สกู๊ฟพิเศษ : คุยกับ ‘เลียม นีสัน’ ดาราคุณภาพเข้าบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/246607

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลียม นีสัน ดารามากประสบการณ์ ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว แสดงมาแทบจะทุกบทบาทแล้วในวงการ นอกจากนี้ยังถือเป็นมือโปรด้านโมชั่นแคปเจอร์และน่าจะจำกันได้เขาเคยพากย์เสียง จากการรับบทเป็นอัสลาน ใน The Chronicles of Narnia และ The Lego Movie

เลียม นีสัน เขาเคยถูกเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ ลูกโลกทองคำ บัฟตา ในการรับบทเป็น ออสการ์ ชินด์เลอร์ จาก Schindler’s List โดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่ชนะรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 1993

สามปีต่อมาเขารับบทในภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Michael Collins โดย นีล จอร์แดน ที่ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัล อีฟนิ่ง สแตนด์ดาร์ด อิงลิช ฟิล์ม และชนะรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลหนังเวนิสปี 1996

นีสัน เข้าชิงรางวัลโกลเด้นโกลบเป็นครั้งที่สาม เข้าชิงรางวัลอินเดอเพนเดนท์ สปิริท และชนะรางวัล ลอส แองเจลิส ฟิล์ม แอนด์ คริติค แอสโซซิชั่น จากการสวมบทเป็น อัลเฟรด คินซี่ ในเรื่อง Kinsey (2004) โดย บิล คอนดอน

ผลงานต่อไปของเขาคือภาพยนตร์โดย มาร์ติน สกอร์เกซีย์Silence และ Felt โดย ปีเตอร์ แลนเดสแมน นีสันมีผลงานการแสดงกว่า 70 เรื่องรวมถึงหนังบล็อคบัสเตอร์อย่าง ไตรภาค Takentrilogy The Grey Les Misérables Star Wars: Episode 1-The Phantom Menace โดย จอร์จ ลูคัส  Batman Begins โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน

ล่าสุดใน A Monster Calls ภาพยนตร์ดราม่าล้ำจินตนาการ สร้างจากนิยายชื่อดังระดับรางวัล ในชื่อเดียวกัน หนังสือ A Monster Calls ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2011 ซึ่งผู้แต่งหนังสือคือ แพทริค เนสส์ และนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์เอง ผลงานผู้กำกับอย่าง“ฮวน อันโตนีโอ บาโยน่า” ( The Impossible และ The Orphanage)เอาไว้พร้อมแท็กทีม กับผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ดาร์คแฟนตาซีชนะ 3 รางวัลออสการ์อย่าง Pan’s Labyrinth

“กับเรื่องราวสุดลี้ลับอัศจรรย์ของเด็กชายวัย 13 ปี “คอเนอร์โอ มาลลีย์” (ลูอิส แม็คดูกัลล์) ที่พยายามรับมือกับการถูกเพื่อนกลั่นแกล้งในโรงเรียน และการดูแล ลิซซี่ (ผู้เป็นแม่ของคอเนอร์ นำแสดงโดย เฟลิซิตี้ โจนส์) ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย กระทั่งค่ำคืนหนึ่งเขาได้พบกับ Monster สัตว์ประหลาดต้นไม้ยักษ์ (เลียมนีสัน) ที่นำพาเข้าไปในดินแดนเหนือจินตนาการ สถานที่แห่งนั้นเขาจะได้พบกับการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละและการสูญเสียซึ่งจะทำให้เปลี่ยนแปลงโลกแห่งความจริงของเขาไปตลอดกาล”

Liam Neeson

การทำงานกับ ผกก. เจ.เอ. บาโยน่าเป็นอย่างไรบ้าง ?

ผมเป็นแฟนหนังเขาเลยนะผมชอบ The Impossible เพราะมันเป็นไปด้วยอารมณ์ เขาถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้ประสบภัยได้ประทับใจมาก เหมือนผมไปอยู่ตรงนั้นด้วยเลย พอได้มาร่วมงานกับเขาถึงรู้ว่า บาโยน่าเป็นนักทำหนังอัจฉริยะ

อะไรที่ทำให้คุณหลงรักที่จะร่วมงานกับผู้กำกับคนนี้

อย่างที่บอก บาโยน่าเป็นนักทำหนังอัจฉริยะ ในบางครั้งคุณจะได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่รักในสิ่งที่เขาทำอย่างโงหัวไม่ขึ้น บาโยน่าเป็นหนึ่งในนั้น เขากิน นอน ดื่ม เป็นหนัง ราวกับเป็นสารานุกรมภาพยนตร์เดินได้ เขาคล้ายกับ มาร์ติน สกอร์เกซี่ อยู่บ้างในมุมหนึ่ง เขาเป็นคนหัวไว คอยดูแล ชี้นำ และให้ข้อมูลแก่นักแสดงของเขา ซึ่งนั้นแหละเป็นสิ่งที่ผมหวังจากผู้กำกับคนหนึ่ง

คุณเล่นเป็นอสุรกาย

ใช่ครับ !! เป็นอสุรกายต้นไม้ยักษ์ ตัวละครที่ใช้เทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ โดยทีมเอฟเฟกท์จาก Avatar, Guardians of the Galaxy ผสมกับการสร้างโมเดลจริงจึงทำให้อสุรกายตนนี้สูงถึง 40 ฟุต

นักออกแบบเทคนิคพิเศษ “ดาวิด มาร์ติ” เขาเล่าว่า … มันมีชิ้นส่วนไฮดรอลิก ในส่วนคอเพื่อทำให้หมุนหัวได้ ซึ่งสามารถควบคุมได้โดยคนที่อยู่ข้างหลังด้วยสิ่งที่เหมือนกับพวงมาลัย ขั้นแรกหัวถูกปั้นขึ้นมาก่อน จากนั้นค่อยหล่อแบบพิมพ์ออกมาแล้วลงสี หัว ไหล่ เท้า แขน ที่เป็นกิ่งไม้ถูกสร้างจากโฟมล้วนๆ ต้องแกะสลัก เผา ขึ้นรูป ลงสีเพื่อให้ทุกพื้นผิวของอสุรกายดูเหมือนเปลือกไม้ ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้มันสมจริงที่สุดโดยใช้วัตถุดิบมาตรฐานทั่วไป

จริงๆ แล้วนอกฉากคุณต้องสอนอะไร “ลูอิส” บ้าง ?

ไม่เลยครับ ที่จริงผมเรียนรู้จากเขาด้วยซ้ำ ผมได้เจอกับลูอิส เราสนิทกัน ตลอดเวลา 2 อาทิตย์ที่ถ่ายเก็บ Motion Capture เขามาช่วยต่อบทให้ผม เขาเก่งมาก คุณเห็นทุกอย่างได้จากสีหน้าของเขา

“ลูอิส แม็คดูกัลล์” ต่างจากเด็กคนอื่นยังไง

ผมเคยร่วมงานกับเด็กๆ ที่โดนบทบาทในหนังเล่นงานจนเสียความไร้เดียงสาแบบเด็กๆไป แต่กับลูอิสนั้นไม่ใช่ เขายังเป็นเด็กไร้เดียงสา แต่ยังเป็นนักแสดงชั้นเยี่ยมด้วย ลูอิส เป็นเด็กคนเดียวที่สามารถถ่ายทอดความคัดแย้งในจิตใจได้ ซึ่งมันสำคัญมากเพราะ ตัวละครคอนเนอร์ ต้องทรมานกับความขัดแย้งภายในจิตใจที่เขาไม่สามารถระบายออกมาได้

ทำไมคุณได้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโมชั่นแคปเจอร์ไปได้

อย่าใช่คำว่าผู้เชี่ยวชาญเลยดีกว่า นี่เป็นเรื่องที่สองของผมเท่านั้นเองถ้าเชี่ยวชาญ ต้อง แอนดี้ เซอร์คิส นู้น …(หัวเราะ) เขาเล่นเป็นทั้ง กอลลั่ม (The Lord of The Rings) ทั้ง ลิงซีซาร์ (Planet of theApes) เขาเป็นตัวจริงในด้านนี้ เปลี่ยนตัวเองเป็นอะไรก็ได้ ส่วนใหญ่ที่ผมได้เล่นโมแคปมักเป็นบทที่มีอำนาจน่าเกรงขาม อย่าง อัสลานในนาร์เนียหรืออสุรกายในเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะผมตัวใหญ่เวลาเดินดูเก้งก้างแบบผู้กำกับต้องการมั้ง (หัวเราะ)

ครั้งนี้เหมือนเป็นการพักเบรกหลังจากที่คุณเล่นหนังแอ๊กชั่นติดกันมาหลายเรื่อง

ใช่เลย ตลกดีนะเพราะผมเริ่มอาชีพมาจากสายดราม่า แต่พอ Takenดัง มีบทหนังแอ๊กชั่นมาให้ผมอ่านเต็มไปหมดเลย ผมรู้ตัวดีว่าไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ผมคิดว่าผมคงพอกับหนังแอ๊กชั่นในอีกปีสองปีเนี่ยแหละ

สิ่งที่คุณประทับใจจาก เจ.เอ. บาโยน่า

เขาอนุญาตให้ทดลอง เพื่อให้เราทั้งคู่เข้าถึงฉากนั้นๆ ได้มากที่สุด และเขาจะให้เวลามากเท่าที่มันจำเป็น ผมรักที่จะทำงานกับผู้กำกับแบบนี้รู้สึกดีใจเหมือนได้กำไรเพิ่มในการได้มารับบทบาทที่สำคัญในครั้งนี้

 

สกู๊ฟพิเศษ : ดราม่าโรแมนติกไปกับสองคู่รักฝั่ง HOLLYWOOD ‘Michael Fassbender’ และ ‘Alicia Vikander’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/245549

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“Michael Fassbender”

นักแสดงชายหล่อเท่เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาการแสดงมาแล้วถึงสองครั้งจาก 12 Years a Slave ซึ่งเขารับบทเป็น เอปส์ นายทาสผู้โหดร้าย กับเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของคนดำ ในยุคที่การค้าทาสและการเหยียดสีผิวยังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และ Steve Jobs รวมไปถึงผลงานของเขาตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงการ ฟาสเบนเดอร์รับบทบาทหลากหลายแนวอย่างไม่น่าเชื่อ อาทิ

บท Stelios ใน 300 ซึ่งเป็นผลงานหนังเรื่องแรกของเขาฟาสเบนเดอร์แจ้งเกิดเต็มตัวจากหนัง 300 และได้รับรางวัล กล้องทองคำ (หนังเรื่องแรกยอดเยี่ยม) จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2008 ของผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน

Shame กับบทสุดฉาวที่เขาต้องเปลือยแบบหมดเปลือกในเรื่อง

Phometheus  เขารับบทเป็นหุ่นยนต์แอนดรอยด์ เดวิด หุ่นผู้ช่วยเหล่านักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจบนดวงดาวที่ได้ชื่อว่าอาจเป็นจุดกำเนิดของมนุษยชาติ

ในเรื่อง Fish Tank รับบทเป็น คอนเนอร์ หนุ่มเจ้าเสน่ห์ ที่เข้ามาในครอบครัวของเมียร์ เด็กสาวมีปัญหาและยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ยังไม่ได้เอ่ยถึง

และที่โด่งดังเป็นพลุแตกก็คงหนีไม่พ้นภาพยนตร์แนวแฟนาซีที่แฟนๆ ชาวไทยให้การต้อนรับเป็นอย่างดีกับบท แม็กนีโต ใน X-Men – First Class และเขายังรับบทนี้ต่อใน X-Men – Days of Future Past และ X-Men – Apocalypse ภาคล่าสุดอีกด้วย

ส่วนเรื่องราวความรักของเขา “Michael Fassbender” ก็ออกมายอมรับแมนๆ ว่า ได้ตกหลุมรักนางเอกสาว “Alicia Vikander”จากภาพยนตร์เรื่อง The Light Between Oceans ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งคู่ก็ได้มารับบทเป็นนักแสดงนำอีกด้วย The Light Between Oceans เป็นภาพยนตร์ดราม่าสุดเข้มข้นที่ได้รับการคาดการณ์จากสื่อใหญ่หลายสำนักว่าจะต้องมีบทบาทสำคัญบนหลากเวทีที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

“Alicia Vikander”

นางเอกสาวมาแรงผู้เป็นทั้งคู่รักทั้งในจอและนอกจอของ Michael Fassbender เธอเพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ครั้งล่าสุดในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The Danish Girl และล่าสุดกับบท อิซาเบล ใน The Light Between Oceans โดยผู้กำกับ ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ ซึ่งมีคิวจ่อฉายในบ้านเรา ในเดือนมกราคม ต้นปีหน้า

ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ บอกกับแคสติ้งว่า “ หาเอมิลี วัตสันใน Breaking the Waves หรือวิเวียน ลีห์ใน Gone with the Wind มาให้ผม อิซาเบลของผมต้องเป็นแบบนั้น” แล้วเขาก็พบในสิ่งที่เขาต้องการในตัวคุณ

นั่นคือชื่อนักแสดงหญิง 3 คนที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในอาชีพนักแสดงของฉันเลยนะ ในฐานะนักแสดงฉันย้ำกับตัวเองเสมอว่าฉันต้องกล้าที่จะเดินไปข้างหน้าและไม่ทำอะไรซ้ำซาก แต่การทำหนังเรื่องนี้ หนังแบบนี้ ฉันไม่สามารถทำให้มันสำเร็จเพียงตัวฉันเองลำพัง ต้องอาศัยคนอื่นรอบๆ ข้างด้วย ครั้งแรกที่ฉันเจอดีเร็ก (ผกก.) ฉันชอบเขามาก ชื่นชมที่เขาสามารถดึงนักแสดงเก่งๆ มาร่วมงานชิ้นนี้ได้ฉันคิดว่าคนทำหนังที่เก่งจริงๆ คือคนที่สามารถดึงคนเก่งๆ มาถ่ายทอดการแสดงที่ดีในหนังได้ ตอนฉันก็ได้อ่านบทฉันรู้ทันทีว่าบทมันท้าทายมาก และในตอนดูหนังเรื่องนี้ มันทำเอาฉันลืมไปเลยว่า ทุกคนคือนักแสดงซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ทำกันง่ายๆ

วันแรกกับ Location ที่นิวซีแลนด์

วันแรกของการถ่ายทำ ฉันอึ้งจนเกือบหายใจไม่ออกเลยละ ฉันขึ้นไปบนหอประภาคารคนเดียว บนจุดสูงสุดที่สามารถมองได้ 360 องศา แล้วก็ไม่เห็นคนเลยแม้แต่คนเดียว ภาพที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติทำเอาฉันหายใจไม่ออกเพราะอาการกลัวที่แคบ ไปอยู่ที่นั่นเหมือนเราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจริงๆ ฉันอยากให้เทพแห่งธรรมชาติได้สงบลงบ้าง เพราะบางวันตอนที่พายุเข้า ฉันรู้สึกได้เลยว่าลมมันแรงจนรถเทรลเลอร์ของฉันมันจะปลิว

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้

แน่นอนค่ะ ฉันรู้สึกกระดากด้วยซ้ำไปที่ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตส่วนตัวของใครสักคนขนาดนั้น เหมือนเราเห็นบ้านที่มีหน้าต่างเปิดอยู่ แล้วเราก็มองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปส่องดูชีวิตเขา แต่ฉันเชื่อว่าทุกๆ คนรอบตัวเราต่างก็เคยประสบชะตากรรมแบบเดียวกับตัวละคร เราต่างก็ค้นหาความรัก บางคนปรารถนาที่จะสร้างครอบครัว บางคนต้องรับมือกับความสูญเสีย

สำหรับคุณ ฉากไหนที่ถ่ายทำยากที่สุด

ฉากแท้งลูกค่ะ เป็นฉากที่ฉันกังวลมาก ฉันคิดว่าฉันเล่นบทแม่มาแล้วประมาณ 6 ครั้ง และเนื่องจากฉันยังไม่เคยมีลูก ฉันรู้สึกว่า คนดูที่เป็นพวกแม่ๆ ทั้งหลายคงนั่งดูฉันแล้วก็คิดว่า “หล่อนไม่เคยมีลูก หล่อนจะไปรู้อะไร” เพราะฉะนั้นก่อนเล่นบทแม่ ฉันจึงถามผู้หญิงที่เคยมีประสบการณ์ทุกคน เพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะต้องเล่นออกมาให้เหมือนจริงๆ

เรื่องราวของ The Light Between Oceans

ฉากหลังของ The Light Between Oceans คือเมืองเล็กๆ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของออสเตรเลียในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อ ทอม เชอร์บอร์น (รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่เฝ้าประภาคารอันห่างไกลกับชุมชน เขาและ อิซาเบล ภรรยา (รับบทโดย อลีเซีย วิกานเดอร์) เฝ้ารอว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะประทานลูกมาให้ หลังจากที่อิซาเบลเสียลูกไปหลังคลอด เธอตกอยู่ในอาการซึมเศร้า จนทอมใกล้หมดพลังใจที่จะทำให้เธอกลับมาสดใสดังเดิมไม่นานนัก ปาฏิหาริย์ก็คล้ายจะเป็นจริงขึ้นมา พวกเขาพบทารกหญิงคนหนึ่งลอยมาเกยฝั่งพร้อมๆ กับเศษซากเรือ พวกเขาไม่รู้ว่า เด็กคนนี้มาจากไหน และเรือที่อับปางลงนั้นคือเรือของใคร แต่ที่แน่ๆ มันคือของขวัญจากเบื้องบนที่พวกเขาเฝ้ารอมานาน พวกเขาตั้งชื่อเด็กทารกว่า ลูซี่ ฟูมฟักหนูน้อยด้วยความรักและกำลังทั้งหมดที่มี

ความสุขนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อทอมและอิซาเบลเดินทางเข้าไปในเมือง และพบว่าหญิงคนหนึ่ง (รับบทโดย เรเชล ไวซ์-เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The Constant Gardener) กำลังบ้าคลั่งหัวใจสลาย เพราะสูญเสียลูกน้อยจากอุบัติเหตุทางเรือเมื่อไม่กี่ปีก่อน เทียบวันและเวลาดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากว่า ทารกของหญิงคนนั้น คือ ลูซี่ แก้วตาดวงใจของทอมและอิซาเบลนั่นเอง

คุณจะทำอย่างไร เมื่อต้องสูญเสียลูก และคนที่คุณรักที่สุดตกอยู่ในห้วง หัวใจสลาย

รักแท้ของคุณจะมีพลังมากพอไหม ? ที่จะทำหัวใจเธอ กลับมามีชีวิต อีกครั้ง