่นหยิบสมุดเล่มนั้นไปได้แล้วเอาไปเผยแพร่ ถามว่าผมผิดไหม ผิดนะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการรายงานข่าว เป็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลแล้ว ผมมีข้อมูลเก็บในทรัมป์ไดรฟ์เยอะเลย แหล่งข่าว ภาพข่าวที่ระบุตัวบุคคลได้ ผมทำทรัมป์ไดรฟ์นั้นหาย ผิดตามกฎหมายฉบับนี้นะ” อุดมธิปกยกตัวอย่าง

อุดมธิปก ยังฝากถึงผู้ประกอบธุรกิจซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ เช่น การขอที่อยู่ลูกค้าสามารถทำได้ตามปกติ เพราะหากไม่มีที่อยู่ผู้ขายย่อมไม่สามารถส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้ เช่นเดียวกับการขอหมายเลขโทรศัพท์ลูกค้า ก็เพื่อนัดหมายให้อยู่รอรับสินค้า อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อไม่ประสงค์ที่จะให้ ก็สามารถบอกผู้ขายได้ว่าเมื่อสินค้ามาส่งให้ฝากไว้ที่ รปภ. หรือวางไว้หน้าบ้านแต่ก็มีบางกรณีต้องระมัดระวัง เช่น ผู้ขายมีเพจหลายเพจการนำข้อมูลส่วนบุคคลจากเพจหนึ่งไปใช้กับอีกเพจหนึ่งเพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า อาจผิดเรื่องใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ได้ รวมถึงความเสี่ยงในการเก็บข้อมูลบุคคล ทั้งที่เป็นพนักงาน ลูกค้าและคู่ค้า หากมีจำนวนมากความเสี่ยงก็มากตามลำดับ

ด้าน เธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับนิยามของสื่อมวลชนตามกฎหมายนี้ที่ว่าจะนับเฉพาะสื่อที่มีสังกัดองค์กรหรือไม่เรื่องนี้ยังเป็นเพียงความเห็นที่พูดกันอยู่ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนไว้แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ใครจะถูกนับเป็นสื่อมวลชนบ้าง เป็นหน้าที่องค์กรสื่อเองที่จะต้องไปทำให้ชัด

“เราจะไปพูดแทนองค์กรสื่อก็คงลำบาก เพราะหลายๆ ครั้งมันก็มีการพูดรวมไป อย่างเช่น ยูทูบเบอร์ หรือคนที่ทำข่าวเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นสื่อมวลชนเหมือนกัน แต่ว่าตรงสื่อมวลชนเองมันต้องมีความชัดเจนว่าต้องมีการรวมตัวกันเป็นสมาชิกของกลุ่ม สมมุตินะ แล้วในกลุ่มนั้นก็มีมาตรฐานจริยธรรมของตัวเอง ซึ่งสามารถคอยมอนิเตอร์การทำงานของสมาชิกของกลุ่มได้ อะไรทำนองนั้น อาจไม่จำเป็นต้องไปถึงขนาดต้องมีใบอนุญาตถึงขนาดนั้น” เธียรชัย กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สุขภาพดี’ใครก็อยากมี ‘สตรีทฟู้ด’ถึงเวลาปรับรับ

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658167

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สุขภาพดี’ใครก็อยากมี  ‘สตรีทฟู้ด’ถึงเวลาปรับรับ

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

“สตรีทฟู้ด (Street Food)” หรืออาหารริมทาง-ริมบาทวิถี เป็นทั้งที่พึ่งพิงของประชากรระดับฐานรากในเขตเมือง เป็นอาชีพรองรับผู้ที่หลุดออกจากการเป็นแรงงานในระบบสถานประกอบการขณะเดียวกัน ยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ มีสื่อต่างประเทศจัดอันดับว่าอาหารริมทางในไทยอร่อยที่สุดในโลก ถึงกระนั้น ในมุมของผู้เห็นต่าง มองสตรีทฟู้ดว่าเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง นอกจากเรื่องกีดขวางทางเท้าที่ถูกพูดถึงกันมากแล้ว ความสะอาดก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง รวมถึงในระยะหลังๆ ยังมี “คุณค่าทางโภชนาการ” ถูกคาดหวังเพิ่มเข้ามาด้วย

ที่งานเสวนา “การจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี” ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ถ.ราชวิถีกรุงเทพฯ) เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นพ.ไพโรจน์เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เผยแพร่เอกสารประกอบการเสวนา อ้างอิง โครงการการพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ, สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ พบว่า

“เหตุผลในการเลือกซื้ออาหารริมบาทวิถี” 3 อันดับแรก อันดับ 1 สะดวกเข้าถึงง่าย ร้อยละ 83.2 อันดับ 2 ราคาถูก ร้อยละ 39.4 อันดับ 3 น่ารับประทาน ร้อยละ 26.4 “ประเภทอาหารริมบาทวิถีที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยที่สุด” 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ปิ้ง/ย่าง/เผา ร้อยละ 34 อันดับ 2 อาหารตามสั่ง ร้อยละ 22 อันดับ 3 ต้ม ร้อยละ 19

“สสส. ร่วมกับ กรมอนามัย ไปทำวิจัยเก็บข้อมูลแล้วเขียนเป็นคู่มือ ซึ่งอันนี้ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีทักษะ แต่แค่นี้ยังไม่พอ ภาครัฐต้องมาช่วยอีกเยอะ ต้องช่วยกันส่งเสียง คำว่าส่งเสียงไม่ได้ไปประท้วง หมายถึงว่าผลักดันนโยบายอะไรต่างๆ ผู้ว่าฯ เดินผ่านมาต้องรีบบอกว่าอยากเห็นอะไร อยากได้อะไร บางทีเสียงเล็กๆ เขาสามารถไปกำหนดเป็นนโยบาย” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง โครงการการพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เมื่อปี 2561 พบมากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารริมบาทวิถีที่สุ่มเก็บตัวอย่าง มีปริมาณพลังงาน ไขมันและโซเดียม สูงกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันและพบว่าร้อยละ 42 ของอาหารที่สุ่มเก็บตัวอย่าง มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค สูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ประกอบการยังมีความรู้ความเข้าใจไม่ชัดเจนในการปฏิบัติตามหลักโภชนาการและสุขาภิบาลอาหาร

ดังนั้นในปี 2563 สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย จึงมีโครงการต่อเนื่อง คือการจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี เพื่อพัฒนาเกณฑ์และระบบควบคุมติดตามคุณภาพ และพัฒนาคุณค่าเชิงโภชนาการและความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่ายอาหารกลุ่มนี้ในการจัดการอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ ใน 3 พื้นที่นำร่องคือฟู้ดทรัค กรุงเทพมหานคร (กทม.) ย่านซอยอารีย์เขตพญาไท กรุงเทพฯ และตลาดราชบุตร จ.อุบลราชธานี

โครงการนี้เป็นการให้ความรู้ในการปรับสูตรอาหารแก่ผู้ค้า ทำอย่างไรเมนูที่ขายกันอยู่จะได้มาตรฐานด้านโภชนาการ ลดไขมัน ความหวานและโซเดียม เพิ่มใยอาหาร ขณะเดียวกัน ยังตรวจสอบและปรับเปลี่ยนกระบวนการประกอบอาหารที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคด้วย อาทิ ผู้ค้ารายหนึ่งขายทั้งก๋วยจั๊บญวนและหมูสะเต๊ะ ก่อนเข้าร่วมโครงการพบเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในกะทิ ซึ่งเมื่อตรวจสอบก็พบสาเหตุมาจากกระบวนการปิ้งหมูสะเต๊ะ ที่มีการนำน้ำกะทิมาป้ายขณะปิ้ง จากนั้นเมื่อสุกแล้วก็ยังนำหมูไปจุ่มในกะทิถ้วยเดิมก่อนใส่ถุงให้ลูกค้า

นั่นหมายถึงเป็นกะทิถ้วยเดียวกับที่ใช้ขณะที่หมูยังดิบอยู่ ข้อค้นพบดังกล่าวจึงเกิดเป็นข้อแนะนำกับผู้ประกอบการว่าควรมีกะทิ 2 ถ้วย ซึ่งผู้ค้าก็ปรับเปลี่ยนในทันที แล้วเมื่อตรวจซ้ำหลังจากการปรับเปลี่ยนก็ไม่พบการปนเปื้อนเชื้อตัวเดิมอีก ส่วนกรณีของก๋วยจั๊บญวน ไม่พบการปนเปื้อนเชื้อในส่วนของก๋วยจั๊บ แต่ไปพบที่ผักโรย ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการล้างไม่สะอาด เมื่อจะโรยในอาหารก็โรยแบบดิบๆ เรื่องนี้ต่อไปจะกลายเป็นคู่มือสำหรับนำไปใช้กับอาหารที่ใช้วัตถุดิบแบบเดียวกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว ลาบ ที่มีการใช้ผักโรยเหมือนกัน

“ต้องเรียนว่าสตรีทฟู้ดตอนที่ทำระยะที่ 1 เนื่องมาจากว่าเราจะเป็นครัวโลก แล้วเราก็ส่งเสริมเศรษฐกิจให้ต่างชาติมาเที่ยว เข้ามากินสตรีทฟู้ด แต่จริงๆ แล้วข้อมูลจากระยะที่ 1 ที่กินคือนักศึกษา นักเรียน พนักงานทำงานระยะเงินเดือนต้นๆ อายุ 20 ต้นๆ ไปจนถึง 30 ต้นๆ ฉะนั้นชื่อเราบอกว่าจะเป็นแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วเราต้องมา Concern (ให้ความสำคัญ) กับคนไทยเราที่ต้องกินสตรีทฟู้ดเพราะเข้าถึงง่าย เช้าๆ ถามกินข้าวหรือยัง บอกยังเดี๋ยวแวะซื้อข้าวเหนียวหมูทอด ก็อยากให้เราช่วยกัน ในฐานะผู้ขาย สุขภาพคนไทยอยู่ในมือท่าน” รศ.ดร.เรวดี กล่าว

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมโครงการวลัยพันธ์ ออกกิจวัตร เจ้าของร้านฟู้ดทรัค สเต็กคนกลางแจ้ง ซึ่งหลังอบรมก็ได้ทราบว่า ชิ้นเนื้อสเต็กที่ได้มาตรฐานโภชนาการ อยู่ที่ขนาด 80 กรัม/จาน น้อยกว่าที่ใช้อยู่เดิมซึ่งอยู่ที่ 100-120 กรัม/จาน และการลดเนื้อสัตว์จาก 100-120 กรัมเหลือ 80 กรัม มองด้วยสายตาก็ไม่แตกต่างมากนัก โดยทางร้านได้เพิ่มผัก 3 สี บวกกับผสมเห็ดลงในซอส ตกแต่งให้น่ารับประทาน ผลตอบรับคือขายดีขึ้น และต้นทุนเนื้อสัตว์ลดลง

เข็มพร โนนอินทร์ ร้านเข็มพรขนมจีน ซอยอารีย์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ กล่าวว่า ที่ร้านมีการปรับสูตรขนมจีนด้วยการผสมน้ำแครอทปั่นลงไปในน้ำยา เพื่อให้ลูกค้าที่ไม่รับประทานผักได้รับประทานด้วย ผลตอบรับนั้นค่อนข้างดี ลูกค้าไม่ได้บ่นอะไร รสชาติก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม และยังได้ความหวานจากแครอทเพิ่ม ในขณะที่
ลดเครื่องปรุงต่างๆ ลง เช่น น้ำปลา

อมรรัตน์ มุทาวัน ร้านเคบับตลาดราชบุตร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เล่าว่า ในช่วงแรกๆ ที่คณะทำงานภาควิชาการไปชักชวนผู้ค้ามาเข้าโครงการ ยอมรับมีความรู้สึกต่อต้าน เพราะการอบรมหมายถึงการต้องเสียเวลาปิดร้านซึ่งหมายถึงขาดรายได้ แต่เมื่อมาอบรมก็ได้รับความรู้ว่าที่ทำกันมานั้นน้ำมันเยอะเกินไปบ้าง โซเดียมมากเกินไปบ้าง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และได้ผลดีจากการเปลี่ยนแปลงนั้น จากลูกค้าที่ตอบรับมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลการดำเนินโครงการปรับสูตรอาหารริมบาทวิถีเพื่อสุขภาพใน 3 พื้นที่ รวม59 รายการ พบมีการพัฒนาด้านโภชนาการจำนวน36 รายการ คิดเป็นร้อยละ 61 การปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรคอยู่ที่ 19 รายการ จากเดิม20 รายการ ที่ยังพบส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผ่านความร้อนบางส่วนหรือไม่ผ่านความร้อนก่อนเสิร์ฟอนึ่ง ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือของ สสส. และกรมอนามัย ได้ที่ link https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/ce2e08c7-e750-eb11-80ec-00155d09b41f


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข้อมูลเชิงสถานการณ์’ แก้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ

Posted on June 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/657497

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘ข้อมูลเชิงสถานการณ์’  แก้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หากติดตามความเคลื่อนไหวในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า กสศ. หรือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาพยายามนำเสนอแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ผ่าน “โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” โดยได้มีการเชื้อเชิญกลุ่มผู้บริหารจากจังหวัดต่างๆ ทั้งสิ้น 44 จังหวัดเพื่อมาร่วมกันขบคิดหากลไกในการช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

แต่การช่วยเหลือเด็กภายใต้สถานการณ์ของสังคมที่ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก สิ่งที่สำคัญมากในการดำเนินงานคือ “ข้อมูลเชิงสถานการณ์” ทั้งที่เป็นสถานการณ์ในปัจจุบัน และภาพในอนาคต รวมถึงข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตัวเลขของน้องๆ ที่อยู่ภาวะที่ยากจนและด้อยโอกาสทางการศึกษา จะช่วยให้คณะทำงานระดับจังหวัด สามารถกำหนดประเด็นและคิดโจทย์ได้อย่างแม่นยำ

น.ส.ณัฐชา ก๋องแก้ว นักวิชาการฝ่ายนวัตกรรมข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า สถานการณ์โรคระบาด
โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยากจนพิเศษซึ่งก่อนโควิดมีไม่ถึง 1 ล้านคน วิกฤตโควิดทำให้ตัวเลขนักเรียนยากจนสูงขึ้นกว่า 1.2 ล้านคน นอกจากนี้เรายังพบว่ารายได้เฉลี่ยครัวเรือนของนักเรียนมีแนวโน้มที่จะลดลงยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกในครัวเรือนอายุประมาณ 15-65 ปี หรือวัยแรงงานว่างงานเพิ่มมากขึ้น

สำหรับนักเรียนยากจนหรือยากจนพิเศษ คือนักเรียนที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน และมีการวัดรายได้ทางอ้อมผ่านสถานะครัวเรือน 8 ด้าน คือ 1.การมีภาวะพึ่งพิง อาทิ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว มีคนว่างงาน ผู้สูงอายุ 2.การอยู่อาศัย อยู่กับเจ้านายหรืออาศัยผู้อื่น หรือเช่าอยู่ 3.ลักษณะที่อยู่อาศัย พื้นบ้าน/หลังคา/ฝาบ้านทำจากวัสดุอะไรบ้าง 4.ที่ดินทำกิน 5.แหล่งน้ำดื่ม 6.แหล่งไฟฟ้า 7.ยานพาหนะในครัวเรือน 8.ของใช้ในครัวเรือน

นอกจากตัวเลขเด็กยากจนที่เพิ่มขึ้น น.ส.ณัฐชา กล่าวเพิ่มว่า ในระบบฐานข้อมูลของกสศ.ที่เรียกสั้นๆ ว่า iSEE ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ครอบคลมจำนวนประชากรเด็กและเยาวชนของ กสศ. ซึ่งสามารถแสดงผลในรูปแบบของจังหวัดต่าง ๆทำให้ทุกจังหวัดสามารถเข้าไปดูได้ว่าในแต่ละจังหวัดมีความเหลื่อมล้ำ หรือมีขนาดของความเหลื่อมล้ำของเด็กยากจนหรือครัวเรือนยากจนมากน้อยแค่ไหน

“ข้อมูลใน iSEE มีความแม่นยำสูง เพราะเป็นข้อมูลที่ได้รับความอนุเคราะห์มาจากครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เกิดจากการสำรวจในพื้นที่ และนำไปบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เช่น ทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

และนอกจากความแม่นยำของข้อมูล ความสำคัญอีกประการของกลุ่มข้อมูลเหล่านี้คือ การชี้เป้าเด็กนอกระบบการศึกษา เป็นข้อมูลเด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาที่ถูกเชื่อมกับข้อมูลจากทะเบียนราษฎร เพื่อชี้เป้าและเป็นแนวทางในการค้นหาว่าเด็กคนไหนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ 20 จังหวัดเดิม ได้ทำงานกับกลุ่มนี้ มีการนำข้อมูลเพิ่มเติมไว้ใน iSEE ด้วย” น.ส.ณัฐชา กล่าว

ด้าน ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว ความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ ลดคนทำงาน เหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องหาทางเข้าไปจัดการในการแก้ไขปัญหากันต่อไป แต่ผลกระทบที่ชัดเจนและเห็นภาพมากที่สุดคือ สภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ส่งผลต่อกลุ่มคนที่เปราะบางค่อนข้างมาก เช่น เงิน 500 บาท ที่หายไปจากครอบครัวที่มีรายได้ 4-5 หมื่นบาท กับเงิน 500 บาท ที่หายไปจากครอบครัวที่มี
รายได้ไม่ถึง 6,500 บาท สร้างผลกระทบต่างกันมหาศาล

“แม้ว่าเงินจะถูกสะกิดออกนิดเดียว แต่สำหรับคนที่เขาลำบาก เงิน 500 บาท ที่หายไปนั้นเขามองว่าเป็นจำนวนที่มาก ซึ่งถ้าประเทศไทยโชคดีจะฟื้นตัวภายในปี 2567-2568 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพเศรษฐกิจจะกลับไปดีขนาดนั้นและใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง นั่นหมายความว่า
การจัดการศึกษาในอีก 5 ปี เป็นหนทางที่ยากลำบาก เด็กที่เข้าเรียน ม.1 เมื่อจบ ม.6 ไปเขาจะต้องจบไปท่ามกลางสภาพความเสี่ยงของพ่อแม่ที่อาจจะต้องตกงาน เขาอาจจะต้องจบไปในสภาพที่พ่อแม่ต้องย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหางานทำ”ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในแง่ของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ มีเด็ก 2 กลุ่มที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ เด็กที่อยู่กับที่และเด็กที่มีการปรับตัว กล่าวคือ กลุ่มเด็กที่มีการปรับตัวจะมีการเคลื่อนย้ายสถานศึกษาไปเรื่อยๆ เด็กจะหางานทำ ดังนั้นการจัดการศึกษาในพื้นที่อาจต้องทำในสองรูปแบบคือ สำหรับคนในจังหวัด และคนจากต่างพื้นที่ที่เข้ามาทำมาหาเลี้ยงชีพในจังหวัดของเรา ซึ่งก็พาลูกหลานเข้ามาด้วย แต่ละจังหวัดจะมีวิธีการจัดการศึกษาอย่างไร โจทย์อย่างนี้จะวนเวียนอย่างนี้ไปอีกราว 5 ปี

“ไม่เฉพาะแค่การทำให้เด็กในอีก 5 ปีข้างหน้าสามารถหลุดพ้นจากความเสี่ยงข้างต้น กระบวนการพัฒนากลุ่มเหล่านี้ก็ต้องตามให้ทันโลกที่หมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม” เช่น เด็กคนหนึ่งอยู่ริมทะเล ครอบครัวมีอาชีพประมง หากสร้างเด็กโดยยึดอาชีพเป็นตัวตั้ง หมายถึงจะสร้างเด็กให้เป็นชาวประมงนั้นอย่างไร แต่ก็ต้องนึกภาพว่าเด็กจะมีอาชีพชาวประมงแบบนี้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรด้วย

“ทุกวันนี้จีนเลี้ยงกุ้งก้ามกรามโดย AI การทำประมงตั้งแต่คัดกุ้ง ให้อาหาร ส่งขาย ครบทุกกระบวนการโดยใช้คน 0 คน เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างเด็กเป็นชาวประมงแบบเดิม ไทยจะไปสู้อะไรกับเขา กุญแจสำคัญในการทำงานเพื่ออยู่ให้รอดคือเราต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเสริมทักษะเดิมที่เรามีอยู่ อันนี้คือโจทย์ที่สำคัญ บางอาชีพใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนเข้าไปช่วยได้ เช่น การเป็นเกษตรกรที่ถ่ายรูปเก่ง ขายเก่ง เกษตรกรที่หามุมดีๆ คิด Caption ดีๆ ขายแคนตาลูปแป๊บเดียวหมด” ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ดร.เกียรติอนันต์ ทิ้งท้ายว่า การสร้างนวัตกรรมต้องใช้ร่วมกับคน โดยที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความเก่ง ชีวิตคนคนนั้นถึงดีขึ้นได้ และ “ระดับโลกเขาไม่พูดกันแล้วว่า อาชีพไหนจะรุ่ง อาชีพไหนจะร่วง แต่ทุกอาชีพจะร่วงหมดเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น” เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

SCOOP@NAEWNA.CO

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปัดฝุ่นคู่มือ‘จัดระเบียบจ๋อ’ ยุค‘ฝีดาษลิง’ยังมีแนวทาง

Posted on May 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/656677

สกู๊ปแนวหน้า : ปัดฝุ่นคู่มือ‘จัดระเบียบจ๋อ’  ยุค‘ฝีดาษลิง’ยังมีแนวทาง

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.51 น.

ยังไม่ทันได้พักหายใจจากสถานการณ์โควิด-19 มนุษย์ก็ต้องกังวลกันอีกครั้งกับข่าวการระบาดของ “ฝีดาษลิง” ซึ่งข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคใหม่ เคยระบาดมาแล้วมากกว่า 20 ปี โดยช่องทางการติดต่อจากสัตว์สู่คน สามารถติดได้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย ส่วนการแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่ง จากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ

เมื่อรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวราว 7-14 วัน อาจนานถึง 21 วัน อาการเริ่มแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขน-ขา รวมถึงอาจเกิดบนหน้าและลำตัว ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง สุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออก ระยะเวลามีอาการป่วยจะอยู่ที่ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายป่วยเองได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ ซึ่งป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ร้อยละ 85

ส่วนการป้องกัน ทำได้โดย 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า 2.หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ 3.หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อ หรือเดินทางเข้าไปในป่า 4.ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรองโรค 5.กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักเพื่อมิให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ

เมื่อชื่อโรคคือฝีดาษลิง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บรรดา “เจ้าจ๋อ” จะได้รับผลกระทบ ทั้งในพื้นที่ที่ลิงเป็นสีสันดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ข่าวการระบาดของฝีดาษลิงก็ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวกล้าไปให้อาหารลิงอีกจนกลายเป็นภาพน่าเวทนาจากความหิวโหย ส่วนในพื้นที่ที่เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างลิงกับมนุษย์ เดิมมนุษย์ก็รู้สึกเดือดร้อนรำคาญอยู่แล้ว เช่น ทรัพย์สินถูกลิงทำลายจนเสียหาย ยิ่งมีข่าวฝีดาษลิงก็ยิ่งกังวลเพราะกลัวติดเชื้อจากการถูกลิงกัด

“คู่มือการปฏิบัติงานโครงการแก้ไขปัญหาลิงป่าออกมารบกวนประชาชนนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ตามกิจกรรมการแก้ไขปัญหาช้างป่าและสัตว์ป่าที่สร้างผลกระทบต่อราษฎร นอกพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า (การแก้ไขปัญหาลิง จำนวน 25 แห่ง) และพื้นที่ดำเนินการอื่นๆ” โดย กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุแนวทางบริหารจัดการ แบ่งเป็น 3 พื้นที่ ดังนี้

1.ลิงอาศัยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่คาบเกี่ยวพื้นที่ชุมชน สภาพปัญหาส่วนใหญ่ เป็นการรบกวนในแง่ของการทำลายผลผลิตทางการเกษตร และออกมารบกวนเป็นช่วงเวลาตามฤดูกาลของผลผลิตทางการเกษตร “ข้อควรปฏิบัติ” กำหนดเทศบัญญัติ/ระเบียบอย่างเข้มงวดในการห้ามให้อาหารลิง,จัดระเบียบการทิ้งขยะและเศษอาหารเพื่อป้องกันลิงมาขโมยอาหาร, ปรับปรุงพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของลิง เพื่อดึงดูดให้ลิงกลับเข้ามาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยฟื้นฟูในพื้นที่ที่ห่างจากแนวเขตป่า,

ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมลิง การอยู่ร่วมกันของคนและลิง และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเจอลิง, ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเข้าใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่, แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเจอลิง (เพื่อเป็นการสำรวจจำนวนลิงและจุดที่มีปัญหา), ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสภาพปัญหาเป็นประจำทุกเดือน, สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลประชากรทุกปี,

จัดชุดเฝ้าระวังร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ในการป้องกันลิงเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเป็นการลดระดับความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ และ มีชุดแนวรั้วไฟฟ้าเคลื่อนที่เพื่อป้องกันลิงเข้ามาในพื้นที่เกษตรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วน “ข้อห้าม” อย่าไปรบกวน/แกล้ง/แหย่ลิง เพราะจะทำให้ลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว และไม่ควรให้อาหารลิง เพราะจะเป็นการดึงดูดให้ลิงออกมานอกพื้นที่อนุรักษ์และมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

2.ลิงอาศัยในพื้นที่ป่าขนาดเล็กที่มีชุมชนเมืองล้อมรอบ ส่วนใหญ่เป็นลิงที่อาศัยในพื้นที่ป่าที่มีขนาดเล็ก เช่น พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าชุมชน และพื้นที่ป่าสาธารณะ “ข้อควรปฏิบัติ” กำหนดเทศบัญญัติ/ระเบียบอย่างเข้มงวดในการห้ามให้อาหารลิง, จัดระเบียบการทิ้งขยะและเศษอาหารเพื่อป้องกันลิงมาขโมยอาหาร, ปรับปรุงพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของลิง เพื่อดึงดูดให้ลิงกลับเข้ามาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยฟื้นฟูในพื้นที่ที่ห่างจากแนวเขตป่า,

ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมลิงการอยู่ร่วมกันของคนและลิง และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเจอลิง,ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเข้าใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่, แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเจอลิง (เพื่อเป็นการสำรวจจำนวนลิงและจุดที่มีปัญหา), ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสภาพปัญหาเป็นประจำทุกเดือน,

สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลประชากรทุกปี, ควบคุมประชากรลิงด้วยการทำหมัน และหลังจากการทำหมัน ช่วยสังเกตพฤติกรรมของลิงว่าสามารถเข้าฝูงได้หรือไม่ แผลผ่าตัดมีปัญหาหรือไม่ ส่วน “ข้อห้าม” อย่าไปรบกวน/แกล้ง/แหย่ลิงเพราะจะทำให้ลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว และไม่ควรให้อาหารลิง เพราะจะเป็นการดึงดูดให้ลิงออกมานอกพื้นที่อนุรักษ์และมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

และ 3.ลิงอาศัยซ้อนทับในพื้นที่ชุมชน ซึ่งที่ขึ้นชื่อมากคือใน จ.ลพบุรี กระจายตัวกันอยู่ทั้งในโบราณสถานของจังหวัดอย่างพระปรางค์สามยอด โรงภาพยนตร์เก่าและอีกหลายจุด“ข้อควรปฏิบัติ” กำหนดเทศบัญญัติ/ระเบียบอย่างเข้มงวดในการห้ามให้อาหารลิง, จัดพื้นที่สำหรับให้อาหารลิงโดยเฉพาะ, จัดพื้นที่ขายอาหารลิง (กรณีที่มีความจำเป็นต้องการขายอาหาร), กำหนดชนิดอาหารที่เหมาะสมกับลิง (สำหรับร้านค้าและนักท่องเที่ยว),

หลังจากสัตวแพทย์เข้าทำหมัน ช่วยสังเกตพฤติกรรมของลิงว่าสามารถเข้าฝูงได้หรือไม่และข้อสังเกตอื่นๆ โดยหน่วยงานของจังหวัดเพื่อเป็นการบูรณาการงานร่วมกัน, ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสภาพปัญหาเป็นประจำทุกเดือน, สำรวจติดตามนับประชากรลิงทุกปี โดยหน่วยงานของจังหวัดเพื่อเป็นการบูรณาการงานร่วมกัน, ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมลิง การอยู่ร่วมกันของคนและลิงและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเจอลิง, “ประชาสัมพันธ์โรคจากลิงที่สามารถติดต่อสู่คนได้ และแนวทางการปฏิบัติเมื่อถูกลิงกัด”

ส่วน “ข้อห้าม” อย่าไปรบกวน/แกล้ง/แหย่ลิง เพราะจะทำให้ลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว อย่าให้อาหารลิงนอกเหนือจากชนิดของอาหารที่กำหนดไว้ และอย่าให้อาหารนอกพื้นที่ที่จัดไว้ให้!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับกฎหมาย-แก้ทัศนคติ เลิก‘ชายเป็นใหญ่’ลด‘คดีเพศ’

Posted on May 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/656506

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับกฎหมาย-แก้ทัศนคติ เลิก‘ชายเป็นใหญ่’ลด‘คดีเพศ’

วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศหรือความรุนแรงทางเพศ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แล้วก็เป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญในระดับสากล ในส่วนของ UN (องค์การสหประชาชาติ) ได้มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศในเรื่องสตรีไว้ แล้วก็มีเรื่องของความรุนแรงทางเพศด้วย ในส่วนของอนุสัญญา CEDAW (อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ) ก็พูดถึงมิติสิทธิมนุษยชนในเรื่องของความรุนแรงทางเพศไว้ด้วยหลายด้าน”

หรรษา บุญรัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ : ปกป้อง คุ้มครองสิทธิผู้ตกเป็นเหยื่ออย่างไร?” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงทางเพศในระดับสากล

ทั้งนี้ แม้อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) จะกำหนดให้รัฐผู้ร่วมภาคีต้องมีมาตรการปกป้องคุ้มครอง รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วย แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ผู้ถูกล่วงละเมิดไม่ค่อยกล้าแจ้งความด้วยความกลัวอับอาย กลัวถูกตีตรา ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา อาทิ มีการตั้งคำถามย้อนกลับไปยังผู้หญิงว่ามีส่วนให้เกิดเหตุนั้นขึ้นหรือไม่ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การแจ้งความ ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ หรือการที่เจ้าหน้าที่มีทัศนคติบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อผู้ที่ถูกล่วงละเมิด

“สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทางอนุสัญญาให้ความสำคัญก็คือกระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหาย ตั้งแต่ก่อนพิจารณาคดีระหว่างพิจารณาคดี และหลังพิจารณาคดี ตั้งแต่การคุ้มครองความปลอดภัย เรื่องของความเป็นส่วนตัวที่ได้รับความคุ้มครอง เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง และกระบวนการพิจารณาคดีที่มีการคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศ เรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีคุณภาพ บางครั้งท่านอาจมาจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะมีทนายอาสา บางครั้งทนายอาสาก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้ แล้วจริงๆ คดีทางเพศก็เป็นเรื่องที่ยาก เรื่องของหลักฐานก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ บางครั้ง
เกิดในสถานที่ที่ไม่มีคนอื่นที่เป็นพยาน” หรรษา กล่าว

มุมมองจากฝั่งผู้บังคับใช้กฎหมาย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีของประเทศไทย ปัจจุบันยังต้องใช้แนวคิด “ปราบปรามนำป้องกัน” เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กยังมีผู้กระทำผิดอยู่มากเนื่องจากไม่เกรงกลัวกฎหมาย และในระดับท้องถิ่นก็ยังมีผู้มีอิทธิพลอยู่ อาทิ คดีหนึ่งในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี สิ่งแรกคือต้องพิสูจน์ตัวตนของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดให้ได้ก่อน เพื่อสืบสวนต่อไปยังผู้ใช้บริการ โดยในเบื้องต้น คดีนี้จับกุมผู้เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามีข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีความพยายามกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่และข่มขู่พยาน รวมถึงพบว่า มีผู้ต้องหาคนหนึ่งเป็นลูกนักการเมืองที่มีประวัติเคยก่อคดีฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและคดีข่มขืนกระทำชำเรา แต่หลุดคดีทั้งหมดเพราะอยู่ในท้องถิ่น คนในพื้นที่รู้จักกันทำอะไรก็เกรงใจกัน จึงประสานกับหัวหน้าศาลจังหวัดเพื่อขอถอนการประกันตัวผู้ต้องหารายนี้ นำตัวกลับไปขังในเรือนจำเพื่อป้องกันไม่ให้ไปข่มขู่พยานได้ ซึ่งศาลก็สั่งถอนประกันแล้ว รวมถึงตำรวจยังแจ้งข้อหารองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ที่พยายามช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วย

“ในเรื่องของเด็ก สำหรับบ้านเรายอมรับว่าความเข้าใจยังน้อย สิ่งสำคัญคือผมพยายามถ่ายทอดความรู้ลงไปยังพื้นถิ่นให้มาก ผมก็กราบเรียนว่าเมื่อ 17 ปีที่แล้วผมไปเรียนหลักสูตรFBI ที่สหรัฐอเมริกา สิ่งสำคัญที่โรงเรียน FBI สอนเขาพูดถึงเรื่องค้ามนุษย์ พูดถึงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศของเด็ก มากกว่าเรื่องยาเสพติดด้วยซ้ำ แต่เมื่อ 17 ปีก่อน ประเทศไทยยังไม่รู้จักการค้ามนุษย์เลย จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ในระดับกรุงเทพฯ ทราบแล้วแต่ในระดับต่างจังหวัดน้อยมาก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุ

ขณะที่ น้ำแท้ มีบุญสล้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด ยกตัวอย่างการดำเนินคดีล่วงละเมิดทางเพศในต่างประเทศ เช่น “ไม่แสดงท่าทีขัดขืนหรือไม่มีบาดแผลตามร่างกายไม่ได้หมายความว่ายินยอมเสมอไป” เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ อาทิ ความเกรงกลัวในอำนาจหรือแรงกดดันต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานช่วยเหลือเหยื่อในมิติด้านกฎหมาย ด้านจิตใจ ด้านปัจจัยการดำรงชีวิตเพื่อไม่ต้องพึ่งพาผู้กระทำผิด เพื่อให้ผู้เสียหายผ่อนคลายและให้ข้อมูลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความยินยอมจริงหรือไม่ หรือ “ประวัติทางเพศของเหยื่อในอดีตไม่สามารถนำมาตัดสินคดีในปัจจุบันได้” จึงไม่มีการนำสืบในส่วนนี้ เป็นต้น

สำหรับข้อเสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในคดีล่วงละเมิดทางเพศ 1.สอบผู้เสียหายให้เรียบร้อยแล้วบันทึกวีดีโอไว้ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีในวันที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ ดีกว่าที่จะให้ผู้เสียหายมาเบิกความเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานแล้ว หลายคนแต่งงานมีลูกก็ไม่อยากจะให้ครอบครัวรู้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 2.อัยการควรมีส่วนร่วมในการตรวจที่เกิดเหตุทันทีที่มีคดีเกิดขึ้น เพราะการอ่านแต่สำนวนจะไม่มีทางรู้บริบทของเหตุได้เลยว่าเป็นอย่างไร เช่น ร่องรอยในที่เกิดเหตุ การลงพื้นที่ทำให้เห็นหลักฐาน หรือขอตรวจหลักฐานก่อนที่จะเสื่อมสลายไป

3.อัยการควรมีส่วนร่วมในการสอบสวน เพื่อลดการสอบสวนเพิ่มเติมที่จะทำให้เหยื่อต้องถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า 4.ใช้มาตรการความปลอดภัยเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถูกข่มขู่คุกคาม เพราะบางคดีผู้เสียหายกับผู้กระทำผิดยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เมื่อประกอบกับการพิจารณาคดีกินเวลายาวนานผู้เสียหายอาจจะถอดใจได้ 5.ใช้วิธีที่ทำให้ผู้เสียหายผ่อนคลาย เช่น มีนักจิตวิทยา ใช้ฉากกั้น เพื่อทำให้เหยื่อรู้สึกปลอดภัยและสะดวกใจที่จะเบิกความ แต่ข้อเสนอทั้งหมดนี้ล้วนต้องแก้กฎหมายให้รองรับเสียก่อน

“การที่อัยการทำงานเชิงรุก ลงไปตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของพนักงานสอบสวน จะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถทำงานได้มีอิสระ บางเคสที่มีแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชาลงมาว่าเป็นลูกผู้ใหญ่นายโต อยากจะให้ทำการสอบสวนทิศทางนั้นทิศทางนี้ แต่ถ้าอัยการลงไปไม่กล้าแล้ว พนักงานสอบสวนทำอะไรบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไม่ได้ ฉะนั้นความเป็นอิสระเขาจะเกิดขึ้น

แล้วเวลาเขาทำความเห็น พนักงานสอบสวนจะเสนอความเห็น อัยการจะเป็นคนสั่งการ มันจะลดการสั่งการซ้ำๆ ซากๆ ที่พนักงานสอบสวนจะต้องทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าเราลงไปดู ลงไปสั่งการได้ตั้งแต่ต้น สั่งการตำรวจทำงานตั้งแต่ต้นเลยว่าอยากได้อะไร คดีมันจะสมบูรณ์แบบแล้วมันจะได้ประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรม และเป็นการป้องปรามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย” น้ำแท้ กล่าว

ข้างต้นเป็นเรื่องของการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม แต่จะแก้ให้ถึง “รากเหง้า” อยู่ที่การเปลี่ยนทัศนคติ โดยจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมถึง “การคุกคามทางเพศ” ที่ลักษณะพฤติกรรมกว้างขวางกว่าการถูกเนื้อต้องตัว เช่น การใช้คำพูด การใช้สายตา เพราะก่อนจะไปถึงการข่มขืนมักจะเริ่มต้นที่พฤติกรรมดังกล่าว อาทิ พูดจาทำนอง “หมาหยอกไก่” หรือมองด้วยสายตาเย้ายวน หรือตามตื๊อตามจีบไปจนถึงพื้นที่ออนไลน์ เป็นต้น

อนึ่ง วัฒนธรรม “ชายเป็นใหญ่” เป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะกันมาตั้งแต่ครอบครัว การศึกษาและสื่อต่างๆ ทำให้เข้าใจว่า “ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องปกติ” เห็นได้จากเวลาผู้ชายจับกลุ่มคุยกัน บางครั้งมีการพนันขันต่อว่าใครในกลุ่มจะสามารถจีบผู้หญิงสวยที่คนในกลุ่มต่างหมายปองได้สำเร็จ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องชัดเจน หากเป็นชุดความคิดที่ไปตอกย้ำวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และนำไปสู่การคุกคามมากขึ้นก็ต้องเลิกชุดความคิดนั้น

“ถ้าผู้หญิงเป็นคนเจ้าชู้สังคมรับได้ไหม? ก็รับไม่ได้ อันนี้เป็นผู้หญิงไม่ดีไปเลย สังคมไทยมันบ่มเพาะว่าผู้ชายเป็นอย่างนี้ ผู้หญิงเป็นอย่างนี้ แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกสังคมตีตราว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี คุณกินเหล้า คุณทำตัวไปหาเขาเอง ผมว่าชุดความคิดแบบนี้เราก็ต้องวิพากษ์กัน แล้วก็รื้อมันออกมาว่ามันมีปัญหา มันทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน” ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าว

เช่นเดียวกับ เสาวลักษณ์ ทองก๊วย นายกสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ และกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ ให้ความเห็นว่า ขอให้ผู้ที่สงสัยกับชุดความคิดเรื่องความเจ้าชู้ของผู้ชาย ลองถามตนเองว่าหากมีแฟนแล้วแฟนไปคบหาผู้ชายหลายคนจะรู้สึกอย่างไร ในทางกลับกัน หากมีภรรยาแล้วยังไปจีบผู้หญิงอื่นอีกจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งความเชื่อหรือวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่โบราณ หากยังคงทันสมัยและไม่ได้ไปกดทับลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของใคร ก็ยังสามารถทำได้

“ทัศนคติแบบเจ้าชู้ประตูดิน มันได้สร้างคุณค่าอะไรให้กับสังคม แล้วมันได้ไปเชิดชูศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ของใครบ้าง?” เสาวลักษณ์ ฝากคำถามทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : พ่อแม่จ่ายแพง-เด็กหลุดระบบ ปรับ‘เรียนฟรี’จุดเดียวเอาอยู่?

Posted on May 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/655977

สกู๊ปแนวหน้า : พ่อแม่จ่ายแพง-เด็กหลุดระบบ  ปรับ‘เรียนฟรี’จุดเดียวเอาอยู่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“การศึกษา” เป็นหนทางยกระดับบุคคลไปสู่การมีงานมีรายได้ดีและมั่นคง และเป็นการเสริมศักยภาพประชากรในฐานะผู้ขับเคลื่อนประเทศ สำหรับประเทศไทย แม้จะมีความพยายามดึงเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาจากหลากหลายนโยบาย ทั้งโรงเรียนขยายโอกาส การเรียนฟรี 15 ปี จนถึงกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ถึงกระนั้น ก็ยังมีเด็กและเยาวชนอีกส่วนหนึ่งที่ “หลุดออกจากระบบ” ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายปลายทางที่แต่ละคนฝันไว้

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรี ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 15 ปี ยังเท่าเดิม” โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่ง รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยมีนโยบายเรียนฟรี เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง อีกทั้งต้องบอกว่าประเทศนี้ใจดีเพราะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแม้กระทั่งกับลูกหลานคนต่างชาติ

โดยการดำเนินนโยบาย รัฐจะส่งเงินไปยังโรงเรียน ซึ่งจะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ คือ 1.ค่าจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะได้แบบ “รายหัว” ตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ยิ่งมีนักเรียนมากโรงเรียนก็จะได้งบประมาณส่วนนี้มากไปด้วย2.กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น ทัศนศึกษา เข้าค่าย จัดแข่งกีฬา ฯลฯ โดย 2 รายการนี้เป็นงบประมาณให้กับโรงเรียนโดยตรง ส่วนอีก 3 รายการ คือ หนังสือเรียน เครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตคือ “เงินอุดหนุนเด็กยากจน ไม่ครอบคลุมชั้นก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) และมัธยมศึกษาตอนปลาย” ขณะเดียวกัน “เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองพบว่าเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนไม่เพียงพอ”โดยเฉพาะเครื่องแบบ นอกจากชุดนักเรียนแล้วยังมีชุดลูกเสือชุดพละ ชุดประจำถิ่น ฯลฯ อีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนมีค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพิ่มขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์เครื่องมือที่ต้องใช้ฯลฯ” ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19

“ถ้ามองด้วยใจที่เป็นธรรม นโยบายเรียนฟรี 5 รายการพวกนี้ ถ้าคิดว่ารัฐบาลพอจะมีรายได้ก็ปรับได้ แต่วันนี้เราต้องมาดูรายละเอียด เพราะปรับทีหนึ่งไม่ได้ปรับแค่สังกัดเดียว แต่ปรับเด็กทั้ง 10 ล้านคน พูดง่ายๆ 8 หมื่นล้าน สมมุติเรามีเด็ก 10 ล้าน ปรับ 100 บาท เจอเข้าไปพันล้าน ฉะนั้นขยับนิดหนึ่งแล้วขยับหมด แล้วก็จะเป็นภาระต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้นมันก็จะเป็นประเด็นที่เราต้องมาคิดว่า ถ้ามันจำเป็นต้องปรับจะปรับอย่างไร” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว

รศ.ดร.ชัยยุทธ เสนอแนวทางปรับปรุงไว้ 2 รูปแบบ 1.อุดช่องว่างชั้นอนุบาลและ ม.ปลาย กรณีเด็กยากจน การช่วยเหลือเด็กอนุบาลยากจน ที่มีอยู่ประมาณ 2.4 แสนคน อัตรา 1,000 บาทต่อหัว จะใช้งบ 240 ล้านบาท ส่วนชั้น ม.ปลาย หากเริ่มปรับที่ชั้น ม.4 ก่อน จะมีเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 2.8 หมื่นคนใช้งบ 255 ล้านบาท รวมแล้วอยู่ที่ราว 500 ล้านบาทกับ 2.เพิ่มการอุดหนุนชั้น ม.ต้น ด้วย หากมีงบเหลือ โดยส่วนนี้จะใช้งบเพิ่มอีกเกือบ 700 ล้านบาท เมื่อรวมกับรูปแบบในข้อแรก จะใช้งบทั้งหมดประมาณ 1 พันล้านบาท

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในทางวิชาการมีผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า “การลงทุนในเด็กช่วง 6 ปีแรกของชีวิตให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด” คิดเป็นผลกำไรถึงร้อยละ 13-14 เช่นเดียวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น รถไฟฟ้า) แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานใช้ไปสัก 20 ปีก็จบต้องสร้างกันใหม่ มนุษย์ที่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพ ก็จะกลายเป็นพ่อแม่ที่มีคุณภาพของประชากรรุ่นถัดไป
ซึ่งจุดนี้เป็นมูลค่าที่ไม่สามารถคำนวณได้

“จำนวนมากยากจนเพราะไม่ได้รับบริการจากภาครัฐ คนยากจนไม่ได้ยากจนเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ยังยากจนทางความคิดว่าตัวเองต่ำต้อยด้วย คนยากจนจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยไม่มีบัตรประชาชน เพราะไม่กล้าเดินขึ้นไปบนอำเภอเพื่อทำบัตรประชาชน เพราะคิดว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่มีหลักฐานยืนยันได้ ฉะนั้นการให้เงินอุดหนุนส่วนนี้จะช่วยให้กำลังใจเขา ว่ามีคนสนใจเขา แคร์เขา ให้แรงผลักดันและดูแลลูกต่อไปข้างหน้า” รศ.ดร.วรากรณ์ ระบุ

รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการสนับสนุนในระดับ ม.ปลาย (ทั้งสายสามัญและอาชีวะ) แม้จะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่ก็มีความสำคัญ ด้านหนึ่งช่วยเพิ่มโอกาสการหางานที่มั่นคงทำได้ แทนที่จะเป็นแรงงานไร้ทักษะก็จะได้เป็นแรงงานมีฝีมือ อีกด้านหนึ่ง ที่ผ่านมาไทยลงทุนกับการเรียนระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) หลักแสนล้านบาทต่อปี แต่มีผู้ได้ประโยชน์เพียงร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 70 ไปไม่ถึงมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ ม.ปลาย เสียด้วยซ้ำไป การอุดหนุนเด็กยากจนให้เรียนชั้น ม.ปลาย ก็จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้

ขณะที่ ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงผลการศึกษา ที่พบว่า ในแต่ละปี ครัวเรือนจะมีภาระค่าเล่าเรียนบุตรหลานเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นบาท รองลงมาเป็นค่าเดินทาง ปีละ 4,000 บาท ค่าเครื่องแบบ ปีละประมาณ 1,300 บาท ค่าหนังสือและอุปกรณ์ต่างๆ ราว 1,100 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อแยกเป็นรายพื้นที่ ครัวเรือนใน กรุงเทพฯ จะมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงที่สุด ซึ่งอาจเป็นเพราะพื้นที่นี้มีทั้งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนของรัฐที่มีหลักสูตรราคาแพง

“กรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงกว่าค่าใช้จ่ายของประเทศประมาณ 2 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือค่าเดินทางของประเทศเฉลี่ย 4,000 บาทต่อปี กรุงเทพฯ ก็ประมาณเกือบ 7,000 ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับครอบครัว โดยเฉพาะชนชั้นกลางล่างๆ หน่อย หรือว่าคนยากจน ค่าเดินทางไม่ได้ถูก แล้วยิ่งปัจจุบันค่าน้ำมันก็แพง ก็น่าจะเยอะขึ้นด้วย อันนี้ตัวเลขเก่า ด้วยราคาน้ำมัน ราคาสาธารณูปโภคในยุคใหม่ ก็น่าจะยิ่งทำให้ค่าเดินทางแพงขึ้น ส่วนค่าอุปกรณ์ถือว่าไม่หนักมาก จะไปหนักค่าเล่าเรียนมากกว่า” ภูมิศรัณย์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการพิเศษ กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) กล่าวว่า การให้เงินอุดหนุนนั้นจำเป็น แต่ควรมีกลไกอื่นเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในมุมมองของสภาพัฒน์ แม้จะมีความพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แต่ครัวเรือนยังมีเรื่องของต้นทุนค่าเสียโอกาสในการทำงาน

“หลายครัวเรือนเราพบว่าเด็กไม่ไปเรียนไม่ใช่ว่าเขา (พ่อแม่ผู้ปกครอง) ไม่สามารถส่งเด็กไปเรียน แต่จะเป็นว่าคุ้มกว่าถ้าจะให้ลูกหลานไปทำงาน เพื่อมาช่วยค่าแรงเขาอีกแรง ฉะนั้นกลไกที่เราอยากจะขับเคลื่อนในอนาคต ก็คือมองไปที่ครัวเรือนเป็นสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับเด็ก แต่ดูศักยภาพของครัวเรือน ของพ่อแม่โดยรวมด้วยว่าสามารถรับรู้และเข้าใจความสำคัญของการศึกษา รวมถึงสามารถที่จะมีงานทำเพื่อจะมาเลี้ยงเด็กด้วย” ปฏิมา กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปลอดภัย..แต่รายจ่ายเพิ่ม! กฎหมาย‘คาร์ซีท’ไทยพร้อม?

Posted on May 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/655070

สกู๊ปแนวหน้า : ปลอดภัย..แต่รายจ่ายเพิ่ม!  กฎหมาย‘คาร์ซีท’ไทยพร้อม?

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

“5 ก.ย. 2565” หรืออีก 106 วันข้างหน้า พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565ซึ่งสาระสำคัญคือ “กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ” หรือที่เรียกว่า “คาร์ซีท (Car Seat)” จะมีผลบังคับใช้หลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 ซึ่งก็ทำเอาพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยกังวลกับ “ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น” อยู่ไม่น้อย ยิ่งในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยุคข้าวยากหมากแพงอย่างในขณะนี้

ณัชณศา เกตุแก้ว อายุ 32 ปี คุณแม่ลูก 1 กล่าวว่า การมีคาร์ซีทไว้ให้ลูกนั่งเวลาเดินทางถือว่าเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะเด็กจะมีความซุกซนตามวัย ซึ่งเราไม่มาสามารถรู้ได้เลยว่าลูกคิดอะไรและจะทำอะไร อีกทั้งอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา และการมีคาร์ซีทเป็นการสร้างความปลอดภัยขั้นพื้นฐานแก่เด็ก แต่ในขณะเดียวกันคาร์ซีทยังคงมีราคาสูงตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น ทำให้บางคนที่หาเช้ากินค่ำหรือคนที่ไม่มีฐานะมากนักก็ไม่มีกำลังซื้อ

“เขาคิดว่าเอาเงินไปซื้ออย่างอื่นมีประโยชน์มากกว่า หรือเด็กบางคนเมื่อซื้อมาแล้วเขาก็ไม่ใช่นั่ง จะนั่งเป็นบางเวลา แต่เราต้องหัดให้เขานั่งให้เป็น และคาร์ซีทไม่จำเป็นต้องเด็กอายุ 1-2 ขวบนั่ง แต่เหมาะกับเด็กเล็กทุกคนถึงแม้ว่าจะอายุ 5-6 ขวบก็ยังนั่งได้อยู่ เพราะมันเหมือนเราคาดเข็มขัดนิรภัยให้ลูก ซึ่งเป็นการสร้างความปลอดภัยขณะเดินทางได้” ณัชณศา กล่าว

สำหรับกฎหมายที่ออกเรื่องของคาร์ซีทในมุมมองของคุณแม่รายนี้เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะหมายถึงความปลอดภัยของเด็ก แต่อยากให้รัฐควบคุมเรื่องราคาเพื่อรองรับกลุ่มผู้ปกครองรายได้น้อย ที่ไม่สามารถจะนำเงินจำนวนหลักพันมาซื้อได้เพราะต้องนำไปซื้ออาหารประทังชีวิตภายในครอบครัว ถึงแม้เขาจะรู้ว่ามันคือความปลอดภัยของลูกน้อยก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีผู้ปกครองบางคนยังคงลังเลคิดว่า ซื้อมาแล้วลูกจะยอมนั่งหรือไม่

“เราก็คิดอยู่ตลอด ทำให้ก่อนจะตัดสินใจซื้อเริ่มหาข้อมูล ยี่ห้อ ราคา และสอบถามคนรอบข้าง จึงรู้ว่าถ้ายี่ห้อดีๆ ออฟชั่นเยอะราคาสูงถึง 3 หมื่นบาทอย่างของเพื่อนที่เพิ่งซื้อคาร์ซีทออฟชั่นดีมากๆ เพราะสามารถเป็นรถเข็นได้ด้วย แต่ราคา 50,000 ขึ้นซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับชาวบ้านทั่วไป ทำให้คนเกิดลังเลว่าเอาเงินที่ซื้อคาร์ซีทไปซื้อนมให้ลูกกินแทนดีกว่า” ณัชณศา ระบุ

เช่นเดียวกับ สุธาวัลย์ เศรษฐจารุรักษ์ อายุ 30 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูก 1 คนตามลำพัง กล่าวว่า การมีคาร์ซีทจะช่วยเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง หากเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เช่นการเบรกกะทันหัน ซึ่งการนั่งคาร์ซีทก็จะช่วยลดระดับความรุนแรงและลดการบาดเจ็บของเด็กได้ และนอกจากนี้ตัวเด็กก็จะนั่งสบาย ถ้าเกิดง่วงก็สามารถหลับได้เลย โดยที่แม่ไม่ต้องคอยอุ้มเวลาเดินทาง

“แต่ก็มีข้อเสียอยู่ คือ มีราคาค่อนข้างแพง และถ้าหากให้เด็กนั่งคาร์ซีทเป็นเวลานานจนเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อเด็กได้ เช่น การหายใจไม่ออก หรือมีการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ สำหรับทารกแรกเกิดจะยังมีปัญหาเรื่องความแข็งแรงของปอดและหัวใจ ซึ่งจะทำให้ทารกเผชิญกับภาวะกรดไหลย้อนได้” สุธาวัลย์ กล่าว

แม้พ่อแม่ผู้ปกครองจะเห็นความสำคัญของคาร์ซีท แต่สำหรับประเทศไทยที่ผู้คนจำนวนมากยังหาเช้ากินค่ำมีรายได้ไม่สูงก็ทำให้หลายคนลังเลเพราะอาจมีเรื่องอื่นจำเป็นกว่า ซึ่ง นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เสนอแนะว่า 1.ควรใช้มาตรการทางภาษีเพื่อทำให้ราคาของคาร์ซีทถูกลง เพราะปัจจุบันคาร์ซีทที่มีจำหน่ายในไทยเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

2.ทำระบบฐานข้อมูลและแหล่งรวบรวมคาร์ซีทมือสอง เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเด็กเติบโตค่อนข้างเร็ว คาร์ซีทจึงต้องเปลี่ยนเกือบทุกปี ดังนั้นจะมีคาร์ซีทมือสองสภาพดีอยู่เป็นจำนวนมาก หากจัดทำฐานข้อมูลและแหล่งรวบรวมก็จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องซื้อคาร์ซีทมือหนึ่ง เป็นการลดค่าใช้จ่ายได้อีกทาง และ 3.ควรอนุญาตให้ใช้ “บูสเตอร์ซีท (Booster Seat)” แทนได้ บูสเตอร์ซีทเป็นเบาะรองนั่งยกสูงซึ่งมีเข็มขัดรัด และใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติในรถยนต์ได้ ซึ่งก็ยังปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่มีราคาถูกกว่าคาร์ซีทแบบที่นั่งเต็ม

ในเบื้องต้น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 กำชับผู้จำหน่ายคาร์ซีทไว้ 2 ข้อ 1.ห้ามปรับขึ้นราคาโดยเด็ดขาด 2.หากมีการขอปรับราคาเพราะต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นหรือเหตุอื่น ต้องขออนุญาตกรมการค้าภายในก่อน สืบเนื่องจากในเวลานั้นมีรายงานว่า ราคาคาร์ซีทปรับเพิ่มสูงขึ้นรับกฎหมายใหม่ ทั้งนี้ “การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า อาจมีความผิดฐานค้ากำไรเกินควร ตามมาตรา 29ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542” มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกด้านหนึ่ง เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีเวทีเสวนา “คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก” ที่ รร.ทีเค พาเลซ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำการเลือกใช้คาร์ซีทที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย ดังนี้

“1.ที่นั่งนิรภัยต้องใช้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และเด็กอายุ 2-6 ปี ควรใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัวนั่งหันหน้าไปด้านหน้า (Forward Facing Seat) มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด 2.การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้าคือจุดที่อันตรายที่สุดในรถ 3.เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี ให้นั่งเบาะหลังเสมอ ความเสี่ยงต่อการตายจะลดลง 2 เท่าตัว 4.การใช้ระบบยึดเหนี่ยวในรถเป็นมาตรการลดการบาดเจ็บการตายที่สำคัญจากการกระเด็นทะลุกระจกหรือลอยจากที่นั่งตามความเร็วรถชนกระแทกโครงสร้างภายในรถหลังอุบัติเหตุรถชนหรือคว่ำ

5.เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยให้เหมาะสมตามวัย และต้องยึดเหนี่ยวให้ถูกวิธี ตามคําแนะนําของแต่ละผลิตภัณฑ์ และ 6.เด็กที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยได้เหมาะสมปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไป หรือความสูงตั้งแต่ 135 ซม. ขึ้นไปเท่านั้น มิฉะนั้นเข็มขัดนิรภัยอาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กอย่างรุนแรงได้” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “รถกระบะ 2 ประตูมีแค็บ” ซึ่งตามกฎหมายแล้วไม่อนุญาตให้คนโดยสาร แต่ที่ผ่านมาทางการได้อนุโลมให้นั่งได้มาตลอดจนกลายเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว เช่นเดียวกับการนั่งท้ายกระบะ ดังที่เคยมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในปี 2560 เมื่อรัฐบาลในเวลานั้นมีแนวคิดห้ามนั่งท้ายกระบะและในแค็บจนสุดท้ายต้องพับแนวคิดดังกล่าวเก็บไป

เมื่อที่นั่งแค็บซึ่งไม่สามารถติดตั้งคาร์ซีทได้แล้วจะให้ทำอย่างไร..เรื่องนี้น่าคิด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรียกร้อง’ไม่พอต้อง‘ปรับตัว’ มอง‘แผงลอย’ยุคนิว นอร์มอล

Posted on May 21, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/654923

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘เรียกร้อง’ไม่พอต้อง‘ปรับตัว’  มอง‘แผงลอย’ยุคนิว นอร์มอล

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“..ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้จัดระเบียบโดยยกเลิกจุดผ่อนผันถึง 683 จุด จาก 773 จุด สร้างความยากลำบากในการดำรงชีวิตแก่ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่มีมากกว่า 200,000 คน ในกรุงเทพมหานคร รวมถึงผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ยึดโยงอยู่กับหาบเร่แผงลอย และผู้บริโภค ผู้คนเหล่านี้เป็นตัวจักรสำคัญของระบบเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาคอย่างแยกไม่ออก..”

ความตอนหนึ่งจากแถลงการณ์ของ สหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2565 เรียกร้องถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 22 พ.ค. 2565 โดยในแถลงการณ์ยังได้ยื่น 6 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.จัดตั้งคณะกรรมการหาบเร่แผงลอยในระดับพื้นที่/ย่าน/ชุมชน ที่มีตัวแทนผู้ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่/ย่าน/ชุมชน ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ที่จะทำหน้าที่รับขึ้นทะเบียนผู้ค้า รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของคนในพื้นที่

เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์การทำการค้า วางแผน จัดการ กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการค้าในพื้นที่สาธารณะ 2.สนับสนุนให้เปิดพื้นที่ทำการค้าแบบชั่วคราว จนกว่าจะมีกฎเกณฑ์การทำการค้าที่กำหนดจาก คณะกรรมการหาบเร่แผงลอยในระดับพื้นที่/ย่าน/ชุมชน โดยพิจารณาหาพื้นที่ทำการค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำการค้า รวมทั้งจัดหาพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ถนนสายรอง มาพิจารณาเปิดเป็นจุดผ่อนผันให้มีการทำการค้าเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากภายในเขต

ส่งเสริมอัตลักษณ์ของย่าน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยเหลือผู้ค้าและผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการระบาดของโรคโควิด-19 3.เปิดโอกาสให้ผู้ค้าเก่าที่ยังขายอยู่ในจุดผ่อนผัน และ/หรือเคยขายอยู่ในจุดผ่อนผันที่ยังขายอยู่หรือที่ถูกยกเลิกไปได้รับโอกาสการพิจารณาให้กลับมาขายก่อน และเปิดโอกาสให้ผู้ค้าใหม่ที่มีคุณสมบัติเข้ามาขายต่อไป 4.สนับสนุนระบบสาธารณูปโภค ได้แก่ น้ำประปา ไฟฟ้า ระบบการกำจัดขยะและของเสีย ห้องน้ำสาธารณะ สำหรับผู้ค้าและผู้บริโภค

5.ออกแบบระบบการจัดเก็บรายได้ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายในการค้า เพื่อนำส่งเงินรายได้บางส่วนแก่สำนักงานกรุงเทพมหานคร และนำรายได้บางส่วนไปจัดสรรเพื่อประโยชน์ในการทำการค้า สวัสดิการ กองทุนพัฒนาผู้ค้า หรือนำรายได้บางส่วนไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่อพื้นที่/ย่าน/ชุมชน และ 6.ปรับปรุง แก้ไข กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการทำการค้า ให้เกิดประโยชน์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้ทางเท้า ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ข้างต้นคือความคาดหวังของกลุ่มเครือข่ายผู้ค้าหาบเร่แผงลอย นับตั้งแต่นโยบายการจัดระเบียบของ กทม. ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อจุดผ่อนผันที่ผู้ว่าฯ กทม. ยุคก่อนหน้านั้นทยอยจัดตั้งเพื่อให้ทำการค้าได้ ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ถูกยกเลิกไปเป็นจำนวนมาก และพื้นที่ใหม่ที่จัดหาทดแทนนั้นเป็นทำเลไม่เหมาะสมต่อการค้าขาย

ถึงกระนั้น “การเรียกร้องขอกลับมาทำการค้าของหาบเร่แผงลอย ในยุคความปกติใหม่ (New Normal) ต้องเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้นจากเดิม” ดังมุมมองจากนักวิชาการที่ศึกษาประเด็นหาบเร่แผงลอยมานานอย่าง ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ในอดีตผู้เกี่ยวข้อง (และ/หรือขัดแย้ง) ในเรื่องหาบเร่แผงลอย จะมี 3 ฝ่ายคือ “ผู้ค้า” ต้องการพื้นที่ประกอบอาชีพ “ผู้ใช้ทางเท้า” ต้องการทางเท้าที่เดินได้สะดวก และ “รัฐ” ที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ระยะหลังๆ ประเด็น “ทุนใหญ่” อาจเพิ่มเข้ามาเป็นขั้วที่ 4 ด้วย

“หลายสิ่งหลายอย่างที่แผงลอยขาย พวกร้านสะดวกซื้อก็ขายเหมือนกัน แม้จะมีงานวิจัยที่ออกมาชัดเจนว่าจริงๆ แล้วมันมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพิงกันอยู่ระหว่างแผงลอยกับห้างร้าน ยกตัวอย่างปากคลองตลาดหรือสุขุมวิท อันนั้นเป็นความสัมพันธ์ชุดหนึ่ง แต่อีกชุดหนึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้พึ่งพิงกัน แต่แข่งขันกัน แม้ในงานวิจัยจะเจอว่าบางครั้งแม่ค้าซื้อของ เช่น เครื่องปรุงต่างๆ ในร้านสะดวกซื้อ

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีความเห็นว่ามีการแข่งขันกัน มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าดูจากการขยายตัวของร้านสะดวกซื้อใน กทม. รวมทั้ง Scale (ขนาดหรือขอบเขต) การให้บริการอาหารประเภทต่างๆ อาหารที่เขา Service (บริการ) มันมีความหลากหลายขึ้น อันนี้เป็นข้อสังเกต แต่คิดว่ามันมีประเด็นนี้อยู่จริงๆ แล้วหาบเร่แผงลอยสร้างความหลากหลายและให้ทางเลือกแก่ผู้บริโภค” อาจารย์นฤมล ระบุ

ความท้าทายประการต่อมาคือ “พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป” เช่น “ความสะอาด” ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 “ดีต่อสุขภาพ” ผู้คนตระหนักถึงภัยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจและหลอดเลือด มากขึ้น ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค รวมถึง “คนรุ่นใหม่คุ้นชินกับอาหารสำเร็จรูป” อาหารแช่แข็งจากร้านสะดวกซื้อที่รับประทานได้เมื่ออุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ ถูกเลือกเป็นมื้อหลักมากขึ้น ต่างจากคนรุ่นก่อนๆ ที่จะรับประทานอาหารประเภทนี้ในกรณีไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

เมื่อความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น “การปรับตัว”ยกระดับคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้อยู่รอดในอาชีพต่อไปได้สำหรับหาบเร่แผงลอย ด้านหนึ่ง “รัฐควรต้องจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) สาธารณูปโภค” เพื่อให้ผู้ค้าโดยเฉพาะที่ขายอาหาร สามารถประกอบอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ซึ่งก็จะดีกับสุขภาพไม่เพียงแต่ผู้บริโภคแต่รวมถึงผู้ขายด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง “ผู้ค้าควรร่วมจ่ายเพื่อบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งปกติก็จ่ายกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ-ไฟฟ้า รวมถึงพื้นที่สาธารณะที่ใช้ทำการค้าแต่จ่ายแบบไม่เป็นทางการ” ตอนนี้เราพูดถึงรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น ค่าธรรมเนียมหรือภาษี อีกประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ “การบริหารจัดการ” ซึ่งต้องเข้าใจว่า แม้จะอยู่ใน กทม. เหมือนกัน แต่บริบทพื้นที่และการค้าในแต่ละเขตไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ในเขตเดียวกัน พื้นที่ค้าขายแต่ละจุดก็ยังแตกต่างกัน บางเขตมีหลายลักษณะมาก ต้องการการจัดการที่ไม่เหมือนกัน

“ปลายปี 2563 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขับเคลื่อนเรื่องสมัชชาสุขภาพ กทม.เป็นครั้งแรก ภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร เห็นตรงกันว่า “การจัดการหาบเร่แผงลอย” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้กรุงเทพมหานครเป็น “เมืองแห่งสุขภาวะเพื่อทุกคน” กำหนดเป้าหมายว่า ใน 5 ปีข้างหน้า การจัดการหาบเร่แผงลอยในทุกพื้นที่จะดำเนินการโดยใช้แนวทางการบริหารจัดการระดับพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน คณะกรรมการติดตามการขับเคลื่อนมติที่เราก็นั่งอยู่ด้วย ขอให้ทำแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ในแง่การบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ แต่ต้องพักไว้ก่อน รอเลือกตั้งแล้วค่อยเคลื่อนต่อ

มันจะเป็น Sandbox ทั้งในแง่การจัดการพื้นที่ เอามิติต่างๆ ของหาบเร่แผงลอยขึ้นมาวาง แล้วดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ในเรื่องของการเป็น Model (ต้นแบบ) การเรียนรู้การจัดการ Sandboxอาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ แต่มันถูกดึงขึ้นมาเป็นข้อเสนออันหนึ่งแล้วที่ควรให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะถ้าปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะคาอย่างนี้ไป ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ทำ Sandbox ขึ้นมา แล้วดูว่ามันจะเชื่อมต่อไปอย่างไร” อาจารย์นฤมล ระบุ

มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นที่ควรคิดต่อ เช่น “ควรกำหนดระยะเวลาการใช้พื้นที่ของผู้ค้าแต่ละรายหรือไม่ แทนที่จะปล่อยให้รายเดิมค้าขายไปเรื่อยๆ” กล่าวคือ ในการใช้พื้นที่แบบเดิม หลายคนทำการค้าตั้งแต่วัยหนุ่ม-สาว ไปจนถึงวัยแก่ชรา ดังที่มีเรื่องเล่าทำนองพ่อแม่ค้าขายหาบเร่แผงลอยตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ ส่งเสียลูกเรียนจบระดับมหาวิทยาลัย ไปประกอบอาชีพอื่นๆ ส่วนพ่อแม่ก็ยังขายอยู่จนกระทั่งสังขารไม่ไหวจึงเลิกราไป

ตอนนี้มีแนวคิดใหม่คือการให้พื้นที่สาธารณะเเป็นแหล่งให้คนด้อยโอกาสได้ประกอบอาชีพ พร้อมกับส่งเสริมสนับสนุนให้คนที่มีศักยภาพสามารถยกระดับไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ใหญ่ขึ้นหรือที่เป็นทางการ โดยอาจกำหนดระยะเวลาการใช้พื้นที่ไว้ช่วงหนึ่ง เช่น 5-10 ปี เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ไว้รองรับผู้ด้อยโอกาสรุ่นต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ละเอียดอ่อนและต้องมองรอบด้าน นอกจากนั้นยังมีความท้าทายเรื่อง “แหล่งเงินทุน” เพราะหาบเร่แผงลอยเป็น “แรงงานนอกระบบ”เข้าไม่ถึงสินเชื่อสถาบันการเงิน จึงยากที่จะมีทุนไปต่อยอด

“ถ้าเผื่อเราทำให้เขามีความมั่นคงในพื้นที่ขายสักช่วงหนึ่ง เขาสามารถใช้ตรงนี้เป็น Bank Guarantee (หลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้) มันโอเค แต่ประเด็นที่น่าคิดคือหลักเกณฑ์ใหม่ของ กทม. ที่ประกาศไว้ ตอนแรกให้ 1 ปี ตอนหลังขยายเป็น2 ปีนั้น เราก็ไม่แน่ใจว่าแบงก์เขาจะอย่างไร ระยะเวลายาวพอไหม”อาจารย์นฤมล กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พื้นที่ทำกิน-รับรองชุมชน’ คนจนเมืองฝากถึงผู้ว่าฯกทม.

Posted on May 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/654386

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พื้นที่ทำกิน-รับรองชุมชน’  คนจนเมืองฝากถึงผู้ว่าฯกทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 22 พ.ค. 2565 วันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเมืองหลวงของไทยแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นศูนย์รวมประชากรหลากหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการและความคาดหวังด้านนโยบาย ต่อว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่แตกต่างกัน รวมถึง “คนจนเมือง” หรือชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ดังที่ เครือข่ายสลัม 4 ภาค รวมแกนนำมาจัดแถลงข่าว (ออนไลน์) หัวข้อ “เสียงจากคนสลัม สู่นโยบายแก้ปัญหากรุงเทพฯ” เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

จำนงค์ หนูพันธ์ กล่าวว่า สลัม 4 ภาค เป็นเครือข่ายที่ต่อสู้ด้านสิทธิในที่ดิน ทั้งที่ดินของรัฐหรือที่ดินสาธารณะ และที่ดินของเอกชนแต่ถูกปล่อยทิ้งร้าง เพื่อหยุดยั้งการไล่รื้อหรือขับไล่คนจนออกจากเมือง โดยมีกิจกรรมรณรงค์กันทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญของ กทม. คือ การไปกำหนดเกณฑ์รับจดทะเบียนชุมชนไว้ที่ต้องมีอย่างน้อย 100 หลังคาเรือนขึ้นไป ทำให้มีชุมชนส่วนหนึ่งไม่อยู่ในระบบ แม้จะเป็นชุมชนที่เปลี่ยนผ่านจากการถูกไล่รื้อ สู่การแก้ปัญหาผ่านโครงการบ้านมั่งคงแล้วก็ตาม

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ชุมชนที่ไม่ได้จดทะบียนกับ กทม. จะไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการต่างๆ เพราะไม่มีการเชิญตัวแทนชุมชนไปร่วมประชุม เบื้องต้นทราบว่าทาง กทม. แก้ไขระเบียบไว้แล้วว่าไม่ต้องถึง 100 หลังก็ได้ แต่ผู้ว่าฯ กทม. คนเดิมหมดวาระไปก่อน ต้องรอคนใหม่มารับตำแหน่ง จึงคาดหวังว่า เมื่อได้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว จะมีการประกาศระเบียบใหม่นี้อย่างเป็นทางการโดยเร็ว เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการรับจดทะเบียนชุมชนกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของ กทม.

“อันนี้คือปัญหา เพราะถ้าเกิดเรารับรองชุมชนไม่ได้สิ่งแรกที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้เลยคือข้อมูลของ กทม. ที่เขามีการประชุมกันทุกเดือน เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้เลย ว่า กทม. ตอนนี้ กทม. เขาทำอะไรบ้างไปถึงไหนอย่างไร ระบบต่างๆ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อะไรต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่อยู่อาศัยเลย” จำนงค์ กล่าว

นุชนารถ แท่นทอง กล่าวว่า ในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะเห็นว่า กทม. มีนโยบายที่ส่งผลกระทบกับคนจนเมือง เช่น การไล่รื้อชุมชน การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย หลายครอบครัวต้องสูญเสียอาชีพ และทำให้ผู้คนต้องไปพึ่งพาร้านสะดวกซื้อของทุนใหญ่มากขึ้น กลายเป็นปัญหาปากท้องโดยเฉพาะกับแรงงานราคาถูกหาเช้ากินค่ำในเมือง นอกจากนี้ยังพบการใช้แนวปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งประชาชนทุกคนในเมืองควรมีสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมกัน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขร่วมกัน

“บางชุมชนโดน ปว.44 บางชุมชนใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา มีงบประมาณ แต่บางชุมชนถูกไล่รื้อแบบไม่ได้ดูเรื่องคุณภาพชีวิต ไม่ได้ดูว่าเขาจะไปอยู่ไหน ได้รับผลกระทบอะไร อันนี้เป็นมาตรการที่เราถูกกระทำ อีกอันหนึ่งที่เราเห็นคือเรื่องการใช้พื้นที่ บอกว่าพื้นที่สาธารณะต้องเป็นของทุกคน แต่พอทำจริงทำจัง ไล่คนจนไปแล้วคอนโดฯขึ้นกัน ตรงนั้นเป็นสวนหย่อมให้กับคอนโดมิเนียมต่างๆ เป็นที่โชว์สวยงามให้กับคอนโดมิเนียมซึ่งขายความหรูหรา ไม่ได้คำนึงถึงพวกเราที่เป็นแรงงานเลย” นุชนารถ ระบุ

สมบุญ คงคา สะท้อนปัญหาผลกระทบจากนโยบายจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ว่า อยากให้มีพื้นที่ค้าขายกลับมาเหมือนเดิม เพราะเป็นแหล่งอาหารของผู้ใช้แรงงานซึ่งจำนวนมากมีรายได้ค่อนข้างต่ำ การมีอาหารริมทางทำให้ลดการพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ ขณะเดียวกัน ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มีผู้ต้องออกจากงานเดิมเป็นจำนวนมาก หนึ่งในสิ่งที่สังเกตเห็นคือ “ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีจำนวนเพิ่มขึ้น” และหลายคนในจำนวนนี้น่าจะเป็น “วินเถื่อน” ไม่ได้ขึ้นทะเบียน บางคนสภาพร่างกายหรือสภาพรถไม่พร้อม ทาง กทม. น่าจะกวดขันในเรื่องนี้ด้วย

“ชุมชนที่ไม่ได้จัดตั้งกับเขต แต่ทำไมเลือกตั้งท่านถึงไปหาเสียงถึงชุมชนเหล่านั้น อยากฝากว่าช่วยดูแลสาธารณูปโภคต่างๆ ในชุมชน ให้มันมีความสะดวกมากขึ้น ให้มันดีกว่านี้ รวมถึงสถานที่ขายของ หาบเร่แผงลอย ก็ควรจะมีการละเว้นบ้าง หรือว่าจัดสรรพื้นที่ให้คนรากหญ้าได้มีพื้นที่ประกอบอาชีพ ในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องบ้าง ถ้าเป็นโซนที่เป็นทางผ่าน มีจุดจอดรถให้กับคนที่สัญจรไป-มาสามารถจอดซื้อได้มันก็โอเค” สมบุญ กล่าว

สมศักดิ์ บุญมาเลิศ กล่าวถึงการเดินทางของประชาชนในเมือง ซึ่งต้องพึ่งพาระบบ “รถ” หมายถึงรถเมล์หรือรถโดยสารประจำทาง “ราง” หมายถึงรถไฟและรถไฟฟ้า และ “เรือ” หมายถึงเรือโดยสาร ว่า อยากให้มีระบบ “ตั๋วร่วม” ซื้อครั้งเดียวใช้ได้กับทุกผู้ให้บริการ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เห็นได้จากการเดินทางของคนคนหนึ่ง ต้องต่อพาหนะกันหลายช่วง

“อยากจะสะท้อนเรื่องรถไฟฟ้าเป็นสำคัญ เนื่องจากใช้งบประมาณหลายหมื่นหลายแสนล้าน ที่ลงทุนไป 5-6 เส้นทาง
ถามคนจนจริงๆ ใช้ได้กี่คน กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วทำมาแล้วจะมีคนขึ้นมาก-น้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะเขาไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของคนจนเมือง คนรวยที่มีฐานะหรือมีศักยภาพที่จะขึ้นรถไฟฟ้าได้ เขาก็มีรถยนต์ส่วนตัว เขาไม่มาขึ้นรถไฟฟ้า นอกจากจะเป็นพวกนักศึกษาหรือนักเรียนที่มีศักยภาพที่จะขึ้นได้ อันนี้ไปดูได้เลย คนจนเมืองอย่างเราได้แค่มอง เราอยากขึ้นไหม อยากเพราะมันไวมันเร็ว แต่เงินในกระเป๋าเรา ถ้าเราไปขึ้นรถไฟแล้ว แล้วชีวิตเราจะเดินต่อไปอย่างไร กินก็ไม่มี”
 สมศักดิ์ กล่าว

เนืองนิช ชิดนอก สะท้อนปัญหาค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย เพราะหลายคนต้องการมีพักอยู่ใกล้กับที่ทำงาน ไม่ว่าการเช่าหรือการซื้อราคาก็ค่อนข้างแพงไม่สอดคล้องกับรายได้ เป็นที่มาของการที่ประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปใช้พื้นที่ของรัฐที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีการพัฒนาพื้นที่เพื่อตั้งเป็นชุมชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และอยู่อาศัย
ต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี แต่ในเวลาต่อมาเมื่อมีโครงการพัฒนาของรัฐ สิ่งที่รัฐทำมักใช้วิธีไล่รื้อมากกว่าจะเจรจากัน

ดังนั้นในส่วนที่ดินของรัฐที่เป็นของ กทม. เมื่อ กทม. ต้องใช้ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์ พื้นที่ใดที่สามารถแบ่งเขตที่ดินให้ประชาชนอยู่อาศัยได้ก็ควรแบ่งพร้อมกำหนดสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี เพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคง ส่วนพื้นที่ใดที่ไม่สามารถแบ่งเขตได้จริงๆ จำเป็นต้องรื้อย้ายชุมชน กทม. ควรหาพื้นที่ที่ไม่ไกลจากจุดเดิม สำหรับให้ประชาชนย้ายไปตั้งชุมชนใหม่ด้วย เพื่อให้ประชาชนยังสามารถทำงานและคงวิถีชีวิตแบบเดิมได้

“บางคนที่รายได้น้อยมากๆ เราต้องมองว่าทำไมเขาต้องมาบุกเบิกในที่ดินของรัฐ บางคนไม่อยากมาอยู่ที่ของรัฐแบบผิดกฎหมาย เขาก็อยากซื้อบ้าน แต่ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ ไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่มีรายได้มาก บางคนที่อยู่ในระบบก็เป็นแค่พนักงานแรงงานขั้นต่ำ ยอดเงินแต่ละเดือนมันก็ไม่ถึงที่จะกู้ซื้อที่ดินซื้อบ้าน เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เข้าไม่ถึงธนาคาร” เนืองนิช กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองอุบัติเหตุในมุมกฎหมาย เกิดแล้วทำอย่างไรไม่ดราม่า

Posted on May 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/653364

สกู๊ปแนวหน้า : มองอุบัติเหตุในมุมกฎหมาย เกิดแล้วทำอย่างไรไม่ดราม่า

วันเสาร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยานพาหนะส่วนบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังที่มีผู้กล่าวว่ารถยนต์เหมือนปัจจัยที่ 5ต่อจากปัจจัย 4 อย่างอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค โดยจำนวนยอดจดทะเบียนสะสมกับกรมการขนส่งทางบก ณ สิ้นปี 2564 มียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) 10,854,640 คันรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) 6,984,420 คันและจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) ส่วนบุคคล อีก 21,685,858 คัน ด้วยเหตุที่ผู้คนมองว่า การมียานพาหนะส่วนบุคคลไว้ใช้นั้นสะดวกกว่าการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

แต่อีกด้านหนึ่ง ไทยก็เป็นประเทศที่มีความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงมากเสมอมา อาทิ รายงานขององค์การอนามัยโลก ในปี 2558 และปี 2561 ไทยมีผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 2 และอันดับ 9 ของโลก ตามลำดับ อนึ่ง นอกจากอุบัติเหตุที่มีความสูญเสียรุนแรง อย่างการเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสหรือพิการทุพพลภาพแล้ว ยังมีอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือบาดเจ็บเล็กน้อยอีกมากมาย ซึ่งมักไม่เป็นคดีความเนื่องจากคู่กรณีตกลงกันได้แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นอาจกลายเป็นข่าวใหญ่โต โดยเฉพาะหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม

ย้อนไปเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2565 เกิดผล แก้วเกิดทนายความชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว อ้างอิงกรณีดารานักแสดงหนุ่มรายหนึ่งขับรถไปชนหญิงสาวที่ขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วเกิดดราม่าเรื่องดาราหนุ่มต่อรองราคาค่ารักษาพยาบาลในเวลานั้น โดยเฉพาะประเด็นความเข้าใจว่า“ในเมื่อผู้บาดเจ็บมีประกันจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้ว ผู้ก่อเหตุก็ไม่จำเป็นต้องชดใช้อะไรอีก” ซึ่งจริงๆ แล้ว “เป็นความเข้าใจผิดๆ” โดย ทนายเกิดผล ยกคำพิพากษาของศาลในกรณีแบบเดียวกันมาเป็นตัวอย่าง อาทิ

“คำพิพากษาศาลฎีกา 2040/2539” สิทธิของโจทก์ที่ได้รับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยเป็นสิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ส่วนสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย เป็นสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อเป็นสิทธิตามกฎหมายแต่ละฉบับ โดยโจทก์ต้องเสียเบี้ยประกันภัยและส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสมทบแล้วแต่กรณีตามที่กฎหมายแต่ละฉบับกำหนดไว้

ซึ่งต้องชำระทั้ง 2 ทาง และ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไม่มีบทบัญญัติตัดสิทธิมิให้ได้รับเงินทดแทนตามกฎหมายอื่นมารับเงินทดแทนอีก จำเลยจึงยกเอาเหตุที่โจทก์ได้รับเงินทดแทน ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยมา แล้วมาอ้างเพื่อไม่จ่ายเงินค่าทดแทนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ให้แก่โจทก์หาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการเเพทย์จากจำเลย

“คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8467/2559” แม้โจทก์จะไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล อันเนื่องจากการใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2545 ซึ่งบุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นสิทธิของโจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดให้ ไม่เกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1ผู้ทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลได้

ในเวลาต่อมา ช่วงต้นเดือนพ.ค. 2565 ทนายเกิดผลอธิบายประเด็นนี้กับทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” อีกครั้ง ว่าแม้ผู้ได้รับความเสียหายจะมีประกันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสวัสดิการของรัฐ (เช่น สวัสดิการข้าราชการ, ประกันสังคม, บัตรทอง 30 บาท) หรือประกันชีวิตส่วนบุคคลที่ทำกรรมธรรม์ไว้ในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่กฎหมายก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายไปฟ้องละเมิดกับผู้ก่อเหตุ

“ชีวิตคนเรามันประเมินราคาไม่ได้อยู่แล้ว ไม่เหมือนกับราคาบ้าน ราคาทรัพย์สิน ซึ่งมันเรียกซ้ำไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเราไปเสียค่ารักษาพยาบาลแล้วเราจ่ายเอง สำรองเงินไปก่อน เราก็เรียกได้ หรือมีคนอื่นสำรองเงินไปก่อนให้เรา โดยที่เราไม่เสียเงินสักบาท เราก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกเอากับคนที่ทำละเมิดเราได้อยู่แล้ว เพราะกฎหมายบอกว่าเขาต้องรับผิดชอบ เพราะเขาเป็นต้นเหตุ เว้นเสียแต่ว่ามันมีการฟ้องซ้ำกัน เช่น ประกันภัยรถยนต์จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผมเสร็จแล้ว ประกันภัยรถยนต์ก็ไปฟ้องซ้ำเอามูลเดียวกัน แบบนี้ยากหรือไม่ได้

ยกตัวอย่างผมไม่ใช้สิทธิ์ ผมให้ประกันไปฟ้องเองก็ได้ แต่อย่างบัตรทอง 30 บาท ประกันสังคม เขาไม่ฟ้องอยู่แล้วเพราะเป็นสวัสดิการที่เรามีสิทธิ์ได้รับ เราก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกเอาค่ารักษาพยาบาลจากคนที่ทำละเมิดเราได้อยู่แล้ว เพราะกฎหมายรับรองให้ จะมาปฏิเสธบอกคุณไม่มีสิทธิ์เรียกนะ ประกันสังคมจ่ายแล้วไม่ได้” ทนายเกิดผล อธิบาย

ทนายเกิดผล ยังยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง ผู้ก่อเหตุถามผู้เสียหายว่าเหตุใดไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อที่ค่ารักษาพยาบาลจะได้ถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน กรณีนี้ศาลชี้ว่าเป็นสิทธิ์ที่ผู้เสียหายจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง เพราะก่อนที่ผู้เสียหายจะได้รับบาดเจ็บนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างปกติ ดังนั้นเมื่อมีผู้ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เสียหายนั้นย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับสวัสดิการอย่างที่ดีที่สุด ผู้กระทำละเมิดไม่มีสิทธิ์ไปห้ามหรือกบอกให้ใช้บริการสถานพยาบาลที่คุณภาพต่ำลงหรือมีราคาถูกลง

ประการต่อมา คดีอุบัติเหตุแบ่งตามความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้น โดย ประมวลกฎหมายอาญา มีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากหนักสุดไปเบาสุด ดังนี้ “มาตรา 291”ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท, “มาตรา 300” ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, “มาตรา 390” ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทนายเกิดผล อธิบายเพิ่มเติมในส่วนนี้ ว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนถือเป็นคดีจราจร และคดีจราจรนั้นรัฐเป็นผู้เสียหาย ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้น ตำรวจในฐานะเจ้าพนักงานต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือมีการแจ้งความหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ หากเป็นอุบัติเหตุที่ความเสียหายไม่รุนแรง ซึ่งจะอยู่ในหมวดความผิดลหุโทษ(เช่น มาตรา 390) กฎหมายเปิดช่องให้สามารถลงโทษเปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจได้ หากคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายยินยอมตกลงร่วมกัน แต่หากตกลงกันไม่ได้ก็จะต้องส่งต่อไปให้ศาลพิจารณา

แต่หากเป็นอุบัติเหตุที่มีความเสียหายรุนแรง ตั้งแต่บาดเจ็บสาหัสไปจนถึงเสียชีวิต (มาตรา 300, มาตรา 291)ซึ่งไม่ใช่หมวดความผิดลหุโทษ กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินคดีไปถึงชั้นศาล แม้คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายจะตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อยก็ไม่สามารถยอมความได้ โดยการตกลงชดใช้ค่าเสียหายเป็นเรื่องทางแพ่ง ส่วนทางอาญา ผู้เสียหายอาจแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจและขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาได้

“อุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ มันไม่ได้เกิดจากเจตนา เมื่อเราไม่มีเจตนาก็ลงมาคุยกันว่ามันเกิดอุบัติเหตุ มันเกิดขึ้นได้ พูดกันได้ อย่าใช้อารมณ์ ใครผิดใครถูกก็ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ถ้ายังมีข้อสงสัยอยู่ ไม่ต้องใช้อารมณ์หรอก ก็ต้องให้ตำรวจเขาดำเนินการชี้ขาดไปตามพยานหลักฐาน ถ้าเราไม่เชื่อว่าตำรวจเป็นกลาง ตำรวจชี้ผิดแต่เราบอกว่าเราถูก เราก็สามารถปฏิเสธแล้วไปต่อสู้ในศาลได้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มประเด็นให้มันเกิดความยุ่งยาก ถ้ามีประกันเรียกประกัน ถ้าไม่มีก็ใจเย็นๆ คุยกัน ต้องใจเย็นๆ ตั้งสติ” ทนายเกิดผล กล่าว

ทนายเกิดผล ยังฝากทิ้งท้ายด้วยว่า 1.ผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องรู้กฎจราจร การรู้กฎจราจรทำให้รู้ว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้นใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก เช่น ทางเอก ทางโททางแยก ทางร่วม ความเร็ว ระยะห่าง ฯลฯ แล้วการพูดคุยตกลงกันจะง่ายขึ้น ซึ่งผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องมีความรู้พื้นฐานอยู่แล้วเพราะสอบใบขับขี่มาได้ 2.ผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องมีจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนร่วมกับคนอื่นๆ ต้องไม่ลืมว่าเราไม่ได้ใช้ถนนเพียงคนเดียว แต่มีคนอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ใช่มุ่งแต่จะไปตามใจตนเองอย่างเดียวสุดท้ายก็อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้น และ 3.ควบคุมสติอย่าใช้อารมณ์ หากเกิดปัญหาก็มาคุยกัน เพราะเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ

หรือหากมีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตก็ว่าไปตามกระบวนการ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,778 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
แนวหน้าวาทะเด็ด
ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่
สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10
องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งบางกะปิ ย้ำภาพรวมเรียบร้อย ยังไม่พบร้องเรียน

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d