“ผมมองท้องฟ้าไม่ได้อีกแล้ว” คำสารภาพทั้งน้ำตาของพ่อนรต.โดดร่มเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2560 เวลา 19:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/490859

"ผมมองท้องฟ้าไม่ได้อีกแล้ว" คำสารภาพทั้งน้ำตาของพ่อนรต.โดดร่มเสียชีวิต

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด

31 มี.ค.2557 เกิดเหตุสลดระหว่างการฝึกหลักสูตรกระโดดร่มประจำปี ณ ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อนักเรียนนายร้อยตำรวจหนุ่มอนาคตไกล “ชยากร พุทธชัยยงค์” พุ่งตัวออกจากเฮลิคอปเตอร์ตามแบบฉบับวิธีที่เรียนมา แต่ร่มกลับไม่กาง ร่างของเขาลอยละลิ่วจากความสูง 1,200 ฟุตลงสู่พื้นดินเสียชีวิตคาที่

ปิดฉากเส้นทางความฝันที่จะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในวัย 19 ปี

“เฮ้ย…เฮ้ย…เฮ้ย….ผมใช้กล้องส่องทางไกล มองเห็นร่างเด็กลอย ลิ่ว ลิ่ว ลิ่ว ลงมาด้วยความเร็ว ผมคิดว่าเด็กตายแน่ โดยไม่รู้ว่าเป็นของลูกตัวเอง”

สาทร พุทธชัยยงค์ รำลึกถึงวันที่สูญเสียลูกชายคนเดียวไปอย่างไม่มีวันกลับ

วันนี้ผ่านมา 3 ปีแล้วกระบวนการยุติธรรมยังเดินไม่สุดทาง คดียังไม่คืบหน้าไปไหน เสียลูกชาย แถมยังถูกภรรยาฟ้องหย่า

สิ้นสุดความอบอุ่นของครอบครัว

สาทร พุทธชัยยงค์ รับราชการเป็นคุณครูมากว่า 35 ปี สอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนวัดดีบอน ต.บ้านฆ้อง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ภายหลังสูญเสียลูกชายได้ไม่นาน ภรรยาที่อยู่กินร่วมกันกว่ายี่สิบปีก็ขอแยกทางด้วยปัญหาภายในครอบครัว ปัจจุบันบ้านที่เคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกถูกแทนที่ด้วยความเงียบเหงา

“เราอยู่กันเป็นครอบครัวมีพ่อแม่ลูก เป็นชีวิตที่ผมชอบนะ มันอบอุ่น เราเป็นครู ภรรยาเป็นพยาบาล โย่เรียนหนังสือ จนกระทั่งสอบติดเตรียมทหาร เรียนนายร้อยตำรวจ ผมพอใจกับครอบครัวตัวเองมาก แต่พอมันเกิดเหตุการณ์ขึ้น ประกอบกับภายหลังภรรยามาหย่าร้างกัน มันเป็นความรู้สึกที่แย่ แย่ แย่ จากกิจกรรมที่เราทำกันเป็นครอบครัว วันนี้ไม่มีอะไรที่อยากทำ เช้าไปสอนหนังสือ ตกเย็นก็กลับบ้าน ใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้คนเดียว จริงๆ จิตใจผมรับไม่ได้หรอกกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ แต่ถ้าจะให้เปลี่ยนแปลงบรรยากาศบ้านหลังนี้ไป ผมก็ไม่เปลี่ยน”

แม้ความเศร้ายังเกาะกุมหัวใจ แต่เขาไม่คิดจะปรับเปลี่ยน ทุกอย่างในบ้านยังคงเดิม ภาพถ่ายลูกชายถูกติดไว้รอบบ้าน ถ้วยรางวัล เกียรติบัตรจำนวนมากถูกวางไว้ในตำแหน่งเดิมเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อน

เขายอมเสียน้ำตาเพื่อให้ได้อยู่ในที่ที่เคยอบอุ่นเหมือนวันวาน แม้จะถูกญาติพี่น้องชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่สะดวกใจที่จะตอบรับ

“ผมแคร์ความรู้สึกลูก แม้เขาจะไม่อยู่ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าพอโย่ไม่อยู่ ป๊าก็เอารูปโย่ลงหมดเลย ผมแคร์ความรู้สึก แต่ขณะเดียวกัน เราเองก็แย่เหมือนกัน” สาทรบอกทั้งน้ำตา

เวลาในการเยียวยาหัวใจของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคนสั้น บางคนยาวนาน สำหรับพ่อคนนี้ นับตั้งแต่ 31 มี.ค. 2557 ไม่มีวันไหนที่รู้สึกแตกต่างกัน ทุกครั้งที่เห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลูกชาย เขามักจะร้องไห้ออกมาเสมอ

“ไม่มีวันไหนต่างกัน เป็นความรู้สึกแย่ สูญเสียโย่เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่สุดในชีวิต วันก่อนผมไปยื่นหมายให้กับร้อยตำรวจโทท่านหนึ่ง เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นเดียวกับโย่เพื่อให้เขามาเป็นพยานให้ ขากลับถึงบ้าน ผมนั่งร้องไห้ เพราะคิดถึงโย่ เห็นเพื่อนเขาอยู่ในเครื่องแบบที่โย่ใฝ่ฝัน กำลังทำงานบริการประชาชน แต่ลูกเราไม่อยู่แล้ว หรือเวลาออกไปร้านอาหารเจอตัวเลข 69 ซึ่งเป็นรุ่นของโย่ ผมก็เบือนหน้าหนีเลย

“ทุกวันนี้ผมมองฟ้าไม่ได้แล้ว เห็นแล้วร้องไห้ คิดถึงวันนั้น วันที่ผมตั้งใจไปให้กำลังใจเขา นั่งถือกล้องส่องทางไกลที่เพิ่งซื้อมาไปดูเขากระโดดร่ม แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นภาพของลูกออกจากเครื่องบินแล้วลอยลิ่วๆลงมาข้างล่าง ตอนนี้แหงนหน้ามองฟ้ามันจินตนาการไปเองเลยว่า เขากำลังหล่นลงมา เวลาขับรถไปไหน ผมต้องเอาที่บังตาลง ใส่หมวกแก๊ปให้มันเห็นเฉพาะถนน”

 

 

โยโย่วัย 2 ขวบ เมื่อครั้งคุณพ่อพาไปวิ่งครั้งเเรก

อยู่รอดได้เพราะน้ำใจของชาวบ้านและรสพระธรรม

ด้วยภาวะความเศร้า เหงา เครียดที่เกิดขึ้น นำไปสู่การคิดฆ่าตัวตาย ครั้งแรกเกิดขึ้นหลังสูญเสียลูกชายได้ไม่ถึงเดือน วันนั้นสาทรนั่งซึมบนเก้าอี้ไม้ตัวยาว กวาดสายตามองไปยังภาพถ่ายของครอบครัวที่ติดอยู่บนฝาผนัง

“เห็นแล้วคิดถึงเขามาก อยากจะไปอยู่กับเขา ก็เลยคิดสั้น เดินไปหยิบปืนพกมา แต่บังเอิญโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเพื่อนของโย่โทรมา เรารับโทรศัพท์แล้วเผลอหลุดร้องไห้ เพื่อนเขารีบถามว่าป๊าเป็นอะไร ป๊าเป็นอะไร อยู่บ้านหรือเปล่า สุดท้ายก็พากันมาหา 5-6 คน เจอสภาพคนกำลังนั่งร้องไห้ มีปืนพกวางอยู่ข้างตัว พวกเขาก็ร้องไห้กัน บอกว่าป๊าอย่าทำอย่างนี้นะ อย่าทำ มันไม่ดี”

ผ่านมาได้เพียงสัปดาห์กว่า สาทรเฉียดใกล้ความตายอีกครั้ง

“มันไม่ไหวจริงๆ หยิบปืนแล้ว แต่ดวงคงไม่ถึงฆาต มีเพื่อนสนิทโย่ตั้งแต่สมัยอนุบาลมาตะโกนเรียกหน้าบ้าน ก็เลยไปเปิดประตูให้เขา เขาเห็นเราร้องไห้ บอกป๊าเอาอีกแล้ว ป๊าเอาอีกแล้ว เลยโทรหาญาติพี่น้องผม จนพี่ชายมาเอาปืนไปเก็บ”

หลังจากวันนั้นสาทรไม่คิดฆ่าตัวตายอีกเลย พยายามจัดการความคิดตัวเองให้เดินหน้าต่อไป โดยสิ่งสำคัญที่ดึงเขาออกจากความเจ็บปวดได้บ้างคือ พลังใจจากชาวบ้านในพื้นที่และลูกศิษย์ ตลอดจนความสงบของจิตที่ได้รับจากธรรมะ หลังตัดสินใจบวชถึง 2 ครั้งในรอบ 3 ปี

“ผมรู้ว่าเอาชนะความเครียดและความรู้สึกคิดถึงไม่ได้ ถ้าเครียดขึ้นมาจริงๆ ร้องไห้ก็ต้องปล่อยมันร้องไป คิดอะไรก็ปล่อยให้มันคิดไป ไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่าปล่อยมันไป ได้แต่คิดว่าเมื่อชีวิตต้องเดินไป มันก็ต้องไป ถ้าเดินไปแล้วสะดุดเจออะไรก็เผชิญหน้ามัน”

 

สภาพจิตใจในช่วงแรกหลังเสร็จสิ้นงานศพ ถูกซ้ำเติมความเจ็บปวดด้วยการจากลาของภรรยา เขาไม่อาจทนอยู่บ้านหลังนี้ได้ หอบผ้าผ่อนมากินนอนที่โรงเรียนโดยมีลูกศิษย์เป็นเพื่อนคลายทุกข์

“ผมนอนบ้านไม่ได้ ไม่ไหว ต้องมานอนโรงเรียน เด็กๆ บอกว่า คุณครูครับให้ผมนอนเป็นเพื่อนนะครับ เราก็ปฎิเสธ ไม่เอาๆ ขอบใจมาก ที่จะมาอยู่เป็นเพื่อน แต่หนูยังเด็ก เกิดอะไรขึ้นแล้วครูรับผิดชอบไม่ไหว แต่พอถึงตอนเย็นแม่เขากลับจูงมือลูกมาเองเลย บอกไม่เป็นไรครู ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เดี๋ยวฉันให้มันกินข้าวอาบน้ำอาบท่าแล้วจะให้มันมานอนด้วย”

อีกเรื่องน่าเศร้าและน่าเห็นใจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คือ เขาคิดว่าตัวเองผิดพลาดที่ตัดสินใจปล่อยให้ลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหารและนายร้อยตำรวจ โดยทุกเช้าหลังจากตื่นนอน สาทรจะเดินไปที่รูปของลูกชายแล้วพูดว่า ‘โย่ครับ ป๊าขอโทษครับ’

“ผมทำได้แค่ขอโทษเขาทุกเช้า ผมรู้สึกผิดที่อนุญาตให้เขาไปเรียน ในฐานะคนเป็นพ่อหากปฎิเสธ ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบวันนี้”

 

3 ปีคดีไม่คืบ สังคมต้องได้รับบทเรียน

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า ความสูญเสียครั้งนี้มีต้นเหตุมาจากปัญหาการซ่อมบำรุงสายสลิงที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน สลิงมีการหลุดออกจากท่อปรับแรงตึง จึงไม่สามารถยึดสลิงไว้ได้ ทำให้การกระตุกร่มไม่ทำงาน กระทั่งนำไปสู่ความตายของนักเรียนนายร้อยตำรวจ 2 นาย และบาดเจ็บอีก 3 นาย

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับผู้ถูกกล่าวหา 11 ราย แบ่งเป็นผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด  7 ราย  ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อสลิงมีการอนุมัติจ่ายเงินในการจัดซื้อสลิงที่นำมาเปลี่ยน เจ้าหน้าที่ของบริษัท การบินไทย (มหาชน) จำกัด  1 คน ผู้จัดซ่อมอากาศยานตำรวจ รู้เห็นการนำสลิงดัดแปลงที่เกิดเหตุมาติดตั้งบนเครื่องบิน และเจ้าหน้าที่จากกองบินตำรวจ  3 นาย เป็นผู้ติดตามการซ่อม รู้เห็นในการเปลี่ยนสลิงที่ใช้ในวันเกิดเหตุ

คดีเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ปี ผมไม่เข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรมไปเสียเวลาตรงไหน ตอนนี้เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ในชั้นพนักงานสอบสวน และส่งให้อัยการอย่างสมบูรณ์เมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนในคดีแพ่ง เนื่องจากผมมีความประสงค์จะให้มีการดำเนินการให้คดีอาญาด้วย เลยเป็นประเด็นที่ทำให้เราไม่สามารถไกล่เกลี่ยให้ลงตัวได้”

สาเหตุที่สาทรยังต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เพื่อลูกชายอีกแล้ว แต่ต้องการให้บทเรียน สร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมและประเทศชาติ งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตระหนัก

“ด้วยความสัตย์จริง ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก คดียังไปไม่ถึงศาล เพิ่งถึงอัยการ เรียนตรงๆ ว่าไม่เคยคิดอาฆาตแค้นหรือไม่ให้อภัยใคร ผมเคยโดนข่มขู่เอาชีวิตและให้หยุดซะ ผมหวาดกลัวบ้างแต่ไม่เคยคิดจะหยุด ผมสู้เพราะคดีนี้ได้ส่งถึงมือ ปปช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) มีการชี้มูลเรื่องทุจริตและให้พนักงานสอบสวนพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย ถ้าผมไม่ดำเนินคดีอาญา คนพวกนี้จะคุ้นเคยกับการประมาท การทุจริต เอาแต่ทำลวกๆ ง่ายๆ ที่สำคัญถ้าประมาทและทุจริตสามารถจบลงได้โดยไม่ได้รับโทษแบบที่สังคมไทยชอบเรียกว่า เคลียร์กันได้ ความตระหนักในสิ่งผิดมันจะไม่เกิด เมื่อไม่เกิด ความสูญเสียแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก”

ความตั้งใจครั้งสำคัญของสาทรเมื่อได้รับความยุติธรรมก็คือ การเขียนหนังสือชื่อ “ดาวครึ่งดวง” บอกเล่าประวัติ อุดมการณ์ กระทั่งวันจากไปของลูกชาย พร้อมกับนำเงินที่ได้รับในคดีทางแพ่งไปก่อสร้างโครงการบางอย่างที่ทำให้คนไทยตระหนักในความเลวร้ายของการทุจริต ขณะที่เป้าหมายสุดท้ายในชีวิตคือการสละทางโลก เดินหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จนกระทั่งหมดลมหายใจ

“ผมคิดจนตกผลึกแล้ว ถ้าเรื่องราวต่างๆ มันจบลง การบวชเป็นพระอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาธรรมะน่าจะเป็นอะไรที่ใช่ที่สุด”

 

 

 

บ้านที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ยุคใหม่การเมืองโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/490304

ยุคใหม่การเมืองโปร่งใส

โดย…ปริญญา ชูเลขา

หลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองเลขาธิการกฤษฎีกาในฐานะเลขานุการกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คือ ร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ซึ่งต้องทำให้เสร็จภายใน 240 วัน

ปกรณ์ บอกว่า ตอนนี้เสร็จแล้ว 2 ฉบับ จะเร่งเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คือร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง กับ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมทยอยออกกฎหมายลูกบรรดาองค์กรอิสระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เพราะต้องการให้มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองจะได้มาเริ่มนับหนึ่งสู่เส้นทางประชาธิปไตย ทุกอย่างจะได้เริ่มต้นใหม่

ทั้งนี้ ประชาชนจะได้กลับมาสนใจการเมืองกันมากขึ้น สิ่งที่จะได้เห็นคือ พรรคการเมืองเป็นสถาบันสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น สนับสนุนเงินบำรุงพรรค การมีส่วนร่วมคัดเลือกผู้สมัคร หรือผู้บริหาร รวมถึงกำหนดนโยบาย ที่สำคัญเน้นที่พรรคต้องมีอุดมการณ์ทางการเมืองในการรวมกลุ่มที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาประกาศจะดำเนินการตามแนวทางนี้

“อย่าลืมว่าปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา เพราะเรายึดติดกับรูปแบบมากกว่าเนื้อหา เราต้องการเข้าถึงเนื้อหา หรือประชาธิปไตยแบบเนื้อหาจริงๆ พรรคไม่ใช่ใครมีตังค์จะตั้งพรรคได้ แต่ต้องมีอุดมการณ์เดียวกัน มีการถ่วงดุล และตรวจสอบภายในพรรค เช่น คัดผู้สมัคร หรือผู้บริหาร ต้องตอบโจทย์สมาชิกให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ใครคนเดียวเป็นใหญ่ในพรรค จะสั่งอะไรก็ได้”ปกรณ์ กล่าว

ปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมาย กกต.ที่จะมาดูแลการเลือกตั้งใหญ่และท้องถิ่น หรือประชามติ เดิมการทำงานของ กกต.จะรอให้มีผู้ร้องกล่าวหาร้องเรียนก่อน แต่ต่อไปนี้จะต้องทำงานเชิงรุก คือ ข้อมูลเบาะแสไม่ว่าจะเข้ามาทางไหนก็ตาม กกต.ต้องไปไล่ตรวจสอบ และคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล หรือพยาน เพราะฉะนั้นจะเปลี่ยนเป็นอะไรเข้าหู กกต.ที่เห็นว่าผิดปกติ กกต.ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทันที และไม่มีอีกแล้วการแจกใบแดง หรือใบเหลือง

อย่างไรก็ตาม การตัดสิทธิทางการเมืองจะให้อำนาจศาลเป็นผู้พิจารณา ถ้าใครทำผิด อาจจะสั่งให้ยุติการเลือกตั้งชั่วคราวได้ ภายใน 2 เดือนก่อนประกาศผล ซึ่ง กกต.ทำได้ก่อน หรือหลัง เลือกตั้ง นับแต่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ใครมีพฤติกรรมผิดปกติ สามารถระงับผู้สมัครคนนั้นได้ พอเลือกตั้งไปแล้ว ไปเจอความผิด ก็สามารถส่งฟ้องศาลได้

“กรธ.มีเวลา 240 วัน จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะไม่ยื้อเวลาให้ยาวที่สุดแน่นอน เพราะกฎหมายทำยาก ต้องรับฟังความคิดเห็นอีกมากมายไม่ใช่เรื่องง่ายๆ กรธ.ทำเท่านี้ อะไรเสร็จก็ส่ง สนช.ทันที ไม่รู้จะยื้อไปทำไม เพราะไม่ได้เป็นพวกใคร โดยหลักการ คือ กฎหมายพรรคการเมือง และ กกต.ต้องเสร็จเรียบร้อย ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีซ้ำรอยที่ผ่านมา พอจัดเลือกตั้งแต่กฎหมายลูกยังไม่เรียบร้อย ก็เกิดปัญหาข้อขัดแย้งทางปฏิบัติและกฎหมายตามมา กรธ.ไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดแบบนี้อีก” ปกรณ์ กล่าว

ปกรณ์ กล่าวอีกว่า ทิศทางการเมืองไทยเรื่องพรรคการเมือง ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าใครหรือพรรคไหนจะเข้มแข็งหรืออ่อนแอไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สำคัญตรงการพัฒนาประเทศจะต้องเดินไปข้างหน้า ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มนับหนึ่งในการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้กระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ แต่นักการเมืองบางคนบางกลุ่มยังสนใจแต่ที่มาของอำนาจมากกว่าปัญหาปากท้องประชาชน ทั้งๆ ที่ควรจะสนใจว่าลูกหลานเราจะอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า

ที่สำคัญพรรคการเมืองต้องปฏิรูปตัวเองด้วย คือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบทางการเมือง และต่อสมาชิกพรรค และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องชัดเจน และต้องทำตามกฎหมายบ้านเมือง เป็นพรรคการเมืองที่ต้องรู้จักความรับผิดชอบทางการเมือง นี่คือสิ่งที่สังคมเรียกร้องกันมานานแต่จะเกิดให้ได้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่ได้กำหนดไว้

“สิ่งที่ผู้ใช้อำนาจต้องมี คือ นโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เป็นวิทยาศาสตร์พิสูจน์ถูกหรือผิดได้ จะต้องมีการบอกประชาชนให้รู้ล่วงหน้าถึงข้อดี หรือข้อเสีย ไม่ใช่หาเสียงแต่ข้อดีๆ เพื่อจะได้คะแนนเลือกตั้งมากๆ จนไม่สนใจว่าจะทำให้ประเทศเสียหายอย่างไร พอเกิดปัญหาหรือความเสียหายเรื่องแบบนี้กลับไม่ยอมบอกประชาชนให้รู้ ถ้ามีความรับผิดชอบจริงๆ นโยบายพรรค ต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ”

ปกรณ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า การทุจริตเลือกตั้ง เชื่อว่าไม่มีเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะเราเดินมาไกลเกินกว่าจะกลับไปสกปรกโสมม พรรคการเมืองมีหน้าที่ดูแลสมาชิกไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ขณะที่ กกต.จะดูแลเข้มข้นไม่ให้ใครทำผิดกฎหมาย และต่อไปในอนาคต จะมีประชาชน 67 ล้านคน มาช่วยแจ้งเบาะแสเป็นหูเป็นตาให้ข้อมูล กกต.มากยิ่งขึ้น เพราะด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟนถ่ายคลิปลงบนโลกโซเชียลมีเดีย ทางเฟซบุ๊ก หรือยูทูบ ฯลฯ สามารถเป็นหลักฐานในการแจ้งเบาะแสสำคัญให้ กกต.นำไปฟ้องร้องขึ้นศาลเอาผิดผู้สมัครทุจริตได้ ดังนั้น การเลือกตั้งยุคใหม่ กกต.ต้องไม่นั่งรอรับคำร้องอีกต่อไป

ปกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่สาเหตุความขัดแย้งทางการเมือง เพราะที่ผ่านมาวัฒนธรรมการเมืองไทยไม่เคยเอากันถึงตายขนาดนี้และไม่เคยเห็นวัฒนธรรมการเมืองไทยใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตมากมายขนาดนี้เช่นกัน จนเมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจากนี้ไปความขัดแย้งต่างๆ จะไปจบที่ระบบรัฐสภาที่มีกลไกต่างๆ รองรับ เช่น ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ หรือ สว.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติได้ หรือเปิดประชุมลับให้ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบปัญหาความขัดแย้งต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดสด เพราะนักการเมืองมักชอบโชว์ออฟมากกว่าจะหาทางออกให้บ้านเมือง แต่มักจะหาคะแนนนิยมใส่ตัวเองมากกว่า ดังนั้นต้องร่วมกันรับผิดชอบทางการเมือง

“ความขัดแย้งเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุ ก่อนหน้านี้ก็ขัดแย้งกัน สังคมควรกลับมาคิดว่า เราจะอยู่กันแบบเดิมๆ คงไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนแปลง ผมไม่สบายใจ คำว่าอยู่แบบเดิมๆ ที่กลุ่มนั้นว่าอย่างนั้น กลุ่มนี้ก็ว่าอีกอย่าง เหมือนจะให้ตีกันอีก แต่เมื่อมีความเห็นต่างกัน ก็ควรจะคิดถึงผลประโยชน์สุดท้ายที่ตกกับประชาชน ทำไมต้องมาทะเลาะกันอีก”ปกรณ์ กล่าว

 

สมานฉันท์ปรองดอง ต้องหยุดหากินบนความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/489298

สมานฉันท์ปรองดอง ต้องหยุดหากินบนความขัดแย้ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กระบวนการ “ปรองดอง” รอบใหม่ภายใต้การดำเนินการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ถือเป็นความหวังครั้งสุดท้าย และเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดว่ารัฐประหารครั้งนี้จะเสียของหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยเป็นองค์กรหนึ่งที่เห็นด้วยกับการหาทางออกให้บ้านเมืองจบปัญหาขัดแย้ง เดินหน้าไปสู่ทิศทางของการพัฒนา สนับสนุน ผู้มีอำนาจให้เริ่มต้นกระบวนการปรองดอง “ไม่ใช่จบปัญหาของเรา หรือปัญหาของเขา แต่จบปัญหาของประเทศแท้จริง”

ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยเป็นไปตามหลักสากลไม่ได้นำเสนอแม้แต่ส่วนใดที่เกี่ยวกับผลประโยชน์พรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ความปรองดองจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่าย เจ้าภาพ ผู้เข้าร่วมทุกฝ่ายต้องจริงใจต่อกัน เปิดหัวใจ ไม่หวาดระแวงและมองเห็นปัญหาหลักร่วมกัน ตัดผลประโยชน์ส่วนตนออกไป หาเป้าหมายร่วมให้ตรงกัน

ประเด็นสำคัญ คือปัญหาความขัดแย้งต้องใช้กฎหมายที่เป็นธรรม มีหลักนิติธรรมเคร่งครัด ไม่ใช่มีบางฝ่ายได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากคดีลักษณะเดียวกัน บางฝ่ายผิดตลอด ทั้งที่บางฝ่ายแม้ทำผิดหมือนกันแต่ไม่เคยผิดตลอด จนเป็นข้ออ้างให้คนไม่เคารพกฎหมาย เมื่อกฎหมายไม่เป็นธรรมก็สร้างปัญหาความเชื่อมั่นให้กับประเทศ

“ในข้อเสนอเราไม่มีการพูดถึงเรื่องอภัยโทษ ส่วนตัวในฐานะสมาชิก 111 เราถือว่าเป็นเหยื่อการกระทำ ที่ถูกตัดสินยุบพรรค ตัดสิทธิเพราะระบุว่ามีกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางคน ไปจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง ผ่านไป 5 ปี มีการตัดสินแล้วว่าข้อกล่าวหาว่าจ้างพรรคเล็กไม่มีมูลความผิด

…แต่พวกเราได้รับการลงโทษไปแล้ว คนที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยเคารพหลักประชาธิปไตยข้อหานี้เจ็บปวด เลือกตั้งทุกครั้งเราไม่เคยใช้วิธีนอกระบบ แต่เราต้องยอมเสียสละ รับความเจ็บปวดส่วนตนนี้ไว้ ถ้าเอาคืนบ้านเมืองก็ไม่จบเราจึงนิ่งเฉย ฟ้องกลับยังไม่ฟ้องเลย”

คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่า คณะรับฟังความคิดเห็นที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นประธาน มีความตั้งใจ สร้างบรรยากาศทำให้การพูดจาฉันมิตรเกิดขึ้น แต่เมื่อรวมข้อมูลจนเสร็จแล้ว ควรให้ผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการมาเป็นผู้รวบรวมสิ่งที่รับฟัง จากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กรองออกมาเป็นโมเดลเดินไปสู่ทางออกตามหลักวิชาการ

 

สรุปง่ายๆ คือ 1.ผู้ถูกกระทำต้องพร้อมให้อภัย ฝ่ายกระทำต้องหยุดใช้อำนาจในการย่ำยีอีกฝ่ายหนึ่ง ป.ย.ป.ต้องตั้งคนที่มีองค์ความรู้ดำเนินการหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการหลังรับฟังความเห็นอย่างไร 2.หลักนิติธรรมสำคัญสุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 3.ข้อสรุปที่จะทำให้เกิดการปรองดอง ต้องเป็นความเห็นพ้องของทุกฝ่ายอย่างเต็มใจ

“อภินิหารไม่มีในกฎหมาย กฎหมายมีแต่หลักนิติธรรม ถ้าคุณไม่ปฏิรูปตรงนี้ เอาแค่จัดระเบียบนักการเมืองอย่างเดียวปัญหาจะจบจริงไหม รากเหง้าปัญหามาจากความเหลื่อมล้ำ ชนบทกับเมืองแต่ไม่มีการพูดถึง การอ้างว่าไปฟังเสียงประชาชนด้วยการให้ประชาชนไปฟังบรรยายครึ่งวันแล้วถือว่าได้ฟังเสียงประชาชนครบถ้วน ก็อาจไม่ใช่”

ในฐานะแกนนำพรรคไทยรักไทย ไม่ได้มองแค่เรื่องการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แต่เห็นว่าบ้านเมืองต้องจบปัญหา ไม่อย่างนั้นเลือกตั้งไปก็ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม หากทำสำเร็จ คณะที่มีอำนาจขณะนี้ก็จะเป็นวีรบุรุษ แต่ถ้ายังมีการรักษาความขัดแย้ง ก็จะมีเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ได้ประโยชน์ ดังนั้นถ้าจะปรองดองกันก็ต้องหยุดหาประโยชน์บนความขัดแย้ง เลิกเลี้ยงไข้ความขัดแย้งเสีย

“การปรองดองครั้งนี้เห็นด้วยกับ ดร.ทักษิณ ที่บอกว่า ให้ตัดออกจากสมการของความปรองดอง ไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อให้คุณทักษิณ และฝ่ายที่อยากจะช่วยก็ไม่ต้องไปทำอะไรที่จะช่วยทักษิณ ฝ่ายที่อยากจะย่ำยี ก็จะต้องหยุดการกระทำ นอกเสียจากต้องการเลี้ยงความขัดแย้งไว้ ก็จะต้องเลี้ยงภาพหลอนคุณทักษิณไว้”

ก่อนหน้านี้อาจมีคนมองว่าคุณทักษิณเป็นปัจจัยความขัดแย้ง คนที่เชียร์ก็มองว่าเป็นเหยื่อ คนที่ไม่เชียร์แต่หาประโยชน์ก็ต้องเลี้ยงให้ดูน่ากลัวเลี้ยงให้เป็นปีศาจไว้หลอกหลอน แล้วแต่ใครได้ประโยชน์ตรงนี้ เราจึงควรจะตัดคุณทักษิณออกจากโจทย์นี้เสีย แล้วเอาประโยชน์ของประเทศจริงๆ

“วันนี้ เรารู้ว่าประเทศเดินมาถึงจุดที่ทุกคนต้องเสียสละ เราต้องเริ่มเสียสละจากตัวเราเองก่อน เราตกผลึกแล้วเราอยากเห็นความปรองดอง เพื่อสามารถจบปัญหาทุกอย่างได้โดยไม่ต้องคิดว่าเงื่อนไขใหญ่จะอยู่ที่ ดร.ทักษิณ ต้องถอด ดร.ทักษิณ ออกจากโจทย์เรื่องปรองดอง”

แกนนำพรรคไทยรักไทย เปรียบเทียบว่า เวลานี้เหมือนอยู่ในเรือ หากมัวแต่ตีกันเรือก็ล่ม ต้องหยุด เพื่อให้เรือลอยไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือวันนี้ผู้มีอำนาจต้องกลับมาปฏิรูปนำหลักนิติธรรมกลับมาสู่ประเทศไทย ถ้ากฎหมายไม่ยึดหลักนิติธรรม แต่ใช้หลักอภินิหาร ผลดีก็ได้กับผู้มีอำนาจที่จัดการฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ผลเสียจะอยู่กับคนทั้งประเทศ

ตามหลักการที่นักวิชาการนำเสนอเรื่องปรองดอง หลักใหญ่คือจะต้องปฏิรูปกระบวนการการยุติธรรมให้กลับมาใช้หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักสากล ทั้งรวันดา แอฟริกาหลายประเทศก็สำเร็จเพราะใช้หลักนิติธรรมกฎหมายเป็นกฎหมาย ประชาชนที่ถูกกระทำให้อภัยและเริ่มต้นกันใหม่ ไม่จองล้างจองผลาญกัน

ดังนั้น ถ้าคุณไม่ปรับปรุงกระบวนการ ไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และยังมีการใช้อำนาจพิเศษ ทำให้เกิดอภินิหารของกฎหมาย มันก็ลำบากที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับเพื่อไทยอย่างเดียว แต่หลักนี้กระทบไปทุกเรื่อง ทั้ง เอ็นจีโอเยาวชนที่ถูกยิงเสียชีวิต หรือสื่อมวลชนก็ดี ล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างสองมาตรฐาน

ถามว่าคนที่ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งมาเป็นคนแก้ปัญหาจะได้รับการยอมรับหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบว่า ความขัดแย้งที่มีการพูดว่ามาจากฝ่ายการเมืองและทหารบอกว่ามาแก้ปัญหา แต่ฝ่ายที่เป็นประชาธิปไตยหรือนักวิชาการเขาก็มองว่า ถ้าปัญหาเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยก็ควรทำให้จบในระบบ แต่เมื่อมีปฏิวัติมาคั่น การพัฒนาประชาธิปไตยเลยไม่เกิดขึ้น

“จะเรียกว่าทหารเป็นคู่ขัดแย้งหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า กลุ่มทั้งหมด ฝ่ายการเมือง สีเสื้อ ข้าราชการ ทหาร คือส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหา คุณจึงไม่เป็นกลาง จะดีกว่าไหม ถ้าเราเอาคนมีความรู้เรื่องนี้  มีหลักอ้างอิงเอามาดำเนินการทำ ดังนั้นควรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถึงจะเดินหน้าได้และยั่งยืน ไม่ใช่ยอมรับจากการใช้อำนาจ”

ส่วนเรื่อง “สัญญาประชาคม” คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่า เป็นเหมือนการจัดระเบียบนักการเมือง พรรคการเมือง ซึ่งเป็นส่วนเดียวของกระบวนการปรองดอง เวลานี้เป็นเรื่องของนักการเมืองทั้งคู่ คือ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และนักการเมืองที่มาจากการปฏิวัติ ถ้าคุณแค่เอาอำนาจของคุณที่เป็นนักการเมืองที่มาจากปฏิวัติ มาจัดระเบียบนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คงได้ประโยชน์เพียงส่วนเดียว กับใครก็ไม่รู้ ไม่ได้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม

“เวลานี้ คสช.มีอำนาจล้นฟ้า น่าจะทำให้ครบถ้วนกระบวนการปรองดอง ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นคุณูปการ เป็นฮีโร่ของประเทศ แต่ถ้าเพียงแค่มาจัดการฝ่ายการเมืองก็อาจเป็นจะผลดีกับกลุ่มคนเล็กๆ แต่โดยส่วนรวมปัญหาความไม่เป็นธรรมของกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมยังไม่ถูกปฏิรูป ก็แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

 

“โสเภณีถูกกฎหมาย” ขจัดผลประโยชน์มืด-คืนศักดิ์ศรีความเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/488530

"โสเภณีถูกกฎหมาย" ขจัดผลประโยชน์มืด-คืนศักดิ์ศรีความเท่าเทียม

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ไม่นานมานี้ เว็บไซต์มิร์เรอร์ของอังกฤษนำเสนอรายงานข่าวว่า พัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กส์ของโลก มีผู้หญิงขายบริการทางเพศมากถึง 2.7 หมื่นคน  และ 1 ใน 5 ของหญิงเหล่านี้อาศัยอยู่อย่างถาวรในเมืองพัทยา

รายงานข่าวนี้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย เจ้าหน้าที่รัฐออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่าเป็นการใส่ร้าย มีคำสั่งให้กวาดล้างหญิงขายบริการในพื้นที่พัทยาอย่างเข้มงวด

พัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์จริงหรือไม่ ทำไมต่างชาติมองว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยโสเภณี และแนวคิดการเปิดให้มีการค้าบริการทางเพศอย่างถูกกฎหมายจะเวิร์คจริงหรือ

วันนี้ “จันทวิภา อภิสุข” ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ องค์กรที่เทำงานด้านส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานบริการทางเพศได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไป จะไขข้อเท็จจริงอีกด้านที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

“พัทยา”นครแห่งบาป?

คำถามที่ว่าพัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ตามที่สื่อต่างประเทศรายงานนั้นจริงเท็จแค่ไหน

จันทวิภา มองว่า สิ่งที่สื่อต่างชาติรายงานนั้นเป็นเรื่องจริงที่คนไทยรับรู้ แต่ไม่อยากพูด เหตุผลที่พัทยาเจริญรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยการค้าบริการทางเพศ เกิดจาก 2 ปัจจัยคือ 1.สงครามเวียดนาม นำไปสู่การตั้งถิ่นฐานของกองทัพนานาชาติในอดีต 2.นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองไทย

“ราว 40 ปีก่อน พัทยาเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบ แต่เนื่องจากอยู่ไม่ห่างจากอู่ตะเภา ที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ เดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง เชื่อกันว่าการไปเที่ยวพักผ่อนของทหารอเมริกันในยามพักรบนำไปสู่การเกิดขึ้นของแหล่งบันเทิง สถานบริการหลากหลายรูปแบบ มีการเติบโตของผู้คน เกิดอาชีพใหม่ที่เรียกว่า ‘เมียเช่า’ รบในสนามรบเสร็จก็มาพักอยู่เมืองไทย แทนที่จะจ่ายเงินไปวันๆ เพื่อความต้องการ ทหารก็เลือกจะจ่ายเป็นเดือน เช่ามาเป็นเมียเลย ทำงานสารพัด ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าว ตอนกลางคืนก็เป็นเมียอีก”

หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี 2518 ความรุ่งเรืองของเมืองพัทยาก็ถึงคราวล่มสลาย สถานบันเทิง ผับบาร์ทยอยปิดตัว พนักงานจำนวนมากตกงาน จึงเป็นแรงผลักดันให้พัทยาต้องเสาะหาแขกนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ กระทั่งถูกประกาศให้เป็น “เมืองพัทยา” เพื่อรักษาสถานภาพด้านการท่องเที่ยว นั่นส่งผลให้ความเข้มงวดในการตรวจตราและบังคับใช้กฎหมายต่างๆหย่อนยานลง

“พอประกาศตัวเองว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว เปิดรับทุกอย่างเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายต่างๆก็ลดน้อยลง เนื่องจากมีผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือไม่ก็เอื้อเฟื้อให้กับคนบางกลุ่ม จะทำอะไรก็มักกลัวผลกระทบต่อการท่องเที่ยว”

เซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ

ผอ.มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ บอกว่า ผู้หญิงบริการไม่แตกต่างจากอาชีพทั่วไปที่หาเลี้ยงชีพโดยสุจริต แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฏหมาย ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมายแรงงาน อีกทั้งสังคมยังมองคนกลุ่มนี้ว่ามีตราบาป ทั้งที่เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีควรมีกฎหมายมาคอยควบคุม หากทุกอย่างเป็นไปด้วยความยินยอมและยุติธรรม ก็ถือว่าไม่ผิด

“เซ็กส์ไม่มีความผิด แต่รับเงินเมื่อไหร่ถึงผิด เราจะเอากันอย่างงั้นหรอ มันไม่ใช่ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ตกลงกันได้ ไม่มีการบังคับว่าเธอต้องไปกับคนนั้นคนนี้ อายุบรรลุนิติภาวะ แบบนี้ไม่ผิด เอากฎหมายมาควบคุมไม่ได้ สำหรับแนวคิดให้มีการขายบริการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้ขายต้องเข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียน ถามจริงๆเถอะว่า ใครจะอยากจด ใครจะกล้า ส่วนใหญ่ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ จริงๆเขามาชั่วคราว คงไม่อยากมีเรื่องราวบันทึกในประวัติศาสตร์ชีวิตว่าฉันเคยทำอาชีพนี้หรอก”

จันทวิภา  บอกว่าการแก้ปัญหาอาชีพบริการทางเพศ ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยมีคนประกอบอาชีพนี้จำนวนมากและไม่ใช่เพียงแค่เพศหญิงอีกต่อไป ก่อนจะเอาความจริงนั้นมากำหนดแนวทาง ยกระดับให้มีมาตรฐานและไม่เป็นตราบาปอีกต่อไป เพราะเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติของทั่วโลก แนวทางจัดการคือ เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ เพื่อหาจุดร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้าไปแตะปัญหาเพียงแค่ผิวเผินและเลือกเดินหน้าเฉพาะแนวทางที่รัฐคิดเท่านั้น

“ต่อรองระหว่างสังคมกับคนที่ประกอบอาชีพ ยอมรับความจริง พบกันคนละครึ่งทางและใช้ทางที่มีจุดร่วมด้วยกัน  อาจหาพื้นที่ที่พอยอมรับได้สักแห่ง ห่างจากชุมชน แต่เดินทางได้สะดวกและไม่ยากเย็นจนเกิดไปสำหรับนักท่องเที่ยว มีการควบคุมราคา ให้บริการที่ได้มาตรฐาน หมายถึง ไม่มีความรุนแรง ราคาเหมาะสม สะอาด ปลอดภัย ร้านไหนได้มาตรฐานก็ได้รับใบอนุญาตไป

“อาจมีการกำหนดเป็นโซนนิ่งซึ่งมีหลายรูปแบบทั้งลักษณะสถานที่ให้บริการ ลักษณะธุรกิจ และลักษณะพื้นที่ ซึ่งอย่างหลังคงเป็นไปไม่ได้ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพกระจัดกระจาย แต่หากเป็นโซนนิ่งในลักษณะสถานที่ เช่น กำหนดว่าสถานที่แห่งนี้เปิดได้กี่โมง มีอะไรควบคุม แบ่งตำแหน่งภายในอย่างไร หรือโซนนิ่งในรูปแบบบุคคลที่อนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานได้ที่ไหนบ้าง”

 

โสเภณีถูกกฎหมายเพื่อประโยชน์ชาติ

หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า โสเภณีไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยปลายรัชกาลที่ 5 มีพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทรศก 127 (พ.ศ.2451) ซึ่งระบุถึงการบังคับให้หญิงนครโสเภณีปฎิบัติตามกฎหมาย  เนื้อหาบางช่วงมีดังนี้

“ผู้ที่จะเป็นนายโรงหญิงนครโสเภณีได้ต้องเป็นผู้หญิง ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จึงตั้งโรงหญิงนครโสเภณีได้ โดยนายโรงต้องทำบัญชีหญิงนครโสเภณีที่มีอยู่ประจำและเข้ามาใหม่

ห้าม นายโรงรับหญิงนครโสเภณีที่ไม่มีใบอนุญาต

ห้าม นายโรงรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีมาเลี้ยงไว้ในโรง

ห้าม นายโรงกักขังหญิงนครโสเภณีและห้ามทำสัญญาผูกมัดหญิงนครโสเภณี

ห้าม นายโรงและหญิงนครโสเภณีจุ้นจ้าน เช่น ยื้อยุด ฉุดลาก ผู้ชายให้เข้ามาเที่ยวในโรง ให้เป็นที่รำคาญแก้ผู้คนที่เดินผ่านมานอกโรง

ห้ามไม่ให้ผู้ใด บังคับสตรีหรือล่อลวงหญิงใดที่ไม่สมัครใจเป็นหญิงนครโสเภณี จนทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องจำใจเป็น จะด้วยอุบายอะไรก็ตาม ผู้นั้นมีความผิด”

ทั้งนี้มีการกำหนดรายละเอียดอื่นๆอีก เช่น การขอรับใบอนุญาตตั้งโรงหญิงนครโสเภณี และใบอนุญาตเป็นหญิงนครโสเภณี ถ้าอายุไม่ครบ 15 ปี แล้วมาหลอกเจ้าหน้าที่ว่าอายุเกินก็มีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือทั้งจำและปรับ

สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับหากเปิดโอกาสให้อาชีพขายบริการทางเพศถูกกฎหมายคือ สังคมมองว่าเป็นอาชีพสุจริต เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน คนเหล่านั้นก็จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย นานาชาติยกย่อง ชื่นชมในการแก้ไขปัญหาของไทย

“ธุรกิจบริการต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัย อาจมีการอบรม ข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ในการควบคุมที่ระบุเรื่องของอายุ เวลาการทำงาน น้ำหนัก รูปร่าง รายละเอียดต่างๆ นานา ที่นำไปสู่ความยุติธรรมและความปลอดภัยทั้งเจ้าของธุรกิจ คนให้และคนรับบริการ อย่างที่บอกว่า เซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติของโลกใบนี้ ถ้าคุณจัดการได้อย่างยุติธรรม เขาจะมองว่าคุณจริงจังในการแก้ไขปัญหาสังคม”

จันทรวิภายังบอกอีกว่า การทำให้อาชีพค้าบริการทางเพศถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยลดผลประโยชน์ด้านมืด ลดการทุจริตและการเลือกปฎิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ

“ปัจจุบันเจ้าหน้าที่หลายคนยังขาดความรู้ พอไม่รู้ก็เป็นที่มาของผลประโยชน์ หลักฐานบางอย่างที่ปรากฏหลังการจับกุมของเจ้าหน้าที่ เช่น เหตุการณ์จับผู้ค้าบริการที่อาบอบนวดนาตาลี มีโพยรายชื่อเจ้าหน้าที่รับผลประโยชน์จำนวนมาก แต่กลับใช้เป็นหลักฐานในการสืบสาวหาตัวเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากมีการปรับปรุงกฎหมาย เปิดโอกาสให้กับอาชีพนี้ กระบวนการยุติธรรมจะดีขึ้น ลดการหากินกับกฎหมาย ลดช่องว่างและผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนลง”

ทั้งหมดนี้คือมุมมองน่าสนใจที่สังคมควรรับฟังของเอ็นจีโอที่ทำงานด้านการส่งเสริมโอกาสให้พนักงานบริการทางเพศเพื่อให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไปในสังคมมายาวนานกว่า 20 ปี

 

 

“อาทิตย์” กับภารกิจ “ไทยพาณิชย์” ในใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 22:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/488194

"อาทิตย์" กับภารกิจ "ไทยพาณิชย์" ในใจลูกค้า

โดย…เสาวรส รณเกียรติ

อาทิตย์ นันทวิทยา รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2558 เป็นปีที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการเข้ามาของฟินเทค ทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใหม่ๆและเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว

ในฐานะผู้นำองค์กร เขาต้องมองให้เห็นถึงปัญหาและจุดอ่อนของธนาคารไทยพาณิชย์ และวางวิสัยทัศน์เพื่อให้ธนาคารไทยพาณิชย์ยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งหลังจากผ่านกระบวนการของการเดินทางไปต่างประเทศ ได้พูดคุย ได้ไปเห็น ก็ทำให้เขาตกผลึกความคิดได้ว่า องค์กรบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะสถาบันการเงินเกิดขึ้นแล้วล้มหายตายจากไปอยู่เรื่อย ยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ สถาบันที่เคยดูแข็งแรง ช่วงเวลาปกติดูมีกำไร เมื่อเกิดวิกฤตกลับซวนเซ บางรายก็ล้มไปเลย

เพราะฉะนั้น สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ จะเก่งเป็นช่วงๆ ไม่ได้ จากนี้ไปธนาคารต้องอยู่ได้ ไม่ว่าในสภาพแวดล้อมแบบไหน เป็นที่มาของวิสัยทัศน์ (Vision)ใหม่ว่า ไทยพาณิชย์ต้องเป็นองค์กรที่อยู่รอด เติบโต และทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างยั่งยืน

ช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ภารกิจของอาทิตย์จึงเป็นการสร้างยุทธศาสตร์ ให้ธนาคารเป็นองค์กรที่ทุกคนรักและชื่นชม โดยจะไม่เป็นธนาคารที่ทำธุรกิจแบบเดิม ทำแค่เรื่องธุรกรรมทางการเงิน หรือทรานแซคชั่น (Transaction) เหมือนที่ผ่านมา ที่เมื่อลูกค้าเดินมาแบงก์ แล้วบอกว่า จะทำอะไร แล้วธนาคารก็ให้บริการไป หรือเป็นธนาคารที่ลูกค้าเลือกใช้บริการธนาคาร เพราะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำติดดิน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่จีรัง เพราะธุรกิจไม่ได้อยู่รอดเพราะดอกเบี้ยต่ำสุดเท่านั้น เพราะต่ำสุดแล้วธุรกิจไปไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์

แต่ธนาคารจะต้องคิดว่า ต้องทำอย่างไร มีขีดความสามารถในการให้บริการอะไรบ้าง เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกิจเก่งขึ้น ให้ธุรกิจแบบเอสเอ็มอีฝ่าฟันต่อสู้ได้ในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เพื่อให้เอสเอ็มอีอยู่รอด เก่งขึ้น ทำธุรกิจได้ดีขึ้น

หรือเมื่อลูกค้ารายบุคคลเดินเข้ามาธนาคาร อายุระดับนี้ มีรายได้ประมาณหนึ่ง มีพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์แบบนี้ๆ ธนาคารควรจะเสนอผลิตภัณฑ์อะไรให้ เช่น ขายประกันให้เขาหรือไม่ ขายแบบไหน ขายตอนไหน โดยไม่ใช้รูปแบบการให้คอลเซ็นเตอร์สุ่มโทรศัพท์ไป แต่ไปขายเพราะมีข้อมูล และไปหาเขาในเวลาที่ถูกต้อง

รูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business model) จึงเปลี่ยนไป เพราะเราไม่ได้เอาผลิตภัณฑ์ของธนาคารเป็นตัวตั้ง แต่เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง

พร้อมกันนี้ ธนาคารก็ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ฐานราก (Foundation) ที่ดี มีความก้าวหน้า และทันสมัย รวมถึงบุคลากรที่มีขีดความสามารถใหม่ๆ ที่สอดรับกับทิศทางแนวโน้มการทำธุรกิจ และบทบาทของธนาคาร หรือบิซิเนสโมเดล ของธนาคารที่เปลี่ยนไปด้วย

ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยี การลงทุนด้านระบบ มีการใช้ข้อมูลของธนาคารที่มีอยู่มหาศาลมาทำบิ๊กดาต้า (Big data) การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analytic) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะเป็นการเปลี่ยนสถาปัตยกรรม (Architecture) ของการนำข้อมูลมาใช้ เป็นการเก็บข้อมูล หรือบริหารจัดการข้อมูลที่มีปริมาณนับสิบๆ ล้านในธนาคารปริมาณทรานแซคชั่นที่ใหญ่มาก เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เกิดการวิเคราะห์ในรูปแบบต่างๆ ช่วยให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย คาดการณ์ ประเมินและล่วงรู้ความต้องการของลูกค้า ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของธนาคาร

ซึ่งขณะนี้ การติดตั้ง การวางระบบเทคโนโลยีด้านการบริหารข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนต่างๆ ของธนาคารกำลังเริ่มต้นเอามาใช้ และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ทุกส่วนงานของธนาคารจะนำมาใช้ทั้งหมด เป็นการสร้างขีดความสามารถในการเอาเทคโนโลยี เอาศาสตร์ของข้อมูล มาสร้างความเข้าใจ ความต้องการของลูกค้า เพื่อให้บริการเชิงรุกได้

เช่น ช่วยลูกค้าเอสเอ็มอีทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ช่วยสร้างมาร์เก็ตเพลสที่เป็นดิจิทัล หรือลูกค้าสินเชื่อบ้าน ที่กู้ไป 4-5 ปีจะต้องซ่อมบ้าน ก็จะจับมาเชื่อมโยงกับลูกค้าธุรกิจ อย่างโฮมโปร เอสซีจีหรือลูกค้าที่ทำธุรกิจร้านกาแฟ ก็สามารถดึงมาอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สร้างขึ้น เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ต่อไปธนาคารจะเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง และจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป

วิธีคิดเปลี่ยน องค์กรต้องเปลี่ยน

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ยอมรับว่า เขาใช้เวลาในการสื่อสารกับบุคลากรในธนาคารมากพอสมควร เพื่อให้เข้าใจทิศทางการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปของธนาคาร จากที่เคยเอาผลิตภัณฑ์เป็นตัวตั้งมาเป็นลูกค้าเป็นตัวตั้ง

อาทิตย์บอกว่า ไทยพาณิชย์มีคนในองค์กร 2 หมื่นกว่าคน ที่ต้องสื่อสารให้รับรู้ว่าทิศทางขององค์กรกำลังจะเปลี่ยนไป และเปลี่ยนอย่างไร เพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อม และมีส่วนร่วมมีส่วนสนับสนุนในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

เขาเริ่มจากระดับฝ่ายจัดการของธนาคารก่อน เป็นระดับรองกรรมการผู้จัดการที่มีประมาณ 20 คน ใช้เวลาครึ่งปี 2559 ที่ผ่านมา และปีนี้เขาใช้เวลากับอีก 60 คน ที่แบ่งเป็น 3 ทีม ทีมละ 20 คน เป็นระดับผู้จัดการใหญ่ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ เพื่อจะหล่อหลอมความคิดของคนเหล่านี้ โดยถือคติ “หัวต้องได้ก่อน หางถึงจะส่ายตาม” เพื่อให้เข้าใจว่าแบงก์กำลังจะเปลี่ยนทิศทางการทำธุรกิจ และกลุ่มคนเหล่านี้คือผู้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างไรบ้าง

ขณะที่ฝ่ายจัดการในต่างจังหวัด ด้วยเทคโนโลยี อาทิตย์สามารถสไกป์คุยกับทุกคนได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่จะทำให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วม คือการเปิดกว้างให้เกิดการทดลอง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่การทำธุรกิจธนาคารเปลี่ยนไป มีหลายเรื่องที่ไม่มีใครรู้ว่าจะไปในทิศทางไหน จึงไม่ต้องเสียเวลามาเถียงกัน เพราะไม่มีใครรู้จริง ต้องให้ทดลองทำเลย และต้องทำอย่างรวดเร็ว ถ้าลองแล้วผิด ก็ต้องไม่นั่งว่ากัน ด่ากัน ต้องดูว่าอะไรเกิดขึ้น ลองใหม่ ซ้ายไม่ถูกลองไปขวา มันจะมีมุมใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกครั้ง

เป็นวัฒนธรรมใหม่ขององค์กร เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

 

“JQ ปูม้านึ่ง” จากลูกแม่ค้าแพปูสู่เดลิเวอรี่ร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/488052

“JQ ปูม้านึ่ง” จากลูกแม่ค้าแพปูสู่เดลิเวอรี่ร้อยล้าน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ด้วยความชื่นชอบธุรกิจค้าขาย นิสัยชอบคิดและมองหาโอกาสอยู่เสมอ ซึมซับมาจากคุณแม่ผู้เป็นเจ้าของแพปู กลายเป็นจุดกำเนิดของ “เจคิว ปูม้านึ่ง” เดลิเวอรี่อาหารทะเลที่มียอดขายสูงถึง 600 ล้านบาทต่อปี

สุรีรัตน์ ศรีพรหมคำ ต่อยอดแพปูของคุณแม่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับสามี ประเสริฐ สมบูรณ์ ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในดาวรุ่งธุรกิจเดลิเวอรี่ของเมืองไทย โดยประกาศเป้าหมายทำยอดขายให้ได้ 1,000 ล้านในสิ้นปีนี้ ก่อนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้าเพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับประเทศ  ส่งผ่านแรงบันดาลให้กับคนมีฝันทุกคน

นี่คือเบื้องหลังของอดีตเซลล์สาวที่กล้าทิ้งรายได้หลักแสนและคอมฟอร์ทโซน เพื่อโอกาสในธุรกิจพันล้าน

ความคิดแบบแม่ค้า หาโอกาสจากสิ่งที่มี

จากเด็กสาวชาวสุราษฎร์ธานีที่เห็นคุณแม่ทำงานหนัก ถึงแม้จะเป็นเจ้าของแพปู แต่ก็ยังหาเวลาสละแรงกายทำอาชีพเสริมเป็นแม่ค้า ขายของสารพัดอย่างตามแต่ช่วงเวลาและโอกาสที่มี สุรีรัตน์มองเห็นและเรียนรู้ในวิธีคิดของคุณแม่มาเสมอ โดยประทับความฝันในหัวว่า “สักวันฉันต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเอง”

“เราอยู่กับการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก บ้านเป็นร้านโชห่วย มีแพปู แต่แม่เป็นคนอยู่เฉยไม่ได้ ชอบทำอะไรหลายอย่าง ปกติขายข้าวแกง หน้าร้อนก็ไปขายน้ำแข็งใส ตรุษจีนก็ทำขนมเทียนขาย หรือช่วงวันพระที่คนไปวัดเยอะๆ แม่ก็เอาข้างแกงไปขาย แกเห็นโอกาสเสมอ เราซึมซับการทำมาร์เก็ตติ้งจากแม่มา”

สุรีรัตน์ เรียนจบสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล ชื่นชอบการอ่านประวัตินักธุรกิจเป็นชีวิตจิตใจ ที่ผ่านมาแม้จะมีอาชีพเป็นเซลล์ แต่ก็หาเวลาทำธุรกิจควบคู่ไปด้วยมาตลอด ทั้งค้าขายชิ้นส่วนรถยนต์ ขายรองเท้าแตะ ตลอดจนอาหารสุนัข แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในระดับที่เดินหน้าต่อไปได้

“เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะพวกประวัตินักธุรกิจ ได้แรงบันดาลใจและทำให้เห็นว่าทุกคนต้องสู้บวกกับเป็นคนชอบค้าขายอยู่แล้ว คือทั้งชีวิตไม่เคยอะไรเพียงอย่างเดียว เด็กๆ ช่วยแม่ โตมาหน่อยก็หาของขายไปเรื่อย จนกระทั่งเรียนจบทำงานเป็นเซลล์ แต่งานเสริมก็ยังเป็นธุรกิจค้าขาย เริ่มตั้งแต่ ชิ้นส่วนรถยนต์ รองเท้าแตะ อาหารสุนัข พยายามลองทุกอย่างถ้าเห็นว่ามีโอกาส สุดท้ายไม่สำเร็จแต่ก็ได้เรียนรู้”

แม้สุรีรัตน์จะล้มเหลวกับธุรกิจที่ผ่านมา แต่ความฝันของเธอไม่เคยจากหายไป ยังคงมองหาโอกาสอยู่ตลอด จนกระทั่งในปี 2553 ขณะมีอาชีพเป็นเซลล์ขายอาหารทะเล ได้ทดลองนำแพปูจากบ้านเกิดมาขาย และเริ่มมองเห็นช่องทางที่จะประสบความสำเร็จ

“ตอนนั้นเป็นเซลล์ขายอาหารกระป๋องส่งออกต่างประเทศ ชีวิตดีมีรายได้เป็นแสน แต่รู้สึกว่าเวลาว่างเยอะ หยุดเสาร์อาทิตย์เริ่มหาช่องทาง แต่ไม่อยากลงทุนอีกแล้ว เลยจับเอาอาหารทะเลของที่บ้านขึ้นมาขายส่งให้กับร้านอาหารและโรงแรมในกรุงเทพฯ ซึ่งก็พอทำได้ ลุ่มๆ ดอนๆ แต่ก็ติดปัญหาเรื่องถูกคืนของ ถูกโกงชักดาบไม่จ่ายเงิน จนขาดทุน แต่ไม่ท้อ วันหนึ่งตัดสินใจนำปูม้า อาหารทะเลที่เหลือในแต่ละวันไปแจกให้เพื่อน ปรากฏว่าเพื่อนถูกใจ ขอสั่งซื้อเพิ่มกันถ้วนหน้า แถมไปอ่านเจอวิจัยจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่บอกว่า ธุรกิจเดลิเวอรี่สินค้าอาหารจะเติบโตในเมืองใหญ่ ทีนี้ปิ๊งเลย เฮ้ย…เราเริ่มต้นไม่อยากเลย แค่มีวัตถุดิบ มีวินมอเตอร์ไซค์ ก็สามารถส่งถึงบ้านลูกค้าได้แล้ว”

คุณภาพและโปรโมชั่น ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ

ภายหลังตัดสินใจลงมือทำอย่างจริงจัง สองสามีภรรยาเริ่มศึกษาตลาด มองอุปสรรค และหาหนทางเอาชนะข้อจำกัดต่างๆ โดยเริ่มจัดพื้นที่ภายในคอนโดมิเนียมเป็นสถานที่ผลิต

“รื้อของ จัดเก็บรองเท้าใหม่ เอาโต๊ะกินข้าวมาวางเป็นที่ปั่นน้ำจิ้ม ใช้ระเบียงเป็นที่เก็บของและนึ่งปู ไม่เคยรู้สึกว่ามีข้อกำจัดอะไรมาเบรคเราได้ แรกเริ่มขายปูอย่างเดียว ลูกค้าบอกเอากุ้งมาขายด้วยสิ ปัญหาคือมันเผากุ้งในคอนโดไม่ได้ เลยถามกลับไปว่า กุ้งนึ่งกินได้ไหม ไม่อยากเชื่อว่าลูกค้ายอม ทีนี้เลยทำกุ้งนึ่งขายซะเลย หลังๆ ก็มีหอยนางรมเพิ่มเข้ามา ช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีเงิน ตอนทำใบปลิวโปรโมท เราจ้างไม่ไหวและไม่มีเวลาด้วย ไปซื้อพริ้นเตอร์กับกระดาษมาพริ้นท์และตัดเอง กลางคืนปล่อยให้เครื่องทำงาน สายมาก็นั่งตัดแล้วเอาไปแจกด้วยตัวเอง เราคิดว่าที่ผ่านมา เราเอาชนะข้อจำกัดทุกอย่างได้”

หลังจากดำเนินธุรกิจได้ราว 1 ปี สาวสุราษฎร์ผู้กระตือรือร้นรายนี้ ตัดสินใจทิ้งรายได้หลักแสนลาออกจากอาชีพการเป็นเซลล์ที่เปรียบเสมือนโรงเรียนที่สอนให้เธอเติบโตทั้งสายงานด้านการตลาด การคิดวิเคราะห์ และการติดต่อสื่อสาร หันมาใส่ใจและลงแรงกับเจคิวอย่างเต็มที่ โดยแจ้งเกิดผ่านกลยุทธ์โปรโมชั่นในโลกโซเซียลมีเดีย ที่ได้รับไอเดียมาจากตัน ภาสกรนที เจ้าพ่อชาเชียวเมืองไทย

“ตอนนั้นคิดว่าจะทำยังไงให้เฟซบุ๊กของเราดัง เลยไปสังเกตเพจที่ดังๆ ช่วงนั้น คือเพจคุณตัน พบว่าเขามีการจัดทำโปรโมชั่นและกิจกรรมไลค์แอนด์แชร์แจกไอโฟน เราเรียนรู้เลยว่า การแจกมันจะเวิร์คได้ของที่แจกต้องอยู่ในกระแสและถ้าจะให้เปรี้ยงต้องเต็มที่ อย่ากั๊ก แจกคือแจก ไลค์แอนด์แชร์มันเหมือนใบปลิวออนไลน์ที่ทำให้คนรู้จักเพจเราเพิ่มขึ้นจำนวนเยอะมาก ซึ่งพอได้ผลเราก็ทำอีก คราวนี้เป็นแจกแพ็กเกจทัวร์เกาหลี เพราะตอนนั้นคนไทยติดเกาหลีมาก เพจเราขยับจากหลักหมื่นเป็นหลักแสนไลค์เลย”

แคมเปญการตลาดดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง มีคนรู้จักเจคิวในวงกว้าง ยอดขายไต่ระดับสู่หลักล้าน ชื่อเสียงเริ่มเข้าตาสื่อมวลชนจนมีเงินทุนมากพอขยายสาขาเพิ่มเติม เริ่มจากสุขุมวิท 101 รามอินทรา รัชดาภิเษก จรัญสนิทวงศ์ กระทั่งปัจจุบันมีมากถึง 19 สาขา รวมถึงต่างจังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา และขอนแก่น โดยฐานการผลิตใหญ่หรือครัวกลางตั้งอยู่ที่ย่านห้วยขวาง ขณะที่แฟนเพจของเจคิวปูม้านึ่งล่าสุดพุ่งไปถึง 5 แสนไลค์แล้ว

 

นอกเหนือไปจากโปรโมชั่นและแคมเปญการตลาด อาวุธไม่ลับที่เป็นพื้นฐานความสำเร็จของธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารทะเลสดปรุงสุกก็คือ ประสบการณ์ในการคัดเลือกและการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ซึ่งทั้งสุรีรัตน์และประเสริฐ เข้าใจอย่างดีจนสามารถบริหารจัดการออเดอร์และปริมาณอาหารที่มีให้ลงตัวได้สำเร็จ

“ปูขึ้นมาจากใต้ 300-500 กิโลกรัมต่อวัน ถึงเวลาจริงต้องมีเสียหาย ไร้คุณภาพและตายระหว่างทางจำนวนหนึ่ง เราก็ต้องมานั่งคิดคร่าวๆ ใช้ประสบการณ์ประเมินว่าจะจัดการอย่างไรให้เหมาะสม เหลือแล้วจะทำยังไง โปรโมชั่นในหัวต้องมีไว้ตลอด คิดมาเป็นลิสต์เลย ถ้ามาเยอะต้องจัดการให้ได้ แต่มันสนุกที่ได้แก้ปัญหา เราไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ”

จุดแข็งอีกอย่างก็คือคุณภาพที่เจคิวส่งถึงมือลูกค้าภายใน 2 ชั่วโมงและขายของสดให้หมดเกลี้ยงใน 48 ชั่วโมง ปัจจุบันมีเมนูประมาณ 15 เมนู อาทิ ปูม้า กุ้งเผา หอยนางรม หอยชักตีน หอยหวาน หมึกนึ่งมะนาว เป็นต้น ขณะเดียวกันยังมีบริการแกะปูให้กับลูกค้าด้วย

“คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยเข้าใจ บางทีเจอปูม้าเป็นๆ ดิ้นๆ เหมือนสดนะ แต่ตอบไม่ได้เลยว่าดิ้นมาแล้วกี่วัน เหมือนคนถูกขังไม่ได้กินอาหาร สดจริงแต่ผอม ไม่มีเนื้อเลย แต่ของเราไม่ ต้องดิ้นไม่เกินสองวัน เกินกว่านั้นไม่มีเนื้อแล้ว บอกทริกไว้อีกอย่างคือ พวกปูตายแล้วเอามาอัดน้ำแข็งไว้ไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่เกิน 4 ชั่วโมงเนื้อไปหมดแล้ว รสชาติและคุณภาพคนละเรื่องกับปูสดเลย”

รายได้ ความหวัง และเป้าหมาย ในอนาคต

ปัจจุบันเจคิวปูม้านึ่ง มีรายได้ 600 ล้านต่อปี เติบโตจากหลัก 70 ล้าน 120 ล้าน 220 ล้าน และ 350 ล้านบาทตามลำดับ มีกำไรสุทธิ 20-30% ของยอดขาย โดยเป้าหมายคือสร้างยอดขายให้ได้ 1,000 ล้านบาทในปีนี้ และก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 5 ปีข้างหน้า ส่วนเรื่องการส่งออกไปยังต่างประเทศนั้นอยู่ระหว่างการสำรวจตลาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ด้านอาหารทะเลสดยังมีอุปสรรคในเรื่องการส่งออก อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ที่พอเป็นไปได้และมีโอกาสเติบโตมากก็คือ น้ำจิ้มซีฟู้ด

สุรีรัตน์ บอกว่า สิ่งสำคัญที่คนทำธุรกิจควรมีก็คือ การกล้าฝัน คิดไกลและใหญ่เข้าไว้ เพราะทำให้ทิศทางเดินนั้นชัดเจนและโฟกัสได้อย่างตรงจุด

“เวลาตอบคำถามว่าเราอยากไปถึงไหน เราบอกว่าอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ มันเป็นความฝัน เป็นธงที่ปักไว้ ถ้าไม่บอกอย่างนี้เราไม่รู้เลยว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เป้าหมายมันทำให้เห็นภาพ เกิดการเตรียมตัว เรียนรู้ และเกิดโอกาส อย่างเรื่องรายได้ ถามว่าเราจะทำได้ไหม 1,000 ล้านบาท จะพยายาม ถ้าได้สัก 800 ล้านก็แฮปปี้นะ เราไม่ได้ตั้งเป้าว่า ปีนี้ 600 ล้าน ปีหน้าขอ 650 ล้านแล้วกัน เป้าแบบนี้เผลอๆ ไม่ต้องพัฒนาตัวเองก็ไปถึงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเลยต้องตั้งเป้าสูงเข้าไว้ เพื่อกระตุ้นตัวเอง และหาโอกาสอื่นอยู่เรื่อยๆ”

อดีตเซลล์สาว บอกว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้หวังร่ำรวยจากหุ้นและกำไรเป็นหลักใหญ่ แต่ต้องการเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนเห็นว่า มนุษย์สามารถประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะมีต้นทุนทางสังคมมากน้อยเพียงใด ถ้ากล้าคิด กล้าทำ ก็สามารถไปถึงจุดสูงสุดได้

“อยากให้เห็นว่าลูกแม่ค้าต่างจังหวัด ไม่มีคอนเน็กชั่นทางสังคมสูงส่งอะไร ก็สามารถไขว่คว้าโอกาสและประสบความสำเร็จได้”

สุรีรัตน์และประเสริฐ ร่วมกันทิ้งท้ายให้กับคนฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองว่า ให้เลือกมองปัญหาของลูกค้าก่อนที่จะคิดถึงความต้องการของตัวเอง ที่สำคัญหัดเรียนรู้ ศึกษาสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่เจอปัญหา อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้โฟกัสสู้ แล้วคุณจะพบว่ามีโอกาสซ่อนอยู่

“บางคนถามว่า พี่หนูจะขายอะไรดี มันไม่ใช่ ต้องถามว่าปัญหาของคนคืออะไร ถ้าคิดว่าจะขายอะไรคงไม่มีธุรกิจอย่างอูเบอร์ เพราะเขาเริ่มมองก่อนว่าปัญหาของคนคืออะไร และหากคิดจะทำแล้ว สิ่งสำคัญคือเรียนรู้ ศึกษามันอย่างสุดทาง ไม่ใช่เป็นพวกฝันไปวันๆ อยากตื่นขึ้นมาแล้วรวยทันที”

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงส่วนสำคัญในการพาเจคิว ปูม้านึ่งขึ้นสู่ทำเนียบธุรกิจร้อยล้านได้อย่างน่าชื่นชม

 

 

 

“สู้เพื่อศักดิ์ศรีเด็กบ้านบ้าน”บุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับหนังมหาลัยวัวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 19:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/487585

"สู้เพื่อศักดิ์ศรีเด็กบ้านบ้าน"บุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับหนังมหาลัยวัวชน

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี และเฟซบุ๊ก ภาพยนตร์ มหาลัยวัวชน Song from Phatthalung

“เราเด็กบ้าน บ้าน เราเด็กเลี้ยงวัว

สากลัวเธอไม่สนใจ เราเด็กบ้าน บ้าน คงไม่สาไหร่

ไม่ถูกใจเหมือนเด็กหาดใหญ่ในหลาด”

นาทีนี้ใครบ้างไม่เคยฟังเพลง “มหาลัยวัวชน”ของวงพัทลุง เดินไปไหนท่อนฮุกโดนใจและท่วงทำนองเร้าอารมณ์ก็ดังกระหึ่มมาจากทางโน้นทางนี้ ตั้งแต่ผับเพื่อชีวิต ร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ ร้านขายซีดี แผงค้าหน้าราม ยันหอพักนักศึกษาหลังมหาวิทยาลัย

จากเด็กบ้านบ้านสุมหัวเล่นดนตรีกันในสวนยางพารา สู่เจ้าของบทเพลงฮิตที่มียอดผู้ชมมากกว่า 180 ล้านวิวบนเว็บไซต์ยูทูบ วันนี้วงพัทลุงเปลี่ยนสถานะนักดนตรีโนเนมเป็นซูเปอร์สตาร์ดวงใหม่ของวงการเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิต คิวคอนเสิร์ตแน่นจนต้องจองข้ามปี

ที่ไปไกลกว่าใครจะคาดคิดคือ เรื่องราวชีวิตและผลงานของพวกเขากำลังจะกลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง “มหาลัยวัวชน (Song from Phatthalung)” ฉาย 30 มีนาคมนี้ทั่วประเทศ

ผู้กำกับบ้านบ้านFeat.นักดนตรีบ้านบ้าน

ไม่ใช่แค่วัยรุ่น ไม่ใช่แค่คนปักษ์ใต้ แต่ต้องยอมรับว่าทุกเพศทุกวัยทั่วทั้งประเทศต่างชื่นชอบเพลงมหาลัยวัวชน หลายคนผิวปากเป็นทำนองครึกครื้น บางคนร้องตามได้ไม่เคอะเขิน ถึงขั้นคัฟเวอร์เพลงออกมาโชว์กันเป็นล่ำเป็นสัน

สืบ-บุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ดูจะหนักกว่าเพื่อน — เขาทำหนังเลย

ฟังครั้งแรกมันติดหู เนื้อร้อง เมโลดี้มันกินใจ ‘เราเด็กบ้านๆ เราเด็กเลี้ยงวัว สากลัวเธอไม่สนใจ’ เหมือนมันพูดแทนใจเรา ผมเป็นคนบ้านนอกนะ แก่แล้วด้วย ยังโดนเลย ประสาอะไรกับวัยรุ่น โดยเฉพาะคนบ้านๆ คนชนบททั่วประเทศ ไม่ใช่แค่คนใต้ ลองไปดูยอดคนฟังในยูทูบสิ ทะลุไป 200 ล้านแล้ว บางคนฟังซ้ำไม่ต่ำกว่าสิบรอบเวลาเหงา เครียด เจ็บปวด โดนดูถูก ผมนั่งฟังเนื้อเพลงชัดๆ แล้วมันสะเทือนใจ เด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ แอบรักสาว สาวก็ไม่สนใจ แต่สุดท้ายแฮปปี้เอนดิ้ง เพลงมันให้ความหวังด้วย”สืบหัวเราะเสียงดัง

ด้วยความเป็นคนทำหนัง เป็นนักเล่าเรื่อง ประกอบกับมิตรสหายกวีชื่อดัง อภิชาติ จันทร์แดง (ผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์) แนะนำให้รู้จักกับทิวากร แก้วบุญส่ง หรือโอ พารา เจ้าของค่ายเพลงพาราฮัท มิวสิค ผู้แต่งเพลงมหาลัยวัวชน จึงเกิดแรงบันดาลใจในการทำภาพยนตร์

ผมไปเมากับโอ พารา คุยกันถูกคอเลย (หัวเราะ) เขาอยากทำค่ายเพลง อยากสร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อเด็กบ้านนอกคอกนา เด็กไม่มีที่ไป เด็กไร้คุณค่าในชีวิต ไม่เห็นความหมายของตัวเอง เพราะเขาเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน เพื่อให้เด็กๆไปเล่นดนตรีแทนที่จะไปติดยาเสพติด ผมก็ทำค่ายหนังปลาเป็นว่ายทวนน้ำสตูดิโอ เพื่อคนปีกหักทั้งหมด วางแผนจะไปตั้งกลางทุ่ง เอาเด็กมาฝึกทำหนัง เขียนบทหนัง หนังของผมจะเป็นหนังพิเศษที่ชาวบ้านเล่น ทำเองขายเองแบบ Act local thing global คือทำแบบบ้านๆแต่ขายทั่วโลก อุดมการณ์เราสองคนเหมือนกันมันก็เลยคลิ๊ก พอถามว่า “เฮ้ย จะทำหนังแล้วมีตังค์มั้ย” โอบอก “ไม่มีครับพี่” (หัวเราะ) อ้าว ไม่มีตังค์แล้วจะทำหนังยังไงวะ โอเลยบอกว่างั้นแชร์กันได้มั้ย ต่างคนต่างไม่มีตังค์ ผมก็ไม่เคยได้ตังค์จากการทำหนัง ไม่มีค่าตัวด้วย สรุปเลยลงขันกัน ผมไปยืมแม่ยาย โอกับพงศ์ (เทอดพงศ์ เภอบาล นักร้องนำวงพัทลุงและพระเอกของเรื่อง) ก็ไปยืมญาติ กู้ธกส. เอาเงินมารวมกันจนเปิดกล้องได้”

แล้วฝันใหญ่ของคนบ้านบ้านสองคนก็เริ่มต้นขึ้นกลางสวนยางพารา

ทิวากร แก้วบุญส่ง หรือโอ พารา ผู้แต่งเพลงมหาลัยวัวชน

“มหาลัยวัวชน” ชีวิตต้องสู้ของเด็กเลี้ยงวัว

ไม่ต้องเดากันให้วุ่นวาย ภาพยนตร์เรื่องมหาลัยวัวชนมาจากเพลง เนื้อเรื่องก็คงไม่พ้นเรื่องราวของวงพัทลุง แต่ระดับผู้กำกับหนังอย่างสืบ บุญส่งคงต้องมีอะไรที่ลึกล้ำกว่าแค่จะทำหนังชีวประวัติวงดนตรีธรรมดาๆแน่

วันที่โอพาผมเที่ยวป่าบอน เดินเล่นในสวนยาง ฟังเสียงนกเสียงกา สูบยาเส้น นั่งฟังเพลงบนขนำ ฟังประวัติความเป็นมา อุดมการณ์ สัมผัสวิถีชีวิตจริงๆของเด็กเลี้ยงวัว มันมีเสน่ห์ ผมเป็นนักเล่าเรื่องที่ถนัดมากๆในการเดินทางหยิบฉวยเรื่องที่พบเห็นมาเล่า ฟังเสร็จปุ๊บคิดเรื่องออกปั๊บเลย เรื่องจริงผสมกับเรื่องแต่ง ไม่ต้องรีเสิร์ชตำรา ยิ่งทำยิ่งรู้สึก Touching อะไรบางอย่าง คำว่ามหาลัยวัวชน พูดถึงชีวิตเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนหนังสือยิ่งใหญ่อะไร เด็กบ้านๆกรีดยาง เลี้ยงวัว วัวก็ไม่ใช่ของตัวเองด้วยซ้ำ เด็กจนๆเลี้ยงวัวชนซึ่งไม่ได้พูดเรื่องความรักความอกหักเท่านั้น แต่ยังพูดถึงความฝัน การผจญภัย ความเป็นหนุ่มนักต่อสู้ มหาลัยวัวชนก็คือมหาลัยชีวิตนั่นเอง

หนังเรื่องนี้มีศักยภาพ —- เป็นคำที่สืบย้ำแล้วย้ำอีกอย่างมั่นใจ

ในประวัติศาสตร์หนังไทย หนังอีสานอาจมีขึ้นจอเยอะแล้ว แต่หนังใต้จริงๆยังไม่มี มหาลัยวัวชนมันเป็นเรียลลิสติก จับต้องได้ มีเลือดมีเนื้อ และแน่นอนมันสัมผัสหัวใจคนบ้านๆ โดยเฉพาะคนที่หลบเร้นในที่ต่างๆจะต้องมาดูหนังเรื่องนี้ เรื่องราวไม่ใช่แค่ภาคใต้ มันแค่เล่าเรื่องผ่านเด็กหนุ่มที่อยู่ป่าบอน พัทลุง แต่เป็นเรื่องเดียวกับคนบ้านๆทั่วประเทศที่มีชีวิตการต่อสู้ ความรัก ความหวัง ความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่านี้ การยอมรับ การมีตัวตน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษยชาติที่ต้องข้องแวะกับเรื่องพวกนี้อยู่ตลอดเวลา ผมจะเล่าเรื่องมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นเด็กบ้านๆในชนบท ในสวนยาง กินอาหารใต้ ฟังเพลงใต้ พูดภาษาใต้ ถึงขนาดต้องใส่ซับไตเติ้ลลงไปเพราะกลัวคนฟังไม่รู้ ผมจำเป็นต้องใส่รายละเอียดทุกอย่างลงไป เพราะเราจะเล่าเรื่องคนใต้โดยไม่พูดถึงวัฒนธรรมของเขาไม่ได้ ลมหายใจของคนภาคใต้คือวัวชน แต่เราไม่ได้จะพูดถึงการแข่งขันวัวชน  วัวชนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา เป็นลมหายใจ เป็นความหวังด้วยซ้ำ ไม่ต่างจากความหวังที่จะเป็นนักร้องของพงษ์ พระเอกของเรื่อง”

สืบบอกว่าหนังเรื่องนี้ทุนสร้างน้อยมาก แต่คุณภาพระดับ 20 ล้าน เรียกว่าเทหมดหน้าตัก เอาของบ้านๆขึ้นห้างฉายทั่วประเทศโดยไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

พงศ์ วงพัทลุง พระเอกหนังเรื่องมหาลัยวัวชน

Act local think Global เคล็ดลับทำหนังสไตล์สืบ

ในสายตาคนทำหนังไทย ชื่อชั้น ฝีไม้ลายมือ ประสบการณ์ และนิสัยใจคอของบุญส่ง นาคภู่ เป็นอย่างไร คงไม่ต้องสาธยายกันอีก

ผู้กำกับที่มีลายเซ็นเฉพาะตัว หยิบเอาเรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อยมาบอกเล่าด้วยวิธีที่ธรรมดาที่สุด เรียบง่ายที่สุด ด้วยทีมงานที่น้อยที่สุด อุปกรณ์ที่น้อยที่สุด และเงินที่น้อยที่สุด …สไตล์การทำหนังของสืบเป็นอย่างไร ฟังเจ้าตัวอธิบายเองดีกว่า

“เรื่องคนจนผู้ยิ่งใหญ่ ช่วงนั้นอยากทำหนังแต่ไม่มีตังค์ ตังค์กินข้าวยังไม่มี เลยขอยืมตังค์เมียแสนห้า เพราะมันเป็นเรื่องในใจที่อยากเล่ามา 30 ปีแล้ว พอกลับบ้านก็ลุยเลย เอาพ่อแม่พี่น้องมาเล่น เรื่องที่สอง สถานี 4 ภาค ผมชอบอ่านงานวรรณกรรม ก็เลยคัดเรื่องสั้นของนักเขียนไทยชั้นครู 4 คน โดยมีท้องเรื่องมาจาก 4 ภาค ได้แก่ กลาง เหนือ อีสาน ใต้ เรื่องที่สาม วังพิกุล นี่ก็ตังค์น้อยอีกแล้ว ยิ่งตังค์น้อยยิ่งต้องทำให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ผมตั้งกติกาว่าทุกครั้งที่ทำหนังใหม่มันต้องดีขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นการพัฒนาตัวเอง แต่สวนทางกับเงิน เงินทุนในเมืองไทยหายาก คนส่งเสริมก็ไม่มี โชคดีกระทรวงวัฒนธรรมให้เงินมาก้อนหนึ่ง

เรื่องต่อมาธุดงควัตร ผมเปิดกล้องแค่สองแสน แถมไปยืมตังค์เขาด้วย กว่าจะจ่ายหนี้หมดเบ็ดเสร็จรวมแล้วหกแสนกว่า แต่คุณภาพไม่ธรรมดา ทุกคนพูดแซ่ซ้องกันไปอย่างนั้นอย่างนี้ เงินแค่นี้ทำได้ยังไง มันต้องกรีดเลือดและจิตวิญญาณทำ สำหรับเรื่องมหาลัยวัวชนนี่ยิ่งท้าทาย ผมจะไร้ตัวตน ตัวตนคือบุญส่งต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ผมจะปล่อยให้ทุกอย่างลื่นไหลไปตามธรรมชาติ กำกับเหมือนไม่กำกับ ผมจะเป็นพ่อครัวที่ปล่อยให้วัตถุดิบในการทำอาหารแสดงศักยภาพตัวเองออกมา มหาลัยวัวชน หนังเล่าเรื่องสนุกมาก เร็วมาก พริ้วไหว เป็นธรรมชาติสุดๆ นักแสดงเป็นชาวบ้านหมด ไม่เคยเล่นหนัง แต่เล่นไม่แข็ง ไหลลื่นมาก ไปดูเองแล้วจะรู้ว่าเล่นได้ไง (หัวเราะ) อย่างพงศ์ นักร้องนำวงพัทลุง พระเอกของเรื่อง ในเรื่องก็ชื่อพงษ์ บางคนอาจบอกว่าเล่นเป็นตัวเองนี่หว่า แต่มันไม่ใช่ มันมีกลวิธีในการกำกับ เขาชื่อพงษ์เพราะจะได้รู้สึกสนุกในการเล่น ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น เป็นตัวของตัวเอง แต่จริงๆแล้วเล่นตามบททุกอย่าง ผมกำกับหมด วางหมากโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย กลวิธี acting coach ของผม เป็นการกำกับคนเล่นโดยไม่ต้องทำอะไรเลย หนังของผมเป็นแบบนี้ทุกเรื่อง”

ทุนน้อย นักแสดงไม่ดัง แถมเล่าเรื่องชีวิตบ้านๆ หนีไม่พ้นต้องเจอกับความเสี่ยงสารพัดที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า แต่สืบมั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องออกมาดี

เราสู้เพื่อศักดิ์ศรีของคนบ้านบ้าน การตัดสินใจฉายทั่วประเทศ ผมต้องแบกรับความเสี่ยงเยอะมาก ค่าโรงหนัง ค่าโน่นนั่นนี่ ไม่มีคนดูจะทำอย่างไร แต่เราสู้เพื่ออะไร… โอ พาราบอกว่าสู้เพื่อศักดิ์ศรี เป็นศักดิ์ศรีของคนใต้ คนบ้านบ้านอย่างเราก็ทำได้ หนังเข้าโรงเราก็มีความสุขแล้ว เราจริงใจและหวังว่าคนดูจะสัมผัสความจริงใจของเราได้ เราพยายามสื่อสารไปถึงคนดูตลอดเวลาทั้งเพลง ทั้งหนัง ทั้งโปสเตอร์

หนังฟอร์มเล็กปักหลักสู้วิกฤตหนังไทย

ในวันที่คนส่วนใหญ่มองว่าหนังไทยไร้ความหลากหลาย เต็มไปด้วยแนวตลก ผี รัก วัยรุ่น แถมพื้นที่ฉายยังโดนเบียดบังจากหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์ สุดท้ายทำให้คนทำหนังจำนวนไม่น้อยพากันท้อแท้หมดกำลังใจ

แล้วหนังฟอร์มเล็กอย่างมหาลัยวัวชนล่ะจะฟันฝ่าไปได้แค่ไหน?

ในฐานะผู้กำกับที่ทำหนังมานานกว่า 20 ปี โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ สืบยอมรับว่าอุตสาหกรรมหนังไทยกำลังเผชิญวิกฤต

วัฒนธรรมการทำหนังการดูหนังของไทยยังไม่มั่นคง ทุกวงการของสังคมมันไม่แชร์กัน ต่างคนต่างมือยาวสาวได้สาวเอา นายทุนก็ลงทุน เอาเงินอย่างเดียว คนทำหนังก็เป็นหมาล่าเนื้อ หิว โจทย์ไหนมาทำหมดเพื่อให้อยู่ได้ โรงหนังก็เปิดรับแต่หนังฝรั่งเพราะว่าทำเงิน ลงทุนซื้อหนังฝรั่งมาฉายมันปลอดภัยกว่า โรงหนังเขาไม่ได้เกลียดหนังไทยนะ แต่เขาทำธุรกิจไง ก็ต้องทำเงินให้มากที่สุด แล้วรัฐบาลก็ไม่สนใจ กระทรวงหลักๆก็ไม่ได้สนใจ ทุกคนต่างดิ้นไปคนละทาง ปล่อยให้คนเล็กคนน้อยดิ้นรนเอาเอง ผมเปรียบตัวเองเป็นธุลี เป็นคนทำหนังเล็กๆในวงการคนทำหนังอันกว้างใหญ่ ในประเทศอันยิ่งใหญ่ ปรากฎว่าผมก็ดิ้นรนด้วยลำแข้งตัวเอง เรารักหนัง อยากตายไปกับหนัง แต่ว่าทำหนังไปแล้วไม่มีใครดู ไม่มีที่ให้ฉาย รัฐบาลไม่โอบอุ้ม ไม่มีใครสนใจ แล้วยังไงล่ะ ผมก็ต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงทีมงาน ไม่มีความมั่นคงไม่มีความหวังอะไรทั้งสิ้น นี่คือสภาวะที่เป็นอยู่ในสังคมไทย ปัญหาคือทุกคนไม่เคยสนใจภาพรวม ไม่เคยสนใจกันและกัน ไม่เคยสนใจความยั่งยืน ลูกศิษย์เคยผมถามว่า ‘อาจารย์ผมอยากเข้าวงการหนัง เข้าที่ไหนครับ’ ผมสะเทือนใจมาก ตอบลูกศิษย์ไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีวงการจะให้เข้า วงการมันไม่มี

ผมพูดเสมอว่าอย่าเข้าวงการเลย อยากทำหนังอะไรก็ทำ ตอนนี้กล้องก็ซื้อได้ง่ายๆแล้ว โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว วิธีทำหนังมันง่ายมาก มีแนวโน้มว่าจะเกิดหนังเฉพาะกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกหนังเล็กหนังน้อย ถูกใจคนกลุ่มนั้นคนกลุ่มนี้ ผู้กำกับคนนั้นคนนี้มีแฟนเป็นหมื่นเป็นพันก็อยู่ได้ ทำหนังตามอัตภาพไม่เล็กไม่ใหญ่เพื่อตอบสนองคน แฮปปี้ วินวิน ผมฝันว่าทุกคนจะเห็นพลังของหนัง หนังมันชนะจิตวิญญาณคน เปลี่ยนแปลงคนระดับจิตวิญญาณเลย นึกภาพการซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังในความมืด แสงสว่างบนจอสองชั่วโมง เสียงและภาพซึมซับลงไปที่ตา กาย ใจ จิตวิญญาณก็เปลี่ยน พลังหนังทำให้เกิดปัญญา ทำให้คนละเอียดอ่อนมากขึ้น

ผมฝันอีกว่าโรงหนังจะให้พื้นที่ที่ชัดเจนกับคนทำหนัง ปัญหาตอนนี้คือ หนังไม่มีความหลากหลาย มันผิดกฎธรรมชาติ ป่าที่ไม่มีความหลากหลายมันตายหมด อยู่ไม่ได้ ไม่มีสิงสาราสัตว์เกิด มีแต่ต้นยูคาลิปตัส นกยังไม่กล้าจับเลยเพราะมันร้อน มันจะตายกันหมด  วิธีใส่ความหลากหลายง่ายๆคือ ให้ทุกคนทำหนังที่อยากทำอย่างเต็มที่และก็ให้พื้นที่ที่ชัดเจนแก่พวกเขา หมายถึงโรงและเวลาที่ฉาย สมมติผมเป็นคนเล็กๆในอุบลราชธานี อยากทำเรื่องของตาที่เป็นนักเป่าแคนที่ไพเราะมาก แต่ไม่มีใครมองเห็น ผมอยากทำหนังเรื่องนี้สุดหัวใจ แต่ปรากฎว่าโรงฉายไม่มีกติกาใดๆทั้งสิ้นว่าหนังของผมจะฉายได้หรือไม่ ฉายกี่วัน กี่รอบ ไม่มีวันรู้เลย สุดท้ายก็ทำมาแล้วก็เอามาเสี่ยงดวงดู ผมไม่ได้ลงทุนเพื่อให้ฉายวันเดียวแล้วโดนถอด แต่ถ้ามีกติกาชัดเจนว่า หนังทุกเรื่องจะได้ฉายอย่างน้อย 7 วัน วันละ 5 รอบ ในฐานะคนทำหนัง ผมจะรู้แล้วว่าทำหนังไปจะได้ฉายแน่ๆ 7 วัน วันละ 5 รอบ ผมต้องพัฒนาตัวเอง ผมต้องบิวท์ให้สุดๆไปเลย มันก่อเกิดพลังสร้างสรรค์ เพราะมันมีความชัดเจน แต่ตอนนี้ไม่มีความชัดเจนอะไรเลย คนทำหนังก็ไม่กล้าเสี่ยง คนลงทุนก็ไม่กล้าเสี่ยง

ผู้กำกับหนังวัย 49 บอกว่า วันนี้เขาปลดแอกเป็นอิสระแล้ว ได้ทำหนังที่ตัวเองอยากทำ เล่าเรื่องที่อยากเล่า ไม่ต้องทำหนังตามการชี้นิ้วสั่งของใคร

“ตอนนี้ผมอินดี้โดยสปิริต ผมเป็นกบฎที่คิดไม่เหมือนใครตั้งแต่แรก เขาไปขวาผมจะไปซ้าย เขาเดินหน้าผมถอยหลัง ผมปฏิวัติกระบวนการทำหนังทั้งหมด วิธีการทำงานคือ คนเยอะลดคน ของเยอะลดของ ไม่มีไฟก็ไม่เอา ไม่เอาดาราดัง ปักโลเคชั่นที่ไหนหานักแสดงที่นั่น ขับรถเอง เอาหัวใจไปสัมผัส เรื่องมหาลัยวัวชนผมก็ไปลงพื้นที่เดือนนึงที่ป่าบอน พัทลุง ศึกษาจิตวิญญาณของคนใต้ ทำด้วยใจ โคตรมีความสุขเลย ทุกคนอิจฉาผมเพราะว่าผมได้ทำสิ่งที่อยากทำ เพราะว่าผมบ้าและกล้า ถามว่าคนอื่นทำอย่างผมได้ไหม สบาย ถ้าคุณกล้าพอ ถ้าคุณยอมเสี่ยง และคุณชัดเจนว่าคุณจะตายไปกับหนัง ถ้าคุณรักหนังที่เงินก็จบ แต่ถ้าคุณรักหนังที่เรื่องราว ทุกครั้งที่หยิบเรื่องมาทำหนังเราก็ความสุขแล้ว ไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว อันนี้คือจิตวิญญาณ”

ทางออกของวิกฤตหนังไทย สำหรับบุญส่ง นาคภู่ เขาวิเคราะห์ไว้อย่างคมคายว่า

“ตอนนี้เราเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไม่ได้โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการ เราเปลี่ยนให้คนไม่มีสำนึกมามีสำนึกไม่ได้ เราเปลี่ยนรัฐที่ไม่เห็นค่าศิลปะให้มาเห็นค่าศิลปะไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนได้ที่ตัวเอง ตอนนี้ผมมีความหวังที่ตัวเอง คนทำหนัง หรือศิลปินใครก็ได้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทำสิ่งที่ Touching และ Moving เราต้องพิสูจน์คุณภาพตัวเองสิ โรงหนังก็จะโน้มเอียงมาหาเรา รัฐบาลก็จะโน้มเอียงมาหาเรา สังคมก็จะเออ…เบื่อเหลือเกินรสชาติแบบเดิมๆ เบื่ออาหารขึ้นห้าง อยากจะกินผัดสะตอ เราก็ทำรสชาติเด็ดๆของเราให้ชิมแล้วโลกจะโน้มเอียงมาหาเรา นี่คือความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้อาจจะยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่มันเริ่มมาแล้ว หนังไทยบ้านเดอะซีรีส์เริ่มได้ตังค์ มีกระแสปากต่อปาก local กำลังขึ้นมาเหนือน้ำ แล้วสักวันทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง ไม่นานหรอก ผมอยู่ทันและผมก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ยืนด้วยขาของตัวเอง”

 

 

“เสียใจที่บางคนไม่รู้ว่ามูลนิธิคืออะไร” โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2560 เวลา 20:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/487204

"เสียใจที่บางคนไม่รู้ว่ามูลนิธิคืออะไร" โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง

โดย…พรพิรุณ ทองอินทร์

เป็นที่ตื่นตัวและตกใจของคนรักช้างเมื่อ “โซไรดา ซาลวาลา” ผู้ก่อตั้งเเละเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยประกาศขอยุติมูลนิธิเพื่อนช้าง หลังประสบปัญหาต่างๆ ทั้งสุขภาพร่างกายของตนเอง ขาดแคลนบุคลากรและเงินทุนมากเพียงพอในการดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตามหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป คนรักช้างจำนวนมากทั่วฟ้าเมืองไทยไม่ปล่อยให้เธอและมูลนิธิยอมแพ้ พากันร่วมบริจาคเงินรวมกว่า 45 ล้านบาทเพื่อให้องค์กรแห่งนี้เดินหน้าต่อไปอย่างไม่เดียวดาย

เงินและบุคลากร 2 ปัจจัยเดินหน้ามูลนิธิ

มูลนิธิเพื่อนช้าง เกิดขึ้นจากวิกฤตของการสูญเสียช้าง ซึ่งถือเป็นสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เป็นเอกลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของชาติรวมทั้งเป็นตัวสร้างระบบนิเวศน์ที่สำคัญของป่าและธรรมชาติ  โซไรดา เฝ้าจับตาการสูญเสียเเละปริมาณที่ลดลงเรื่อยๆ ของช้าง ก่อนตัดสินก่อตั้ง มูลนิธิเพื่อนช้าง หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Friends of the Asian Elephant” ขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2536 โดยได้รับความร่วมมือจาก นายสัตวแพทย์ปรีชา พวงคำ สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง ในป่าบ้านปางหละ จังหวัดลำปาง

จากวันนั้นถึงวันนี้เกือบ 25 ปีที่ผ่านมา โซไรดา บอกว่า ข้อผิดพลาดในการทำงานนั้นแทบไม่มี อุปสรรคและปัญหาใหญ่เกิดจากการขาดแคลนบุคลากรและทุนทรัพย์เท่านั้น ที่ผ่านมาเคยประกาศรับสมัครคนทำงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสู้ค่าจ้างในระดับสูงไม่ไหว จึงมักถูกปฎิเสธ ขณะที่ตนเองเคยประกาศลาออกจากตำเเหน่งหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกคณะกรรมการห้ามปราบไว้เสมอ

“บางคนเรียนมาสูงก็ต้องอยากได้เงินเดือนสูงเป็นธรรมดา แต่มูลนิธิเราจ่ายไม่ไหว ส่วนตัวเราเองเคยขอลาออกหลายครั้งแล้ว เพราะอยากเปิดโอกาสและเห็นว่าน่าจะมีผู้ทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า แต่คณะกรรมการบอกว่า เป็นผู้ก่อตั้งจะมาลาออกได้อย่างไร และเข้าใจว่าต่อให้ตนลาออกก็ไม่ได้ทำให้มูลนิธิดีขึ้น ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การขาดแคลนบุคลากรและเม็ดเงินต่างหาก”

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง บอกว่า ที่ผ่านมามูลนิธิได้รับเงินบริจาคไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย โดยติดลบอย่างต่อเนื่องหลายปีตั้งแต่เริ่มต้นเปิดมูลนิธิ เพียงแต่ประชาชนไม่เคยทราบ โดยในปีพ.ศ.2537 หลังการก่อตั้งเพียงแค่ 1 ปี ตัวเลขบัญชีของมูลนิธิก็ติดลบแล้ว

“เราติดลบมาตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่เพียงแต่ไม่มีคนรู้ อย่างปีที่ 9 ติดลบกว่าสี่แสนบาท ปีที่ 10 รายรับเจ็ดแสน แต่ค่าใช้จ่ายสูงถึงแปดแสนบาท คือโดยเฉลี่ยมูลนิธิมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละเจ็ดถึงแปดแสนบาท เท่ากับ 1 ปี ต้องมีเงินอย่างน้อยสิบถึงสิบสองล้านบาท หากมีภัยธรรมชาติ อย่างพายุฤดูร้อน สถานที่เกิดความเสียหายก็ต้องใช้เงินดูแลซ่อมแซมอีกว่าสองล้านบาท” โซไรดาบอกถึงรายจ่ายที่ไม่สัมพันธ์กับรายรับ

“มีคนถามว่าทำไมไม่ส่งช้างให้หน่วยงานอื่นดูแล เราคิดว่ายังไม่ถึงเวลา และอาจไม่มีวันโอนช้างให้หน่วยไหน ไม่เชื่อว่าหน่วยงานไหนจะดูแลช้างพิการได้ดีเท่าที่เราทำ เพราะต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างมาก ตอนนี้ประชาชนอยากให้เราดำเนินการต่อ ก็ทำต่อ สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วย ขอความกรุณาอย่าซ้ำเติม เพราะเราเหนื่อยกันมากพอแล้ว เวลานี้คือการทำงานเพื่อพัฒนาวงการช้างไทย”

 

 

 

ภาระหนักทั้งคนและช้าง

โซไรดา บอกถึงการทำงานในมูลนิธิว่า ปัจจุบันดูแลช้างอยู่ 5 เชือกไม่นับรวมช้างจากพื้นที่อื่นๆ ที่ส่งมารักษาตัวแล้วส่งกลับ โดยมีบุคลากรเพียงแค่ 15 คนเท่านั้น จึงทำงานลำบากและเกิดความล่าช้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา

“ช้างที่อยู่กับมูลนิธิเมื่อก่อนมี 9 เชือก แต่ล้มตายไปตามอายุขัย ปัจจุบันเหลืออยู่ 5 เชือก เเบ่งเป็นช้างพิการต้องใส่ขาเทียม 2 เชือก อีกหนึ่งเชือกได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด โชคดียังไม่ต้องตัดขา แต่พื้นเท้ายังมีลักษณะนิ่ม ต้องปูยางพิเศษให้กับมันเพื่อให้สามารถเดินได้อย่างปลอดภัย อีกตัวมีอาการทางประสาทและปัญหาเรื่องตาเล็กน้อย มีเพียงตัวสุดท้ายที่สมบูรณ์

สำหรับช้างที่เข้ามารักษาในมูลนิธิและกลับไปหาเจ้าของแล้วล่าสุดมี 2 เชือก อยู่ระหว่างรักษาอีก 6 เชือก ซึ่งถือว่าน้อยเพราะบางครั้งมีช้างเจ็บป่วยเข้ามารักษาถึง 20 เชือก ซึ่งแน่นอนว่ามูลนิธิดูแลไม่ไหว หน่วยรักษาไม่เพียงพอ แต่ปฎิเสธไม่ได้ เบื้องต้นทำได้เพียงให้น้ำเกลือไปก่อน บุคลากรเพียงแค่ 14-15 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแล 11 คน แพทย์ 2 คน เจ้าหน้าที่ธุรการ 1 คน และตัวเอง นอกจากนั้นเป็นแม่บ้าน 2 คน ซึ่งเราจ้างเป็นรายวัน”

โซไรดา เล่าว่า สมัยก่อนเจ้าหน้าบางรายที่ต้องนอนกับดิน เพราะไม่มีที่พักเพียงพอ น้ำไฟก็ไม่มี ปัจจุบันยังมีเรือนพักให้เจ้าหน้าที่ มีน้ำอุ่นให้อาบ ทุกคนที่ทำงานตรงนี้ดูแลกันเหมือนญาติพี่น้อง คนที่พาช้างมารักษา ก็กินอยู่กับเรา ช่วยเหลืออาหารและที่พักให้อย่างเต็มที่

“ดูแลช้างแล้วต้องดูแลคน เพราะถ้าควาญช้างเครียด ช้างก็เครียดตาม รักษาแผลแล้วรักษาจิตใจของช้างด้วย นั่นคือสิ่งที่เราทำมาตลอด และมองไม่เห็นว่าใครเป็นภาระหรือความบกพร่อง”

สภาพช้างขาพิการ ภาพจากเฟซบุ๊ก Soraida Salwala โซไรดา ซาลวาลา

มูลนิธิอยู่ได้เพราะเงินบริจาคประชาชน

โซไรดา บอกว่า 25 ปีที่ผ่านมามูลนิธิอยู่ได้เพราะเงินบริจาคจากประชาชน ตามระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิไม่มีสิทธิทำการค้าได้ โดยเงินสนับสนุนนับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นเงินจากชาวไทย 80% และชาวต่างชาติอีก 20%

“เสียใจที่บางคนไม่ได้อ่านและรู้ว่ามูลนิธิคืออะไร เรื่องเงินที่บริจาคเปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว ถ้าถามว่ามูลนิธิติดลบตั้ง 11 ปี อยู่มาได้อย่างไร ก็ต้องบอกว่าอยู่มาได้เพราะบัญชีเงินฝากประจำออกมาใช้ ไม่ต้องการรบกวนประชาชนถ้าไม่จำเป็น สำหรับยอดเงินบริจาคในปัจจุบันกว่า 45 ล้านบาท ถือว่าเกินคาด และไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้รับความเมตตาขนาดนี้ ขอบคุณประชาชนมากที่ทำให้เราสามารถดำเนินการต่อไปได้”

โซไรดา บอกว่า จำนวนเงินดังกล่าวคาดกว่าจะสามารถดูแลการดำเนินการภายในมูลนิธิได้ยาวนานถึง 4 ปี โดยระหว่างนี้ทีมงานจะผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาช้างในระดับชาติ ผ่านแผนแม่บทที่ประชุมระดับ 4 ภาค เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.เชียงใหม่ จ.สุรินทร์ และ จ.กระบี่ เมื่อประชุมครบกำหนดทุกภาคทีมงานและคณะกรรมการจะสรุปออกมาเป็นแผนเพื่อกราบเรียนคณะรัฐมนตรีต่อไป

 

ถอดรหัส ม.44 สารพัดกฎหมายวินัยจราจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/486989

ถอดรหัส ม.44 สารพัดกฎหมายวินัยจราจร

เรื่อง…เอกชัย จั่นทอง / ภาพ…มินตรา ฤทธิ์ธาอภินันท์

อีกไม่ถึง 1 เดือนจะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ประชาชนทั่วทุกสารทิศจะเดินทางกลับภูมิลำเนากันหลายล้านคน เรื่องที่ตามมาคืออุบัติเหตุการเสียชีวิต ทำให้รัฐบาลงัดไม้เด็ดใช้กฎหมายพิเศษมาตรา 44 กวดขันเรื่องความปลอดภัยและกฎระเบียบบนท้องถนนเพื่อลดความสูญเสีย

อย่างมาตรการจัดระเบียบรถตู้โดยสารให้ปรับมาใช้ “รถไมโครบัส” และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ใช้มาตรา 44 สั่งให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคนภายในรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ถ้าไม่ดำเนินการจะมีความผิดทางกฎหมาย รวมถึงมาตรการเสียค่าปรับหรือใบสั่ง หากประชาชนไม่ยอมชำระค่าปรับ ต่อภาษีไม่ได้และถูกฟ้องศาล มาตรการทั้งหมดมีทั้งผู้เห็นต่างและเห็นด้วยกับภาครัฐ

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นิกร จำนง ประธานชมรมไทยปลอดภัย และอดีตประธาน กมธ.วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ถอดรหัสกฎหมายจราจรกับโพสต์ทูเดย์ว่า จากประสบการณ์การแก้ไขปัญหาเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนต้องใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในหลายมิติแก้ปัญหาเพียงชั่วข้ามคืนไม่ได้

“เรื่องนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ออกมาตรการบังคับใช้กฎหมายทางถนน หลังจากทุกองคาพยพขยับเคลื่อน จึงคาดว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ยอดผู้เสียชีวิตและอุบัติเหตุจะลดลง ต่อไปต้องมีแผนกำหนดชัดเจนว่า ต้องขีดเส้นตั้งเป้าให้จำนวนอุบัติเหตุและเสียชีวิตอยู่ที่เท่าไหร่จนไปถึงศูนย์ เพราะไม่มีใครสามารถทำให้ยอดผู้เสียชีวิตและอุบัติเหตุเป็นศูนย์ได้ทันที แม้แต่ประเทศเล็กๆ ก็ยังเกิดอุบัติเหตุ”

กระนั้นก็ตาม ประธานชมรมไทยปลอดภัย อธิบายต่ออีกว่า ในต่างประเทศเองใช้ระบบ Towards Zero กันเยอะ เพื่อมุ่งไปสู่ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตให้เป็น “ศูนย์” ไม่ใช่การทำให้เป็นศูนย์ทันที ซึ่งเป็นนโยบายที่ใครก็ทำไม่ได้ แต่การไปสู่ตัวเลข “ศูนย์” สามารถทำได้ โดยมีเป้าหมายคือ “ศูนย์” หรือน้อยที่สุด เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เหมือนกับการวิ่งมาราธอนมีเป้าหมาย ถ้าไม่มีเป้าหมายไม่ได้ ทั้งหมดเป็นกรอบแผนที่เสนอให้รัฐบาลนำไปดำเนินการในตามกรอบระยะเวลา 5 ปี

อย่างประกาศฉบับที่ 14 และ 15 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยจราจร ตัวหลักของกฎหมายคือเน้น

การจัดการเรื่องรถในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่พบสาเหตุหลักการเสียชีวิตเกิดจากความเร็วของการตัดหน้ากระชั้นชิด เมาแล้วขับ ง่วง ไม่ใช่อุปกรณ์ความปลอดภัยขณะขับรถ อย่างหมวกกันน็อก อุปกรณ์ความปลอดภัยที่เห็นภาพชัดเจนคือต้องสวมหมวกกันน็อก ถ้าไม่ใส่คือผิดกฎหมาย

และที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ร้องขอ คือเรื่องการรัดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารทุกคนในรถ ซึ่งในระบบของโลกให้คาดเข็มขัดทุกที่นั่งเวลาเกิดอุบัติเหตุจะสามารถลดการสูญเสียได้ โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับมาตรการรัดเข็มขัด เพราะเราไม่รู้จะเกิดอุบัติเหตุเมื่อใด และเป็นเรื่องดีนำมาใช้ในช่วงเทศกาลที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5เม.ย.นี้

จากมาตรการคาดเข็มนิรภัย นิกร ยังยกเหตุผลข้อกังวลที่อาจเป็นปัญหาพร้อมเสนอแนะว่า เสียงของประชาชนบางส่วนบอกว่า “รถของเขาเป็นรถรุ่นเก่า” ไม่มีที่คาดเข็มขัดนิรภัยติดมากับรถส่วนใหญ่เป็นรถรุ่นเก่า รายได้น้อย คนเหล่านั้นจึงเดือดร้อน แต่ถ้ามีแล้วเสียหายเจ้าของรถต้องซ่อมแซมปรับปรุง

“ในเมื่อปีและรุ่นรถไม่ได้มีการติดตั้งที่คาดเข็มขัดนิรภัยมาก่อน ควรจะยกเว้นให้กับคนกลุ่มนี้ อย่าให้ประชาชนลำบากกลายเป็นภาระเพิ่มขึ้นรัฐควรอนุโลมให้ ซึ่งการบังคับทางกฎหมายควรบังคับไปข้างหน้า ดังนั้นรัฐบาลช่วยผ่อนคลายตรงจุดนี้ได้หรือไม่ และควรรีบดำเนินการ ไม่งั้นอาจมีแรงต่อต้านเมื่อตำรวจบังคับใช้กฎหมาย”

 

ประธานชมรมไทยปลอดภัย ยังกล่าวถึงกรณีรถตู้โดยสารสาธารณะว่า ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุจากรถตู้นั้นความจริงแล้วไม่เหมาะกับการวิ่งระยะทางไกล ใช้ก๊าซเผาไหม้อันตราย วิ่งไกลเกิน 200 กิโลเมตรก็อันตราย แย่งอากาศกันหายใจในรถ เวลาเกิดอุบัติเหตุหนีออกจากรถค่อนข้างลำบาก ถ้ามีญาติไม่ให้ขึ้นแน่นอน ที่สุดรัฐจึงมีการยกเลิกการใช้รถตู้ พร้อมกับเสนอให้รัฐบาลค่อยๆ แก้ไขไป เพราะเราต้องมีเมตตากับผู้ประกอบการและผู้ใช้ด้วย

สิ่งที่รัฐบาลทำขณะนี้ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่ห้ามรถตู้หยุดวิ่งเด็ดขาดทันที แต่จะไม่อนุญาตให้มีการจดทะเบียนหากหมดอายุ รวมถึงมาตรการที่ให้รับผู้โดยสารเพียง 13 คน ห้ามเกินจากนี้ถือว่าดี ตรงจุดนี้หากผู้ประกอบการไม่ควบคุมก็ให้ถอนใบอนุญาตทันที หลักการทั้งหมดถือว่าเท่าเทียมและอยู่ร่วมกันได้ทั้งสองฝ่ายในระยะช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “รถไมโครบัส” หลังจากที่มีการสูญเสียกันไปเยอะ ที่สุดเมื่อมีการปรับปรุงแล้วหวังอย่าให้ “รถตู้เถื่อน” กลับมาวิ่งอีกเด็ดขาดเพราะจะกลับสู่วงจรเดิม

ส่วนเรื่องบังคับใช้กฎหมายกรณีประชาชนถูกใบสั่งให้เสียค่าปรับหากไม่ดำเนินจ่ายจะต่อภาษีไม่ได้นั้น นิกร ให้ความเห็นกรณีนี้ว่า เรื่องใบสั่งเป็นปัญหามายาวนาน ถึงเวลาต้องสะสางจัดการเสียที เพราะคนไม่เคารพกฎจราจรออกใบสั่งไปก็เท่านั้น เวลาตำรวจออกใบสั่งไปแล้วมีอายุ 1 ปี ถ้า

ไม่ไปจ่ายก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย พอหมดอายุความก็เหมือนกระดาษแผ่นเดียว พวกคนที่โดนยึดใบขับขี่ก็หัวหมอไปแจ้งหายแล้วทำใบขับขี่ใหม่ได้ ดังนั้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายสำคัญที่สุฉะนั้นต้องให้ผู้ถูกใบสั่งจ่ายภาษีได้ เพราะการจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญถ้าห้ามถือว่าผิดกฎหมาย แต่ออกใบภาษีให้ไม่ได้ กรณียังค้างชำระค่าใบสั่งอยู่ แต่ให้ออกใบแทนให้กำหนดนัดให้มาชำระค่าปรับ และข้อมูลใบสั่งจะต้องเชื่อมต่อกันระหว่างตำรวจกับกรมการขนส่งฯ ด้วย แต่ไม่รู้ว่าข้อมูลนี้จะเชื่อมต่อกันขนาดไหนอกจากนี้ นิกร ยังตั้งคำถามอีกว่า เวลาเขียนใบสั่งข้อมูลมีการซิงก์หรือเชื่อมต่อกันแล้วหรือไม่ ระหว่างตำรวจกับกรมการขนส่งทางบก อย่างต่างประเทศเองเวลาตำรวจเขียนใบสั่งจะลิงก์ข้อมูลเข้าไปทันที ส่วนประเทศไทยคิดว่าข้อมูลจะลิงก์กันบางส่วนแต่อาจยังไม่ครบถ้วน ถือว่าวิธีการแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้เรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว

“อย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ โอเค แต่ถ้าเป็นตำรวจภูธร ตำบล เขียนใบสั่งข้อมูลมันจะลิงก์กันไหมล่ะ ตรงนี้เป็นรอยแยกการจัดการ ซึ่งเป็นการไม่เชื่อมต่อกันทางระบบดิจิทัล หากทำไม่ได้จะกลายเป็นคนไม่เคารพกฎจราจร”

เช่นเดียวกับถนนหลวงประเทศไทย ถือว่าดีกว่าทุกประเทศในแถบอาเซียน แต่ปัญหาคือว่า “ถนนเราดีเกินไป” เพราะมีถนนสายรองสามารถทำความเร็วได้เยอะมาก มีถนนหลายเลน  บางทีการก่อสร้างไปทำลายระบบความเป็นอยู่ของคนละแวกนั้น จากเดิมจะเดินข้ามได้ปกติ พอมีถนนทำให้เกิดอุบัติเหตุมีคนเสียชีวิต แล้วอะไรคือสิ่งแปลกปลอม? เท่านั้นไม่พอถนนสายรองส่วนใหญ่เป็นของกรมโยธาฯ ของจังหวัด มีสภาพถนนดี แต่ไม่มีตำรวจทางหลวงมาดูแล  เพราะตำรวจทางหลวงดูแลเฉพาะถนนของกรมทางหลวงเพียงอย่างเดียว ระยะทางประมาณ 6 หมื่นกิโลเมตร นั่นจึงเป็นปัญหาในถนนสายรอง

ประธานชมรมไทยปลอดภัย กล่าวอีกว่า ถนนในประเทศไม่มีระบบเซฟตี้เรื่องความปลอดภัย เลยกลายเป็นว่าถนนในประเทศไทยดีเกินไปจนเกิดอันตราย และยังเป็นสุสานของนักปั่นทั่วโลกที่ต้องมาเสียชีวิตด้วย เพราะถนนในบ้านเราเป็นการใช้แบบร่วมกันทั้งมอเตอร์ไซค์ สามล้อ อีแต๋น ฯลฯ มีทุกอย่าง และวิ่งด้วยความเร็ว

“มอเตอร์ไซค์ 80% เป็นสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด นั่นจึงมีความจำเป็นว่ารัฐต้องหาหนทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องมอเตอร์ไซค์ สวนทางกับจำนวนซื้อรถจักรยานยนต์เพิ่มมากขึ้น”

ทั้งนี้ การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของคนไทย อยู่ที่ 2.4 หมื่นคน/ปี/ประชากรแสนคน ในอนาคต 5 ปีข้างหน้า คาดว่าอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1.2 แสนคน ในจำนวนประชากร 67 ล้านคน ส่วนทั่วโลกเฉลี่ยมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,000 คน/วัน ทว่าหากในอนาคตยังไม่มีมาตรการใหม่ๆ เข้ามาปรับปรุงแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุตัวเลขก็อาจพุ่งเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นิกร แสดงความเห็นทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า ทุกวันนี้เรายังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่เก็บข้อมูลการเสียชีวิตที่เป็นระบบจริงจัง จึงทำให้ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร

 

จุฬาฯ ศตวรรษใหม่ ยกระดับมาตรฐานอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 21:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/486462

จุฬาฯ ศตวรรษใหม่ ยกระดับมาตรฐานอินเตอร์

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชนมากถึง 170 แห่ง ตัวเลขการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษากลับลดลงเพราะปัญหาประชากรวัยเรียนที่ลดจำนวนลงทุกปี และกระแสที่เน้นให้นักเรียนหันไปเรียนสายอาชีพที่มีตำแหน่งงานรองรับ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด กำลังมีอายุผ่านปีที่ 100 ย่างเข้าสู่ศตวรรษใหม่ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว และกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเรื่องนี้เช่นกัน

ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นอธิการบดีคนที่ 17 ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาดๆ เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2559 เริ่มเปิดประเด็นนี้ โดยระบุว่า สถาบันเก่าแก่อย่างจุฬาฯ ก็เลี่ยงไม่ได้เช่นกันที่จะต้องยอมรับว่ากำลังเข้าสู่ยุคที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน โดยเฉพาะทางสังคมและการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว สยายปีกครอบคลุมไปทั่วโลก

“โลกภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าใครจะคาดคิดถึง สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือพวกเราที่อยู่ในแวดวงการศึกษาหรือกระทั่งแวดวงอื่นๆ มักจะพิจารณาความเปลี่ยนแปลงจากแค่กรอบในประเทศไทย วันนี้ต้องยอมรับว่าอิทธิพลความเปลี่ยนแปลงมาจากบริบททั่วโลก และที่สำคัญคือเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าที่เคยเป็นปรากฏการณ์ในอดีต ในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมาเรามีเวลาในการปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่วันนี้เราถูกเทคโนโลยีบังคับให้ปรับตัวอย่างรอช้าไม่ได้เลย เช่น ระบบสื่อสารสมัยใหม่ที่ส่งผลต่อสังคมในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทั้งหมดเป็นคำถามที่ย้อนกลับมาหาเรา กลับมาหาจุฬาฯ ว่าจะปรับตัวตามปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่บีบบังคับอยู่นี้อย่างไร”

อธิการบดีมาดสุขุมตามแบบฉบับของซีอีโอยุคใหม่ ขยายความให้ฟังว่า หากจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วตามปัจจัยการแข่งขันทางเศรษฐกิจยุค 4.0 ที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที จำเป็นที่จะต้องกำหนดหลักยึดที่ต้องมีเป้าหมายชัดเจน เช่น หากพุ่งเป้าไปที่ตัวนิสิต นักศึกษา ก็ต้องกำหนดคุณลักษณะของบัณฑิตที่จะจบการศึกษาให้ชัดเจนว่า หากพวกเขาจบการศึกษาไปแล้วจะต้องคิดเป็น ทำงานเป็น และสื่อสารได้

จากการบอกเล่าของอธิการบดีท่านนี้ ทำให้ทราบว่า จุฬาฯ ยุคใหม่ถูกวางเป้าหมายให้ต้องปรับกระบวนการเรียนการสอน ที่กระตุ้น ส่งเสริมให้นิสิตสามารถวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นหรือที่เห็นได้ ด้วยการต้องสร้างบรรยากาศการเรียนที่ไม่ใช่เพื่อสอบหรือเรียนเพื่อให้ได้คะแนนดีอย่างเดียว แต่ต้องทำในสิ่งที่สังคมได้ประโยชน์และบอกเล่าเรื่องราว สื่อสารในสิ่งที่ทำอยู่ได้

“มหาวิทยาลัยจะต้องทำให้เห็นว่าเรากำลังนำองค์ความรู้ออกไปสู่สังคม ก่อนหน้านี้แต่ละคณะวิชาทำงานวิจัยอย่างค่อนข้างแยกศาสตร์ มีความรู้ในเชิงลึกในศาสตร์ที่ถนัดสั่งสมมานาน แต่โดยมุมมองของผม การทำวิจัยก็เป็นเหมือนการสร้างบ้านสร้างอาคาร เริ่มก่อสร้างด้วยการตอกเสาเข็ม ที่ต้องตอกลงไปให้ลึก แต่เมื่อตอกไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่า ถึงจุดที่ตอกไม่ค่อยจม ก็แสดงว่ายึดแน่นแล้ว และถึงเวลาที่จุฬาฯ ต้องเทเชื่อมศาสตร์ต่างๆ ที่เรามีกับสังคม

เราจะเข้าสู่ศตวรรษใหม่ด้วยการเน้นผลผลิต เชิงวิชาการ โดยจะสร้างผลผลิตข้ามสาย ข้ามศาสตร์ หรือเป็นการร่วมมือระหว่างต่างคณะวิชา เพื่อทำงานที่ตอบโจทย์ตามที่สังคมต้องการมากขึ้น เราจะได้เห็นคณะแพทยศาสตร์ทำงานกับวิศวกรรมศาสตร์ ทุกคณะจะมีโจทย์ในการทำงานข้ามศาสตร์ร่วมกัน เช่น จะทำกระดูกเทียม ก็มีสถาบันวิจัยโลหะฯ มาร่วมกับวิศวะ”

อธิการบดีจุฬาฯ เล่าอีกว่า การร่วมงานข้ามศาสตร์มีเป้าหมายที่จะหาทางออกให้กับงานวิจัยเชิงลึกที่จุฬาฯ ได้สั่งสมความรู้ในเรื่องต่างๆ มานาน งานวิจัยบางเรื่องที่เริ่มพบทางตัน เมื่อถูกนำมาเชื่อมโยงกันระหว่างศาสตร์มากขึ้นจะเป็นการสร้างโอกาสให้สังคมจะได้ประโยชน์จากงานวิจัยที่จุฬาฯ มีอยู่มากขึ้นตามไปด้วย แต่การผลิตบัณฑิต ผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ จะยังไม่ถือว่าเป็นความสำเร็จ หากไม่ได้ผลิตคนเพื่อออกไปทำงานรับใช้สังคมได้จริงๆ และเมื่อคาดการณ์แล้วว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยจะประสบปัญหา ประชากรวัยเรียนที่ลดจำนวนลงจนกระทบสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ซึ่งจะประสบปัญหามีผู้เรียนลดลง เรื่องนี้จุฬาฯ ได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว

“วันนี้เราจะคิดแค่ในประเทศไทยไม่ได้แล้ว จุฬาฯ จะต้องปรับตัวเพื่อเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงกับระดับการศึกษานานาชาติมากขึ้น ที่ผ่านมาเราพัฒนาตัวให้รองรับและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาพอสมควร ซึ่งในศตวรรษใหม่เราจะเน้นหลักสูตรที่จะดึงดูดความสนใจจากนานาชาติมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้มาสัมผัสหลักสูตรของเราแล้วจะต้องยอมรับว่าเรามีมาตรฐานสูง จนเป็นที่ยอมรับ ใครๆ จากทั่วโลกต้องอยากมาเรียนกับเรา

…เราต้องการที่จะเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอีกแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจะเป็นได้จะต้องมีมาตรฐานสูง มีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับนอกจากผู้เรียนแล้ว เราจึงมีเป้าหมายที่จะดึงคณาจารย์ ผู้สอนเก่งๆ จากทั่วโลกมาด้วย และเราคิดไปถึงว่า นอกจากมาสอนมาเรียนกับเราแล้ว บุคลากรเหล่านี้จะต้องอยากมาทำงานให้บริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศเราด้วย

วันนี้การแข่งขันระดับอุดมศึกษานานาชาติรุนแรงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง หลายๆ ประเทศไม่ได้รอแค่เด็กในชาติตัวเอง แต่เปิดรับทั่วโลก เด็กนักเรียนชั้นหัวกะทิของเราถูกดูดไปเรียนที่อื่นๆ

การแข่งขันในการแย่งชิงคนเก่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่คุกคามการเรียนการสอนและระบบผลิตบุคลากรในบ้านเรา

ยุคนี้มีการซื้อตัวคนเก่งๆ ไปเรียนไปทำงานให้เหมือนซื้อตัวนักฟุตบอลไปร่วมทีมฟุตบอล คนเก่งถูกซื้อตัวข้ามประเทศไปอยู่ในลีกสูงๆ การแข่งขันในระดับอุดมศึกษากำลังเหมือนกีฬานานาชาติ ที่ต้องเริ่มสำรวจเฟ้นหาคนเก่งและหาวิธี หาทุนที่จะรักษาตัวผู้เล่นไว้”

อธิการบดีท่านนี้แจกแจงอีกว่า การรักษาหรือดึงตัวทั้งผู้เรียนและคณาจารย์เก่งๆ ไว้ให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกทุ่มเทเรื่องนี้อย่างหนัก ถือเป็นการแข่งขันกันในระดับเวิลด์คลาส แม้จุฬาฯ จะเป็นสถาบันที่มีทุนทรัพย์ในการจัดการเรียนการสอนค่อนข้างสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแล้ว ยังถือว่าเสียเปรียบในเรื่องทุนทรัพย์หลายเท่า

“แค่เปรียบเทียบงบวิจัยของเรากับสิงคโปร์ที่ได้รับจากรัฐบาล ก็จะเห็นตัวเลขว่าเราห่างจากเขาถึง 20 เท่า เวลาเขาส่งนักศึกษาปริญญาเอกมาเรียนกับเรา เขาให้ทุนเดือนละ 8-9 หมื่นบาท เราให้ได้แค่เดือนละ 8,000 บาท เมื่อเป็นแบบนี้ถ้าเราเป็นนักเรียนชั้นดี เราจะเลือกมาอยู่กับพรีเมียร์ลีกไหน มันก็เป็นทางเลือกที่ชัดเจน และเป็นปัญหาที่กำลังตอกย้ำให้เราตระหนักว่า ถ้าเราไม่ปรับตัว ไม่แก้ปัญหานี้เราก็จะลำบาก

…ตอนนี้มหาวิทยาลัยไทยทั้งหมดหันมาจับมือกัน ไม่ได้แข่งกันอย่างบ้าดีเดือด เพราะเรารู้ดีว่าจะมีที่ได้ดีอยู่แห่งเดียวไม่ได้ ดีสถาบันเดียวก็สู้กับนานาชาติไม่ได้ จะต้องจับมือกันเพื่อดีกันทั้งแผง หากเราทั้งหมดไม่แข็งแกร่ง ก็เสี่ยงพอๆ กัน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

ดูเหมือนเป้าหมายที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่กล่าวมาพอสังเขปนั้น จะหมายถึงการเตรียมการ การทำงานที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้จะต้องลงมือทำอีกนานัปการ

“การทำงานทุกเรื่องไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้บริหารคิดอย่างไร คนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ทำให้งานเกิดขึ้นก็คือ เหล่าคณาจารย์ และนิสิต นักศึกษา ที่อยู่ตามคณะ สถาบันวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นองค์กรสร้างผลผลิตทางวิชาการในจุฬาฯ ผมจึงมีหน้าที่สนับสนุนหาทางที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นทำงานตามที่ถนัด เพื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่สองต่อไปอย่างราบรื่น” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย